xs
xsm
sm
md
lg

สาปพระเพ็ง ตอนที่ 7

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สาปพระเพ็ง ตอนที่ 7 

ทางเดินไปน้ำตกในป่า รกเรื้อไปด้วยกิ่งไม้ และเถาวัลย์ ปันแสงเดินด้วยท่าทีเยือกเย็น รอยยิ้มฉาบอยู่บนใบหน้า ติสสาเดินตามด้วยใจร้อนรนราวไฟเผาผลาญ

มรันมาดึงมือเจ้าแสงมินลงมาที่กลางน้ำ ละอองน้ำกระเด็นโดนใบหน้าเธอ แสงมินเลื่อนมือไปเช็ดให้เบาๆ อย่างทะนุถนอมและประคองใบหน้าไว้ เธอเลื่อนมือปลดผ้าคลุมไหล่ของตัวเองออกจนเผยผิวนวลขาวเนียน
ปันแสงเดินนำติสสามาหยุดลง เขาตะลึงกับภาพที่คนรักปลดผ้าคลุมไหล่ทิ้งลงน้ำ ขยับเข้าใกล้เจ้าแสงมิน ปันแสงที่มองภาพเดียวกันด้วยรอยยิ้ม
มรันมาเลื่อนมือไปปลดเสื้อคลุมของเจ้าแสงมินออกอย่างง่ายดาย ติสสามองอึ้ง ตะลึงเหมือนโดนสาป ปันแสงยิ้ม เอ่ยคำเน้นกรีดแผลลงบนหัวใจของแม่ทัพหนุ่ม
"นี่สินะความรัก ความเสน่หา ที่มรันมาเต็มใจมอบให้... ชายคนรักที่แท้จริง"
มรันมาวางมือไล้ลงบนอกเปล่าเปลือยของเจ้าแสงมิน
"ข้าได้ยินเสียงหัวใจท่าน"
"ไปกับข้านะ มรันมา ไปเป็นดวงใจของข้า ไปเป็นเจ้านางแห่งเมืองสีมิน"
"ข้ารักท่าน ข้าจะไปอยู่กับท่าน เจ้าแสงมิน"
เจ้าแสงมินดึงร่างมรันมาที่แนบกายเบียดเข้าหา แล้วก้มลงจูบอย่างดื่มด่ำ น้ำตกไหลแรง ละอองน้ำพร่างพรายเหมือนม่านหลังอันสวยงาม
ติสสาราวคนที่ถูกกระชากหัวใจออกจากร่าง น้ำตาคลอ ปันแสงสุขสมใจกับแผนเหยียบย่ำหัวใจติสสาให้แหลกละเอียด ไม่เหลือชิ้นดี
บริเวณสวนดอกไม้ตำหนัก เจ้านางอินยายืนเด่น ยิ้มอาบไปทั้งใบหน้า
"เมื่อหัวใจถูกเหยียบย่ำ เจ้าจะต้องคลานกลับมาสู่อ้อมอกข้า"
"จริงที่สุด แม่ทัพติสสาต้องมาสยบแทบเท้าเจ้านางคนเดียว" อุตลาว่า
อินยาฟังแล้วยิ่งยิ้มหัวใจพองโต

ติสสาที่จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาเจ็บปวดสุดทน จึงพุ่งตัวเข้าไป ปันแสงคว้าร่างไม่ทัน
"น้องน้อย"
แสงมินยิ้มเยาะ สมเพช มรันมาเห็นสีหน้าโกรธของติสสา ก็ทำจริตตกใจ เบียดร่างชิดแสงมิน
"เจ้าแสงมิน ช่วยข้าด้วย อย่าให้คนบ้ามันเข้ามาทำร้ายข้า"
แสงมินกอดรัดร่างมรันมาไว้แน่น
"น้องน้อย พวกมันทำอะไรน้องน้อย"
"หยุดเพ้อเจ้อน่ารำคาญ ไป ไปให้พ้นหน้าข้าสักที"
"น้องน้อย พี่ชายรักน้องน้อย"
"แต่ข้าเกลียดเจ้ารู้ไว้ด้วย ดวงใจข้าเกิดมาเพื่อเจ้าแสงมิน ร่างกายข้าจะมีเจ้าแสงมินเป็นเจ้าของ เพราะข้ารักเจ้าแสงมินคนเดียว"
"ไม่จริง น้องน้อยสัญญาว่าหัวใจรักจะเป็นของพี่ชายคนเดียว"
ติสสาพุ่งจะเข้าไป ปันแสงรั้งร่างไว้
"ปล่อยข้า ปล่อย... ข้าจะฆ่าแก ไอ้เจ้าแสงมิน"
"ถ้าข้าตาย มรันมาก็จะตายตามข้าไปด้วย"
ติสสาดิ้นด้วยแรงมหาศาลเพื่อพุ่งเข้าไปหามรันมา จนปันแสงแทบจะยื้อไม่ไหวต้องเตะเสยเข้าหน้า จนคว่ำไปกลางสายน้ำ ก่อนจะตะเกียกตะกาย ลุยน้ำตามไปอีก ปันแสงตามไปเอากริชจ่อกลางหลัง กรีดลงจนเลือดหยด ปันแสงจิกดึงผมติสสาขึ้นมามองภาพบาดสายตา แล้วพูดกรอกหูให้ติสสาเจ็บช้ำถึงที่สุด
"ดูซะ ดูแล้วจำไว้ให้ถึงสำนึกสุดท้ายของชีวิต เจ้ามันเป็นได้แค่กรวดทรายไร้ค่าที่มรันมาเลือกเหยียบย่ำ เพื่อก้าวไปสู่อ้อมอกกษัตริย์แสงมิน"
แสงมินมองเยาะติสสา แล้วหันมาถามมรันมาเสียงอ่อนโยน
"เจ้าหนาวใช่มั้ย มรันมา ตัวเจ้าสั่น หัวใจเจ้าเต้นแรง"
"ข้าหนาวเหลือเกิน เจ้าแสงมิน"
"อยู่ในอ้อมกอดข้าแล้วจะอุ่นไปทั้งตัว"
"งั้นท่านพาข้าไปจากที่นี่เถอะ"
แสงมินประคองกอดมรันมาเดินจากไป
"น้องน้อย น้องน้อย"
ติสสาร้องเรียก จะเข้าไปรั้งมรันมา ปันแสงถีบซ้ำจนหน้าคว่ำก่อนตามแสงมินออกไป ติสสาเสียใจ

ในเขตพระราชฐานชั้นใน จันทเทวีมองกาหลงที่ลอบมารายงาน
"เราไม่เชื่อ พี่หญิงจะไปสนิทกับเจ้าแสงมินได้ยังไง พาเราไปตำหนักเจ้านางอินยาเดี๋ยวนี้"

ด้านหน้าตำหนักเจ้านางอินยา จันทเทวีก้าวมาตรงหน้า อุตลาอยู่ตรงข้ามข้าหลวงของจันทเทวี อีกด้านกาหลงแอบหลบมองอยู่
"ข้ารู้ว่าพวกท่านกำลังแยกพี่หญิงมรันมากับแม่ทัพติสสา ท่านไม่อยากให้ความรักของพวกเค้าสมหวัง"
"แม่เจ้าไม่เคยสั่งสอนเหรอ จันทเทวี ว่ากิริยาที่เจ้าทำ มันไม่มีสกุลรุนชาติ" อินยาว่า"แม่ข้าสอนเสมอว่าให้รักษาทั้งกิริยา วาจา และใจให้บริสุทธิ์ ไม่คิดริษยาอาฆาตใคร เพราะมันจะทำให้จิตใจเราต่ำกว่าชาติกำเนิด"
"จันทเทวี ก้มหัวลงขอโทษข้าเดี๋ยวนี้"
"ไม่ ข้าไม่เหมือนพี่ปรันมา ข้าอดทนกับคนจิตใจหยาบช้าไม่ได้ และข้าก็จะไม่ขอโทษ"
อินยาตบหน้าจันทเทวีอย่างแรง
"ข้ารู้ว่าเด็กขาดพ่อขาดแม่อย่างเจ้า ยากที่จะสั่งสอนให้เติบโตขึ้นมาสง่างามได้สักเสี้ยวเดียวของเจ้าปันแสง อย่าให้ข้าต้องสั่งสอนแทนแม่ของเจ้าที่ตายไปเลย ข้าละอายที่สุดที่ศรีพิสยามีเจ้านางไร้ปัญญาอย่างเจ้า ไสหัวไป"
จันทเทวีน้ำตาคลอ อุตลามองท้าทายกับข้าหลวงจันทเทวี กาหลงสีหน้าตกใจมาก เจ้านางจันทเทวีถูกตบแล้ววิ่งหันหลังออกไป ข้าหลวงวิ่งตามไป กาหลงรีบหลบหายไปจากตรงนั้น
อุตลายิ้มเยาะ เจ้านางอินยายิ้มสะใจ

ติสสาน้ำตาไหลอาบแก้ม ตะโกนก้องระบายความเจ็บช้ำ ก่อนเซทรุดล้มลง สะอื้นไห้อย่างคนสูญสิ้นหัวใจไปแล้ว

ห้องหนึ่งในตำหนักเจ้านางอินยามรันมาหนาวสั่น เจ้าแสงมินเอาผ้าคลุมไหล่เปล่าเปลือยให้
เจ้าแสงมินนั่งลงเบียดชิด
"ยังหนาวอยู่ล่ะสิ ข้าทำให้เจ้าอุ่นขึ้นดีมั้ย"
แสงมินโอบมรันมาแนบชิด ไล้มือไปที่แผ่นหลังนวลเนียน แสงมินก้มลงจูบมรันมา ปันแสงเดินเข้ามาหยุดมอง
"มรันมาจะเป็นไข้ ถ้าไม่ได้รับความอบอุ่นจากข้า"
แสงมินส่งสายตาให้ปันแสงออกไปจากตรงนั้น ปันแสงต้องการทอดเวลาให้แสงมินทำตามแผน จึงพูดเหมือนห่วงใย จริงใจ
"เจ้านางเป็นห่วง กลัวว่าท่านกับมรันมาจะไม่สบาย"
เจ้านางอินยาเดินเข้ามา อุตลาที่ถือเสื้อผ้าของแสงมินมาในมือตามหลังมา
"ให้มรันมาไปแต่งเนื้อแต่งตัวใหม่ ต้อนรับท่านให้ดีกว่านี้เถอะเจ้าแสงมิน ข้าอยากให้เวลาสำราญของท่านซาบซึ้ง ติดตรึงใจที่สุด...ไปอุตลา"
แสงมินจำต้องถอยห่าง มรันมาลุกขึ้นเดินไปยืนข้างเจ้านางอินยาอย่างเชื่อฟัง อุตลาวางเสื้อผ้าของแสงมิน แล้วเดินนำมรันมาเดินตามออกไป แสงมินที่มองตาม สีหน้าคลั่งจวนเจียนระเบิด
"โว๊ย พิธีรีตองอะไรนักหนาวะ แต่งเนื้อแต่งตัวทำไมให้เสียเวลาถอด... คลั่งจะบ้าแล้วโว๊ย"

ในห้องอาบน้ำเจ้านางอินยา เวลากลางคืน มรันมาเดินตามอุตลาเข้ามายืนกลางห้องอาบน้ำสวยงาม พออยู่กัน 2 คน อุตลาก็กระแทกเสื้อผ้าวางให้ตรงหน้า
"วาสนาดีนักนะ แก อยู่ๆก็ได้ผัวหล่อ ผัวรวยซะขนาด"
มรันมาปรายตามอง
"ออกไปได้แล้ว"
"หนอย... นังมรันมา กล้าดีนักนะ ตบให้หายสวยเลยดีมั้ย"
"หรือจะให้ข้าเรียกทหารของเจ้าแสงมินมาลากเจ้าออกไปเฆี่ยน"
อุตลาทั้งกลัวและโมโห จำใจต้องเดินสะบัดออกไป มรันมายิ้มสะใจ กาหลงลอบเข้ามา
"มรันมา เจ้าเป็นอะไรไป เจ้ารักกษัตริย์แสงมินไม่ได้นะ เจ้ารักอยู่กับท่านแม่ทัพติสสา"
มรันมาฟังแล้วโมโหพุ่งขึ้นมาทันที
"อย่าเรียกชื่อนี้ให้ข้าได้ยิน"
"อู๊ย... ผีเข้าสิงไปแล้วแน่ๆ มานี่ ข้าต้องพาเจ้าไปหาแม่ทัพติสสา"
กาหลงคว้าข้อมือมรันมา แต่มรันมาดิ้นสะบัด เอามือฟาดกาหลงอย่างแรงไม่ยั้ง
"โอ๊ย โอ๊ย มรันมา ข้าเจ็บ"
"อุตลา อุตลา"
อุตลาโผล่กลับเข้ามา มรันมาสั่ง
"เอานังคนนี้ออกไป มันเป็นคนของติสสา"
"มรันมา"
กาหลงตกใจไม่ทันตั้งตัว อุตลาเข้ามากระชากผมกาหลง แล้วตบหน้าซ้ำทั้งแก้มซ้ายแก้มขวา
"มานี่ ... นังกาหลง นังนกสองหัว ข้าสงสัยอยู่แล้ว มานี่ วันนี้ข้าจะตบให้ตายคามือเลย"
"ไม่ไป ปล่อยข้า ปล่อย... มรันมาช่วยข้าด้วย มรันมา"
"เอามันออกไปให้เจ้านางเฆี่ยน"
กาหลงตะลึง มรันมาแววตาดุ สั่งซ้ำ
"เอามันไปเฆี่ยนให้ตาย"
อุตลากรีดหัวเราะ ฉุดกระชากกาหลงที่ทั้งดิ้น ทั้งยื้อออกไปจากห้อง เสียงกาหลงร้องครวญคราง
"มรันมา เจ้าเป็นอะไรไป ข้าเป็นเพื่อนเจ้านะ มรันมา"
อุตลากระชากกาหลงพ้นออกไปจากห้องพร้อมเสียงหัวเราะสะใจ มรันมาหันกลับมา ยืนมองตัวเอง ลูบไล้เนื้อตัว
"ข้าต้องสวยที่สุด... เพื่อเจ้าแสงมิน ที่รักของข้า"
เสื้อผ้ามรันมาหลุดจากร่าง กองลงบนพื้น

สายน้ำที่ไหลแรงกระทบแสงจันทร์ ส่องประกายสะท้อนไปทั้งผิวน้ำ ติสสาหมดอาลัย ยืนขึ้น ก้าวไปข้างหน้า แต่ละก้าวมีแต่ความทุกข์ที่ต้องเห็นคนรักอยู่ในอ้อมอกชายอื่น เขาก้าวหายไปในม่าน

ห้องอาบน้ำเจ้านางอินยา มรันมาในชุดใหม่ บางเบาสวยงาม แสงมินก้าวเข้ามาในห้อง มองอย่างตื่นตา
"มรันมา ที่รักของข้า"
มรันมายื่นมือมาสัมผัส แสงมินกุมมือขึ้นจูบแผ่วเบา ฝ่ายหญิงเขินอาย
"คืนนี้จะไม่มีใครมาแยกความรักของข้าที่มีต่อเจ้าได้"
ร่างมรันมาชิดร่างเจ้าแสงมิน ปันแสงที่ก้าวเข้ามา
"อยู่ที่นี่เองหรือ มรันมา"
แสงมินมองปันแสงอย่างขัดใจที่มาขัดจังหวะอีกครั้ง
"อะไรอีกเล่า แผ่นดินถล่ม วังทะลายรึไง เข้ามาขัดข้าอีกแล้ว"
ปันแสงเอ่ยสั่ง
"มรันมา ออกไปหยิบเครื่องดื่มมาให้เจ้าแสงมิน"
มรันมาเดินเยื้องย่างออกไป
"เจ้าควรจะให้เวลาข้าตามลำพังกับเจ้าสาว" แสงมินบอก
"ข้าก็อยากจะให้เป็นอย่างนั้น แต่ยังเป็นห่วงเรื่องสำคัญ"
"มีอะไรอีก"
"ข้ารู้จักติสสาดี"
แสงมินมองปันแสงอย่างไม่เชื่อถือนัก
"คลุ้มคลั่งอย่างติสสามันคงไม่ยอมให้มรันมาหลุดมือไปง่ายๆ ถึงเวลานี้มันบ้าเลือด พอที่จะบุกเข้ามาตัดหัวท่านได้นะ"
ความหวาดกลัวเข้ามารุมล้อมแสงมินในทันใด
ทางเดินเขตพระราชฐาน เวลากลางคืน กาหลงในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อย วิ่งสูดปากมาด้วยความเจ็บ มุมปากมีคราบเลือด จากฝีมือการตบของอุตลา อีกทางหนึ่ง เมฆา มารุตเดินมาเห็นสภาพกาหลงก็มองหัวจรดเท้า
"ไปกัดกับหมาที่ไหนมา กาหลง" เมฆาถาม
"หมาอุตลาน่ะสิ เจ็บใจนัก ตบเอาตบเอา ...แต่ที่เจ็บใจกว่าคือมรันมา"
"มรันมาทำไม" มารุตถาม
"จะอะไรล่ะ ก็เป็นบ้าน่ะสิ หน้ามืดตามัวรักอยู่แต่เจ้าแสงมิน แล้วนี่แม่ทัพติสสาหายไปอยู่ไหน หรือว่ายอมยกคนรักให้เจ้าแสงมินไปกอดจูบได้ตามใจชอบ"
กาหลงกระแทกเสียง ทั้งเจ็บใจ ทั้งโมโห เมฆา มารุตฟังแล้วมีสีหน้ากังวล

