xs
xsm
sm
md
lg

ดาวเรือง ตอนที่ 7

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ดาวเรือง ตอนที่ 7 
จินตวัฒน์ดูอาหารเป็ดในกระสอบที่ยังมีเหลืออยู่เยอะ
“ทำไมอาหารยังเหลืออีกเยอะล่ะ”
“อ้าว ก็เพิ่งไปซื้อมาเติม” ดาวเรืองบอก
“เอาเงินที่ไหนไปซื้อ”
“หล่นจากฟ้ามามั้ง ถ้าไม่ควักออกจากกระเป๋า เงินมันจะลอยมาได้รึไง”
“เงินไม่พอทำไมไม่บอก”
“ก็เคยถามมั้ยล่ะ เจอหน้าก็เอาแต่สอบสวนๆ ต้มเหล้าเปล่า ขายยาเปล่า เปิดบ่อนเปล่า เล่นหวยเปล่า ในสายตานาย ฉันก็ทำได้แค่นี้แหละ”
จินตวัฒน์หน้าชานิดๆ “ประชดเก่งจริงนะเรา”
จินตวัฒน์ส่งเงินให้ ดาวเรืองจะรับแต่จินตวัฒน์เลื่อนมือหนี
จินตวัฒน์เอ่ยถาม “เคยสอนว่าไง”
ดาวเรืองฟึดฟัดแต่ก็ยกมือไหว้จินตวัฒน์แบบเร็วๆ จินตวัฒน์ส่งเงินให้ 1,000 บาท ดาวเรืองรับมา
“เป็นเด็ก ต้องรู้จักมือไม้อ่อน ผู้ใหญ่จะได้รักได้เอ็นดู” จินตวัฒน์สอน
“ฉันไม่ใช่เด็ก แล้วก็ไม่ได้อยากให้ใครมารักมาเอ็นดูด้วย” ดาวเรืองว่า
“ยกเว้นนายวรรณ”
ดาวเรืองหันมาทำตาเขียวก่อนจะผลักจินตวัฒน์ล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปทับบนกองขี้เป็ด
“นี่แน่ะ!!! จับคู่ให้คนนั้นคนนี้ดีนัก เป็นไง ขี้เป็ดหอมมั้ยคะคุณปลัด555” ดาวเรืองทำท่าหาว “โอ๊ยย ง่วงจัง ไปนอนก่อนดีกว่า”
ดาวเรืองเดินหัวเราะอย่างอารมณ์ดีออกไป
“แสบจริงๆ”
จินตวัฒน์พยายามยันตัวขึ้นมา โดยก้นและเสื้อ รวมไปถึงบริเวณศอกเต็มไปด้วยขี้เป็ด

สุวรรณแบกกระสอบมาถึงกลางทางก็หอบแฮ่กๆ สุวรรณเหนื่อยจนลิ้นห้อยจึงวางกระสอบลงให้ยืน
“ช่วยเดินหน่อยนะ พี่ไม่ไหวแล้ว พี่จะอ้วก” สุวรรณเอามือปาดเหงื่อ
ไสวพยักหน้าหงึกๆ แล้วจูงมือสุวรรณเดิน
“ไม่ใช่ทางนั้นจ้ะ ทางนี้ๆ”
สุวรรณจูงมือไสวที่มีกระสอบคลุมหัวเดินไปตามถนนเลียบคันนา

แหลมกับกรอดยืนชะเง้อคอยอยู่หน้ากระท่อม
“พี่วรรณมาแล้ว” กรอดบอก
สุวรรณเดินจูงไสวที่มีกระสอบคลุมหัวเข้ามา แหลมกับกรอดวิ่งมารับ
“เอามือพวกเอ็งออกไป ห้ามมาแตะเนื้อต้องตัวว่าที่เมียข้า” สุวรรณสั่ง
แหลมกับกรอดรับคำ “จ้ะพี่”
“สุมไฟไล่ยุงให้ด้วย แล้วก็อย่าริเข้าใกล้กระท่อมเด็ดขาด ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไร ไม่ว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะครวญครางดังแค่ไหน ห้ามพวกเอ็งแส่!!” สุวรรณบอก
สุวรรณแบกกระสอบขึ้นบ่าแล้วพาขึ้นกระท่อมก่อนจะปิดประตูดังโครม

สุวรรณวางกระสอบลงบนที่นอนแล้วมองอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องก่อนจะค่อยๆเอื้อมมือไปแตะผู้หญิงที่อยู่ในกระสอบอย่างทะนุถนอม
“อูย หัว”
สุวรรณทำท่าขนลุกขนพอง
“ตรง...ไหล่” สุวรรณหัวเราะอย่างสำราญใจ “นี่อะไร...สะโพก...โอ๊ย นั่น...ขาขาวๆ”
สุวรรณลูบไล้ท่อนขาของไสวแล้วรู้สึกสากมือแต่ก็ยังชม
“ถึงจะขาวเป็นดวงคล้ายเกลื้อน หรือเหี่ยวไปนิด เหม็นเขียวไปหน่อย พี่ก็ไม่รังเกียจ”
สุวรรณดึงกระสอบออกในขณะที่ไสวนั่งหันหลังให้ สุวรรณลูบไล้เส้นผมของไสว
“อุ๊ย!...ดัดผมมาด้วย สงสัยแพ้น้ำยา มีหงอกติดมานิดๆ น่ารักน่าเอ็นดู โอ๊ยย...ไม่รู้ทนตามจีบอยู่ได้ไง รู้งี้ไปฉุดซะตั้งนานแล้ว มามะ ไม่ต้องอาย หันหน้ามาให้พี่จูบสักฟอดเถอะ”
สุวรรณทำปากจู๋ ไสวค่อยๆหันหน้ามายิ้มแฉ่ง สุวรรณอึ้งแล้วกระพริบตาสองสามหนเหมือนยังไม่แน่ใจ เขาคว้าตะเกียงมาส่องหน้าไสวประกอบการตัดสินใจอีกครั้งว่าที่เห็นน่ะคนหรือผี แล้วเขาก็เบิกตาโพลง

กรอดกับแหลมนั่งอยู่หน้ากระท่อม
“ทำไมเงียบจังวะ แอบดูกัน” กรอดบอก
“ไม่!!! เอ็งกล้าขัดคำสั่งพี่วรรณเหรอ” แหลมถาม
ทั้งคู่มองหน้ากันเพียงอึดใจก่อนจะวิ่งพรวดไปที่ประตูพร้อมกัน
เสียงสุวรรณดังลั่น “อ๊าก ช่วยด้วย ช่วยด้วยโว้ย”
แหลมกับกรอดซึ่งกำลังเอาตาแนบรูที่ประตูผงะด้วยความตกใจ!!!

สุวรรณอ้าปากร้องลั่นพร้อมกับถอยหนีอย่างรวดเร็วปานจรวดจนไปชิดข้างฝา ไสวคลานเป็นนางแมวยั่วสวาทเข้ามาช้าๆ ก่อนจะสะแหยะยิ้มอย่างน่ากลัว
“ที่แท้ก็คนกันเอง มามะคนดี มาเป็นผัวป้ามา”
สุวรรณส่ายหน้าเร็วๆ “ผะ..ผะ...ผี...ผีหลอก”
ไสวกระโดดเข้าหากะจะตะครุบ สุวรรณกระโดดหนีจนข้าวของกระจุยกระจาย
“อย่าเข้ามานะ อย่าเข้ามา อย่า!!”

แหลมกับกรอดหน้าเหวอก่อนจะหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
“โห สงสัยจะเล่นรถไฟเหาะต่อด้วยบ้านผีสิง พี่วรรณเก็บกดมาตั้งแต่ ป 2 เลยต้องหาทางระบาย”
“ลีลารักสุดเร้าร้อนของพี่วรรณ โอ๊ยยย...แค่คิดก็ขนลุก”
เสียงสุวรรณดังลั่น “ช่วยด้วย ช่วยด้วยโว้ย”
แหลมกับกรอดสะดุ้งตกใจ
กรอดถาม “ช่วยอะไรวะ”
เสียงสุวรรณดังขึ้นอีก “พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยหนูด้วย”
“ถึงกับร้องหาพ่อหาแม่เลยเหรอ” แหลมว่า
“ไฟรักแรงสวาทมันไม่เข้าใครออกใครเลยนะเนี่ย” กรอดหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง
สุวรรณถีบประตูผางทำให้แหลมกับกรอดกระเด็นตกบันได ก่อนที่เขาจะกระโดดลงจากกระท่อม ลงมาล้มลุกคลุกคลาน ไสวโผล่ออกมาที่ประตูแล้วยืนเท้าสะเอว ผมปลิวสยาย
ทั้งสามคนร้องพร้อมกัน “ผีหลอก”
แหลมกับกรอดตาค้าง
“ไอ้แหลม ไอ้กรอด ช่วยข้าด้วย”
“แต๊ะอั๋งข้าแล้วทำเป็นโวยวายเหรอไอ้วรรณ ทีตอนฉุดล่ะดี๊ด๊า” ไสวว่า
สุวรรณหัวใจจะวาย กรอดกับแหลมยังทำหน้าเหมือนถูกผีหลอก
“ฉันไม่ได้จะไปฉุดป้านะ” สุวรรณบอก
“ไม่ต้องอายหรอกน่า ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เลยตามเลยละกัน” ไสวว่า
กรอดร้องลั่น “พี่วรรณได้เสียเป็นเมียผัวกับป้าไหวแล้ว”
สุวรรณรีบบอก “เดี๋ยวยันโครม!!! ข้าแค่...”
ไสวพูดแทรก “จูบ”
แหลมกับกรอดร้องพร้อมกัน “จูบ!!”
สุวรรณถึงกับอ้วก แหลมกับกรอดช่วยลูบหลังให้
“ถึงข้าจะแก่กว่านิดหน่อย แต่อายุมันเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น พ่อแม่เอ็งคงไม่ว่าอะไรหรอก”
สุวรรณตั้งสติ “ใจเย็นๆป้าไหว เรื่องนี้มันผิดพลาดทางเทคนิคกันได้ ป้าไหวจะเรียกร้องค่าเสียหายเท่าไหร่ว่ามา”
“อุ๊ย สินสอดทองหมั้นไม่ต้อง แค่ผูกข้อไม้ข้อมือก็พอ” ไสวบอก
ทั้งสามคนร้องพร้อมกัน “เวร!!”
แหลมกระซิบกับสุวรรณ “ท่าจะเรื่องใหญ่แล้วพี่”
สุวรรณกระซิบตอบ “ทำไงดีวะ”
กรอดกระซิบบอกสุวรรณ “รุ่นแม่เลยนะนี่”

สุวรรณหูผึ่ง “รุ่นแม่ ข้านึกออกแล้ว!” สุวรรณลิงโลด “ป้าไหว เอ๊ย น้องไหว เข้าไปรอข้างในก่อนเถอะจ้ะ ขอพี่วรรณไปอาบน้ำอาบท่าก่อนจะลงโลง เอ๊ย คือ...จะเข้าหอทั้งทีก็ต้องให้มันประทับใจ เมื่อกี้ตื่นเต้นจนจั๊กแร้เปียก”
“เอ็งได้หนีข้ากลับบ้านน่ะสิ”
“โอ๊ย มีของดีของแปลกให้กอดทั้งคืน จะหนีทำไมล่ะจ๊ะ ให้ฉันสาบานเจ็ดวัดเจ็ดวาเลยก็ได้ว่าคืนนี้น้องไหวได้เสียตัวแน่!!! ถ้าไม่เชื่อ ให้ไอ้สองตัวนี้อยู่เป็นตัวประกันก็ได้”
แหลมกับกรอดงานเข้า “พี่วรรณ”
“ก็ได้ ข้าจะรออยู่นี่ ถ้าเอ็งไม่กลับมา พรุ่งนี้ ข้าจะประกาศให้คนรู้ทั้งประเทศเลยว่าเอ็งได้ข้าแล้ว ไม่รับผิดชอบ เอ็งก็รู้ฤทธิ์ปากข้าดีแล้วใช่มั้ย”
สุวรรณกลืนน้ำลายเอื้อก “จ้ะ”
“ให้ไวเลยนะ ข้าจะได้นวดเปิดประตูลมให้ก่อน”
สุวรรณพยักหน้าแล้วรีบวิ่งหนีไปในความมืด ไสวโบกมือหยอยๆ กรอดกับแหลมนั่งลงแล้วกอดคอกันร้องไห้

ประตูห้องฝั่งเมียเบอร์ 7-9 ของผันเปิดออก ผันเดินออกมา เมีย 7 8 9 ออกมายืนสยายผมส่งจูบลา ผันเดินกระปรี้กระเปร่าจนกระทั่งมาถึงหน้าห้องเวียงแล้วเขาก็ทำหน้าเซ็งเหมือนคนหมดแรง ผันกำลังจะเคาะประตูแต่ยังไม่ทันเคาะ เพราะสุวรรณโผล่มาขวางเสียก่อน
ผันตกใจ “ไอ้วรรณ”
“ชู่!!! เบาๆ พ่อ” สุวรรณจับแขนผัน “หนูมีเรื่องสำคัญจะบอก”
“อะไรของเอ็งวะ ทำลับๆล่อๆเหมือนจะไปปล้นใคร”
“ไม่ปล้นก็เหมือนปล้นแหละ แต่เป็นปล้นสวาทนะพ่อ”
ผันสงสัยว่าสุวรรณพูดเรื่องอะไร

ผันถลาเข้ามาแล้วถาม
“จริงหรือวะ”
“จริงสิพ่อ ตอนนี้เด็กมันมารออยู่ที่กระท่อมปลายนาแล้วนะ”
“เด็กบ้านไหนวะ ลูกเต้าเหล่าใคร”
“แหม ก็ไปกระซิบถามกันเอาเองสิพ่อ แต่หนูบอกได้คำเดียวเซ็กซี่มาก...สวย ขาว สาว สด ผมงี๊ยาวสยายอย่างกับ” สุวรรณคิด “โรส สุดาวดี ถ้าพ่อได้เห็นนะ คึก!”
“น้องโรสเลยหรือวะ พับผ่าสิ เรี่ยวแรงข้าถูกนังเมียเล็กๆปล้นไปหมดแล้ว เอางี๊ เก็บไว้ก่อน บ่มให้หวานสักคืน พรุ่งนี้ค่อยชิม”
“ไม่ได้!!! ถ้าพ่อไม่เอา ฉันฮุบนะ!”
“เฮ้ย นั่นแม่คนที่สิบของเอ็งนะเว้ย”
“พ่อก็ไปเดี๋ยวนี้เลยสิ น่าพ่อ เด็กมันอุตส่าห์หอบผ้าหอบผ่อนมาหาพ่อแล้ว ถ้าพ่อไม่เอา เกิดมันเสียใจ กลับไปผูกคอตายจะว่าไง”
ผันคิด “บาปตายเลย”
“ม้ากระทืบโลงสูตรป้าไหวสักกรึ๊บสองกรึ๊บย้อมใจก่อนดีมั้ยพ่อ”
“กรึ๊บสองกรึ๊บจะพออะไร จะกระทืบโลงทั้งที มันต้อง 5 กรึ๊บ!”
สองพ่อลูกหัวเราะคิกคักใส่กัน

สุวรรณเดินต้อนหน้าต้อนหลังผันจนมาถึงหน้ากระท่อม กรอดกับแหลมที่นั่งชะเง้อคอยถึงกับลุกพรวดและอ้าปากค้างด้วยความงง
“อ้าว!” กรอดกับแหลมชี้ที่ผันว่ามาทำไมแต่สุวรรณขยิบตาส่งสัญญาณให้ทั้งคู่เลยตามเลย
“สวยมากมั้ยวะ นางงามดอนล้อมอะไรนะ” ผันถาม
กรอดกับแหลมตอบแต่ไม่เหมือนกัน “ควาย / วัว”
“ตกลงควายหรือวัว”
กรอดกับแหลมตอบต่างกันอีก “วัว / ควาย”
“ดอนล้อมเก้งพ่อ...เก้งสาว...เพิ่งแตกเนื้อ...เดี๋ยวหนูเข้าไปเอาตะเกียงออกมาก่อน”
สุวรรณผลุบหายเข้าไปในกระท่อม สักครู่เขาก็คว้าตะเกียงออกมา
“นอนรออยู่บนเตียงแล้วพ่อ สะกิดนิดเดียว รับรองไฟลุกพรึ่บ”
สุวรรณดันหลังผันซึ่งกำลังคึกเข้าไปในกระท่อมแล้วปิดประตูล็อกจากด้านนอก ไม่นานก็มีเสียงโครมครามๆ เหมือนกระท่อมจะพังดังตามมา
สุวรรณ กรอด และแหลมสะดุ้งตามจังหวะโครมคราม
สุวรรณร้องไห้ “ขอโทษนะพ่อ หนูไม่ได้ตั้งใจ เสียสละเพื่อลูกสักครั้งนะ”
“จะบาปมั้ยอ่ะพี่” แหลมถาม
“ถึงบาปก็ยอมวะ กับคนอื่นยังพอหลับหูหลับตา แต่กับป้าไหว กูไม่ไหววว!!”
สุวรรณทำท่ารับไม่ได้อย่างแรงเพราะแค่คิดก็ผวาแล้ว

เช้าวันใหม่ หยดน้ำกลิ้งบนใบบัว กบกับเขียดกำลังผสมพันธ์กัน วัวควายอยู่เป็นคู่คลอเคลียกลางท้องนา หลังจากกรำศึกหนักมาทั้งคืน ผันกับไสวก็นอนกอดซบกันพร้อมทั้งหลับตาพริ้มอย่างอิ่มสุข เท้าเกี่ยวเท้า ขาเกี่ยวขา แขนเกี่ยวแขน
สักครู่ ผันก็เอามือลูบแขนไสวแล้วก็สะดุดใจในความหยาบของผิว ไสวลืมตาตื่นงัวเงียแล้วเอามือวนที่อกยานๆของผันแล้วก็เอะใจว่าซิกแพ็คหรือมันเปลว
ผันเอามือเชยคางไสวขึ้นแล้วหลับตาจุมพิต ขณะที่ไสวหลับตาพริ้มรับจูบ แล้วทั้งคู่ก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาเพื่อจะมองกันและกัน ผันยิ้มค้างเมื่อเห็นว่าเป็นไสว

กระท่อมร้างตั้งอยู่กลางนาข้าวสวยงาม เสียงผันกรี๊ดร้องดังลั่นทุ่งบริเวณนั้น
“กรี๊ด!!”

