xs
sm
md
lg

มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ตอนที่ 9

เผยแพร่:

มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ตอนที่ 9

ปัทม์พยายามเมินหน้าไม่มองภาพเหล่านั้นเพราะเจ็บปวดและสะเทือนใจมาก รจนาไฉนวิ่งเข้ามาหาปัทม์ เห็นปัทม์ถูกใส่กุญแจมือก็ตกใจ

“คุณปัทม์”
ปัทม์มองรจนาไฉน และไม่มีอะไรจะพูดออกมา...
“คุณปวุฒิ... คุณปัทม์ไม่ได้ทำผิดแน่นอน คุณปัทม์เป็นผู้บริสุทธิ์”
“ผมจำเป็นต้องทำตามหลักฐาน” ปวุฒิบอก
“ฉันกับทุกคนในไร่เป็นพยานได้ว่าคุณปัทม์ไม่ได้ค้ายา”
“ไปเถอะคุณปวุฒิ” ปัทม์บอก
รจนาไฉนจะเข้าไปหาปัทม์ แต่พูนทวีเข้ามาห้ามไว้
“ใจเย็น ๆ ก่อนครับคุณเพื่อน ยังไงก็ต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติม”
รจนาไฉนหันไปที่ลานด้านหน้าโรงพัก เห็นรถบรรทุกใบชาของไร่ปัทมกุลที่ถูกยึดมาเป็นของกลาง ตำรวจกำลังเทชาออกจากกล่องชาลงบนพื้นต่อเนื่อง ใบชาได้รับความเสียหาย
รจนาไฉนมีสีหน้าตกใจรีบวิ่งออกไปทันที พูนทวีแปลกใจ

ปวุฒิเดินนำปัทม์จะพาเข้าไปด้านในสถานีฯ
“หยุดนะ อย่าทำอย่างนี้”
เสียงรจนาไฉน ทำให้ปัทม์แปลกใจหันไปมองที่มุมหนึ่ง เห็นเธอเข้าไปห้ามตำรวจที่กำลังเทชาออกจากกล่องชา...
“อย่าเทใบชาทิ้ง อย่าทำลายใบชา”
“พวกผมต้องเทใบชาออกมาทุกกล่อง เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติมว่า มียาเสพติดซุกซ่อนอยู่มั้ย” จ่าบอก
“ถ้ากล่องไหนไม่มียาบ้า คุณต้องรีบเก็บใบชาใส่กล่อง ทิ้งใบชาไว้กลางแดดแบบนี้ไม่ได้ ใบชาจะเสียหาย”
ปัทม์อึ้งที่รจนาไฉนเข้าไปปกป้องชา
“พวกคุณรู้รึเปล่า กว่าจะมาเป็นใบชาที่คุณเห็น พวกเราต้องปลูก ต้องดูแลนานแค่ไหน เราต้องเด็ดใบชาทีละยอดด้วยมือของเราตั้งแต่เช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น กว่าเราจะอบจนกลายเป็นผลผลิตใบชาคุณภาพ.. ต้องใช้เวลาและความตั้งใจมากขนาดไหน”
ปัทม์มองรจนาไฉนด้วยความปวดใจที่เขาไม่สามารถปกป้องชาไว้ได้ ปวุฒิเห็นก็ตกใจ ไม่คิดว่ารจนาไฉนจะทุ่มเทถึงเพียงนี้!! พูนทวีอึ้ง... ไม่คาดคิดว่ารจนาไฉนจะเป็นส่วนหนึ่งของไร่ชาปัทมกุลไปแล้ว
รจนาไฉนทรุดตัว เข้าไปกอบใบชาบนพื้นใส่กล่อง
“ฉันปล่อยให้พวกคุณทำลายใบชา ทำลายความรักของชาวไร่ปัทมกุลไม่ได้ ฉันต้องรักษาใบชาไม่ให้เสียหายมากไปกว่านี้”
รจนาไฉนใช้สองมือโกยใบชาเพื่อใส่กล่องคืน ปัทม์ยืนมอง ถึงกับน้ำตาเอ่อไม่อาจทนดูภาพนั้นได้อีก
“ไปเถอะครับ”
ปวุฒิรีบพาปัทม์เดินเข้าไปในโรงพัก

ภายในห้องสอบสวน ปัทม์กำลังถูกปวุฒิสอบสวน
“คุณเป็นผู้ชายที่โชคดีมาก...ที่มีคนรักคุณ”
ปัทม์ชะงักนิดหนึ่ง ในใจปัทม์ไม่เคยรับรู้ว่ารจนาไฉนมีใจให้กับเขา
“ถ้าวันหนึ่งผมตกอยู่ในสภาพเช่นเดียวกับคุณ ผมจะได้รับความรักและการใส่ใจเหมือนคุณรึเปล่า"
ปัทม์เปลี่ยนเรื่องพูด
“คดีของผมจะเป็นยังไง คุณเชื่อในความบริสุทธิ์ของผมรึเปล่า”
“ผมจะเชื่อหรือไม่เชื่อไม่ใช่เรื่องสำคัญ... เพราะความเชื่อลบล้างหลักฐานทางกฎหมายไม่ได้”
ตำรวจนำเอกสารเข้ามาในห้อง
“ตรวจค้นที่ไร่ชาและบ้านปัทมกุล ไม่พบยาเสพติดครับ”
ปวุฒิอ่านเอกสารประกอบ
“คุณไม่เคยต้องคดีอาชญากรรมหรือมีประวัติค้ายา”
“ผมไม่ได้ทำ พวกคุณไม่มีสิทธิ์ยึดไร่ชาหรือทรัพย์สินในบ้านผมแม้แต่ชิ้นเดียว ผมได้มาด้วยความสุจริต”
“เบื้องต้นจะยังไม่มีการยึดทรัพย์จนกว่าศาลจะพิพากษาว่าคุณผิด และตรวจสอบได้ว่าทรัพย์สินนั้นได้มาจากการค้ายา”
“ผมต้องถูกควบคุมตัวนานแค่ไหน”
“ภายในสองวันนี้ถ้ายังไม่มีหลักฐานมาหักล้าง ผมต้องนำตัวคุณไปฝากขัง และถ้าศาลตัดสินว่าคุณผิดจริง คุณมีโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 15 ปี”
ปัทม์มีสีหน้าเครียด

