xs
xsm
sm
md
lg

แค้นเสน่หา ตอนที่ 13

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


แค้นเสน่หา ตอนที่ 13

ค่ำคืนนั้นบรรดาหมู่มวลผีสางมากมาย วนเวียนอยู่รอบนอกขอบขัณฑสีมาของวัดที่จันทร์ และคุณหญิงเพ็งไปจำวัดถือศีลอยู่ นางเฟืองพยายามจะเข้าไป แต่เข้าไม่ได้ เลยต้องปะปนรวมอยู่กับผีหลายตัวที่นอกวัด

ส่วนในกุฏิที่พักสีกา คุณหญิงเพ็ง และ จันทร์ พูดคุยกันเบาๆ ว่า พรุ่งนี้จะกลับแล้ว

หลวงพ่อกลับจากข้างนอกมาเห็นผีหลายตน หนึ่งในนั้นคือผีนางเฟืองที่หน้าวัด แต่ยังคงเห็นพลังแห่งความอาฆาตแค้นห่อหุ้ม จึงลงมาพูดด้วย อธิบายเรื่องความทุกข์ต่างๆ นาๆ นางเฟืองฟังแล้วถึงกับน้ำตาไหล เริ่มคิดได้บ้างนิดๆ หน่อยๆ
ขณะเดียวกันท่านหญิงอยู่ในห้องบรรทม กำลังคลุ้มคลั่งเพราะเรียกหานางเฟือง แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากนางผีร้าย
กลางสนามหน้าวัง คืนวันนั้น ท่านหญิงประทับมองไปทั่วๆ วัง รอคอยด้วยสีหน้าว้าวุ่นหนัก เสียงชายเดียวครั้งเป็นเด็กหัวเราะร่าเริงดังก้องในหู
ท่านหญิงครวญคร่ำ “ชายของแม่...”

บรรดาคนในครัวเดินมาเป็นพรวน หัวเราะต่อกระซิก วิพากษ์วิจารณ์ทำนองว่า นางโมราเป็นคนสองใจ รักจันทโครพก็รัก เจอโจรก็ไปรักโจร เพิ่งกลับเข้ามาหลังไปดูลิเกเรื่องจันทโครพ
อีกคนก็พูดท้วงว่า แหม...โจรหล่อล่ำ...กล้ามใหญ่ จันทโครพอ้อนแอ้นยังกะผู้หญิง
“เออ.. พูดก็พูดเถอะ ผู้หญิงสองใจ ข้าไม่ค่อยเห็นใครเอามาเล่นหนังเล่นละคร” สาลี่บอก
“ใช่ ฉันก็ว่า มีแต่เล่นเรื่องผู้ชายสองใจ” พิกุลเสริม
“ข้าไม่มีผัวล่ะหยั่งเงี้ย มีแล้วช้ำใจ” สาลี่บอกอีก
แต่แล้วทุกคนต้องชะงัก
เมื่อเห็นท่านหญิงยืนอยู่ “ไปไหนกันมา”
“เอ่อ... ไปดูลิเกมังคะ” สาลี่บอก
“ขออนุญาตใคร”
“ไม่.. ไม่ได้ขอมังคะ” สาลี่รีบบอก
“ลิเกอยู่วิกข้างวังนี่เองมังคะ” พิกุลว่า
“ถ้าไปไหนมาไหนไม่บอกกัน ก็ออกไปอยู่ที่อื่น ไม่ต้องอยู่วังนี้ ที่นี่ไม่ใช่โรงแรมจะได้เข้าออกตามสบาย”
ทุกคนจ๋อย
ทั้งหมดบ่าวหญิงรับคำ “มังคะ”
“กระหม่อม” สนรับ
ท่านหญิงมองสนสายตาเข้ม “อยู่กันสบายใจ รู้บ้างมั้ยว่าคนที่มีทุกข์ร้อนนั้นมีอยู่ในวังนี้ ไม่ใช่
สบายกันทุกคน”
ทุกคนหมอบ สีหน้าไม่สบายใจกันทั้งนั้น
“หม่อมขอประทานอภัยกระหม่อม ผิดกันไปแล้วกระหม่อม” สนบอก
ท่านหญิงนิ่งไป อัดอั้นพระทัย
“ท่านหญิงมังคะ มีอะไรให้พวกหม่อมชั้นทำมังคะ ให้ท่านหญิงทรงสบายพระทัย” สาลี่ว่า
“มังคะ” พิกุลกราบลง “หม่อมฉันจะทำทุกอย่างมังคะ”
ท่านหญิงนิ่งอึดไป ว้าวุ่นใจเหลือเกิน
“ขอบใจ บางอย่างก็เหลือที่จะแก้ไข” ท่านหญิงเดินไปทันที
ทุกคนได้แต่มองตากันไม่สบายใจ

“ไปไหน...ทำไมถึงไม่มา” ท่านหญิงพึมพำ ตรงมุมห้อง ค่อยๆ ปรากฏรูปรอยของนางเฟือง หมอบราบกับพื้น ท่านหญิงตัดพ้อ
“จะทิ้งกันแล้วใช่มั้ย”
นางเฟืองเงยหน้ามอง สายตาที่เพิ่งได้รสพระธรรม กล่อมใจมาน้อยนิด เปลี่ยนไป
ท่านหญิงจับรหัสได้ทันที “เฟือง” ครางเบาๆ
นางเฟืองก้มหน้านิ่ง
“มีอะไรที่ทำให้เปลี่ยนใจ”
นางเฟืองถอนหายใจยาว ท่านหญิงมองไปไกลๆ สายตาว้าวุ่นหวั่นไหว
“ถ้าหญิงต้องเสียชายเดียวไปให้มัน หญิงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ หญิงต้องตาย”
ร่างนางเฟืองค่อยๆ รางเลือน แล้วหายไปอย่างช้าๆ
ท่านหญิงเรียกไว้
“อย่าเพิ่งไป...เฟืองง.. เฟืองกลับมาก่อน”

ท่านหญิงฝันร้ายอีก ฝันว่าประทับอยู่บนเตียง โน้มตัวลงพูดกับชายเดียวที่คุกเข่าอยู่หน้าเตียง ชายเดียวเงยหน้าคุย ท่าทางน่ารัก ประตูเปิดออกช้าๆ สองคนหันไปดู พบว่าไม่มีใครเข้ามา
“ใคร” ชายเดียวลุกขึ้นทันที
เป็นจันทร์นั่นเองค่อยๆ พาตัวเองเข้ามาในห้องด้วยมาดของผู้ชนะ ท่านหญิงตะลึงงัน
ชายเดียวเรียกอย่างดีใจ “แม่จันทร์...แม่จันทร์ครับ”
“ชายเดียว แม่มารับกลับบ้านเรา” จันทร์บอก
ชายเดียวส่งมือประสานกันทั้งสองมือ แล้วจันทร์ก็หันหลังกลับ ก่อนจะหยุดหันมามองท่านหญิง นัยน์ตาทั้งเย้ยเยาะหยัน ท่านหญิงลุกพรวด กระโจนตามไปที่ประตูพยายามเปิด แต่กลับเปิดไม่ออก จึงทุบประตุอย่างรุนแรง ปากร้องตะโกนลั่น
“ใครอยู่...ใครอยู่ตรงนี้ ช่วยด้วย...ช่วยพาชายเดียวกลับมา ชายเดียว” พร้อมกันนั้นท่านหญิงยกมือกวักเรียกหาชายเดียว “ชายเดียวลูกแม่”
ท่านหญิงผวาตื่น เรียกออกมาเสียงดังมาก “ชายเดียว ชายเดียว”
ชายเดียวเปิดประตูเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“ท่านแม่”
ท่านหญิงผวาเข้ากอดชายเดียวทั้งตัว “อย่าทิ้งแม่ อย่าทิ้งแม่นะลูก”
ชายเดียว กอดท่านหญิงปลอบประโลม แต่สีหน้าฉงนมาก
“ชายไม่ทิ้งท่านแม่ ทำไมท่านแม่รับสั่งเรื่องชายทิ้ง หลายครั้งแล้วนะคะ...ทำไมหรือคะ”

ท่านหญิงส่ายหน้า ตอบไม่ได้ อัดอั้นตันใจเหลือเกิน

ส่วนที่หน้าเรือนพักบรรดาบ่าววังรังสิยา สาลี่กับพิกุล ช่วยกันตัดเช็ดใบตองอยู่

“พรุ่งนี้เอ็งดูปลากรายตัวเขื่องๆ มาซัก 3-4 ตัว”
“ทำห่อหมกเหรอพี่”
“ฮื่อ ห่อหมกปลากราย ท่านหญิงโปรด ไม่ได้ทำนาน”
“บางทีทำก็ไม่เหวย เหวยนิดๆหน่อยๆ” พิกุลหนักใจ
สาลี่จะพูดชะงัก มองเห็น “ท่านหญิง”
ท่านหญิงเดินมาอย่างรวดเร็วมากๆ จนสะดุดหัวคะมำ
สาลี่ร้อง “ว้าย”
ทั้งสองคนกุลีกุจอเข้าไปประคอง เป็นห่วงใยจริงจัง
สาลี่บ่น “เอ็งประคองท่านดีๆ มันมืด ระวังล้มอีก”
“ไม่เป็นไร ยืนได้แล้ว ขอบใจ” ท่านหญิงบอก
พิกุลถาม “เด็จไหนมังคะ”
ท่านหญิงไม่ตอบ
“เด็จองค์เดียวระวังนะมังคะ ทางไม่สะดวก” สาลี่ว่า
ท่านหญิงหันมามอง เห็นสีหน้าทั้งสองคนเป็นห่วง จึงพยักหน้าให้ แล้วเดินต่อไป
“ป้า”
“ฮื่อ”
“ตายละ ไม่ทรงกลัวเหรอ”
“เขารักท่าน ท่านก็รักเขา จะต้องกลัวอะไร” สาลี่บอกอย่างรู้แจ้ง

ภายในเรือนข้าหลวงเวลาต่อมาไม่นาน ท่านหญิงนั่งมองนางเฟือง ที่อยู่ตรงมุมห้อง ในซอกมุมมืดสุด แสดงอารมณ์ว่าไม่อยากเผชิญหน้า เพราะจิตใจว้าวุ่นและไม่นิ่ง
“เฟือง”
นางเฟืองหันมามอง
ท่านหญิงพนมมือขอร้อง “ช่วยหญิง”
โดยฉับพลันนั้น นางเฟืองวูบเดียวมาหมอบข้างหน้า สีหน้าที่แหงนเงยมีร่องรอยแห่งความเสียใจ แล้วค่อยๆ ยื่นมือออกมาเรื่อยๆจะแตะหัตถ์ท่านหญิง จวนจะถึงอยู่แล้ว ท่านหญิงรวบมือนางเฟืองด้วยหัตถ์ทั้งสองข้าง นัยน์ตาอ้อนวอน
“อย่าให้หญิงต้องสูญเสียลูกชาย...ขออย่างเดียวเท่านั้น”
“คุณชายเป็นโอรสท่านหญิงของหม่อมฉัน เป็นตั้งแต่เกิดไม่มีวันสูญเสียเธอไปให้ใคร”


สองป้าหลานอยู่ในห้องโถงวังรังสิยา สีหน้าท่านหญิงตอนนี้ยิ่งเครียดเข้ม เพราะไปอ้อนวอนนางเฟืองให้จัดการฆ่ารุ้ง กับจันทร์ แล้วทั้งสองคน
“เขาบอกหญิงหรือว่าจะค้างที่โรงพยาบาล”
“แต่หญิงก็บอกให้เขากลับนะคะท่านป้า เผื่อท่านป้าทรงเป็นอะไรใครจะ...”
ท่านหญิงขัดทันที “โทร.ไปหาเขาเดี๋ยวนี้ ให้กลับมาวันนี้ ไม่ให้ค้าง...” แล้วหันหลังเดินออกไปทันที
“ค่ะ ท่านป้า” ทอแสงรัศมียิ้มสาสมใจออกมา

ภายในเคาน์เตอร์ที่โรงพยาบาล รุ้งเทยานอนหลับ แค่ 5 เม็ด ใส่ถุงเล็กๆ สีหน้าเข้ม นิ่ง เพราะเรื่องทุกข์สุมรุมใจ
“เอาไปทำไมตั้ง 5 เม็ด ใครจะกิน เดี๋ยวก็นอนไม่ตื่นหรอก” เกดถาม
“คุณหญิงทอแสงค่ะ เธอขอ”
“เอาไปเม็ดเดียวก็พอ เดี๋ยวเค้ากินแล้วเป็นอะไรไป จะยุ่งนะรุ้ง เชื่อพี่”
“ขอบคุณค่ะ พี่เกด แต่คุณหญิงขอไว้หลายเม็ดหน่อย เธอนอนไม่หลับทุกคืน”
“รุ้ง... โทรศัพท์” เพื่อนเข้ามาบอก
“ฮัลโหล รุ้งพูดค่ะ”
จริมาโทร.มา ถือโทรศัพท์นิ่ง สีหน้าตื้นตันมากพูดไม่ออก จนรุ้งถามซ้ำ
“รุ้งพูดค่ะ...นั่นใครคะ”
“รุ้ง...”
รุ้งจำเสียงแม่น ตื่นเต้นสุดขีด “ริมา... ริมาใช่มั้ย โทร.มาจากไหน”
เพื่อนพยาบาลหันมาดูเป็นตาเดียว รุ้งทำท่าขอโทษ ทุกคนหัวเราะ ยิ้มๆ ทำท่าว่าไม่เป็นไร
“รุ้ง ริมาโทร.จากบ้าน”
“โทร.จากบ้านไหน บ้านที่...”
จริมาตอบทันที “เมืองไทยสิ ที่อื่นจะเรียกบ้านได้ไง”
“รุ้งไปหาริมาเดี๋ยวนี้นะ”
“ยัง...ยัง ทำงานก่อนอย่าหนีงาน เย็นนี้นะรุ้ง” จริมาบอก
“ได้ เย็นนี้ อุ๊ย แต่รุ้งต้องเอายานอนหลับไปให้หญิงทอแสง”
“ยังคบกับยายคนนี้อีกเหรอ” จริมาเสียงขุ่น
“เค้าก็ดีนะ... ริมา เมื่อไหร่จะได้พบล่ะ ริมามาถึงเมื่อไหร่เนี่ย”
“วันนี้เอง”
“ริมา” รุ้งพูดเสียงเบาลง แต่จริงจัง “ริมามาวันที่รุ้งรู้สึกอยากมีใครซักคนที่จะคุยด้วยได้ ริมาเหมือนนางฟ้าของรุ้ง...รู้มั้ยก่อนหน้านี้รุ้งรู้สึก... รู้สึกว้าเหว่จัง”
“คุณชายล่ะ” สีหน้าจริมาตอนพูดดูออกว่าอึดอัด “เขาไม่ดูแลรุ้งเหรอ”
“คุณชายกำลังสอบไม่ค่อยกลับวัง”
“โอเค รุ้ง บางทีพรุ่งนี้ริมาจะไปหารุ้งที่วัง หรือหารุ้งที่โรงพยาบาล มีเรื่องต้องคุยมากมาย คนสำคัญคือพี่ฉัตต์ ริมาพูดกับเค้า กับผู้หญิงของเค้าแล้ว พรุ่งนี้รุ้งจะได้ฟังทุกคำ”
ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสประทับยืนมองพระพักตร์ในพระรูปหม่อมเจ้ารังสิโยภาสในห้องทรงงาน
“ทรงคอยนะคะ ทั้งเมียสุดที่รักทั้งลูกสาวยอดดวงใจ กำลังจะไปหาเจ้าพี่ เจ้าพี่จะได้ไม่ต้องทรงเหนื่อยเดินทางมาหาพวกมัน”