ที่บ้านผู้ใหญ่ผัน ผันไล่ถีบสุวรรณไปทั่วเรือน ขณะที่เวียงยืนเท้าเอวอยู่กลางบ้าน พวกเมียๆพากันงงว่าเกิดอะไรขึ้น
“ไอ้วรรณ ไอ้ลูกชั่ว ไอ้ลูกเวร ไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน” ผันด่า
“อะไรกันพี่ผัน ไล่ถีบลูกทำไม” เวียงถาม
สุวรรณวิ่งมาหลบหลังเวียงพร้อมทั้งกอดแข้งกอดขา ผันก็พยายามจะถีบให้ได้
“แม่จ๋า ช่วยหนูด้วย พ่อจะฆ่าหนู ช่วยเตือนเขาหน่อยว่าหนูเป็นลูกชายคนเดียวนะ”
“ถึงเอ็งเป็นลูกชายคนเดียวข้าก็ไม่เอาไว้ ไอ้...ไอ้ลูกทรยศ ไอ้ลูกเลว ไอ้งูเห่า...ไอ้...”
“นี่...พูดจากับลูกให้ดีๆเหมือนพูดกับไก่ได้มั้ย” เวียงว่า
ผันไม่ฟัง สุวรรณคลานหนีลงไปจากเรือน ผันไล่ตาม เวียงมองตามอย่างงงๆ

ไสวยืนอยู่ท่ามกลางแม่ค้าและพ่อค้าที่ล้อมวงฟัง
“ก็ผู้ใหญ่ผันน่ะสิ..อึ้ม...เมื่อคืนนี้เอง สดๆร้อนๆ นี่ๆ กลิ่นผู้ใหญ่ยังติดตัวฉันอยู่เลย” ไสวเล่า

ณ ที่ว่าการอำเภอ กำจรได้ฟังเรื่องจากปากไสวก็ตาโตด้วยความตกใจ พนักงานบนอำเภอก็ตกใจ พร้อมทั้งเข้ามาฟังกันยกใหญ่
“ไม่ใช่นางสาวแล้วนะ เป็นนางแล้ว นามสกุลเดียวกับผู้ใหญ่ผัน ไหน โต๊ะไหนรับแจ้งเปลี่ยนนามสกุล” ไสวถาม

หมู่จ้อยเกือบสำลักกาแฟ ไสวนั่งอยู่ตรงข้ามเหมือนคนมาแจ้งความ
“เอ็งว่าไงนะ พูดใหม่สิ”
“ฉันไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์แล้ว” ไสวบอก
“เอ็งไปฆ่าใครตาย” หมู่จ้อยถาม
“ไม่ได้ฆ่า แค่จะบอกให้หมู่เป็นพยาน ว่าฉันได้เสียเป็นเมียผัวกับผู้ใหญ่ผันแล้ว เมื่อคืนนี้ ถ้าผู้ใหญ่ไม่รับผิดชอบ ฉันจะแจ้งความ”
หมู่จ้อยอึ้งเพราะไม่รู้จะตกใจหรืออนาถใจดี

ไสวถวายอาหารเพลพร้อมกับชาวบ้าน 5-6 คนที่วัด
ไสวหันไปบอกคนข้างๆ “นี่แน่ะ ฉันได้เป็นเมียคนที่สิบของผู้ใหญ่ผันแล้วนะ”
ชาวบ้านฮือฮา
ไสวพูดกับพระครูจ้อย “พระครูเจ้าคะ เราดองกันแล้วนะเจ้าคะ”
พระครูจ้อยรู้สึกอดสู “อึ้ม...!”

ไสวพนมมือไหว้และยิ้มอย่างมีความสุข
“ทำไมไม่บอกไม่กล่าว ว่าเนื้อคู่ไสว อยู่ใกล้แค่เนี๊ย” ไสวว่า
หลวงตาคงถาม “หากันเจอแล้วเรอะ”
“เจอแล้วเจ้าค่ะ ไอ้เรืองมันแนะนำมา”
หลวงตาคงรู้แจ้ง “อึ้ม...ไอ้เรือง”

บานชื่นกำลังผัดข้าวอยู่หน้าเตา ส่วนเพี้ยนเช็ดจานอย่างกระฉับกระเฉงและร้องเพลงไปด้วย
“พอวันเสาร์อาทิตย์นี่ เอ็งมีความสุขมากนะไอ้เพี้ยน” บานชื่นว่า
“ก็แน่สิป้า เพี้ยนอยากช่วยป้ากับพี่เรืองทำงานนี่”
เสมอใจเดินเข้ามาในร้านเพราะตั้งใจมาสืบเรื่องดาวเรืองโดนฉุด เสมอใจกวาดตามองไปทั่วๆ พอไม่เห็นดาวเรืองเธอก็เข่าอ่อนเหมือนจะเป็นลม
เสมอใจนั่งลงอย่างหมดแรง “มีน้ำใบบัวบกมั้ยน้าบาน”
“ไปช้ำใจมาจากไหนนังเหมอ ถึงได้ร้องจะกินน้ำใบบัวบกแต่เช้า” บานชื่นถาม
“นี่พี่เหมอหรือหมีแพนด้าเนี่ย ทำไมตาบวมยังงี๊” เพี้ยนว่า
เสมอใจคลำรอบตาตัวเองที่ร้องไห้มาทั้งคืน “เอ่อ...ก็ละครน่ะสิ เมื่อคืนมันเศร๊าเศร้า นางเอกถูกพระเอกไล่เหมือนหมูเหมือนหมา แถมยังตะโกนใส่หน้าว่ารักไอ้เรือง เอ้ย!! ไม่ใช่ รักตัวอิจฉาคนเดียว ข้าสงสารนางเอก เลยร้องไห้”
บานชื่นกับเพี้ยนร้องพร้อมกัน “อ๋อ!”
ดาวเรืองหิ้วนมข้นเดินออกมาจากหลังร้าน
เสมอใจเห็นดาวเรืองแล้วตาโต ปากสั่น “ไอ้เรือง!” เสมอใจลุกไปจับเนื้อจับตัว “นี่เอ็ง...เอ็งไม่ได้โดนฉุดเหรอ”
ดาวเรืองกับเพี้ยนหัวเราะชอบใจ บานชื่นเคาะกระทะแล้วปรามทั้งลูกทั้งหลาน
“ข้าไม่โดน คนอื่น...โดน” ดาวเรืองบอก
เสมอใจแปลกใจ “ใคร!”
เสียงไสวดังขึ้น “ข้าเอง”
ดาวเรือง เพี้ยน บานชื่น และเสมอใจหันขวับเห็นไสวเดินกรีดกรายเข้ามาอย่างอารมณ์ดีสุดๆ
“เธอทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตอน 14 ตอนที่ฉันมีแฟนคนแรก...โอ้วววว หวานจริงๆเลย” ไสวอารมณ์ดี
เสมอใจรับไม่ได้ “ตกลงไอ้วรรณมันฉุดป้าไหวเหรอ”
ไสวยอมรับ “ก็ใช่น่ะสิ”
เสมอใจโกรธจนตัวสั่น “เลว! โหดเหี้ยม! วิปริต! ทำไมมันถึงได้ชั่วขนาดนี้ กับคนเฒ่าคนแก่ยังกล้าทำได้ลงคอ”
ไสวรีบบอก “ไม่ใช่โว้ย ไอ้วรรณฉุด แต่คนที่เป็นผัวข้าคือ..”

เวียงแหกปากตะโกนจนลิ้นไก่สั่นไหวไปมา
“กรี๊ด ฉันไม่ยอม”
บรรดาเมียๆ ของผันก็แหกปาก “ฉันไม่ยอม”
เวียงแหกปากต่อ “ทำไมต้องเป็นมัน”
เมียๆ ของผันแหกปากรับ “ทำไมต้องเป็นมัน”
“มันแก่จะตายอยู่แล้ว”
เมียๆ ของผันร้องรับเป็นลูกคู่ “แก่”
ผันนั่งร้องไห้อย่างเสียอกเสียใจเหมือนคนโดนข่มขืน
“กรี๊ด ฉันอยากตาย” เวียงร้อง
เมียๆ ของผันร้อง “อยากตายๆๆๆ”
ผันตะโกน “หยุด!!”
ทุกคนเงียบแล้วหันมองที่ผันเป็นตาเดียว
“คนที่อยากตายคือกูนี่แหละ กูอยากตาย!” ผันร้องตะโกน

ที่ร้านกาแฟ สุดาวดียื่นเช็คให้พฤกษ์ พฤกษ์รับแล้วเก็บไว้ในกระเป๋าเอกสาร
“ขอบใจนะ ที่เคลียร์เรื่องได้เร็ว ไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลให้เมื่อย” สุดาวดีกล่าว
“เพราะคุณให้ความร่วมมือ ยอมจ่ายค่าเสียหายให้คุณน้ำหวาน ถ้าคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย รอมชอมกันได้ก็จบ” พฤกษ์บอก
“แต่ฉันก็เสียเงินไปตั้ง 5 แสน”
“แลกกับความสบายใจ และอิสระในการทำงาน ไม่ดีหรือครับ”
“ก็ดี ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวนะ จะไปทำงานเอาเงินห้าแสนคืนก่อน”
ทั้งพฤกษ์และสุดาวดีวางเงินค่ากาแฟลงบนโต๊ะพร้อมๆกัน
“ฉันเลี้ยงเอง” สุดาวดีบอก
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวจะติดหนี้กลายเป็นบุญคุณกันไม่จบไม่สิ้น”
สุดาวดีหมั่นไส้ “งั้นต่างคนต่างจ่าย จะได้ไม่ต้องมามีเวรมีกรรมต่อกันอีก ชิ”
สุดาวดีหยิบเอกสารและกระเป๋าสะพายใบใหญ่แล้วลุกขึ้นสะบัดหน้าเชิดๆ เดินออกไป พฤกษ์แอบขำกับท่าทางดั่งหงส์ของสุดาวดี ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินตามไป

ประตูร้านกาแฟเปิด สุดาวดีเดินออกมาตามด้วยพฤกษ์ ทั้งคู่เดินแยกไปคนละทางแค่สามสี่ก้าวแล้วก็หยุด แล้วต่างฝ่ายต่างก็หันกลับมามองกัน
“หวังว่าเราคงไม่ต้องเจอกันอีกนะ” สุดาวดีนึกว่าพฤกษ์จะเสียดาย
พฤกษ์ตอบทันที “ครับ ผมกำลังจะพูดประโยคนี้กับคุณพอดี”
สุดาวดีเจ็บใจก่อนจะสวมแว่นตาแล้วสะบัดหน้าหันหลังเดินฉับๆออกไป พฤกษ์มองตามหลังแล้วส่ายหน้า

สุดาวดีรับโทรศัพท์เรื่องงาน เธอเดินอย่างมั่นใจโดยไม่มองทาง
“ติดต่อโรสได้เลยค่ะ ไม่ต้องผ่านใครแล้ว...ค่ะ งานอะไรนะคะ…สักครู่นะคะ”
สุดาวดีควานหาสมุดบันทึกก่อนจะหยิบออกจากกระเป๋าแล้วเอาปากกาจด ขณะกำลังข้ามถนน เพื่อจะไปขึ้นรถที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้าม สุดาวดีละล้าละลังเพราะสะพายกระเป๋าสะพายใบใหญ่ แล้วในมือยังมีเอกสารบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างน้ำหวานกับเธอที่ยังไม่ได้เก็บใส่กระเป๋า รวมทั้งสมุดบันทึก ปากกาและโทรศัพท์อีก
พฤกษ์สวมหมวกกันน็อคขี่มอเตอร์ไซค์พ้นโค้งออกมาพอดี สุดาวดีทำเอกสารข้อตกลงหลุดมือจึงตามไปเก็บ โดยลืมไปว่าตัวเองยืนอยู่กลางถนน พฤกษ์ตะโกนเตือนด้วยความตกใจ
“คุณ...หลบ!”
สุดาวดีหันมาเห็นรถมอเตอร์ไซค์พุ่งตรงมาก็เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ

พฤกษ์เบรกรถมอเตอร์ไซต์เสียงดังลั่นถนน สุดาวดีกระโดดหลบแต่รองเท้าส้นสูงทำให้เธอเสียหลักล้มลงจนข้อเท้าพลิก ในขณะที่มอเตอร์ไซค์ของพฤกษ์เบรกจ่ออยู่ตรงหน้าห่างกันเพียงไม่กี่นิ้ว สุดาวดีกรี๊ดลั่น
พฤกษ์จอดรถแล้วรีบลงมาดู “คุณ...เป็นไงบ้าง”
“โอ๊ย...ถามได้ ทำไมขี่ไม่ดูคนเลย..ห๊า!”
พฤกษ์ถอดหมวก “ก็คุณมายืนก้มๆ เงยๆ อะไรแถวนี้ทำไมล่ะ นี่มันถนนนะ ไม่ใช่แคทวอล์ก”
สุดาวดีโกรธสุดๆ “อ๊าย.. นี่นายอีกแล้วเหรอ!!! ทำไมฉันต้องซวยเพราะนายอีกแล้ว!!”
คนที่อยู่บริเวณนั้นเริ่มเข้ามามุงดู สุดาวดีหันไปเห็นคนก็รีบคว้าหมวกกันน็อกในมือพฤกษ์มาสวม
“เดี๋ยวคนก็รู้หรอกว่าฉันเป็นใคร...รีบพาฉันไปส่งโรงพยาบาลสิ เร็วเข้า...เอ้า!!!...นี่กุญแจ”
สุดาวดีพยายามลุกขึ้นยืนแต่ก็ยืนไม่ได้ พฤกษ์เลยต้องอุ้มเธอขึ้นมา
สุดาวดีสั่ง “ไปที่รถ นั่น...แห่กันมาแล้ว”
พฤกษ์รีบอุ้มสุดาวดีไปที่รถแล้วเปิดประตูให้เธอขึ้นไปนั่ง สุดาวดีหันไปมองคนจำนวนหนึ่งที่มองตามมาเป็นตาเดียว
“เห็นมั้ย...คนต้องจำฉันได้แน่เลยว่าฉันคือโรส สุดาวดี ไม่งั้นไม่มองตามขนาดนี้หรอก”
“ผมว่าที่เขามองคุณ เพราะคุณเป็นตัวประหลาดมากกว่านะ ใส่หมวกกันน็อกขึ้นรถเก๋งยังงี้”
สุดาวดีหน้าแตกเพราะนึกได้ว่ามีหมวกกันน็อกครอบหัวตัวเองอยู่เลยรีบถอดออกแล้วส่งคืนพฤกษ์
พฤกษ์รับหมวกมาแล้วจะเดินออกไป สุดาวดีฉุนปรี๊ด
“จะไปไหน นายทำฉันเจ็บขนาดนี้ จะไม่พาฉันไปโรงพยาบาลเหรอ”
“ผมจะเอามอเตอร์ไซค์ไปหาที่จอดก่อน หรือคุณจะให้ผมเอาขึ้นหลังคารถคุณไป” พฤกษ์ถามกวน
“มันเรื่องอะไรล่ะ รถ 5 หมื่นกับ 5 ล้าน จะไปจอดไหนก็ไปเลย แล้วรีบพาฉันไปโรงพยาบาลด้วย”
พฤกษ์ถอนใจเฮือกก่อนจะเดินออกไป

บานชื่นเดินไปเดินมา
“แล้วถ้าไอ้ผู้ใหญ่มันไม่เอาล่ะ” บานชื่นถาม
“ไม่เอาได้ไง ข้าโพนทะนาไปทั่วแล้ว” ไสวบอก
“แต่นังเวียงกับนังปลีกมันใช่ย่อยซะที่ไหน เกิดมันบังคับผัวไม่ให้ยอมรับเอ็งล่ะ” บานชื่นพูดต่อ
“นั่นสิป้า ป้าจะรับมือบ้านนั้นไหวเหรอ” เสมอใจเห็นด้วย
ไสวเริ่มร้อนตูด
บานชื่นพูดกับไสว “แล้วเอ็งมีหลักฐานมั้ยล่ะนังไหว”
“หลักฐานอะไรล่ะ ไม่ได้เตรียมกล้องไปถ่ายนี่หว่า ทุกอย่างไวพึ่บพั่บจนข้าตั้งตัวไม่ทัน เอ...หรือจะไปให้หมอตรวจวะ” ไสวถามกลับ
“ผลตรวจมันได้ออกมาว่าเอ็งสมยอมมากกว่าโดนฉุด โดนบังคับใจน่ะสินังไหว ใช่มั้ยไอ้เรือง” บานชื่นถามลูกสาว
ดาวเรืองยังนั่งคิดแต่ก็ฟังทุกคนพูดไปด้วย
เพี้ยนพูดขึ้นมา “เราจะช่วยป้าไหวยังไงดีล่ะพี่เรือง เสียสาวฟรีๆ มันก็น่าอายนะ”
บานชื่นเขกกะโหลกเพี้ยน “ไอ้เพี้ยน ไอ้เด็กแก่แดด นี่มันเรื่องของผู้ใหญ่ เอ็งมานั่งฟังทำไม การบ้านทำรึยัง”
“ถูกของไอ้เพี้ยนมัน เกิดมาข้าก็อยากมีผัวคนเดียว แต่งงานครั้งเดียว ถ้ามันไม่ยอมแต่ง ข้าก็ไม่รู้จะไปสู้หน้าชาวบ้านยังไง ป่าวประกาศไปทั่วแล้วด้วย ไอ้เรือง ไหนๆ เอ็งก็ช่วยให้ข้ามีผัวแล้ว ก็ช่วยให้เขายอมรับข้าด้วยเถอะนะ” ไสวบอก
ดาวเรืองคิดแล้วก็ปิ๊งไอเดีย
“ได้ เชื่อหัวไอ้เรืองเหอะ!!!! มา..สุมหัว!”
ดาวเรืองกวักมือเรียกทุกคนให้มาสุมหัวกันก่อนจะกระซิบแผนการให้ทุกคนฟัง

จินตวัฒน์นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ สักพักเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
จินตวัฒน์พูดโดยไม่เงยหน้า “เข้ามา”
ดาวเรืองเปิดประตูเข้ามาแล้วเดินบิดซ้ายบิดขวามาหยุดตรงหน้าจินตวัฒน์พร้อมกับยื่นขนมกล้วยให้
จินตวัฒน์เงยหน้ามองขนมกล้วยด้วยความแปลกใจ “อะไร”
“ขนมกล้วย” ดาวเรืองบอก
จินตวัฒน์นิ่วหน้าว่าดาวเรืองจะมาไม้ไหนของเธออีก “ให้หรือขาย”
ดาวเรืองวางลง แล้วตัวเองก็นั่งลง “เอามาให้ คนมีน้ำใจน่ะ”
จินตวัฒน์ไม่อยากเชื่อ “ใส่ยานอนหลับรึเปล่า”
“จะใส่ทำไม นั่นน่ะแพงกว่าขนมอีกนะปลัด”
จินตวัฒน์ยิ้มอย่างรู้ทัน “แล้วเอามาให้ทำไม”
ดาวเรืองเข้าเรื่องทันที “เอ่อ พอดีวันนี้แม่ทำขนมขายที่ร้าน แม่นึกถึงปลัด เลยให้เอามาให้ชิม คือว่าแม่ศรัทธาคุณปลัดน่ะ”
จินตวัฒน์รู้ทัน “พูดเหมือนเด็กมะเฟืองเป๊ะ ถ้าไม่ได้แอบใส่ยานอนหลับ ก็ว่ามาตรงๆ ว่าอยากได้อะไรแลกเปลี่ยน”
ดาวเรืองถลึงตาว่าเขารู้ได้ยังไง “แหม ทั้งฉลาดทั้งหล่อ แถมยังเป็นที่พึ่งของประชาชน บ๊ะ..ปลัดในฝันชัดๆ”
จินตวัฒน์ยิ้มแล้วเก๊กนิดนึง “ตกลงเรื่องอะไร”
“คืออย่างงี้ ก็ผู้ใหญ่ผันน่ะสิ ไม่ยอมจ่ายค่าตั๋วบ่อนไก่ ไปทวงหลายครั้งแล้วก็ไม่ยอมให้สักที คุณปลัดก็รู้บ้านนั้นนักเลงแค่ไหน ขี้แพ้ชวนตีด้วย อย่างไอ้วรรณมันก็จ้องจะเล่นงานฉันอยู่แล้ว ฉันเลยอยากขอให้ปลัดไปด้วยกันหน่อย”
“มาชวนไปเป็นไม้กันหมาว่างั้นเถอะ”
“ก็...ปลัดเหมือนไม้จริงๆ นี่”
จินตวัฒน์ชักสีหน้า
ดาวเรืองใช้ลูกยอเข้าไว้ “ไม้ยืนต้น ไม้ที่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของคนตกทุกข์ได้ยากไง ยิ่งช่วงหลังมานี่ มีผลงานเยอะแยะ จะเดินไปไหนใครๆ ก็เกรงใจ นะนะ ถือว่าช่วยลูกนกลูกกา”
จินตวัฒน์มองดาวเรืองแล้วแอบยิ้มพลางคิดในใจว่าเด็กคนนี้ฉลาดพูดจริงๆ

