xs
xsm
sm
md
lg

ดาวเรือง ตอนที่ 11

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ดาวเรือง ตอนที่ 11

จันทราเพ่งมองหนังสือพิมพ์ตรงหน้าแล้วก็หน้านิ่วคิ้วขมวด หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าว “คลิปนางเอกชื่อเล่น ร. แลกลิ้นหนุ่มหน้าตี๋ในคอนโด” พร้อมกับแคปเจอร์ภาพจากคลิปที่แต่ละภาพล่อแหลมจนชวนอึ้ง
จันทราเพ่งมองรูปผู้หญิงในรูปจนมั่นใจว่าเป็นสุดาวดี แล้วสักครู่ก็ถึงกับอึ้งไปเมื่อแน่ใจว่าผู้ชายในรูปคือพฤกษ์ สุดาวดีเปิดประตูเข้ามาในร้านด้วยสีหน้าตื่นเล็กๆ
สุดาวดียกมือไหว้ “สวัสดีค่ะคุณแม่” สุดาวดีกวาดสายมองหาพฤกษ์ทั่วร้านแบบเนียนๆ
จันทราลุกจากโต๊ะแล้วรับไหว้ “สวัสดีจ้ะหนูโรส มีอะไรรึเปล่าจ๊ะ”
“เอ่อ...คือ... นายพฤกษ์อยู่มั้ยคะ”
จันทรานิ่ง แต่พยายามจับพิรุธ “ไม่อยู่จ้ะ หนูโรสมีธุระอะไรกับพฤกษ์เหรอจ๊ะ”
“พอดี...โรสมีเรื่องสำคัญจะคุยกับเขาหน่อยค่ะ วันนี้เขามาทำงานรึเปล่าคะ”
“ไม่ได้มาจ้ะ”
“เอ่อ...แล้ว...พรุ่งนี้...เขาจะมามั้ยคะ”
“พฤกษ์เขาไม่มาทำงานที่นี่แล้วล่ะ เขาเรียนจบแล้ว เห็นว่าจะกลับไปทำงานที่บ้าน”
สุดาวดีอึ้ง ลูกค้าเปิดประตูเข้ามาในร้าน
จันทรารีบบอก “แม่ขอตัวไปดูลูกค้านะจ๊ะ ตามสบายนะโรส”
จันทราเดินไปพูดคุยกับลูกค้า
สุดาวดีทำอะไรไม่ถูก เธอเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวที่จันทรานั่งก่อนที่สายตาของเธอจะเหลือบเห็นหนังสือพิมพ์บนโต๊ะ ทันทีที่เห็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์สุดาวดีก็หน้าถอดสี เธอหันขวับไปมองจันทราที่กำลังแนะนำและพาลูกค้าชมดอกไม้ในร้าน สุดาวดีแทบกระอักเมื่อรู้ว่าจันทรารู้ข่าวคลิปฉาวของเธอกับพฤกษ์แล้วแน่นอน

ดาวเรืองตักไอศกรีมกะทิที่มีถั่วลิสงคั่ววางโปะกินเอาๆ อย่างเอร็ดอร่อย
“ขอบใจนะปลัด เลี้ยงข้าวแล้วยังพามาเลี้ยงไอติม ฮิ..ฮิ”
จินตวัฒน์ก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์อีกฉบับด้วยสีหน้าเครียด ไอศกรีมตรงหน้าที่ยังไม่ได้แตะเริ่มละลาย
ดาวเรืองพูดต่อ “เป็นไร ให้เลี้ยงแค่นี้ทำเป็นกินไม่ลง มีข่าวแฟนหนีไปแต่งงานใหม่เหรอ ทำหน้ายังกะคนอกหักรักคุด ไหนดูหน่อยซิ”
ดาวเรืองดึงหนังสือพิมพ์ที่จินตวัฒน์อ่านอยู่ขึ้นมาดู
“โห...นางเอก ร.เรือ ไม่ต้องใบ้แล้วมั้ง เห็นหน้าชัดซะขนาดนี้ ดูสิ...ปลัด โรส สุดาวดีเขาเซ็กซี่ทั้งในจอนอกจอเลยเนอะ...ว่าปะ เอ...ผู้ชายในรูปนี่” ดาวเรืองแหกตาดูเป็นพิเศษ
โทรศัพท์มือถือจินตวัฒน์ที่วางอยู่บนโต๊ะดังขึ้น จินตวัฒน์หยิบขึ้นมาดูเห็นหน้าจอเป็นชื่อ “โรส”
จินตวัฒน์พูดกับดาวเรือง “กินอีกถ้วยได้นะ เดี๋ยวฉันมาจ่าย”
จินตวัฒน์ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปนอกร้านก่อนจะกดรับสาย ดาวเรืองมองตามด้วยความสงสัยว่าจินตวัฒน์เป็นอะไร เธอก้มลงเล็งรูปผู้ชายที่เป็นข่าวชัดๆ ถึงจะเห็นแค่ด้านหลังแต่ดาวเรืองก็รู้สึกคุ้นจริงๆ

สุดาวดีเดินโทรศัพท์จากหน้าร้านตรงไปยังที่จอดรถ เธอคิดหนักว่าจะโยนหินถามทางยังไงดี
“จิ๋นยุ่งอยู่รึเปล่าคะ... เอ่อ เที่ยงกว่าแล้วเหรอ” สุดาวดีหัวเราะแหะๆ “นี่โรสโทรมากวนเวลาจิ๋นกินข้าวรึเปล่า”

จินตวัฒน์ยืนคุยโทรศัพท์โดยรอฟังว่าสุดาวดีจะมาไม้ไหนด้วยความอึดอัดใจ
“เปล่า ผมกินอิ่มแล้ว”
สุดาวดีไม่รู้จะเริ่มยังไง “จิ๋น...”
“น้ำเสียงโรสเหมือนมีเรื่องไม่สบายใจ”
สุดาวดีสะอึก “เอ่อ...ค่ะ...เมื่อเช้า...จิ๋นได้อ่านหนังสือพิมพ์รึยัง”
จินตวัฒน์สะอึกบ้าง “ครับ”
“แล้วจิ๋น...จะไม่ถามโรสสักนิดเหรอว่าความจริงเป็นยังไง”
จินตวัฒน์สับสน แต่ก็พยายามตั้งสติก่อนจะพูดด้วยอารมณ์ราบเรียบที่สุด
“ความจริงก็คือรูปที่ลงมันคือโรส ซึ่งโรสเองก็คงปฏิเสธไม่ได้ แต่เบื้องหลังมันมีที่มาที่ไปยังไง และผู้ชายคนนั้นเป็นใคร...ผมไม่รู้”
“นั่นล่ะค่ะที่โรสอยากอธิบาย ผู้ชายคนนั้นเป็นผู้จัดการใหม่ของโรสที่มาแทนพี่น้ำหวาน เขาเป็นฟรีแลนซ์ที่มาช่วยงานโรสแค่ไม่กี่ครั้ง เมื่อคืนที่โรสบอกว่าไปปาร์ตี้กับลูกค้ามาน่ะ โรสดื่มมากไปหน่อยเลยขับรถไม่ไหว”
จินตวัฒน์รอฟังอย่างใจเย็น “ครับ”
“ภาพหลุดนั่น...โรสแค่จูบขอบคุณที่เขาขับรถมาส่ง จูบแบบเพื่อน just friend น่ะค่ะจิ๋น อีตานั่นเป็นพวกเก้งกวาง จิ๋นยังฟังโรสอยู่รึเปล่า”
จินตวัฒน์ชั่งใจหนัก “ครับ”
ดาวเรืองถือไอศกรีมเดินตักกินออกมาจากร้านพอเห็นจินตวัฒน์เธอก็เดินเข้ามาหา
“จิ๋นต้องเชื่อใจโรสนะ โรสกับพฤกษ์...ไม่ได้มีอะไรกันจริงๆ”
จินตวัฒน์ได้ยินชื่อพฤกษ์แล้วก็อึ้งเมื่อนึกถึงตอนที่คุยโทรศัพท์กับสุดาวดีในอดีต

สุดาวดีใจลอยจนเรียกชื่อผิด “อันตรายอะ พฤกษ์ ต้องระวังตัวนะ โรสเป็นห่วง”
จินตวัฒน์งง “พฤกษ์”
จินตวัฒน์ตั้งสติ
“ผมเชื่อใจคุณนะโรส...แต่ความเชื่อใจมันไม่สำคัญเท่ากับความรัก คุณต้องลองถามใจตัวเองดูว่า คุณยังรักผมอยู่รึเปล่า”
ดาวเรืองได้ยินเต็มๆ 2 หูว่าจินตวัฒน์มีคนรักอยู่แล้ว

สุดาวดีเดินมาที่รถโดยยังถือโทรศัพท์ค้าง เธออึ้งกับคำถามของจินตวัฒน์และกำลังลำดับคำพูดที่จะตอบ กลุ่มนักข่าวกรูเข้ามารุมล้อมโดยยื่นไมโครโฟนและเครื่องอัดเสียงพร้อมกับยิงคำถามกันเซ็งแซ่ สุดาวดีเลิ่กลั่กเพราะตั้งตัวไม่ติด
“ตกลงผู้หญิงในคลิปคือโรสใช่มั้ย”
“ผู้ชายคนนั้นใช่ผู้จัดการที่ถ่ายแบบด้วยกันรึเปล่า”
“ช่วยเล่าหน่อยได้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมีคลิปหลุดออกมาแบบนี้”
สุดาวดีตกใจและสับสน “แค่นี้ก่อนนะจิ๋น” สุดาวดีกดวางสายแล้วหันมาหานักข่าว “พี่ๆ คะ โรสนัดหมอไว้” สุดาวดีแกล้งทำท่าจะเป็นลมแล้วเดินซมซานผ่านนักข่าวไป “โรสรีบน่ะค่ะ” สุดาวดีค่อยๆ ฝ่าวงล้อมนักข่าวออกมา “เมื่อกี้ท่านเลขาผู้ช่วยรัฐมนตรีก็โทรตามโรสด้วย ยังไงไปเจอกันที่กระทรวงนะคะ”
สุดาวดีโกยอ้าวไปที่รถได้สำเร็จ นักข่าวมองตามอย่างมึนๆ
“เลขารัฐมนตรีไหนยะ สตรอเบ้อเร่อจริงๆ” นักข่าวว่า

จินตวัฒน์กดวางสายโทรศัพท์แล้วนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะหันมาเห็นดาวเรืองตักไอศกรีมเข้าปากแบบกวนๆ
“กินไอติมไม่ลงเพราะมีปัญหากับแฟนนี่เอง” ดาวเรืองว่า
จินตวัฒน์สวน “ไม่ใช่เรื่องของเด็กน่า”
จินตวัฒน์เดินกลับไปที่ร้านไอศกรีม ดาวเรืองมองตามหลังจินตวัฒน์ไปด้วยความรู้สึกใจหวิวๆ แถมแอบจิกตาค้อนจินตวัฒน์โดยไม่รู้ตัว

สุดาวดีนั่งเติมแป้งทาลิปสติกอยู่ในรถที่จอดอยู่ที่กระทรวง
สุดาวดีฮึดสู้ “เอาวะ... เป็นไงเป็นกัน”
สุดาวดีลงจากรถแล้วกดรีโมทล็อกประตู จากนั้นเธอก็จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยมิดชิด น้ำหวานกับจัสมินเดินมาจากลานจอดรถอีกด้าน จัสมินซึ่งแต่งตัวเรียบร้อยน่ารักยกมือไหว้สุดาวดี สุดาวดีทำหน้าเซ็งที่เจอสองคนนี้อีกแล้ว
น้ำหวานกัด “ต๊าย! ยังมีกะจิตกะใจโผล่มางานนี้อีกเหรอจ๊ะ”
“ทำไมจะโผล่มาไม่ได้คะ ในเมื่อโรสเป็นคนจากสายบันเทิงคนเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ โรสต้องเป็นฝ่ายถามพี่น้ำหวานมากกว่าว่าโผล่มางานนี้ทำไม ใครเชิญ”
“อ๊ะ... ถ้ากระทรวงไม่เชิญ ฉันก็คงไม่เสนอหน้ามาหรอกจ้ะ”
เก๋ถือวอล์กกี้ทอล์กกี้เดินเข้ามา พอเห็นสุดาวดีเธอก็อึดอัด
น้ำหวานกับจัสมิไหว้อย่างอ่อนช้อยสุดๆ “สวัสดีค่ะพี่เก๋”
สุดาวดีไหว้ “สวัสดีค่ะพี่เก๋ ขอโทษนะคะที่โรสมาเลทไปนิด”
เก๋รับไหว้ทุกคน “พี่โทรหาคุณโรสตั้งหลายครั้ง แต่คุณโรสไม่รับสาย”
“คือ...โรส...คุยอยู่กับหมอน่ะค่ะ เมื่อเช้าปวดหัวมากก็เลยแวะไปหาหมอ”
น้ำหวานสาระแนต่อ “คงต้องแวะไปหาทุกวันน่ะค่ะ เพราะคงปวดหัวมากไปอีกหลายวัน”
เก๋พูดกับน้ำหวาน “เดี๋ยวจะมีเจ้าหน้าที่พาคุณน้ำหวานกับน้องจัสมินไปที่ห้องรับรองก่อนนะคะ มีซ้อมคิวสเตจนิดหน่อยค่ะ”
สุดาวดียิ้มเย้ย “ปีนี้มีการแสดงสลับการรับรางวัลด้วยเหรอคะ” สุดาวดีพูดกับจัสมิน “โชว์อะไรล่ะหนู ระบำไก่ เต้นบัลเล่ต์ หรือกังนัมสไตล์จ๊ะ”
เก๋เดินไป 2-3 ก้าวก็พูดใส่วอล์กกี้ฯ ว่า “น้ำหวานกับจัสมินมาถึงงานแล้ว”
น้ำหวานขยับเข้าไปประชิดสุดาวดีแล้วเยาะเย้ย “ไม่รับโทรศัพท์ก็ตกข่าวยังงี้แหละ นี่ไม่รู้เลยหรือจ๊ะว่าเพราะคลิปฉาวของเธอทำให้ผู้ใหญ่ในกระทรวงสั่งถอดเธอจากรางวัลพุทธศาสนิกชนดีเด่นปีนี้ แล้วให้จัสมินมารับรางวัลแทนน่ะจ้ะ”
สุดาวดีช็อก

สุดาวดีเข้ามาอธิบายกับเก๋อย่างร้อนรน
“เรื่องที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่อย่างที่ทุกคนคิดนะคะ มันไม่ได้มีอะไรเลย”
“แต่มันก็มากพอที่จะทำให้ถูกถอนชื่อจากรางวัลนี้ได้แล้วค่ะ พวกเราก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้นะคะ แต่พอคลิปนั่นว่อนในเน็ตเมื่อเช้าเราก็วุ่นกันแทบตายว่าจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้ายังไง เราเป็นองค์กรที่มีภาพลักษณ์ที่ดี เพราะฉะนั้นคนที่จะเป็นตัวแทนขององค์กรก็ต้องมีภาพลักษณ์ที่ดีด้วย คุณโรสเข้าใจนะคะ”
สุดาวดียืนอึ้งเพราะรู้สึกเหมือนถูกประณามว่าฟอนเฟะอย่างสุภาพและรื่นหูที่สุด น้ำหวานเดินเข้ามาแล้วพูด
“ขอบคุณนะคะคุณเก๋ ที่เคลียร์เรื่องนี้ให้น้องโรสเข้าใจ เราคนวงการเดียวกัน แถมน้ำหวานยังเคยดูแลน้องโรส แล้วต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ก็หนักใจ๊หนักใจค่ะ จะน้องโรสหรือน้องจัสมิน น้ำหวานก็รักทั้งคู่ “ น้ำหานพูดกับสุดาวดี “อย่าคิดมากนะ ปีนี้พลาดไปแล้วก็ไม่เป็นไร อีก 365 วันข้างหน้าก็รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี ปีหน้ารางวัลนี้อาจเป็นของหนูก็ได้จ้ะ”
สุดาวดียืนลมออกหูและกำมือแน่น

จินตวัฒน์ ดาวเรือง และสุวรรณสุมหัวอยู่ที่โต๊ะทำงาน ขณะที่บนโต๊ะมีแผนที่หมู่บ้านกางอยู่ จินตวัฒน์เอาปากกาวงบริเวณที่เป็นปางไม้ของกำพล
“คราวนี้ฉันว่าเราน่าจะเข้าทางทิศใต้ เพราะทางเหนือไม่เหลือต้นไม้ให้มันตัดแล้ว พวกมันน่าจะมารวมอยู่ตรงนี้กันหมด” ดาวเรืองชี้ในแผนที่
“ถ้าเป็นแถวนี้ก็สบาย...หลับตาเดินยังได้” สุวรรณคุย
“เมื่อก่อนเคยปลูกกัญชาตรงนี้อีกสิ” จินตวัฒน์ว่า
“พูดยังงี้หาเรื่องกันนี่หว่า คิดว่าในหัวไอ้วรรณจะมีแต่กัญชาอย่างเดียวรึไงวะ” สุวรรณจิ้มแผนที่ “ที่ตรงนี้ฉันเคยปลูกฝิ่นเว้ย แต่มันไม่งาม สงสัยอากาศจะร้อนเกินไป ว่าจะขยับไปปลูกบนเขา ก็กลัวไอ้เรืองมันตามไปเผาอีก”
จินตวัฒน์เอ๋อเพราะไปต่อไม่ถูก
ดาวเรืองแกล้งอวย “เพราะฉะนั้นปลัดใช้งานถูกคนแล้ว จะไปทางเหนือหรือใต้..ไม่มีใครรู้เส้นทางดีเท่าไอ้วรรณ”
“ขอบใจนายวรรณล่วงหน้าอีกครั้งนะ การเข้าจับกุมครั้งนี้เราต้องกวาดล้างให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะคงไม่มีโอกาสดีๆ แบบนี้อีกแล้ว”
ดาวเรืองเอาปากกาวงบนแผนที่ “ฉันว่าพวกมันน่าจะตั้งแคมป์กันอยู่ตรงที่ราบนี่ ถ้าเราเข้าไปตรงนี้จะปลอดภัยเพราะมันเป็นเนิน เราเห็นมัน แต่มันไม่เห็นเรา”
จินตวัฒน์มองแผนที่ “แถวๆ ที่เราเจองูจงอางใช่มั้ย”
ดาวเรืองเงยหน้ามองจินตวัฒน์ แล้วภาพเหตุการณ์วิ่งหนีงูในตอนนั้นก็แวบเข้ามาในหัว ทั้งคู่ยิ้มให้กัน สุวรรณสังเกตเห็นความผิดปกติระหว่างดาวเรืองกับจินตวัฒน์
“งูอะไร! ไปเจอเมื่อไหร่ ที่ไหน ยังไง!!! ทำไมเอ็งไม่เล่าให้ข้าฟังห๊า... ไอ้เรือง!”
ดาวเรืองกับจินตวัฒน์เสมองแผนที่แล้วคุยเป็นงานเป็นการกลบเกลื่อน
“ปลัดต้องกำชับให้ตำรวจรีบลงมือนะ ไม่งั้นต้นไม้หมดป่า”
“ใช่...ต้องเร็วที่สุด”
สุวรรณไม่ยอม “เฮ้ย เรื่องต้นไม้เอาไว้ทีหลังเว้ย!!! แต่เรื่องงูน่ะมันยังไงกันวะ...ไอ้เรือง!”
ดาวเรืองเหล่จินตวัฒน์แล้วอมยิ้มและแอบขำสุวรรณด้วย

