xs
xsm
sm
md
lg

โดมทอง ตอนที่ 4

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


โดมทอง ตอนที่ 4

ที่บ้านพิชญ์ในกรุงเทพฯ พิณทองเดินแกมวิ่งขึ้นบันไดมาหยุดที่หน้าห้อง หญิงสาวจับลูกบิดจะเปิดเข้าไป แต่ต้องชะงักมือค้างไว้ เมื่อได้ยินเสียงพิชญ์คุยโทรศัพท์อยู่ในห้อง

“ไม่น่าเป็นไปได้”
พิณทองจึงค่อยๆ ลดมือลง เอาหูแนบประตูแอบฟัง หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ภายในห้อง พิชญ์เดินกลับไปกลับมาอยู่ไม่ไกลบริเวณประตู ขณะพูดสาย
“ฉันว่าจะจ้างนักสืบ...แกช่วยจัดการให้หน่อยได้ไหม ไม่อยากให้พิณทองรู้...เออ! เท่าไหร่เท่ากัน! ฉันทุ่มเต็มที่ เดี๋ยวเย็นนี้จะเอารูปวิไปให้ โอเค ขอบใจมากเพื่อน”
พิณทองซึ่งอยู่ด้านนอก พึมพำทวนคำ
“วิ...”
มีเสียงเดินมาที่ประตู พิณทองรีบถอยออกไป แล้วทำเป็นเดินขึ้นมาใหม่ พิชญ์เปิดประตูออกมาพอดี
“อ้าว...พิณ”
พิณทองหลบตาวูบ “พิณจะขึ้นมาตามพิชญ์ไปลองชิมขนมที่พิณทำน่ะคะ”
พิชญ์เดินมาโอบไหล่ “เป็นอะไรหรือเปล่า...หน้าซีดจัง”
“เปล่าค่ะ”
“ชิมแล้วเดี๋ยวขึ้นมาจัดกระเป๋าดีไหม...อีกไม่กี่วันก็จะเดินทางแล้ว”
พิณทองยังไม่ยอมสบตา “ค่ะ”
ทั้ง 2 พากันเดินลงบันไดไป

พิณทองและพิชญ์เดินมาหยุดที่บริเวณโต๊ะในสนามหญ้า ขณะที่สาวใช้กำลังจัดโต๊ะ โดยมีแจกันกุหลาบอยู่ตรงกลาง จานแบ่งช้อนเล็กๆ เข้าชุดกันวาง 2 ที่ พร้อมเค้กมะตูมขนาดกลาง ยังไม่ได้ตัดแบ่ง และถ้วยชา
พิชญ์จ้องมองภาพนั้น เห็นเป็นภาพจำตอนวิรงรองกำลังชงชาให้ ขณะที่พิชญ์กำลังกินมาการอง
“อร่อยมั้ยคะ...คุณของพลับพลึงทำเอง”
พิชญ์เกือบสำลัก “อ้าว ผมนึกว่าคุณทำเองเสียอีก”
“ไม่มีความสามารถค่ะ” ภาพสุดท้ายวิรงรองยิ้มหวานเลือนหายไป
แต่พิชญ์ยังคงยืนมองเหมือนตกอยู่ในภวังค์
“พิชญ์...พิชญ์คะ! พิชญ์!” พิณทองจับแขนพิชญ์กระตุกเบาๆ
พิชญ์สะดุ้ง “อะไรครับ!” ท่าทางเหมือนยังงงๆ
“พิณเรียกพิชญ์ตั้งหลายคำ...แต่พิชญ์ใจลอยไปถึงไหนก็ไม่รู้” พิณทองออกอาการน้อยใจนิดๆ
พิชญ์ลงนั่ง แล้วพยายามทำร่าเริง “น่ากินจัง พิณทำเองหรือ”
“ค่ะ...ลองชิมดูนะคะ”
พิณทองจัดการตัดแบ่งเค้กวางตรงหน้าพิชญ์ แล้วชงชาให้
“ขอบคุณครับ”
พิชญ์ตักเค้กมะตูมเข้าปาก
“อร่อยมาก” แล้วหยิบถ้วยชาขึ้นจิบ
พิณทองตัดสินใจถาม “พลับพลึงเป็นใครคะ”
พิชญ์สะดุ้งสุดตัว ถ้วยชาหลุดจากมือทันที
“อุ๊ย พิณเช็ดให้ค่ะ”
พิณทองดึงทิชชูมารีบซับให้
“น้ำร้อนด้วย”
“ผมไปเปลี่ยนกางเกงใหม่ดีกว่า”
พิชญ์รีบเดินผละไป พิณทองมองตามแล้วเม้มปาก สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

พิชญ์เดินเข้ามาในห้อง แล้วทรุดตัวลงนั่งบนเตียง สีหน้าเป็นกังวล
“พลับพลึงเป็นใครคะ”
พิชญ์ถอนใจ “ไปได้ยินมาจากไหน”
นั่งสงบใจครู่หนึ่ง แล้วพิชญ์จึงเดินไปเปิดตู้หยิบกางเกง

พิชญ์เดินกลับเข้ามา ดวงตาจ้องมองไปที่โต๊ะ เห็นพิณทองนั่งหันหลังให้ ทุกอย่างบนโต๊ะถูกจัดใหม่เรียบร้อย พิชญ์เดินมาทรุดตัวลงนั่งใกล้ๆ พิณทองซึ่งจิบชาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“พลับพลึงเป็นชื่อของดอกไม้ชนิดหนึ่ง”
พิณทองเบือนหน้ามามองพิชญ์
“ชงชาให้ผมหน่อยได้ไหมครับ”
พิณทองชงชาให้พิชญ์เงียบๆ สีหน้าแววตาว่างเปล่าไม่แสดงความรู้สึก พิชญ์เองก็นิ่งไป ต่างคนต่างเงียบ บรรยากาศแสนอึดอัด

ด้านคุณหญิงวัชรีนอนเอนอ่านหนังสืออยู่ในห้องนั่งเล่น โดยมีสาวใช้คอยบีบนวดให้ สักพักหนึ่ง พิณทองเดินเข้ามา
ทรุดตัวลงนั่ง
“คุณป้าคะ”
วัชรีลดหนังสือลง แล้วขยับตัวลุกนั่ง มองสีหน้าเศร้าๆ ของลูกสะใภ้แว่บหนึ่งแล้วสั่งสาวใช้
“จะไปทำอะไรก็ไป”
“ค่ะ” สาวใช้เดินออกไปอย่างเรียบร้อย
“มีอะไรหรือจ้ะ หนูพิณ”
“คุณป้ารู้จักผู้หญิงที่ชื่อ...พลับพลึงหรือเปล่าคะ”
วัชรีชะงัก “ทำไมหรือ”
“พิณได้ยินพิชญ์พูดถึงชื่อนี้ค่ะ”
“หนูพิณ...” คุณหญิงใจหาย ด้วยความรู้สึกสงสาร
พิณทองน้ำตาคลอ “พิณรู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้ต้องมีความสำคัญกับพิชญ์มาก”
“ป้าก็ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรหรอกนะ...มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ที่สำคัญ...ผู้หญิงคนนั้นเป็นอดีตไปแล้ว ! หนูต่างหากคือผู้หญิงที่เขายกย่องตกแต่งเป็นภรรยา...ป้าอยากให้หนูอยู่กับปัจจุบันมากกว่า อะไรที่แล้วก็ให้มันแล้วกันไปนะลูกนะ” วัชรีปลอบโยน
พิณทองก้มหน้าลง น้ำตาไหลรินออกมา
คุณหญิงวัชรีดึงพิณทองมากอด ลูบผมเบาๆ “ตาพิชญ์อายุก็พอสมควรแล้ว คงต้องผ่านอะไรต่อมิอะไรมาบ้าง...หนูพิณทำใจให้สบาย...อย่าไปถือสาเลยนะลูก”
พิณทองยิ้มทั้งน้ำตา “ค่ะ...คุณป้า”

ขณะที่พิชญ์กำลังโทรศัพท์อย่างเคร่งเครียด เสียงคุณหญิงวัชรีดังเข้ามา
“พิชญ์ เปิดประตูให้แม่หน่อย”
“เดี๋ยวโทร.ไปใหม่นะ”
พิชญ์ปิดโทรศัพท์ แล้วเดินมาเปิดประตู
วัชรีเดินเข้ามา มองลูกชายอย่างจับผิด “ทำอะไรอยู่”
“ก็มาเปิดประตูรับคุณแม่ไงครับ”
“ไม่ต้องมาพูดดี นี่ยังติดต่อกับแม่ดอกพลับพลึงนั่นอยู่ใช่ไหม”
พิชญ์ถอนใจ “พิณทองไปฟ้องคุณแม่หรือครับ”
“เปล่า”
“ผมก็เปล่าเหมือนกัน”
“เปล่าอะไร”
“เปล่าติดต่อกับพลับพลึง”
“แม่ไม่เชื่อ”
“คุณแม่อยากทราบความจริงใช่ไหมครับ” พิชญ์เว้นจังหวะอีกนิด “ผมพยายามติดต่อเขาตลอดเวลา แต่พลับพลึงปิดทางผมหมด เขาไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ทำทุกอย่างเพื่อให้ผมตามหาเขาไม่พบ สบายใจกันหรือยังล่ะครับ”
“อย่ามาประชดแม่นะ ขอให้มันเป็นอย่างที่แกว่าจริงๆ เถอะ” คุณหญิงวัชรีลดเสียงอ่อนลง “ลูกกับพิณทองแต่งงานกันแล้ว...ก็ควรจะดูแลรักษาน้ำใจกันให้ดี”
“ผมทราบครับ”
“พิณทองเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมและเหมาะสมกับพิชญ์มากที่สุด...แม่เลือกให้ไม่ผิดหรอก”

พิชญ์ทำท่าเหมือนจะค้าน แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ

ยามค่ำของโดมทอง ทั่วบริเวณมืดสลัว ระหว่างนี้ประตูด้านหลังเปิดออก พร้อมๆ กับที่โอบอ้อมค่อยๆ เดินออกมา แล้วมองไปรอบๆ อย่างหวาดกลัว

ทั่วทั้งบริเวณนั้นเงียบสนิทและวังเวง ลมพัดค่อนข้างแรง โอบอ้อมเปิดไฟฉายแล้วเดินไปที่จักรยานบ่นบ้าตามประสา
“คุณแสงแขคิดแผนอะไรก็ไม่รู้...น่ากลัวที่สุดเลย”
โอบอ้อมขึ้นขี่จักรยานแล้วถีบออกไป

โอบอ้อมถีบจักรยานมาเรื่อยๆ ระหว่างทางไปทุ่งพลับพลึง ท่ามกลางลมพัดค่อนข้างแรง และบรรยากาศวังเวง
ในที่สุดก็มาถึงทุ่งพลับพลึง ซึ่งแลเห็นดอกใบปลิวไหวไปตามแรงลม ดูน่ากลัว
โอบอ้อมลงจากจักรยาน แล้วถอนใจเฮือก
“ถึงเสียที”
โอบอ้อมรีบเด็ดช่อพลับพลึงใส่ตะกร้าข้างหน้า ทำจมูกฟุดฟิด พลางบ่น
“ทำไมกลิ่นแรงจัง”
เมื่อได้จำนวนตามต้องการ โอบอ้อมขึ้นขี่จักรยาน แล้วชะงัก เกือบตกจักรยาน เมื่อเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังเหม่อมองทุ่งพลับพลึง โดยยืนหันหลังให้ เสื้อคลุมปลิวสะบัดตามแรงลม โอบอ้อมไม่รู้ว่านั่นคือวิญญาณท่านเจ้าคุณ หรือ เจ้าพระยาสรรักษ์ไกรณรงค์ นั่นเอง
“คะ...คะ...ใคร...ใครน่ะ”
โอบอ้อมพยายามเพ่งมอง ภาพชายคนนั้นค่อยๆ เลือนหายไป โอบอ้อมปั่นจักรยานหนี แทบไม่คิดชีวิต

คฤหาสน์โดมทองตั้งตระหง่านท่ามกลางความมืด มองดูลึกลับ ส่วนภายในบ้านตรงบริเวณด้านหลัง แสงแขถือดอกไม้ไว้ พลางดุโอบอ้อมซึ่งท่าทางหวาดกลัวเบาๆ
“ผีเผอที่ไหน แกตาฝาดละซี”
“โธ่ คุณแขขา...พอโอบจ้องมองจริงจังนะคะ ร่างนั้นก็หายวับไปกับตาเลยล่ะค่ะ” โอบอ้อมยืนยัน
“ไปนอนได้แล้ว”
“สงสัยจะนอนไม่หลับค่ะ”
แสงแขทำสีหน้ารำคาญ แล้วเดินออกไป

สักครู่หนึ่งประตูห้องนอนท่านผู้หญิงสรรักษ์ ค่อยๆ เปิดออกช้าๆ แล้วแสงแขย่องเข้ามา ปิดประตูลงเบาๆ
แสงแขค่อยๆ ย่องต่อมาที่เตียง ตามองหญิงชราเขม็ง เห็นว่าท่านผู้หญิงสรรักษ์นอนหลับสนิท
แสงแขย่องเรื่อยๆ มาจนถึงเตียง ค่อยๆ วางดอกพลับพลึงลงที่โต๊ะหัวเตียง แล้วค่อยๆ เลี่ยงไปนอน
ในที่ของตน
สีหน้าของแสงแขดูสะใจในความสำเร็จ

ส่วนวิรงรองแปรงผมเสร็จ เตรียมเข้านอนแล้ว เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น วิรงรองหยิบขึ้นมาดูพร้อมกับนิ่วหน้านิดหนึ่ง แล้วกดรับด้วยน้ำเสียงระมัดระวังหลังจากลังเลนิดหนึ่ง
“ฮัลโหล”
ลานนาอยู่ในห้องนอน หันกลับมาสีหน้าแจ่มใส
“วิ! วิ! วิ! วิ โอ๊ย ดีใจสุดๆ เลย” ลานนาเรียก “วิ” เสียงติดๆ กันระรัว
วิรงรองตื่นเต้นมาก “เจ้าลานนา”
“มาอยู่ “โดมทอง” ทำไมไม่บอก! โอ๊ย...มีเรื่องอยากจะคุยแล้ว”
แล้วลานนาก็พรั่งพรูออกมาต่อว่าเยอะแยะไปหมด พูดรัวเร็ว ร่าเริง แจ่มใสสุดขีด
“เดี๋ยว...ใจเย็น”
“ไม่เอา ไม่ยงไม่เย็นมันแล้ว พรุ่งนี้ เราจะให้พี่ชายพาไปหาตัวเองที่โดมทอง พี่ชายเราเป็นเพื่อนห่างๆ ของคุณอดิศวร์ หรือจะให้ไปรับวิมาเที่ยวบ้านเราก็ได้”
“มารับ ไปบ้าน ดีกว่า” วิรงรองบอก
“โอเค พรุ่งนี้เจอกัน”
วิรงรองวางโทรศัพท์ลงด้วยสีหน้าสดใสขึ้น

บริเวณเรือนกล้วยไม้ บรรยากาศสวยงาม มีดอกไม้เบ่งบานสวยงาม แลเห็นเงาตะคุ่มๆ อยู่ท่ามกลางโคมไฟสว่างไสว
ลานนาเดินแกมวิ่งมาที่เรือนกล้วยไม้ แล้วเปิดประตูกระจกเข้าไป เรียกเสียงใส
“พี่ชายขา...พี่ชาย! พรุ่งนี้พาน้องไปที่ “โดมทอง” หน่อยนะคะ”
เจ้าภูไทเบือนหน้ากลับมา จากการดูแลบรรดากล้วยไม้
“ไปทำไมกัน”
“พี่ชายจำเพื่อนน้อง ที่ชื่อวิรงรองได้มั้ยคะ...ที่น้องเคยเล่าให้พี่ชายฟังน่ะค่ะ”
“ทำไมจะจำไม่ได้ เราน่ะพูดถึงทุกวัน สวยยังโง้น...ดียังงี้”
“ก็น้องอยากให้พี่ชายจีบเขานี่คะ...ตอนนี้เค้าอยู่ที่โดมทอง”
ภูไทชะงัก “ทำไมไปอยู่ที่นั่นล่ะ”
“เห็นคุณแม่เขาบอกว่า วิไปช่วยดูแลคุณย่าคุณอดิศวร์ค่ะ”
ระหว่างนี้พันธุ์สูรย์เดินเข้ามา ในมือมีกล้วยไม้เพาะใหม่เข้ามา
“เจ้าครับ”
“พันธุ์สูรย์มาพอดี...พรุ่งนี้ช่วยพาลานนาไปหาเพื่อนเขาที่โดมทองหน่อย” ภูไทบอก
พันธุ์สูรย์ชะงัก “เจ้าก็ทราบว่าผมไปไม่ได้”
ลานเบิกตากว้างอยากรู้อยากเห็น “ทำไมล่ะ...ทำไม...ทำไมถึงไปไม่ได้”
พันธุ์สูรย์มีสีหน้าท่าทางอึดอัด
ภูไทชำเลืองมองแว่บหนึ่งแล้วตัดบท “ไม่เป็นไร พี่จะพาไปเอง” พลางรับกล้วยไม้จากพันธุ์สูรย์มา
“ทำไมพี่พันธุ์สูรย์ไปโดมทองไม่ได้ ลานนาอยากรู้” เด็กสาวคาใจมาก
“ไม่ใช่เรื่องของเราน่า” ภูไทปราม
“พี่ชาย” ลานนากระเง้ากระงอดใส่
“ไปได้แล้ว...ไม่งั้นพี่ไม่พาไปด้วย”
“ก็ได้” ลานนาหน้างอนิดๆ เดินออกไปแบบงอนๆ
“เจ้าลานนาจะไป “โดมทอง” ทำไมครับ”
“เห็นบอกว่า เพื่อนเขาไปอยู่ที่นั่น”
พันธุ์สูรย์พึมพำ “คุณวิรงรอง”
“นายรู้จักด้วยหรือ”
“ผมพบเขาตอนเดินทางมาโดมทองน่ะครับ”
ภูไทพยักหน้ารับรู้ พลางเดินออกไปจากเรือนกล้วยไม้ พันธุ์สูรย์เดินตาม
“ฝนตกอย่างนี้ กล้วยไม้หนาจนเก็บแทบไม่ทันเลยครับ ดีที่มี ออร์เดอร์ เข้ามามาก”
ทั้ง 2 คน เดินกันออกไป

