xs
sm
md
lg

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 12 จบบริบูรณ์

เผยแพร่:

ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 12 อวสาน

เมื่อความรักและทางรักเดินดิ่งสู่ทางตัน ยากจะพบเห็นทางออก และเขารู้จักมิเชลล์ดีมากกว่าใคร เมื่อตัดสินใจแล้วหล่อนย่อมไม่มีวันเปลี่ยนใจ ชารีฟเครียดจัดหลบผู้คนมาอยู่ที่มุมหนึ่งของตึกเหลือง นั่งกุมหัว สีหน้าหมองจัด กลัดกลุ้มเหลือเกิน

จอมพลมุสกัตเดินปรี่เข้ามาหาอย่างเร็วรี่ แน่ละ ท่านจอมพลรู้ข่าวร้ายแล้ว
“ท่านรัฐมนตรี”
ชารีฟลุกขึ้น ทำความเคารพ “ท่านจอมพล”
“ท่านลาออกจากตำแหน่ง” จอมพลมุสกัตถามทันที
“ใช่แล้ว”
“ทุกตำแหน่ง”
“เป็นความจริง”
“ทำถูกต้องแล้วหรือท่านรัฐมนตรี ขออภัยที่ต้องถาม”
“เพราะ...ข้าพเจ้าไม่มีทางออกอื่นใด”
“ถ้าข้าพเจ้าเป็นองค์อาหเม็ด ข้าพเจ้าจะโกรธท่านมาก”
“เป็นเช่นนั้นท่านจอมพล...ยิ่งกว่าพายุทะเลทราย”
“น่าเห็นใจองค์อาหเม็ดเหลือเกิน...ขอโทษเถิด ข้าพเจ้าคิดว่าท่านเหมือนบุตรชายคนหนึ่ง ท่านทำไม่ถูกนะ” ท่านจอมพลหมาดๆ เข้ามาใกล้ วางมือบนไหล่ สีหน้าเห็นใจอย่างยิ่งยวด “ชารีฟ” เสียงเรียกอ่อนโยนมาก

ชารีฟอาดูรยิ่งนัก มีสีหน้าอัดอั้นตันใจสุดๆ กิริยาว้าวุ่นใจ ไม่รู้จะทำยังไงดีแล้ว
“เมื่อก่อนผู้หญิงไม่เคยยุ่งกับการงานอะไรของสามี แต่เดี๋ยวนี้บรรดาภรรยาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ต้องพบปะกับภรรยาของทูตเป็นประจำ” จอมพลชราปรารภเป็นเชิงให้คำแนะนำ
“ข้าพเจ้ารู้เหตุผลทุกอย่าง ไม่โกรธใครทั้งนั้น มารดาของข้าพเจ้าองค์อาหเม็ด แม้แต่มิเชลล์ เพราะนี่คือชะตากรรมของข้าพเจ้าเองแท้ๆ”
จอมพลมุสกัตมองมาอย่างเห็นใจ ดูออกว่าชารีฟเจ็บปวดมาก
“ข้าพเจ้าเกิดตรงนี้ เป็นอย่างนี้ ต้องรับผิดชอบประเทศอีกมากมาย เชื่อมั้ยท่านจอมพล คนที่เข้าใจที่สุดคือมิเชลล์”
“อย่างนั้นหรือ”
“มิเชลล์จะกลับประเทศฝรั่งเศส เธอยืนยันให้ข้าพเจ้ากลับไปรับตำแหน่งตามเดิม”
“ขอพระเจ้าอวยพรเธอ”
ชารีฟขยับไปนั่งหันหลังให้จอมพลมุสกัต ท่านจอมพลมองแผ่นหลังชารีฟที่ยืดตรง บัดนี้กลับห่อลู่ลง เขาก้มหน้าซ่อนในฝ่ามือ แล้วเสียงเหมือนร้องไห้แผ่วๆ ดังสะท้านขึ้น
จอมพลมุสกัตเดินตรงไปหา วางมือบนไหล่ บีบเบาๆ ส่งถ่ายแรงใจให้
ชารีฟนิ่งงัน เวลานี้ต้องตัดสินใจเลือกครั้งใหญ่หลวง
“ไม่มีใครฝืนชะตากรรมได้”
จอมพลมุสกัตบอกอย่างปลงๆ

ไม่นานต่อมาในที่สุดชารีฟเดินกลับเข้าไปในห้องประทับส่วนพระองค์ของกษัตริย์อาหเม็ดอีกครั้ง และคุกเข่าก้มหน้าต่อพระพักตร์

องค์อาหเม็ดตบไหล่ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพอพระทัย
ด้านมิเชลล์เดินลงบันไดตำหนักองค์อาหเม็ดมา สีหน้าสงบนิ่ง แน่วแน่ มั่นคง เหมือนคนที่ทำอะไรบางอย่างที่ถูกต้องที่สุดในชีวิต

สาวเลือดผสมยุโรปตะวันออกไกลรู้สึกอิ่มเอิบใจยิ่งนัก

อีกวันหนึ่ง ที่ตำหนักเจ้าหญิงพระชายา บรรดานางกำนัลกำลังทำหน้าที่ปรนนิบัติพระชายา ที่นอนทอดร่างสวยงามบนตั่งเตียงสีทอง นางหนึ่งชโลมครีมบนแขน นวดคลึงให้อย่างนุ่มนวล ส่วนอีกคนหนึ่งกำลังนวดไหล่ 2 ข้าง เบาๆ
มิเชลล์นั่งนิ่งอยู่ตรงหน้า ได้เล่าเรื่องราวการตัดสินใจไปจนหมดสิ้นแล้ว
พระชายาพยักหน้ารับรู้ ด้วยสายตาเข้าใจ และเห็นใจมาก

ในเวลาต่อมา ที่โต๊ะในห้องทรงงาน พระชายาแต่งตัวชุดเตรียมจะออกไปข้างนอก ผ้าคลุมหน้าแขวนอยู่เรียบร้อยแล้ว มิเชลล์เฝ้าอยู่ในนั้นด้วย
“จะทำอย่างไรต่อไป” พระชายาถามนิ่งๆ
มิเชลล์นิ่งงันไป สีหน้าอัดอั้นตันใจที่สุด
พระชายาวางมือลงบนบ่าสาวลูกกำพร้าอย่างปราณี
“ชาวฮิลฟาราจะไม่มีวันลืมเจ้า...มิเชลล์ ว่าการตัดสินใจครั้งนี้เกิดประโยชน์เพียงไรกับพวกเรา”
มิเชลล์ซาลาม
พระชายาเดินผ่านเลยไป บอกกับข้าหลวง “เราจะไปเฝ้าเจ้าหญิงสุไบดา”
พระชายาออกไปจนลับตัวแล้ว มิเชลล์ยังคงยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น

