xs
xsm
sm
md
lg

ดาวเรือง ตอนที่ 6

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ดาวเรือง ตอนที่ 6
ณ ปะรัมพิธีด้านหนึ่งที่ตั้งเป็นโต๊ะหมู่บูชา กลางปะรำหลวงตาคงนั่งอยู่บนแท่นที่ปูอาสนะผ้าขาวไว้อย่างเรียบร้อย มีด้ายสายสิญจน์โยงจากโต๊ะหมู่บูชาไปยังเตาฟืนซึ่งใช้ตั้งกระทะใบบัวสำหรับหุงน้ำมันมนต์ที่ยังไม่ได้เริ่มก่อไฟ มีชาวบ้านห้อมล้อมกันคับคั่ง
จินตวัฒน์กับดาวเรืองสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ คนละมุม หลวงตาคงหยิบบาตรใส่น้ำมนต์ข้างตัวขึ้นมา กำจรคว้าไมโครโฟนสวมบทเป็นลูกศิษย์หลวงตาคงเรียกแขกให้
“เอ้า!! ให้ไวๆ ใครอยากพรมน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ของหลวงตาก็เร่เข้ามา หนุ่มๆ สาวๆ หลีกทางให้เด็ก สตรีมีครรภ์ และคนชราเดินหน้าเข้ามาก่อน ไม่ต้องเบียดไม่ต้องเสียด แต่ให้ไว ของดีมีไม่มาก น้ำมนต์นี่ปลุกเสกกลางแสงจันทร์ในคืนเดือนเพ็ญ พรมแล้วมีเสน่ห์..โน่น..ยาวถึงปีหน้า ปีหน้าหมดเสน่ห์แล้วค่อยมาพรมกันใหม่ เอ้า!!! เร่เข้ามาๆ”
ชาวบ้านขยับเข้ามาใกล้อีก
“ไม่ต้องเบียดกัน ได้ทั่วถึงทุกคนนั่นแหละ” หลวงตาคงบอก “เอ้าทุกคน สมาทานศีลกันก่อนนะ ตั้งจิตอธิษฐานให้ดี คิดถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อจิตนิ่ง แล้วก็ว่าตามข้า...เดชะคุณความดีที่ข้าพเจ้าจะทำ ทั้งเมื่อนี้และเมื่อหน้า”
ชาวบ้านว่าตาม
“จงพาให้น้ำมนต์ทรงความศักดิ์สิทธิ์ ถ้าข้าพเจ้าคิดชั่ว ขอให้ข้าพเจ้าแพ้ภัยตัวเอง” หลวงตาคงพูด
ชาวบ้านพูดพร้อมกัน “สาธุ...”
หลวงตาคงใช้ก้านมะยมจุ่มน้ำมนต์สะบัดไปทั่ว
“อายุ วรรณโณ สุขัง พลัง... พ้นทุกข์ พ้นโศก พ้นโรค พ้นภัยกันทุกคน”
ชาวบ้านบางคนโดนน้ำมนต์ปั๊บก็ถึงกับตัวสั่นของขึ้น ยิ่งเรียกเสียงฮือฮาเข้าไปใหญ่
“ใครรดน้ำมนต์แล้วถอยไป ให้พวกแม่ค้าแม่ขายเข้ามารับสาลิกาลิ้นทองบ้าง” กำจรบอก
เวียง บุญปลอด บุญปลีก ไสว เสมอใจ และชาวบ้านที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าบางคนกระเถิบเข้ามา
“ใครจะเอาสาลิกา ต้องทำบุญลงขันให้ทางวัดนะเว้ย อย่าเอาฟรี ข้าต้องอาศัยวัดอยู่ ถ้าไม่มีวัด ข้าก็อยู่ช่วยอะไรพวกเอ็งไม่ได้ ไอ้จร เอ็งคอยเก็บเงินให้ข้าซิ สาลิกาคู่ละเก้าสิบเก้า ใครจะให้เกินกว่านั้นก็ได้ เอาไว้ทำบุญ” หลวงตาคงบอก
