xs
xsm
sm
md
lg

โดมทอง ตอนที่ 14

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


โดมทอง ตอนที่ 14

อุษากลับเข้าห้องทรุดตัวลงนั่งหน้าเตียงอย่างโรยแรง หงายหน้าพิงที่นอน เสียงท่านผู้หญิงดังก้องในหู

“นึกว่าเห็นแก่ย่าสักครั้งเถอะนะ...ย่าไม่เคยขอร้องอะไรแกเลย นี่เป็นครั้งแรกและอาจจะเป็นครั้งสุดท้าย”
อุษาหลับตาลง...น้ำตาไหลออกทางปลายตาอยู่พักหนึ่ง

ด้านอดิศวร์และวิรงรองเดินเข้ามาเงียบๆ ต่างคนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง
อุไรเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าเหมือนไม่สบายใจบางอย่าง
“คุณลบคะ...ท่านผู้หญิงให้มาเชิญไปพบค่ะ”
อดิศวร์หันมาทางวิรงรองเหมือนจะชวน
วิรงรองรีบชิงพูดก่อน “เชิญคุณอดิศวร์เถอะค่ะ”
อดิศวร์พยักหน้าแล้วเดินออกไป
“เป็นอะไรไปคะ ป้าอุไร...หน้าตาซีดๆ”
อุไรเหลียวซ้ายแลขวาก่อนบอก “ป้าอุไรถูกผีหลอก หลอกอีกแล้วค่ะ น่าจะเป็นผีตัวเดียวกับที่คุณวิเคยเห็น”
อุไรเหลียวมองครบ 4 ทิศแล้วจับข้อมือวิรงรองจูงมา
“มานี่ซิคะ”

วิรงรองตามไปที่มุมเงียบๆ อุไรกระซิบกระซาบ
“ท่านผู้หญิงก็รู้จักผีนั่นด้วยนะคะ...ท่านเรียกเขาว่า นังพิศ”
“หมายความว่า ผีตนนั้นรู้จักกับท่านผู้หญิง”
“ป้าอุไรคิดว่า ผีคุณพิศนี่คงเคยรับใช้ท่านผู้หญิงมาตั้งแต่สมัยยังสาวๆ พอแกตาย ท่านก็ยังเรียกมาใช้ต่อ เพราะใช้ใครก็ไม่ถูกใจเท่า หายากนะคะคนรับใช้แบบนี้...รับใช้มาตั้งแต่เป็นคนจนเป็นผี นับว่ากตัญญูหายาก”
วิรงรองหน้าสลดลง “น่าสงสารแกนะ...ความจริงน่าจะไปผุดไปเกิดได้แล้ว”
“โอย...ท่านผู้หญิงท่านยอมที่ไหนกันคะ บังคับคนไม่พอ ยังไปบังคับผีอีก”
วิรงรองมีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด

ท่านผู้หญิงสรรักษ์เข้าเรื่องทันที
“นึกว่าเห็นแก่ย่าเถอะนะ...ลบไม่ได้รักแสงแข ย่ารู้...ย่าก็เลยเปลี่ยนเป็นอุษาให้...อุษามันอ่อนหวานกว่า”
“คุณย่า...ฟังผมให้ดีนะครับ...ไม่ว่าอุษาหรือแสงแข ผมก็แต่งงานด้วยไม่ได้ทั้งนั้น ดูเหมือนผมจะเรียนคุณย่าไปแล้วด้วย”
“แต่อุษาเป็นคนดี...มันเชื่อฟัง”
“ทั้งสองคนเป็นน้องผม อุษากับแสงแขเป็นน้องผม” อดิศวร์ยืนกราน
ท่านผู้หญิงเสียงแข็งขึ้นมาทันที “เพราะนังพลับพลึงใช่ไหม แกถึงได้อ้างเรื่อง เป็นน้องเป็นนุ่ง”
“ถึงไม่มีวิรงรอง ผมก็จะยืนยันอย่างนี้เหมือนกัน”
“ผู้หญิงในโลกนี้เยอะแยะ ทำไมแกถึงยืนยันจะแต่งงานกับอีนังนั่นทั้งๆ ที่รู้ว่าย่าเกลียดแสนเกลียดมัน”
“วิรงรองกับคุณย่าน้อยเป็นคนละคนกัน”
“แต่มันหน้าตาเหมือนกัน”
อดิศวร์ลอบผ่อนลมหายใจ ท่าทีเบื่อหน่าย
ท่านผู้หญิงเปลี่ยนท่าที “ลบคงเกลียดย่ามาก”
“ผมไม่เคยคิดเกลียดคุณย่า...แต่ผมก็รักวิรงรอง...ถ้าผมแต่งงานกับเขา...”
ท่านผู้หญิงน้อยใจ น้ำตาร่วงทันที
อดิศวร์จับมือท่านไว้ “วิรงรองจะไม่มาให้คุณย่าเห็น...เขาจะอยู่ส่วนของเขา”
“แต่ย่าก็ยังรับรู้ว่ามันลอยหน้าเยาะเย้ยย่าอยู่ในโดมทอง! ทุกก้าวที่มันเหยียบลงบนพื้น เท่ากับมันเหยียบลงบนหัวใจย่า...ย่าเจ็บปวด...ลบรู้บ้างไหมว่าย่าเจ็บปวด” หญิงชราน้ำตาไหลพราก
อดิศวร์โอบกอดท่านผู้หญิงไว้อย่างอ่อนโยน
“เห็นแก่ย่า...ลบอย่าแต่งกับมันนะลูกนะ!...ไล่มันออกไปให้พ้นจากบ้านของเรา”
อดิศวร์นิ่ง แต่มือยังคงลูบหลังย่าเหมือนปลอบเด็กๆ

อุษาซึ่งล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย แต่ยังมีร่องรอยร้องไห้อยู่ เปิดประตูออกมา แล้วชะงัก เมื่อเห็นอดิศวร์เดินตรงมา
อุษาหน้าเสีย “คุณลบ”
“พี่รู้เรื่องที่คุณย่าบอกกับเธอแล้ว...อุษาสบายใจได้เลยว่าพี่ไม่มีวันทำอย่างนั้นเด็ดขาด”
อุษายิ้มทั้งน้ำตา “ขอบคุณค่ะ...คุณลบ”
“แล้วก็อย่าไปถือสาท่านด้วย...ท่านแก่มากแล้ว และก็ฝังใจเกลียดคุณย่าน้อยจนทุกคนพากันวุ่นวายไปหมด”
“ค่ะ...อุษาเข้าใจ”
“ดี...ต่อไปนี้ ท่านพูดอะไร เธอก็ทำเฉยๆ เสีย เพราะทุกอย่างอยู่ที่พี่คนเดียว”
“ค่ะ”
อดิศวร์เดินผละไป อุษามองตามอย่างโล่งใจ

ท่านผู้หญิงสรรักษ์นั่งมือกำแน่นอยู่ในห้อง สีหน้าเต็มไปด้วยความเคียดแค้น มีเสียงเคาะประตูเบาๆ แล้วโอบอ้อมเข้ามา ยังไม่ทันจะคุกเข่าถึงพื้น ท่านผู้หญิงตวาดขึ้นทันที
“ไปตามนังพลับพลึงมา”
โอบอ้อมสะดุ้งเฮือก กระเด้งขึ้นทันที ยังทำอะไรไม่ถูกด้วยความกลัว
“เจ้าค่ะ”
“ยังอีก”
“ไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
โอบอ้อมรีบออกไปทันที

โอบอ้อมเปิดประตูออกมา สะดุ้งโหยงเมื่อเห็นแสงแขยืนหน้าบึ้งอยู่
“เป็นอะไร นังโอบ! เห็นหน้าฉันยังกับเห็นผี”
“คงงั้นมั้งคะ”
“นังโอบ”
“โอบต้องรีบไปตามแม่วิรงรองมาพบท่านผู้หญิงก่อนนะคะ”
โอบอ้อมรีบไป แสงแขมองตามนิ่วหน้าอย่างสงสัย แล้วเดินไปที่ประตูห้องเปิดเข้าไปโดยไม่เคาะ

ท่านผู้หญิงกำลังอารมณ์เสียแสงแขเลยถูกด่าเอา
“จะเข้ามาไม่รู้จักเคาะประตู! ไม่มีสมบัติผู้ดี”
“ขอประทานโทษค่ะ...แขแปลกใจที่คุณย่าให้โอบไปตามวิรงรองมาพบ ก็เลยรีบเข้ามา”
“นังโอบปากบอน”
“คุณย่าให้ไปตามนังวิรงรองมาทำไมหรือคะ”
“สอดรู้สอดเห็นละไม่มีใครเกิน”
แสงแขพูดอะไรก็โดนด่า ลอบถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย

