xs
sm
md
lg

มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ตอนที่ 3

เผยแพร่:

มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ตอนที่ 3

จันทร์เจ้าเดินตามปัทม์ที่ประคองรจนาไฉนมานอนที่เตียง พูนทวีตามเข้ามาด้วย

“เดี๋ยวจันทร์จะไปเอายามาให้เพื่อนนะเจ้า”
“ไม่ต้อง”
“แต่ว่า...”
ปัทม์ตะคอก
“ไปไหนก็ไป! ฉันไม่เรียกไม่ต้องมา”
“เจ้า...”
จันทร์เจ้ากลัว รีบลนลานออกไปตามคำสั่ง
“เฮ้ย เค้าไม่สบายแล้วแกจะให้นอนเฉยๆ ไม่ให้กินยาหรือพาไปหมอเลยเหรอวะ” พูนทวีว่า
“โรคนี้ไม่มีหมอคนไหนรักษาได้หรอก”
พูนทวีแปลกใจ
“แกรู้เหรอว่าเค้าเป็นโรคอะไร”
ปัทม์มองรจนาไฉนที่นอนไม่ได้สติ
“โรคสำออย เรียกร้องความสนใจ วิธีรักษาก็แค่อย่าไปสนใจ จะทำให้ต่อมสำออยฝ่อไปเอง”
“เฮ้ย ไอ้ปัทม์แกคิดได้ไงวะ ฉันไม่คิดเลยว่าความเกลียดชังที่แกมีต่อผู้หญิงจะทำให้ต่อมมนุษยธรรมฝ่อ แกมองผู้หญิงในแง่ร้ายเกินไป”
“ฉันมองทะลุปรุโปร่งต่างหาก ฉันรู้ว่าอะไรจริงอะไรลวง แกน่ะ..รู้จักผู้หญิงคนนี้น้อยเกินไป”
พูนทวีแปลกใจ
“พูดเหมือนแกรู้จักเขาดี”
ชิหิ้วถังน้ำเข้ามา รีบเสนอหน้า
“นายเค้ารู้จักดีครับเพราะว่านายกับคุณรจนาไฉนเป็น...”
“ไอ้ชิ!”
ชิหุบปากทันที
“น้ำมาแล้วครับ”
“เอามาเช็ดตัวใช่มั้ย มา...ฉันเช็ดให้”
พ่อเลี้ยงพูนทวีจะรับถังน้ำจากชิ แต่ปัทม์แย่งถังน้ำมาไว้
“ไม่ต้องเช็ด.. สำออยแบบนี้ เอาน้ำสาดเดี๋ยวก็ฟื้น”
ปัทม์ยกถังน้ำ พ่อเลี้ยงเข้าไปขวาง
“อย่านะเว้ย...เธอไม่ใช่นักโทษ แกนี่มันหยาบคายจริง ๆ สงสัยอยู่ใกล้ไอ้ชิมากเกินไป”
ชิสะดุ้ง
“ผมไม่เกี่ยวนะครับ พ่อเลี้ยง”
พูนทวีลากปัทม์ออกไป
“แกออกมานี่เลย”
ชิรีบตามไปดูเหตุการณ์
“ฆ่ากันแน่... พ่อเลี้ยง อย่าฆ่านายชินะครับ ชิขอร้อง”

พูนทวีลากปัทม์ออกมาข้างนอก ปัทม์งงว่าจะพาไปไหน
“แกจะพาฉันไปไหน”
“โทรตามหมอมารักษาเธอ...!”
“ไม่ต้อง”
“ถ้าแกไม่โทร...ฉันโทรเอง”
พูนทวีจะหยิบโทรศัพท์มาโทร. แต่ปัทม์แย่ง
“ฉันบอกว่าไม่ต้อง”
“อะไรวะ...แกจะเอาไงกันแน่”
ชิวิ่งมารายงาน..
“คุณปัทม์สั่งให้ชิโทรไปแล้วครับ แต่หมอไม่อยู่คลินิค”
ปัทม์ไม่พอใจหันไปด่าชิ
“ไอ้ชิ!”
ชิรีบชิ่งหนี
“โอว...บ่าย ๆ ปากแห้งอยากจิบชา ไปก่อนนะครับ”
ชิรีบวิ่งหนีไปทันที พูนทวีมองหน้าปัทม์
“แล้วไม่บอก....แกก็เป็นห่วงเธอเหมือนกันนี่หว่า”
“ฉันก็แค่ไม่อยากให้มาตายในไร่ฉัน”
พูนทวีคิดได้
“ถ้าหมอที่นี่ไม่ว่าง...ฉันจะไปรับหมอจากในเมืองมารักษาเอง”
ปัทม์จะห้าม
“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น...ฉันไม่ยอมให้เทพธิดาดอยของฉันเป็นอะไรไป คนนี้ฉันรักจริงเว้ย”
พูนทวีรีบเดินไปขึ้นรถ แล้วขับออกไป... ปัทม์แปลกใจที่พูนทวีหลงรักรจนาไฉน เขาหันกลับไปมองที่เรือนคนงาน....

ภายในห้องนอน รจนาไฉนนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง ปัทม์เดินเข้ามามอง
“เธอมันร้ายกาจกว่าที่ฉันคิดไว้ รู้จักเพื่อนฉันได้ไม่นาน ก็ใช้มารยาทำให้เพื่อนฉันหลง แต่จำไว้นะ คนอย่างเธอไม่มีวันปั่นหัวฉันได้หรอก... เพราะฉันรู้เท่าทันเธอ”
ปัทม์จะเดินออกไป แต่เธอละเมอ เนื้อตัวเหงื่อแตก
“ช่วยด้วย ช่วยเพื่อนด้วย”
ปัทม์เห็นอาการละเมอก็นึกเป็นห่วง เข้ามาจับตัวก็รู้ว่าไข้ขึ้นสูงมาก
“ไข้ขึ้น”
“ช่วยเพื่อนด้วย”