สีพระพักตร์ท่านหญิงทั้งเยาะทั้งหยันเต็มที่

ท่านหญิงแขไขเปิดประตูห้องบรรทมออกมา ปิดลงแล้วยืนพิงประตู แหงนหน้ามองสูงพยายามอดกลั้นความรู้สึกที่อยากระเบิด พึมพำกับตัวเอง

“คอยไม่นานหรอกเจ้าพี่ แค่คืนนี้เอง”
รุ้งในชุดพยาบาล มือถือมาลัยดอกพุดเดินมาพอดี ท่านหญิงสะดุ้งนิดๆ แต่ทำสีหน้าเป็นปกติ รุ้งไหว้
“รุ้งคิดว่าจะค้างโรงพยาบาลแต่คุณหญิงบอกว่าท่านหญิงรับสั่งให้กลับ ให้รุ้งทำอะไรถวายหรือมังคะ”
“ไม่มี”
“เอ่อ...” รุ้งงุนงง อึกอักขึ้นนิดหน่อย “งั้นเดี๋ยวรุ้งมาจัดยาหลังเสวยนะมังคะ”
ท่านหญิงมองรุ้งนิ่ง สายตาว้าวุ่น ผิดถูกต่อสู้กันอีกแล้ว รู้สึกตัวว่าออกจะโหดร้ายไป ก็เลยพยักหน้านิดๆ
รุ้งยิ้มออก จะเดินไปแล้วคิดได้หันมา ยอบตัวพูด “ท่านหญิงมังคะ”
ท่านหญิงหันมา
“รุ้งขอประทานอนุญาตเอาพวงมาลัยถวายท่านชายได้มั้ยมังคะ”
ท่านหญิงวูบในอกอีกแล้ว
“เอ้อ...” รุ้งถามเสียงเบาอย่างเกรงๆ “ท่านหญิงมังคะ”
ท่านหญิงเสียงแข็ง “ไม่ได้”
รุ้งหน้าเอ๋อ
“ยาก็ไม่ต้องจัด...ไปได้แล้ว”
รุ้งยังยืนงงๆอยู่ ท่านหญิงเลยเป็นฝ่ายเดินไปเอง
รุ้งมองตามสีหน้าฉงนหนัก “ทำไม”

รุ้งก้มหน้าก้มตาเดินมาอย่างงวยงง แต่พอเงยหน้าต้องชะงัก หญิงทอแสงยืนหน้าตาเฉยเมยมองอยู่
“คุณหญิงคะ”
หญิงทอแสงแบมือ
รุ้งหยิบส่งให้ “รุ้งไม่ลืมหรอกค่ะ คุณหญิง”
“ขอบใจมากนะรุ้ง เฮ้อ...โชคดีจังที่รุ้งเป็นพยาบาล”
“ทานเม็ดเดียวนะคะคุณหญิง ควรจะทานก่อนนอน”
“ทำไมทานเลยไม่ได้หรือ”
“ไม่ควรค่ะ ทานตอนจะนอน ทานบนเตียงดีที่สุด”
“หมายความว่าไง”
“ถ้าไม่ทานตอนจะนอน พอยาออกฤทธิ์ บางทีพบนอนหลับอยู่ตามที่ต่างๆ ในห้องน้ำมั่ง ที่โต๊ะที่เก้าอี้ หรือนอกบ้าน เพราะยาออกฤทธิ์เร็วนะคะ”
“ได้...ได้ รุ้งอาบน้ำก่อนนะ แล้วไปทานข้าวด้วยกัน”
“ค่ะ” รุ้งยิ้มอ่อนโยน “ขอบคุณค่ะคุณหญิง” แตะมือหญิงทอแสงเบาๆ “คืนนี้ได้นอนแล้วนะคะยานี้ดีค่ะ ไม่มีผลข้างเคียง”
ทอแสงมีสีหน้ารู้สึกผิดบางๆ ที่เห็นเขาพูดดีด้วย
รุ้งยิ้มอ่อนหวาน “คุณหญิงหิวทานก่อนเลยนะคะ”
รุ้งเปิดประตูจะเข้าห้อง แต่มีของบางอย่างในมือตก เป็นหนังสือเล่มหนึ่ง จึงก้มลงเก็บ เพื่อถ่วงเวลา
หญิงทอแสงมองรุ้ง สายตาจากอ่อนๆ เปลี่ยนเป็นเข้ม...แข็งกร้าว รู้สึกว่าถูกบังคับจิตใจโดยนางเฟืองนั่นเอง
รุ้งเข้าประตูไปแล้วกำลังจะปิด
“เดี๋ยวรุ้ง”
รุ้งมอง
“พวงมาลัยนี้จะบูชาพระเหรอ”
“เอ้อ...” รุ้งก้มลงมอง “เปล่าค่ะ ซื้อมาเห็นสวยดี”
“หญิงเอาไปถวายพระให้นะ”
“เอ้อ...ค่ะ”
ทอแสงรัศมีหยิบมา แล้วหันหลังกลับ
รุ้งเข้าห้องไป ประตูปิดลง หญิงทอแสงมองมาลัยในมือ แล้วเดินมาช้าๆ ท่าทีมั่นคง ค่อยๆ ขยำ ขยี้จนมาลัยสวยแหลกคามือ

ทอแสงรัศมีชูเศษซากมาลัยขึ้นมอง หัวเราะแค่นๆ ใจคิดว่า...แล้วแกก็จะเป็นเหมือนมาลัยนี้แหละนังรุ้ง

หญิงทอแสงเอาใจรุ้งใหญ่ขณะทานข้าวด้วยกันสองคน

“รุ้ง เอ้า หญิงคั้นน้ำส้มมาให้ ลองชิมฝีมือหญิงหน่อย” หญิงทอแสงถือมาสองแก้ว ดื่มของตัวเอง “เอ๊ะ เปรี้ยวนี่ แหม หญิงไม่ได้ชิมคิดว่าหวาน ดื่มได้มั้ย เปรี้ยวไปหน่อย”
รุ้งดื่มนิดหนึ่ง แล้วทำหน้าประหลาด “เอ๊ะ”
“ทำไม...เป็นไง”
“คุณหญิงใส่อะไรลงไปรึเปล่าคะ”
“เปล่านี่ เป็นไงเหรอ”
“รสมันเฝื่อนๆ ชอบกลค่ะ”
“เหรอ ไหน...” ดื่มของตัวเอง ไปจนหมดแก้ว “เออ จริงแฮะ ดื่มจนหมดถึงรู้สึก งั้นเอามาหญิงทำให้ใหม่”
รุ้งก้มลงมอง หญิงทอแสงมองรุ้ง ลุ้นสุดขีดใจเต้นแรง
“ดื่มใหม่เหรอคะ”
“เอ้อ...ก็...ต้องยอมเสียเวลา มา...”
“งั้นรุ้งดื่มได้ค่ะ ไม่เป็นไร”
รุ้งดื่มจนหมด ทอแสงยิ้มหวานแต่นัยน์ตาแข็งกร้าว สะใจ

ด้านท่านหญิงศศิลักษณาโทร.บอกพี่สาวว่า "ท่านแม่ให้กลับวังมาเฝ้าท่านคิดถึงพี่หญิง" หญิงทอแสงฟังแล้วตอบหนักแน่นกลับไปว่า "พี่มีเรื่องสำคัญต้องทำ"

เวลาต่อมาไม่นาน มือของหญิงทอแสง จับแขนรุ้งอย่างมั่นคง พาเดินไป รุ้งเบลอเต็มที่แล้ว ทรงตัวแทบไม่ไหว พยายามเบิกตามอง พยายามเดินตามไป แต่ไม่สำเร็จ ตัวเซแซดๆ ไปกระแทกทอแสงรัศมี ถูกหญิงทอแสงปัดกลับอย่างแรง สีหน้ารังเกียจและโกรธแค้น จนรุ้งเซไปพิงต้นไม้ต้นหนึ่ง
“คุณ...หญิง”
“เธอเป็นตัวมารในชีวิตฉัน คิดจะแย่งทุกอย่างของฉัน แย่งพี่ชายเดียว”
รุ้งส่ายหน้า “เปล่า...ไม่เคยคิด”
“ฉันไม่เชื่อ”
“ไม่เคยแย่ง...ไม่ได้แย่งคุณชายเดียว...เข้าใจผิด”
“โกหก ไม่ได้แย่งแล้วตามเขากลับมาทำไม ไหนบอกจะไปไม่กลับไง คราวนี้ฉันเชื่อแกฉันก็บ้าแล้ว...ไป”
รุ้งโผเข้าเกาะทอแสง “ไม่...ไม่ไป รุ้งไม่โกหก เชื่อ...เชื่อนะ...คุณ....หญิง” พูดเท่านี้ก็หลับผล็อยไปพอดี
หญิงทอแสงจับไหล่รุ้งทั้งสองข้างมองหน้า สายตาทอแสงลังเลแวบหนึ่งแล้วพยายามกลับความรู้สึกนั้น เสียงกลั่นจากความรู้สึกข้างใน
“พี่ชายเดียว”

หญิงทอแสงจับรุ้งอย่างมั่นคง แล้วส่งตัวรุ้งไป เหมือนส่งให้นางเฟือง
 
อ่านต่อหน้า 2

แค้นเสน่หา ตอนที่ 13 (ต่อ)

ส่วนที่วัด จันทร์กับคุณหญิงกำหนดกลับกันเช้านี้ บรรดาคุณหญิงคุณนายเดินลงบันไดศาลามา ตรงบริเวณที่พักรอของอุบาสก อุบาสิกา ที่มาทำบุญ บ่าว 2 คน ยืนเรียงต้อนรับ คุณหญิงท่านหนึ่งเดินท่วงท่างามสง่าไปหา บริวารเดินงกๆ เข้ามาต้อนรับ

คุณนายอีกคนเบียดหญิงแก่ชาวบ้านที่เดินตามหลังคุณหญิงมาจนกระเด็นกระดอนไป คนแก่หอบของพะรุงพะรัง ตะกร้าและห่อหีบสัมภาระ ที่มาค้างวัด
หญิงแก่คนนั้นเซไปปะทะจันทร์ที่ลงมาพร้อมคุณหญิงเพ็ง ที่แท้เป็นผินที่หันมายิ้มปากแดงเพราะกินหมาก
“เดินดีๆ นะคะป้าผินตรงนี้ลื่น” จันทร์บอก
“ขอบใจจ้าอีหนู” ป้าผินน้ำหมากย้อย
จันทร์ยิ้มนุ่มๆ อ่อนหวาน หันไปทางคุณหญิง พลางบอก “คุณแม่ระวังนะคะ”
คุณหญิงยิ้มอ่อนโยนกับคนแก่ทั้งสองคน พูดเสียงเบาๆ
“แล้วพบกันอีกนะ แม่ผิน แม่ชุลี”
ทั้งสองยกมือไหว้ท่วมหัว เดินต่อ
“ท่านดีเหลือเกิน เราคนบ้านนอกคอกนา ท่านยังพูดดีด้วย” ผินว่า
“แหมเราก็เป็นคนนะพี่ผิน” ชุลีบอก
“งั้นคุณหญิงที่ชนเราน่ะเห็นเราเป็นหมาเรอะ...แม่ชุลี”
แม่ชื่อวิมลจูงลูกเข้ามาไหว้คุณหญิงบอกลูกสาวให้ไหว้
คุณหญิงยิ้มสบายใจ “ลูกสาวหรือหนูวิมล”
“เจ้าค่ะ...คุณหญิง” วิมลสีหน้าอมทุกข์
“พาเข้าวัดตั้งแต่ยังเล็กเลยหรือ”
“เขาอยากมาเองเจ้าค่ะ รบเร้าให้มา”
คุณหญิง พยักหน้าน้อยๆ มองเด็กอย่างชื่นชม แตะคาง
“ทำไมหนูถึงอยากมาวัดล่ะลูก”
เด็กเงยหน้ามองคุณหญิงยิ้มแจ่มแจ๋ว
“ไหว้พระแล้วเย็นสบายเจ้าค่ะ”
คุณหญิงจ้องมองลูกสีหน้าบรรลุมาก “ไหว้พระแล้วเย็นสบาย” พลางหันไปมองหน้าวิมลหน้าตามีรอยฟกช้ำ น้ำตาเต็มตามองลูก แล้วสะอื้น ก้มหน้าเช็ดน้ำตา
“ลูกสาวยังสู้ เราจะยอมแพ้หรือวิมล”
วิมลสะอื้นแรง ลูกสาวเข้ากอดแม่ปลอบโยน