รันมาที่เดินถือแก้วเจียระไนสีสวยใส่เครื่องดื่มกลับเข้ามา แสงมินมองจ้องด้วยสายตาปรารถนา ปันแสงเอ่ย
"เชื่อข้า เจ้าแสงมิน กษัตริย์อย่างท่านไม่สมควรจะให้คนระดับแม่ทัพอย่างติสสามันมาท้าทายเหมือนวันนี้อีก มันเป็นมนุษย์โหดเหี้ยมใจทราม"
แสงมินหันมองปันแสง
"จงรีบพาเจ้าสาวของท่านไปจากศรีพิสยาให้เร็วที่สุด"
แสงมินหันกลับไปมองมรันมาด้วยแววตาปรารถนารุ่มร้อนเต็มที

เช้าวันใหม่ ขบวนเสลี่ยงของสีมินตั้งแถวรอหน้าบันไดทางขึ้นเขตพระราชฐาน ทหารสีมินพร้อมเดินทาง เจ้าแสงมินยืนรออยู่ มรันมาในชุดพระราชพิธีงดงามก้าวออกมาจากด้านบน เจ้าแสงมินเงยมองด้วยสายตาปลาบปลื้ม ปันแสงกับอินยาที่ก้าวมายืนมองจากด้านหลัง
"ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ข้ารอคอยมาทั้งชีวิต ภาพนี้ที่ข้าอยากเห็น ไล่นังมรันมาลูกทาสไปให้พ้นจากศรีพิสยา"
"แสงมินที่ได้มรันมาไป จะต้องตอบแทนด้วยกองทัพที่หนุนบัลลังก์ศรีพิสยาของข้า"
เจ้าแสงมินยื่นมือไป มรันมาส่งมือให้กุม ปันแสง อินยายิ้มสมใจที่อีกเพียงอึดใจเดียว ความหวังกำลังจะสำเร็จลงแล้ว

น้ำตกยามเช้า แดดสีทองทาบทอเป็นประกายทั่วบริเวณ ติสสาที่นิ่งงัน เหมือนร่างไร้วิญญาณ
เมฆา มารุตวิ่งตามหามา
"ท่านแม่ทัพ เกิดอะไรขึ้น"
มารุตดึงแขนติสสา แต่โดนปัด
"ท่านแม่ทัพ ไปเร็ว มรันมาเป็นคนรักของท่าน ไปเอากลับคืนมา"
ติสสายังเฉย เมฆาทนไมได้
"อย่ายอมแพ้พวกมันสิ หรือจะยอมให้มรันมาเป็นของคนอื่น"
"แล้วจะให้ข้าทำยังไง ต่อให้น้องน้อยมาอยู่กับข้า แต่หัวใจเค้าร่ำร้องหาแต่เจ้าแสงมิน"
เมฆา มารุตมองอึ้ง ติสสาเสียงดัง
"น้องน้อยอยากเป็นเจ้านางของเจ้าแสงมินทุกลมหายใจ"
"มรันมาไม่ใช่หญิงใจโลเล" มารุตบอก
"น้องน้อยไม่ผิดหรอก ที่จะทิ้งผู้ชายที่เคยทำร้าย ย่ำยีหัวใจน้องน้อย"
"แต่ท่านไม่ได้ตั้งใจ" เมฆาว่า
"จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ข้าก็ทำลงไปแล้ว... แล้วนี่คือสิ่งตอบแทนที่สาสมที่สุด ข้าต้องเสียน้องน้อยไปเพราะความโง่ที่ไม่มีวันจะให้อภัยได้ของข้าเอง"
กาหลงที่วิ่งพลางตะโกนมาแต่ไกล
"โอ๊ย...มัวแต่แช่น้ำตกกันอยู่นั่นแหละ"
กาหลงวิ่งกระหืดกระหอบมาใกล้
"ท่านต้องไปห้ามมรันมา"
ติสสามองสงสัย
"ตอนนี้เจ้าแสงมินกำลังจะเอาตัวมรันมาไปจากท่านตลอดชีวิตแล้ว"
ติสสาตกใจ วิ่งออกไปทันที เมฆา มารุต กาหลงวิ่งตามไป

เจ้าแสงมินประคองมรันมามาใกล้เสลี่ยง เจ้านางอินยากับปันแสงเดินลงมามองเจ้าแสงมินยืนเคียงกับมรันมา แสงมินยิ้มหวาน แววตาวิบวับ มีความสุขเต็มที่
"เราจะไม่ลืมน้ำใจของท่านสองคน เจ้านางอินยา เจ้าปันแสง"
"เรายินดีจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กษัตริย์ผู้ชาญฉลาด" อินยาบอก
ปันแสงยิ้มบอก
"ข้าจะรอเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพื่อขอไมตรีตอบแทน"
"กองทัพสีมินของข้าพร้อมเสมอสำหรับเจ้าปันแสงผู้ยิ่งใหญ่ หนึ่งเดียวแห่งศรีพิสยา"
ทั้งสามยิ้มแย้มให้กัน มรันมายิ้ม ย่อตัวเคารพเจ้าปันแสงกับเจ้านางอินยาอย่างอ่อนช้อย
"ขอบคุณเจ้านาง... เจ้าปันแสง ที่ให้ความรัก ความปรารถนาดีกับข้า"
"ไปเถอะ มรันมา ถือว่าเป็นความเมตตาครั้งสุดท้ายจากแม่กับข้า"
เจ้าแสงมินดึงมรันมาไปที่เสลี่ยง เจ้าปันแสง เจ้านางอินยายิ้มสมใจ
ติสสาที่วิ่งมาจากอีกด้าน ร่ำร้องเรียก
"น้องน้อย"
ทุกคนชะงัก หันไปมอง ปันแสงกับอินยาชักสีหน้าทันที ติสสาวิ่งมาอย่างเร็ว เมฆา มารุตตามมาติดๆ
"น้องน้อย อย่าไป น้องน้อย"
"ใครไม่เกี่ยว อย่าให้มันมาขวาง"
อสุนีกับทหารพุ่งเข้าไปขวางติสสาไว้ เมฆา มารุตที่ตามหลังติสสาเจอทหารปันแสงขวางเต็มที่
ติสสาไม่ยอมจะพุ่งเข้าไปให้ได้ อสุนีจ่อหอกพร้อมแทง ปันแสงเสียงกร้าว
"หยุดอยู่ตรงนั้น ติสสา ต่อหน้าองค์กษัตริย์ จงเจียมตัวว่าเป็นแค่แม่ทัพ ทำผิดวินัยทหาร ก็ถูกตัดหัวเสียบประจานได้เหมือนกัน นี่หรือคนระดับขุนพล ไร้เกียรติ... ทำตัวโซเหมือนหมา"
แสงมินเห็นแล้วยิ่งย่ามใจ
"พอแล้ว เมตตาสุนัขอกหักเถอะเจ้าปันแสง อย่าใจร้าย อย่าให้เกิดสิ่งอัปมงคลในวันแห่งความสุขของเรา"
แสงมินหัวเราะเย้ยหยันเสียดแทง

จันทเทวีสีหน้าไม่พอใจมาก เมื่อฟังกาหลงเข้ามารายงานเรื่องมรันมา นันทวดียืนมองด้วยความกังวล
"เราไม่ยอมให้พี่หญิงไปกับเจ้าแสงมิน"

ทางขึ้นเขตพระราชฐานติสสาส่งสายตาวิงวอนคนรัก
"น้องน้อย ... อย่าไปเลยนะ อย่าไปจากศรีพิสยา อย่าไปจากพี่ชาย"
เจ้าปันแสง เจ้านางอินยามองความเจ็บปวดของติสสาด้วยรอยยิ้มน้อยๆ มรันมาขยับมาด้านหน้าสองสามก้าว ทหารสีมินเปิดทางให้ แต่ยังตั้งแถวระวังภัย
"ต้องให้ข้าด่าว่าเจ้าอีกกี่ครั้ง ติสสา เจ้าถึงจะจำว่าข้าไม่ใช่น้องน้อยของเจ้า"
"พวกมันกำลังหลอกน้องน้อย"
"ไม่มีใครหลอกข้า ข้าเต็มใจจะไปเอง เพราะข้ารักเจ้าแสงมิน ข้ารักผู้ชายที่ดีพร้อมคนนั้นมากที่สุด มากจนข้าไม่มีหัวใจให้ชายคนไหนอีกแล้ว"
ติสสาเจ็บเสียยิ่งกว่าถูกคมหอกคมดาบแทง
"สายตาของน้องน้อยเกลียดพี่ชายถึงเพียงนี้"
"ไม่ใช่แค่สายตา ... หัวใจข้าก็เกลียดท่าน"

ในท้องพระโรงศรีพิสยาปรันมามองจันทเทวีที่เข้ามาเล่าเรื่องมรันมา กาหลงยืนอยู่ห่างออกไป
"เกิดเรื่องเลวทรามอย่างนี้ในศรีพิสยาของข้าอีกได้ยังไง"
ปรันมาคำรามแล้วเดินเร็วออกไป จันทเทวี กาหลงมองตามอย่างหวาดหวั่น
ติสสาที่พยายามยื้อมรันมาในขบวนเสลี่ยงไว้ แววตาตัดพ้อ เสียใจ คร่ำครวญไม่รู้สิ้น
"มีทางไหนที่น้องน้อยจะเห็นความรักของพี่ชายอีกครั้ง ที่ผ่านมาพี่ชายผิดจนน้องน้อยไม่สมควรให้อภัย"
ติสสาทรุดลงตรงหน้ามรันมา
"แต่ขอให้น้องน้อยรู้เถิดว่า หัวใจในร่างกายตรงหน้านี้ ... มันจะเป็นของน้องน้อยจนลมหายใจสุดท้าย"
"ข้าไม่ต้องการหัวใจรักของท่าน"
มรันมามองด้วยแววตาเย็นชา แล้วหันหลังจะเดินออกไป ติสสาเอื้อมมือไปคว้าได้เพียงอากาศ
มรันมากำลังก้าวขึ้นเสลี่ยง ติสสาแทบขาดใจ
"มรันมาเป็นน้องนางของข้า ใครจะพาตัวออกไปจากศรีพิสยาไม่ได้ทั้งนั้น"
เสียงปรันมาดังก้องสะกดทุกคนในที่นั้นให้เกรงขาม เจ้าปันแสง เจ้านางอินยามองหน้ากัน สีหน้าผิดหวังในเสี้ยวนาทีที่ทุกอย่างจะสำเร็จแล้ว
ปรันมาเดินลงมาจ้องมองเจ้าปันแสง เจ้านางอินยาที่ยืนหน้าเชิดอยู่ ติสสารีบลุกขึ้นยืนต่อหน้าเจ้าปรันมา
แสงมินกับมรันมาต้องก้าวมายืนตรงหน้าปรันมา
"มรันมาเต็มใจไปกับข้า ข้าไม่ได้ลักพาตัวน้องนางของท่านไป"
"ถึงเต็มใจ แต่ขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณมีไว้ประพฤติปฎิบัติตาม ท่านเองก็รู้ น้องกษัตริย์ต้องได้รับเกียรติอย่างสูง ขบวนของท่านมีเพียงเท่านี้เองหรือ เจ้าแสงมิน"
"ข้ายินดีจัดขบวนมาใหม่เพื่อต้อนรับเจ้านางแห่งสีมิน"
ปรันมาทวนคำ
"เจ้านางแห่งสีมิน มรันมาจะไปเป็นเจ้านางแห่งสีมินได้ยังไง ในเมื่อข้าเอ่ยปากยกมรันมาให้แต่งงานกับแม่ทัพติสสาแล้ว"
ติสสามีแววความหวังวูบขึ้นทันที ตรงข้ามกับแสงมินที่กำลังสะกดความไม่พอใจเอาไว้
"ข้อนั้นข้าไม่รู้มาก่อน"
"คงมีคนในที่นี้ จงใจไม่บอกให้ท่านได้รู้"
ปันแสง เจ้านางอินยารู้ว่า ปรันมากำลังเอาเรื่องมาถึงตัวเอง
"เจ้าแสงมิน เชิญท่านไปพักในเขตพระราชฐานของข้าก่อน เรามีเรื่องที่จะต้องคุยกับท่านในฐานะเจ้าครองแคว้นด้วยกัน หวังใจว่าท่านคงไม่ปฏิเสธ"
แสงมินมองมรันมาอย่างเสียดาย แต่ก็ขัดขืนมากไปกว่านั้นไม่ได้ ติสสาทอดสายตาไปที่คนรัก แต่มรันมามองเมิน ไม่สนใจ ปันแสงมองติสสาด้วยความแค้นที่มีปรันมามาช่วยไว้อีกครั้ง

ในท้องพระโรงศรีพิสยา แสงมินยืนอยู่กับปรันมา ติสสายืนห่างออกไป
"ข้าไม่เคยบังคับใจให้มรันมารักข้า"
"ข้อนั้นข้าเชื่อ คนอย่างกษัตริย์แสงมินไม่จำเป็นต้องบังคับใจหญิงใดทั้งนั้น แต่ท่านคงไม่รู้ว่า มรันมารักกับติสสามาก่อน"
"ข้าไม่ถือหรอก "
แสงมินหันไปมองเหยียดติสสา
"มรันมาเคยเล่าให้ข้าฟังแล้ว ว่าความรู้สึกที่เกิดกับติสสา มันเกิดจากความว้าเหว่ ต้องการหาที่พักพิงใจ แต่พอพบข้า มรันมาก็รู้ดีว่า ความรักที่แท้จริงเป็นยังไง และยอมเป็นเจ้านางของข้า ข้าถือว่านั่นคือคำสัญญาสำคัญที่สุด"
แสงมินมองเย้ย ติสสาอย่างมั่นใจว่า ยังไงก็ต้องหาทางเอามรันมาไปให้จนได้

ปันแสงก้าวเข้ามาในวิหารร้าง อสุนีตามหลังมา ปันแสงเดินเลี้ยวไปทางที่แม่เฒ่าถูกกักตัวไว้ สภาพแม่เฒ่ายังอ่อนระโหย พิงร่างกับผนังเก่าของวิหาร
"ถึงเวลาทำงานให้คุ้มกับอากาศที่หายใจได้แล้ว นังแม่เฒ่า"
"ท่านจะให้ข้าทำอะไรอีก เจ้าปันแสง"
"มรันมา ... แกต้องทำให้มรันมามันจะเป็นจะตาย ให้มันคลั่งเพ้อหาแต่เจ้าแสงมิน"
"มนตร์ที่ข้าทำ ยังไม่เสื่อมเลยนะท่าน"
"แต่กูต้องการให้มรันมามันเป็นบ้า ทุรนทุราย อยากไปกับเจ้าแสงมินวันนี้ เดี๋ยวนี้ หน้าไหนก็ห้ามมันไม่ได้"
ปันแสงเหวี่ยงแม่เฒ่าที่งกเงิ่นไม่ทันใจไปทางที่ทำพิธี ก่อนง้างเท้าเตะข้าวของเฉียดหน้าแม่เฒ่า
"จะทำเร็วๆ หรือจะตาย"
แม่เฒ่ารีบคว้าเทียนมาจุดลงในน้ำมนต์ดำทำพิธี ปันแสงสีหน้างุ่นง่าน
"ทำให้สำเร็จเร็วๆด้วย ก่อนที่ปรันมามันจะตามกูกับแม่ไปถามเรื่องทั้งหมด"
"ท่านไปจากที่นี่ก่อนเถอะ เจ้าปันแสง ข้าจะเฝ้ามันทำพิธีให้เอง"
ปันแสงมองอสุนีแล้วหันขวับไปมองแม่เฒ่าที่เริ่มบริกรรมคาถา
ปันแสงหน้าเครียด เดินออกไปด้วยความหงุดหงิดเพราะทุกอย่างมาผิดแผนไปอีก