สักครู่หนึ่งหัวหน้านางกำนัลเดินมาถึงตัวเงียบๆ ถามเสียงอ่อนโยน
“มิเชลล์ พระชายารับสั่งให้ช่วยเหลือเจ้า มีอะไรบ้าง”
มิเชลล์เงยหน้าสบตา ฝืนยิ้มแย้ม ตัดใจได้แล้ว
“ไม่เป็นไรค่ะ...แค่เก็บของ”
หัวหน้านางกำนัลงวยงง
“เก็บของ”
“เก็บของเตรียมตัวกลับไปปารีส” มิเชลล์บอก

เวลาต่อมา ที่ห้องสำราญในตำหนักเจ้าหญิงสุไบดา นางกำนัลถือถาดใส่กาชา แก้ว และขนมขบเคี้ยวน่าทานบางอย่าง นางกำนัลอีกคนหยิบของทั้งหมดวางบนโต๊ะทองเหลืองสลักเสลาเป็นลวดลายงดงาม
จนเสร็จเรียบร้อย นางกำนัล 2 คนซาลามแล้วออกไป
สุไบดาเริ่มร่ายยาวข้อมูลประวัติอันต่ำต้อยของมิเชลล์ที่ตนให้นิชาไปสืบมา
“หม่อมมันให้คนสืบประวัติของนางหมดแล้วเพคะ นางเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่ไม่มี เติบโตมาจากสำนักนางชี ถึงนางจะมีสกุลสูง แต่พ่อของนางทำผิดประเพณี ไปแต่งงานกับผู้หญิงตะวันออกต่ำๆ คนหนึ่ง นางไม่เหมาะกับชารีฟ วงศ์ตระกูลและญาติพี่น้องของนางก็ไม่ยอมรับนาง”

พระชายานั่งจ้องสุไบดา ด้วยสีหน้าแววตาลึกซึ้ง
สุไบดาพูดต่อด้วยสุ้มเสียงเยาะหยัน ระคนดูแคลน

“สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชสำนักฮิลฟารา คือผู้หญิงต่างชาติที่มีประวัติน่าอับอายคนนี้ แค่นึกยังไม่อยากจะนึกถึงเลยเพคะ จะให้เป็นความจริงหม่อมฉันเห็นจะไม่อยู่ร่วมวงศ์วานหรอกเพคะ”
“งั้นรึ อือม์” พระชายาพยักหน้ารับรู้
สุไบดาเองก็รับรู้ในท่าทีนั้น
“พระชายาอาจจะยอมรับได้ ได้ข่าวว่านางไปอยู่ใต้บารมีของพระชายานานพอควร นางก็คงใช้เล่ห์กลทำตัวน่าสงสารแต่นั่น...อยู่กลางทะเลทราย เห็นแต่ฟ้ากับทราย ไม่ใช่กลางเมืองฮิลฟาราที่มีคนชั้นสูง และข้าราชการระดับสูงจากต่างประเทศ หม่อมฉันมองเห็นเลยว่านางจะทำให้ขายขี้หน้าเพราะประวัติของนาง”
“น่าสนใจ...ที่รับสั่งก็น่าสนใจ ยอมรับนะว่าฉันไม่เคยคิดอะไรอย่างนั้นเลย”
“ไม่เป็นไรเพราะพระชายาไม่ทรงคิด ขอให้องค์อาหเม็ดคิดเท่านั้นแหละเพคะ”
“หวังว่าอย่างนั้นเหมือนกัน”
“ขอบพระทัยเพคะ”

ไม่นานต่อมา รถยนต์หรูคันยาวแล่นพาพระชายาขึ้นมาจอดรถหน้าวังองค์อาหเม็ด มีทหารยามยืนอยู่ ทหารเปิดประตู ทหารทำความเคารพไปทั่วๆ กัน
พระชายาเสด็จลงมา ท่วงท่าสง่างาม เดินขึ้นบันไดลับตัวไป มีนางข้าหลวงตามเสด็จ


ในตำหนักองค์อาหเม็ด พระชายาเดินไปมาบ่นอยู่ต่อหน้าพระสวามี ประมุขแห่งฮิลฟารา
“ไม่เคยเห็นใครที่ดื้อรั้น เชื่อมั่นตัวเอง ใจแข็ง ไม่ยอมผ่อนผันเรื่องอะไร ยอมหักไม่ยอมงอ ไม่มองถึงจิตใจของคนรอบข้างเท่าเจ้าน้าสุไบดา”
องค์อาหเม็ดหน้าเหวอๆ มองพระชายา นิ่งอยู่
“ไม่เข้าใจว่าเจ้าน้าไบคานทนอยู่ได้อย่างไร และไม่เข้าใจเหมือนกันว่า เจ้าน้าสุไบดาเป็นคนแบบนี้ มีลูกดีเลิศแบบชารีฟได้ยังไง”
คราวนี้องค์อาหเม็ดยังมองพระชายา ขำๆ ซ่อนในหน้า
“เจ้าน้าสุไบดาพูดคนเดียว เจ้าน้าไบคานฟังอย่างเดียว ช่างเป็นคู่ที่สมกันดั่งกิ่งทองและใบหยก แปลกใจจริงๆ มาเจอกันได้ยังไง”
องค์อาหเม็ดยังคงฟังอย่างเดียว
จนพระชายางอนใส่ “จะไม่รับสั่งอะไรบ้างหรือเพคะ”
“กำลังนึกอยากเปลี่ยนชื่อ”
พระชายาฉงน “เปลี่ยนชื่อ!…เปลี่ยนชื่อหรือเพคะ”
“ถูกต้อง”
“หม่อมฉันไม่ทูลถามหรอกเพคะว่าจะทรงเปลี่ยนทำไม แต่ทูลแค่จะเปลี่ยนเป็นชื่ออะไรเพคะ”
องค์อาหเม็ดบอก “ไบคาน”
พระชายาฟังท่าทีอึดอัด แล้วนึกได้หัวเราะขำออกมาในที่สุด “แหม…ก็หม่อมฉันเพิ่งกลับจากวังเจ้าน้าสุไบดา เพิ่งเห็นมากะตาว่าเจ้าน้าไบคานน่ะ....”
องค์อาหเม็ดพูดเซ็งๆ “ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว” แล้วหัวเราะขำ “เจ้าน้าคงคิดว่าพูดยังไงก็ไม่ทันเจ้าน้าสุไบดา จะแย่งพูดทำไมให้เหนื่อย แถมยังจะโดนดุอีก”
คราวนี้พระชายาหัวเราะเสียงหวาน
องค์อาหเม็ดมองยิ้มๆ แตะเชยคางพระชายา กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง พระชายาจับมือองค์อาหเม็ด ส่ายหน้า
“ให้หม่อมฉันทูลก่อนว่าหม่อมฉันมีเรื่องเร่งด่วนเรื่องอะไร”
มองจากที่ไกลออกมา เห็นพระชายาพูด..พูด แล้วก็ พูด ขณะองค์อาหเม็ดนั่งสบายๆ แต่ฟังอย่างสนใจ

