xs
sm
md
lg

มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ตอนที่ 4

เผยแพร่:

มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ตอนที่ 4

วราห์พยายามอุดปากไม่ให้รจนาไฉนร้องเสียงดัง รจนาไฉนพยายามจะดิ้นสุดแรงเกิด

“ปล่อยฉัน”
“บอกมาเลยว่าต้องการเท่าไหร่”
รจนาไฉนทั้งแค้นทั้งโกรธ
“ฉันไม่ต้องการ ปล่อยฉัน ปล่อย”
“จะเรื่องเยอะไปถึงไหนวะ”
วราห์โกรธ บิดข้อมือรจนาไฉน
“โอ๊ย”
ปัทม์มองเห็นรจนาไฉนกำลังถูกวราห์รังแกจะเข้าไปช่วย ทันใดนั้นพ่อเลี้ยงพูนทวีก็พุ่งเข้ามาจากมุมหนึ่ง ตรงเข้าไปผลักอกปลัดวราห์อย่างแรง ต่อยสวนออกไปทันที รจนาไฉนรีบวิ่งไปหลบหลังพ่อเลี้ยงด้วยความตกใจกลัว
“คุณทำอะไรของคุณ”
“อย่าซีเรียสสิพ่อเลี้ยง จะอะไรนักหนากะอีแค่คนงาน ผมก็ขำ ๆ”
“ถึงจะเป็นแค่คนงาน แต่ก็มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เหมือนคุณเหมือนผม คุณไม่มีสิทธิ์รังแกเขา”
รจนาไฉนที่หลบอยู่ด้านหลังพ่อเลี้ยงเหลือบไปเห็นปัทม์ยืนดูอยู่ รจนาไฉนมองปัทม์ด้วยสายตาปวดร้าว ปัทม์หลบตาจแล้วรีบเดินออกไปทันที
“จะหวงก้างไว้กินเองเหรอ” วราห์ว่า
“พูดอีกคำเดียว ผมต่อยคุณฟันร่วงหมดปากแน่ ออกไป” พูนทวีพูดพลางชี้นิ้วสั่ง
ปลัดวราห์ไม่พอใจเหลือบมองรจนาไฉนที่ก้มหน้าหลบอยู่หลังพูนทวีด้วยความเสียดาย ก่อนจะเดินออกไป เธอเจ็บใจ อับอายจนน้ำตาร่วง
พ่อเลี้ยงพูนทวีหันมาเห็น นึกสงสารและเห็นใจรจนาไฉน
“เป็นอะไรมากมั้ย เจ็บตรงไหนรึเปล่าไ
“ขอบคุณนะคะที่มาช่วยฉัน...ขอบคุณมากค่ะ”
รจนาไฉนรีบปลีกตัวออกไปก่อนที่พ่อเลี้ยงพูนทวีจะเห็นน้ำตา เขาจะขยับตามไป แต่เธอรีบห้าม
“ได้โปรดเถอะค่ะ ขอให้ฉันได้อยู่คนเดียวไ
พ่อเลี้ยงพูนทวีมองตามรจนาไฉนที่เดินออกไปอย่างเห็นอกเห็นใจ

ปัทม์ยืนนิ่ง ส่งสายตาออกไปนอกหน้าต่างที่ห้องทำงาน เหมือนกำลังรู้สึกผิดกับเรื่องที่ตัวเองก่อไว้กับรจนาไฉน ที่ทำให้เธอต้องโดนดูถูกรังแก เขามองเธอผ่านหน้าต่าง เห็นรจนาไฉนเดินร้องไห้ไปตามทิวไร่ชาที่ลดหลั่นกันลงไปอย่างน่าสงสารมาก ปัทม์สีหน้าเครียด รู้สึกผิดมากขึ้นเรื่อย ๆ พูนทวีเดินเข้ามา
“ช่วยอธิบายให้ฉันเข้าใจหน่อยได้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น”
“มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด” ปัทม์บอก
“เข้าใจผิด”
“ปลัดวราห์คงเข้าใจว่าผู้หญิงคนนั้นง่าย”
“จะบ้ารึเปล่า จู่ ๆ เข้าใจอย่างนั้นได้ไง มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น มีใครปากเสีย พูดอะไรเข้าหูรึเปล่า”
ปัทม์ยิ่งรู้สึกผิด
“คงงั้นมั้ง”
“ใคร”
ปัทม์รีบเปลี่ยนเรื่องพูดเพื่อกลบเกลื่อน
“แกมาที่นี่มีธุระอะไรรึเปล่า”
พูนทวียิ้มๆ
“ธุระของหัวใจ...ก็แค่ห่วงเทพธิดาดอยของฉันว่าจะหายป่วยรึยัง แหม..ฉันเป็นพระเอกมาช่วยได้ทันเหตุการณ์พอดีเลย แกว่ามั้ย”
“แล้วทำไมไม่ไปดูแลกันต่อ” ปัทม์ถาม
“จะทำอยู่แล้ว...แต่เจ้าหล่อนยังไม่สบายใจ น้ำตาซึมเดินหนีไปแล้ว”
ปัทม์ชะงักไปทันที ที่ได้ยินพูนทวีพูดว่ารจนาไฉนน้ำตาซึม
“เฮ้อ..เลยเสียฤกษ์เลย กะว่าวันนี้จะพาไปเที่ยวท้ายไร่ซะหน่อย แกอย่าเหี้ยมนักสิวะ ฉันบอกแล้วไงว่าฝากดูแลให้ด้วย นางฟ้าคนเนี้ยฉันรักจริงหวังผูกพันข้ามภพข้ามชาตินะโว้ย”
ปัทม์ไม่ได้ฟังคำพูดของพูนทวีเท่าไรนัก คิดถึงเรื่องที่ทำให้รจนาไฉนไม่สบายใจ ขยับจะเดินออกไป
“อ้าว...จะไปไหน”
“มีธุระที่โรงบ่ม ขอตัวแป๊บนึง...”
ปัทม์เดินออกไปด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก

รจนาไฉนเดินร้องไห้มาตามทางทิวแถวของไร่ชา เธอหยุดยืนร้องไห้อยู่คนเดียว ปัทม์เดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วงและรู้สึกผิด
“เจ็บรึเปล่า”
รจนาไฉนมองปัทม์อย่างเจ็บปวดกับคำถาม เธอตบหน้าเขาไปทีหนึ่ง
“สมใจคุณแล้วใช่มั้ย สะใจคุณรึยังที่เห็นฉันถูกย่ำยีศักดิ์ศรี”
“ฉันไม่ได้...”
“ฉันถูกผู้ชายคนนั้นล่วงเกินน้อยเกินไปใช่มั้ย”
“ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
“คุณตั้งใจ! คุณตั้งใจทำร้ายฉันทุกอย่าง คุณถูกเหยียดหยามฉันแค่ไหน ฉันอดทน คุณตั้งใจใช้งานฉันเยี่ยงทาส ฉันไม่เคยปริปาก ยอมทำตามความต้องการคุณทุกอย่าง”
“ฟังฉันก่อนสิ ฉัน...”
“คุณนั่นแหละที่ต้องฟังฉัน”

ปัทม์อึ้ง
 
“ฉันไม่ใช่คนที่มีค่า เป็นแค่กาฝาก เป็นแค่ลูกกำพร้าที่พ่อกับแม่ขอมาเลี้ยง ฉันสำนึกตัวเองดีว่าไม่มีเกียรติพอที่จะขอให้คุณยกย่อง”
 
รจนาไฉนสะเทือนใจหนัก ปวดร้าวอย่างที่สุด ปัทม์พูดอะไรไม่ออก
“แต่ฉันขอได้มั้ย ฉันขอความเมตตา ขอพื้นที่เล็ก ๆ ให้ฉันได้ยืนในฐานะมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีคนหนึ่ง... จะได้มั้ย”
รจนาไฉนอ้อนวอนปัทม์ทั้งน้ำตา ปัทม์ทนไม่ไหว กลัวตัวเองจะแสดงท่าทีใจอ่อนออกมา ปัทม์เสียงเข้ม
“หยุดเพ้อเจ้อซะที...ไร้สาระ”
รจนาไฉนอึ้ง คิดไม่ถึงว่าปัทม์จะยังใจดำ
“ในที่สุดคุณก็ไม่เคยเข้าใจ และคงไม่มีวันเข้าใจ ฉันไม่น่าเสียเวลาอ้อนวอนคุณเลย ฉันน่าจะรู้ตั้งแต่แรกว่ามันไม่ได้ผล กับพวกหัวใจหยาบ คุณมันไม่ใช่คน”
รจนาเสียใจ วิ่งร้องไห้ออกไป ปัทม์อึ้งเสียใจกับการกระทำของตัวเอง

รจนาไฉนเปิดประตูเข้ามาในห้องห้องนอนแล้วปิดประตู เธอปล่อยโฮ... ร้องไห้ออกมาอย่างหนักที่ถูกรังแกทั้งทางร่างกายและจิตใจ เจ็บปวดที่ต้องเผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง

ที่หน้าผา ปัทม์ยืนเครียด จ้องมองหลุมศพของแสงจันทร์ ภรรยาเก่า ก่อนละสายตาเหม่อมองออกไปเบื้องหน้า เขารู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก ถามตัวเอง
“ฉันน่ะเหรอที่หัวใจหยาบ.. ไม่ใช่คน”

เวลากลางคืน หน้าเรือนรจนาไฉนอาศัยอยู่ เธอเปิดหน้าต่างออกและยังคงเสียใจ ร้องไห้น้ำตาซึม ทรุดตัวพิงหน้าต่างนั้นด้วยสีหน้าและแววตาเศร้าหมอง
มุมมืดด้านหนึ่ง ปัทม์ยืนมองเข้าไปในเรือนคนใช้ ด้วยความรู้สึกเป็นห่วง ก่อนตัดสินใจหันหลังเดินออกไป รจนาไฉนยังคงเศร้าอยู่ตรงนั้น

เช้าวันใหม่ ภายในห้องนอน รจนาไฉนในชุดเดิม สะดุ้งตื่น รีบลุกขึ้นจากเตียงด้วยความตกใจ เมื่อเห็นแสงสว่างที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง
เธอแต่งตัวใหม่เรียบร้อยแล้วสำรวจตัวเองที่หน้ากระจก ยกข้อมือขึ้นมาดูเห็นรอยบีบเขียวช้ำจากที่โดนวราห์ลวนลามเมื่อวาน เธอรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวในใจ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น รจนาไฉนสะดุ้ง รีบไปเปิดประตู ปยงค์ยืนหน้าบึ้งอยู่ที่ประตู
“คุณปยงค์”
ปยงค์เตรียมจะทายาหม่อง
“ไหนข้อมือข้างไหนที่เจ็บ ฉันจะนวดให้”
รจนาไฉนแปลกใจ
“รู้ได้ยังไงคะว่าฉันเจ็บข้อมือ”
“รู้ก็แล้วกัน จะนวดรึไม่นวด”
“ไม่นวดก็ได้ค่ะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก”
“เฮ้ย! ไม่นวดไม่ได้ ให้นวดก็ต้องนวด ส่งมือมาเร็ว ๆ”
รจนาไฉนยื่นมือให้ ปยงค์นวดให้อย่างไม่เต็มใจนัก
“หัดระวังตัวหน่อย หล่อนเป็นผู้หญิงนะ คิดยังไงไปยืนอยู่คนเดียวตรงนั้น”
รจนาไฉนอาย คิดว่าปยงค์รู้เรื่องวราห์
“เอ้อ... คือฉันไม่คิดว่าเขาจะ”
“ทีหลังต้องคิดสิ มีสมองรึเปล่า รึว่าสวยอย่างเดียว”
รจนาไฉนกล้ำกลืนความอับอาย
“ไม้กองพะเนินแบบนั้น คนฉลาด ๆ เขาไม่ไปยืนพิงหรอก โดนไม้ฟาดซะข้อมือช้ำ เป็นไงล่ะ”
“ไม้ฟาด”
“รึไม่ใช่”
“ค่ะ ฉันถูกไม้ฟาดข้อมือ”

รจนาไฉนแอบโล่งใจที่ปยงค์ไม่รู้เรื่อง
 
ในมุมใกล้ๆกัน ชิกับจันทร์เจ้าเดินเข้ามาแอบมองปยงค์กำลังนวดข้อมือให้รจนาไฉนแล้วแปลกใจ
 
