xs
sm
md
lg

โดมทอง ตอนที่ 5

เผยแพร่:

โดมทอง ตอนที่ 5

เวลานั้นแข้งขาวิรงรองไร้เรี่ยวแรง ร่างเซผงะไป 2-3 ก้าว ตามองพิชญ์ซึ่งตกใจไม่คาดคิดเช่นกัน พิชญ์ก้าวเข้ามาหาอย่างลืมตัว

“พลับพลึง”
อุษามองภาพนั้นเหมือนยังงงๆ ขณะที่พิณทองเหมือนเริ่มจะเข้าใจ
อดิศวร์โอบไหล่วิรงรองไว้ทันที “คุณพิชญ์คงจำคนผิด นี่คุณวิรงรอง...เธอกับผมกำลังศึกษากันอยู่”
พิชญ์มองหน้าวิรงรองเขม็ง “จริงหรือ พลับพลึง”
วิรงรองช็อก เดินกลับเข้าห้อง แล้วปิดประตูโดยไม่พูดไม่จาในขณะที่พิณทองก็เดินกลับเข้าห้องไปเงียบๆ เช่นกัน
พิชญ์ขยับจะตรงไปห้องวิรงรอง “พลับพลึง”
อดิศวร์ขยับขวางไว้ทันที “ผิดห้องแล้ว ห้องนี้ของผม...ของคุณห้องนั้น”
พิชญ์ถึงกับอึ้งไป
“คุณควรจะเข้าไปอธิบายให้ภรรยาคุณเข้าใจ”
“ขอผมพูดกับพลับพลึงก่อนได้ไหม”
“ไม่ได้”
อดิศวร์มองพิชญ์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เอาจริงเอาจัง
“คุณไม่ควรทำให้คุณพิณเสียใจ ! อีกอย่างวิรงรองกับผมกำลังดูใจกันอยู่”
“ผมไม่เชื่อ”
“ก็ช่วยไม่ได้”
พิชญ์จ้องตาอดิศวร์เขม็ง ขบกรามแน่น แล้วเดินกลับไปเปิดประตูเข้าห้องไป
อดิศวร์หันกลับมา สบตาอุษาเข้าพอดี อุษาสะดุ้งเฮือก
“ถ้ามีใครถาม ก็ให้ตอบตามนี้”
อุษาพึมพำแทบไม่มีเสียง “ค่ะ”
อดิศวร์เดินไปทันที อุษายกมือลูบหน้า
“นี่มันเรื่องอะไรกัน”

สองคนกลับเข้าห้องห้องพิชญ์เรียกชื่อออกมา
“พิณทอง”
พิณหันกลับมา น้ำตาคลอ “ผู้หญิงคนนั้นคือคนรักเก่าของคุณ”
พิชญ์นิ่งอย่างยอมรับ
“คุณยังรักเขา...พิณเห็นสายตาคุณ”
พิชญ์ลงนั่ง “แต่คุณก็ได้ยินที่น้าลบพูดแล้ว” ประโยคต่อมาพิชญ์บอกอย่างขมขื่น “เขากำลังศึกษากันอยู่”
“เสียดายเขามากใช่ไหมคะ” พิณทองเจ็บปวดในใจ
“อย่าสนใจความรู้สึกของผมเลย”
พิณทองหยิบหมวก แล้วเดินไปที่ประตู
“พิณจะไปไหน”
“ไปอยู่คนเดียวเงียบๆ...พิณต้องอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่อย่างนั้น...”
พิณทองน้ำตาร่วงพรู แล้วรีบเปิดประตูเดินออกไป พิชญ์ทิ้งตัวลงนั่ง สีหน้าแววตาทั้งสับสนปนกลัดกลุ้ม

ด้านวิรงรองร้องไห้ด้วยความคับแค้นใจ
“เขาต้องรู้ ต้องรู้แน่ๆ คนอะไรร้ายกาจที่สุด วางแผนได้ชั่วร้ายที่สุด”
วิรงรองสะอึกสะอึ้นอยู่อย่างนั้น

ตรงบริเวณมุมสวยนอกตัวบ้าน บรรยากาศร่มครึ้มด้วยต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุยืนยาว พิณทองเดินเข้ามาในบริเวณนั้น พลางถอดหมวกออก ทรุดตัวลงนั่ง น้ำตาที่เหือดแห้งไป กลับไหลออกมาอีก
ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ ผุดเข้ามาในห้วงความคิด โดยเฉพาะปฏิกิริยาของพิชญ์ที่พบวิรงรองโดยไม่คาดคิด
ภาพเหล่านั้นเลือนหาย พิณทองร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเจ็บปวดขมขื่น
สักพักหนึ่ง อดิศวร์เดินเข้ามา มองหลานอย่างสงสารจับใจครู่หนึ่ง
“ก็อย่างที่น้าลบเคยพูด...วิรงรองเป็นอดีตของพิชญ์ไปแล้ว !
พิณทองเงยหน้าขึ้น “น้าลบไม่เห็นสายตาของพิชญ์ที่เขามองหรือคะ พิชญ์ยังรักเขาอยู่ พิณไม่น่าเชื่อคุณแม่ เชื่อคุณป้าแต่งงานกับพิชญ์เลย...ถ้าย้อนเวลากลับไปได้...” พิณทองสะอึ้นฮักๆ
อดิศวร์เดินมาใกล้แล้วโอบไหล่พิณทองไว้
“ในเมื่อเราย้อนเวลากลับไปไม่ได้... เราก็ต้องหันกลับมามองปัจจุบันแล้วทำทุกอย่างให้ดีที่สุด”
“พูดง่ายนะคะ แต่มันทำยากมาก”
“ตอนนี้คุณพิณกำลังตกใจ กำลังทุกข์ ก็เลยคิดอย่างนั้น ต้องรอให้เวลาผ่านไปอีกสักพักหนึ่ง...อย่าลืมว่าเขากับน้าลบกำลังคบกัน
พิณทองมองน้าอย่างเพ่งพิศ “พิณถามจริงๆ แล้วก็อยากให้น้าลบตอบจริงๆ...น้าลบรู้เรื่องนี้มานานแล้วใช่ไหมคะ”
“ก็...บังเอิญรู้ไม่นานนัก”
“น้าลบก็เลยตัดสินใจช่วยพิณ...โดยพา...ผู้หญิงคนนั้นมาที่นี่ ...น้าลบคบกับเขาก็เพื่อพิณ”
อดิศวร์เมินมองไปอีกทาง
“มันก็...ไม่เชิง”
“ที่พิณถามนี่ก็เพราะคิดว่า มันไม่ยุติธรรมสำหรับเขา”
อดิศวร์เบือนกลับมามองพิณเอ็นดู “จนอย่างนี้ แล้วยังจะเป็นห่วงความรู้สึกเขาอีก”
พิณทองส่ายหน้า “พิณรู้ว่า...การอยู่กับคนที่ไม่รักเรามันทรมานมาก”
“น้าลบขอโทษที่ทำให้คุณพิณต้องทุกข์ใจ...ถ้าคุณพิณอยากจะกลับ”
“พิณคงกลับเร็วๆ นี้ไม่ได้...พิณไม่อยากให้คุณแม่ไม่สบายใจ”
“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่คุณพิณ...น้าลบจะให้เขาย้ายมาอยู่ปีกเดียวกับน้าลบ”
“ไม่ต้องค่ะ”
“น้าลบสั่งไปแล้ว...อย่างน้อยคุณพิณอาจจะรู้สึกดีขึ้น”
พิณทองนิ่งงันไป
อดิศวร์จูงพิณทองเดินกลับบ้านช้าๆ โดยดึงหมวกไปสวมให้