เวลาผ่านไป สองคนยืนคอยแนบ คุณหญิงปรารภขึ้น
“วิมลยังดีที่มีลูก...ลูกสาวน่ารัก”
“เห็นแม่โดนพ่อตบตีทารุณทุกวันเด็กก็แย่เหมือนกันนะคะคุณแม่” จันทร์ว่า
“เด็กมันเก่ง ไม่ต้องห่วง ได้ยินไหมมันบอกว่า กราบพระแล้วเย็นสบาย”
แนบเดินมาเร็วๆ จันทร์เห็นแล้ว “นายแนบมาแล้ว...ของอยู่ตรงโน้นนายแนบช่วยไปยกนะจ๊ะ”
“ครับคุณจันทร์”
คุณหญิงมองปราดเดียวดูออก “แนบ...มีอะไรที่บ้านเหรอทำหน้าตาชอบกล”
แนบอึกอัก “เอ่อ...”
จันทร์ถามเร็ว “รุ้งเป็นอะไรรึเปล่า”
แนบหันมามองจันทร์ สีหน้าอึดอัด
“แนบ...ฉันต้องรู้อยู่ดีแกจะอึกอักไปทำไม”
“คุณรุ้งออกจากบ้านไปแล้วครับ”
จันทร์รู้ทันที “รุ้งออกจากบ้าน...คุณฉัตต์มาใช่มั้ย”
คุณหญิงมองจันทร์สีหน้าแปลกใจ พึมพำ “ว่าไงนะ”
จันทร์ถาม “นายแนบ...”
“ครับ คุณฉัตต์มา...ไล่คุณรุ้งออกจากบ้านไปแล้วครับ”
จันทร์ยืนนิ่งอึ้ง ใจสั่น เต้นโครมครามไปหมด คุณหญิงก็อึ้ง แต่งงๆ ยังไม่ค่อยเข้าใจ แนบเดินไปยกของ
“จันทร์...มีสตินะลูก แม่ยังไม่ถามล่ะว่าจันทร์รู้ได้ยังไงว่าฉัตต์มาแล้ว เดี๋ยวไปเล่าในรถ”
จันทร์น้ำตาทะลัก เปล่งเสียงร้องไห้จนสั่นสะท้านไปทั้งตัว มองคุณหญิงอย่างน่าสงสาร
คุณหญิงเพ็งมีสติดีมาก พูดเสียงนุ่มนวล “เรากำลังจะออกจากที่เย็นสบาย เพื่อไปบ้านที่ร้อนเราต้องพาความเย็นไปกับเรา อย่าเพิ่งตกใจจนคุมสติไม่ได้...รุ้งไม่เป็นอะไร เราต้องเชื่อมั่นลูกเรา”
จันทร์มองคุณหญิงอย่างขอบคุณ
วิมลกับลูกสาวเดินผ่านมา วิมลหน้าตาดีขึ้น แต่ยังมีอมทุกข์ลึกๆ ลูกสาวหน้าอิ่มบุญ
คุณหญิงกับจันทร์มองไป พบว่าสองคนแม่ลูกมาหยุดยืนเยื้องๆ ไปข้างหน้าไม่เห็นคุณหญิงเพ็ง
ฝ่ายลูกสาวยื่นมือไปสอดกับมือแม่บีบกระชับแน่น แม่หันมาก้มดูลูก ป้ายน้ำตา แล้วยิ้มกับลูก สองคนเดินไป

ภาพชีวิตของผู้คนทุกชนชั้นเหล่านี้ เป็นเรื่องราวคุ้นชินที่คุณหญิงเพ็งได้พบพานเสมอ ขณะมาจำวัดที่นี่

คุณหญิงหันมามองจันทร์ เห็นจันทร์ยิ่งร้องไห้หนัก ขณะแนบเดินถือของมาหา

“จันทร์” คุณหญิงผู้อารีเรียกเสียงอ่อนโยน
“รุ้งจะไปอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบค่ะคุณแม่”
“จันทร์...ไม่รู้จักลูกเลยนะ ไม่รู้เหรอว่ารุ้งเป็นเด็กเข้มแข็ง” คุณหญิงพูดอย่างคนรู้แจ้ง
“รุ้งต้องออกจากบ้าน”
“แล้วยังไง ออกจากบ้านก็ยังมีโรงพยาบาล...ใช่มั้ย”

แนบเปิดประตูรถให้ คุณหญิงกับจันทร์ขึ้นนั่ง แนบเปิดประตูขึ้นไปนั่ง แล้วหันหน้ามาทางคุณหญิงทันที สีหน้าตัดสินใจว่าต้องเล่า
“ว่าไปเจ้าแนบ มีอะไรอีก”
แนบมองหน้าจันทร์ มองคุณหญิงอีกรอบ
“ถ้าแกจะไม่เล่าก็ขับรถไป ฉันไม่อยากรู้แล้ว”
“คุณฉัตต์จะแต่งงานครับ”
สองคนตกใจเล็กๆ แต่ควบคุมอารมณ์ดีทั้งคู่
“แต่งกับใคร”
“ชื่อคุณบัวเป็นเพื่อนจากเมืองนอกครับ”
คุณหญิงนิ่งอึ้งไปอึดใจ “ดีแล้วเจ้าแนบที่แกบอกให้ฉันรู้ เพราะแกเป็นคนเก่าแก่เป็นผู้ใหญ่ ถ้าแกไม่พูดอะไรสิ ฉันจะตำหนิแกทีหลัง”
“ครับ ผมก็คิดว่าอย่างนั้น” แนบยังมองนิ่งอยู่
“เอ้า...งั้นก็เล่ามาให้หมด ยังไม่จบนี่”
“คุณฉัตต์สั่งปิดร้านอาหารไม่มีกำหนดเปิดครับ” แนบบอก หน้าหมอง
สองคนนิ่งอึ้งไปสักครู่
“ลูกนึกแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้”
คุณหญิงเพ็งถอนใจยาว “ไม่เป็นไร เขาเห็นควรปิดก็ปิด พ่อเจ็บพ่อตายเขาไม่รู้เรื่องหรือ มันก็น่าเห็นใจที่สุดที่เขาจะอาละวาดแบบนี้ เรื่องไม่ร้ายแรงเท่าเรื่องแต่งงานของเขาหรอก”
“คุณแม่ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลง”
“ชีวิตของเขา เราจะเปลี่ยนชีวิตเปลี่ยนความคิดเขาได้ยังไง แม่ยอมรับ แต่ถ้าฉัตต์ทิ้งเพชรไปคว้าก้อนกรวดมาแทน แม่คงเหนื่อย” คุณหญิงพูดเป็นนัย
จันทร์ฉงน “คะ”
“เหนื่อยเดินทาง เราคงต้องมาวัดบ่อยขึ้นน่ะสิ” คุณหญิงบอก

รถแล่นเข้ามา ยอดซึ่งชะเง้อชะแง้คอยาว รีบวิ่งมา หันไปมอง สำลีที่อยู่แถวนั้น ทำท่าถามว่ามาแล้วหรือ แล้วหันกลับวิ่งเพื่อไปบอกคนในครัว
รถจอดหน้าตึก คุณหญิง และจันทร์ ลงมา
จันทร์สบตายอดเต็มๆ ยอดบอกความทุกข์ด้วยสายตา จันทร์พยักหน้าว่ารู้แล้ว ยอดเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง
“ยอดขนของไปเก็บด้วย”
ยอดทำท่ารับคำ เห็นบริวารในครัวมากันเป็นพรวน
คุณหญิงเพ็งมองดูบ้าน “ฝรั่งเขาบอกว่า Home Sweet Home คนไทยพูดว่า บ้านคือวิมานของเรา จันทร์”
“ค่ะ” จันทร์หน้าเสียมาก จะร้องไห้อยู่แล้ว “ให้บ้านเป็นวิมาน แต่นั่นมันต้องคนในบ้านนะที่จะทำ”
คุณหญิงปลอบ “เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่ง เสียขวัญ เสียกำลังใจ ปัญหาทุกอย่างแก้ได้”
“คุณแม่” จันทร์เข้าหาคุณหญิงเร็วรี่ กราบลงที่บ่า “คุณแม่เป็นพระของลูกจริงๆ ค่ะ ถ้าไม่มีคุณแม่ชีวิตลูกจะเป็นยังไง”
“ก็ถ้าไม่มีลูก ชีวิตแม่ก็น่าคิดเหมือนกันว่าจะเป็นยังไง”
สองคนกอดกัน น้ำตาคลอๆ ทั้งคู่

บรรดาบริวารที่มานั่งอยู่แถวๆ นั้น ตื้นตันใจไปตามๆกัน
“ขอบใจที่มาคอยรับ ไป เข้าไปข้างใน”
ฉัตต์ออกมา สีหน้าหมอง แต่ฝืนมาไหว้กราบทักทายคุณย่า คุณหญิงกอดฉัตต์ ตบหลังตบไหล่กิริยาปกติฉัตต์หันไปไหว้จันทร์ แต่ก้มหน้านิดๆ จันทร์ตกใจมาก รับไหว้
“แนบเขาบอกว่าฉัตต์กลับมาแล้ว เดี๋ยวจะหาว่าย่าไม่ตื่นเต้น”
“ครับ คุณย่า”
“ดีใจเห็นหลาน ไม่ได้เจอกันนาน คิดถึงริมา” คุณหญิงมองไปนัยน์ตาเบิกกว้าง เห็นจริมายืนอยู่ตรงประตู
“ย่าต้องฝันไปแน่เลย” แล้วรีบอ้าแขนรับจริมาที่เข้ามากอดเต็มอ้อมแขน ร้องไห้ออกมาเต็มแรง “ริมา..มาเมื่อไหร่ลูก โอย คราวนี้ตื่นเต้นจริงๆ จันทร์”
จริมาเข้ามากอดไหว้จันทร์
“เจ้าแนบ” คุณหญิงเรียกเป็นเชิงถาม ทำไมไม่บอกเรื่องจริมา
“ครับ ผมอยากให้คุณหญิงแปลกใจครับ เพราะว่า...” แนบลดเสียงลงขณะบอกต่อ “มีแต่เรื่องไม่ดี”
“เออ...เออ ขอบใจล่ะเจ้าแนบ” คุณหญิงหันมาบอกทุกคน “ไป เข้าไปในเรือนเถอะ”
ฉัตต์จูงคุณย่า จริมายังกระซิบกระซาบอยู่กับจันทร์
“ขอบใจฉัตต์” คุณหญิงเงยหน้ามองหลาน สีหน้าอ่อนโยน “เป็นอันว่า ฉัตต์รู้เรื่องพ่อพจน์แล้วเดี๋ยวย่าจะพูดให้ฟัง”

ขณะเดียวกัน ที่วังรังสิยา สนมายืนชะเง้อมองเข้าไปด้านในตำหนัก ผ่องเดินออกมาหา
“พี่สน ชะเง้อชะแหง่งจะหาใคร...”
“คุณรุ้งไปทำงานรึเปล่าแม่ผ่อง เมื่อเช้าฉันคอยจะรับไปส่ง”
“ฉันก็ไม่เห็นเลย แล้วนี่พี่สนไปไหนมา”
“ไปส่งคุณชาย คุณชายให้ฉันมารับคุณรุ้งไปโรงพยาบาล”
“แล้วเธอไปไหน” ผ่องถามถึงชายเดียว
“เธอว่าไปหาอาจารย์ เย็นจะกลับเอง ไอ้ฉันไม่รู้ว่าคุณรุ้งไปทำงานรึเปล่า”
“ฉันไม่เห็นเธอไป เดี๋ยวไปดูในห้องให้”

ครู่หนึ่งผ่องเปิดประตูห้องพักรุ้งเข้ามา มองจนทั่วเห็นไม่มีรุ้ง รีบกลับไปโดยเร็ว สีหน้าร้อนใจ

ระหว่างนี้ ท่านหญิงแขไขประทับนั่งริมหน้าต่างห้องบรรทม มองทอดสายตาออกไปข้างหน้า ความกดดันแน่นพระอุระ เนื่องเพราะตอนนี้สั่งฆ่ารุ้งไปแล้ว

ผ่องเคาะประตู เข้ามา ยอบกายลงเล็กน้อย “ท่านหญิงมังคะ”
ท่านหญิงแค่ไหวตัวนิดเดียว แต่ไม่ตอบอะไร
“คุณรุ้งมาเฝ้าหรือเปล่ามังคะ”
ท่านหญิงอยู่ที่เดิมไม่เหลียวมา คอแข็งตรง หญิงทอแสงเดินมาถึงประตูพอดีหยุดมองสีหน้าสะใจ
“เอ่อ คุณรุ้ง...”
ท่านหญิงลุกขึ้นอย่างแรง แล้วเดินไปหยุดยืนที่หน้าต่าง หันหลังให้ผ่อง
ผ่องหน้าเสีย ไม่รู้จะทำยังไงดี ค่อยๆ หันหลังกลับ เผชิญหน้าหญิงทอแสง ซึ่งรีบเปลี่ยนหน้าทันควันขณะกระซิบถาม
“กริ้วรุ้งเหรอ”
ผ่องพยักหน้า
“โถ... รุ้ง”
พอผ่องเดินไป หญิงทอแสงยิ้มสะใจดังเดิม