อีกวันหนึ่ง ชารีฟนิ่ง พยายามจะทำงานก็แล้ว อ่านหนังสือ หรือทำอะไรก็แล้ว ไฟกดส่องเฉพาะที่โต๊ะข้างหน้า พยายามมาก แต่ไม่สำเร็จ เลื่อนหนังสือออกไปไกล ตัวเองนิ่ง ไปด้านหลังจนสุด ใช้สองมือรองต้นคอไว้… นิ่งนาน
การิมเข้าประตูมามองอยู่ สักครู่ ชารีฟ ทรงตัวนิ่งอย่างเดิม เห็นน้ำตาคลอตา
การิมขยับตัวเข้ามา
ชารีฟหันมา “ใคร”
“ผมเองท่านรัฐมนตรี” การิมก้าวเข้ามา
ชารีฟมองสบตา น้ำตาหยาดลงทันที รีบปาดแรงๆ “ประหลาดใจหรือหมอ...ทหาร...รัฐมนตรี...ผู้ชาย แต่ก็เป็นคน ไม่ใช่หรือการิม”
“ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ทุกอย่างทำท่าจะเรียบร้อย ท่านจะมีความสุข ทุกคนที่รู้จักท่าน ต่างก็มีความสุขไปกับท่านด้วย แต่ทำไมเหตุการณ์จึงพลิกกลับเป็นอย่างนี้”
“เป็นเรื่องของคนอายุต่างกัน ความคิด ความเชื่อต่างกัน เราเชื่ออย่างที่เราเชื่อ ก็เหมือนเขาเชื่ออย่างที่เขาเชื่อ ไม่มีของใครถูก และไม่มีของใครผิด”
“แต่เหตุใดเจ้าหญิงพระมารดาของท่านจึงไม่ยอมเปลี่ยนความเชื่อในเมื่อมันเป็นความสุขของลูกชายคนเดียว”
“บางครั้ง คนที่อยู่ในฐานะ ในตำแหน่งบางอย่าง ไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อได้ ท่านเปลี่ยนไม่ได้จริงๆ เราเข้าใจ”
การิมเห็นใจเอามากๆ “ท่านจะทำอย่างไรต่อไปครับท่านรัฐมนตรี”

“การิม...อย่าเห็นใจเราเลย คนที่น่าเห็นใจและน่าสงสารที่สุด ไม่ใช่เรา”
ย่อมแน่ว่า ชารีฟหมายถึงสาวลูกผสมคนนี้ที่หมกตัวอยู่แต่ในห้องพัก

หีบ ห่อต่างๆ เก็บเรียบร้อยแล้ว บางส่วนวางแอบๆ อยู่ มิเชลล์ปิดกระเป๋าสัมภาระเสร็จ แล้วนั่งลงก้มหน้านิ่ง...นาน จนน้ำตาหยดเผาะลงหลังมือ
มิเชลล์ เปล่งเสียงสะอื้นแผ่วๆออกมา แล้วค่อยๆ ดังขึ้นๆๆ จนกลายเป็นเสียงที่สะท้านไปทั้งห้อง

ด้านการิมเอ่ยลา “ขอพระคุ้มครองท่าน และขอให้ดลบันดาลความสุขให้ท่าน”
“ขอบใจการิม ขอให้จำเริญในหน้าที่การงาน”
การิมทำความเคารพตามแบบทหาร แล้วออกไป
ชารีฟนั่งเศร้า...ดูแหวนในนิ้ว จูบแหวน ริมฝีปากประทับนิ่งนานอยู่กับแหวน


ส่วนมิเชลล์นั่งเศร้าหมองอยู่ในห้อง...พยายามปาดน้ำตา กลั้นสะอื้น
จ่อมจมในอารมณ์นั้นอีกครู่ต่อมา มิเชลล์พยายามสวดมนต์ ก้มหน้า ต่อหน้ารูปพระเยซู
สีหน้าที่ก้มต่ำเศร้าหมองจัด

อยู่มาวันหนึ่ง องค์อาหเม็ดเดินเร็วๆ จนข้าหลวงตามแทบไม่ทัน จนมาถึงหน้าห้องทรงสำราญ...แต่กลับออกมาแล้วเดินไปตามทาง ข้าหลวงแทบเป็นวิ่งแล้ว
องค์อาหเม็ดถึงหน้าตำหนักพอดี “จะไปไหนกันพวกเจ้า”
“ก็...เอ่อ ตามเสด็จ” ข้าหลวงว่า
“ไม่ต้อง กลับไปให้หมดทุกคน”
“จะเสด็จไหนเพคะ หมายกำหนดการไม่มีนี่เพคะ” หัวหน้านางข้าหลวงถาม