รจนาไฉนเพ้อเพราะพิษไข้
ปัทม์ตะโกนเรียกจันทร์เจ้าดังลั่นที่หน้าเรือนคนงาน

“จันทร์...จันทร์”
จันทร์เจ้าวิ่งกระหืดกระหอบมาด้วยความตกใจ
“เจ้า...”
“หายหัวไปไหนมา ฉันตะโกนเรียกอยู่ตั้งนาน”
“ก็คุณปัทม์บอกว่าไปไหนก็ไป จันทร์ก็เลยไปที่ไร่”
จันทร์เจ้าจะเล่าต่อ
“ฉันไม่สนใจว่าจะไปไหนทำอะไร รีบไปเอายามา...รจนาไฉนไข้ขึ้นสูง”
“ไข้ขึ้นสูง....ชักรึเปล่าคะ ระวังนะคะอย่าให้ชักนะคะ ญาติของจันทร์เคยชักแล้วกัดลิ้นตายเลย”
“ไปเร็ว!”
จันทร์เจ้าตั้งสติแล้วรับคำ
“เจ้า”
จันทร์เจ้าตกใจเกือบเสียศูนย์ วิ่งออกไปทันที ปัทม์นึกเป็นห่วงรจนาไฉน

รจนาไฉนนอนอยู่ เหงื่อเต็มใบหน้า พิษไข้ขึ้นสูง ปัทม์เช็ดหน้าให้แล้วมองหน้า … เขาบิดผ้าแล้วจะมาเช็ดหน้าเธออีกครั้ง เขาเห็นความงามของเธอก็รู้สึกใจอ่อน ราวตกอยู่ในภวังค์ เสียงเพ้อของเธอดังขึ้นอีกครา
“คุณปวุฒิคะ คุณปวุฒิช่วยเพื่อนด้วย”
ปัทม์เจ็บจี๊ดในใจ โยนผ้าทิ้งทันที จันทร์เจ้าวิ่งเข้ามาเสนอหน้า...
“พ่อเลี้ยงพูนทวีพาหมอมาแล้วค่ะ”
พูนทวีเดินเข้ามาพร้อมหมอ
“เป็นไง... อาการเป็นไงบ้าง”
“ขอหมอดูอาการคนไข้หน่อยนะครับ”
“จะทำอะไรก็ทำ ไม่เห็นต้องบอกผมเลย”
ปัทม์เดินออกไปหัวเสีย จันทร์เจ้างงหันไปคุยกับพูนทวี
“คุณปัทม์เป็นอะไร เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย รึว่าโดนผีเข้า...”
รจนาไฉนเพ้อ จันทร์เจ้านึกได้ รีบเข้าไปดูอาการ
“คุณปวุฒิ คุณปวุฒิ” รจนาไฉนเสียงแผ่วเบามาก
พูนทวีได้ยินไม่ถนัด
“เค้าบ่นถึงใครน่ะ เธอได้ยินมั้ย”
“ได้ยินไม่ถนัดเจ้า”
พูนทวีมีสีหน้าแปลกใจ ในขณะที่รจนาไฉนเพ้อไม่ได้สติ

วันเดียวกัน ปวุฒิเข้ามากราบแม่ที่นอนพักอยู่บนเตียง
“อาการคุณแม่เป็นยังไงบ้างครับ”
“ก็เหมือนเดิมล่ะโรคคนแก่ สามวันดีสี่วันทรุด...ไม่มีอะไรมากหรอก”
แม่มองหาใครสักคน ปวุฒิแปลกใจ
“แล้วหนูเพื่อนล่ะอยู่ข้างนอกเหรอ”
ปวุฒิสะอึก ไม่อยากโกหกแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร
“เอ่อ..คุณเพื่อนไม่ได้มาด้วยครับ”
แม่กังวลใจถาม
“ทำไมล่ะ ทำไมหนูเพื่อนไม่มาด้วย ลูกทำอะไรให้เธอโกรธไม่พอใจรึเปล่า ลูกต้องไปง้อหนูเพื่อนนะ”
“เราไม่ได้ทะเลาะกันครับคุณแม่”
“แล้วหนูเพื่อนไปไหน”
“ไปทำธุระกับเจ้านายที่เชียงรายครับ”
แม่สงสัย
“แล้วทำไมไม่มาลาแม่ล่ะ...ปกติจะไปไหนทำอะไร หนูเพื่อนต้องมาบอกแม่ มาขอพรจากแม่”
“พอดีธุระด่วน คุณเพื่อนฝากมาขอโทษคุณแม่ด้วยครับ”
ปวุฒิจำต้องโกหก หวังว่าจะทำให้แม่สบายใจ
“โกหกแม่ใช่มั้ย... หนูเพื่อนไม่เคยเงียบหายไปนาน ๆ แบบนี้ ลูกกับหนูเพื่อนต้องมีเรื่องกันแน่ ๆ อย่าปิดปังแม่นะปวุฒิ !” แม่คาดคั้น
ปวุฒินิ่ง ได้แต่ฝืนยิ้มไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่อยากให้แม่เครียดและไม่สบายใจ
“ปิดปังอะไรกันล่ะครับ งั้นผมต่อสายให้คุณแม่คุยกับคุณเพื่อนเลยก็ได้ เพื่อยืนยันว่าเรายังรักกันดี”
ปวุฒิหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วกดเบอร์...แล้วทำทีคุยโทรศัพท์ เพื่อทำให้แม่สบายใจ
ปวุฒิทำเป็นร่าเริง
“คุณเพื่อนเหรอ คิดถึง ? ฮะ ๆ ๆ ใจตรงกันเลยผมก็คิดถึงคุณเหมือนกัน อากาศเริ่มหนาวแล้ว..เตรียมเสื้อผ้าไปพอรึเปล่า”
“ขอแม่คุยด้วย”
ปวุฒิลำบากใจที่แม่จะขอคุยด้วย...
“เพื่อนรู้มั้ย...มีคนคิดถึงคุณมากกว่าผมอีกนะ เดี๋ยวคุณแม่จะคุยด้วยนะครับ”
ปวุฒิแกล้งทำเป็นแปลกใจ
“อะไรนะครับ ผมไม่ได้ยิน...”
ปวุฒิวางสาย...
“สัญญาณไม่ดีเลยครับ คงกำลังเดินทาง เดี๋ยวผมลองออกไปโทรข้างนอกนะครับ”
“ต่อสายให้ได้นะ...แม่คิดถึงหนูเพื่อน”
“ครับ”
ปวุฒิถือโทรศัพท์เดินออกไปข้างนอก

ที่มุมสวน ปวุฒิถือโทรศัพท์ออกมาลับตาแม่ เขามองหน้าจอที่ไม่มีหมายเลขใดๆ เขาไม่สามารถเก็บความรู้สึกไว้ได้ น้ำตาคลอ
“ผมขอโทษด้วยครับคุณแม่ ผมไม่สามารถรักษาเธอไว้ได้”
ปวุฒิร้องไห้ เสียใจ มองเข้าไปในห้องนอนแม่ผ่านหน้าต่างด้านนอก นึกถึงเหตุการณ์ในอดีต..