สองสาวอยู่ในห้องด้วยกัน วิรงรองพูดอย่างซังกะตาย “จะเอาวิไปอยู่ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้นค่ะ ให้ไปอยู่นอกบ้านก็ได้! เพราะวิมันไม่มีชีวิตจิตใจ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ...พี่คิดว่าคุณลบไม่อยากให้ทั้งคุณวิแล้วก็คุณพิณทองต้องกระทบกระเทือนจิตใจ”
วิรงรองแค่นหัวเราะ “คงแค่พิณทองคนเดียวกระมังคะ” แล้วลุกขึ้นเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเสื้อผ้าออกมา
“มาค่ะ ! พี่ช่วย” อุษาช่วยจัดกระเป๋าให้ “ห้องทางโน้นที่คุณวิจะไปอยู่ก็เหมือนห้องนี้เลยค่ะ เพียงแต่ว่าโต๊ะเครื่องแป้งอยู่คนละด้าน ...แต่พี่สั่งให้เขาย้ายให้เหมือนห้องนี้แล้ว คุณวิจะได้รู้สึกเหมือนเดิม”
“แล้วแต่พี่อุษาเถอะค่ะ”
ทั้ง 2 ช่วยกันจัดเสื้อผ้าเงียบๆ

อุษาเดินลงมาชั้นล่างจะไปรายงานอดิศวร์ที่ห้องทำงาน แสงแขซึ่งรออยู่บริเวณนั้นรีบเดินตรงมาอย่างหงุดหงิดกังวล
“พี่อุษา”
อุษาหันมามอง
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณลบให้นังนั่นมันย้ายมาอยู่ห้องติดๆ กันด้วย”
“เธอต้องไปถามคุณลบเอาเอง”
“แต่แขถามพี่อุษา”
“งั้นพี่บอกได้เลยว่า พี่ไม่รู้...เมื่อคุณลบมีคำสั่งมา...พี่ก็ทำตาม”
“แขไม่เชื่อว่าพี่อุษาไม่รู้”
“ถ้าอย่างนั้นก็จนใจ...พี่ต้องไปรายงานคุณลบแล้ว”
อุษาเดินไป แสงมองตามอย่างหงุดหงิด
“ไม่ง้อก็ได้”

ที่พึ่งของแสงแขคือท่านผู้หญิงสรรักษ์ไกรณรงค์
พอได้ฟังท่านผู้หญิงก็มีสีหน้าถมึงทึง “อะไรนะ ตาลบน่ะเรอะให้นังผีนั่นย้ายไปอยู่ห้องติดกัน”
“ค่ะ...แขคิดว่า บางที อาจจะไม่ใช่ความคิดของคุณลบหรอกค่ะ คุณลบไม่ใช่คนอย่างนั้น นังวิรงรองน่ะ มันมารยาเก่งนะคะ ทำหงิมๆ ติ๋มๆ...แต่ร้ายลึก” แสงแขใส่ไฟ
“ไปตามตาลบมา”
“เอ้อ...คุณย่าขา คุณย่าอย่าบอกคุณลบนะคะ ว่าแขเป็นคนมารายงานคุณย่า”
ท่านผู้หญิงสรรักษ์ฉุน จนหลุดปาก “เอ๊ะ นังคนนี้ แกคิดว่าฉันโง่นักเรอะ เฮอะ ถ้าฉันโง่ละก็ ...นังนั่นไม่ได้ระเห็จขึ้นไปตายอยู่บนนั้นหรอก”
แสงแขงง “ใครหรือคะ”
“ไม่ต้องมาสาระแนอยากรู้ ไปตามตาลบมา”
“ค่ะ”
แสงแขคลานออกไป
“ฉันไม่มีวันยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเด็ดขาด”
หญิงชราคำราม

แสงแขเดินออกมา ท่าทีสงบเสงี่ยมเจียมตัวเปลี่ยนเป็นเริดเชิดทันที ขณะเรียกอุไรซึ่งรออยู่
“มานี่ซิ”
อุไรรีบเดินมายืนค้อมตัวข้างหน้า
“คุกเข่าลงซิยะ! ยืนทื่ออยู่ได้” แสงแขวางอำนาจ
อุไรงง “คุกเข่าหรือคะ”
“เออ! แล้วก็รู้ไว้ด้วยว่า แกกำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าคุณผู้หญิงคนต่อไปของโดมทอง”
“ยังงั้นเชียวหรือคะ” อุไรสงสัยหน้าตาย
“ใช่...ไปเชิญคุณลบมาพบท่านผู้หญิงเดี๋ยวนี้”
“ค่ะ”
อุไรรีบลุกเดินไป ด้วยสีหน้ายังไม่หายมึนงง ส่วนแสงแขเชิดหน้าอย่างภาคภูมิแล้วเดินกลับเข้าห้องท่านผู้หญิงไป