หลวงตาคงเอาเทียนวางพาดปากบาตรแล้วพนมมือสวดมนต์พึมพำ ทุกคนเงียบ สายตามองมาที่บาตรเป็นจุดเดียว หลวงตาขมุบขมิบว่าคาถาก่อนจะจุ่มเทียนลงกวนน้ำมนต์ในบาตรแล้วกำตะกรุดมาเทลงไปในบาตร
“จมหมดแล้ว...เดี๋ยวเขาจะค่อยๆ ลอยขึ้นมา เอ้า ตะกรุดดอกไหนจะฟื้นคืนชีวิต เป็นเจ้าสาลิกาลิ้นทอง จงลอยล่องขึ้นมาช้าๆ ลอย...ลอย...ลอย...ลอยขึ้นมา”
ดาวเรืองชะเง้อดูบาตรน้ำมนต์เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ตะกรุดซึ่งจมอยู่ที่ก้นบาตรค่อยๆ ลอยขึ้นมาทีละดอกสองดอกจนเต็มบาตร
ชาวบ้านฮือฮาและรีบกรูกันเข้ามา ดาวเรืองเห็นแล้วหงุดหงิดเพราะรู้ทันว่าเป็นการต้มตุ๋น
“เฮ้ย!!! ลอยขึ้นมาจริงๆ ด้วย” ชาวบ้านว่า
“หลวงพี่ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ” เวียงบอก
“หลวงพี่ ฉันขอเช่าคู่นึงนะจ๊ะ” ไสวเอ่ยขึ้น
เวียงรีบบอก “ฉันขอสองคู่นะ ร้านฉันใหญ่”
ไสวสะบัดหน้าใส่เวียง
“ใครที่บูชาไป ต้องระวังให้ดี สาลิกานี่ชอบคนสะอาด อ่อนโยน ถ้าพูดหยาบคาย ลามกจกเปรต ของจะหายจากตัว ไอ้เรือง เอ็งเอาไปดอกหนึ่งสิ ข้าให้ฟรีๆ แต่อย่างเอ็งคงรักษาไว้ได้ไม่นาน พูดจาไม่มีสัมมาคารวะ ของดีที่ไหนก็ไม่อยู่กับเอ็ง”
ดาวเรืองที่โดนแขวะไม่ตอบโต้แต่แสยะยิ้มเยาะ จินตวัฒน์มองดาวเรืองอย่างจับสังเกต เขารู้สึกไม่ชอบมาพากลตงิดๆ
“พี่เวียง ฉันว่าขอนางกวักท่านเพิ่มด้วยดีมั้ยจ๊ะ” บุญปลอดว่า
หลวงตาคงได้ยินก็รีบตอบ “ข้าปลุกเสกนางกวักรุ่นพิเศษเมื่อวันพระใหญ่คราวก่อนเสร็จพอดี”
มีเสียงฮือฮาจากกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่ร่ำร้องขอบ้างดังเซ็งแซ่
หลวงตาพูดต่อ “นางกวักรุ่นนี้เป็นรุ่นสู้แล้วรวย ใครได้ไปบูชาจะไหว้เช้าไหว้เย็นอย่างเดียวไม่ได้ ต้องหมั่นพัฒนาฝีมือด้วย ถ้าขายของกินก็ต้องให้มันอร่อย สะอาด ถูกอนามัย ไม่ใช่ให้เขากินไป อ้วกไป ขี้แตกไป แบบนี้ต่อให้นางกวักกวักจนท้องแขนยาน ก็ไม่มีใครกลับมากินร้านเอ็งอีก...เข้าใจมั้ย”
จินตวัฒน์ฟังแล้วยิ้มนิดๆ เพราะเข้าใจการสอนที่ซ่อนอยู่ในการขายของหลวงตาคง
“หลวงตา พอจะมีพระขุนแผนเหลือให้ฉันสักองค์มั้ย ฉันอยากได้ไปแขวนตอนขึ้นชกพรุ่งนี้ เผื่อใครบางคนจะชกไปใจสั่นไป เตะไปรักไป” สุวรรณบอก
“พี่วรรณหมายถึงใครเหรอจ๊ะ” แหลมถาม
สุวรรณโปรยสายตาชวนสยิวมาทางดาวเรือง
แหลมกับกรอดรับพร้อมกัน “ฮิ้วว...”