อ่านต่อหน้าที่ 2


ดาวเรือง ตอนที่ 7 (ต่อ)

หลวงตาคงสะพายย่ามกลับมาจากข้างนอกยืนจังงังอยู่ตรงช่องประตูเมื่อเห็นสุวรรณ แหลม และกรอดนอนเอกเขนกอย่างสบายใจเฉิบอยู่กลางสำนักที่ปูด้วยที่นอนปิคนิค หมอน หมอนข้าง มุ้ง ในขณะที่รอบข้างคือถุงใส่เสื้อผ้าของทั้งสาม อาสนะและข้าวของต่างๆ ของหลวงตาถูกผลักไปชิดฝาด้านหนึ่งแบบส่งๆ
“มันเรื่องอะไรกันวะไอ้วรรณ ใครใช้ให้พวกเอ็งมานอนเกะกะที่นี่”
“ไม่มีใครใช้ แต่ฉันฉลาดเลยคิดได้เอง” สุวรรณบอก
“แล้วบ้านช่องเอ็งไม่มีอยู่รึไง” หลวงตาคงถาม
“มี แต่พ่อไม่ให้อยู่” สุวรรณตอบ
“จะตัดพ่อตัดลูกรึเปล่ายังไม่รู้เลย” แหลมว่า
“ใช่ ถ้าพี่วรรณโดนตัดจากกองมรดกก็เพราะหลงตาคนเดียว” กรอดบอก
หลวงตางง “ข้าไปเกี่ยวอะไรด้วย”
“ก็หลงตาให้ฤกษ์มั่วๆ ฉันเลยไปฉุดมาผิดคน อุตส่าห์ยกให้พ่อ พ่อก็ดันมาโกรธจนไม่ให้เข้าบ้าน แล้วจะให้ฉันไปนอนที่ไหนนอกจากที่นี่” สุวรรณบอก
“ทุกอย่างเป็นความผิดของหลงตา พี่วรรณไม่เผาสำนักทิ้งก็ดีเท่าไหร่แล้ว” แหลมว่า
“ปิดสำนักสักอาทิตย์ไม่เป็นไรหรอกน่า ไม่เกิน 7 วันยังไงพ่อผู้ใหญ่ก็ใจอ่อนให้พี่วรรณกลับเข้าบ้านแล้ว” กรอดบอก
เสมอใจเดินเข้ามาโดยพยายามปรับสีหน้าให้เมินเฉยและไร้เยื่อใยกับสุวรรณ
“แต่ถ้าเอ็งไม่อยากรอถึง 7 วันล่ะก็ ข้ามีวิธี” เสมอใจพูด
“เอ็งนี่ตามกลิ่นข้าเจอตลอดเลยนะนังเหมอ” สุวรรณว่า “ไง เมื่อคืนยังเข้าใจไม่แจ่มแจ้งใช่มั้ยว่าข้าไม่ได้...”
“ข้าไม่ได้มาหาเอ็งเรื่องนั้น ข้ามาเรื่องป้าข้ากับพ่อเอ็ง ข้าไปปรึกษาจ่าแม่นมาแล้ว เอ็งมีความผิด 2 กระทง คือพรากผู้สูงอายุ กับเคลื่อนย้ายวัตถุโบราณโดยไม่ได้รับอนุญาต ถ้าเอ็งไม่รีบไปจัดการกับคนที่บ้านให้เรียบร้อย ข้าแจ้งความเอาเรื่องเอ็งแน่” เสมอใจขู่
“เอ็งจะให้ข้าจัดการยังไง” สุวรรณถาม
“ข้าเตรียมขบวนขันหมากกับแตรวงที่พ่อเอ็งจะมาขอป้าข้าไว้แล้ว พวกเอ็งก็ไปนำขบวนโห่แล้วจ่ายตังค์ก็แค่นั้น” เสมอใจพูดกับหลวงตาคง “ขอเชิญหลวงตาไปด้วยนะจ๊ะ ถ้าไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่ไปเป็นสักขีพยาน ป้าเวียงกับบรรดาเมียๆ อาจจะไม่ยอม”
“ทำแค่นี้แล้วข้าจะพ้นคุกพ้นตะรางแน่นะ” สุวรรณถาม
เสมอใจตอบ “เออ”
เสมอใจสะบัดหน้าใส่สุวรรณแล้วเดินออกไป

ไสวย่อตัววางกระเป๋าเสื้อผ้าหวายกับชะลอม 2-3 ใบลงกับพื้น ก่อนจะกวาดตามองรอบๆ เหมือนพจมานตอนเหยียบเข้าบ้านทรายทองเป็นครั้งแรก ไสวมองบรรยากาศรอบๆ เรือนผู้ใหญ่ผันจนไปหยุดที่กลุ่มเมียทั้งหมดของผันซึ่งนำทัพโดยเวียงที่ยืนเท้าสะเอวจังก้าอยู่
“เอ็งหอบผ้าหอบผ่อนมาที่นี่ทำไมห๊านังไหว ที่นี่ไม่ใช่บ้านบางแคที่เอ็งนึกอยากจะมาอาศัยเมื่อไหร่ก็ได้” เวียงว่า
บุญปลีกพูดต่อ “ใช่ มาทางไหนกลับไปทางนั้นเลย”
“ไปที่ชอบๆ เถอะนะแม่ไหว จะได้ไม่มีเวรมีกรรมต่อกัน” บุญปลอดว่า
“ก็ข้าชอบที่นี่ เพราะฉะนั้นข้าจะอยู่ที่นี่” ไสวบอก
“เอ็งจะมาอยู่ในฐานะอะไรไม่ทราบ” เวียงถาม
ไสวลอยหน้าลอยตาตอบ “ก็...เมียคนสุดท้องของผู้ใหญ่ผันไง”
“เมียคนสุดท้องบ้าอะไร แก่พอๆ กับพี่เวียง จริงมั้ยจ๊ะ” บุญปลีกหันไปถาม
เวียงรีบบอก “มันแก่กว่าข้า!”
“อิโธ่!!! ก็แค่ 2 วัน” ไสวบอก
“แต่ข้าสาวกว่าสวยกว่า และที่สำคัญ..ข้าไม่อนุญาตให้เอ็งอยู่ที่นี่!” เวียงเสียงแข็ง
เมียๆ ของผันพูดำร้อมกัน “พวกเราไม่ต้อนรับ”
“ทำไม! ข้าก็เมียผู้ใหญ่คนหนึ่งเหมือนกัน” ไสวบอก
“แต่เอ็งเป็นเมียที่ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากข้า หน้าตาไม่ผ่าน เวทีก็ไม่เคยได้ขึ้นประกวด ขืนยอมรับเอ็งเข้าบ้านได้เสียชื่อตระกูลขยันสอยกันพอดี” เวียงว่า
“คนทั้งดอนล้อมแรดเขารู้กันหมดแล้วว่าข้าเป็นเมียผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่ต้องรับผิดชอบ” ไสวยืนยัน
เสียงผันดังลั่น “แต่ข้าไม่ได้สมยอม ข้าถูกล่วงละเมิดทางเพศ”
บรรดาเมียของผันแหวกทางเดินตรงกลางให้ผันเดินออกมา
ไสวเข้าโหมดเศร้า “เขาว่า 3 วันจากนารีเป็นอื่น นี่ผ่านไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงพี่ผันลืมหมดแล้วเหรอจ๊ะ ว่าเมื่อคืนเรามีความสุขกันแค่ไหน ตอนพี่ผันจูงฉันขึ้นสวรรค์ พี่พร่ำรำพันว่ารักฉันคนเดียว รักหมดหัวใจ พี่กระซิบ...”
เมียๆ ของผันได้ยินแล้วรับไม่ได้ “อ๊าย!!”
ผันอับอายสุดๆ “พอๆๆ”
“หรือพี่จะปฏิเสธว่าที่ฉันพูดมาทั้งหมดไม่ใช่ความจริง” ไสวถาม
ผันอึกอัก “เอ่อ..เออ...มัน..ก็ใช่”
บรรดาเมียๆ ของผันได้ยินแล้วกรีดร้องและเต้นเร่าๆ เป็นไส้เดือนคลุกขี้เถ้า
“แล้วเอ็งจะให้ข้าทำยังไง” ผันถาม
“พี่ผู้ใหญ่ต้องพาฉันเข้าบ้านและแต่งงานตามประเพณี” ไสวยืนยัน
เวียงตอบทันที “ไม่ได้!”

รถอีเฉื่อยแล่นมาจอดหน้าบ้านผัน ดาวเรืองกับจินตวัฒน์ก้าวลงจากรถ ดาวเรืองพูดชงปูทาง
“ฉันให้ป้าไหวมาช่วยเจรจาก่อน แต่เชื่อสิว่าคนอย่างผู้ใหญ่ไม่มีทางยอมง่ายๆ”
จินตวัฒน์พยักหน้ารับรู้ ทั้งสองคนเดินไปที่บันไดขึ้นบ้านผู้ใหญ่ผัน

ผันชี้นิ้วไปที่หัวบันไดด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด
“ไสหัวไปจากบ้านข้า...นังไหว!”
ดาวเรืองกับจินตวัฒน์โผล่มาที่หัวบันไดพอดี
ดาวเรืองกระซิบบอกจินตวัฒน์ “ผิดจากที่พูดซะที่ไหน”
ผันและครอบครัวเห็นดาวเรืองกับจินตวัฒน์มาที่บ้านก็งง ไสวแกล้งบีบน้ำตาร้องไห้
“ตกลงผู้ใหญ่จะไม่ยอมจริงๆ เหรอ” ดาวเรืองทำเป็นถาม
“เอ็งเกี่ยวอะไรด้วย” ผันว่า
“อ้าว! ก็ป้าไหวมาทวงสัญญา ผู้ใหญ่ไล่ป้าไหวแบบนี้หมายความว่าผู้ใหญ่จะไม่รับผิดชอบว่างั้นเหอะ” ดาวเรืองเข้าเรื่อง
ผันตอบทันที “เออ!”
“ปลัดดูสิ แก่จนหัวหงอก แถมเป็นถึงผู้ใหญ่บ้าน ยังไม่สนว่าบ้านเมืองมีขื่อมีแป”
จินตวัฒน์พาซื่อเพราะไม่รู้อิโหน่อิเหน่ “ใช่ครับ เรื่องนี้ถ้าดูตามข้อกฎหมายแล้ว ทางผู้ใหญ่ผิดเต็มๆ ผมว่าถ้าผู้ใหญ่ไม่รับผิดชอบจะผิดหลายกระทงนะครับ”
ผันและเมียๆ หน้าเหวอที่เห็นปลัดออกโรงให้ไสว
“อย่าใช้ตำแหน่งหน้าที่หลบเลี่ยงความผิดเลยผู้ใหญ่ โตๆ กันแล้ว นี่คุณปลัดเขาก็อุตส่าห์มาไกล่เกลี่ย” ดาวเรืองว่า
เมียๆ ของผันเลิ่กลั่กแล้วหันไปปรึกษากัน
“จริงๆ เรื่องนี้มันเป็นความคิดของไอ้วรรณนะ ฉันก็แค่ตกกระไดพลอยโจน” ผันบอก
“หรือว่าผู้ใหญ่อยากให้ไอ้วรรณมารับผิดชอบร่วมกันล่ะ เผื่อมันอยากเดินเข้าคุกอีกรอบ” ดาวเรืองขู่
“ไม่ได้นะ!! ฉันไม่ยอมให้พี่ผันลากลูกลงนรกไปด้วยหรอก” เวียงตัดสินใจอย่างปวดร้าว “อยากก่อเรื่องเองก็...รับผิดชอบเองคนเดียวสิ!”
“หมายความว่าพี่เวียงยอมรับมันเข้าบ้านงั้นเหรอ...อ๊าย!!” บุญปลีกร้อง
เวียงพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ ในขณะที่เมียๆ ที่เหลือหัวใจสลายจนแทบเป็นลมล้มพับ ไสวดีใจสุดๆ จึงวิ่งเข้ามากอดดาวเรือง
“ขอบใจนะไอ้เรือง ที่ข้าได้มีผัวเป็นตัวตนครั้งนี้ก็เพราะเอ็งตั้งแต่ต้น ข้าจะไม่ลืมบุญคุณเอ็งเลย”
จินตวัฒน์งง “อะไรกันเนี่ยดาวเรือง”
ดาวเรืองยิ้มเจ้าเล่ห์แต่ยังไม่ทันตอบก็มีเสียงแตรวงดังแว่วมาจากหน้าบ้าน พร้อมเสียงโห่ร้องแบบขบวนขันหมากสู่ขอ จินตวัฒน์ยิ่งงงเป็นไก่ตาแตก

ผัน เวียง บุญปลีก บุญปลอด และเมีย 7-8-9 กรูลงบันไดมาที่หน้าบ้าน ไสวเข้ามาเกาะแขนผัน แต่ผันพยายามแกะมือไสวออก จินตวัฒน์กับดาวเรืองเดินตามลงมาสมทบ
สุวรรณ แหลม กรอด หลวงตาคง เสมอใจ และเพี้ยนเดินตามด้วยขบวนขันหมากชาวบ้าน และแตรวงที่แห่กันมาอย่างเอิกเกริก สุวรรณ แหลม และกรอดทำหน้าที่เป็นต้นเสียงโห่
ผันงง “เฮ้ย! นี่มันอะไรกันโว้ย พวกเอ็งมาเอะอะอะไรหน้าบ้านข้า”
“แหม...ทำเป็นมีน้ำโห ก็ขบวนขันหมากของพ่อมาสู่ขอป้าไหวไงจ๊ะ หลวงตาคงมาเป็นเถ้าแก่ให้เลยนะเนี่ย” สุวรรณบอก
เวียงหันไปทุบผัน “หนอย..ที่แท้แกก็อยากเอามันเข้าบ้านนี่เอง ถึงได้เตรียมการไว้ขนาดนี้..นี่แน่ะ!!! ไอ้ผัวเฮงซวย”
ผันยกมือขึ้นกัน “เบา..แม่เวียง พี่ไม่รู้เรื่องจริงๆ” ผันหันมาหาสุวรรณแต่ก็คิดคำด่าไม่ทัน “ไอ้วรรณ ไอ้ๆๆๆ”
“เอ้า!! เจ้าบ่าวเจ้าสาวคล้องแขนกันมาก็ดีแล้ว” หลวงตาคงเอาสายสิญจน์ที่เตรียมมาผูกข้อไม้ข้อมือให้ทั้งคู่ “ข้าคงไม่ต้องอวยพรอะไรมาก เอ็งสองคนเริ่มชีวิตคู่ตอนนี้ ก็เรียกว่าอยู่ในวัยถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรกันแล้ว อีกไม่กี่ปีก็คงแก่ตาย ข้าก็ขอให้เอ็งใช้เวลาอีกไม่กี่ปีนี้ดูแลกันให้ดี...เรื่องยาโด๊ปก็เพลาๆ ลงบ้าง ได้เมียคนที่ 10 แล้ว ปิดฉากไอ้ผัน ขยันซอยซะทีนะ”
ทุกคนยกเว้นจินตวัฒน์พูดพร้อมกัน “ขยันสอย”
“เออๆ..ขยันสอย” หลวงตาคงบอก
ขบวนแตรวงบรรเลงเพลงธรณีกรรแสง
“เฮ้ย!! เอาเพลงที่เข้ากับงานมงคลหน่อยสิวะ” แหลมว่า
ขบวนแตรวงบรรเลงเพลงคึกคักแทน สุวรรณ แหลม กรอด และเพี้ยนเซิ้งกระจาย
ดาวเรืองมองอย่างพอใจ จินตวัฒน์เสียงเข้มใส่ดาวเรือง
“เธอพาฉันมาที่นี่ทำไม ดาวเรือง”
“มาดูเขาแห่ขันหมาก” ดาวเรืองตอบ
จินตวัฒน์ขึงตาดุดาวเรือง “นี่เธอหลอกฉันใช่มั้ย”
ดาวเรืองยักไหล่แต่ไม่ตอบ จินตวัฒน์จ้องดาวเรืองอย่างโกรธๆ

รถอีเฉื่อยแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านดาวเรือง ดาวเรืองกระโดดลงจากรถ จินตวัฒน์รีบลงตาม
“เดี๋ยว!! มาพูดกันให้รู้เรื่องก่อน ก่อเรื่องแล้วจะรีบไปไหน”
ดาวเรืองตอบห้วนๆ “ไปดูเป็ด”
“อย่างเธอควรจะเลิกเลี้ยงเป็ด..แล้วไปเลี้ยงแกะน่าจะเหมาะกว่า”
ดาวเรืองหันไปเผชิญหน้ากับจินตวัฒน์
“เออ! ฉันหลอกปลัด แล้วทำไม ทุกอย่างก็จบลงด้วยดีไม่ใช่รึไง มีใครเดือดร้อนบ้าง ทุกคนมีความสุข ป้าไหวได้เข้าไปอยู่บ้านสามีแกตามที่ควรจะเป็น ถ้าปลัดกลัวตัวเองจะเดือดร้อน ต่อไปก็อยู่ให้ห่างฉันสิ”
ดาวเรืองเดินหนีไปทางเล้าเป็ด จินตวัฒน์มองตาม

