xs
xsm
sm
md
lg

วันนี้ที่รอคอย ตอนที่ 19

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


วันนี้ที่รอคอย ตอนที่ 19

กระเป๋าเหม่ยอิงทั้งหมดถูกวางมาบนพื้นและบนโต๊ะ แม่สี่ ผิงอัน อาม่าหน้าซีด

“ของมีค่าทั้งหมดอยู่ในกระเป๋านี้ แม่สี่ช่วยตรวจดูด้วยว่าครบไหม และของที่เป็นของแม่ใหญ่ก็ช่วยเอาไปคืนท่านแทนผมที ผมคงต้องรีบไป”
“อ้าว...แล้วพี่ชายใหญ่จะไม่เอาของไปคืนแม่ใหญ่เองหรือคะ”
“พี่ไม่มีเวลา บราลีอยู่คนเดียวที่โรงพยาบาล”
“อ้าว...เต๋อเป่าล่ะคะ ไม่ได้อยู่ด้วยหรือคะ”
“ใครอยู่ด้วยก็ไม่เหมือนผมดูแลเอง ผมเป็นห่วงเขามาก ผมไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น”
“พี่ชายใหญ่ไม่ต้องห่วงนะคะ ทางนี้เราดูแลได้ ฝากบอกพี่บรีด้วย ว่าหนูเป็นห่วง”
“ขอบใจนะ น้อง” จ้าวซันยิ้มๆ จับผมผิงอันลูบๆ อ่อนโยน แล้วเดินออกไป
“แหม... รักมากหลงมากจริงๆนะ จนไม่เป็นอันทำอะไรกันล่ะ” ผิงอันมองหน้าอาม่า
“แล้วไงล่ะ อาม่า”
อาม่ามองค้อนๆ ไม่ต่อคำ แม่สี่เครียด

แม่สี่นั่งรื้อกระเป๋าและแกะห่อของต่างๆ ที่เหม่ยอิงเอาไป ส่งให้ผิงอันเดินเอาไปเก็บในเซฟ ผิงอันช่วยเก็บอย่างไม่เต็มใจนัก แม่สี่ค่อยๆ รื้อของออกมาทีละอย่าง แล้วก็ร้องไห้ออกมาเมื่อได้เห็นของต่างๆ เหล่านั้น
“โธ่ ป่านนี้ไม่รู้ว่าเหม่ยอิงจะเป็นยังไงบ้าง ไม่รู้ว่าต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปลำบากลำบนที่ไหน”
ผิงอันมองแม่สี่อย่างระอา อาม่าเดินยกถาดน้ำชามาให้ วางลงบนโต๊ะ
“น้ำชาค่ะ”
“ฉันมันผิดเองๆ ฉันไม่ดีเอง”
“ไม่เอาค่ะๆ คุณผู้หญิงอย่าโทษตัวเองอย่างนั้น”
“ฉันยอมทุกคนมาตลอด ไม่กล้ามีปากเสียงกับใครๆ เจียมเนื้อเจียมตัวอยู่แต่ในบ้านมาตั้งแต่แรกแล้ว ดูสิ ฉันไม่รู้เลยว่ามันจะทำให้ลูกๆ มีปมด้อย ทำให้เหม่ยอิงต้องเป็นแบบนี้”
ผิงอันหยุดชะงักขณะเดินไปเก็บของ หันไปมองแม่สี่ ส่ายหน้าแล้วเดินต่อ
“หนูไม่เห็นจะมีปมด้อยตรงไหนเลย” ผิงอันบ่นกับตัวเองเบาๆ
อาม่าส่งถ้วยชาให้แม่สี่ แม่สี่รับมายกขึ้นจิบ
“อาม่า เราต้องช่วยกันนะ เราจะหาทางช่วยเหม่ยอิงให้ได้ ไม่ว่าวิธีใดก็ตาม จะเสียเงินเท่าไหร่ฉันก็ยอม เหม่ยอิงจะต้องกลับมาอยู่ที่นี่”
“ใครจะให้มา พี่เหม่ยอิงเป็นอาชญากรนะคะ”
“หุบปากไปเลยนะยายผิงอัน แกไม่ช่วยก็ไม่ต้องมายุ่ง เหม่ยอิงต้องกลับมาอยู่ที่บ้านนี้เท่านั้น ฉันจะไม่มีวันยอมให้ลูกฉันไปอยู่ในคุกเป็นอันขาด”
ผิงอันอึ้งในความคิดของแม่สี่ไปสักพัก
“ค่ะ ดีค่ะ ไม่ควรอยู่ในคุกค่ะ แต่ควรเข้าโรงพยาบาลรักษาคนเป็นโรคจิตค่ะ”
ผิงอันเดินไปหยิบกล่องเครื่องเพชรของไทไทที่ถูกรื้อออกมาแล้ววางไว้บนโต๊ะ แม่สี่รีบเอามือมาตะปบทันที
“นั่นแกจะทำอะไร”
“ก็เครื่องเพชรของไทไท หนูก็จะเอาไปคืนแม่ใหญ่ไงล่ะคะ”
“ไม่ต้อง เอาเก็บไว้ที่นี่” ผิงอันตะลึง มองหน้าอาม่า อาม่าหลบตา “คอยดูเถอะต่อไปนี้ฉันจะไม่ยอมใครอีกต่อไปแล้ว”
ผิงอันมองแม่สี่ที่นั่งหน้าดื้อรั้น ด้วยความงง นึกไม่ถึง ไม่สบายใจ

เหม่ยอิงที่หน้าตามีผมคลุมครึ่งๆ เดินก้มหน้าก้มตางุดๆ ปะปนมากับผู้คนในโรงพยาบาล เหม่ยอิงเดินเข้าไปในห้องพนักงาน มีนางพยาบาลคนนึง ยืนทำงานอยู่ เหม่ยอิงเข้าไปล็อกคอแล้วบิดนางพยาบาลคนนั้นคอหักกร๊อบ ร่วง แน่นิ่ง เหม่ยอิงลากเข้าไปในมุมลับตา
เหม่ยอิงเดินออกมาในชุดนางพยาบาล แต่รองเท้ายังเป็นคู่เดิม ไม่ใช่รองเท้าพยาบาล เหม่ยอิงเดินปะปนไป ไม่มีคนสังเกต เหม่ยอิงเปิดเข้ามาในห้องพัก บราลีกำลังนอนหลับอยู่คนเดียว ในห้องกว้าง เหม่ยอิงเข้ามาใกล้ แล้วชักมีดทำครัวอันใหญ่ ยาว ตัวมีดสะท้อนแสง วาววับ บราลีลืมตาขึ้นพอดี เหม่ยอิงจ้วงแทงลงมา เลือดสาดกระจายแดงฉานเต็มห้องและเตียงสีขาว บราลีหวีดร้อง
บราลีลืมตาขึ้น กลัวมาก จ้าวซันที่เฝ้าข้างเตียง ก้มลงมา กำลังจับที่แขนบราลี
“ม่านฟ้าๆ”
“เจ้าพี่”
บราลีผวากอดจ้าวซัน จ้าวซันนั่งที่เตียง ดึงตัวบราลีมากอดแน่น
“ม่านฟ้า ม่านฟ้า น้องฝันร้ายนะจ๊ะ ไม่มีอะไรแล้วๆ น้องปลอดภัยนะจ๊ะ พี่อยู่ตรงนี้นะ พี่ไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรน้องได้แน่ๆ”
“เหม่ยอิง คุณจ้าวเหม่ยอิง”
“ไม่มีเหม่ยอิงนะ เขาหนีไปแล้ว ไปไกลแล้ว เขาไม่ได้มาที่นี่”
บราลีค่อยๆ สงบลง นิ่งอยู่ในอ้อมกอดสักพัก แล้วผละตัวออก มองหน้าจ้าวซัน
“เจ้าพี่ น้องขอโทษค่ะ น้องคงประสาทเสียไปแล้ว”
จ้าวซันลูบผม เอาผมทัดหูให้ ประคองหน้าไว้
“ม่านฟ้า ไม่ต้องกลัวนะคนดี เราจะต้องผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน เหมือนกับทุกๆ เรื่อง ที่เราเอาชนะมาได้นะน้องนะ”
บราลีสบตา ดวงตาค่อยๆ มั่นใจ เชื่อใจ แล้วกอดจ้าวซันแน่นอย่างอบอุ่น
“ค่ะ เจ้าพี่ น้องไม่กลัวค่ะ มีเจ้าพี่อยู่ด้วย น้องไม่กลัวอะไรทั้งนั้น”
สีหน้าจ้าวซัน เต็มไปด้วยความกังวล บราลีมีสีหน้าหวั่นหวาด แต่ไม่อยากทำให้จ้าวซันไม่สบายใจ

บราลีชุดโรงพยาบาล ที่มีเสื้อคลุม เดินจูงมือมากับจ้าวซันในสวนบดาดฟ้าของโรงพยาบาล
“หรือว่าน้องจะไปอยู่เมืองไทยซักระยะนึง จนกว่าพี่จะ...”
“อะไรนะคะ เจ้าพี่จะอยู่ฮ่องกง แล้วให้น้องแยกไปอยู่เมืองไทยคนเดียวเหรอคะ”
“ชีวิตที่นี่ มีเรื่องยุ่งยากมาก แล้วสำหรับน้อง มันอาจจะไม่ปลอดภัย”
“แล้วสำหรับเจ้าพี่ เจ้าพี่คิดว่า เจ้าพี่จะไม่เป็นอะไรหรือคะ ถ้าจะต้องไปเมืองไทย เราก็ต้องไปด้วยกันค่ะ”
จ้าวซันมองหน้าบราลี
“นี่เราต้องมาขัดใจกันอีกแล้วเหรอ”
“เจ้าพี่ อย่าหาว่าน้องดื้อหรือไม่เชื่อฟังเลย หากเจ้าพี่คิดว่าเรื่องราวของพวกตระกูลจ้าว ปัญหาของครอบครัวของจ้าวฉินเย่ว์เป็นเรื่องของเจ้าพี่ มันก็ต้องเป็นเรื่องของน้องเช่นเดียวกัน น้องถือว่าเราคือบุคคลเดียวกัน แยกกันไม่ได้ น้องถือเป็นหน้าที่ ที่จะต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเจ้าพี่ อย่าคิดผลักไสไล่ส่งน้องอีกเลยนะคะ เพราะเจ้าพี่ก็ทราบ ว่ามันจะไม่มีวันสำเร็จ”
บราลีชี้แจงเหตุผล

ที่สุดจ้าวซันมองหน้าบราลีแล้วต้องยอมแพ้

“จ้ะ พี่เข้าใจละ”
“น้องจะไม่ยอมหนี ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคอะไรทั้งนั้น เราหนีมามากแล้ว เราจะต้องสู้ ให้มันรู้ไปว่าคราวนี้เราจะสู้ไม่ได้”
“ตกลง เราจะอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
“น้องไม่กลัว ไม่ว่าจะเป็นเหม่ยอิงหรือใคร หรืออะไรทั้งนั้น”
“พี่รู้ ว่าม่านฟ้าเก่ง”
“น้องจะไม่ยอมเป็นตัวถ่วงของเจ้าพี่ น้องจะไม่ทำให้เจ้าพี่ต้องเป็นห่วงกังวลอีก เจ้าพี่คอยดูก็แล้วกัน ว่าต่อไปนี้ น้องจะเข้มแข็ง หนักแน่น ไม่ยอมตกเป็นเหยื่อของใครอีก แต่เจ้าพี่จะต้องไม่ปิดบังอะไรน้อง เจ้าพี่ต้องเห็นน้องเป็นเพื่อนคู่หู ที่เคียงบ่าเคียงไหล่เจ้าพี่จริงๆ”
“ได้”
“สัญญานะคะ” บราลียื่นมือออกมา
“พี่สัญญา” จ้าวซันจับมือ
ทั้งสองจับมือสัญญากันสบตากันอย่างแน่วแน่ มั่นใจ

วันต่อมาที่สวนสาธารณะในฮ่องกง มีผู้คนมากมายกำลังออกกำลังกายภายในสวน บ้างก็วิ่งจ๊อกกิ้ง บ้างก็ตั้ง
กลุ่มรำมวยจีน บ้างก็นั่งจิบชากัน เกาเฟยแต่งตัวฮิปฮอป ขาสั้น รองเท้าผ้าใบเดินเข้ามากลมกลืนอยู่ในสวนสาธารณะ แต่ใช้สายตามองสอดส่ายไปรอบๆ บริเวณ เกาเฟยควักจดหมายออกมาจากกระเป๋ากางเกงอีกที
“วิกเตอเรียปาร์ค ประตูทางทิศตะวันออก หกโมงเช้า”
เกาเฟยเดินไปหาเก้าอี้นั่งและยังคงชะเง้อคอมองผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาอยู่
สักพักเหม่ยอิงที่ใส่แว่นดำ ใส่หมวก ใส่วิกผมสั้น และใส่หูฟังเพลง วิ่งออกมาจากมุมหนึ่ง เหม่ยอิงเห็นเกาเฟยแล้ว แต่เกาเฟยไม่รู้ว่าเป็นเหม่ยอิง เหม่ยอิงตัดสินใจวิ่งไปตรงหน้าเก้าอี้ที่เกาเฟยนั่ง แล้วก้มลงทำทีเป็นผูกเชือกรองเท้า เหม่ยอิงพูดโดยไม่มองเกาเฟย
“ตามฉันมา”
เกาเฟยตาเบิกกว้าง เหม่ยอิงออกวิ่ง เกาเฟยทำท่าสงบ ออกวิ่งตามห่างๆ

เหม่ยอิงวิ่งนำหน้าเกาเฟยอยู่ดีๆ ก็หันหลังกลับ วิ่งสวนกลับมาอีกทาง
“ข้างหน้ามีกล้อง”
เกาเฟยมองไปข้างหน้า เห็นกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่ที่สวน เกาเฟยเนียนวิ่งกลับตามเหม่ยอิงไป
ใต้ต้นไม้ใหญ่มุมนึงของสวน เหม่ยอิงกำลังยืนออกกำลังยืดเส้นยืดสายอยู่ เกาเฟยหาที่นั่งใกล้ๆ ทั้งคู่หันหลังให้กัน พูดกันโดยไม่มองหน้า
“ฉันขอโทษ ขอบใจนะที่เธอมา”
“ผมไม่มีวัน ไม่มาหาคุณหนู เมื่อไหร่ที่คุณหนูต้องการ เพียงแต่ส่งสัญญาณใดๆ มา ผมจะไปทันที”
“ทุกอย่างพลาดไปหมด ฉันมันอ่อนแอเกินไป ฉันยังรักจ้าวซันมากเกินไป ฉันจะไม่รักเขาอีก เราคือศัตรูกัน ศัตรูตัวใหญ่ที่สุดที่ฉันต้องกำจัด” เกาเฟยทำหน้าสะใจ “ต่อไปนี้ ฉันคงสู้แบบเดิมไม่ได้แล้ว ฉันกลายเป็นพวกเดียวกับแก ฉันเป็นอาชญากรที่กำลังเป็นที่ต้องการตัวของพวกตำรวจไปแล้ว ฉันคงต้องหัดใช้ชีวิต หัดคิด หัดทำตัวแบบคนนอกกฎหมายเหมือนพวกแก และแกก็ต้องเป็นพี่เลี้ยงให้ฉันด้วย”
เกาเฟยยิ้ม ซึ้งใจ

เต๋อเป่าและอาหลี่กำลังหยอดเหรียญลงในตู้กาแฟอัตโนมัติที่ตั้งอยู่ในมุมหนึ่งของโรงพยาบาล เต๋อเป่าหยิบกาแฟออกมาจากตู้ และเปิดฝากกระป๋องยกขึ้นดื่ม
“อ่า ค่อยสดชื่นขึ้นหน่อย”
“อะไร กาแฟหรือสาวๆ แถวนี้”
หญิงสาวหลายคนเดินผ่าน
“ไอ้บ้า กาแฟสิเว้ย ไม่ได้นอนมาทั้งคืน เวลานี้อะไรก็ไม่สนขอกาแฟอย่างเดียว”
“เราต้องอยู่เฝ้า “ลักกี้สตาร์” ของมาสเตอร์อีกกี่คืนวะเนี่ย”
อาหลี่หยิบกาแฟออกมาจากตู้ และเปิดกระป๋องขึ้น กำลังจะยกดื่ม
“เฮ้ยๆๆ”
เต๋อเป่าลากอาหลี่มาหลบหลังตู้กาแฟอัตโนมัติ
“อารายย”
“ชู่ว์ ไอ้เกาเฟย”
“ไหน”
ทั้งสองคนแอบอยู่หลังตู้ แล้วค่อยๆ โผล่ออกไปดู เห็นหลังเกาเฟยแว่บๆ
“ตามเร็ว”
เต๋อเป่าลากอาหลี่ไป อาหลี่จิบกาแฟได้จิบเดียวก็ต้องจำใจทิ้งกาแฟลงไปในถังขยะ
“ไอ้เกาเฟย มึงตาย”
ทั้งสองคนรีบวิ่งตามไปติดๆ