ชาวบ้านพากันหันมามองดาวเรืองขำๆ ดาวเรืองหน้าแดงก่ำก่อนจะยื่นมะเหงกใส่สุวรรณแล้วเดินหนีไปอย่างโกรธๆ ที่สุวรรณทำให้เธออับอายต่อหน้าธารกำนัล

เพี้ยนขยับปี๊บน้ำมันออกมาทางด้านหลังสำนักหลวงตาคงอย่างทุลักทุเล ดาวเรืองเดินเข้ามา
“เรียบร้อยใช่มั้ยวะ ไอ้เพี้ยน” ดาวเรืองถาม
“จ้ะ ฉันเอาปี๊บน้ำมันใหม่จากร้านเจ๊กฮวดมาเปลี่ยน แต่ยังติดตังค์มันอยู่นะ” เพี้ยนบอก
“ไม่เป็นไร จะหาความรู้มันต้องลงทุน”
เพี้ยนเปิดฝาไม้ที่ปิดทับปากปี๊บน้ำมันของหลวงตาคงออกดู “ก็น้ำมันธรรมดานี่พี่ ไม่เห็นมีอะไร”
“มันต้องมีสิวะ ไม่งั้นใครจะอาบน้ำมันเดือดๆ ได้”
“ก็ตอนจะอาบ หลงตาว่าคาถาเสกปูนทาตัวไว้..จะร้อนได้ไง”
ดาวเรืองดุ “คาถงคาถาอะไรวะ เอาปูนแดงทาบ่าทาตัวไว้หนาเตอะ ก็เท่ากับช่วยกันความร้อนไว้ชั้นนึงแล้ว”
“แต่น้ำมันเดือดๆ มันร้อนนะพี่ ขนาดเวลาทอดปลา น้ำมันกระเด็นมาโดนยังพอง”
ดาวเรืองค่อยๆ เทน้ำมันของหลวงตาคงใส่ถังเปล่า
“นี่ไง! ก้นปี๊บเป็นน้ำทั้งนั้น มีน้ำมันลอยหน้านิดเดียวเอง” ดาวเรืองบอก
“แล้วไงอะพี่”
“ก็น้ำมันเวลามันเดือด ร้อนแค่ไหนเราก็รู้กันอยู่ แต่จุดเดือดของน้ำ มันต่ำกว่า และเพราะน้ำมันลอยอยู่บนน้ำ พอน้ำข้างล่างเดือด มันก็จะเดือดพรั่งขึ้นมาข้างบน ทำให้คนคิดว่าน้ำมันเดือด แล้วพอช้อนแต่น้ำมันตรงขอบๆ กระทะไปอาบ มันก็ไม่ร้อนเท่าไหร่ แถมหลงตาเอาปูนทาตัวไว้ซะหนาแบบนั้น ความร้อนยิ่งไม่ถูกเนื้อ”
เพี้ยนพยักหน้าเข้าใจ “แต่พี่เรืองให้สลับเอาน้ำมันแท้ๆ 100% ไปแทนน้ำ 99.99% แบบนี้หลงตาคงก็ได้กลายเป็นปลาไหลต้มเปรตน่ะสิ”
ดาวเรืองกับเพี้ยนหัวเราะชอบใจ จินตวัฒน์เดินเข้ามาดุ
“ทำแบบนี้ไม่ได้นะดาวเรือง!”