อดิศวร์ ศิโรดม ยืนหันหลังอยู่ระเบียงหลังห้องขณะถามอุษา
“เขาบ่นอะไรบ้างหรือเปล่า”
อุษานิ่งไป ท่าทางอึดอัด
อดิศวร์หันกลับมามอง “ว่าไง”
“เอ้อ...” อุษาไม่อยากพูด
“อุษา” อดิศวร์คาดคั้นเสียงเข้ม
“คุณวิรงรองบอกว่า จะให้เธอไปอยู่นอกบ้านก็ได้ เพราะเธอไม่มีชีวิตจิตใจค่ะ”
อดิศวร์นิ่งไป พอดีมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ
“ใครอีกล่ะ...” อดิศวร์หงุดหงิด เว้นไปนิด “เข้ามา”
ประตูเปิดออก อุไรเดินตัวลีบเข้ามา
“ว่าไง” อดิศวร์ถามเสียงขุ่น
“ท่านผู้หญิงให้มาเชิญคุณลบไปพบค่ะ”
อดิศวร์หงุดหงิดทันที “ใครปากสว่างไปรายงานอะไรอีกล่ะ”
“อุไรเปล่าค่ะ”
“ฉันไม่ได้ถาม” อดิศวร์เสียงเขียว
อุไรงง “อ้าว”
อดิศวร์เดินออกไปท่าทางหงุดหงิด
อุไรรีบเข้ามากระซิบอุษา “สงสัยจะเป็นคุณแสงแขค่ะ”
อุษาเบือนหน้ามามอง สีหน้านิ่งเฉยเรียบสนิท อุไรทำหน้าเจื่อนๆ อุษาเดินออกไป อุไรรีบตาม

อดิศวร์เปิดประตูเดินเข้ามาในห้องท่านผู้หญิง เห็นแสงแขกำลังนวดเฟ้นให้ท่านผู้หญิงสรรักษ์อย่างตั้งอกตั้งใจ
ชายหนุ่มเดินมาที่เตียง แสงแขลงมาอย่างเรียบร้อย แล้วเดินออกไปอย่างสงบเสงี่ยม
อดิศวร์จับมือหญิงชรา “คุณย่าจะให้ผมทำอะไรหรือครับ”
“ลบไม่รักย่าแล้วใช่ไหม” น้ำเสียงผู้เป็นย่าน้อยอกน้อยใจสุดๆ
“ทำไมคุณย่าพูดอย่างนั้นล่ะครับ”
ท่านผู้หญิงสรรักษ์จ้องหน้าหลานเขม็ง “เพราะลบไม่เชื่อฟังย่า! ลบให้นังผีพลับพลึงย้ายไปอยู่ห้องใกล้ๆ ลบ”
สีหน้าอดิศวร์เคร่งขรึมลง “ใครเอาเรื่องนี้มาฟ้องคุณย่าหรือครับ”
“โอ๊ย! บ่าวไพร่เยอะแยะไป! อย่าคิดว่าย่าหูป่าตาเฟื่อน”
“ใครที่เอาเรื่องร้อนหูร้อนใจมาบอกคุณย่า จะอยู่บ้านนี้ไม่ได้” อดิศวร์พูดเสียงแข็ง
“อย่าพาลนะลบ คนที่มาบอกสมควรจะได้รับการยกย่อง เพราะเขาจงรักภักดีกับย่า ถ้าลบไล่เขาไปเราก็คงต้องขัดใจกัน”
อดิศวร์นิ่งงันไป
“เป็นความจริงใช่ไหม”
“ครับ”
ท่านผู้หญิงสรรักษ์น้ำตาไหลริน มือไม้เริ่มเกร็ง
“คุณย่าครับ”
“ออกไป”
“ผมมีเหตุผลที่ต้องทำอย่างนั้น”
“เหตุผลที่อยากจะได้มันใช่มั้ย ลบนะลบ ย่าขอแค่นี้ทำไมให้ย่าไม่ได้! ผู้หญิงมากมายก่ายกอง ลบจะแต่งกับใครย่าไม่ว่า จะเป็นยาจกเข็นใจ ย่าก็ทำใจยอมรับได้ ! ยกเว้นนังพลับพลึงคนนั้นคนเดียว”
“เขาชื่อวิรงรองครับ...ไม่ใช่พลับพลึง”
“จะชื่ออะไรก็แล้วแต่ แต่มันเป็นคนๆ เดียวกัน”
“เป็นไปไม่ได้ ที่คน 2 คนจะเหมือนกันขนาดนั้น โดยที่ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวดองกันเลย”
“อย่าเถียงย่า! ถ้าไม่เชื่อ...”
ท่านหยุดชะงักเหมือนนึกได้
“ทำไมหรือครับ” อดิศวร์ถาม
ท่านผู้หญิงเลี่ยงไปพูดอย่างอื่น “เชื่อย่าซิ ย่าไม่มีวันลืมมันเลย”
อดิศวร์นิ่ง ท่านผู้หญิงมองหน้าหลานชายอย่างครุ่นคิด

ประตูเปิดออก อดิศวร์ก้าวออกมาแล้วปิดเบาๆ แสงแขซึ่งรออยู่ด้วยความกระวนกระวายรีบเดินตรงมาหา
“คุณลบคะ”
อดิศวร์ไม่มองแสงแขแม้แต่หางตา เดินเลยไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
แสงแขรีบเร่งฝีเท้าตาม “แขไม่รู้เรื่องเลยนะคะ...คุณลบ”
อดิศวร์หยุดเดินและหันมามองด้วยสีหน้าเย็นชา “เธอไม่รู้เรื่องอะไร”
แสงแขชะงัก..อึกอักหลบตาด้วยรู้ตัวว่าพลาดไปถนัด
อดิศวร์เสียงเข้มขึ้น “เธอไม่รู้เรื่องอะไร”
“เอ้อ...ไม่รู้เรื่องที่คุณย่าพูดกับคุณลบน่ะค่ะ คือ...แขเห็นคุณลบเดินหน้าบึ้งออกมา ก็..เลยเดาเอาเองว่า..คง..คงเป็นเรื่องไม่ค่อยดี”
“พี่รักและเคารพคุณย่าก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่า จะต้องหลับหูหลับตาทำตามที่ท่านต้องการทุกอย่าง! และคุณย่าก็รู้จักพี่ดีจนไม่คิดจะบังคับพี่”
อดิศวร์เดินไปทันที
แสงแขมองตาม น้ำตาคลอด้วยความคับแค้นใจ