“อุ๊ย...ฟ้าจะผ่าแผ่นดินจะแยก”
จันทร์เจ้าบอกหลังจากมองไปเห็นปยงค์นวดให้รจนาไฉน
“พี่ชิ...เห็นเหมือนฉันมั้ย ป้าปยงค์เอาขี้ผึ้งหลวงมานวดให้เพื่อน เฮ้ย...เอามาได้ยังไง เจ้าของเขาอนุญาตแล้วเหรอ”
“ถ้าไม่อนุญาตจะกล้าเรอะ ถ้าเดาไม่ผิดเนี่ย..ก็มีแต่เจ้าของขี้ผึ้งนั่นแหละ ที่จะใช้ป้ามหาภัยทำเรื่องดี ๆ แบบนี้ได้”
จันทร์เจ้ารำพึงอย่างแปลกใจ
“คุณปัทม์น่ะเหรอใช้”
ปยงค์ยังคงนวดให้รจนาไฉนต่อไป

หน้าโรงบ่มชา เวลาต่อเนื่อง ปัทม์ยืนดูคนงานขนใบชาเข้าไปในโรงบ่มด้วยท่าทางน่าเกรงขาม หน่อเอและพวกเดินเข้ามา สายตาของหน่อเอสำรวจไปทั่ว ๆ ไร่ชาอย่างเก็บข้อมูล
หน่อเอและพวกมายืนตรงหน้าปัทม์ ทั้งสองเผชิญหน้ากัน
“ไม่คิดว่าแกจะมาตามสัญญา”
“หน่อเอไม่เคยผิดคำพูดกับใคร”
“รวมทั้งพวกที่ใช้ให้แกขนยาด้วยใช่มั้ย”
หน่อเอตัดบท
“ไม่ใช่เรื่องของแก จะให้พวกฉันทำอะไร”
หน้าโกดังเก็บใบชา ที่มีลักษณะเป็นเหมือนโรงไม้เก่า ไม่ได้เป็นซิเมนต์ใหญ่แน่นหนาอะไรนัก เหมือนเป็นโรงไม้เก่าที่ปัทม์ใช้ประยุกต์ซ่อมแซม เพื่อเก็บชาที่บรรจุกล่องแล้วเท่านั้น หน่อเอและพวกกำลังแบกลังใส่ชาลำเลียงออกจากโกดังมาขึ้นรถบรรทุก
ปัทม์และชิยืนดูอยู่จากมุมหนึ่ง ชิรู้สึกไม่ไว้ใจพวกของหน่อเอนัก
“ชิไม่ไว้ใจมัน มันไม่เคยจงรักภักดีกับใคร”
“ไม่จำเป็นต้องจงรักภักดีกับฉัน เราให้หน่อเอทำงานที่ไร่ปัทมกุลก็ถือว่าช่วยชาติทางหนึ่ง มันจะได้ไม่มีโอกาสค้ายาอีก”
หน่อเอรู้สึกอึดอัดที่สังเกตเห็นว่า ปัทม์เฝ้าดูอยู่ เขากระแทกลังลงพื้นอย่างโมโห
พวกหน่อเอ1บอก
“มันไม่ไว้ใจ จับตามองเราทุกฝีก้าว”
หน่อเอชำเลืองมองปัทม์อย่างเคียดแค้น
“คนเมืองมีแต่หาประโยชน์จากพวกเรา หน่อเอไม่ยอมให้ใครมาข่มเหงแน่ คนเมืองอย่างมันต้องรู้สึก”
หน่อเอมองลังใส่ใบชาในโกดังอย่างใช้ความคิด

ในครัวบ้านปัทมกุล เวลากลางคืน จันทร์เจ้ากำลังเตรียมอุปกรณ์ชุดชงชา อาทิ กา ถ้วยชา และกระปุกชา รจนาไฉนกำลังเช็ดจานเก็บเข้าที่
“ยังเจ็บข้อมืออยู่รึเปล่า” จันทร์เจ้าถาม
“นิดหน่อย”
“เพื่อนเคยดื่มชามั้ย”
“ก็...เคยดื่มบ้าง”
“ชาดีกับสุขภาพนะเจ้า คุณปัทม์ชอบดื่มหลังอาหาร”
“เพราะมันจะช่วยย่อยสลายไขมัน ลดคลอเลสเตอรอลนี่จ๊ะ”
“เพื่อนรู้ด้วยเหรอ จันทร์เจ้ายังไม่รู้เลยนะ รู้แต่ว่ามันดี”
รจนาไฉนหยิบกระปุกชาขึ้นมาดู
“เคยอ่านจากหนังสือ ชาอู่หลงก็ดีนะ เหมาะสำหรับคนเครียดและเจ้าอารมณ์อย่างคุณปัทม์”
ปัทม์เข้ามาพอดีตรงประโยคที่รจนาไฉนพูดถึงตัวเอง
“จันทร์เจ้า”
รจนาไฉนและจันทร์เจ้าสะดุ้งโหยง รจนาไฉนรีบวางกระปุกชาลง จันทร์เจ้ารีบไปต้มน้ำในกา
“กำลังต้มน้ำเจ้า จะเสร็จเดี๋ยวนี้ล่ะเจ้า”
ปัทม์หันมาพูดกับรจนาไฉน
“เป็นปกติแล้วนี่ ดีนะที่ไม่ถึงตาย”
รจนาไฉนไม่ยอมมองหน้าปัทม์
ปัทม์พูดกับจันทร์เจ้า
“ไปทำอย่างอื่นไป”
“แต่จันทร์เจ้าต้องชงชา”
“ให้คนรู้ดีเขาทำสิ”
“แต่เพื่อนเจ็บข้อมือ”
ปัทม์เสียงเข้ม
“บอกให้ออกไป”
“เจ้า”

จันทร์เจ้ารีบออกไป รจนาไฉนยืดตัวตรงไม่มองหน้า ปัทม์สังเกตข้อมือของรจนาไฉน ยังเห็นรอยเขียวช้ำ
 
บริเวณโถงโล่งภายในบ้าน มีโต๊ะญี่ปุ่นขนาดเล็กวางอยู่ตรงกลางโถง บนโต๊ะมีอุปกรณ์สำหรับชงชาวางเรียงรายอยู่ครบ ทั้งกาน้ำชา ถ้วยชาพร้อมฝาและจานรอง กล่องใส่ชาแบบสวยงาม ปัทม์เดินนำรจนาไฉนเข้ามา
 