วิรงรองหอบดอกพลับพลึงเดินตรงมา เห็นโอบอ้อมยืนมองท่าทีดูหมิ่น
วิรงรองเดินเลยไปโดยไม่สนใจ
“ท่านผู้หญิงให้มาตาม”
วิรงรองไม่ได้ให้ความสนใจ เดินไปเรื่อยๆ
โอบอ้อมรีบเดินตามมา “นี่! ท่านผู้หญิงให้มาตาม”
วิรงรองหันมามองอย่างเย็นชา “เคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่า พูดจากับฉันให้มันดีๆ หน่อย! อย่ามาทำเป็นพวก “นายว่าขี้ข้าพลอย” หน่อยเลย”
“อะไรนะ”
“ก็ได้ยินแล้วนี่ แต่ถ้าอยากฟังอีกทีก็ได้! ฉันว่าเธอว่า เป็นพวก…นายว่าขี้ข้าพลอย”
วิรงรองเดินเลยไป แล้วนึกได้หันกลับมาพร้อมกับส่งช่อดอกพลับพลึงให้ “เอาไปปักแจกันให้หน่อย”
โอบอ้อมมองดอกพลับพลึงอึ้งๆ
“อย่าเอาไปทิ้งเด็ดขาด! เพราะคุณอดิศวร์ บอกให้ฉันเก็บมา” วิรงรองกำชับ
โอบอ้อมจำใจรับดอกพลับพลึงมา ขณะที่วิรงรองเดินไปอย่างสง่า

เสียงเคาะประตูเบาๆ ก่อนที่วิรงรองจะเดินเข้ามา แล้วทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อย โดยมีสายตาท่านผู้หญิง และ แสงแขมองมาอย่างเกลียดชัง
“ท่านผู้หญิงต้องการพบดิฉันหรือคะ”
“กลับมาอีกทำไม”
“คุณอดิศวร์ต้องการให้ดิฉันกลับมาค่ะ”
“ไม่ต้องอ้างตาลบ! ฉันเป็นเจ้าของบ้าน! ฉันไม่ต้องการให้แกอยู่ที่นี่! กลับไป”
วิรงรองเม้มปากแน่น ก้มหน้าลง
“แขก็บอกมันแล้วค่ะ ว่าคุณย่าเกลียดมัน ไม่อยากให้มันกลับมาเหยียบโดมทองอีก..แต่มันก็ยังอ้างคุณลบ” แสงแขใส่ไฟทันที
“หน้าด้าน”
วิรงรองพยายามสะกดอารมณ์ แสงแขยิ้มเยาะอย่างสะใจ
“นอกจากจะหน้าเหมือนแล้วยังด้านเหมือนกันอีก”
“เก็บเสื้อเก็บผ้ากลับไปได้แล้ว คุณย่าไม่อยากเห็นหน้าแก! ฉันก็เหมือนกัน” แสงแขผสมโรง
วิรงรองเงยหน้าขึ้นพูดเรียบๆ “ดิฉันก็ไม่ได้อยากจะอยู่ที่นี่”
“งั้นแกก็กลับไปซิ” แสงแขแว้ดใส่
“กลับน่ะกลับได้ค่ะ แต่ดิฉันเกรงว่า คุณอดิศวร์จะต้องเสียเวลาไปตามอีก”
“ปากคอเราะร้ายมากกว่านังผีพลับพลึง” ท่านผู้หญิงลุกขึ้นเดินมาหยุดตรงหน้า และจิกผมวิรงรองให้หน้าแหงนขึ้น “แกอยากจะลองดีกับฉันใช่ไหม”
“ปล่อยนะคะ” วิรงรองดิ้นสู้
“แกจะไปหรือไม่ไป”
วิรงรองจับแขนท่านผู้หญิงบีบแรงๆ จนท่านต้องปล่อย
ท่านผู้หญิงเซไปนิดๆ แสงแขเข้าประคอง “โอ๊ย...อีนังพลับพลึง” ท่านผู้หญิงโกรธจัดตบหน้าวิรงรองทันทีที่ทรงตัวได้
แต่แรงตบไม่หนักมาก เพราะแก่มาก
วิรงรองขบกรามแน่น แสงแขประคองท่านผู้หญิงให้ลงนั่งบนเตียง
“อย่าบังอาจมาสู้ฉัน” ท่านผู้หญิงมองมาราวกับจะฉีกร่างวิรงรองเป็นชิ้น
“ฉันจะฟ้องคุณลบว่าแกผลักคุณย่า” แสงแขว่า
“อย่าลืมบอกด้วยว่า ท่านผู้หญิงจิกผมดิฉัน...ตบหน้าดิฉัน” วิรงรองโต้
“แล้วไง! แกคิดว่าตาลบจะฆ่าฉันเรอะ นังพลับพลึง” ท่านผู้หญิงตัวสั่นเทิ้ม โกรธสุดขีด “นังผีร้าย! กลับไปอยู่บนหอคอยของแก! กลับไป”
ท่านผู้หญิงยิ่งพูดยิ่งตัวสั่น...เสียงสั่น
วิรงรองตกใจ “ท่านผู้หญิงคะ”
ท่านผู้หญิงตะโกนสุดเสียง “ออกไป”
วิรงรองตัดสินใจลุกขึ้น เดินออกไปด้วยสีหน้าตกใจแกมกังวล
“ใจเย็นๆ ค่ะ คุณย่า เดี๋ยวตายก่อนมันหรอก”
“ออกไป! นังแสงแข”
“คุณย่าขา! อย่าไล่ไปเสียหมดทุกคนซีคะ! มันต้องเหลือลูกคู่เอาไว้บ้าง”
แสงแขบอกแล้วจัดการให้ท่านผู้หญิงครึ่งนั่งครึ่งนอนพิงพนักเตียงและส่งยาดมให้
“นี่ค่ะ ยาดม”
ท่านผู้หญิงรับมาดม หลับตาลง สีหน้ากลับนิ่งเฉย ขณะที่แสงแขมองอย่างแปลกใจ
“คุณย่า”
“เงียบ” ท่านผู้หญิงตวาด
แสงแขยังคงมองด้วยสีหน้าแปลกใจ

วิรงรองเดินแกมวิ่งจะไปหาอุษา สีหน้าตระหนก อุษาเดินมาจากครัวพอดี
“พี่อุษา”
“มีอะไรหรือคะ”
“คุณย่าค่ะ...พี่อุษารีบไปดูหน่อยเถอะค่ะ”
อุษารีบไปด้วยความตกใจ วิรงรองตามติด
ทั้งสองสาวเดินแกมวิ่งมาถึงหน้าห้อง อุษารีบเปิดประตูเข้าไป ขณะที่วิรงรองรออยู่ข้างนอกด้วยสีหน้ากังวล

ท่านผู้หญิงวางยาดมลง ลืมตาขึ้น ขณะที่อุษาลงคลานตรงเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง
“คุณย่าเป็นอะไรคะ”
“เปล่านี่”
แสงแขเฝ้าจับตาดูเงียบๆ
“แต่คุณวิ...”
ท่านผู้หญิงโพล่งขึ้น “มันคิดว่าฉันจะตายหรือไง”
“เปล่าค่ะ”
“ไปบอกมันว่า ฉันไม่ตายง่ายๆ หรอก! ฉันจะอยู่ดูความหายนะ ของมัน!”
อุษานิ่งเงียบเช่นเดียวกับแสงแข ในขณะที่สีหน้าและน้ำเสียงท่านผู้หญิงยามนี้ดูสงบเยือกเย็น

วิรงรองมีสีหน้ากระตือรือร้นขึ้นเมื่อประตูเปิดออก อุษาและแสงแขก้าวออกมา
“ท่านผู้หญิงเป็นยังไงบ้างคะ” วิรงรองถาม
แสงแขชิงตอบ “คุณย่าให้บอกแกว่า ท่านยังไม่ตายง่ายๆ หรอก”
“แสงแข จะไปไหนก็ไป” อุษาบอก
“เมื่อกี้นังวิรงรองคนโปรดของพี่อุษาเกือบจะฆ่าคุณย่าแล้ว...ไม่เชื่อก็ถามมันดูซิ...แล้วถ้ายังจะญาติดีกับมันอีกก็ตามใจ”
พูดจบแสงแขก็สะบัดหน้าเดินไป อุษามองตาม แล้วส่ายหน้า
“ที่คุณแสงแขพูด มีส่วนถูกค่ะ” วิรงรองบอกหน้าหมอง
อุษาหันมามองวิรงรองอย่างแปลกใจ

ด้านท่านผู้หญิงยังคงนั่งอยู่ในอิริยาบถเดิม สีหน้าหญิงชรา ค่อยๆ แสยะยิ้มพึมพำออกมา
“ไม่ได้ด้วยเล่ห์...มันก็ต้องเอาด้วยกล”
สีหน้าแววตาท่านผู้หญิง เหมือนฆาตกรโรคจิต โหดและเลือดเย็น

สองสาวนั่งคุยกันอยู่นอกบ้านมุมหนึ่ง วิรงรองส่ายหน้าอย่างรู้สึกผิด
“วิไม่ควรพูดอย่างนั้นเลย”
อุษาแตะแขนวิรงรองบอกเสียงอ่อนโยน “แต่คุณย่าท่านก็ค่อนข้างจะรุนแรงกับคุณวิเหมือนกัน”
“ยังไงวิก็ผิดค่ะ”
“อย่าคิดมาก...ตอนที่พี่เข้าไป ท่านก็ดูปกติดีนะคะ”
วิรงรองถอนใจ “วิอยากจะเข้าไปกราบขอโทษท่าน”
“อย่าเลยค่ะ...อย่าให้ท่านเห็นหน้าเลยเป็นดีที่สุด”
วิรงรองก้มหน้า สีหน้าเศร้าสลดลงอีก ด้วยความสะเทือนใจ ที่คุณย่าของอดิศวร์เกลียดชังตนไม่ลดละ
อุษารู้สึกตัว “ขอโทษค่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ พี่อุษาพูดถูก...ต่อไปวิคงต้องระวังตัวมากกว่านี้” วิรงรองลุกขึ้น “วิต้องไปสารภาพผิดกับคุณอดิศวร์ก่อนนะคะ”
“อุ๊ย! คงไม่จำเป็นมั้งคะ” อุษาบอก
“จำเป็นมากๆ เลยค่ะ”
วิรงรองบอกด้วยเสียงหนักแน่น