รุ่งเช้าบรรยากาศของโดมทอง ตกอยู่ท่ามกลางหมอกลอยอ้อยอิ่ง อดิศวร์เดินลงมาจะเข้าห้องทำงาน ทันใดเสียงร้องกรี๊ดของท่านผู้หญิงดังแว่วมา
“คุณย่า” อดิศวร์ชะงักรีบเดินไปทันที
ระหว่างที่อดิศวร์รีบเดินตรงมานั้น เป็นเวลาที่อุษาถือช่อดอกพลับพลึงหน้าตาตื่นจะเอาไปทิ้ง
“คุณย่าเป็นอะไร! อุษา”
“ไม่ทราบว่าใครเอาดอกพลับพลึงนี่ไปวางไว้ที่โต๊ะหัวเตียงคุณย่าค่ะ”
อดิศวร์มองดอกไม้แว่บหนึ่ง “รีบเอาไปทิ้งซะ”
“ค่ะ” อุษารีบเดินไป

อดิศวร์รีบเดินตรงไปที่ห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์อย่างเร็วรี่

ด้านแสงแขกำลังพยายามปลอบโยนท่านผู้หญิงสรรักษ์

“ต้องเป็นมันแน่ๆ แกจะทรมานฉันไปถึงไหน...นังพลับพลึง”
“ไม่มีอะไรแล้วค่ะ”
อดิศวร์เปิดประตูเข้ามา แสงแขขยับตัวถอยออกมาให้ชายหนุ่มเข้าไปนั่งกับย่า
“ลบ! นังพลับพลึงมันแกล้งย่าอีกแล้ว! มันเอาดอกพลับพลึงมาไว้ในห้องย่า”
อดิศวร์หันมาทางแสงแข “เมื่อคืน! เธอเห็นใครเข้ามาในนี้หรือเปล่า”
แสงทำเป็นเสียงอ่อยๆ “ไม่ได้ยินอะไรเลยค่ะ...แขนอนหลับสนิททั้งคืน”
“ทีหน้าทีหลังแกไม่ต้องมานอนเฝ้าฉันแล้ว สาระแนเสนอหน้าดีนัก ต่อไปให้อุไรมานอนอย่างเดิม” ท่านผู้หญิงด่าเอา
แสงแขรีบหันมาอธิบายกับอดิศวร์ “พอดีอุไรไม่ค่อยสบาย แขก็เลยมานอนแทนกลัวจะเอาไข้มาติดคุณย่าน่ะค่ะ”
“ลบเห็นหรือยังว่า เลี้ยงงูเห่าไว้แล้วเป็นยังไง” ท่านผู้หญิงด่ากระทบวิรงรอง
อดิศวร์งง “งูเห่า”
“ก็อีนังพลับพลึงคนนั้นไง! ลบให้มันมาอยู่ที่นี่ มันก็เลยสมคบกับนังพลับพลึงผีมาหลอกย่า!..ถ้าไม่ใช่มันแล้วจะเป็นใคร”
“แล้วผมจะถามเขาเอง”

สองคนอยู่อีกมุมหนึ่ง วิรงรองย้อนเอา
“น้ำเน่า! ถ้าคุณเชื่อเรื่องนี้ มันก็น้ำเน่าเต็มที! ดิฉันเนี่ยนะคะจะย่องเอาดอกพลับพลึงเข้าไปไว้ในห้องคุณย่าคุณกลางดึก! ขอบอกไม่มีความพยายามขนาดนั้นแน่นอนค่ะ”
“แล้วเธอคิดว่าเป็นใคร”
“ไม่คิดหรอกค่ะ เพราะถ้าคิดแล้วไม่ใช่จะเป็นบาป!” วิรงรองเว้นจังหวะไปนิด “ทำไมคุณไม่ลองถามคุณแสงแขดูล่ะคะ...เอ๊ะ! หรือว่าถามแล้ว และได้คำตอบว่าเป็นดิฉัน”
เจอวิรงรองตีผีปาก อดิศวร์โกรธจัด
“มันจะมากไปแล้ว แสงแขเป็นน้องสาวของฉัน แขได้รับการอบรมดีพอ ที่จะไม่ทำอะไรอย่างนั้นแน่”
“คิดว่าพวกคุณอบรมกันเป็นฝ่ายเดียวหรือคะ คนอื่นเขาหูป่าตาเถื่อนไร้อารยธรรมไร้การอบรม...โอ๊ย”
อดิศวร์จับไหล่วิรงรองบีบอย่างแรงด้วยความหงุดหงิด จนวิรงรองต้องร้องออกมา
“เถียงดีนัก! เธอจะฟังโดยไม่เถียงบ้างไม่ได้หรือไง”
“ขอโทษค่ะ ดิฉันไม่ได้เป็นใบ้นะคะ หรือต่อให้คนเป็นใบ้ก็อาจจะพูดได้ทันทีถ้าหากมาฟังคุณพูด…กรุณาปล่อยด้วยค่ะ ไม่อย่างนั้น ดิฉันอาจจะแอบคิดว่า ที่นี่เป็นที่ชุมนุมคนป่าเถื่อน”
วิรงรองพูดยังไม่ทันจบ อดิศวร์ก็กระชากตัวเข้ามาใกล้อีก จนวิรงรองต้องรีบยกมือขึ้นดันหน้าอกเขาไว้ แล้วเบี่ยงหน้าหนี
“อย่าอวดดี เธอเป็นแค่เพียงลูกจ้าง”
วิรงรองสวนคำทันที “ดิฉันขอลาออก”
“ฉันไม่อนุญาต”
“คุณไม่มีสิทธิ์...โอ๊ย”
อดิศวร์รวบทั้งตัววิรงรองมากอดไว้
“ปล่อยนะ! คุณอดิศวร์”
“อ้อนวอนฉันซิ”
“ไม่มีวัน”
“งั้นก็ลองดู”
ขาดคำอดิศวร์ก้มหน้าลงมาใกล้
เสียงโอบอ้อมร้องลั่น “ว้าย”
สองคนชะงัก หันขวับไปมอง เห็นโอบอ้อมยืนเอามืออุดปาก เบิกตาค้าง ด้วยความตกใจและตกตะลึง
วิรงรองสบโอกาสผลักอดิศวร์ออกทันที แล้วเดินแกมวิ่งหนีไป
อดิศวร์มองโอบอ้อมด้วยแววตาเย็นชา “ทะเร่อทะร่าเข้ามาทำไม”
“ปละ...เปล่า...เปล่าค่ะ”
“อย่ามาคอยสอดแนมฉันอีก”
โอบอ้อมกลืนน้ำลาย “ค่ะ”
อดิศวร์เดินออกไป โอบอ้อมยืนนิ่งมองตาม ตายังเบิกกว้าง อดิศวร์หยุดเดินหันมามอง โอบอ้อมตกใจ ด้วยหลบตาไม่ทัน แล้วรีบหลับหูหลับตาวิ่งออกไปแบบล้มลุกคลุกคลาน
อดิศวร์หันหลังเดินออกไป

ส่วนภายในห้องท่านผู้หญิงเวลานั้น ท่านผู้หญิงสรรักษ์มองแสงแขแน่วนิ่ง จนแสงแขต้องหลบตา
“แกเป็นคนทำใช่ไหม นังแสงแข”
แสงแขก้มหน้าลงมองปลายเล็บด้วยความตกใจและกลัว
“อย่านึกว่าฉันโง่แล้วก็แก่จนไม่รับรู้ว่า แกเป็นคนเอาไอ้ดอกไม้บ้าๆ นั่นเข้ามาวาง”
แสงแขยังคงก้มหน้านิ่ง
“แต่ฉันยกโทษให้ เพราะรู้ว่าแกจะใส่ร้ายนังพลับพลึง”
แสงแขโล่งใจ แล้วก้มลงกราบ
“คุณย่าฉลาดจังค่ะ”
“อย่าสอพลอ! ฉันละเกลียดนักอีพวกนี้”
แสงแขสะอึก
“จะไปไหนก็ไป แล้วก็ตามอุษามาหาฉันด้วย”
“ค่ะ”
แสงคลานออกไปอย่างเรียบร้อย โดยมีสายตาท่านผู้หญิงมองตาม

ส่วนโอบรีบวิ่งตรงมาอย่างรีบร้อนจนเกือบชนแสงแขที่เดินเลี้ยวเข้ามา
“อุ๊ย”
โอบรีบไหว้ “ขอประทานโทษค่ะ คุณแขขา”
“หนีผีมาเรอะ ถึงไม่ดูตาม้าตาเรือ”
โอบอ้อมทำหน้าทำตา “ยิ่งกว่าผีอีกค่ะ...คุณลบกับแม่คุณวิรงรองค่ะ”
แสงแขหูผึ่ง “อะไรนะ”
“คุณลบกอดแม่นั่น นี่ถ้าโอบเข้าไปไม่ทัน มีหวังจูบด้วยนะคะ” โอบอ้อมรายงานข่าว
“โกหก” แสงแขไม่เชื่อ
“คุณแขขา…โอบจะโกหก คุณแขทำไมล่ะคะ! แขยอมถูกคุณลบด่า”
“ไป๊! ไปให้พ้น”
“คุณแข” โอบอ้อมงง
“บอกให้ไป”

โอบอ้อมเดินออกไป ด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ ขณะที่แสงแขแค้นใจจนน้ำตาไหลพราก

ฟากพิชญ์แต่งตัวเตรียมไปทำงาน มีเสียงเคาะประตูเบาๆ

“พิณเข้าไปได้ไหมคะ”
พิชญ์ขมวดคิ้วนิดหน่อยกับสุ้มเสียงห่างเหินนั้น “เชิญ”
พิณทองเดินเข้ามา ด้วยสีหน้าราบเรียบ พูดเป็นงานเป็นการ
“คืนนี้ พิณจะไปค้างกับคุณแม่นะคะ”
พิชญ์ถามเสียงห้วนๆ “ทำไม”
“ไม่ทำไมหรอกค่ะ...พิณแค่คิดถึงคุณแม่” พิณทองปฏิเสธ
“คุณโกรธผมต่างหาก”
“เปล่าค่ะ”
“นึกว่าจะปิดผมได้หรือ”
“เปล่าค่ะ”
“พิณ! ถ้าจะอยู่ด้วยกันต่อไปอย่างมีความสุข เราต้องเคลียร์”
“พิณเคลียร์หมดแล้วค่ะ”
“ถ้าเคลียร์หมด คุณจะไม่ไป”
พิณทองนิ่งไปครู่หนึ่ง “ให้พิณไปเถอะค่ะ พิชญ์...พิณอยากอยู่กับตัวเองสักพัก บางที...อาจจะคิดอะไรออก”
“งั้นก็ตามใจ”
พิณทองเปิดประตูเดินออกไปเงียบๆ พิชญ์มองตามอย่างหงุดหงิดแกมรำคาญ

พอเห็นพิณทองกลับบ้านมา และบอกจะค้างหลายวัน คุณหญิงแก้วมองลูกอย่างตำหนิ
“โอ๊ย! ตาย! ทำไมถึงได้โง่แบบนี้ แต่งงานไม่กี่วัน หอบเสื้อผ้าออกจากบ้านประชดผัว”
พิณทองพยายามกล้ำกลืนความทุกข์ลงไป “ไม่ได้ประชดค่ะ พิณแค่อยากได้ความสงบ บางทีอาจจะคิดอะไรออก”
คุณหญิงแก้วชะงัก “คิดอะไรออก”
พิณทองฝืนยิ้ม “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”
“ต้องมีแน่! แม่เลี้ยงพิณมา ทำไมแม่จะไม่รู้ใจพิณ! อย่านะลูก...อย่าทำอย่างนั้นเด็ดขาด”
พิณทองทอดถอนใจยาว ไม่ยอมสบตาแม่
คุณหญิงแก้วเดินอ้อมมาตรงหน้า และพูดเสียงอ่อนลง “คู่แต่งงานใหม่ทุกคู่ก็เป็นอย่างนี้หมดแหละลูก ต้องการเวลาปรับตัวยิ่งลูกกับพิชญ์ไม่ได้เจอกันมานาน...”

พิณทองน้ำตาไหลรินรดแก้ม “พิณน่าจะคิดได้ก่อนหน้านี้...พิณควรจะทำความรู้จักเขาให้ดีก่อนแต่งงาน”
คุณหญิงแก้วกระแทกเสียงใส่ “พอดีคนอื่นก็คว้าเอาไปกินน่ะซิ”
“ก็ยังดีกว่าแต่งแล้วหย่าทีหลังนะคะ”
“ตายแล้วหนูพิณ” คุณหญิงตกใจมาก
“พรุ่งนี้ พิณจะไปหาน้าลบ...บางที โดมทอง อาจจะทำให้พิณสบายใจขึ้น”
พิณทองเดินจะขึ้นข้างบน แล้วหันมาอย่างนึกอะไรได้
“เรื่องนี้ คุณแม่อย่าเล่าให้คุณป้าฟังนะคะ พิณไม่อยากให้ท่านไม่สบายใจอีก”
พิณทองเดินขึ้นไป โดยมีสายตาคุณหญิงแก้วมองตามกลุ้มๆ

คำขอร้องของพิณทองไม่ได้ผล คุณหญิงแก้ว โทร.มาคุณหญิงวัชรี ซึ่งเวลานั้นอยู่ที่บ้าน
“อะไรกัน! นี่เพิ่งอบรมไปได้ไม่เท่าไหร่เอง”
“จะโทษพิชญ์คนเดียวก็ไม่ถูกค่ะ พิณทองเองก็เรื่องมาก! แล้วไม่รู้จักเก็บอารมณ์แล้ว”
“มันเป็นธรรมดาของผู้หญิงทุกคนแหละ! พี่จะต้องยื่นคำขาดกับนายพิชญ์”
คุณหญิงแก้วตกใจ “อุ๊ย!…เดี๋ยวตาพิชญ์จะโกรธ”
คุณหญิงวัชรีขัดขึ้นมาทันที “ก็ให้มันรู้ไปซิ คุณแก้วทำใจให้สบาย ทุกอย่างเป็นหน้าที่ของพี่เอง”

มองจากภายนอก ออฟฟิศของพิชญ์ดูโอ่อ่า ด้านในตกแต่งอย่างทันสมัย ส่วนภายในห้องทำงาน พิชญ์กำลังโทรศัพท์กับเพื่อน คนที่ฝากดำเนินการเรื่องวิรงรอง
“รูปชัดดีใช่มั้ย” พิชญ์เว้นไปอีกนิด สีหน้าแววตาอ่อนโยนลง “ใช่ เขาสวยมาก แกช่วยจัดการให้หน่อยนะ”
คุณหญิงวัชรีเดินเข้ามา โดยมีเลขาฯพิชญ์ช่วยเปิดประตูให้อย่างนอบน้อม แล้วเดินตามมาช่วยอำนวยความสะดวก
พิชญ์ลุกขึ้น “แค่นี้ก่อนนะ” วางสายแล้วรีบหันมาทางมารดา “เชิญครับคุณแม่”
เลขาฯเลื่อนเก้าอี้ให้วัชรีนั่ง
“ขอบใจจ้ะ”
“คุณหญิงจะรับน้ำกีวี อย่างเดิมใช่ไหมคะ” เลขาฯถาม
“ไม่ แล้วถ้าใครโทรศัพท์มา...บอกว่า คุณพิชญ์ติดธุระ” คุณหญิงสั่งเข้ม
“ค่ะ” เลขาฯ เดินออกไป แล้วปิดประตูลง
พิชญ์มองแม่ขำๆ “ต้องเอาจริงเอาจังขนาดนั้นเชียวหรือครับ”
“แน่นอน เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับลูก หนูพิณทอง แล้วก็แม่พลับพลึงโดยตรง อย่าหาว่าแม่พูดซ้ำพูดซากเลย แม่ไม่อยากให้ชาวบ้านเค้านินทาลูกกับหนูพิณว่า อยู่กินกันหม้อข้าวไม่ทันดำ”
พิชญ์ชะงัก นิ่ง อึ้ง สีหน้าเคร่งขรึมลง

สองแม่ลูกอยู่ภายในห้องโถง พิณทองมองคุณหญิงแก้ว ถามด้วยความตกใจ
“ตายแล้ว! คุณแม่เอาไปเล่าให้คุณป้าฟังหรือคะ! โธ่เอ๊ย พิณอุตส่าห์พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า คุณแม่อย่าเล่าให้คุณป้าหรือพิชญ์ ฟังเด็ดขาด”
“แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ คุณป้าเป็นคนบอกเองว่า พิชญ์จะต้องรับรู้”
พิณทองเครียดจัด เดินกลับไปกลับมาอย่างกลุ้มๆ “พิชญ์คงทั้งเกลียดทั้งรำคาญพิณแย่เลย”
“ไม่หรอก” คุณหญิงว่า
“คุณแม่ทราบได้ยังไงคะ! พิชญ์ไม่เคยรักพิณ แล้วนี่พิณยังล้ำเส้นเรื่องส่วนตัวของเขาอีก” ยิ่งพูดพิณทองยิ่งร้องไห้...ถ้าเขาไม่โกรธ ไม่เกลียดพิณ ก็ใจเย็นเกินไปแล้วละค่ะ...”
พิณพูดไม่ทันจบ ก็เดินแกมวิ่งจะออกไป
คุณหญิงแก้วรีบเรียกไว้ “เดี๋ยวลูก...พิณทอง”

พิณทองไม่ยอมหันหลังกลับมา คุณหญิงแก้วมองตามพลางถอนใจเฮือกใหญ่

โดมทอง ตอนที่ 4 (ต่อ)