เกาเฟยกำลังเดินหลบไปหลบมาอยู่ในสวนของโรงพยาบาลท่าทางร้อนรน เกาเฟยเดินหลบผู้คนไปมา และไม่พยายามทำตัวเป็นจุดเด่น อาหลี่และเต๋อเป่าพยายามรีบตามติดอย่างไม่ลดละ
“มันจะไปไหนของมันวะ”
“มันรู้ตัวแล้วหรือเปล่าเหอะ”
“ไม่น่า”
“ช่างเหอะ เรามากันสองคน มันคนเดียวจะทำอะไรได้”
“ไปโน่นแล้ว รีบตามไปเร็ว”
อาหลี่และเต๋อเป่าวิ่งไปพลางซ่อนตัวไปพลาง พยายามตามเกาเฟยไม่ให้รู้ตัว
 
เกาเฟยแอบชำเลืองไปข้างหลัง อมยิ้มเพราะนี่คือแผนของเกาเฟยที่จะล่ออาหลี่เต๋อเป่ามา

ด้านจ้าวซันเข็นรถเข็น บราลีนั่งอยู่ ทั้งคู่ออกมาจากห้องผู้ป่วย บราลีดูเกร็งๆ เขินๆ

“เจ้าพี่ จริงๆ น้องก็พอเดินได้บ้างแล้ว นั่งรถเข็นตลอดแบบนี้มัน”
“อย่าเพิ่งทำเป็นอวดเก่งสิ”
“แต่...”
“ให้พี่บริการบ้างไม่ได้หรือไง บางทีพี่ก็อยากทำอะไรให้ม่านฟ้าบ้าง รู้หรือเปล่า” บราลีหันกลับไป เขิน กลั้นยิ้ม พูดไม่ออก จ้าวซันเข็นบราลีมาจอดรออยู่หน้าลิฟต์ “วันนี้เราลงไปที่สวนข้างล่างดีกว่านะ เปลี่ยนบรรยากาศ”
จ้าวซันเอื้อมมือไปกดปุ่มลง ไฟข้างบนกำลังแสดงว่าลิฟต์กำลังลงมา ทันใดนั้นหมอที่ตรวจบราลีก็เดินมาทักทาย
“เป็นไงค่อยยังชั่วขึ้นแล้วใช่ไหม”
“อ้าวหมอ ค่ะ ดีขึ้นมากแล้ว”
จ้าวซันหันไปถามหมอ
“ให้น้องผมอยู่ที่นี่ต่ออีกสักสองสามวันได้ไหมครับ เอาให้หายดีจริงๆ ก่อน”
ประตูลิฟต์เปิดออก ขณะที่จ้าวซันกำลังหันไปคุยกับหมอ คนในลิฟต์ค่อยๆ ทยอยออกมา พอลิฟต์ว่าง บราลีเอื้อมมือไปกดปุ่มให้ประตูลิฟต์เปิดและมองเข้าไปในกระจกที่ติดอยู่ในลิฟต์
“เอาสักอาทิตย์นึงไปเลยถ้างั้น”
หมอบอกจ้าวซัน ขณะที่บราลีเห็นภาพในกระจกสะท้อนให้เห็นเหม่ยอิงเดินมายืนยิ้มอยู่ด้านหลัง บราลีผวา ซีด ตกใจ รีบหันกลับไปดู และเป็นจังหวะเดี๋ยวกับที่หมอกับจ้าวซันกำลังร่ำลากัน
“แล้วเจอกันครับหมอ” จ้าวซันรีบเข้ามาเข็นรถบราลีให้เข้าไปในลิฟต์ ซึ่งบังไม่ให้บราลีหันไปมองเห็นเหม่ยอิงได้ บราลีพยายามชะเง้อ เบี่ยงตัวหลบซ้ายขวา เพื่อที่จะมองให้เห็นแน่ชัด “มีอะไรเหรอ” จ้าวซันหันมองตามทางที่บราลีมอง งงๆ บราลีชะโงกหน้าออกไปดูซ้ายขวาอีกที “มองหาใครหรือเปล่า”
“ปะ...เปล่าค่ะ”
จ้าวซันและบราลีเข้าไปในลิฟต์ จ้าวซันกลับรถเข็นหันหน้าบราลีออกมา บราลีหน้าซีดเผือด กลัว แอบชำเลืองสายตามองซ้ายขวาอีกที จ้าวซันไม่ได้เอะใจอะไร ประตูลิฟต์ปิด

ทางเดินเพื่อไปยังสวนในโรงพยาบาลมีผู้คนเดินผ่านไปมามากมาย จ้าวซันเข็นบราลีมาเรื่อยๆ ผ่านทางเดินที่สองข้างทางเป็นต้นไม้ร่มรื่น
“เห็นไอ้เต๋อเป่าบอกว่าหน้าโรงพยาบาลมีร้านขายน้ำเต้าหู้อร่อยมากอยู่เจ้าหนึ่ง อยากกินไหม”
“ลองไปดูด้วยกันก็ได้ค่ะ”
“ไม่เป็นไร น้องรออยู่นี่แหละเดี๋ยวไปซื้อมาให้”
พูดไม่ทันขาดคำจ้าวซันก็เข็นบราลีไปที่ใต้ต้นไม้ข้างทางแล้ววิ่งออกไปทันที
“เจ้าพี่ ไม่ต้องก็ได้น้อง...”
จ้าวซันวิ่งไปไกลแล้ว บราลีมองตาม แล้วลุกขึ้นจะไปด้วย ทันใดนั้นก็มียายแก่ๆ สายตาไม่ค่อยดีเดินมาชนรถเข็นของบราลีจากทางด้านหลัง ส้มในถุงที่ยายถือมาด้วยหลุดมือ ส้มกลิ้งกระจายไปตามพื้น
“อุ๊ย คุณยาย เป็นอะไรหรือเปล่าค่ะ”
ยายรีบก้มลงเก็บ บราลีช่วยเก็บแล้วส่งให้คุณยาย
“ไม่เป็นไรจ๊ะ ไม่เป็นไร ขอบใจมากนะจ๊ะ”
ยายเดินไปอย่างงกๆ เงิ่นๆ บราลีมองตามอย่างเป็นห่วง บราลีหันไปมองหาจ้าวซันแต่ไม่เห็นแล้ว บราลีจะนั่งลงที่รถเข็น เหลือบไปเห็นส้มอีกลูกหนึ่งอยู่ใต้รถ บราลีก้มลงไปเก็บแล้ววิ่งจะเอาส้มไปให้ยาย บราลีเดินตามไปสอง-สามก้าว เห็นมีผู้หญิงคนหนึ่งมาประคองยายอยู่
“คุณ”
บราลีกำลังจะเอ่ยปากเรียกยาย แต่ผู้หญิงคนนั้นหันกลับมายิ้มให้ ปรากฏว่าเป็นเหม่ยอิง บราลีอึ้ง ช็อก ตกใจปล่อยส้มหลุดมือ จ้าวซันถือถุงน้ำเต้าหู้วิ่งเข้ามา ก้มเก็บส้มให้
“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”
“เหม่ยอิง”
“อะไรนะ”
“คุณเหม่ยอิง คุณเหม่ยอิงมาที่นี่”
จ้าวซันตกใจ รีบประคองบราลีไปที่รถเข็น
“รีบกลับห้องกันดีกว่า”
บราลีนั่งบนรถเข็น จ้าวซันรีบเข็นกลับห้องไปทันที

จ้าวซันเข็นบราลีเข้ามาถึงหน้าห้อง
“แน่ใจนะว่าไม่ได้ตาฝาด จำคนผิดหรือเปล่า”
“ไม่ผิดค่ะ ไม่มีทางผิด จะให้น้องตอบอีกกี่ร้อยกี่พันครั้ง น้องก็มั่นใจว่าต้องเป็นคุณเหม่ยอิงแน่ๆ”
จ้าวซันเปิดประตูผัวะเข้าไป และเข็นบราลีเข้าไปในห้องแล้วทั้งคู่ก็เห็นกระเช้าดอกไม้สวยงามขนาดใหญ่วางอยู่ที่หัวเตียง ทั้งคู่ผงะ บราลีลุกขึ้นจากรถเข็น รีบเดินไปที่กระเช้าดอกไม้และหยิบการ์ดที่เสียบไว้มาดู บราลีอึ้ง ช็อก จ้าวซันรีบตามเข้ามาดึงการ์ดออกจากมือบราลีมาดู อึ้ง
“หายเร็วๆ ล่ะ ฉันเป็นห่วงเธอมาก เหม่ยอิง”
ประตูห้องเปิดผัวะขึ้นอีกครั้ง บราลีสะดุ้ง หันไปมองพร้อมกับจ้าวซัน เต๋อเป่าและอาหลี่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“เกาเฟย ไอ้เกาเฟยครับ เมื่อกี้พวกผมไปเจอมันมา แต่...แต่พอดี...”
“พอพวกผม วิ่งตามไป มันหลบไปได้ ก็เลยคลาดกัน”
“ผมเป็นห่วงที่นี่ เลยวิ่งกลับมาครับ”
ทั้งคู่เหนื่อยหอบ
“มาสเตอร์โอเคนะครับ”
บราลีกับจ้าวซันมองหน้ากัน วิตกกังวลสุดขีด

“เก็บของออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้เลย”

ภายในห้องตรวจ ฉินเจียงพาซูหลิงเดินออกมาจากห้องฝากครรถ์

“ดีจัง ที่คุณหมอบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อย คุณแม่แข็งแรงดีมาก เดือนหน้าที่รักก็มาทำอัลตร้าซาวนด์ได้เลย ส่วนตารางนัดกับคู่มือสำหรับคุณแม่มือใหม่ ผมเก็บไว้ให้ ต่อไปนี้ต้องบำรุงเยอะๆ รู้ไหม”
“โอ๊ย ไม่ต้องค่ะ แค่นี้ก็จะอ้วนตายอยู่แล้ว”
“ไม่ได้ๆ ลูกชายของเราทั้งคนนะ”
“เอาอีกแล้ว มั่นใจจริงๆ นะคะว่าลูกเราจะเป็นผู้ชาย”
“เอาน่า ผมมีเซ้นส์ นั่งรอตรงนี้ก่อน ผมไปจ่ายตังค์เดี๋ยวมา”
ซูหลิงนั่งรออยู่แถวหน้าห้องตรวจ ฉินเจียงรีบเดินไป สักพักก็หยุดนิ่ง แล้วเดินกลับมาหาซูหลิงอีกครั้ง ซูหลิงงง
“ลืมอะไรหรือเปล่าคะ”
ฉินเจียงนั่งลงข้างๆ ซูหลิง จับมือซูหลิงไว้
“ลูกของเราคนนี้จะต้องเป็นทายาทที่แท้จริงของตระกูลจ้าวรุ่นต่อไป เราจะต้องเลี้ยงให้เขาให้ดีเข้าใจไหม”
“อะไรกันคะ จู่ๆ ก็...”
“ผมมันไม่เอาไหน ทำอะไรผิดพลาดมาหลายอย่าง ชีวิตก็ล้มเหลว อาจจะต้องติดคุกไปจนตายด้วยซ้ำ ยังไม่รู้เลยว่าเมื่อต่อสู้คดีไปจนถึงที่สุด ผมจะโดนอะไรบ้าง”
“พอเถอะค่ะ อย่าพูดเรื่องนี้อีกเลย”
จ้าวซันและอาหลี่เดินมากับพยาบาลเพื่อมาจัดการเรื่องค่าใช้จ่าย ซูหลิงหันไปเห็นพอดี
“อ๊ะ คุณชายจ้าวซัน”
ฉินเจียงไม่สนใจ
“ตอนนี้นังเหม่ยอิงก็กลายเป็นคนหนีตำรวจหัวซุกหัวซุนไปแล้ว จ้าวซันเองถึงแม้จะเป็นผู้ดูแลธุรกิจของตระกูลจ้าวอยู่ แต่เขาก็ไม่มีสิทธิ์อะไร” ฉินเจียงหันไปมองจ้าวซันที่กำลังคุยกับพยาบาลอยู่ที่เคาน์เตอร์ อาหลี่มองมาเห็นฉินเจียงกับซูหลิงพอดี “แต่เขาช่วยเราได้ เราต้องทำดีกับเขาให้มากๆ นะซูหลิง”
“อะไรกันคะ ฉันก็ทำดีกับคุณชายใหญ่มาตลอดอยู่แล้วนี่”
“บราลีก็เหมือนกัน เธอก็ควรจะประจบประแจงเขาไว้”
ซูหลิงลุกขึ้นยืน ค่อนข้างไม่พอใจ อาหลี่กระซิบบอกจ้าวซัน จ้าวซันหันมาเห็นเดินยิ้มมาแต่ไกล อาหลี่ตามมา
“ที่ฉันทำ ฉันทำด้วยความจริงใจ ไม่เคยประจบประแจง” ซูหลิงบอกอย่างไม่พอใจ
“ฉันก็จริงใจ แต่บางทีเราก็ควรจะแสดงออกให้ชัดเจนขึ้น”
ซูหลิงทำท่าจะเถียงต่อ แต่จ้าวซันมาถึงพอดี
“ไม่แปลกใจเลยที่เห็นพวกเธอสองคนที่นี่ เป็นไงบ้างว่าที่คุณแม่ ต่อไปฉันก็กลายเป็นลุงแล้วสินะ”
จ้าวซันยิ้มให้ทั้งคู่อย่างจริงใจ

ภายในห้องผู้ป่วย บราลีกำลังจัดกระเป๋าและมีเต๋อเป่าคอยช่วยยกของให้ จ้าวซันเปิดประตูเข้ามาตามด้วยอาหลี่ ฉินเจียงและซูหลิง
“ดูซิว่าใครมาเยี่ยม”
บราลีและเต๋อเป่าหันไปมอง ฉินเจียงดันซูหลิงให้เดินขึ้นหน้าไป
“เป็นยังไงบ้างค่ะ หายดีแล้วเหรอ”
“ก็ค่อยยังชั่วขึ้นมากแล้วล่ะค่ะ”
ฉินเจียงเห็นเต๋อเป่ายกกระเป๋าไปกองไว้รวมกัน
“อ้าวพี่ นี่จะกลับบ้านกันแล้วเหรอ” ฉินเจียงหันไปพูดกับบราลี “ไม่นอนพักอีกสักคืนสองคืนล่ะครับ”
บราลีหันมองหน้าจ้าวซัน
“ที่นี่มันอันตราย อยู่ที่บ้านน่าจะปลอดภัยกว่า ไว้เดี๋ยวเล่าให้ฟัง”
“อืมม แต่กลับไปอยู่ที่บ้านก็ดีพี่ มีคนคอยดูแล” ฉินเจียงหันไปทางบราลี “จริงสิ คุณคงไม่มีเพื่อนที่นี่ซักกี่คนนักถ้าเหงาๆ ก็ลองโทรหาซูหลิงได้ ให้เค้ามาอยู่เป็นเพื่อน เขาก็บ่นกับผมเสมอแหละว่าอยากมีเพื่อนคุย”
“รบกวนเปล่าๆ ค่ะ”
“อย่าไปคิดอย่างนั้น เรามันไม่ใช่คนอื่นคนไกล...ใช่ไหมจ๊ะ” ฉินเจียงหันมาถามซูหลิง
“ค่ะๆ”
ซูหลิงพยักหน้าเออออไปด้วย แต่แอบรู้สึกตะขิดตะขวงในใจ
“ถ้าได้อย่างนั้นก็ดีเลย ขอบคุณมากนะซูหลิง”
ซูหลิงยิ้มให้จ้าวซัน แต่แอบหันไปค้อนฉินเจียง

ฉินเจียงเดินหัวเราะสะใจมากับจ้าวซัน
“พี่ใหญ่เชื่อสิ ว่าอิเหม่ยอิงกับไอ้เกาเฟยมันอยู่ด้วยกันแน่ๆ โธ่เอ๊ย อิคนสูงส่ง ดูถูกชาวบ้านเขาไปทั่ว แล้วในที่สุด เป็นไงล่ะ ก็ต้องได้ไอ้กากเดนคนอย่างไอ้เกาเฟยเป็นผัว ฮะๆๆๆ สะใจเป็นบ้า”
“คงไม่ใช่อย่างนั้นหรอกฉินเจียง เหม่ยอิงคงใช้งานมันมากกว่า เกาเฟยเป็นสมุนรับใช้ของเหม่ยอิงมาแต่แรก อย่างที่เราเพิ่งรู้กัน”
“แหม...ยังจะแก้ตัวให้มันอีกหรือพี่ หรือว่าพี่มั่นใจ ว่ามันจะรักพี่คนเดียว”
“พูดถึงน้องให้ดีหน่อย”
“หา...พี่ชาย นังเหม่ยอิงมันทำกับคนรักพี่ขนาดนี้ มันจะฆ่าบราลี แต่พี่ยังจะนับมันเป็นน้องอีกเหรอ”
แม่สี่และผิงอันรีบวิ่งมา จะมาฟังข่าวจากจ้าวซัน จึงได้ยินฉินเจียงพอดี ต่างอึ้ง หน้าซีด
“แม่สี่”
“พี่บรีกลับมาแล้วเหรอคะ พี่ชายใหญ่ แปลว่าพี่บรีไม่ได้เป็นอะไรมากใช่ไหมคะ”
“ผิงอัน แทนที่จะห่วงพี่ตัวเอง กลับไปห่วงคนอื่น” แม่สี่ต่อว่า
“นี่แหละค่ะ คือหนูห่วงพี่เหม่ยอิง ห่วงว่าเขาจะทำอะไรรุนแรงจนพี่บรีบาดเจ็บมากหรือเปล่า หนูไม่อยากให้พี่เหม่ยอิงต้องโดนข้อหาหนัก”
“เรื่องนี้ แกไม่ต้องสงสัยเลย ซายหมุย พี่สาวแกน่ะ มันต้องโดนข้อหากักขัง หน่วงเหนี่ยว และพยายามฆ่าแน่ๆ รับรอง ว่าเป็นข้อหาที่หนักสุดๆ” ฉินเจียงบอกแล้วแกล้งเดินเข้าไปพูดใส่แม่สี่ “น่าหัวเราะ นังคนที่ชอบด่าว่าชั้นโง่ ชอบทำลายตัวเอง อยากรู้ว่าตอนนี้ใครกันแน่ที่โง่บัดซบ และกำลังทำลายชีวิตตัวเองจนเละเป็นโจ๊ก”
แม่สี่เมินฉินเจียง เข้ามาก้มหัวให้จ้าวซัน
“คุณชายใหญ่ ช่วยน้องด้วย ช่วยเหม่ยอิงด้วย สงสารน้องสาวที่อาภัพคนนี้ด้วยเถอะค่ะ”
“แม่สี่ ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด”
ฉินเจียงหัวเราะใส่หน้าแม่สี่
“น้องสาวผู้อาภัพ” ฉินเจียงหัวเราะเยาะ “นางพญาจ้าวเหม่ยอิง ที่แสนจะยะโสโอหังกลายเป็นผู้อาภัพไปแล้ว โถๆๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ จริงไหม พี่ชายใหญ่ ฮ่าๆๆ”