วิรงรองพาตัวเองมาอยู่ในห้องทำงานอดิศวร์แล้ว โดยอดิศวร์หันหน้ากลับมา สีหน้าดูออกว่าหนักใจ
“วิไม่น่ากลับมาเลย” วิรงรองครวญ
อดิศวร์จับมือวิรงรองไว้อย่างปลอบโยน “ปัญหานี้ไม่ใช่เพิ่งจะเกิด...เธออย่าเก็บมาคิดมาก โดมทองออกกว้างใหญ่..เธอไม่จำเป็นต้องพบกับคุณย่า”
“แล้วถ้าคุณย่าเรียกวิไปพบอย่างวันนี้ล่ะคะ”
“ฉันจะไปแทนเอง”
วิรงรองถอนใจยาว “วิมองเห็นแต่ความยุ่งยากรออยู่ข้างหน้า”
อดิศวร์บีบจมูกวิรงรองเบาๆ อย่างเอ็นดู “อย่าบอกนะว่า จะกลับไปกรุงเทพฯ อีก”
วิรงรองมีสีหน้าจริงจัง “มีวิธีอื่นที่ดีกว่านั้นอีกหรือคะ”
อดิศวร์พูดช้าๆ สีหน้าแน่วแน่ “ฉันก็ไม่รู้ ...รู้แต่ว่าเธอต้องอยู่ที่โดมทองกับฉันตลอดไปเราจะช่วยกันแก้ปัญหา แล้วก็ผ่านอุปสรรคไปด้วยกัน”
วิรงรองเงยหน้ามองอดิศวร์น้ำตาคลอ
“ฉันให้สัญญาว่าจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อเธอ เพื่อเรา”
อดิศวร์โอบวิรงรองเข้ามากอดอย่างอ่อนโยน
“ชีวิตเราจะไม่มีวันเหมือนคุณปู่กับคุณย่าน้อยพลับพลึง”
วิรงรองหลับตาลงและพยักหน้ากับอกของอดิศวร์

ขณะเดียวกันที่หน้าห้อง แสงแขเดินกลับไปกลับมาอย่างหงุดหงิดกระวนกระวาย
“ทีแสงแขขอพบกลับบอกว่าไม่ว่าง”
ประตูเปิดออก เห็นวิรงรองเดินออกมา
“รีบชิงมาฟ้องคุณลบก่อนละซี” แสงแขแดกดันทันที !
วิรงรองทำท่าจะพูด แต่แล้วก็นึกได้ ตัดสินใจเดินไป
แสงแขเข้ามาขวาง “ฉันพูดด้วย แกต้องตอบ”
“ฉันไม่อยากมีเรื่องกับใครแล้วค่ะ” วิรงรองบอก
“งั้นแกก็กลับไปซิ เพราะตราบใดที่อยู่ที่นี่...แกก็ต้องมีเรื่องกับคุณย่า...กับฉัน”
วิรงรองเดินเลยไปด้วยความรู้สึกเหนื่อยหน่าย เกินกว่าจะทะเลาะกับใคร
แสงแขสะบัดหน้า เดินกลับมามาที่ประตูห้อง เปิดเข้าไปโดยถือวิสาสะ

อดิศวร์เงยหน้ามองขรึมๆ เสียงขุ่น “ทำไมไม่เคาะประตูก่อน”
“ถ้าเคาะ...คุณลบก็ไม่ให้แข เข้ามาเหมือนตอนแรกน่ะซีคะ” แสงแขย้อน
“พี่ไม่อยากฟังเรื่องเหลวไหลไร้สาระ”
“แล้วทีแม่วิรงรองล่ะคะ ทำไมคุณลบให้โอกาสเขา...คุณลบไม่ยุติธรรม”
“ฟังนะ พี่ต้องฟังวิรงรองเพราะว่า เขาเป็นคนที่พี่จะแต่งงานด้วย และเขาขัดแย้งกับคุณย่าซึ่งเป็นผู้มีกระคุณสูงสุดของพี่...พี่ฟังทั้งสองฝ่ายเพราะชีวิตพี่ต้องมีทั้งสองคนนั่น”
“แล้วแขล่ะคะ...คุณลบเอาแขไปไว้ที่ไหน”
“เธอก็อยู่ในที่เดิมของเธอ...ถ้าเธอไม่ไปยุ่งกับวิรงรอง เขาก็ไม่ยุ่งกับเธอ ต่างคนต่างอยู่ มันจะไม่มีเรื่อง”
“แขมาก่อนมัน” แสงแขขึ้นเสียง
“ใครมาก่อนมาหลังไม่สำคัญ แล้ววิรงรองก็ไม่ใช่คนเกะกะระรานใคร”
“คุณลบเข้าข้างมัน ทั้งๆที่แขเกลียดมัน...คุณลบก็ยังใจร้ายเข้าข้าง”
อดิศวร์มองจ้องหน้า “เท่าที่พี่ปล่อยให้เธอเรียกวิรงรอง ว่า มัน ทั้งๆที่เธอควรจะให้เกียรติเขาในฐานะที่เขาเป็นคู่หมั้นพี่ ก็น่าจะเข้าใจได้แล้วว่าพี่ไม่อยากให้เธอโวยวายเสียอกเสียใจไปมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น...เธอต้องเคารพการตัดสินใจของพี่บ้าง”
แสงแขสะอึก อึ้งไป
“มีอะไรก็ไปทำ...พี่มีงานต้องสะสางเยอะแยะ”
แสงแขกัดปาก แล้วหันหลังเดินออกไปเงียบๆ อดิศวร์มองตามอย่างกังวลปนอ่อนใจ

เวลาต่อมาข้าวของในห้องแสงแขถูกปาเกลื่อนกลาด แสงแขปาของชิ้นสุดท้าย แล้วทิ้งตัวลงนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น
จนมีเสียงเคาะประตูเบาๆ
แสงแขตวาดลั่น “ไปให้พ้น”
เสียงโอบอ้อมดังเข้ามา “โอบเองค่ะ”
“ไปลงนรกซะ”
โอบอ้อมอยู่หน้าประตู สะดุ้ง
“อ้าว!…”
“ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน ฉันไม่อยากอยู่แล้ว”
“คุณแขไม่อยู่... โอบก็ไม่อยู่เหมือนกัน”
ประตูถูกกระชากเปิดออก โอบอ้อมซึ่งแนบหน้าพูดติดประตู หน้าคะมำ
“แกจะยอมตายกับฉันเรอะ”
ฟังแล้วโอบอ้อมถึงกับสะดุ้งขณะลุกขึ้น “ตะ...ตาย...ตายเชียวหรือคะ”
“เออ...ถ้าเสียคุณลบไป...ฉันจะทนอยู่ได้ยังไง...มันคงต้องทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต”
“ใจเย็นๆ ค่ะ คุณแขขา คุณย่าท่านคงไม่ยอมให้คุณลบแต่งงานกับแม่วิรงรองแน่ค่ะ! เชื่อโอบ...แล้วก็ไว้ใจท่านผู้หญิงซิคะ!”
แสงแขนิ่งแล้วเดินเข้าห้อง โอบอ้อมตามเข้าไปเก็บข้าวเก็บของ

ด้านพิณทองกำลังวุ่นวายกับการทำไก่อบอยู่ในครัว เห็นตำราอาหารวางอยู่ข้างๆ ทำไปอ่านไป มีสาวใช้
ชื่อแป๋วเป็นลูกมือ
พิณทองวุ่นวายอยู่พักหนึ่ง สาวใช้อีกคนเข้ามารายงานนอบน้อม
“มีแขกมาพบคุณพิณค่ะ”
“ใครอีกล่ะ...กำลังยุ่งอยู่เลย เดี๋ยวฉันออกไป”
สาวใช้ที่มารายงาน เดินไปรินน้ำมาวางใส่ถาด
“เอาไว้อย่างนี้ก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันมาต่อเอง...แป๋วเก็บล้างผักไปพลางๆก่อน”
พิณทองล้างมือ แล้วเดินออกไปทั้งผ้ากันเปื้อน