อ่านต่อหน้าที่ 2


สาปพระเพ็ง ตอนที่ 7 (ต่อ)

ในเขตพระราชฐาน มรันมาสายตาเหม่อลอย มองไปไกล จันทเทวี นันทวดีกับกาหลงยืนมองดูอย่างเป็นห่วง
"พี่หญิง"
มรันมาเริ่มตาลอยคว้าง ไม่เป็นตัวของตัวเอง
"เจ้าแสงมิน"

ในวิหารร้าง แม่เฒ่ากำลังพึมพำมนตร์ อสุนียืนเฝ้า
"จงไปสิงสู่หัวใจ ...มรันมา"
วิญญาณดำกำลังก่อร่างขึ้นกลางอากาศ

รันมาเพ้อออกมาด้วยน้ำเสียงครวญหา
"ข้ารักท่าน เจ้าแสงมิน ... ข้าจะไปอยู่กับท่าน"
จันทเทวี นันทวดี กาหลงมองกันอย่างตกใจ

ในท้องพระโรงศรีพิสยาแสงมินสีหน้ามั่นใจบอกปรันมา
"ยุติธรรมที่สุดคือ เราต้องหาคำตอบจากปากของมรันมาเองว่าจะอยู่หรือไป"
ติสสาได้แต่อดทน
"ทุกคนจะได้ฟังชัดๆว่า มรันมาเต็มใจที่จะมอบกาย มอบใจ มอบความรักให้กับข้า เพียงคนเดียว"
สายตาเจ้าแสงมินเยาะหยาม จนติสสาแทบจะหมดความอดกลั้น

รันมาสีหน้ากระวนกระวาย ปากเรียกหา
"เจ้าแสงมิน ท่านอยู่ที่ไหน เจ้าแสงมิน"
มรันมาทำท่าจะเดินออก กาหลงคว้าตัวไว้ทันที ทุกคนมองกังวล
"ไปไม่ได้"
"พี่หญิง"
"ปล่อยข้า ข้าจะไปหาเจ้าแสงมิน"
มรันมากำลังรุ่มร้อนด้วยมนตร์ดำ

ในวิหารร้าง แม่เฒ่าสวดมนต์ไม่หยุด วิญญาณดำชั่วร้ายกำลังก่อร่างใกล้สำเร็จ อสุนีถอยหลังกรูด
เมฆา กับ มารุตพุ่งตัวพรวดผ่านหน้าต่างวิหารร้างเข้ามาล้อมอสุนี เมฆาพุ่งเข้าตีหอก อสุนีรับไว้ มารุตเข้ามารุมฟัน อสุนีหลบไม่ทัน ถูกทั้งหอกทั้งดาบรุม แม่เฒ่าตกใจ อสุนีตะโกน
"ทำพิธีไปสิวะ อีแก่"
เมฆาตีหอกเข้ากลางหน้า อสุนีหงาย มารุตรีบเข้าไปซ้ำด้วยดาบคู่ อสุนียกหอกแทงสวน มารุตหลบไว เมฆา มารุตลุยเข้าไป ต่อสู้กับอสุนีอย่างได้เปรียบกว่า แม่เฒ่าระล่ำระลักสวดมนต์ต่ออย่างเร็ว

มรันมาผลักกาหลงล้ม จันทเทวีเข้าไปขวางทันที นันทวดีมองด้วยความตกใจมาก
"มรันมา เจ้าเป็นอะไรไปเนี่ยะ"
"พี่หญิง ท่านไปไม่ได้นะ ห้ามไป ไปไม่ได้"
"ปล่อยข้า ข้าจะไปหาเจ้าแสงมิน ปล่อย"
มรันมากรีดร้องใส่หน้า จันทเทวีตกใจ ผงะถอย กาหลงพุ่งตัวเข้ามาทางด้านหลัง นันทวดีรีบเรียกข้าหลวงคนอื่นๆมาช่วย
"เร็วๆ จับไว้"
"ปล่อย ข้ารักเจ้าแสงมิน เจ้าแสงมินอยู่ไหน ข้าต้องไปกับเจ้าแสงมิน"
มรันมาเหมือนคนคลุ้มคลั่ง เหวี่ยงทุกคนจนนล้มระเนระนาด จันทเทวีจะขวาง แต่มรันมาวิ่งพุ่งชนจันทเทวีล้มกระเด็นไปอีกคน นันทวดีสีหน้าตกตะลึง
"พี่หญิง"
มรันมาวิ่งเร็ว ปากเพ้อหา
"เจ้าแสงมิน เจ้าแสงมิน ท่านอยู่ไหน รอข้าด้วย"

ในวิหารร้าง แม่เฒ่าตั้งสติ ท่องมนต์ วิญญาณดำยังลอยค้างอยู่กลางอากาศ เมฆารัดคออสุนี มารุตเอาด้ามดาบกระแทกหน้า อสุนียังไม่คว่ำ จนมารุตกระโดดถีบเข้ากลางอก อสุนีหงาย เมฆาตีเสยคางด้วยด้ามหอก มารุตฟันเข้ากลางหลังอสุนีทันที
แม่เฒ่าหยุดท่องมนต์ ตาเหลือกลานด้วยความตกใจ
เมฆางัดเสยซ้ำเข้าอีกดอก ร่างอสุนีสลบกลางอากาศ ลอยกระแทกพื้นแน่นิ่ง แม่เฒ่าตกใจ ลุกหนี สะดุดข้าวของล้มระเนะระนาด วิญญาณดำแตกกระจายกลางอากาศ

มรันมาที่วิ่งมาถึงบึงมรกตแล้วล้มลงฮวบ ทรุดร่างลงทันที มนตร์เสื่อมคลายมลายสิ้น เจ็บปวดไปทั้งร่าง
"ช่วยด้วย พี่ชาย ช่วยน้องน้อยด้วย เจ็บเหลือเกิน ทนไม่ไหวแล้ว"
มรันมาครวญครางในสำนึกที่เริ่มกลับมาเป็นตัวเอง

ในท้องพระโรงศรีพิสยาติสสายืน มองแสงมินด้วยสายตาเกลียดชัง เมฆา มารุต ลากแม่เฒ่าเข้ามา ทุกคนหันไปมอง
"เราได้ตัวมันมาจากวิหารร้าง" เมฆาบอก
แม่เฒ่าหวาดกลัวตัวสั่นเมื่อมองเห็นเจ้าปรันมาที่ยืนตระหง่านตรงหน้า
"มันกำลังทำพิธี" มารุตว่า
"พิธีอะไร" ปรันมาถาม
"ข้าได้ยินมันพูดชื่อ มรันมา" เมฆาบอก
"ข้าถามว่าแกทำอะไรน้องข้า"
ปรันมาตวาดด้วยความโกรธจัด แม่เฒ่ากลัวลนลาน แสงมินยืนสงบนิ่ง รักษาอาการทั้งๆที่ใจร้อนเป็นไฟ ติสสาพุ่งเข้าไปกระชากแม่เฒ่าถาม
"ใครบงการให้แกทำชั่วช้ากับมรันมา"
"ข้าทำเอง...ข้าทำเอง"
"คนของเจ้าปันแสงเฝ้ามันตอนทำพิธี"
เมฆาบอก ปรันมาหน้าเครียด แสงมินสีหน้าไม่ดี เริ่มเห็นลางร้ายว่า เหตุการณ์กำลังพลิกผัน โวยวายเอาตัวรอดขึ้นมาทันที
"ปันแสง ! จริงเหรอนี่ ปันแสงเองหรือที่ทำเรื่องน่าละอายอย่างนี้"
"เจ้าปันแสง"
ติสสาไม่รออะไร พุ่งออกไปทันที ปรันมาตรงมายืนตรงหน้าแม่เฒ่า
"พูดมาให้หมด ถ้าแกอยากมีชีวิตอยู่ มีใครรู้เห็นเรื่องชั่วช้าทั้งหมดนี้บ้าง"
แม่เฒ่าคลานไปกอดเข่าเจ้าแสงมินที่สะบัดแรงทันที แม่เฒ่ากอดขาไม่ปล่อย
"ไป นังแก่บ้า อย่ามายุ่งกับข้า"
ปรันมามองจ้องแสงมินที่ก้มลงทำเป็นปัดแม่เฒ่าให้พ้นตัว
"ไป อย่าเอาเสนียด จัญไร ของสกปรกมาแปดเปื้อนข้า"
"เจ้าแสงมิน ช่วยข้า..."
แสงมินใช้เล็บนิ้วก้อยจิกลงไปตรงข้อมือ แม่เฒ่าสะดุ้งเฮือก แวบเดียวที่แสงมินฉายแววตาร้าย ก่อนผลักแม่เฒ่าออกห่าง แล้วปรับสีหน้ารีบเดินมาใกล้เจ้าปรันมา
"เอามันไปขังก่อนเถอะ เจ้าปรันมา ท่าทางมันน่ากลัว"
เมฆากับมารุตกำลังจะเดินเข้าไปดึง แต่อยู่ๆแม่เฒ่ากระตุก ร่างเกร็ง
"มันเป็นอะไร"
แม่เฒ่าดิ้นพราดจากยาพิษในเล็บของแสงมิน ดิ้นรนจะพูดแต่ไม่มีเสียง ลำคอเหมือนโดนเผาไหม้ แม่เฒ่าดิ้นไปรอบๆ พยายามงับอากาศเข้าไปในปอด
เมฆารีบเข้าไปจับร่างแม่เฒ่า
"มันโดนพิษ"
แสงมินแสร้งทำตกใจ
"พิษอะไร มันโดนพิษอะไร โดนได้ยังไง"
แม่เฒ่าสำลักเลือดสีเขียวเป็นก้อนลงพื้น
"ไปตามหมอหลวงมาเร็ว" ปรันมาสั่ง
มารุตรีบวิ่งออกไป เมฆาประคองร่างแม่เฒ่าไว้
"อย่าให้มันตาย มันต้องพูดว่ามันทำงานให้ใคร"
แม่เฒ่าตาเหลือกลานมองไปที่แสงมินแวบหนึ่ง แสงมินอมยิ้มแล้วปรับสีหน้าเป็นปกติ แม่เฒ่าที่ดิ้นพราดอีกสองสามครั้งแล้วแน่นิ่งไป
ปรันมาฉุกคิด รีบสั่งขึ้น
"มรันมา มรันมาอยู่ที่ไหน เอาตัวมรันมาไปที่ขับไล่สิ่งสกปรกที่หอขวัญเมืองเดี๋ยวนี้"

มรันมาที่ปวดร้าวไปทั้งร่าง กำลังคลานมาที่กระโจมริมบึงมรกต
"พี่ชาย"
มรันมาทรุดพิง หายใจแรง เห็นเลือดที่ซึมออกมาจากผิวหนังแขนขา
"ข้า... ข้าเป็นอะไร"
มรันมามองผิวหนังที่แดงคล้ำไปทั้งมือและเท้า เพราะยังไม่ได้ถูกขับไล่สิ่งสกปรกออกจากร่าง
"พี่ชาย...ช่วยน้องน้อยด้วย"

ติสสาพุ่งเข้ามาที่ตำหนัก อินยาที่ยืนอยู่กับปันแสง ทั้งคู่มีสีหน้าวิตก
"ชั่วช้า สามานย์ ไม่มีชั่วช้าเท่าเจ้าสองคนแม่ลูกอีกแล้ว ข้าจะฆ่าเจ้าให้ตาย"
ติสสาเข้าไปจะกระชากเจ้านางอินยา ปันแสงชักดาบแล้วพุ่งเข้าใส่ ทั้งคู่ประดาบกันอย่างดุดัน สองคนต่างพุ่งเข้าหากันด้วยความเกลียดชัง อินยากลัวจับใจ ฝีมือชั้นเชิงเพลงดาบไม่มีใครด้อยกว่าใคร
ติสสาไล่ฟันจนอีกฝ่ายติดมุม ปันแสงใช้ไหวพริบหลบเร็วแล้วหันกลับมาฟันเข้ากลางหลัง ติสสาถึงกับล้ม เมฆาเข้ามารีบพุ่งเข้าไปขวาง เจอดาบปันแสงกระเด็นไปอีกคน
ติสสาเจ็บจะลุก เมฆาตะโกนบอก
"ท่านแม่ทัพ.... แม่เฒ่าตายแล้ว"
ติสสาชะงัก ปันแสงกำลังจะฟันซ้ำลงไปที่ติสสา อินยาเข้ามาปัดดาบทันที
เมฆารีบเข้าไปพยุงติสสา แล้วบอก
"เราต้องตามหามรันมาให้เร็วที่สุด"
"น้องน้อย"
"ไม่มีใครรู้ว่า มรันมาหายไปไหน ต้องรีบพามรันมาไปที่หอขวัญเมือง ไม่อย่างนั้น มนตร์ของนังแม่เฒ่าที่ยังไม่ได้แก้ จะฆ่ามรันมา"
ติสสาฟังแล้วผละจากเมฆาวิ่งออกไปทันที เมฆาวิ่งตาม ปันแสงหันมามองแม่ด้วยแววตาไม่พอใจ
"เข้ามายุ่งทำไม อีกดาบเดียวไอ้ติสสาก็เป็นผีแล้ว"
"ข้าต้องการติสสา"
"ต้องการมันทำไม ได้ยินมั้ยว่านังแม่เฒ่ามันตาย ทุกอย่างที่เราทำมา มันพังพินาศลงหมดแล้ว ติสสามันกลับไปหามรันมา ติสสามันไม่มีวันกลับมาหาแม่"
เจ้านางอินยาตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ
"บัลลังก์ของข้า บัลลังก์ศรีพิสยาของข้าหลุดมือไปแล้ว"
ปันแสงโมโหปาดาบปักลงที่พื้น แววตาวาวโรจน์ด้วยความผิดหวังรุนแรง

ติสสาวิ่งล้มลุกคลุกคลาน ไม่สนใจความเจ็บจากแผลกลางหลัง
"น้องน้อย น้องน้อย"
ติสสาล้มทรุดลง แต่แข็งใจรีบวิ่งต่อ เพื่อตามหามรันมา

ในวิหารหลวงศรีพิสยา ปรันมา จันทเทวี มองเมืองมาสและนักบวชที่กำลังจุดเทียนไปรอบๆ เพื่อรอทำพิธี
"มีเวลาอีกไม่มากนัก หากช้า ผีขวัญผีเมืองก็ไม่อาจรั้งชีวิตเอาไว้ได้"
"ขอให้ทุกอย่างทันเวลา"
สองพี่น้องสีหน้าหวั่นใจ กลัวทุกอย่างจะสายเกินไป

รันมาที่กำลังเจ็บปวดไปทั้งร่าง
"พี่ชาย"
ติสสาที่โซเซมาด้วยความเจ็บ เลือดโทรมไปทั้งร่าง พอมองเห็นร่างมรันมาก็วิ่งเข้าไป แต่ติสสายังไม่ทันถึงร่างก็ล้มลงด้วยความเจ็บสุดจะทน มรันมามองเห็นติสสา
"พี่ชาย"
"น้องน้อย"
มรันมาฝืนความเจ็บขยับไปหาติสสา แต่ขยับไปได้เพียงนิดเดียว ก็ทนไม่ไหว ทอดกายนอนแน่นิ่ง
ติสสาเห็นเลือดซึมที่มือและเท้าของมรันมา
"น้องน้อย น้องน้อยอย่าเป็นอะไร พี่ชายจะช่วยน้องน้อยเอง"
ติสสาพยายามคลานเข้ามาใกล้ มรันมาน้ำตาเอ่อขยับตัวไม่ได้
"พี่ชาย ถูกฟัน เจ็บมากหรือเปล่า"
"ไม่เลยน้องน้อย พี่ชายไม่เจ็บเลย น้องน้อย...พี่ชายขอโทษ พี่ชาย..ทำร้ายน้องน้อย"
"น้องน้อยไม่เคยโกรธพี่ชาย หัวใจน้องน้อยมีแต่ความรักสำหรับพี่ชายคนเดียว"
มรันมาขยับร่างไม่ได้ เลือดไหลซึมออกมา ติสสามองด้วยความสงสาร