“ช่วยแสดงให้ดูหน่อย...ว่าลูกผู้ดีตกยากอย่างเธอชงชาได้เก่งเหมือนปากพูด”
“คุณว่าไงนะ”
“ฉันคิดว่าเธอชงชาไม่ได้เรื่อง”
“มั่นใจอย่างนั้นเลยเหรอคะ”
“ที่สุด”
รจนาไฉนเจ็บใจที่ถูกดูถูก มองไปที่อุปกรณ์กลางโถงนั้น แล้วหันมามองปัทม์ที่ยิ้มอย่างท้าทาย

รจนาไฉนนั่งอยู่กลางโถง เธอกำลังดำเนินการชงชาตามกระบวนการและกรรมวิธีที่ถูกต้องและสวยงาม ปัทม์นั่งกอดอกมองเธออย่างตั้งใจ แววตาดูชื่นชอบ ชื่นชมและหลงใหลโดยไม่รู้ตัว เขาเห็นลีลาการชงชาแบบสวยงามมาก
รจนาไฉนจัดการเทน้ำเดือดลงในกาชา แล้วเททิ้ง ปัทม์มองอย่างอึ้ง ๆ เธอตักใบชาลงในกา แล้วเทน้ำร้อนลงไป โดยเทในระดับสูงเพียงครึ่งแล้วปิดฝา แล้วเทน้ำทิ้ง ปัทม์อึ้งอีก
รจนาไฉนหันมามองเย้ยปัทม์ แล้วเทน้ำร้อนลงไปในกาอีกครั้ง แล้วปิดฝาเอาไว้
“ตอนนี้ฉันปลุกใบชาให้ตื่นจากหลับแล้ว... รออีก 1 นาที แล้วถึงจะดื่มได้ ฉันทำทุกอย่างถูกต้องรึเปล่า”
“ไม่ถูก”
“ทำไม”
“ฉันไม่ใช้ชาชุดนี้ เอาชุดโน้น”
ปัทม์ชี้ไปที่ชุดชาอีกชุดที่วางอยู่
“ชงใหม่!”
ปัทม์ยิ้มเยาะเดินออกไป รจนาไฉนเจ็บใจ

รจนาไฉนเพิ่งดำเนินการชงชาถ้วยใหม่เสร็จ ยกให้ปัทม์ แต่ปัทม์ส่ายหน้าไม่รับ
“ฉันไม่ดื่มชาถ้วยนี้”
“ทำไม”
“เปลี่ยนใจ ใช้ชุดกาชุดเก่าดีกว่า”
“อะไรนะ”
“ฉันเปลี่ยนใจแล้ว อยากดื่มชาจากชุดเก่า”
รจนาไฉนสูดลมหายใจคล้ายต้องการระงับความรำคาญเต็มที่
“ชงใหม่”
รจนาไฉนระงับอารมณ์เต็มที่
“ก็ได้ค่ะ”
รจนาไฉนลุกขึ้น
“จะไปไหน”
“ไปเติมน้ำ น้ำที่เหลือไม่พอแล้ว”
“เร็ว ๆ นะ รีบไปรีบมาด้วย”
รจนาไฉนหันมาชะงักมองปัทม์ด้วยสายตาแปลกใจทำไมต้องให้รีบมา ปัทม์แกล้ง
“ฉันคิดถึง... ฮึ ๆ”
รจนาไฉนเดินออกไปแบบระงับอารมณ์เต็มที่ ปัทม์มองตามด้วยความสะใจ

ภายในห้องครัว รจนาไฉนมาเติมน้ำด้วยความขุ่นเคือง สายตาไปเจอะกับกระปุกใสใบหนึ่งที่ใส่เกลืออยู่เธอมองเกลือในกระปุกนั้น สายตามีเลศนัยแล้วอมยิ้มน้อย ๆ

รจนาไฉนส่งชาที่เพิ่งชงเสร็จอีกแก้วหนึ่งให้ปัทม์ ปัทม์สงวนท่าทีว่าจะรับดีรึไม่
“ถ้าไม่ดื่มคราวนี้ก็พอนะคะ ฉันเบื่อจะชงแล้ว”
“ดื่มสิดื่ม... เธออุตส่าห์ตั้งใจชงให้ทั้งที ไม่ดื่มได้ไง”
ปัทม์ยกถ้วยชาขึ้นดื่ม รจนาไฉนมองแล้วอมยิ้ม ปัทม์พ่นพรวดออกมา หน้าตาเหยเกเพราะเค็มปี๊ด
รจนาไฉนแอบยิ้มสะใจ แล้วทำเป็นแกล้งตกใจ
“ตายแล้ว เป็นอะไรรึเปล่าคะ”
“เธอ... ทำไมชาของเธอมันถึงเค็มถึงขนาดนี้”
“ปากคุณปัทม์เป็นอะไรรึเปล่าคะ เอ รึว่าอาจจะมีแผลในปากที่กำลังเน่า”
“แสบนักนะ”
“แสบด้วย ตายล่ะ งั้นคงต้องไปให้หมอเขาตรวจดูหน่อยนะคะ ถ้าปล่อยเอาไว้นานอาจจะลุกลาม ทำให้ปากเสียจนพูดไม่ได้ อึดอัดแย่เลย”
“เธอ…”
“จะแกล้งอะไรฉันอีกล่ะ คุณมันก็แค่คนขี้แพ้ ทนไม่ได้ที่เห็นฉันทำในสิ่งที่คุณคิดว่าทำไม่ได้ มันก็แค่นั้น”
“ทำไมเธอถึงคิดอย่างนั้น”
“ก็หรือไม่จริง...คุณใช้ให้ฉันชงชาก็เพราะคิดว่าฉันทำไม่ได้ แต่พอฉันทำได้ดีกว่าที่คุณคิด คุณก็หาเรื่องฉันอีก ถามจริงๆ เถอะ..คุณจะเรียกร้องความสนใจไปถึงไหน”

ปัทม์กอดอกมองรจนาไฉนด้วยแววตาดุดัน แต่รจนาไฉนไม่มีวี่แววว่าจะกลัว
มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ตอนที่ 4 (ต่อ)


“เอาเข้าจริง... ฉันอยากรู้นักว่าผู้ชายอย่างคุณทำอะไรได้บ้าง นอกจากขี้เก็ก... เอาแต่ใจตัวเอง เอาเปรียบคนอื่น แกล้งคนที่อ่อนแอกว่าไปวันๆ”