ภายในห้องรับแขก วัชรีและแก้ว กำลังคุยกันสนุกสนานครึกครื้น โดยมีพิชญ์ และพจน์นั่งฟังยิ้มๆ พิณทองเดินเข้ามาแล้วชะงัก พิชญ์หันไปมองพิณทองพอดี ทั้งสองมองตากัน
สีหน้าพจน์ และสองคุณหญิงขณะมองคนทั้งสอง ออกอาการลุ้นเต็มที่ สาวใช้ที่ยกน้ำมาเสิร์ฟก็พลอยลุ้นไปด้วย
พิชญ์พูดขึ้นในที่สุด “สวัสดีครับ”
“ค่ะ” พิณทองไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีกว่านั้น
วัชรีช่วย “เห็นคุณแม่บอกว่าหนูกำลังทำกับข้าว”
“เพิ่งหัดทำน่ะค่ะ...พิณทำไก่อบ”
แก้วสุ้มเสียงแจ่มใสเต็มที่ “แหม...พอดีเลย คุณพี่กับตาพิชญ์จะได้ทานด้วยกัน”
“พิณยังทำไม่เสร็จเลยค่ะ”
“งั้นก็ไปทำต่อซิลูก...เดี๋ยวพ่อจะให้นนท์มันไปซื้อกับข้าวมาเพิ่ม” พจน์ซึ่งอยู่ด้วยบอก
“ค่ะ...อ้อ! พิณมีสลัดอีกอย่างด้วยนะคะ”
“โอเค! เอ้า… .ใครจะทานอะไรก็บอกมาเลย” พจน์หันมาถาม
“คุณพี่จะทานอะไรคะ”
“ผมทำกับข้าวเก่งนะ” พิชญ์ลุกขึ้นท่าทีกระฉับกระเฉง “ไปซิครับ”
พิณทองจำใจเดินไป พิชญ์ตาม ทุกคนมองตามอย่างโล่งใจ

พิณทองเดินนำพิชญ์เข้ามาในครัว
“ล้างผักสลัดแล้วหรือยัง” พิณทองถามแป๋ว
“เรียบร้อยแล้วค่ะ...อยู่ในตู้เย็น” แป๋วบอก
“จะไปทำอะไรก็ไป...ฉันจะช่วยคุณพิณเอง”
พิชญ์บอก สาวใช้อมยิ้มแล้วออกไป
“ไหน ...มีอะไรให้ผมทำบอกมาเลย”
พิณทองหันมามองเต็มตา สีหน้าขรึมลง ถามตรงๆ
“ที่กลับมาทำดีกับพิณนี่เพราะคุณวิรงรองเขาเข้าใจกับน้าลบแล้วใช่ไหมคะ”
พิชญ์สีหน้าขรึมลงเช่นกัน
“พิณขอบอกก่อนว่า พิณไม่ต้องการ”
“ก็ไม่เชิง” พิชญ์บอก
“หมายความว่า มีส่วนถูก”
พิชญ์พยักหน้ารับ “ผมจะไม่โกหกพิณ แต่อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ผมควรจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับใครสักคนเสียที”
“งั้นก็เชิญไปหาใครคนนั้นที่อื่น”
พิณทองพูดพลางเอาไก่ที่เตรียมเสร็จแล้วเข้าเตาอบ
“พิณ...คุณก็รู้ว่าผมหมายถึงใคร”
“พิชญ์...พิณไม่ใช่ตัวสำรอง”
“ผมก็ไม่เคยคิดอย่างนั้น...” พิชญ์นิ่งไปนิดหนึ่ง “... ผมขอโอกาสพิสูจน์ตัวเองได้ไหม”
พิณทองมองพิชญ์อย่างครุ่นคิดครู่หนึ่ง
“บอกตามตรงนะคะ...พิณไม่อยากเจ็บอีก! แค่ที่ผ่านมา มันก็มากพอแล้ว”
“ผมรู้ ...แล้วผมก็เสียใจเหมือนกัน...ถ้าพิณให้โอกาส...ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้พิณต้องเจ็บปวดอีก”
พิณทองนิ่งไปครู่หนึ่ง “พิณคิดว่า ปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ก็แล้วกัน”

แสงไฟสนามที่บ้านคุณหญิงแก้วส่องสว่างทั่วบริเวณ สองคุณหญิงเดินตรงมาที่โต๊ะสนามช้าๆ สีหน้ารื่นรมย์ทั้งคู่ โดยมีสาวใช้เดินถือถาดน้ำผลไม้ ตามออกมาวางให้แล้วออกไป แก้วเอ่ยขึ้น ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ปล่อยให้อีตาคุณพจน์แกดูทีวีของแกไป ส่วนเรามาชื่นชมลูกเราแล้วก็นินทาลูกคนอื่นกันต่อ”
“แหม...งานถนัดค่ะ พี่ว่าตาพิชญ์กับยัยพิณคงทำความเข้าใจกันได้แล้ว ความจริงต้องขอบคุณคุณลบเหมือนกันที่แยกนังวิรงรองไปเสียได้” วัชรีว่า
“น้องน่ะเสียดายน้องชายค่ะ ตาลบมีผู้หญิงดีๆสวยๆ มาให้เลือกทั้งไฮโซ เซเล็บ ดารา นางแบบ แต่ก็เลือกอยู่นั้นแหละ “เลือกนักมักได้แร่” เหมือนโบราณว่าไว้ไม่มีผิด” แก้วบอก
“คงเป็นกรรมของแกน่ะคะ เลยบันดาลให้หน้ามืดตามัวเห็นก้อนกรวดเป็นเพชร”
พิชญ์และพิณทองเดินออกมาหน้าตาแจ่มใส
แก้วเห็นรีบบอก “จุ๊ๆ โน่น… เพชรกับทองมากันแล้ว”
“แหม...ทองตอนนี้ก็ราคาขึ้นๆลงๆ นะคะ”
แก้วและวัชรี หัวเราะกันระรื่น ขณะ สองคนเดินเข้ามา
“กลับกันได้แล้ว ครับ คุณแม่” พิชญ์บอกมารดา
“แล้วหนูพิณไม่กลับไปด้วยกันหรือลูก” วัชรีแปลกใจ
“นั่นซิ ไปจัดกระเป๋าจ้ะ แม่จะช่วย” แก้วขยับตัว
“พิณขอเวลาให้พิชญ์พิสูจน์ตัวเองเดือนนึงค่ะ” พิณทองบอก สีหน้าจริงจัง
วัชรีโวยนิดๆ “ตายจริง ทำไมนานอย่างนั้นล่ะ”
“เหลวไหลแล้ว ลูกพิณ” แก้วท้วง
“ผมก็ว่าอย่างนั้นล่ะครับ แต่พิณเขาอยากให้เราต่างคนต่างกลับไปใคร่ครวญให้ดี” พิชญ์บอก
“โอ๊ย คิดอะไรกันนักหนาตั้งเดือนนึง” แก้วโวย
“นี่นับว่าเร็วแล้วนะคะ พิณต้องคิดให้มากๆค่ะ เพราะคราวนี้ ถ้าพิณต้องกลับมา...ก็หมายความว่า พิณจะไม่กลับไปบ้านพิชญ์อีก”
พิชญ์มองพิณทองแล้วยิ้มแห้งๆ ขณะที่ สองคุณหญิงแม่ห่อปากตาโต

การจราจรบนถนนยามค่ำวันนั้นในกรุงเทพฯ คับคั่ง แน่นหนา สองแม่ลูกอยู่ในรถ วัชรีผินหน้ามาทางพิชญ์
“แกง้อหนูพิณเต็มที่หรือเปล่า เขาถึงได้ยังโยกโย้อย่างนั้น”
“เต็มที่เลยครับ...แต่พิณเขาคงอยากให้แน่ใจ”
“แล้วอย่าทำให้แม่กับหนูพิณ แล้วก็ครอบครัวเขาต้องผิดหวังอีกล่ะ”
“ผมคิดว่า คงไม่มีแล้วล่ะครับ”
พิชญ์ตอบขณะสายตามองไปข้างหน้า ถนนค่อนข้างโล่งว่างแล้ว

ขณะเดียวกันแก้วยืนมองภาพพจน์โอบไหล่พิณทองอย่างโล่งใจ
“คุณพ่อว่ายังไงคะ”
“ต้องถามตัวลูกเอง พิณว่ายังไงล่ะ”
พิณทองส่ายหน้าแล้วถอนใจ
“ไม่ทราบซิคะ ลึกๆแล้วพิณยังกลัวๆ...ยังเข็ด”
แก้วอดรนทนไม่ได้ เดินเข้ามา
“โฮ้ย เข็ดเขิดอะไร้ พิชญ์เขาก็เต็มอกเต็มใจง้อยังกับอะไรดี”
พจน์เหน็บ “ถ้าเป็นคุณ คงรีบจัดกระเป๋าตามไปแล้วละซี”
“แน่นอนค่ะ” แก้วบอก
“ค่อยยังชั่วที่ลูกพิณไม่ทำอย่างนั้น”
“เอ๊ะ คุณพจน์”
“อย่าทะเลาะกันค่ะ เรื่องนี้พิณต้องขอเวลาอีกสักนิดนะคะ...คุณแม่ ... พิณไม่อยากเสียใจอีก”
พจน์เบือนหน้ามามองแก้วซึ่งอึ้งไป เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของลูกสาว

เวลาเดียวกันพันธุ์สูรย์กำลังตรวจสอบออร์เดอร์ ขณะที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
พันธุ์สูรย์หยิบขึ้นดู ทั้งแปลกใจและดีใจ “คุณวิรงรอง...เป็นยังไงบ้างครับ”
“วิกลับมาอยู่โดมทองแล้วละค่ะ...เอาไว้จะเล่าให้ฟังทีหลังว่าเรื่องเป็นยังไงมายังไง! ที่โทร.มานี่ เพราะวิมีข่าวดีจะบอก...คุณอดิศวร์เริ่มเชื่อว่าดวงวิญญาณของท่านเจ้าคุณกับคุณพลับพลึงยังวนเวียนอยู่ที่โดมทองแล้วละค่ะ”
พันธุ์สูรย์ยิ้มเยาะนิดๆ “ก็คงแค่เชื่อเท่านั้นแหละครับ”
“ไม่เท่านั้นหรอกค่ะ...เพราะเขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า เกิดอะไรขึ้นกับท่านทั้งสอง”
“แล้วเขาจะรับได้หรือเปล่าว่า “ไอ้อะไร” นั่น คุณย่าสุดบูชาของเขามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย”
“หมายความว่ายังไงคะ”
“ไม่รู้ซิ! ผมก็พูดไม่ถูก...มันสังหรณ์ใจขึ้นมาน่ะครับ”
“คุณพันธุ์สูรย์”
“ผมอยากให้คุณระวังตัวด้วย!…คนที่บ้านนั้นน่ากลัวกว่าที่คุณคิด”
“ทำไมคุณถึงชอบพูดเป็นปริศนา! ทำไมไม่พูดตรงๆ”
“ผมพูดตามที่รู้สึก แล้วก็เคยประสบมาบางส่วน! ว่าแต่เจ้าภูไทกับเจ้าลานนาทราบเรื่องที่คุณกลับมาโดมทองแล้วหรือยังครับ”
“ยังเลยค่ะ...คิดว่าพรุ่งนี้จะโทร.บอก งั้น...แค่นี้ก่อนนะคะ”
“ครับ”
วิวางโทรศัพท์ลง สีหน้าครุ่นคิดตรึกตรอง

ดวงจันทร์คืนข้างแรมแก่ๆ เหนือเทือกเขา ส่องแสงสลัวๆ
พันธุ์สูรย์เดินออกมาจากออฟฟิศ ด้วยสีหน้าหนักอกหนักใจ ขณะเงยหน้ามองดวงจันทร์
“วิกลับมาอยู่โดมทองแล้วละค่ะ” เสียงวิรงรองดังก้องในหู
พันธุ์สูรย์ถอนใจเฮือกใหญ่ สีหน้ายังไม่คลายกังวล

ด้านวิรงรองสวมเสื้อคลุมอาบน้ำเดินออกมาจากห้องน้ำ ทันใดไฟในห้องดับวูบลง วิรงรองสะดุ้งเฮือก ยืนนิ่งจังงังอยู่กับที่ อะไรอย่างหนึ่งวูบไหวไปมาอยู่มุมห้อง
วิรงรองหลับตาลงเพื่อให้สายตาชินกับความมืด แล้วลืมตาขึ้นใหม่ วิรงรองตกใจจนพูดไม่ออก แล้วสะดุ้งสุดตัว เมื่อเห็นวิญญาณพลับพลึงยืนอยู่ตรงหน้า
ใบหน้าพลับพลึงซีดขาว และดูเศร้าสร้อย
วิรงรองกลืนน้ำลาย สะกดกลั้นความกลัว “คะ...คุณ...คุณพลับพลึง...ตะ..ต้อง...ต้องการอะไร...คะ...” น้ำเสียงเธอแหบแทบไม่เป็นเสียงด้วยความกลัว
พลับพลึงยื่นมือข้างหนึ่งออกมา วิรงรองเซผงะ อ้าปากจะร้องก็ร้องไม่ออก พลับพลึงคอตก แล้วกรีดร้องออกมาเสียงโหยหวน วิรงรองเบิกตากว้าง กลัวจนจังงังอยู่กับที่
ร่างพลับพลึงหายไปพร้อมๆ กับไฟสว่างพรึ่บขึ้น

วิรงรองในชุดนอน และเสื้อคลุมรัดกุมเปิดประตูออกมา แล้วรีบเดินไปเคาะประตูห้องอดิศวร์
ประตูเปิดออกมา อดิศวร์ชะงักเมื่อเห็นหน้าซีดขาวตกใจของวิรงรอง รีบดึงตัวเข้ามากอด
“เป็นอะไรไป”
“คุณ...คุณพลับพลึงค่ะ”
อดิศวร์คลายอ้อมแขนออก แล้วจูงมือพาเดินหน้าห้องวิรงรอง เปิดประตูออกดู แต่ภายในห้องเป็นปกติ ทั้งสองเดินเข้าไป
วิรงรองตั้งสติไว้ “เมื่อกี้เธอยืนอยู่ตรงนี้ ถึงไฟจะดับ วิก็จำเธอได้แน่นอน”
อดิศวร์ชะงัก หันมามองเขม็ง “เธอบอกว่าไฟดับ”
“ค่ะ” วิรงรองแปลกใจในคำถาม
อดิศวร์นิ่วหน้า
“ทำไมคะ! ไฟห้องคุณอดิศวร์ไม่ได้ดับหรือคะ”
อดิศวร์จับมือทั้งสองของวิรงรองไว้ “เราแลกห้องกันไหม ! เธอไปนอนห้องฉัน”
“ไม่เป็นไรค่ะ วินอนได้ เมื่อกี้วิตกใจ แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว”
“แน่ใจนะ” อดิศวร์จ้องหน้า
“ค่ะ ที่คุณพลับพลึงมาให้เห็น เพราะเธอต้องการจะสื่ออะไรบางอย่างกับวิ...แต่วิมัวแต่ตกใจ เธอก็เลยไป...ต่อไปวิต้องพยายามตั้งสติ”
“ฉันไม่อยากให้เธอหมกมุ่นกับเรื่องนี้มากเกินไป”
วิรงรองชะงัก “คุณหาว่าวิโกหก”
“เปล่าสักหน่อย”
วิรงรองเม้มปาก
“ฉันเป็นห่วงเธอนะ วิรงรอง”
“ขอบคุณ” วิรงรองเว้นนิดหนึ่ง “คุณอดิศวร์ออกไปได้แล้วค่ะ...ดิฉันจะนอน”
“อ้าว! นึกว่าจะให้นอนเป็นเพื่อนเสียอีก”
“ฮื้อ...”
“รับรองว่าฉันไม่ใช่คนนอนดิ้น”
วิรงรองดันตัวอดิศวร์ไปที่ประตู ด้วยสีหน้าแววตาขัดเขิน “ออกไปได้แล้ว”
จากนั้นวิรงรองก็ปิดประตู แล้วล็อคแน่นหนา ยืนพิงประตูครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินกลับมาที่เตียง

เช้าวันต่อมาอุไรเปิดหน้าต่าง เพื่อให้แสงยามเช้าส่องเข้ามา เลยถูกท่านผู้หญิงด่า
“ใครบอกให้แกเปิดหน้าต่าง”
อุไรหันมามอง ท่านผู้หญิงแต่งตัวเรียบร้อย นั่งอยู่บนรถเข็น
“ปิดซิ! สาระแนสู่รู้ดีนัก”
“ขอประทานโทษค่ะ”
มีเสียงเคาะประตูเบาๆ ก่อนจะเห็นแสงแขเปิดเข้ามา
“มาแล้วเรอะ ฉันกำลังจะให้นังสาระแนนี่ไปตามอยู่พอดี”
“คุณย่ามีอะไรจะใช้แขหรือคะ”
“เข็นรถฉันไปที่ห้องกินข้าวหน่อย”
แสงแขและอุไร มีสีหน้าแปลกใจ
“ถ้าวันนี้ฝนไม่ตก...แดดก็ต้องออก เพราะมันมีอยู่ 2 อย่าง”
อุไรเดินมาเก็บที่นอน

แสงแขหันไปปิดประตู แล้วเดินมาที่รถเข็นท่านผู้หญิง นัยน์ตาวาววับ
“คุณย่าจะไปอาละวาดที่นั่นหรือคะ..แหม ... แขเห็นด้วย”
“สู่รู้! ทำไมคนบ้านนี้มันถึงได้สู่รู้กันนักนะ”
แสงแขนิ่วหน้า
“ทำหน้าทำตาให้มันดีหน่อย...เข็นฉันไป”
“คุณย่ามีแผนอะไรอีกคะ”

ท่านผู้หญิงยิ้มอย่างมีเลศนัยขณะแสงแขเข็นรถไป

โดมทอง ตอนที่ 14 (ต่อ)

บรรยากาศยามเช้า สายหมอกลอยอ้อยอิ่งอยู่บริเวณหุบเขา ส่วนในห้องอาหาร อุษายกถาดอาหารออกมา วางจานไข่ดาวแฮมตรงหน้าอดิศวร์ และสลัดผักสดน่ากินให้วิรงรอง