ภายในห้องนอนแม่ปวุฒิ รจนาไฉนกำลังป้อนผลไม้ที่แกะสลักอย่างสวยงาม...ให้แม่ปวุฒิ
“ผลไม้ค่ะคุณแม่”
แม่ชื่นชม
“หนูเพื่อนสลักเสลาได้สวยงามมาก”
“คุณแม่ต้องทานเยอะๆนะคะ ผลไม้ดีต่อสุขภาพมากค่ะ”
“ช่างงามทั้งกายและใจ สมัยนี้จะหาใครดีพร้อมเหมือนหนูเพื่อนคงยากเต็มที”
รจนาไฉนยกมือไหว้
“ขอบพระคุณค่ะ เดี๋ยวเพื่อนขอตัวกลับก่อนนะคะ แล้วเพื่อนจะมาเยี่ยมคุณแม่บ่อยๆค่ะ”
รจนาไฉนไหว้ลาแม่ปวุฒิแล้วเดินออกไป ปวุฒิเดินเข้ามาหาแม่
“ผมกลับก่อนนะครับคุณแม่”
ปวุฒิไหว้ลาแม่ แต่แม่จับมือลูกชายไว้
“แม่อยากจะไปสู่ขอเธอให้เร็วที่สุด”
“ผมไม่อยากเร่งรัดครับ”
“ลูกต้องรักษาหนูเพื่อนไว้ให้ดี...อย่าให้ใครมาแย่งเธอไปได้”
“ครับคุณแม่ ผมจะรักษาเธอไว้ให้ดีที่สุด”

ปวุฒิให้คำสัญญากับแม่
ปวุฒิน้ำตาคลอเบ้าด้วยความสะเทือนใจ หันไปมองมุมสวน ภาพในความทรงจำหวนคืนมาอีก

รจนาไฉนเดินเก็บดอกมะลิที่บริเวณสวนหน้าบ้านปวุฒิ เขาเดินเข้ามาหาเธอ
“เพื่อนเก็บดอกมะลิ จะเอาไปร้อยมาลัยมาให้คุณแม่คุณบูชาพระ”
ปวุฒิชื่นใจที่แฟนของเขาช่างเป็นกุลสตรีและรักแม่ของเขามาก.....
“คุณยิ้มอะไร”
“คุณแม่รักคุณมากนะ”
“เพื่อนก็รักท่านค่ะ ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีและอบอุ่น เพื่อนรู้สึกเหมือนท่าน
เหมือนแม่ของเพื่อนคนนึง”
“แม่บอกให้ผมไปสู่ขอคุณเพื่อน ก่อนที่ใครจะมาแย่งคุณไปจากผม”
รจนาไฉนแกล้งแหย่
“คุณจะห้ามใจเพื่อนได้เหรอ”
“ผมจะกอดคุณไว้อย่างนี้ ไม่ยอมให้คุณเป็นของใครเด็ดขาด”
ปวุฒิเข้ามากอดรจนาไฉนด้วยความรัก เธอยิ้มให้เขา...เพราะใจของเธอก็มีเขาเพียงคนเดียว...ปวุฒินึกถึงภาพอดีต...เสียใจที่รักษารจนาไฉนไว้ได้
“ในที่สุดผมก็รักษาคุณไว้ไม่ได้ คุณเพื่อน ป่านนี้คุณเป็นยังไงบ้าง ผมรักและคิดถึงคุณมากนะครับ”

โถงบ้านวิชนี ลำเพากำลังพูดโทรศัพท์เสียงดังด้วยความไม่พอใจมาก
“ฉันบอกว่าต้องการพูดกับยายเพื่อน ! ฉันไม่สนใจว่าจะสบายดีหรือไม่สบาย แต่แกต้องไปตามมาพูดกับฉัน ไปตามมาเดี๋ยวนี้นะ !” ปลายสายวางหูไปทันที
“เดี๋ยวก่อน... ไปตามมาพูดกันให้รู้เรื่องก่อน เดี๋ยว !”
ลำเพากระแทกโทรศัพท์ด้วยความไม่พอใจ โลมฤทัยกำลังเดินลงมาจากบันไดจะออกไปข้างนอก หันมาถามด้วยน้ำเสียงสงสัย
“อะไรกันอีกล่ะคะคุณแม่”
“ก็นังเพื่อนน่ะสิ แม่ติดต่อมันไม่ได้เลย”
โลมฤทัยสีหน้าไม่พอใจ
“เค้าออกไปจากบ้านนี้แล้ว แม่ยังจะไปสนใจอะไรอีก อย่าบอกนะคะว่าแม่ก็เป็นไปกับคุณพ่ออีกคน”
“เป็นอะไร”
“ก็ห่วงลูกนอกไส้ยิ่งกว่าลูกสาวของตัวเองไงคะ”
ลำเพาตรงเข้ามาประคองโลมฤทัยไว้ทันที
“อุ๊ย.. เป็นไปไม่ได้หรอกจ้ะลูกพบ แม่ยังคงเสมอต้นเสมอปลาย มองมันเป็นแค่ตัวทำเงินให้เราเหมือนเดิม นังรจนาไฉนไม่มีวันแทนที่โลมฤทัย..ลูกรักของแม่คนนี้ไปได้หรอกจ้ะ”
“ดีแล้วค่ะ... เพราะพบคงทนไม่ได้ ถ้าต้องแพ้พี่เพื่อน”
โลมฤทัยสีหน้าเกลียดชังเมื่อคิดถึงรจนาไฉน