สุดาวดียื่นมือไปรับเช็คจากบิ๋ม
“ขอบคุณมากนะคะพี่บิ๋ม แล้วตัวต่อไปจะถ่ายเมื่อไหร่คะ โรสจะได้ล็อกคิวไว้ให้ ตอนนี้ลำบากหน่อยค่ะ ต้องดูงานเอง”
บิ๋มอึดอัด “เราคงต้องเบรกไว้ก่อนจ้ะ”
“ทำไมคะ โรสเห็นในสตอรี่บอร์ดตอนที่เราคุยกันก็มีตามมาอีกหลายเวอร์ชั่น เราจะทำเป็นซีรีส์ต่อกันไม่ใช่เหรอคะ”
“ใช่จ้ะ โฆษณาน่ะยังมีต่อ แต่...เราคงต้องเปลี่ยนพรีเซนเตอร์ที่เหมาะสม”
สุดาวดีอึ้งและกำลังจะอ้าปากถาม แต่น้ำหวานก็เดินเข้ามาพร้อมจัสมินที่มาพร้อมกับเสื้อผ้าหน้าผมในลุ้คสดใสสมวัย
น้ำหวานทำท่าลั้นลา “ต๊าย!!! โลกกลมจังเลย เจอกันทุกวัน 3 เวลาหลังอาหารเลยนะจ๊ะโรส” น้ำหวานพูดกับบิ๋ม “จัสมินพร้อมแล้วค่ะคุณบิ๋ม อ่านสัญญามาเรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหาค่ะ”
สุดาวดีมองหน้าบิ๋มกับน้ำหวานสลับกันไปมา
“โดนหมอฉีดยามาล่ะสิ ถึงดูหน้ามึนขนาดนี้ เดี๋ยวพี่ช่วยอธิบายนะจะได้หายมึน วันนี้จัสมินมาเซ็นสัญญาเป็นพรีเซนเตอร์น้ำแร่คนใหม่ พ่วงกับการเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์อีก 5 ปีด้วย อย่างว่านะ...น้ำแร่บริสุทธิ์ก็ต้องคู่กับพรีเซนเตอร์บริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างจัสมิน” น้ำหวานว่า

สุดาวดีหน้าเสีย ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว
บิ๋มเริ่มเห็นสถานการณ์ไม่ดี “บิ๋มว่าคุณน้ำหวานกับน้องจัสมินไปรอที่ห้องประชุมก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวบิ๋มจะรีบไปตามนาย เชิญค่ะ” บิ๋มพูดกับสุดาวดี “ขอตัวนะจ๊ะ”
บิ๋มลุกไปต้อนน้ำหวานกับจัสมินให้เดินออกไป สุดาวดีถูกทิ้งให้คว้างอยู่กลางล็อบบี้เพียงลำพัง สุดาวดีเห็นที่แขวนหนังสือพิมพ์มีหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับ แต่ละฉบับล้วนมีข่าวคลิปของเธอขึ้นหน้าหนึ่ง และรูปที่นักข่าวถ่ายที่หน้าคอนโดพร้อมพาดหัวข่าวแรงๆ ทุกฉบับ สุดาวดียืนช็อก

พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับสุดาวดีแรงๆ วางหราอยู่ที่ร้านข้างถนน พฤกษ์ซึ่งสะพายเป้เดินทางกำลังยืนอ่านข่าวนั้นอยู่ พฤกษ์ยืนคิ้วขมวดแล้วคิดในใจว่าสุดาวดีโดนอัดหนักขนาดนี้เลยเหรอ

สุดาวดีเดินออกมาจากบริษัทเอเจนซี่อย่างอึ้งๆ สักครู่สติของเธอก็กระเจิดกระเจิงเมื่อฝูงนักข่าวกรูมาหา สุดาวดีตาลุกวาวเหมือนเห็นฝูงไฮยีน่าที่เห็นเหยื่ออันโอชะ ทุกคนล้อมสุดาวดีไว้แล้วยิงคำถามเซ็งแซ่พร้อมถ่ายรูปไม่ยั้ง
“ถึงขั้นโดนปลดรางวัลกลางอากาศแบบนี้ แล้วงานอื่นๆ จะถูกปลดกลางอากาศรึเปล่าคะน้องโรส”
“ได้ข่าวว่าถูกถอดจากงานโฆษณาแล้วด้วย จริงรึเปล่าครับ”
“ผู้ชายคนนั้นคือผู้จัดการโรสใช่มั้ย ตกลงคบกันอยู่ใช่มั้ยคะ”
สุดาวดีทั้งอึดอัดและอับอาย สุดท้ายเธอก็วิ่งหนีนักข่าวขึ้นรถแล้วขับออกไป

สุดาวดีขับรถไปเรื่อยๆ โดยที่เสียงโทรศัพท์มือถือดังตลอดเวลา สุดาวดีน้ำตาคลอก่อนจะระเบิดอารมณ์ด้วยความเสียใจและคับแค้นใจ
“นายพฤกษ์!!! ไอ้ตัวก่อเรื่อง...หายหัวไปเลยนะ!” สุดาวดีเหล่โทรศัพท์ “ไอ้พวกนี้ก็ไม่รู้จะตามจิกตามด่ากันไปถึงไหน!”
สักครู่ สุดาวดีก็สับสนเพราะไม่รู้จะไปทางไหนดี เธอจึงตัดสินใจจอดรถเข้าข้างทางแล้วฟุบหน้าร้องไห้กับพวงมาลัย เสียงโทรศัพท์เงียบหายไป สุดาวดีหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนเบาะข้างคนขับขึ้นมาดูเห็นหน้าจอเป็น Missed Call จากพฤกษ์ถึง 17 สาย
สุดาวดีจะกดโทรกลับไปหาพฤกษ์ แต่แล้วก็มีสายแทรกเข้ามาซะก่อน สุดาวดีแปลกใจเพราะเป็นเบอร์ที่ไม่ได้เมมไว้แต่แล้วเธอก็ตัดสินใจกดรับสาย ลำโพงบลูทูธที่ติดในรถทำงานเสียงปลายสายดังขึ้น
“ฮัลโหล โรสใช่มั้ยคะ”
“เอ่อ...ค่ะ...”
“นี่พี่แมว...รายการแฉยามบ่ายนะ”
สุดาวดีนึกด่าตัวเองว่าไม่น่ากดรับเลย
แมวพูดต่อ “นี่หนู...หนูจะใช้วิธีนิ่งใบ้รับประทานอย่างนี้ไม่ได้นะจ๊ะ หนูทำงานในวงการ ยังไงก็หนีนักข่าวไม่พ้น สู้ออกมาพูดความจริงเลยดีกว่า มันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรนี่ แค่ออกมาพูดว่าผู้ชายในคลิปเป็นคนที่หนูคบอยู่ก็จบ”
“มัน...มัน...ไม่ใช่ค่ะพี่แมว คือ...ผู้ชายคนนั้นเขาเป็นเพื่อนสาวหนูเอง”
แมวพูดเสียงสูงเพราะไม่เชื่อ “เพื่อนสาว!!! ต๊าย...หล่อล่ำขนาดนั้น เพื่อนสาวหรือเพื่อนที่ชอบฟันสาวจ๊ะ ไม่เอาน่าหนู เรามาพูดความจริงกันดีกว่า”
“เขาเป็นเพื่อนจริงๆ ค่ะ โรสมีแฟนแล้ว”
“ถ้างั้นแฟนหนูว่ายังไงบ้างล่ะเรื่องคลิปนั่น”
“ก็...ไม่ว่ายังไงนี่คะ เราเข้าใจกันดี นี่โรสก็กำลังจะไปหาเขา แต่นักข่าวก็เอาไปเมาท์ว่าโรสหนี” สุดาวดีหัวเราะเฟคและเหมือนจะร้องไห้ไปด้วย
“ก็แวบมาสัมภาษณ์ออกรายการพี่นิดนึง จะได้จบๆ กันไป”
“กลับกรุงเทพฯ เมื่อไหร่โรสไปแน่ค่ะ ขอบคุณนะคะ สวัสดีค่ะ”
สุดาวดีกดสวิตช์ปิดมือถือ หน้าจอมือถือดับวูบ เธอนึกถึงคนที่จะช่วยเธอได้ในเวลานี้นั่นคือจินตวัฒน์

สุดาวดีนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในร้านดอกไม้ของจันทราก่อนหน้านี้ เธอยืนคุยกับจันทราที่กำลังจัดดอกไม้ใส่แจกันให้ลูกค้า
“ถึงมันจะไม่เป็นความจริง แต่โรสก็ไม่สบายใจค่ะคุณแม่ โรสแคร์ความรู้สึกจิ๋น โรสว่าจะหยุดงานสักอาทิตย์ไปหาจิ๋นค่ะ”
“ดีแล้วล่ะ ปรับความเข้าใจกันซะ จิ๋นเขาก็อยู่ไม่ไกล ขับรถ 3-4 ชั่วโมงก็ถึง” จันทราบอก
“ที่ไหนนะคะคุณแม่”
จันทราเงยหน้าขึ้นมองสุดาวดี

ตาของสุดาวดีเป็นประกายเจิดจ้าขึ้นมา
“ดอนพัฒนา!”
สุดาวดีเข้าเกียร์และออกรถ เท้าของเธอเหยียบคันเร่งลึกลงไป
“ช่วยโรสหน่อยนะ..จิ๋น”
รถของสุดาวดีแล่นไปตามถนน

พฤกษ์นั่งในรถตู้ในตำแหน่งติดกระจก เขากดโทรศัพท์หาสุดาวดีแล้วยกฟัง ได้ยินเสียงตอบรับอัตโนมัติ “หมายเลขที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้” ดังขึ้น พฤกษ์กดวางสายสักครู่แล้วพยายามลองใหม่ แต่ก็ได้ยินเสียงตอบรับเหมือนเดิม พฤกษ์เก็บโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋าด้วยสีหน้าไม่สบายใจ

สุวรรณ แหลม และกรอดดูดโอเลี้ยงไปยืนส่องนิตยสารหน้าร้านไป ทั้งสามจุ๊ปากจิ๊จ๊ะและประสานเสียงซี้ดซ้าด นิตยสารแนวกอสซิปเฉพาะกิจ 3-4 ฉบับบนแผงที่หน้าปกมีภาพแคปเจอร์ช็อตจูบปากของพฤกษ์กับสุดาวดีแบบโคลสอัพสุดๆ
“โรส สุดาวดีนี่โคตรเปรี้ยวเลยว่ะ ข้าอยากให้ไอ้เรืองมันโน้มคอข้ามาจูบแบบนี้บ้าง” สุวรรณว่า
“มันจะโน้มคอตีเข่าพี่น่ะสิไม่ว่า” แหลมบอก
“ถ้าไอ้เรืองมันเซ็กซี่ยังงี้บ้างก็คงดี อิจฉาไอ้นี่จริงๆ มันเป็นใครมาจากไหนวะ พระเอกก็ไม่ใช่ แต่ทำไมหน้ามันคุ้นๆ...ได้จูบปากโรส แหม...อย่างข้าจะมีโอกาสแบบนี้บ้างมั้ยวะ”
กรอดรีบเบรก “ตื่นเหอะพี่วรรณ เขาเป็นดาราอยู่กรุงเทพฯ เราคงซิ่งมอ’ ไซค์ไปจูบเขาไม่ไหว แล้วเขาก็คงไม่แวะมากินส้มตำแถวนี้ด้วย”
“ไอ้กรอดเอ็งก็นะ จะให้พี่วรรณเขาฝันบ้างอะไรบ้างไม่ได้รึไง ตัวจริงยังไม่เคยเจอก็จูบรูปไปพลางๆ ก่อนมั้ยพี่” แหลมเสนอ
สุวรรณหยิบนิตยสารขึ้นมาดู เขาคิดภาพตามแล้วสยิวกิ้วจึงบรรจงจูบลงไปที่รูปสุดาวดี
“อย่าให้เจอนะ ถ้าเจอเมื่อไหร่ล่ะก็...จะจับมาจูบๆๆ ให้หนำใจ”
รถของสุดาวดีแล่นเข้ามาจอดด้านหลังกลุ่มสุวรรณ กระจกรถค่อยๆ เลื่อนลง
“น้องๆ อำเภอไปทางไหน” สุดาวดีถาม
พวกสุวรรณหันมาแล้วชี้ “โน่น” วินาทีต่อมาทั้งสามก็ร้องพร้อมกัน “โรส!!”
สุดาวดีเลื่อนกระจกขึ้นแล้วขับออกไป
ทั้งสามหันมามองหน้ากัน “สุดาวดี!! กรี๊ดด”
พวกสุวรรณมองหน้ากันอย่างตื่นเต้น ทั้งสามกรี๊ดกร๊าดแต๋วแตกที่เห็นดาราก่อนจะชี้บอกชาวบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมา
“โรสๆ ! โรส สุดาวดีไปโน่นแล้ว... ไปอำเภอๆ!!”
สุวรรณชะงักกึก “ไปอำเภอ... ไปทำไมวะ”
ทั้งสามคนมองไปยังทางที่สุดาวดีขับรถไป

ดาวเรืองกับจินตวัฒน์นั่งยองๆ ช่วยกันผสมอาหารในเล้าเป็ด สักครู่ดาวเรืองก็ร้องลั่น
“โอ้โห!!! ไข่โตจัง!!”
จินตวัฒน์สะดุ้งโหยงก่อนจะก้มลงมองเป้าตัวเองแล้วเงยหน้าขึ้นมาต่อว่าดาวเรืองว่าทะลึ่ง แต่สุดท้ายเขาก็ต้องหน้าม้านเพราะดาวเรืองไม่ได้มองเป้าเขาแต่มองเลยไปทางด้านหลัง
ดาวเรืองวิ่งไปหยิบไข่ฟองโตที่กระจายตามพื้นขี้เลนเยื้องไปด้านหลังจินตวัฒน์ขึ้นมาดูอย่างตื่นตาตื่นใจ
“เฮ้ย!! มีตั้งหลายฟอง ไปแอบไข่ตอนไหนวะเนี่ย...เมื่อเช้าเข้ามาไม่ยักเห็นแฮะ 1…2…3…7…8…9…12…13 สิบสามฟองแน่ะปลัด!”
“เอาไปขายที่ตลาดสิ รายได้พิเศษของเธอ”
“ไม่ขาย” ดาวเรืองบอก
“งั้นก็เก็บไว้ทำกับข้าวให้ลูกค้า”
“ไม่ทำ!”
“จะเก็บไว้กินเอง”
“ไม่กิน!”
“อ้าว ไม่ขาย ไม่ทำ ไม่กิน แล้วจะเอาไปทำอะไร”
“เอาไว้ดู รอให้มันฟักเป็นตัว รุ่นลูกตั้งชื่อด้วย “จอ จาน” ตามชื่อนายแล้ว รุ่นหลานนี่ ต้องขึ้นด้วย “ดอ เด็ก” ตามชื่อฉัน”
ดาวเรืองเอามือชี้ไข่เป็ดที่วางเรียงไว้บนกองฟางอย่างสวยงามแล้วตั้งชื่ออย่างสนุกสนาน
“ดุจดาว ดวงเดือน เด้งดึ๋ง โด่งดัง ดุ๊กดิ๊ก ดุ๊กดุ๋ย โดโด้ เดือนเด่น ดวงดาว ดีโด้ ดี๊ดี”
“เป็ดไข่นะครับ คุณดาวเรือง มีแต่ตัวแม่ ไม่มีตัวพ่อสักตัว มันจะฟักเป็นตัวได้ยังไงครับ”
ดาวเรืองชะงักกึกแล้วยิ้มแหะๆ “เออ...จริง”
จินตวัฒน์ยิ้มขำในความน่ารักน่าเอ็นดูปนเปิ่นนิดๆ ของดาวเรือง

จินตวัฒน์กับดาวเรืองเดินเข้ามาจากทางเล้าเป็ดหลังบ้าน บานชื่นที่กำลังผัดอาหารที่เตาเหลือบมองแล้วอมยิ้ม
“วันนี้ผมฝากท้องที่นี่เลยนะครับ ดาวเรืองจะได้ไม่ต้องเอาปิ่นโตไปส่ง” จินตวัฒน์บอก
“ค่า...น้าทำของโปรดของคุณปลัดหลายอย่างเลยค่ะ น้ำพริกกะปิ ปลาทูทอด ผัดคะน้าปลาเค็ม แล้วก็...!”
บานชื่นพูดยังไม่จบก็อ้าปากค้างแล้วมองไปหน้าบ้านตาไม่กะพริบ จินตวัฒน์หันไปมองบานชื่นเพราะแปลกใจที่เงียบไป บานชื่นปิดแก๊ส วางตะหลิว แล้ววิ่งออกไปหน้าบ้านด้วยความตื่นเต้น
“พฤกษ์ลูกแม่!”
พฤกษ์สะพายกระเป๋าหยุดยืนมองบานชื่นยิ้มๆ อยู่ที่หน้าร้าน บานชื่นวิ่งเข้าไปกอดพฤกษ์ ทั้งคู่กอดกันกลม
“จะมาทำไมไม่บอกล่วงหน้าห๊า! จะได้ให้ไอ้เรืองไปรับที่ขนส่ง” บานชื่นว่า
พฤกษ์ตอบ “ไม่อยากให้เรืองลำบากน่ะแม่”
ดาวเรืองวิ่งมาจากหลังบ้าน
“ไหน... พฤกษ์ไหน” ดาวเรืองเห็นพฤกษ์ก็ดีใจสุดๆ “เฮ้ย! พี่พฤกษ์!! พี่พฤกษ์จริงๆ ด้วย พี่พฤกษ์” ดาวเรืองกระโดดกอด
จินตวัฒน์มองสามคนแม่ลูกที่กอดกันกลมแล้วยิ้มอย่างพลอยมีความสุขไปด้วย
บานชื่นพาพฤกษ์เข้ามาในร้าน ดาวเรืองแย่งกระเป๋ามาจากมือพี่ชายเอาเข้าไปเก็บในบ้าน
“รู้จักปลัดไว้สิลูก ปลัดจินตวัฒน์ย้ายมาประจำที่บ้านเราหลายเดือนแล้ว” บานชื่นแนะนำ
พฤกษ์ยกมือไหว้ “สวัสดีครับ”
จินตวัฒน์รับไหว้ “สวัสดีครับ”
จินตวัฒน์มองหน้าพฤกษ์ใกล้ๆ แล้วรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นที่ไหน
“นี่พี่ชายไอ้เรืองค่ะคุณปลัด ชื่อเจ้าพฤกษ์” บานชื่นแนะนำ
จินตวัฒน์อึ้งแล้วก็คิดถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา

จินตวัฒน์ขยับเข้าไปมองหนังสือพิมพ์ของหมู่จ้อยจนเห็นภาพสุดาวดีกับพฤกษ์แล้ววูบวาบ
“ไอ้นี่ตัวจริงแหง เห็นมีภาพหลุดมาตั้งเยอะ อิจฉาจริงจริ๊ง” หมู่จ้อยบอก

จินตวัฒน์ก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

สุดาวดีใจลอยจนเรียกชื่อผิด “อันตรายอะ พฤกษ์ ต้องระวังตัวนะ โรสเป็นห่วง”
จินตวัฒน์งง “พฤกษ์”

สุดาวดีพูดโทรศัพท์กับเขา “จิ๋นต้องเชื่อใจโรสนะ โรสกับพฤกษ์...ไม่ได้มีอะไรกันจริงๆ”

ดาวเรืองออกมาจากในบ้าน แปลกใจที่เห็นจินตวัฒน์กำลังจ้องพฤกษ์อย่างเอาเป็นเอาตาย พฤกษ์เริ่มยิ้มเจื่อนเพราะงงที่ถูกจ้องตาไม่กะพริบ
“ปลัด!” ดาวเรืองเรียก จินตวัฒน์รู้สึกตัว “เป็นอะไรห๊า มองพี่ชายฉันยังกับไม่เคยเห็นคน หรือว่ารู้จักกันมาก่อน”
พฤกษ์ส่ายหน้าด้วยแววตาใสซื่อ จินตวัฒน์ส่ายหน้าเช่นกันแต่แววตาของเขาบ่งบอกชัดว่ามีความอึดอัดใจซ่อนอยู่

อ่านต่อหน้าที่ 2


ดาวเรือง ตอนที่ 11 (ต่อ)
กำจรทำท่าซดน้ำลายที่กระฉอกออกมาจากมุมปากอยู่กับพนักงานอำเภอ 3-4คนที่กำลังจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยท่าทีลุ้นกับภาพที่เห็นยิ่งกว่าฟังผลล็อตเตอรี่วันหวยออก
“ซี้ด...เมื่อไหร่ไอ้จรจะมีบุญแบบนี้บ้างวะ”
พนักงานคนหนึ่งถาม “ผู้ชายคนนี้เป็นใครกันโว้ย”
“นั่นสิวะ ข้าคุ้นหน้ามันจริงๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน” กำจรพยายามนึก
“เอ็งดูคลิปนี้กี่รอบแล้วล่ะ”
“น่าจะเกือบร้อย” กำจรบอก
“ถึงได้คุ้นไง”
“เออว่ะ...มันจะเป็นใครก็ช่างเถอะ รู้แต่ว่ามันโชคดีจริงๆที่ได้ขยี้ริมฝีปากของน้องโรสขนาดนี้ เสียอย่างเดียว คลิปสั้นไปนิด ท่าอ่อนไปหน่อย เป็นข้านะ”
สุดาวดีที่สวมแว่นตาดำเดินเฉิดฉายเข้ามาในอำเภอ เธอมองซ้ายมองขวาก่อนมาหยุดที่โต๊ะกำจร
กำจรเดินต้อนพนักงานคนหนึ่งโดยสมมุติให้เป็นสุดาวดีเข้าไปชิดกำแพง “ข้าจะผลักน้องโรสไปชิดประตู จับสองแขนไว้ให้แน่น แล้วจัดการซุกไซร้ซอกคอ”
กำจรทำท่าจะซุกไซร้พนักงานคนนั้น
พนักงานเล่นด้วยจึงทำท่าสยิว “แล้วน้องโรสก็ต้องพูดว่า..”
สุดาวดีพูดขึ้น “ปลัดจินตวัฒน์อยู่มั้ย!”
กำจรและทุกคนตะลึงที่เห็นสุดาวดีจึงรีบพากันปิดคลิป
กำจรอ้าปากค้าง “คะ...คุณ...”
“ฉัน โรส สุดาวดี”
สุวรรณ แหลม และกรอดที่แอบเรียงซ้อนกันเป็นชั้นอยู่หลังโต๊ะเอกสารกำลังแอบมองดูสุดาวดีเหมือนพวกโรคจิต
“คะ..คือ...เอ่อ...ปลัด...ไม่อยู่ครับ” กำจรอึกอัก “ติดภารกิจด่วนที่ดอนล้อมควาย เสร็จแล้วก็คงกลับบ้านพักเลย”
“รู้มั้ยว่าบ้านพักจิ๋นอยู่ไหน พาฉันไปหน่อย”
“คุณ...เอ่อ...ไม่ทราบว่าคุณโรสมีธุระอะไรกับปลัดเหรอครับ”
“ธุระส่วนตัว” สุดาวดีพูดเสียงดังฟังชัด “ฉันเป็นคู่หมั้นของจิ๋น!”
ทุกคนตกใจ “คู่หมั้น!”
สุดาวดียิ้มเชิด ในขณะที่สุวรรณ แหลม และกรอดหงายหลังผึ่ง

พฤกษ์ผัดกะเพราไก่ในกระทะอย่างกระฉับกระเฉง ดาวเรืองถือช้อนรอชิมอยู่ข้างๆ ขณะที่เพี้ยนนั่งทำการบ้านอยู่มุมหนึ่ง
ดาวเรืองชม “หอมจัง...หน้าตาก็ดูดี๊ดูดี...แต่ไม่รู้รสชาติจะดีเหมือนเดิมรึเปล่า”
“เอ้า!!!!ชิม” พฤกษ์บอก
ดาวเรืองตักชิม “โห..สุดยอด ฝีมือไม่ตกเลยแฮะ สงสัยทำให้สาวๆที่กรุงเทพฯกินบ่อยล่ะซี่”
พฤกษ์ชะงักไปนิดเมื่อนึกถึงสุดาวดี ดาวเรืองตักชิมอีกหลายคำด้วยความเอร็ดอร่อย บานชื่นโผล่มาจากหลังร้านพร้อมปิ่นโต 1 เถา
“เอ้า...ไปกินของคุณปลัดเขา...เดี๋ยวได้หมดกระทะหรอก...พฤกษ์ เสร็จรึยังลูก เอาใส่ปิ่นโตนี่เลย”
พฤกษ์เอากะเพราไก่เทลงปิ่นโต
“ไอ้เรือง เอาไปส่งที่บ้านคุณปลัดที” บานชื่นบอก
ดาวเรืองเฉไฉ “ให้พี่พฤกษ์ไปแล้วกัน”
บานชื่นยืนยัน “เอ็งนั่นแหละ”
“อีตาปลัดนี่ก็อะไรก็ไม่รู้ เดี๋ยวจะกินที่นี่ เดี๋ยวจะกินที่บ้าน” ดาวเรืองบ่น
“ก็เขามีราชการด่วน เขาก็ต้องรีบไปทำสิวะ จะให้มาอยู่เลี้ยงเป็ดกับเอ็งทั้งวันทั้งคืนรึไง”
“เมื่อก่อนเรียกไอ้ปลัดขี้ไก่ไอ้ปลัดขี้เป็ด เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นอีตาปลัด แหม...ฟังแล้วรื่นหู น่ารักน่าเอ็นดูจริงนะพี่เรือง” เพี้ยนแซว “เป็นอะไร...หน้าแดง”
“ไอ้เพี้ยน อย่าหาเรื่อง!”
พฤกษ์แหย่ “ถ้าไม่มีอะไร เรืองก็ไปส่งสิ ถ้าไม่ไป แสดงว่า...มี”
“ก็ได้ๆ...ไม่ต้องมาจับผิดเลย”
ดาวเรืองหิ้วปิ่นโตขึ้นมอเตอร์ไซค์ขี่ออกไป บานชื่น พฤกษ์ และเพี้ยนมองดาวเรืองยิ้มๆ

กำจรขี่มอเตอร์ไซค์นำรถหรูของสุดาวดีเลี้ยวเข้ามาในเขตบ้านพักปลัด ขณะที่ดาวเรืองขี่มอเตอร์ไซค์ตามหลังมาจอดต่อท้ายรถของสุดาวดี กำจรจอดมอเตอร์ไซค์แล้ววิ่งมาเปิดประตูรถให้สุดาวดี สุดาวดีก้าวลงมาราวกับนางพญา
สุดาวดีถอดแว่นมองแล้วก็หน้าเหวอ “นี่เหรอ บ้านพักปลัด!”
“ครับผม”
ดาวเรืองถือปิ่นโตเดินมาแล้วก็ตะลึงที่เห็นสุดาวดี เธอคิดในใจว่า แม่เจ้า ตัวจริงโคตรสวย แต่ดาวเรืองก็งงว่าเธอมาทำอะไรที่นี่
“จิ๋นทนอยู่บ้านนอกคอกตื้ออย่างงี้ได้ยังไง ลำบากไปมั้ย มีน้ำไฟใช้รึเปล่า” สุดาวดีถาม
“น้าจร ฉันเอาปิ่นโตมาส่ง” ดาวเรืองพูด
“เออ...ขอบใจ...ทำอะไรมาบ้างวะ” กำจรถาม
“ก็ที่ปลัดชอบนั่นแหละ”
“ปลัดชอบ แต่ไม่รู้คุณโรสจะชอบด้วยรึเปล่า” กำจรประจบ “คือผมไม่ทราบว่าคุณปลัดจะมีแขกมาพักด้วย ก็เลยไม่ได้สั่งกับข้าวเผื่อไว้น่ะครับ”
สุดาวดีย้ำชัด “ฉันไม่ใช่แขก ฉันเป็นคู่หมั้นจิ๋น”
ดาวเรืองอึ้งและบอกไม่ถูกว่าทำไมถึงรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว
สุดาวดีมองดาวเรืองตั้งแต่หัวจรดเท้า “เนื้อตัวมอมแมมแบบนี้ อาหารจะสะอาดเหรอ”
ดาวเรืองของขึ้น “สะอาดแน่นอนจ้ะ...อย่างผัดเผ็ดอึ่งอ่าง ก็ล้างนอกล้างในเป็นร้อยรอบ ส่วนลาบงูเห่านี่ ตอนทำใช้ตะไคร้ล้าง หมดกลิ่นคาวชัวร์ พวกหนอนไม้ไผ่ แมลงเม่า แมลงกุดจี่ ก็คั่วใส่เกลือมาอย่างดี”
สุดาวดีพะอึดพะอมจนจะอ้วก “อร๊าย อาหารบ้าอะไรเนี่ย ใครจะไปกินลง”
“ของดีทั้งนั้นเลยนะครับคุณโรส ที่สำคัญ ปลัดชอบมาก” กำจรย้ำ
ดาวเรืองหัวเราะชอบใจ สุดาวดีทำท่าขยะแขยงแล้วรีบเดินตึงๆขึ้นบันไดก่อนจะเหยียบพลาดทำให้เสียหลัก สุดาวดีกรี๊ดกร๊าด
กำจรเปรยกับดาวเรือง “ซุ่มซ่าม แต่ก็สวยโคตรๆ”
ดาวเรืองที่หัวเราะอยู่เงียบกริบทันที
กำจรพูดต่อ “คุณปลัดนะคุณปลัด มีแฟนสวยขนาดนี้ก็ไม่บอก ถึงว่า ไม่ชายตาแลสาวดอนพัฒนาเลยสักคน ว่ามั้ยวะ”
กำจรหันกลับมาหาดาวเรือง แต่ดาวเรืองขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปแล้ว
“อ้าว....”

ดาวเรืองขี่มอเตอร์ไซค์ช้าๆ ด้วยสีหน้านิ่งเพราะอารมณ์บูดจนถึงหัวสะพาน แล้วเธอจึงจอดรถรอให้เด็ก 2-3 คนต้อนฝูงเป็ดเดินข้ามถนนผ่านไปก่อน ดาวเรืองยิ้มผ่อนคลายกับภาพที่เห็น แต่เพียงชั่ววินาทีเดียวก็กลับมาซึมเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เก่าๆ

ดาวเรืองตื่นเต้นดีใจ “ขะๆๆๆๆ ไข่...ไข่!!! จีจ้ามันออกไข่แล้ว”
ดาวเรืองวิ่งมาหาจินตวัฒน์แล้วลื่นขี้เลนทำให้ขาพันกันจนเสียหลักสะดุดล้ม ไข่เป็ดลอยหลุดจากมือ ดาวเรืองตาเหลือกรีบสไลด์ตัวเข้าไปรับก่อนที่ไข่จะตกพื้น จินตวัฒน์ก็ตกใจไม่แพ้กัน เขาล้มตัวนอนราบกับพื้นพร้อมชูมือเพื่อรับไข่ จินตวัฒน์รับไข่ไว้ได้พอดี หน้าของทั้งคู่แทบพุ่งมาชนกัน มีเพียงไข่ในมือจินตวัฒน์ที่คั่นระหว่างทั้งคู่ไว้

เหตุการณ์ที่จินตวัฒน์ยังไม่หยุดขำ ดาวเรืองเดินเข้าหาจินตวัฒน์ ทั้งทุบตี บิดเนื้อ แถมไล่ข่วน จินตวัฒน์หลบจนหลังไปพิงรถตัวเอง ดาวเรืองตามไปทุบจินตวัฒน์ต่อ จินตวัฒน์จับข้อมือทั้งสองข้างของดาวเรืองไว้ ทั้งคู่ชะงักแล้วจ้องตากันนิ่งอยู่ 3 วินาที ต่างคนต่างหน้าแดง
จินตวัฒน์พูดขึ้นมา “ฉันชอบแบบนี้นะ น่ารัก ดูเป็นผู้หญิงดี”

เหตุการณ์ที่ดาวเรืองพูดแซว “กินไอติมไม่ลงเพราะมีปัญหากับแฟนนี่เอง”
“ไม่ใช่เรื่องของเด็กน่า”

เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ดาวเรืองก็เศร้าจึงถอนใจเฮือก
“ไม่ปฏิเสธก็แสดงว่าเรื่องจริง”
ดาวเรืองหันไปมองเด็กๆ กับฝูงเป็ดในคลองที่กำลังว่ายน้ำกันอย่างสนุกสนาน สุวรรณ แหลม และกรอดขี่มอเตอร์ไซต์สวนมาจากอีกทาง
สุวรรณเริงร่า “แหม...บุบเพอาละวาดจริงๆ...เฮ้ย ไอ้เรือง ข้ามีข่าวสดๆร้อนๆจะบอกเอ็ง”
ดาวเรืองรำคาญ “ไปเห่าที่อื่น”
“ฟังพี่วรรณเห่า เอ๊ย หอน เอ๊ย พูดสักนิดนะจ๊ะ” กรอดบอก
“เอ็งรู้จักดาราดังที่ชื่อโรส สุดาวดีมั้ยวะ คนที่สวยๆ ขาวๆ แล้วก็เซ็กซี่ๆ น่ะ” สุวรรณถาม
ดาวเรืองสวน “ทำไม เขาเป็นแม่เอ็งเหรอ”
“พูดยังงี้มันน่าจูบปากซะให้เข็ด...เขาเป็นแฟนปลัดจินตวัฒน์ คนเขารู้กันทั้งเมืองแล้วโว้ย”
แหลมกับกรอดขานรับ “ฮิ้วว”
“ปลัดแก่ออกปูนนั้นไม่มีแฟนสิเรื่องแปลก พวกเอ็งคาบข่าวมาบอกข้าทำไมมันทำให้ดอนล้อมแรดเจริญขึ้นรึไง”
“ฟังนะไอ้เรือง ปลัดกะข้าน่ะตกที่นั่งเดียวกันคือ มีเจ้าของหัวใจแล้วทั้งคู่ เพียงแต่เจ้าของหัวใจเขาไม่ใช่เอ็ง แต่เจ้าของหัวใจข้าคือเอ็งคนเดียว” สุวรรณว่า
แหลมกับกรอดขานรับ “ฮิ้ว”
“มาร้องยี่เกอะไรกลางถนนวะ...จะอ้วก!!”
ดาวเรืองขี่มอเตอร์ไซค์จากไป
สุวรรณ แหลม และกรอดมองตามด้วยความกังขาและงงงัน
“ตกลงมันอารมณ์ไหนวะ” สุวรรณงง
“ที่รู้ๆมันไม่ได้หึงปลัด” แหลมบอก
“ผู้หญิงปากกับใจไม่ตรงกัน” กรอดว่า
สุวรรณสรุปเองทันที “งั้นที่มันด่าข้าทุกวัน ก็เพราะมันรักข้า” สุวรรณปลื้มสุดๆ “ไอ้เรืองมันรักข้า มันไม่ได้ชอบปลัดซักกะตี๊ด ฟันธง!”