แม่สี่หน้าเสียน้ำตาไหล แล้วสะบัดหน้า รีบเดินกลับไปด้วยความแค้นใจ จ้าวซันซีด กลุ้มสุดๆ

อ่านต่อหน้า 2

วันนี้ที่รอคอย ตอนที่ 19 (ต่อ)

วันต่อมาที่ห้องรับแขกบ้านสี่ฤดู จ้าวซัน ผู้กองเหลียงและหมวดจางกำลังคุยกันแบบกระซิบกระซาบ

“เรื่องมันเล็ดรอดออกไปว่าเหม่ยอิงทุจริตบริษัท มีปัญหากับผม แต่เค้ายังไม่รู้เรื่องพฤติกรรมเป็นอาชญากรโดยละเอียดทั้งหมด แต่หุ้นบริษัทเราก็ทรุดแล้ว”
“แล้วคุณชายให้คำตอบบอร์ดว่าอะไร”
“ผมให้เทเรซ่าอธิบายว่าพวกเรามีปัญหาในครอบครัวกัน”
“อืม...มันก็ถูกนะครับ”
“จ้าวเหม่ยอิงเป็นบุคคลอันตราย พฤติกรรมของเธอทำให้ผมช็อกมาก”
“เผลอๆ ตอนนี้เธอคงร่วมแก๊งกับพันหงปิงแล้วด้วยซ้ำ”
“เหม่ยอิงกับพันหงปิงงั้นเหรอ”
“มันก็เป็นไปได้นะครับ คุณชาย”
“ผมว่าคุณเหม่ยอิงทำอะไรก็ได้หมดแล้วล่ะครับ ตอนนี้เธอไม่เหลืออะไรอีกแล้ว”
“เราต้องรีบสกัดเธอให้เร็วที่สุด ก่อนที่เธอจะไปไกลกว่านี้”
“สกัด สกัดยังไง พวกคุณรู้เบาะแสของไอ้พันหงปินแล้วเหรอ”
“ยัง ผมถึงอยากจะมาขอให้คุณชายช่วย ไม่งั้น ทีมของผมเจอเด้งแน่”
“ผมจะช่วยคุณได้ยังไง”
“คุณชายกับมิสบรี คือเป้าของพวกมัน ถ้าคุณชายหาวิธีล่อพวกมันให้ออกมา”
“ด้วยแผนล่อเสือออกจากถ้ำ ผมรับรองว่าเราจะรักษาความปลอดภัยให้คุณชายเต็มที่”
“รักษาความปลอดภัยเหรอ พวกคุณรักษาความปลอดภัยให้ตัวเองได้ก่อนเถอะ”
“คุณชาย”
“บราลีจะไม่เป็นเหยื่อให้ใครทั้งนั้น ถ้าพวกคุณจัดการอะไรไม่ได้ ผมจะจัดการเอง”
พวกตำรวจอึ้ง

ส่วนที่ห้องไทไท ไทไทจับมือบราลีมากุมไว้แล้วมองหน้า
“ยังไม่จบไม่สิ้น”
“อะไรนะคะ”
“เคราะห์ร้าย ยังจะเข้ามาไม่จบไม่สิ้น”
“แสดงว่ายังจะมีเรื่องที่ไม่ดีเข้ามาอีกหรือคะ”
“แต่เธอไม่ต้องกลัวนะเจ้าหญิง มันจะต้องพินาศ”
“แม่ใหญ่หมายถึง”
แม่สี่เดินถือน้ำชาจะเอาเข้ามาพอดี
“อีนังกาฝากตระกูลจ้าว อีลูกเมียน้อย...”
แม่สี่ชะงัก หน้าซีด ไม่เข้ามา แอบฟัง
“ทำยังไงหนูถึงจะเปลี่ยนใจเค้าได้ล่ะคะ หนูอยากจะให้เขากลับตัวกลับใจ เลิกความคิดที่เป็นศัตรูกับทุกคนซะที”
“คนที่มันปิดตา ปิดใจ มันไม่ยอมรับความจริงหรอก มันจะอยู่กับความลวง แล้วก็ตายไปกับความลวง มันต้องตาย...ตาย...” แม่สี่น้ำตาร่วง
“เราจะช่วยเขาไม่ได้หรือค่ะ”
“เพราะมันบังอาจมาแตะต้องเธอไงล่ะ ใครมาทำอันตรายให้เธอเจ็บปวดกายใจ หรือแม้แค่สะดุ้งตกใจ มันจะพินาศไปเพราะตัวของมันเอง”
แม่สี่ถอยๆ กลัว สยอง สุดท้าย ถอยและหันวิ่งจากไป

แม่สี่พยายามโทรศัพท์หาเหม่ยอิง สัญญาณที่ดังมาบอกว่าเบอร์นี้ยังไม่เปิดใช้เป็นภาษาอังกฤษ
“เหม่ยอิง แล้วแบบนี้แม่จะติดต่อลูกได้ยังไง ลูกอยู่ที่ไหน เป็นยังไงบ้าง เหม่ยอิง” แม่สี่วางโทรศัพท์ลง แล้วนั่งลงร้องไห้ อาม่าเดินเข้ามาเห็น เข้าใจจึงมานั่งข้าง
“อาม่าจะสวดมนตร์ ให้คุณหนูใหญ่กลับมาหาเราเร็วๆ นะคะ คุณนายสี่”
แม่สี่อึ้งๆ เช็ดน้ำตา

ตึกแถวแคบๆ แถบเกาลูน ภายในห้องของตึกแถวที่ดูทึมๆ อับๆ เหม่ยอิงเดินวุ่นวาย ถอดของแต่งตัวที่ติดมาออกวางเรียง
“แกเอาไปหาทางปล่อยในตลาดมืดที แต่อย่าให้มันพาความซวยมาถึงตัวได้ล่ะ ตอนนี้ฉันจนมุมแล้ว ฉันจะไปเบิกเงินจากธนาคารไหนก็ไม่ได้ บัตรเครดิตก็หมดสิทธิ์ใช้ ไม่งั้นจะต้องโดนจับเส้นทางและพิกัดได้แน่ๆ” เหม่ยอิงอารมณ์เสียปัดบัตรเครดิตที่วางอยู่บนโต๊ะกระจายลงบนพื้น “ตอนนี้แกมีเงินสดติดตัวประมาณเท่าไหร่”
“ประมาณหมื่นเหรียญครับ” เกาเฟยบอก
“หมื่นเหรียญ! แล้วมันจะไปทำอะไรได้”
เหม่ยอิงลุกขึ้นเดินไปมา หงุดหงิด
“หนีไปอยู่เมืองไทยกันเถอะครับ”
“เกาเฟย แกมีสมองไหม ถ้ามี ก่อนพูดก็ช่วยใช้หัวสมองคิดก่อนนะ ว่าฉันจะออกนอกประเทศผ่านสนามบินไปได้ยังไง และแค่ปัญหาเบื้องต้น แค่ค่าตั๋วเครื่องบินแกจะเอาปัญญาที่ไหนไปซื้อ”
“อย่าเพิ่งตีโพยตีพายสิครับ คุณหนูเคยเยือกเย็นกว่านี้นะ”
เหม่ยอิงนั่งลง พยายามสงบสติอารมณ์
“แกจะทำยังไง”
“ผมมีวิธีของผมแล้วกัน คุณหนูจะไปกับผมไหมล่ะ”
“ไปอยู่เมืองไทยกับแกน่ะเหรอ”
“ครับ ผมเลี้ยงคุณหนูได้ รับรอง” เกาเฟยมองเหม่ยอิงด้วยแววตาจริงจัง “ผมพูดจริงๆ นะครับ”

เหม่ยอิงมองหน้าเกาเฟย เกือบจะใจอ่อน รีบหันหน้าออกไปนอกหน้าต่าง นิ่งและคิดหนัก

ร้านเสื้อหรูแบรนด์เนมหรู ภายในร้านคุณนายหวังที่มีถุงช้อปปิ้งพะรุงพะรังกำลังเลือกซื้อเสื้ออย่างสบายใจคุณนายหวังเซ็นสลิปบัตรเครดิตและรับถุงเสื้อมาจากพนักงานขาย
“ขอบใจนะจ๊ะ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าจะมาใหม่ เก็บไซส์พี่ไว้ให้ด้วยล่ะ”
คุณนายหวังเปิดประตูออกจากร้าน มีความสุข ขณะนั้นเหม่ยอิงที่ใส่แว่นกันแดด ใส่วิก เสื้อยืดและมีโค้ทฮิปฮอปของเกาเฟยคลุมทับรออยู่หน้าร้าน
“ไม่ได้เจอกันซะนานเลยนะคะคุณพี่”
“ว้าย”
คุณนายหวังตกใจ มองผู้หญิงที่เข้ามาทักตั้งแต่หัวจรดเท้า เหม่ยอิงถอดแว่นกันแดดออกครึ่งหนึ่ง เพื่อให้คุณนายหวังจำได้
“อะ...อ้าว คุณน้องนั่นเอง แหมจำเกือบไม่ได้ เปลี่ยนไปเยอะเลยนะคะ”
“คุณพี่สบายดี”
“ค่ะๆ ก็เรื่อยๆ แหละ แบบว่า...”
“ดีแล้ว คุณพี่สบายดีมีความสุขน้องก็ดีใจ” คุณนายหวังเริ่มรู้สึกตงิดๆ มองไปรอบๆ หาทางหนีทีไล่ “พอดี เหม่ยอิงลืมกระเป๋าสตางค์ไว้ที่บ้านค่ะ แต่อยากจะซื้อรองเท้าซักคู่ ไม่ทราบว่าคุณพี่พอจะกดเงินสดอัตโนมัติน้องยืมสักหน่อยไหม คือน้องใจร้อนน่ะค่ะ อยากได้มาก อยากได้เดี๋ยวนี้”
“จะให้รูดการ์ดให้หรือคะ”
“อ๋อ...เอาเป็น เงินสดดีกว่าค่ะ ขอยืมเผื่อเดี๋ยวน้องจะซื้ออะไรเล็กๆ น้อยๆ อีก”
คุณนายหวังหน้าเจื่อน อึกอัก แต่พยายามยิ้มกลบเกลื่อน
“แปลกจัง นี่เกิดอะไรขึ้นคะ ล้อกันเล่นหรือเปล่า”
“ไม่ได้ล้อเล่นค่ะ แล้วเดี๋ยวพอถึงบ้านแล้ว น้องจะรีบจัดการโอนเงินใช้คืนคุณพี่ให้เร็วที่สุด”
“ค่ะๆ ได้สิค่ะ” คุณนายหวังทำท่าจะเปิดกระเป๋าถือ เหม่ยอิงมองข้าวของมากมายที่คุณนายหวังซื้อมา แอบหมั่นไส้เล็กน้อย “คุณน้องจะยืมสักเท่าไหร่ล่ะคะ”
“ห้าแสนเหรียญ”
“ห้าแสนเหรียญ แม่เจ้า แบบนี้พี่คงต้องไปธนาคารมั้งคะ” เหม่ยอิงมองหน้า “ไม่เป็นไรค่ะๆ เห็นแก่คุณน้องและความสัมพันธ์ที่เรามี มากกว่านี้ก็ยังได้ ไปธนาคารกันค่ะ ไป”
“เอ่อ...น้องขอรออยู่ตรงนี้ดีกว่านะคะ พอดีน้องเจ็บขาน่ะค่ะ ไม่อยากเดินมาก” คุณนายหวังมองอย่างรู้ทัน
“ค่ะๆๆ ไม่เกินห้านาที เดี๋ยวมาค่ะ”
คุณนายหวังรีบกลับเข้าไปในห้าง อึ้งๆ เลิ่กลั่ก คุณนายหวังหันกลับไป เมื่อลับสายตาของเหม่ยอิงแล้วก็รีบหนีปะปนเข้าไปในฝูงคน
“เดี๋ยวนี้ทำตัวแบบนี้เองเหรอ แปลกพิลึกจริง แต่ห้าแสนเหรียญ เชอะ ฝันไปเถอะจ้ะ”
คุณนายหวังหอบข้าวของพะรุงพะรังหลบไปอีกทาง

คุณนายหวังรีบเดินมาที่รถ กดรีโมท เสียงสัญญาณเปิดล็อกดังขึ้น คุณนายหวังเดินไปเปิดประตูที่นั่งด้านหลังฝั่งคนขับ แล้วโยนกระเป๋า ถุงช้อปปิ้งทุกอย่างเข้าไปในรถ ปิดประตูอย่างแรง แล้วรีบเปิดประตูด้านหน้าก้าวขึ้นไปนั่งที่คนขับอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นประตูอีกด้านก็เปิดออก คุณนายหวังตกใจหันไปกลายเป็นเหม่ยอิง
“จะรีบไปเบิกเงินให้ฉันเหรอคะ”
คุณนายหวังหน้าถอดสี
“ค่ะ...ชะ ใช่ค่ะ เมื่อกี้พี่กลับไปหาคุณน้องแล้วไม่เจอก็เลย”
“ตอนนี้ก็เจอแล้วไงคะ ไหนล่ะคะเงิน”
“แต่ ห้าแสนเหรียญมัน เอ่อ...ออกจะมากไปสักหน่อย”
“คงไม่มากไปกว่าเสื้อผ้าและกระเป๋าที่อยู่หลังรถนี่มั้งคะ”
“พี่ไม่มีให้หรอกค่ะ ตอนนี้”
เหม่ยอิงหยิบปืนออกมาจากเสื้อโค้ท เล็งไปที่คุณนายหวัง
“ที่นี้มีหรือยังคะ”
“นี่มันปล้นกันชัดๆ”
“ก็ใช่น่ะสิ เอาเงินมาให้ฉันเดี๋ยวนี้ และก็อย่าคิดที่จะไปแจ้งความด้วย เพราะถ้าเรื่องนี้ไปถึงหูตำรวจเมื่อไหร่ เรื่องที่เธอไปเป็นชู้กับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนนั้น ก็จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป เข้าใจไหม”
คุณนายหวังหน้าซีด
“ขะ...เข้าใจแล้ว”
“ดี เสื้อผ้าและกระเป๋าพวกนี้ฉันก็ขอยืมไปด้วยนะคะคุณพี่” คุณนายหวังพยักหน้าแบบจำยอม “ดีใจจังที่เรายังสนิทสนมกันเหมือนเดิม จริงไหมคะ”
คุณนายหวังกัดฟัน แค้น

ภายในห้องของตึกแถวที่ดูโทรมๆ เกาเฟยนั่งซดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่

“ไม่ทานอะไรหน่อยเหรอคุณหนู”