ลานหน้าสถานีตำรวจ รจนาไฉนพยายามโกยชาเข้าใส่กล่องอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ทั้งที่อยู่กลางแสงแดดจ้า พูนทวีมองเธอด้วยสายตาเห็นใจ
“คุณเพื่อนหยุดเถอะครับ”
รจนาไฉนไม่ฟัง ยังคงโกยใบชาเข้ากล่อง
“ไม่มีประโยชน์แล้ว หยุดเถอะครับ”
“ฉันปล่อยให้ตากแดดอย่างนี้ไม่ได้ เราต้องรีบเอาไปส่งให้ทันกำหนด”
รจนาไฉนโกยชาต่อไป พูนทวีเข้ามาห้ามไว้
“หยุดเถอะครับ”
รจนาไฉนปัดมือพูนทวี
“คุณไม่เข้าใจ คุณอย่ามายุ่ง!”
“ใบชาทั้งหมดถูกยึดเป็นของกลางแล้ว เราเอาไปไม่ได้ครับ”
รจนาไฉนได้สติ
“จริงสิ ทุกอย่างมันจบสิ้นลงแล้ว...คุณปัทม์”

รจนาไฉนปาดน้ำตาแล้วรีบลุกออกไป พูนทวีแปลกใจ
รจนาไฉนมาถึงหน้าห้องสอบสวน เจอปวุฒิที่ออกมาจากห้องพอดี เขาหันไปสั่งตำรวจที่นำคนรถออกมาจากห้องสอบสวนอีกห้องหนึ่ง
ปวุฒิพูดกับตำรวจ
“แยกขังคนรถไว้ที่อีกห้องหนึ่ง เดี๋ยวผมจะสอบสวนเองอีกครั้ง”
“ครับผม”
รจนาไฉนถามปวุฒิ
“คุณปัทม์อยู่ไหน ฉันต้องการพบเขา”
ปวุฒิมองรจนาไฉนไม่ทันตอบ แต่รจนาไฉนเปิดประตูเข้าไป เธอไม่พบใครในห้องก็แปลกใจ... ปวุฒิเดินเข้ามา
“สอบปากคำเบื้องต้นเสร็จแล้ว พ่อเลี้ยงปัทม์ต้องถูกควบคุมตัวอยู่ที่นี่ครับ”
รจนาไฉนมองปวุฒิ

รจนาไฉนสีหน้าเศร้าสร้อยเดินไป เจอปัทม์อยู่ในห้องขัง เขามองเธอด้วยความปวดใจ
“ทำไมพวกเขาทำกับคุณอย่างนี้ บอกเขาสิว่าคุณไม่ได้ทำ”
“ฉันให้การตามความจริงทุกอย่าง ที่เหลือคงต้องเป็นไปตามหลักฐาน”
“ฉันเชื่อใจคุณนะคะ”
“กลับไปเถอะ”
รจนาไฉนเข้ามาจับมือปัทม์
“คุณต้องอดทนนะคะ ฉันจะพยายามหาหลักฐานมาช่วยคุณ”
“กลับไปซะ”
“ไม่ต้องห่วงคุณเปรมนะคะ ฉันจะดูแลท่านให้เอง”
“ฉันหมายถึงให้เธอกลับกรุงเทพฯ ไปซะ ถ้าอยู่ที่ไร่เธออาจจะต้องเดือดร้อนเพราะฉัน"
“คุณปัทม์”
“กลับไปกรุงเทพฯซะ แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก”
ปัทม์หันหน้าหนี เดินเข้าไปในมุมสุดของห้องขัง ไม่ยอมมองหน้ารจนาไฉน
“คุณปัทม์” รจนาไฉนเสียงแผ่ว
รจนาไฉนเศร้าใจจำต้องเดินออกไปจากห้องขัง ปัทม์เห็นว่าเธอเดินออกไป จึงเดินกลับมาที่กรงขัง มองภาพเธอเดินจากไปจนลับตา

รจนาไฉนเดินออกมา พูนทวีเข้ามาหา
“ผมจะพาคุณไปเก็บของ แล้วจะไปส่งคุณที่สนามบินเอง”
“ไม่ค่ะ...ฉันไม่กลับ”
รจนาไฉนเดินหนีพูนทวีไปทางหนึ่ง พูนทวีแปลกใจ

ภายในห้องทำงานปวุฒิ รจนาไฉนเดินตรงเข้ามาหาปวุฒิที่โต๊ะทำงาน
“ผมจำเป็นต้องทำตามกฎหมาย หลักฐานมัดตัวแน่นหนามาก ผมทำอะไรไม่ได้”
“ทำไม่ได้ หรือคุณไม่อยากทำคะ”
“คุณเพื่อน...ทำไมคุณถึงถามผมอย่างนี้”
“เพราะคุณจะได้แก้แค้นที่เขากลั่นแกล้งทำร้ายคุณเมื่อคราวก่อน และนี่เป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้คุณดึงเขาออกไปจากชีวิตฉันได้”
ปวุฒิอึ้ง ไม่คิดว่ารจนาไฉนจะคิดอย่างนี้
“ใช่มั้ย คุณคิดอย่างนั้นใช่มั้ยคะ”
ปวุฒิน้อยใจ พูดประชด
“ใช่...นี่เป็นโอกาสเดียวที่ผมจะแย่งคุณคืนมาจากเขา ผมเคยบอกแล้วไง ผมจะทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวคุณคืนมา”
“คุณมันขี้ขลาด ไม่ใช่ลูกผู้ชาย”
รจนาไฉนหันขวับจะเดินออกไปจากห้อง แล้วหันมาบอกปวุฒิ
“เพื่อนจะไม่ยอมให้คุณปัทม์ต้องติดคุก”
รจนาไฉนเดินออกไป

รจนาไฉนเดินมาแอบมองปัทม์ที่อยู่ในห้องขัง เธอร้องไห้น้ำตาซึมด้วยความสงสาร ปวุฒิยืนมองอยู่ที่มุมหนึ่งไกลออกมาแล้วรำพึง
“วันนี้คุณเข้าใจเขา แต่คุณกลับไม่เข้าใจผม คุณเพื่อน... คุณรู้ตัวรึเปล่า คุณเปลี่ยนไปแล้ว”