2 สาวบ่าวนายเดินตามกันมา จนดูว่าห่างจากตัวบ้านและผู้คนตามสมควร
แสงแขหันกลับมาหาโอบอ้อม “แกรู้จักใครที่พอจะไว้ใจได้มั้ย”
“ทำไมหรือคะ”
“ฉันจะให้มันทำงานสำคัญ! แต่ต้องเก็บความลับได้นะ!”
“พี่ชายโอบค่ะ! ชอบโทร.มา...” ชะงัก เมื่อนึกได้
“แกมีโทรศัพท์” สงแขมองเขม็งจับผิด
โอบยิ้มแห้งๆ
“รู้ใช่มั้ยว่า คุณย่ากับคุณลบห้ามทุกคนมีโทรศัพท์”
“ก็แหม..โอบต้องติดต่อไต่ถามสารทุกข์สุกดิบของพ่อแม่พี่น้องญาติโกโห...”
แสงแขสวนออกมา “ล้นจริงแกนี่”
“คุณแขจะให้พี่อ๊อดมาพบเมื่อไหร่คะ”
“มาที่นี่ไม่ได้! ฉันจะไปพบกับเขาเอง”
“เมื่อไหร่ดีคะ”
แสงแขนัยน์ตาเป็นประกายวาววับด้วยความมาดหมายขณะบอก “พรุ่งนี้เช้า”

ค่ำแล้ว เกลียวคลื่นลูกใหญ่ซัดสาดเข้าสู่ฝั่งค่อนข้างแรงด้วยกระแสลม ทำให้ทั่วบริเวณดูค่อนข้างน่ากลัว
ทิวมะพร้าวโอนเอนตามแรงลมเช่นกัน
บนท้องฟ้า..สายฝนกระจายไปทั่ว...พร้อมแสงฟ้าแลบแปลบปลาบ
ทุกคนอยู่ภายในห้องอาหาร ประจำที่ยกเว้นวิรงรองโดยมีโอบคอยเสิร์ฟ
พิณทองเบือนหน้ามาทางอดิศวร์โดยทุกคนไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว “คุณวิรงรองล่ะคะ”...น้าลบ”
สีหน้าทุกคนนิ่งอึ้งกันไปหมด
“คุณวิทานแล้วค่ะ” อุษาบอก
“อ้าว...ทำไมอย่างนั้นล่ะ..ปกติเธอเคยมาทานพร้อมกันหรือเปล่า” พิณทองว่า
ทุกคนอึ้งกันไปอีก
พิชญ์เรียกเบาๆ เป็นเชิงเตือน “พิณ”
พิณทองมองหน้าอดิศวร์ “คะ..น้าลบ”
พิชญ์แตะแขนพิณทอง เสียงยังเบาแต่เข้มขึ้น “พิณทอง”
พิณทองผินหน้ามาทางพิชญ์ “พิณต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่เคยเป็นค่ะ...ไม่อยากให้เรามาเปลี่ยนแปลงอะไร” แล้วหันมามองน้าชาย “พิณเดาว่าก่อนหน้าที่พิณจะมา คุณวิรงรองจะต้องลงมาทานข้าวพร้อมกันใช่ใหมคะ”
แสงแขตอบแทนอดิศวร์ “เขาก็ลงมาบ้าง ไม่ลงมาบ้างค่ะ เอาแน่อะไรไม่ได้”
“แต่พิณไม่เคยเห็นเขาลงมาร่วมโต๊ะเลยนะคะ”
“ทานข้าวเถอะ คุณพิณ...ทุกคนเขาหิวกันแล้ว..รวมทั้งน้าลบด้วย”
อดิศวร์เริ่มกิน ทุกคนทำตาม โดยพิณทองยังคงมีสีหน้าติดใจในเรื่องที่พูดอยู่

ด้านวิรงรองยืนมองออกไปยังท้องฟ้าเบื้องหน้า ซึ่งฝนเริ่มตกลงมาปรอยๆ แล้ว ยืนมองเหม่ออยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง แล้วเดินกลับมาทรุดลงนั่งบนเตียงน้ำตารึ้นขึ้นมาอีก คิดถึงมารดาจับใจ
“คุณขา..หนูคิดถึงคุณจังเลย”
สีหน้าของวิรงรองดูเศร้าโศกและว้าเหว่เหลือแสน