เหม่ยอิงกำลังนั่งนับเงินสดที่ได้มาจากคุณนายหวังอยู่บนโต๊ะ
“ไหนบอกว่าจะเลี้ยงฉันได้ไง แล้วนี่อะไร ฉันกินไม่ลงหรอก”
“ใจเย็นๆ สิครับมันยังไม่ถึงเวลา”
“เมื่อไหร่ล่ะ เวลาที่ว่าของแก ชาติหน้าหรือไง”
“ผมกำลังวางแผน”
“พอเลย พอได้แล้วกับแผนของแก ตอนนี้ฉันมีเงินแล้ว และฉันก็จะหนีไปจากเกาะบ้าๆ นี้สักที”
“หนีเหรอ ผมไม่คิดว่าคุณหนูจะพูดคำนี้ออกมา” เหม่ยอิงอึ้ง “ผมกำลังหาทางเข้าไปในบ้านสี่ฤดู” เหม่ยอิงอึ้ง สนใจหันไปมอง “แล้วก็จัดการกับนังบราลีซะ”
ทันใดนั้นประตูห้องก็โดนถีบเข้ามาประตูเปิดอ้าออก เหม่ยอิงรีบตะครุบเงินไว้ เกาเฟยชักปืนออกมา แต่ช้ากว่าพันหงปิงและสมุนอีกสองคนที่เดินเข้ามา และใช้ปืนเล็งที่เกาเฟยและเหม่ยอิงไว้ก่อน
“โอ้โหๆ อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา เกาเฟยเพื่อนรักและก็สุภาพสตรีที่มันอ้างว่าไม่ได้เป็นเมีย แต่ปรากฏว่าอยู่ห้องเดียวกัน นี่มันอะไรๆ ความสัมพันธ์แบบไหนกันเนี่ย”
“หุบปาก”
“เกาเฟย บอกเมียแกซิว่าตอนนี้อยู่ในสถานะที่จะมาออกคำสั่งกับฉันได้ไหม”
“คนที่ฉันอยากจะฆ่าให้ตายมากที่สุดตอนนี้ก็คือแก”
“อย่าเพิ่งสิ เรามาร่วมมือกันก่อน แล้วค่อยมาฆ่ากันทีหลังก็ยังไม่สาย”
พันหงปิงหัวเราะสะใจ

เกาเฟยและเหม่ยอิงถูกสมุนพันหงปิงมัดเอามือไพล่หลังติดกัน และทั้งคู่ก็ถูกเอาผ้าคาดปากไว้ทำให้พูดไม่ได้
“เอาล่ะ ทำไมฉันต้องจับพวกแกมัดไว้ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ” เหม่ยอิงและเกาเฟยพยายามดิ้น “แต่ก็ดีแล้วพวกจะได้สงบปากสงบคำและก็ตั้งใจฟังฉันพูดอย่างเดียว เข้าใจไหม! ฉันถามว่าเข้าใจไหมทำไมไม่ตอบ อ่อ... ลืมไปว่าพูดไม่ได้” พันหงปิงเดินไปลูบเงินของเหม่ยอิงบนโต๊ะ “ตอนนี้เราก็เหมือนลงเรือลำเดียวกันแล้ว ต่างก็ต้องหนีไอ้พวกตำรวจหน้าโง่ทั้งหลาย เส้นทางการเบิกเงินทั้งหมดของเราก็ถูกอายัด มีแค่เงินหยิบมือที่สุภาพสตรีท่านนี้หามาให้เท่านั้น...ขอบคุณมาก แก้มัดปากของคุณผู้หญิงออก เป็นรางวัล”
สมุนไปดึงที่มัดปากเหม่ยอิงออก
“ไอ้หน้าด้าน มันเงินของฉันเว้ย แกไม่มีสิทธิ์”
พันหงปิงเดินไปเงื้อมือขึ้นจะตบหน้าเหม่ยอิงแต่ค้างไว้
“ฉันให้สัญญาณกับเมียฉันไว้ว่าจะไม่ทำร้ายผู้หญิง แต่เมียฉันก็โดนฉันฆ่าตายไปแล้ว แกอยากจะลองตายดูอีกคนไหม” เหม่ยอิงสะบัดหันหน้าไปอีกทาง เกาเฟยหันไปมองด้วยความเป็นห่วง “เงินกระจอกแค่นี้มันไม่พอสำหรับพันหงปิงหรอกเว้ย เราต้องการเงินก้อนใหญ่กว่านี้ เราไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว หมดเวลาจับพวกกุ้งฝอย ปลาซิวปลาสร้อยซะที ถึงเวลาที่เราจะมาร่วมมือกัน สำหรับแผนการระดับชาติที่ฉันเพิ่งคิดขึ้นมาได้”
พันหงปิงหัวเราะสะใจ แววตาเหี้ยมเกรียม เกาเฟยหันไปมองหน้าเหม่ยอิง

วันต่อมาที่ห้องทำงานจ้าวซัน อาหลี่รีบเปิดประตูห้องทำงานให้ จ้าวซัน เทเรซ่า ซ่างกวานซิงเดินกลับเข้ามาจากการประชุม มีเต๋อเป่าตามมา แล้วเฝ้าหน้าห้อง
“เรื่องปัญหาซื่อฉวนแฟชั่น เคลียร์ได้แล้วหนึ่งเปลาะ เรายอมจ่ายค่าปรับไปที่ผิดสัญญา แล้วให้เขาเก็บสินค้าคืนมาหมดแล้ว คงจะต้องใช้เวลาอีกสักพัก ที่จะพยายามสร้างชื่อเสียงขึ้นมาใหม่ แต่เรื่องข่าวลือเสียๆ หายๆ บริษัทฉินเย่ว์กรุ๊ปนี่สิ”
“ตะกี๊ พวกคณะกรรมการบอร์ดบอกว่า คุณชายควรจัดแถลงข่าวเรื่องคุณชายรองกับคุณหนูใหญ่ และอนาคตของคนตระกูลจ้าว”
จ้าวซันลากเก้าอี้โต๊ะทำงานมานั่งนอกโต๊ะ กุมขมับ
“จะต้องแถลง ว่าอะไร”
“เอ่อ..เดี๋ยวผมไปหากาแฟมาแจกทุกท่านนะครับ รอสักครู่” อาหลี่บอก
“อ้อ นั่งๆ เทเรซ่า ซ่างกวานซิง หรือจะนอนก็ได้นะ ตะกี๊ก็นั่งประชุมกันมาครึ่งวันแล้ว”
ทุกคนนั่งลง ตามโซฟารอบๆ
“ฉินเย่ว์กรุ๊ป...โฉมใหม่”
“แล้วทำยังไง มันถึงจะเป็นโฉมใหม่”
“ก็ควรจะมี ภาพใหม่ๆ”
“คนใหม่ๆ”
“คุณชายต้องขึ้นเป็นประธานอย่างเป็นทางการซะที แล้วซีอีโอ คุณชายอาจจะต้องจ้างนักบริหารรุ่นใหม่ ดังๆ ที่เป็นมืออาชีพ”
“เอาทายาทตัวจริงดีกว่า” จ้าวซันบอก
“ไม่ได้ครับ คุณชายรองอยู่ระหว่างสู้คดี”
“ฉันไม่ได้หมายถึงฉินเจียง คนตระกูลจ้าว คนสุดท้อง”
“คุณหนูผิงอัน”
“ใช่”
“แต่ จะได้หรือคะ”
ทันใดประตูเปิดข้ามา เต๋อเป่าเข้ามา
“คุณชายครับ คือ...”
ภูสินทรเดินเข้ามา ทำความเคารพสูงสุด จ้าวซันลุกพรวด มาประคอง
“เมืองเทพ มีอะไร”
“เจ้าหลวงพระองค์ใหม่ อยากจะคุยกับฝ่าบาท”

ทุกคนมอง ตื่นๆ อึ้งๆ จ้าวซันวิตก

ที่คีรีรัฐ ศิขรนโรดมยืนพูดโทรศัพท์

“หมายความว่า เจ้าพี่ จะไม่เสด็จมาหรือพะย่ะค่ะ”
“คือที่นี่พี่มีปัญหา ค่อนข้างวิกฤต พี่คงไปไหนไม่ได้ อีกระยะนึง”
“ถ้าเช่นนั้น หม่อมฉันก็จะรอ”
“อะไรนะ จะมารอพี่ทำไม น้องจะแต่งงานก็ต้องแต่งสิ ทุกอย่างก็จัดเตรียมไว้พร้อมแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ทุกอย่างหม่อมฉันรอได้”
“แล้วฝ่ายนั้นเขาจะคิดยังไง กว่าพวกเธอจะทำความเข้าใจกันได้ มันไม่ใช่ง่ายๆ น้องควรจะทำทุกอย่างให้เรียบร้อย แล้วจะได้เอาเวลาไปทุ่มเทให้บ้านเมืองอย่างเต็มที่”
“ไม่เป็นปัญหาหรอก เจ้าพี่ ทุกคนเข้าใจดี ว่ายังไงๆ น้องก็จะรอพี่...รอ...จนกว่าพี่จะว่าง มาเป็นประธานในงานของน้อง”
“ศิขรนโรดม เป็นผู้ใหญ่หน่อย พี่ไม่สำคัญอะไรเลย ไม่มีพี่ น้องก็แต่งงานได้”
“น้องเป็นผู้ใหญ่ ใช่ และน้องจะตัดสินใจเรื่องของน้องเอง คือน้องต้องมีพี่มาเป็นประธานในพิธีแต่งงาน ถ้าพี่ไม่ว่าง น้องก็จะยังไม่แต่ง”
เจ้าซัน มึนตึ้บ

มิถิลาอึ้งเมื่อรู้ว่าศิขรนโรดมจะขอเลื่อนงานแต่งงานออกไปก่อน
“ก็ แล้วแต่เจ้าหลวงเถอะเพคะ หม่อมฉันสุดแท้แต่พระกรุณา”
“จะทรงเลื่อนหมายกำหนดการณ์ออกไป ทั้งๆ ที่พระครูท่านว่างฤกษ์ยามเอาไว้แล้ว และทุกอย่างสำนักวังหลวงก็เตรียมการณ์ไว้แล้ว เพื่อรอองค์น่านปิงพระองค์เดียวเนี่ยเหรอพะย่ะค่ะ”
“องค์น่านปิง องค์เดียว แต่ก็คือคนที่ยกราชบัลลังก์ ยกคีรีรัฐทั้งแผ่นดินให้เราครอบครองยังไงล่ะ อสุนี”
อสุนีเมินไป ไม่พูด ขบกรามเครียด
“ไม่เป็นไรหรอกพี่อสุนี เลื่อนเวลาออกไปก็ดี เพราะที่จริงน้องก็ยังไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่ที่จะขึ้นไปเป็น พระเทวีอย่างนั้น”
“ขอบใจมิถิลา ที่อยู่ข้างเรา”
“ถ้าองค์จ้าวซันไม่ว่างซักที น้องก็คงยินดีสินะ”
“พี่”
“เจ้าพี่จะต้องรีบทำพระองค์ให้ว่าง ไม่เชื่อเจ้าก็คอยดู อสุนี ไม่มีใครที่รักและใจดีกับเรา เท่าจ้าวพี่น่านปิงอีกแล้วล่ะ” อสุนีหน้าตึง

อสุนีเดินดุ่มๆ ออกมา มิถิลาวิ่งตาม
“พี่...พี่อสุนี พี่ไม่ควรทำกิริยาเช่นนั้นกับเจ้าหลวง”
“เจ้ามันก็ใจเย็นเกินไป มันน่าภูมิใจนักหรือ ที่เป็นพระคู่หมั้น ที่โดนเลื่อนพิธีอภิเษกสมรสไปเรื่อยๆ น่ะ ยังไม่ทันไรเลย ก็ยอมเป็นเบี้ยล่างเขาทุกอย่าง”
“น้องรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นี่นา ถ้าเข้าพิธีแล้ว น้องก็ต้องกลายเป็นพระเทวี น่ากลัวจะตาย ฟังดูต้องเป็นคนดี มีความน่านับถือ”
“นี่น้อง พวกเราไม่ได้เล่นขายของกันอยู่นะ”
“พี่นั่นแหละ พอได้ยินว่าเป็นเพราะองค์น่านปิงทรงเป็นต้นเหตุ พี่ก็รู้สึกรุนแรงกว่าปกติ ใช่ไหมล่ะ”
“เจ้าไม่เข้าใจใช่ไหม ว่ามันสะท้อนถึงอะไร”
“อะไรคะ”
“เรื่องทุกเรื่อง ที่เป็นความสำคัญของบ้านเมือง เจ้าหลวงศิขรนโรดมจะขึ้นอยู่กับเจ้าพี่ตลอดเวลา ทรงไม่กล้าทำอะไรทั้งนั้น ถ้าองค์น่านปิงไม่กำกับให้ทำ น้องว่าถ้าเจ้าหลวงทรงเป็นเช่นนี้ร่ำไป แล้วบ้านเมืองเรามันจะเป็นยังไง ทุกอย่างต้องให้องค์น่านปิงทรงมีพระบัญชามาก่อนงั้นหรือ” มิถิลาอึ้ง

วันต่อมาที่บ้านสี่ฤดู อาม่า อากง บราลี นั่งรอดูกัน ทุกคนมองหน้ากันไปมา
“ทำไมนานจัง”
“สงสัยจะใส่รองเท้าส้นสูงไม่เป็น”
ทุกคนหัวเราะกัน บราลีลุกไปข้างประตู
“ผิงอัน เสร็จหรือยังจ๊ะ”
“เสร็จแล้วค่ะ”
“ออกมาซะทีสิจ๊ะ”
“ค่ะๆๆ ออกมาเดี๋ยวนี้ค่ะ”
ผิงอันเดินออกมา เธออยู่ในชุดกระโปรงสั้นเหนือเข่าเล็กน้อย เป็นชุดแบบสมวัย สมตัว สวยและไม่แก่เกินไป ไม่เป็นแบบเซ็กซี่ เป็นชุดที่ดูดี แบบสง่า คล่องเก๋หวานนิดๆ หน้าและผมสวยงาม บราลีอ้าปากค้าง ตบมือ
“จ้าวผิงอัน คุณหนูจ้าวผิงอัน”
“ซายหมุยไม่ใช่ซายหมุยอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นทายาทตระกูลจ้าวที่สวยสง่าน่ารักที่สุด”
“คุณนายสี่ ต้องไปตามคุณนายมาดูว่าคุณผิงอันสวยแค่ไหน”
“เอ่อ...ไม่ต้องตามหรอกค่ะคุณ”
“ทำไมล่ะจ๊ะ อาม่า”
“เอ่อ...คือคุณนายสี่ ไปไหว้เจ้าน่ะค่ะ”
“อ้าว ไปไหว้ที่ไหนล่ะ”
“ไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม ขอพร เรื่องอะไรหลายอย่างอ่าค่ะ”
“แล้วไปคนเดียวเหรอ”
“ใช่ พอดีวันนี้อาม่าไม่ค่อยสบาย เวียนๆ หัว คุณนายเลยไม่ให้อาม่าไป”
“ที่จริง ช่วงนี้ไม่ควรมีใครไปไหนตามลำพังนะ บ้านเราไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูจะไม่ถอดชุดนี้ รอจนกว่าแม่จะกลับมาเห็นซะก่อน”
ฉินเจียง จูงซูหลิงเข้ามา
“ทำอะไรกันอยู่ โอ้โห ซายหมุยหรือนี่ ทำไมสวยจัง เป็นสาวแล้ว สวยยิ่งกว่ายัยเหม่ยอิงซะอีกนะเนี่ย”
“โห พี่รอง อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ”
“ทำไม ก็พี่พูดความจริงนี่ จริงไหมครับคุณบราลี ผิงอันคนนี้คืออนาคตของตระกูลจ้าวจริงๆ เลย เธอต้องฝากเนื้อฝากตัวกับน้องแล้วนะจ๊ะ ที่รัก คนนี้แหละที่ลูกชายของเราจะได้พึ่งพาต่อไป”

อากงทำหน้าพิลึกๆ ผิงอันทำหน้าไม่ถูก บราลียิ้มเจื่อนๆ

อ่านต่อหน้า 3

วันนี้ที่รอคอย ตอนที่ 19 (ต่อ)