ส่วนสองแม่ลูกยังคุยกันอยู่ที่ออฟฟิศ พิชญ์ดูจะไม่พอใจมาก อย่างที่พิณทองกังวลจริงๆ

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพิณ! จะอยากรู้อะไรกันนักหนา คุณแม่ช่วยบอกเขาด้วย พอได้แล้วครับ พอได้แล้ว”
วัชรีบอกด้วยน้ำเสียงห้วนๆ “หนูพิณมีสิทธิ์จะรู้”
“แต่ไม่ใช่ทุกเรื่อง! ไม่อย่างนั้นเขาจะเรียกว่า เรื่องส่วนตัวหรือครับ”
“พิชญ์” วัชรีปราม
“อยากแต่งงานกับผม ผมก็แต่งด้วยแล้ว เขายังจะเอายังไงกับผมอีก”
คุณหญิงเบิกตากว้างมองลูกอย่างตกใจ
“ตาพิชญ์”
“ผมยังไม่เห็นอยากรู้เรื่องของเขา...แล้วทำไมเขายังมาก้าวก่ายเรื่องของผมอีก”
วัชรีตั้งสติได้ “เพราะพิชญ์มีผู้หญิงอื่น”
พิชญ์แค่นหัวเราะออกมา “เขานั่นแหละครับ ผู้หญิงอื่น ผมกับพลับพลึงรักกันมาตั้งนาน เราหวังว่าพอเรียนจบกลับมาจะแต่งงานกัน แต่แล้วเขาก็จะแทรกเข้ามา แล้วยังจะมาเรียกพลับพลึงว่าคนอื่นอีก”
วัชรีได้ฟังก็โกรธแทนสะใภ้ “หนูพิณไม่ได้แทรก เขาไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย ถึงแกไม่แต่งกับเขา เขาก็ยังมีผู้ชายมาให้เลือกมากมาย”
“แล้วทำไมไม่เลือกไปให้มันรู้แล้วรู้รอดไป มาวุ่นวายกับผมทำไม”
“ฉันนี่แหละที่วุ่นวาย ถ้าเขารู้ว่าแกมีคนอื่นแล้ว...เขาคงไม่เอาหรอก”
พิชญ์อ้าปากจะพูดโต้ แต่วัชรีชิงพูดก่อน
“และถ้าจะถามฉันว่าเข้าไปวุ่นวายกับแกทำไม คำตอบคือ เพราะฉันเป็นแม่แก แม่ทุกคนย่อมหวังดีกับลูก...ฉันเลี้ยงแกมาอย่างดี เมื่อถึงเวลาจะมีครอบครัว ฉันก็ต้องหาผู้หญิงที่ดีเพียบพร้อมคู่ควรกับแก”
พิชญ์แดกดันตัวเองอย่างขมขื่น “ผมไม่ใช่คนดีเพียบพร้อม...ผมก็แค่ผู้ชายธรรมดา”
คุณหญิงวัชรีขัดขึ้น “จะธรรมดาหรือไม่ธรรมดา แกก็แต่งงานกับหนูพิณแล้ว แกก็ควรจะรับผิดชอบเขา”
“ผมทราบครับ ถึงคุณแม่จะไม่พูดประโยคนั้นซ้ำๆ ซากๆ ผมก็รู้ว่าผมควรจะรับผิดชอบเขา”
วัชรีใช้มุกน้ำตาคลอ “เพราะแม่มันไม่ดี! แม่มันเสือ...”
พิชญ์เสียงแข็งใส่ “คุณแม่อย่าพูดให้ผมดูเลวไปมากกว่านี้เลยครับ”
วัชรีบีบน้ำตาสะอึกสะอื้น
พิชญ์เสียงอ่อนลง “เอาเป็นว่าผมกราบขอโทษคุณแม่ก็แล้วกันนะครับ”
วัชรีโพล่งขึ้น “พรุ่งนี้...หนูพิณจะไปโดมทอง”
พิชญ์ชะงัก คุณหญิงวัชรีซับน้ำตาแล้วเดินออกไป...พิชญ์ถอนใจยาว

อดิศวร์ยืนคุยโทรศัพท์อยู่ตรงบริเวณภายนอกโดมทอง ไกลไปทางบริเวณด้านหลังตึก คู่สนทนาคือคุณหญิงแก้ว
สีหน้าอดิศวร์ขณะกำลังคุยโทรศัพท์ดูเคร่งขรึม
“ครับ...พิณทองบอกผมแล้ว”
คุณหญิงแก้วอยู่ที่บ้าน น้ำตาไหลคุยสาย “แต่ไม่ได้เล่ารายละเอียดใช่ไหม”
“เห็นบอกแค่ว่า คุณพิชญ์งานยุ่ง...แกเลยต้องมาคนเดียว”
“ไม่จริงหรอก...ยัยพิณเป็นคนดี...แกไม่มีวันให้ร้ายคนอื่น หรือทำให้ใครไม่สบายใจเด็ดขาด” คุณหญิงเว้นไปนิดหนึ่ง “ที่ต้องปลีกตัวไปโดมทอง คนเดียวก็เพราะแกเสียใจที่พิชญ์ยังตัดใจจากคู่รักเก่าไม่ได้ เห็นหนูพิณบอกว่าเขายังพยายามสืบหาแม่คนนั้น”
สีหน้าอดิศวร์ฉายแววยิ้มเยาะ ขณะพูดประโยคต่อมา
“โลกมันกลม...วันนึงคงได้เจอกันแหละครับ”
“อย่าพูดอย่างนั้นซิ...ลบ! พี่ไม่อยากเห็นหนูพิณต้องทุกข์ทรมาน”
“อ๋อ! ผมไม่มีวันยอมให้เป็นอย่างนั้นแน่ครับ”
“ขอบใจมาก...พี่ก็หวังแต่ลบที่เป็นที่พึ่ง...ช่วยหลานด้วยนะ”
“ครับ” อดิศวร์รับคำหนักแน่น แล้วปิดโทรศัพท์
จังหวะนี้อุไรขี่จักรยานมาหยุด แล้วลงจากจักรยาน รีบตรงเข้ามาค้อมตัวเรียบร้อย
“คุณลบขา...มีแขกมาพบค่ะ”

เวลานั้น วิรงรองและลานนาคุยกันอย่างแจ่มใสอยู่ในห้องรับแขก โดยเฉพาะวิรงรองนั้นดูร่าเริงผิดเป็นคนละคน เจ้าภูไททอดสายตามองเพื่อนน้องสาวท่าทีอ่อนโยนและพึงพอใจ
อดิศวร์ก้าวเข้ามา กวาดสายตาไปทั่วและนิ่วหน้านิดๆ เมื่อเห็นสีหน้าร่าเริงของวิรงรองขณะคุยกับ 2 พี่น้อง
อดิศวร์มองอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินเข้าไปทัก “นึกว่าใคร เจ้าพี่เจ้าน้องคู่นี้นี่เอง”
วิรงรองเงียบขรึมลงทันที ขณะที่อดิศวร์จับมือกับภูไท แล้วรับไหว้ลานนา
“นึกยังไงถึงได้มา…โดมทอง” อดิศวร์ถามภูไท
“ก็ยัยน้องน่ะซิ! เขาเป็นเพื่อนรักกับคุณวิรงรอง พอรู้ว่าอยู่ที่นี่เลยอ้อนวอนให้ผมพามาพบ”
มีกระแสประชดอยู่ในน้ำเสียงของอดิศวร์ “วิรงรองเขาเพื่อนเยอะ”
วิรงรองตวัดสายตาผ่านอดิศวร์แว่บหนึ่งอย่างรู้กัน แล้วพูดกับภูไทยิ้มๆ “ไม่เยอะหรอกค่ะ วิคนเพื่อนน้อย แต่ทุกคนเป็นคนดีแล้วก็จริงใจ”
ลานนามอง 2 คนสลับกันแว่บหนึ่ง แล้วจับมือวิรงรอง “เราไปคุยกันตามประสาสาวๆ ดีกว่า คุณอดิศวร์ จะได้คุยกันตามประสาหนุ่มๆ ลาน! ขออนุญาตนะคะ คุณอดิศวร์”
“เชิญครับ”
ลานนาและวิรงรองลุกเดินออกไป โดยมีสายตาภูไทมองตามวิรงรองอย่างเผลอไผล อดิศวร์มองตามสายตาภูไทแล้วกระแอมเบาๆ
ภูไทรู้สึกตัวหันมา ทำสีหน้าเก้อๆ เขินๆ
อดิศวร์ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “เราไม่ได้พบกันกี่ปีแล้วนะเจ้า”
“ก็...คงหลายปีอยู่..ผมไม่ได้นับ”
“แต่ผมนับ...เราไม่ได้พบกันนับตั้งแต่เจ้ารับพันธ์สูรย์ไปอยู่ด้วย”
“จนป่านนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจว่า ทำไมคุณถึงเกลียดพันธุ์สูรย์นัก”
“เพราะมันใฝ่สูงมารักน้องสาวผมไง”
ภูไทนิ่งงันไป
“ฝากบอกมันด้วยว่า อย่าได้สะเออะเข้ามาให้ผมเห็นหน้าเด็ดขาด...เพราะผมจะไม่รับผิดชอบหากเกิดอะไรขึ้น”
ใบหน้าเจ้าภูไทเป็นสีเข้มด้วยความโกรธและถือตัว “ผมจะไปรอยัยน้องในรถ”
“เชิญ”

ภูไทเดินออกไปด้วยท่าทางหงุดหงิดและพยายามข่ม อดิศวร์มองตามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

วิรงรองและลานนาควบม้าเข้ามาในบริเวณชายหาดยาวสุดลูกหูลูกตานั้นด้วยสีหน้าแจ่มใส ทั้ง 2 มาหยุด แล้วลานนามองไปโดยรอบอย่างพอใจ

“โดมทอง…กว้างขวางสวยงามอย่างนี้นี่เอง”
“ลานนาไม่เคยมาหรอกหรือ” วิรงรองแปลกใจ
“ก็บอกแล้วว่าไม่เคย...ถึงพี่ชายจะเป็นเพื่อนกับคุณอดิศวร์ แต่ก็ไม่ค่อยสนิทกันนัก นี่ต้องอ้อนวอนแทบตายกว่าจะใจอ่อนพามา”
วิรงรองประชดเล็กๆ “คนอย่างคุณอดิศวร์จะมีเพื่อนซักกี่ค้น...” ประโยคหลังสักกี่คน วิรงรองพูดเสียงสูง
ลานนาหันมามองวิรงรองอย่างแปลกใจ
วิรงรองยังคงพูดต่อเรื่อยๆ ขณะมองไปข้างหน้า “เท่าที่เห็น คนที่รายล้อมเขาดูแปลกๆทั้งนั้น”
“วิพูดเหมือนไม่ชอบเขา”
วิรงรองไหวไหล่นิดๆ ขณะบอก “แล้วมีใครชอบเขาบ้าง นอกจากพวกแวมไพร์ด้วยกัน”
ลานนาหัวเราะคิกอย่างขบขัน
วิรงรองหันมามอง “อ้าว! จริงๆนะ”
“วิคิดเหมือนเราเลย “โดมทอง” เนี่ยถึงจะสวยก็จริง แต่สวยแบบลึกลับ สวยแบบประสาทผีดิบ มีคุณอดิศวร์เป็นท่านเค้าท์แดร็คคิวล่า...นอกนั้นเป็นบริวาร” ลานนาหันขวับมามองแล้วถาม “ท่านเค้าท์มีแฟนหรือเปล่า”
“ไม่รู้”
“ถ้าเขาจีบวิล่ะ”
วิรงรองถึงกับสะดุ้ง
“นั่นแน่ มีพิรุธแฮะ” ลานนาเย้า
วิรงรองปั้นหน้าขรึม “บ้า ไม่เอาหรอก กลัวถูกดูดเลือด”
2 สาวหัวเราะกันขบขัน สนุกสนาน ขณะเสียงโทรศัพท์ลานนาดังขึ้น ลานนาหยิบขึ้นมาดู
“พี่ชายน่ะ...คะ พี่ชาย...อะไรกัน...จะกลับแล้วหรือคะ...ค่ะ...ได้ค่ะ”
ลานนาเก็บโทรศัพท์ แล้วหันมาบอก
“พี่ชายมีธุระด่วน”
“เอาไว้วันหลังค่อยมาคุยกันใหม่ก็ได้”
2 สาวควบม้าย้อนกลับไป

อดิศวร์หยุดยืนอยู่ที่หน้าต่างห้องรับแขก มองออกไปด้านนอกตึกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เห็น 2 สาวขี่ม้ามาถึงบริเวณที่รถจอดอยู่ ลานนาและวิรงรองลงจากหลังม้า
“เสียดายจัง น้องเพิ่งจะคุยกับวิได้นิดเดียว ยังไม่ทันหายคิดถึงเลย”
“เอาไว้วันหลังชวนคุณวิรงรองไปที่บ้านเราบ้าง...จะได้คุยกันนานๆ” ภูไทว่า
วิรงรองชะงัก สีหน้าเหมือนระแวงขึ้นมาแว่บหนึ่ง
“พี่ชายพูดเหมือนอยู่ที่นี่นานไม่ได้”
ภูไทยิ้มอ่อนโยน “ก็ที่นี่มันไม่ใช่บ้านของเรานี่ ยัยน้อง...แล้วก็ไม่ใช่บ้านคุณวิรงรองด้วย”
“เรียก “วิ” เฉยๆ ดีกว่าค่ะ”
“งั้นก็เรียกผมว่า “พี่ชาย” เหมือนยัยน้องซิครับ” ภูไทบอก
“ตกลงค่ะ...พี่ชาย”
ภูไทมองวิรงรองอย่างซึ้งๆ
“อะแฮ้ม ทำยังกับอยู่กัน 2 คน”
ภูไทเขิน “ฮื้อ ยัยน้องละก็...กลับกันได้แล้ว”
วิรงรองไหว้ลาภูไท “สวัสดีค่ะ...วันหลังวิจะไปคุยด้วยที่บ้านนะคะ”
“ด้วยความเต็มใจครับ” เจ้าภูไทยิ้มๆ
“พรุ่งนี้เลยมั้ย” ลานนาบอกยิ้มๆ
“ยัยน้อง! ขึ้นรถไป๊”
“แล้วจะโทร.ไปบอก”
ภูไทขับรถพาลานนาออกไปโดยวิรงรองยืนโบกไม้โบกมือให้อย่างสดใส
อดิศวร์มีสีหน้าขัดอกขัดใจ พึมพำขณะผละเดินจากม่านหน้าต่าง

“ทีอย่างนี้ ละก็แป้นแร้นดีนัก”

ระหว่างที่ภูไทขับรถมาตามทาง ลานนาหันมาเอียงคอมองพี่ชายยิ้มๆ

“อะไร”
“ติดใจเพื่อนน้องแล้วใช่มั้ยล่ะ! ไอ้เราจะนัดให้ตั้งนานก็เล่นตัวทำเป็นไม่ว่างอยู่นั่นแล้ว...ว” ลานนาลากเสียงสูง
“ก็...” ภูไทอึ้งไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
“ตอนนี้จะให้น้องช่วยสานต่อมั้ยล่ะคะ”
ภูไทรับเขินๆ “ฮื้อ...”
“ตกลงหรือไม่ตกลง...พูดมาดีๆ”
ภูไทพยักหน้ายิ่งเขินจัด
“ไม่เอาพยักหน้า เดี๋ยวน้องแปลความหมายผิด”
ภูไทบอกเสียงเบาๆ “ตกลง”
ลานนาแกล้งใหญ่ “อะไรนะคะ! พูดดังๆหน่อย...ได้ยินไม่ถนัด”
ภูไทยื่นมือซ้ายไปโยกหัวน้องสาวอย่างขวางๆ แกมเอ็นดู ลานนาหัวเราะลั่น

ด้านวิรงรองเดินสีหน้าแจ่มใสจะเลี้ยวไปทางบันไดขึ้นห้อง แล้วชะงัก เห็นอดิศวร์ยืนทำหน้าตาเรียบเฉยอยู่บริเวณนั้น และแดกดันอยู่ในที
“เพิ่งรู้ว่าเป็นคนกว้างขวาง”
วิรงรองรับรู้ แต่ไม่ตอบโต้ เดินเลี่ยงไป
“รู้จักกันมาตั้งแต่ครั้งปางไหน”
วิรงรองเดินต่อไป
นัยน์ตาอดิศวร์เป็นประกายวาววับ ไม่พอใจ “ฉันถาม..เธอต้องตอบ”
วิรงรองยังคงทำเป็นหูทวนลม
อดิศวร์เรียกเสียงหนัก “วิรงรอง”
วิรงรองหยุด หันกลับมา สีหน้าเรียบสนิท
“มีอะไรจะใช้ดิฉันหรือคะ” น้ำเสียงก็เรียบสนิทเช่นกัน
“ฉันถาม ทำไมไม่ตอบ”
วิรงรองเลิกคิ้ว “ดิฉันไม่ได้ยินคุณเรียกชื่อสักคำ”
อดิศวร์หงุดหงิดสุดๆ “ก็ตรงนี้มีแค่เธอกับฉันสองคน ฉันจะไปพูดกับใครที่ไหนได้ หรือเธอคิดว่าฉันเป็นบ้า...ชอบพูดคนเดียว”
“ดิฉันคงไม่บังอาจคิดอย่างนั้นหรอกค่ะ” วิรงรองเว้นไปนิด “ขอตัวนะคะ”
“ยังไปไม่ได้”
วิรงรองยืนนิ่ง แล้วเบือนหน้าไปมองอีกทาง
“รู้จักกับเจ้าภูไทได้ยังไง”
“ดิฉันไม่เคยรู้จักกับเจ้าภูไท เพิ่งจะได้พบกับวันนี้ แต่เป็นเพื่อนกับเจ้าลานนา...พูดเรื่องนี้ก็ดีแล้ว พรุ่งนี้ดิฉันขออนุญาตไปบ้านลานนา...”
อดิศวร์สวนทันที “ไม่อนุญาต”
วิรงรองสวนทันทีเช่นกัน “ขอถามว่าทำไม”
“ขอตอบว่า พรุ่งนี้ แขกที่ฉันมอบหน้าที่ให้เธอคอยดูแลจะมาถึงโดมทองและเธอจะต้องอยู่ต้อนรับ”
วิรงรองเม้มปาก “ค่ะ”
“รับรองว่าเธอต้องหายเหงาแน่นอน”
อดิศวร์หันหลังเดินออกไป วิรงรองสะบัดหน้าเดินขึ้นชั้นบนไปอย่างหงุดหงิด

ส่วนแสงแขอยู่ตรงบริเวณหน้าห้องทำงานอดิศวร์ กำลังชะเง้อมองหา ขณะที่อดิศวร์เดินเข้ามา
แสงแขยิ้มหวาน “คุณลบมาพอดี...คุณย่าให้มาตามคุณลบค่ะ”
อดิศวร์พยักหน้า แล้วเดินไป แสงแขรีบเดินตาม โดยสายตาแสดงความรักความบูชาไม่ได้ละไปจากร่างชายหนุ่มเลย