ทุกคนรวมตัวอยู่ในห้องโถง คุณหญิงเพ็งให้โอวาท
“สิ่งที่ฉันได้จากที่ไปอยู่วัดครั้งนี้ ก็คือ ฉันรู้สึกเย็นสบาย”
ทุกคนมองหน้ากัน...พึมพำว่า เย็นสบาย
“เพราะเราทำใจของเราให้เย็น ใจเราเย็นเสียอย่างเรื่องร้อนอะไรมาถึงตัว ใจเราก็จะทำให้เย็นลงได้” คุณหญิงหันมาทางฉัตต์ “พอใจเย็น เราก็จะค่อยๆ คิด ค่อยๆ นึก ถ้ามีทุกข์ก็ค่อยๆ นึกถึงเหตุแห่งทุกข์ แล้วก็ค่อยๆหารทางดับทุกข์ ศาสนาพุทธเราสอนเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ คุณพจน์ตาย ฉันเสียใจที่สุดในชีวิต แต่ทุกชีวิตก็ต้องมีแก่ มีเจ็บมีตาย จริงอยู่คุณพจน์ยังไม่แก่ แต่เขาเจ็บ เจ็บจนไม่มีทางรักษาได้ เขาก็ต้องตายเพราะถ้าเขาไม่ตายเขาก็ทรมาน เพราะเขาเจ็บ การตายของเขาคือดับทุกข์ทั้งตัวเขาเองทั้งคนที่รักเขา
ฉัตต์เสียใจ นั่งนิ่งอึ้ง
“บ้านฉันไม่ใช่วัด แต่ถ้าเรารู้เราคิดแบบนี้ บ้านก็เป็นวัดได้ ต่อไปฉันก็สวดมนต์นั่งสมาธิทำอะไรๆ ที่บ้านได้”
สำเนียงซึ้ง “คุณหญิงเจ้าขาซาบซึ้งเหลือเกินเจ้าค่ะ อิฉันจะจำไว้”
คนอื่นๆ พูดกันพึมพำว่าจะจำไว้เหมือนกัน
“กระผมก็เห็นแล้วขอรับคุณหญิง จะรับใช้ไปจนตายเลยครับ” แนบบอก
“ทุกคนไปได้แล้ว ขอบใจอีกครั้ง”
ทุกคนไหว้แล้วไป คุณหญิงหันไปคุยกับจริมา ยอดเอาจดหมายรุ้งให้จันทร์

ทุกคนในครัวเดินไปทางเรือนที่พัก พูดคุยกันเบาๆ
“อยากถามว่าคุณหญิงจะทำไงเรื่องคุณรุ้ง แต่ไม่กล้าถาม” สำเนียงว่า
“ท่านก็บอกแล้ว ท่านจะค่อยๆคิด” แนบบอก
“ใช่ เพราะท่านก็คงคิดว่าเรื่องคุณรุ้งก็เป็นเรื่องทุกข์เหมือนกัน” สารภีว่า
อ่อนเอ่ยขึ้น “อย่างที่ท่านพูดว่า ค่อยๆหาทางดับทุกข์ไง...ใช่มั้ย”
สำลีเดินผ่อนเท้ามาข้างๆ ยอด สอดมือไปกุมมือยอดไว้ ยอดหันมามอง สายตาอมทุกข์ปนกังวล
“พี่ยอด ท่านต้องหาทางแก้ไขได้เรื่องคุณรุ้ง พี่ไม่ต้องกลัวไปนะ”
ยอดพยักหน้า
สำลีเข้ามาสวมกอดยอดจากทางด้านหลัง เป็นการกอดปลอบๆ

“พี่กลัวคุณฉัตต์เหรอ กลับไปแอบฟังมั้ยว่าคุณฉัตต์จะอาละวาดยังไง”

คุณหญิงเพ็งพูดกับหลานชายด้วยสีหน้าจริงจัง

“ฉัตต์ฟังย่า ที่ฉัตต์โกรธเรื่องที่เราไม่บอกว่าพ่อเจ็บ และจนถึงไม่บอกว่าพ่อตาย ก็อย่างที่ริมาบอกฉัตต์ไปแล้วว่า พ่อเขาสั่งไว้ สั่งทุกคนสั่งเด็ดขาด ไม่มีใครกล้าฝืนคำสั่งของเขาได้”
ฉัตต์นั่งนิ่ง อึ้งมาก
“อย่าเอาความผิดไปลงที่รุ้งคนเดียว ถ้าจะโกรธต้องโกรธทุกคน” คุณหญิงเน้นคำ
ฉัตต์รู้สึกผิดแทบอยากตาย
“ถ้าจะไล่ใครออกจากบ้านที่ไม่บอกเรื่องพ่อ ต้องไล่ทุกคน”
ฉัตต์กราบลงที่พื้นทันที กราบตรงที่กลางๆ ระหว่างคุณหญิงย่ากับจันทร์นั่ง ไม่ใช่กราบที่จันทร์คนเดียว เมื่อเงยหน้าขึ้น ใบหน้างามงดของฉัตต์นัยน์ตาแดงก่ำ กัดฟันแน่น
“ผมขอโทษ ผมทำผิดมาก ขอรับผิดทุกอย่าง”

ครู่ต่อมาฉัตต์นั่งซึมอยู่ในห้องรุ้ง รูปรุ้งตั้งอยู่บนโต๊ะหนังสือ ฉัตต์มองแล้วใจหาย

ส่วนจันทร์เปิดจดหมายรุ้ง ที่ฝากยอดให้ไว้ออกอ่าน
“รุ้งบอกว่าอย่าบอกคุณฉัตต์ว่า เราทำร้านอาหารส่งเงินให้คุณฉัตต์เรียน คุณฉัตต์โกรธมากเรื่องเอาบ้านมาทำเป็นร้านอาหาร ให้ใครที่ไหนมาเหยียบมาย่ำ”
“เขาเหยียบย่ำอย่างเดียวที่ไหน เอาเงินมาให้ด้วยไม่ชอบได้ไง” คุณหญิงว่า
“ริมาว่าต้องบอก น้าจันทร์กับรุ้งทำเพื่อพี่ฉัตต์เหนื่อยแทบตายเพื่อใคร... แล้วจะให้ปิดทองหลังพระไปจนถึงเมื่อไหร่”
“นั่นสิ ย่ายังยอม ชะ เจ้าฉัตต์ใหญ่โตมาจากไหนถึงจะไม่ยอม ร้านรวงเราก็ทำสวยงามไม่ใช่ร้านเป็นเพิงเสียเมื่อไหร่ อาหารโบราณใครจะมีปัญญาหากิน”
“ริมาจะบอก รุ้งไม่ได้ห้ามริมา รุ้งห้ามน้าจันทร์ไม่ใช่เหรอคะ”
“รุ้งให้บอกทุกคน”
“ริมาไม่รับรู้ค่ะ”
“คุณริมา ขอร้องนะคะ สงสารรุ้งเถอะค่ะ น้าคิดว่า...” สีหน้าจันทร์หนักแน่น รู้ใจรุ้งดี “ไม่มีใครรู้ใจคุณฉัตต์ดีเท่ารุ้ง” จันทร์มองทั้งสองคนเป็นความหมาย
ทั้งย่า ทั้งจริมาเห็นด้วย จำต้องอึ้ง
“เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่ามีพี่ชายโง่จริงๆ” จริมาแค้นแทนรุ้งไม่หาย ขอหน่อย
“ริมา” ย่าปราม
“สมน้ำหน้า เชอะ อยากเห็นหน้าวันแต่งงานจริงๆ”
จันทร์ มองไปข้างบน

สักครู่จันทร์เคาะประตูห้องนอนรุ้ง ฉัตต์ขยับตัวทันทีจากท่ามึนซึม
“น้าเชื่อว่ารุ้งเข้าใจคุณฉัตต์ ไม่โกรธคุณฉัตต์หรอกค่ะ”
“ผมอยากให้รุ้งโกรธ โกรธผมให้มากๆ เถอะครับ ผมจะได้รู้สึกตัว รุ้งก็จะมีที่ลงไม่ต้องเก็บความอัดอั้นไว้”
“น้าเชื่อว่ารุ้งไม่โกรธ รุ้งไม่เคยโกรธคุณฉัตต์เลยไม่ว่าเมื่อไหร่” สายตาเหมือนจดจำแววตาลูกสาวแม่นยำ “ตั้งแต่รุ้งยังเด็ก รุ้งพูดอยู่เสมอว่ารุ้งจะไม่มีวันโกรธหรือเกลียดทุกคนในบ้านปัณณธรไม่ว่าจะเป็นใคร เพราะทุกคนในบ้านนี้ เราแม่ลูกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่”
ฉัตต์เจ็บปวดมาก จันทร์บอกอีก
“เกิดอย่างสมศักดิ์ศรีของมนุษย์ ไม่ได้เกิดอยู่ข้างถนน ไม่ต้องจรจัดเร่ร่อน หรือไปเป็นขอทาน รุ้งได้อยู่สบาย ได้เรียนหนังสือ เพราะฉะนั้น รุ้งพูดเสมอว่า...”
วันนี้รุ้งกอดแม่ขณะบอก “รุ้งจะไม่มีวันโกรธคุณฉัตต์ ต่อให้คุณฉัตต์เกลียดรุ้งแค่ไหน แต่รุ้งรู้ว่าคุณฉัตต์ไม่ใช่คนใจร้าย คุณฉัตต์มีเหตุผลที่รุ้งเข้าใจที่สุด”
จันทร์ดึงตัวเองกลับมา ฉัตต์สีหน้าเจ็บปวดใจมาก
“รุ้งหวังเสมอว่าวันหนึ่งคุณฉัตต์จะต้องเข้าใจทุกอย่าง”
ฉัตต์ก้มลงจะกราบเท้า จันทร์ห้ามทรุดลงไปนั่งรับมือเขาไว้ทั้งสองมือ

ฉัตต์กัดฟันแน่น น้ำตาคลอเต็มตา สงสารรุ้งใจแทบขาด

 
อ่านต่อหน้า 3

แค้นเสน่หา ตอนที่ 13 (ต่อ)

ฟากนางปีศาจร้ายเดินไปช้าๆ เห็นแค่เงาดำเลือนลาง มันมาหยุดเท้าสะเอวก้มหน้าลงเหมือนมองอะไรบางอย่าง จังหวะนี้ฟ้าผ่าดังเปรี้ยง! เสียงดังสนั่นหวั่นไหว หน้าต่างห้องปิดกระแทกเต็มแรง

ที่แท้เป็นรุ้งนั่นเองที่นอนแบบหมดสภาพอยู่กับพื้นห้อง สักครู่คุณหญิงวิมลโพยมจึงค่อยๆ ลืมตาท่วงท่างุนงงอยู่อีกอึดใจ ยันตัวลุกขึ้นแต่ไม่มีแรงฟุบลงอย่างเดิม นัยน์ตารุ้งทบทวนเรื่องราว ยินเสียงหญิงทอแสงดังขึ้น พร้อมภาพเหตุการณ์
“แกมันโกหก”
รุ้งครางเบาๆ “คุณหญิง”
อีกถ้อยคำดังตามมา “รุ้ง...หญิงนอนไม่หลับ ขอยานอนหลับหญิงหน่อยนะ”
และ “น้ำส้ม หญิงคั้นเองเลยนะรุ้ง”
สุดท้ายหญิงทอแสงหัวเราะเสียงดังลั่นอย่างสะใจ
ด้วยความอ่อนล้า ภาพในความคิดรุ้งจึงรางเลือนไม่ชัดเจนนัก ภาพสุดท้ายเป็นใบหน้าใหญ่ยักษ์ของหญิงทอแสง กำลังพูดใส่หน้ารุ้ง
“ยาออกฤทธิ์เร็วดีจริง”
หญิงทอแสงจ้องมองรุ้งอย่างชิงชัง
“แย่งทุกอย่างไปก็ต้องเจอบทเรียนอย่างนี้ คุณหญิงทอแสงรัศมีไม่ใช่คนที่เธอจะล้อเล่นได้ ไหนบอกว่าจะไปจากวังไง ใช้เสน่ห์เล่ห์กลให้พี่ชายพากลับมาอีก
“คุณหญิงเข้าใจผิด” รุ้งพยายามอธิบาย
“เชอะ...คนอย่างเธอทำเป็นสงบเสงี่ยม นังจริมาว่าร้าย เธอร้ายกว่าหลายเท่า ไป...ไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่”
ขาดคำหญิงทอแสงที่กำลังลากรุ้งมา เหวี่ยงร่างรุ้งเต็มแรงดันไปข้างหน้า

รุ้งนิ่งคิดตรึกตรองอยู่ที่เรือนข้าหลวง ฉับพลันนั้นรุ้งหวีดร้องออกมาสุดเสียง นัยน์ตาเบิกกว้างตกใจสุดขีด ด้วยที่มุมห้องอันมืดเกือบสนิท ร่างนางผีร้ายค่อยๆ หันตัวกลับมาหายกมือที่ถือมีด แต่รุ้งเห็นไม่ชัดนัก

ฝ่ายท่านหญิงแขไขยังคงนั่งคอแข็งนิ่งอยู่ในห้อง สายตาสับสนมาก
“ท่านป้าคะ...ท่านป้าทรง...เอ้อ ไม่ชอบรุ้งใช่มั้ยคะ หญิงเห็นท่านป้า...”
ท่านหญิงลุกพรวดขึ้น เดินหนีไปอีกทาง
“ท่านป้า” หญิงทอแสงถามจะเอาคำตอบ
ท่านหญิงหันมาบอก “เขาเป็นคนไม่ดี แม่เขาก็ไม่ดี ป้าไม่เคยคิดว่าเขาจะเป็นอย่างนี้”
“ท่านป้าทรงรู้จักแม่ของเขาด้วยหรือคะ”
“รู้จัก”
“เอ... น่ากลัวจะใช่ ว่าเขาเป็นคนที่ท่านแม่รับสั่งถึง ว่าท่านแม่เคยรู้จัก เขาเป็น...”
ท่านหญิงตัดบทเสียงแข็ง “ป้าไม่อยากฟัง หยุดพูดเถอะหญิงทอแสง”
ทอแสงรัศมีหน้าม่อย

นางเฟืองอ้าปากหัวเราะเสียงดังแหลมเล็กบาดหัวใจ
“ไป...” เสียงไล่ของรุ้งเบาหวิวเหมือนกระซิบ พยายามเค้นเสียงออกมา โรยแรงมากเต็มที
วูบเดียวนางผีร้ายมายืนค้ำตัวรุ้งแล้ว
รุ้งเงยหน้าขึ้นมองปีศาจนางเฟือง มันหัวเราะเสียงแหบสั่นสะท้าน รุ้งกรีดร้องกระเสือกกระสนหนีไปกับพื้นสภาพน่าเวทนา แต่นางเฟืองยังตามไปหลอกหลอน