ปวุฒิรู้สึกเสียใจหันหลังจะเดินออกไป...เจอกับพูนทวียืนอยู่
ภายในห้องทำงาน ปวุฒิแปลกใจว่าพูนทวีมีเรื่องอะไร
“เราสองคนต่างไม่ใช่เพื่อน ไม่เคยสนิทสนมคุ้นเคยกัน และในเมื่อเราต่างรักผู้หญิงคนเดียวกัน จะเรียกว่าเราเป็นศัตรูกันก็คงไม่ผิด ผมขอพูดตรง ๆ อย่างลูกผู้ชาย... อย่าทำร้ายปัทม์เพราะเรื่องส่วนตัว !”
“ผมไม่ยอมเสียผู้หญิงคนนั้นให้ใครเด็ดขาด”
“คุณเป็นเจ้าของคดีนี้ ผมหวังว่าคุณจะมีจริยธรรมพอที่ไม่ทำร้ายปัทม์”
“แล้วคุณคิดว่าผมควรทำยังไง”
“ถ้าเป็นคุณ ผมจะดึงมือศัตรูให้ลุกขึ้นสู้ต่อ ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ต้องมาจากการต่อสู้ที่ขาวสะอาด”
“ความคิดน่าสนใจ แต่เผอิญผมไม่ใช่คุณ บางทีผมอาจพอใจที่ได้เหยียบศัตรูที่กำลังล้ม มันจะได้ตายไปโดยผมไม่ต้องเหนื่อยแรงต่อสู้”
พูนทวีไม่พอใจเพราะคิดว่า ปวุฒิจะไม่ยอมช่วยปัทม์ ทั้งสองจ้องหน้ากันอย่างไม่ถูกกัน

ปัทม์เป็นทุกข์ใจ นั่งนิ่งในห้องขัง ทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
“ต้องมีคนกลั่นแกล้ง...ใคร”
ปัทม์นึกถึงพ่อเลี้ยงเจงในงานเลี้ยง
“สำหรับผม คนฉลาดคือคนที่ทำงานอย่างสุจริต รักแผ่นดินเกิด แต่คนที่ค้ายาทำลายประเทศชาติคือคนเลวที่โง่ ! โง่จนไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ทำเป็นกรรมชั่ว กรรมชั่วที่พร้อมดึงลงนรกทุกวินาที”
“แล้วคุณอยากเป็นคนฉลาดหรือคนโง่” พ่อเลี้ยงเจงถาม
“ผมคงไม่จำเป็นต้องตอบพ่อเลี้ยง”
“ในเมื่อคุณเลือกที่จะยืนอยู่คนละฝั่ง ก็เท่ากับว่าเราเป็นคนๆ ละจำพวก ผมไม่จำเป็นต้องแคร์ความรู้สึกคุณ เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ถ้าจะเกิดอะไรขึ้น ตัวใครตัวมัน”
ปัทม์มั่นใจว่าเป็นฝีมือพ่อเลี้ยงเจง
“พ่อเลี้ยงเจง”

มุมหนึ่งในบริเวณระเบียงบ้านพ่อเลี้ยงเจง เวลากลางคืน พ่อเลี้ยงเจงชนแก้วกับปลัดวราห์
“ขอดื่มให้กับความสำเร็จของพ่อเลี้ยงเจง”
“แค่บันไดขั้นแรก” พ่อเลี้ยงเจงบอก
“แต่พ่อเลี้ยงกำจัดศัตรูหมายเลขหนึ่งไปได้แล้วนี่ครับ”
“คิดทำการใหญ่มันต้องมองไกล ยังเหลือไอ้สารวัตรหน้าใหม่นั่นอีกคน”
ศักดิ์ ลูกน้องมือขวาเข้ามากระซิบ พ่อเลี้ยงเจงละสายตาไปมองที่ด้านหนึ่งเห็นหน่อเอเดินเข้ามา
“ปลัด... ผมขอตัวสักครู่นะ”
พ่อเลี้ยงเจงเดินออกไป วราห์มองตาม

หน่อเอเข้ามาซักพ่อเลี้ยงเจง
“พ่อเลี้ยงบอกให้ข้าขนยา แต่ทำไมกลับมีแต่ใบชา”
พ่อเลี้ยงเจงยิ้มเหี้ยม
“อยากติดคุกเหมือนไอ้ปัทม์เหรอ ไม่รู้รึไงว่าการขนยามันผิดกฎหมาย”
“พ่อเลี้ยงใช้พวกข้าเป็นเครื่องมือหลอกตำรวจ หลอกพ่อเลี้ยงปัทม์ ตั้งใจให้ตำรวจจับพวกข้าเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ”
“เออ... จะว่าไป แกก็ฉลาดเหมือนกันนะ”
“ถ้าของในก๋วยเป็นยา ป่านนี้ข้าคงต้องติดคุก”
“แล้วไง”
ทั้งสองคนจ้องกันด้วยสายตาไม่พอใจซึ่งกันและกัน
“พ่อเลี้ยงจะทำร้ายใครข้าไม่สน แต่ต้องไม่ลืมสัญญา”
“สัญญา”
“บัตรประชาชน พ่อเลี้ยงสัญญาว่าถ้าข้าทำงานให้ พ่อเลี้ยงจะทำบัตรประชาชนให้ชาวดอยทั้งหมู่บ้าน”
“พวกแกเหน็ดเหนื่อยมามาก กลับไปพักให้สบายใจเถอะ ฉันจะจัดการให้ทุกอย่าง”
“อย่าผิดสัญญานะ”
“ไม่ผิดแน่นอน”
หน่อเอเดินออกไป พ่อเลี้ยงเจงมองตามแล้วจึงหันไปสั่งศักดิ์ ด้วยน้ำเสียงมีเลศนัย
“รีบไปจัดการทำบัตรประชาชนให้พวกมัน ทำให้ครบทั้งหมู่บ้าน อย่าให้ขาด ตกหล่นแม้แต่คนเดียว !”
พ่อเลี้ยงเจงมีสีหน้าโหดเหี้ยมและเจ้าแผนการ