ท่านผู้หญิงสรรักษ์นั่งสงบนิ่งขณะที่ อดิศวร์เดินเข้ามาติดตามด้วยแสงแข อดิศวร์เข้ามานั่งใกล้ๆ ขณะที่แสงแขคลานเลี่ยงไปนั่งมุมหนึ่งอย่างเรียบร้อย
“มานั่งตรงนี้ซิ แสงแข”
แสงแขคลานเข้ามานั่งปลายเท้าท่านผู้หญิง ก้มลงมองพื้นอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว
ท่านผู้หญิงสรรักษ์เบือนหน้ามาทางลบ “ย่ามีเรื่องสำคัญจะพูดกับลบ”
อดิศวร์จับมือย่าขึ้นมาบีบเบาๆ ท่าทีอ่อนโยน “คุณย่าจะให้ผมทำอะไรหรือครับ”
“ย่าจะให้ลบแต่งงาน”
อดิศวร์ชะงัก ขณะที่แสงแขเบิกตากว้างตื่นเต้น โดยยังคงก้มหน้าอยู่ สองมือบีบกันแน่น
“ผมยังไม่มีใครเลย” อดิศวร์เอ่ยขึ้น
“ย่าถึงได้จะเลือกให้ไงล่ะ”
“ผมยังไม่พร้อมเลยครับ” อดิศวร์บ่ายเบี่ยง
“ย่าน่ะออดแอดลงทุกวัน...จะตายวันนี้วันพรุ่งก็ไม่รู้...ย่าอยากเห็นลบเป็นฝั่งเป็นฝา มีเมียมีลูกให้ย่าชื่นใจก่อนตาย”
“คุณย่ายังอยู่อีกนานครับ”
“ไม่นานหรอก...ย่ารู้ตัวดี...ตามใจย่าเถอะนะลบ”
อดิศวร์นิ่ง แสงแขก้มหน้าซึ่งแสดงความตื่นเต้นลงไปอีก
“ย่าอยากได้หลานสะใภ้ที่สนิทและรู้ใจย่า”
อดิศวร์มองย่า บอกท่าทีจริงจัง “การแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตผมไม่อยากรีบร้อน”
“ย่าอยากให้ลบแต่งงานกับแสงแข”
อดิศวร์สะดุ้ง เหลือบมองแสงแขแว่บหนึ่ง
แสงแขกำลังเงยหน้ามองอดิศวร์ด้วยสีหน้าแววตาบอกความรู้สึกชัดแจ้ง
“เชื่อย่านะลบ”
อดิศวร์มีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง “ผมตามใจคุณย่าได้ทุกอย่าง...”
แสงแขหน้าเสีย
“หมายความว่า ลบจะขัดใจย่า” ท่านผู้หญิงน้ำตาไหลริน
อดิศวร์อึดอัด “เอาเป็นว่า ผมต้องขอเวลาคิดบ้างครับ”
“ได้...ได้ ย่าอนุญาต และต้องการคำตอบรับนะลูก”

อดิศวร์นิ่งไป ขณะที่แสงแขมีสีหน้าขัดเขิน

ขณะที่อุษากำลังเตรียมเครื่องทำซุปให้ท่านผู้หญิงอยู่ในครัวนั้นเอง แสงแขเดินแกมวิ่ง ส่งเสียงตื่นเต้นเข้ามาก่อน

“พี่อุษา พี่อุษา”
อุษาเหลียวหน้ามามองแว่บหนึ่ง
“โอ๊ย! แขดีใจ ที่สุดในโลกเลย”
อุษาหันมามองอย่างแปลกใจ
“แขกำลังจะได้แต่งงานกับคุณลบ”
“จริงหรือ”
“คุณย่าบอกคุณลบว่า อยากให้เขาแต่งงานกับแข”
“แล้วคุณลบก็ตกลง”
“คุณลบขอเวลาคิด แต่ยังไงก็คงไม่ปฏิเสธ เพราะคุณย่าพูดแกมบังคับให้ตกลง! โอ๊ย! แขมีความสุขเหลือเกิน”
“อย่าแต่งงานกับคนที่เขาไม่ได้รักเราเลย”
แสงแขชะงัก “อะไรนะ”
“คุณลบไม่ได้รักแข...ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ขอเวลาคุณย่า”
แสงแขโกรธ “อ้อ อิจฉาแขละซี! อิจฉาที่แขจะมีความสุข...จะได้เป็นคุณผู้หญิงของโดมทอง”
“พี่จะอิจฉาเธอไปทำไม ถ้าหากคุณลบรักเธอ พี่จะสนับสนุนเต็มที่”
“รักหรือไม่รักไม่สำคัญ สำคัญที่แขจะได้แต่งงานกับคุณลบ ได้เป็นเจ้าของคุณลบ”
“แล้วเธอก็จะเป็นเหมือนคุณย่า...ต้องจมอยู่กับความเคียดแค้นขมขื่น”
“ไม่มีวัน แขไม่โง่เหมือนยายแก่นั่นหรอก แขจะพยายามทำทุกอย่างให้คุณลบรัก และมีความสุข ขอแค่ให้ได้แต่งงานกับเขาเท่านั้น...โลกทั้งโลกก็จะอยู่ในมือแข” แสงแขเพ้อฝัน
อุษามองน้องสาวอย่างเวทนา แล้วเบือนหน้ากลับไปเตรียมซุปต่อ
แสงแขเดินออกไปอย่างหงุดหงิด
“น้องได้ดี แทนที่จะดีใจด้วยก็ไม่มี”

ตอนค่ำวันนั้น พิณทองจัดกระเป๋าเสื้อผ้าอยู่ภายในห้อง เป็นใบใหญ่ 1 กลาง 1 เรียบร้อยแล้วลากมาวางมุมหนึ่ง
มีเสียงเคาะประตูเบาๆ พิณกำลังสำรวจข้าวของ อนุญาตโดยไม่ได้หันไปมอง
“เชิญค่ะ”
ประตูเปิดออก พิชญ์เดินเข้ามาแล้วชะงักเมื่อเห็นสัมภาระ
“โอ้โฮ ! นี่จะไปอยู่สักกี่วันเนี้ย”
พิณทองสะดุ้งหันมามอง
“คุณมาทำไมคะ”
“มาเตรียมตัวไปโดมทองพรุ่งนี้กับคุณไง กระเป๋าเสื้อผ้าอยู่ในรถข้างล่าง พรุ่งนี้จะได้ขับไปสนามบินเลย”
“แต่...”
“น้าลบให้เราสองคนไปฮันนีมูนที่นั่น...ถ้าคุณไปคนเดียว น้าลบคงโกรธผมแย่” พิชญ์ว่า
“ถ้าพิชญ์ไม่เต็มใจก็อย่าไปเลย”
พิชญ์ทรุดตัวลงนั่งแล้วถอนใจยาว “วันนี้ผมโดนคุณแม่เทศน์แทบทั้งวัน”
พิณทองมีสีหน้าน้อยใจขึ้นมาวูบหนึ่ง
“แล้วผมก็คิดเหมือนคุณแม่...คนเราไม่ควรอยู่กับอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับมา ปัจจุบันกับอนาคตต่างหากที่สำคัญที่สุด”
พิณทองยังยืนนิ่ง พิชญ์ลุกเดินมาโอบกอดพิณทอง พูดซึ้งๆ “รูปพลับพลึง ผมลบทิ้งแล้วก็เผาหมดทุกรูป ผมจะไม่โกหกเพื่อให้คุณสบายใจว่าผมลืมเขาแล้ว เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ผมให้สัญญาว่าจะพยายามลืมเขาให้เร็วที่สุด! เราจะเริ่มชีวิตใหม่ด้วยกันนะครับ”
พิณทองน้ำตาคลอด้วยความตื้นตันใจ

อดิศวร์ ศิโรดม รับฟังข่าวทางโทรศัพท์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“น้าลบดีใจด้วยที่คุณพิณกับสามีเข้าใจกันได้...โอเค ครับ...พรุ่งนี้พบกัน”
อดิศวร์วางโทรศัพท์ลง แล้วเอนตัวพิงพนัก สีหน้าท่าทางดูเจ้าเล่ห์
“คุณพิณมีความสุข แต่อีกคนนึงไม่แน่”

ดวงจันทร์ข้างขึ้นสว่างนวล อยู่เหนือโดมทอง ทำให้มองเหมือนมีมนต์ขลัง แสงจันทร์ส่องลอดเข้ามาภายในห้องวิรงรอง ทำให้วิรงรองต้องพลิกตัวหันหลังให้ โดยที่ยังนอนหลับอยู่
ตรงบริเวณยอดโดมทองเริ่มมีเงาดำวูบๆ วาบๆ แล้วแสงเทียนถูกจุดขึ้นวับแวม ตามด้วยเสียงวงมโหรีเริ่มบรรเลงเพลง “นางครวญ” ดังอ้อยสร้อยโหยหวน...วังเวงเป็นอย่างยิ่ง

เปลือกตาวิรงรอง ขยับไปมา แล้วลืมขึ้น หญิงสาวมีท่าทีเหมือนกำลังฟังเสียง จากนั้นจึงลุกขึ้นนั่งฟัง แล้วค่อยๆเบือนหน้ากลับไปมองทางหน้าต่าง เห็นดวงจันทร์วันเพ็ญส่องสว่าง
“วันขึ้น 15 ค่ำ”

วิรงรองค่อยๆ ลุกเดินไปแอบข้างหน้าต่าง ทอดสายตามองออกไป

อ่านต่อหน้า 3

โดมทอง ตอนที่ 4 (ต่อ)

ท่ามกลางแสงจันทร์กระจ่างส่องกระทบโรงเก็บรถม้าเก่าๆ หลังนั้น จากโรงม้าเก่าๆ ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นใหม่เหมือนเพิ่งเริ่มสร้าง เสียงม้าร้องดังขึ้น แล้วประตูเปิดออกช้าๆ เจ้าพระยาสรรักษ์ไกรณรงค์ขับรถม้าออกมา และขับเรื่อยๆ ตรงไปที่ตัวโดมทอง

วิรงรองซึ่งเดินกลับมานั่งที่เตียงชะงัก เมื่อได้ยินเสียงรถม้ากำลังวิ่งใกล้เข้ามา เธอรีบลุกขึ้นแล้วมาแนบตัวกับหน้าต่าง แง้มหน้าออกไปมอง เห็นรถม้าแล่นจากไกลๆ แล้วค่อยๆ เข้าใกล้ทุกที วิรงรองมองเขม็งแทบไม่หายใจ
สักครู่หนึ่งรถม้าคันนั้นแล่นมาจอดใต้หน้าต่างแล้วหยุด วิรงรองมองตาไม่กระพริบ ท่านเจ้าคุณเงยหน้าขึ้นมาช้าๆ
แสงจันทร์ส่องมาได้มุมพอดี
วิรงรองถึงกับเบิกตากว้าง ยกมืออุดปากตัวเองไม่ให้มีเสียงลอดออกมา เสี้ยวหน้าภายใต้สงจันทร์นั้นเหมือนอดิศวร์เปี๊ยบ
วิรงรองขยับออกห่างจากหน้าต่างแนบตัวกับผนังห้อง นัยน์ตามีแววตื่นตระหนก
“คุณอดิศวร์ นี่มันเกิดอะไรขึ้น หรือว่าเรามาอยู่ในบ้านพวกโรคจิต”
วิรงรองค่อยๆ เดินกลับมาที่เตียง
“จะเอายังไงดี” ในที่สุดวิรงรองก็ลุกขึ้นอย่างตัดสินใจ “อยากรู้นักว่าถ้าจับได้คาหนังคาเขาจะทำยังไง”
วิรงรองคว้าไฟฉาย เดินออกไปจากห้อง
ออกมาหน้าห้องวิรงรองกราดไฟฉายไปทั่ว แล้วค่อยๆ เดินย่องไปที่บันได ก้าวลงไปอย่างระมัดระวัง

วิรงรองค่อยๆ ย่องมาจนถึงประตู เขย่งขึ้นเปิดกลอนข้างบน ก่อนจะก้มลงเปิดกลอนข้างล่าง ค่อยๆ หมุนลูกบิดประตูเปิดออก แล้วก้าวออกไป

ครู่ต่อมาวิรงรองก้าวออกมาแล้วปิดประตูเบาๆ ส่องไฟฉายไปข้างหน้า ออกเดินไปยังมุมห้องตัวเอง วิรงรองเดินมาถึงบริเวณใต้หน้าต่างห้องตัวเอง แล้วชะงัก เพราะทั่วบริเวณนั้นว่างเปล่า
วิรงรองฉายไฟกราดทั่วทุกที่ มองไปโดยรอบๆ อย่างหงุดหงิด “หายไปไหนแล้ว”
จากนั้นวิรงรองเดินฉายไฟดูบริเวณนั้นราวกับจะหาร่องรอย แล้วเรื่อยเลยขึ้นไปบนยอดโดม พบว่าบนยอดโดมนั้นมืดสนิท
เสียงคุ้นหูของนายจ้างดังจึ้น “จะออกมาจับผีบ้านฉันเรอะ”
วิรงรองสะดุ้งเฮือก ไฟฉายหลุดจากมือ กลิ้งไปที่เท้าคู่หนึ่ง วิรงรองหันมามอง อดิศวร์ก้มลงเก็บไฟฉาย
“ว่าไง เจอผีหรือเปล่า”
วิรงรองสบตาคู่ปรับอย่างรู้ทัน “ไม่ค่ะ เจอแต่คน คนโรคจิต”
อดิศวร์ไม่พอใจ “บ้านฉันไม่เคยมีคนโรคจิต”
“อย่าคิดนะว่าฉันรู้ไม่เท่าทันคุณ” พลางมองอดิศวร์ทั้งตัว “ถึงคุณจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วมากก็เถอะ”
“เปลี่ยนเสื้อผ้า” อดิศวร์ฉงน
“เอารถม้าไปแอบไว้ที่ไหน”
“ชักสงสัยเสียแล้วว่าใครกันแน่ที่เป็นโรคจิต” อดิศวร์เยาะหยัน
“คุณทำอย่างนี้ทำไม”
“ฉันทำอะไร”
“ก็ที่แต่งตัวเป็นท่านเค้าท์ ขับรถม้าอยู่ใต้หน้าต่างห้องฉัน”
อดิศวร์อ้าปากจะพูด
“อย่าปฏิเสธ ฉันเห็นกับตา ถึงได้ออกมาข้างนอกนี่”
อดิศวร์ยกมือขึ้นจะแตะหน้าผากลูกจ้างสาว
วิรงรองถอยหลังทันที “จะทำอะไรน่ะ”
“ก็จะดูซิว่าตัวร้อนหรือเปล่า”
“ฉันไม่ได้บ้า”
“เข้าบ้านได้แล้ว” อดิศวร์จะดึงแขน วิรงรองรู้ทันรีบเอาแขนซ่อนไว้ข้างหลังทันที
“มานี่” อดิศวร์คว้าแขนมาจนได้
วิรงรองสะบัด “ปล่อยนะ”
อดิศวร์ไม่ฟังเสียง ดึงแขนวิให้ตามมาอย่างแรง วิรงรองหน้าคะมำเกือบหกล้ม

อดิศวร์ดึงข้อมือวิรงรองขึ้นบันไดตามมา แล้วหยุดหน้าห้อง ก่อนจะปล่อยมือ
“เข้าไปนอนได้แล้ว”
วิรงรองมองอดิศวรแน่วแน่ “ดิฉันเห็นคุณจริงๆ”
อดิศวร์ถอนใจเฮือกใหญ่
“คุณยังเงยหน้าขึ้นมามองฉัน”
วิรงรองเปิดประตูเดินนำอดิศวร์เข้าห้องขณะที่พูดพร้อมกับชี้ตรงไปที่หน้าต่าง
“ตรงนี้”
อดิศวร์ตามเข้ามามองตามหญิงสาวชี้ แล้วเบือนหน้ากลับมามอง
“ฉันจะทำอย่างนั้นทำไม”
“ดิฉันก็กำลังถามคุณอยู่นี่ไงคะ”
“ฉันขอยืนยันว่าไม่ได้ทำ และไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำ”
“แต่ฉันเห็น”
อดิศวร์สวนทันที “รู้ได้ยังไงว่าเป็นฉัน”
“ผู้ชายคนนั้นหน้าตาเหมือนคุณเปี๊ยบ”
อดิศวร์พยักหน้าช้าๆ มองวิรงรองนัยน์ตาเป็นประกาย ขณะยิ้มๆ
“ความจริง...เธอไม่ต้องลงทุนถึงขนาดนี้ก็ได้”
วิรงรองชะงัก “ลงทุนอะไร”
“ก็...สร้างเรื่องขึ้น เพื่อให้ฉันเข้ามาในห้องเธอไง”
วิรงรองเบิกตากว้าง มองอดิศวร์ทั้งโกรธและตกใจจนปากสั่นตัวสั่น พูดไม่ออก
“แค่บอกดีๆ”
วิรงรองตั้งสติได้ ขบกรามแน่น “ออกไป”
“อ้าว! เปลี่ยนใจแล้วหรือ”
วิรงรองเสียงเข้มขึ้นทันที “ฉันบอกให้ออกไป”
อดิศวร์ก้มศีรษะให้นิดๆ แววตาเยาะหยัน “ราตรีสวัสดิ์”
พออดิศวร์เดินออกไป วิรงรองรีบตามไปดึงประตูปิด แล้วล็อคแน่นหนา ก่อนจะหันกลับมาทรุดตัวลงหมดแรง ร้องไห้ด้วยความเจ็บใจ คับแค้นใจที่โดนดูถูก
ด้านอดิศวร์ เปิดประตูเข้ามาแล้วทรุดตัวลงนั่งบนเตียง สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด นึกถึงเหตุการณ์ขณะวิรงรองพาไปดูบริเวณใต้หน้าต่าง ด้วยสีหน้าจริงจัง
“คุณทำอย่างนี้ทำไม”
“ฉันทำอะไร”
“ก็ที่แต่งตัวเป็นท่านเค้าท์ ขับรถม้าอยู่ใต้หน้าต่างห้องฉัน”
ภาพเหตุการณ์นั้นเลือนหายไป อดิศวร์ส่ายหน้าช้าๆ
“สีหน้าท่าทางไม่น่าจะโกหก...หรือว่าจะตาฝาดไปเอง”

อดิศวร์ลุกขึ้นเดินกลับไปกลับมาช้าๆ อย่างใช้ความคิด

เวลานั้นดวงจันทร์กลมโตถูกหมู่เมฆเคลื่อนเข้ามาบดบัง คฤหาสน์โดมทอง ตกอยู่ท่ามกลางเงามืดมองดูเหมือนอยู่ในอุ้งมือของปีศาจร้าย

วิรงรองเดินแกมวิ่งหลงทางอยู่ในไอหมอก แล้วพยายามจะหาทางออก
“ช่วยด้วย...ช่วยด้วย”
วิรงรองวิ่งมาได้พักหนึ่ง แล้วมีเสียงพิชญ์เรียกดังก้องขึ้น
“พลับพลึง! พลับพลึง!”
วิรงรองหันไปตามเสียง เห็นพิชญ์ยืนอยู่ ส่งยิ้มมาหาอย่างอบอุ่น
“พลับพลึง”
วิรงรองยิ้มออกมาทั้งน้ำตา แล้วโผไปหา แต่แล้วใครคนหนึ่งคว้าตัวเธอไว้ พร้อมเสียงกระซิบอ่อนโยนที่หู
“พลับพลึง...อย่าไป”
วิรงรองหันขวับมาขณะพยายามดิ้นรน แล้วชะงัก ผู้ชายหน้าตาเหมือนอดิศวร์ แต่อยู่ในชุดท่านเค้าท์กำลังก้มลงมองอย่างมีอำนาจ
“ปล่อย! ฉันจะไปหาพิชญ์ บอกให้ปล่อย”
ท่านเจ้าคุณพูดเสียงแผ่วเบา อ่อนโยน แต่ทรงอำนาจ “ไปไม่ได้”
พิชญ์ยื่นแขนออกมารับ “พลับพลึง”
วิรงรองพยายามดิ้นรนให้ปล่อย น้ำตาไหลพรากสะอึกสะอื้นจะไปหาพิชญ์ให้ได้ แต่อ้อมแขนเจ้าคุณรัดไว้แน่นหนาเกินจะฝืน