ดาวเรืองให้อาหารเป็ดไปก็คุยเล่นกับเป็ดไปด้วย
“นี่เจ้าตัวนั้นน่ะ เออ หนูนั่นแหละ ยังจะมามองหน้าอีก มาหม่ำข้าว เดี๋ยวเพื่อนๆ ได้แย่งกินหมดหรอก”
จินตวัฒน์เดินเข้ามายืนมองแล้วก็ค่อยๆ คลายความโกรธลง
“เจ้านี่ก็เหมือนกัน ดูเจ้าตัวนั้นซิ มันอิ่มจนไปเดินเล่นแล้วนะ เอ้า!! เจ้าตัวโน้นกินดีๆ อย่ามูมมาม”
“ทำไมไม่ตั้งชื่อให้มัน แทนที่จะเรียกเจ้าตัวนี้เจ้าตัวนั้น” จินตวัฒน์เสนอ
ดาวเรืองตาเป็นประกาย เธอแอบเห็นด้วยในใจแต่เหลือบมองจินตวัฒน์กวนๆ เพราะยังฉุนไม่หาย
“บอกให้อยู่ห่างๆ ตามมาทำไม ปลัดเกี่ยวไรด้วย”
“อ้าว ก็ฉันเป็นคนซื้อเป็ดให้เธอ ฉันก็ต้องมีสิทธิ์ออกความเห็นบ้างสิ ฉันว่าเธอน่าจะตั้งชื่อให้มันตามนิสัยของมันนะ” จินตวัฒน์อุ้มเป็ดตัวแรกขึ้นมา “อย่างตัวนี้ชื่ออะไรดีล่ะ ดาวกระจายดีมั้ย แล้วตัวนั้นก็ชื่อมะลิ ชบา จำปี จำปา...”
“ไม่ ฉันไม่ตั้งชื่อมันเป็นชื่อดอกไม้ เดี๋ยวมาซ้ำกับชื่อปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอาฉัน” ดาวเรืองบอก
“งั้นจะให้ชื่ออะไรดี”
“ปลัดชื่อเล่นว่าอะไรนะ เหมือนจะเคยได้ยินคุณนายฤดีเรียก”
“จิ๋น”
ดาวเรืองขำก๊าก “ผู้ชายอะไรชื่อจิ๋ม”
“จิ๋น ไม่ใช่ จิ๋ม”
ดาวเรืองยังขำไม่หาย “อะ..อะ..ในฐานะที่ปลัดจิ๋ม เอ๊ย จิ๋น เป็นเจ้าของเป็ด งั้นใช้ตัว จ.จาน ตั้งชื่อเจ้าพวกนี้ก็แล้วกัน ตัวที่ปลัดอุ้มอยู่มันกินเก่ง กินตลอดเวลาเลย ชื่อจุบจิบดีมั้ย ส่วนเจ้าตัวนี้มันชอบเล่นน้ำที่สุดก็ชื่อ...จ๋อมแจ๋ม ไอ้ตัวนั้นบู๊สุดๆ ชื่อจีจ้า”
จินตวัฒน์อุ้มตัวใหม่ขึ้นมา “ตัวนี้ล่ะ ฉันว่าหน้าตามันน่ารักที่สุดเลยนะ”
ดาวเรืองพิจารณาเป็ดในมือจินตวัฒน์ “ชื่อ...จุ๋มจิ๋มละกัน” ดาวเรืองอุ้มเป็ดอีกตัวขึ้นมามองหน้า “ตัวนี้ฉันว่าตามันตี่ๆ ออกแนวเกาหลี แบบนี้ต้องชื่อแจจุง”
“แล้วเจ้าตัวตรงมุมเล้านั่นล่ะ ที่ร้องเสียงดังๆ นั่นน่ะ”
“ตัวนั้นเสียงดีกว่าใครเพื่อน ชื่ออะไรดีน้า” ดาวเรืองนึก “เจย์ โจว...เป็นไงล่ะหัวไอ้เรือง”
“สุดยอด! มาตัวนี้บ้าง” จินตวัฒน์อุ้มเป็ดตัวใหม่ขึ้นมา
“เจ้านี่มันซ่า ชอบไปเล่นกับไก่ ชื่อเจี๊ยบเจี๊ยบนะหนู พอใจมั้ย” ดาวเรืองชะโงกหน้าไปถามเป็ดในมือจินตวัฒน์
จินตวัฒน์มองดาวเรืองอย่างเอ็นดู ดาวเรืองไม่รู้ตัวจึงยังคงตั้งใจตั้งชื่อให้เป็ดอย่างสนุกสนาน
“หนูชื่อจุ้นจ้าน ส่วนหนูจุ๋งจิ๋ง เจ้านั่นเจื้อยแจ้ว ส่วนหนู..จดจ้องแล้วกัน เหมาะกับหนูมาก”
จินตวัฒน์ยังคงมองตามดาวเรืองด้วยสายตาเอ็นดูมากขึ้นทุกที ดาวเรืองอุ้มเป็ดตัวเล็กสุดเดินมาหาจินตวัฒน์
“ตัวสุดท้ายคิดไม่ออกแล้ว เจ้าตัวเล็กสุดชื่ออะไรดีล่ะปลัด”
จินตวัฒน์ถาม “มันนิสัยยังไงล่ะ”
“เห็นตัวเล็กๆ แบบนี้เฮี้ยวสุดๆ แก่นซะไม่มี” ดาวเรืองว่า
“เหมือนคนเลี้ยงใช่มั้ย” จินตวัฒน์แกล้งถาม ดาวเรืองเบ้ปากใส่แต่ไม่ตอบ “ชื่อ...” จินตวัฒน์นึก “จี๊ดจ๊าดแล้วกัน ซ้ำมั้ย”
ดาวเรืองยิ้มร่าเพราะถูกใจ “ไม่ซ้ำ” ดาวเรืองพูดกับเป็ด “เจ้าตัวเล็ก หนูชื่อจี๊ดจ๊าดนะลูก”
จินตวัฒน์มองดาวเรืองเล่นกับเป็ดแล้วก็รู้สึกเอ็นดูมากขึ้นทุกที

เทิ้มเดินออกมาจากโรงสีแล้วทักทายชาวบ้านที่ลำเลียงข้าวมาสี ชาติอยู่ในกลุ่มชาวบ้านคอยเจ้ากี้เจ้าการสั่งโน่นสั่งนี่ รถกระบะของศักดิ์แล่นเข้ามาจอด เทิ้มเหลือบมอง เขาจำศักดิ์ได้จึงรีบหามุมหลบ ศักดิ์ลงจากรถกระบะแล้วมองหาชาติ พอเห็นก็รีบดิ่งเข้าไปหา ทั้งสองกระซิบกันสั้นๆ ด้วยท่าทางมีพิรุธ เทิ้มจับตาดูทั้งคู่ ชาติมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวังเมื่อไม่เห็นเทิ้มอยู่ที่เดิมแล้ว เขาก็พยักหน้าให้ศักดิ์ขยับมาคุยในมุมลับตาชาวบ้าน
“เสี่ยให้พักเรื่องไม้ไว้ก่อน คราวนี้จะเล่นอะไรที่ใหญ่กว่านั้น” ชาติบอก
“อะไรพี่!” ศักดิ์ถาม
“อาวุธสงคราม พรุ่งนี้บ่ายสี่ของจะขนข้ามชายแดนมาพักไว้ที่ปาง เอ็งเตรียมคนไว้ให้พร้อมนะ”
“ไม่ต้องห่วงพี่ แล้วจะขนเข้ากรุงเทพฯ เมื่อไหร่”
“เที่ยงคืน ของร้อน..เสี่ยไม่อยากเก็บไว้นาน” ชาติบอก
ศักดิ์พยักหน้ารับรู้
เทิ้มแอบฟังอยู่ที่หลืบหนึ่งของโรงสีด้วยสีหน้าเคร่งเครียดสุดๆ

ดาวเรืองฉุนมากหลังจากฟังเรื่องจากเทิ้ม
“มันจะเลวไปถึงไหน! ค้าไม้ค้ายายังไม่พอ ยังจะค้าอาวุธอีก!”
“ไม่รู้มันจะขนไปฆ่าใคร ไม่เพื่อนร่วมชาติก็ร่วมโลก...ระยำจริงๆ” เทิ้มว่า
“คราวที่แล้วมันขนยากันกลางวันแสกๆ แท้ๆ เรายังหาหลักฐานมัดมันไม่ได้”
“แต่ครั้งนี้ข้าจะไม่ปล่อยให้มันรอดเด็ดขาด มันจะเอาของพักไว้ที่ปางไม้ แล้วจะขนย้ายกันตอนเที่ยงคืน ข้าจะหาหลักฐานมัดมันจนดิ้นไม่หลุด ตายเป็นตาย”
ดาวเรืองหวาดหวั่น “กำนัน..ฉันขอร้อง อย่าใจร้อนนะ”
เทิ้มเอ็นดูปนขำ “ไอ้เด็กเมื่อวานซืนเอ๊ย ทำมาเป็นเตือนข้า ข้ารู้หรอกน่าว่าข้าทำอะไรอยู่”
“ฉันรู้ว่ากำนันอยากจะจับมันให้ได้คาหนังคาเขา แต่ว่าที่นั่นเป็นรังของมัน เราจะต้องร่วมมือกัน ฉันจะไปขอกำลังคุ้มกันจากผู้กำกับ ทุ่มนึงกำนันมารับฉันที่นี่นะ ยังไงสองหัวก็ดีกว่าหัวเดียว”
เทิ้มไม่รับปาก ดาวเรืองมองเทิ้มด้วยแววตาคาดคั้นเอาคำตอบ

จินตวัฒน์ถือแฟ้มเดินมาตามทางเดินพร้อมกับคุยโทรศัพท์ไปด้วย บริเวณนั้นมีเจ้าหน้าที่เดินสวนไปมาประปราย
“เป็นอะไรมากรึเปล่า..เจ็บมากมั้ย แล้วมีใครคอยดูแลโรสรึเปล่า”

โรสนั่งพูดโทรศัพท์อยู่บนเตียงคนไข้ด้วยความหงุดหงิด
“ก็ต้องตัวต้นเหตุสิคะ โรสให้เขารับผิดชอบทุกอย่าง รวมทั้งมาคอยดูแลโรสด้วย ก็โรสไม่ได้อยู่กับพี่น้ำหวานแล้ว แต่ดูซิ ป่านนี้ยังไม่โผล่หัวมาเลย มัวแต่เซ็ตผมทาครีมอยู่มั้ง ถึงได้ช้าขนาดนี้”
-กว้างเห็นที่ปลายเตียงโรสมีโต๊ะล้อเลื่อนวางสำรับอาหารถูกเข็นมารอไว้ แต่ชามยังปิดฝาอยู่ทุกใบ

จินตวัฒน์เดินมาเรื่อยๆ ตามทางเดินในที่ว่าการอำเภอฯ กำจรเดินมาจากอีกทาง เขากวาดตามองหาจินตวัฒน์จนเห็นหลังไวๆ
“แล้วโรสต้องนอนโรงพยาบาลกี่วัน ถ้าวันศุกร์ผมเคลียร์งานเสร็จ วันเสาร์ผมจะ...” จินตวัฒน์กำลังจะพูดว่าเข้ากรุงเทพฯ ไปเยี่ยมแต่กำจรเดินอย่างรวดเร็วตรงเข้ามาหาจินตวัฒน์แล้วพูดแทรกขึ้นเพราะไม่รู้ว่าคุยโทรศัพท์อยู่
“คุณปลัดครับ ที่อู่บอกว่าอะไหล่มาแล้วนะครับ”
จินตวัฒน์หันมา กำจรยิ้มเจื่อนเล็กน้อยที่เห็นว่าจินตวัฒน์โทรศัพท์อยู่แต่ก็พูดต่อ
“ผมเลยให้พวกที่อู่ลากรถคุณปลัดไปซ่อมแล้ว” กำจรบอก
“ขอบใจมาก เดี๋ยวขอใช้อีเฉื่อยอีกวันนะ จะเข้าไปคุยกับผู้ใหญ่ที่ดอนล้อมเก้ง”
“ได้เลยครับ”
จินตวัฒน์พูดโทรศัพท์ต่อ “ฮัลโหลโรส”

สุดาวดีได้ยินจินตวัฒน์คุยแต่เรื่องงานก็เซ็ง เสียงเคาะประตูห้องพักของเธอดังขึ้น พฤกษ์เปิดประตูเข้ามาด้วยท่าทางกระหืดกระหอบ สุดาวดีเห็นพฤกษ์ก็ตีหน้ายักษ์ใส่
สุดาวดีพูดโทรศัพท์ “ถ้าจิ๋นยุ่ง โรสไม่กวนแล้ว ไว้เราค่อยคุยกันนะคะ” สุดาวดีวางสายทันที
พฤกษ์วางเป้ไว้ที่โซฟารับแขกในห้องแล้วหันมาหาสุดาวดี
“ไม่โผล่มาตอนฉันออกจากโรงพยาบาลเลยล่ะ” สุดาวดีแขวะ
“ก็ผมบอกคุณแล้วไงว่าวันนี้ผมสอบวันสุดท้าย สอบเสร็จก็รีบบึ่งมานี่”
“นายกินข้าวกลางวันรึยัง”
พฤกษ์งงเล็กน้อยว่าถามทำไม “กินแล้วครับ”
“เห็นมั้ย อย่างน้อยนายก็ยังมีเวลาแวบไปกิน แต่ฉันสิ ฉันหิวจนแสบท้องไปหมดแล้วเนี่ย!”
“ข้าวก็วางอยู่ตรงหน้า ทำไมคุณไม่ตักกินล่ะครับ” พฤกษ์ถาม
“มือฉันซ้นเพราะนาย ยังจะมีหน้ามาถามอีก”
“มือซ้ายก็ยังดีอยู่นี่”
“แต่ฉันไม่ถนัด เรื่องอะไรฉันจะต้องฝืนใช้มือที่ไม่ถนัดตักกิน นายนั่นแหละที่ต้องมาป้อนฉันทุกมื้อ”
พฤกษ์ฉุน “คุณโรส ถ้าคุณเข้าใจอะไรผิดก็เข้าใจซะใหม่นะครับ ผมไม่ใช่ทาสคุณ แล้วอุบัติเหตุครั้งนี้ผมก็ไม่ใช่คนผิด ผมเบรกรถทัน แต่คุณสะดุดรองเท้าล้มกระแทกพื้นเอง คุณโทษว่าผมเป็นสาเหตุก็โอเค ผมรับได้ และก็พยายามดูแลคุณอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ถ้าคุณเรียกร้องมากกว่านี้ ก็ต้องไปหาคนอื่นมาดูแลแทน”
พฤกษ์หันไปคว้าเป้เตรียมจะเดินออกไป
สุดาวดีเอี้ยวตัวไปหยิบหมอนที่หนุนหลังเขวี้ยงใส่พฤกษ์แล้วกรี๊ดลั่น
“กรี๊ด!”
“หยุดดด...แหกปากเดี๋ยวนี้นะ!!! ไหนคุณบอกว่าจะไปทำงานเอาเงิน 5 แสนคืนไม่ใช่เหรอ แล้วคุณไม่ดูแลตัวเองอย่างนี้ เมื่อไหร่จะลุกไปทำงานได้.. ไหนคุณบอกว่าโรส สุดาวดีสวย เซ็กซี่ เลิศเลอเพอร์เฟ็กต์นักไง..แล้วไอ้ที่นอนซมเหมือนคนเป็นง่อย ทั้งที่มือซ้นเท้าพลิกแค่นี้คือใคร..โรส สุดาวดีงั้นเหรอ ข้าวเขาเอามาให้กินตรงเวลาก็ไม่กิน ต้องให้เขาเดินมาถามหลายๆ เที่ยวว่าดาราดังกินข้าวรึยัง มันลำบากเขามั้ย งานของคุณมีแต่คนเอาใจ คุณเลยไม่เคยเห็นหัว ไม่เคยใส่ใจคนที่ทำงานให้คุณ”
สุดาวดีเสียงอ่อย “นายด่าฉันขนาดนี้ทำไมเนี่ย”
“ก็คุณกรี๊ดคลุ้มคลั่งปาหมอนทำไมล่ะ” พฤกษ์ว่า
“ฉันก็แค่...ไม่อยากให้นายไป”
พฤกษ์อึ้ง เขามองสุดาวดีที่นั่งนิ่งบนเตียงแล้วใจอ่อนยวบ พฤกษ์วางเป้ลงที่เดิมแล้วเดินมาที่เตียง ก่อนจะเปิดอาหารดูแล้วพบว่าเย็นชืดหมดแล้ว
“ผมเอาไปอุ่นให้ใหม่แล้วกัน เย็นชืดหมดแล้ว”
พฤกษ์ยกถาดอาหารออกไป สุดาวดีมองตามแล้วแอบยิ้มดีใจที่การเป็นดาราทำให้มีแอ๊คติ้งช่วยได้จริงๆ

ผันนอนเล่นอยู่ที่ชานบ้าน เวียงถอนผมหงอกให้ผัน บุญปลีกคอยบีบนวด บุญปลอดเดินนำพวกเมียคนอื่นๆ ยกถาดขนมหวานเข้ามา
“มากินกล้วยบวดชีกันเถอะจ้ะ เพิ่งทำเสร็จเมื่อกี้นี้เอง” บุญปลอดชวน
เมียเล็กๆ เอาถ้วยขนมไปแจกจ่ายให้ผัน เวียง และบุญปลีก
สุวรรณกับสมุนทั้งสองออกมาจากห้องตัวเอง
“หนูวรรณ มานั่งกินขนมตรงนี้มา” บุญปลีกชวน
“ไปนั่งไกลๆ ข้าเลย ตรงตีนบันไดหรือใต้ถุนเลยยิ่งดี” ผันว่า
เวียงตีผันดังเพียะ “เอ๊ะ พี่ผันนี่ ยังไม่หายโกรธลูกอีก ถ้าพี่ไม่หน้ามืด ต่อให้หนูวรรณสนตะพายยังไง พี่ก็ต้องรู้จักชั่งใจ พี่ไม่ใช่ควายนี่”
สุวรรณ แหลม และกรอดรับขนมไปนั่งกินสบายใจ ผันแอบค้อนลูกชาย ไสวขึ้นบันไดมา เสมอใจเดินตามมาติดๆ พร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าและชะลอมเหมือนพจมาน
สมาชิกครอบครัวของผันทั้งหมดมองสองป้าหลานอย่างงงๆ ไสวเดินเข้ามานั่งใกล้ผันและเวียง เสมอใจเดินมาวางกระเป๋าและนั่งพับเพียบตรงหน้าทุกคน
“พี่ผัน แม่เวียง ฉันขอพาหลานสาวมาอาศัยพึ่งใบบุญด้วยนะจ๊ะ” ไสวพูด
สุวรรณแทบสำลักกล้วยบวดชี “ว่าไงนะ!”
เสมอใจยกมือไหว้อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว “ฉันขอตามป้าไหวมาอยู่ที่นี่ด้วยคนจ้ะ”
สุวรรณพูดทันที “ไม่ได้!”
ผันและพวกแม่ๆ มองสุวรรณด้วยความสงสัยว่าสุวรรณจะเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรนักหนา
“ทำไมหนูวรรณรังเกียจนังเหมอมันนักล่ะลูก ป้ามันน่ารังเกียจกว่าอีก” เวียงบอก
“ก็นังนี่มันแรดเงียบ เดี๋ยวมันมาให้ท่าหนูอีก” สุวรรณว่า
บุญปลอดเอามือทาบอก “พุทโธ ธัมโม สังโฆ...หนูวรรณพูดอะไรบัดสีแบบนี้ ผู้หญิงที่ไหนจะ...”
“ก็มันจริงนี่ ก็..คืนนั้นที่กระท่อม...” สุวรรณพูด

อ่านต่อหน้าที่ 3 


ดาวเรือง ตอนที่ 7 (ต่อ)