หลังมื้อค่ำ ภายในห้องนั่งเล่นเวลานั้น สายฝนตกกระทบหน้าต่างกระจกอดิศวร์เดินนำคนทั้ง 2 เข้ามาแต่ละคนสีหน้าเคร่งขรึม
“นั่งซิ…”
พิชญ์ลงนั่งใกล้ๆ พิณทอง แต่พิณทองลุกไปนั่งเก้าอี้อีกตัว พิชญ์ลอบถอนใจกึ่งหงุดหงิดกึ่งรำคาญ
“น้าลบอยากจะเคลียร์เรื่องวิรงรอง”
พิณทองปรายตามองพิชญ์แว่บหนึ่ง “ดีค่ะ!..พิณเองก็ไม่อยากมีอะไรค้างคาใจ”
“เรา 2 คน...น้าลบกับเขาอยากจะเริ่มชีวิตใหม่ด้วยกัน”
พิชญ์ก้มหน้า คับแค้นใจขบกรามแน่น
“วิรงรองเองก็อยากจะลืมเรื่องที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น น้าลบไม่อยากให้คุณพิณรื้อฟื้นขึ้นมาอีก” คราวนี้หันไปมองพิชญ์ “คุณด้วยคุณพิชญ์...อะไรที่ผ่านมาแล้ว ก็ขอให้ผ่านเลย...อย่าจมอยู่กับอดีต..ชีวิตเราทุกคนต้องดำเนินต่อไป”
“ผมยังข้องใจอยู่อย่างนึง! แล้วก็คิดว่าพิณเองก็เหมือนกัน” พิชญ์เอ่ยขึ้น
“ผมยินดีตอบทุกข้อ”
“ทำไมเรา 2 คนถึงต้องมาเจอกับพลับ...เอ้อ ... วิรงรองที่นี่!... มันเป็นความตั้งใจของน้าลบหรือเปล่า”
อดิศวร์สบตาพิชญ์ “ครอบครัวผมกับครอบครัวคุณป้าสุรภีซึ่งเป็นแม่บุญธรรมของวิรงรองสนิทกันเหมือนญาติ...ท่านคอยส่งพยาบาลมาดูแลคุณย่า จนกระทั่งวิรงรองมีเรื่องไม่สบายใจมาก...คุณแม่เขาปรึกษากับคุณป้าสุรภี แล้วตกลงใจ ให้มาอยู่ที่นี่เพื่อให้ลืมเรื่องที่กรุงเทพฯ แล้วก็ช่วยดูแลคุณย่าไปด้วย”
พิณทองมีสีหน้าแววตาอ่อนลงเล็กน้อยขณะถาม “หมายความว่า..เขาเป็นฝ่ายตัดสินใจหนีมา”
“ใช่!”
พิชญ์ดูสะเทือนใจ
“เขาไม่ได้คิดจะต่อสู้เลยด้วยซ้ำ”
“ผมขอตัวก่อนนะครับ”
พิชญ์เดินออกไปเงียบๆ พิณทองมองตามแล้วเบือนหน้ากลับมา
“พูดแล้ว..พิณดูเหมือนนางมารร้าย ขณะที่วิรงรองเหมือนนางฟ้าเลยนะคะ”
“ไม่ใช่อย่างนั้น...ที่น้าลบเล่าให้ฟังก็เพราะอยากให้คุณพิณสบายใจ”
พิณทองน้ำตาคลอ “พิณคงไม่มีวันสบายใจไปได้หรอกค่ะ”
“งั้นคุณพิณก็ควรจะกลับไป”
“ไม่ค่ะ!...มันเจ็บมากนะค่ะที่ต้องเห็นสามียังอาลัยอาวรณ์คนรักเก่าอยู่ แต่พิณก็ต้องการให้เรา 2 คน เผชิญหน้ากับความรู้สึกเหล่านั้น..ซึ่งอาจเป็นวิธีเดียวที่จะรักษาให้หายได้” พิณทองเว้นไปนิดหนึ่ง “หรือไม่ก็ให้มันตายไปเลยเพราะยังดีกว่าทนทรมานอยู่กับความหวาดระแวงและความไม่แน่ใจ”
อดิศวร์ยิ้มพอใจ “คุณพิณคิดถูกแล้ว! หลานสาวของน้าลบเก่งมาก”
พิณทองหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา

ด้านนอกโดมทองฝนยังคงตกอยู่ ในขณะที่พิชญ์เดินเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูลง พิชญ์เดินช้าๆ มาเอนตัวลงนอน...เหม่อมองเพดานเศร้าๆ
“ถ้าคนเรารักกันจริง ทำไมจะต้องยอมเสียสละถึงขนาดนั้น”
“เขาไม่ได้คิดจะต่อสู้เลยด้วยซ้ำ” เสียงอดิศวร์ดังก้องในหู
สีหน้าพิชญ์เศร้าสร้อยน้ำตารึ้นขึ้นมา นัยน์ตามองดูชื้นๆ ด้วยความสะเทือนใจสุดๆ
“หรือว่า...พลับพลึงไม่ได้รักผมเลยถึงได้เปลี่ยนใจเร็วนัก”

ส่วนอดิศวร์พาพิณทองเดินมาถึงบริเวณหน้าห้องวิรงรอง
“ห้องนี้หรือคะ”
“ใช่! ส่วนนี่ห้องน้าลบ” อดิศวร์ชี้ที่ห้องตัวเอง “แน่ใจนะว่าพร้อมแล้ว”
พิณทองรับคำหนักแน่น “ค่ะ”
อดิศวร์เคาะประตูเบาๆ

วิรงรองลุกขึ้นนั่ง และลุกเดินไปที่ประตู
“ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ”
“ฉันเองค่ะ...พิณทอง”
วิรงรองชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วจึงเปิดประตู เห็นพิณทองยืนอยู่
“ขอเข้าไปข้างในหน่อยได้ไหมคะ”
วิรงรองไม่ได้พูดอะไร แต่เบี่ยงตัวให้
“ขอบคุณ”
พิณทองเดินเข้าห้องมาวิรงรองปิดประตู อดิศวร์ยืนอยู่หลังประตูขณะที่ประตูปิดลง

2 คนยืนมองกันนิ่งๆ ราวกับจะประเมินกัน แต่ไม่มีท่าทีท้าทาย
วิรงรองขยับตัว “มีอะไรหรือคะ”
พิณทองขยับตัวเช่นกัน “ฉันอยากมาขอโทษ”
“เรื่องอะไรคะ”
“ก็...ที่เข้าใจผิดคิดว่า คุณยังไม่เลิกติดต่อกับพิชญ์”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
ทั้ง 2 นิ่งกันไปอีก มีแต่เสียงลมเสียงฝนจากภายนอกดังซ่าๆ
ในที่สุดพิณทองก็เดินไปที่ประตู มือจับลูกบิด แล้วนึกได้ หันกลับมา
“น้าลบเป็นคนดี...เป็น Prince charming ...ฉันดีใจกับคุณด้วย”
พิณทองเปิดประตูเดินออกไป วิรงรองซึ่งยืนอึ้งไม่คาดคิด เริ่มรู้สึกตัว บ่นบ้าด้วยความหมั่นไส้

“จะบ้าเหรอ...Prince charming ที่ไหน! ท่านเคาท์แดร็คคูล่าน่ะซิไม่ว่า”

อ่านต่อหน้า 2
โดมทอง ตอนที่ 5 (ต่อ)