ทุกคนอยู่ในโถงใหญ่บ้านปัณณธร คุณหญิงเพ็งยิ้มปลื้มลูบหลังลูบไหล่ฉัตต์ ดีใจเหลือเกินที่หลานชายเข้าใจ รุ้ง และ จันทร์ เสียที
“ย่าดีใจเหลือเกินนะลูก จันทร์ แม่ยังจำได้รุ้งเคยพูดกับแม่ว่า ไม่เคยโกรธฉัตต์เลยเพราะจริงๆ แล้วรุ้งรู้ว่าฉัตต์จิตใจดี ไม่เหมือนที่แสดงออก” หญิงชรายิ้มปลื้ม
ฉัตต์หันมาสบตากับจันทร์ เพราะถ้อยคำเหมือนที่จันทร์พูดเมื่อกี้
“ริมาพยายามบอกพี่ฉัตต์ ฟังซะเมื่อไหร่เล้า รุ้งกลับมาริมาจะบอกให้โกรธพี่ฉัตต์ได้แล้ว
“ไม่หรอกค่ะ รุ้งก็จะเหมือนเดิม งานแต่งงานคุณฉัตต์รุ้งคงช่วยสุดตัว ต้องสวยงามทุกอย่าง แต่งที่บ้านใช่มั้ยคะคุณแม่”
“คงงั้น” คุณหญิงเสียงเฉยเมยมาก
จริมาชำเลืองดูฉัตต์ “โอ้โฮ อย่างนี้พี่ฉัตต์มีหวังสวดมนต์ทุกวัน”
ทุกคนเหลียวดู จริมาไขสือเหน็บพี่ชายต่อไม่รอรี
“อยากแต่งเร็วๆ ไงคะ”
ฉัตต์ลุกพรวดไปยืนหันหลังให้ทุกคน ดูจากข้างหลังรู้ว่า เห็นร่างสูงโปร่งสั่นสะท้านด้วยความในใจ
“คุณแม่คะ ดิฉันจะออกไปโรงพยาบาลค่ะ” จันทร์บอก
“อ๋อ ไปหารุ้งเหรอ” คุณหญิงถาม
“ค่ะ”
“ไปทำไมคะโรงพยาบาล รุ้งอยู่วังรังสิยาค่ะ คุณชายเดียวรับไป ตั้งแต่วันที่พี่ฉัตต์แสดงอภินิหารไล่รุ้งออกไปน่ะค่ะ”
คำพูดของจริมากระแทกเข้าหน้าจันทร์ ทีละคำ...ทีละคำ อดีตหม่อมบุหลันตกใจแทบสิ้นสติ แล้วโดยไม่มีใครคาดคิด จันทร์ร้องไห้ออกมาเสียงดังจนร่างสั่นสะท้าน ท่าทางหรือก็ลนลานเอามากๆ
“น้าจันทร์เป็นอะไรคะ” จริมาตกใจสุดขีดในท่าทีดังกล่าว
“คุณริมา... น้าต้องไปเดี๋ยวนี้ต้องเอารุ้งกลับมาทันที โธ่ รุ้ง... รุ้งลูกแม่ ทำไม...ทำไมต้องไปที่นั่น” จันทร์วิ่งจะออกไป
คุณหญิงเพ็งรั้งไว้ งงมาก “เดี๋ยว จันทร์ พูดอะไรให้รู้เรื่องหน่อย อย่าลุกลี้ลุกลน”
“วังรังสิยาเป็นที่ที่อันตรายที่สุดของรุ้งค่ะ ถึงชีวิตค่ะ ถ้าที่ลูกกลัวเป็นความจริง”
“กลัวอะไร” คุณหญิงยิ่งสงสัย
“กลัวความโกรธ ความเกลียด ความอาฆาตพยาบาทที่คนที่วังนั่นมีกับลูก แม้ว่าบางคนที่เกลียดลูกมากจะตายไปแล้ว แต่ลูกเชื่อว่าวิญญาณเขายังอยู่”
“ทำไมเขาถึงโกรธถึงเกลียด”
จันทร์รวบรวมสติ แล้วตัดสินใจพูดความจริงแก่ทุกคนด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“ลูกคือหม่อมบุหลัน คนที่เกลียดลูกที่สุดชื่อเฟือง เป็นคนสนิทของท่านหญิงแขไข วันที่ลูกคลอด คุณชายเดียว เฟืองเจตนาฆ่าลูกให้นายยอดพาลงเรือจะไปคว่ำให้ตายกลางแม่น้ำ แต่ลูกคลอดรุ้งอีกคน เขาถึงไว้ชีวิต”
ทุกคนตกตะลึงมาก
“รุ้ง คือ หม่อมราชวงศ์หญิงวิมลโพยม รังสิยา น้องสาวฝาแฝดของคุณชายศักดินาค่ะ”

ทุกคนตะลึงมากขึ้นอีก

ที่บริเวณด้านนอกห้องใกล้ๆ นั้นทุกคนในครัวอยู่ครบ ยอดสีหน้ากระวนกระวายลึกๆ สำลีประชิด ยืนไหล่เบียดไหล่ ปลอบโยนด้วยกิริยา

สำเนียงเอ่ยขึ้น “คุณหญิงจะว่าไงเรื่องปิดร้านอาหาร อีกเรื่องหนึ่ง”
“ท่านยังไม่พูด แต่ท่านต้องคิดไว้แล้วล่ะ” แนบมั่นใจ
อ่อนติดใจเรื่องนี้ “หนูอยากรู้เรื่องคุณรุ้ง ว่าท่านจะเอายังไง”
สารภีด้วย “ใช่ หนูว่าตอนนี้เรื่องคุณรุ้งสำคัญที่สุด”

จันทร์พูดจบก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น คราวนี้ฉัตต์ก้มลงกราบแทบเท้าจันทร์ น้ำตาเต็มตา คุณหญิงเพ็ง จริมา หายตะลึงแล้ว สองย่าหลานน้ำตาคลอ สงสารชะตาชีวิตของรุ้ง ชายเดียว และจันทร์
“ผมจะไปพารุ้งกลับมาเดี๋ยวนี้” ฉัตต์บอกหนักแน่น
“ค่ะ...ไปเดี๋ยวนี้”
จันทร์บอกทันที กังวลเรื่องที่รุ้งอยู่กับชายเดียว เพราะทั้งสองคนยังไม่รู้ว่าเป็นพี่น้องกัน มากกว่านั้นใจจันทร์ร้อนยิ่งกว่าไฟ เมื่อบวกกับความกลัวท่านหญิงและนางเฟือง
“ริมาไปด้วย”
“ย่าก็ไป”
“คุณแม่รออยู่ที่นี่ค่ะ อย่าไปเลย” จันทร์ท้วง
“ย่าเป็นตัวถ่วงใช่มั้ย ไปเร็วๆ คนตายไม่เป็นไร ทำอะไรรุ้งไม่ได้ ห่วงก็แต่ท่านหญิง บอกตรงๆ ย่าสังเกตอยู่เหมือนกันว่าท่านมองจันทร์ มองรุ้ง แปลกๆ ดูไม่ออกว่า ดี หรือ ไม่ดี”

ขณะเดียวกันที่วังรังสิยา คุณหญิงทอแสงรัศมีค่อยๆ ออกจากห้อง ปล่อยให้ท่านหญิงแขไขนั่งนิ่ง ระหว่างความดีความชั่วต่อสู้กัน
“ท่านป้า” หญิงทอแสงหันกลับ
ท่านหญิงหันมา เสียงดุ “ออกไป ทอแสงรัศมี”
“ท่านป้าคะ...”
“ถ้าเธอไม่ไป ฉันจะไปเอง”
ทอแสงรัศมียัง งงงวย
“จะไปหรือไม่ไป” ท่านหญิงเสียงดังขึ้น
ทอแสงรัศมีไปโดยไม่เหลียวหลัง ท่านหญิงแขไขทุบโต๊ะปังอย่างอัดอั้น

พวกคนในครัวออกันอยู่ เจ้านายเดินออกมากันทุกคน คุณหญิงเอ่ยขึ้น
“ไป...ริมาดูแลพี่ด้วย อย่าให้เขาใจร้อนจนเกินไป..จันทร์”
“ค่ะคุณแม่”
คุณหญิงกางแขนออกจันทร์โผเข้าไปหา คุณย่ากอดแน่นถ่ายเทความรักให้เต็มแรง
“ลูกแม่เป็นคนดี หลานแม่ก็เป็นคนดี ตัดสินปัญหาทุกอย่างด้วยความคิดที่ดี ความเมตตาเป็นที่ตั้ง ความดีจะคุ้มครองทั้งสองคน”
จันทร์ทรุดตัวลงนั่ง กราบเท้า น้ำตาเต็มตา ยอดเข้ามา สีหน้าถามจะไปไหน
“ฉันจะไปวังรังสิยา ไปรับคุณรุ้งกลับ ยอดดูแลทางนี้เพราะคุณหญิงไม่ได้ไป”
ยอดสวนออกมาทันที “ผมไปด้วย”
ทุกคนตกใจ ตะลึงทีละคนสองคน จนครบคน ยกเว้นฉัตต์ เป็นภาพที่น่าขำ บางคนนั่งแปะลงไป บางคนอ้าปากค้างเหวอๆ ยอดเข้าไปกราบคุณหญิง สีหน้าขอโทษ
“ยอดไม่ได้เป็นใบ้ เขาต้องทำเป็นใบ้เพราะเขาไม่รู้จะตอบใครอย่างไร ตอนที่มีคนพบเราสามคนที่ท่าน้ำค่ะ” จันทร์อธิบาย
“เอาเถอะ ค่อยๆ พูดกันทีหลัง”
ยอดกราบแล้วลุกขึ้น หันกลับมาเจอหน้าฉัตต์ สองคนยืนประจันหน้า สีหน้าฉัตต์เหมือนจะพูดว่า “เห็นมั้ยฉันดูแกไม่ผิด”
“ฉัตต์” คุณหญิงเสียงดัง
ฉัตต์นิ่ง ทุกคนจ้องอย่างวิตก แล้วฉัตต์ก็ถอยไปขึ้นรถ ทุกคนโล่งอก
จริมาบอก “เฮ้อ...พายุพัดผ่านไปแล้ว ไปได้ ไปขึ้นรถกัน”
ยอดวิ่งไป ขณะผ่านสำลี สาวเจ้าแตะไหล่พูดเตือนเบาๆ
“เย็นนะพี่ เย็นไว้”
“รับรอง” ยอดไปขึ้นรถ
สารภี กะอ่อน พาคุณหญิงเข้าบ้าน ส่วนสำลีทำท่าดีใจมาก
“เป็นอะไร” สำเนียงถามทั้งที่รู้แล้ว
“พี่ยอดเขาพูดได้ เขาจะได้บอกรักฉันเป็นคำๆ ซะที” สำลียิ้มแก้มแทบฉีก
“เอ็งอย่าวุ่นวายเรื่องรักจนเกินไป จะบอกให้ โบราณเขาว่ายามรักน้ำต้มผักยังว่าหวานเลยเว้ย”
“ยามไม่รักล่ะแม่”
“อะไรๆ ก็ขมไปหมด ด่าทอว่ากล่าวกัน จิกตีกัน ฆ่ากันยังมีมาแล้ว ก็ไอ้เรื่องรักนี้แหละ”

สำเนียงบ่นบ้าตามเรื่อง

ด้านท่านหญิงแขไขยืนจ้องพระรูปท่านชายรังสิโยภาสอยู่อย่างนั้น

“อีกไม่ช้าก็พบกันแล้วนะคะ รอไม่นานทั้งเมียทั้งลูกที่เจ้าพี่รักเหลือเกินนั่นน่ะ หญิงจะส่งไปหาเจ้าพี่ ใครเป็นคนส่งไปทรงทราบมั้ย” ท่านหญิงหัวเราะ “ทรงทราบมั้ยคะ ฮะ...ฮะ”
พระรูปท่านชาย เหมือนมีชีวิต จ้องมองมา
“นี่ไงคะ คนที่ส่งมันสองคนไปหาเจ้าพี่”
นางเฟืองยืนมุมห้อง เหลียวมองท่านชาย นัยน์ตาเข้มจัด น่ากลัว
ท่านหญิงฟุบหลับอยู่ ทั้งหมดนี้คือฝัน ส่ายหน้าไปมา
“ไม่ใช่...เจ้าพี่ เจ้าพี่ผิดองค์เดียว” จากพึมพำเบาๆ แล้วเสียงท่านหญิงดังขึ้นตามแรงอารมณ์ “เจ้าพี่มีนังบุหลันทำไม...มีทำไม…”

ศักดินากลับถึงวัง เดินเข้ามาในโถง พบผ่องกำลังปิดหน้าต่าง
“ผ่อง ท่านแม่ประทับอยู่ที่ไหน”
“ในห้องพระรูปค่ะ คุณชายมาเองหรือคะ”
“มารถแท็กซี่ สนไปรับคุณรุ้งรึเปล่า”
ผ่องยังไม่ทันตอบ มีเสียงรถแล่นเข้ามา ชายเดียวหันไปดู แล้วรีบออกไป