ปัทม์จ้องรจนาไฉนเขม็ง ลุกขึ้นแล้วออกคำสั่ง
“มานั่งตรงนี้”
รจนาไฉนนิ่ง
“ฉันสั่งให้เธอมานั่งตรงนี้”
“ฉันไม่จำเป็นต้องทำตาม”
“เธอต้องทำตาม เพราะฉันกำลังจะแสดงให้เห็นว่าผู้ชายอย่างฉันทำอะไรได้ดีกว่าที่เธอพูดบ้าง ฉันสั่งให้เธอมานั่งตรงนี้”
ทั้งเขาและเธอจ้องมองซึ่งกันและกันแบบไม่ยอมแพ้กันเลย

ปัทม์นั่งอยู่ที่กลางโถงบริเวณที่ชงชา ด้วยมาดเท่และสุขุม ด้านตรงกันข้ามกับปัทม์รจนาไฉนนั่งอยู่ เธอกำลังจ้องไปที่ปัทม์ที่กำลังวางมาดเท่
“ชา..ถือเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ ชาวจีนรู้จักการดื่มและปลูกชามากว่า 2000 ปี เชื่อว่าชามีคุณสมบัติช่วยชะล้างไขมัน สิ่งสกปรก และสารพิษ” ปัทม์ปรายตามองรจนาไฉนแล้วพูดต่อ
“เปรียบไปแล้ว ชาก็ไม่ต่างอะไรจากสตรีเพศมีทั้งความหอม หวานแลรสขม มีเสน่ห์ที่ซ่อนเร้น หากรู้เท่าทัน จะมีทั้งประโยชน์ และคุณค่าแก่เจ้าของ”
ปัทม์ขยับเข้าไปใกล้โต๊ะกลางที่ใช้ชงชา กำลังจะหยิบจับอุปกรณ์ต่าง ๆ
“ต่อไปนี้คือการชงชาสมุนไพร ศาสตร์แห่งโลกตะวันออก”
ปัทม์ตักใบชาออกมา
“เปรียบดั่งการพรอดรัก การชงชาที่มีรสนิยม.. เราต้องให้เวลากับการดอมดมกลิ่นหอมของใบชา โดยตักใบชาหนึ่งช้อนต่อน้ำหนึ่งถ้วย” ปัทม์บอก
ใบหน้าของปัทม์แสดงความหลงใหลในใบชา เธอเริ่มอึ้งและทึ่งในตัวปัทม์มากขึ้นเรื่อย ๆ
“คล้ายตอกย้ำพิศวาสแห่งความผูกพันในรัก เราจึงสามารถใช้กากชาที่เหลือจากการชงครั้งแรกซ้ำอีก 2 ถึง 3ครั้ง เพราะน้ำมันหอมระเหยและสารที่มีสรรพคุณในการบำบัดอื่น ๆ จะทยอยออกจากสมุนไพรอย่างต่อเนื่อง...โดยไม่ทำให้รสชาติเปลี่ยนไป”
ปัทม์เลือกโถและแก้วชาด้วยท่าทางชำนาญ
“ภาชนะบรรจุ เสมือนการสร้างบรรยากาศรสชาติของความใกล้ชิด เลือกโถหรือเหยือกแก้วทนความร้อน แทนโถหรือเหยือกกระเบื้องเคลือบ เพราะจะช่วยให้เห็นทัศนียภาพความสวยงามของชาสมุนไพรที่กำลังล่องลอยโต้โล้กับสายน้ำร้อน โถหรือเหยือกแก้วทนความร้อน ยังสามารถเก็บความร้อนได้ดีกว่า ไม่ทำให้รสชาติดั้งเดิมของชาเสียไป”
ปัทม์กำลังรินน้ำเดือด
“ดั่งลีลาแห่งรัก ที่ต้องปรุงแต่งให้อยู่ในศิลปของความพอดี น้ำที่ต้มจะต้องเป็นน้ำกรองและต้องเดือดได้ที่ ไม่ปล่อยให้เดือดนานเกินไปหรือเพียงแค่ร้อนจัดเท่านั้น เพราะน้ำที่เหมาะสม...จะเป็นหลักประกันว่ารสชาติและสรรพคุณของชาจะยังคงอยู่ครบถ้วน”
ปัทม์เทน้ำเดือดลงบนชา สายตาจับจ้องไปที่น้ำและใบชา
“เทน้ำเดือดได้ที่ลงบนชาเฝ้าดูการทำปฏิกิริยา ชาที่มีดอกและหน่ออ่อนจะสร้างความประทับใจได้มากเป็นพิเศษเมื่อถูกน้ำร้อน เพราะดอกและหน่ออ่อนจะค่อย ๆ เบ่งบานและส่ายไปมา คล้ายสิ่งมีชีวิตในท้องทะเล น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก”
ปัทม์วางแก้วและโถชา ลงบนโต๊ะชง
“ชาสมุนไพรที่ทำจากใบและดอก ควรแช่น้ำเดือดนานประมาณ 3-4 นาที แต่ถ้ามีผลและรากควรแช่ทิ้งไว้นาน 15 นาที เพื่อให้น้ำเดือดสกัดกลิ่นและรสชาติสรรพคุณทางยาออกมา”
รจนาไฉนมองปัทม์ด้วยสายตาทึ่ง ๆ ปัทม์ชงชาเสร็จก็ถือแก้วชาเดินตรงเข้ามาหา เธอเผลอเคลิบเคลิ้มไปกับท่าทางของปัทม์โดยไม่รู้ตัว
“การดื่มชา...เป็นอีกศาสตร์หนึ่งแห่งความเร้นลับ เพื่อการดื่มด่ำในรสชาติที่ถูกต้อง ริมฝีปากที่สัมผัสตรงกับถ้วยชาต้องแผ่วเบาและละมุนละไม เปรียบดั่งการ จุมพิตที่น่าทะนุถนอม มิใช่เร่าร้อนดุดัน”
ปัทม์เดินอ้อมเข้าไปทางด้านหลังของเธอพร้อมถ้วยชา ส่งท่อนแขนโอบเธอไว้ทางด้านหลัง.. คล้ายกำลังประคองถ้วยชาป้อนให้ถึงปาก ทั้งสองคนเหมือนกำลังประคองกอดกันหลวม ๆ โดยปัทม์ป้อนชาให้รจนาไฉน
“ได้กลิ่นหอมของใบชามั้ย”
ใบหน้าของปัทม์ตอนนี้อยู่ในตำแหน่งซอกคอของรจนาไฉน ปัทม์ทำเป็นสูดลมหายใจ
“น่าแปลกที่ทำไมวันนี้กลิ่นหอมของใบชาเปลี่ยนไป ไม่ใช่อย่างที่ผมคุ้นเคย”
รจนาไฉนเงยหน้าขึ้นมองปัทม์ แววตาอ่อนโยนคล้ายกำลังเคลิบเคลิ้มไปด้วย ริมฝีปากทั้งคู่เคลื่อนมาใกล้กันมากขึ้น ๆ เหมือนบังคับตัวเองไม่ได้
ปัทม์สีหน้าเปลี่ยนไป จากอ่อนโยนกลายเป็นเหมือนเหยียด
“มันไม่ใช่กลิ่นหอมของใบชา แต่เป็นกลิ่นของทุนนิยมที่ไม่น่าทะนุถนอมหรือน่าหลงใหลเลยสักนิด ผู้หญิงเห็นแก่เงินอย่างคุณ ไม่เหมาะสมจะลิ้มรสความหอมหวลของชาถ้วยนี้หรอกรจนาไฉน !”