วิรงรองนอนดิ้นอยู่ในผ้าห่มที่รัดตัวไว้แน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา และยังสะอึกสะอื้นก่อนจะตะโกนออกมา
“พิชญ์”
วิรงรองลืมตา ตกใจตื่นขึ้น มองไปโดยรอบแล้วถอนใจ ดึงผ้าห่มออก ลุกขึ้นนั่ง
“คงเป็นเพราะผ้าห่มนี่เอง”
วิรงรองขยับตัวลุกเดินไปที่หน้าต่าง แล้วมองออกไป พบว่าภายนอกว่างเปล่า เงียบสนิทและวังเวง วิรงรองเดินไปเข้าห้องน้ำ เปิดก๊อกน้ำล้างคราบน้ำตา

ขณะเดียวกัน บริเวณหน้าต่างห้องนอนท่านผู้หญิงสรรักษ์ แลเห็นเงาไม้ไหวไปมาด้วยลมแรง ก่อให้เกิดรูปเงาน่ากลัวเหมือนภูติผีปีศาจ ท้องฟ้าด้านนอกมืดครึ้ม ฟ้าร้องครืนครันน่ากลัว แล้วฝนเทลงมาอย่างหนักราวกับฟ้ารั่ว
เสียงเพลงโหยหวน นางครวญ แทรกเข้ามาท่ามกลางเสียงฟ้าฝนอย่างน่าประหลาด
ท่านผู้หญิงลืมตาโพลงขึ้นทันทีทันใด หากใครเห็นเป็นต้องสะดุ้ง
ยินเสียงรถม้าแล่นใกล้เข้ามา ท่านผู้หญิงสรรักษ์ผุดลุกขึ้นนั่ง หันขวับไปมองทางหน้าต่างห้อง แลเห็นเงาไม้วูบวาบเหมือนมือที่พยายามเคาะหน้าต่างเรียกให้คนข้างในเปิด มีเสียงเรียกอีกด้วย
ท่านผู้หญิงแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว ลุกเดินไม่มั่นคงนักไปที่หน้าต่าง แล้วค่อยๆ เปิดออกจะมองให้ถนัด
ระหว่างเหตุการณ์ชวนสยองเหล่านี้ อุไรนอนหลับสนิทไม่ได้ยินไม่รู้เรื่องราวอะไรทั้งสิ้น
มือคู่หนึ่ง พยายามจะดันหน้าต่างขึ้น ท่านผู้หญิงรีบปิดหน้าต่างทันใด แต่มือนั้นพยายามเคาะเรียกให้เปิด
ท่านผู้หญิงสรรักษ์ ถอยออกมา 2-3 ก้าว มองอย่างสะใจ
“แกไม่มีวันเข้ามาได้ เคาะเข้าไป...เคาะเข้าไป วิญญาณคนทรยศต้องร่อนเร่พเนจรเป็นสัมภเวสีอย่างนี้สมน้ำหน้า ไอ้คนทรยศ”
ท่านผู้หญิงหัวเราะเหมือนคนบ้า หันกลับมาจะไปเตียง แต่แล้วหญิงชราต้องเบิกตากว้างกรี๊ดร้องลั่น เหงื่อท่วมตัว
อุไรตกใจตื่น “ท่านเจ้าขา ท่านผู้หญิง”
“อุไร ช่วยด้วย มันมาทั้ง 2 คนเลย”
“อูย...ขนลุก” อุไรลูบแขนตัวเอง “ไม่มีใครเจ้าค่ะ...ท่านผู้หญิงอย่าพูดอย่างนี้ซิเจ้าคะ”
ท่านผู้หญิงตวาดแต่เสียงเบา “ก็ฉันเห็นพวกมัน...ทั้งผัวทั้งนังเมียน้อย...ผัวมันมาเคาะหน้าต่างนั่น” พร้อมกับชี้มือไป
อุไรมองตาม
“ไม่มีใครสักคนเจ้าค่ะ ท่านผู้หญิงคงจะฝันไป”
ท่านผู้หญิงสรรักษ์นัยน์ตาวาวโรจน์ “มันเป็นความจริง สมน้ำหน้ามัน กี่สิบปีแล้วล่ะ ที่มันต้องล่องลอยอยู่ข้างนอก! คนทรยศต้องถูกลงโทษ!”
อุไรมองสีหน้าแววตาท่านผู้หญิงอย่างหวาดๆ

รุ่งเช้าบรรยากาศในอาณาเขตของโดมทอง ขมุกขมัว ในครัวยามนั้นอุษากำลังเตรียมทำซุปให้ท่านผู้หญิงสรรักษ์ ขณะที่อุไรหน้าตาตื่นเล่าเรื่องให้ฟัง
“เหลวไหล”
“ไม่เหลวไม่ไหลค่ะ อุไรน่ะกลัวท่านผู้หญิงยิ่งกว่ากลัวผีอีกนะคะ”
อุษามองดุและพูดเสียงเข้มๆ “อุไร”
อุไรจ๋อยลง แต่ตั้งท่าจะเล่าอีก “ขอประทานโทษค่ะ...แต่...”
“พอที แล้วก็ไม่ต้องเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง เข้าใจไหม”
“เข้าใจค่ะ” อุไรรับคำหนักแน่น

แต่แล้วครู่ต่อมาวิรงรองก็เบือนหน้ามามองอุไร ซึ่งทำหน้าทำตาขึงขังประกอบ
“จริงค่ะ ป้าอุไรงี้ขนลุกหมดเลย”
วิรงรองพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “ไปทำงานได้แล้วจ้ะ ป้า”
“นี่...นี่...คุณวิไม่เชื่อป้าหรือคะ”
“ฉันจะเชื่อหรือในสิ่งที่เห็นกับตาตัวเองเท่านั้น”
อุไรร้อง “ว้า”
“ถามหน่อย ป้าอุไรเห็นกับตาตัวเองหรือเปล่า”
อุไรจำใจส่ายหน้า “ไปละค่ะ” แล้วนึกได้ ขึงขังขึ้นมาอย่างเดิม “แต่ท่านผู้หญิงคงไม่โกหก”
วิรงรองขัดขึ้นทันที “ป้าจ๋าป้า”
“ไปก็ได้ค่ะ เอ้อ ทำไมไม่มีใครเชื่อซักคน”
อุไรเดินบ่นบ้าออกไป
วิรงรองรีบตามมาปิดประตู แล้วเดินกลับมาหยิบโทรศัพท์ขึ้นกด สีหน้าเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นทันที
“รุทธิ์! วิมีเรื่องตื่นเต้นจะเล่าให้ฟัง”

ส่วนแสงแขเดินกลับไปกลับมาหน้าห้องทำงานอดิศวร์ พยายามใช้ความคิดว่าจะเอาอะไรเป็นข้ออ้าง เพื่อเข้าไปหาข้างในดี
“ถ้าคุณลบถามว่า เข้ามาทำไม จะตอบว่ายังไงดี อ้อ! นึกออกแล้ว...ถามเรื่องกลางวันจะทานอะไร”
ขณะที่แสงแขสูดลมหายใจยาว เตรียมจะเข้าไป อุษาเข้ามาพอดี
“จะเข้าไปพบคุณลบเหรอ”
อุษาพยักหน้า ยกมือขึ้นจะเคาะประตู แสงแขจับมือพี่สาวไว้
“มีธุระอะไรกับคุณลบ”
“มากไปมั้ย แสงแข”
“ไม่ แขเป็นคู่หมายของคุณลบ ใครจะเข้าไปพบ ต้องผ่านแขก่อน”
อุษามองน้องอย่างเวทนา “พี่ไม่อยากให้เธอหวังขนาดนั้น”
แสงแขพูดเสียงแข็งใส่ “แขจะหวัง แล้วก็รู้ว่าต้องสมหวังด้วย คุณลบไม่มีวันขัดใจคุณย่าอยู่แล้ว”
“แต่เรื่องนี้ไม่แน่ เพราะเรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่” อุษาว่า
“ยังไงแขก็ต้องได้แต่งกับคุณลบ ไม่เชื่อก็คอยดู”
อุษาส่ายหน้า เคาะประตูก่อนเปิดเข้าไป
แสงแขตัดสินใจรีบตามทันที

อดิศวร์เงยหน้าขึ้นมอง 2 สาว แล้วหยุดมองจ้องหน้าแสงแข
“เข้ามาทำไม แสงแข”
“เอ้อ...แข...แขมาถามว่า กลางวันนี้คุณลบจะรับประทานอะไรคะ แขจะได้สั่ง...”
อดิศวร์ขัดขึ้น เสียงดุ “นี่มันหน้าที่อุษาไม่ใช่หรือ”
“ก็ใช่ค่ะ...แต่...เอ้อ”
“หน้าที่อุษาก็ปล่อยให้เขาทำไป ส่วนเธอ...คุณย่ามีคำสั่งให้คอยดูแลท่าน...เธอก็ไม่ควรทิ้งมาอย่างนี้”
แสงแขไม่ละความพยายาม “แต่คุณย่าท่านสั่งให้แขคอยดูแลคุณลบด้วยค่ะ”
“ไม่ต้อง ดูแลคุณย่าคนเดียวก็พอแล้ว...ออกไปได้”
แสงแขหน้าเสีย เสียงอ่อยๆ “ค่ะ” แล้วออกไป
อดิศวร์เบือนหน้ามาทางอุษา “เย็นนี้ไม่ต้องเตรียมอาหารให้พี่กับแขกที่จะมาพัก เพราะพี่จะพาเข้าไปทานในเมือง”
“ค่ะ...คุณลบจะไปกี่โมงคะ อุษาจะได้สั่งลุงสมเอารถออก”
“ประมาณบ่าย 4 โมง พี่จะขับไปเองคันนึง ส่วนนายสมให้เอากระเป๋าเสื้อผ้ากลับมาไว้ที่บ้านก่อน”
“ค่ะ”
อุษาเดินไปที่ประตู
“เดี๋ยว”
อุษาหันมามอง
“วิรงรองล่ะ” อดิศวร์ถามเรื่อยๆ
“น่าจะอยู่ในห้องนะคะ...คุณลบจะให้ไปตาม”
“ไม่ต้อง จนกว่าแขกจะมา”

อุษาพึมพำรับคำเบาๆ แล้วออกไป อดิศวร์เอนตัวพิงพนัก สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด

ด้านอนิรุทธิ์ในชุดนายทหารเรือนั่งอยู่ในออฟฟิศกรมกองต้นสังกัด กำลังพูดโทรศัพท์อยู่กับวิรงรอง

“แล้ววิมั่นใจหรือว่าใช่ คุณอดิศวร์”
“โอ๊ย หน้าตาเป็นศัตรูกับคนทั้งโลกแบบนี้ไม่มีอีกแล้ว”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่า”
“จริงๆ นะ รุทธิ์ ถ้าไม่ใช่คุณอดิศวร์ก็มีอีกอย่างเดียว...”
“อะไร”
“ผี!” วิรงรองบอก
คราวนี้อนิรุทธิ์ถึงกับหัวเราะร่วน
“อย่าหัวเราะดีนักนะรุทธิ์ บ้านนี้มีอะไรแปลกๆหลายอย่าง”
“ผมไม่เชื่อเรื่องผี”
“บอกตามตรงนะ วิก็ไม่ค่อยเชื่อ แต่กำลังคิดว่า อาจมีใครสักคนถูกขังอยู่บนยอดโดม”
“ใครขัง”
“ผู้ต้องสงสัยคนแรกคือ คุณอดิศวร์ และเขากำลังจะทำให้วิคิดว่าตัวเองเป็นบ้า”
“เขาจะทำอย่างนั้นไปทำไม”
“ตอนนี้ไม่รู้ แต่วิจะพยายามสืบให้รู้จนได้”
สีหน้าวิรงรองเหมือนตั้งอกตั้งใจแน่วแน่

ขณะที่อุษากำลังรินน้ำส้มจากเหยือกในตู้เย็น แสงแขเดินเข้ามา สีหน้าเคร่งเครียด อุษาเก็บน้ำส้มเข้าตู้เย็น แล้วหันกลับมายกอีกแก้วขึ้นดื่ม แต่ต้องตกใจ
“แสงแข”
“คุณลบพูดอะไรกับพี่”
อุษาถอนใจ “แค่บอกว่าจะพาแขกไปทานอาหารเย็นในเมือง”
“แขก แขกที่ไหน ทำไมแขไม่รู้” แสงแขโวยวาย
อุษาอ่อนใจหนักขึ้น “ก็หลานคุณลบที่เพิ่งแต่งงานไง...เขาเลื่อนกำหนดมาเร็วขึ้น”
“แล้วทำไมไม่มีใครบอกแข”
“แล้วทำไมจะต้องบอก”
แสงแขเชิดหน้า “แสงเป็นคู่หมายของคุณลบ”
“เธอคิดไปคนเดียว...คุณลบเขาไม่ได้รับรู้อะไรด้วย”
“คุณย่า...” แสงแขจะอ้างท่านผู้หญิง
อุษาขัดขึ้น “เธอต้องถามคุณลบ ไม่ใช่คุณย่า ฟังนะ...พี่ไม่อยากเห็นเธอเสียใจ”
แสงแขปฏิเสธ “ไม่”
อุษาเดินเข้ามาจับแขนแสงแข พูดเสียงอ่อนโยน “แสงแข”
แสงแขไม่ยอมฟัง ะบัดแขนออกแล้วชี้หน้าอุษา “แขจะไปถามคุณลบ พี่อุษาจะได้เลิกข้องใจเสียที”
แสงแขเดินไปเร็วรี่ อุษามองตามอย่างอ่อนอกอ่อนใจ

โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ดังขึ้น วิรงรองซึ่งกำลัง เซิร์ชดูเกี่ยวกับ “โดมทอง” ในเน็ตวางมือแล้วรีบเดินมาหยิบขึ้นดู
หญิงสาวย่นจมูกนิดหนึ่ง “โทร.มาทำไม” ลังเลอยู่อีกเดี๋ยว จึงตัดสินใจรับ “มีอะไรจะใช้ดิฉันหรือคะ”
“ลงมาพบฉันที่ห้องทำงานหน่อย”
พูดจบก็มีเสียงกดตัดสาย วิรงรองแค้นจัด มองโทรศัพท์อย่างหงุดหงิดราวกับเป็นลบ
“คุณคิดว่าคุณเป็นใคร ถึงสั่งได้สั่งเอา”
วิรงรองหงุดหงิดอยู่อีกครู่หนึ่ง แต่แล้วก็เดินออกไป

2 สาวคู่ปรับ มาถึงหน้าห้องทำงานอดิศวร์พร้อมๆ กัน พอดี
แสงแขมองเขม็งขณะถาม “จะไปไหน”
“นี่มันห้องทำงานของคุณอดิศวร์ไม่ใช่หรือคะ” วิรงรองยอกย้อน
“ไม่ต้องมาย้อน จะเข้าไปยั่วยวนคุณลบล่ะซี”
วิรงรองนัยน์ตาเป็นประกายวาววับ ด้วยไม่พอใจ “คุณอดิศวร์เรียกดิฉันมาพบค่ะ”
“โกหก”
“งั้นคุณแสงแขก็ลองเข้าไปถามดูซิคะ”
“ไม่ต้องมาท้า จำใส่กะลาหัวไว้นะ ฉันเป็นคู่หมั้นคู่หมายของคุณอดิศวร์ เพราะฉะนั้นเขาไม่มีสายตาจะมองใครอีก! ถึงจะแค่เล่นๆ กับผู้หญิงใจง่ายก็ตาม เขารักฉันมาก”
“ดิฉันจะเข้าไปได้หรือยังคะ หรือว่าคุณจะเข้าไปด้วย”
แสงแขเม้มปาก “ไม่จำเป็น เพราะยังไงคุณลบก็ต้องเล่าให้ฉันฟังอยู่ดี”
วิรงรองเปิดประตูเดินเข้าไป โดยแสงแขมองตามอย่างเกลียดชัง

พอเจอหน้าอดิศวร์ก็ต่อว่าทันที
“ทำไมมาช้า”
“เพราะต้องมัวแต่ตอบคำถามคู่หมั้นของคุณค่ะ” วิรงรองประชดออกไปโดยไม่รู้ตัว
ผู้เป็นนายจ้างเลิกคิ้ว สีหน้าฉงน “คู่หมั้นฉัน”
“ก็คุณแสงแขไงคะ”
อดิศวร์นิ่วหน้าอีกนิดหนึ่ง แล้วเอนหลังพิงพนัก
“แขกพิเศษของฉันจะมาถึงเย็นนี้ แต่ฉันจะพาไปทานข้าวในเมือง...คงจะกลับดึกหน่อย”
วิรงรองยังคงฟังเงียบๆ
“เพื่อไม่ให้เธอนอนไม่หลับ ฉันก็เลยจะให้พบกับแขกคนพิเศษพรุ่งนี้เช้า”
“ทำไมดิฉันจะต้องนอนไม่หลับ”
“ฉันก็พูดไปอย่างนั้น...เธอไปได้แล้ว”
วิรงรองเดินออกไปเงียบๆ

พอวิรงรองก้าวออกมา แล้วต้องชะงักนิดหนึ่งเมื่อเห็นแสงแขยังคงยืนรออยู่ แสงแขขยับจะพูด แต่ประตูเปิดออก อดิศวร์ยืนมองอยู่
“แสงแข...เข้ามาข้างในซิ”
แสงแขหน้าชื่นทันตาเห็น แล้วปรายตามองเยาะวิรงรองแว่บหนึ่ง ก่อนจะรีบตามอดิศวร์เข้าไปข้างใน

วิรงรองยืนนิ่งครู่หนึ่ง แล้วเดินออกไป

สองคนอยู่ในห้องทำงาน อดิศวร์เอ่ยขึ้น

“นั่งซิ”
แสงขมีสีหน้าท่าทางกระตือรือร้นสุดชีวิต “ค่ะ” พลางทรุดตัวลงนั่ง
“คุณลบจะให้แขไปด้วยใช่มั้ยคะ...แขจะได้”
อดิศวร์ สวนออกมา “เปล่า”
แสงแขอึ้งไป
“พี่อยากจะทำความเข้าใจกับเธอเรื่องที่คุณย่าพูด”
แสงแขมองอดิศวร์ด้วยดวงตาเป็นประกาย อย่างตั้งใจฟัง
“เราเป็นพี่น้องกัน ถึงจะห่างมาก...แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องกันอยู่ดี” อดิศวร์เว้นวรรคนิดๆ “พี่คงทำตามที่คุณย่าบอกไม่ได้”
แสงแขหน้าซีด “คุณลบ”
“อีกอย่าง...พี่ก็เอ็นดูเธอเหมือนอุษา...พี่ไม่อยากให้เธอเข้าใจผิด”
แสงแขพยายามจะพูดท้วง อ้างคำท่านผู้หญิงสรรักษ์ “แต่คุณย่า”
“คุณย่าท่านก็พูดไปอย่างนั้นเอง...เพราะเห็นพี่ยังโสด...เธอก็ยังโสด”
แสงแขน้ำตาร่วง
“แล้วพี่จะอธิบายให้คุณย่าฟังเอง”
แสงแขทนฟังไม่ไหว เดินแกมวิ่งร้องไห้ออกไป อดิศวร์มองตามแล้วถอนใจ