ในห้องสำราญพระชายา องค์อาหเม็ดเดินเข้ามาเร็วและแรง ปากบ่นไปด้วย “ทำไมจะไปไหนมาไหนต้องขึ้นอยู่กับหมายกำหนดการ” พลางโยนกุญแจรถไปทางหนึ่ง
“ทรงขับรถมาเองหรือเพคะเนี่ย”
“ใช่...มีเรื่องด่วน พวกเจ้าออกไปก่อน” โบกมือบอก ข้าหลวงออกไปโดยพลัน
“ประทับก่อนเพคะ เดี๋ยวไฟก็ลุกท่วมวังหม่อมฉันหรอก”
องค์อาหเม็ดว่า “อาจจะ...” แล้วลงประทับนั่ง
“เหวยน้ำก่อนเพคะ”
“ไม่ต้อง...พูดเลย พระชายามานั่งใกล้ๆ เรื่องนี้ต้องกระซิบ”
องค์อาหเม็ดทำทีกระซิบ แต่กลายเป็นซุกไซร้ข้างหูเล่นๆ พระชายาหัวเราะคิก เบนหัวออกห่าง
องค์อาหเม็ดหัวเราะไปด้วย “ใส่น้ำหอม หอมดี”

พระชายาทำท่าจะลุก องค์อาหเม็ดคว้าแขนรั้งให้เข้ามาใกล้ กระซิบบอกแผนการเบาๆ

อ่านต่อหน้า 2
ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 12 อวสาน (ต่อ)

อีกหลายวันต่อมา ที่ตำหนักพระชายา ข้าหลวงคนหนึ่ง มองเห็นมิเชลล์ที่กำลังเดินมา หันมาบอกพระชายา

“มาแล้วเพคะ”
มิเชลล์เดินมาทำความเคารพพระชายา
“มิเชลล์ เรากำลังอยากพบอยู่ทีเดียว ช่วยเราหน่อยเถิด”
“เพคะ”
ผ้าสีขาวสะอาดตา สำหรับตัดชุดแต่งงานวางอยู่
มิเชลล์ไล้มือไปตามเสื้อผ้า “สวยเหลือเกิน”
พระชายาบอก “สั่งจากปารีส ช่วยคิดแบบให้หน่อย”
มิเชลล์ครางเบาๆ “ปารีส” สีหน้าหมองลงทันตา
“มิเชลล์...คิดถึงบ้านหรือ”
“เพคะ”
“เราดีใจแทนเจ้านะ”
มิเชลล์มองอย่างพิศวง งงงวย
“ที่เจ้าจะได้กลับบ้าน...กลับปารีส”
สีหน้ามิเชลล์...นิ่ง...อึ้ง แต่หน้าเรียบ สงบนิ่ง
“ไปถึงโน่นแล้วอย่าลืมกันนะ”
มิเชลล์ซาลาม จับมือพระชายาจูบ พระชายาส่งมือให้ก่อนนะ
“เราคงจะคิดถึงเจ้ามาก”

คืนวันเดียวกันนั้น มิเชลล์อยู่ในห้องพัก เก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋า ตัวแล้วตัวเล่า จนตัวสุดท้ายวางลงปิดกระเป๋า น้ำตาหยดพอดี
แล้วมิเชลล์ก็ก้มหน้าร้องไห้กับเข่า จนตัวสั่นสะท้าน

ภายในตึกที่ทำการทหาร วันรุ่งขึ้น
ชารีฟเดินมาในนั้น เห็นการิมยืนคอยหน้าห้องจอมพลมุสกัต การิมเห็นเดินมาถึง ทำความเคารพชารีฟ
“การิม อา...เพิ่งได้พบกันวันนี้เอง”
“ข้าพเจ้าถูกคำสั่งย้ายไปเมืองอานาอีซา”
“จริงหรือ”
“เลื่อนตำแหน่งเป็นพันตรี”
“ดีใจด้วย”
“ข้าพเจ้าหวังว่า คำสั่งให้เดินทางคงไม่มาก่อนงานแต่งงานของท่าน”
ชารีฟชะงักกึก “อะไรนะการิม”
การิมงง “อะไร ท่านยังไม่รู้หรือว่า ตัวท่านจะแต่งงาน”
ชารีฟลุกพรวดทันที ไปอย่างรวดเร็ว

ชารีฟเดินเข้ามาในตำหนักพระมารดาอย่างรวดเร็ว หน้าเครียดจัด ข้าหลวงกำลังวางเสื้อผ้าชุดสวยให้สุไบดาดู สุไบดาพิจารณาติชม เป็นเสื้อผ้าชุดที่สุไบดาจะใส่ในวันแต่งงานของชารีฟ ข้าหลวงเห็นรีบกระซิบบอก
“ชารีฟ” สุไบดาพยักหน้ากับข้าหลวง
บรรดาข้าหลวงซาลามแล้วไปกันจนหมด
“ท่านแม่...ลูกมาถามเรื่องงานแต่งงาน”
“ถามว่าไง”
ชารีฟอารมณ์โกรธพุ่งขึ้นสุดขีด “ท่านแม่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ท่านแม่มีส่วนใช่มั้ย องค์อาหเม็ดพระราชทานอนุญาตหรือ”
สุไบดาเงยหน้าช้าๆ มองหน้าชารีฟ น้ำเสียงเน้นทุกคำ

“แน่นอนสิ...ชารีฟ”
ส่วนที่ตำหนักพระชายา เวลาเดียวกัน พระชายาประทับนั่งอยู่ มิเชลล์ นางกำนัลทั้งปวงเข้าเฝ้า ชาลิตาหญิงสาวใบหน้าสวยงาม อ่อนหวาน สดใส เงยหน้าขึ้น