ฉินเจียงจับมือผิงอันอย่างรักเว่อร์ บราลีกำลังมองดูร่างกายซูหลิง

“ไม่เห็นเลย คุณซูหลิง ดูยังไงก็ไม่เห็นเลยค่ะว่ามีหน้าท้อง ดีจังเลยนะคะ รูปร่างดีเสมอเลย”
“น่าจะเป็นซักเดือนหน้ากระมังคะ ถึงจะเห็นชัดขึ้นน่ะค่ะ”
“แบบนี้สบายมากที่ซูหลิงจะออกงานเป็นเพื่อนน้องไงจ๊ะ ซายหมุย พี่ได้ยินมาว่าเร็วๆ นี้จะมีงานแถลงข่าวเปิดตัวน้องในฐานะทายาทคนสุดท้องของตระกูลของเราในเจเนเรชั่นนี้ แต่ทุกคนต้องไม่ลืมนะว่าทายาทคนล่าสุดของตระกูลจ้าวก็คือไอ้หนูน้อยๆ ในท้องของซูหลิงนี่ นิวเจเนเรชั่นอย่างแท้จริง” ฉินเจียงบอก
“แต่ยังไม่แน่เลยนะคะ ว่าจะเป็นไอ้หนูหรืออีหนู” ซูหลิงแย้ง
“ชั้นบอกว่าไอ้หนู ก็ไอ้หนูสิ” ฉินเจียงยืนยัน
“คุณชายรองก็มาออกงานด้วยสิคะ” บราลีบอก
“โอ๊ะ อย่าเลยครับบราลี เดี๋ยวมีภาพข่าวออกไป จะมีคนมาขุดคุ้ยคดีของผมอีก ผมโลว์โปรไฟล์ทำตัวให้ไม่มีบทบาทอะไร ไม่น่าสนใจจะดีกว่า เดี๋ยวจะไปทำให้ธุรกิจของพวกเรามีปัญหาอีก”
“ที่จริงหนูก็ยังไม่พร้อมที่จะออกไปยืนเสนอหน้าแบบนั้น หนูยังทำอะไรไม่เป็นซักอย่าง” ผิงอันบอก
“จะเป็นไรไปล่ะจ๊ะ มันก็ไอ้แค่การสร้างภาพเท่านั้น มันคือการทำพีอาร์ การโฆษณาชวนเชื่อให้ไอ้พวกบอร์ด พวกนักลงทุนมันเห็นว่าบริษัทเราน่าสนใจ มีอะไรดีๆ มานำเสนอ ที่จริงพี่ใหญ่เขาก็คอยทำทุกอย่างคนเดียวอยู่แล้ว พี่ใหญ่เขามิสเตอร์คลีน สะอาด หล่อ เก่ง แสนดี มีน้องสาวหน้าใสสดชื่นคอยออกงานด้วย มันเป็นภาพที่น่าชื่นชมออกจะตาย จริงไหมครับ คุณบราลี”
“ผิงอันอย่ากลัวนะ เราทุกคนจะช่วยหนู จะทำให้หนูเก่งจริงๆ ในเวลาอันรวดเร็วได้แน่จ้ะ”
“หนูเนี่ยเหรอคะ จะเก่งจริงๆ ขึ้นมาได้”
“ได้สิ หนูเป็นคนฉลาดนะ แล้วหนูมีความจริงใจ มีความตั้งใจดี คนเราทุกคน ต้องมีการเริ่มต้นครั้งแรกนะจ๊ะ สู้ๆนะ อย่าไปกลัว”
“ใช่แล้ว แล้วมีซูหลิงเดินตาม คุณบราลีคอยขนาดข้าง พี่ชายใหญ่เดินหน้าสุด โอว...แค่ภาพนี้ออกไป รับรอง หุ้นพุ่งถึงเพดานแน่ๆ ฮะๆๆๆ อยากรู้นัก ว่ายัยเหม่ยอิงเห็นแล้วจะว่าไง มีทั้งผิงอัน ที่มันคอยกดให้อยู่ใต้เท้า กับซูหลิง ที่มันดูถูก รวมทั้งคุณด้วยบราลี ที่นังคุณหนูใหญ่มันอยากจะฆ่าให้ตายนัก พากันเดินแวดล้อมพี่ชายใหญ่เป็นขบวนเชียวยังกะพระจักรพรรดิ์แห่งอาณาจักรฉินเย่ว์ กับบรรดามเหสีและสนมนางใน ก๊ากๆๆ มันต้องกระอักเลือดออกมาเป็นลิ่มแน่ๆ ฮะๆๆ”
ทุกคนอึ้งๆ กันไป

บริษัทจ้าวฉินเย่ว์ที่ชั้นล่าง จ้าวซัน เต๋อเป่า เดินออกมาจากลิฟต์ อาหลี่เดินถือกระเป๋าตามมา มีสมุนคนของพันหงปิงสองคนอยู่ข้างล่าง ทั้งคู่แต่งตัวเป็นพนักงานทำความสะอาด คนหนึ่งทำทีเป็นกำลังนั่งถูพื้น อีกคนทำเป็นเช็ดราวบันไดตรงนั้นตรงนี้อยู่ จ้าวซัน เต๋อเป่าและอาหลี่ กำลังเดินผ่านโถงชั้นล่างไปอย่างรวดเร็ว คนที่กำลังนั่งเช็ดราวบันได พยักหน้าให้สัญญาณกับคนที่เช็ดพื้นอยู่ คนที่เช็ดพื้นแอบพูดโทรศัพท์
“กำลังออกจากบริษัท รออยู่ที่นั่นแหละครับ พี่เฟย แค่นี้นะ”
คนที่โทรศัพท์เก็บอุปกรณ์ทำความสะอาด แล้วเดินตามไป อาหลี่หันมามองข้างหลัง คนที่โทรศัพท์ตะกี๊ก้มหัว ยิ้มเป็นการทักทาย อาหลี่ยิ้มตอบไม่รู้สึกเอะใจอะไร
ทั้งหมดเดินออกจากตึกไป สักพักคนที่เช็ดราวบันไดเก็บของ ยิ้มเหี้ยมเกรียมกับตัวเอง
“พวกแกชะตาขาดแน่วันนี้”
คนที่เช็ดราวบันได รีบเดินตามออกไปอย่างเยือกเย็น

จ้าวซันเดินนำอาหลี่และเต๋อเป่าเข้ามาที่ร้านฟาสท์ฟู้ดสไตล์ฮ่องกง เมื่อเข้ามาในร้านทุกคนมองรอบๆ ร้านซึ่งเป็นกระจกใสมองเห็นข้างนอกชัดเจน แต่ภายในร้านไม่มีคน
“อะไรกันมาสเตอร์ จะเลี้ยงทั้งทีทำไมพามาร้านอาหารขยะแบบนี้ล่ะ”
“เฮ้ยๆ พูดอะไรเกรงใจคนขายเขาหน่อย”
พนักงานขายหน้าเคาน์เตอร์เป็นเด็กนักศึกษาสาวสวยสองคน
“ยินดีต้อนรับค่ะ”
“จะกินหรือไม่กิน ดึกป่านนี้แล้ว มันจะมีร้านที่ไหนเปิดมั่งล่ะ” จ้าวซันบอก
อาหลี่เดินตรงเข้าไปหลีพนักงาน ส่งยิ้มหวานให้ แล้วหันมาบอกจ้าวซัน
“ร้านนี้ก็ได้ค้าบบ...ท่าทางน่าอร่อย”
“แหม...ไอ้นี่”
“รับอะไรดีคะ เชิญดูเมนูก่อน”
ทันใดนั้นไฟที่ร้านก็ดับพรึ่บลง มีแต่ไฟฉุกเฉินที่ติดอยู่ตามมุมต่างๆ ทำงาน
“ว้าย”
พนักงานร้องด้วยความตกใจ เพราะมีกลุ่มคนประมาณเกือบสิบคนโพกผ้าปิดหน้ากรูเข้ามาในร้านอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดกระจายตัวไปรอบร้านและไปดึงม่านลงมาปิดบานกระจกทุกบาน
“หลบเร็ว”
จ้าวซัน อาหลี่และเต๋อเป่ากระโจนข้ามเคาน์เตอร์ไปหลบอยู่ด้านหลัง
“ยิง” เสียงปืนจากรอบทิศระดมยิงเข้าไปในเคาน์เตอร์ร้าน “ฆ่าได้ทุกคนยกเว้นจ้าวซัน จับมันมาให้ได้”
ด้านหลังเคาน์เตอร์ จ้าวซัน อาหลี่ เต๋อเป่า และพนักงานสาวสองคนกำลังก้มหลบกระสุนปืนอยู่ ด้านบนเศษจาน ชาม อาหาร ต่างๆ ถูกยิงกระจัดกระจายตกลงมา
“จ้าวซัน...ถ้าไม่อยากให้มีใครตายก็ออกมาซะดีๆ”

พันหงปิง หัวเราะเสียงดัง

ด้านหลังเคาน์เตอร์ จ้าวซัน อาหลี่ เต๋อเป่า และพนักงานสาวสองคนกำลังหมอบอยู่

“ด้านหลังมีประตูออกไหม” จ้าวซันถามพนักงาน
“มีค่ะๆ”
“รีบหาทางไปปิดเร็ว อาหลี่แกอยู่ใกล้ๆ”
“อะไรนะคะ”
“พวกมันจะเข้ามาล้อมน่ะสิ”
“ไม่นะคะ หนูไม่อยากตายในนี้”
พูดจบพนักงานคนหนึ่งก็รีบลุกขึ้นวิ่งหนีไปทางหลังร้านทันที กระสุนปืนนัดหนึ่งยิงเข้ากลางหลังพนักงานสาวล้มลงขาดใจตาย
“ว้าย..” พนักงานอีกคนร้องด้วยความตกใจ
“ไอ้ชั่วเอ๊ย พวกมันยังเป็นคนอยู่หรือเปล่าวะ”
อาหลี่โกรธจัด ไม่รู้จะทำอะไรหันรีหันขวางเห็นมีดในที่ปักมีดอยู่ด้านหลัง เอื้อมมือขึ้นไปหยิบ อาหลี่ลุกขึ้นยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว
“หลี่ อย่า”
จ้าวซันร้องห้ามแต่อาหลี่ปามีดไปปักสมุนพันหงปิงคนนึงล้มลง แต่ก็มีกระสุนนัดนึงยิงสวนไปที่อสหลี่ทันที อาหลี่ทรุดลง คุกเข่าลงกับพื้น เลือดเปรอะหน้าและกลางลำตัว
“ไอ้หลี่ๆๆ”
จ้าวซันหน้าซีด อาหลี่ค่อยๆ เอามือจับเลือดที่หน้าช้าๆ แล้วแลบลิ้นเลีย
“ซอสมะเขือเทศน่ะครับ ผมไม่เป็นไร”
เต๋อเป่าตบหัวอาหลี่อย่างแรง จ้าวซันคว้ามีดมาอีกสองอัน ลุกขึ้นปาบ้าง มีดอันหนึ่งโดนสมุนพันหงปิงล้มลง
มีดอีกเล่มเกาเฟยใช้มือปัดออกไปได้
“พวกเราบุกเว้ย”
“รีบไปหาที่ซ่อนเร็ว หาทางเปิดไฟในร้านให้ได้ และก็โทรศัพท์หาตำรวจ เร็วสิ” จ้าวซันสั่งพนักงาน
“ค่ะๆๆ”
พนักงานลนลานไปหมดทำอะไรไม่ถูก พวกพันหงปิงบุก กระโดดข้ามเคาน์เตอร์มา อาหลี่นอนหงายถีบสมุนคนหนึ่งที่กระโดดลงมากระเด็นออกไป เกาเฟยถือปืนลงมาเล็งที่เต๋อเป่า เต๋อเป่าใช้เท้าเตะปืนออกและตามไปชกต่อ
จ้าวซันกระโดดข้ามเคาน์เตอร์ออกไปจะจัดการกับพันหงปิง ทั้งคู่ปะทะกันด้วยหมัดมวยหลายกระบวนท่า แต่แล้วก็มีสมุนพันหงปิงอีกสองคนชักมีดสั้นมาล้อมไว้ เป็นสามรุมหนึ่ง จ้าวซันจดๆ จ้องๆ ทั้งสามคนตีวงล้อมจ้าวซัน
ด้านหลัง พนักงานนอนซ่อนตัวและกำลังกดโทรศัพท์หาตำรวจมือสั่น สักพักสมุนพันหงปิงอีกคนก็มาลากขาออกไป
“ว้าย”
อาหลี่เห็นรีบเข้ามาช่วย ถีบสมุนพันหงปิงจากทางด้านหลัง อาหลี่พลาดเปิดช่องโหว่ สมุนที่สู้กันอยู่เดิมหยิบขวดแก้วที่อยู่ใกล้มือมาตีลงบนหัวอาหลี่อย่างจัง อาหลี่เลือดไหลอาบหน้า
“โอ๊ยย”
เต๋อเป่าหันมามอง
“ไอ้หลี่”
“คราวนี้เลือดจริง”
เต๋อเป่าพลาด เกาเฟยไล่ชกรัวเป็นชุดและถีบทะลุกระจกออกไปนอกร้าน กระจกแตกกระจาย จ้าวซันมองตามเต๋อเป่าและอาหลี่ที่กำลังต่อสู้อยู่กับสมุนอีกสองคน สีหน้าเป็นห่วงกังวล
จ้าวซันตัดสินใจรีบจัดการกับพันหงปิงและอีกสามคนที่อยู่ตรงหน้า ยกเท้าขึ้นเตะเป็นวงกว้าง จนมีดในมือของสมุนทั้งสองคนร่วงลงไป และเตะเป็นวงย้อนกลับไปอีกที อาหลี่เห็นเต๋อเป่ากระเด็นไปข้างนอก รีบวิ่งไปหยิบเก้าอี้ฟาดไปที่เกาเฟย เกาเฟยทรุดลงไปเล็กน้อย
“ช่วยด้วยยย”
จ้าวซันหันไป เห็นพนักงานกำลังโดนสมุนคนนึงขึ้นคร่อมและพยายามแย่งมือถือออกไปจากมือ พนักงานไม่ยอมโดนตบหน้าไปหนึ่งฉาดใหญ่ และทำท่าจะบีบคอ จ้าวซันก้มลงไปหยิบมีดที่ตกอยู่ที่พื้นอย่างรวดเร็ว และปาปักไปกลางหลัง สมุนคนนั้นล้มลง พนักงานรีบคลานเอาตัวรอดออกมา
พันหงปิงและสมุนตามมาเล่นงานจ้าวซันซ้ำ จ้าวซันโดนซัดไปหลายหมัด จึงพยายามถอยออกไปตั้งหลักข้างนอกร้าน
“จับมันไว้ อย่าให้มันหนีไปได้”
สมุนพันหงปิงเข้ามาขวางทางออก จ้าวซันกระโดดขึ้นโต๊ะและไปที่ปลายคางสมุนคนนั้นล้มลง จ้าวซันกระโดดข้ามร่างสมุนคนดังกล่าวและวิ่งออกไปนอกร้าน
“แน่จริงอย่างหนีสิเว้ย”
พันหงปิงวิ่งตามจ้าวซันออกไป

จ้าวซันวิ่งออกมาหน้าร้านแต่แล้วต้องผงะ เต๋อเป่าและอาหลี่ที่เลือดอาบหน้า ยืนอึ้ง หอบ อยู่ข้างๆ กัน ทั้งสามคนเห็นสมุนพันปิงอีกจำนวนหนึ่งยืนดาหน้าอยู่ด้านนอก ในมือมีมีด ท่อนไม้ แท่งเหล็ก ครบมือ พันหงปิงตามออกมาเห็น ยืนหัวเราะสะใจ เกาเฟยและสมุนที่อยู่ในร้านค่อยๆ เดินออกมาล้อม อาหลี่และเต๋อเป่ามองหน้ากัน แล้วพยักหน้า
“มาสเตอร์หนีไปก่อน ตรงนี้ผมกับเต๋อเป่าจัดการเอง”
“เห็นสภาพตัวเองหรือยัง พูดอะไรออกมา”
“ผมพูดจริง แค่นี้สบายมาก”
“ตำรวจมาๆๆ”
ทุกคนหันไปมองพนักงานที่อยู่ในร้าน แล้วหันดูตำรวจว่ามาจริงไหม เต๋อเป่า อาหลี่ จ้าวซัน ได้โอกาสตรงเข้าพร้อมกัน จัดการกับสมุนที่อยู่ด้านหน้าและแย่งอาวุธมาได้
“อีโกหก”
พันหงปิงรี่เข้าไปตบหน้าพนักงานล้มลงกองกับพื้นเลือดออกปาก

“จับจ้าวซันมาให้ได้”

พวกสมุนเข้ารุมเต๋อเป่าและอาหลี่ ทั้งคู่พยายามสู้ด้วยอาวุธที่มี แต่ท่าทางจะต้านทานสมุนพันหงปิงที่มีมากกว่าไม่ได้ เต๋อเป่าและอาหลี่โดนอัดไปหลายแห่ง จ้าวซันพอที่จะรับมือได้บ้างหันไปมองด้วยความเป็นห่วง
“รีบหนีไป ผมสกัดทางนี้ไว้เอง” เต๋อเป่าบอกจ้าวซัน
“จริง ไม่งั้นพวกเราเสร็จมันหมด”
“จะให้ฉันทิ้งพวกแกไปได้ยังไง”
“มาสเตอร์ยังไม่เคยลองทิ้งพวกผมเลย”
“ใช่ ลองดูสักครั้งจะเป็นไรครับ”
อาหลี่กับเต๋อเป่าหันมาจับมือกันบุกลุยไปข้างหน้าอย่างบ้าระห่ำ พยายามฉีกออกไปจากจ้าวซัน จ้าวซันจำใจต้องยอมวิ่งไปอีกทาง เกาเฟยและพันหงปิงเห็น รีบวิ่งตามมากับสมุนอีกบางส่วน จ้าวซันหันไปมองเห็นอาหลี่กับเต๋อเป่าโดนรุมเละ
“ตามไปทางนั้น”
จ้าวซันวิ่งเลี้ยวเข้าไปในซอยเล็กๆ แคบๆ เกาเฟยและพันหงปิงวิ่งตามไปติดๆ