ทุกคนหูผึ่งรอฟังสุวรรณ เสมอใจตกใจ เธอส่งสายตาขอร้องสุวรรณไม่ให้พูด สุวรรณเข้าใจความหมายในสายตาของเสมอใจ
“ไม่มีอะไร คืนนั้นที่กระท่อมน่ะ..หนูคิดว่าพ่อจะได้แต่เมีย ไม่คิดว่าจะต้องรับหลานเมียมาอยู่ด้วย ยังไงก็เหอะ หนูไม่ให้นังเหมออยู่ที่นี่ หนูเกลียดมันตั้งแต่ ป.2 เกลียดๆๆๆ”
เสมอใจก้มหน้านิ่งอย่างปวดร้าวใจ เธอกลั้นน้ำตา
“แต่นังเหมอมันอยู่คนเดียว กว่าจะปิดร้านกลับถึงบ้านก็มืดค่ำ เป็นสาวเป็นนางอยู่บ้านตามลำพังมันน่ากลัว” ไสวบอก
“งั้นเอ็งก็กลับไปอยู่กับหลานเหมือนเดิมสินังไหว” บุญปลีกเสนอ
“ถามพี่ผู้ใหญ่ก่อนมั้ย ว่าวันนี้ยังอยากให้ฉันกลับไปรึเปล่า” ไสวบอก
ไสวชม้ายตาวาบหวามให้ผัน ผันสยิวกิ้วเมื่อนึกถึงฉากรักพิศดารยามค่ำคืนแล้วก็เคลิ้ม
“ให้ฉันอยู่ที่นี่เถอะนะจ๊ะ ฉันจะช่วยดูแลงานบ้านให้จ้ะ ใครจะไหว้วานฉันทำอะไร ฉันจะทำให้..ไม่เกี่ยงเลย” เสมอใจบอก
ผันออกตัว “ฉันไม่ขอออกความเห็นนะ แม่เวียงว่าไง ฉันก็ว่าตามนั้น”
เวียงจ้องเสมอใจก็เห็นเสมอใจหน้าแดงก่ำน้ำตาซึมจึงสงสารแต่ก็พูดยกตัวเองตามสไตล์
“เอาเหอะ ฉันกับพี่ผันก็เหมือนร่มโพธิ์ร่มไทรของบ้าน ถ้าจะมี” เวียงหันไปทางไสว “อีแร้ง กับ.” เวียงมองเสมอใจ “ลูกนกลูกกามาอาศัยอีกสักตัว เอ๊ย คน 2 คน ก็คงไม่ได้ทำให้ล่มจมหรอกมั้ง”
สุวรรณเซ็ง “แม่!”
สุวรรณมองเสมอใจอย่างสุดจะชิงชัง

สุวรรณใช้ชอล์คขีดลากเส้นแบ่งเขตลงบนพื้นบ้านซีกที่จะไปทางห้องตนเองต่อหน้าสมาชิกทุกคนในครอบครัว ทุกคนมองอย่างงงๆ
“ในเมื่อแม่ออกปากอนุญาตมันแล้ว หนูก็ไม่อยากให้แม่ผิดคำพูด นังเหมอ เอ็งจะอยู่ที่นี่ก็ได้ แต่ต้องมีเงื่อนไข... เอ็งอยากจะทำอะไรก็ทำไป แต่ห้ามข้ามเขตมาแดนนี้เด็ดขาด!” สุวรรณสั่ง
“โห...เอางั้นเลยเหรอพี่” แหลมว่า
“งั้นสิ พรหมจารีใคร ใครก็หวง ข้าไม่ไว้ใจให้นังนี่เข้ามาใกล้ข้าเด็ดขาด เกิดมันหน้ามืดขึ้นมาจะทำยังไง อ้อ แล้วถ้าออกนอกชายคา เอ็งก็ห้ามเข้าใกล้ข้าเกินรัศมี 1 เมตรด้วย เข้าใจมั้ยนังเหมอ”
“สุดแล้วแต่เอ็งเถอะ ยังไงข้าก็ยืนยันคำเดิมที่ข้าเคยพูดกับเอ็งไปแล้ว” เสมอใจพูด
ทุกคนสงสัย “พูดอะไรวะ”
“อ๋อ...มันว่ามันรักพี่วรรณอะจ้ะ” กรอดบอก
เสมอใจกับสุวรรณเอามือปิดหน้าด้วยความอับอาย คนอื่นๆ อ้าปากหวอ บุญปลอดเอามือแตะอกเพราะตกใจ
เสมอใจอินไม่เลิก “ตามนั้น...เอ็งจะกั้นเขตกั้นอะไรก็กั้นไป แต่เอ็งไม่อาจกั้นขวางหัวใจของข้าได้”
ทุกคนเลี่ยน “โอ๊ย!!! อ้วก”
ไสวรำพึงกับตัวเองเบาๆ “กูว่ากูลิเกแล้วนะ อีนี่หนักกว่ากูอีก”
ทุกคนมองเสมอใจที่ทอดสายตามองสุวรรณอย่างรักใคร่แล้วพูดไม่ออกบอกไม่ถูกว่าสงสาร เห็นใจ เข้าใจ หรือเวทนา

บรรยากาศบนโรงพักเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ดาวเรืองเดินเข้ามาด้วยท่าทางร้อนใจโดยพุ่งตรงไปที่ห้องผู้กำกับ จ่าแม่นรีบลุกจากโต๊ะทำงานมาขวางหน้าไว้
“จะไปไหนไอ้เรือง”
“ไปหาผู้กำกับ” ดาวเรืองบอก
“ยืมเงินอีกล่ะสิ เสียใจด้วยนะ ท่านไม่อยู่ แล้วก็ไม่ต้องมายืมข้าด้วย ข้ากับแม่บานตกลงกันแล้วว่าจะไม่ก้าวก่ายเรื่องเงินเรื่องทองกัน”
ดาวเรืองเซ็ง “ผู้กำกับไปไหน จะกลับเมื่อไหร่”
“ไปประชุมที่เขาใหญ่ กลับเมื่อไหร่ไม่รู้”
ดาวเรืองร้อนใจ เธอมองนาฬิกาที่ติดผนังซึ่งบอกเวลาบ่าย 3 โมงกว่าแล้ว

บานชื่นวางจานอาหารที่โต๊ะลูกค้าแล้วหันมาพูด
“ไม่รู้มันไปไหน..กำนัน”
เทิ้มยืนอยู่ในร้านด้วยท่าทางร้อนใจ
“ถ้ากำนันไม่รีบก็นั่งรอมันก่อน เดี๋ยวมันก็มา คงไปรอรับไอ้เพี้ยนกลับจากโรงเรียนนั่นแหละ”
เทิ้มนั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่ง บานชื่นหยิบหนังสือพิมพ์มาส่งให้
“อ่านฆ่าเวลาไปก่อน เดี๋ยวฉันชงโอเลี้ยงให้”
บานชื่นเดินเข้าไปที่มุมกาแฟ เทิ้มคลี่หนังสือพิมพ์แต่ตาชะเง้อมองออกไปนอกร้าน

จ่าแม่นนั่งโทรศัพท์อยู่ที่โต๊ะ ดาวเรืองยืนลุ้นอยู่หน้าโต๊ะจ่าแม่น
จ่าแม่นวางสายไป “ติดต่อท่านไม่ได้ บนเขาคงไม่มีสัญญาณ”
ดาวเรืองยืนไม่ติด “ลองโทรอีกครั้งนะจ่า”
“เฮ้ย!! เอ็งให้ข้าโทรเป็นครั้งที่ร้อยแล้วนะเว้ย เอ็งมีธุระอะไรกับท่านนักหนาห๊า ฝากข้าไว้ก็ได้”
ดาวเรืองถอนใจเฮือก “ไม่มี”
“ไม่มีแล้วเอ็งจะมารอท่านทำไมตั้งนานสองนาน ทำผิดอะไรไว้ สารภาพมาซะดีๆ”
“แค่มาเยี่ยมถามสารทุกข์สุกดิบ มีปัญหามากมั้ยเนี่ย”
จ่าแม่นหรี่ตามองอย่างไม่เชื่อ “ไม่มีทาง คนอย่างเอ็งเนี่ยนะจะเสียเวลามาเยี่ยมใครโดยไม่หวังผล “ จ่าแม่นตาลุกวาว “หรือว่า...เอ็ง...” จ่าแม่นคิดไปไกล “มิน่า...เดี๋ยวนี้เอ็งถึงได้มาหาท่านบ่อยๆ”
ดาวเรืองตกใจเพราะนึกว่าจ่าแม่นรู้ว่าตัวเองเป็นสายให้ตำรวจ “อะไร! จ่าแม่นรู้อะไร”
“เฮ้ย...ท่านมีลูกมีเมียแล้วนะเว้ย เอ็งยังมีโอกาสอีกเยอะ อย่าหลงคารมคนแก่คราวพ่อเลยวะ”
ดาวเรืองเซ็งเป็ด “ผู้กำกับเขาไม่หน้าหม้อหน้ากะละมังเหมือนจ่าหรอก อยู่ด้วยแล้วอารมณ์เสีย ไอ้พวกแก่กะโหลกกะลาเนี่ย”
ดาวเรืองรำคาญจึงเดินออกไปจากโรงพัก
จ่าแม่นโมโหจึงลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนเสียงดัง “เอ็งว่าใครหน้าหม้อหน้ากะละมังห๊า..ไอ้เรือง”
ทุกคนบนโรงพักหันมามองจ่าแม่น จ่าแม่นเหล่มองทุกคนแล้วทำเป็นนั่งลงทำงานเคร่งเครียด กลบเกลื่อน

เทิ้มพับหนังสือพิมพ์วางบนโต๊ะที่มีโอเลี้ยง 2 แก้วซึ่งถูกดูดจนเกลี้ยงและน้ำแข็งละลายแล้ววางอยู่ บานชื่นกำลังเก็บถ้วยจานที่ลูกค้ากินหมดแล้ว เทิ้มมองนาฬิกาข้อมือด้วยท่าทางร้อนใจหนักกว่าเดิม
“ข้าไม่รอแล้วล่ะ ขอยืมกระดาษกับปากกาสักเดี๋ยวเถอะแม่บาน”
“จ้ะ...รอแป๊บนะ”
บานชื่นวางจานไว้ที่โต๊ะใกล้ๆ ก่อนจะรีบเดินไปค้นหากระดาษกับปากกาจากลิ้นชักเก็บเงินมาส่งให้เทิ้ม เทิ้มรับกระดาษกับปากกาไปเขียนอะไรขยุกขยิกสักครู่ก่อนจะพับกระดาษแล้วยื่นให้บานชื่นที่ยืนล้างจานอยู่ตรงมุมกาแฟ
“ฝากให้ถึงมือไอ้เรืองด้วย ข้าไปล่ะ”
เทิ้มเดินออกไปที่รถมอเตอร์ไซค์ซึ่งจอดอยู่หน้าร้าน เขาสตาร์ทแล้วขี่มอเตอร์ไซต์ออกไป บานชื่นมองตามเทิ้มไป สักพักแล่มก็เดินเข้ามาสั่ง
“ผัดซีอิ๊วจาน”
บานชื่นวางกระดาษไว้บนโต๊ะชงกาแฟ เธอหยิบกระป๋องนมข้นจืดมาวางทับไว้ แล้วเดินไปที่มุมทำอาหารก่อนจะเตรียมกระทะและเครื่องปรุงผัดซีอิ๊ว
“ไม่เห็นหน้านานเลยนังแล่ม หายไปไหนมาล่ะ”
“ไปหาลูกมาน่ะ ติดใจกรุงเทพฯ เลยอยู่ยาว เจ้าพฤกษ์ล่ะ เมื่อไหร่จบ” แล่มถามกลับ
บานชื่นผัดก๋วยเตี๋ยว
“เห็นไอ้เรืองบอกว่าเดือนหน้าแล้ว ให้ข้าเตรียมตัดชุดสวยๆ ไว้ได้เลย” บานชื่นบอก
ดาวเรืองขี่ซาเล้งมาจอดหน้าร้าน เพี้ยนในชุดนักเรียนนั่งมาด้วย เพี้ยนกระโดดลงจากรถแล้ววิ่งเข้ามาในร้าน
เพี้ยนยกมือไหว้ “หวัดดีป้าบาน”
ดาวเรืองเดินตามเข้ามาด้วยท่าทางเคร่งเครียด บานชื่นเอาผัดซีอิ๊วไปเสิร์ฟให้แล่ม
“ไอ้เรือง เฝ้าร้านด้วยนะ แม่จะไปเก็บพริกหลังบ้านหน่อย พรุ่งนี้มีคนสั่งแกงไปทำบุญตั้ง 2 หม้อ ไอ้เพี้ยนเอ็งนั่งทำการบ้านตรงนี้แหละ จะได้ช่วยพี่เขาเฝ้าร้านด้วย” บานชื่นพูดกับแล่ม “จะกินน้ำอะไรก็สั่งไอ้เรืองนะ”
บานชื่นเดินไปทางหลังร้าน
“นมเย็นแก้วนึง” แล่มสั่ง
ดาวเรืองเดินไปที่มุมกาแฟ

เทิ้มขี่รถมอเตอร์ไซค์มาตามถนน สักครู่เขาก็เข็นเข้าไปจอดแอบไว้ในป่าข้างทาง ก่อนจะเดินลัดเลาะหายเข้าไปในป่า

ดาวเรืองชงนมเย็นเสร็จก็หยิบนมข้นจืดขึ้นมาเทเป็นขั้นตอนสุดท้าย ทำให้เห็นกระดาษวางอยู่บนโต๊ะ ดาวเรืองคิดว่าเป็นขยะเลยขยำแล้วโยนทิ้งถังขยะใกล้ๆ แต่พอหันมาเห็นปากกาวางอยู่บนโต๊ะชงกาแฟด้วยก็เอะใจ
ดาวเรืองหยิบกระดาษจากถังขยะขึ้นมาคลี่ดูก็เห็นเป็นลายมือของเทิ้ม ดาวเรืองอ่านข้อความ
“ข้าจะรีบไปดูที่ปางไม้ให้เห็นกับตาว่ามันซ่อนอาวุธไว้จริงหรือเปล่า จะได้ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานมัดตัวมัน แล้วจะซุ่มรออยู่แถวนั้นจนกว่าเอ็งจะพาตำรวจมา...เทิ้ม”
ดาวเรืองเบิกตากว้างด้วยความตกใจ บานชื่นเดินเข้ามาจากหลังบ้านพร้อมตะกร้าใส่พริก
ดาวเรืองถามทันที “แม่!! กำนันออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่”
“เออ ข้าก็ลืมบอกไป แกมารอเอ็งเกือบ 2 ชั่วโมงได้ เพิ่งไปสักครึ่งชั่วโมงมั้ง แกยังฝาก..” บานชื่นเห็นกระดาษในมือดาวเรือง “เอ็งเห็นจดหมายแล้วใช่มั้ย”
ดาวเรืองขยำกระดาษแล้วโยนทิ้งถังขยะอีกครั้งก่อนจะวิ่งไปที่มอเตอร์ไซค์
“อ้าว ไอ้เรือง นมเย็นข้าล่ะ” แล่มถาม
ดาวเรืองตะโกนสั่ง “ไอ้เพี้ยน เอานมเย็นให้น้าแล่มด้วย”
ดาวเรืองสตาร์ทมอเตอร์ไซค์แต่สตาร์ทยังไงก็ไม่ติด
“เอ็งจะไปไหนไอ้เรือง” บานชื่นถาม
รถอีเฉื่อยแล่นมาจอดข้างมอเตอร์ไซค์ดาวเรือง จินตวัฒน์เปิดประตูลงจากรถ
“ดาวเรือง ไปดอนล้อมเก้งกัน” จินตวัฒน์ชวน
ดาวเรืองตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง เธอทิ้งรถมอเตอร์ไซค์แล้วพุ่งไปที่รถอีเฉื่อย
“ไปก็ได้ แต่ขอฉันแวะทำธุระก่อนนะ เร็วๆ เลยคุณปลัด!”
ดาวเรืองกระโดดขึ้นไปนั่งบนรถ จินตวัฒน์ขึ้นรถอย่างงงๆ แล้วรถอีเฉื่อยก็แล่นออกไปท่ามกลางสายตางุนงงของบานชื่น เพี้ยน และแล่ม

เทิ้มวิ่งลัดเลาะป่ามาพอเห็นลูกน้องกำพลเดินตรวจตราตรงหน้า เขาก็รีบหลบเข้าพุ่มไม้หนาทึบจนลูกน้องของกำพลเดินผ่านไป เทิ้มกวาดตามองรอบด้านอย่างระแวดระวัง เขาเห็นบรรยากาศในปางไม้เงียบสงัด
“มันหายไปไหนกันหมดวะ หรือว่าของยังขนมาไม่ถึง”
เทิ้มมีสีหน้าแปลกใจ แต่ครู่เดียวเขาก็วิ่งลัดเข้าไปในปางไม้

จินตวัฒน์ขับรถไปเรื่อยๆ แต่ก็แอบชายตามองดาวเรืองที่นั่งหน้าเครียด
ดาวเรืองถาม “เร็วกว่านี้ไม่ได้เหรอปลัด”
“ถนนแบบนี้รถแบบนี้..ขับเร็วที่สุดได้แค่นี้แหละ ตกลงเธอจะบอกฉันได้รึยังว่าเรากำลังจะไปไหนกัน”
“ขับๆ ไปเหอะ เดี๋ยวถึงก็รู้เองแหละ”
รถอีเฉื่อยแล่นไปตามทางสู่ปางไม้ของกำพล

ลูกน้องกำพล 2 คนถือปืนยาวเฝ้าอยู่ที่หน้าแคมป์คนงาน ส่วนอีก 2 คนเดินตระเวนไปมา พุ่มไม้ใกล้ๆ ถูกแหวกออกโดยเทิ้ม เขาโผล่เสี้ยวหน้ามาจับตาดูสมุนทั้งสี่ของกำพล
สมุนคนหนึ่งกุมท้องแล้วทำหน้าเหยเก อีกคนตกใจจึงรีบเข้าไปประคองเพื่อน ส่วนอีก 2 คนวิ่งเข้ามาดู เทิ้มอาศัยจังหวะที่ทุกคนเทความสนใจไปที่คนเจ็บวิ่งลัดเลาะไปด้านหลัง ก่อนจะตรงเข้าไปยังแคมป์ด้านในสุด

รถอีเฉื่อยแล่นเข้ามาจอดซ่อนอยู่ในดงไม้ ดาวเรืองกระโดดลงจากรถ จินตวัฒน์กระโดดตามแล้วคว้ามือดาวเรืองไว้
“เธอจะไปไหน”
“ปลัดรีบลงมาเหอะน่า”
ดาวเรืองขยับแล้ววิ่งเข้ามาในป่า เธอเห็นรถมอเตอร์ไซค์ของเทิ้มจอดซ่อนอยู่ในดงไม้ตรงหน้าแล้วก็ชะงัก
จินตวัฒน์พูด “รถกำนันเทิ้มนี่”
“กำนันเทิ้มกำลังตกอยู่ในอันตราย ขืนช้ากว่านี้แกแย่แน่”ดาวเรืองบอก
ดาวเรืองวิ่งเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว จินตวัฒน์อึ้งเพราะยังปะติดปะต่อเรื่องไม่ถูก แต่เขาก็รีบตามดาวเรืองไป

เทิ้มวิ่งลัดเลาะเข้ามาที่โกดังเก็บไม้ เขาถึงกับตะลึงเมื่อเห็นลังไม้วางเรียงและเทินซ้อนกันเป็นตับ
“ระยำ! ขนกันขนาดนี้..มึงจะประกาศสงครามโลกเลยรึไง!” เทิ้มว่า
เทิ้มปราดเข้าไปที่ลังที่ใกล้ที่สุดซึ่งมีกุญแจคล้องไว้ เขาเอื้อมมือไปจับดูกุญแจแล้วพบว่ามันไม่ได้ล็อก

ดาวเรืองกับจินตวัฒน์วิ่งลึกเข้าไปในป่า จินตวัฒน์มุ่งหน้าไปตามทางที่ถูกหักล้างถางพงไว้แล้ว
“ปลัด! ทางนี้!”
ดาวเรืองดึงแขนจินตวัฒน์ให้วิ่งตามไปอีกทาง

เทิ้มเปิดฝาลังออกจนเห็นปืนที่เรียงอยู่ในกล่องเป็นตับ เทิ้มตะลึง เขามองซ้ายมองขวาก่อนจะหยิบกล้องถ่ายรูปดิจิตอลขนาดเล็กออกมาถ่ายในมุมต่างๆ แล้วเอื้อมมือไปหยิบปืนในกล่อง แต่พอสัมผัสปืนเทิ้มก็รู้สึกถึงความผิดปกติ เขาพลิกปืนในมือดูแล้วก็พบว่าเป็นปืนของเล่น เทิ้มขว้างทิ้งอย่างเจ็บใจ
เสียงกำพลหัวเราะดังลั่นตามมา เทิ้มหันขวับไปมองด้านหลัง ชาติ ศักดิ์ และสมุนของกำพลมายืนห้อมล้อมเต็มไปหมด กำพลเดินทะลุกลางวงล้อมของลูกน้องออกมา
“ผิดหวังมากสิมึง!!! ไม่นึกเลยว่ากำนันกระดูกเหล็กจะหลอกได้ง่ายดายขนาดนี้”
เทิ้มจ้องกำพลแล้วขบกรามแน่น ดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความโกรธ กำพลก้าวมายืนตรงหน้าแล้วเอาปืนสั้นที่อยู่ในมือตบหน้าเทิ้มฉาดใหญ่จนเทิ้มหน้าหันและทรุดลงไปกองกับพื้น
เทิ้มมีเลือดทะลักออกจากปาก เขายกมือขึ้นปาดเลือด เท้าเสี่ยกำพลก้าวมาประชิด กำพลย่อตัวลงคว้าคอเสื้อของเทิ้มแล้วลากคอขึ้นมาเผชิญหน้า
“มึงรู้ตัวรึเปล่า..ว่ามึงยื่นหน้ามาขวางตีนใคร!”