ยามนั้นใกล้ค่ำเต็มที แต่ท้องฟ้าดำทะมึนด้วยเมฆก้อนโตๆ ฟ้าแลบแปลบปลาบ แล้วฟาดเปรี้ยง...เปรี้ยง ติดๆ กัน บนตัวตำหนัก แลเห็นผ่องยังไล่ปิดหน้าต่างด้านล่าง แล้วมองมาเห็นรถก็ปิดหน้าต่างอย่างเร็ว
รถแนบขับวิ่งเข้ามาอย่างเร็วไฟสว่างจ้าขณะรถจอด ฉัตต์ลงวิ่งเข้าหน้าตำหนัก จริมา จันทร์ตามไป
ยอดลงเป็นคนสุดท้าย ชายเดียวออกมาเร็วๆ
“คุณชาย” จริมาทัก
“พี่ฉัตต์” ชายเดียวงง
“ผมมารับรุ้งกลับบ้าน” ฉัตต์บอก
“คุณน้า” ชายเดียวไหว้จันทร์ “ริมา” แล้วมองไปที่ยอด เห็นยอดมีกิริยาลุกลนมาก
“เกิดอะไรขึ้นครับ”
จันทร์เข้าไปหาชายเดียวอย่างรวดเร็ว หยุดยืนนิดหนึ่ง แล้วเอื้อมมือแตะแขน ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแล้ว
มือจันทร์ที่แตะแขนชายเดียว แล้วลงน้ำหนักอีกนิด
“คุณน้า”
“คุณชาย ช่วยเรียกรุ้งให้น้าด้วย รุ้งอยู่ไหนคะเราจะพารุ้งกลับบ้าน”
“ผมยังไม่เห็นรุ้งครับ อาจจะยังไม่ได้กลับหรือกลับมาแล้วอยู่ข้างบน เชิญนั่งรอข้างในก่อนนะครับเดี๋ยวผมจะตามรุ้งให้”
“เราจะรอตรงนี้ คุณย่ากับคุณน้าเพิ่งกลับจากวัดคิดถึงรุ้ง” จริมาบอก
ชายเดียวมองหน้าจริมา ซึ่งมีหน้าตาจริงจัง ชายเดียวหันไปมองฉัตต์
“ตามรุ้งมาเถอะชายเดียว”
“ครับ พี่ฉัตต์” ชายเดียวหันหลังไป
ผ่องออกมาพอดี “คุณชาย”
“ผ่อง คุณรุ้งกลับมาหรือยัง”
“คุณรุ้งไปค้างบ้านปัณณธรค่ะ”
ทุกคนหันไปดูผ่องเป็นตาเดียว
เสียงจันทร์เบาหวิวแทบไม่ลอดจากคอ “อะไรนะ”
“เมื่อเช้าไปโรงพยาบาลค่ะ แล้วจะไปค้างบ้านโน้นสองสามวัน เธอบอกคุณหญิงทอแสงไว้อย่างนั้นค่ะ” ผ่องบอก

จันทร์ร้องเบาๆ แล้วเซล้มในอ้อมแขนชายเดียว

ทุกคนยังรวมตัวกันอยู่ในห้องโถงบันไดขึ้นตำหนักวังรังสิยา จันทร์นัยน์ตาแดงก่ำจ้องมองชายเดียวที่โทรศัพท์อยู่

“ครับ... ขอบคุณครับ” ชายเดียววางหู “รุ้งไม่อยู่ที่โรงพยาบาล ไม่ได้ไปทำงานครับวันนี้”
จันทร์ตัวสั่นสะท้าน แต่ยังพยายามคุมสติไว้ “แล้วทำไมผ่องบอกว่าไป”
“ไปเมื่อเช้าค่ะ แต่ดิฉันไม่เห็นนะคะ พี่สนเค้ามาตามจะไปส่ง ในห้องไม่มีแล้วค่ะ” ผ่องบอก
“แต่รุ้งไม่ได้กลับบ้าน รุ้งต้องอยู่ที่นี่ ฉันเชื่อว่าอยู่ คุณชายให้ใครไปดูในห้องรุ้งหน่อย”
“มีเรื่องอะไรกันครับ” ชายเดียวงงมากขึ้น
จริมาจับแขนชายเดียว แล้วบีบแน่นเป็นสัญญาณ “คุณชายให้ผ่องไปดูรุ้งในห้องหน่อย”
ฉัตต์เสริมทันที “ชายเดียว ถามคุณหญิงว่ารุ้งสั่งอะไรไว้บ้าง ผมรู้ว่าเค้ากำลังหาที่อยู่ใหม่ แต่เค้าคงไม่ไปโดยไม่บอก มันผิดวิสัย”
“ไฮ้... คุณชายดูห้องรุ้ง ถามคุณหญิงทอแสงด้วยว่า รุ้งสั่งอะไรไว้”
“ก็ได้ครับ... ผ่อง” ชายเดียวพยักหน้า แล้วออกไป
ผ่องตามไปเร็วๆ
“ผมจะไป...” ยอดมองหน้าจันทร์ สายตาบอกให้รู้ว่าจะไปไหน
ยอดพุ่งพรวดออกไป
จันทร์ร้องห้าม “อย่ายอด อันตราย”
ยอดลับตัวไปแล้ว ทุกคนมองจันทร์
ยอดกระโจนไปตามทางที่ตรงไปยังเรือนข้าหลวง ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

ฝ่ายนางปีศาจร้ายกำลังสนุกเล่นกับความกลัวของรุ้งอย่างคึกคะนอง รุ้งหนีลนลานกลัวแทบขาดใจ
“แม่....มาช่วยรุ้งด้วย แม่ ม่ ม่...” เสียงรุ้งดังก้องสะท้อนไปสะท้อนมา
จังหวะนี้เอง เสียงท่านชายรังสิโยภาสดังขึ้น “สัมมา อะระหัง แผ่เมตตาลูก..แผ่เมตตา”
รุ้งได้ยินเสียงนั้นชัดเจน
“สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย อะเวรา จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย”
รุ้งพยายามเบิกตามองไปทั่วๆ “ใคร...ใครคะ”
เสียงท่านชายยังดังต่อเนื่อง “สัพเพ...สัตตา แผ่เมตตา”
“ใครคะ”
ท่านชายรังสิโยภาสสวดมนต์ “จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด”
รุ้งตัดสินใจพนมมือ สวดตาม “สัพเพ...สัตตา”
นางเฟืองกรี๊ดเสียงยาวและโหยหวน มันบิดตัวอย่างเจ็บปวด และหายไป รุ้งหลับตา พนมมือ

ด้านชายเดียววิ่งลงมาจากชั้นบนกับผ่อง
“ไม่อยู่ในห้อง แต่เสื้อผ้าอยู่ครบ”
จันทร์สะอื้นอย่างรุนแรงออกมาทันที “รุ้งอยู่ในวังนี้ หารุ้ง...ช่วยกันหารุ้งหน่อย”
“น้าจันทร์คะ” จริมาบีบมือจันทร์ “ใจเย็นนะคะ...รุ้งอาจอยู่ห้องไหน คุณชายหาในห้องอื่นๆ ด้วยได้มั้ย”
“ค่ะ อิฉันจะไปช่วยดูให้” ผ่องบอก
“ได้ เดี๋ยวผมไปเรียกคนมาช่วยหา เชิญคุณน้านั่งคอยก่อน ที่เก้าอี้โน่น” ที่ทุกคนยืนนี้เป็นโถงบันได
“ไม่ต้องค่ะ น้ายืน น้าไม่นั่ง”
ชายเดียวมีสีหน้าแปลกใจ “ครับ”
“พี่ฉัตต์ไปกับคุณชาย ริมาจะอยู่กับน้าจันทร์”
เสียงท่านหญิงดังขึ้น
“เกิดอะไรขึ้น”

ทุกคนหันไปมอง เห็นท่านหญิงแขไขเจิดจรัสประทับยืนอยู่หัวบันไดชั้นบน ผ่องที่ขึ้นไปถึงกลางบันไดแล้ว ยอบตัวลงนั่งกับพื้นบันไดทันที

 
อ่านต่อหน้า 4

แค้นเสน่หา ตอนที่ 13 (ต่อ)

แขกผู้มาเยือนยามวิกาลในห้องโถงวังรังสิยาไหว้ ชายเดียวทัก

“ท่านแม่”
จันทร์ตัวอ่อนยวบกำลังจะลู่ลงนั่งกับพื้น แต่จริมาจับไว้ทัน ท่านหญิงกวาดสายพระเนตรแข็งกร้าวมองทุกคน
“เกิดอะไรขึ้น เสียงดังเอะอะ จนฉันนอนไม่ได้ ชายเดียว มีอะไร”
“พี่ฉัตต์ คุณน้า จริมา มารับรุ้งกลับบ้าน”
ท่านหญิงมีสีหน้าอึดอัดอยู่ในใจ แต่ยามนี้ไม่ลังเลอะไรอีกแล้ว ความโหดเต็มพระทัย ดำเนินลงมาด้วยพระอิริยาบถราวกับนางพญา กวาดพระเนตรมองหยุดที่จันทร์ ขณะบอก
“รุ้งไปแล้ว”
“ไม่จริงมังคะ” จันทร์ปลดมือจริมาออก ถลามายืนเผชิญหน้าไม่เกรงกลัว “รุ้งยังไม่กลับบ้าน ไม่มีใครรู้ว่าไปไหน”
“คิดว่าเรากักตัวเขาไว้ที่นี่ แล้วไม่บอกงั้นรึ”
“หม่อมฉันแน่ใจว่ารุ้งยังอยู่ภายในวังนี้ หม่อมฉันสังหรณ์ใจ หากจะทรงกรุณารับสั่งให้มหาดเล็กข้าหลวงช่วยกันหา
“เธอไม่เชื่อคำพูดของฉันรึ” สายพระเนตรเยือกเย็นยิ่งขึ้น
แต่จันทร์มองนิ่ง สายตาบอกว่ารู้ทุกอย่าง ท่านหญิงอึ้งไปนิด
จันทร์เสียงเรียบแต่หนักแน่น “รุ้งไม่ได้กลับบ้าน คุณชายโทร.ไปโรงพยาบาลไม่ไปทำงาน รุ้งไม่มีที่อื่นไปนอกจากบ้านปัณณธรกับที่นี่ หม่อมฉันขอประทานพระกรุณาขอให้คุณชายเดียวกับคุณฉัตต์ช่วยกันหาทุกห้องบนตำหนัก ขอมหาดเล็กหาบริเวณวัง...” เสียงจันทร์ขาดหายไป เมื่อเห็นสายพระเนตรเย็นชามองมา
“วังรังสิยาไม่ใช่ที่สาธารณะที่ใครจะมาเพ่นพ่านค้นหาคน” คราวนี้เบนมามองจ้องฉัตต์
ฉัตต์มีสายตามั่นคงมองตอบ
“ถ้าจะทรงกรุณา”
“ไม่ได้...ฉันไม่อนุญาต”
“แต่...ไม่ทรงมีเหตุผลบ้างหรือกระหม่อม รุ้งพักอาศัยอยู่ที่วังนี่นะกระหม่อม”
“เมื่อหายไปจะให้ค้นหาที่ไหนก็ต้องที่ที่เขาอยู่ไม่ใช่หรือเพคะ หรือจะให้ไปค้นโรงพยาบาล” จริยาบอก
ท่านหญิงมองริมา นัยน์ตาวาวโรจน์เหมือนแสงไฟ
“เธอเป็นคนปากกล้า ควรจะได้รับบทเรียนว่าพูดจาไม่ระวังปาก เธอจะไม่ได้อะไรที่เธอต้องการ”
จริมาไม่ลดละ “หม่อมฉันพูดความจริง”
“แล้วที่ฉันพูดไม่จริงรึ ว่าฉันเป็นเจ้าของวังนี้ ฉันไม่อนุญาตให้พี่ชายของเธอขึ้นไป เดินเข้าเดินออกวังของฉันเหมือนเป็นที่สาธารณะ”
จริมายังต่อปากอีก “แล้วจะให้ทำยังไงเพคะ”
“คนของเธอ” ท่านหญิงหันไปทางจันทร์ “ลูกสาวของเธอ เขามีหน้าที่บอกกับเธอไม่ทางใดทางหนึ่งว่าเขาอยู่ที่ไหน ถ้าเขาไม่บอก ก็แปลว่าเขาไม่อยากให้เธอรู้”
จันทร์เริ่มน้ำตาไหลแล้ว
ท่านหญิงบอกอีกเป็นเชิงไล่ “ฉันว่าพวกเธอกลับไปได้แล้ว”
ทุกคนอึ้งไปหมด ท่านหญิงหันมาทางศักดินา
“ชายเดียว บอกเพื่อนของลูก กับผู้หญิงคนนี้ให้เขากลับไปและถ้าไม่จำเป็นไม่ต้องชวนกันมาที่นี่อีก”
“ท่านหญิงมังคะ...” อดีตหม่อมบุหลันทรุดตัวอย่างแรง กราบลงกับพื้นกราบแล้วกราบอีก “ได้โปรดมังคะ...ลูกหม่อมฉัน...ลูกสาว...เหลืออยู่คนเดียว”
สีหน้าท่านหญิง แข็งกร้าวมาก สองคนสบตากัน รู้ความนัยซึ่งกันและกัน
ฉัตต์ กับจริมา ก็รู้ความนัยอยู่แล้ว ชายเดียวไม่รู้เรื่องเลย
ท่านหญิงหันหลังกลับ ดำเนินขึ้นบันได จันทร์ ผวาเข้าไปเกาะเท้า กราบลงแทบเท้ายึดไว้แน่น สีพระพักตร์ท่านหญิงสับสน ดี-ชั่ว ต่อสู้กันในจิตใจ
ชายเดียวเข้าไปประคองจันทร์ออกมา จันทร์ตัวอ่อนเอนซบกับอกชายเดียว ท่านหญิงมองแล้วบาดพระทัยเหลือแสน พักตร์หมองลงอย่างสะเทือนพระทัย
“ท่านแม่คะ ชายขึ้นไปดูคนเดียวก็ได้นะคะ จะไปปลุกหญิงทอแสงด้วยถามว่ารุ้งพูดว่าไงแน่”
“ไม่ได้” ท่านหญิงเสียงเขียวขุ่น
ชายเดียวอึ้งไป
ท่านหญิงจ้องหน้าศักดินา “เธอไม่เชื่อแม่เหมือนกันหรือชายเดียว”
ชายเดียวหน้าเสีย “เอ้อ...ชายแค่...จะช่วย”
ท่านหญิงนิ่งไปนาน ทุกคนอึดอัดตามๆ กัน จันทร์พยายามกลั้นข่ม ไม่ให้มีเสียงสะอื้น
ในที่สุดท่านหญิงก็หันกลับมา
“ชายเดียว ฉัตต์ ผ่อง ไปช่วยกันหาข้างบน”
“ขอบทัยค่ะ” ชายเดียวบอก
ฉัตต์ไหว้ “ขอบพระทัยกระหม่อม”
ชายเดียว ฉัตต์ ผ่องขึ้นข้างบน
จริมาบอกเป็นเชิงปลอบ “น้าจันทร์”
จันทร์นัยน์ตาบวมช้ำ เพราะร้องไห้หนัก “ถ้าไม่เจอรุ้ง
จริมาบอกในท่าทีแน่วนิ่ง “รุ้งเป็นคนดี คุณพระคุณเจ้าต้องคุ้มครอง”
“เขาไปตั้งแต่เช้า บอกแต่หญิงทอแสง ไม่ลาฉันด้วยซ้ำ” ท่านหญิงแขไขพูดพลางเพ่งพิพิจดูจันทร์ ขณะ
จันทร์ก้มหน้าอาดูร