“วันนี้ของน้องวิมีสลัดค่ะ”
“ผักสดจังเลยค่ะ...แล้วของพี่อุษาล่ะคะ”
“ของพี่เรียบร้อยแล้วค่ะ”
“แสงแขล่ะ” อดิศวร์ถามขึ้น
แสงแขเข็นรถท่านผู้หญิงเข้ามาพอดี โดยมีโอบอ้อมเดินตาม
ท่านผู้หญิงทักทายหน้าตาแจ่มใส “อยู่พร้อมหน้ากันพอดี”
อดิศวร์รีบลุกขึ้นไปรับย่า แล้วเข็นต่อมาที่เก้าอี้ตรงโต๊ะอาหาร วิรงรองซึ่งยังตกใจและแปลกใจอยู่รีบไหว้
“ไหว้ผี...เอ๊ย ไหว้พระเถอะ” ท่านผู้หญิงบอก
ทุกคนมีสีหน้าประหลาดใจที่หญิงชรายอมพูดกับวิรงรองดีๆ เว้นแต่แสงแขซึ่งยิ้มอยู่ในหน้าตั้งแต่เข้ามา
“เอ้า! อุษา! ไหนซุปของฉันล่ะ มัวแต่ยืนเบิ่งตาอยู่ได้” ท่านผู้หญิงหันมาทางอุษาที่ยืนงงอยู่
“ค่ะ...แสงแขละ...จะทานอะไร”
“ทานสลัดเหมือนวิรงรองดีกว่า โอบ...แกไปช่วยคุณอุษาไป”
“ค่ะ” โอบอ้อมตามอุษาไป
ท่านผู้หญิงมองหน้าวิรงรองตรงๆ “เป็นไง...กลับไปบ้านเสียหลายวันนี่”
วิรงรองได้แต่ยิ้มแห้งๆ ด้วยไม่ทันตั้งตัว
“ตาลบน่ะซี เดือดร้อนกว่าใคร!...กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ต้องรีบไปตามกลับมา”
ทุกคนเงียบกันไปหมด
อุษาและโอบอ้อมถืออาหารออกมาเสิร์ฟ
“พี่อุษาไม่ทานอะไรหรือจ๊ะ” แสงแขถามเสียงหวาน
“พี่ทานแล้ว”
ท่านผู้หญิงลงมือทานก่อน แสงแข อดิศวร์ทานตาม โดยที่วิรงรองยังงงๆ
ท่านผู้หญิงเงยหน้ามองจ้องวิรงรอง “แล้วทำไมไม่กิน...เสร็จแล้วจะได้ไปเดินเล่นกัน!...เช้านี้อากาศดี”
วิรงรองหันไปสบตาอดิศวร์โดยไม่ได้ตั้งใจ

หลังมื้อเช้าผ่านไป อดิศวร์ขับรถกอล์ฟ โดยมีท่านผู้หญิงและวิรงรองนั่งโดยสารชื่นชมบรรยากาศสวยงามของอาณาจักรโดมทอง
ท่านผู้หญิงชวนวิรงรองคุย และชี้ชวนชมโน่นนี่นั่น อดิศวร์มีสีหน้าผ่อนคลายลงมาก เช่นเดียวกับวิรงรองค่อยๆ หายเกร็ง กล้าคุยโต้ตอบกับท่านผู้หญิงบ้าง
บรรยากาศดูชื่นมื่นนิดๆ

อดิศวร์เข็นรถท่านผู้หญิงมาที่ประตูห้อง แสงแขซึ่งเดินตามกับวิรงรอง รีบเปิดประตูให้ อดิศวร์เข็นรถพาท่านเข้าไปด้านใน วิรงรองไม่ได้เข้าไปด้วย
“เข้าไปซิคะ” แสงแขบอก
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“เข้าไปเถอะน่า...ตอนนี้คุณวิกำลังเป็นคนโปรดของคุณย่า”
พูดพลางแสงแขดึงแขนวิรงรองเข้าไป

อดิศวร์กำลังเอาหมอนซ้อนๆ กัน ให้ย่านั่งพิง แสงแขปล่อยแขนวิรงรอง แล้วเข็นรถไปแอบมุมห้อง
“แกออกไปก่อน แสงแข...ฉันจะคุยกับตาลบ แล้วก็...แม่วิรงรอง” ท่านผู้หญิงบอกเสียงเรียบ
“ค่ะ” แสงแขเดินสงบเสงี่ยมออกไป
ท่านผู้หญิงเบือนหน้ามามองวิรงรองซึ่งนั่งพับเพียบหน้าเตียง
“เธอหน้าเหมือนพลับพลึงจริงๆ เหมือนราวกับเป็นคนๆ เดียวกัน เหมือนจนทำให้ฉันนึกถึงเรื่องที่ผ่านมา แล้วก็พาลโกรธเกลียดเธอ”
วิรงรองก้มหน้าลง อดิศวร์เดินมาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ
“จนกระทั่ง ตาลบได้แสดงให้เห็นว่าเขารักเธอมาก ฉันถึงต้องปล่อยวาง” หญิงชราเว้นจังหวะอีกนิด “อีกอย่าง...เธอกับพลับพลึงเป็นคนละคนกัน”
อดิศวร์หันมาจับมือวิรงรองไว้ แล้วก้มหน้าลงยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กัน
“ย่ารักลบ...เห็นลบมีความสุข...ย่าก็พลอยมีความสุขไปด้วย”
อดิศวร์ก้มกราบที่ตักย่า ขณะที่วิรงรองไหว้อย่างนอบน้อม
“ขอบคุณมากครับ คุณย่า”
ท่านผู้หญิงมองมาที่วิรงรองขณะก้มหน้าไหว้ ด้วยสีหน้าแววตาเยือกเย็น แลดูน่ากลัว

อุษากำลังเดินมาชะงัก เห็นแสงแขจูงวิรงรองเดินมา
แสงแขหัวเราะร่วนพูดเย้า “ทำหน้ายังกับถูกผีหลอกแน่ะ พี่อุษา”
“คงอย่างนั้นมั้ง อยู่ๆ อะไรๆก็เปลี่ยนไปโดยไม่ทันตั้งตัว”
“ในโลกนี้มันอนิจจังไม่เคยเที่ยงทั้งนั้นแหละ...แต่เราก็ต้องยอมรับว่า มันเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี”
อดิศวร์เดินเข้ามาสมทบ
“กำลังคุยอะไรกัน”
“กำลังปรับความเข้าใจกันมากกว่าค่ะ” แสงแขว่า
อดิศวร์มองวิรงรอง “เธอล่ะ...ปรับความเข้าใจกับเขาเรียบร้อยแล้วหรือยัง”
วิรงรองยิ้ม “ค่ะ”
“งั้นไปเดินเล่นกัน”
อดิศวร์พาวิรงรองเดินออกไป สองคนมองตาม
สีหน้าแสงแขค่อยๆ คลายยิ้ม เป็นนิ่งสนิทคล้ายหน้ากาก แล้วเดินออกไปเงียบๆ อุษาหันไปมองตาม

สองคนเดินเข้ามาภายในบริเวณอันสวยงามนั้น
“สบายใจขึ้นไหม”
วิรงรองมีสีหน้าครุ่นคิด “ไม่ทราบซิคะ...ทุกอย่างมันเปลี่ยนเร็วเกินไป”
“คุณย่าคงได้คิด...เพราะฉันยืนยันกับท่านว่า ฉันจะแต่งงาน กับเธอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
วิรงรองนิ่งไป
“อย่าคิดมากซิ”
ทั้งสองเดินกันไปครู่หนึ่ง แล้ววิรงรองตัดสินใจพูด
“ดิฉันขออนุญาตพูดเรื่องคุณพันธุ์สูรย์กับพี่อุษา”
อดิศวร์นิ่งอึ้งไป
“ทำไมคุณอดิศวร์ไม่เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้างคะ มนุษย์ทุกคนต่างก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน...ที่สำคัญคุณอุษาเองก็รักคุณพันธุ์สูรย์”
“ฉันหมั่นไส้ที่มันชอบทำท่าเป็นผู้กุมความลับของตระกูลศิโรดม”
“ดิฉันไม่เห็นเขาเป็นอย่างนั้นเลย! ดิฉันซักแทบตาย เขาก็บอกแค่เรื่องที่รู้ๆกันอยู่ ..ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น” วิรงรองนิ่งคิดนิดหนึ่ง “คุณอดิศวร์ใจร้ายพอที่จะปล่อยให้น้องสาวต้องอยู่อย่างเดียวดายไปตลอดชีวิต ในขณะที่ตัวเองกำลังมีความสุขอย่างนั้นหรือคะ”
อดิศวร์นิ่งไปครู่หนึ่ง “เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ฉันคนเดียว ...มันขึ้นอยู่กับคุณย่าด้วย”
“ดิฉันเชื่อว่า คุณอดิศวร์สามารถจัดการได้” วิรงรองอ้อนนิดๆ ท่าทีน่ารัก
อดิศวร์จับจมูกบีบเบาๆ อย่างเอ็นดู “เอาอีกแล้ว...วิรงรอง”
“นะคะ...ทุกอย่างอยู่ในกำมือของคุณอดิศวร์...ถ้าเพียงแต่คุณอดิศวร์ยอมเข้าใจสักนิดเดียว ทุกคนก็จะมีความสุขสมหวังกันไปหมด”
“ไอ้พันธุ์สูรย์มันเย่อหยิ่ง อวดดี”
“เพราะคุณนั่นแหละที่ทำให้เขาเป็นอย่างนั้น”
“ฉันอยากรู้ว่ามันจะอวดดีไปได้สักแค่ไหน”
“คุณพันธุ์สูรย์เขาก็มีศักดิ์ศรีของเขาเหมือนกัน ในเมื่อคุณอดิศวร์ไล่เขาอย่างไม่ไว้หน้า...”
อดิศวร์ขัดขึ้น “ปล่อยเขา...วิรงรอง...ถ้านายนั่นรักน้องสาวฉันจริงมันก็ต้องหาทางจนได้”
วิรงรองฟังด้วยสีหน้ามาดหมาย