เช้าวันใหม่... รจนาไฉนรู้สึกตัวตื่น มองไปรอบ ๆ เห็นถ้วยยา ผ้าและถังน้ำ จันทร์เจ้าเปิดประตูเข้ามา เห็นรจนาไฉนลุกขึ้นนั่งก็ตื่นเต้นดีใจ
“เพื่อน...เธอฟื้นแล้ว”
“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ ทำยังกะฉันตายแล้วเกิดใหม่อย่างนั้นล่ะ”
“ก็เมื่อวานเธอไข้ขึ้นสูงมาก ฉันนึกว่าเธอจะชักตายไปแล้ว”
รจนาไฉนนึกสนุก แกล้งทำหน้าผีหลอกจันทร์เจ้า
รจนาไฉนทำเสียงยาน
“ฉันตายแล้ว ตอนนี้ฉันเป็นผี...”
“ว้าย....”
รจนาไฉนนึกได้
“ฉันล้อเล่นน่ะ... เมื่อวานตอนที่ฉันเป็นลม ใครพาฉันมาที่นี่”
“คุณปัทม์”
“นายเธอเนี่ยนะ เป็นไปได้ไง คนอย่างเขาไม่มีทางห่วงฉันหรอก น่าจะดีใจด้วยซ้ำถ้าเห็นฉันตายต่อหน้า”
“ไม่หรอก คุณปัทม์เป็นห่วง ไม่งั้นไม่เช็ดตัวให้เธอหรอกเจ้า”
“เช็ดตัวให้ฉัน เธอเห็นเหรอ”
“ไม่เห็น! แต่เดาเอา ไม่งั้นเธอคงไข้ขึ้นนอนชักก่อนที่จะเจอหมอแล้ว เออนี่...เมื่อคืนมีคนโทรมาจากกรุงเทพ ขอสายเธอ”
“ใคร”
“ไม่รู้เป็นใคร ทำเสียงแว๊ด ๆ ขอสายเธอ..พอฉันบอกว่าเธอนอนไม่สบาย ก็สั่งให้ฉันไปลากเธอมาให้ได้ ฉันก็เลยวางสายไปเลย สงสัยเป็นพวกประสาท”
จันทร์เจ้าจะเมาท์ต่อ แต่รจนาไฉนลุกขึ้นออกไปข้างนอกทันที
“เพื่อน จะไปไหน”

ที่บ้านปัทม์ รจนาไฉนคุยโทรศัพท์...
“คุณแม่โทรหาเพื่อนเหรอคะ”
ลำเพาไม่พอใจขึ้นมาทันที
“ฉันโทรไม่ได้รึไง หนอย...ให้คนใช้มาหลอกว่าป่วย คิดจะหนีหน้าฉันรึไง”
“เพื่อนไม่สบายจริงๆค่ะ เพื่อน...”
“ไม่ต้องมาโกหก คิดว่าคนอย่างฉันไม่รู้สันดานคนเห็นแก่ตัวอย่างแกรึไง นึกแล้วไม่มีผิด พอได้เจอผัวรวยซะหน่อยก็ติดปีกคิดเอาตัวรอด”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะคุณแม่ เพื่อนยังรักและเป็นห่วงคุณพ่อคุณแม่เสมอ”
“ไม่ต้องมาโกหก”
ลำเพาแสร้งเรียกร้องความสนใจ
“เวรกรรมของฉันจริงๆ มีคนเคยเตือนเอาไว้แล้ว เอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเค้ามาอม มันต้องระทมทุกข์”
“เพื่อนขอโทษค่ะ อาการคุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ”
“ยังมีหน้ามาถามอีก ก็นอนพะงาบ ๆ อยู่ที่โรงพยาบาลน่ะสิ”
นพรัตน์เดินเข้ามาได้ยินพอดี
“คุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ เพื่อนขอสายคุณพ่อได้มั้ยคะ”
“ไม่ต้อง...ถ้าแกไม่อยากให้พ่อแกตาย ก็รีบส่งเงินมาให้เร็ว ๆ หลอกเอาเงินมาให้มากที่สุด”
ลำเพาจะพูดต่อ แต่นพรัตน์ตัดสายทิ้ง
“คุณแม่คะ คุณแม่”

รจนาไฉนจะโทร.กลับ แต่ติดต่อไม่ได้
ด้านลำเพาต่อว่านพรัตน์อยู่ในห้องโถงบ้านวิชนี

“มาตัดสายฉันทิ้งทำไม”
“ผมขอล่ะ...อย่าบังคับเคี่ยวเข็ญลูกเพื่อนอีกเลย”
“ทำไมฉันจะบังคับมันไม่ได้ มันเป็นลูกเลี้ยงต้องทำงานทดแทนพระคุณฉัน”
“แค่ลูกต้องไปแบกรับความทุกข์ที่โน่น มันก็มากพอแล้ว อย่าให้ลูกต้องทุกข์หนักกว่านี้อีกเลย”
“รู้ได้ไงว่ามันลำบาก เสวยสุขบนกองเงินกองทองล่ะไม่ว่า มันได้ผัว...แต่ฉันยังไม่ได้สินสอดสักบาท มันต้องหาเงินมาให้ฉัน”
“เงินประกันและเงินเก็บบางส่วนก็พอค่ารักษา”
“แล้วหนี้สินฉันล่ะ จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายเป็นล้าน”
“คุณก็เลิกเล่นการพนันสิ”
“อย่ามาสั่งฉันนะ ไม่ใช่เพราะฉันไปบ่อนเหรอถึงพอมีเงินมาใช้ในบ้าน”
“แล้วไม่ใช่เพราะบ่อนเหรอ ที่ทำให้เรามีหนี้สินจนแทบล้มละลาย”
“หยุดพูดได้แล้ว...ต่อไปนี้ฉันจะคิดตัดสินใจเอง เก็บแรงไว้หายใจแล้วกัน ยังไงนังเพื่อนต้องหาเงินให้เรา เพราะเป็นหน้าที่ลูกเลี้ยงอย่างมัน”
ลำเพายืนยันความคิด นพรัตน์เอือมระอา ไม่สามารถคัดค้านลำเพาได้เลย

มุมหนึ่งของบ้านปัทม์ รจนาไฉนเครียด คิดหาเงินให้ลำเพา
“แล้วเราจะหาเงินที่ไหนไปรักษาคุณพ่อ”
รจนาไฉนคิด แล้วมองไปเห็นปฎิทิน...เธอดีใจและคิดออก...
รจนาไฉนวิ่งหาใครสักคน..แล้วชนกับปยงค์
“ว้าย...จะวิ่งไปไหนยะ ที่นี่บ้านผู้ดีนะ ไม่ใช่ทุ่งนาจะวิ่งตามควายรึไง”
“ขอโทษค่ะ คุณปยงค์เห็นคุณปัทม์มั้ยคะ”
“ฉันเป็นหัวหน้าแม่บ้าน ไม่ใช่ยามที่จะเฝ้าเจ้านายว่าอยู่ไหนทำอะไร แล้วแกจะหาคุณปัทม์ทำไม”
“เพื่อนมีธุระสำคัญจะคุยกับคุณปัทม์ค่ะ”
“ธุระสำคัญ...แกจะลาออกใช่มั้ย งั้นฉันจะสงเคราะห์ให้ คุณปัทม์ไปไร่แต่เช้าแล้ว คงอยู่ที่ไร่ รีบไปเลย...ไปลาออกซะ”
รจนาไฉนรีบวิ่งไปทันที
“ทำตัวยังกะพายุ แล้วหายดีแล้วเหรอ เมื่อวานป่วยวันนี้ร่าเริง ผู้หญิงสมัยนี้มารยาร้ายกว่าฉันอีก ว้าย..เข้าตัว”