ฟากยอดวิ่งมาอย่างเร็ว แรง หารุ้งอยู่ไปมา แล้วที่สุดหันมาทางเรือนนางเฟือง ประตูหน้าเรือนปิดสนิท
ยอดเพ่งมองสายตาสงสัยมาก “คุณหญิงครับ”
เงียบ มีแต่เสียงลมหวีดหวิว ต้นไม้โอนเอนอยู่ไปมา
“คุณหญิง...คุณหญิง”
ยินเสียงหัวเราะเล็กแหลมแผ่วๆ ของนางเฟือง ดังแว่วๆมา ยอดเงี่ยหูฟัง เสียงหัวเราะยังดังต่อเนื่อง
ยอดตัดสินใจวิ่งพรวดเดียว ถีบประตูเต็มแรง ประตูเปิดกว้าง ยอดกระโจนเข้าไป
ภายในห้องว่างเปล่า ไม่มีใคร ขณะที่รุ้ง เห็นยอดเข้ามา สีหน้าดีใจ
“ยอด...ยอดช่วยด้วย”
ทว่ายอดไม่เห็นใคร นอกจากพื้นที่ว่างเปล่า
“คุณหญิง คุณหญิงครับ”

ยอดร้องเรียกพร้อมกับมองกราดไปทุกซอก

รุ้งแม้จะแปลกใจที่เห็นยอดพูดได้ แต่พยายามรวบรวมแรงเรียก

“ยอด...ฉันอยู่ที่นี่...ช่วยด้วย”
“คุณหญิงครับ อยู่ที่นี่ใช่มั้ยครับ” ยอดสังหรณ์ใจ “อยู่ตรงไหนครับ”
“อยู่นี่” รุ้งชูมือ “ฉันอยู่นี่”
ฉับพลันปีศาจนางเฟืองปรากฏร่างขวางระหว่างยอดกับรุ้ง
“ป้า” ยอดตะลึงตกใจเต็มๆ
“ไอ้ยอด ไอ้ทรยศ อย่าอยู่เลยมึง”
นัยน์ตานางเฟือง กล้าแข็ง รวมพลังเต็มที่ ร่างยอดกระเด็นกระดอน นางผีร้ายก้าวตามไป รุ้งมองภาพตาเหลือกราญ เห็นภาพน่ากลัวตรงหน้า
ยอดกระเด็นออกจากห้อง เหมือนมีลมพายุพัดผ่านตัว เซซัง ซมซาน หมุนตัว ออกจากห้องลงไปที่สนาม และยังล้ม...เซ..กระเด็นกระดอน อีกหลายตลอบ ด้วยอิทธิฤทธิ์นางปีศาจ
ร่างยอดไปหมอบอยู่ตรงหน้าสายสร้อยพระนามท่านชายรังสิโยภาสของรุ้งที่หล่นอยู่ พอดิบพอดี

ส่วนชายเดียว ฉัตต์ และผ่อง ลงมาในห้องโถงอย่างรวดเร็ว
“พบมั้ยคะ” จริมารีบถาม
“ไม่พบ” ฉัตต์บอก
ชายเดียวหน้าหมองมาก มองมายังจันทร์ “ผมเสียใจครับคุณน้า”
จันทร์เงยหน้าซึ่งนัยน์ตาฉ่ำน้ำตามองชายเดียว ยื่นมือสองข้างออกไปคล้ายจะแตะต้องตัว ชายเดียวรับมือสองข้างของจันทร์ บีบเบาๆ ปลอบประโลม
ท่านหญิงแขไข มองเขม็งสายพระเนตรวาววับขึ้นทันที จริมาค่อยๆ ขยับยืนเข้าไปชิดกับฉัตต์ จับมือพี่ชายกระตุกเป็นสัญญาณให้มองท่านหญิง
“รุ้งต้องอยู่ที่นี่ อยู่ในบริเวณวัง” ท่านหญิงกวาดสายพระเนตรมองจริมา มองฉัตต์ อย่างรู้ทัน
“อย่ากล่าวหากันไม่มีเหตุผล ฉันร่วมมือถึงที่สุดแล้ว จะไปเอาใครมาถล่มทะลายวังฉันอีกรึไง”
ทุกคนอึ้ง
ท่านหญิงบอก “ชายเดียว แม่จะขึ้นข้างบน”
ท่านหญิงแขไขดำเนินขึ้นช้าๆ จันทร์มองแล้วร้องไห้ออกมาดังๆ ทันที สะอื้นจากหัวใจที่แตกสลาย
เป็นยอดที่ถลาเข้ามา หน้าตายับเยิน เปียกปอนทั้งตัวเพราะโดนนางเฟืองเล่นงานปางตาย
“หม่อมครับ”
เสียงนั้นกระแทกเข้าที่พระพักตร์ท่านหญิงเต็มแรง เมื่อได้ยินคำนั้น โดยเฉพาะสรรพนาม “หม่อม” ท่านหญิงแขไขหันกลับมาเพ่งมองยอด
“ผมพบนี่ครับหม่อม” ยอดชูสร้อยประจำพระองค์หม่อมเจ้ารังสิโยภาส
ท่านหญิงเพ่งมองคลับคล้ายคลับคลา “ไอ้ยอด”
ยอดไม่สนท่านหญิง “อยู่หน้าห้องเขาครับหม่อม” ยอดมองจันทร์นัยน์ตานิ่ง รู้กัน
จันทร์รับเหรียญมา “รุ้งของแม่ ...รุ้ง” ร่างอดีตหม่อมบุหลันสั่นสะท้านไปทั้งตัว
ท่านหญิงเรียกอีกเสียงดังขึ้น "ไอ้ยอด"
ยอดก้มลงกราบท่านหญิง
“พวกเธอเป็นคนหรือเป็นผีมาหลอกหลอนฉัน ยี่สิบกว่าปี...เล่นละครกันตลอด”
จันทร์ก้มลงกราบ
“บุหลัน แกกลับมาจนได้ ถ้าแกใช่มันบอกซิว่าทำไมต้องทำอย่างนี้ ทำไมต้องหลอกลวงกัน”
จันทร์เอ่ยขึ้น จริงจังและหนักแน่น “หม่อมฉันเป็นใครไม่สำคัญมังคะ ที่จริงบุหลันตายไปแล้วพร้อมๆ กับลูกชาย เมื่อยี่สิบปีก่อน แต่หม่อมฉัน จันทร์มังคะ จันทร์จะไม่ยอมให้ลูกสาวที่เหลืออยู่ตายไปด้วย รุ้งต้องอยู่ที่นี่”
จริมา และฉัตต์ยืนสงบ มีแต่ศักดินาคนเดียว งงเป็นไก่ตาแตก
“สร้อยเส้นนี้รุ้งใส่อยู่ หม่อมฉันเพิ่งให้เมื่อไม่นานมานี่ รุ้งยังอยู่ที่นี่อยู่ที่...” อดีตหม่อมวังรังสิยามองหน้าท่านหญิงแขไขแน่วนิ่ง
ท่านหญิงมองตอบ แต่นัยน์ตายังแข็งกร้าว และมีแววรู้กันว่าอยู่ที่นางเฟือง
“หม่อมฉันเสียลูกชายไปคนหนึ่งแล้ว ทรงเมตตาคืนลูกสาวให้หม่อมฉันเถิดมังคะรุ้งอยู่ไหนมังคะ ทรงทราบแล้วใช่มั้ยมังคะว่าหม่อมฉันคือบุหลัน ทำไมทรงแกล้ง” เสียงของจันทร์แหบหายไปในคอ
ท่านหญิงนิ่ง อึดอัดเต็มกลืน
จันทร์บอกอีก “ขอลูกคืนให้หม่อมฉันเถิด แล้วหม่อมฉันจะพารุ้งไปให้สุดหล้าฟ้าเขียว ไม่กลับมาให้ทรงระคางพระทัยอีกเลย” จันทร์พูดคำว่า “ระคาง” อันเป็นคำสร้อยของคำว่า เคือง หากพูดเต็มๆ คือเคืองระคาง
“ที่เรือนเขาไม่มีคุณหญิงครับหม่อม” ยอดเอ่ยขึ้น
สีหน้าท่านหญิงเครียดขึ้นมาทันที ได้ยินคำว่า หม่อมเป็นครั้งที่สอง
“รู้ได้ไง เปิดดูรึเปล่ายอด”
“ผมพังประตูเข้าไปครับ ไม่มี” ยอดบอก
ท่านหญิงกริ้วสุดขีด “พัง” แผด สุรเสียง ดังสนั่น “เอ็งมีสิทธิ์อะไรไอ้ยอดที่นี่วังรังสิยาไม่ใช่ที่สาธารณะ ใครบุกรุกข้าจะให้ตำรวจจัดการ” ท่านหญิงมองกวาดตา “ไอ้ยอดกำเริบเสิบสานจริงนะเอ็ง”
ทุกคนนิ่งอึ้ง
“ข้าบอกแล้วว่ารุ้งไม่ได้อยู่ที่นี่ ทำไมไม่เชื่อกัน ถึงขนาดมาพังเรือนคนของข้า คนที่ตายไปแล้วด้วย ระวังตัวกันเองก็แล้วกัน” ท่านหญิงหัวเราะแค่นๆ เหลียวไปเห็นชายเดียวยืนประคับประคองจันทร์ ก็ของขึ้นเล็กๆ “ชายเดียว อย่ามัวแต่ประคับประคองกันอยู่ ชายปล่อยจันทร์”
ทุกคนเงียบชายเดียวอึดอัดไม่เข้าใจ ขยับปากจะพูดแต่แล้วคิดได้เปลี่ยนใจเป็นนิ่งเงียบ
“ชายเดียว บอกผู้หญิงคนนี้ว่า ฉันไม่ใช่จำเลยของใคร”
“ค่ะ ท่านแม่” ชายเดียวหันไปหาจันทร์กำลังจะพูด
ฉับพลันทันใด ทั่วทั้งวังรังสิยาเกิดฟ้าแลบเป็นสาย แล้วผ่าเปรี้ยงดังสนั่นหวั่นไหว ไฟในห้องโถงดับวูบลงทันที ทุกคนใจหายวาบ ขยับเข้ามาหากัน

ส่วนที่เรือนข้าหลวง นางเฟืองยืนจังก้ากางขา เห็นรุ้งหมอบอยู่ตรงหน้า ตัวสั่นระริก กลัวจะขาดใจอยู่แล้ว พนมมือหลับหูหลับตา ไหว้
ใบหน้านางเฟืองมองรุ้ง ทั้งโหด ทั้งแสยะ ทั้งเกลียดชัง
รุ้งใกล้จะเป็นลมอยู่แล้ว รวบรวมแรงพยายามสวดมนต์
“นะ...นะโม...ตัส...สะ....”

นางปีศาจร้ายเหลียวขวับไปดูทางตำหนักใหญ่อย่างแรง เหมือนได้ยินอะไรจากทางโน้น

ท่านหญิงแขไข จันทร์ ฉัตต์ จริมา ชายเดียว ผ่อง และยอด ยังรวมตัวอยู่ในห้องโถง ผ่องเอาไฟฉายมาให้ท่านหญิงแขไข ท่านหญิงฉายส่องไปที่หน้ายอดไล่ตะเพิด