ในวิหารหลวงศรีพิสยา เวลาเย็นต่อเนื่องมา ปรันมา จันทเทวีนั่งลงสวดมนต์ภาวนาต่อหน้ารูปศักดิ์สิทธิ์ของพระเพ็ง เมืองมาสกับนักบวชทุกคนท่องมนต์ภาวนาอยู่ด้านหลัง
"ขอพระเพ็งโปรดคุ้มครองติสสากับมรันมา .. ขอให้ทั้งสองคนผ่านพ้นความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน"
ปรันมามองวิงวอนด้วยความหวังสูงสุด
มรันมาพยายามยื่นมือไปแตะร่างติสสาที่เลือดโทรมกาย
"พี่ชาย...พี่ชายเจ็บหรือเปล่า น้องน้อย จะทำแผลให้"
ติสสาสะอื้น ที่มรันมาห่วงมากกว่าตัวเอง ทั้งยังเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้
"พี่ชาย..อย่าร้องไห้"
"น้องน้อย"
ติสสาคลานเข้าไปอุ้มร่างมรันมามากอดไว้
"อดทนนะน้องน้อย พี่ชายจะพาน้องน้อยไปรักษา"
ติสสายกร่างมรันมาขึ้นแต่ด้วยความเจ็บก็ทรุดลง แต่พยายามเอาขายันไว้ ไม่ให้ร่างมรันมากลิ้งลงกับพื้น เธอกอดคอติสสาไว้
"น้องน้อยเจ็บเหลือเกิน ... พี่ชาย"
มรันมาสะอื้น เสียใจที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะจากคนรักไปได้ทุกวินาที ติสสาวางร่างมรันมาไว้ในอก มรันมาเอาแก้มแนบแก้มติสสา ทั้งสองน้ำตาไหลอาบแก้ม
"น้องน้อยคงหมดลมหายใจ ..อยู่ที่นี่"
"ความผิดของพี่ชายไม่ควรให้อภัย ขอให้น้องน้อยเอาลมหายใจของพี่ชายไปด้วย ไม่ว่าที่นี่ หรือที่ไหน ชีวิต วิญญาณและหัวใจของพี่ชาย จะเป็นของน้องน้อยตลอดไป"
ติสสาสะอื้นออกมา มรันมาหายใจขึ้นเฮือก
"พี่ชาย"
"น้องน้อย อย่าจากพี่ชายไป เป็นเจ้าสาวของพี่ชาย... สัญญาของเรา"
"สัญญาของเรา...สัญญาของพี่ชายกับน้องน้อย"
"หัวใจเราจะเป็นของกันและกัน"
ทั้งสองกอดแนบชิดกันที่ริมบึงน้ำมรกต ติสสาก้มลงจูบประทับมรันมาด้วยความรัก รอยจูบนั้นเหมือนจะให้ลมหายใจทั้งสองหยุดไปพร้อมๆกัน

วิหารปุระอมร ในบรรยากาศทะมึน ร่างสุเลวินก้าวออกมา
"เสียดาย...ยามที่สุริยะเทพเปล่งพลังอำนาจร้อนแรง เพิ่มไฟริษยาของอิสตรีให้ทำลายล้างทุกอย่างที่ขวางหน้า ชะตากำหนดไว้ว่าศรีพิสยาต้องแตกสลายด้วยตัณหาของผู้หญิง"
สีหสาก้าวออกมามองสุเลวินด้วยแววตาโมโหวาบ
"เสียดายเหลือเกินที่โอกาสหนึ่งเดียวนั้นผ่านพ้นไปแล้ว เพราะความรักที่หญิงหนึ่งถือเป็นสรณะ สละได้แม้ชีวิต ความรักบริสุทธิ์ที่เยียวยาดวงใจลุ่มหลง มืดมนให้กลับฟื้น เปี่ยมไปด้วยปิติ รักนั้นจะอยู่เหนือกาลเวลา เป็นรักที่จะร้อยรัดหัวใจของคนไว้อีกมากมาย จากนี้ไป อีกเนิ่นนานที่ศรีพิสยาจะดำรงอยู่อย่างสงบสุข"
สีหสามองจ้องสุเลวิน
"เพ้อเจ้อ เจ้ามันก็พร่ำทำนายอวยพรให้ศรีพิสยา ข้าสงสัยจริงๆ สุเลวิน หรือว่าเจ้าอยากไปเกิดใหม่เป็นคนศรีพิสยา บอกข้าได้นะ ... ดาบข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าไม่ทันรู้สึกเจ็บ"
"เช่นนั้น จงใช้ดาบแทงหัวใจที่หยิ่งยะโส โหยหาแต่ชัยชนะของตัวท่านเองก่อนเถอะ"
"ข้ากลัวว่าวันนึงท่านจะยอมรับความพ่ายแพ้ไม่ได้ จนต้องกระอักเลือดตายอย่างน่าเวทนา"
สีหสาคำราม
"สุเลวิน นิมิตรเจ้ามองเห็นหรือไม่ วันที่ข้ากระทืบร่างเจ้าที่ถูกฟันแหลกเหลว แล้วถ่มน้ำลายรด"
" อำมหิต ...เหี้ยมเกรียมนัก สตรีเจ้ามีใจโหดร้ายได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ"
สีหสาเหยียดยิ้มเหี้ยมมองจ้อง สุเลวินยืนสีหน้าสงบทั้งที่หวาดหวั่นใจอึดอัดเมื่อต้องคัดง้างกับสีหสา

ทางเดินขึ้นเขตพระราชฐาน เจ้านางอินยาที่ก้าวเร็วตามหลังเจ้าแสงมินที่กำลังจะออกไปจากศรีพิสยา
"เจ้าแสงมิน เดี๋ยวก่อน เจ้าแสงมิน"
แสงมินมองเจ้านางอินยาด้วยแววตารำคาญ
"ข้าจะกลับ เรื่องทั้งหมดที่เจ้ากับลูกชายใฝ่สูงลงมือไป ข้าไม่เกี่ยวข้องด้วย"
"พอจวนตัวก็เผยธาตุแท้เลยหรือ ข้าคิดผิดมาตลอดว่าเจ้าคือกษัตริย์ที่องอาจ"
"ข้าน่ะองอาจ แล้วก็ฉลาดอยู่แล้ว มีแต่เจ้าสองแม่ลูกต่างหากที่โง่เง่า ดีแต่ปาก ทำอะไรก็ไม่เห็นสำเร็จ ข้าไม่น่ามาเสียเวลาอยู่ที่นี่เลย บัลลังก์ศรีพิสยาเป็นของปรันมาก็ดีอยู่แล้ว ไม่สมควรหรอกที่ปันแสง ลูกชายเจ้าจะอาจเอื้อมไปถึง"
แสงมินก้าวยาวไม่เหลียวหลังกลับมามองอีก ทิ้งให้เจ้านางอินยายืนสะกดกลั้นความเจ็บใจ
พระเพ็งลอยเด่นอยู่บนบันไดทอดยาวเหนือร่างเจ้านางอินยาที่เต็มไปด้วยไฟแค้น
"ข้าขอสาบาน สาบานต่อหน้าพระเพ็ง เจ็บใดที่ข้าได้รับในวันนี้ มรันมากับติสสา และทุกคนที่รักมันจะต้องเจ็บยิ่งกว่าร้อยเท่าพันเท่าทวีคูณ มันจะต้องเจ็บจำไปจนถึงวาระสุดท้ายของลมหายใจ"

พระเพ็งลอยเคลื่อนเหนือฟ้า วิหารร้างตระหง่านในความมืด ปันแสงก้าวมามองเห็นอสุนีที่สลบอยู่ ก็ยื่นเท้าไปเขี่ยร่างอสุนี อสุนีได้สติ มองเห็นปันแสงก็ยันกายขึ้นผิงผนัง เงาของปันแสงที่ทอดยาวในความมืด เสี้ยวหน้าของปันแสงเต็มไปด้วยความคั่งแค้น
ปันแสงก้าวขึ้นยืนบนซากวิหาร เงยมองพระเพ็งที่เด่นบนฟ้า
"พระเพ็ง... ท่านจะช่วยค้ำจุนบัลลังก์ของปรันมาได้อีกไม่นาน ข้าต่างหากที่ควรจะอยู่เหนือบัลลังก์ศรีพิสยา ข้าต่างหากที่จะเป็นกษัตริย์ผู้ครองความยิ่งใหญ่เหนือทุกชีวิตบนโลกนี้"
ปันแสงฟาดดาบผ่านพระเพ็งด้วยใบหน้าดุดัน รอวันที่จะเอาคืนทุกคนให้สาสม

เวลากลางคืน กองทัพนักรบของปุระอมรในชุดนักรบเตรียมพร้อมบุกมินโล องค์นรสิงห์ยืนเด่นในท้องพระโรง มองทุกคนด้วยสายตาดุดัน
"ความยิ่งใหญ่หนึ่งเดียวที่จะมีบนโลก เหนือทุกชีวิต เหนือทุกแผ่นดิน เหนือยิ่งกว่าสูงสุดของสวรรค์ เหนือความตายทั้งปวง คือข้า ... องค์นรสิงห์ สีหบดี"
สีหสามององค์นรสิงห์ด้วยสายตาชื่นชม บูชา อีกด้านคือสุเลวินที่อยู่ตรงข้าม นรสิงห์ก้าวลงมาช้าๆด้วยสีหน้าดุดัน
"เปลวไฟที่เผามินโลทั้งเมืองจะต้องส่องสว่างไปถึงศรีพิสยา ซากศพของชาวมินโล ทุกคนจะต้องส่งกลิ่นเน่าเหม็นไปถึงวังศรีพิสยา"
สีหสาฟังด้วยรอยยิ้ม กระหายชัยชนะ
"นี่จะเป็นโอกาสสุดท้ายที่ข้าให้กับปรันมา มันต้องคิดว่า จะยกศรีพิสยาให้ข้าง่ายๆ หรือจะให้นองเลือดเหมือนมินโล แสงแรกของดวงอาทิตย์ในวันพรุ่ง คือกำหนดเวลาตายของมัน"
เสียงทหารทุกคนเฮดังกึกก้อง เมื่อนรสิงห์เดินผ่านออกไปสู่ด้านนอก
คชา วาเร ไพลินและเหล่านักรบตามติดนรสิงห์ออกไปทันที สุเลวินยังคงยืนนิ่ง สีหสาหันไปมองเห็นคู่ปรับแล้วเดินเข้ามาใกล้
"ข้ารู้ว่าตาที่แสนวิเศษของเจ้า กำลังมองเห็นรอยยิ้มของข้า รอยยิ้มที่สมเพชมนุษย์พันธุ์อ่อนแอเช่นเจ้า"
สุเลวินหันมา แม้ดวงตามองไม่เห็น แต่ก็เหมือนสุเลวินกำลังจ้องกับสีหสา
"อยู่เฝ้าวิหารนี้ไปคนเดียวเถอะ สุเลวิน สุนัขพิการตัวเล็กๆ ข้างนอกนั่นมันคือสนามรบ"
สีหสาค่อยๆชักดาบออกจากฝัก ให้เกิดเสียงคมดาบกระทบเหล็กที่ตั้งใจให้สุเลวินได้ยิน
"มันคือที่ๆข้าแข็งแกร่งที่สุด เชี่ยวชาญที่สุด และอำมหิตที่สุด"
สีหสาเอาดาบคู่วางทาบลงบนไหล่ทั้งสองข้างใกล้คอสุเลวิน แม่ทัพสาวเหยียดยิ้มใส่คู่อริ แล้วเลื่อนดาบออกจากไหล่สุเลวินช้าๆ ท่านโหราจารย์รู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบของเหล็กกล้าที่จะตัดฟันคอได้ทุกเสี้ยวนาที
สีหสาเอาดาบเก็บ มองสุเลวินด้วยสายตาสมเพชแล้วเดินเร็วออกไป
สุเลวินยืนนิ่งแต่สีหน้าเต็มไปด้วยความอึดอัดที่ถูกหยามหยันและไม่สามารถทัดทานนรสิงห์กับสีหสาได้เลย

วันใหม่ที่ เจ้าปรันมา เจ้าจันทเทวียืนเด่นอยู่ตรงกลาง นันทวดี กาหลง และเหล่าข้าหลวง ยืนถือพานดอกไม้ เมฆา มารุต และทหารวังเรียงรายรอบบริเวณวิหารหลวงแห่งศรีพิสยา
ติสสาในชุดเจ้าบ่าวเดินเคียงคู่เข้ามากับมรันมาในชุดเจ้าสาววิจิตรงดงาม ทุกคนยิ้มแย้ม สีหน้าผ่องใสยินดีกับวันแห่งความสุข ทั้งคู่ยืนตรงหน้าเจ้าปรันมาและเจ้านางจันทเทวี
"อำนาจศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเพ็งและความรักที่เสียสละให้แก่กัน ช่วยให้ชีวิตของเจ้าสองคนกลับคืนมาอีกครั้งนะ ติสสา มรันมา"
"ข้าดีใจด้วยพี่หญิง หัวใจรักของท่านสองคนจะอยู่เหนือทุกสิ่ง"
แววตาติสสากับมรันมาเต็มไปด้วยความศรัทธาต่อเจ้าปรันมา และเจ้านางจันทเทวี
"ความรักของเจ้า ติสสา มรันมาจะเป็นดั่งความสุขสดชื่นยืนนานของศรีพิสยา" ปรันมาว่า
ติสสา มรันมาที่หันมายิ้มสบตากัน
"หัวใจของข้า แม่ทัพติสสาจะวางอยู่ในมือของน้องน้อย ไม่มีวันที่พี่ชายจะทำให้น้องน้อยต้องร้องไห้ ไม่มีวันที่พี่ชายจะทำลายหัวใจตัวเองอีกครั้ง พี่ชายขอสัญญา"
"น้องน้อยก็จะมอบชีวิตและความรัก ความภักดีให้กับพี่ชายคนเดียว ชั่วชีวิต ชั่วนิจนิรันดร์"
ข้าหลวงทุกคนเป็นพยานแห่งความรักโปรยดอกไม้ให้กับติสสากับมรันมาที่ยืนเคียงกัน กลีบดอกไม้ปลิวล่องลอยผ่านหน้าทั้งคู่ ราวภาพฝัน ในวันแต่งงานสวยงามท่ามกลางความยิ่งใหญ่ของวิหารหลวงศรีพิสยา

อ่านต่อหน้าที่ 3


สาปพระเพ็ง ตอนที่ 7 (ต่อ)
ในบ้านนรสิงห์เจ้าของบ้านยืนมองสถบดีที่ถือปืนค้างเล็งมาที่ตัวเอง คทารัตน์ วิวรรธน์ และรัดเกล้าอยู่ในอาการตกใจ ที่สถบดีกำลังจะยิงนรสิงห์
นรสิงห์มองไล่เรียงทีละคน ทุกคนขยับตัวเหมือนตื่นจากภวังค์ พลัน...สัญชาติญาณนักสืบของคทารัตน์ที่ฝึกการต่อสู้มาแล้ว พุ่งเข้าไปปัดปืนจากมือไผ่ขึ้นสูง ให้พ้นร่างนรสิงห์
รัดเกล้า วิวรรธน์มองลุ้น ตกใจ วิวรรธน์หันไปเสียงเข้มกับไผ่
"ผู้กอง ! คุณนรสิงห์ไม่มีอาวุธ"
สถบดีหัวเสียสุดๆ
"ก็ไม่จำเป็นต้องมี นี่มันสะกดจิตชัดๆ มันกำลังใช้วิชามาร สะกดจิตพวกเรา"
"คุณนรสิงห์ไม่ได้ใช้วิชามาร เวทมนต์อะไรทั้งนั้น เก็บปืนเถอะค่ะ ผู้กอง" รัดเกล้าบอกสถบดีเหมือนเกรงใจรัดเกล้าขึ้นมาอย่างประหลาด จนต้องลดปืนลง ก่อนหันมากระชากเสียงถาม
"แกทำอะไรพวกเรา"
"ฉันทำอะไรน่ะเหรอ .. ฉันก็เล่า ที่มาของพวกเธอ"
รัดเกล้ากับวิวรรธน์สีหน้าจริงจัง กระตุกใจสิ่งที่นรสิงห์พูด
"ที่มาอะไร เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว" สถบดีว่า
"นี่ผู้กองไผ่ สมองมีไว้คิดซะมั่ง ไม่ใช่เอาไว้บรรจุกะโหลกให้มันเต็มๆ คุณนรสิงห์เค้าตั้งใจจะเล่านิทานสอนใจให้พวกเราฟัง" คทารัตน์ว่า
คทารัตน์ตาเขียวใส่สถบดี ก่อนเปลี่ยนสายตาไปชื่นชมนรสิงห์
"นิทานปรัมปราของคุณนรสิงห์สนุกจังเลยค่ะ จากพงศาวดารเล่มไหนเหรอคะ วิกกี้ไม่เคยรู้มาก่อนเลย"
"เธอคิดว่าเป็นนิทาน"
"ค่ะ ก็มีเจ้าชาย เจ้าหญิง มีแย่งบัลลังก์ มีนังแม่มดร่ายเวทมนตร์ แล้วก็มี ..."
คทารัตน์ทอดเสียง แววตาและน้ำเสียงปลื้ม
"กษัตริย์นักรบ... คนที่เท่ห์ที่สุด"
"องค์นรสิงห์"
ทุกคนหันมองวิวรรธน์ที่โพล่งเรียกชื่อนรสิงห์ขึ้นมา แล้วสายตาก็เปลี่ยนเป็นเปี่ยมด้วยความศรัทธาขึ้นอย่างประหลาด
"องค์นรสิงห์ สีหบดี ราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่เหนือทุกแคว้นกับกองทัพนักรบกระหายเลือด"
นรสิงห์ทอดสายตาอย่างเข้าใจในสัญชาติญาณคทารัตน์และวิวรรธน์
"ใช่ ๆ ตรงกษัตริย์นักรบนี่แหละที่พีคสุดๆ"
รัดเกล้าพึมพำคนเดียวพร้อมกับเหลือบมองหวาดหวั่น
"ชื่อเดียวกับคุณนรสิงห์"
คทารัตน์ยิ้มกับนรสิงห์
"นิทานสนุกใช้ได้เลยนะคะ มีมิติ ตัวละครไม่แบนแต๊ดแต๋ พระเอก นางเอกไม่ได้เป็นคนดียี่สิบสี่ชั่วโมง มันก็ต้องมีพลาดกันบ้าง"
"จบแล้วใช่มั้ย ไอ้นิทานโกหกของแก" สถบดีถาม
"จบที่ไหน นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น" นรสิงห์ว่า
"พอ...ไม่ต้องเล่าแล้ว ไร้สาระ ไม่มีใครอยากฟังแก"
"เกล้าอยากฟังค่ะ"
ทุกคนหันมามองรัดเกล้า
"เกล้ารู้ว่ามันไม่ใช่นิทาน เกล้าเห็น... เห็นตัวเองอยู่ตรงนั้น มรันมา"
"สุเลวิน ... นักบวชตาบอด"
วิวรรธน์พยายามยืนยัน
"ผมก็เห็นตัวเองอยู่ในเรื่องที่คุณนรสิงห์เล่าให้ฟัง ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องของตัวเองที่เกิดขึ้นมานานมาก แล้วผมก็คือนักบวชตาบอดคนนั้น ถึงความจำจะเลือนราง แต่ความรู้สึกมันชัด ผมรู้สึกได้ว่า มันเป็นที่มาของพวกเราทุกคน"
ทุกคนมอง นรสิงห์สายตาจับจ้องรอดูทีท่าของสถบดีและตทารัตน์ว่าจะเชื่อหรือไม่