จินตวัฒน์กับดาวเรืองวิ่งลัดเลาะมาตามป่า เสียงปืนจากที่ใกล้ๆ ดังสนั่นป่า จินตวัฒน์กับดาวเรืองสะดุ้งตกใจ ทั้งสองมองหน้ากัน จินตวัฒน์จูงมือดาวเรืองหนีไปทิศทางตรงข้ามกับเสียงปืน

จินตวัฒน์จูงมือดาวเรืองวิ่งหน้าตั้งมาหยุดยืนหอบหลังต้นไม้ใหญ่ เสียงปืนอีกนัดดังมาจากที่ใกล้มาก ทั้งสองคนสะดุ้งเฮือก จินตวัฒน์ดึงดาวเรืองให้หลบมาอยู่หลังตนแล้วกวาดตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
“พวกไอ้เสี่ยมันต้องเห็นเราแล้วแน่เลย” ดาวเรืองว่า
จินตวัฒน์หันมามองหน้าดาวเรือง
จินตวัฒน์เพิ่งเข้าใจ “ที่นี่เป็นเขตปางไม้ของเสี่ยเหรอ”
ลูกน้องกำพล 2 คนถือปืนสั้นวิ่งเข้ามา จินตวัฒน์กับดาวเรืองวิ่งเข้าไปหลบหลังต้นไม้ ลูกน้องกำพลมองซ้ายมองขวาเหมือนกำลังหาใครแต่ไม่เจอจึงวิ่งผ่านไป จินตวัฒน์กับดาวเรืองออกจากที่ซ่อนแล้ววิ่งไปอีกทาง
จินตวัฒน์กับดาวเรืองวิ่งหน้าตั้ง เสียงปืนดังกระชั้นมาเรื่อยๆ ในขณะที่ลูกน้องของกำพลถือปืนไล่ยิงเทิ้มไปตามทาง

จินตวัฒน์กับดาวเรืองวิ่งพ้นป่าทึบออกมาเจอป่าโปร่งทำให้ไม่มีที่ให้หลบซ่อนตัว นอกจากบึงบัวกว้าง ทั้งสองคนมองหน้ากันเสียงปืนดังไล่เข้ามา ใกล้เข้าไปทุกที ดาวเรืองตัดสินใจกระชากมือจินตวัฒน์กระโดดลงไปในบึงบัวด้วยกันโดยที่ยังจับมือกันไว้

เทิ้มในสภาพปากแตก ใบหน้าเป็นแผลยับเยิน ต้นแขนขวาถูกยิงมีเลือดอาบถลามาแล้วล้มลงใกล้ๆ บึงบัว เขาตะเกียกตะกายพลิกตัวนั่งอย่างลำบากยากเย็น กำพล ชาติ ศักดิ์ และลูกน้องทั้งหมดย่างสามขุมตามมา
“ไอ้แก่เอ๊ย!! ฤทธิ์เยอะจนนาทีสุดท้ายเลยนะมึง จะตายอยู่แล้วยังจะทำให้พวกกูต้องเสียเหงื่อ”

จินตวัฒน์กับดาวเรืองทะลึ่งตัวขึ้นเหนือผิวน้ำ โดยจินตวัฒน์ดึงดาวเรืองหลบในกอบัวที่ขึ้นอัดกันแน่น ทั้งสองคนมองผ่านกอบัวไปที่ตลิ่งก็เห็นเทิ้มนั่งอยู่ริมบึงห่างออกไปไม่กี่เมตร และเห็นเท้าของกลุ่มกำพลขยับเข้าหาเทิ้ม
จินตวัฒน์กับดาวเรืองตะลึง ดาวเรืองเห็นสภาพเทิ้มแล้วอยากจะร้องไห้ จินตวัฒน์รีบเอามือปิดปากไม่ให้ดาวเรืองส่งเสียงร้อง กำพลเล็งปืนไปที่เทิ้ม
“มึงทำกูเสียหายหลายสิบล้าน เพราะฉะนั้นมึงคงต้องทรมาน...นานหน่อย” กำพลบอก
กำพลยิ้มโรคจิตแล้วเหนี่ยวไกยิงขาขวาของเทิ้ม เทิ้มร้องด้วยความเจ็บปวดแล้วคลานหนีเข้าใกล้ขอบตลิ่งมากขึ้น ดาวเรืองสะดุ้งเฮือกตามเสียงปืนแล้วก็น้ำตาไหลพราก จินตวัฒน์เอามือปิดปากดาวเรืองแน่นขึ้นอีก
ขณะที่เทิ้มคลานหนี กำพลก็ยิงขาข้างซ้ายของเขาจากด้านหลัง เทิ้มร้องลั่น ดาวเรืองที่ถูกจินตวัฒน์ปิดปากได้แต่ส่งเสียงร้องไห้อู้อี้ด้วยความสงสารเทิ้ม เทิ้มกัดฟันแล้วหันมามองหน้ากำพลด้วยแววตาแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้แม้จะรู้ว่าวาระสุดท้ายของชีวิตกำลังจะมาถึง
“คนชั่วอย่างมึงไม่มีวันตายดี” เทิ้มว่า
กำพลยิ้มยะเยือก “คนไม่ตายดีน่ะมึงต่างหาก!”
กำพลยิงอีกนัดโดยกะให้กระสุนโดนแขนซ้ายของเทิ้ม จากนั้นเขาก็ก้าวสวบๆ เข้ามาถีบร่างที่อาบเลือดสะบักสะบอมของเทิ้มสุดแรงจนร่างของเทิ้มลอยผ่านหน้าดาวเรืองกับจินตวัฒน์ที่หลบอยู่ในกอบัวตกลงไปในน้ำ
ดาวเรืองช็อกสุดขีดและสะบัดหน้าไปมา จินตวัฒน์รีบกอดดาวเรืองไว้แนบอกเพื่อให้หญิงสาวสงบลง กำพลและลูกน้องยืนมองร่างเทิ้มที่ตะเกียกตะกายโผล่ขึ้นเหนือน้ำเพื่อยื้อลมหายใจเฮือกสุดท้าย
“ศพมันลอยขึ้นมาเมื่อไหร่ ค่อยลากไปเผาในป่า” กำพลสั่ง
กำพลหันหลังเดินออกไป พวกลูกน้องยืนมองร่างเทิ้มที่ดิ่งลงสู่ใต้น้ำจนแผ่นน้ำเรียบสนิทแล้วจึงหันหลังเดินตามเจ้านายไป
จินตวัฒน์หน้าซีดเพราะช็อกกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เห็นเต็มๆ ตา ในขณะที่ดาวเรืองหันมามองจุดที่เทิ้มจมดิ่งลงไปแล้วปล่อยโฮสะอื้น

ดาวเรืองตบโต๊ะสันติสุขโครมใหญ่ ในขณะที่จินตวัฒน์ยืนอยู่ตรงข้ามสันติสุขด้วย ทั้งสามคนกำลังถกกันเครียดจัด
“มัวมายืนทำอะไรอยู่นี่!!! ทำไมไม่ไปจับมันล่ะผู้กำกับ” ดาวเรืองว่า
สันติสุขปรามดุ “ใจเย็นน่าดาวเรือง”
“เย็นเหรอ! ผู้กำกับก็เย็นได้สิ ผู้กำกับไม่ได้เห็นกับตานี่ ว่ามันยิงกำนันเทิ้มกี่นัด มันตั้งใจทำให้แกบาดเจ็บสาหัส แล้วก็ถีบตกน้ำเพื่อให้ตายอย่างทรมาน คนชั่วอย่างไอ้กำพลมันไม่ควรลอยหน้าลอยตาให้คนทั้งจังหวัดยกมือไหว้มันอีกต่อไป”
“ดาวเรือง ลืมไปแล้วเหรอว่าฉันก็อยู่ที่นั่น ฉันเห็นทุกอย่างกับตาเหมือนเธอ แต่เราสองคนจะเอาผิดเสี่ยกำพลยังไงล่ะ เรามีแค่คำพูด ชาวบ้านจะเชื่อเราเหรอ ต่อให้ผู้กำกับออกหมายจับเขาเดี๋ยวนี้ เขาก็พ้นข้อหาได้ง่ายๆ เพราะหลักฐานของเราไม่พอ” จินตวัฒน์บอก
“แล้วเราจะปล่อยให้ไอ้ฆาตกรมันลอยนวลต่อไปรึไง นอกจากกำนันเทิ้มแล้ว จะต้องรอให้มีใครถูกมันฆ่าอีก”
“นั่นแหละที่ฉันเป็นห่วง ถ้าเราผลีผลามทำอะไรตอนนี้ คนที่จะถูกฆ่าปิดปากเป็นรายต่อไปก็คือปลัดจินตวัฒน์และเธอ..ดาวเรือง” สันติสุขบอก
ดาวเรืองอึ้งและนิ่งงัน
จินตวัฒน์พูด “ถ้าเราดันทุรังเอาผิดเสี่ยกำพลโดยที่มีหลักฐานแค่พยานในที่เกิดเหตุ ซึ่งก็คือเราสองคน นอกจากจะทวงความยุติธรรมให้กำนันเทิ้มไม่ได้แล้ว ยังสร้างปัญหาให้ผู้กำกับ แล้วเราสองคนก็จะตกอยู่ในอันตรายด้วย จะจัดการกับคนอย่างเสี่ยกำพลต้องมีสติ ต้องใช้สมอง..ไม่งั้นสิ่งที่กำนันเทิ้มทำมาตลอดจะสูญเปล่า”
ดาวเรืองนิ่งฟังแล้วน้ำตาก็ค่อยๆ ไหลอาบแก้ม เธอสะอื้นตัวโยนเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่เพิ่งผ่านมาสดๆ ร้อนๆ
“ตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำคือ..จัดงานศพของกำนันเทิ้มให้ดีที่สุด” สันติสุขบอก
จินตวัฒน์กับดาวเรืองจ้องตาสันติสุข แววตาของทั้งสองทั้งเศร้า ทั้งหนักใจ และคล้ายไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ทำไปเหมาะสมที่สุดแล้วหรือไม่

ผันและเมียทุกคนใส่ชุดดำหน้าตาโศกสลดเพราะใจหายกับการตายของเทิ้ม
ผันรำพึง “ดอนล้อมแรดเรามีแต่คนที่แก่ตาย หรือโดนรถเฉี่ยวชนตายมาเป็นสิบๆปี มีไอ้เทิ้มศพแรกที่ฉลองเมรุเพราะกินลูกตะกั่ว เฮ่อ จะไปทั้งที น่าจะเลือกตายดีๆหน่อย”
“คนเราก็เท่านี้ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อนิจจังวัตตะสังขารา” บุญปลอดว่า
เวียงถือพวงหรีดที่มีป้ายติดว่า ผู้ใหญ่ผัน-แม่เวียงอยู่ “น่าสงสาร แต่อย่างว่า...ตัวคนเดียวอย่างกำนัน อยู่นานไปก็ไม่มีใครเลี้ยง ไม่มีใครดูแล ลูกหลานก็ไม่มีสักคน มรดกก็ตกเป็นของวัด แกเคยสั่งไว้”
“มีแต่ตำแหน่งกำนันที่วัดไม่เอา ต้องคืนราชการไป” ผันแอบยิ้มตาวาว
ไสวเดินกรีดกรายออกมาด้วยชุดผ้าไหมดำโดยทำผมทรงกระบังลมเหมือนคุณหญิงคุณนาย
“โฉมเอย โฉมงาม อร่ามแท้ แลตะลึง” ไสวหมุนรอบตัว “เป็นไงจ๊ะพี่ผัน ไหวคู่ควรกับตำแหน่งคุณนายที่สิบรึยังจ๊ะ”
ทุกคนถอนใจ
บุญปลีกกัด “เสียเวลาแต่งตัวตั้งนาน ได้มาแค่เนี๊ย”
ไสวไม่สนใจบุญปลีก “ไหวพร้อมจะเปิดตัวต่อหน้าธารกำนัลแล้วจ้ะ”
เวียงเหน็บ “เอ็งก็ช่างเลือกงานเปิดตัวได้ดีนะ เปิดตัวในงานศพเนี่ย”
“เอ้า...รีบไปกันได้แล้ว” ผันบอก “ขืนไปช้า ไอ้ผู้ใหญ่เดชบ้านดอนล้อมหมูมันได้ขอคะแนนผู้ใหญ่บ้านอื่นไปจนหมดหรอก อยากเป็นมั้ย เมียกำนันน่ะ...อยากเป็น ก็ให้ไว”
ผันเดินนำไป เวียงสะบัดหน้าใส่ไสวแล้วเดินตามผันไป เมียๆทุกคนสะบัดหน้าใส่ไสวแล้วเดินตามหลังเวียงไป ไสวสะบัดหน้าใส่อากาศแล้วเดินตามหลังเมียๆ ทุกคนไป

สุวรรณและสมุนเดินมาด้วยชุดดำสุดเดิร์น เสมอใจที่นั่งรออยู่หลังเส้นแบ่งเขตลุกขึ้นยืนรับ
“ผู้ใหญ่ผันกับแม่ๆไปกันหมดแล้วจ้ะ” เสมอใจบอก
“แล้วทำไมเอ็งยังอยู่” สุวรรณถาม
“ข้ารอเอ็ง เอ๊ย ข้ารอปิดบ้าน แม่เวียงสั่งไว้ บอกให้ข้าไปกับเอ็ง”
แหลมเป่าหูซ้าย “อย่านะพี่ เดี๋ยวนางเอกเข้าใจผิด”
กรอดเป่าหูขวา “มันคิดจะแต๊ะอั๋งพี่บนหลังมอเตอร์ไซค์”
สุวรรณพูดเหี้ยมเกรียม “แผนสูงจริงนะเอ็ง เอาชื่อแม่ข้ามาอ้าง แล้วคิดว่าข้าจะยอมให้ผู้หญิงอย่างเอ็งมาซ้อนมอเตอร์ไซค์ข้างั้นเหรอ ฝันไปเถอะ”
“ฝันทุกคืนแหละ อุ๊ย ข้าไม่ได้อ้าง ไม่เชื่อเอ็งก็โทรไปถามสิ แต่แม่เวียงยังเคืองเอ็งอยู่นะ เรื่องที่เป็นเถ้าแก่ขอเมียคนที่สิบให้พ่อน่ะ เอ็งจะกล้าขัดใจแม่ ทิ้งข้าให้เดินไปวัดคนเดียวก็ตามใจ” เสมอใจว่า
สุวรรณกัดฟันกรอด “นังเหมอ!”