ครู่ต่อมาแสงแขเปิดประตูเข้ามาในห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์ น้ำตาไหลพราก
“คุณย่าขา”
“ร้องห่มร้องไห้ทำไม น่ารำคาญ อุไร แกออกไปก่อน”
“เจ้าค่ะ” อุไรคลานออกไปไวๆ
แสงแขสะอึกสะอื้น ครวญคร่ำ “คุณลบบอกว่า เธอไม่ได้รักแข...จะไม่หมั้นหมายกับแข”
“สมน้ำหน้า” ท่านผู้หญิงด่า
แสงแขสะอึก
“สาระแนไปประกาศตัวล่ะซี! โง่ โง่ดักดาน”
แสงแขสะอื้นฮักๆ
“เรื่องแบบนี้ใครเขาโฉ่งฉ่างกันบ้าง แกต้องเงียบ ปล่อยให้ฉันจัดการเอง”
แสงแขก้มลงกราบ “แขผิดไปแล้วค่ะ”
“นี่ถ้ามีคนอื่นละก็ ฉันจะไม่ส่งเสริมแกหรอก”
“แสงรักคุณลบ”
ท่านผู้หญิงตวาด “หยุดพล่ามเสียที รำคาญ”
แสงแขก้มหน้า ทำเป็นสะอึกสะอื้น

ท่านผู้หญิงสรรักษ์มองอย่างเกลียดชังครู่หนึ่ง แล้วเบือนไปทางอื่น “เมื่อไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล”
แสงแขเงยหน้าขึ้นมอง ใจชื้นขึ้น
“ออกไป”
แสงแขหน้าเสีย “แล้ว...”
“บอกให้ออกไป”
แสงแขนัยน์ตาเป็นประกายวูบหนึ่งแบบนึกถึง จุดจี้ใจดำท่านขึ้นมาได้ “นังวิรงรองคงหัวเราะเยาะแย่เลย”
ได้ผล ท่านผู้หญิงหันขวับมามอง “อะไรนะ”
“นังวิรงรองน่ะ มันคิดจะจับคุณลบ...แขเลยบอกมันว่า คุณลบกับแขจะหมั้นหมายกัน...ดูมันผิดหวังมากนะคะ นี่ถ้ามันรู้ความจริง...”
“ก็ไม่ต้องให้มันรู้ บอกแล้วไง ถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยกล”
แสงแขยิ้มอย่างมีชัย

อาศกาศตอนค่ำวันนี้ หนาวเย็น มีหมอกปกคลุมทั่วบริเวณ ขณะที่อดิศวร์ขับรถพาพิชญ์ และพิณทองเข้าประตูอาณาเขตโดมทองมา สมซึ่งยืนอยู่ปิดประตู
อดิศวร์ขับรถไปจอดหน้าตึก ทั้ง 3 คนเปิดประตูก้าวลงมา พิชญ์และพิณทองมองไปโดยรอบ
“ที่นี่อากาศเย็นจังนะคะ” พิณทองกอดอกห่อตัว
“รีบเข้าไปข้างในเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบาย”
อดิศวร์บอก พลางเดินนำทั้ง 2 เข้าบ้าน พิชญ์โอบเอวพิณทองตามไป

แสงแขกับอุษา ยืนรออยู่ขณะที่อดิศวร์พา 2 หนุ่มสาวเข้ามา อุษาและแสงแขยิ้มอย่างมีไมตรีโดยเฉพาะแสงแข
“นี่อุษากับแสงแข...แล้วนี่คุณพิชญ์กับพิณทอง” อดิศวร์แนะนำ
ทั้ง 4 คนก้มศรีษะให้กันเป็นการทักทาย
"ได้ยินชื่อคุณทั้ง 2 คนมานานแล้ว...ยินดีด้วยนะคะ" 
"ขอบคุณครับ" / "ขอบคุณค่ะ" สองคนบอก
"อุษาพาไปที่ห้องซิ...จะได้พักผ่อนกัน" อดิศวร์เอ่ยขึ้น 
พิณทองกอดแขนอดิศวร์ "ขอบคุณมากนะคะ น้าลบ"
แสงแขลอบมองท่าทางสนิทสนมนั้นอย่างขวางๆ
อดิศวร์จับหัวพิณทองโยกอย่างเอ็นดู “พักผ่อนให้สบายนะ พรุ่งนี้น้าลบจะพาเที่ยวโดมทอง”
“ค่ะ” พิณทองจูงมือพิชญ์ “ไปค่ะ พิชญ์”
“เชิญทางนี้ค่ะ” อุษาเชื้อเชิญ
2 คนเดินตามอุษาไป
“น่ารักเหมาะสมกันจังเลยนะคะ”
อดิศวร์พยักหน้า แล้วเดินไปอีกทาง จะไปห้องทำงาน
แสงแขถาม “คุณลบจะไปไหนคะ”
“ทำงาน”
“เอ้อ...คุณลบจะดื่มอะไรร้อนๆ...”
“ไม่ละ...ขอบใจมาก” อดิศวร์เดินไปเลย
แสงแขมองตามอย่างน้อยใจ

อุษาพาทั้ง 2 คน เดินมาถึงหน้าห้องพักที่เตรียมไว้
“ถึงแล้วค่ะ”
พิชญ์และพิณทองมองไปโดยรอบ
“ปีกนี้มีหลายห้องนะคะ” พิณทองถาม
“ค่ะ...ดิฉันอยู่ห้องนั้น” อุษาชี้มือไป “ถ้าต้องการอะไรก็เรียกได้นะคะ ไม่ต้องเกรงใจ”
“ขอบคุณมากค่ะ”
“มีคนอยู่ครบทุกห้องหรือเปล่าครับ” พิชญ์เอ่ยถามขึ้น
“มีสามห้องค่ะ...ห้องถัดจากห้องดิฉันไปเป็นห้องแสงแข ส่วนห้องติดๆ กับคุณนี่ เป็นห้องของคนที่มาช่วยดูแลคุณย่า...แล้วก็จะช่วยดูแลคุณทั้ง 2 คนด้วย...พรุ่งนี้เช้าคงได้พบกัน”
2 คนพยักหน้ารับรู้ เปิดประตูเข้าห้องไปแล้วปิดลง

จังหวะเดียวกันนี้ประตูห้องวิรงรองเปิดออก หญิงสาวก้าวออกมา สวนกันกับ 2 คน แค่เส้นยาแดงผ่าแปด
 
อ่านต่อหน้า 4

โดมทอง ตอนที่ 4 (ต่อ)

วิรงรองเหลือบมองประตูห้องพิชญ์แว่บหนึ่งแล้วพูดเบาๆ

“มากันแล้วหรือคะ”
“ค่ะ! เพิ่งมาถึงเมื่อสักครู่นี้เอง”
“พี่อุษามีอะไรให้วิช่วยไหมคะ”
“ไม่มีอะไรแล้วค่ะ..คุณวิพักผ่อนเถอะ...พรุ่งนี้คงต้องเหนื่อยทั้งวัน”
แสงแขเดินเข้ามา โดยส่งเสียงนำมาก่อน
“ซุบซิบนินทาอะไรกัน”
“คุณวิแค่ออกมาถามพี่ว่ามีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า”
“คนมีน้ำใจจริงไม่เห็นน่าจะต้องถาม”
ว่าพลางแสงแขเคาะประตูห้องพิชญ์กับพิณทอง ขณะวิรงรองเม้มปาก
“มันต้องอย่างฉันนี่”
ประตูเปิดออก พิชญ์เดินออกมา ขณะที่วิรงรองกลับเข้าห้องไปแล้วปิดประตูลง
แสงแขยิ้มอ่อนหวาน “ต้องการอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่าคะ”
“ไม่ครับ...ขอบคุณมาก”
“งั้นก็เชิญพักผ่อนตามสบายค่ะ”
พิชญ์ก้มศีรษะให้นิดๆ แล้วเดินเข้าห้องไป
“พรุ่งนี้แสงจะเป็นคนดูแลพาคุณลบเที่ยวเอง...ช่วยบอกแม่วิรงรองด้วยว่าไม่ต้องเสนอหน้า”
“แต่คุณลบสั่ง”
“แม่คนนั้นเพิ่งมาอยู่โดมทองได้ไม่เท่าไหร่ จะชำนาญสถานที่เท่ากับเจ้าของบ้านอย่างแขได้ยังไง” แสงแขอ้าง
“เธอไปพูดกับคุณลบเองก็แล้วกัน”
แสงแขยิ้มอย่างเหนือกว่า “แขน่ะไม่ต้องพูดหรอก! มีคนพูดให้แล้ว”
แสงแขเดินเชิดเข้าห้องไป อุษามองตามพลางส่ายหน้า

วิรงรองยิ้มกว้างพอฟังที่อุษามาบอกจบ
“ก็ดีน่ะซีคะ...วิไม่เสียใจหรอก...สบายใจเสียด้วยซ้ำ...พี่อุษาไปนอนเถอะค่ะ”
“แต่ก่อน....แสงแขไม่เคยเข้ามาวุ่นวายอย่างนี้”
“นั่นเพราะเธอยังไม่ได้เป็นคู่หมั้นของคุณอดิศวร์ไงคะ”
อุษาสะดุ้ง “คุณลบยังไม่ได้หมั้นกับแสงแขนะคะ”
“ยังไงก็ต้องหมั้นกันอยู่ดีนั่นแหละค่ะ” วิรงรองเว้นไปนิด “พอดีเลย...พรุ่งนี้วิจะได้ไปบ้านเจ้าลานนา”
สีหน้าวิรงรองแจ่มใสสบายอกสบายใจ

ฝ่ายอดิศวร์อยู่ในห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์แล้ว อุไรอยู่อีกมุมของห้อง ท่านผู้หญิงยิ้มแย้มแจ่มใส
“แสงแขน่ะมันปรนนิบัติดูแลย่าทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้ออกไปเปิดหูเปิดตาที่ไหน...เพื่อนฝูงก็ไม่ค่อยมี ลบพาหลานไปไหน ก็พาแสงแขติดไปด้วยก็แล้วกัน นึกว่าเห็นแก่ย่าเถอะนะ มันจะได้มีกำลังใจมาคอยดูแลย่า”
อดิศวร์ขรึมลง “ครับ”
“ขอบใจมาก”
“พรุ่งนี้เช้า ผมจะพาพิณทองกับพิชญ์มากราบคุณย่านะครับ”
ท่านผู้หญิงสรรักษ์รีบปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก...ตอนนี้ย่าไม่ค่อยอยากจะพบใคร! ลบไปพักผ่อนเถอะ”
“ครับ..คุณย่านอนหลับฝันดีนะครับ”
ท่านผู้หญิงสีหน้าหมองลง “ขอบใจ..แต่ย่าน่ะไม่เคยฝันดีมานานแล้ว...นับตั้งแต่รู้ว่าปู่ของลบนอกใจ...ย่าก็ฝันร้ายมาตลอด” จู่ๆ น้ำตารื้นขึ้นมา “มันทุกข์ทรมานใจแสนสาหัสที่จับได้ว่า ผู้ชายที่หลงคิดว่ารักเราคนเดียวกลับปันใจให้คนอื่น”
อดิศวร์ลูบแขนท่านผู้หญิงเบาๆอย่างปลอบโยน
“แล้วคนๆ นั้น ก็เป็นน้องในไส้ที่เรารักมาก”
ก้อนสะอึ้นขึ้นมาจุกอก จนท่านผู้หญิงพูดไม่ออก
“ผมคิดว่าคุณปู่ก็รักคุณย่ามาก”
“หลอกลวงทั้งเพ” ท่านผู้หญิงมองหลาน น้ำตาไหล “ลบหน้าตาเหมือนคุณปู่มากเหลือเกิน..เหมือนราวกับเป็นคนๆเดียวกัน..เพราะฉะนั้น ลบอย่าทำให้ย่าเสียใจซ้ำแล้วซ้ำอีกนะลูก”
อดิศวร์พยายามเปลี่ยนบรรยากาศ “คุณย่าพูดแต่ว่า ผมเหมือนคุณปู่มาก..แต่ผมไม่เคยเห็นรูปท่านเลย”
ท่านผู้หญิงเหมือนไม่อยากพูดถึง “มันหายไปหมดแล้ว...ลบไปนอนเถอะ”
“ในห้องเก็บของมีไหมครับ”
ท่านผู้หญิงสรรักษ์บอกห้วนๆ “ไม่มี”
ลบถ้าอย่างนั้นก็อาจจะอยู่ในห้องบนยอดโดม
หญิงชราสะดุ้งเฮือก นัยน์ตาเบิกกว้าง “อย่าขึ้นไปนะลบ! ห้ามขึ้นไปเด็ดขาด”
“ทำไมล่ะครับ”
ท่านผู้หญิงตั้งสติได้ “เพราะบนนั้นไม่มีอะไร ลบต้องเชื่อย่า ห้ามขึ้นไปบนนั้นเด็ดขาด”
“แค่ขึ้นไปทำความสะอาดก็ไม่ได้หรอกหรือครับ”
ท่านผู้หญิงสรรักษ์นัยน์ตากร้าวไม่พอใจ “นี่ลบพยายามจะขัดใจย่าใช่มั้ย! ข้างบนนั้นมันถูกสาป! ถ้าลบรักย่าก็ต้องอย่าขึ้นไป! จำเอาไว้ว่าอย่าขึ้นไป!อย่าขึ้นไป!...อย่าขึ้นไป! ได้ยินมั้ย”
ยิ่งพูดแววตายิ่งดูลุกโพลงอย่างน่ากลัว

บรรยากาศในบริเวณใต้หน้าต่างวิรงรองตรงกับยอดโดมนั้นเงียบสงัด
อดิศวร์เดินมาช้าๆ แล้วหยุดเงยหน้าขึ้นมองอย่างใช้ความคิด เห็นบนยอดโดมมืดสนิท ไม่มีวี่แววสิ่งผิดปกติใดๆ เสียงท่านผู้หญิงดังก้องในหู
“ข้างบนนั้นมันถูกสาป ถ้าลบรักย่าก็ต้องอย่าขึ้นไป จำเอาไว้ว่าอย่าขึ้นไป! …อย่าขึ้นไป!...อย่าขึ้นไป! ได้ยินมั้ย”
“ทำไมคุณย่าพูดอย่างนั้น”
“คุณลบ” เสียงสมดังขึ้น
อดิศวร์สะดุ้งหันขวับมามอง สมก้าวออกมาจากเงามืด
“ขอโทษครับที่ทำให้คุณลบตกใจ”
“บนยอดโดมนั้นเป็นที่เก็บข้าวของ ของบรรพบุรุษฉันหรือเปล่า”
“ไม่ทราบครับ”
“นายสมเป็นคนเก่าคนแก่น่าจะรู้”
“ผมก็รู้แต่ในสิ่งที่เจ้านายให้รู้แค่นั้นครับ”
อดิศวร์พยักหน้ารับรู้ ขยับออกเดิน
“ทำไมคุณลบถึงได้อยากทราบขึ้นมาล่ะครับ” สมถามขึ้น
“ก็ไม่รู้เหมือนกัน”

อดิศวร์เดินกลับ สมมองตามสีหน้าเคร่งขรึม

ด้านสองคนอาบน้ำเสร็จ พิชญ์ออกมาจากห้องน้ำในชุดนอน พิณทองกำลังยืนมองออกไปทางหน้าต่าง มองเทือกเขาทะมึนเบื้องหน้า ท่ามกลางแสงจันทร์ วันแรม 1 ค่ำ

พิณทองหันมามองพิชญ์พลางบอก “สวยจังเลยค่ะ”
พิชญ์แปลกใจไม่หาย “พิณไม่เคยมาจริงๆ หรือ”
“จริงซีคะ..เพราะคุณทวดท่านรักสันโดด แล้วก็ไม่ชอบให้คนแปลกหน้าเข้ามาทำลายความสงบของโดมทองอีกอย่าง คุณแม่พิณเป็นลูกพี่ลูกน้องกับทางคุณแม่น้าลบ...ไม่ใช่สายคุณทวด ก็เลยไม่ค่อยได้เข้ามายุ่ง”
พิชญ์เข้ามาโอบกอดพิณไว้และก้มลงจูบหน้าผาก “ถ้าอย่างนั้น นี่ก็เป็นโอกาสพิเศษจริงๆ”
พิณทองซบหน้ากับพิชญ์อย่างอบอุ่นและมีความสุข “ค่ะ...พิเศษมากๆ...พิชญ์ชอบที่นี่ไหมค่ะ”
“ไม่รู้ซิ! เพิ่งมาถึง...ยังไม่ทันเห็นอะไรเลยตอบไม่ถูก...แต่ตัวปราสาท...เอ๊ย! ตัวบ้านนี่ คลาสสิกมาก”
“งั้นพรุ่งนี้เราคงได้รู้ว่า “โดมทอง” สวยจริงตามคำร่ำลือหรือเปล่า”
พิชญ์มองออกไปยังดวงจันทร์ที่สว่างนวลเหนือทิวเขาเบื้องหน้า

แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า พร้อมเสียงไก่ขัน บรรยากาศดูสดชื่นแจ่มใส โดมทองวันนี้ดูสวยไปอีกแบบท่ามกลางแสงเงินแสงทองนั้น
ภายในครัว อุษาเตรียมอาหารเช้าโดยมีอุไรเป็นลูกมือ วิรงรองแต่งตัวทะมัดทะแมงเดินเข้ามา
“พี่อุษาคะ”
2 คนหันมามอง
“จะไปตั้งแต่ป่านนี้เลยหรือคะ ยังไม่ทันจะ 6 โมงเลย” อุษาทัก
“ไปเช้าๆ จะได้ไม่วุ่นวาย”
“แล้วนี่จะไปยังไงคะ..ป้าจะไปปลุกพี่สม”
วิรงรองรีบขัดขึ้น “ไม่ต้องจ้ะ...เจ้าภูไทเขามารับ..ถ้าป้าจะช่วยละก็ ไปขอกุญแจ ลุงสมมาเปิดประตูให้หน่อยก็แล้วกัน”
“ได้ค่ะ...ไปเดี๋ยวนี้เลย”
อุไรออกไป
“ไม่รอขออนุญาตคุณลบก่อนหรือคะ” อุษาท้วง
วิรงรองส่ายหน้า “ไม่จำเป็นหรอกค่ะ เพราะวันนี้คุณอดิศวร์ คงพาแขกเที่ยวทั้งวัน...พี่อุษาทำอะไรคะนั่น”
“พี่ไม่ค่อยแน่ใจว่าแขกของคุณลบจะชอบอะไร เลยทอดไข่ดาวไส้กรอก แล้วก็มีข้าวต้มกุ้งด้วย”
“พี่อุษาทำอะไรก็อร่อยอยู่แล้ว...วิไปรอกุญแจข้างนอกนะคะ”
“ค่ะ”
อุษามองตามวิรงรองซึ่งเดินออกไปอย่างร่าเริงด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก

บรรยากาศภายนอกซึ่งขมุกขมัวด้วยหมอก แล้วค่อยๆ สว่างขึ้น เมื่อดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมาขับไล่
สายหมอกนั้น
แสงแขซึ่งแต่งตัวเตรียมนำเที่ยวเต็มที่ เดินมาเคาะประตูห้องพิชญ์ด้วยสีหน้าแจ่มใส พิชญ์และพิณทองเปิดประตูออกมา..แต่งตัวเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
“แขไม่ได้มาปลุกใช่มั้ยค่ะ”
“ไม่หรอกค่ะ...เราอาบน้ำแต่งตัวเสร็จกันตั้งแต่โมงนึงแน่ะ”
“งั้นลงไปเลยค่ะ อาหารเช้าคงเสร็จเรียบร้อยแล้ว..ที่นี่ทานอาหารเช้า 8โมงค่ะ”
สองคนพยักหน้ารับขณะเดินตามแสงไป...โดย 2 คนคุยกันเบาๆ

อดิศวร์นั่งอยู่หัวโต๊ะเรียบร้อย ขณะที่อุษา และอุไรยกอาหารมากลางโต๊ะอย่างมีระเบียบ เป็นเมนูอาหารฝรั่ง
มีซุป และข้าวต้ม
แสงแขเดินนำพิชญ์และพิณทองเข้ามา
“Good morning ค่ะ น้าลบขา! พิณตื่นเต้นจังเลย”
“เดี๋ยวถ้าได้ออกไปเที่ยวข้างนอกแล้วอาจจะตื่นเต้นมากกว่านี้อีก...” พลางอดิศวร์หันมาทางพิชญ์ “เมื่อคืนหลับสบายไหม...คุณพิชญ์”
“สบายมากเลยครับ...ทีแรกนึกว่าแปลกที่จะนอนไม่หลับ..ที่ไหนได้...”
“อากาศเย็นสบายดีมากเลยค่ะ” พิณทองเสริม
“กลางวันอาจจะอุ่นขึ้นหน่อย แต่ก็ไม่ร้อนเหมือนกรุงเทพฯ...เอ้า...เลือกกันเลยว่าจะทานอะไร หรือจะทานให้หมดทุกอย่างก็ได้”
“หรูหรายังกับอาหารเช้าของโรงแรมเลยนะคะพิชญ์”
“ครับ...”
“อุษา...” อดิศวร์มองมาเป็นเชิงถาม
“ค่ะ...เอ้อ...” อุษาก้มหน้าและตอบเสียงเบา “ไปบ้านเจ้าภูไทค่ะ”
แสงแขเหลือบมองอดิศวร์อย่างระแวง
นัยน์ตาอดิศวร์เป็นประกายกร้าวแว่บหนึ่ง แล้วสงบเป็นปกติ
“ใครหรือคะ”
“เด็กที่น้าจ้างมาดูแลคุณทวดน่ะ ทีแรกว่าจะให้ช่วยพาพิณกับคุณพิชญ์เที่ยว แต่แสงแขเขาอาสาพาไปเอง”
ประโยคแสดงความสนิทสนมนั้น ทำให้แสงแขเงยหน้ามองอดิศวร์พร้อมยิ้มหวาน นัยน์ตาบอกความในใจ
พิณทองอมยิ้ม แล้วสะกิดพิชญ์ให้มอง มีเพียงอุษาที่ดูอึดอัด

ขณะอดิศวร์สีหน้าเรียบเฉยเป็นปกติ

ทิวทัศน์อันสวยงามยามเช้าในอาณาเขต “โดมทอง” ปรากฏต่อหน้าทุกคน อดิศวร์เดินนำออกมาโดยมีสมยืนรออยู่พร้อมม้า 1 ตัว

“โอ๊ะโห!...ใครจะขี่ม้าคะเนี้ย...พิณไม่เป็นนะ”
“น้าลบเอง ส่วนคุณพิณกับแสงแขนั่งรถกอล์ฟกับคุณพิชญ์คงไม่ว่าอะไรนะที่ให้แขกขับเอง” ประโยคสุดท้ายอดิศวร์หันมาพูดยิ้มๆ กับพิชญ์
“ไม่เลยครับ”
“วันนี้เราจะไปทางด้านที่ติดทะเลก่อน”
อดิศวร์ขึ้นม้า พิชญ์ช่วยพยุงพิณขึ้นรถ โดยแสงขึ้นไปนั่งคล่องแคล่ว อดิศวร์ขี่ม้านำ พิชญ์ขึ้นรถกอล์ฟขับตาม
ระหว่างทางแสงแขชี้ทิวทัศน์ 2 ข้างทางพลางอธิบายให้สองคนฟัง
เกลียวคลื่นซัดเข้าสู่ฝั่งเป็นระลอก ชายหาดส่วนตัวของโดมทองดูสงบสวยงาม เงียบสงบ ด้วยไม่มีผู้คนเดินเกะกะ
อดิศวร์ขี่ม้านำทุกคนมาถึงบริเวณดงมะพร้าวและหยุดมองไปข้างหน้า
พิณทองตื่นเต้นสุดๆ “สวยจังเลย...รู้งี้เอาชุดว่ายน้ำมาด้วยก็ดี”
“จะกลับไปเอามั้ยคะ แสงจะไปเป็นเพื่อน” แสงแขอาสา
“พรุ่งนี้ก็ได้น่า...เรายังอยู่อีกหลายวันไม่ใช่หรือ” พิชญ์บอก
พิณทองรับคำอ่อยๆ “ก็ได้ค่ะ...เอ้อ...แต่ยังไงขอให้ได้แตะน้ำหน่อยก็ยังดี พิณชอบทะเล”
“เอาเลย” อดิศวร์เชียร์
“ไปด้วยกันมั้ยคะ พิชญ์”
“ไปซิครับ”
2 คนลงจากรถกอล์ฟ พิณทองวิ่งเริงร่าไปที่หาดทราย อย่างร่าเริง โดยพิชญ์ตามลงไป อดิศวร์ลงจากม้า โดยแสงแขลงจากรถมายืนข้างๆ ด้วยสีหน้ามีความสุขสดชื่น
“เหมาะสมกันจังเลยนะคะ”
อดิศวร์ไม่พูด เดินลงไปที่ชายหาด แสงแขรีบตามไปติดๆ
พิณทองดูร่าเริงแจ่มใสในอิริยาบถต่างๆ โดยมีพิชญ์คอยอยู่ใกล้ๆ
แสงแขเหลือบมองอดิศวร์ซึ่งเดินช้าๆ ข้างๆ ชวนคุย “แขกับพี่อุษานี่เหมือนใกล้เกลือกินด่างนะคะ อยู่กับทะเล แต่ออกมาเดินเล่นนับครั้งได้...ต่อไปคงต้องมาบ่อยๆ แล้ว”
อดิศวร์ไม่หืออือ มองไปที่ 2 หนุ่มสาวด้วยความพอใจ
แสงแขหงุดหงิดเล็กๆ แต่พยายามระงับไว้ “พาคุณย่ามาด้วย”
อดิศวร์ยกมือโบกให้พิณทอง
แสงแขพยายามอีก “ดีมั้ยคะ คุณลบ”
“หือ...ว่าไงนะ”
“แขบอกว่า เราน่าจะพาคุณย่ามาที่นี่ด้วย”
“พี่เคยชวนแล้ว แต่ท่านไม่ยอมมา”
“งั้นแขจะชวนเอง...ถ้า...เอ้อ เราสองคนมาด้วย...แขว่าท่านต้องมา”
อดิศวร์เดินไปที่ซากเรือ แสงแขก็รีบเดินเคียงข้างไปด้วย ปากก็ชวนคุยไปเรื่อย
ด้านพิณทองและพิชญ์ หันมามองอดิศวร์ และแสงแข ซึ่งมองจากด้านหลัง จะเห็นเหมือน 2 คน เดินคุยกันอย่างสนิทสนม
“พิชญ์ว่าน้าลบเป็นแฟนกับคุณแสงแขหรือเปล่าคะ”
พิชญ์ยิ้มนิดๆ “คุณแสงแขอยากเป็นแฟนน้าลบมากกว่า แต่น้าลบคงไม่”
“รู้ได้ไง”
“ดูแว่บเดียวก็รู้”
“แล้วคุณอุษาล่ะคะ”
พิชญ์ส่ายหน้า “ไม่อีกเหมือนกัน”
พิณทองถอนใจเฮือก “เฮ้อ! เสียดาย! น้าลบของพิณทั้งหล่อทั้งเท่ห์พร้อมไปหมด แต่ทำไมไม่ยอมมีแฟนสักทีก็ไม่รู้! พิณอยากให้น้าลบมีความสุข”
“น้าลบของพิณอาจจะมีความสุขที่อยู่คนเดียวก็ได้...ระวังแมงกระพรุน”
พิณทองร้อง “ว้าย” พลางกระโดดกอดพิชญ์ด้วยความตกใจ
พิชญ์อุ้มพิณทองข้ามไปได้หวุดหวิด ทั้ง 2 สนิทสนมกันยิ่งขึ้น
ตรงบริเวณซากเรือ อดิศวร์และแสงแขนั่งมองมาทางสองคน
“น่าอิจฉานะคะ”
อดิศวร์ลุกขึ้น แล้วออกเดินไป
แสงแขมองตามอย่างน้อยใจ แต่ก็รีบลุกขึ้น “จะไปไหนคะคุณลบ..แขเมื่อย อยากนั่งต่อ”
“ก็นั่งไปซิ..พี่จะเดินออกกำลังหน่อย นานๆ จะได้ออกมาอย่างที่เธอว่า”
“งั้นแขไปด้วย”
แสงรีบเดินตาม อดิศวร์มีสีหน้าเหมือนรำคาญขึ้นมาแว่บหนึ่ง

กล้วยไม้ในเรือนเพาะชำบ้านเจ้าภูไท ออกดอกเบ่งบานสวยสะพรั่งเต็มไปหมด โดยมีคนงานกำลังเลือกตัดดอกจะตาย
2 สาว เดินมาด้วยกัน วิรงรองมีสีหน้าตื่นเต้นเพลิดเพลินเป็นอย่างยิ่ง
“นี่ก็สวย! โน่นก็สวย! นั่นก็สวย! สวยไปหมด”
“แหม! พูดยังกับที่โดมทองไม่สวยยังงั้นแหละ” ลานนาว่า
วิรงรองหยุดยืนนิ่งคิดครู่หนึ่ง “สวย! แต่สวยแบบซังกะตาย”
“บ้า” ลานนาหัวเราะคิก
“อ้าวจริงๆ นะ ...ที่นั่นดูลึกลับ..ไร้ชีวิตแล้วก็...” วิรงรองทำหน้าสยองประกอบ
ลานนาตาโต “แล้วก็อะไร”
“มีผีด้วย”
ลานนาร้อง “ฮ้า”
“แต่อาจจะเป็นพวกโรคจิตก็ได้”
เสียงพูดคำเมืองของบัวคำสาวใช้บ้านลานนา ดังขึ้น
“เจ้าขา......คุณวิขา...”
2 สาวหันไปมอง บัวคำวิ่งถลาเข้ามา แต่เบรคไม่อยู่ลื่นหกล้ม
“โอ๊ย”
“เป็นไงล่ะ! เจ็บมั้ย! ซุ่มซ่ามดีนัก” ลานนาเอ็ดเอา
“อูย...จุดเส็บๆ...เจ็บสุดๆ” บัวคำพยายามลุกขึ้น วิรงรองซึ่งอยู่ใกล้ๆ ช่วยพยุง
“ค่อยๆ ลุก”
บัวคำมองวิรงรองอย่างซาบซึ้ง “อู๊ย...ย...แท้งกิ้วหลาย แท้งก้ายหลิวค่ะ คนอะไรทั้งสวยทั้งใจดี...ไม่มีอีกแล้วใน 3 โลก…ดีเว่อร์! ดี...”
วิรงรองบอก “พอ”
“ไม่พอค่ะ”
“บัวคำ! มาทำไม” ลานนาแปลกใจ
บัวคำเกาหัวเริ่มงง “มาทำไมหรือคะ นั่นซิคะ..มาทำไม..เอ! บัวคำมาทำไมคะเจ้า”
ลานนาหงุดหงิด “ไปกันเถอะ วิ”
บัวขยับเดินตาม
ลานนาบอก “หยุด”
บัวคำหยุดกึก
“ห้ามตามมาจนกว่าจะคิดออก”
ลานนาจูงวิรงรองพากันเดินออกไป โดยมีบัวคำพยายามยืนคิด

ด้านภูไทกำลังนั่งปรึกษางานกับพันธุ์สูรย์ในบริเวณบ้าน สักครู่หนึ่งลานนาและวิรงรองเดินคุยกันมาอย่างร่าเริง
ภูไทหันมามอง “มากันแล้ว”
ภูไทและพันธุ์สูรย์ลุกขึ้นยืน วิรงรองมองเห็นพันธุ์สูรย์พลางหยุดเดินและเบิกตากว้าง
“คุณพันธุ์สูรย์”
“สวัสดีครับ..คุณวิรงรอง” พันธ์สูรย์ทักตอบ

อีกมุมในอาณาบริเวณบ้าน แลเห็นไม้ดอกบานสะพรั่งสวยงาม โดยเฉพาะดอกกุหลาบ สมกับเป็นบ้านของเจ้าของบริษัทส่งออกดอกไม้ วิรงรองและพันธุ์สูรย์ เดินคุยกันมาบริเวณนั้น
“เมื่อกี้ลานนาบอกว่า คุณอดิศวร์ห้ามคุณพันธุ์สูรย์เข้าไปในโดมทอง”
พันธุ์สูรย์มีท่าทางไม่ค่อยอยากพูดถึงนัก “คุณวิรงรองอยากได้ดอกกุหลาบไหม...เดี๋ยวผมจะได้...”
วิรงรองหยุดเดิน “คุณพันธุ์สูรย์”
พันธุ์สูรย์หยุดเดินและหันกลับมา “ครับ”
“ไม่ได้ยินที่ฉันถามหรือคะ”
พันธุ์สูรย์มีสีหน้าเหมือนลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด
วิรงรองเสียงอ่อนลง “ขอโทษค่ะ!...ฉันนี่เสียมารยาทจัง”
“ไม่เป็นไร...” พันธุ์สูรย์เว้นนิด “คงเพราะผมไม่เจียมกะลาหัวดันไปหลงรักน้องสาวของเขามั้ง”
“ฉันมั่นใจว่าคุณอุษาก็รักคุณ”
พันธุ์สูรย์ถอนใจยาว “ถึงยังไง เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ!...คุณอุษาต้องเชื่อพี่ชายของของเธออยู่ดี”
วิรงรองโวยวายตามประสา “ไม่ยุติธรรม”
พันธุ์สูรย์ออกเดิน “กลับกันเถอะครับ...ป่านนี้อาหารเช้าคงเสร็จแล้ว”
“ฉันจะช่วยคุณเอง” วิรงรองบอก
“ขอบคุณในความหวังดี...แต่ไม่มีประโยชน์หรอกครับ” พันธุ์สูรย์พูดปลงๆ
“ต้องมีค่ะ! คอยดูไปก็แล้วกัน”

สีหน้าวิรงรองแน่วแน่ มั่นอกมั่นใจมาก

บัวคำเดินกระโผลกกระเผลกกลับมาบริเวณเรือนกล้วยไม้

“นึกออกแล้วหรือยะ” ลานนาถาม
“ออกแล้วค่ะ!...เจ้าพี่ให้ไปตามเจ้าน้องกับเจ้าเพื่อนให้มารับประทานอาหารเช้า” บัวคำสะดุ้ง “อุ๊ยตาย! ยังไม่มีใครยกออกมาอีกหรือคะ”
บัวคำรีบเดินเข้าไป โดยสะดุดซุ่มซ่ามอีกตามเคย
“ดู๊..ดูมัน” ภูไทขำ
ลานนาเบือนหน้ามามองพี่ชายจริงจัง “พี่ชาย...พี่ชายชอบเพื่อนของน้องหรือเปล่า”
ภูไทเขินและเฉไฉ “พี่ก็ชอบเพื่อนของยัยน้องทุกคน”
“แหม...พี่ชาย....ชา...ย” ลานนาลากเสียง “น้องหมายถึงวิรงรองน่ะค่ะ”
ภูไทยิ่งเขินจัด “เขาก็เป็นเพื่อนของยัยน้องเหมือนกันนี่”
“โอ๊ย! พี่ชาย! เดี๋ยวได้ปล่อยให้อกหักซะเลย”
ภูไทสะดุ้ง “เฮ้ย”
“ว้าย! พี่ชายพูดจาหยาบคาย”
ขณะที่ 2 คนคุยกัน...พันธุ์สูรย์และวิรงรองกำลังเดินคุยกันตรงมา
“จุ๊! ยัยน้อง! พอได้แล้ว! มากันแล้ว”
ลานนาหันไปมองและโบกมือให้ “วิ..หิวหรือยัง”
“ยังจ้ะ” วิรงรองเดินมาใกล้
“จัดดอกไม้ให้คุณวิหรือเปล่า...” ลานนาพูดพลางลุกขึ้นขยับเก้าอี้ให้วินั่ง โดยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับเสียงกระแอมและสีหน้าล้อเลียนของน้องสาว
“ผมสั่งคนงานไว้แล้วครับ” พันธุ์สูรย์บอก
วิรงรองลงนั่งท่าทีเกรงใจ “ขอบคุณค่ะ...แย่จังเลย...มาทานข้าว แล้วยังจะหอบดอกไม้สวยๆ กลับไปอีก”
“โอ๊ย! ไม่ต้องเกรงใจ..พี่ชายฉันอยากจะยกให้หมดทั้งไร่ด้วยซ้ำ”
เจ้าภูไทหน้าแดงจัด ขณะที่พันธุ์สูรย์หัวเราะ พลางลุกขึ้นช่วยเลื่อนจานอาหารที่บัวคำและสาวใช้อีกคนใส่ถาด มาวาง
“บ้าจริง! ลานนาเนี่ย” วิรงรองเอ็ดเพื่อนที่แซวอยู่นั่น