พระชายาแนะนำให้รู้จักกัน “ชาลิตา เป็นลูกสาวของรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของฮิลฟารา เพิ่งเรียนจบมาจากอังกฤษ ชาลิตาเป็นญาติด้วย เพราะแม่เป็นน้องสาวห่างๆ ขององค์อาหเม็ด”
มิเชลล์ยิ้มให้ จะทำความเคารพ
พระชายารีบบอก “ไม่ต้อง...มิเชลล์ ชาลิตาอายุน้อยกว่ากระมัง”
ชาลิตายิ้มแย้ม วางมาดน้อยๆ “เพคะพระชายา” หันมาทางมิเชลล์ “ยินดีที่ได้รู้จัก มาดมัวเซลล์มิเชลล์”
“ยินดีเพคะ”
พระชายาบอกต่อ “ชาลิตากำลังเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว”
มิเชลล์หน้านิ่งสนิท สายตาไหวหวั่นนิดๆ
พระชายายิ้มแย้ม “ตื่นเต้นมั้ยชาลิตา”
“เพคะ ใครบ้างล่ะเพคะจะไม่ตื่นเต้นกับการเป็นเจ้าสาวของชารีฟ”
ใบหน้ามิเชลล์ไม่ขยับสักนิด รับรู้ทุกสิ่งอย่างแค่ในสายตา
“พบกันบ้างหรือยัง เมื่อก่อนเจ้าสนิทสนมกับชารีฟมากไม่ใช่รึ”
“ใช่เพคะ โดยไม่เคยนึกเลยว่าวันหนึ่งต้องมาเป็นเจ้าสาวของเขา พบแล้วเพคะ เราสองคนมีความสุขมาก”
“ผู้หญิงทั้งฮิลฟาราจะต้องอิจฉาเจ้า ชาลิตา”
“ขอบพระทัยเพคะ”
มิเชลล์นั่งนิ่งเหมือนคนตายคล้ายซากชีวิต
นางกำนัลเข้ามา “เจ้าชายแห่งอิชฟาอัคมารับคุณชาลิตาเพคะ”
พระชายาฉงน “อ้าว...นัดกันไว้หรือชาลิตา”
“เพคะ เจ้าชายจะให้หม่อมฉันดูรายชื่อหนังสือที่จะทรงสั่งไปไว้ที่ห้องสมุดของอิชฟาอัคเพคะ”
“ไปเถอะ ขอให้สนุก” พระชายามองจ้อง ยิ้มนิดๆ
“เพคะ” ชาลิตาสบตาพระชายา ยิ้มบางๆ

เจ้าชายอับดุลลาห์รออยู่ ชาลิตาเดินออกมาที่หน้าตำหนักพระชายา แล้วก้าวลงบันไดมา เจ้าชายยื่นมือรับ ชาลิตาวางมือลงบนมือเจ้าชาย ถอนสายบัวเล็กๆ
เจ้าชายอับดุลลาห์ยิ้มแย้ม พาชาลิตาไปขึ้นรถ ก่อนจะเห็นรถแล่นออกไป

จังหวะเดียวกันนั้น รถชารีฟแล่นมาอย่างรวดเร็ว จอดอย่างแรง ชารีฟลงมาขึ้นบันไดไปเร็วๆ

มิเชลล์ถวายบังคมลา
“เราสั่งให้จัดตั๋วเรือบินให้เจ้าแล้วนะ มิเชลล์ สายการบินแอร์ฟรานซ์ เฟริสท์คลาส แต่...”
“เพคะ”
“เราขออะไรอย่างหนึ่งได้มั้ย”
“เพคะ”
“ขอให้เดินทางหลังงานแต่งงานของชารีฟ ขอให้ร่วมงานแต่งงานก่อน เชื่อว่าชารีฟคงดีใจมาก”
มิเชลลก้มหน้า
“มิเชลล์...ขอได้มั้ย เราจะได้สั่งการเรื่องตั๋วเรือบิน”
“เพคะ”

ภายในตำหนักของพระชายา มิเชลล์เดินมาเร็วรี่ จากทางหนึ่ง ขณะชารีฟก็เดินมาเร็วๆ อีกทาง
สองคนเดินมา เจอะกัน ตะลึงงันกันไปทั้งคู่
มิเชลล์เดินหลีก ชารีฟก้าวเร็วๆ รวบร่างมิเชลล์เข้ามากอด กอดแน่นสมกับความคิดถึงจนร่างมิเชลล์แทบจะหายเข้าไปในอก
ชารีฟก้มหน้า มิเชลล์เงยหน้า แล้วหน้าสองหน้าก็พบกัน
ชารีฟจูบมิเชลล์ ในขณะที่มิเชลล์น้ำตาไหลพรากๆ สองคนอยู่ในอ้อมกอดกันและกันอย่างลืมตัว
ที่สุดมิเชลล์สะบัดตัวออกมาเมื่อรู้ตัว แล้วจะเดินหลีกไป
“เดี๋ยว มิเชลล์”
“ท่านไม่มีสิทธิ์ทำอย่างนี้ อย่าทำอีกนะคะ”
“มิเชลล์ ฉันมีสิทธิ์ทุกประการ เธอคือภรรยาฉัน”
มิเชลล์สะบัดเต็มแรง “อย่าพูดอย่างนี้....อย่าพูดให้ฉันได้ยินอีกเป็นอันขาดฉันไม่ฟัง”
“ฟังหรือไม่ฟังมันคือความจริง ฉันจะพูดอีกร้อยครั้งพันครั้ง คอยฟังแล้วกัน”
“ท่านต้องพูดให้คุณชาลิตาฟัง”
ชารีฟงง “ชาลิตา...ชาลิตาเรอะ เอ๊ะ เธอหมายความว่าอย่างไร”
มิเชลล์มองจ้องชารีฟ ด้วยสายตาชอกช้ำ เขารู้กันทั่ววัง ยังมาทำเป็นไม่รู้เรื่อง

“เธอ...รู้อะไร ชาลิตาทำไม อ๋อ...นี่แปลว่าฉันจะแต่งงานกับชาลิตาหรอ”
มิเชลล์ทนฟังไม่ได้อีกแล้ว สะบัดตัวเต็มแรง หันหลังกลับวิ่งเตลิดออกไป

“หยุดก่อน…มิเชลล์ หยุด”
ชารีฟเรียก แต่มิเชลล์ไม่หยุด ไม่หัน
“ไม่จริง ไม่จริงนะมิเชล์...ไม่...จริง”
ชารีฟตะโกนก้อง

ครู่ต่อมา รถที่ชารีฟขับแล่นราวกับจะบิน ทะยานมาอย่างแรง และเร็ว พอถึงหน้าวังจอดทันควัน ชารีฟกระโจนลงมา วิ่งขึ้นตำหนักทันที