รูปถ่ายกำนันเทิ้มตั้งอยู่หน้าโลงศพ จ่าแม่น กำจร บานชื่น และชาวบ้านนั่งล้อมหน้าล้อมหลังบริเวณที่นั่งสำหรับฟังพระสวด
“เจอศพที่ดอนล้อมเก้ง ลอยติดอยู่ในดงผักตบชวา ไม่รู้ไปโดนยิงมาจากไหน” จ่าแม่นบอก
ทุกคนฮือฮา “น่าสงสาร/ พุทโธ พุทธัง”
“คิดแล้วใจหาย ตอนแกยังหายใจ ก็ไม่ค่อยได้พูดจาดีๆกันหรอก ไม่นึกว่าจะต้องมายกมือขอขมากันตอนตายแบบนี้” กำจรบอก
“แล้วพอจะรู้ไหมล่ะจ่าแม่น ว่าไอ้เรื่องที่ฆ่าที่แกงกันน่ะ มันเรื่องอะไร” บานชื่นถาม
“พี่จ่าไปเปิดดูบันทึกที่กำนันเทิ้มถูกทำร้าย โอ๊ย..มีร้อยแปดพันเก้าร้อยครั้ง ศัตรูแกทั่วบ้านทั่วเมือง จะไปจับมือใครดมได้” จ่าแม่นบอก
สันติสุขที่นั่งอยู่แถวหน้าหันมาพูดกับชาวบ้าน
“แต่ยังไง เราก็จะหาตัวคนร้ายให้ได้ ไม่ต้องห่วง กำนันไม่ตายฟรีแน่”
หลวงตาคงเดินบริกรรมคาถาเข้ามานั่งที่เก้าอี้ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกลุ่มชาวบ้าน
“หรือจะให้หลวงตาคงทรงเจ้าแม่ถืดทือ ถามกันให้รู้ดำรู้แดงไปเลยว่าใครฆ่ากำนัน” กำจรถาม
ทุกคนฮือฮา “นั่นสิ”
หลวงตาคงรีบบอก “ไม่ด๊าย เจ้าแม่ท่านไม่ว่าง ช่วงนี้ท่านติดประชุมที่สวรรค์ชั้นเจ็ด เรื่องคดีทางโลก ปล่อยให้ตำรวจจัดการ ไม่ก้าวก่ายกัน แต่ถ้าใครอยากได้ของดีเอาไว้กันกระสุนกันมีดพร้า มากระซิบข้า พอจะมีติดย่าม”
ผันและบรรดาเมียเดินเข้ามายกมือไหว้ทุกคนเหมือนมาหาเสียง
“ฉันเป็นเจ้าภาพร่วมกับอำเภอนะคืนนี้ ไม่ได้หวังอะไร ทำด้วยใจล้วนๆ” ผันบอก
“ช่วยเต็มที่เลยจ้ะ” เวียงออกคำสั่ง “นังปลีก เอาพวงหรีดไปวางซิ นังปลอด พานังเล็กๆไปดูเรื่องอาหาร ส่วนนังไหว”
“ฉันจะช่วยรับซองนะจ๊ะ ใครอยากทำบุญกับคนตาย กวักมือเรียกไหวได้ตลอด” ไสวบอก
บุญปลีกกับบุญปลอดทำตามคำสั่ง ไสวเดินตามติดผัน เวียงหมั่นไส้จึงเดินเบียดไสวขึ้นมาตามติดผันเป็นคนแรกเพื่อไหว้ผู้กำกับและชาวบ้านอื่นๆไม่ว่าอ่อนหรือแก่ ผันกับเวียงยกมือไหว้หมดจนถึงหลวงตาคง ผันสะดุ้งเก็บมือแทบไม่ทัน
“มือไม้อ่อนเหมือนไม่มีกระดูกเลยนะ คราวนี้เป็นหัวคะแนน หรือลงเลือกตั้งเองล่ะ” หลวงตาคงถาม
“เอ็งเถอะ ไม่ตั้งแผงขายของที่หน้าโลงซะเลยล่ะ” ผันแขวะ
พระครูจ้อยและพระสงฆ์อีกสามรูปเดินขึ้นไปนั่งบนอาสนะเพื่อเตรียมสวด เพี้ยนคอยบริการอำนวยความสะดวก
“เอาล่ะ ญาติโยมทั้งหลาย ก่อนจะสวดพระอภิธรรม อาตมาขอสนทนาธรรมกับญาติโยมสักเล็กน้อย ใครที่กำลังคิดจะฉวยโอกาสเอาผีบังหน้าตั้งวง หรือจะกำโปไฮโลถั่วแก้ง่วง ให้เลิกคิด เลิกฝัน ส่วนใครที่กะจะใช้งานศพหาเสียง หรือทำธุรกิจ ก็ให้หยุดคิด หยุดทำ เพราะมันบาป และถือว่าไม่ให้เกียรติคนตาย รู้ใช่มั้ย โยมเทิ้มเกลียดเรื่องพวกนี้”
หลายคนสะดุ้งเพราะร้อนตูดกันเป็นแถว
ดาวเรืองยื่นธูปให้จินตวัฒน์ที่อยู่หน้าโลงศพ
จินตวัฒน์ยกมือไหว้ “ผมสัญญาว่าจะจับตัวคนร้ายมาลงโทษให้ได้”
ดาวเรืองบ่น “รู้อยู่ว่าใคร ยังจะรอกันอยู่นั่นล่ะ”
เสียงผันดังขึ้น “อ้าว เสี่ยกำพล เชิญครับเชิญ”

อ่านต่อหน้าที่ 4

ดาวเรือง ตอนที่ 7 (ต่อ)
ดาวเรืองกับจินตวัฒน์หันขวับไปมอง ดาวเรืองเดือดดาลทันทีที่เห็นกำพลโผล่มา กำพลเดินเข้ามา พร้อมลูกน้องปลายแถว 3 คน ผันเดินเข้าไปหาแล้วต้อนหน้าต้อนหลังเพื่อพามานั่งใกล้สันติสุข ทั้งคู่ยกมือไหว้ทักทายกันตามมารยาท ดาวเรืองกัดฟันกรอดและกำมือแน่น
ดาวเรืองว่า “หน้าด้าน”
จินตวัฒน์ปราม “ใจเย็น”
“เย็นไม่ไหวแล้ว”
“อดทน”
“ไม่อยากจะเชื่อเลยครับ พอรู้ข่าว ผมทิ้งงานที่ดูไบแล้วรีบบินกลับมาเลย ถ้ายังไง ผมขอเป็นเจ้าภาพในวันที่เหลือนะครับ” กำพลบอก
“เสี่ยล่ะก็ ทำเพื่อคนดอนล้อมแรดตลอด น่าสรรเสริญจริงๆ” ผันชม
“เล่นละครเก่งชิปเป๋ง” ดาวเรืองว่า
“เราต้องเล่นให้เก่งกว่าเขา” จินตวัฒน์บอก
“ผมขอตัวไปกราบขอขมาศพก่อนนะครับ” กำพลบอกผัน
กำพลเดินมานั่งลงหน้าโลงศพ ดาวเรืองซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ พยายามสะกดใจไม่ให้ลุกขึ้นมาบีบคอกำพล จินตวัฒน์ยึดข้อมือดาวเรืองไว้ก่อนจะส่งยิ้มเป็นมิตรให้กำพล
“เอาธูปให้เสี่ยสิดาวเรือง” จินตวัฒน์บอก
“น่าเสียดายแทนคนดอนพัฒนา คนดีๆอย่างกำนันเทิ้ม ไม่น่าอายุสั้นเลย” กำพลว่า
ดาวเรืองข่มใจเต็มที่ เธอส่งธูปด้วยมือที่สั่นเพราะความโกรธให้ กำพลยื่นมือไปรับแต่ดาวเรืองไม่ยอมปล่อยจนจินตวัฒน์ต้องกระแอมเตือน
กำพลรับธูปจากดาวเรืองแล้วไหว้ “ไปดีเถอะนะ อย่าได้มีเวรมีกรรมต่อกันเลย”
ดาวเรืองพูดด้วยความเจ็บใจ “คนดี ไปสวรรค์ คนเลว ไปนรก จริงมั้ยเสี่ย”
กำพลพยักหน้ายิ้มๆ ก่อนจะถอยออกไป
“เราตกลงกันแล้วนะ” จินตวัฒน์บอกดาวเรือง
ดาวเรืองไม่ตอบอะไร เธอลุกขึ้นแล้วเดินไป จินตวัฒน์มองตามด้วยความเป็นห่วง

เสียงพระสวดบนศาลาดังก้องไปทั่ววัด ดาวเรืองเดินเข้ามาในโบสถ์อย่างสะกดกลั้นอารมณ์เต็มที่ จินตวัฒน์เดินตามมาอย่างงงๆ ว่าดาวเรืองเข้ามาที่นี่ทำไม
ดาวเรืองทรุดตัวลงนั่งหน้าองค์พระประธาน “ถ้าไม่ได้เข้ามานั่งสงบจิตสงบใจที่นี่ มีหวังได้ฆ่าไอ้คนสองหน้าไอ้ลิ้นสองแฉกนั่นตายคามือแน่”
จินตวัฒน์นั่งลงข้างๆ “แค่คิดก็บาปแล้ว”
“ก็มันทนไม่ได้จริงๆนี่ เห็นหน้ามันแล้วอยากเอาปืนไปไล่ยิงเหมือนที่มันทำกับกำนันเทิ้ม”
“นั่นไม่ใช่วิธีของคนฉลาด นอกจากจะติดคุกแล้ว ยังตกนรกด้วย”
“ตกก็ตกสิ จะบอกยมบาลว่าฆ่าคนชั่วคนหนักแผ่นดินตาย”
“ยมบาลท่านจะฟังหรือไม่ฟัง เราไม่รู้ แต่ศาลท่านฟัง ถ้าเราหาหลักฐานมาได้ หยุดฟุ้งซ่านแล้วตั้งสตินะดาวเรือง อุตส่าห์อดทนมาได้ถึงขนาดนี้แล้ว”
“แล้วถ้าหาหลักฐานไม่ได้ล่ะ” ดาวเรืองถาม
“คนชั่ว ไม่หยุดทำเลว เขาจะก่อคดีใหม่เรื่อยๆ” จินตวัฒน์บอก
“หมายความว่า ต้องรอให้เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นอีก ถึงจะจับมันได้งั้นเหรอ”
“ไม่ต้องรอ หลังงานศพ เริ่มลุยกันเลย ฉันจะลองสืบดูว่ากำนันทิ้งเบาะแสอะไรไว้บ้าง”
“เบาะแส!”
ดาวเรืองนึกขึ้นได้ว่ากำนันเขียนโน้ตทิ้งไว้ก่อนเข้าป่า
“จริงสิ” ดาวเรืองลุกแล้ววิ่งออกไปทันที
“ดาวเรือง!”
จินตวัฒน์วิ่งตาม

ดาวเรืองวิ่งนำจินตวัฒน์ออกมาที่หน้าโบสถ์แล้วทั้งสองก็วิ่งตามกันออกไป สุวรรณและสมุนขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาโดยมีเสมอใจนั่งซ้อนท้ายรถของสุวรรณโดยเบาะรถมอเตอร์ไซค์ก็ขีดช็อกแบ่งเขตไว้ สุวรรณเห็นหลังดาวเรืองกับจินตวัฒน์ไวๆ หายไปทางหนึ่งจึงรีบจอดรถ
“นั่นไอ้เรืองกับคุณปลัดนี่ ไปไหนกันวะ” แหลมสงสัย
“ไปจีบกันมั้ง” กรอดตอบ
“ไม่มีทางโว้ย ไอ้เรืองไม่ชอบผู้ชายแหยๆแบบไอ้ปลัด มันต้องแมนๆอย่างข้า แฟนข้ามันตาถึงโว้ย” สุวรรณบอก
“เราตามไปดูดีมั้ยพี่” แหลมถาม
เสมอใจถูกนางมารร้ายเข้าสิง “ก็ลองไปดูสิ เรืองมันประกาศลั่นเลยว่า ถ้าเอ็งเข้าใกล้มันอีก มันจะตัดของเอ็งให้เป็ดกิน”
“พูดมากไปแล้วนังเหมอ ไอ้เรืองมันจะตัดของข้าทำไม ข้าน่ะว่าที่พ่อของลูกมันนะโว้ย แต่งกันเมื่อไหร่ จะมีลูกสักโหลสองโหล...เอาให้หนำใจ”
“ก่อนจะมีลูกกับใคร รีบเข้าไปในงานก่อนมั้ย” เสมอใจบอก “แม่เวียงสั่งให้เอ็งไปช่วยพ่อผู้ใหญ่ขอคะแนนเสียงจากบ้านอื่นให้ได้ ไม่ยังงั้น พวกเอ็งจะโดนตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดเบี้ยเลี้ยง ตัดๆๆ”
“โอ๊ย!!! ไม่ต้องตะโกนใส่หูข้า ข้ารู้แล้ว...เอ็งกระเถิบไปให้ห่างเส้นที่ข้าแบ่งเขตไว้เลย แล้วเอามือที่เกาะเอวข้าออกไปด้วย”
เสมอใจยิ้มเจื่อนก่อนจะขยับออกมาช้าๆ เพราะตัวเองขยับเข้ามากอดสุวรรณซะจนกลบรอยช็อกบนเบาะไปหมด สุวรรณออกรถไป ตามด้วยแหลมกับกรอด

รถปลัดแล่นเข้ามาจอดหน้าร้านดาวเรือง ดาวเรืองลงจากรถก่อนจะวิ่งแจ้นเข้ามาในร้าน จินตวัฒน์วิ่งตามมาจนเห็นดาวเรืองกำลังคุ้ยขยะในถังที่โต๊ะทำอาหารจ้าละหวั่นแล้วต่อด้วยใบที่วางอยู่ในร้าน และใบที่ตั้งอยู่นอกร้าน บางใบมีขยะเล็กน้อย แต่บางใบก็ว่างเปล่า
“ดาวเรือง...ทำอะไร”
“จดหมาย ช่วยหาหน่อย” ดาวเรืองบอก
“จดหมายอะไร” จินตวัฒน์ถาม
“จดหมายที่กำนันเทิ้มฝากไว้ให้ฉันก่อนเข้าป่า มันเป็นลายมือกำนัน เป็นหลักฐานสำคัญที่บอกว่ากำนันไปไหน ไปทำอะไร เราต้องหามันให้เจอ เร็วสิปลัด อย่ามัวแต่ยืนบื้อ”
จินตวัฒน์มัวแต่อึ้งที่รู้ว่าดาวเรืองกับเทิ้มสนิทสนมกันกว่าที่เคยรู้ ดาวเรืองหมุนคว้างรื้อค้นไปทั่วร้าน จินตวัฒน์เข้าไปช่วยรื้อ บานชื่นกับเพี้ยนขี่มอเตอร์ไซค์ดาวเรืองกลับมาเห็นดาวเรืองกับจินตวัฒน์กำลังค้นร้านก็ทั้งงงทั้งตกใจ
“รื้ออะไรกันวะ...เอ๊ย ค่ะ”
“ขยะอยู่ไหนแม่ ขยะในถังเมื่อเย็น หายไปไหน” ดาวเรืองถาม
บานชื่นงง “ถามทำไม”
“ป้าบานให้ฉันเอาไปเผาหมดแล้ว...มีอะไรเหรอพี่” เพี้ยนถามกลับ
“ใช่ เอาไว้ก็เหม็น มีแต่เศษผัก เศษอาหาร” บานชื่นบอก
ดาวเรืองอึ้งไปชั่วอึดใจแต่ไม่ตอบอะไร เธอได้แต่เดินไปทางเล้าเป็ดแบบมึนๆ จินตวัฒน์เดินตามดาวเรืองไป

เพี้ยนจะตามไปอีกคน แต่บานชื่นคว้าคอเสื้อไว้
“เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กเข้านอน”
เพี้ยนมองตามดาวเรืองไปด้วยความเป็นห่วงก่อนจะถูกบานชื่นลากขึ้นบ้าน

ดาวเรืองเดินคอตกมานั่งห้อยขาหน้ากระท่อมด้วยหน้าเรียบนิ่ง นัยตาเหม่อลอยอย่างหมดหวัง จินตวัฒน์เดินมายืนข้างๆ
“เราคง...หมดหวัง...ไม่มีใครล้มไอ้เสี่ยนั่นได้หรอก ถึงจะมีหลักฐาน มันก็ยากที่จะเอาผิดมัน แล้วยิ่ง...ไม่มีหลักฐาน มันก็ยิ่ง” ดาวเรืองสลดหดหู่ “เลิกฝันลมๆแล้งๆได้เลย”
“อย่าเพิ่งท้อสิ ฉันจะช่วยเธอเรียกร้องความยุติธรรมให้กำนันเทิ้มเอง เราจะกระชากหน้ากากคนชั่วด้วยกัน” จินตวัฒน์บอก
จินตวัฒน์เห็นดาวเรืองนั่งนิ่งไม่ไหวติงจึงเอามือลูบหัวเพื่อปลอบใจ ดาวเรืองไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆ จินตวัฒน์ยืนมองเธออยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดออกมา
“เอาล่ะ เธอพักผ่อนก่อนเถอะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ฉันกลับก่อนนะ”
ดาวเรืองไม่ตอบอะไร จินตวัฒน์ลุกขึ้นแล้วหันหลังเดินไป ดาวเรืองตะโกนตามหลัง
“กลับไปซะ!”
จินตวัฒน์ชะงักแล้วหันกลับมา
“นายไม่ควรอยู่ที่นี่ อยู่ไปก็ตายเปล่า” ดาวเรืองบอก
“แล้วเธอล่ะดาวเรือง เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆทำไมถึงอยู่ได้”
“ที่นี่คือบ้านฉัน ฉันเกิดที่นี่และจะตายที่นี่ แต่นายไม่ใช่”
“ทำไมฉันต้องไป” จินตวัฒน์ถาม
ดาวเรืองน้ำตาซึม “นายอยากจะเป็นอย่างกำนันเทิ้มงั้นเหรอ นายอยากถูกยิง แล้วถูกมันถีบตกน้ำ อยากโดนฆ่าหมกป่า หรือถูกพวกมันจับเผานั่งยางแบบผีไม่มีญาติรึไง!”
จินตวัฒน์สะท้อนใจ “ดาวเรือง”
“เก็บอุดมการณ์ของนาย แล้วกลับบ้านไปซะ”
จินตวัฒน์นิ่ง ทั้งคู่มองหน้ากันไปมาท่ามกลางท้องฟ้าที่ไร้แสงดาวและเดือนแต่เต็มไปด้วยหมู่เมฆครึ้มที่แลดูหดหู่สิ้นหวัง

เช้าวันใหม่ ดาวเรืองขี่มอเตอร์ไซค์โดยมีเพี้ยนที่ใส่ชุดนักเรียนซ้อนท้ายเข้ามาจอดหน้าที่ว่าการอำเภอข้างๆ รถกระบะของจินตวัฒน์ ดาวเรืองจอดรถ เพี้ยนลงแล้วหันมามองรถกระบะเพราะรู้สึกคุ้นๆ
“เหมือนเคยเห็นที่ไหน” เพี้ยนบอก
“บนถนนไง รถแบบนี้ใครๆ ก็ใช้กัน” ดาวเรืองพูด
“แต่...”
กำจรเลื่อนกระจกลงแล้วยิ้มแผล่ “ไง”
“โห รถน้าจรเองเหรอ เท่ซะไม่มี” เพี้ยนชม
“ถูกหวยเหรอน้าจร” ดาวเรืองถาม
กำจรหัวเราะชอบใจก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ
“เปล่า รถปลัด เดือนก่อนพวกเอ็งยังเอาเป็ดมาละเล็งขี้ใส่อยู่เลย ทำเป็นจำไม่ได้” กำจรว่า
“อ้อ ซ่อมเสร็จแล้ว” ดาวเรืองพูดกับเพี้ยน “ไปไอ้เพี้ยน จะไปทำบัตรใหม่ก็ให้ไว เดี๋ยวก็ได้ขาดเรียนครึ่งวันหรอก”
ดาวเรืองเดินไป โดยมีเพี้ยนเดินตาม กำจรส่ายหัวก่อนจะเอามือลูบๆคลำๆรถคันนั้นเหมือนอยากเป็นเจ้าของเหลือเกิน

เพี้ยนยื่นใบเสร็จให้ดาวเรืองหน้าห้องถ่ายรูปของอำเภอ ดาวเรืองชักสีหน้าอย่างไม่พอใจ
“อะไรวะ ค่าปรับตั้งร้อย” ดาวเรืองพูดกับแสวง “โอ๊ย!!! ไม่ทำได้มั้ยเนี่ย เด็กมันจะมีปัญญารักษาบัตรใบกะติ๊ดนี่ได้ไง ทำแล้วหาย หายแล้วปรับ ปรับแล้วทำใหม่วนอยู่ยังงี๊”
เด็กสองสามคนที่นั่งรอถ่ายรูปบัตรประชาชน คนสุดท้ายที่นั่งรอคือ กรอดที่มาทำบัตรเหมือนกัน
กรอดเป็นวัวสันหลังหวะ “ข้าไม่ได้ทำหาย แต่มาเปลี่ยนเป็นบัตรแข็งเว้ย”
ดาวเรืองพูดกับเพี้ยน “เดี๋ยวข้าจะไปเขียนร้องเรียนเรื่องค่าปรับซะหน่อย เสร็จแล้วตามไปที่รถนะ”
ดาวเรืองเดินไปที่แผนกร้องเรียน กำจรเดินเข้ามาที่แผนกทำบัตรแล้วพูด
“ไอ้แหวง เอ็งจ่ายข้ามาซะดีๆ...ห้าร้อย...ปลัดขอย้ายไปแล้วเว้ย”
เจ้าหน้าที่แสวงที่กำลังจะถ่ายรูปให้เพี้ยนถึงกับชะงัก
“จริงเหรอ ปัดโธ่ คิดว่าจะอยู่นานกว่านี้ ไปจนได้...แล้ว...ไปเมื่อไหร่” แสวงถาม
“เรื่องอนุมัติเมื่อวาน แต่ไปวันนี้ คนกรุงเทพฯก็งี้แหละ ผิวอ่อน มาอยู่บ้านนอกบ้านนาเกินร้อยวันก็บุญโข มีแต่วัวควายให้ดู ใครมันจะอยากอยู่วะ” กำจรว่า
เพี้ยนกับกรอดตาโตและมีอาการกระสันอยากรู้
“แต่ก็น่าเสียดาย แกเป็นคนดีนะ ปลัดแบบนี้หายาก” กำจรบอก
เพี้ยนกับกรอดหันไปเห็นจินตวัฒน์เดินถือกระเป๋าเดินทางผ่านหน้าห้องไป เพี้ยนตกใจจนอ้าปากหวอ แสวงกดชัตเตอร์ ‘แชะ!!!’
“อ้าว ทำหน้าให้มันดีๆหน่อยไอ้หนู ตาเหลือก อ้าปากหวอซะเห็นลิ้นไก่” แสวงว่า
“ง่วงนอนรึไงไอ้เพี้ยน” กำจรถาม
“ถ่ายใหม่ๆ” แสวงบอก
เพี้ยนไม่สนใจ เขาเดินออกไป
“ไม่เอาแล้ว เอางี้เลย เดี๋ยวมาเอานะ”
กำจร แสวง รวมทั้งกรอดมองตามเพี้ยน กรอดยิ้มมุมปากเพราะมีข่าวดีจะไปรายงานลูกพี่แล้ว