บานชื่นกำลังผัดก๋วยเตี๋ยวในกระทะอย่างมีความสุข พฤกษ์ถือถาดใส่จานก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊วมาเสิร์ฟลูกค้าที่โต๊ะ
“น่าอิจฉาแม่บานเนอะ มีวาสนาได้เห็นลูกชายรับปริญญา” ลูกค้าบอก
“ลูกชายฉันน่ะว่าที่ทนายคนแรกของดอนล้อมแรดเชียวนะ แล้วอีกหน่อย ก็ได้เป็นผู้พิพากษา” บานชื่นคุย
พฤกษ์เขิน “แต่ตอนนี้ขอเป็นเด็กเสิร์ฟก่อนนะครับ...มีใครสั่งอะไรเพิ่มมั้ยครับ”
พฤกษ์เดินมาจดออเดอร์ ในขณะที่จินตวัฒน์ขับรถเข้ามาจอดแล้วลงมามองหาดาวเรือง
“ดาวเรืองล่ะครับ” จินตวัฒน์ถาม
“แม่คิดว่าปลัดจะกลับดึก ก็เลยให้เรืองไปส่งปิ่นโตที่บ้านครับ” พฤกษ์บอก
ดาวเรืองขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดข้างรถจินตวัฒน์ด้วยอารมณ์หงุดหงิดมาแต่ไกล
จินตวัฒน์พูดกับดาวเรือง “ไม่น่าลำบากเลยดาวเรือง ฉันตั้งใจกลับมากินที่นี่อยู่แล้ว”
ดาวเรืองเผลอกัดโดยไม่รู้ตัว “กินที่นี่มันจะอร่อยได้ไง ฝุ่นก็เยอะ ยุงก็แยะ แถมมีกลิ่นขี้เป็ดกับแม่ค้าปากร้ายอีกต่างหาก ไม่มีอะไรเจริญหูเจริญตาเหมือนกลับไปกินที่บ้านหรอก รีบกลับไปเลยไป”
พฤกษ์กับบานชื่นมองหน้ากันอย่างงงๆว่าดาวเรืองเป็นอะไร
“เรื่องอะไรมาไล่ลูกค้าข้าวะไอ้เรือง” บานชื่นถาม
“ไม่ได้ไล่...แค่หวังดี...กลับถึงบ้านแล้วเขาจะสรรเสริญฉันซะอีกไม่ว่า” ดาวเรืองบอก
พูดจบดาวเรืองก็เดินเข้าหลังร้าน พฤกษ์กับบานชื่นมองหน้ากันอีกครั้งเพราะงงหนักกว่าเดิม จินตวัฒน์โคตรงงเพราะไม่รู้ว่าดาวเรืองโกรธเขาเรื่องอะไร

จินตวัฒน์ขับรถกลับบ้านพัก เขามองรถอีกคันที่จอดอยู่หน้าบ้านแล้วก็จำได้ว่าเป็นรถของสุดาวดี จินตวัฒน์รีบเดินขึ้นบ้านจนเห็นอาหารอันประกอบด้วยน้ำพริกปลาทู ผัดคะน้าปลาเค็ม ผัดกะเพราไก่ ข้าวและไวน์ 1 ขวดวางอยู่บนโต๊ะ สุดาวดีเดินเข้ามายืนข้างหลังจินตวัฒน์
“เซอร์ไพรซ์!”
“โรส!.....คุณมาได้ยังไง!”
สุดาวดีเดินมาหอมแก้มจินตวัฒน์หนึ่งฟอดเป็นการทักทายแล้วสวมกอด
“โรสคิดถึงจิ๋นมากที่สุดเลย...จิ๋นอย่าโกรธโรสเลยนะ”
“โกรธ...เรื่องอะไรครับ”
“ก็...เรื่องข่าวเรื่องคลิปไร้สาระนั่นไง...โรสไล่นายพฤกษ์ออกตั้งแต่เกิดเรื่องแล้วนะคะ จิ๋นจะได้สบายใจ”
“ทำไมโรสไม่โทรบอกล่วงหน้าว่าจะมา ผมไม่ได้เตรียมอะไรไว้ให้เลย”
“ไม่เห็นต้องเตรียมอะไรนี่คะ แค่มีจิ๋นอยู่ด้วยก็พอแล้ว”
“แต่โรสจะอยู่ยังไง ที่นี่มันลำบากนะ ห้องนอนก็มีห้องเดียว”
“แล้วไงคะ”
“คือ...เตียงก็มีเตียงเดียว”
สุดาวดีหยอดตาหวาน “เตียงเดียวแต่นอนได้สองคนใช่มั้ยล่ะ มาค่ะ...กินข้าวกัน”
สุดาวดีดันหลังจินตวัฒน์ให้นั่งลงแล้วรินไวน์ใส่แก้ว
“ดีนะที่โรสมีไวน์ติดรถมาด้วย จะได้ทำให้อาหารหน้าตาบ้านๆนี่มีรสชาติขึ้นมานิดนึง ตอนแรกโรสตกใจหมดเลย ก็นังเด็กที่เอาปิ่นโตมาส่ง มันโกหกว่ามันทำอึ่งอ่าง งูเห่าอะไรมาให้กินก็ไม่รู้”
“ดาวเรืองน่ะเหรอ”
“จำชื่อมันไม่ได้ค่ะ แต่ท่าทางสก๊อยแสบซ่าส์ไม่ใช่เล่น” สุดาวดีชูแก้วไวน์ขึ้นมา “มาค่ะ...ดื่มเพื่อความรักของเรา”
จินตวัฒน์ชนแก้วไวน์กับสุดาวดีแต่ใจไพล่ไปนึกถึงดาวเรือง

ดาวเรืองนั่งเหม่อหน้าเล้าเป็ด พฤกษ์เดินเข้ามาพอเห็นน้องสาวไม่สบายใจก็เดินมานั่งข้างๆ
พฤกษ์เขย่าหัว “เป็นอะไร เมื่อกลางวันยังเฮฮาอยู่เลย แบ็ตหมดเหรอ”
“เซ็งเป็ด”
“ไปเซ็งมันทำไม เป็ดทำอะไรให้”
“ไม่ใช่อย่างนั้น” ดาวเรืองหัวเราะออกมาได้
“มีอะไรไม่สบายใจก็เล่าให้พี่ฟังได้นะ มาคุยกับเป็ดจะได้เรื่องอะไร”
“ไม่ได้ไม่สบายใจ ก็แค่....” ดาวเรืองเซ็งเพราะรู้สึกอกหัก
พฤกษ์รู้ว่าน้องมีอะไรในใจแน่ๆ “ว่ามา”
ดาวเรืองไม่แน่ใจว่าจะพูดดีหรือไม่แต่สุดท้ายก็พูด “ผู้หญิงกับผู้ชายที่อยู่ใกล้ชิดกัน เป็นไปได้มั้ยที่จะ...เผลอใจให้กันน่ะ”
พฤกษ์อึ้งกับคำถามของดาวเรืองที่เหมือนกระแทกใจตัวเองเล็กๆ
พฤกษ์ตอบ “อืม...ก็แล้วแต่ว่าทั้งคู่เป็นอะไรกัน เช่น เป็นเพื่อนหรือแฟน”
“ถ้าเป็นแฟนกันล่ะ”
“ก็แล้วแต่วุฒิภาวะของแต่ละคน ถ้ามีสติรู้ว่าไม่พร้อม ก็คงยับยั้งชั่งใจกันได้ แต่ถ้าไม่มีสติ เรื่องเผลอใจมันก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เหมือนน้ำมันกับไฟไง อยู่ใกล้กันได้ที่ไหนล่ะ”
ดาวเรืองจ๋อย “เหรอ”
“ถามทำไม...เรามีความรักกับเขาแล้วเหรอ”
ดาวเรืองปฏิเสธเสียงสูง “เปล๊า...เห็นในละคร พระเอกชอบทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ยอมแตะต้องนางเอก...เลยอยากรู้ว่าในชีวิตจริง จะมีใครเป็นอย่างนั้นได้รึเปล่า”
แล้วสองพี่น้องก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน สักครู่ดาวเรืองก็โพล่งขึ้นมา
“พี่พฤกษ์มีแฟนรึยัง”
พฤกษ์ทำหน้าเด๋อเล็กๆ “เฮ้ย!!! ถามอะไรยังงั้น ตัวเองยังเอาไม่รอด พี่จะหาห่วงมาผูกคอทำไม อยู่เป็นโสด ดูแลน้องสาวคนนี้ดีกว่า”
พฤกษ์ยิ้มแล้วลูบหัวดาวเรืองอย่างเอ็นดู ดาวเรืองเอนซบไปกับไหล่พี่ชายด้วยความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ

ตกกลางคืน สุดาวดีที่ใส่เสื้อเชิ้ตของจินตวัฒน์กับกางเกงขาสั้นเต่อเข้ามาโอบหลังจินตวัฒน์ซึ่งนั่งดื่มกาแฟอยู่ที่โต๊ะทำงาน
“ไปนอนเถอะค่ะจิ๋น...ดึกแล้ว”
“โรสนอนก่อนเถอะ ผมยกห้องให้ เดี๋ยวผมนอนข้างนอกเอง”
สุดาวดีพลิกตัวมานั่งตักจินตวัฒน์แล้วโน้มคอเขาไว้ จินตวัฒน์กระอักกระอ่วนใจนิดๆ
“โรส”
“อย่าใจแข็งกับโรสนักสิคะ โรสอุตส่าห์มาหาถึงนี่ เข้าไปนอนเป็นเพื่อนโรสนะ”
“ผมต้องทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ คุณง่วงก็เข้าไปนอนเถอะ”
“อยากรู้จัง จิ๋นจะทนเป็นพระอิฐพระปูนได้แค่ไหน”
สุดาวดีจิกตามองจินตวัฒน์แล้วค่อยๆโน้มคอลงมาจูบจนปากจะประกบกันอยู่แล้ว
เสียงกำจรดังขึ้น “คุณปลัดคราบ”
กำจรโผล่เข้ามาพร้อมกระเป๋าใบเล็ก สุดาวดีรู้สึกขัดใจ เธอผละจากจินตวัฒน์แล้วตวัดสายตาเขียวปั่ดใส่กำจร
จินตวัฒน์โล่งอก “มาเลยนายจร กำลังรออยู่พอดี”
“กรรมของไอ้จรจริงๆ มีหัวหน้าไฟแรงขนาดนี้...กลางค่ำกลางคืนยังถูกเรียกมาใช้งาน...ดูสิ ต้องหอบผ้าหอบผ่อนมานอนค้างอ้างแรมด้วยอีกต่างหาก”
พอรู้ว่ากำจรจะมานอนด้วยสุดาวดีก็สะบัดหน้าใส่กำจรแล้วเดินกระแทกเท้าเข้าห้องนอนไป
จินตวัฒน์เอ่ยถาม “อยากเจริญในหน้าที่การงานมั้ย”
“ไอ้อยากมันก็อยาก แล้วคุณปลัดล่ะ อยากกะเขาบ้างรึเปล่า”
“อยากอะไร”
กำจรแซว “อยากเข้าไปนอนในห้องน่ะสิ”
จินตวัฒน์ดุ “ไม่ใช่เวลานี้ ฉันไม่ชอบทำอะไรที่ไม่สมควร”
“โอ้โห ปูนนี้แล้วยังจะกล้าพูดว่าไม่สมควรอีกเหรอครับ จะรอให้ถือไม้เท้ายอดทองยักแย่ยักยันเข้าหอเลยรึไงครับ ถึงจะเรียกว่าสมควรแก่เวลา”
“เวลาที่สมควรของฉันคือเวลาที่ฉันพร้อม ตอนนี้ยัง”
กำจรหน้าเหวอพลางคิดในใจว่าอย่างนี้ก็มีด้วย จินตวัฒน์ก้มอ่านแฟ้มงานในมืออย่างใส่ใจ

สุดาวดีเดินไปที่หน้าต่างห้องนอน เธอหยิบโทรศัพท์มาเปิดดูก็เห็นมิสคอลล์ของพฤกษ์หลายสิบสายที่โทรเข้ามาต่างกรรมต่างวาระกัน สุดาวดีสองจิตสองใจว่าจะโทรหาพฤกษ์ดีไหม

โทรศัพท์ในมือพฤกษ์ที่หน้าจอขึ้นเป็นชื่อสุดาวดี พฤกษ์มองโทรศัพท์ด้วยความหนักใจและคิดแล้วคิดอีกว่าจะกดโทรออกดีมั้ย สุดท้ายเขาก็ตัดใจเพราะคิดว่าสุดาวดีคงไม่แคร์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“เขาไม่สนหรอกไอ้พฤกษ์เอ๊ย..ก็แค่...มันคงไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขา..อาจจะลืมไปแล้วก็ได้”
พฤกษ์ถอนใจแล้วแหงนหน้ามองดาวบนท้องฟ้าซึ่งอยู่ไกลแสนไกล

เช้าวันใหม่ จินตวัฒน์ที่แต่งตัวข้าราชการกำลังนั่งใส่ถุงเท้าอยู่ที่เก้าอี้พร้อมกับอ่านรายงานที่ทำเสร็จเมื่อคืนไปด้วย สุดาวดีสวมเสื้อคลุมเดินนวยนาดออกมาจากห้องนอน ในมือของเธอถือผ้าเช็ดตัวเตรียมจะอาบน้ำ แต่ก็ไม่วายโฉบมาหอมแก้มจินตวัฒน์ฟอดใหญ่
“มอนิ่งคิสค่ะ”
สุดาวดีขยิบตาให้ แล้วสะบัดผมยาวสลวยก่อนเดินตรงไปยังห้องน้ำ จินตวัฒน์มองตามแล้วก้มใส่ถุงเท้าอีกข้าง

สุดาวดีเปิดประตูเข้าห้องน้ำจากรอยยิ้มสดใสของเธอก็เปลี่ยนเป็นช็อกจนอ้าปากหวอ
“กรี๊ด”
กำจรที่กำลังนั่งยองๆเบ่งขี้หน้าแดงอยู่บนคอห่านเงยหน้าเห็นสุดาวดีก็ตกใจจนร้องลั่น
“กรี๊ด”
สุดาวดีปิดประตูดังปัง แล้วก็ปากคอสั่นเพราะทำอะไรไม่ถูก จินตวัฒน์ตกใจจึงวิ่งมาดู
“เกิดอะไรขึ้นโรส”
กำจรเปิดประตูห้องน้ำแล้วโผล่แต่หน้าออกมา
“ผมขี้หดหมดแล้วครับ ได้ยินเสียงกรี๊ดคุณโรส ผมไปต่อไม่ได้จริงๆ เชิญคุณโรสขี้ต่อได้เลยครับ”
กำจรนุ่งผ้าขาวม้าเดินออกมา สุดาวดีเห็นหุ่นอันอุบาศว์ของกำจรแล้วก็ร้องลั่น
“กรี๊ด”
“ผมราดอย่างดีแล้วนะครับ” กำจรบอก
“กรี๊ด”
สุดาวดีสติแตก เธอรีบวิ่งออกไปจากหน้าห้องน้ำแล้วกลับเข้าห้องนอนก่อนจะขังตัวเองไว้ในห้อง
จินตวัฒน์เรียก “โรส!”
“เขาเหม็นหน้าผม หรือเหม็นขี้ครับเนี่ย” กำจรงง
จินตวัฒน์ถอนใจเฮือก

ดาวเรืองสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์ด้วยท่าทีที่นิ่งและเงียบกว่าทุกวัน เพี้ยนในชุดนักเรียนขึ้นซ้อนท้าย ดาวเรืองขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปท่ามกลางสายตาของแม่และพี่ชาย
“ไอ้เรืองมันเป็นอะไร เงียบๆซึมๆ พิกล” บานชื่นงง
พฤกษ์มองตามน้องไปด้วยความสงสัยแต่ไม่ได้พูดอะไร

จินตวัฒน์กางแผนที่ขนาดใหญ่บนโต๊ะทำงานต่อหน้าดาวเรือง สุวรรณ และสันติสุข
จินตวัฒน์อธิบาย “แผนที่ฉบับนี้ ครอบคลุมตั้งแต่บริเวณป่าสงวนฝั่งดอนพัฒนาไปจนถึงแนวตะเข็บชายแดน ถ้าพวกมันไม่ไหวตัวซะก่อน เราน่าจะบุกถึงรังเสี่ยกำพลได้ไม่ยาก และอาจจะจับตัวเขาได้พร้อมหลักฐาน”
“ผมจะวางกำลังเพิ่มเป็น 2 เท่า เอาพวกแม่นปืนและหน่วยจู่โจมไปด้วย”
“ครั้งนี้ เราจะเข้าไปทางทิศใต้ ให้วรรณเป็นคนนำทางเหมือนเดิมครับ...ใช่มั้ยดาวเรือง” จินตวัฒน์ถาม
สุวรรณฟังอย่างใจจดใจจ่อ ขณะดาวเรืองอยู่ในอารมณ์เหม่อลอย
จินตวัฒน์ถาม “เป็นอะไรดาวเรือง ไม่สบายรึเปล่า”
ดาวเรืองรู้ตัว “สบายดี...สบายสุดๆ...แต่...” ดาวเรืองประชด “คงไม่สุดที่สุดเหมือนใครบางคน”
สุวรรณเติมเชื้อเข้าไปอีก “มีแฟนสวยขนาดนี้ กระชุ่มกระชวยไม่มีเพลียเลยนะปลัด”
สันติสุขตลบเข้าประเด็น “เอาล่ะ ครั้งนี้ ผมขอให้ทุกคนระวังตัวให้มาก สำหรับนายวรรณ นายมีสิทธิ์เลือกที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้ ว่าไง”
“งานนี้ ผมลงสุดตัว ทุ่มสุดหัวใจ” สุวรรณขยิบตาให้ดาวเรือง “เพื่อน้องเรืองของผมคนเดียว!”
ดาวเรืองยิ้มฝืดๆให้สุวรรณ
จินตวัฒน์รู้สึกเจ็บจี๊ดดดดแต่ข่มอาการไว้ไม่ให้ใครจับได้ โดยเฉพาะสุวรรณที่ยักคิ้วหลิ่วตาใส่เขาอยู่

กำจรนั่งหน้าโต๊ะร้อยเวรเหมือนมาแจ้งความ หมู่จ้อยนั่งที่โต๊ะ จ่าแม่นและตำรวจอีก 2 นายล้อมวงฟังอย่างสนใจ
หมู่จ้อยเอ่ยถาม “รูปพรรณสัณฐานเป็นยังไง”
“ขาว หุ่นดี เซ็กซี่ หอมไปทั้งตัว” กำจรอธิบาย
“เอ็งรู้ได้ไงวะ เอ็งได้ดมด้วยเรอะ”
“ข้าไม่ได้ดมของเขา แต่เขาน่ะดมของข้า” กำจรบอก
ทุกคนตกใจ “เฮ้ย!”
“จะๆ คาส้วมเลย...ไม่อยากเชื่อ...ข้าจะมีบุญนั่งขี้ให้ดาราดู”
หมู่จ้อยโอดครวญ “ข้ารักของข้าอยู่ดีๆ มาเอาของข้าไปซะแล้ว ปลัดนี่หน้าซื่อตาใส ที่แท้ก็ไว้ใจไม่ได้ แล้วนี่ เห็นคลิปรึยัง แฟนตัวเองมีข่าวกะไอ้หนุ่มคนเดิมอีกแล้ว”
“แต่ข้าไม่เชื่อ!!! เอ็งจำคนผิดแล้วไอ้จร อย่างดีก็แค่คนหน้าเหมือน ถ้าปลัดมีแฟนสวย เซ็กซี่อย่างโรส สุดาวดีจริง จะย้ายมาอยู่ที่นี่ทำไม ข้าไม่เชื่อเด็ดขาด!” จ่าแม่นว่า
สุดาวดีเดินมาหยุดต่อหน้าทุกคนด้วยท่าทางเชิดๆ จ่าแม่น หมู่จ้อย และตำรวจทั้ง 3 นายตาค้าง อ้าปากหวอ
กำจรยิ้มกริ่ม “เป็นไง...”
จ่าแม่นกระพริบตาถี่ๆ “เชื่อก็ได้”
“จิ๋นประชุมเสร็จรึยังนายจร” สุดาวดีถาม
จินตวัฒน์เดินออกมาจากห้องผู้กำกับ ตามด้วยดาวเรืองและสุวรรณที่พยายามพะเน้าพะนอดาวเรืองตลอดเวลา
สุดาวดีเดินไปหา “จิ๋นคะ ไปกินข้าวกันเถอะค่ะ โรสหิ๊วหิว”
สุวรรณเห็นสุดาวดี “ฮิ้ว แฟนใครมารับไปกินนม เฮ้ย กินข้าวแล้วเว้ย”
สุดาวดีตรงเข้าควงแขนจินตวัฒน์อย่างเคยชิน
ดาวเรืองเหล่จินตวัฒน์ “เฮ้ย ไอ้วรรณ ข้าก็หิ๊วหิวว่ะ ไปหาอะไรกระแทกปากกันดีกว่า”
สุวรรณดีใจจนเนื้อเต้น “สองต่อสองนะ”
ดาวเรืองตอบทันที “ตามมา!!”
จินตวัฒน์ดับฝันสุวรรณ “ไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ เดี๋ยวฉันเป็นเจ้ามือเอง”
ดาวเรืองแบะปากแล้วเดินท่ากวนๆ ผ่านจินตวัฒน์กับสุดาวดีไป จ่าแม่น หมู่จ้อย และกำจรรีบเข้ามาสมทบกินฟรีกับดาวเรืองและสุวรรณที่เดินนำออกไปก่อนทันที สุดาวดีรู้สึกขัดใจมาก จินตวัฒน์มองตามหลังดาวเรืองที่เดินเกี่ยวก้อยไปกับสุวรรณแล้วรู้สึกปั่นป่วน