ภายในห้องทรงสำราญกษัตริย์อาหเม็ด พระองค์รู้แล้วว่าชารีฟกำลังมา
“ชารีฟกำลังมา...เป็นพายุมาเลย”
ขาดคำ ร่างชารีฟพุ่งเข้ามา ถามเสียงขุ่น
“จะว่าอย่างไร”
องค์อาหเม็ดตีหน้าซื่อ ทำไก๋
“เอ...เราเป็นจำเลยของเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่”
“พระองค์จะว่าอย่างไร ตอบคำถามมาก่อน ข้าพระองค์ไม่ใช่ตุ๊กตา อย่ามาทรงจับข้าพระองค์ไปวางบนตั่ง ทำพิธีจับผู้หญิงคนหนึ่งมาเป็นเมีย ไม่น่าจะทรงไม่รู้นะ...ไม่น่าจะทรงไม่รู้ว่าคนอย่างชารีฟไม่ยอมให้ใครมาทำอย่างนั้น...ได้ยินมั้ย...ว่าข้าพระองค์ไม่ยอม”
“ได้ยินตะโกนซะขนาดนั้นไม่ได้ยิน เขาเรียกว่าหูหนวก”
“แล้วขอบอก...ข้าพระองค์คิดว่าชาลิตาเขาก็ไม่ยอม”
ชารีฟพูดจบ ชิดเท้า ทำความเคารพอย่างแรงๆ แล้วออกไปอย่างกับพายุ
องค์อาหเม็ดมองอย่างยิ้มๆ มองตามจนชารีฟจะออกไปแล้ว
จึงเรียกเสียงดัง “ชารีฟ”
ชารีฟหยุดกึกราวหนึ่งวินาที แล้วพุ่งตัวต่อ
“กลับมานี่ชารีฟจะพูดอะไรให้ฟัง”

ภายในห้องเวลานี้ ไม่มีทหารอยู่ด้วยแล้ว มีเพียงสองคน องค์อาหเม็ดนั่งท่าสบายๆ พูดเล่าแผนการไปเรื่อย ชารีฟฟังนิ่งๆ ตลอดเวลา

ที่ตำหนักพระชายา อีกวันหนึ่ง พระชายากำลังส่งผ้าตัดเสื้อแสนสวยให้ช่างตัดเสื้อ ซึ่งท่าทางเป็นช่างฝีมือดี สายตาคม หน้าตาเหมือนศิลปิน
ช่างตัดเสื้อมองผ้าอย่างตื่นตะลึง “สวยเหลือเกินเพคะ”
“สั่งจากปารีส”
“โอ...หม่อมฉันควรจะทราบอยู่แล้ว ใครที่ได้ใส่เสื้อที่ตัดจากผ้าผืนนี้ควรเป็นนางฟ้า”

เวลาเดียวกันมิเชลล์นั่งเศร้าสร้อยอยู่ในศาลากลางอุทยาน ฉากหลังสวยงาม เหมือนภาพเขียนของจิตรกรฝีมือเยี่ยม

ฟากฟาราห์รับเสื้อผ้าชุดของมิเชลล์มาแล้วเดินมาเรื่อยๆ ตรงมาที่ช่าง ช่างเพ่งมองเสื้อ
“เสื้อของเขาล่ะ” พระชายาบอก
“อา...เธอต้องเป็นคนรูปร่างวิเศษมาก”
ฟาราห์ส่งเสื้อมิเชลล์ให้ ช่างรับมามองดูอย่างพินิจพิเคราะห์
“มีอก มีเอว สะโพก...รูปร่างงามเหลือเกิน”
มิเชลล์เดินเข้าแต่ไกล มองเห็นผู้คนรุมอยู่แถวๆ ที่พระชายาประทับ
ฟาราห์เห็นมิเชลล์แล้ว หันไปทูลพระชายา ท่าทางเป็นปกติ
มิเชลล์เดินเข้าไปใกล้เรื่อยๆ จนเห็นแล้วว่า ช่างยกเสื้อขึ้นมองดูและพบว่าเป็นเสื้อของตัว รีบเข้าไปโดยเร็ว
พระชายาหันมา ท่าทางปกติ “มิเชลล์มาแล้ว”
“เพคะ นี่เสื้อของหม่อมฉันนี่เพคะ”
“ใช่...เสื้อของเจ้า เราจะให้ช่างเขาตัดชุดที่เจ้าจะใส่ในงานแต่งงานของชารีฟกับชาลิตา...อ้อ ช่าง เจ้าตัวเขามาแล้ว ช่างไม่ต้องวัดจากเสื้อหรอก วัดจากตัวเขาเลย”
“เอ้อ...หม่อมฉันไม่...” มิเชลล์ก้มหน้านิ่ง ร้าวรานใจ
พระชายาพิจารณามิเชลล์นิ่งอยู่ ใจรู้ว่ามิเชลล์กำลังรู้สึกอย่างไร
“เอาละ ช่างวัดจากเสื้อผ้าได้หรือไม่” พระชายามองจ้องหน้ามิเชลล์นิ่ง “อย่ารบกวนมิเชลล์เลย”
ช่างเสื้อตอบรับด้วยสายตา “ได้เพคะพระชายา รูปร่างอย่างนี้ตัดเสื้อผ้าไม่ยากเพคะ เพียงแต่อาจจะไม่ฟิตพอดีทุกส่วน”
มิเชลล์ตัดสินใจ เพื่อให้จบความยุ่งยาก “วัดก็ได้เพคะ”
ช่างหยิบเสื้อตัวนั้นขึ้นมาส่งให้มิเชลล์
“คุณกรุณาใส่ชุดนี้ด้วยค่ะ”
ครู่ต่อมามิเชลล์ยืนให้ช่างวัดตัวเหมือนหุ่น สีหน้าเรียบเฉย นิ่งสนิท

ช่างตัดเสื้อพูดแต่คำว่า “เพอร์เฟคท์...เพอร์เฟคท์... เพอร์เฟคท์” อย่างปลาบปลื้มชื่นชมอยู่นั่นแล้ว
มิเชลล์เปลี่ยนมาใส่ชุดเดิมแล้ว คุกเข่าจับมือพระชายาที่แตะริมฝีปากเบาๆ บอก

“ขอบใจเจ้ามาก มิเชลล์” พลางแตะคางให้เงยหน้าขึ้น “ขอให้รับรู้ด้วยนะว่าเราเห็นใจเจ้ามากที่สุด ถ้าเป็นเจ้าความสุขใจของเราจะสมบูรณ์เต็มร้อย แต่นี่...เหลือเพียงครึ่งหรือไม่ยังไม่รู้เลย”
มิเชลล์น้ำตาซึม แสดงความเคารพอย่างสูงสุดด้วยความซาบซึ้ง