“ไอ้ยอด มึงออกไปจากวังรังสิยากูเดี๋ยวนี้ ทรยศกูแล้วยังมาเหยียบวังกูอีกรึ”
“กระหม่อมไม่ได้ทรยศ ยายเฟืองสั่งทุกอย่าง” ยอดไม่ยอมแล้ว
“มึงไม่ต้องมาใส่ร้ายคนของกู”
“กระหม่อมไม่ได้ใส่ร้าย ยายเฟืองสั่งกระหม่อมให้ฆ่าหม่อม บังคับกระหม่อมให้เอาหม่อมไปทิ้งน้ำ แต่หม่อมคลอดคุณหญิงอีกคน ยายเฟืองเอาคุณชายไปถวายท่านหญิงคนหนึ่งแล้ว แต่คุณหญิงคลอดในเรือ กระหม่อมฆ่าไม่ลง”
เสียงของยอดเต็มไปด้วยอารมณ์เสียใจที่เคยทำผิด มันพูดรัวเร็วติดต่อกันจนท่านหญิงพูดแทรกไม่ทัน
ชายเดียวยืนตะลึงงัน เหมือนตัวจะแข็งเป็นหิน
ท่านหญิงหันมาทางชายเดียวเห็นกิริยานั้น สายตาปวดร้าวใจ
ชายเดียวสบตาท่านหญิงแขไข สายตางุนงงแล้วเปลี่ยนเป็นสงสัย คลางแคลงใจ
“ชายเดียว...ชายของแม่”
“ท่านแม่...จริง...จริงหรือคะ” ชายเดียวถามขึ้นเสียงสั่น
“ชาย...แม่รักชาย...ชายเป็นลูกแม่นะ”
ชายเดียวคลางแคลงใจเต็มๆ “แต่....ทำไม”
เสียงทอแสงรัศมี “โกหก...มันโกหกไอ้ยอด” ดังขึ้น แต่เป็นเสียงนางเฟือง
ทุกคนหันไปมอง
หญิงทอแสงอยู่บนบันได ชุดนอนสีขาวกรุยกราย ผมรุ่ยร่ายปิดหน้า ใบหน้าขาวเผือดซีด ไม่แต่งหน้าเลย นัยน์ตาแข็งกระด้าง แต่กิริยาของนางเฟืองชัดๆ ตัวงอห่อไหล่เหมือนคนแก่
ยอดรู้ทันที “ยายสั่งฉันทุกอย่าง”
“มึงไอ้ยอด...โกหก มึงเป็นชู้กับอีบุหลันพากันหนีไป คลอดลูกอะไรมึงแต่งเรื่องเองทั้งนั้น”
ยอดไม่กลัวอะไรแล้ว เสียงดังมาก “ยาย...เป็นผีไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด ไม่กลัวนรกเหรอ”
“ไอ้...ยอด มึงต้องตาย” นางเฟืองในร่างหญิงทอแสงคำราม
“ตายก็ได้เกิดเพราะฉันพูดความจริง ยายจะฆ่าหม่อมจริงๆ”
เสียงหัวเราะดังก้อง แล้วนางเฟืองก็ค่อยๆ ลอยออกจากร่างทอแสง กลายเป็นปีศาจนางเฟือง หน้าขาวซีดยิ้มแสยะ นัยน์ตาแข็งกร้าว ดุดัน ยืนข้างๆ หญิงทอแสง มือรวบคอเสื้อทอแสงรัศมีไม่ให้ล้ม
“ฮะ...ฮะ....หม่อมรึ อีนังบุหลันก็เพราะมึงกำเริบเสิบสานอยากขึ้นวอทั้งๆที่เป็นขี้ข้าน่ะสิ มึงถึงต้องเป็นอย่างนี้ ลูกสาวมึงก็กำลังจะเป็นผีอยู่แล้ว กูจะไม่มีวันตายเปล่ากูจะบอกให้ ลูกสาวมึงตายมึงต้องอกแตกตายตามไป เพราะมึงทำบาปทำกรรมทำผิดศีลธรรม ท่านเลี้ยงมึงอย่างดี แต่มึงทรยศแย่งท่านชายไป ใช้มารยาล่อท่านชายจนท่านหลงใหล ท่านหญิงของกูทรงชอกช้ำแค่ไหนมึงไม่เคยคิดใช่มั้ย มึงมีความสุขบนความทุกข์คนอื่น มึงเหยียบย่ำหัวใจท่านหญิง”
ท่านหญิงนิ่งฟังอย่างเสียดแทงใจ
ส่วนจันทร์ เสียใจหนักมาก
“มึงกับท่านชายสองคนไม่มีเมตตา ใจร้ายใจดำ แบบเดียวกับอีพวกเมียน้อยทั้งหลายแย่งผัวเขาไป ไม่เคยคิดว่าเมียเขาจะเสียใจแค่ไหน”
จันทร์พูดไม่ออกแล้ว อัดอั้นในอกไปหมด
“มึงเล่นชู้กันในวังต่อหน้าต่อตาท่าน มึงไม่สงสารท่าน ไม่เคยทูลท่านชายให้มาหาท่านหญิงเลย ท่านหญิงของกูเศร้าโศกเสียพระทัยขนาดไหนไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครนึกถึง มีแต่กู...อีเฟืองคนนี้คนเดียว มึงคิดถึงหัวอกลูกผู้หญิงด้วยกันมั้ยอีบุหลัน...ฮะ”
จันทร์ถลาเข้าไปฟุบแทบเท้าท่านหญิง กราบลงไป
“หม่อมฉันสำนึกผิดแล้ว ประทานอภัยให้หม่อมฉันนะมังคะ”
ท่านหญิงหน้านิ่ง แต่ชักเท้าออก
“มันก็อย่างนี้ล่ะวะ เข้าตาจนแล้วสำนึกผิดทุกคน ไม่มีทางเลือกอื่นสิมึง” นางเฟืองเยาะหยัน

ส่วนฉัตต์ จริมา ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ชายเดียว ร้อนใจเป็นห่วงรุ้งมาก
“ชายเดียว” ฉัตต์กระซิบเบาๆ “ผมจะไปหารุ้ง”
“ริมาไปด้วย”
“พาผมไปหน่อย”
“แต่...” ชายเดียวห่วงทางนี้
ฉัตต์จริงจังมาก “เราต้องไปเดี๋ยวนี้ เพราะยายแก่ไปขวางไม่ได้ แต่ผมไม่รู้ทาง”
ชายเดียวลังเล จริมาคว้าแขน เบาๆ ค่อยๆ เลี่ยงไป
“ไปช่วยน้องก่อน น้องกำลังจะตายนะ”
สามคนออกไป ยอดเห็น ขยับตัวตามไป
“ไอ้ยอดจะไปไหน มึงหาอีนังรุ้งไม่เจอหรอกเว้ยอย่าหวังเลย” นางผีร้ายขยับตัวจะตามไป แล้วนึกขึ้นได้ “อีนังทอแสงก็เหมือนกัน แม่มันจ้องแต่จะทำลายพระทัยท่านหญิงอย่าอยู่เลย”
นางเฟืองตั้งท่าเหวี่ยงทอแสงรัศมี
ท่านหญิงร้องกรี๊ด “เฟือง อย่า อย่าทำทอแสง”
นางเฟืองมองหน้าหญิงทอแสงที่สะลึมสะลือมองหน้านางเฟืองไม่ชัดนัก “เอาไว้ทำไมมังคะ ตัวมันก็ร้ายกาจ แม่มันก็ร้ายกาจ ตายเสียเถอะ” นางปีศาจยกตัวหญิงทอแสงขึ้นสูงจนตัวลอย
“อย่า...อย่านะ” ท่านหญิงร้องเสียงแหลมสูงสุดเสียง
นางเฟืองหันมามอง แล้วปล่อยร่างหญิงทอแสงลงอย่างแรง ทอแสงรัศมีกลิ้งลงบันไดมาสองสามขั้น เจ้าตัวได้สติคว้าราวบันไดไว้ได้แต่ก็ฟุบนิ่งไป
ท่านหญิงร้องกรี๊ด วิ่งขึ้นไปรับหลานสาว
“กูจะไปฆ่านังรุ้ง” นางผีร้ายวูบไปทันที “แล้วมึงจะอกแตกตายนังบุหลัน...” เสียงของมันก้องกังวานไปไปทั่วบริเวณ
จันทร์ร้องลั่น “อย่า...พี่เฟือง...อย่า” แล้วโผนตาม แต่คิดอะไรขึ้นมาได้หันมามองท่านหญิง เห็นสีหน้าท่านหญิงแขไข มองมาอย่างสะใจ

จันทร์ตะลึง ท่านหญิงสู้ตากับจันทร์ ประกาศชัยชนะด้วยสายตาคู่นั้น

จันทร์ฟุบลงกับพื้น กราบลงไป แล้วพนมมือพูดเสียงหนักแน่น

“หม่อมฉันขอรับผิดทุกอย่าง ขอถวายคุณชายศักดินาเป็นคนไถ่ถอนความไม่ดีที่หม่อมฉันกระทำกับท่านหญิง หม่อมฉันไม่เอาเธอคืน และไม่เคยคิดทั้งๆ ที่หม่อมฉันรู้มานานแล้ว หม่อมฉันไม่ใช่แม่ของเธอ ชีวิตของเธอเธอมีท่านหญิงเป็นแม่องค์เดียวมังคะ” จันทร์กราบลงกับพื้นอีกครั้ง
ท่านหญิงตะลึง จันทร์ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่รอฟังคำตอบรับใดๆ พุ่งออกไปทันที ท่านหญิงอึ้งอยู่อึดใจ แล้วลุกขึ้น
“ผ่อง”
“มังคะ”
“ดูหญิงทอแสงด้วย คงแค่เป็นลม”
“ท่านหญิงจะเด็จไหนมังคะ”
ท่านหญิงบอก “ไปหาเฟือง”
ผ่องแตะมือเบาๆ “ระวังองค์นะมังคะ”
“ห่วงอะไรหรือผ่อง”
“อย่าทรงให้เขาทำพี่เฟืองโกรธ อย่าให้มีคนตายอีกเลยมังคะ เจ้าประคุณเอ๋ยบาปกรรมนักหนาแล้ว”
ท่านหญิงมองหน้าผ่อง
ผ่องเสียงเครือสั่น น้ำตารื้นขึ้นมานิดๆ “พลอยพาท่านหญิงทรงทำบาปไปด้วย” ผ่องถอนสะอื้นเล็กๆ
ท่านหญิงสะอึกอยู่ในใจ ก้มลงวางมือบนไหล่ผ่องเบาๆ
“ขอบใจ”
ท่านหญิงดำเนินออกจากห้อง ก่อนออกประตู ชะงัก เหลียวกลับมา เห็นที่มุมห้อง ร่างท่านชายรางเลือนแต่เรืองรอง เป็นเงาๆ ยืนพระพักตร์สงบ แต่ส่ายหน้าน้อยๆ ท่านหญิงพนมมือไหว้

ผ่องหน้าเลิ่กลั่ก ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสรีบดำเนินออกไปอย่างเร็ว

ขณะเดียวกัน ที่เรือนข้าหลวง ในห้องนางเฟือง
รุ้งน้ำตาเต็มตา “ยอด...ยอดตายหรือเปล่า”
รุ้งหมอบแต่พยายามสวดมนต์
“สัพเพ สัตตา”
เสียงสวดมนต์ของรุ้งดังก้องเรือนนางเฟืองทั้งหลัง ตามด้วยเสียงกรีดร้องของนางผีร้าย

ตรงบริเวณทางเดินไปเรือนข้าหลวงของนางเฟือง ชายเดียววิ่งนำหน้าฉัตต์ที่วิ่งตามมารวดเร็ว ยอดและจริมาตามติด
“ทางนี้ครับพี่ฉัตต์ เรือนข้าหลวงเก่า”
ฉัตต์วิ่งตามไป ถามยอด
“ยอดไปดูแล้วใช่มั้ย”
“ครับ...ไม่มี” ขาดคำยอดก็สะดุด ล้มโครม
“ยอด...ชายเดียว” ฉัตต์ตกใจเรียกให้ทุกคนหยุด “ริมา”
ชายเดียว จริมาวิ่งกลับมา “ยอดเป็นอะไร” ชายเดียวถาม
ยอดแข็งใจ ฮึดสุดขีด รีบบอก “ไม่เป็นไร คุณชายพาคุณฉัตต์ไปก่อนเถอะครับ” ยอดพยายามลุกขึ้น “ไปสิครับ...เดี๋ยวผมตามไป”
ชายเดียวเป็นกังวล “ได้แน่นะยอด”
“ครับ ไปเร็วๆ ครับ”
“ริมาอยู่ดูยอดก็ได้พี่ฉัตต์”
“ไม่ต้องครับ ไปเร็ว”
สามคนไปอย่างรวดเร็ว
ยอดลุก แต่เซล้มลงไปอีก ก้มลงนวดขาตัวเอง
วูบเดียวเท่านั้นร่างนางเฟือง เข้าไปหายอดในทันใด ยอดพยายามลุกโดยไม่ได้ ก้มลงดูขาตัวเองว่ามีขาของนางเฟืองยืนอยู่ตรงหน้า
ยอดเงยหน้า นางปีศาจยิ้มแสยะก้มลงมา
“ป้า”
“ใครป้ามึง”
“บาปกรรม....บาปกรรมนะป้า”
“มึงเป็นใครมาสั่งสอนกู...ฮะ ไอ้ยอด”
นางเฟืองพูดพลาง ถลาเข้าหาตัวยอดอย่างแรง จนยอดสะดุ้งเฮือก แต่ผีนางเฟืองเลยทะลุยอดออกไปยืนอีกทาง ยอดจุกเจ็บจนแทบขยับตัวไม่ได้
“ป้า คนที่ป้าจะฆ่าเป็นคนดี ไม่เคยคิดร้ายกับใคร”
“คนดีทำไมแย่งผัวท่าน”
“ป้าก็รู้...หม่อมต้องยอมถ้าท่านชายมีพระประสงค์”
คำพูดยอดแทงใจ นางเฟืองเสียงดังอย่างระงับอารมณ์ไม่อยู่ “มึงไม่ต้องแก้ตัวแทนมัน มันทุกคนเลวหมดทำร้ายจิตใจท่าหญิงของกู มึงตัวดีไอ้ยอดกูบอกให้มึงฆ่ามัน แต่มึงปล่อยมันมึงปล่อยมันทำไม”
“หม่อมคลอดคุณหญิง”
“นี่แน่ะ...หม่อม” นางเฟืองพุ่งเข้าร่างยอดทะลุออกไปอีก เต็มแรง ยอดหกคะมำคว่ำคะเมน
“อาศัยข้าวแดงแกงร้อนท่าน แต่เนรคุณ...ตายเสียน่ะ ดีแล้ว”
นางปีศาจกาลีผลุบเข้า...ออก....เข้า...ออก...ร่างของยอด จนสุดท้ายยอดกระอักเลือด นอนคว่ำ
“ฉัน....อ....โห....สิ...ให้....ป้า หยุด...ฆ่า....อย่า........ฆ่......”

ร่างยอดฟุบแน่นิ่งไป ไม่รู้เป็นหรือตาย

 
อ่านต่อตอนที่ 14
โดมทอง ตอนที่ 13
โดมทอง ตอนที่ 13
ค่ำคืนนั้น ในขณะที่วิรงรองกำลังนั่งเปิดเน็ตหางานทำอยู่ในห้อง และเซิร์ชหาอยู่สักพักหนึ่ง จึงมีเสียงเคาะประตูเบาๆ วิรงรองลุกเดินมาที่ประตูแล้วเปิดออก “มีอะไรหรือคะ คุณ” “คุณพิณทองมาหาแน่ะ” วิรงรองชะงัก คิดไม่ถึง ปรางรีบชิงพูดขึ้นก่อน “คุณบอกเขาแล้วว่า แม่หนูอยู่บ้าน” วิรงรองพยักหน้า “ค่ะ” วิรงรองเดินไปปิดเน็ต แล้วจึงเดินออกไป พิณทองนั่งก้มลงมองมือตัวเอง ตรงหน้ามีน้ำท่าวางพร้อม วิรงรองเดินเข้ามา “คุณพิณมีธุระอะไรกับดิฉันหรือคะ” พิณทองขยับตัว “พิณอยากจะขอทำความเข้าใจเรื่องน้าลบค่ะ” “คงไม่จำเป็นมั้งคะ” วิรงรองบอกในทันที “จำเป็นมากค่ะ! เพราะพิณเองเป็นต้นเหตุให้คุณวิและน้าลบเข้าใจผิดกัน”
กำลังโหลดความคิดเห็น...