อดิศวร์ซึ่งรออยู่แล้วที่หน้าห้องพาพิณทองเดินออกมาที่เฉลียง ซึ่งมีหลังคายาวกันฝน

“ท่าทางเขาหยิ่งไม่ใช่เล่นนะคะ”
“เขาว่ายังไงบ้างล่ะ”
“พิณขอโทษเขาที่เข้าใจผิด เขาก็แค่บอกว่าไม่เป็นไร” พิณทองเว้นจังหวะพูดนิดหนึ่ง “แต่ก่อนจะออกมา พิณไม่ลืมอวยให้น้าลบด้วยนะคะ”
“อวยอะไร”
“พิณบอกว่าน้าลบเป็นคนดี...เป็น Prince charming”
“เขาคงสวนในใจว่า เป็นซาตานมากกว่า” อดิศวร์รู้ทัน
“โอ๊ย ถ้าซาตานเหมือนน้าลบ ผู้หญิงคงสมัครเป็นสาวกกันเยอะ อย่างน้อยก็คุณแสงแขคนหนึ่งละ” พิณทองเย้า
“อย่าเอาแสงแขเข้ามาเกี่ยว น้าลบไม่อยากให้เขาเข้าใจผิด”
“แล้วคุณวิรงรองล่ะคะ”
“มัวแต่มาล้อเรื่องน้าลบ...แล้วเรื่องของตัวเราเองล่ะ” อดิศวร์เปลี่ยนเรื่อง
สีหน้าพิณทองค่อยๆ สลดลง ส่ายหน้าช้าๆ “ไม่ทราบซิคะ...อาจจะลงเอยไม่ดีนักก็ได้”
“คุณพิณรักเขาหรือเปล่า”
พิณก้มหน้าลงขณะพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นก็จงรักษาชีวิตแต่งงานไว้ให้ยืนยาวที่สุด”
พิณทองเงยหน้าขึ้น พลางทอดถอนใจ นัยน์ตาที่มองมาของพิณทองดูเศร้าหมอง

พิชญ์เดินมาเปิดประตู พิณทองเดินเข้ามา แล้วพิชญ์จึงปิดประตูลง พยายามทำสีหน้าให้แจ่มใสราวกับไม่ได้มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจก่อนหน้านี้
“คุยอะไรกับน้าลบนานจัง”
“ก็คุยเรื่อยๆ น่ะค่ะ”
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น พิณเดินไปหยิบขึ้นมาดู รับสายบิดารัฐมนตรีพจน์ด้วยสีหน้าแจ่มใส “สวัสดีค่ะ คุณพ่อขา”
พิชญ์ลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ พจน์
“สบายดีหรือลูก” พจน์ซึ่งอยู่คฤหาสน์ในกรุงเทพฯ ถาม
“ค่ะ...คุณพ่อล่ะคะ”
“ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ หนูล่ะ โดมทองเป็นยังไงบ้าง”
พิณทองอึ้งไปครู่หนึ่ง “ก็ดีค่ะ”
ท่านรัฐมนตรีจับน้ำเสียงและความผิดปกติได้ “พิณทอง...มีอะไรหรือลูก”
พิณทองกำโทรศัพท์แน่น แล้วเสียงสั่นเครือ “คุณพ่อ...”

คุณหญิงแก้วกำลังลองตุ้มหูคู่ใหม่อยู่หน้ากระจก ขณะที่สามีเดินเข้ามาหา
“สวยไหมคะ”
พจน์พูดอย่างฉุนเฉียว “เพราะคุณคนเดียว”
แก้วงวยงง “อะไรอีกล่ะ”
“รู้หรือเปล่าว่า พิณทองไปเจอใครที่โดมทอง”
“ก็เจอท่านผู้หญิง...ตาลบ” คุณหญิงว่า
“คู่รักเก่าตาพิชญ์”
แก้วได้ฟังก็ตกใจ “อะไรนะ”
“ผมเตือนคุณแล้วว่าอย่าบังคับลูก แล้วเป็นไง นายพิชญ์นั่นยังลืมคนรักเก่าไม่ได้...คนที่ต้องเสียใจช้ำใจก็คือพิณทอง” รัฐมนตรีพจน์ด่าภรรยา
“แล้วแม่นั่นมันไปเสนอหน้าอยู่ที่นั่นได้ยังไง” แว่นแก้วโมโห
“เขาไปช่วยดูแลท่านผู้หญิง”
“จะไปจับตาลบมากกว่า พอพิชญ์หลุดมือ ก็ต้องรีบหาผู้ชายคนใหม่แทน นังคนนี้มันมารยาสารพัด ฉันต้องเตือนตาลบ”
แก้วเดินมาหยิบโทรศัพท์ พจน์ดึงเอาไว้ “คุณจะทำอะไร”
“โทร. หาตาลบ”
“ลบน่ะช่างเถอะ เขาเป็นผู้ใหญ่ขนาดนั้นคงไม่ถูกผู้หญิงหลอกง่ายๆ ยัยพิณนี่ซิ ร้องห่มร้องไห้ ผมบอกให้กลับก็ไม่ยอม”
“งั้นเราก็ไปรับ”
“ไม่มีประโยชน์ แกบอกว่า จะจัดการเองด้วยวิธีของแก”
แก้วเดินกลับไปกลับมาอย่างใช้ความคิด
“ผมบอกแล้ว...ให้เขาลองศึกษากันก่อน”
“มัวแต่ศึกษา แม่นั่นจะได้คว้าพิชญ์ไปน่ะซีคะ คุณพี่วัชรีไม่มีทางยอมหรอก”
“แล้วเป็นไงล่ะ” พจน์ย้อนเอา
“ฉันจะลองปรึกษาคุณพี่ดู” แก้วบอก

ทางด้านพิชญ์อาบน้ำแต่งตัวแล้ว ถอนใจเฮือก ขณะทรุดตัวลงนั่ง
“กลับกรุงเทพฯ กันดีกว่า”
“ไม่ค่ะ พิณตั้งใจไว้แล้ว”
“แล้วคุณก็ต้องมานั่งร้องไห้ฟ้องคุณพ่อ คุณแม่เป็นเด็กๆ” พิชญ์ต่อว่า
พิณทองเบิกตากว้าง “พิณไม่ได้ฟ้อง! แต่พิณไม่เคยมีความลับกับคุณพ่อคุณแม่”
“คุณโตแล้ว...มีครอบครัวแล้ว..บางอย่างที่จะทำให้ผู้ใหญ่ ไม่สบายใจก็ไม่ควรจะเล่า”
“พูดเอาแต่ได้”
พิณทองฉุนเดินไปที่ประตู
พิชญ์ร้องถาม “นั่นจะไปไหน”
“ไปไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ห้องนี้”
พิชญ์จับแขนไว้ สีหน้าแววตาดุๆ
“แล้วคนอื่นเขาจะคิดยังไง มีเหตุผลบ้างซิ”
“ปล่อย”
พิชญ์ไม่ยอม “มานี่”
พิชญ์จับพิณมากดให้ลงนั่งบนเตียง
“ถ้าจะเป็นอย่างนี้ละก็ กลับบ้านดีกว่า”
พิณทองเชิดหน้าดื้อดึง “พิณไม่กลับ”
“แล้วเราจะต้องมานั่งทะเลาะกันอย่างนี้หรือ”
พิณทองนิ่งงันไป
“พิณทอง” พิชญ์เรียกเสียงอ่อนโยน
พิณทองลุกเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า แล้วหยิบชุดนอนเดินเข้าห้องน้ำไป