ขณะมิเชลล์น้ำตาเต็มตา ก้าวลงบันไดตำหนักพระชายามาเร็วรี่ แต่แล้วต้องชะงัก เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เป็นชารีฟก้มลงยื่นมือรับมือชาลิตาออกมาจากรถ
มิเชลล์หันหลังจะเข้าตำหนักอย่างเดิม
สองคนหันกลับมา ชารีฟยิ้มแย้ม
ชาลิตาเห็นร้องทัก “นั่น มาดมัวเซลล์ มิเชลล์”
มิเชลล์จำต้องหันมาทำความเคารพ
“ชาลิตา พี่ขอพูดอะไรเป็นส่วนตัวกับมิเชลล์สักครู่
“ได้สิคะ ท่านพี่” ชาลิตามีท่าทางร่าเริง “ไม่ต้องห่วงน้องนะคะ มีคนมาคุยกับน้องแล้วค่ะ”
จังหวะนั้นรถยนต์เจ้าชายอิชฟาอัคแล่นเข้ามาจอด อับดุลลาห์ก้าวลงมาหัวเราะ หน้าตาร่าเริง
ชาลิตาลงไปเร็วๆ ยินเสียงเรียก “เจ้าพี่เพคะ”

ชารีฟยืนอยู่ตรงหน้า “มิเชลล์”
“คะ”
“ฉันอยากจะบอกกับเธอว่า ฉันมีความทุกข์เหลือเกิน”
มิเชลล์คิดถึงใบหน้าชารีฟที่ยิ้มแย้มเมื่อครู่ อดย้อนไม่ได้ “จริงหรือคะ”
“ไม่เชื่อฉันรึมิเชลล์ เธอไม่มีหรือ...ความทุกข์”
“แต่ไม่เกี่ยวกับท่าน ความทุกข์ของฉันก็คือของฉันค่ะ”
ชารีฟมองมาด้วยสายตาลึกซึ้ง ครางเบาๆ “มิเชลล์”
มิเชลล์ไม่เห็น ด้วยหันหน้าไปทางอื่น
“สิ่งที่ฉันทำทุกอย่างเป็นหน้าที่”
“ฉันเข้าใจค่ะ” มิเชลล์เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงใจที่สุด หลังจากคิด ทำใจแล้ว “ฉันเข้าใจท่านที่สุด ฉันจะไม่ดูถูกน้ำใจของท่านและของตัวเอง ขณะนี้เราทั้งสองคนมีความทุกข์เหมือนกัน แต่ท่านมีหน้าที่ยิ่งใหญ่ และฉันก็เข้าในหน้าที่ของท่าน”
“ขอบใจเธอมากมิเชลล์ ฉันเลือกคนไม่ผิดเลย”
มิเชลล์สะดุดหู เงยหน้าขึ้นพลัน “หมายความว่าอย่างไงคะ”
“ฉันเลือก...ที่จะรักเธอ...ไม่ผิดเลย”
สองคนจ้องหน้ากันด้วยความรู้สึกลึกล้ำ
เสียงชาลิตาขัดขึ้น “ท่านพี่ชารีฟคะ”
ชาลิตา และเจ้าชายอับดุลลาห์ เดินมาหน้าตาสดชื่นทั้งคู่
ชารีฟหันไป อับดุลลาห์ทำความเคารพ ชารีฟกอด
“ขอบใจมาก...น้องชาย”
“ด้วยความเต็มใจ...พี่ชาย”
ชารีฟโค้งต่ำเป็นพิธีรีตอง “เป็นพระกรุณาพระเจ้าค่ะ”
ชาลิตาหัวเราะเสียงใส ควงสองหนุ่มเข้าไปในตำหนักพระชายา
มิเชลล์เดินลงบันได สภาพดูห่อเหี่ยว มิเชลล์หยุดกึก หันหน้ามามอง 3 คนอย่างฉับพลันทันใด พร้อมกับพึมพำออกมาเบาๆ

“ท่านมีความทุกข์จริงหรือ...ชารีฟ”

อ่านต่อหน้า 3
ฟ้าจรดทราย ตอนที่ 12 อวสาน (ต่อ)

อีกวันหนึ่ง ชาลิตา ชารีฟ และเจ้าชายอับดุลลาห์ อยู่ที่ตำหนักเจ้าหญิงสุไบดา ชาลิตากำลังทำความเคารพเจ้าของตำหนัก

“สวยงามเหลือเกิน หลานอา สวยสมเป็นเจ้าสาว”
ชาลิตาเย้า “แหม เจ้าสาวของท่านพี่ชารีฟเชียวนะเพคะ ท่านอาสุไบดา จะไม่สวยได้ยังไง”
“ไปยังไงมายังไง ถึงมาพร้อมกันสามคน”
“เจ้าชายอยากมาเยี่ยมท่านแม่” ชารีฟว่า
“โธ่ ท่านหลาน น้าสิต้องเป็นฝ่ายไปเยี่ยมเยียนท่านหลาน”
“หามิได้ หลานเป็นหลาน ต้องมาคารวะท่านน้า” เจ้าชายอับดุลาห์ว่า
“เมื่อไหร่จะมีเจ้าสาวมั่ง หนุ่มแน่นหล่อเหลาอย่างนี้ไม่มีสาวคนไหนเข้ามาหาบ้างหรือ”
ชาลิตาสัพยอก “นั่นสิเพคะ เจ้าพี่คอยใครอยู่หรือเพคะ”
อับดุลลาห์ชี้หน้าพูดเป็นนัย “บอกเธอไปแล้วนี่...ชาลิตา”
“อ๋อ...” ชาลิตาหัวเราะเสียงใส “คนนั้น โอ...สวยน่ารักเหมาะกับเจ้าพี่จริงๆ เพคะ...ชาลิตาดีใจด้วย”
ทั้ง 3 คน หัวเราะชอบอกชอบใจ
สุไบดาพลอยหัวเราะผสมด้วย “ใครนะ อยากเห็นเสียจริง...”
ชาลิตาถวายคำนับ สุไบดาสวมกอด
“เสื้อเจ้าสาวเสร็จแล้วใช่มั้ย ชาลิตา...หลานคงสวยเหลือเกินในวันแต่งงาน...อามีความสุขที่สุด”