ในเวลากลางคืนต่อเนื่องมา ศักดิ์และลูกน้องกำลังเผาหมู่บ้านหน่อเอ เพลิงไฟลุกไหม้โชติช่วงไปทั่วทุกหลัง มุมอื่น ๆ ในหมู่บ้าน พวกลูกน้องศักดิ์ทุบตีชาวบ้าน ซ้อมจนอาการปางตายแทบทุกคน
บ้านหน่อเอไฟกำลังลุกไหม้ ศักดิ์เตะต่อยจนหน่อเอเลือดโทรมกาย นาองเข้ามาห้ามไว้
“พอเถอะ... อย่าทำอะไรผัวข้าเลย”
“ถ้าไม่อยากตายก็อย่าอวดดีกับพ่อเลี้ยงเจง หุบปากห้ามบอกเรื่องนี้กับใคร ไม่งั้นคราวหน้าข้าจะฆ่าพวกแกทั้งหมู่บ้าน”
พวกศักดิ์ยืนมองไฟไหม้บ้านหน่อเอแล้วยืนหัวเราะเยาะก่อนเดินออกไป
หน่อเอในสภาพเจ็บปางตาย ได้แต่นอนมองไฟไหม้บ้านตัวเอง นาองกอดหน่อเอไว้แน่น

“หน่อเอ แล้วเราจะอยู่ยังไง”
ปัทม์นั่งเครียดหมดหนทางจะหลุดพ้นจากคดี เขาถอนหายใจออกมายาวเหมือนกำลังหาทางออกไม่ได้ รจนาไฉนเดินเข้ามาด้านหนึ่งกับพูนทวี ในมือรจนาไฉนถือปิ่นโตอาหารมาให้ปัทม์
“ทำไมยังไม่ไปอีก”
“ค่ำแล้ว...คุณคงหิว ฉันทำข้าวผัดกุนเชียงที่คุณชอบมาให้”
“ฉันไม่กิน”
“ตั้งแต่บ่ายคุณยังไม่ทานอะไรเลย ทานสักหน่อยนะ”
รจนาไฉนนั่งลงที่หน้าห้องขัง เปิดปิ่นโตกำลังจะป้อนให้ปัทม์ ปัทม์ปัดช้อนทิ้ง
“ออกไป”
ปัทม์แย่งปิ่นโตในมือรจนาไฉนมา แล้วกระแทกทิ้งลงพื้น ข้าวกระจายไปทั่วพื้น
“คุณปัทม์”
“ปัทม์ คุณเพื่อนเขาหวังดีกับแกนะ” พูนทวีบอก
“ถ้าแกยังเป็นเพื่อนฉัน พาผู้หญิงคนนี้ออกไป ฉันรำคาญ”
รจนาไฉนมองปัทม์ด้วยความเสียใจ
“คุณเพื่อน เรากลับก่อนเถอะครับ”
รจนาไฉนเดินไปหยิบปิ่นโตที่ตกเรี่ยพื้นกำลังจะเดินออกไป แต่ด้วยความเหนื่อยล้าทรุดตัวจะล้มลง แต่พูนทวีประคองไว้ ปัทม์มองอย่างเศร้าใจ ยอมรับสภาพที่จะเกิดขึ้น

บนรถระหว่างทาง ในเวลากลางคืน พูนทวีขับรถพารจนาไฉนมาที่หมู่บ้านหน่อเอ เธอมีท่าทางร้อนรนไม่สบายใจ เพราะต้องการหาทางช่วยปัทม์ให้รอดจากคดีค้ายาบ้า
“คุณเพื่อนจะไปที่หมู่บ้านหน่อเอทำไมครับ”
“ก่อนเกิดเรื่อง คุณปัทม์ตามล่าหน่อเอเพราะคิดว่าขนยาแต่ไม่พบอะไร หน่อเออาจจะรู้ว่าใครเป็นคนบงการใส่ร้ายคุณปัทม์"
พูนทวีมองไป เห็นแสงไฟที่ลุกไหม้สะท้อนขึ้นมาบนท้องฟ้าเหนือหมู่บ้าน
“ไฟไหม้”
รจนาไฉนหันไปมองด้วยความตกใจ

รจนาไฉนวิ่งมาที่บ้านหน่อเอที่วอดหมดด้วยเพลิงโหม
“หน่อเอ หน่อเอ”
นาองถือท่อนไม้เดินออกมา
“นาอง...เกิดอะไรขึ้น ไฟไหม้ได้ยังไง”
“ออกไป ออกไป!”
“ฉันมีเรื่องต้องคุยกับหน่อเอ ขอฉันพบหน่อเอหน่อย”
“ออกไป อย่ามายุ่งกับพวกเราอีก ถ้าไม่ออกไป ฉันจะตีให้ตาย!” นาองบอก
“ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น ฉันต้องการพบหน่อเอ ฉันต้องการมาช่วย”
รจนาไฉนจะเข้าไปหาหน่อเอ นาองฟาดไม้ใส่รจนาไฉนทันที พูนทวีรีบดึงรจนาไฉนหลบได้ทัน
“ระวัง”
“ฉันบอกให้ออกไป!”
“นาอง...ฉันมาอย่างเป็นมิตร ฉันต้องการช่วยเหลือพวกเธอ แต่ถ้าเธอคิดว่าฉันไม่ดี ก็ตีฉันให้ตายตรงนี้เลย”
รจนาไฉนเผชิญหน้ากับนาอง นาองร้องไห้ ทิ้งท่อนไม้ทันที
“ช่วยหน่อเอด้วย”
รจนาไฉนเข้าไปกอดนาอง

รจนาไฉนเข้ามาที่มุมหนึ่งในซากหมู่บ้านที่โดนเผา พบหน่อเอนอนเจ็บอาการปางตาย มีลูกบ้านคนหนึ่งกำลังพยายามช่วยเหลือ
“หน่อเอเป็นอะไร ทำไมไม่รีบพาไปหาหมอ”
“อย่ามายุ่งกับพวกเรา”
“พวกเรามาดี...พวกเรามาช่วย” พูนทวีบอก
“คนดอยไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคนเมืองใจคด เผาทำลายหมู่บ้านพวกข้า”
รจนาไฉนกับพูนทวีชะงักหันมามองหน้ากัน เมื่อได้ยินสิ่งที่หน่อเอพูด
รจนาไฉนสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“พาหน่อเอขึ้นรถ ฉันจะพาไปรักษาที่โรงพยาบาล”
หน่อเอจะไม่ยอม แต่โดนพูนทวีกับลูกบ้านอุ้มพาไปทันที ขัดขืนไม่ได้ รจนาไฉนมองสภาพโดยรอบของหมู่บ้านที่โดนไฟไหม้ นึกสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