คุณหญิงวัชรีอยู่ในห้องนอน คุยกับคุณหญิงแก้วซึ่งอยู่ในห้องรับแขก
“ตายแล้ว! มีเรื่องอย่างนี้ด้วยเหรอ”
“นั่นซิคะคุณพี่...โลกมันกลมจริงๆ...แล้วนี่จะทำยังไงกันดี”
“ใจเย็นๆ ก่อน พี่จะจัดการเอง”
สีหน้าวัชรีมุ่งมั่นมาดหมาย

บรรยากาศยามเช้าของบริเวณภายนอกตัวบ้านวิรงรองแสนสดใส ผิดกับภายในที่ทั้ง 2 คนนั่งเผชิญหน้ากัน โดยมีน้ำท่าและพายไก่อยู่บนโต๊ะรับแขกตรงหน้าวัชรี แต่วัชรีเชิดหน้า ท่าทางไม่เป็นมิตรเอาเลย
“คุณต้องเอาลูกสาวออกมาจากที่นั่น”
“ขอประทานโทษค่ะ แล้วจะให้ดิฉันพาแกไปไว้ที่ไหนล่ะคะ! อยู่ที่บ้านก็ไม่ได้ เพราะลูกชายคุณรู้จัก...อุตส่าห์ส่งไปเสียไกล ลูกสะใภ้คุณยังอุตส่าห์ไปเกี่ยวดองกับเจ้าของบ้านเข้าอีก! นี่ดิฉันก็เริ่มจะรำคาญใจเหมือนกันแล้วนะคะ” ปรางบอก
“จะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ นอกจากสองแห่งนี่”
“ก็ต้องขอประทานโทษอีกครั้งนึงค่ะ...ดิฉันกับลูกสาวไม่รับคำสั่งใคร”
“ถ้าฉันจะเซ็นเช็คให้” วัชรีวางอำนาจใส่
“เช็คก็ไม่รับ...คำสั่งก็ไม่รับเหมือนกัน! ถึงเราจะไม่ร่ำรวยเท่าพวกคุณแต่ก็ไม่ได้ยากจนเข็ญใจ”
“งั้นต้องการอะไรก็บอกมา”
“ต้องการให้คุณออกไปจากบ้านดิฉันค่ะ”
วัชรีเบิกตากว้างตกใจไม่คาดคิดว่าจะถูกไล่

ขณะที่รัฐมนตรีพจน์ เดินลงมาในห้องโถงนั้น เป็นเวลาเดียวกับที่คุณหญิงแก้ววางโทรศัพท์ลง รีบเรียกพจน์ไว้
“คุณคะ…มาฟังนี่ก่อน...คุณพี่วัชรีเพิ่งโทร.มาเล่า”
“ผมต้องรีบไป วันนี้มีประชุม”
“ฟังเดี๋ยวเดียวจะเป็นไรไป”
“เป็นไรซิ! เพราะผมจะไปประชุมไม่ทัน”
พจน์เดินออกไปเลย
“คุณพจน์”
พจน์โบกมือให้โดยไม่หันกลับมา แก้วมองตามอย่างหงุดหงิด

ดอกไม้เบ่งบานสวยงามในแจกันที่วางอยู่ตรงมุมหนึ่งในห้อง ปรางนั่งพิงพนัก สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด ในที่สุดปรางเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มาจะกด แต่แล้วมือปรางชะงักค้าง เกิดเปลี่ยนใจ
“ไม่ดีกว่า”
ปรางวางโทรศัพท์ลง แล้วเดินเข้าไปในครัว

เวลาเดียวกันนั้น รถสามล้อคันหนึ่งพาแสงแข และโอบอ้อม มาถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านไม้เก่าๆ ในต่างจังหวัด ดูออกว่าเจ้าบ้านมีฐานะค่อนข้างยากจน
“จอดตรงนี้ละลุง”
รถสามล้อจอด แสงแขและโอบอ้อมก้าวลงมา แสงแขส่งค่าโดยสารให้
“พี่อ๊อด พี่อ๊อด ตื่นเรอะยัง” โอบตะโกนดังลั่น
“ตื่นแล้ว รอเดี๋ยว” เสียงผู้ชายตอบออกมา
ตามด้วยเสียงบ้วนปาก แล้วจึงเห็นอ๊อดพี่ชายโอบอ้อมโผล่หน้าขึ้นมา บ้วนน้ำลงมาเกือบโดน สองสาว
“ว้าย” แสงแขกระโดดหนีทันที
“เฮ้ย ระวังหน่อย…ทางนี้ค่ะ คุณแขขา”
โอบอ้อมพาแสงไปนั่งตรงเตียงที่ใต้ถุนบ้าน แสงแขมองไปโดยรอบอย่างรังเกียจแว่บหนึ่ง
“ต๊าย ลืมเอาน้ำฝนให้คุณแข”
แสงแขสวนทันที “ไม่ต้อง”
อ๊อดเดินลงมาที่ใต้ถุนบ้าน โดยมีเมียชื่อสร้อยตามมาด้วย ทั้ง 2 ไหว้แสงแข
“สวยจัง” สร้อยชมซึ่งๆ หน้า
แสงปลื้มเล็กๆ “ขอบใจ” แล้วหันมาทางอ๊อด “โอบเล่าให้ฟังคร่าวๆ แล้วใช่ไหม”
อ๊อดบอก “จ้ะ”
“ทีนี้เป็นรายละเอียด ฟังให้ดีนะ”
อ๊อดพยักหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจฟัง
แสงแขกำชับในตอนท้าย “แล้วก็อย่าให้พลาดเด็ดขาด”