จินตวัฒน์ ดาวเรือง สุวรรณ สุดาวดี จ่าแม่น กำจร หมู่จ้อยมานั่งกินข้าวที่ร้านขายข้าวแกงที่ตลาดโดยที่จินตวัฒน์นั่งริมสุด ถัดมาคือสุดาวดีและกำจร
ดาวเรืองนั่งฝั่งตรงข้ามจินตวัฒน์ ตามด้วยสุวรรณ จ่าแม่น และหมู่จ้อย ชาวบ้านคนอื่นๆ พากันมายืนออหน้าร้านเพื่อมองดูสุดาวดีด้วยความตื่นเต้น
“ตอนนี้ปลัดดังไปทั้งอำเภอเลยนะครับ มีแฟนเป็นซุป’ตาร์ก็ไม่บอก” กำจรว่า
“นี่...จิ๋นไม่ได้บอกใครเหรอคะว่าเราเป็นแฟนกัน” สุดาวดีถาม
“ผมไม่ใช่คนดังนะโรส ใครจะอยากรู้เรื่องส่วนตัวของผม”
“สาวแก่แม่ม่ายยันกะเทยดอนพัฒนาอกหักกันเป็นแถว” จ่าแม่นแซว
“ผมก็...อกหักครับ!” หมู่จ้อยบอก

อ่านต่อหน้าที่ 3


ดาวเรือง ตอนที่ 11 (ต่อ)
สุดาวดียิ้มภูมิใจในเสน่ห์ของตัวเองก่อนจะหันไปมองดาวเรืองกับสุวรรณด้วยสายตาดูถูกนิดๆ
สุดาวดีกระแนะกระแหน “สองคนนี้...เหมาะกันดีนะ...เป็นแฟนกันรึเปล่า”
“คุณโรสนี่ตาถึงเว้ยเฮ้ย...ถูกครับ...เราสองคนเหมาะสมกันตั้งแต่เกิด...แต่ ถ้าไม่มีไอ้เรือง ผมอาจจะตกหลุมรักคุณโรสก็ได้” สุวรรณบอก
“ถ้าไม่มีแม่ไอ้เรือง ผมก็อาจจะตกหลุมรักคุณโรสเช่นกัน” จ่าแม่นพูด
สุดาวดีพูดกับสุวรรณ “นายไม่เหมาะกับฉันหรอก คบผู้หญิงบ้านๆอย่างนี้” สุดาวดีพยักพเยิดไปทางดาวเรือง “ดีแล้ว”
สุวรรณของขึ้น “หมายความว่าอะไรวะ...บ้านๆ”
จินตวัฒน์ไม่อยากมีเรื่อง “โรสเขาล้อเล่นน่ะ”
ดาวเรืองทนไม่ไหวจึงแกล้งเรอเสียงดังลั่น “เอิ้ก”
สุดาวดีว่า “ว๊าย ไม่มีมารยาท”
“ช่วยไม่ได้ อยากมานั่งโต๊ะเดียวกับคนบ้านๆนี่หว่า” ดาวเรืองลุกขืนยืนแล้วตบหน้าท้อง “อิ่มจังตังค์อยู่ครบ...มีแรงไปเตะไอ้พวกปากหมาแล้วเว้ย!”
ดาวเรืองเดินออกจากร้านไป สุวรรณรีบลุกตาม สุดาวดีวางช้อนเสียงดังด้วยความไม่พอใจ จ่าแม่น กำจร หมู่จ้อยสะดุ้งเฮือกแล้วหยิบน้ำขึ้นมาดื่มพร้อมกัน พอสุดาวดีหันไปเห็นกลุ่มคนยืนมองอยู่ก็ประดิษฐ์ปากยิ้มหวานพร้อมโบกมือให้ทุกคนอย่างเป็นกันเอง จินตวัฒน์มองตามหลังดาวเรืองแล้วรู้สึกหน่วงๆ อย่างบอกไม่ถูก

สุวรรณเดินจ้ำตามดาวเรืองมาติดๆ
“กินคาวเสร็จแล้ว ไปต่อของหวานกันมั้ยไอ้เรือง ไอติมร้านป้าเทืองก็ได้” สุวรรณชวน
ดาวเรืองเดินหน้าง้ำมาถึงรถมอเตอร์ไซค์ก็ขึ้นคร่อมแล้วขี่ออกไปเลย
“อะไรของมันวะ...เอาใจไม่ถูกเลยเนี่ย”
แหลมกับกรอดโผล่มา
“ประชุมเสร็จแล้วหรือพี่” แหลมถาม
“คราวนี้ได้เป็นหัวหน้าทีมอีกปะ” กรอดก็ถาม
สุวรรณเขกหัวลูกน้องไปคนละที
“อย่าเสียงดังสิวะ เดี๋ยวพวกมันได้ยินก็มาเล่นข้าหรอก หัดเก็บความลับให้มิดบ้างนะพวกเอ็งน่ะ”
เสมอใจตะโกนถามเสียงดัง “ประชุมอะไรเหรอไอ้วรรณ!!”
คนในละแวกนั้นพากันมองสุวรรณเป็นตาเดียว
เสมอใจถือถุงใส่ของพะรุงพะรังเดินออกมาจากร้าน
สุวรรณหัวเสีย “นังเหมอ!!”
“ทำไมต้องเรียกชื่อข้าด้วยน้ำเสียงแบบนี้ทุกที...นึกว่าข้ากลัวเหรอ” เสมอใจว่า
สุวรรณตะโกนลั่น) เมื่อไหร่จะเลิกตามข้าสักทีห๊า!!!!!
เสมอใจตวาดกลับเสียงดังกว่า “แล้วเอ็งล่ะ เมื่อไหร่จะเลิกตามไอ้เรืองสักที ตามมันตั้งกะ 4 ขวบ จนจะ 40 แล้ว ยังไม่เลิกตามอีก เป็นอะไรมากเปล่า!!”
สุวรรณ แหลม และกรอดเจอเสมอใจตวาดกลับก็ถึงกับเจื่อนไปตามๆกัน

สุดาวดีดื่มน้ำ ในขณะที่จ่าแม่น กำจรและหมู่จ้อยยังนั่งมองเธอตาหวานเชื่อม
“จิ๋นคะ...เดี๋ยวพาโรสไปช๊อปปิ้งหน่อยสิคะ”
จินตวัฒน์ทวนคำ “ช๊อปปิ้ง”
“ค่ะ โรสอยากได้เสื้อผ้า แถวนี้มีห้างบ้างมั้ยคะ หรือร้านที่โอเคๆหน่อยน่ะค่ะ”
หมู่จ้อยพูดตาเยิ้ม “มีสิครับ ในตลาดมีตั้งหลายร้านครับ”
“ทั้งร้านเจ๊กงวด ยายหลอด ตาทิน หรือน้องก้อย คุณโรสอยากได้แบบไหนล่ะครับ ที่ดอนพัฒนามีหมด” จ่าแม่นบอก
“เรียกว่าแหล่งรวมแฟชั่นชายแดนเลยล่ะครับ อาจไม่เก๋เท่าพารากอน แต่ก็น้องๆโรงเกลือล่ะครับ” กำจรอธิบาย
สุดาวดีเบะปากใส่ “นอกจากอึเหม็นแล้วรสนิยมยังป่วยอีกต่างหาก รีบไปกันเถอะค่ะจิ๋น”
“ผมไม่อยากเอาเวลางานไปทำเรื่องส่วนตัว เอาไว้ตอนเย็นได้มั้ย หรือไม่ก็ เสาร์ อาทิตย์”
“แต่โรสอยากซื้อตอนนี้นี่คะ โรสไม่อยากกลับไปนั่งรอนอนรอจิ๋นที่บ้าน โรสเบื่อ”
จินตวัฒน์แนะนำ “งั้นก็เดินเล่นในตลาดสิครับ จะได้ดูว่าชาวบ้านเขาใช้ชีวิตกันยังไง เพลินดีนะ”
“ค่ะ จิ๋นพาโรสไปนะ”
“ผมเป็นข้าราชการนะโรส ถ้าชาวบ้านเห็นผมมาเดินเล่นกับผู้หญิงในเวลางานแบบนี้ เขาจะคิดยังไง”
“โอ๊ย” สุดาวดีเซ็ง “จิ๋นอะ จะเป๊ะไปไหน...ก็ได้...ก็ได้...โรสไปซื้อเองคนเดียวก็ได้”
สุดาวดีสะบัดสะบิ้งใส่จินตวัฒน์ แต่พอเหลือบเห็นประชาชนที่ยืนมุงอยู่หน้าร้านก็โบกมือทักทาย ยิ้มสวยขึ้นมาได้ทันทีก่อนจะเดินออกไป
จ่าแม่น กำจร หมู่จ้อยมองตามด้วยความเสียดายเพราะอยากมองสุดาวดีให้นานกว่านี้
กำจรพยักหน้าให้จินตวัฒน์ตามสุดาวดีไป “ไปเลยครับคุณปลัด”
“ไปสิ...ไปทำงานนะ” จินตวัฒน์พยักหน้าชวนทุกคน “ไป...หมดเวลาพักแล้ว”
จินตวัฒน์เดินนำ กำจร จ่าแม่น และหมู่จ้อยที่เดินตามหลังไปด้วยอาการหนังท้องตึง หนังตาหย่อน

กำพลเดินมาหยุดยืนหน้าชาติและลูกน้องที่ยืนเรียงหน้ากระดานรอรับคำสั่ง
“เราจะส่งของผ่านทางด่านดอนล้อมช้างค่ำพรุ่งนี้ เอาคนมาเพิ่มอีก” กำพลบอก
“ช่วงนี้ ตำรวจทางหลวงตรวจเข้มมากครับ ผมกลัวว่าจะไปไม่ถึงด่านสุดท้าย” ชาติว่า
“กลัวอะไรไม่เข้าเรื่อง คิดให้เปลืองสมองทำไมวะ เราซื้อพวกตัวใหญ่ๆได้แล้ว พวกปลาซิวปลาสร้อยมันจะกล้ามีปัญหาเรอะ”
“ผมไม่แน่ใจนะครับเสี่ย แต่ได้ข่าวจากร้านไอ้เรือง ว่าพวกผู้ใหญ่บ้านในดอนพัฒนา มันจะรวมตัวกันสานต่องานปราบไม้เถื่อนของกำนันเทิ้มครับ” ชาติบอก
กำพลหัวเราะหึๆ “ไอ้เทิ้มมันตายไปแล้ว แล้วพวกเอ็งลืมไปแล้วเหรอว่าใครขึ้นมาเป็นกำนันที่ดอนพัฒนาแทนไอ้เทิ้ม”
กำพลและลูกน้องนึกถึงกำนันผันแล้วหัวเราะชอบใจ
กำพลพูดต่อ “เรื่องขนไม้ ข้าไม่ห่วง ห่วงแต่เรื่องไอ้ปลัดจินตวัฒน์ที่มันกวนใจข้าไม่เลิก ถ้ามันไม่ยอมย้ายออกไปจากที่นี่ แถมยังแส่ไม่เข้าเรื่องแบบนี้ งานเราต้องมีปัญหาเข้าสักวัน เพราะงั้น ทำให้มันหายไปจากที่นี่ซะ”
ชาติพยักหน้ารับคำสั่งกำพล

ที่ร้านเสื้อผ้า ร้านรองเท้า ร้านขายเครื่องสำอางในตลาดดอนพัฒนาหลายๆร้าน สุดาวดีสวมแว่นกันแดดปิดมาครึ่งหน้าเดินตามร้านเหล่านั้นในตลาด พอเห็นสภาพแล้วเธอก็อดเซ็งไม่ได้เพราะไม่เหมาะกับซุป’ตาร์อย่างเธอเลยแม้แต่น้อย
สุดาวดีเชิด “มีแต่ไก่กาอาราเร่ ไม่มีของแบรนด์เนมเลยหรือเนี่ย” สุดาวดีเบะปาก
สุดาวดีถอดแว่นกันแดดออกแล้วหันไปมองร้านเสื้อผ้าข้างๆ เห็นป้ายติดไว้ว่า “ทุกตัว 199 ” สุดาวดีมองซ้ายมองขวาแล้วแอบกรี๊ดกร๊าด
“อ๊ายยย....ถูกแบบนี้แหละที่ฉันต้องการ ฮิ..ฮิ..ฮิ สวยดูดีมีสไตล์ระดับโรส สุดาวดี ใส่ผ้าขี้ริ้วก็ดูเหมือนโอร์ต กูตูร์”
สุดาวดีเดินเชิดๆ เป็นนางแบบเข้าไปในร้าน
สุดาวดีเดินเลือกแล้วชี้ๆๆ คนขายพับๆๆ ใส่ถุง จนถุงในมือสุดาวดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สุดาวดีเดินถือของพะรุงพะรังออกมาที่ถนน เธอมีเหงื่อไหลไคลย้อยและรู้สึกหงุดหงิดกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว เด็กวัยรุ่น 2-3คนเดินผ่านมาเห็นสุดาวดีก็ซุบซิบๆ แล้วยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายรูป สุดาวดีลืมตัว จึงโพสท่าและจิกตาสุดฤทธิ์
“พี่โรสคะ ผู้ชายในคลิป แฟนหรือกิ๊กคะ”
สุดาวดีหมดอารมณ์จึงพูดเสียงดัง “เพื่อนค่ะ ได้ยินชัดมั้ยคะ...เพื่อน”
เด็กวัยรุ่นผงะแล้วรีบเดินไป
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น สุดาวดีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเห็นเป็นเบอร์พฤกษ์ ตอนแรกก็ลังเลที่จะรับ แต่สุดท้ายเธอก็กดรับสายแล้วแอ่นอกเตรียมตัวเล่นละครใส่
“นายพฤกษ์ โทรมาทำไมตั้งหลายหน...มีธุระอะไรไม่ทราบ”

พฤกษ์พูดโทรศัพท์พร้อมกับยื่นเงินให้แม่ค้าในตลาด เขารับผักมาใส่ตะกร้าที่มีผักอื่นอยู่เต็ม
“ขอบคุณที่ยังเมมเบอร์ผมไว้ คิดว่าลบทิ้งไปแล้ว”
สุดาวดีเดินถือถุงเล็กถุงน้อยที่ช๊อปปิ้งมาตามริมฟุตบาทหน้าตึกแถวซึ่งเป็นร้านรวงหลากหลาย
สุดาวดีวางฟอร์ม “ตอนแรกฉันก็ว่าจะทำยังงั้น แต่คิดไปคิดมา เก็บไว้ดีกว่า เผื่อฉันมีเรื่องฟ้องร้องกับใคร นายจะได้มีงานทำ”
พฤกษ์เดินออกมาจากตลาด “น้ำเสียงคุณ...ดูจะสบายใจดีนะ”
“แน่นอน ทำไมฉันต้องไม่สบายใจด้วยล่ะ ชีวิตสมบูรณ์แบบขนาดนี้”
“ถ้าคุณ...ไม่ได้รู้สึกอะไรก็ดี ผมจะได้ไม่ต้องรู้สึก...” พฤกษ์จะพูดว่าผิด
สุดาวดีพูดแทรกขึ้นมาทันที “ฉันจะรู้สึกอะไร งานตรึม เงินทองไหลมาเทมา ฉันก็ต้องมีความสุขมากอยู่แล้ว ว่าแต่นายเถอะ สบายใจสินะ ได้กลับไปอยู่กับวัวกับควาย”
“ครับ ผมกลับมาอยู่ในที่ของผม ที่ๆเหมาะกับผม ไม่ใช่โลกมายา” พฤกษ์บอก
“ก็ดี...เราจะได้ไม่ต้องเจอกันอีก เพราะโลกของเรามันคนละใบ นายก็อยู่กับทุ่งนา ป่าเขาไป”
“ขอให้คุณมีความสุขกับแสงสีในกรุงเทพฯนะครับ”
สุดาวดีพูดหนักแน่น “ชัวร์ นี่ฉันก็กำลังช๊อปปิ้งลั้นลาอยู่พารากอน”
สุดาวดีพูดจบก็เดินมาป๊ะพฤกษ์ที่มุมถนน สุดาวดีตกใจจนตาค้าง ในขณะที่พฤกษ์ตกใจยิ่งกว่า
พฤกษ์เปรย “พารากอน”

สุดาวดีดึงพฤกษ์เข้ามาแล้วชี้ไปที่หนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ บนแผงข้างทาง
สุดาวดีตวาด “ก็เพราะนายนั่นแหละที่ทำให้ฉันต้องระเห็จมาอยู่นี่ นายไม่เห็นข่าวพวกนี้เหรอ” สุดาวดีหยิบหนังสือมาเล่มหนึ่ง “นี่ แหกตาดูสิ ภาพฉันกับนาย เต็มแผงหนังสือ ไหนจะในเน็ต เฟสบุ๊ค ยูทูป พันทิป ห้องเฉลิมไทย เฉลิมกรุง ราชดำเนิน โต๊ะเครื่องแป้ง คลิปมันโผล่ไปทุกห้อง แล้วนายคิดว่าฉันจะอยู่กรุงเทพได้อีกเหรอ”
“ผมขอโทษ...ผมเสียใจจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องมันเป็นแบบนี้”
สุดาวดีรู้สึกเจ็บขึ้นมา “ไม่ได้ตั้งใจ..ช่างมันเถอะ คนไทยลืมง่ายอยู่แล้ว เดี๋ยวก็เงียบไปเอง..นายเองก็ต้องลืมๆๆๆ ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นให้หมด เข้าใจมั้ย”
พฤกษ์ไม่ตอบแต่เลี่ยงไปถามอย่างอื่น “ทำไมคุณเลือกมาที่นี่”
“ฉันก็มาหาฟะ..” สุดาวดีไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมไม่หลุดคำว่า แฟน ออกมา “ฉันจะมาทำไมมันก็เรื่องของฉัน ไม่ใช่ธุระของนาย!”
สุดาวดีเดินหนีไปได้ 2 ก้าวก็เดินกลับมาหาพฤกษ์ใหม่
“หวังว่าอำเภอนี้มันคงจะกว้างพอ ที่จะทำให้เรา 2 คน ไม่ต้องมาเจอกันอีกนะ”
สุดาวดีสะบัดตูดเดินหนีไป พฤกษ์มองตามก่อนจะหันไปมองนิตยสารที่ตัวเองตกเป็นข่าวแล้วถอนใจ

ดาวเรืองขี่มอเตอร์ไซค์จะกลับบ้าน ระหว่างทางเกิดสวนกับรถของกำพลที่เลี้ยวลงถนนเล็กๆตรงข้างทาง ซึ่งเป็นทางเข้าบ้านกำนันผัน ดาวเรืองเอะใจจึงรีบเลี้ยวรถแล้วขับตามรถกำพลไปห่างๆ