รจนาไฉนวิ่งมองหาปัทม์ เธอวิ่งผ่านคนงานที่เก็บใบชา แต่ยังไม่เจอ...เธอถาม คนงานชี้ไปที่คอกม้า รจนาไฉนรีบวิ่งออกไป ที่คอกม้า เธอไม่เจอ... คนงานชี้บอกไปอีกทาง รจนาไฉนจำต้องวิ่งไปอีกที่
รจนาไฉนวิ่งมาถึงหน้าโรงอบชา...เธอหยุดวิ่งด้วยความเหนื่อยจะเดินไป แต่รู้สึกมึนหัว... เธอพยายามทรงตัว และกัดฟันสู้ความเจ็บปวดภายใน...วิ่งไปที่โรงอบชา
ประตูโรงอบชาเปิดออก ปัทม์เดินออกมาเจอรจนาไฉนพอดี ทั้งสองต่างตกใจเล็กน้อย ตั้งตัวไม่ทัน รจนาไฉนพูดไม่ออก
“ยังไม่ตายอีกเหรอ”
“เป็นคำทักทายที่ไพเราะที่สุด เท่าที่ฉันเคยได้ยินมาเลยค่ะ”
รจนาไฉนไม่พอใจ แอบประชดประชันกลับ
“ขอโทษนะคะที่ทำให้คุณผิดหวัง ฉันคงตายไม่ได้หรอก เพราะฉันต้องอยู่เรียกร้องเงินที่ฉันควรได้รับ”
“เงินอะไร”
“คุณคงไม่ลืมว่า เราได้เดิมพันกันไว้ ถ้าฉันสามารถอยู่ที่ไร่ชาได้ครบสามวัน คุณจะยอมจ่ายเงินให้ฉันล้านนึง”
“ใครพูด”
“ก็คุณไง ไม่เชื่อถามชิก็ได้”
รจนาไฉนหันไปถามชิ..
“ใช่ครับ นายเคย...”
ชิจะอธิบายเป็นพยานให้รจนาไฉน แต่ปัทม์มองขู่
“เอ้อ...คุยเรื่องอะไรกันครับ ชิไม่รู้เรื่องเลย ขอตัวดีกว่า”
ชิหาทางชิ่งหนีไป แต่เธอดักทางไว้....
“วันที่คุณปัทม์พนันกับฉันไง...ชิก็อยู่ด้วย ชิจำได้มั้ย”
ชิสงสารรจนาไฉน แต่มองเห็นสายตาปัทม์ที่ข่มขู่อยู่ก็กลัว
“โอ๊ย...ปวดหัว อากาศร้อน ทำให้ความจำเสื่อม จำอะไรไม่ได้ ที่นี่ที่ไหนไปก่อนนะครับ”
ชิวิ่งหนีไปทันที
“ชิ กลับมาก่อน”
ปัทม์หัวเราะเยาะที่ชิไม่กล้าเป็นพยานให้รจนาไฉน...
“ไหนล่ะพยานของเธอ จำไว้ อย่ามาปรักปรำฉันอีก”
ปัทม์เดินกลับเข้าไปในโรงอบชา รจนาไฉนแค้นใจ ตะโกนเรียก
“คุณกลับมาก่อน มาคุยให้รู้เรื่อง”
รจนาไฉนตะโกนเรียก
“ยอมรับซะดีๆ ว่าคุณสัญญากับฉัน”
ปัทม์ไม่โต้ตอบ แต่เดินหนี เธอตัดสินใจกระชากปัทม์ให้หันกลับมาคุย ทำให้เขาเซเข้ามาใกล้ชิด ทั้งสองมองหน้ากัน ปัทม์ได้สติรีบผลักรจนาไฉนออก
“เลิกรังควาญฉันได้แล้ว”
“ฉันไม่หยุดแน่ จนกว่าคุณจะยอมรับว่าคุณสัญญากับฉัน”
“ใช่...ฉันเคยพูดกับเธอ”
รจนาไฉนดีใจ
“ยอมรับแล้วก็จ่ายเงินมา”
ปัทม์แกล้งยิ้มกวน
“ฉันไม่จ่าย ถ้าคิดจะไปฟ้องตำรวจก็เอาสิ เธอก็รู้ว่าการพนันผิดกฎหมาย”
“คุณโกงฉัน!”
“แล้วไง...ฉันเป็นเจ้าของที่นี่ ฉันจะทำอะไรก็ได้ เธออย่าลืมสิว่าเธอเป็นคนงานของฉัน ไม่มีสิทธิ์มาเรียกร้องใดๆ”
“ฉันมันผิดเองที่ไปเชื่อคำสัญญาของคุณ ไม่คิดเลยว่าคนอย่างคุณไม่มีสัจจะ”
“คำพูดของฉัน มีค่าสำหรับคนที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ไม่ใช่คนไร้เกียรติอย่างเธอ”
รจนาไฉนทนไม่ไหว แปลกใจที่ปัทม์คอยทำร้ายจิตใจเธอ
“ฉันถามจริง ๆ เถอะ คุณเกลียดชังอะไรฉันนักหนา ถึงทำกับฉันอย่างนี้ ฉันทำผิดอะไร”
ปัทม์สวนขึ้น
“เพราะเธอมันเป็นผู้หญิงหิวเงิน!”
รจนาไฉนแปลกใจ
“ฉันแค่ทวงสัญญาตามที่เราตกลงกันไว้ ฉันผิดด้วยเหรอ”
“เธอผิด...ที่คิดหลอกลวงฉัน”
รจนาไฉนสวนกลับ
“ฉันหลอกอะไรคุณ”
ปัทม์จะตอบ แฉความจริงที่รู้ว่าถูกรจนาไฉนหลอกมาแต่งงาน แต่หยุดไว้
“ออกไปได้แล้ว! ฉันจะทำงาน”
“ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น จนกว่าคุณจะจ่ายเงินฉัน”
ปัทม์ตะโกน
“ชิ ไอ้ชิ!”
ชิวิ่งเข้ามาทันที แต่รีบออกตัว เพราะกลัวถูกซักให้เป็นพยาน
“ครับนาย อย่าถามอะไรนะครับ ชิจำอะไรไม่ได้ ชิความจำเสื่อม”