ดาวเรืองหย่อนคำร้องเรียนลงในกล่องแล้วหันหน้าเดินมา จินตวัฒน์เดินผ่านหลังไป ดาวเรืองเอะใจเหมือนเห็นใครคุ้นๆ เดินผ่านหลังเลยหันกลับไปดูก็เห็นจินตวัฒน์ถือประเป๋าเดินทางใบใหญ่เดินไปที่รถ
ดาวเรืองขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “ไปไหน!”
เสียงเพี้ยนดังลั่น “พี่เรือง”
เพี้ยนวิ่งมาหยุดหอบหน้าดาวเรืองก่อนจะชี้ไปยังที่จอดรถ “ไปแล้ว”
“อะไรของเอ็งวะไอ้เพี้ยน ใครไปไหน”
“ก็ปลัดน่ะสิ ขอย้ายไปแล้ว” เพี้ยนบอก
ดาวเรืองงง “ปลัดไหน”
“จะใครซะอีกล่ะพี่ ก็ไอ้ปลัดขี้ไก่ไง มันย้ายกลับกรุงเทพฯไปแล้ว นั่นไง...หิ้วกระเป๋าขึ้นรถแล้ว เห็นมั้ย ต่อไปนี้ ไม่มีใครมาจับตามองเราอีกแล้วพี่ จะตีไก่ ต้มเหล้า ขายหวย เล่นไพ่ก็สบายบรื๋อ จริงปะพี่เรือง”
ดาวเรืองอึ้งและใจหายวาบ
ดาวเรืองจ๋อยสนิท “ใครจะไปไหนก็ช่าง แต่เอ็งต้องรีบไปโรงเรียน เร็วเข้า”
ดาวเรืองมีสีหน้าไม่ดีนัก

สุวรรณกับแหลมนอนสลบไสลอยู่ที่นอกชาน กรอดวิ่งตาลีตาเหลือกเข้ามา
“พี่วรรณ!!! พี่วรรณ!!”
กรอดจับขาสุวรรณเขย่า สุวรรณงัวเงียตื่นแล้วยันโครมจนกรอดก้นจ้ำเบ้าลงบนพื้นดิน
“มารผจญจริงๆ ปากข้าเกือบจะชนปากไอ้เรืองอยู่แล้วเชียว” สุวรรณว่า
“ไม่ต้องฝันแล้วพี่ ไปหาไอ้เรืองกันเลยดีกว่า” กรอดบอก
“ไปให้มันถีบหรือวะ” สุวรรณถาม
“ไม่ไปตอนนี้แล้วจะไปตอนไหน ฟังให้ดีนะพี่ ไอ้ปลัดย้ายไปแล้ว!”
สุวรรณกับแหลมตกใจ “อะไรนะ!”
“จริงๆ ฉันได้ยินน้าจรป่าวประกาศไปทั่วอำเภอ ข่าวชัวร์ไม่มั่วนิ่ม”
“หมายความว่า ต่อไปนี้พี่วรรณจะได้เป็นพระเอกเต็มตัวแล้ว” แหลมบอก
“นางเอกก็ไม่ต้องยุ่งยากใจ เพราะไร้ตัวเลือก ยังไงก็เสร็จพี่แน่ๆ” กรอดฟันธง
“ในที่สุด สวรรค์ก็เข้าข้างคนดีอย่างข้า” สุวรรณพูด
แหลมตาวาวเพราะคิดแผนออก “จะรอช้าอยู่ไย พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสกันเลยพี่ จังหวะที่ไอ้เรืองเศร้าใจนี่แหละ พี่ต้องรีบเข้าไปตะครุบมัน”
“พูดงี้ แสดงว่าไอ้เรืองอกหักอ่ะดิ หมายความว่าไอ้เรืองรักปลัด” กรอดว่า
สุวรรณเบิ๊ดกะโหลกกรอด
“คิดอะไรโง่ๆ มันเป็นแค่เพื่อนกัน เข้าใจปะ”
“งั้นพี่อยู่เฉยไม่ได้แล้ว ต้องรีบทำคะแนน” แหลมบอก
สุวรรณตาโต “ยังไงดีวะ!”

กำพลนั่งดื่มไวน์ต่อหน้าชาติ ศักดิ์และลูกน้องปลายแถวอีก 3 คน กำพลหัวเราะชอบใจ
“หมดเสี้ยนหนามซะที พวกเอ็งเตรียมตัดไม้พะยูงล็อตใหม่ได้เลย มีออเดอร์ไปเมืองจีนสิ้นเดือนนี้”
ศักดิ์เอ่ยถาม “จะทันเหรอครับเสี่ย”
“ก็ตัดกันทั้งวันทั้งคืนสิวะ คนงานไม่พอก็ไปขนข้ามมาให้พอ” กำพลบอก
“ครับนาย ไม่มีไอ้เทิ้มแล้วเราก็ทำงานสะดวกขึ้นเยอะ...แล้ว...เรื่องที่มันเป็นศพ ไม่มีใครสงสัยเราเลยหรือครับ” เทิ้มถาม
“ใครจะกล้าวะ ศพมันลอยไปไกลจากจุดที่มันตายไปหลายสิบโล มีคลองตั้งหลายสายไหลไปรวมกันที่ดอนล้อมเก้ง ถ้าจะถามหาพยาน คงต้องเรียกปลาทั้งคลองมาสอบปากคำ 55” กำพลหัวเราะเหมือนผู้ร้ายในหนังไทย

ฝูงเป็ดวิ่งลงจากรถซาเล้ง ดาวเรืองคอยต้อนฝูงเป็ดให้เดินเป็นระเบียบไปตามริมคลอง
“อย่าซนนะลูกๆ เดี๋ยวแม่จะพาไปเล่นน้ำคลอง ไปหัดว่ายท่าฟรีสไตล์ต่อด้วยท่ากรรเชียง ไหนขานชื่อหน่อยซิ จุ๋มจิ๋ม จุ้นจ้าน จีจ้า จี๊ดจ๊าด”
ดาวเรืองชะงักไปเมื่อเรียกเจ้าจิ๊ดจ๊าด เพราะเป็นตัวที่จินตวัฒน์ตั้งชื่อให้เอง เธอคิดถึงตอนที่เขาตั้งชื่อให้มัน

“เจ้าตัวเล็กสุดชื่ออะไรดีล่ะปลัด” ดาวเรืองถาม
จินตวัฒน์ถามกลับ “มันนิสัยยังไงล่ะ”
“เห็นตัวเล็กๆ แบบนี้เฮี้ยวสุดๆ แก่นซะไม่มี”
“เหมือนคนเลี้ยงใช่มั้ย” จินตวัฒน์ถาม ดาวเรืองเบ้ปากใส่แต่ไม่ตอบ “ชื่อ..” จินตวัฒน์นึก “จี๊ดจ๊าดแล้วกัน ซ้ำมั้ย”
ดาวเรืองยิ้มร่าเพราะถูกใจ “ไม่ซ้ำ” ดาวเรืองพูดกับเป็ด “เจ้าตัวเล็ก หนูชื่อจี๊ดจ๊าดนะลูก”
ดาวเรืองนั่งเซ็งๆ ขณะมองลูกเป็ดเล่นน้ำในคลอง เธอเผลอถอนใจออกมาเฮือกใหญ่
ดาวเรืองพูดกับเป็ด “ใครจะมาทนอยู่กับเราได้ตลอดล่ะ”
ทันใดนั้น สุวรรณกับสมุนก็ขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดที่ริมถนน
สุวรรณตะโกนโหวกเหวก “เป็นไงจ้ะ ได้ข่าวว่าไอ้ปลัดขี้ไก่มันหนีไปแล้ว ไอ้ผู้ร้ายสวะๆมันก็ยังงี้ล่ะ มันไม่มาทนอยู่บ้านนอกกับนางเอกน้องนางบ้านนาอย่างเอ็งหรอก จะมีก็แต่พระเอกตัวจริงอย่างพี่วรรณเท่านั้นล่ะที่จะไม่มีวันทิ้งเอ็งไป สองเราจะอยู่ที่ดอนล้อมแรดไปชั่วนิรันดร์นะจ๊ะน้องเรืองจ๋า”
แหลมกับกรอดขานรับ “ฮิ้วว”
“หนวกหู!!!...พวกเอ็งจะไปไหนก็ไปเลยนะ” ดาวเรืองไล่
“ไปก็ได้...แต่ไปสร้างผลงานนะ” สุวรรณบอก
“คราวนี้เอ็งจะได้รู้สักทีว่าพี่วรรณรักเอ็งแค่ไหน” แหลมว่า
ดาวเรืองไล่ “จะไปตายที่ไหนก็ไปเลยไป”
“โห...ไอ้เรือง เล่นแรงนะเนี่ย” กรอดบอก
สุวรรณสะอึกแต่ยิ้มสู้ “ถ้าเป็นเมื่อวานพี่คงจูบปากสั่งสอนน้องเรืองไปแล้ว แต่นี่เป็นวันนี้...วันที่ไอ้ปลัดขี้ไก่มันวิ่งหางจุกตูดกลับกรุงเทพฯไปแล้ว พี่เลยโกรธน้องเรืองไม่ลง ในเมื่อไม่มีหนามยอกอก น้องเรืองจะด่าพ่อล่อแม่ยังไง พี่ก็ไม่โกรธ”
แหลมกับกรอดขานรับ “ฮิ้วว”
“แล้วเจอกันที่บ้านแม่ยายนะจ๊ะที่รัก...ไปเว้ยพวกเรา...ไปเอาใจแม่ยายข้าหน่อย”
สุวรรณ แหลม และกรอดร้องเพลงดังลั่นในขณะที่ขี่รถออกไป ดาวเรืองถอนใจเฮือกเพราะเซ็งสุดขีด

บานชื่นกำลังผัดกับข้าวหน้าเตาควันโขมง สุวรรณ แหลม และกรอดจอดรถแล้วเดินวางกล้ามเข้ามาในร้าน
“เป็นฝีที่จั๊กแร้กันรึไงวะ เดินกางไม่หุบ” บานชื่นถาม
ทั้งสามคนหุบกล้ามแล้วยกมือไหว้ท่วมหัวพร้อมกันทันที ก่อนจะยิ้มแผล่
“มากวนหรือมากิน” บานชื่นถาม
ทั้งสามคนตอบพร้อมกัน “ไม่ได้มากินจ้ะ”
“งั้นก็มากวน...ไสหัวออกไปจากร้านข้าเลย ก่อนที่ตะหลิวจะปลิวใส่หัว” บานชื่นไล่
“ฆ่าให้ตายก็ไม่ไป เพราะหัวใจของไอ้วรรณอยู่ที่นี่” สุวรรณบอก
“ถ้าจะมาหาไอ้เรือง มันไม่อยู่ อีกนานกว่าจะกลับ” บานชื่นบอก
“ไม่ได้มาหาไอ้เรือง แต่มาหาน้าบาน” สุวรรณพูด
“มาหาข้า จีบลูกไม่ได้แล้วจะมาจีบแม่งั้นสิ ข้าแก่กว่าเอ็งหลายรอบนะ”

แหลมกับกรอดหัวเราะงอหงาย บานชื่นเคาะกระทะเตือน
“ใครจะไปกล้าคิดลบหลู่ของสูงอย่างน้าบาน รุ่นนี้ต้องขึ้นหิ้ง เอาไว้บูชา” แหลมว่า
“ไว้กราบไหว้ก่อนนอน” กรอดบอก
“ที่มาวันนี้ เพราะจะมาเสนอตัวเป็นลูกเขยให้น้าบานพิจารณา” สุวรรณบอก
“ได้ดองกับผู้ใหญ่ผัน ยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งอีกนะจ๊ะ” แหลมคุย
“ถ้าอยากถูก ข้าคงยอมเป็นเมียพ่อเอ็งไปแล้ว อันธพาลอย่างเอ็ง ใครจะเอาไปทำพันธุ์” บานชื่นว่า
“เอาหน่อยนะ ฉันกลับตัวกลับใจได้แล้วจริงๆ” สุวรรณบอก
บานชื่นถามทันที “เมื่อไหร่”
“เมื่อคืน” สุวรรณตอบ
“อะไรเข้าฝันเอ็ง” บานชื่นถามต่อ
“ถ้าน้าบานไม่เชื่อ ฉันจะพิสูจน์ให้ดู” สุวรรณขยิบตาให้ลูกน้อง
สุวรรณ แหลม และกรอดกวาดร้าน ปัดฝุ่น เช็ดถูโต๊ะ ล้างจาน เสิร์ฟอาหาร เวลาผ่านไป สุวรรณ แหลม และกรอดมานั่งที่พื้นหอบลิ้นห้อยแฮ่กๆ บานชื่นนั่งมองอย่างงง ๆ
“อะไรเข้าสิงพวกเอ็งวะเนี่ย”
สุวรรณคลานมาหา “นั่งสบายมั้ยจ๊ะ” สุวรรณช่วยจับขาบานชื่นมาวางพาดบนเก้าอี้ที่เอามาต่อกัน “ให้ฉันช่วยนวดมั้ยจ๊ะ น้าบานนั่งดูพวกฉันทำงานนานๆคงจะเมื่อย”
สุวรรณตั้งท่าจะนวด ดาวเรืองขี่ซาเล้งกลับเข้ามาพร้อมกับฝูงเป็ดที่อยู่ในกล่อง สุวรรณลุกขึ้นและตื่นตัวขึ้นมาทันที
“กลับมาแล้วหรือจ๊ะน้องเรือง หิวมั้ยจ๊ะ เดี๋ยวพี่วรรณทำสเต๊กให้”
ดาวเรืองไม่สนใจสุวรรณ
“แม่ ปล่อยให้หมาเข้ามาในร้านได้ไง เดือดร้อนต้องหายามาฉีดเห็บหมัดอีก” ดาวเรืองว่า
แหลมกับกรอดสะดุ้ง “แป่ว !!”
สุวรรณเอาใจ “เหนื่อยมั้ยจ๊ะน้องเรือง เดี๋ยวพี่เช็ดเก้าอี้ให้นั่ง” สุวรรณเช็ดเก้าอี้ให้ “เชิญจ้ะ” สุวรรณพูดกับสมุน “ไอ้กรอดไอ้แหลม ไปเอาน้ำเย็นๆมาเสิร์ฟน้องเรืองซิ”
“ไม่ต้อง ที่นี่ร้านข้า ไม่ต้องแส่” ดาวเรืองว่า
“แต่พี่อยากช่วย”
“อยากช่วย” ดาวเรืองถาม
สุวรรณตอบ “จ้ะ”
“ช่วยไปไกลๆส้น....” ดาวเรืองใช้สายตาไล่มองที่เท้าตัวเองแทนคำว่า “ตีน”
“เบาๆไอ้เรือง วันนี้ไอ้วรรณมันเป็นคนดี มันมาช่วยงานที่ร้านนิดๆหน่อยๆ” บานชื่นบอก
“ทำงานจนตัวเหม็นเปรี้ยว ยังว่านิดๆหน่อยๆอีกเหรอ” แหลมถาม
“คำว่าคนดีใช้ไม่ได้กับไอ้วรรณหรอกแม่ ไปกันเถอะเด็กๆ”
ดาวเรืองต้อนฝูงเป็ดเดินหนีไปทางหลังร้าน สุวรรณจ๋อยสนิท
บานชื่นเปรย “ข้าวปลาไม่กิน วันๆอยู่แต่กับเป็ด มันจะอะไรกับเป็ดนักหนาเนี่ย”
สุวรรณได้ยินบานชื่นบ่นก็ขัดใจและแอบอิจฉาเป็ดเล็กๆ

ดาวเรืองปิดประตูเล้าเป็ด แล้วมองฝูงเป็ดที่เล่นอยู่ข้างในด้วยสายตาละห้อย เธอถอนหายใจเฮือก ก่อนจะเดินไปหยิบกะละมังใส่อาหารมาอุ้มไว้
“ไม่มีพ่อส่งเสียเลี้ยงดูพวกหนูก็ไม่เป็นไร แม่ยังอยู่ทั้งคน”
เป็ดงง พวกมันมองหน้าดาวเรืองและทำตาแป๋ว
ดาวเรืองนึกได้ “เอ๊ย ไม่ใช่พ่อแม่ นี่พี่นะ...พี่เรืองยังอยู่ทั้งคน ยังไงก็ไม่อดตาย”
สุวรรณแบกถาดอาหารเข้ามา โดยมีจานข้าวผัด โอเลี้ยง พร้อมผ้าเช็ดปาก
“น้องเรืองจ๋า มากินข้าวเถอะจ๊ะ เดี๋ยวเจ็บไข้ขึ้นมาจะเรื่องใหญ่”
แหลมกับกรอดตั้งคำถาม “ถ้าน้องเรืองเจ็บ”
สุวรรณตอบทันที “พี่ก็เจ็บด้วย”
แหลมกับกรอดถามต่อ “ถ้าน้องเรืองป่วย”
“พี่ก็ป่วยด้วย”
“พี่วรรณทำอาหารสุดฝีตีนเลยนะไอ้เรือง” กรอดบอก
แหลมเบิ๊ดกะโหลกกรอด “บ้านเอ็งสิใช้ตีนทำกับข้าว พี่วรรณทำด้วยหัวใจนะจ๊ะน้องเรือง ขนาดพ่อแม่พี่วรรณยังไม่ทำให้กินเลย น้องเรืองนี่แหละคนแรก”
ดาวเรืองด่า “ไม่มีมารยาท พวกเอ็งไม่เห็นรึไงว่าเป็ดของข้ากำลังจะกินข้าว มาเห่ามาหอนไม่รู้จักเวล่ำเวลา แบบนี้ มันต้อง...”
ดาวเรืองหันไปคว้ามีดที่ปักอยู่บนหยวกกล้วย สุวรรณอ้าปากหวอ แหลมกับกรอดทำหน้าเหมือนเห็นผี
ดาวเรืองตีหน้ายักษ์ “ตัดให้เป็ดกิน”

จบตอนที่ 7
กำลังโหลดความคิดเห็น...