จ้าวซันวิ่งเข้ามาในซอย เกาเฟย พันหงปิงและพวกตามเข้าไปข้างใน จ้าวซันวิ่งไปเรื่อยๆ จนสุดทาง ปรากฎว่าเป็นซอยตัน จ้าวซันหันกลับมาเผชิญหน้า
“อ้าวๆๆ กลายเป็นหมาจนตรอกแล้วสินะ เห่าให้ดูหน่อยสิ” พันหงปิงหัวเราะ
“เข้ามาเลยไม่ต้องพูดมาก”
“อุ๊ย เห่าเป็นภาษาคนได้ด้วย พวกเรา...จับหมา!”
จ้าวซันตั้งท่าเตรียมรับมือสมุนพันหงปิงบุกเข้าไป
“พวกแกต่างหาก ไอ้พวกหมาหมู่”
จ้าวซันพยายามหลบอาวุธที่อยู่ในมือพวกสมุน แล้วหาโอกาสซัดเพลงมวยคีรีรัฐใส่ไปเป็นชุด สมุนสองคนถูกซัดกระเด็นออกมา เกาเฟยพยายามจะเข้าไปช่วย จ้าวซันเตะถังขยะที่กลิ้งอยู่บริเวณนั้นใส่หน้าเกาเฟย เกาเฟยหลบได้อย่างรวดเร็ว ถังขยะลอยไปโดนพันหงปิง
“ไอ้หอยเอ๊ย อยาดรู้ใช่ไหมว่าพันหงปิงโกรธแล้วจะเป็นยังไง”
พันหงปิงควักปืนสั้นออกมาจากกระเป๋ายิงใส่เข้าไปไปชุด กระสุนนัดนึงโดนสมุนตัวเองล้มลง เกาเฟยและจ้าวซันรีบพุ่งหาที่หลบ พันหงปิงเดินบุกยิงเข้ามา เกาเฟยและจ้าวซันลุกขึ้นยืนหลบหลังท่อน้ำข้างกำแพง ทำตัวลีบ
ทั้งคู่ยืนมาหลบกระสุนอยู่ใกล้กัน จ้าวซันหันหน้าไปผ้าคลุมหน้าเกาเฟยหลุดออกพอดี
“ไอ้เกาเฟย”
พันหงปิงเดินยิงปืนรุกหนักเข้ามาในซอย
“หนวกหู คนจะหลับจะนอน ไปสู้กันที่อื่นสิเว้ย”
มีคนตะโกนมาจากด้านบน พร้อมกับสาดน้ำถังใหญ่ลงมาโดนพันหงปิงพอดี พันหงปิงโกรธ เงยหน้าขึ้นไปมอง แล้วยิงปืนขึ้นฟ้าไปติดๆ กันหลายนัด
“ชาวบ้านไม่เกี่ยว อย่าสอด”
จ้าวซันได้โอกาสจะกระโดดไปรวบตัวพันหงปิง เกาเฟยเห็นทันรีบคว้าไหล่ไว้ ทั้งคู่ปะทะกันอีกชุด มีสมุนพันหงปิงเข้ามาแจมเป็นระยะ จ้าวซันพลาดท่าเพราะถูกเกาเฟยและสมุนรุม เกาเฟยจับแขนจ้าวซันบิดหันหน้าออก พันหงปิงถือเดินมาพอดี เล็งที่หน้าจ้าวซัน แต่แล้วก็ลดปืนลง
“ไม่ต้องกลัว ไม่ทำให้ตายหรอก แต่ขอขาซ้ายข้างหนึ่งแล้วกัน”
พันหงปิงเล็งปืนไปที่เท้าซ้ายจ้าวซันและลั่นไก ปรากฏว่าปืนด้านยิงไม่ออก จ้าวซันได้โอกาสยกเท้าซ้ายขึ้นเตะหน้าพันหงปิง
“นี่ไง...เท้าซ้ายเอาไปซะ”
เลือดพลักออกมาจากจมูกพันหงปิงทันที ทันใดนั้นก็มีเสียงปืนดังจากทางด้านหลัง ทั้งหมดหันไปมองจึงเห็นภูสินทรยืนอยู่

ภูสินทรชูปืนในมือขวาขึ้นบนฟ้าและมือซ้ายก็ถือปืนอีกกระบอก ภูสินทรลดปืนมือขวาลง และยกมือซ้ายขึ้น จนปืนในทั้งสองมือเท่ากันในดับหัวไหล่ เล็งไปที่พันหงปิงและเกาเฟย
“บอดี้การ์ดใหม่ของจ้าวซันเหรอ”
พันหงปิงมองหน้าเกาเฟย ซีด ทำนองว่าตายแน่จะทำยังไงดี
“มันเป็นคนคีรีรัฐ” เกาเฟยบอก
“รู้ดีนักนะ เกาเฟย...สองคนนี้ จับเป็นหรือจับตายดีล่ะ” ภูสินทรถามจ้าวซัน
“หึหึ...พูดด แต่อยากจะบอกว่าอย่ามาเสียเวลาตรงนี้ดีกว่าไหม” เกาเฟยบอก
“เอาใครก่อนดีวะ”
“เอาไอ้เกาเฟยก่อนเลย ชั้นยอม” พันหงปิงโยนปืนในมือลง “นี่ไง ชั้นยกมือแล้ว แกคงไม่ยิงคนที่ยอมแพ้แล้วสิ”
จ้าวซันรีบเข้ามาหยิบปืนพันหงปิงมาถือ จ้องไปที่พันหงปิง
“กลัวตายเป็นเหมือนกันเหรอ”
“พวกเราไม่เคยกลัวตายเว้ย”
พันหงปิงมองหน้าเกาเฟย
“เฮ้ยๆ”
“แต่เรากลัวแทน...กลัวและเสียดายแทนว่าไอ้เต๋อเป่ากับไอ้คนขับรถผู้แสนซื่ออย่างสัตว์ของจ้าวซันมันจะตายไปซะก่อน” ภูสินทรงง
“เต๋อเป่า หลี่” จ้าวซันร้อนใจ
“ไม่สนเว้ย”
ภูสินทรเดินถือปืนรุกเข้ามาใกล้
“ไม่ต้อง เมืองเทพ รีบไปช่วยสองคนนั่นก่อน”
“แต่...”
“ทางนี้ฉันจัดการเอง” จ้าวซันมองปืนในมือภูสินทร “ ปืนของพ่อค้าอาวุธรู้สึกมันชอบด้าน ชั้นไม่ไว้ใจ เอาปืนพวกเดียวกันดีกว่า”
“ได้ครับ”
ภูสินทรฝืนใจ ไม่อยากไป โยนปืนในมือซ้ายให้จ้าวซัน จ้าวซันรับไปแล้วหันปืนของพันหงปิงไปทางเกาเฟย ภูสินทรรีบวิ่งไปทางที่เต๋อเป่าและอาหลี่สู้กันอยู่
“ทายซิ ว่าชั้นยิงปืน 2 มือพร้อมกันแม่นไหม”
“ลองยิงไอ้พันหงปิงก่อนสิ”
จ้าวซันหันปืนใหม่มาที่พันหงปิง ปลดไก พร้อมยิง
“ไอ้เกาเฟย ไอ้ชั่ว! จ้าวซัน เดี๋ยวสิ ชั้นมีอะไรจะต่อรอง”
จ้าวซันชะงัก ขณะที่สมุนพันหงปิงที่นอนสลบอยู่ด้านหลังจ้าวซันฟื้นขึ้นมา จ้าวซันหันมา กระชับปืนในมือ
“ว่ามา”
“คือ เรื่องคุณหนูเหม่ยอิง”

พันหงปิงเห็นว่าสมุนลุกมาแล้ว พันหงปิงสบตากับเกาเฟยให้ช่วยกันถ่วงเวลา
“คือ แกไม่อยากได้น้องสาวคนสวยของแกคืนหรือ น้องสาวแก ชั้นจับไว้ ยังนึกไม่ออกเลย ว่าจะทำอะไรกับนางดี”

ขณะนั้น สมุนพันหงปิงหยิบท่อนไม้ยาวเงื้อไปด้านหลัง ย่องมา กะจะฟาดลงที่มือขวาที่ถือปืนของจ้าวซัน พันหงปิงเห็นอยู่ในสายตาพอดี เผลอยิ้มที่มุมปาก
“คือว่า เหม่ยอิงเค้า...”
จ้าวซันสังเกตเห็นหน้าพันหงปิงจึงรู้ตัว แต่สายไปแล้ว ไม้ฟาดลงเต็มๆ ที่มือขวา ปืนกระเด็น ง่ามมือฉีก จ้าวซันร้องอ๊าก หมุนตัว ยิงสมุนนั้นเปรี้ยงด้วยปืนในมือซ้าย แต่ไม่โดนเพราะเป็นท่าที่ไม่ถนัด
“พวกหมาลอบกัด”
พันหงปิงและเกาเฟยได้โอกาส รีบหันหลังและวิ่งหนีไปทันที
“รีบไปเร็ว”
จ้าวซันหันกลับมา วิ่งไล่ตามยิงพันหงปิงและเกาเฟยไป สมุนที่ฟาดจ้าวซันก็คลานหนีไปอีกทาง ภูสินทรวิ่งกลับมาเห็นสองคนนั่นวิ่งไปพอดี จึงยิงปืนไล่ตาม แต่สองคนนั่นวิ่งไปไกลแล้ว ภูสินทรวิ่งกลับมาหาจ้าวซัน
“องค์ชาย แย่แล้ว เต๋อเป่ากับหลี่มัน...” ภูสินทรหอบ จ้าวซันรีบวิ่งตามภูสินทรไปทันที

ที่บ้านสี่ฤดู อากงทำแผลให้อาหลี่ที่นั่งถอดเสื้อ หันหลังให้ทายาข้างหลังตามแผ่นหลังที่ห้อเลือด ช้ำเป็นแห่งๆ ที่หัวแตกพันผ้าขาวไว้แล้ว และแขนเข้าเฝือก ช่วงเอวพันผ้าโดยรอบ ทั้งตัวเละ น่วม
ภูสินทรทำแผลให้เต๋อเป่าที่ถอดเสื้อ และที่อกช้ำ หัวก็พันผ้าเช่นกัน หน้าช้ำ บวมปูด บราลีทำแผลให้จ้าวซันที่ยื่นมือขวามา ตามข้อนิ้วแตก ง่ามมือฉีกเล็กๆ
“อ๊ากกก เจ็บๆๆ” จ้าวซันร้องลั่น
“อะไรกันเนี่ย คนที่เขาหัวแตกเลือดอาบ เขานั่งกันเงียบกริบ คนมือเจ็บร้องยังกับโดนเชือด” บราลีต่อว่า
“อ้าว...ก็มือกับเท้าคนเรานี่แหละ ที่เส้นประสาทมันรับรู้ความรู้สึกได้ไวที่สุด พวกหัวแตก เขาก็มีชาบ้างอะไรบ้าง แต่มือเนี่ย สุดๆ”
“รู้สึกว่า จะเป็นการอ้อนมากกว่านะคะ” บราลีหันมา พยักหน้ากับภูสินทร
“คุณชายครับ เวลานี้ ผมว่าเป้าหมายของพวกมันมุ่งมาที่คุณชายแล้วนะครับ” เต๋อเป่าบอก บราลีอึ้ง ขรึมไปทันที
“ใช่ เกาเฟย พันหงปิน มันกำลังจ้องจะทำอะไรซักอย่าง”
“มันต้องการตัว ผมคิดว่ามันไม่ได้อยากจะฆ่า แต่มันต้องการอุ้มคุณชายใหญ่ เพื่อนำไปใช้เป็นประโยชน์มากกว่า”
“มันน่าจะอยากได้ไป เพื่อเป็นตัวประกัน และเพื่อเรียกเงินด้วย”
“มันจะใช้ฝ่าบาทเป็นกุญแจเบิกทาง ให้มันหนีออกไปจากฮ่องกงได้นั่นแหละ”
“เจ้าพี่จะใช้ชีวิตตามสบายไม่ได้แล้วนะคะ จะไปไหนมาไหนตามลำพังไม่ได้เด็ดขาด”
“ก็ทุกคนนั่นแหละ ม่านฟ้าก็เหมือนกัน คนบ้านนี้ทั้งหมด พวกเราทุกคนต้องเพิ่มความระวังตัวให้มากขึ้น ประมาทไม่ได้”
“และทั้งหมดนี้ ต้องเกี่ยวกับคุณหนูใหญ่ เชื่อผมสิ”
บราลีเครียด จ้าวซันคิดหนัก ทุกคนมองหน้ากัน เห็นด้วย

บราลีเดินเคียงคู่มาจับจ้าวซันที่พันมือไว้ ทั้งสองเดินมายืนสูดอากาศ มองไปสู่ต้นไม้ ใบหญ้าข้างนอก จ้าวซันเดินเข้ามาโอบบ่าบราลีด้วยความรักและห่วง
“เรามีศึกที่จะต้องร่วมกันสู้อีกครั้งนึงแล้วนะ ม่านฟ้า”
“ตำรวจเขาทำอะไรไม่ได้เลยหรือคะ”
“เขาก็กำลังพยายามอยู่เหมือนกัน แต่เขาก็พลาดมาหลายครั้งแล้ว พันหงปิงมันไม่ธรรมดา แล้วตอนนี้พันหงปิงกับเหม่ยอิง กลายเป็นคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือตัวพี่”
“เจ้าพี่คะ ขออนุญาตน้อง เสนอความเห็นซักอย่าง”
“ว่ามา”
“น้องเองก็เป็นคนนึงที่เหม่ยอิงต้องการตัว น้องคิดว่าหากเราลองวางแผน เอาน้องไปเป็นตัวล่อ พวกมันต้องออกมาจัดการกับน้องทันที แล้วช่วงนั้น พวกเจ้าพี่อาจจะลงมือ”
“หยุดเลย ม่านฟ้า นี่น้องใช้อะไรคิด เหมือนไอ้ตำรวจบ้าๆ พวกนั้นไม่ผิด”
“พวกตำรวจ คิดอะไรหรือคะ”
“จบเลย ไม่ต้องอยากรู้เลย พี่ไม่ยอมเด็ดขาด ถ้าจะต้องมีการใช้เหยื่อล่อพวกนั้น เหยื่อสมควรเป็นตัวพี่เองมากกว่าเอาสิ พี่ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าพวกมันจะทำอะไรพี่ได้”
“เจ้าพี่อย่านะคะ มันอันตรายมาก แม้แต่เหม่ยอิง เขาก็ไม่ใช่อย่างที่เจ้าพี่คิดอีกต่อไปแล้ว”
“แต่พี่ไม่ใช่หนู จะให้ใช้ชีวิตคอยหลบซ่อน แอบแมวอยู่ในรูหรือว่าไปไหนต้องเอาฝูงบอดี้การ์ดรายล้อมตลอดเวลาเพราะกลัวตาย พี่คงจะทำไม่ได้”
“น้องก็ไม่อยากเป็นอย่างนั้น ทำไมคนดี ต้องกลัวคนชั่ว คนชั่วสิที่มันต้องกลัวเรา”
“ก็เพราะพวกเขากลัวเราไง พวกเขาถึงต้องรีบ ทำอะไรซักอย่าง เวลานี้พวกเขาจนตรอกแล้ว เขาไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เขาต้องหาทางรอดด้วยวิธีของหมาบ้าไงล่ะ”
“เจ้าพี่ เราไม่มีทางหนีอีกแล้วค่ะ เราต้องสู้ เราต้องชนะ พระต้องคุ้มครองเจ้าพี่นะคะ เพราะเจ้าพี่ทำแต่ความดี ช่วยเหลือคนอื่น เสียสละตลอดเวลา คนดีต้องชนะค่ะ น้องเชื่อ”
จ้าวซันกอดบราลี แต่หน้าแอบคิดหนัก บราลีเองก็แอบท้อ เหนื่อย แต่ไม่ให้จ้าวซันเห็น

คืนนั้นบราลีเดินมาดูห้องจ้าวซันที่เปิดไฟสว่าง ประตูแง้มอยู่ บราลียืนแอบดูอย่างกังวลและเป็นห่วง สักพักอากงเดินออกมา พลางพูดมือถือ พูดเครียดๆ ตลอด
“ใช่ๆ ด่วนเลยนะ มาเลย จัดหนักมาเลย โอเคๆ”
บราลีแอบหลบ อากงเดินผ่านไป บราลียืนอึ้ง ห่วงจ้าวซัน ในที่สุดก็ตัดสินใจเดินไปที่ห้องนอนจ้าวซัน บราลีไม่เคาะแต่เปิดประตูเข้าไปเลย
ที่ข้างเตียง จ้าวซันในชุดนอน นั่งแบบท้อ เหนื่อย ซบหน้ากับฝ่ามือ บราลีชะงัก อึ้ง มองแบบตกใจ ไม่เคยเห็นจ้าวซันดูแย่ขนาดนั้น บราลีตัดสินใจเข้าไปนั่งข้างๆ ที่นอนที่บุ๋มลงทำให้จ้าวซันชะงัก แต่ก็รู้ได้ว่าใคร เงยขึ้นช้าๆ บราลีบีบหลังไหล่ให้ ตั้งใจที่จะให้จ้าวซันสบายใจ
“ทำไมยังไม่นอนอีก”
“เจ้าพี่ก็เหมือนกัน ดึกมากแล้วนะคะ”
“ก็กำลังจะนอนอยู่นี่ไง”
บราลีบีบต้นคอ แล้วนวดขึ้นมาที่ศีรษะด้านหลัง
“เจ้าพี่เจ็บหรือเปล่าคะ เจ็บตรงไหนอีกไหม นอกจากที่มือ”
“ไม่เจ็บเลย ตอนนี้สบายขึ้นมาก”

“เจ้าพี่นอนนะคะ น้องจะดูแลเจ้าพี่เอง”

วันนี้ที่รอคอย ตอนที่ 19 (ต่อ)