ปัทม์ผลักรจนาไฉนออกเต็มแรงจนแทบล้ม เขาจ้องหน้าเธอแล้วจึงเทชาที่ชงลงที่พื้นช้า ๆ แววตาเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม เขาเดินออกไปจากห้องทันที เธอมองตามด้วยความไม่เข้าใจในผู้ชายคนนี้
 
เวลาต่อเนื่องมา ปัทม์เดินเข้ามาที่หน้าผาในความมืด แสงจันทร์กระทบแววตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าจากอดีตที่ยังตอกย้ำอยู่ในหัวใจ ปัทม์จ้องตรงไปยังหลุมศพ
“ผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากคุณ !”
ปัทม์จมอยู่กับอดีตที่เต็มไปด้วยความอ้างอ้างและเปลี่ยวเหงาในแววตา

วันใหม่ บ้านพ่อเลี้ยงเจง อุรารัตน์เดินสวยเริดเชิดกำลังจะออกไปข้างนอก
“สวยเลิศค่ะ...คุณแอรี่” นงนุชคนสนิทของอุรารัตน์บอก
“อุรารัตน์จะออกไปไหนอีก ลูกไปกรุงเทพฯตั้งหลายวันไม่ไปดูแลคุณปัทม์ ระวังคุณปัทม์จะคว้าผู้หญิงคนอื่นแต่งงาน”
“เป็นไปไม่ได้ค่ะคุณพ่อ ไม่มีผู้หญิงคนไหนจะมีเสน่ห์มัดใจปัมท์เท่ากับแอรี่อีกแล้ว”
“แล้วที่คุณแอรี่ไปกรุงเทพฯก็ไปวางแผนมัดใจคุณปัทม์นะคะ” นงนุชว่า
“ลูกมีแผนอะไร”
“บอกตอนนี้ไม่เซอร์ไพรส์สิคะ”
อุรารัตน์ถามนงนุช
“ทีมงานจากกรุงเทพฯ มาถึงไหนแล้ว”
“เข้าเชียงรายแล้วค่ะ อีกไม่เกินชั่วโมงน่าจะอยู่ที่จุดนัดพบ” นงนุชรายงาน
“ดีมาก”
“ทีมงานกรุงเทพ นี่หนูคิดจะทำอะไรเหรอ” พ่อเลี้ยงเจงถาม
“คุณพ่อไม่ต้องห่วงค่ะ แอรี่ต้องครองใจปัทม์ให้ได้ เพื่อความสุขของคุณพ่อและแอรี่”
อุรารัตน์ยิ้มอย่างมั่นใจ พ่อเลี้ยงเจงก็มีความสุขที่จะได้เกี่ยวดองปัทม์มาเป็นพวกเดียวกัน
“วันนี้จะเป็นวันเริ่มต้นประกาศให้คนในสังคมรู้ว่า แอรี่กับพ่อเลี้ยงปัทม์แห่งไร่ปัทม์กุล มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากแค่ไหน”

หน้าบ้านปัทม์ ไร่ปัทมกุล อุรารัตน์ในชุดเจ้านางทางเหนือนั่งอยู่บนเสลี่ยง มีชายหนุ่มกำยำแต่งชุดไทใหญ่เปลือยอกแบกเสลี่ยง นงนุช สาวติดตามคนสนิทถือโทรโข่งประกาศดังลั่น
“คุณอุรารัตน์มาแล้ว”
อุรารัตน์นั่งยิ้มอย่างสง่างามดุจนางพญา รจนาไฉน จันทร์เจ้าเดินออกมาดูขบวน
“เดี๋ยวนี้ยังมีเจ้าทางเหนือเดินทางด้วยเสลี่ยงอยู่อีกเหรอ” รจนาไฉนถาม
“โอ้ย เจ้าทางเหนืออะไรกัน ลูกสาวของพ่อเลี้ยงเจงเจ้าของรีสอร์ต คนนี้ล่ะ ชื่ออุรารัตน์”
ปยงค์เข้ามา ชิงแนะนำอย่างภาคภูมิใจ
“และคุณอุรารัตน์ก็เป็นว่าที่คุณนายของไร่ปัทมกุล หรือพูดสั้นๆ กระชับๆ ได้ใจความว่า เป็นแฟนคุณปัทม์”
“ถามนายหรือยังเจ้า ว่ายอมรับคุณอุรารัตน์เป็นแฟนหรือเปล่า” จันทร์เจ้าถาม
“ทำไมต้องถาม นอกจากคุณอุรารัตน์แล้ว นายก็ไม่เคยให้ความสนิทสนมกับผู้หญิงคนไหน อย่างนี้มันจะแปลว่าอะไรได้” ปยงค์ว่า
“ขี้ตู่ไงเจ้า”
“หุบปากไปเลยนังจันทร์! เรื่องของเจ้านาย ขี้ข้าอย่างแกอย่าสะเออะออกความเห็น” ปยงค์ว่า
จันทร์เจ้าย้อน
“ใช่...ขี้ข้าอย่าสะเออะ เนอะเจ้า”
“นังจันทร์!”
“เจ้า”
พูดจบ จันทร์เจ้ารีบคว้ามือของรจนาไฉนให้รีบเดินเข้าบ้านไป ปยงค์หันไปมองชื่นชมอุรารัตน์
“สวย สง่างาม ไม่มีที่ติ สมบูรณ์แบบแทบกราบเลยจริงๆ”