ในรถ สนง.สืบฯ บนถนน พัทธยากำลังขับรถ ยอดชายนั่งข้าง สีหน้าตื่นเต้นอยากรู้
"เราจู่โจมไปบ้านคุณเพชรแบบนี้ นายอภิวัฒน์นั่นเค้าจะไม่เอาปืนไล่ยิงเราออกมาใช่มั้ยครับ"
พัทธยายังไม่ทันตอบ ยอดชายคุยต่อ
"ที่จริงผมก็ไม่ได้กลัวอะไรเลยนะครับ แค่เป็นห่วงไม่อยากให้มีเรื่องถึงเลือดถึงเนื้อกัน"
ยอดชายยิ้มกว้างบอก
"ผมมั่นใจว่ามากับผู้กอง จะต้องปลอดภัยล้านๆเปอร์เซ็นต์ แต่ไอ้เกล้าน่ะสิครับ หายไปกับผู้กองไผ่กะเจ๊วิกกี้ เจอคู่กัดประกบสองข้าง ต่อให้มีพี่วิวเป็นกำลังเสริม ยังไงผมว่าไอ้เกล้าก็รอดยาก"
พัทธยาเหลือบมองยอดชายที่พูดเองเออเองเสร็จสรรพ

ในบ้านนรสิงห์รัดเกล้า กับวิวรรธน์มองนรสิงห์ด้วยสายตาทึ่งระคนแปลกใจ ตรงข้ามกับคทารัตน์กับสถบดีที่ไม่เชื่อถือเรื่องที่นรสิงห์เล่าเลย
"ที่คุณนรสิงห์เล่า คือเรื่องจริงใช่มั้ยครับ ไม่ใช่นิทาน"
"เฮ้ย ไอ้วิว มันจะเรื่องจริงได้ยังไง พวกเราเนี่ยนะ เคยรู้จักกันมา มันไม่มีหรอก อดีตชาติอะไรน่ะ คนเราเกิด แก่ เจ็บ ตาย เผา ร่างกายกลายเป็นขี้เถ้า แค่นี้จบ" สถบดีว่า
"แล้วจิตคนล่ะครับ ผู้กอง ดวงจิตที่ไม่มอดไหม้ไปกับสังขาร ร่างกาย" วิวรรธน์ว่า
"รูปร่างยังไงไอ้ดวงจิตของแกเนี่ย เป็นไฟวาบๆแบบกระสือหรือว่าเป็นดวงๆ แบบดิสโก้บอลในผับ"
ท้ายเสียงสถบดีหัวเราะหยันๆ วิวรรธน์ตอบไม่ทัน รัดเกล้ารีบพูดขึ้น
"แล้วที่คุณนรสิงห์ทำให้เรา 4 คนมาฝันที่นี่พร้อมๆกันละคะ"
"ฝันแฝนอะไร นี่มานั่งสลอนกันตัวเป็นๆ ไอ้วิวก็อีกคน เพ้อเจ้อ มาลองให้ฉันตบหน้าซักฉาดมั้ย ดูว่าเจ็บหรือไม่เจ็บ" คทารัตน์ว่า
"เจ๊ก็เอาแต่อารมณ์ หัดฟังเหตุผลคนอื่นมั่งสิ"
"ฉันไม่ฟัง เหตุผลของฉันนี่แหละถูกที่สุด คุณนรสิงห์บอกสิคะ คุณใช้วิชาอะไรคะ ที่ทำให้เราเห็นภาพนิทานที่คุณเล่าได้ชัดเจนแจ่มแจ๋วจริงๆ"
นรสิงห์มองทุกคน ยังไม่ตอบ สถบดีขัดขึ้น
"พอแล้ว ไม่ต้องไปฟังมันพล่ามอะไรอีก มันไม่ได้เจตนาดีกับพวกเราเลย ออกไปจากที่นี่ได้แล้ว เรามาเพื่อสืบคดีฆาตกรรม ไม่ใช่มานั่งฟังเรื่องเหลวไหลบ้าบอ"
สถบดีกระตุกเรื่องงานขึ้นมา คทารัตน์หน้าตาขึงขังขึ้นมาทันที
"จริงด้วย ... ป่านนี้ผู้กองพัทธ์คงถามหาฉันแล้ว"

คทารัตน์รีบหันไปทางรัดเกล้า วิวรรธน์
"ไป กลับกันได้แล้ว มีอะไรไปเคลียร์ข้างนอก"
คทารัตน์หันไปทางนรสิงห์
"วิกกี้ขอตัวก่อนนะคะ พอดีวิกกี้ต้องเป็นคนสรุปเรื่องคดี ป่านนี้ผู้กองพัทธ์คงคิดถึงวิกกี้แย่แล้ว"
คทารัตน์คว้ากระเป๋ายกมือไหว้นรสิงห์ ก้าวฉับๆ ออกไป รัดเกล้ามองนรสิงห์ด้วยสายตาอยากรู้เรื่องราวต่อมา คทารัตน์หันกลับมาคว้ามือน้องสาว
"ไปกับฉัน ยายเกล้า... เดี๋ยวพวกหื่นมันจะฉวยโอกาสลวนลามแก"
คทารัตน์ตวัดสายตามองค่อนสถบดี รัดเกล้าตามพี่สาวออกไป วิวรรธน์หันมาทางนรสิงห์"ผมเชื่อว่าเรื่องที่คุณเล่ามันไม่ใช่นิทาน แล้วสักวันผมจะต้องรู้จุดจบของเรื่องนี้ให้ได้" วิวรรธน์บอก
นรสิงห์มองสถบดี
"แล้วคุณล่ะ ไม่อยากรู้ตอนจบของคุณบ้างเหรอ"
"ตอนจบสั้นนิดเดียว ฉันฆ่าแก"
สถบดีจ้องนรสิงห์อย่างเกลียดชังแล้วเดินออกไป นรสิงห์มองตามด้วยสายตาคมกริบ
"น่าสงสาร ที่แกคิดผิดมาตลอด ฉันต่างหากล่ะที่ฆ่าแก ... ฆ่าทุกชีวิต ไม่มีใครเหลือเลยสักคน"
สายตานรสิงห์กลับสลดลง หางเสียงท้ายประโยคเจือแฝงไว้ด้วยความเศร้าลึกสุดประมาณ

ในรถ สนง.สืบฯ บนถนน พัทธยาสีหน้าเคร่งเครียด มองรถด้านหน้าที่ติดยาวไม่ขยับเขยื้อน
"บ้านหลังใหญ่แต่วังเวง ที่สำคัญ ฆาตกรยังอยู่ในบ้าน น่ากลัวนะครับ"
พัทธยาหันมามองยอดชายทันที
"ผมกลัวว่าจะมีศพรายต่อไปในบ้านคุณเพชร"
พัทธยาทนใจเย็นไม่ไหวหักรถออกขวา ปาดหน้ารถที่กำลังจะเคลื่อน เสียงแตรดัง ยอดชายแทบหัวคะมำ หน้าตาตื่น พัทธยาพุ่งรถออกไปอย่างเร็ว

คทารัตน์เดินมากับรัดเกล้า วิวรรธน์ตามมาติดๆ สถบดีรั้งท้ายสุด นรสิงห์อยู่ด้านบนระเบียงสูงถามลอยๆ
"พวกเธอเชื่อเรื่องกรรมหรือเปล่า"
ทุกคนหันขวับไปมอง นรสิงห์เอ่ยถามด้วยเสียงทรงพลังว่า
"เชื่อมั้ยว่า ทุกคนมีกรรมเป็นตัวกำหนด มนุษย์ที่เกิดมาถึงต้องชดใช้หนี้กรรม"

ชั้นบนบ้านอภิมุข เพชรดาออกมาจากห้องหลานชาย เจออภิวัฒน์ยืนรออยู่ ข้างๆคือ สิริรัตน์ที่สีหน้าหมั่นไส้เพชรดา
"มันเวรกรรมอะไรของฉันที่มีน้องโรคประสาทอย่างแก ที่ฉันเคยถามเรื่องบัญชีที่ไม่ถูกอายัดเป็นร้อยหนน่ะ แกจะเอามาให้ฉันได้รึยัง"
"เพชรไม่มีบัญชีอะไรเลยค่ะ พี่วัฒน์ นอกจากที่เบิกจ่ายกินใช้ในบ้าน แล้วก็ดูแลตาหนึ่ง"
"โกหก แกแอบเม้มบัญชีพี่ดำ" สิริรัตน์ว่า
"ฉันไม่ใช่คนชอบซุกชอบซ่อน หรือแอบกินในที่ลับอย่างใคร"
อภิวัฒน์ชักสีหน้าทันที
"แกหมายความว่าอะไร เพชร"
"มันด่าคุณวัฒน์น่ะสิคะ หาว่าซุกกิ๊ก ลักกิน ขโมยกิน"
สิริรัตน์พุ่งเข้ามากระชากแขน เพชรดาตกใจ
"เอาเงินมาให้คุณวัฒน์เดี๋ยวนี้"
เพชรดามองอภิวัฒน์
"ฉันไม่มี พี่วัฒน์ เชื่อเพชรนะคะ เพชรไม่มีบัญชีอะไรซ่อนไว้เลยค่ะ"
สิริรัตน์บิดข้อมือเพชรดาไปด้านหลัง
"โกหก อย่ามาตีหน้าซื่อ แอ๊บใส เอาเงินมา"
เพชรดาร้องครางด้วยความเจ็บ
"พี่วัฒน์ อย่าให้เค้าทำเพชร เพชรเจ็บ"
อภิวัฒน์ยิ้มโหดร้าย
"เจ็บซะบ้างก็ดีนะ เพชร เผื่อจะช่วยกระตุ้นประสาทของแก ให้เป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้าง แล้วก็อย่าขอความเห็นใจ ฉันเคยเตือนแกแล้วว่า ความอดทนฉัน มันจำกัด เอาเงินพี่ดำทั้งหมดมาให้ฉัน เดี๋ยวนี้"
สิ้นเสียงอภิวัฒน์ สิริรัตน์รีบบิดแรง เพชรดาร้องลั่นด้วยความเจ็บ

ทุกคนมองภาพนรสิงห์ที่ยืนตระหง่านเหนือทุกคนอยู่ตรงระเบียง
"ทุกคนมีกรรมติดตัวมา ในอดีต เคยโหดเหี้ยม ขู่เข็ญ เข่นฆ่าชีวิตใครไว้ จิตของคนที่ถูกทำร้าย ไม่ว่ากี่ร้อยกี่พันปี เค้ายังอาฆาต รอการชดใช้"
เสียงนรสิงห์ทำให้รัดเกล้ากับวิวรรธน์หวาดหวั่นและเกรงขึ้นมา ต่างจากคทารัตน์ที่ลอยหน้าถาม
"งั้นเหรอคะ ถ้าคุณนรสิงห์เชื่อเรื่องกรรมมากนักล่ะก็ บอกวิกกี้ได้มั้ยคะ อะไรทำให้พวกเราต้องเกิดมาชดใช้กรรม"
นรสิงห์จ้องลงมา
"กฎแห่งกรรมไงล่ะ ทุกอย่างมันมีเหตุ ถึงได้มีผล ในโลกนี้ไม่มีอะไรร้ายแรงเท่าความพยาบาทของผู้หญิง"

ชั้นบนบ้านอภิมุข เพชรดาที่ถูกสิริรัตน์ผลักอัดติดกำแพง เธอครางด้วยความเจ็บ
"เอาเงินมาให้คุณวัฒน์"
"ฉันไม่มี"
สิริรัตน์เหวี่ยงเพชรดาล้มไปที่ปลายเท้าอภิวัฒน์ เธอเงยมองพี่ชายคนละแม่ อภิวัฒน์ก้าวมาเหยียบมือของเพชร บดขยี้ลงกับพื้น เธอเจ็บปวด แต่ไม่มีเสียงร้องเล็ดรอดออกมาแม้แต่นิด
"หรือแกจะให้บ้านนี้ต้องละเลงเลือดอีก วันนี้ถ้าไม่ได้เงิน แกตายแน่"

หน้าบ้านอภิมุขรถพุ่งมาจอด พัทธยาลงจากรถเร็ว ยอดชายตามลงมา ยามเดินมามอง เขาถามเสียงร้อนใจ
"คุณเพชรอยู่ใช่มั้ย เปิดประตูด้วยครับ"

เพชรดาที่พยายามดิ้นรนหนี มองอ้อนวอนอภิวัฒน์
"เพชรไม่มีจริงๆค่ะ พี่วัฒน์ ปล่อยเพชรเถอะค่ะ เราเป็นพี่น้องกันนะคะ"
"ฉันไม่เคยนับลูกคนใช้เป็นสายเลือดเดียวกันเลย อดีตมันอาจจะนานจนแกเลอะเลือนไปบ้าง ไม่เป็นไร ฉันจะเร่งความจำแกให้นะ แม่แกเป็นคนใช้ที่พ่อฉันหาเศษหาเลยด้วย ก็เท่านั้น จำได้หรือยัง" อภิวัฒน์เหยียบซ้ำ
"ได้ยินมั้ย นังเพชร แกมันลูกเมียคนใช้ อย่ามาตีตัวเสมอ คุณวัฒน์สั่งอะไรก็ทำ... เอาเงินมาให้คุณวัฒน์เดี๋ยวนี้"
สิริรัตน์เข้ามากระชากผมเพชรดา
"อย่า อย่าทำฉัน"
"ดีดดิ้นนักนะ แก"
สิริรัตน์ย่อตัวลงตบผัวะ เพชรดาหน้าสะบัด

พัทธยาก้าวเร็ว ยอดชายก้าวยาวตามหลัง
"ผู้กอง รอผมด้วย"
พัทธยาไม่รอ วิ่งไปที่ประตูบ้าน

เพชรดาพยายามจะดิ้นรน อภิวัฒน์ขยี้เท้าลงบนมือเพชรดาซ้ำ แม้เจ็บแต่ไม่ยอมร้องออกมา
"แกจะยอมตายเพื่อปกป้องเงินที่ไม่ใช่ของแกใช่มั้ย"
อภิวัฒน์กระทืบซ้ำมือขวา เพชรดาสีหน้าเจ็บปวดสุดทานทน สิริรัตน์กรีดหัวเราะอย่างสะใจ เพชรดาตัดสินใจรวบรวมแรงทั้งหมด กระชากมือออก จนมือหลุดจากเท้า อภิวัฒน์เซเสียหลักล้มลง เพชรดาหันไปชกเข้าที่หน้าสิริรัตน์เต็มแรง
"โอ๊ย อีบ้า... จมูกชั้น"
เพชรดาลุกได้ก็วิ่ง
"อย่าหนีนะ"
เพชรดาวิ่งพุ่งไปที่บันไดทันที