กำพลเจรจากับผันและบรรดาเมียๆ
“ฉันจะยกหนี้ให้ทั้งหมด ถ้ากำนันช่วยเปิดด่านดอนล้อมช้างให้รถของฉันผ่านแบบสะดวกๆ หน่อย”
“แหม เรื่องแค่นี้ เสี่ยไม่ต้องมาเองก็ได้ แค่กริ๊งมาก็พอ” ผันบอก
“แต่ไหนๆก็มาถึงเรือนแล้ว ฉันว่าเราเลี้ยงข้าวเสี่ยสักมื้อดีมั้ย นังปลีก นังปลอด นังไหว เข้าครัว” เวียงสั่ง
“ไว้คราวหน้าแล้วกัน วันนี้ ฉันต้องจัดการธุระหลายอย่าง” กำพลบอก
ผันสงสัย “เออ..แล้วเสี่ยจะขนอะไรข้ามไปฝั่งโน้นครับ”
กำพลตอบสั้นๆ “ไม้”
“โอ๊ย ก็ขนได้ตามปกตินี่ครับ ไม้ของเสี่ยถูกกฎหมายอยู่แล้ว”
“พูดกันตรงๆไม่ต้องอ้อมนะ ฉันจะขนไม้พะยูงด้วย แต่คราวนี้มันเยอะ เลยสอดไส้เหมือนทุกครั้งไม่ได้”
ผันอึ้ง เวียง ไสว บุญปลอด และบุญปลีกสบตากันเลิ่กลั่ก
กำพลพูดต่อ “ถ้ากำนันตกลง ฉันจะขนเย็นนี้เลย แต่ถ้าไม่ตกลง...”
เวียงก้มมองโฉนดที่ดินที่อยู่ในมือด้วยความเสียดาย บุญปลีกกำสร้อยทองไว้แน่นเหมือนกลัวใครจะมาแย่ง ส่วนบุญปลอดกำสมุดธนาคารไว้กับอก
กำพลพูดหยั่งเชิง “ฉันคงต้องไปขอให้ผู้ใหญ่บ้านอื่นช่วย”
ดาวเรืองแอบมองกำพลด้วยสายตาแค้นมาก

จินตวัฒน์คุยโทรศัพท์หน้าเครียด
“วันนี้เลยหรือครับ...ตกลงครับ...เจอกันบ่ายสี่โมง ที่ร้านดาวเรือง”
จินตวัฒน์เงยหน้ามองนาฬิกาที่บอกเวลา 3 โมงครึ่งพอดี

สุวรรณลุกขึ้นยืนกลางวงอย่างห้าวหาญ โดยมีผัน เวียง ไสว บุญปลีก บุญปลอด แหลม กรอดและเมียๆนั่งล้อมวงจับเข่าด้วยความกลุ้มอกกลุ้มใจกันถ้วนหน้า
สุวรรณประกาศกร้าว “หนูตัดสินใจแล้ว หนูจะทำเพื่อชาติ!! เพื่อไอ้เรือง!!”
“แล้วเอ็งไม่คิดจะทำเพื่อพ่อบ้างเหรอ” ผันถาม
“นั่นสิ ถ้าไอ้เสี่ยมันรู้ว่าหนูวรรณไปร่วมมือกับตำรวจ มันต้องมายึดบ้านยึดโฉนดเราแน่ๆ เงินตั้ง 3 ล้านเชียวนะ จะไปหาจากไหนมาคืนมันทัน” เวียงว่า
“กลับลำก่อนจะไม่มีที่ซุกหัวนอนดีกว่านะพ่อสุวรรณ” ไสวเตือน
สุวรรณยืนกราน “ไม่...หนูจะไม่มีวันเปลี่ยนใจเด็ดขาด ถ้าพ่ออยากจะปิดหนี้ไปยืนข้างเสี่ยก็ตามใจ หนูไม่ขัดขวาง ส่วนหนู ขอไปทำตามอุดมการณ์ของหนู!!”
เสมอใจปลื้ม “เท่จังเลย”
บุญปลอดถาม “แล้วพี่ผันจะเอายังไงจ้ะ”
“ทำเถอะพี่ผัน แค่ครั้งเดียว ครั้งสุดท้าย” บุญปลีกบอก
บรรดาเมียๆ ยกมือขึ้นพรึ่บ “ฉันเห็นด้วย”
“ข้าก็เห็นด้วย” ผันบอก
“ถ้างั้น เราคงต้องเดินกันคนละเส้นทางแล้วล่ะพ่อ เอาเป็นว่า เจอกันในสนามรบก็ยิงกันเบาๆแล้วกัน”
“คิดให้ดีนะพี่วรรณ” แหลมเตือน
“แค่พี่อยู่เฉยๆ หนี้ก็หมด แถมไม่ต้องเสี่ยงตายด้วยนะ” กรอดบอก
“ลูกผู้ชายอย่างไอ้วรรณ ถ้ากลัวตาย คงไม่เลือกเป็นนักเลงตั้งแต่เกิด ปืนข้าไม่ได้มีไว้ยิงหมายิงแมว แต่มีไว้ยิงคนชั่ว คนจัญไร! คนขายชาติเว้ย”
ทุกคนสะดุ้งตามจังหวะการด่าของสุวรรณ ประดุจว่าตัวเองเป็นคนชั่ว คนจัญไร คนขายชาติจริงๆ

จินตวัฒน์กับดาวเรืองยืนคุยกันอยู่ข้างๆรถกระบะของจินตวัฒน์ที่จอดห่างจากหน้าร้านมาเล็กน้อย
“เธอได้ข่าวมาจากไหนดาวเรือง ผู้กำกับถึงได้มีคำสั่งด่วนเลื่อนมาเป็นวันนี้”
“จากไอ้เพี้ยนมั้ง ก็จากไอ้ตัวบงการน่ะสิ ถามได้” ดาวเรืองบอก
จินตวัฒน์ดุ “แอบไปทำเรื่องเสี่ยงๆมาอีกแล้วใช่มั้ย”
“ชีวิตใครชีวิตมัน ไม่ต้องยุ่ง”
พูดจบ ดาวเรืองจะเดินหนีแต่จินตวัฒน์คว้ามือเธอไว้
“สองสามวันมานี่ เธอเป็นอะไร โกรธฉันเรื่องอะไร”
ดาวเรืองจุกเพราะพูดไม่ออกว่าตัวเองโกรธเขาเรื่องอะไร “โกรธอะไร...ไม่ได้โกร๊ธ!”
“แล้วทำไมไม่พูดกันดีๆเหมือนเดิม หรือว่าเธอมีปัญหาอะไร”
“ไม่ได้มีปัญหา ไม่ได้รู้สึกอะไร ไม่ได้รู้สึกอะไรสักกะติ๊ด”
สุวรรณขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดตรงหน้าดาวเรืองด้วยชุดทะมัดทะแมง เขาสะพายเป้สนามใบใหญ่ใบเดิม ดาวเรืองสะบัดมือหลุดจากจินตวัฒน์ ก่อนที่สุวรรณจะเห็น
สุวรรณบอก “ข้าพร้อมออกรบแล้วเว้ยไอ้เรือง”
“เออ เจ๋ง” ดาวเรืองชม
“ถ้าข้าชนะกลับมา เอ็งรับปากข้านะไอ้เรืองว่าเอ็งจะแต่งงานกับข้า แต่งพร้อมคู่ปลัดกับคุณโรสเลย”
“เอาตัวให้รอดก่อนเถอะไอ้วรรณ”
บานชื่นเดินออกมาจากหน้าร้าน
“ไอ้เรือง อยู่นี่เอง ข้าหาซะทั่วบ้าน อ้าว คุณปลัด ไอ้วรรณ จะไปไหนกันล่ะ”
จินตวัฒน์กับสุวรรณพูดพร้อมกัน “ไปราชการลับ / จับไม้เถื่อน!”
“อ้อ ไปราชการลับจับไม้เถื่อนสินะ เออ ไอ้วรรณไปกับเขาอีกเหรอ ดีๆขอให้ รอดปลอดภัยกลับมานะ” บานชื่นพูดกับจินตวัฒน์ “งั้นเย็นนี้งดปิ่นโตใช่มั้ยคะปลัด”
“รบกวนให้ช่วยไปส่งเหมือนเดิมนะครับ”
บานชื่นแปลกใจ “ไปส่งให้ใครกินคะ”
ดาวเรืองประชด “เขามีแขกสำคัญที่บ้านน่ะสิแม่”
“เมีย...เอ๊ย...คู่หมั้นปลัดไงน้าบาน...โรส สุดาวดีที่เป็นดาราอะ รู้จักเปล่า” สุวรรณบอก
“อ้าว คุณปลัดมีแฟนแล้วเรอะเนี่ย แหม เสียดาย” บานชื่นว่า
“เสียดายอะไรน้าบาน ลูกเขยหล่อๆยืนอยู่ตรงนี้ทั้งคน” สุวรรณบอก
“ยังไงคืนนี้ฝากน้าบานชื่นช่วยดูแลโรสด้วยนะครับ”
“ค่า ไอ้เรืองไปส่งปิ่นโต แล้วน้าจะให้อยู่เป็นเพื่อนคุณเขาค่ะ”
ดาวเรืองหน้าหงิก
“ขอบคุณครับ ไปกันเถอะวรรณ”
จินตวัฒน์กับสุวรรณขึ้นรถแล้วขับออกไป ดาวเรืองกำลังงอนแต่ก็อดไม่ได้ที่จะมองตามทั้งคู่ไปด้วยความเป็นห่วง

รถกระบะแล่นเข้ามาจอดหลังพุ่มไม้ใหญ่ จินตวัฒน์กับสุวรรณลงจากรถมาสมทบกับจ่าแม่น กำจร หมู่จ้อย และลูกน้องประมาณ 10 คนที่ทาหน้าด้วยผงพราง camouflageเรียบร้อยพร้อมอาวุธปืน
จินตวัฒน์เห็นกำจรก็งง “อ้าวนายจร มาด้วยเหรอ”
“แหม ปลัด ไอ้จรก็อยากรับใช้ชาติเหมือนกันนะครับ” กำจรบอก
“เอ้า! ไปได้แล้ว มัวแต่ทักทายกันอยู่นั่นแหละ ไอ้วรรณร้อนวิชาแล้วเว้ยเฮ้ย”
“ร้อนวิชาได้ แต่อย่าร้อนตูดตดปู๊ดป๊าดเหมือนเที่ยวที่แล้วนะ จะอ้วก” หมู่จ้อยว่า
สุวรรณกับจินตวัฒน์เดินนำทุกคนไปอย่างไม่เกรงกลัว โดยมีจ่าแม่น หมู่จ้อยทำหน้าที่ระวังหลัง

เสมอใจขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าร้านดาวเรืองด้วยท่าทางร้อนใจสุดๆ เสมอใจลงจากรถแล้ววิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาดาวเรืองที่กำลังชงโอเลี้ยงอยู่
เสมอใจมีท่าทางเลิ่กลั่ก “ระ..ระ...เรือง”
“หายใจก่อน แล้วค่อยพูด” ดาวเรืองบอก
เสมอใจหอบ “ข้ารู้มาว่าไอ้เสี่ยกำพลมันขนมือปืนมาเป็นโขยงเลยนะ ไหนจะอาวุธสงคราม ระเบิด แล้วก็กระสุนอีกเป็นกะตั้ก มันกะจะถล่มตำรวจไม่ให้เหลือเลย”
ดาวเรืองวางกระบวย “รู้มาจากไหน”
“จากวงในก็แล้วกัน ข้าเป็นห่วงไอ้วรรณจะแย่อยู่แล้ว มันยิ่งห่ามๆอยู่ด้วย ทำไงดี”
ดาวเรืองวางมือจากโอเลี้ยงวิ่งมาคว้าย่ามที่วางบนโต๊ะ เธอเช็คปืนที่ซ่อนอยู่ในนั้นว่ามีลูกครบหรือเปล่าแล้วรีบวิ่งไปที่มอเตอร์ไซค์
เสียงบานชื่นดังขึ้น “ไอ้เรือง ไปส่งปิ่นโตบ้านคุณปลัดหน่อยเร็ว”
บานชื่นถือปิ่นโตเดินออกมา ในขณะที่เสมอใจมองดาวเรืองที่ขี่มอเตอร์ไซค์พุ่งออกไปด้วยความเร็วสูง
บานชื่นเห็นเสมอใจยืนอยู่ลำพังก็งง “อ้าว...มันไปไหนแล้วล่ะ”
“ไม่รู้จ้ะ คุยกันไม่ทันจบ มันก็ขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปเลย”
“สงสัยไปรับไอ้เพี้ยนละมั้ง”
พฤกษ์เดินออกมาจากหลังบ้าน มือทั้งสองข้างของเขายังสวมถุงมือที่มีคราบดินเกรอะกรัง
บานชื่นสงสัย “อ้าว พฤกษ์ ทำอะไรล่ะ”
“ผสมปุ๋ยคอกอยู่จ้ะแม่ สักวันสองวันน่าจะลงผักได้แล้ว แม่มีอะไรรึเปล่า”
“วางมือก่อน ช่วยไปส่งปิ่นโตที่บ้านพักคุณปลัดให้แม่หน่อย”
พฤกษ์หันไปมองรถมอเตอร์ไซค์ แต่ดาวเรืองขี่ออกไปแล้วก็เหลือแต่ซาเล้งที่มีกระสอบปุ๋ยตั้งอยู่ 2 กระสอบคันเดียว

พฤกษ์ขี่ซาเล้งมาจอดที่หน้าบ้านพักจินตวัฒน์ เขาลงจากรถแล้วถือปิ่นโตขึ้นไปบนบ้าน
“เอาปิ่นโตมาส่งครับ”
สุดาวดีเปิดประตูออกมาด้วยเสื้อผ้าราคา 199 บาท แต่สวยเช้งพร้อมดินเนอร์กับจินตวัฒน์ในค่ำคืนแสนหวาน
ทั้งสุดาวดีและพฤกษ์ต่างก็ชะงักงันพลางคิดในใจว่าทำไมมาเจอกันอีก
สุดาวดีชี้หน้าและกำลังจะโวยวายว่า “นายอีกแล้วเหรอ”
แต่เสียงปืนดังปังขึ้นมาเสียก่อน กระสุนเจาะเข้าที่ปิ่นโต ความแรงของมันทำให้ปิ่นโตกระเด็นหลุดจากมือพฤกษ์แล้วกลิ้งเกลือกไปกับพื้น
สุดาวดีช็อก “กะ..กรี๊ดด”
พฤกษ์รวบตัวสุดาวดีนอนราบไปกับพื้น สุดาวดีตาเหลือกด้วยความตกใจ

เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้งจากทางหน้าบ้าน
สุดาวดีกรีดร้อง “กรี๊ด”
พฤกษ์เอี้ยวตัวหันไปมองหน้าบ้านแวบเดียวก่อนตัดสินใจกระชากสุดาวดีพาวิ่งเข้าไปในห้องของจินตวัฒน์ คนร้ายสวมไอ้โม่ง 2 คนวิ่งออกมาจากหลังต้นไม้ที่อยู่หน้าบ้าน โดยมีศักดิ์วิ่งรั้งท้าย

พฤกษ์ดึงสุดาวดีไปที่หน้าต่าง
“อร๊าย มันเกิดอะไรขึ้น ใครมาถ่ายละครแถวนี้”
พฤกษ์วางตัวสุดาวดีบนขอบหน้าต่าง
พฤกษ์บอก “กระโดด!”
“ไม่!”
เสียงคนวิ่งขึ้นบันไดบ้านดังโครมคราม สุดาวดีตาเหลือก
พฤกษ์พูด “เดี๋ยวนี้!!”
สุดาวดีเลิกลั่ก “ไม่”
พฤกษ์ดันสุดาวดีลงหน้าต่างไปทันที ก่อนจะรีบกระโดดตามลงไป ศักดิ์ อึ่ง พันวิ่งมาหยุดที่หน้าต่าง พฤกษ์ฉุดมือสุดาวดีแล้วพาวิ่งเข้าป่าจากทางด้านหลัง สามมือปืนกราดยิงไล่หลังทั้งคู่ไปหลายนัด
อึ่งไม่แน่ใจ “ใช่ไอ้ปลัดรึเปล่าพี่”
“ถามโง่ๆ ไม่ใช่แล้วจะใคร นี่บ้านมัน” พันบอก
ศักดิ์สั่ง “อย่าให้มันรอดไปได้...ตาม!”
ศักดิ์ อึ่ง และพันกระชากหมวกไอ้โม่งทิ้งแล้วกระโจนจากหน้าต่างวิ่งตามพฤกษ์กับสุดาวดีไป

จินตวัฒน์ สุวรรณ กำจร และหมู่จ้อยจับจ้องอยู่ที่ลูกน้องกำพลที่ทยอยขึ้นรถขนไม้ทั้ง 4 คัน และขับออกไป
“ทำไมเราไม่บุกไปจับพวกมันเลย ปล่อยให้มันขนไม้ออกไปทำไม ทำไมต้องเปลี่ยนแผนด้วย” สุวรรณถาม
“ถ้าเราบุกจับตอนนี้ เราอาจจะได้แค่ของกลาง แต่ไม่ได้ตัวคนทำผิด เพราะที่แถวนี้เป็นแนวป่าที่เชื่อมกับชายแดนและหลายหมู่บ้าน ถ้าพวกมันหนี เราไม่มีกำลังที่จะตามจับพวกมันได้ทุกคน เราต้องบีบพวกมันให้ไปอยู่รวมกันที่ดอนล้อมช้าง” จินตวัฒน์อธิบาย
จ่าแม่นซึ่งยืนห่างออกไปกดปิดโทรศัพท์แล้วเดินมาหาจินตวัฒน์
“ผู้กำกับท่านเห็นด้วยครับปลัด ท่านสั่งให้กำลังที่เหลือไปประจำที่ด่านดอนล้อมช้างแล้วครับ”
“แล้วไอ้เสี่ยกำพลล่ะครับ มันอยู่ที่นี่หรือที่ไหน” กำจรถาม
“อยู่ไหนไม่รู้ แต่ถ้ามันรู้ว่าของมันโดนยึด มันก็โผล่หัวออกมาให้เราเห็นเอง...ไป!” จินตวัฒน์ให้สัญญาณ
ทุกคนกรูตามจินตวัฒน์ออกไป
“ทางลัดทางนี้” สุวรรณบอก
ทุกคนหันกลับมาเดินตามสุวรรณ

พฤกษ์พาสุดาวดีวิ่งลัดเลาะไปตามแนวป่าอย่างทุลักทุเล
“มันอะไรกันนักกันหนาห๊า!..เจอนายทีไร ซวยทุกทีเลย”
“ผมก็รู้สึกเหมือนคุณนั่นแหละ...อะไรกันนักกันหนา”
เสียงปืนดังไล่หลังมาสองสามนัด สุดาวดีตกใจจนก้าวขาไม่ออก จนกระทั่งนัดที่สี่พุ่งมาโดนกิ่งไม้ที่อยู่ห่างจากสุดาวดีไม่ถึงฟุตหักลงมา
พฤกษ์เสียงดัง “วิ่ง”
พฤกษ์พาสุดาวดีวิ่งเข้าไปทางด้านหลังแนวพุ่มไม้ ศักดิ์วิ่งนำลูกน้องมาถึงจุดที่พฤกษ์กับสุดาวดียืนอยู่เมื่อครู่ แล้วส่งสัญญาณบอกให้ลูกน้องแยกกันไปคนละทาง