พูนทวีกำลังขับรถ รจนาไฉนนั่งอยู่ด้านข้าง สีหน้าทั้งสองคนครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ทั้งหมด
นาองกับหน่อเออยู่ที่เบาะหลัง อาการหน่อเอยังไม่ดีนัก รจนาไฉนยื่นเงินให้นาอง
“เอาเงินนี้ไปใช้ เดี๋ยวพ่อเลี้ยงพูนทวีจะพาไปโรงพยาบาล”
“ขอบคุณมากจ้ะนาย” นาองบอก
“บอกฉันได้รึยังว่าใครทำร้ายพวกเธอ”
นาองเงียบไม่ตอบ รจนาไฉนมีสีหน้าหนักใจ มองหน้ากันสองคนกับพูนทวี
“ต้องมีใครมาข่มขู่พวกชาวบ้านแน่ ๆ เราไม่มีทางได้หลักฐานไปช่วยเจ้าปัทม์แล้วล่ะครับ”
“มันต้องมีสักทางสิ”
พูนทวีขับรถผ่านเข้ามาในเขตป้ายไร่ชาปัทมกุล
“ส่งฉันตรงนี้เถอะค่ะ”
“มืดแล้วให้ผมไปส่งถึงบ้านดีกว่า”
“คุณต้องรีบพาหน่อเอไปหาหมอนะคะ”
พูนทวีจำต้องหยุดรถ จนาไฉนลงจากรถแล้วหันมาคุยกับพูนทวี
“นี่เป็นเขตไร่ปัทมกุล ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงหรอก ต่อไปนี้ฉันจะดูแลที่นี่แทนคุณปัทม์ ฉันต้องเข้มแข็งและทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง”
พูนทวีมองเห็นในความเข้มแข็งของรจนาไฉน
“ฝากจัดการเรื่องหน่อเอด้วยนะคะ”

รจนาไฉนหันหลังเดินออกไปทันที พูนทวีมองตามด้วยสายตาเป็นห่วง ก่อนจะตัดใจถอยรถกลับออกไป
มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ตอนที่ 9 (ต่อ)

รจนาไฉนเดินผ่านไร่ชา หยุดมองไร่ชาที่กว้างขวางท่ามกลางแสงจันทร์ที่สว่างเห็นพื้นที่โดยรอบ

“คุณปัทม์... ฉันจะไม่ยอมให้ความฝันของคุณพังทลาย คุณต้องได้กลับมาที่นี่ ฉันสัญญา”
รจนาไฉนมองไร่ชาที่กว้างขวางท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องเป็นประกายไปทั่ว

ปัทม์นั่งอยู่ในคุกมองเศษอาหารที่พื้น เขาคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับรจนาไฉน ในตอนที่เขาไล่รจนาไฉน เขาปัดปิ่นโตในมือเธอ จนข้าวกระจายลงพื้น
“คุณปัทม์”
“ปัทม์ คุณเพื่อนเขาหวังดีกับแกนะ”
“ถ้าแกยังเป็นเพื่อนฉัน พาผู้หญิงคนนี้ออกไป ฉันรำคาญ”
ปัทม์สีหน้าเครียด รู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำไว้กับรจนาไฉน
“รจนาไฉน ฉันทำกรรมกับเธอมากพอแล้ว อย่าทนทุกข์ทรมานเพราะฉันอีกเลย”
ปัทม์ถอนหายใจยาวด้วยความกลัดกลุ้ม หาทางออกไม่ได้

รจนาไฉนกำลังจัดเตรียมของจะเอาไปให้ปัทม์ที่โรงพัก โดยมีปยงค์คอยเป็นผู้ช่วยอยู่ด้านข้าง
ชิวิ่งเข้ามาท่าทางหน้าตาตื่นตกใจ
“คุณรจนาไฉน เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!”

บริเวณบ้านพักคนงานในไร่ จันทร์เจ้าคอยห้ามพวกคนงานที่เก็บข้าวเก็บของเรียบร้อย กำลังจะย้ายออกไปเหมือนเป็นกองคาราวานขนาดใหญ่
“อย่าออกไปเลย ทำงานที่นี่ต่อเถอะ...จันทร์ขอร้องนะเจ้า”
ลีป่อบอก
“พวกเราไม่มีงานทำแล้ว นายถูกจับ ตำรวจต้องมายึดไร่ชาแน่ ๆ”
รจนาไฉนเดินเข้ามาบอก
“ตำรวจไม่มายึดที่นี่หรอก เพราะที่นี่ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เราสามารถทำไร่ชากันต่อไปได้”
“แต่ยังไงนายก็ถูกจับ พวกเราไม่มีงานทำ ใช่มั้ยพวกเรา”
คนงานต่างบอก
“ใช่ ๆ ๆ พวกเราไม่มีงานทำแล้ว”
“ถึงนายไม่อยู่ แต่ฉันเป็นนายหญิงของที่นี่ ฉันจะดูแลที่นี่เอง”
พวกลีป่ออึ้ง ไม่คิดว่ารจนาไฉนจะทำงานต่อไป
“ทำไม่ได้หรอก นายเป็นผู้หญิง ผู้หญิงจะทำอะไรได้นอกจากเข้าครัวทำอาหาร”
“เฮ้ย...อย่ามาดูถูกกันสิวะ”ชิบอก
“ใช่...ฉันทำอะไรได้มากกว่าที่พวกแกคิด เดี๋ยวฉันจะต่อยแกให้ดู” จันทร์เจ้าบอก
รจนาไฉนบอกพวกชิ
“หยุดเถอะ”
เธอหันไปบอกลีป่อ
“ฉันขอยืนยันว่าทุกคนจะมีงานทำ ฉันจะดูแลทุกคนเอง ใครเชื่อใจฉันให้อยู่ต่อ แต่ถ้าใครคิดว่าฉันดูแลที่นี่ไม่ได้ ให้ขนของออกไปซะ พรุ่งนี้ไปรับเงินชดเชยได้เลย"
ลีป่อมองรจนาไฉนคิดตัดสินใจ แล้วจึงถือกระเป๋าเดินออกไป คนงานอื่นมองหน้ากันแล้วต่างทยอยเดินตามออกไปจนหมด รจนาไฉนเสียใจที่ไม่ได้รับความเชื่อถือจากคนงาน
“ไปกันหมดเลยเจ้า แล้วพรุ่งนี้เช้าใครจะเก็บใบชาเจ้า” จันทร์เจ้าบอก
“ชิจะยอมก้มหัว ไปไหว้ขอร้องพวกมันให้กลับมา”
“ไม่ต้อง... พวกเขาคงคิดถูกแล้ว ฉันไม่เหมาะที่จะเป็นผู้ดูแลที่นี่”
รจนาไฉนมองตามด้วยสีหน้าผิดหวัง