พัทธยาเอื้อมมือไปจับลูกบิด ประตูกำลังจะเปิดออก ยอดชายยืนอยู่ด้านหลัง

เพชรดาวิ่งลงบันได สิริรัตน์ตามหลัง
"นังเพชร แกอยากตายนักใช่มั้ย"
เพชรดา รีบหนีก้าวลงไปได้แค่สองสามขั้น สิริรัตน์ยกเท้าขึ้นถีบจนอีกฝ่ายถลาลงมาจากบันไดขั้นบน ด้านล่าง พัทธยาเปิดประตูเข้ามาในบ้าน ยอดชายตามหลัง สายตาทั้งคู่เห็นเพชรดากำลังพุ่ง ตกลงมาจากบันไดด้านบน
"คุณเพชร"
พัทธยาวิ่งพรวดขึ้นไป กางแขนรับร่างเพชรดาที่ร่วงลงมาในอ้อมอก อภิวัฒน์ กับสิริรัตน์โผล่พ้นโค้งบันได ลงมาเห็นพัทธยาก็ตกใจ ไม่คิดว่าจะมีตำรวจมาอยู่ในบ้าน
พัทธยามองเพชรดาที่ตัวสั่นด้วยความกลัวในอ้อมแขน ผู้กองหนุ่มมองขึ้นไปจ้องอภิวัฒน์กับสิริรัตน์ด้วยแววตาโกรธจัด

วิวรรธน์ขยับมองนรสิงห์
"จะผู้ชายหรือผู้หญิงถ้าถูกทำให้เจ็บ ก็อาฆาตแค้นได้แรงเท่าๆกัน"
"เธอพูดเหมือนเมื่อครั้งนึงที่เธอเคยมองอนาคตได้แม่นยำ"
"สุเลวิน ... ชาติที่แล้ว ผมคือสุเลวิน"
"แต่ชาตินี้ แกคือไอ้วิว เพราะฉะนั้นกลับได้ เรารบกวนคุณนรสิงห์มานานพอแล้ว" คทารัตน์บอก
สถบดีตัดบทอย่างรำคาญ
"เพิ่งจะพูดได้เรื่องก็ประโยคนี้แหละ ไป จะอ้อยอิ่งกันถึงไหนวะ"
นรสิงห์มองตรงไปที่รัดเกล้า
"คงได้เจอกันอีกนะ รัดเกล้า"
"ค่ะ คุณนรสิงห์"
สถบดีหันขวับมองรัดเกล้า แต่เธอไม่สนใจ มองแต่นรสิงห์
"เกล้าจะมาหาคำตอบเรื่องที่คุณนรสิงห์เล่า"
นรสิงห์คลี่ยิ้มมุมปาก น้ำเสียงอ่อนลง
"ยินดี... สำหรับเธอ ฉันยินดีต้อนรับเสมอ"
สถบดีมองไม่พอใจในสีหน้านรสิงห์ที่มองรัดเกล้า
"มันจะไม่มีคราวหน้าหรือคราวไหนๆอีกต่อไป เอ้า... เดินสิวะ ไอ้วิว หรือจะยืนอยู่ที่นี่เป็นรูปปั้นนักบวชถูกสาป อยากเป็นมากนักไม่ใช่เหรอแก"
วิวรรธน์รีบดึงคทารัตน์ออกไป รัดเกล้าเดินตาม สถบดีตามออกไปเร็ว นรสิงห์ยังยืนอยู่ที่เดิม คำพูดของสถบดีกระตุกใจนรสิงห์
"ชีวิตที่ถูกสาป...เหมือนวิญญาณที่ถูกกักขัง หนาวเหน็บ ทรมาน... หาความสุขไม่ได้สักวัน"

โถงบ้านอภิมุข เพชรดาผละออกจากอกพัทธยามายืนห่าง พัทธยาบอกอภิวัฒน์กับสิริรัตน์ เสียงและสายตาดุเข้ม
"ผมขอเชิญคุณสองคนไปให้ปากคำที่สำนักงานสืบ"
"ฉันพูดไปหมดแล้ว ... หูแตกกันหรือไง ถึงไม่จดไม่จำอะไรเลย ไม่มีอะไรที่ฉันต้องให้การคดีพี่ดำอีกแล้ว"
"ไม่ใช่ครับ ผมจะขอสอบปากคำอีกคดี"
"คดีอะไร"
"พยายามฆ่าคุณเพชร"
อภิวัฒน์ชะงัก สิริรัตน์ยืนตะลึง
"ฉันไม่ได้ทำ" สิริรัตน์บอก
"แต่เราเห็นชัดๆ ว่าคุณถีบคุณเพชรตกบันได" ยอดชายยืนยัน
"ชั้นไม่ได้ถีบ"
"ด้านหลังคุณเพชรมีคนอยู่สองคน ไม่ใช่คุณ ก็ต้องเป็นอีกคน" พัทธยาพูดพลางเลื่อนสายตามาที่อภิวัฒน์
"ไม่ต้องมาสงสัยฉัน ฉันไม่ทำอะไรชั่วๆแบบนี้แน่ เพชรนี่น้องรักของฉันนะ"
เพชรดาหันมาอ้าปากค้าง สิริรัตน์เคืองที่อภิวัฒน์เอาตัวรอดคนเดียว
"ไม่ใช่คุณสองคน ก็แสดงว่าบ้านนี้มันคงมีวิญญาณผีร้าย ถึงได้ถีบคุณเพชรกลิ้งตกลงมาแทบคอหักตาย" ยอดชายบอก
"คงจะเป็นวิญญาณผีพี่ดำใช่มั้ยเพชร"
อภิวัฒน์หันไปมองเพชรดาด้วยสายตาขู่เข็ญ
"ทำไมไม่บอกเค้าไปล่ะ ว่าแกตกบันไดลงมาเอง พวกชั้นไม่เกี่ยว"
"พูดความจริงมาเลยครับ คุณเพชร ผมอยู่ที่นี่ คุณไม่จำเป็นต้องเกรงหรือกลัวใครที่คิดจะฆ่าคุณ"
"งั้นก็บอกเค้าไปสิ เพชร ว่าพี่ชายคนนี้กล้าทำร้ายน้องสาวที่เค้ารักมากที่สุด"
อภิวัฒน์ใช้ทั้งสายตาและคำพูดที่จะกดดัน
"คุณเพชร สองคนนี้พยายามจะฆ่าคุณใช่มั้ย"
เพชรดาตัดสินใจ
"ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ไม่มีจริงๆ ฉันลื่นเอง"
พัทธยาสีหน้าอึดอัด มองอภิวัฒน์ สิริรัตน์
"คุณเพชรอาจจะเห็นแก่พี่น้อง แต่ผมมาเพื่อจับฆาตกร ไม่สนใจว่าจะเป็นพี่ใครน้องใคร"
พัทธยามองจ้องอภิวัฒน์ด้วยสายตาเอาเรื่อง

สิริรัตน์ชักหวั่นเมื่อถูกมาริษาท้าทาย ก่อนจะยิ้มเยาะแล้วเดินออกไป สิริรัตน์แถเข้าไปเล่นงานเพชรดาทันที
"ถ้าฉันต้องติดคุกเพราะคำพูดของแก นังเพชร ..."
เพชรดาเห็นแววตาอาฆาต
"ตาหนึ่ง หลานรักของแกจะต้องนอนตายเหมือนหมาข้างถนน สำหรับแก... เพื่อนผู้ชายของฉันทั้งกลุ่ม จะมาช่วยลากแกไปนอนรอรับ...ความสุขทีละคน ทีละคน ผลัดกันไปทั้งวันทั้งคืน จนแกรับไม่ไหวแล้วก็โพสคลิปฉาวประจานให้ว่อนเน็ต อย่าหวังเลยว่าฉันจะให้แกตายง่ายๆสวยๆ...นังเพชร"
สิริรัตน์กระแทกเสียงแล้วเดินสะบัดออกไป
"เข้าใจแล้วใช่มั้ย ว่าใครๆก็ไม่ต้องการแก แล้วอย่าหวังว่าไอ้พัทธ์มันจะมาช่วยนะ ชั้นว่าแกตายก่อนว่ะ"
อภิวัฒน์หัวเราะในลำคอเบาๆ เหยียดหยันแล้วเดินออกไป เพชรดาตัวสั่นสะท้าน น้ำตาไหลออกมาด้วยความทุกข์ระทม

วิวรรธน์พยายามยืนยันความคิดกับพัทธยา
"จริงๆนะครับ ผู้กอง... ผมเห็นด้วยอย่างที่คุณนรสิงห์บอก เพราะความพยาบาทของผู้หญิง มันถึงทำให้เกิดเรื่อง"
"แสนรู้ขนาดนั้น ทำไมไม่ออกหนังสือเชิญให้นรสิงห์มันมาเป็นที่ปรึกษาคดีนี้ซะเลยล่ะ นั่งทางใน ชี้ตัวผู้ร้ายได้ ปิดคดี จบ" สถบดีแขวะ
"ถ้าแกสองคนจะประชดประชัน กัดกัน ให้ชนะกันไปข้างนึงล่ะก็ ฉันไปก่อน อยากอยู่เงียบๆ สงบหู จะได้คิดวิธีต้อนไอ้ฆาตกรให้จนมุม"
"โธ่... ผู้กองพัทธ์ อย่าเพิ่งเครียดสิครับ" วิวรรธน์บอก
"ไม่เครียดได้ไงวะ คุณเพชรสุดที่รักโดนทำร้ายต่อหน้าต่อตา"
"อะ อะ... ผมพลาดเบาะแสอะไรไปหรือเปล่าครับผู้กองพัทธ์"
วิวรรธน์กับสถบดีทำแววตาล้อเลียน พัทธยาทำหน้าขรึมๆกลบความเขิน
"หรือว่าเห็นผู้หญิงโดนตบตีต่อหน้า พวกแกจะไม่ช่วย"
"ช่วยสิวะ ทั้งเจ็บทั้งปวด แทบจะตายแทนได้เลยล่ะ"
"แมน แมนสุดสุด"
ทั้งคู่หัวเราะ มองล้อเลียนพัทธยา
"พวกแกอยากจะเห่าหอนอะไรล้อเลียนชั้น แก้เหงาปากก็ตามสบาย แต่คนอย่างฉัน ผู้กองพัทธยา งานเป็นงาน ไม่มีเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวอยู่แล้ว ฉันตรงไปตรงมา ไอ้พวกทำชั่วทำเลวต่อให้เป็นเทวดาหน้าไหน ฉันก็จะลากมารับโทษให้หมด"
พัทธยาสีหน้าจริงจัง

ในบ้านอภิมุข อภิวัฒน์สีหน้าเครียด มองสิริรัตน์ที่ท่าทางสติแตก
"แล้วทีนี้จะเอายังไงกันดีล่ะ ตำรวจมันจะสอบสวนให้ได้ ตาย ตาย ตาย ตายแน่ๆ"
"อย่าโวยวายนักเลยน่ะ ก็บอกตำรวจไปว่าคุยกันเรื่องส่งตาหนึ่งเข้าโรงพยาบาล แล้วเพชรมันไม่ยอม เอะอะกันนิดหน่อย เพชรมันตกบันไดเอง แค่นั้น"
"ไอ้ผู้กองพัทธ์มันคงจะเชื่อหรอก คุณวัฒน์ขา คุณวัฒน์ต้องเห็นหัวอกหัวใจของผู้หญิงตัวน้อยๆ อย่างสิริรัตน์นะคะ สิริรัตน์ทำเพื่อคุณวัฒน์มาตลอด"
สิริรัตน์ซบออดอ้อนลงไปที่แขนอภิวัฒน์ มาริษาก้าวออกมาเห็น อภิวัฒน์ผลักหัวสิริรัตน์ออกอย่างแรง
"กำลังวางแผนเอาตัวรอดกันอยู่หรือเปล่า ทำอะไร คิดได้น้อยก็แบบนี้ละนะ"
"จะซ้ำเติมกันทำไม มาริษา ถ้าผมเดือดร้อน คุณเองก็จนตรอกเหมือนกัน"
สิริรัตน์กรีดหัวเราะเยาะๆ มาริษาหันไปมองอภิวัฒน์
"บ้านนี้มีเรื่องอื้อฉาวมากพอแล้ว อย่าให้ฉันต้องบากหน้าอายคนอื่นไปมากกว่านี้ มีสามีทั้งคน ไม่เชิดหน้าชูตา ก็อย่าให้มันเหม็นเน่าว่า เกลือกกลั้วไม่เลือก"
สิริรัตน์เงื้อมือ อภิวัฒน์ปัดมือสิริรัตน์ออก
"ไปห้องได้แล้ว พรุ่งนี้ตื่นเร็วๆ จะได้ไปพร้อมๆกัน"
สิริรัตน์ทอดเสียง
"ดีค่ะ ไปพร้อมๆกัน สามคนเลยยิ่งดี ประสา ผัวๆ เมียๆ"
สิริรัตน์จงใจพูดยั่วอารมณ์มาริษา แล้วเดินทิ้งสายตาเดินห่างออกไป อภิวัฒน์ส่ายหัว สีหน้ารำคาญ
มาริษาจ้องอภิวัฒน์ด้วยสายตาเต็มไปด้วยความขยะแขยง

ในบ้านรัดเกล้าคทารัตน์กับรัดเกล้านั่ง ฟังที่ยอดชายเล่า
"อย่างที่ฉันสงสัยเลยใช่มั้ย ผู้หญิงคือฆาตกรเหนี่ยวไก" คทารัตน์ว่า
"ผู้หญิงที่ถูกผู้ชายบงการสิครับ คุณอภิวัฒน์น่ะโหดมาก"
"สงสารคุณเพชรนะคะ พี่น้องแท้ๆที่จ้องจะเอาชีวิตเธอ"
ยอดชายพยักหน้าเห็นด้วย แล้วนึกได้ หันไปทางคทารัตน์
"วันนี้ตอนพี่วิกกี้หายไปบ้านคุณนรสิงห์ ผู้กองพัทธ์เค้าวอตแอพ ไลน์ กระหน่ำโทรหานะครับ"
คทารัตน์ตาโต
"จริงเหรอ ไม่เห็นฉันจะได้อะไรสักกะอย่างเลย บ้านคุณนรสิงห์แย่ตรงนี้ ไม่มีสัญญาณ ของแกก็ไม่มีใช่มั้ย เกล้า"
"ไม่มีค่ะ"
ยอดชายทำตาล้อเลียน
"จะมีได้ไง ก็ผู้กองไผ่ตัวติดอยู่กับแก"
คทารัตน์ซัดผัวะเข้ากลางหลัง จนยอดชายเลื่อนหลบไปนั่งใกล้เพื่อน
"อ้าว... ไอ้ยอด ปากเสียแล้วไง พูดไม่เป็นมงคล ปากอย่างแกควรมีไว้บอกให้ผู้กองพัทธ์โทรหาชั้นบ่อยๆทุกสามสิบนาที เข้าใจมั้ยแก"
ยอดชายพยักหน้ารับคำแบบกลัวถูกดีดอีกรอบ
คทารัตน์ตาดุ ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมากด หน้าจอมือถือขึ้นเป็นรูปพัทธยายิ้มหล่อ คทารัตน์มองแค่รูปก็ยิ้มเขินแล้วเขินอีก

มุมหนึ่งในบ้าน พัทธยากำลังคุยมือถือ
"คุณเพชร ผมเองนะครับ เป็นยังไงบ้าง พวกเค้าเข้ามาทำอะไรคุณอีกหรือเปล่า"
เพชรดาสายตาเศร้า ยืนคุยโทรศัพท์
"ไม่มีค่ะ ผู้กอง ฉันสบายดี"
พัทธยาสีหน้าเป็นห่วง ขยับเดินมาคุยสาย
สถบดีกับวิวรรธน์ยื่นหน้าเข้ามาแอบฟังทางด้านหลัง
"คุณเพชรไม่ต้องกลัวนะครับ ผมจะสอบเค้น เอาความจริงออกมาให้ได้ว่า ใครที่ฆ่าพี่ชายคุณ"
เพชรดานิ่งฟังแล้ววางสายไป
พัทธยายิ้มจางๆบนใบหน้า วิวรรธน์อยากจะเข้าไปแซว แต่สถบดีเหนี่ยวคอ ลากออกไปอีกทางซะก่อน พัทธยายิ้มมองไปไกล แววตาเชื่อมั่นว่า จะต้องสอบปากคำอภิวัฒน์ให้รับสารภาพออกมาให้ได้