ส่วนแสงแขยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความเกลียดชังและเคียดแค้น
เห็นอดิศวร์กำลังก้มลงมอง ซึ่งถึงแม้จะไม่เห็นสีหน้าและแววตาชัดเจน เพราะค่อนข้างอยู่ไกล แต่ท่าทางก็ดูอ่อนโยนและรักใคร่วิรงรองเหลือแสน
ใบหน้าแสงแขยิ่งดูถมึงทึง
โอบอ้อมเดินเข้ามา เขม้นมองตามสายตาแสงแข
“อุ๊ยต๊าย! แบบนี้มันเยาะเย้ยกันชัดๆ คุณแขยอมไม่ได้เลยนะคะ”
แสงแขกัดปากจนเจ็บเลือดซึมออกมา
“เนี้ย! มันต้องรู้แน่ๆว่า คุณแขกำลังแอบมองอยู่...มันถึงได้ออเซาะคุณลบเสียขนาดนั้น” โอบอ้อมพูดเรื่อยเจื้อย
“พอที”
โอบอ้อมเพลินปาก “เชื่อมั้ยคะ! อีกประเดี๋ยวก็ต้องกอดกัน”
แสงแขเสียงเข้มขึ้น “พอที”
“พอได้ไงคะ มีกอดแล้วก็ต้องมีจูบ...”
พูดไม่ทันขาดคำ โอบอ้อมหันมาตบเปรี้ยงจนหน้าหัน แหกปากร้องลั่น
“ว้าย”
แสงแขสะบัดหน้าเดินเข้าไป
“อูย..ย...ย รู้งี้เป็นพวกคุณอุษาดีกว่า! ไม่เคยเห็นตบนังอุไรมันซักกะแปะ”

วิรงรองเดินมาช้าๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย อดิศวร์เดินตามมาพักหนึ่ง แล้วจับข้อมือวิรงรองไว้
“โกรธฉันหรือ”
“เปล่านี่คะ”
อดิศวร์จับต้นแขนวิรงรองให้หันกลับมาหา สีหน้าอีกฝ่ายยังเรียบเฉย “เธอโกรธฉัน”
วิรงรองยังคงนิ่ง
“ทำไมต้องเอาเรื่องของคนอื่นมาเป็นอารมณ์ด้วย”
“ไม่ใช่คนอื่นนะคะ!...พี่อุษาเป็นน้องสาวของคุณอดิศวร์...เธอก้มหน้าก้มตารับใช้ทั้งคุณอดิศวร์และท่านผู้หญิงมาแทบจะตลอดชีวิตโดยไม่เคยปริปากบ่น! แถมวันดีคืนดีเกิดทำอะไรไม่ถูกใจขึ้นมา ยังถูกดุด่ายังกับนางทาส”
สีหน้าอดิศวร์เริ่มจะตึง “วิรงรอง”
“ความสุขเพียงอย่างเดียวในชีวิตเธอคือ คุณพันธ์สูรย์...คุณก็ทราบ ทุกคนก็ทราบ...แต่ก็ยังตั้งหน้าตั้งตาขัดขวางทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ได้ต่ำต้อยอะไร”
อดิศวร์โกรธจนลืมตัว บีบต้นแขนวิรงรองแน่นขึ้น
“โอ๊ย”
“ขอโทษ” อดิศวร์รู้สึกตัวยอมปล่อย แล้วหันหลังกลับจะเดินไป
“คุณอดิศวร์” วิรงรองเรียกไว้
อดิศวร์หันกลับมาหา “เธอล้ำเส้นมากไปแล้ว วิรงรอง”
“หมายความว่า เราจะกลับไปทะเลาะกันเหมือนเดิมแล้วใช่ไหมคะ”
อดิศวร์รู้สึกตัวจึงเดินกลับมา แต่วิรงรองถอยไป 2-3 ก้าว
“คุณคงต้องกลับไปคิดใหม่ให้ดีอีกครั้งแล้วล่ะค่ะ เพราะตราบใดที่ความคิดของเรายังขัดแย้งกันอยู่ และค่อนข้างมากขนาดนี้ ก็คงไปกันไม่รอด”
“เรื่องแค่นี้น่ะหรือ”
“ค่ะ! เพราะต่อไปใครจะรู้ว่า มันอาจจะรุนแรงมากกว่านี้ก็ได้”
สองคนสบตากันด้วยทิฐิ แล้ววิรงรองเดินเลยไป

ทุ่งพลับพลึงยามค่ำ ไหวตามแรงลมในแสงสลัวรางๆ วิรงรองเดินช้าๆ มาหยุดยืนตรงนั้น แล้วทอดสายตามองไปไกล เทือกเขาเด่นทะมึนอยู่หลังดงพลับพลึง
วิรงรองค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่ง แล้วถอนใจยาว
“ฉันควรจะทำยังไงดีคะ...คุณพลับพลึง”

เวลานั้นหมอกควันจางๆ กระจายไปทั่วบริเวณ วิรงรองเดินเหลียวมองไปรอบ ท่าทีงงๆ มีเสียงเพลง “นางครวญ” ดังขึ้น วิรงรองเหลียวซ้ายแลขวามองหาทิศที่มาของเสียง

วิรงรองเดินตามเสียงเพลงมาเรื่อยๆ จนมาถึงหน้าห้องๆ หนึ่ง ซึ่งเสียงดนตรีดังมาจากข้างใน วิรงรองหยุดหน้าประตูห้องนั้น เสียงเพลง “นางครวญ” ดังออกมา
พร้อมๆ กันนั้นประตูถูกเปิดออกช้าๆ วิรงรองค่อยๆ เดินเข้าไปแล้วชะงัก เมื่อเห็นท่านเจ้าคุณกำลังยืนมองพลับพลึงสีซอ และร้องเพลงนางครวญด้วยสีหน้าแววตาลึกซึ้ง
ท่ามกลางแสงสลัวในห้อง วิรงรองมองภาพนั้นด้วยความหวาดหวั่น รู้สึกเหมือนขนลุก
พลับพลึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แต่แทนที่จะมองท่านเจ้าคุณ กลับหันมามองวิรงรองแทน วิรงรองสะดุ้งเฮือก ด้วยใบหน้าพลับพลึงดูโศกเศร้าสุดๆ น้ำตาไหลอาบแก้ม
ท่านเจ้าคุณค่อยๆ เบือนหน้ามามองตาม วิรงรองถึงกับผงะด้วยความหวาดกลัวสุดๆ

วิรงรองสะดุ้งตกใจตื่น ผุดลุกขึ้นนั่ง เหงื่อกาฬท่วมตัว ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจยาวเมื่อทุกอย่างเป็นความฝัน แล้วเอนตัวลงจะนอน แต่แล้วก็ชะงัก เมื่อได้ยินเสียงคนเดินเบาๆ อยู่หน้าห้อง
วิรงรองค่อยๆ ลุกขึ้น หยิบเสื้อคลุมมาสวม เดินช้าๆ ไปที่ประตู เปิดออกอย่างแผ่วเบา แล้วค่อยๆแง้มหน้าออกไปดู
บริเวณหน้าห้องนั้นว่างเปล่า วิรงรองดูจนแน่ใจ แล้วปิดประตู

วิญญาณพลับพลึงค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นหน้าห้องวิรงรอง แล้วกวาดตามองไป เห็นมีเงาขยับที่ข้างเสามุมหนึ่ง พลับพลึงค่อยๆ ผินหน้าไปที่มุมนั้น
“ไปให้พ้น...นังพิศ”
ร่างๆ หนึ่ง ค่อยๆ ก้าวออกมา
“ไป๊! นังพิศ!”
ผีพิศค่อยๆ กลืนหายไปในความมืด
วิญญาณพลับพลึงยืนมองตามด้วยสีหน้านิ่งสนิท

อุไรลุกขึ้นด้วยเกิดปวดท้องเข้าห้องน้ำกลางดึก ขยับจะยืน
เสียงท่านผู้หญิงดังขึ้น “จะไปไหน”
อุไรสะดุ้งเฮือก “ผะ...ผะ ...ผี”
ท่านผู้หญิงหันหน้ามามอง “ผีบ้าผีบออะไรของแก”
อุไรหันมามองแล้วโล่งใจ “ท่านเองหรอกหรือเจ้าคะ”
“แล้วเอ็งคิดว่าข้าเป็นผีเรอะ! โน่น...ผีมันอยู่ข้างนอกโน่นเต็มไปหมด”
อุไรสะดุ้งเฮือก “ท่านเจ้าขา! แล้วอุไรจะออกไปเข้าห้องน้ำได้ยังไงล่ะเจ้าคะ”
“เอ็งก็เดินออกไปซิ ระวังผีด้วยก็แล้วกัน”
อุไรซึ่งกำลังจะลุกขึ้นกลับทรุดลงไปอีก