3 ล้อขับรถพา 2 สาวมาเรื่อยๆ แลเห็นบรรยากาศต่างจังหวัด 2 ข้างทาง
“สบายใจขึ้นหรือยังคะ”
“ยัง! จนกว่านังนั่นมันจะถูกฝังอยู่ใต้ทะเล”
สีหน้าและแววตาแสงแขดูโหดร้ายและอำมหิตยิ่งนัก


เช้าวันนี้ตรงแนวไม้อันร่มครึ้ม บริเวณภายนอกโดมทอง วิรงรองเดินทอดอารมณ์เข้ามาบริเวณนั้น บางขณะก็ก้มลงเก็บดอกไม้ที่ร่วงอยู่บริเวณใต้ต้น
เสียงพิชญ์ดังขึ้น “พลับพลึง”
วิรงรองสะดุ้ง หันกลับไปมอง เห็นพิชญ์ยืนมองมา สายตายังมีแววรักใคร่อาลัยอาวรณ์
วิรงรองพึมพำเบาๆ “พิชญ์”
“ในที่สุดก็ได้คุยกับคุณตามลำพังเสียที”
วิรงรองขยับตัว “ฉันต้องกลับเข้าบ้านแล้วค่ะ”
พิชญ์ขยับขวางไว้ “อย่าเพิ่ง” ประโยคต่อมาน้ำเสียงพิชญ์อ่อนโยน และขอร้อง “ได้โปรด”
วิรงรองเมินมองไปทางอื่น แต่ก็ไม่ได้ขยับไปไหน พิชญ์ขยับจะเข้ามาใกล้ วิรงรองถอยหลังทันที และนัยน์ตาแน่วแน่
“ยืนอยู่ตรงนั้นนั่นแหละค่ะ...ไม่อย่างนั้น ฉันจะไม่ฟังต่อ”
พิชญ์มองมาด้วยแววตาตัดพ้อ “เป็นเพราะน้าลบใช่ไหม”
“เป็นเพราะภรรยาคุณต่างหาก”
พิชญ์อึ้ง
“คุณมีธุระอะไรก็กรุณารีบพูดด้วยค่ะ”
สีหน้าแววตาของพิชญ์ดูสะเทือนใจสุดๆ “รู้หรือเปล่าว่า ผมพยายามตามหาคุณตลอดเวลา คุณใจแข็งเหลือเกิน”
วิรงรองน้ำตารื้นขึ้นมาแว่บหนึ่ง “หมดเรื่องที่คุณจะพูดแล้วใช่ไหมคะ”
“จนถึงขนาดนี้ คุณก็ยังใจร้าย” พิชญ์ตัดพ้อ
“ขอตัวนะคะ” วิรงรองพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น รีบเดินออกไปจากบริเวณนั้น เพื่อไม่ให้พิชญ์เห็นน้ำตาที่เริ่มคลอ
พิชญ์รีบเดินตาม “วิ”

อดิศวร์ยืนมองเหตุการณ์มาจากระเบียงห้องทำงานด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ด้านพิชญ์กำลังเร่งฝีเท้าให้ทันวิรงรอง
“พลับพลึง”
วิรงรองหันกลับไป “ฉันชื่อวิรงรอง...ไม่ใช่พลับพลึง กรุณาเรียกให้ถูกด้วยค่ะ”
อดิศวร์ซึ่งเห็นภาพนั้นไกลๆ สีหน้าบึ้งขึ้นไปอีก แล้วยกมือกอดอก
พิชญ์ยังไม่ยอม
“แต่คุณคือพลับพลึงของผม”
“ฉันชื่อวิรงรอง ไม่ใช่พลับพลึง” วิรงรองตะโกนเสียงลั่นด้วยอารมณ์โกรธขึ้ง แล้วหันหลังกลับวิ่งตรงเข้าบ้านไป
พิชญ์รีบตาม
2 คนวิ่งตามกันมาถึงหน้าบ้าน เห็นอดิศวร์ก้าวออกมา ทั้งคู่ชะงัก
อดิศวร์สีหน้าเรียบเฉย “เล่นไล่จับกันแต่เช้า”
วิรงรองไม่อยากเถียงด้วยรีบเดินเข้าบ้านโดยไม่มองหน้ามองตาใคร อดิศวร์ผินหน้าจากวิรงรองมามองพิชญ์
“เรื่องของคุณกับวิรงรองจบไปแล้ว”
“จบแบบยังไม่เคลียร์” พิชญ์มองอดิศวร์อย่างเหนือกว่า “ผมมั่นใจว่าพลับพลึงยังรักผมอยู่”
พิชญ์เดินเข้าบ้าน อดิศวร์ดึงไหล่ไว้ นัยน์ตาวาวโรจน์
“อย่าได้พูดประโยคนี้ให้หลานผมได้ยินเด็ดขาด”
“ผมไม่ปัญญาอ่อนขนาดนั้นหรอก”
พิชญ์ปัดมือออก แล้วเดินเข้าบ้าน อดิศวร์มองตามอย่างหงุดหงิด

วิรงรองเปิดประตูเข้ามาในห้อง แล้วทิ้งตัวพิงประตูที่ปิดลง น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลพราก สักพักหนึ่งจึงเดินเข้าห้องน้ำ ยกมือเปิดก๊อก ก้มหน้าลงล้างคราบน้ำตา

ด้านพิณทองยืนอยู่ที่ระเบียงห้อง ทอดสายตาไปยังเทือกเขาเบื้องหน้า เหมือนตกอยู่ในภวังค์ พักหนึ่งประตูระเบียงเปิดออก พิชญ์เดินมาหา
พิชญ์หยุดมองพิณทองด้วยสีหน้าแววตาครุ่นคิด
พิณทองหันกลับมา จะเดินเข้าห้องแล้วชะงัก ฝืนยิ้ม “ไปไหนมาหรือคะ”
พิชญ์ไม่ตอบขยับตัวเดินเล่น พูดพลางเดินมาท้าวระเบียงมองออกไป “ที่นี่สวยจริงๆ...แต่สวยแบบเหงาๆ”
พิณทองอดเหน็บไม่ได้ “พิช
กำลังโหลดความคิดเห็น...