อ่านต่อหน้าที่ 4


สาปพระเพ็ง ตอนที่ 7 (ต่อ)

สำนักงานสืบ เช้าวันใหม่ รถคันหรูเข้ามาจอด อภิวัฒน์ลงจากรถมาพร้อมสิริรัตน์ ท่าทางทั้งคู่ไม่ยี่หระกับทุกคนที่รออยู่ พัทธยาก้าวออกมาเผชิญหน้ากับอภิวัฒน์
"เชิญคุณอภิวัฒน์ที่ห้องสอบสวนเลยครับ"
อภิวัฒน์มองพัทธยา สถบดีขยับมาทางสิริรัตน์
"ส่วนคุณสิริรัตน์เชิญที่ห้องรับรองก่อนครับ"
"อะไร ทำไมฉันต้องไปคนเดียว"
"ก็ให้ปากคำนี่คะ ทีละคน ไม่ใช่ปาร์ตี้หรือคอนเสิร์ตที่จะแห่กันเข้าไปเป็นหมู่คณะ" คทารัตน์บอก
สิริรัตน์จ้องหน้าคทารัตน์ ด้วยสายตาเกลียดชังกันเต็มที่
พัทธยาเดินนำอภิวัฒน์ไป คทารัตน์สะบัดสายตาใส่สิริรัตน์แล้วเดินตามพัทธยาไป
สถบดีเอ่ยขึ้น
"รัดเกล้าพาคุณสิริรัตน์ไป"
รัดเกล้าบอกสิริรัตน์
"ทางนี้ค่ะ"
สิริรัตน์สะบัดหน้าใส่รัดเกล้า เดินตามแบบจำใจ แต่พอเดินผ่านสถบดีก็ยิ้มยั่ว บิดก้น ทิ้งสายตาให้เต็มที่ สถบดีมองนิ่ง แต่ยอดชายมองรังเกียจเหมือนสิริรัตน์เป็นเชื้อโรค
วิวรรธน์เอ่ยขึ้นกับสถบดี
"สอบปากคำวันนี้ คงมีแต่เรื่องเด็ดๆ ระทึกใจนะครับ"

อภิวัฒน์ที่นั่งลงในห้องสอบสวน 1 เงาของซี่เหล็กที่เป็นผนังห้อง พาดลงบนหน้าอภิวัฒน์
พัทธยากับคทารัตน์นั่งลงฝั่งตรงข้าม อภิวัฒน์มองบรรยากาศด้วยแววตากังวล แต่ก็ไม่แสดงความประหม่าออกมา
"อยากจะถามอะไรก็ถามมาเลย ผมตอบได้ทุกคำถาม รับรองเคลียร์ ชัดเจน แต่ถ้าพวกคุณสอบสวนอย่างไม่เป็นธรรม ผมฟ้องกลับแน่"
อภิวัฒน์เปิดฉากก่อน เพื่อข่มความเกร็งที่กำลังก่อตัว

สิริรัตน์กระแทกก้นลงนั่งที่มุมรับแขกในตึก รัดเกล้าเอาแมกกาซีนมาวางให้ตรงหน้า
"ต้องการอะไรเพิ่ม บอกได้เลยนะคะ"
"เป็นแม่บ้านตึกนี้เหรอยะ"
"เปล่าหรอกค่ะ เกล้าเป็นนักศึกษาฝึกงานที่ได้รับคำสั่งให้คอยดูแลพยานที่มาสอบสวนวันนี้"
"ไม่ต้องมาใกล้ ชั้นขี้รำคาญ"
ยอดชายเดินเข้ามา
"ไปก่อนนะ" รัดเกล้าบอก
"รีบไปเหอะ ผู้กองพัทธ์รออยู่"
รัดเกล้ารีบเดินออกไป สิริรัตน์กระชากเสียงถามยอดชาย
"จะสอบปากคำกันนานมั้ย จะถามถึงเทือกเถาเหล่ากอสอบประวัติปู่ย่าตายายเลยรึเปล่า"
"ไม่นานหรอกครับ ถ้าคุณตอบตามความเป็นจริง ไม่พยายามปกปิด บิดพลิ้วกลับดำให้เป็นขาว"
ยอดชายจ้องสิริรัตน์ที่เริ่มแววกังวลขึ้นมา

ในห้องสอบสวน 1 อภิวัฒน์อึดอัดกับสายตาของคทารัตน์กับพัทธยา รัดเกลาเข้าห้องมา ไปนั่งอีกมุมเปิดแล็ปท็อป พร้อมพิมพ์คำให้การ
"จะถามอะไรก็ถามมาสิ ผมไม่มีเวลามาเล่นเกมส์กดดันกับพวกคุณหรอกนะ ผมเป็นนักธุรกิจ เวลาทุกนาทีมีค่าเป็นเงินเป็นทอง"
" ดีเลยค่ะ กำลังจะถามอยู่เลยว่าธุรกิจของคุณอภิวัฒน์ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง"
"ดีมาก กำไรทุกปี"
อภิวัฒน์ตอบด้วยท่าทางไม่หนักใจอะไร รัดเกล้าพิมพ์คำให้การเร็ว
"เหรอคะ แล้วที่ต้องกู้เงินจากหลายแบงค์มาพยุงบริษัทก่อนจะถูกฟ้องล้มละลาย ตามหลักฐานที่เราได้มา"
"เฮ่ย พูดอะไรมั่วๆ ใครล้มละลาย พวกคุณไม่เข้าใจ นี่มันวิธีทำธุรกิจของผม"
พัทธยาขยับตัวยื่นเข้ามาตรงหน้าอภิวัฒน์ ถามด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่สายตาจับจ้องมองตลอดเวลา
"งั้นคุณต้องอธิบายให้เราฟังเรื่องวิธีทำธุรกิจของคุณหน่อยนะครับ เพราะที่คุณเพชรดาเคยให้ปากคำไว้ ... ไม่ใช่อย่างที่คุณบอก"
"เพชรมันเล่าอะไร มันโกหก ใส่ร้ายผมว่ายังไง"
"จะให้ผมบอก เพื่อที่คุณจะกลับไปทำร้ายน้องสาวคุณอีกใช่มั้ย"
อภิวัฒน์เหมือนถูกจี้เข้าตรงจุด คทารัตน์มองอาการร้อนรนของอภิวัฒน์อย่างสังเกต
"กล่าวหาบ้าๆ คนอย่างผมรวยแล้ว มีทุกอย่างพอแล้ว ไม่เคยคิดจะทำร้ายใคร"
"แล้วที่คุณเพชรตกบันได"
"อุบัติเหตุ"
"คุณอภิมุขถูกยิง ก็คงอุบัติเหตุ" คทารัตน์ว่า
"อย่ามาแกล้งโง่ประชดผมสิคุณ หลักฐานพยานจากทีมสอบสวนชุดก่อนก็บอกอยู่แล้วว่าพี่ดำยิงตัวตาย แต่สาเหตุอะไร ผมไม่รู้หรอก การเมือง เรื่องส่วนตัว เป็นไปได้ทั้งนั้น มันงี่เง่ามากเลยที่พวกคุณจะเอาความคิดฝังใจของผู้หญิงอย่างเพชรมาพลิกคดี ปรักปรำผมกับสิริรัตน์"
อภิวัฒน์น้ำเสียงมีอารมณ์

สิริรัตน์ที่กระสับกระส่าย พลิกแมกกาซีนไปมาอย่างไม่ได้มีอารมณ์อ่าน
"จะสอบสวนกี่โมงเนี่ยะ ให้ฉันมานั่งรอเฉยๆทำไม"
"ใจเย็นๆสิครับ ห้องสอบสวนเรายังไม่ว่าง"
"สำนักงานใหญ่โต มีห้องเดียวหรือไง จะถามอะไรก็รีบถามสิ ฉันไม่อยากรอ เข้าใจมั้ย"
สิริรัตน์ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ฟาดแมกกาซีนปึงลงบนโต๊ะเสียงดัง ยอดชายยืนมองเงียบๆ นอกห้อง สถบดีกับวิวรรธน์กำลังมองสิริรัตน์ผ่านกระจก ด้วยสายตาจับสังเกต

ในห้องสอบสวน 1 พัทธยาเอ่ยถามเสียงเรียบ ไม่แสดงอารมณ์ในใจ
"ผู้หญิงอย่างคุณเพชรเป็นยังไงหรือครับ"
"มันก็เป็นบ้าน่ะสิ มันเก็บกด คบใครที่ไหนนอกจากไอ้หนึ่ง หลานพิการของมัน วันๆเอาแต่อยู่ในโลกส่วนตัว เพชรมันช็อกที่พี่ดำฆ่าตัวตาย แล้วก็สร้างเรื่องหลอกตัวเองว่าพี่ดำถูกฆ่า นานๆเข้ามันก็ประสาทหลอน เที่ยวคิดว่า ใครต่อใครจะฆ่ามันไปหมด แต่ที่ไร้สาระมากกว่า คือมีคนเชื่อมันซะด้วย"
อภิวัฒน์เหยียดยิ้มไปทางพัทธยา รัดเกล้ามองอภิวัฒน์ด้วยสายตาสังเกต
"เพชรมันก็คงจะให้ปากคำ เอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่นล่ะสิ"
"จากหลักฐานทางการเงิน และคำให้การของคุณเพชร คุณกำลังมีปัญหาขาดทุนจนต้องใช้เงินก้อนใหญ่จากพี่ชายมาพยุงบริษัทที่ลงทุนผิดพลาด"
"คนฉลาดอย่างผมน่ะเหรอ ลงทุนผิดพลาด ผมน่ะโตมาในครอบครัวนักธุรกิจนะ เพชรน่ะมันใส่ร้ายผม เพชรมันเกลียดผม"
"มีเหตุผลอะไรครับที่น้องสาวต้องเกลียดพี่ชาย"
"ที่พูดมาทั้งหมดนี่มันไม่เข้าหูเลยเหรอ เพราะเพชรมันเป็นบ้าน่ะสิ คุณรู้มั้ยว่า มันเป็นบ้า เพชรดามันเป็นรอยด่างพร้อยของตระกูลเรา"
พัทธยา คทารัตน์ รัดเกล้านิ่งไปกับคำให้การของอภิวัฒน์
"ผมยังจำได้ วันแรกที่พี่ดำรับมันจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเข้ามาอยู่ในบ้าน"
อภิวัฒน์ย้อนความหลังฉายภาพให้ทุกคนตรงนั้นเห็น

ในอดีต หน้าบ้านอภิมุขเวลากลางวัน เพชรดาวัย 15 ปี ที่ถูกรับออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่า สีมอม ก้าวมายืนนิ่งมองไปรอบๆบ้าน เนื้อตัวสั่นด้วยความกลัวระคนความตื่นเต้น ด้านหลังมีคนใช้ถือกระเป๋าเสื้อผ้าให้ 2 คน ยามที่พาเข้ามายืนอยู่ทางด้านหลัง อภิมุขกับอภิวัฒน์เดินออกมาจากในบ้านเข้ามาหาเพชรดา
"เพชรดา ลูกของพ่อ" อภิมุขจำใจเอ่ยออกมา
"...กับแม่บ้านคนก่อน ฉันให้คนตามหาจนเจอที่บ้านเด็กกำพร้า"
เพชรดาจ้องเขม็งไปที่อภิมุข
อภิวัฒน์คลี่ยิ้มให้ แต่เพชรดายืนนิ่ง ไม่ยอมยกมือไหว้ทั้งคนทั้งคู่
อภิวัฒน์ยิ้มบอก
"ยินดีต้อนรับนะ เพชร... เรียกฉันพี่วัฒน์ก็ได้"
อภิวัฒน์ยิ้มให้เพชรดาอย่างอบอุ่นด้วยใบหน้าพี่ชายที่แสนดี

ในห้องสอบสวน 1 อภิวัฒน์บอก
"ทั้งผม ทั้งพี่ดำไม่มีรังเกียจน้องสาวนอกไส้อย่างเพชร แต่เพชรต่างหากที่ทำตัวให้มีปมด้อย"
คทารัตน์กับรัดเกล้าขยับมองอภิวัฒน์อย่างอึดอัด
"เพชรเอาแต่น้อยใจว่าตัวเองเป็นลูกคนใช้ คิดว่าบ้านเรารังเกียจ ขับไล่ไสส่งแม่เค้าออกไป ยิ่งโตขึ้น เพชรก็ยิ่งทำตัวแปลกแยก จนในที่สุดก็อาละวาดไม่เลือกหน้า"

ในอดีตของวันหนึ่ง เพชรดาที่มีกระเป๋าเสื้อผ้าอยู่ข้างตัว ยืนเถียงต่อหน้าอภิมุข อภิวัฒน์
"แม่ฉันไม่ได้หนีออกไปจากบ้านหลังนี้ แต่แม่โดนพวกแกไล่ พ่อแม่พวกแกไล่แม่ฉันยังกับหมูกับหมา แม่ไม่มีเงินสักบาทที่จะซื้อข้าวให้ลูกกิน จนต้องเอาฉันไปทิ้งไว้หน้าบ้านเด็กกำพร้า เพราะอยากให้ฉันรอด ... แล้วแม่ก็ตาย .. ตายข้างถนนอย่างน่าเวทนา พอฉันโต พวกแกก็เลยตามหา คิดจะเอาตัวฉันมาเป็นขี้ข้า จิกหัวใช้อย่างที่พวกแกเคยทำกับแม่"
อภิวัฒน์พยายามอธิบายอย่างใจเย็น อ่อนโยน
"เพชรดา เรื่องจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น แม่เธออาจจะเกลียดครอบครัวเรา จนเล่าเรื่องพวกนี้ให้เธอเข้าใจเราผิด อดีตมันผ่านไปหมดแล้ว ยังไงพวกเราก็สายเลือดเดียวกัน"
"ฉันไม่อยากเป็นพี่น้องกับแก"
เพชรดาคว้ากระเป๋าจะวิ่งออกไป อภิมุข อภิวัฒน์ต่างตกใจ
"เพชร...เพชร"
เหตุการณ์ชุลมุน เพชรดาเหวี่ยงกระเป๋าฟาดคนรับใช้ที่เข้ามาดึงจนกระเป๋าหลุดมือ คนรับใช้ตกใจร้องวี๊ด
"จับไว้ จับตัวไว้ก่อน"
ยามรีบเข้ามาดึงตัวเพชรดาที่ดิ้นรนไว้
"ปล่อยฉัน ปล่อย ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่... ปล่อย"
อภิมุขเข้ามาใกล้ เพชรดาเหวี่ยงมือฟาดโดนหน้าอภิมุข ทุกคนตะลึง อภิมุขตบกลับ พร้อมกับตวาดทันที
"หยุดบ้าได้แล้ว เพชรดา"
"อย่าดุครับพี่ เดี๋ยวจะทำให้น้องยิ่งตกใจ เพชรเค้าต้องการเวลา"
อภิวัฒน์มองเพชรดาด้วยสายตาเข้าใจ แต่อภิมุขไม่พอใจมาก เพชรดาจ้องมองพี่ชายทั้ง 2 คนอย่างเกลียดชัง

ในห้องสอบสวน 1 ทุกคนที่จ้องมองอภิวัฒน์ซึ่งตีหน้าเศร้าเป็นตาเดียว
"เรารู้ว่าเพชรเก็บกด ผิดหวัง น้อยใจที่โตมาในบ้านเด็กกำพร้า ก็พยายามจะชดเชยทุกอย่างให้มากที่สุด"
"... แอร๊ยย..."
บริเวณโถงบ้าน เพชรดากำลังกรีดร้อง ผลักคนรับใช้ 2 คนกระเด็นออกไป อภิมุข อภิวัฒน์วิ่งออกมาเห็นพอดี
เพชรดามองยาในมือ มีทั้งยาแก้เครียด ยารักษาอาการทางจิตหลายเม็ด
"ฉันไม่ได้บ้า พวกแกเอายาอะไรให้ฉันกิน พวกแกคิดจะฆ่าฉันใช่มั้ย"
เพชรดาปายากระจายลงกับพื้น แล้วกรีดเสียงร้องจนคนใช้พากันวิ่งหนีไป
อภิวัฒน์ที่พยายามจะใช้ไม้อ่อนเข้าปลอบ
"เพชร กินยาคลายเครียดซะ จะได้หาย เชื่อพี่นะเพชร"
"ไม่กิน ฉันไม่ได้บ้า พวกแกไม่ใช่พี่ฉัน พวกแกมันชั่ว พวกแกไล่แม่ฉัน พวกแกปล่อยแม่ฉันตาย"
เพชรดาวิ่งเข้ามาบีบคออภิวัฒน์
"พ่อแก แม่แกมันชั่ว ไอ้ลูกคนอำมหิต"
อภิมุขรีบเข้ามาดึงเพชรดา
"ปล่อย เพชรดา...ปล่อย"
อภิมุขพยายามรวบตัวเพชรที่ดิ้นไว้ แต่โดนเพชรดาที่บ้าคลั่งเหวี่ยงกระเด็น เธอจะวิ่งออกนอกบ้านแต่เจอยาม 2 คนที่วิ่งสวนเข้ามา รีบจับตัวไว้
อภิวัฒน์สำลัก อภิมุขรีบเข้ามาดูน้องชาย
"วัฒน์ เป็นไงบ้าง"
"ไม่เป็นไรครับ พี่ ผมจะเรียกรถโรงพยาบาลมารับตัวเพชรนะครับ เราต้องรักษาน้อง เราต้องรักษาเพชรให้หาย"
อภิวัฒน์ห่วงใยเพชรดามาก ตรงข้ามกับอภิมุขที่มองเพชรดาด้วยสายตาเกลียด
เพชรดากรีดร้องเสียงดัง
"ไม่...ฉันไม่ได้บ้า ฉันไม่ได้บ้า"