รจนาไฉนเดินเข้ามาในบ้านด้วยความทดท้อ เปรมยืนอยู่ภายในบ้านมองรจนาไฉนด้วยแววตาเข้าใจและเห็นใจ
“คุณแม่คะ.. เพื่อนขอโทษค่ะ คนงานไม่ศรัทธาในตัวเพื่อน พวกเขาลาออกไปหมดแล้ว"
“อย่าเสียใจเลย เราฝืนใจใครไม่ได้”
“เพื่อนขอโทษที่แก้ปัญหาไม่ได้”
“ถ้าแก้ไม่ได้... จะวิตกกังวลไปเพื่ออะไร หนูอย่าเก็บทุกเรื่องมาให้เป็นทุกข์ เราต้องเอาตัวเองออกจากปัญหา รู้จักมอง... รู้จักคิด เมื่อนั้นปัญหาก็จะกลายเป็นปัญญา”
รจนาไฉนค่อยคลายความทุกข์ ไหว้ขอบคุณเปรม
“เพื่อนเข้าใจแล้วค่ะคุณแม่”
“ตาปัทม์เป็นยังไงบ้าง”
“คุณปัทม์ถูกขัง เพื่อทำสำนวนก่อนส่งฟ้องศาลค่ะ”
“ถ้าเราเชื่อว่าปัทม์เป็นคนดี เขาจะต้องรอดพ้นจากเรื่องร้าย ๆ ไปได้แน่นอน”
“แล้วทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้กับคนดีด้วยคะ”
“มันก็แค่บททดสอบของชีวิต อาจเป็นวิบากกรรมที่ปัทม์เคยทำไว้ ขอเพียงมีสติ.. เขาต้องแก้ไขปัญหานี้ได้แน่นอน”
เปรมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแบบคนที่รู้จักชีวิตดี หันไปมองที่บันไดเห็นปยงค์กำลังนำชิกับจันทร์เจ้าที่ถือกระเป๋าเสื้อผ้าของรจนาไฉนลงมา
“จัดกระเป๋าเรียบร้อยแล้วค่ะ”
รจนาไฉนแปลกใจหันไปถามเปรม
“กระเป๋าของเพื่อน”
“หนูเหนื่อยเพราะลูกชายฉันมามากพอแล้ว ชีวิตหนูควรมีความสุขเสียที ฉันซื้อตั๋วเครื่องบินให้หนูเดินทางกลับกรุงเทพฯเช้าพรุ่งนี้”
“คุณแม่ไม่รักเพื่อนแล้วเหรอคะ”
รจนาไฉนร้องไห้ออกมา เปรมน้ำตาคลอเดินตรงมาหาเธอ
“เพราะแม่รักหนูมากน่ะสิ แม่ถึงอยากให้หนูมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ที่นี่ไม่ใช่ที่ ๆ ดีสำหรับหนูอีกต่อไปแล้ว"

“ต่อให้ที่นี่เป็นขุมนรก เพื่อนก็จะไม่ไปจากที่นี่”

อ่านต่อเวลา 17.00น.
ทุกคนต่างอึ้ง

“เพื่อนรักคุณแม่และทุกคนในไร่ปัทมกุล ในยามที่ทุกคนกำลังทุกข์ เพื่อนจะทิ้งทุกคนไปได้ยังไงคะ เพื่อนเป็นภรรยาของคุณปัทม์ เพื่อนจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เราจะผ่านเหตุการณ์ร้าย ๆ นี้ไปด้วยกันค่ะ”

เปรมซึ้งใจโผเข้ากอดรจนาไฉน

“ฉันมอบใจให้ไม่ผิดคนจริง ๆ”

เปรมและรจนาไฉนกอดกันร้องไห้ ปยงค์น้ำตาไหล



รจนาไฉนเดินเข้ามาในห้องนอน มองไปที่รูปปัทม์ที่วางอยู่บริเวณหัวเตียง
“คุณปัทม์... ลำพังฉันคนเดียวคงทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ คุณต้องรีบออกมาช่วยฉัน เพื่อไร่ปัทมกุลของคุณนะคะ”

รจนาไฉนหยิบผ้าห่มของปัทม์ขึ้นมา คิดถึงปัทม์ คิดทำอะไรบางอย่าง



ภายในห้องขัง เวลากลางคืน ปัทม์นั่งขดตัวอยู่ด้วยความหนาว เขายังคงไม่หลับเพราะมีเรื่องราวกังวลอยู่ในใจ จ่าเดินเข้ามาเปิดประตู ปัทม์รู้สึกตัวหันไปมอง จ่ามอบถุงใส่ของให้ปัทม์

“มีคนฝากของมาให้”

“ขอบใจ”

จ่าปิดประตูออกไป ปัทม์เปิดถุงออกพบซองใส่แปรงสีฟัน, ยาสีฟัน และผ้าห่ม ปัทม์รู้ทันทีว่ารจนาไฉนเอามาให้ เขามองด้วยความซาบซึ้งใจ
“รจนาไฉน เมื่อไหร่เธอจะเลิกทำดีกับฉันซะที”