รถขนไม้ 4 คันเลี้ยวเข้าสู่ถนนดอนล้อมช้างซึ่งเชื่อมสู่ชายแดน
หมู่จ้อยยกวิทยุสื่อสารขึ้นพูด “รถผู้ต้องสงสัยกำลังจะไปถึงด่านในอีก 5 นาที”

ดาวเรือง ตอนที่ 11 (ต่อ)
จ่าแม่น กำจรและตำรวจ 5-8 นายที่ซุ่มอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ริมถนนรับข้อความทางวิทยุสื่อสารที่หมู่จ้อยส่งให้ ทั้งหมดกระชับปืนในมือ บนถนนมีกรวยสีส้มตั้งเป็นระยะเพื่อบังคับทิศทางการจราจรให้เหลือช่องทางเดียวเพื่อนำไปสู่จุดตรวจค้น
สันติสุขเป็นหัวหน้าชุดทำงานที่จุดตรวจ สันติสุขสั่งเจ้าพนักงานตำรวจประจำด่านประมาณ 10 คนให้กระจายกำลังประจำจุดตามที่วางแผนไว้ เจ้าพนักงานตำรวจประจำด่าน 1 นาย รวมทั้งจินตวัฒน์และสุวรรณที่สวมหมวกแก๊ปปิดหน้าไว้ครึ่งหนึ่งเข้าประจำการ
ถขนไม้ 4 คันขับตามกันมา เจ้าหน้าที่ด่าน1 เดินไปกลางถนนส่งสัญญาณให้รถคันแรกหยุดแล้วโบกให้เข้าไปยังช่องทางที่กำหนดเพื่อให้เข้าไปยังจุดตรวจ แต่รถคันนั้นกลับจอดนิ่ง เจ้าหน้าที่ด่านพร้อมด้วยจินตวัฒน์และสุวรรณเดินไปหยุดฝั่งคนขับ ชาติชะโงกผ่านหน้าต่างรถด้านคนขับออกมายิ้มเจ้าเล่ห์ ข้างๆ ชาติมีลูกน้อง 2 คนนั่งมาด้วย
“หวัดดีครับ”
“บรรทุกอะไรมา” เจ้าหน้าที่ถาม
“อาหารทะเลแช่แข็งครับ”
“ขออนุญาตตรวจด้วยครับ”
“ผมมีใบอนุญาตนะครับ” ชาติบอก
“งั้นขอดูใบอนุญาตครับ”
ชาติหยิบซองเงินสีน้ำตาลส่งให้ “นี่ครับ ใบอนุญาต”
เจ้าหน้าที่ดูเงินในซองสีน้ำตาลแล้วแอบส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่อื่นๆเข้าตรวจสอบรถทุกคัน เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซุ่มอยู่พุ่งเข้ามาหาพวกที่นั่งประจำรถแต่ละคัน แล้วสั่งให้คนในรถเปิดประตูท้าย
เจ้าหน้าที่เบนความสนใจมาที่ตัวเอง “ยังไงก็ต้องตรวจครับ เปิดท้ายรถด้วยครับ”
ชาติทั้งแปลกใจทั้งฉุน “เฮ้ย..ไอ้น้อง ของนี่จ่ายผ่านมาหมดทุกด่านแล้วนะเว้ย จะเอาเพิ่มเท่าไหร่ก็ว่ามา”
“ติดสินบนเจ้าหน้าที่แบบนี้...ไปคุยกันที่โรงพักดีกว่า”
“อะไรกันวะ...เล่นตลกอะไร เรียกหัวหน้าด่านมาคุยหน่อยซิ” ชาติว่า
ท้ายรถทุกคันถูกเปิดออก ไม้แผ่นแปรรูปเรียงซ้อนกันเต็มท้ายรถ เจ้าหน้าที่ด่านอีกคนวิ่งมารายงานเจ้าหน้าที่ด่านคนแรก
“ไม้พะยูงแปรรูปทั้งหมดเลยครับหัวหน้า”
จินตวัฒน์ขยับหมวกแก๊ปแล้วเงยหน้า “สมบัติของประเทศ ถึงตัดออกมาได้ ก็อย่าหวังว่าจะหลุดไปถึงชายแดน”
“จะรออะไรอยู่ล่ะครับ ใส่กุญแจมือมันเลยครับคุณตำรวจ” สุวรรณบอก
ชาติเห็นหน้าจินตวัฒน์ก็ตกใจ เขาค่อยๆ ยกสองมือขึ้นเหมือนยอมจำนนแต่แล้วกลับเหยียบคันเร่งขับรถหนีไปด้วยความเร็วสูงโดยชนกรวยสีส้มกระจายไปทั้งถนน
สุวรรณตกใจ “เฮ้ย มันหนีไปแล้ว!”
ลูกน้อง 3 คนที่อยู่ด้านหลังรถห้องเย็นเปิดท้ายออกมาทำให้เห็นไม้แปรรูปที่ซ่อนอยู่ด้านใน ทั้ง 3 คนช่วยกันยิงสู้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่วิ่งตามยิงสกัดรถอย่างไม่เกรงกลัว
จินตวัฒน์กับสุวรรณวิ่งไปขึ้นรถกระบะแล้วตะบึงตามรถของชาติทันที คนขับรถและลูกน้องของกำพลรวมทั้งหมด 15 คนพร้อมปืนวิ่งหนีและยิงสู้ตำรวจไปคนละทิศละทาง
จ่าแม่น กำจร หมู่จ้อย ลูกทีมทั้งหมดรวมทั้งเจ้าหน้าที่ประจำด่านวิ่งไล่ล่าบีบพื้นที่และยิงสกัดคนร้ายที่แหวกวงล้อมออกไปได้
สันติสุขพูดใส่เครื่องขยายเสียง “มอบตัวซะดีๆ เจ้าหน้าที่ล้อมไว้หมดแล้ว” สันติสุขพูดใส่วอ “ขณะนี้คนร้ายขับรถทะเบียนเลขที่....สระแก้ว แหกด่านไปได้1 คัน มีคนร้าย 6 คนอยู่ในรถ ขอให้เจ้าหน้าที่กระชับพื้นที่กดดันคนร้ายด้วย”

ชาติเหยียบคันเร่งจมมิด ลูกน้องสองคนที่นั่งข้างๆ และลูกน้อง 3 คนที่อยู่ด้านหลังช่วยกันยิงสกัดรถกระบะของจินตวัฒน์ที่ไล่จี้ตามมาติดๆ จินตวัฒน์หักพวงมาลัยบังคับรถไปมาเพื่อหลบลูกกระสุนที่กระหน่ำมาไม่หยุด สุวรรณยื่นมือออกไปยิงนอกหน้าต่างเพื่อตอบโต้คนร้าย
“ไม่รู้จักไอ้วรรณซะแล้ว”
ลูกกระสุนจากคนร้ายวิ่งฉิ่วมาโดนกระจกข้างหัก สุวรรณหลบเข้ามาแทบไม่ทัน รถสองคันขับไล่ล่าและยิงตอบโต้กันไปมาดังสนั่นหวั่นไหว คนร้ายที่อยู่ท้ายรถของชาติถูกสอยร่วงไป 1 คน

พฤกษ์พาสุดาวดีวิ่งหนีอยู่ในป่า สุดาวดีเหนื่อยหอบและรู้สึกว่าไปต่อไม่ไหว
“ฉัน...ไม่ไหวแล้ว”
พฤกษ์แอบมองสุดาวดีด้วยความเห็นใจ ก่อนจะมองไปด้านหลังก็เห็นอึ่งวิ่งตามมา พฤกษ์ดันตัวสุดาวดีไปแอบหลังต้นไม้
“อยู่ตรงนี้...ห้ามไปไหนเด็ดขาด” พฤกษ์สั่ง สุดาวดีจะอ้าปาก แต่พฤกษ์พูดดักอย่างจริงจัง “เงียบ!”
พอออกคำสั่งเสร็จ พฤกษ์ก็วิ่งไปอีกทาง
สุดาวดีจะแหกปากแต่นึกขึ้นได้จึงพูดรอดไรฟัน “นาย!...กล้าดียังไงมาทิ้งฉันเนี่ย!”
อึ่งวิ่งมาหยุดใกล้ต้นไม้แล้วกราดปืนไปมา เขาเหลือบเห็นพฤกษ์วิ่งออกไปอีกทางจึงรีบตามไปทันที
พฤกษ์หลบหลังต้นไม้พร้อมด้วยไม้ท่อนขนาดพอดีมือ เขาตั้งสติแล้วกระชับไม้ในมือแน่นเตรียมฟาด อึ่งวิ่งมาหยุดหลังต้นไม้แล้วกวาดสายตาหา พฤกษ์ขยับเท้าออกมาแล้วฟาดเปรี้ยงที่หัวอึ่งจนเลือดอาบ ปืนของอึ่งหลุดจากมือแล้วกระเด็นไปแต่อึ่งก็ยังอึดต่อสู้กับพฤกษ์ด้วยมือเปล่า ทั้งคู่ผลัดกันชกอย่างเอาเป็นเอาตาย
สุดาวดียืนลุ้นอยู่หลังต้นไม้ เธอทั้งกลัว ทั้งเป็นห่วง ใจหนึ่งอยากจะออกไปช่วยพฤกษ์ แต่อีกใจก็กลัวจะเป็นภาระ อีกทั้งคำสั่งของพฤกษ์ก็ยังก้องอยู่ในหัว อึ่งโดนพฤกษ์เตะเข้าปลายคางจนล้มลงไปนอนกับพื้น
พันโผล่เข้ามาจากอีกทางแล้วตั้งท่าจะยิงพฤกษ์ พฤกษ์หลบแล้วต่อยพันพร้อมกับยันโครมจนหัวพันไปกระแทกต้นไม้ พันทรุดลงกับพื้น อึ่งได้จังหวะจึงหยิบปืนซึ่งตกที่พื้นขึ้นมายิงพฤกษ์
“ตายซะเถอะไอ้ปลัด”
อึ่งจะลั่นไกแต่ยังไม่ทันได้กด ตาของเขาก็เหลือก เข่าทรุด เพราะสุดาวดีเข้ามาใช้ไม้ฟาดที่ก้านคออึ่งเต็มแรง
“บอกแล้วไง....อย่าออกมา” พฤกษ์ว่า
“จะให้ฉันยืนดูนายถูกยิงตายได้ไงล่ะ” สุดาวดีว่า
พฤกษ์แอบซึ้งก่อนจะทำหน้านิ่ง เขาเดินไปหยิบปืนอึ่งมาถือไว้แล้วจูงมือสุดาวดีวิ่งไป พันยันตัวลุกขึ้นมานั่งแล้วสะบัดหน้าไปมาเพื่อไล่ความมึนก่อนลุกขึ้นแล้ววิ่งตามพฤกษ์กับสุดาวดีไป

ชาติกดเบอร์โทรออกด้วยมือซ้ายแล้วแนบโทรศัพท์ที่หู ส่วนมือขวาสาวพวงมาลัยไปด้วย จินตวัฒน์ขับรถไล่บี้ประกบรถชาติทางซ้าย ลูกน้องสองคนของชาติยิงสกัด สุวรรณโยกตัวผ่านจินตวัฒน์แล้วเล็งไปที่ลูกน้องซึ่งนั่งติดกระจกรถขนไม้ จินตวัฒน์ประคองพวงมาลัยด้วยมือซ้าย ส่วนมือขวาเล็งปืนไปที่ลูกน้องที่นั่งติดชาติ
ชาติพูดโทรศัพท์ “เสี่ยครับ...”
กระสุนจากปืนจินตวัฒน์ทะลุเจาะกลางแสกหน้าลูกน้องที่นั่งข้างๆชาติจนเลือดพุ่งสาด หงายหลังพับลงกับไหล่ชาติ
“ไอ้ระยำเอ๊ย!” ชาติพูดกับโทรศัพท์ “เราถูกตำรวจไล่ล่าอยู่ครับเสี่ย เราถูกหักหลัง! ไม้โดนยึดไปเกือบหมดครับ”

กำพลที่ยืนอยู่ข้างรถกระบะ ได้ฟังลูกน้องรายงานก็ถึงกับช็อก
กำพลเตะรถระบายความแค้น “บัดซบบ”

จินตวัฒน์ขับรถไล่รถห้องเย็น 6 ล้อต่อเนื่อง จินตวัฒน์สาวพวงมาลัยไปด้วย ยิงตอบโต้กับคนร้ายไปด้วย สุวรรณโหนที่จับข้างประตูเป็นตุ๊กแก
“จะขับเลื้อยเป็นงูยังงี้อีกนานมั้ย” สุวรรณพะอึดพะอม “โอย จะอ้วก!”
จินตวัฒน์ยิงลูกน้องเสี่ยที่อยู่ท้ายรถจนตายอีก 1 คน แล้วขับไล่บี้รถของชาติอย่างไม่ลดละ รถจินตวัฒน์แซงขึ้นมาขนาบข้าง แล้วทั้งสองฝั่งก็เปิดศึกกระหน่ำยิงกันไปมา สุวรรณยิงยางรถห้องเย็นจนแบนไปหลายเส้น ชาติต้องประคองรถเพื่อไม่ให้คว่ำ สุดท้ายเขาก็ต้องจอดข้างทาง
“โอ๊ย!!! ไม่คิดว่าปลัดจะตีนผีขนาดนี้” สุวรรณหอบลิ้นห้อย
ชาติกับลูกน้อง 1 คนที่นั่งข้างๆและลูกน้องข้างหลังที่เหลืออีก 1 คนรีบกระโดดลงจากรถ แล้วยิงสกัดจินตวัฒน์และสุวรรณซึ่งยังนั่งอยู่ในรถจนกระจกหน้าของรถแตก จินตวัฒน์กับสุวรรณหลบ
จินตวัฒน์สั่ง “อย่าให้มันหนีออกชายแดนได้นะ!”
จินตวัฒน์กับสุวรรณพยักหน้าให้กันก่อนจะวิ่งลงจากรถ

พฤกษ์จูงมือสุดาวดีวิ่งไปไม่ยอมหยุด สักครู่สุดาวดีก็รั้งแขนพฤกษ์ไว้ พฤกษ์หยุดวิ่ง สุดาวดีถอดรองเท้าตัวเองขึ้นมาดูก็เห็นรองเท้าสลิปเปอร์ของเธอฉีกขาดจนหมดสภาพ พฤกษ์คว้ารองเท้าของสุดาวดีแล้วเขวี้ยงทิ้ง ก่อนจะถอดรองเท้าแตะตราช้างดาวของตัวเองให้เธอใส่
สุดาวดีเข้าใจว่าพฤกษ์ให้ “แล้วนายล่ะ”
“ไม่ต้องห่วงผม”
สุดาวดียืนนิ่ง พฤกษ์ย่อเข่ารีบสวมรองเท้าให้เธอ สุดาวดีแอบมองพฤกษ์ด้วยสายตาซาบซึ้ง ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนั้น เสียงปืนจากพันดังไล่หลัง พฤกษ์กระชากสุดาวดีออกจากอารมณ์ซึ้งมาสู่ความเป็นจริงด้วยการวิ่งหนีพันอย่างสุดชีวิต

จินตวัฒน์กับสุวรรณใช้รถเป็นที่กำบังในการยิงสู้กับชาติและลูกน้อง
“คราวนี้ถึงตากูบ้างละเว้ยเฮ้ย...ไส้แตกแน่พวกมึง” สุวรรณว่า
สุวรรณโผล่ขึ้นมายิงลูกน้องกำพลพลาดไปแบบเฉียดฉิว ในขณะที่ชาติซึ่งใช้รถห้องเย็นเป็นที่กำบังก็ยิงมาที่สุวรรณ สุวรรณหลบแต่ไม่ทันเพราะกระสุนโดนกระจกข้างหักพับลงมาฟาดหัวเขาเต็มๆ สุวรรณตาเหลือก เข่าอ่อนและทรุดฮวบลงข้างๆจินตวัฒน์
“ปะ..ปะ..หลัด...” สุวรรณทำท่ากระอักเลือด “ผะ...ผม...ฝะ...ฝาก...ไอ้เรือง กับพ่อ..แม่...ดะ.ด้วย”
“เลิกเล่นก่อนได้มั้ยวรรณ”
จินตวัฒน์ยิงต่อสู้กับคนร้ายต่อ เขาสอยลูกน้องกำพลได้อีก 1 คน
“ผมดะ...โดนยิงที่หัวดังโป๊ก”
“ลูกปืนที่ไหน ไอ้พวกนั้นมันยิงโดนกระจกข้างหล่นมาโดนหัวนาย”
สุวรรณถอดหมวกแก๊ปแล้วลูบหัว
“มิน่า...ไม่ค่อยเจ็บ” สุวรรณพูดกับผู้ร้าย “ไอ้เวร!!!!...ทำกูตกใจหมด” สุวรรณลุกขึ้นสู้ใหม่ด้วยความฮึกเหิม
จินตวัฒน์ยิงสู้กับชาติอย่างไม่เกรงกลัว

พฤกษ์วิ่งกระเผลกลัดเลาะมา สุดาวดีก้มลงมองที่เท้าพฤกษ์ก็เห็นเลือดออก สุดาวดีตกใจ
“พฤกษ์!!!!...เท้านาย!!” สุดาวดีหน้าเสีย “นายเอารองเท้าคืนไปเถอะ!”
“ไม่ต้อง ผมไหว”
สุดาวดีถอดรองเท้าให้ พฤกษ์ผลักรองเท้าออกไป สุดาวดีกับพฤกษ์ยื้อรองเท้ากันไปมา แต่ในที่สุด พฤกษ์ก็ยัดรองเท้าให้สุดาวดีสวมได้สำเร็จ
“รักกันมากใช่มั้ย งั้นตายพร้อมๆกันเลย”
พันพูดแล้วยิงเปรี้ยง!
พฤกษ์กอดสุดาวดีแล้วล้มตัวลงหลบกระสุน ก่อนจะใช้ปืนที่ได้จากอึ่งยิงสวนไป พันหงายหลังล้มตึงลงไปทับตอไม้ที่มีคมแหลมเปี๊ยบทำให้ไม้ทิ่มทะลุร่างพันขาดใจตายต่อหน้าสุดาวดี
สุดาวดีช็อกแข้งขาอ่อน พฤกษ์รีบฉุดมือสุดาวดีเตรียมจะออกวิ่ง แต่แล้วทั้งคู่ก็ชะงักเมื่อหันมาเจอปืนในมือศักดิ์จ่ออยู่ตรงหน้า
ศักดิ์ตกใจที่เห็นพฤกษ์ “ไอ้พฤกษ์!”
“ไอ้ศักดิ์! เอ็งตามฆ่าข้ากับคุณโรสทำไม เอ็งคิดว่าข้าเป็นปลัดใช่มั้ย เสี่ยสั่งให้เอ็งมาเก็บปลัดงั้นเหรอ!”
“เดาเก่งนี่หว่า”
“หมาที่ไหนก็เดาได้ คนชั่วอย่างพวกเอ็งจะอยู่ร่วมโลกกับคนดีๆได้ยังไง” พฤกษ์ว่า
สุดาวดีของขึ้น “คู่หมั้นฉันไปทำอะไรให้พวกแกเดือดร้อน แกถึงได้ตามฆ่าตามแกงเขา”
ศักดิ์ยิ้มกริ่ม “นึกว่าจะเสียเที่ยวซะแล้ว ได้นังนี่เป็นตัวประกันก็คงล่อผัวมันให้ออกมาชิมลูกปืนไม่ยาก” ศักดิ์พูดกับพฤกษ์ “ส่วนเอ็ง..โชคร้ายว่ะ เสียใจด้วยนะที่ข้าปล่อยให้เอ็งหายใจต่อไปไม่ได้”
ศักดิ์จะลั่นไก พฤกษ์กระโดดเข้าไปบิดข้อมือศักดิ์แล้วเสียงลูกปืนก็ดังขึ้น ๑ นัด สุดาวดีอาศัยจังหวะที่พฤกษ์กับศักดิ์กำลังยื้อปืนกันถีบเข้าไปที่เป้าศักดิ์เต็มแรง ศักดิ์ทรุดลงนั่งหน้าเขียว พฤกษ์รีบดึงมือสุดาวดีวิ่งหนีออกไป