“ลากตัวออกไป ห้ามเข้ามาอีก ถ้าแกปล่อยให้เข้ามาได้ ฉันไล่แกออก”
มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ตอนที่ 3 (ต่อ)

รจนาไฉนตกใจที่ปัทม์ไปกดดันชิ เธอจึงเป็นฝ่ายเดินออกไปเอง ชิค่อยโล่งใจ

รจนาไฉนเดินออกมา
“ยกโทษให้ชิด้วยนะครับ ชิทำตามหน้าที่ คุณรจนาไฉนกลับไปนอนพักนะครับ เพิ่งฟื้นไข้ ดี๋ยวจะป่วยหนักกว่าเดิม”
“ฉันไม่ไปไหน จนกว่านายเธอจะจ่ายเงินฉัน”
“คุณรจนาไฉน”
ชิตกใจที่รจนาไฉนไม่ยอมเปลี่ยนความคิด

ปัทม์ทำงานในโรงอบชา ชิเข้ามารายงาน
“นาย คือว่า...”
“อะไร แม่นั่นเข้ามาป่วนในโรงอบชาอีกเหรอ”
“เปล่าครับ....คุณรจนาไฉนอยู่ข้างนอก แต่ยังไม่ยอมกลับไป”
“ปล่อยเค้า อยากอยู่ก็อยู่ ดูสิว่าจะทนได้เท่าไหร่”
“แต่ว่า...ข้างนอกฝนกำลังจะตกนะนาย”
ปัทม์ไม่สนใจทำงานต่อไป ชิสงสารรจนาไฉน เข้าไปขอร้องปัทม์
“นายไปไล่ให้กลับไปที่พักเถอะ ถ้าโดนฝนอีกมีหวังไข้กลับแน่นาย”
ปัทม์ไม่สนใจ ทำงานต่อไป
“นาย...สั่งให้ชิไปลากคุณรจนาไฉนกลับไปห้องพักก็ได้ สั่งมาเลยนาย”
ปัทม์ทนรำคาญไม่ไหว หันมาบอกชิ
“ฉันขอสั่งให้แก”
ชิลุ้นคิดว่า ปัทม์จะสั่งให้ไปจัดการกับรจนาไฉน
“หุบปากซะ”
ชิดีใจ
“ครับนาย!”
ชิจะรีบออกไป แต่นึกได้....
“นาย!”
ปัทม์ไม่สนใจเดินไปทำงานต่อ ชิกังวลใจมาก
“ยืนตากฝนอย่างนี้ มีหวังตายแน่”

เสียงฟ้าร้อง...ฝนตกลงมา รจนาไฉนยืนไม่สะทกสะท้าน ท่ามกลางสายฝน เธอยังคงยืนตะโกนหน้าโรงอบชา
“คนใจร้าย จ่ายเงินฉันมาได้แล้ว คนใจร้ายจ่ายเงินฉันมา ฉันต้องการเงิน”
ปัทม์ยืนมองที่มุมหนึ่งภายในโรงอบชาเห็นรจนาไฉนยืนตากฝนเรียกร้องเงิน
“ในที่สุดเธอก็เผยธาตุแท้ของเธอออกมา สิ่งเดียวที่เธอต้องการคือเงิน”
แสงฟ้าแลบทาบบนหน้าปัทม์ที่มองดูรจนาไฉนด้วยความสมเพช
ชิเดินเข้ามาหาปัทม์
“นายครับ คือ เธอจะแย่”
ปัทม์ตวาดลั่น
“ฉันสั่งให้เงียบ”
ชิชะงัก แต่สีหน้าไม่สบายใจเป็นอย่างมาก ปัทม์ทำเป็นไม่สนใจ
“เอาเงินของฉันมา ฉันต้องการเงิน เงินของฉัน”
บริเวณหน้าโรงอบชา รจนาไฉนยังคงยืนอยู่ ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ

เวลาเย็นใกล้ค่ำ วันเดียวกัน พ.ต.ท. ปวุฒิ ไตรพงษ์รัชตะในชุดตำรวจ เพิ่งกลับจากทำงาน เดินเข้าบ้าน
เขาวางของลงและรู้สึกแปลกใจ ได้ยินเสียงออกมาจากห้องครัว ปวุฒิแปลกใจว่าใคร
ปวุฒิเดินเข้าไปมองเห็นด้านหลัง...เห็นผู้หญิงคนหนึ่งก็ชะงักไปนิดหนึ่ง
“กลับมาแล้วเหรอคะ”
“คุณพบ”
“กลับมาจากทำงานเหนื่อย ๆ อะไรจะสุขเท่าได้ทานอาหารอร่อยพร้อมกับคนที่รักเรามากที่สุด จริงมั้ยคะ”
โลมฤทัยทำอาหารต่อนิดหนึ่ง
“รอแป๊บนะคะ ใกล้จะเสร็จแล้วค่ะ”
ปวุฒิผละออกจากโลมฤทัยทันที สีหน้าเปลี่ยนไป
“ต่อไปนี้คุณปวุฒิไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารแล้วนะคะ พบจะเป็นคนรับภาระนี้ให้คุณเอง”
โลมฤทัยตักอาหารเสร็จกำลังจะยกไปวางบนโต๊ะ ปวุฒิจ้องมองชุดที่โลมฤทัยใส่...
“พบรู้ว่าผู้ชายบางคนชอบผู้หญิงหวาน น่ารัก.. รับผิดชอบทำงานบ้าน เป็นแม่บ้านแม่เรือน คงคาดไม่ถึงใช่มั้ยคะว่าพบจะทำแบบนี้ได้”
“คุณเอาชุดคุณเพื่อนมาใส่”
“เปล่านะคะ แต่พบมาคิด ๆ ดูแล้ว พบเริ่มเบื่อตัวเองที่ต้องทำตัวทันสมัย เปรี้ยวตามสังคมยุคใหม่ ความจริงการใช้ชีวิตเรียบง่ายตามแบบที่ผู้หญิงควรจะเป็น มันก็มีความสุขดีนะคะ”
โลมฤทัยหันมาเผชิญหน้ากับปวุฒิด้วยสีหน้าจริงจัง
“ความรัก...ทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงได้เสมอค่ะ พบเคยบอกคุณปวุฒิแล้วไงคะ พบรักคุณ... พบจะยอมทำทุกอย่างให้คุณปวุฒิมีความสุข และรักพบ”
ปวุฒิอึ้ง ไม่คิดว่าโลมฤทัยจะยอมเปลี่ยนตัวเองได้ขนาดนี้ เธอเดินถืออาหารออกไป