บราลีจับให้จ้าวซันนอนคว่ำลง แล้วนวดคอ หลัง ไหล่ ศรีษะ
“นี่เป็นหมอนวดแผนโบราณหรือนี่”
“หลับสิคะ หลับได้แล้ว” จ้าวซันหลับตาลง
“ตั้งแต่เรารู้จักกันมา น้องได้พักผ่อนบ้างไหม”
“น้องได้อยู่ข้างเจ้าพี่ น้องก็พอใจแล้ว”
“ไม่ต้องเซอร์วิสพี่แล้ว มา...นอน...” จ้าวซันหันมา ดึงบราลีลองนอนข้างๆ แล้วกอดเอาไว้ “เป็นคนของจ้าวซัน มันคงไม่สบายหรอกนะ”
“นอนค่ะ ไม่ต้องพูดแล้ว”
“แต่ถ้าจะเปลี่ยนใจ ตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้วล่ะ”
“จุ๊ๆ” บราลีลูบผมจ้าวซันเบาๆ
“แต่อย่าเสียใจนะ จ้าวซันเป็นคนรักเดียวใจเดียว”
“หนึ่ง-สอง-สาม...จงหลับๆๆ”
จ้าวซันยิ้ม กอดบราลีแล้วหลับไป บราลีกอด แล้วหลับตาม

วันต่อมาเหม่ยอิงนั่งเอาเล็บมือที่เพิ่งทาเล็บเสร็จจ่อให้พัดลมพัด เป่าไปพลาง ที่แทบเท้า เกาเฟยนั่งบรรจงทาเล็บเท้าให้เหม่ยอิงอยู่ พันหงปิงเดินเขยกๆ ถือไม้เท้าแบบเท่ๆ เข้ามา เหม่ยอิงพยักหน้าให้เกาเฟยถอยไป
“ขาเจ็บเหรอ”
“นิดหน่อย โดนสุนัขตัวโตขัดขา เลยหกล้ม เท้าแพลงนิดหน่อย”
“โดนมังกรกระทืบล่ะไม่ว่า จ้าวซันย่อมเป็นจ้าวซัน เขามีบุญญาบารมีแบบแปลกๆ มีบริวารเก่งๆ และจงรักภักดีมากมาย ถ้าไม่แน่จริง ไม่พร้อมพอ อย่าได้บังอาจ”
“ชั้นก็ว่าชั้นพร้อมแล้ว และมันก็เกือบเสร็จเราแล้ว”
“เราล้มเหลวครับ คุณหนู ผมยอมรับ เราพลาด และคงจะหาจังหวะหรือโอกาสแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว”
เหม่ยอิงนิ่ง ยกมือมาดูเล็บอย่างใจเย็น
“ก็ใช่อะสิ พี่ชายใหญ่รู้ตัวแล้ว และป่านนี้ก็คงเตรียมตัวตั้งรับพวกเราอย่างจริงจังแล้ว ความคิดที่จะอุ้มพี่ชายใหญ่มาเป็นใบเบิกทางน่ะจบไปแล้ว หมดสิทธิ์ เราต้องหาทางใหม่”
“ไม่มีใครจัดการกับจ้าวซันได้หรอกครับ นอกจากคุณหนูใหญ่คนเดียว”
“หมายความว่าไง ชั้นจะไปทำอะไรเค้าได้ เค้าไม่แคร์ชั้นอีกต่อไปแล้ว”
“เชื่อผมสิครับ ผู้ชายทำอะไรจ้าวซันไม่ได้หรอก ต้องผู้หญิงมารยาร้อยเล่มเกวียนเท่านั้นล่ะครับ”
ทุกคนอึ้งไป

ที่บ้านแม่สี่ เสียงโทรศัพท์บ้านดังหลายๆ ที อาม่ารีบเดินตุ้บตั้บมารับสาย
“เหวย บ้านแม่สี่ค่ะ” เงียบ “เหวย เหวย ฮัลโหลว”
เงียบ... อาม่าทำหน้าแปลกใจ แล้ววางโทรศัพท์ลง มองโทรศัพท์สักพัก เดินไป ผิงอันเดินมาพอดี โทรศัพท์ก็ดังขึ้นพอดี ผิงอันหันมองแล้วเข้ามารับ
“เหวย” เงียบ “สวัสดีค่ะ จากไหนคะ”
เงียบ...ผิงอันทำหน้าเบี่อๆ วางหู แล้วรีบไป โทรศัพท์ดังอีก ผิงอันหันกลับ จะไปรับ พอดีแม่สี่เดินมา ใกล้กว่า แม่สี่เข้าไปรับ ผิงอันยืนมองอย่างสงสัย
“เหวย” แม่สี่นิ่งไปพักนึง ทำหน้าบางอย่าง แล้วพูดต่อ “ใช่ค่ะ ค่ะ ค่ะ...สบายดีหรือคะคุณ” ผิงอันมองๆ แล้วเงี่ยหูฟัง “สบายดีค่ะ ขอบคุณค่ะ ตอนนี้คุณทำอะไรอยู่คะ”
ผิงอันรู้สึกวางใจ ว่าคงเป็นคนอื่นจึงเดินจากไป แม่สี่ชะเง้อดูจนแน่ใจว่าผิงอันไปแล้ว
“เหม่ยอิง ลูก...ลูกอยู่ที่ไหน ลูกกลับบ้านเราเถอะลูก แม่จะช่วยลูกเอง” แม่สี่น้ำตาไหล

เหม่ยอิงคุยโทรศัพท์แบบราคาถูกๆ ของพวกสมุน ทำเป็นร้องไห้สะอึกสะอื้น
“แม่คะ แม่ไม่ต้องถามอะไรเลยนะคะ หนูกลับบ้านไม่ได้จริงๆ เพราะพี่ชายใหญ่เขาจะเอาตำรวจมาจับหนู เขาปลดหนูออกจากทุกตำแหน่ง จากทุกบริษัท แล้วหนูก็ไปเบิกเงินหรือรูดการ์ดอะไรไม่ได้เลย เพราะตำรวจจะตามเจอตัวหนู หนูไม่มีที่พึ่งที่ไหนแล้ว นอกจากแม่ค่ะ” เกาเฟย พันหงปิงยืนลุ้นอยู่ข้างๆ เหม่ยอิง “ค่ะ...แม่ ได้ค่ะ เอาค่ะ เอาๆ ได้แค่ไหน หนูเอาแค่นั้นค่ะ ฮือๆๆ แม่ขา ลูกมีความหวังเดียวที่แม่เท่านั้นนะคะ แม่ต้องระวังตัวให้ดี อย่าไว้ใจใครทั้งนั้น ไม่งั้น แม่จะไม่ได้เจอหนูอีก” ทั้งเกาเฟย พันหงปิง มองเหม่ยอิงอย่างทึ่ง “ได้ค่ะแม่ แล้วเราจะพบกันได้ที่ไหน เวลากี่โมงดีล่ะคะ”

แม่สี่เดินออกมา แต่งตัวอย่างจะออกข้างนอก ถือตะกร้าที่ใบใหญ่หนัก มีผ้าคลุมๆ แม่สี่หยุดมองซ้ายขวาดูว่าใครเห็นหรอเปล่า พอเห็นว่าปลอดคน ทางสะดวก แม่สี่โล่งใจ รีบวิ่งแต่ชนเปรี้ยงกับผิงอันพอดี
“ว้าย”
“อุ๊ย...อ้าว...แม่”
“ผิงอัน ใจหายหมดเลย นึกว่า...”
“แม่สี่จะไปไหนคะ”
“ไป...ไปศาลเจ้า”
“เมื่อวานแม่ก็เพิ่งไปมาไม่ใช่เหรอคะ”
“แล้วยังไงล่ะ ไปแล้วไปอีกไม่ได้หรือยังไง นี่ แม่บนบานไว้ ว่าจะเอาของไปทำบุญ แม่ก็ต้องไปอีกสิ แล้วจะไปอีกบ่อยๆ ด้วย มีปัญหาหรือเปล่า”
“แล้วแม่จะไปคนเดียวหรือคะ ตะกร้าหนักมากหรือคะ หนูช่วยถือไหม”
“ไม่ต้อง ไม่ต้องมาทำเป็นห่วงใยเลย ไปประจบพี่สะใภ้เธอนั่นไป๊ ชั้นไปคนเดียวได้”
แม่สี่รีบสะบัดเดินไป ผิงอันมองตาม แล้วรีบวิ่งไปดึงแขน
“แม่คะ เดี๋ยวๆๆ”
“อะไร” แม่สี่มองอย่างระแวง
“แล้วแม่จะไปยังไง ไม่ให้คนรถเอารถออกหรือคะ”
“ชั้นโทรเรียกแท็กซี่แล้ว ทำไม มันอะไรกันนักหนา ทำไมต้องจับผิดกันด้วย”
“เปล่านะคะ ก็หนูกลัวแม่ลำบาก”
“ชั้นไม่เป็นอะไรหรอกน่ะ” แม่สี่รีบไป ผิงอันมองตาม มึนงง

“ทำไมต้องโกรธขนาดนี้ด้วยนะ คนเป็นห่วงแค่นี้เอง”

แม่สี่เดินเข้ามาที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งแล้วมองหารอบๆ ไม่เห็นใครเหมือนเหม่ยอิง แม่สี่นั่งลง รอที่ม้านั่งอย่างกังวล บีบมือไปมา ทันใดนั้นมีคนนั่งลงประชิดตัว แม่สี่สะดุ้ง หันมา เหม่ยอิงในชุดกางเกงขาสั้น สวมหมวกแก๊ปปิดหน้า แว่นดำ
“เอาของมา”
แม่สี่ส่งกระเป๋าในตะกร้าให้ เหม่ยอิงลุก จะไป แม่สี่ดึงแขนไว้
“เดี๋ยว เหม่ยอิง”
“หนูต้องรีบไปค่ะ”
“เอาทองไปขาย หนีไปให้ไกลๆ อย่าให้ตำรวจจับได้”
“ไม่มีใครจับหนูได้หรอก”
“อย่าทำอะไรที่มันไม่ดีอีก อย่าทำร้ายคนอื่น”
“แม่ หนูต่างหาก ที่ถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า พยายามทำดีแค่ไหนก็ไม่มีใครเห็น” แม่สี่ร้องไห้
“เหม่ยอิง แม่ขอร้องล่ะ เลิกคบกะคนเลว แล้วไปมีชีวิตใหม่ นะลูก”
“แม่...แม่จะร้องไห้ทำไม มานี่ๆๆ แล้วหยุดซะที ชั้นเกลียดผู้หญิงเจ้าน้ำตา น้ำตามันคือความพ่ายแพ้ เข้าใจไหม”
เหม่ยอิงลากแม่สี่ไป

เหม่ยอิงและแม่สี่นั่งกินไอติมอยู่ที่พื้นหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ แม่สี่มองหน้าเหม่ยอิงทำท่าจะร้องอีก
“ทำไม เมื่อก่อนเราไม่เคยทำอะไรแบบนี้กันเลย”
“อ้าว จะมาพูดให้มันเศร้าทำไม ก็หนูต้องไปเรียนโรงเรียนประจำ แม่ก็วิ่งรับใช้อีจ้าวไทไทอยู่นั่นไง”
“แม่ผิดเอง ที่ทำให้ลูกกลายเป็นแบบนี้ ลูกคงคับแค้น ที่แม่เป็นแค่เมียน้อย ไม่มีอำนาจวาสนาอะไร”
“หนูเกลียดการเป็นผู้หญิง ผู้หญิงเป็นได้แค่เหยื่อในบ้านนั้น แม้แต่อีจ้าวไทไทมันก็คือเหยื่อ โดนเต้หาเมียน้อยมาเลี้ยงดูออกหน้าออกตา ข่มเหงน้ำใจมันมาตลอดเช่นกัน มันถึงเสียสติแบบนี้ไง”
“แต่เวลานี้ ผู้หญิง...ลูกสาวคนเล็กของแม่ น้องสาวลูกเอง กำลังจะได้รับการเชิดชูขึ้นมาเป็นผู้บริหารฉินเย่ว์กรุ๊ปนะ”
“อะไรนะ”
“บริษัทของตระกูลจ้าว กำลังจะปรับโฉมใหม่ เวลานี้พวกนั้นเขากำลังเอาตัวผิงอันไปปรับปรุง พัฒนากัน เพื่อจะให้ขึ้นแทนตำแหน่งไท้เผ่งของฉินเจียง เรื่องไปเรียนเมืองนอกเลื่อนออกไปก่อน เด็กผู้หญิง ลูกเมียน้อยแท้ๆ จะได้เป็นใหญ่ในธุรกิจของครอบครัวนะลูก”
เหม่ยอิงอึ้ง หน้าถอดสี
“เป็นไปไม่ได้”
“มันเป็นไปแล้ว ลูก”
เหม่ยอิงทิ้งไอติมลงพื้น หน้าเครียด ตาขวาง แม่สี่อึ้ง

เมื่อกลับถึงที่พัก เหม่ยอิงรื้อของในกระเป๋าแล้วชะงัก รื้อๆๆ อีก หยิบทองแท่งมากองๆๆ แล้วหยิบกล่องเครื่องประดับมารื้อๆ แล้วร้องกรี๊ดออกมา เกาเฟยที่กำลังทำความสะอาดปืนเรียงๆๆ ไว้ สะดุ้ง วิ่งออกมาจากอีกห้อง
“คุณหนู อะไรครับ เกิดอะไรขึ้น”
“ทรยศ! ทุกคนทรยศชั้น แม้แต่แม่ ฮือๆๆ” เหม่ยอิงร้องไห้ออกมาแบบหมดรูป เกาเฟยมองกวาดตาดู
“ทำไมล่ะครับ คุณนายสี่ก็เอาของมาให้ตามที่คุณหนูต้องการแล้วไม่ใช่เหรอครับ”
“แต่มันขาดของสำคัญ สัญลักษณ์ของสตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตระกูลจ้าว มันต้องเป็นของชั้นสิ มันต้องเป็นของจ้าวเหม่ยอิง”
“เครื่องเพชร ของจ้าวไทไท”
“หรือว่า...” เหม่ยอิงตาเบิก นึกได้ “เวลานี้ คนที่ได้ครอบครองมันคืออินั่น...ใช่ไหม อีผู้หญิงคีรีรัฐ นังบรี พี่ใหญ่จะแต่งงานกับมัน แล้วเอาของๆ ฉันไปให้มัน นังบราลี มันเอาทุกอย่างของชั้นไป ชีวิตของชั้น ความฝันของชั้น มันเอาไปหมดแล้ว แล้วชั้นต้องมาเป็นอย่างนี้ เพราะมันๆๆ คนเดียว”
“คุณหนูใหญ่ๆ ตั้งสติหน่อยครับ”
“ชั้นจะทำยังไงดี นี่...อีผิงอันก็จะได้เป็นไท้เผ่งหญิงคนแรก อีเด็กปัญญาอ่อนนี่น่ะเหรอ จะมาคุมธุรกิจของตระกูลจ้าว เรียนก็ยังไม่จบ โง่ก็โง่ คณะกรรมการบอร์ดที่ไหนเขาจะยอมรับ นี่พี่ใหญ่คิดอะไรอยู่ คนพวกนั้นต้องการอะไร บ้าไปแล้ว ทุกคนเป็นบ้าหมดแล้ว ชั้นจะไม่ทนๆ ชั้นจะกลับไปพูดกับพวกมันให้รู้เรื่อง”
“คุณหนูจะกลับไปได้ยังไง คุณหนูมีคดีทั้งแพ่ง อาญา คุณหนูโผล่ไปก็มีแต่จะโดนตำรวจจับเท่านั้นเอง”
“ชั้นไม่ยอม ชั้นจะเป็นผู้แพ้ไม่ได้ ชั้นจะต้องเอาทุกอย่างคืนมาสิ แม่ชั้นบอกให้ชั้นขายของพวกนี้ แล้วรีบหนีไปซะไกลๆ ไม่มีวัน อย่ามาคิดจะกำจัดชั้น ชั้นไม่มีทางหนี”
“คุณหนูใหญ่ ใจเย็นๆ เราต้องเอาเครื่องเพชรชุดนั้นกลับมา”
“แล้วพี่ใหญ่ ต้องห้ามแต่งงานกับอีนั่น”
“ครับๆ สองคนนั่น จะต้องไม่ได้แต่งงานกัน”
“แล้วนังผิงอัน ต้องไม่ได้เป็นผู้บริหารนะ ไม่ได้ มันเป็นไม่ได้จริงๆ นะ”
“ไม่ครับ ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าคุณหนูได้ เชื่อผม”
“แล้วแกจะทำยังไง น้ำหน้าอย่างแก จะทำอะไรได้ แกอย่ามาหลอกชั้นเป็นเด็กๆ ชั้นไม่ได้โง่นะ”
“พันหงปิง...มันจะเป็นเครื่องมือของเรา เราจะใช้มัน ให้มันนึกว่ามันจะได้เงินมหาศาลจากการจับตัวจ้าวซันมาให้ได้ จากนั้นเราจะให้จ้าวซันเอาทุกอย่างมาให้คุณหนู แล้วพอถึงเวลา เราก็จะรอด ลอยตัว โดนมีไอ้พันหงปิง เป็นแพะรับบาปไปคนเดียว เราจะได้ทุกอย่างและไปจากทุกคน เมื่อเราชนะแล้ว”
เหม่ยอิงสงบลง