อุรารัตน์นั่งอยู่บนเสลี่ยงอย่างงามสง่า
 
 
เสลี่ยงของอุรารัตน์เคลื่อนที่มาเรื่อย ๆ ดูคล้าย ๆ จะสง่างาม แต่พอเดินไปได้พักหนึ่งชายแบกเสลี่ยงสะดุดเดินเซ จนเสลี่ยงเทไปข้างหนึ่ง อุรารัตน์เกือบร่วงเลยวีนแตก
 
“ว้าย ! แบกดี ๆ สิ ไอ้บ้า”
นงนุชพูดใส่โทรโข่งใกล้อุรารัตน์มาก
“เจ๊ มาจัดการเด็กเจ๊เลย”
เจ๊ไวไว โปรดิวเซอร์สาวประเภทสองวิ่งเข้ามาดูแลอุรารัตน์
“น้องแอรี่ไม่ต้องตกใจนะคะ”
เจ๊ไวไวหันไปวีนนายแบบที่แบกเสลี่ยง
“นี่แบกดี ๆ แรงไม่มีรึไง”

อุรารัตน์เดินเข้ามาวางท่าโดยมีนงนุชและปยงค์เดินตามต้อย ๆ
“นิตยสารทูเดย์เซเลบ ต้องการมาถ่ายทำสกู๊ปแฟชั่นคนดังเมืองเหนือ ฉันเลยบอกให้เค้ามาถ่ายฉันที่นี่”
ปยงค์ถาม
“ที่นี่เหรอคะ”
“ใช่... มีปัญหาอะไร”
“ปละ...เปล่าค่ะ ไม่มีหรอกค่ะ”
ปยงค์เห็นรจนาไฉนกับจันทร์เจ้ายืนอยู่ รีบออกคำสั่งทันที
“รีบไปเอาน้ำมารับแขกสิยะ ยืนเซ่ออยู่ได้ ไม่รู้จักหน้าที่”
“ค่ะ/เจ้า” รจนาไฉนกับจันทร์เจ้ารับคำ
อุรารัตน์เห็นหน้ารจนาไฉนปุ๊บ ก็ไม่ถูกชะตาขึ้นมาทันที
“หยุดก่อน”
รจนาไฉน จันทร์เจ้าหยุดเดิน ค่อยๆหันมา อุรารัตน์เดินมามองรจนาไฉนตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ปยงค์ ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร ทำไมฉันไม่เคยเห็นหน้า”
รจนาไฉนยิ้มอย่างเป็นมิตร
“ฉันชื่อรจนาไฉนค่ะ”
“ฉันถามปยงค์ ไม่ได้ถามแก อย่าเผยอหน้ามาตอบ”
“เป็นคนงานมาใหม่ค่ะ ชื่อเพื่อน นายพามาจากกรุงเทพฯ”
อุรารัตน์ซักอย่างเร็ว
“คุณปัทม์เป็นคนพามา คุณปัทม์พาแกมาจากไหน”
รจนาไฉนเงียบไม่ตอบ
“คุณแอรี่ถามไม่ได้ยินรึไง ทำไมไม่ตอบ” นงนุชว่า
“ก็คุณสั่งไม่ให้ฉันตอบนี่คะ”
“ต๊าย...ย้อนฉัน บอกมาแกเป็นลูกเต้าเหล่าใคร คุณปัทม์ไปรู้จักแกได้ยังไง แกมีแฟนหรือยัง”
“คือว่าฉัน...”
“ฉันยังถามไม่จบ อย่ามาขัด ไม่มีมารยาท ถ้าแกยังไม่มีแฟน ฉันขอบอกไว้ก่อนเลยนะ อย่าได้คิดต่ำทราม ใช้ความสาวความใกล้ชิดแย่งคุณปัทม์ไปจากฉัน”
“ค่ะ ดิฉันไม่คิดหรอกค่ะ เพราะใครที่คิดอย่างนั้นถือเป็นความคิดที่แย่มาก”
“ดี”
“นังหน้าสวยมันด่าว่าคุณหนูคิดเลวคิดชั่วนะคะ” นงนุชว่า
“ว้าย นังขี้ข้า กล้าด่าฉันเรอะ ฉันจะฟ้องคุณปัทม์”
รจนาไฉน จันทร์เจ้า มองอุรารัตน์ด้วยสายตารำคาญอยู่กลาย ๆ

เจ๊ไวไวกำลังสั่งกองถ่าย ปัทม์เข้ามากับชิ เห็นความวุ่นวายของกองถ่ายแล้วไม่พอใจ
“มาทำอะไร” ปัทม์ถาม
เจ๊ไวไวไม่คิดว่า ปัทม์เป็นเจ้าของไร่ แต่คิดว่าเป็นคนงานในไร่
“กองถ่ายแบบแฟชั่นไงยะ ไม่รู้จักหรือไง ลืมไปว่าเป็นแค่คนงานบ้านนอก จะอธิบายให้ฟัง นี่เป็นคอลัมน์แนะนำตัวเซเล็บหน้าใหม่ ระหว่างคุณอุรารัตน์ทายาทรีสอร์ตพันล้านกับแฟนหนุ่มพ่อเลี้ยงปัทม์ ปัทมกุลเจ้าของไร่ชา....ถอยไป ๆ อย่ามาเกะกะ เจ๊จะทำงาน”
“พวกคุณนั่นแหละออกไป”
“ว้าย...ไล่เจ๊ เป็นแค่คนงานไร่ชามาทำเป็นใหญ่ เจ๊จะฟ้องคุณอุรารัตน์ให้จัดการพวกแก”
ปัทม์ไม่พอใจ เดินเข้าไปกระชากฉากการถ่ายทำแล้วโยนทิ้ง
“จัดเต็มอีกแล้ว” ชิบอก
“เมายารึไงถึงกล้าทำแบบนี้...เจ๊จะฟ้องคุณปัทม์ เจ้าของไร่ให้ไล่พวกแกออก”
“ก็ฟ้องสิ นายยืนอยู่นี่แล้ว” ชิบอก
ชิชี้ไปที่ปัทม์ เจ๊ไวไวยืนอึ้ง
“นาย”
ชิบอก
“พ่อเลี้ยงปัทม์ ปัทมกุล”
เจ๊ไวไวทรุดย่อตัวไหว้อย่างงาม
“สวัสดีเจ้า..เจ๊ว่าแล้วเชียว หน้าตาดีมีราศีสมแล้วที่เป็น...”
“เก็บของออกไปเดี๋ยวนี้”