ปวุฒิอึ้งอยู่อย่างนั้น พูดอะไรไม่ออกแล้วเดินตามออกไป
โลมฤทัยเอาอาหารวางบนโต๊ะ บนโต๊ะมีดอกไม้เชิง เทียนประดับไว้เรียบร้อย ปวุฒิเดินตามเข้ามาก็อดแปลกใจไม่ได้ ไม่คิดว่าโลมฤทัยจะยอมเปลี่ยนตัวเองได้ขนาดนี้
“เชิญนั่งสิคะ”
โลมฤทัยเข้ามาเชื้อเชิญให้ปวุฒินั่งลง เขาจำยอมนั่งลงด้วยมารยาท
“พบรับรองค่ะว่ารสชาติอาหารก็ถูกใจไม่แพ้การตกแต่ง”
โลมฤทัยจะตักข้าวให้ปวุฒิ
“ไม่ต้องครับ ผมไม่หิว”
โลมฤทัยผิดหวังที่ปวุฒิยังคงเย็นชากับเธอ แต่เธอไม่ละความพยายาม
“ลองชิมสักหน่อยนะคะ พบอุตส่าห์ไปเรียนมา”
โลมฤทัยตักอาหารใส่จาน
“พบไม่เคยทำให้ใครทานมาก่อนนะคะ คุณคือผู้ชายคนแรกที่ได้ทานอาหารฝีมือของพบ”
โลมฤทัยยกจานมาให้ แต่ปวุฒิยังคงนั่งเฉย
“พบป้อนให้นะคะ”
โลมฤทัยตักอาหารจะป้อนให้ปวุฒิ เขาผลักออก...แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้
“คุณกลับไปเถอะ”
โลมฤทัยหมดความอดทน
“เลิกเย็นชากับพบซะทีได้มั้ยคะ...บอกมาสิคะพบทำอะไรผิด คุณก็รู้ว่าเราสองคนรู้จักกันก่อน แต่พอคุณเจอพี่เพื่อน พี่เพื่อนก็แย่งคุณไป”
“คุณเพื่อนไม่ได้แย่งผมไป”
โลมฤทัยเสียใจแต่ไม่ยอมแพ้ โผเข้ามากอดปวุฒิ
“แต่พบรักคุณ คุณคือผู้ชายคนเดียวที่พบรัก”
โลมฤทัยเริ่มกอดสัมผัส ปวุฒิอึดอัดใจ
“อย่าทำอย่างนี้เลย...มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกแย่กับคุณมากขึ้น”
โลมฤทัยผิดหวัง เดินเข้ามาต่อว่าปวุฒิ
“พี่เพื่อนใช้มารยายังไง คุณปวุฒิถึงได้รักได้หลง บอกมาสิคะ พบจะได้ทำเหมือนพี่เพื่อน”
ปวุฒิรู้สึกแย่ ไม่พูดจาอะไร โลมฤทัยเริ่มถอดกระดุมเสื้อ ยั่วยวนปวุฒิ
“แบบนี้ใช่มั้ยคะ ที่พี่เพื่อนทำให้คุณพอใจ”
ปวุฒิเดินตรงไปหาโลมฤทัย เธอยิ้มและคิดว่าปวุฒิตกบ่วงเสน่หาของเธอ ปวุฒิเดินเข้าไปหา แล้วกระซิบบอกโลมฤทัย
“หยุดเถอะ สิ่งที่คุณทำมันยิ่งทำให้คุณค่าในตัวคุณลดลง”
โลมฤทัยผิดหวังมาก ปวุฒิยืนจ้องมองโลมฤทัย
“คุณมาแทนที่คุณเพื่อนไม่ได้หรอก เพราะสิ่งที่คุณเพื่อนมี แต่คุณไม่มีคือ ความเป็นกุลสตรี และ ศักดิ์ศรี!”
ปวุฒิเดินออกไปจากบ้าน โลมฤทัยผิดหวังและเสียใจมาก
โลมฤทัยน้ำตาตก ได้แต่มองปวุฒิเดินออกไปจากบ้าน

ภายนอกโรงอบชา สายฝนยังตกอย่างต่อเนื่อง... รจนาไฉนยืนกลางสายฝน
“เอาเงินมาให้ฉัน คุณต้องจ่ายเงินฉัน”
สภาพร่างกายรจนาไฉนเริ่มไม่ไหว แต่พยายามฝืนพูด
“คุณปัทม์ คุณต้องรักษาสัญญา”
เธอพูดได้ไม่จบประโยคก็ทรุดตัวล้มลง
ปัทม์ยืนมองจากภายในโรงอบชาเห็นเธอล้มลงก็นึกเป็นห่วง แต่เธอยังใจแข็งพยายามฝืนลุกขึ้นมา
“คุณพ่อคะ เพื่อนขอโทษค่ะ เพื่อนหาเงินไปรักษาคุณพ่อไม่ได้”

รจนาไฉนเป็นลมล้งลงไปนอนกองกับพื้น... ปัทม์ยืนมองเห็นรจนาไฉนนอนนิ่งท่ามกลางสายฝน.ก็นึกเป็นห่วง รีบเดินออกไป
ปัทม์เร่งรีบเดินออกไปด้วยความเป็นห่วง จนเดินชนกับของภายในโรงอบชา ทันทีที่เปิดประตูโรงอบชาออกมาเห็นรจนาไฉนนอนสลบไสลอยู่ เขาจะเดินเข้าไปหา แต่แล้วก็ต้องหยุดกึกทันที เพราะพ่อเลี้ยงพูนทวีวิ่งตัดหน้าเข้ามาก่อน
“คุณเพื่อน!”
ปัทม์หยุด ไม่อยากแสดงให้พูนทวีเห็นว่า เขาห่วงใยรจนาไฉนเพียงใด พูนทวีเข้าไปดูรจนาไฉน
“คุณเพื่อน...คุณเป็นยังไงบ้าง”
รจนาไฉนนอนไม่ได้สติในอ้อมกอดพูนทวี เขารีบอุ้มรจนาไฉนเพื่อพากลับไปที่พัก ปัทม์ยืนมองอย่างไม่พอใจนัก ที่มีคนมาดูแลรจนาไฉน