สุวรรณกระโดดเฉียงตัวลอยกลางอากาศแล้วยิงเปรี้ยงออกไปโดนลูกน้องคนที่ 5 ของชาติล้มคว่ำ ชาติตกใจที่ลูกน้องทั้ง 5 คนตายหมดเลยจะหนีเข้าป่าข้างทาง จินตวัฒน์ลุกขึ้นเล็งแล้วยิงโดนช่วงกลางลำตัวของชาติ ชาติตาเหลือกในขณะที่ล้มคว่ำหน้าลงกับพื้น
สุวรรณปรบมือ “แหม...แม่นใช้ได้เลยปลัด!”
จินตวัฒน์ผ่อนลมหายใจเพื่อคลายเครียด ก่อนจะลดมือที่ถือปืนลง

พฤกษ์พาสุดาวดีวิ่งมา พฤกษ์ยิงสกัดศักดิ์ที่ยิงและวิ่งตามหลังมาได้ 2-3 นัด แล้วก็ยิงต่อไม่ได้เพราะลูกปืนขัดอยู่ในลำกล้อง สุดาวดีหน้าซีด ศักดิ์หัวเราะลั่นก่อนจะย่างสามขุมเข้ามาใกล้ๆ
“มีอะไรจะสั่งเสียมั้ยวะ” ศักดิ์ถาม
พฤกษ์กอดสุดาวดีไว้แน่นแล้วกระซิบ “หนีไป!!”
พฤกษ์ดึงสุดาวดีมาอยู่ข้างหลังแล้วเตะมือที่ถือปืนของศักดิ์ในจังหวะที่ศักดิ์เหนี่ยวไกทำให้ลูกปืนของศักดิ์เปลี่ยนทิศ สุดาวดียืนสติแตกจนก้าวขาไม่ออก ศักดิ์ถีบพฤกษ์จนกระเด็นแล้วตามไปเอาปืนจ่อหัวพฤกษ์ตาเบิกโพลงเพราะรู้ว่าชะตาขาดแน่นอน
พฤกษ์หันมาหาสุดาวดีแล้วตะโกน “หนีไป!”
ศักดิ์เหนี่ยวไกแต่กลับล้มลงเสียเอง
สุดาวดียืนถือปิ่นปักผมของตัวเองที่มีรอยเลือดติดตามง่ามมืออยู่ด้านหลังศักดิ์ สุดาวดีช็อกแต่พฤกษ์ช็อกยิ่งกว่า เมื่อเห็นศักดิ์ซึ่งถูกสุดาวดีแทงหลังหันขวับไปหาเธอแล้วเตรียมจะยิง พฤกษ์กระโดดถีบศักดิ์แล้วกระชากสุดาวดีออกมา
ศักดิ์เซและล้มหน้าคว่ำไป ก่อนจะบิดตัวมายิงเฉียดทั้งคู่ชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด
สุดาวดีร้อง “กรี๊ดด”
พฤกษ์กับสุดาวดีออกวิ่งพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

รถกระบะจินตวัฒน์และรถห้องเย็น 6 ล้อจอดขนานกัน ศพของคนร้าย 6 คนรวมทั้งชาตินอนเกลื่อนเป็นจุดๆ จินตวัฒน์เดินตระเวนไล่ดูศพทีละศพ ขณะที่สุวรรณเดินแยกไปอีกทาง
“คนชั่ว จุดจบมันก็แบบนี้ล่ะวะ!” สุวรรณว่า
จินตวัฒน์หันซ้ายหันขวาจนเห็นร่างหนึ่งที่นอนคว่ำหน้าอยู่ จินตวัฒน์เดินไปที่ศพนั้น เขานั่งยองๆแล้วพลิกศพขึ้นมาดู
จินตวัฒน์เห็นจะๆ “นายชาติ”
ชาติที่นอนหลับตาลืมตาขึ้นมาแล้วเอาปืนที่อยู่ในมือจ่อที่ขมับจินตวัฒน์ ก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นยืน
“คนอย่างกูไม่ตายง่ายๆหรอกโว้ย!” ชาติว่า
สุวรรณหันขวับมาเห็นจึงกระโดดผลักจินตวัฒน์ล้มลง เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดพร้อมๆกับชาติที่วิ่งหายไป
“ไม่เป็นไรนะปลัด” สุวรรณถาม
“ฉันไม่เป็นไร แต่นาย...”
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” สุวรรณหันไปมองหาชาติ “ไอ้เวรนี่...ตายยากตายเย็นจริงๆ”
สุวรรณจะย่องออกมา
จินตวัฒน์ดึงแขนสุวรรณไว้ “นายอยู่นี่...ฉันจัดการเอง”
“เฮ้ย!!! จะเป็นพระเอกคนเดียวได้ไง” สุวรรณว่า
“แต่นาย...ถูกยิงนะวรรณ”
“หน้าสิ่วหน้าขวานยังงี้...ยังจะมาล้อเล่น”
จินตวัฒน์มองก้นของสุวรรณ สุวรรณมองตาม
“เลือด!! เลือดใคร” สุวรรณเอามือจับก้นตัวเองก็เห็นเลือดติดมือมาด้วย “กะ...กรี๊ด ไอ้เวร มึงยิงตูดกู!”
ชาติขยับออกมาจากหลังรถห้องเย็นพร้อมด้วยปืนที่อยู่ในมือ 2 กระบอกใหญ่
ชาติเริ่มสติแตก “ร้องหาพ่อมึงเหรอ ไอ้วรรณ ตายซะเถอะพวกมึง!”
ชาติหัวเราะลั่นในขณะที่ลุกขึ้นยืนจังก้าและเล็งปืนทั้งสองกระบอกมาที่จินตวัฒน์และสุวรรณ กำพลเดินเข้ามายืนด้านหลังชาติแล้วยิงเปรี้ยงเข้ากลางหลังชาติ 3 นัดจนชาติทรุดลงกับพื้น ชาติหันไปมองกำพลตาเหลือกด้วยความช็อกก่อนจะทิ้งร่างลงกับพื้นแน่นิ่งแล้วขาดใจตาย
จินตวัฒน์และสุวรรณตกใจสุดๆ เมื่อเห็นหน้าคนที่จัดการชาติ
“เสี่ยกำพล!”
กำพลยิ้มเย็น “คนชั่วมันก็สมควรตายอย่างนี้ล่ะครับ”
“คนชั่วตายไปแล้ว...ถ้างั้นขอเชิญคนดีอย่างเสี่ยไปให้ปากคำที่โรงพักด้วยครับ” จินตวัฒน์บอก
กำพลทำงง “ให้ปากคำ ผมว่าผมเพิ่งช่วยชีวิตปลัดกับไอ้วรรณไว้นะครับ ผมผิดตรงไหน”
“ถ้าเสี่ยมั่นใจว่าเสี่ยไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ขอเชิญที่โรงพักครับ”
กำพลจ่อปืนที่หัวจินตวัฒน์
“ผมจะไปก็ต่อเมื่อ....ส่งปลัดกับไอ้วรรณลงนรกก่อน!”
กำพลเหนี่ยวไกดังแกร๊ก!
จินตวัฒน์นิ่งอึ้ง ส่วนสุวรรณตาเหลือกเพราะคิดว่าต้องตายแล้วแน่ๆ
วินาทีนั้นเอง ดาวเรืองก็ขี่มอเตอร์ไซค์พุ่งออกมาจากข้างทาง มือซ้ายของเธอจับแฮนด์รถ ส่วนมือขวาถือปืนเล็งมาที่ต้นแขนขวาของกำพลแล้วยิงเปรี้ยง กำพลสะดุ้ง ปืนของกำพลกระเด็นหลุดจากมือ
จินตวัฒน์ สุวรรณ และกำพลซึ่งจับแขนที่เลือดพุ่งไว้หันมามองดาวเรืองพร้อมกันด้วยความอึ้ง จ่าแม่นขับรถเข้ามาจอด จ่าแม่น กำจร หมู่จ้อยและตำรวจอีก 5 นายลงจากรถแล้วกรูเข้ามายังจุดเกิดเหตุ กำพลวิ่งไปขึ้นรถของตัวเองที่จอดอยู่ถนนอีกด้านแล้วขับหนีออกไปทันที ดาวเรืองขี่มอเตอร์ไซด์เข้ามาหาจินตวัฒน์และสุวรรณ
“เป็นไงบ้าง” ดาวเรืองถาม
จินตวัฒน์บอก “สุวรรณโดนยิง”
“ข้าตายแน่ไอ้เรือง ขอข้าจูบที” สุวรรณบอก
“ไอ้จร พาไอ้วรรณไปโรงพยาบาล ก่อนที่เลือดจะไหลหมดตูดก่อนไป” จ่าแม่นว่า
กำจร กับหมู่จ้อยเข้ามาช่วยประคองสุวรรณ จินตวัฒน์วิ่งไปที่รถตัวเอง เขาหยิบถุงใส่กระสุนแล้วยัดกระสุนใส่รังเพลิง ขณะเดินกลับมาหาดาวเรือง
“ขอยืมมอเตอร์ไซค์หน่อยดาวเรือง”
“ฉันไปด้วย” ดาวเรืองบอก
“ข้าไปด้วย” สุวรรณเสียงดัง
จินตวัฒน์ขี่มอเตอร์ไซค์โดยมีดาวเรืองซ้อนท้ายพุ่งออกไป
สุวรรณกวักมือเรียก “ไอ้เรือง เอ็งทิ้งข้าไม่ได้นะ!”
“กรรม ถูกยิงที่ตูด” กำจรว่า
“คราวนี้เอ็งตดลำบากแล้วว่ะ” หมู่จ้อยว่า
จ่าแม่นพูดใส่วอ “เสี่ยกำพลหนีไปได้ครับ แต่ปลัดกับไอ้เรืองกำลังไล่ตามไป ส่วนไอ้วรรณโดนยิงที่ตูดกระสุนฝังในครับผ๊ม”
สุวรรณร้องไห้ฟูมฟายที่ไม่ได้โชว์บู๊ร่วมกับดาวเรือง

พฤกษ์พาสุดาวดีวิ่งหนีจนเหยียบเข้ากับไม้แหลมที่อยู่ที่พื้น
“โอ๊ย”
“เป็นอะไร” สุดาวดีถาม
พฤกษ์กัดกรามแน่นในขณะก้มลงดูไม้แหลมที่เสียบแถวส้นเท้า สุดาวดีสยองจนหน้าถอดสี เสียงปืนดังไล่หลังมาหนึ่งนัด พร้อมเสียงศักดิ์ตะโกนให้ทั้งคู่ “หยุด”
“คุณหนีไปก่อน” พฤกษ์บอก
“ไม่ได้ ฉันทิ้งนายไม่ได้”
ปืนดังเปรี้ยง พฤกษ์ทรุดลงเพราะลูกปืนที่แหวกอากาศมาโดนที่โคนขาของเขา สุดาวดีตกใจกลัวจนตัวสั่น เธอพยายามจะแบกพฤกษ์ก็แบกไม่ไหว เสียงปืนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พฤกษ์ตัดสินใจดึงสุดาวดีเข้ามากอดแล้วปล่อยตัวกลิ้งลงไปในบึงบัวข้างทาง ทั้งคู่จมอยู่ในน้ำครึ่งตัว พฤกษ์เหนื่อยหอบ
สุดาวดีเห็นเลือดลอยรอบๆตัวพฤกษ์แล้วก็ร้องไห้ “นายอย่าเป็นอะไรนะพฤกษ์”
“ผมไม่เป็นไรหรอก แต่คุณสิ...”
พฤกษ์เห็นปลาไหลเลื้อยชูคออยู่บนหัวสุดาวดีสลอน
“ฉันไม่เป็นไร”
พฤกษ์เช็ครังปืน “เหลือลูกปืนนัดเดียว...นัดสุดท้าย เราพลาดไม่ได้ คุณห้ามส่งเสียงนะ”
สุดาวดีพยักหน้าก่อนจะเห็นปลาไหลเลื้อยผ่านหน้าลงมา “กะ..”
ก่อนที่สุดาวดีจะกรี๊ดลั่นออกมา พฤกษ์ก็ก้มลงเอาปากตัวเองประกบปากสุดาวดีไว้แน่น สุดาวดีตาเหลือก ศักดิ์วิ่งมาถึงก็ยิงปืนขึ้นฟ้าหนึ่งนัด
“คิดว่าจะหนีพ้นเหรอวะ”
สุดาวดีกับพฤกษ์ตกใจจึงผละจากกัน ทั้งคู่มองหน้ากันตื่นๆ

จินตวัฒน์ขี่มอเตอร์ไซค์ด้วยความเร็ว ดาวเรืองกอดเอวจินตวัฒน์ไว้แน่นในขณะที่มือขวาถือปืนไว้ จินตวัฒน์ขี่ไล่ตามรถของกำพลที่วิ่งฉิวจนฝุ่นฟุ้งตลบอยู่ข้างหน้า
“กอดแน่นๆนะ” จินตวัฒน์บอก
จินตวัฒน์บิดคันเร่งพุ่งทะยานไปข้างหน้าให้เร็วกว่าเดิม กำพลหยิบปืนอีกกระบอกออกมาจากลิ้นชักรถ ในลิ้นชักมีทั้งรีโมทและสายชนวนระเบิดพร้อมปืนอีกกระบอกวางอยู่
“ไอ้เด็กนรกเอ๊ย!”
กำพลประคองพวงมาลัยด้วยมือซ้ายแล้วหันขวาโผล่หน้าไปยิงจินตวัฒน์ กระสุนปืนโดนกระจกข้างทำให้จินตวัฒน์เสียจังหวะจนรถแฉลบเล็กน้อย
กำพลเหยียบคันเร่งทิ้งห่างก่อนจะขับพ้นโค้งลับตาไป ดาวเรืองยกปืนขึ้นเล็งแล้วยิงถังเก็บน้ำมันรถกำพลจนน้ำมันหยดลงตามพื้น

กำพลมองกระจกมองหลังเมื่อไม่เห็นมอเตอร์ไซค์ตามมาก็หัวเราะลั่น
“มึงกับกู มันคนละชั้นกันโว้ย”
แต่จู่ๆเครื่องก็ดับ กำพลสตาร์ทเครื่องอีกหลายครั้งแต่ก็ไม่ติด กำพลมองที่เกน้ำมันเห็นเข็มแตะที่เลขศูนย์
กำพลตบพวงมาลัยรถแบบโครตยัวะ “ระยำ!”

จินตวัฒน์กับดาวเรืองขี่มอเตอร์ไซค์ตามมา แล้วจินตวัฒน์ก็หยุดรถและลงจากรถมาพร้อมดาวเรือง รถของกำพลจอดอยู่กลางถนน ทั้งคู่กระชับปืนในมือแล้ววิ่งเหยาะๆอย่างระแวดระวังไปที่ท้ายรถของกำพล
“มอบตัวเถอะเสี่ย โทษหนักจะได้เป็นเบา” จินตวัฒน์บอก
“แผ่นดินจะได้สูงขึ้นด้วย” ดาวเรืองว่า
จินตวัฒน์ย่างสามขุมนำดาวเรืองเข้าไปใกล้อีกนิด ทั้งคู่ยกปืนเล็งที่กระจกรถด้านข้างคนขับ แต่กลับเจอความว่างเปล่า
ดาวเรืองตกใจ “เฮ้ย!”
จินตวัฒน์มองหากำพลแล้วเอะใจ “ดาวเรือง!”
จินตวัฒน์กระโดดรวบตัวดาวเรืองแล้วหมอบกลิ้งลงกับพื้นไปด้วยกัน
ทันใดนั้นรถของกำพลก็ระเบิดตูมเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เปลวไฟบรรลัยกัลป์ลุกท่วม กำพลที่แอบอยู่หลังต้นไม้ยิ้มมุมปาก ในมือของเขาถือรีโมทคอนโทรล
“เล่นกับเสี่ยกำพล ศพมันก็ไม่สวยยังงี้แหละ ฮ่า ฮ่า”

ศักดิ์ยิงปืนขึ้นฟ้า..ปัง!...ปัง! พฤกษ์เบี่ยงตัวบังสุดาวดีไว้ สุดาวดีเงยหน้ามองพฤกษ์ด้วยความตื้นตันที่เขายอมเอาตัวบังร่างเธอไว้
“ไอ้พฤกษ์!!!!กูรู้นะว่ามึงอยู่แถวนี้!”
ศักดิ์กวาดสายตาไปทั่ว แต่ไม่เห็นอะไรผิดสังเกตจนเขาก้มลงมองที่พื้น ศักดิ์เห็นรอยเลือดถากกับพื้นจากจุดที่ยืนอยู่ไปจนถึงริมตลิ่ง
ศักดิ์สะแหยะยิ้ม “อยากเป็นผีเฝ้าบึงกันใช่มั้ย จัดให้”
ศักดิ์ยิงปืนกราดลงไปในน้ำดังปัง! ปัง! ปัง! ปัง! จนกระสุนหมด ศักดิ์จัดการใส่กระสุนใหม่ด้วยความรวดเร็ว พฤกษ์ได้จังหวะโผล่ออกไปเล็งปืนที่ศักดิ์
ศักดิ์ส่องปืนลงมาที่ผืนน้ำอีกครั้ง พฤกษ์ที่มือสั่นเทาเพราะอาการบาดเจ็บพยายามตั้งสติ เขากลั้นหายใจแล้วยิงออกไป
ศักดิ์ยิงสวนกลับมาในเวลาเดียวกันชนิดแลกกันนัดต่อนัด สุดาวดีเห็นหัวไหล่พฤกษ์มีเลือดทะลัก ก็ตกใจ
“พฤกษ์!!”
ศักดิ์ล้มลงแล้วขาดใจตายเพราะโดนยิงเข้าที่หัวใจพอดี พฤกษ์กับสุดาวดีถอนใจเฮือก

จบตอนที่ 11

กำลังโหลดความคิดเห็น...