จ้าวซันกับภูสินทรกำลังซ้อมการต่อสู้กันกันแบบหนักแน่น รุนแรง ภูสินทรเป็นฝ่ายรับให้จ้าวซันโจมตีติดๆ กันหลายท่า
“ฝ่าบาท...ระวังพระหัตถ์ พระหัตถ์เจ็บอยู่ อย่าใช้มือมาก เน้นที่ใช้ศอก เข่า ขา เท้าไว้ก่อน”
“ตกลง มา...เอาใหม่”
“หม่อมฉันรู้แล้ว มีท่าศอกสองสามท่าที่หม่อมฉันอยากให้ทรงฝึกไว้ เวลาต่อสู้ประชิดตัว มวยคีรีรัฐเรามีท่าศอกที่พวกไอ้ทหารกบฏคีรีรัฐมันอาจจะตั้งรับได้ แต่ไอ้พวกคนฮ่องกงมันต้องเสร็จแน่” จ้าวซันพยักหน้า “ทรงเข้ามา” จ้าวซันเข้าจับภูสินทรข้างหลัง “มาท่านี้ ก็เจอที่ลิ้นปี่เลย”
ภูสินทรทำใส่จ้าวซันแบบเบาๆ บราลีในชุดฝึกเช่นกัน มองอยู่ หัดทำตามไป
“โอเคเลย เจอลูกนี้เข้าไปจุกตายแน่”
“ลองเข้ามาอีกพะย่ะค่ะ”
จ้าวซันเข้าข้างหน้า ภูสินทรหมุนตัวหนึ่งรอบ ฟันศอกเข้าเบาๆ งัดคาง

“โอ้โห ท่านี้มีร่วง สลบได้เลย”

บราลีทำตาม
“แล้วลองเข้ามาข้างๆ ซิ ฝ่าบาท” จ้าวซันเข้าหา ภูสินทรใช้ไหล่ชนไหล่จ้าวซัน แล้วพลิกตัวไป เป็นฝ่ายอยู่ข้าหลังจ้าวซันทันที แล้วกระโดดกดศอกลงกลางหัว
“อ๊า...แบบนี้ถึงตายได้นะคะ เหมือนจะผ่ากะโหลกได้เลย”
บราลีบอก ภูสินทรหันมายิ้ม
“ทั้งสองคน ฝึกด้วยกันเลยครับ ผมว่าเร็วๆ นี้ เรามีโอกาสได้ใช้แน่ๆ”
จ้าวซันหันมาพยักหน้ากับบราลี ทั้งสองซ้อมท่าร่างเหล่านี้โดยมีภูสินทรคอยกำกับ

บราลีและจ้าวซันหยิบน้ำขึ้นมาดื่ม ทั้งสองชนขวดกัน
“เราต้องกลายเป็นนักรบตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนแล้วนะ ม่านฟ้า”
“ต่อไปนี้ จะไม่มีใครจับตัวน้องไปได้ง่ายๆ”
“อย่าประมาทๆ”
“เจ้าพี่คะ น้องไม่อยากเป็นฝ่ายตั้งรับ”
“อะไรนะ”
“ทำไมเราไม่เป็นฝ่ายเล่นงานเขาก่อนบ้างคะ”
จ้าวซันชะงัก เป็นสิ่งที่ตนวางแผนไว้กับอากงแล้วเมื่อคืนนี้ลับๆ แต่อึ้ง ที่บราลีใจตรงกัน
“พูดอะไร นี่มันไม่ใช่เรื่องของผู้หญิงนะ”
“เจ้าพี่ เหม่ยอิงเขาก็เป็นผู้หญิงนะคะ”
“นั่นแหละ น้องไม่ต้องคิดเรื่องนี้เลย ขอให้อยู่เฉยๆ ทั้งหมดเป็นเรื่องของพี่”
“แปลว่าเจ้าพี่ก็มีแผนเหมือนกัน”
“จุ๊”
บราลีมองรอบๆ
“เจ้าพี่กลัวใครจะได้ยินคะ”
“น้องไม่ต้องรู้หรอก ขอให้ทำทุกอย่างตามที่พี่บอก อย่ากล้า บ้าบิ่นอีก เราพลาดไม่ได้อีกแล้ว”
บราลีลดเสียงเบาๆ
“แปลว่า ตอนนี้เรากำลังจะเป็นฝ่ายบุกแล้วใช่ไหมคะ”
จ้าวซันทำหน้ากร้าวๆ พร้อมลุย ดุดันตอบ บราลีทำหน้าฮึกเหิมตอบ ทั้งสองจับมือกัน สบตา มั่นคง หนักแน่น

พันหงปิงมาเคาะประตูห้องเหม่ยอิง แต่เงียบ...ไม่มีเสียงตอบ
“เกาเฟยๆๆ เฮ้ยอยู่หรือเปล่าวะ” เงียบ...พวกสมุนตามมา “ทำไมเหมือนไม่มีใครอยู่วะ ไม่ใช่ว่าไอ้เกาเฟยมันพาอีเศรษฐีตกยากหนีไปแล้ว”
สมุนไม่พูดพล่ามทำเพลง ถีบประตูปังเข้าไป ในห้องมืด พันหงปิงเปิดไฟ ห้องสว่างขึ้น พันหงปิงเดินไปเปิดประตูห้องนอน
ในห้องนอน แสงตะคุ่ม เหม่ยอิงนั่งเมายาบนเตียง พิงผนังด้านนึง ตาลอยขึ้นฟ้า พันหงปิงและสมุนตกใจ
“คุณหนูเหม่ยอิง เฮ้ย...อย่าบอกนะ ว่านางตายแล้ว”
เหม่ยอิงละเมอ ตาเบิกโพลง
“จ้าวซัน จ้าวซัน พี่ชายใหญ่”
“นางเมายา พี่” สมุนบอก
“หา...ไอ้เกาเฟยให้นางเสพยาเหรอ”
ทั้งหมดก้าวเข้ามาแล้วชะงัก เมื่อเห็นยานอนหลับขวดใหญ่กลิ้งอยู่บนพื้น ข้างหน้ามีเม็ดยากองเกลื่อน
“ยาอะไรวะ” พันหงปิงเข้าไปหยิบดู แล้วชะงัก “ยานอนหลับ โอ...แม่เทพธิดา คงมีความทุกข์สุดจะต้านทานหาทางออกไม่ได้ แล้วเลยคิดจะกินยาให้หลับๆ ไปให้พ้นๆ ความจริงชั่วครู่ชั่วยามละมั้ง” เหม่ยอิงมองเพดาน ตาค้าง
“ไอ้เกาเฟยก็ไม่อยู่ แบบนี้ก็แจ่มสิ เฮ้ย...พวกแกออกไปก่อน” สมุนมองหน้ากัน แล้วคิกคัก “นางฟ้าจะตกถึงท้องแล้วเว้ย” พวกสมุนออกไป พันหงปิงเข้ามา ลองจับตัวเหม่ยอิง “คุณหนูใหญ่ครับ คุณหนูใหญ่”
เหม่ยอิงเหลือบตามามอง เบลอๆ
“พี่ชายใหญ่ พี่ชายใหญ่ไม่รักน้อง”
“โธ่...รักสิจ๊ะ ทำไมจะไม่รักล่ะ”
พันหงปิงดึงเม่ยอิงมา ลูบผม ลูบหน้า ลูบหลัง ลูบไหล่
“พี่ชายใหญ่ๆ น้องรักพี่ รักพี่คนเดียว”

เหม่ยอิงอ่อนระทวย หลับลง

เหม่ยอิงโดนจับตัวให้นอนราบลงไปบนเตียง
“พี่ชายคะ”
พันหงปิงค่อยๆ จับผมให้พ้นหน้า
“จ๋าจ้ะ”
พันหงปิงถอยออกมานิด เพื่อชมความงาม พันหงปิงกวาดตาดูร่างเหม่ยอิงตั้งแต่หัวจรดเท้า เท้าจรดหัวอย่างอ้อยอิ่งๆ ขณะที่เหม่ยอิงหลับไม่รู้เรื่องไปแล้ว มือพันหงปิงลูบคลำเท้าเหม่ยอิง มือพันหงปิงลูบขาเหม่ยอิงขึ้นมานิดนึงถึงขาอ่อน พันหงปิงจับมือเหม่ยอิงขึ้นมา บรรจงพรมจูบอย่างเคลิบเคลิ้ม จูบจากปลายเล็บ ทีละนิ้วๆ
ทันใดเกาเฟยโผล่ขึ้นมาดุจปีศาจ จ้องมองดูภาพตรงหน้า เบิกตากว้าง ช็อค คิดไม่ถึง พันหงปิงยังไม่รู้ตัว ค่อยๆ เอนตัวลงนอน คร่อมร่างเหม่ยอิงก้มลงไปกะจะจูบ ทันใดมือเกาเฟยกำจิกหัวพันหงปิงกระชากเต็มแรง จนหน้าหงาย
“อ้าก”
พันหงปิงไม่ทันตั้งตัว โดนกระชากหล่นกลิ้งจากเตียง เกาเฟยใส่ไม่ยั้ง กระทืบ เตะ พุ่งเข้าคร่อม แล้วต่อยหน้า ต่อยๆๆ พันหงปิงเสียเปรียบ เพราะไม่ทันตั้งรับแต่ก็พยายามสู้ สักพักรวบรวมกำลัง พลิกเตะจนเกาเฟยหลุดไปได้ พันหงปิงพยายามลุก จะมาสู้ แต่เกาเฟยไม่ปล่อย
เกาฟยเหมือนคนบ้า คลั่งเป็นปีศาจไปแล้ว เกาเฟยจับตัวพันหงปิงด้วยเรี่ยวแรงที่มาจากไหนไม่รู้ จับพันหงปิงเอาหัวโขกผนัง ปังๆๆๆ
“โอ๊ย ยอมๆๆ ขอร้องล่ะ กลัวแล้วค้าบ ผมผิดไปแล้วค้าบ ทีหลังจะไม่ทำอีกแล้ว”
เกาเฟยค่อยๆ ได้สติ ปล่อยมือจากพันหงปิง ถอยออกมายืนหอบ
“ไอ้ชั่ว นี่เหรอวะ หุ้นส่วนกัน แกยังมีความเป็นคนอยู่หรือเปล่าไอ้พันหงปิง หรือว่าเป็นสัตว์ ถึงได้ทำแบบนี้กับพ่อแม่พี่น้องหรือเพื่อนได้ ไม่ถือสา”
พวกสมุนพันหงปิงเพิ่งวิ่งเข้ามา หน้าตื่น เห็นลูกพี่กองอยู่ ตกใจ แต่ไม่กล้าทำอะไร
“ก็ชั้นขอโทษแล้วไง มันเผลอไปเว้ย ไม่ได้วางแผนมาก่อน พอดีมันมาเจอจังหวะลงตัว เลยลืมคิดไป”
“หน้าด้าน พูดออกมาได้ จังหวะลงตัว ซักวัน ชั้นเจอจังหวะลงตัวที่จะเชือดคอนายชั้นก็เชือดเลยเอาไหม”
“ก็ทีหลัง นายก็อย่าทิ้งคุณหนูไว้คนเดียวอีกสิ แล้วดูเอาเอง นางเมายานอนหลับ นายดูแลเจ้านายประสาอะไร ปล่อยให้อัพยานอนหลับขนาดนั้น มันอันตรายนาเว้ย โอย...เจ็บๆๆ สมองบวมหรือเปล่าก็ไม่รู้เนี่ย”
เกาเฟยอึ้ง เศร้าไปนิด หันไปเห็นพวกสมุนเกาเฟยยืนกันหน้าโง่
“มองอะไร เอาลูกพี่ของพวกนายไป ไปให้พ้นหน้าเดี๋ยวนี้เลย ไม่งั้น...” พันหงปิงตะกายลุก ลูกน้องมาพากันหิ้วปีกออกไป เกาเฟยเดินมาหยุดที่หน้าเตียง เหม่ยอิงหลับใหลหมดสภาพ “คุณหนู ทำไม ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย” เกาเฟยเอากระเป๋าบัดดี้แบ็กที่คาดมาเปิดออก ปลิ้นดู ในนั้นมีเงินเป็นปึกอัดแน่น “นี่ไง เงิน ที่ผมเอาทองของคุณหนูไปขายมาได้ ผมทำทุกอย่าง เพื่อคุณหนู ผมทิ้งคุณหนูไปไม่กี่ชั่วโมง แค่ไปเดินเร่ขายของ เอาเงินมาให้คุณหนู แต่คุณหนูกลับทำกับตัวเองแบบนี้ แล้วถ้าผมกลับมาไม่ทัน มันจะเป็นยังไง ถ้าคุณหนูเป็นอะไรไป ผมต้องขาดใจตายแน่ๆ”
เหม่ยอิงนอนไม่รู้เรื่องราว เกาเฟยโยนเงินใส่เหม่ยอิง แล้วนั่งลง ร้องให้กับพื้นหน้าเตียง

ที่บ้านสี่ฤดู ไทไทหัวเราะอารมณ์ดีขณะที่ จ้าวซันกำลังรินน้ำชาให้อยู่
“มันทำตัวเอง นังเหม่ยอิง ถึงไม่มีใครทำอะไรมัน มันก็จะทำตัวเอง จนในที่สุดมันก็จะไม่เหลือราคาอะไรอีกเลย”
แม่สี่กำลังเก็บจัดของอยู่ทางหนึ่ง สะดุ้ง
“ยังไง ผมก็ยังหวัง ที่อยากจะให้เขากลับมา แล้วยอมรับผิด ผ่อนหนักให้เป็นเบา แล้วกลับตัวกลับใจซะ”
แม่สี่หันหลังให้ ลุกถือของ ทำท่าจะเดินหนีออกไปจากห้อง
“มันไปไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับแล้ว ถึงอยากกลับก็ไม่มีที่ให้มันยืน” ไทไทบอกอย่างเยือกเย็น
“ไม่มีทางเลยเหรอครับ”
“หึๆ จ้าวซัน เจ้านี่มันมีกรรมจริงๆ นะ ต้องคอยรับผิดชอบพวกคนบาปหยาบช้ามากมายเหลือเกิน ที่จริงเจ้าควรจะเป็นคนใจโหดเหี้ยมกว่านี้ แล้วชีวิตของเจ้ามันจะง่ายกว่านี้มาก”
“มันจะมีวันสิ้นสุดไหมครับ”
“เห็นแม่เป็นหมอดูไปแล้วหรือจ้าวซัน เราทุกคนต่างมีกรรมเป็นของตนที่ต้องชดใช้ แม่ก็มีกรรมของแม่ เจ้าก็มีกรรมของเจ้า อะไรที่หาสาเหตุไม่ได้ในชาตินี้ ก็คงต้องคิดเอาเองว่ามันเป็นกรรมที่ทำมาจากชาติปางก่อน” แม่สี่กำลังจะก้าวออกไปพ้นห้อง ไทไทหันไปมอง “สร้อยเพชรของชั้น อยู่ที่แกใช่ไหม”
แม่สี่ชะงัก จ้าวซันนึกว่าหมายถึงตัวเอง งง
“อะไรนะครับ”
“หล่อนก็รู้ใช่ไหมว่ามันเป็นสร้อยเพชร ที่มีอาถรรพณ์ หล่อนถึงไม่กล้าจะให้มันไปกะอีนังกาลีนั่น เวลานี้ มันก็เลยยังอยู่กะหล่อน”
จ้าวซันตกตะลึง งงงัน แม่สี่ตัวสั่น กลัว ค่อยๆ หันมา แล้วทรุดลงเอาหัวโขกพื้น
“ฉันขอโทษค่ะ ฉันขอโทษ ฉัน...ฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ฉันคิดไม่ออกเลย แม่ใหญ่อย่าลงโทษฉัน อย่าสาปแช่งฉัน อย่าสาปแช่งลูกฉันอีกเลย ฉันขอร้องล่ะ”
“แม่สี่ ทำอะไรครับ” จ้าวซันงง เข้ามาประคอง “อย่าทำแบบนี้เลย แม่สี่เองก็สุขภาพไม่ดีนะครับ”
“สร้อยแม่ใหญ่ ฉันไม่บังอาจ ฉันจะเอามาคืนๆ เดี๋ยวนี้”
“สร้อย...ที่เหม่ยอิงเอาไปน่ะเหรอครับ”
“มันอยู่ที่ฉัน ฉันไม่อยากได้ ฉันจะเอามาคืนให้เดี๋ยวนี้” แม่สี่จะออกไป
“หยุด อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย ฟังก่อน” ทุกคนชะงัก “จ้าวซัน ฟังแม่ แล้วทำตามที่แม่สั่ง”
“จะให้เรียกตำรวจมาจับชั้นเหรอ อย่านะ ไม่ ขอร้องล่ะ”
“บอกให้หยุด เงียบ ไม่ต้องสะเออะมารู้ดี” แม่สี่เงียบ “จ้าวซัน ลูกกำลังอยากจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทฉินเย่ว์กรุ๊ปอีกครั้งใช่ไหม ทำตามที่แม่บอกนะ นี่คือคำสั่ง ใช้สร้อยเส้นนั้นเป็นสัญลักษณ์สิ”
“อะไรนะครับ”

สีหน้าไทไทเฉียบขาด

จบตอนที่ 19

อ่านต่อตอนที่ 20 เวลา 17.00น.
กำลังโหลดความคิดเห็น...