ภายในห้องนอน หมอตรวจอาการรจนาไฉนเสร็จ พูนทวีรีบเข้าไปถามอาการ จันทร์เจ้ายืนอยู่ด้านหลัง
“แค่เป็นไข้ครับ ไม่มีโรคอื่นแทรกซ้อน นี่ถ้าปล่อยให้ตากฝนนานกว่านี้ อาจเป็นปอดบวมได้”
“ขอบคุณคุณหมอมากครับ งั้นเดี๋ยวผมไปส่งที่รถนะครับ”
“ไม่เป็นไรหรอก...เชิญพ่อเลี้ยงดูแลแฟนเถอะ”
จันทร์เจ้าอึ้ง พูนทวีรีบออกตัว
“เอ่อ ไม่ใช่แฟนครับ...แต่คงอีกไม่นาน”
จันทร์เจ้าตกใจ ไม่คิดว่าพ่อเลี้ยงพูนทวีจะชอบรจนาไฉนมาก พูนทวีไหว้ลา หมอเดินออกไป
“จันทร์เจ้าเธอกลับไปพักได้แล้ว เดี๋ยวคืนนี้ฉันเฝ้าคุณเพื่อนเอง” พูนทวีบอก
จันทร์เจ้าอึ้ง
“จะดีเหรอเจ้า”
“ทำไมล่ะ...คนเป็นแฟนกันต้องดูแลกันสิ”
จันทร์เจ้ามองหน้าประมาณว่า แน่ใจแล้วเหรอ
พูนทวีคิดได้
“ฉันล้อเล่น เออ แล้วนี่นายเธอหายไปไหน ไม่ดูแลลูกน้องเลย...แล้วทำไมคุณเพื่อนถึงไปนอนที่หน้าโรงอบชา” พูนทวีสงสัย

ภายในห้องนั่งเล่นในบ้านปัทมกุล เวลากลางคืน พูนทวีเดินเข้ามาในบ้านประชดประชันปัทม์
“เจ้าของไร่ชา....นั่งจิบชาสบายใจ”
ปัทม์นั่งดื่มชาอย่างสบายอารมณ์
“จะให้ฉันจิบไวน์รึไง”
“กวนนะแก... นี่ถ้าไม่เห็นว่าเป็นเจ้าบ้าน โดนไปแล้ว”
ปัทม์ไม่สนใจนั่งจิบชาต่อไปอย่างใจเย็น พูนทวีนั่งลง แล้วต่อว่าทันที
“แกปล่อยให้คุณเพื่อนไปยืนตากฝนได้ไง”
“หน้าที่ของเจ้านายจำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องของคนงานเหรอ”
“ฉันชักจะสงสัยแล้ว ตกลงคุณเพื่อนเค้าเป็นคนงานแน่เหรอ”
“แกถามทำไม”
“ก็ฉันสงสัย คนงานอะไรจะผิวพรรณ ท่าทางดีมีการศึกษาแบบนั้น”
“เพิ่งรู้ว่านอกจากแกจะทำไร่สตอเบอรี่แล้ว แกยังเป็นซินแสดูโหงวเฮ้ง เค้าจะเป็นอะไรฉันไม่สนใจจะจำ ก็แค่คนงานคนหนึ่ง”
พูนทวีจ้องหน้าปัทม์
“อย่านอกเรื่อง แกปิดปังอะไรฉันเกี่ยวกับคุณเพื่อนรึเปล่า”
“ไม่มี ชัดมั้ย มีอะไรมั้ย”
ปัทม์จ้องหน้าพูนทวีอย่างเอาเรื่อง พูนทวีแก้เก้อ
“ไม่มีก็ได้... แต่สำหรับคุณเพื่อนแกต้องดูแล เพราะเธอน่ารักและเป็นคนดี”
“ถ้าจะมาโวยวายเพราะเรื่องนี้ก็ออกไปได้แล้ว ทำลายบรรยากาศจิบชาของฉัน”
ปัทม์ไม่สนใจ จิบชาต่อไป พูนทวีหมั่นไส้เข้ามาแย่งแก้วชาออก...
“แกพูดความจริงมา คุณเพื่อนไปนอนหมดสติที่หน้าโรงอบชาได้ไง...มันเกิดอะไรขึ้น”
“ฉันไม่รู้”
“แกรู้ เพราะแกผิดสัญญา ไม่จ่ายเงินให้เค้า”
ปัทม์มองหน้าพูนทวี แปลกใจที่พูนทวีรู้เรื่อง
“แม่นั่นฟ้องแก”
“เปล่า! ฉันแค่ได้ยินเค้าละเมอเรื่องเงินอะไรสักอย่าง ก็เดาเอา ใช่มั้ย”
“รู้แล้วจะมาถามทำไม”
“ถามจริงเหอะ... แกจงเกลียดจงชังอะไรคุณเพื่อนนักหนาวะ”
“ฉันไม่ได้เกลียด แค่ไม่สนใจ”
“โอเค ถ้าแกไม่สนใจก็ดี งั้นฉันขอ”
ปัทม์มองหน้าพูนทวี แปลกใจว่าพูนทวีจะขออะไร
“ฉันขอให้ความสำคัญกับเธอ เธอเป็นเทพธิดาดอยกลอยใจของฉัน ฉันจะดูแลผู้หญิงคนนี้เอง”
ปัทม์มองหน้าจะค้าน แต่พูนทวีรวบรัดตัดความ
“ตกลงตามนี้ ต่อไปฉันจะทำอะไรก็อย่าขัด ขอบใจมาก ลาก่อน”

พูนทวีเดินร้องเพลงออกไปอย่างอารมณ์ดี... ปัทม์มองตามแล้วคิดอะไรบางอย่าง
ปัทม์เดินเข้ามาในห้องนอนรจนาไฉนและยืนมองดูเธอ
“ทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองไม่สบาย ยังยอมทรมานร่างกายไปยืนตากฝน เธ
กำลังโหลดความคิดเห็น...