ปัทม์ห่มผ้าห่มไว้แนบตัวเอง รจนาไฉนหลบอยู่ที่มุมหนึ่ง เฝ้าแอบมองเขาอยู่ในความมืด



ในเวลาต่อเนื่องมา จ่ายืนเคาะประตูหน้าบ้านพักของปวุฒิในบริเวณสถานีตำรวจ ปวุฒิในชุดส่วนตัวเปิดประตูออกมา

“ช่วยไปที่โรงพักหน่อยเถอะสารวัตร ผมพยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จ”

ปวุฒิชะงักมีสีหน้าแปลกใจ


ปวุฒิเดินตรงมาที่ห้องขัง มองเห็นปัทม์นอนหลับอยู่ เขาหันไปที่มุมหนึ่งนอกห้องขัง เห็นรจนาไฉนนั่งขดตัวด้วยความหนาว หลบอยู่ด้านข้างกรงขัง เขาเดินตรงเข้าไปสะกิดรจนาไฉน

“คุณเพื่อน”
รจนาไฉนลืมตาตื่นเพราะเผลอหลับไป
“กลับไปนอนพักที่บ้านเถอะ”
“ฉันจะอยู่ที่นี่”
“อย่าทำอย่างนี้เลย”
“ไม่มีกฎหมายข้อไหนห้ามญาติเฝ้าผู้ต้องหาไม่ใช่เหรอคะ”
“คุณจะทรมานตัวเองเพื่ออะไร”
“ฉันไม่รู้สึกทรมานค่ะ ฉันต้องดูแลคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีค่ะ”
ปวุฒิรู้สึกเจ็บปวดใจมากขึ้น
“ถ้าไม่คิดช่วยคุณปัทม์ คุณก็ไม่ควรมาเสียเวลากับฉัน”
“จะกดดันให้ผมไปถึงไหน”
“ไม่ได้กดดัน ฉันแค่ต้องการให้คุณสืบหาตัวการที่แท้จริงมาลงโทษ”
“คุณเชื่อใจเขา”
“ฉันเชื่ออย่างสนิทใจ”
“ถ้างั้นผมคงห้ามคุณไม่ได้ คุณเลือกที่จะเป็นแบบนี้เองนะ”
ปวุฒิลุกขึ้นหันไปมองปัทม์แล้วก็เดินออกไป เธอหันมามองปัทม์ที่นอนหลับ

“คุณปัทม์... ไม่ว่าคุณจะสุขหรือทุกข์ ฉันจะดูแลคุณ เพราะฉันได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของคุณ”
ไร่ชายามเช้าที่ไม่มีคนงานมาเก็บใบชา ยอดชาบางต้นมีแมลงกัดกินใบชาให้ความรู้สึกเหงาๆ

ปัทม์รู้สึกตัวตื่นหันไปมองรอบ ๆ นิ่วหน้าเมื่อเหลียวไปที่มุมหนึ่งข้างกรงขัง เขาเห็นรจนาไฉนหลบซุกหลับแอบอยู่ที่ด้านหนึ่ง เขาลุกขึ้นมามองเธอด้วยแววตาซึ้งใจผ่านซี่กรงที่รจนาไฉนยอมลำบากมาอยู่เป็นเพื่อน เขาพยายามเอื้อมมือจะไปจับตัวรจนาไฉน แต่แล้วรจนาไฉนรู้สึกตัวตื่น หันมาเจอปัทม์
“คุณปัทม์ ตื่นแล้วเหรอ.. เป็นยังไงบ้าง”
“ฉันไม่เป็นอะไร”
“รอสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันไปทำอาหารเช้ามาให้”
“ไม่ต้อง กลับไปซะแล้วไม่ต้องมาที่นี่อีก”
“คุณรอสักครู่นะ”
รจนาไฉนไม่สนใจ รีบเดินออกไปสวนทางกับจ่าที่เดินเข้ามาหาปัทม์
“ภรรยาคุณมานอนเฝ้าทั้งคืน ผมพยายามบอกให้กลับบ้านก็ไม่ยอม”
ปัทม์ถึงกับอึ้งไปนิดนึง ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แล้วหันไปบอกจ่า
“จ่า... ผมขอกระดาษกับปากกาหน่อยสิครับ”
“ครับ”
จ่าเดินออกไป ปัทม์คิดตัดสินใจอะไรบางอย่าง

ในเวลาต่อมา ปยงค์ถึงกับตกใจ
“อะไรนะ คุณรจนาไฉนไปนอนเฝ้าคุณปัทม์หน้าห้องขังทั้งคืน”
“ใช่...ชิเพิ่งรับกลับมาเมื่อเช้า มาถึงก็รีบเข้าครัว”
“ถ้าเป็นคนอื่นฉันไม่มีวันเชื่อ แต่ถ้าบอกว่าเป็นคุณรจนาไฉนล่ะก็ฉันเชื่อล้าน
เปอร์เซ็นต์" จันทร์เจ้าบอก
“โอ้วแม่เจ้า จะหาหญิงใดในโลกหล้า...จะมีหัวใจประเสริฐเพริศพริ้งพรรณราย เทียบเท่าคุณรจนาไฉนไม่มีอีกแล้ว" ปยงค์ว่า
รจนาไฉนเข้ามาพร้อมตะกร้าใส่อาหารและน้ำชา
“ชิ..ไปกันได้แล้ว”
“ครับ”
ชิรีบออกไปเตรียมรถ รจนาไฉนหันไปสั่งจันทร์เจ้า
“จันทร์ยกแจกันดอกไม้ไปให้คุณเปรมบูชาพระด้วยนะ ฉันจัดไว้เรียบร้อยแล้ว”
“เจ้า”
รจนาไฉนจะออกไป ปยงค์หันไปมองจันทร์เจ้า
“ใจอยู่โน่น แต่ยังห่วงใยคนทางนี้...แล้วจะให้เรียกผู้หญิงคนนี้ว่าอะไร ถ้าไม่ใช่นางฟ้ามาจุติ"
“คนเราจะเห็นความงามในยามที่ทุกข์นี่แหละ ไม่มีดำก็ไม่เห็นขาว”
จันทร์เจ้าประชด ปยงค์นึกได้
“ใช่...แกหลอกด่าฉันเหรอ”
“เจ้า”

จันทร์เจ้ารีบออกไปทันที....