ตอนเช้ามืดขณะที่อุษาซึ่งกำลังเตรียมอาหารอยู่ในครัว หันหน้ามามองอุไร ซึ่งเดินหน้าซีดเซียวเข้ามา
“เป็นอะไรหรือเปล่า...หน้าตาซีดเซียว...”
“เมื่อคืนนอนไม่หลับค่ะ”
อุษายังคงทำกับข้าวไปเรื่อยๆ
“คุณอุษาไม่ถามหรือคะว่าทำไม? ถ้าไม่ถามอุไรก็จะบอกเอง...เมื่อคืนอุไรปวดท้องค่ะ พอจะลุกมาเข้าห้องน้ำ ...ท่านผู้หญิงเกิดตื่นขึ้นมาถามว่า ไม่กลัวผีหลอกเอาเรอะ อุไรหายปวดท้องเลยค่ะ แต่ย้ายมาปวดหัวจนนอนไม่หลับแทน” อุไรคิดๆ เว้นไปอีกนิด “คุณอุษานี่ดีนะคะ อุไรไม่เคยได้ยินคุณบ่นว่าเจอผีกับเขาเลย”
“ฉันไม่ได้สนใจนี่! อุไรเห็นแสงแขหรือเปล่า”
“เห็นออกไปข้างนอกกับนังโอบค่ะ” อุไรบอก
อุษาหันมามอง “ออกไปข้างนอก”

เวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่ง แต่ยังเป็นช่วงเช้ามืด แสงแขและโอบอ้อมเดินเข้ามาในบริเวณป่าละเมาะริมน้ำตก
“เขารับปากว่าจะมาแน่นะ” แสงแขถาม
“ค่ะ รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมาแน่ค่ะ ...พี่อ๊อด” โอบอ้อมตะโกนเรียกดังขึ้น “พี่อ๊อด”
“ฉันว่าไม่มาหรอก”
แสงแขหันมา แล้วสะดุ้งเฮือก
“ว้าย”
อ๊อดและลูกน้องก้าวพรวดออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่
“โอ๊ย! โผล่พรวดพราดออกมาได้” โอบอ้อมบ่นบ้า
“ฉันก็ต้องให้แน่ใจก่อนซิว่า ไม่มีใครตามมานอกจากแกกับคุณนาย”
“บ้า! เรียกซะแก่เลย! ฉันจะให้ลงมือคืนนี้ .. คุณลบเข้ากรุงเทพฯพอดี” แสงแขว่า
“ผมขอเพิ่มค่าจ้างเป็น แสนนึง” อ๊อดบอก
โอบอ้อมตาเหลือกร้อง “ฮ้า”
แสงโวยลั่น “จะบ้ารึไง! ตกลงกันที่ 5 หมื่น แล้วอยู่ดีๆ มาขอเพิ่มเป็นแสน”
“เพราะผมมาคิดทบทวนดูแล้ว...ผมต้องเสี่ยงเจอผีอีก ! ถ้าถูกหักคอมันไม่คุ้ม” อ๊อดบอกเหตุผล
“ผีที่ไหน...ฉันรับรองว่าไม่มีแน่”
“น้อยไปซิ คราวที่แล้วทำเอาผมเข็ด นี่ถ้าโอบมันไม่อ้อนวอนแล้วอ้อนวอนอีก...ผมก็ไม่เอา”
“ก็ได้! แสนก็แสน! คืนนี้แกรออยู่ที่นี่ แล้วฉันจะให้โอบโทร.ตามเมื่อพร้อม” แสงแขว่า
อ๊อดไม่ยอม “ผมต้องขอเงินก่อน”
โอบอ้อมต่อว่าพี่ชาย “อย่างกนักเลยน่า”
“ไม่ได้งก แกก็รู้ว่า ฉันต้องเสี่ยงขนาดไหน”
“จะเอายังไงดีคะ คุณแข”
“เออ...เออ! คืนนี้แกมาถึงเมื่อไหร่...ฉันจ่ายให้ทันที” แสงแขบอกหนักแน่น

เวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง แสงแขและโอบอ้อมเดินซุบซิบกันเข้ามาในบ้าน
“ออกไปไหนมาแต่เช้า” อุษาทักถาม
สองคนหันไปมอง
แสงแขเบ้ปาก “มันเรื่องของฉัน ฉันจะไปตายที่ไหนก็ไม่เกี่ยวกับใคร”
อุษาขมวดคิ้ว “พูดอะไรอย่างนั้น”
“ทำไม” แสงแขเว้นอีกนิด “ฉันยังไม่ตายวันนี้พรุ่งนี้หรอก จะอยู่ดูความพินาศของใครบางคนก่อน…ฉันต้องไปหาคุณย่าล่ะ หลีกไป”
แสงแขเดินเฉียดอุษาไป โอบอ้อมรีบตามตัวลีบ อุษามองตามด้วยสีหน้าเป็นกังวล

ในห้องท่านผู้หญิง แสงแขกับโอบอ้อมมาแจ้งท่านผู้หญิงสรรักษ์เรื่องอ๊อดของเงินเพิ่ม
“สองแสนฉันก็ให้ ขอให้ทำสำเร็จก็แล้วกัน” ท่านผู้หญิงบอก
“น่าจะสำเร็จนะคะ...แขกลัวแต่ว่า พอคุณลบกลับมา”
“เราก็บอกว่ามันหนีไป”
“แล้วคุณลบจะเชื่อหรือคะ” โอบอ้อมท้วง
“เชื่อหรือไม่เชื่อ นังพลับพลึงมันก็หายไปแล้ว…เหมือนตอนนั้น”
ท่านผู้หญิงนัยน์ตาเป็นประกายวาวโรจน์

สองคนกำลังยืนมองหน้ากันเงียบๆ โดยที่อดิศวร์แต่งตัวเตรียมจะออกเดินทางและพูดขึ้นในที่สุด
“จะให้ฉันไปทั้งๆ ที่เรายังไม่เข้าใจกันอย่างนี้น่ะหรือ”
วิรงรองยังคงยืนนิ่ง
“วิรงรอง”
“วิอยากให้คุณรู้จักให้อภัยและมีเมตตา...”
อดิศวร์ทอดถอนใจ
“ไม่อย่างนั้น คุณจะมีความสุขที่แท้จริง...”
“นี่เธอยังไม่เข้าใจอีกหรือ? เมื่อคืนที่ฉันบอกกับเธอว่า ถ้าพันธุ์สูรย์รักอุษาจริง เขาก็ต้องหาทางจนได้”
“แต่ถ้าคุณไม่เปิดทาง...คุณพันธุ์สูรย์จะพบได้ยังไงคะ...โดยเฉพาะพี่อุษาที่ไม่มีวันขัดคำสั่งท่านผู้หญิงกับคุณเด็ดขาด”
“แล้วทีฉัน ทำไมยังหาทางทำความเข้าใจกับเธอได้ ทั้งๆ ที่เธอเกลียดฉันยังกับอะไรดี ! หาว่าเป็นแดร็คคูล่าบ้างละ ...เป็นโรคจิตบ้างละ...”
“ก็...”
อดิศวร์ดึงวิรงรองมากอดไว้ “เชื่อฉันซิ! อีกอย่างพันธุ์สูรย์จะได้พิสูจน์ความจริงใจที่มีต่ออุษาด้วย” อดิศวร์เว้นไปนิดหนึ่ง “ฉันสัญญาว่าจะไม่ขัดขวางทั้งทางตรงและทางอ้อมแน่นอน”
วิรงรองยิ้มออก “ขอบคุณค่ะ”
อดิศวร์ก้มลงจูบหน้าผากวิรงรองอย่างอ่อนโยนรักใคร่
“เสร็จธุระแล้ว ฉันจะรีบกลับโดยเร็วที่สุด”

ไม่นานหลังจากนั้น คนงานขับรถแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้าน วิรงรองเปิดประตูลงมา ขณะที่แสงแขก้าวออกมาเช่นกัน สีหน้าเต็มไปด้วยความริษยาและเกลียดชัง แต่พอวิรงรองหันมา ก็ตีสีหน้ายิ้มเศร้าๆ ได้ทันที
“คุณลบไปแล้วหรือ”
“ค่ะ”
คนงานขับรถไปจอดที่โรงรถ
แสงแขพยักหน้าเศร้าๆ ในขณะที่วิรงรองไม่รู้จะพูดอะไร
“นี่คุณย่าก็ไม่ค่อยสบาย”
“คุณอุษาทราบหรือยังคะ”
“คุณย่าสั่งไม่ให้บอกใคร…ท่านบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก”
“ถึงยังไงก็ควรจะพาท่านไปหาหมอ” วิรงรองว่า
“เธอก็รู้ว่าขัดใจท่านได้ที่ไหน”
ขณะที่ทั้งสองพูดกัน โอบอ้อมเดินออกมา ท่าทีลับๆ ล่อๆ
“มีอะไรหรือโอบ” แสงแขหันไปถาม
“ท่านผู้หญิงต้องการพบคุณวิรงรองค่ะ”
วิรงรองมีสีหน้าแปลกใจ
“ไปซิ...ฉันไปด้วย” แสงแขบอก

วิรงรองออกเดินไปกับแสงแข โดยมีโอบอ้อมเดินตามหลังด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์

โดมทอง ตอนที่ 14 (ต่อ)

โดมทอง ตอนที่ 14

อ่านต่อตอนที่ 15
กำลังโหลดความคิดเห็น...