ทางด้านอุษาเข็นรถท่านผู้หญิงสรรักษ์เข้ามาช้าๆ ตรงมุมสวยๆ ไม่ไกลตัวบ้านนัก
“ตาลบกับแสงแขยังไม่กลับมาใช่มั้ย”
“ค่ะ”
ท่านผู้หญิงยิ้ม “ดี”
อุษาตัดสินใจถาม “คุณย่าคะ...”
“กลับได้แล้ว! ฉันอยากนอนพัก” ท่านผู้หญิงรู้ทันรีบตัดบท
อุษาจำใจเข็นรถกลับเข้าตึกไป

ด้านอดิศวร์พาทุกคนมาที่ม้าและรถกอล์ฟ
พิณทองสีหน้าแววตาร่าเริงแจ่มใสขณะกอดแขนพิชญ์ “เราจะไปไหนต่อคะ”
นาทีนั้นนัยน์ตาอดิศวร์มีลับลมคมในบางประการซ่อนอยู่ “ยังไม่บอก...อยากให้เห็นเอง”
อดิศวร์ขึ้นม้า อีก 3 คนขึ้นรถกอล์ฟ ตามกันไป

ทุ่งดอกพลับพลึงปลิวไสว ตามสายลมขาวพร่าง สุดลูกหูลูกตา
อดิศวร์ลงจากหลังม้า ขณะที่พิชญ์นั่งตะลึงอยู่ในรถ ส่วนพิณลงมาด้วยสีหน้าแววตาตื่นเต้นและ
ทึ่งสุดๆ โดยมีแสงแขลงมายืนอมยิ้มข้างๆ อดิศวร์
“สวยเหลือเกินค่ะน้าลบ..สวยซึ้งๆ ที่สุด...พิณไม่เคยเห็นดอกพลับพลึงมากมายขนาดนี้เลย”
“คุณพิชญ์ถึงกับอึ้งไปเลย” อดิศวร์ว่า
พิณทองกัดพิชญ์เล็กๆ “พิชญ์เขามีความหลังกับดอกพลับพลึงค่ะ”
แสงแขพูดโดยไม่ทันคิดอะไร “แปลกจัง! ทำไมคนชอบมีความหลังกับดอกพลับพลึง”
พิณทองหันมามองแข “ทำไมหรือคะ”
“คือ...”
แสงแขจะเม้าท์ อดิศวร์ขัดขึ้น “คุณพิชญ์ถ่ายรูปให้คุณพิณซิ”
พิชญ์ขยับตัวจะมา
“อย่าเลยค่ะ...” พิณทองเบือนหน้าไปมองทุ่งพลับพลึง “มันสวยก็จริง..แต่พิณไม่อยากถ่ายภาพเก็บเอาไว้”
พิชญ์มองพิณทองแว่บหนึ่ง แสงแขมองท่าทีของทั้ง 2 อย่างสะกิดใจขึ้นมา
“งั้นก็ไปที่อื่นกันต่อ” อดิศวร์ว่า
“พิณอยากกลับแล้วค่ะ น้าลบ”
“เป็นอะไรหรือเปล่า” อดิศวร์ถาม
“เปล่าค่ะ...แต่แดดเริ่มแรง”
“งั้นก็กลับ”
ทั้งหมดขึ้นพาหนะของตนแล้วกลับ
พิชญ์และพิณทองต่างจมอยู่ในความคิดของตน

ทั้ง 4 คนเดินเข้ามาในบ้าน โดยที่พิณทองเปลี่ยนไปเป็นคนละคน สีหน้าแววตาแจ่มใสขาออกไป
กลับกลายเป็นซึมเศร้ากังวลเป็นทุกข์
“คุณพิณ..ขอน้าลบคุยด้วยหน่อยได้ไหม”
พิณทองพยักหน้าแกนๆ “ค่ะ”
“เชิญทางนี้”
อดิศวร์แตะแขนพิณทองอย่างอ่อนโยนพาเดินแยกไป พิชญ์และแสงแขมองตาม โดยเฉพาะแสงมีแววริษยาฉายโชนในดวงตา ขณะที่พิชญ์เดินแยกไปทางปีกที่เป็นห้องพักของตน
“รักกันเหลือเกิน! คุณน้าคุณหลาน” แสงแขแดกดัน

อดิศวร์พาพิณทองเข้ามาในห้องทำงานแล้วปิดประตูเบาๆ แล้วเดินมาทรุดตัวลงนั่ง
“ไหน..บอกน้าลบซิว่า คุณพิณเป็นอะไร”
พิณทองส่ายหน้าน้ำตาร่วง
“ทำไม...ไม่ไว้ใจน้าลบหรือครับ”
พิณทองพูดเสียงปนสะอื้น “ดอกพลับพลึงค่ะ...แฟนเก่าพิชญ์เขาชื่อพลับพลึง! น้าลบไม่เห็นสีหน้าเขาตอนที่เห็นทุ่งพลับพลึงหรอกหรือคะ”
“ทำไมคุณพิณถึงรู้ว่าแฟนเขาชื่อนั้น..เขาบอกหรือ”
“เปล่าค่ะ...พิณแอบได้ยินเขาพูดโทรศัพท์กับเพื่อน..เขาให้เพื่อนช่วยตามหา...” เสียงพิณทองขาดหายไปในลำคอ
“แล้ว...คุณพิณเคยเห็นผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ!”
อดิศวร์ลอบถอนใจโล่งอก
“ฟังน้าลบให้ดีนะ ผู้หญิงชื่อเชยๆ คนนั้นเป็นอดีตไปแล้ว...คุณพิณคือปัจจุบันและอนาคตของเขา”
“ถ้าเขากลับไปหากันอีกล่ะคะ พิณรู้ว่า เขารักผู้หญิงคนนั้นมาก”
“ไม่มีวัน! น้าลบรับรองว่า เขาจะไม่มีวันย้อนกลับไปหาผู้หญิงคนนั้นเด็ดขาด”
“น้าลบรู้ได้ยังไง”
“น้ายิ่งกว่ารู้อีก...คุณพิณทำใจให้สบาย แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่สุด..เชื่อน้าลบนะ”
พิณทองเอนศีรษะพิงอดิศวร์ราวกับจะยึดเป็นที่พึ่งพิง
ด้านพิชญ์นอนก่ายหน้าผากบนเตียง สีหน้าและแววตาขมขื่นสะเทือนใจ ภาพทุ่งดอกพลับพลึงผุดขึ้นมาในห้วงความคิด
พิชญ์ถอนใจยาว

“พลับพลึง..ใครนะช่างปลูกไว้เต็มไปหมด”
ฝ่ายแสงแขกระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้ในห้องรับแขกอย่างหงุดหงิด โอบอ้อมเดินย่องเข้ามาด้วยสีหน้าสอดรู้สอดเห็น
ทำเสียงกระซิบกระซาบ

“สนุกมั้ยค่ะ คุณแสงแขขา”
“สนุกบ้าสนุกบออะไร!..รำคาญนังคุณหลานนัก”
โอบอ้อมตาโต “คุณแขหึงหรือคะ”
“นังบ้า”
แสงแขผลักโอบอ้อมจนหงายหลัง สาวใช้ผู้สอพลอจอมสาระแนร้องลั่น
“นังคนนี้มีปากสักแต่ว่าพูด”
“โห! พูดเหมือนท่านผู้หญิงเลย”
“แกหาว่าฉันเชย...ฉันแก่เรอะ”
“อุ๊ย! เปล่าค่ะ! ไม่กล้า”
แสงลุกขึ้นเดินกลับไปกลับมาช้าๆ ด้วยสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
“ผัวเมียคู่นี้แปลก”
โอบอ้อมรีบสอดต่อ “แปลกยังไงคะ”
“นังโอบ” แสงแขแผดเสียงใส่
คราวนี้โอบอ้อมหัวหด

เวลาผ่านไปอีกช่วงหนึ่ง เจ้าภูไทขับรถมาส่งวิรงรองถึงบริเวณหน้าประตูใหญ่โดมทองแล้ว
“จอดตรงนี้แหละค่ะ”
ภูไทจอดรถ สมซึ่งนั่งๆนอนๆ อยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่เดินมาเปิดประตู
“ยังกับมาคอยรอเปิดประตูให้คุณแน่ะ”
“ก็แกเป็นคนมาเปิดให้วิออกไปตอนเช้านี่คะ” วิรงรองไหว้ภูไท “ขอบคุณนะคะที่กรุณามาส่ง”
ภูไทรับไหว้ “อย่าลืมกุหลาบครับ”
“ค่ะ”
วิรงรองก้าวลงมา โดยภูไทรีบกระวีกระวาดลงมาก่อนแล้วอ้อมมาเปิดประตูด้านหลัง หอบช่อกุหลาบช่อใหญ่ส่งให้
“ขอบคุณอีกครั้งนึงค่ะ”
วิรงรองยิ้มให้อย่างแจ่มใส แล้วเดินเข้าข้างใน ภูไทมองตามแล้วขึ้นรถขับออกไป
“ขอบคุณนะคะ ลุงสม”
สมยิ้มนิดๆ ขณะใส่กุญแจประตู วิรงรองเดินลัดเลาะตรงไปที่ตัวบ้าน

ขณะที่วิรงรองเดินมาตามทางที่มีต้นไม้ร่มครึ้ม พลางก้มลงสูดกลิ่นหอมของกุหลาบในอ้อมแขนอย่างชื่นอกชื่นใจ
“ฮื้ม..หอมจัง”
“สดชื่นผิดไปเป็นคนละคนเลยนะ” เสียงอดิศวร์ดังขึ้น
วิรงรองสะดุ้งและหันไปทางทิศที่มาของเสียง เห็นอดิศวร์ยืนมองมาด้วยสายตาจับผิดและตำหนิชัดแจ้ง
“รู้จักวลีที่ว่า “ไปลามาไหว้” ไหม”
วิรงรองสะอึกที่ถูกด่า
“คนที่เขามีมารยาท..มีการอบรม..เวลาจะออกไปไหน เขาต้องบอกให้ผู้ใหญ่ หรือเจ้าของบ้านรู้ทุกครั้ง..ไม่ใช่นึกจะไปก็ไป นึกจะมาก็มา”
“คุณหาว่าฉันไม่มีมารยาท”
“แล้วมันใช่หรือเปล่าล่ะ! ที่แย่ไปกว่านั้น ฉันมอบหน้าที่ให้เธอคอยดูแลแขกที่มาพัก แต่เธอกลับขัดคำสั่งหนีไปเที่ยว”
วิรงรองโกรธจนตัวสั่น “ก็คุณแสงแข…”
อดิศวร์ดุสวนทันที “อย่าโทษคนอื่น! ทำผิดแล้วก็ต้องรับผิด”
“ดิฉันไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”
อดิศวร์ยิ้มเยาะพูดเป็นปริศนา “เชื่อเถอะว่าเดี๋ยวเธอจะต้องเปลี่ยนคำพูด..แถมอาจจะนึกขอบใจฉัน”
วิรงรองจ้องอดิศวร์ตาลุกโพลงเหมือนจะเผาให้มอดไหม้ “ฉันเกลียดคุณ”
จากนั้นวิรงรองก็เดินลิ่วๆ ตรงไปที่ตัวบ้าน อดิศวร์มองตามด้วยสายตาเคร่งขรึม

วิรงรองหอบดอกกุหลาบมาที่หน้าห้องอุษาแล้วเคาะประตู สักครู่หนึ่งประตูเปิดออก
อุษามองกุหลาบตาโต “กุหลาบสวยจัง! เชิญค่ะ”
วิรงรองเดินเข้าไป อุษาปิดประตู
“กุหลาบนี่ของเราคนละครึ่ง” วิรงรองเว้นนิดแล้วมองหน้าอุษายิ้มๆ “...คุณพันธุ์สูรย์ ฝากให้พี่อุษาไงคะ”
สีหน้าอุษาขรึมลงทันที แล้วเดินไปที่หน้าต่าง วิรงรองหอบกุหลาบเข้าไปเปิดน้ำใส่อ่างล้างหน้าแช่เอาไว้ แล้วเดินออกมา
“รับไว้เถอะค่ะ”
“พี่...”
“คุณพันธุ์สูรย์รักพี่อุษามาก”
“อย่าพูดถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”
“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้คะ คนเรามีอิสระที่จะรักแล้วก็เลือกคนที่ตัวเองรัก”
“แต่ไม่ใช่พี่...ครอบครัวเราไม่เหมือนคนอื่น”
ขณะอุษาพูด วิรงรองจัดการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากด
อุษาตกใจ “จะทำอะไรน่ะ”
วิรงรองมีสีหน้าแจ่มใส และพูดโทรศัพท์ “รอเดี๋ยวนะคะ” หันมาส่งโทรศัพท์ให้อุษาพร้อมกับยิ้มกริ่ม “มีคนอยากจะพูดกับพี่อุษาค่ะ”
อุษามีสีหน้าว้าวุ่นใจเป็นอย่างยิ่ง “ไม่..ไม่ค่ะ...”
“พี่อุษาไม่ได้ทำอะไรผิดนะคะ...รับเถอะค่ะ...เชื่อวิ”
วิรงรองพูดพลางจับมือถือใส่ในมืออุษาแล้วยกขึ้นแนบหู
“คุณอุษา”
ได้ยินเสียงพันธุ์สูรย์อุษาน้ำตาคลอขึ้นทันที

ไม่นานต่อมารอนิรุทธิ์กำลังคุยโทรศัพท์กับวิรงรอง
“วิ! นั่นมันแหย่รังแตนเชียวนะนั่น!...มันเรื่องของเขาน่า อย่าไปยุ่งด้วยเลย”
“ไม่ยุ่งไม่ได้! มีอย่างที่ไหน..บังคับไม่ให้คนรักกัน”
“ก็ถ้าคุณอุษาเขาเชื่อพี่น้องเขา”
วิรงรองหัวเราะนัยน์ตาพราว “ตอนนี้ชักจะเริ่มไม่เชื่อแล้ว”
อนิรุทธิ์พยักหน้าหงึกหงัก “สงสัยจะว่างมาก”
“ใช่! ว่างมาก...แค่นี้นะ...วันนี้ยังไม่ได้โทรรายงานตัวกับคุณเลย คิดถึงนะจ๊ะ”
วิรงรองปิดโทรศัพท์ แล้วกดใหม่
“สวัสดีค่ะ คุณ”

อดิศวร์ซึ่งยืนอยู่ตรงระเบียงหลังห้องทำงาน มองออกไปนอกหน้าต่างหันกลับมาช้าๆ สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
ภาพเหตุการณ์ที่พิณทองเข้ามาร้องไห้ในห้องนี้ผุดขึ้นมา
อดิศวร์ถอนใจยาว แล้วกดโทรศัพท์ แต่สายวิรงรองไม่ว่าง อดิศวร์เลยหงุดหงิด
“คุยกับผู้ชายคนไหนอีกล่ะ”
อดิศวร์เหมือนจะพลุ่งพล่านครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจเดินออกไป

วิรงรองกำลังคุยกับคุณปราง ผู้เป็นมารดา น้ำตาเริ่มคลอด้วยความคิดถึง
“หนูคิดถึงคุณมากเลยค่ะ...ได้ยินเสียงคุณแล้วหนูอยากกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นวิรงรองหันไปมอง
“เดี๋ยวหนูโทร.กลับ ใหม่นะคะ...คุณอุษามาเคาะประตู”
วิรงรองปิดโทรศัพท์แล้วเดินไปเปิดประตูด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ด้วยนึกว่าเป็นอุษา
“มีอะไร”
สีหน้ายิ้มแย้มของวิรงรองเปลี่ยนเป็นแปลกใจ และไม่พอใจทันทีที่เห็นว่าเป็นลบถามด้วยน้ำเสียงหมางเมิน
“มีธุระอะไรคะ”
อดิศวร์เดินเข้ามาในห้องแล้วปิดประตู
“ดิฉันไม่ชอบให้ทำอย่างนี้”
“ปกติฉันก็ไม่ชอบ แล้วก็ไม่เคยทำ” อดิศวรย้อน
“แสดงว่านี่ไม่ปกติ”
“ใช่!...ฉันเปลี่ยนใจแล้ว”
วิรงรองตื่นเต้น “จะให้ฉันกลับบ้านแล้วใช่ไหมคะ”
“เปล่า”
วิรงรองมีสีหน้าเซ็งอย่างเดิมทันที
“เธอต้องเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในห้องนี่สักพักหนึ่ง”
วิรงรองเบิกตากว้าง
“ข้าวปลาอาหารฉันจะให้อุไรเอาเข้ามาให้..แล้วถ้าเธอต้องการอะไร ก็บอกอุไร”
วิรงรองขัดขึ้นทันที “อ้อ!... เดี๋ยวนี้คิดจะดัดแปลงห้องนี้เป็นคุกแล้วหรือคะ”
อดิศวร์ออกอาการลำบากใจเล็กๆ “ก็แค่ระยะเดียวเองเท่านั้น”
“วินาทีเดียวฉันก็ไม่ยอม! ฉันไม่ใช่นักโทษของคุณ”
“คิดว่าฉันขอร้องก็แล้วกัน”
วิรงรองเริ่มแปลกใจกับท่าทีและน้ำเสียงของอดิศวร์ “ทำไม”
“ไม่ต้องถาม”
อดิศวร์เดินไปที่ประตู แล้วหันมา..สีหน้าแววตาเด็ดขาดอย่างเดิม
“ถ้าเธอไม่ยอม ฉันก็ต้องจำใจขัง” แล้วเปิดประตูแล้วเดินออกไปเลย
วิรงรองเดินมากระชากประตูเปิดออก ก่อนที่อดิศวร์จะปิด

วิรงรองตามอดิศวร์ออกมา พลางโวยลั่น “คิดหรือว่าฉันจะยอมให้คุณขัง”
อดิศวร์เสียงเบาแต่เข้มจัด “ก็ลองดู”
วิรงรองจ้องตาอดิศวร์เข้มไม่แพ้กัน “ใช่! ก็ลองดู”
ประตู 2 ห้องเปิดออกพร้อมกัน ห้องอุษา และห้องพิณทอง โดยทั้งอุษาและพิณทองมีสีหน้าแปลกใจ
“น้าลบคะ”
วิรงรองหันไปมองตามเสียงช้าๆ พิชญ์ซึ่งยืนเคียงพิณทองอยู่เบิกตากว้าง ทั้งดีใจตื่นเต้นจนลืมตัวไม่คาดคิด

อ่านต่อตอนที่ 5
กำลังโหลดความคิดเห็น