ที่ตำหนักพระชายา เสื้อชุดเจ้าสาวถูกยกขึ้นแขวน สวยงามล้ำเลิศ ช่างยกชายเสื้อแล้วทิ้งตัวลงมาเห็นเป็นชุดเต็มตัว ทุกคนมองตะลึง มิเชลล์นิ่งงัน
ช่างมีสีหน้าภาคภูมิใจมาก
“เจ้าเป็นช่างตัดเสื้อที่เก่งที่สุดในฮิลฟารา เรายอมรับ” พระชายายิ้ม
ช่างถอนสายบัวต่ำ
“เราตัดสินใจไม่ผิดที่ไม่ส่งเสื้อไปตัดเย็บที่โอต์กูตูร์ของแบรนด์ดังๆ ในปารีส” พระชายาหมายถึงห้องเสื้อชั้นสูง ที่ต้องสั่งตัดและวัดตัวเฉพาะ
“เป็นพระกรุณาเพคะ” ช่างว่า
พระชายาหยิบซองบนโต๊ะ “ค่าแรงของเจ้า”
ซองอีกซองที่วางอยู่ด้วยกัน เห็นตราของสายการบินแอร์ฟรานซ์ พระชายาส่งซองเงินให้ช่าง
ช่างรับแล้วทำความเคารพ
พระชายาหยิบซองอีกซอง เคาะๆ กับฝ่ามือ ด้วยสีหน้าตรึกตรอง “มิเชลล์”

มิเชลล์เปิดประตูเดินเข้าห้องพักมา วางซองตั๋วเครื่องบินที่รับมาจากพระชายาลงบนโต๊ะ ใบหน้าหมองจัด


วันต่อมา แลเห็นพวกคนสวนตัดแต่งต้นไม้เป็นการใหญ่ ขณะที่บรรดาพนักงานอีกส่วนขัดถูโคมไฟฟ้าในสวนตามทางเดิน มิเชลล์มองดูความเรียบร้อย

อีกครู่หนึ่งพนักงานล้างพื้นตามทางเดินในสวน มิเชลล์ยืนมองความเรียบร้อย
ต่อมาอีกวัน พนักงานขัดล้างเช็ดถูลริเวณระเบียงของศาลาในสวน มิเชลล์มองดูความเรียบร้อย

จนเมื่อเห็นทุกอย่างเสร็จสิ้นลง มิเชลล์ยืนมองความงามในอุทยาน ทุกอย่างเรียบร้อย ด้วยสีหน้าหมองเศร้า

ในนานต่อมา มิเชลล์เดินเข้ามาภายในตำหนักพระชายา
“ฟาราห์...อุทยาน สวยงามเรียบร้อยแล้วนะ” พระชายาถามนางข้าหลวงคู่พระทัย
“หม่อมฉันวานให้มิเชลล์เป็นคนดูแลเพคะ”
“เอ๊า...ไปใช้เขาทำไม”
“โธ่ หม่อมฉันงานเยอะแยะนี้เพคะ”
“เราเบื่อหน่ายเจ้ามาก ใช้ปากสั่งงานตลอดเวลา ออกไปพ้นจากหน้าเราเลย ฟาราห์ มีอะไรก็ไปทำ”
“เพคะ ดีเพคะ เรื่องอุทยานถามมิเชลล์นะเพคะ” ฟาราห์เล่นลิ้นตามเคย
“เราจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ เฉพาะเจ้าบ่าวเจ้าสาว และญาติสนิท จัดในสวนของเรา”
“เรียบร้อยหมดทุกอย่างแล้วเพคะ”
“ขอบใจมาก” พระชายาหยิบซองบนโต๊ะ “นามสกุลของเจ้าสะกดยังไงนะ”
มิเชลล์ฉงน “ทำไมหรือเพคะ”
“เราจะเชิญมาดามเดอลาโรนีล์มางานนี้ด้วย อย่าทำหน้าแปลกใจอย่างนั้น มาดามญาติของเจ้าเป็นคุณหญิงฑูตฝรั่งเศส ทำไมจะไม่เชิญเขาล่ะ เราจะจ่าหน้าซองด้วยลายมือของเรา เขาจะได้มาเห็นเจ้าด้วยตาเขาเอง”
“ไม่จำเป็นหรอกเพคะ หม่อมฉันคงไม่ปรากฏตัวให้ใครเห็นชัดๆ หรอกเพคะ” มิเชลล์ยิ้มนิดๆ พูดขำๆ
“ไม่ได้ เจ้าต้องร่วมในขบวนอยู่แล้ว เขาจะได้เห็นว่าเจ้าน่ะสวยงามสมกับสกุลอันยิ่งใหญ่ของเขาแค่ไหน แล้วที่เขามารังเกียจเจ้าน่ะ...เขาคิดผิดอย่างไม่น่าอภัย” พระชายาแตะคางมิเชลล์ “เจ้าจะต้องสวยที่สุดในวันนั้น แม้ชาลิตาก็จะสวยไม่เท่าเจ้า เรารับรอง”
มิเชลล์ยิ้มเศร้าๆ
“ต่อไปนี้คงยุ่งอีก 2 วันเท่านั้น หม่อมฉันคงไม่ได้พบพระชายาอีกขอพระอนุญาตให้หม่อมฉันลาวันนี้ได้มั้ยเพคะ”
พระชายาชะงักอยู่อึดใจเดียวเท่านั้น
“ได้สิ...”
มิเชลล์ซาลามต่ำหน้า พระชายาเขาแตะไหล่ เยื้อนยิ้มด้วยความปราณี

“ลาก่อน มิเชลล์ เดอลาโรนีล์”
วันต่อมา ที่หน้าวังหลวงกษัตริย์อาหเม็ด แลเห็นทหารกำลังชักธงขึ้นสู่ยอดเสา บอกให้รู้ว่ามีงานเฉลิมฉลอง

ส่วนภายในห้องจัดพิธี ซึ่งใช้บริเวณท้องพระโรงเป็นที่จัดงานแต่ง พนักงานเตรียมจัดเก้าอี้รองรับแขกเ
กำลังโหลดความคิดเห็น...