ปัทม์เดินข้าไปดูในบ้าน
 
มุมหนึ่งบ้านปัทม์ อุรารัตน์กำลังโกรธจัด
 
“กล้ามาด่าว่าฉันเลว ฉันชั่วได้ไง..นังขี้ข้า”
“ฉันไม่ได้ด่านะคะ แค่พูดให้คุณรู้ว่า ฉันไม่มีทางทำอะไรแย่ ๆ อย่างนั้น แล้วคุณอุรารัตน์จะร้อนตัวไปทำไมล่ะคะ รึว่าคุณอุรารัตน์คิดใช้ความสาวยั่วคุณปัทม์”
จันทร์เจ้าถูกใจรจนาไฉน
นงนุชสาระแน
“มันหลอกด่าว่าคุณแอรี่คิดเลวคิดชั่วอีกแล้วค่ะ”
“แอร๊ย” อุรารัตน์กรีดเสียงลั่น
“มันกล้าลองดีกับคุณแอรี่ ตบสั่งสอนมันนะคะ”
อุรารัตน์สั่ง
“นงนุชตบ !”
นงนุชตบ แต่รจนาไฉนหลบได้ นงนุชเลยตบหน้าอุรารัตน์แทน
“ขอโทษค่ะ ขอแก้มือค่ะ”
อุรารัตน์พยายามจับรจนาไฉน นงนุชจะตบ รจนาไฉนหลบ นงนุชตบโดนอุรารัตน์อีกแล้ว
“ว้าย...นังนงนุช แกกับปยงค์จับมันไว้”
อุรารัตน์ตั้งท่าจะตบ
“หยุดนะ มีอะไรกัน”
อุรารัตน์หันไปเห็นปัทม์ ก็แกล้งตบตัวเองลงไปกลิ้งบนพื้นทันที
“โอ๊ย.. ปัทม์ขา แอรี่ถูกตบ”
รจนาไฉน จันทร์เจ้าตกใจ เหวอ ที่อุรารัตน์กล้าทำร้ายตัวเองแล้วใส่ร้ายรจนาไฉน

โถงบ้านปัทมกุลกลางวัน อุรารัตน์ออเซาะปัทม์ ลูบแก้มตัวเองป้อยๆ
“ปัทม์ขา...ปัทม์ต้องจัดการให้แอรี่นะคะ มันทั้งด่าทั้งทำร้ายแอรี่”
“แต่ฉันไม่ได้”
ปัทม์ พูดเสียงนิ่ง
“ไม่ได้ถาม”
รจนาไฉนนั่งบนพื้นก้มหน้านิ่ง อุรารัตน์ยิ้มเย้ยรจนาไฉน ปยงค์นั่งตีหน้าไม่ถูกที่อยู่ฝั่งอุรารัตน์
“นงนุชเป็นพยานได้ค่ะคุณปัทม์ ว่านังคนหน้าเยินมันด่าและตบหน้าคุณแอรี่”
“แต่ชิเห็นเต็มสองลูกกะตาว่าคุณอุรารัตน์ตบตัวเอง” ชิบอก
“ใช่.....ไม่เชื่อถามป้าปยงค์ได้” จันทร์เจ้าบอก
“ไม่รู้ ตอนนั้นฉันกระพริบตาเลยมองไม่เห็น” ปยงค์หาทางออกให้ตัวเอง
ปัทม์พยายามแกะอุรารัตน์ออก และไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด
“ในเมื่อไม่มีหลักฐาน ก็ให้มันจบ ๆ ไป”
ปัทม์เปลี่ยนเรื่องทันที
“คุณพาทีมงานมาถ่ายภาพ ทำไมไม่บอกผมก่อน”
“แอรี่อยากเซอร์ไพรส์ปัทม์นี่คะ แม็กกาซีนเค้าอยากถ่ายภาพแอรี่กับปัทม์ในฐานะเซเล็บคู่รัก”
อุรารัตน์ออดอ้อน ปัทม์งง
“คู่รัก”
“แหม...แค่ถ่ายภาพไม่นานหรอกค่ะ แช๊ะ แช๊ะ แป๊บเดียวเอง”
“ฉันว่าคุณควรจะถ่ายนะคะ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ไร่ชา และประกาศให้ทุกคนรู้ว่า คุณอุรารัตน์เป็นเจ้าของหัวใจคุณปัทม์” รจนาไฉนบอก
“ใครสั่งให้เธอออกความเห็น” ปัทม์ถาม
รจนาไฉนต้องการหยั่งเชิงความรู้สึกของปัทม์
“ขอโทษนะคะที่ก้าวก่าย ฉันเพียงแต่สงสัยว่าทำไมคุณปัทม์ถึงไม่ยอมถ่ายภาพคู่กับคุณอุรารัตน์ หรือว่าคุณปัทม์มีภรรยาแล้ว”
“รึว่าปัทม์มีผู้หญิงคนอื่น บอกมานะผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”
ปัทม์ตัดปัญหา
“ตกลง ผมจะถ่ายภาพคู่กับคุณ เพื่อประกาศให้ทุกคนรู้ว่าผมไม่มีใครนอกจากคุณ”
“ปัทม์น่ารักที่สุดเลย”

ปัทม์มองเย้ย ต้องการให้รจนาไฉนปวดใจ
มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ตอนที่ 4 (ต่อ)

ปัทม์ใส่ชุดเจ้าไทยใหญ่เรียบร้อย เดินออกมาด้วยมาดเจ้าทางเหนือ..ดูสง่า อุรารัตน์เห็นแล้ววิ่งเข้าไปประจ๋อประแจ๋ ควงแขนปัทม์ไปนั่งที่เก้าอี้ ที่เซ็ตไว้เป็นมุมแต่งหน้ารจนาไฉน จันทร์เจ้า ชิท
กำลังโหลดความคิดเห็น...