พัทธยาขยับตัวอย่างอึดอัด แต่สายตายังมองจ้องอภิวัฒน์เขม็ง รัดเกล้าสบตากับคทารัตน์ ไม่แน่ใจกับเรื่องที่อภิวัฒน์เล่า
"เราพยายามอดทน ชดเชยให้เพชรทุกอย่าง แต่ความหวังดีก็ไม่ได้ซึมซับลงไปในจิตใจหลอนๆของเพชรได้เลย ทุ่มเงินรักษาไปเป็นล้าน แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น จนผมเองที่เป็นคนเสนอพี่ดำว่า เราต้องรักษาเพชรให้ดีที่สุด" อภิวัฒน์พูดสีหน้าจริงจัง
เสียงอภิวัฒน์ขาดหายไปในคอ พัทธยาจ้องอภิวัฒน์ด้วยสายตาขึ้งเครียด

ในอดีต อภิมุขกับอภิวัฒน์ที่กำลังเดินคุยกันลงมา
"ผมติดต่อหมอรักษาเพชรที่อเมริกาไว้เรียบร้อยแล้วนะครับ"
"แกจัดการไปเลย วัฒน์ ฉันไม่ขอยุ่งกับน้องบ้าอย่างมันอีกแล้ว ขอบใจมาก"
อภิมุขยิ้ม มองน้องชายด้วยสายตาขอบใจ เพชรดาก้าวออกมาขวาง ยืนมือไพล่หลัง ตามองจ้องไปที่พี่ชายสองคน แล้วเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
"จำไว้ ฉันจะฆ่าแก... ฉันจะฆ่าพวกแกทุกคน"
พี่ชายต่างแม่ทั้ง 2 คนตกใจกับคำพูดของเพชรดา ทั้งคู่ไม่ทันได้ตั้งตัว เพชรดาก็ก้าวพรวด เอาโซ่ที่ถือไว้ในมือพุ่งเข้ารัดคออภิมุข อภิวัฒน์รีบเข้ายื้อแกะมือเพชรดาออก
"เพชร เพชร อย่า ... เพชรอย่าทำพี่ดำ"
"ฉันจะแก้แค้น ฉันจะแก้แค้นแทนแม่ฉัน"
เพชรดาถีบอภิวัฒน์เต็มแรงจนเซ แล้วเจอถีบซ้ำเข้าอีกที จนอภิวัฒน์หงายหลังชนเก้าอี้ล้มระเนระนาด
" วัฒน์...ช่วยพี่ด้วย"
อภิมุขส่งเสียงร้องเรียกน้องชายได้แค่นั้น เพชรดาฉายแววสะใจในดวงตาเต็มที่ ดึงโซ่ที่รัดคออภิมุขให้แน่นขึ้นอีก
"ทุกคนในครอบครัวนี้ต้องตายด้วยมือชั้น"

ในห้องสอบสวน 1อภิวัฒน์แสร้งทำสายตาประหวั่นกับสิ่งที่เพิ่งเล่า
“ นึกไม่ถึงจริงๆว่า เพชรดาแค้นมากถึงขนาดตั้งใจฆ่าพี่ดำ”

ในอดีต อภิมุขหัวเสียเรื่องถูกเพชรดาทำร้ายเดินนำอภิวัฒน์เข้ามาในห้องทำงานแล้วสั่ง
“สายเลือดนอกคอกอย่างมัน ฉันจะไม่เลี้ยงให้เปลืองข้าวเปลืองน้ำ เอาตัวเพชรดาส่งตำรวจ”
“พี่ดำครับ ให้โอกาสน้องรักษาก่อนเถอะครับ”
“ไม่ … ปล่อยให้มันไปคลั่งในคุก”
อภิมุขสีหน้าไม่พอใจมาก

ในห้องสอบสวน 1อภิวัฒน์ตีหน้าเศร้า คทารัตน์เอ่ยถามขึ้นทันที
“แต่หลังจากนั้นคุณก็ส่งคุณเพชรไปโรงพยาบาลแทนที่จะส่งให้ตำรวจ”
“หน้าตาฉลาดอย่างคุณ น่าจะคิดได้นะว่า อาการอย่างเพชร ควรถึงหมอหรือถึงคุก”
รัดเกล้าขยับตัวอย่างอึดอัดกับเรื่องที่อภิวัฒน์เล่า

วันหนึ่งในบริเวณชั้นใต้ดินบ้านอภิมุขในอดีต แสงสว่างลอดความมืดเข้ามา เพชรดาที่กอดเข่า อยู่มุมหนึ่ง อภิวัฒน์เปิดประตูห้องกว้างเห็นสภาพเพชรดาแววตานิ่ง เครียด เก็บกดถูกล่ามโซ่ อยู่กับเสา เขาเดินเข้ามา ด้านหลังมียาม 2 คนที่คอยระวัง คนหนึ่งถือถาดอาหารและยามาวางให้
อภิวัฒน์ย่อตัวลงทอดสายตามองเพชรดาอย่างเห็นใจสุดประมาณ
“เพชร กินข้าวหน่อยนะ”
แวบหนึ่งของเพชรดาเหมือนจะรับรู้ แล้วก็หันกลับไปพิงเสา จมอยู่ในโลกของตัวเอง รำพึงออกมาทีละคำ อภิวัฒน์ได้ยินแล้วขนลุก
“ฉันจะจองเวรพวกแก ... บ้านนี้ต้องมีคนตาย”

ในห้องทำงาน อภิมุขวางแฟ้มงานลงอย่างแรง แล้วมองหน้าอภิวัฒน์
“มันนั่นแหละจะตายก่อน เอานังบ้านั่นออกไปจากบ้านซะ วัฒน์ อีกหน่อยเกิดมันเอาปืนมาจ่อหัวฉัน”
“ยังไงเราก็ปล่อยเพชรไปสภาพนี้ไม่ได้ พี่เองก็กำลังจะลงเลือกตั้ง พรรคตรงข้ามอาจจะเล่นงาน ขุดคุ้ยเรื่องเพชรมาโจมตีพี่”
อภิมุขนิ่งฟังอภิวัฒน์
“งั้นก็เก็บมันไว้ อย่าให้หลุดออกไปทำลายชื่อเสียงฉัน จะจัดการรักษามันยังไง ก็ทำไป แต่ห้ามมันมาใกล้ฉันอีก”
“ครับ พี่”
อภิวัฒน์ยิ้มเบาใจ มองอภิมุขที่แววตาวาดหวัง
“เลือกตั้งคราวนี้ ฉันต้องได้ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงไหนสักกระทรวง ธุรกิจทั้งหมดในเครือของเรา ถึงจะโตกว่านี้”
“ให้ผมช่วยอะไรพี่ บอกเลยนะครับ ผมรู้ว่าลงเลือกตั้งที ต้องใช้เงินมหาศาล”
“ขอบใจมาก วัฒน์ บริษัทแกปีนี้กำไรดีนะ ฉันอยากซื้อหุ้นบริษัทแกไว้สักสี่ห้าสิบล้าน แล้วฉันจะโอนเงินไปให้”
สองพี่น้องยิ้มแย้มให้กัน

ในห้องสอบสวน 1ทุกคนมองจ้องไปที่อภิวัฒน์
“พี่ดำตัดสินใจลงทุนในบริษัทผมตั้งหลายครั้ง เพราะเห็นว่าซีอีโออย่างผมไม่เคยบริหารงานผิดพลาด ก็หลักฐานโอนเงินที่พวกคุณได้มาปรักปรำผมนั่นแหละ”
“เราถามตามหลักฐาน อย่าเรียกว่าปรักปรำสิคะ” คทารัตน์บอก
“แล้วคุณเพชรล่ะ... คุณรักษาเธอต่อหรือเปล่า” พัทธยาบอก
“นี่คุณ ถ้าผมปล่อยเพชรไปตามยถากรรม ป่านนี้มันจะกลับมาเป็นผู้เป็นคน ขนาดเนรคุณหาว่าผมเป็นคนฆ่าพี่ดำได้มั้ย”
พัทธยาทวนคำ
“ฆ่าพี่ดำ... แปลกนะครับ คุณเพชรไม่เคยพูดกับเรา ว่าคุณคือคนฆ่า ผมก็เพิ่งได้ยินคุณพูดออกมาเอง”
อภิวัฒน์ชะงัก รู้ว่าพลาดท่าให้พัทธยาที่เปิดคำถามหลอกล่อ
“เฮ้ย อย่ามั่วกันง่ายๆ ผมเล่าไปหมดแล้ว เพชรมันเกลียดผม เกลียดพี่ดำ พวกคุณอยากได้ความจริง นี่แหละความจริงที่สุด”
“ความจริงของคุณกับคุณเพชร เหมือนหนังคนละเรื่อง”
“ถ้าอย่างงั้นจะมาเสียเวลาเค้นถามผมทำไม ในเมื่อตำรวจพร้อมจะเชื่อมารยาผู้หญิง”
พัทธยาขยับตัวเข้าไปใกล้อภิวัฒน์ คลี่ยิ้มให้ จ้องด้วยสายตาเย็นเยียบ
“ผมแค่ต้องการความมั่นใจ ว่าเราจะจับฆาตกรไม่ผิดตัว”
อภิวัฒน์ยิ่งนั่งไม่ติด ขยับตัวท่าทางอึดอัด
“ดูเหมือนเรื่องเล่าของคุณมันจะสมบูรณ์แบบมาก พี่น้องรักกัน ช่วยเหลือกันเรื่องธุรกิจ ไม่เคยมีปัญหาบาดหมางอะไรเลย” คทารัตน์บอก
“เพราะมันคือความจริง เรื่องที่ผมเล่าคือความจริงที่สุด ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ช่างหัวมัน รู้ไว้ด้วย ...ผมไม่ใช่ฆาตกร”
อภิวัฒน์แผดเสียงอย่างควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ตวัดสายตามองไปทางรัดเกล้าที่มองนิ่งอย่างพิจารณา
พัทธยากับคทารัตน์จ้องอาการร้อนรนของอภิวัฒน์อย่างมั่นใจ

ในห้องสอบสวน 2สิริรัตน์นั่งมองไปรอบๆบรรยากาศที่เงียบและกดดัน วิวรรธน์นั่งอยู่ ยอดชายรอบันทึกคำให้การลงในแลปทอป ทั้งคู่มองมาที่สิริรัตน์ ด้วยสายตาเคร่งขรึม สถบดีชะโงกมาตรงหน้า แกล้งเอามือตบลงบนโต๊ะเสียงดัง สิริรัตน์สะดุ้ง
“คืนเกิดเหตุ คุณอยู่ที่ไหน”
“อยู่กับเพื่อน พอกลับจากกินข้าวก็เจอพี่ดำเป็นศพ จะเอาสิริรัตน์ไปสาบานเจ็ดวัดเจ็ดวาที่ไหนก็ได้ สิริรัตน์ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิงพี่ดำ”
“ผมก็ยังไม่ได้บอกว่าคุณยิง”
“ทำไมคุณยังอยู่ในบ้านหลังนั้นทั้งๆที่พี่สาวคุณ อดีตภรรยาของคุณอภิมุขก็เสียชีวิตไปแล้ว” วิวรรธน์ถาม
“สิริรัตน์ต้องดูแลหลาน”
“เราเห็นแต่คุณเพชรต่างหากที่ดูแลหลาน หรือคุณจะปฏิเสธ”
สิริรัตน์สีหน้าอึดอัดที่ถูกรุกไล่
“คุณสนิทกับใครมากกว่ากัน ระหว่างคุณอภิมุข หรือ คุณอภิวัฒน์”
“ก็ ... สนิท ...ทั้งคู่”
“ทำไมคุณถึงสนิทกับคุณอภิวัฒน์ ทั้งที่เค้ามีภรรยาแล้ว หลานก็ไม่ได้ดูแล ดูคุณไม่ค่อยจำเป็นในบ้านหลังนั้น ทำไมถึงยังอยู่”
สิริรัตน์พยายามเถียง
“ก็บอกแล้วไง สิริรัตน์เป็นน้องเมียพี่ดำ”
สถบดีแหย่
“ก็แค่น้องเมีย ไม่ใช่พี่น้องที่เกี่ยวพันกันโดยสายเลือด ที่จะต้องมีสิทธิ์ในส่วนแบ่งมรดกพันล้าน”
“ฉันมีสิทธิ์ ฉันเป็นน้าตาหนึ่ง ยังไงฉันก็ต้องได้มรดก”
“คุณอภิมุขเคยบอกไว้อย่างนั้นเหรอ” วิวรรธน์ถาม
“ไม่...ไม่เคยบอก”
“งั้นคุณก็คิดเอาเอง”
สิริรัตน์เริ่มประสาทเสียเมื่อโดนรุกจี้คำถามเร็ว
“ไม่มีใครบอกแล้วคุณมั่นใจได้ยังไง ว่าจะได้ส่วนแบ่งในมรดก เค้าอาจจะแบ่งกันเฉพาะพี่น้อง แล้วก็ลูก แต่คนอื่นที่ไม่สำคัญ เค้าก็ตัดทิ้ง”
“ไม่จริง ฉันสำคัญ พี่ดำไม่มีวันตัดฉัน”
“สำคัญด้านไหน แค่เลี้ยงลูกก็คงไม่ใช่ จ้างใครที่ไหนก็ได้” วิวรรธน์ถามรุก
สิริรัตน์เริ่มอึกอัก
“ก็ ...”
“ด้านธุรกิจยิ่งแล้วใหญ่ ไม่น่าจะช่วยอะไรใครได้” สถบดีบอก
“...ฉัน...”
“ลงท้ายความสำคัญหมดไป คุณอภิมุขเลยเปลี่ยนใจไม่ให้เงิน” วิวรรธน์บอก
“ไม่ ...พี่ดำ”
“พี่ดำของคุณก็เลยถูกฆ่าทิ้งซะด้วยความโกรธสุดขีด” สถบดีบอก
สิริรัตน์สั่นเทิ้มไปทั้งร่าง สีหน้าสุดจะทนระเบิดเสียงออกมา
“ใช่...ฉันเป็นคนฆ่าพี่ดำ ฉันเอง ฉันเองที่ยิงพี่ดำ”
สิริรัตน์หัวเราะลั่น

จบตอนที่ 7
โดมทอง ตอนที่ 15
โดมทอง ตอนที่ 15
พันธุ์สูรย์เดินกลับเข้ามาในออฟฟิศอย่างเร็วรี่ สีหน้ากลุ้มกังวลหนัก 2 พี่น้องตามเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนใจเช่นกัน “พันธุ์สูรย์! มีอะไรทำไมไม่พูดออกมา” พันธุ์สูรย์หันกลับมาด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ “พูดออกมาซิคะ พี่พันธุ์สูรย์” ลานนาคาดคั้น “เพราะผม...” “อะไร” ภูไทซัก ลานนาซักอีก “อะไรคะ” “เราต้องไปพบหลวงพ่อ” พันธุ์สูรย์บอกออกมาในที่สุด บรรยากาศของวัดป่าแห่งนั้น เงียบสงบ และร่มเย็น ฝูงนกต่างเกาะและส่งเสียงร้องอยู่บนกิ่งไม้ พันธุ์สูรย์เดินนำภูไทและลานมาเรื่อยๆ แล้วสอดส่ายสายตามองหา จนเจอพระรูปหนึ่งท่วงท่าดูสงบและสำรวมเหมือนพระนักปฏิบัติ กำลังนั่งภาวนาอยู่บนกุฏิไม้เก่าๆ พันธุ์สูรย์เข้าไปก้มกราบ เช่นเดียวกับเจ้าพี่ภูและเจ้าน้อง
กำลังโหลดความคิดเห็น...