รจนาไฉนหิ้วตะกร้าอาหารมาให้ปัทม์ที่หน้าห้องขัง
“คุณปัทม์หิวรึยัง ฉันทำอาหารเช้ามาให้แล้ว”
“ฉันไม่กิน”
“แต่คุณต้องทานนะคะ คุณจะได้มีแรงสู้ต่อไป”
“ฉันบอกว่าไม่กิน เอาไปทิ้งซะ”
รจนาไฉนไม่สนใจหยิบอาหารขึ้นมา แล้วจะตักป้อนให้ปัทม์
“ทานซะหน่อยนะคะ”
“พูดไม่รู้เรื่องรึไง ยังไม่รู้สำนึกอีกว่าฉันเกลียดเธอ...ออกไป!”
“คุณเกลียดชังอะไรฉันนักหนา”
“ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ ตั้งแต่มีเธอเข้ามาในชีวิต ฉันมีแต่เรื่องวุ่นวาย ถ้าอยากให้ฉันมีความสุขล่ะก็ ออกไปจากชีวิตฉันซะ!”
ปัทม์คาดหวังให้รจนาไฉนเกลียดเขาแล้วออกไป แต่รจนาไฉนระงับอารมณ์ไว้
“ที่คุณโกรธอารมณ์ไม่ดีเพราะกำลังเครียด ฉันจะทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของคุณ”
รจนาไฉนก้มลงรินชาเพื่อชงชาให้ปัทม์ แล้วยื่นแก้วชาให้ปัทม์
“ฉันชงชาให้คุณแล้ว ดื่มเถอะค่ะ. มันจะทำให้คุณคลายเครียด สดชื่นขึ้น”
ปัทม์รับแก้วชา เธอยิ้มดีใจคิดว่าปัทม์อารมณ์ดีขึ้นแล้ว แต่ปัทม์กลับสาดชาใส่รจนาไฉน
“ออกไปจากชีวิตฉัน ที่ฉันต้องติดคุกก็เพราะเธอ เธอมันเป็นตัวซวย เธอทำให้ฉันต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้ายตลอดเวลา อย่าทำให้ฉันต้องตกต่ำไปกว่านี้เลย”
รจนาไฉนอึ้ง ไม่คิดว่าปัทม์จะรังเกลียดเธอมากขนาดนี้
“ฉันพยายามทำทุกอย่างเพื่อคุณ แต่ในเมื่อคุณไม่เห็น ฉันก็จะไม่เสียเวลากับคนที่ไม่เห็นค่าอีกแล้ว... ลาก่อนค่ะ”
รจนาไฉนวิ่งร้องไห้ออกไป ปัทม์มองตามด้วยความปวดใจ เขาเจ็บปวดที่ต้องกระทำตรงข้ามกับความรู้สึกของหัวใจ


อ่านต่อเวลา 17.00น.
รจนาไฉนกลับเข้ามา เธอมองไปรอบ ๆ ห้องนอน ภาพเหตุการณ์ระหว่างปัทม์กับรจนาไฉน ทั้งเรื่องดีและไม่ดี แต่สุดท้ายมาเป็นเหตุการณ์ที่ปัทม์ดูแลรจนาไฉน ขัดแย้งกับภาพความขัดแย้งก่อนหน้า ผุดขึ้นมาในความทรงจำของเธอ
รจนาไฉนสีหน้าคิดมากและเสียใจ บอกกับตัวเองว่า
"ไม่จริง เขาไม่เคยรักฉันสักนิด...เขาเกลียดฉัน ฉันควรไปจากที่นี่"
รจนาไฉนหันไปมองกระเป๋าที่เตรียมเก็บของกลับกรุงเทพฯ วางอยู่ข้างเตียง

รจนาไฉนถือกระเป๋าเดินทางเดินมายังห้องพระ เธอจะเข้าไปแต่เห็นเปรมกำลังนั่งสวดมนต์ ก็เปลี่ยนใจไม่เข้าไปกวนใจเปรม เธอก้มลงนั่งที่หน้าห้อง มองไปยังเปรมที่อยู่ในห้อง... เสียงความคิดของเธอดังขึ้นในใจ
"คุณแม่ขา...เพื่อนขอโทษที่ผิดคำสัญญา เพื่อนลาก่อนค่ะ"
รจนาไฉนก้มกราบเปรมอยู่หน้าห้องพระ แล้วจึงหยิบกระเป๋าลุกขึ้นเดินออกไป เปรมลืมตารับรู้สิ่งที่ลูกสะใภ้ตัดสินใจ ก็น้ำตาไหลออกมาด้วยความเสียใจ

ปยงค์และจันทร์เจ้าช่วยยกกระเป๋ารจนาไฉนใส่รถ
"ฉันลาก่อนนะ"
"ป้ารู้ว่าที่ผ่านมา ป้าใจร้ายปากเสีย ป้าขอโทษ"
ปยงค์ตบปากตัวเองแล้วพูดต่อ
"ถ้าคุณไม่พอใจก็ไล่ป้าออกเถอะค่ะ แต่คุณอย่าไปเลยนะคะ"
"ไม่มีใครทำอะไรผิดหรอกจ้ะ แต่ถึงเวลาที่ฉันต้องกลับไปดูแลครอบครัวที่กรุงเทพฯแล้ว"
"แล้วคุณปัทม์ละคะ"
รจนาไฉนสั่งจันทร์เจ้า
"เตรียมชาไปชงให้คุณปัทม์ด้วย ใส่ชาแค่เล็กน้อย ต้องต้มน้ำให้เดือด เอาชาใบเตยผสมไปด้วย คุณปัทม์ชอบกลิ่นใบเตยหอม"
"จันทร์จำไม่ได้หรอกเจ้า คุณรจนาไฉนคนเดียวเท่านั้นที่ชงชาได้ถูกใจคุณปัทม์ อย่าไปเลยนะเจ้า"
"ฉันลาละจ้ะ"
รจนาไฉนไหว้ลาปยงค์ จันทร์เจ้าไหว้ลารจนาไฉน
"คุณรจนาไฉนน่าจะเปลี่ยนชุด เสื้อผ้าคุณเลอะชาหมดแล้ว" จันทร์เจ้าบอก


"ช่างมันเถอะ มันจะได้ช่วยเตือนให้ฉ
กำลังโหลดความคิดเห็น...