บานชื่นกำลังจดโพยพนันที่โต๊ะขายกาแฟ โดยมีชาวบ้านทั้งหญิงและชายรุมล้อม
บานชื่นอ่านไปจดไป “ของนังเชื่อมนมเย็น 1” บานชื่นเงยหน้าถาม “เอ็งล่ะวะไอ้แก้ว”
“โอเลี้ยง 5” แก้วบอก
บานชื่นยิ้มแก้มปริก่อนจะก้มลงจด พงษ์เพิ่งเดินเข้ามา เขาซุบซิบถามแก้วเบาๆ
แก้วอธิบายเบาๆ “โอเลี้ยงคือแทงข้างไอ้วรรณ นมเย็นคือไอ้เรือง 1 ก็ 100 2 ก็คือ 200 เข้าใจยัง” ชาวบ้านชายสองคนพยักหน้า
จ่าแม่นผ่านมาที่หน้าร้านก็หยุดดูกิจการของบานชื่นด้วยสายตาชื่นชมที่เห็นลูกค้าแน่นร้าน แต่ไม่มีใครสนใจจ่าแม่น บานชื่นก็ยังจดโพยต่อไป
“แม่บาน ฉันเอาโอเลี้ยง 7 ไปเลย!” พงษ์ตะโกนบอก
บานชื่นจดยิกๆ อย่างมีความสุขโดยไม่เห็นจ่าแม่นที่เดินเข้ามาชะโงกดูโพย พวกลูกค้าพากันวงแตก
“โพยอะไรจ๊ะน้องบาน” จ่าแม่นถาม
บานชื่นสะดุ้ง “ก็...ก็โพยรายการที่ลูกค้าสั่งไง”
“แล้วทำไมสั่งกันแต่นมเย็นกับโอเลี้ยงล่ะ”
“ถามได้ ก็มันอร่อยน่ะสิ” บานชื่นบอก
“โห... ไอ้แก้วเอาโอเลี้ยงตั้ง 5… ห๊า! ไอ้พงษ์นี่ยิ่งแล้วใหญ่ สั่งตั้ง 7 เอ็งจะกินให้ตื่นเอาวันมะรืนเลยรึไง พวกมันสั่งแล้วก็ชงไปเลยสิจ๊ะ ทำไมต้องจดชื่อด้วย”
“ก็สั่งกันเยอะ เลยต้องจดไว้กันลืม เดี๋ยวจะได้ชงพร้อมๆ กันซะทีเดียว ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายหรอกน่า จะไปไหนก็รีบไป..ไป๊” บานชื่นว่า
จ่าแม่นพูดขรึมๆ “ไปก็ได้ แต่ก่อนไปอยากให้รู้ว่า... รักนะ”
จ่าแม่นเอาสองมือประกบกันทำเป็นรูปหัวใจส่งให้บานชื่นก่อนจะเดินออกไป
บานชื่นถอนหายใจด้วยความโล่งอก “เอ้า..พวกเอ็งคนไหนยังไม่ได้แทงก็รีบแทงซะ”
จ่าแม่นเดินกลับมาหยุดที่หน้าร้าน บานชื่นยังไม่เห็นเพราะชาวบ้านยืนรุม
“ขอโอเลี้ยงสักถุงสิจ๊ะ” จ่าแม่นพูดล้อเล่น “เอ๊ะ...หรือว่านมเย็นดีน้า”
บานชื่นหงุดหงิด “โอเลี้ยง แทง 1 ได้ 2 นมเย็น แทง 1 ได้ 4 จะเอายังไง!”
บานชื่นชะเง้อมองหาว่าใครสั่งพอเห็นว่าเป็นจ่าแม่นก็อ้าปากค้าง
จ่าแม่นไม่เชื่อหูตัวเอง “เมื่อกี้น้องบานว่าไงนะ”
“เอ่อ...อ่า...พอดีช่วงนี้เป็นช่วงนาทีทองน่ะ ใครสั่งโอเลี้ยง 1 แก้ว แถมฟรี 1 แก้ว”
บานชื่นทำตาแบ๊วใสซื่อพร้อมส่งยิ้มหวานฉ่ำให้ จ่าแม่นเห็นแล้วใจละลาย
“งั้นพี่จ่าเอาโอเลี้ยงแก้วหนึ่ง ไม่ต้องแถมนะจ๊ะ กลัวน้องบานขาดทุน”
“จ้ะ ตามคิวนะจ๊ะ จ่าแม่นเป็นคิวที่ 50 อีก 3 ชั่วโมงค่อยมาเอานะ จะชงให้สุดฝีมือเลย”
“ขอแค่ไม่ต้องวิ่งเข้าส้วมแบบวันนั้น พี่จ่าก็ปลื้มแล้ว พี่จ่าไปทำงานก่อนนะ”
จ่าแม่นโบกมือให้บานชื่นอย่างเคลิ้มจัดก่อนจะเดินไป บานชื่นถอนใจเฮือกด้วยความโล่งอก

ดาวเรืองหงุดหงิดและรำคาญใจ
“ไม่ต้องมาห้ามซะให้ยาก หลักฐานชัดขนาดนี้ ยังไงฉันก็ไม่ปล่อยให้หลงตาต้มตุ๋นชาวบ้านต่อไปแน่”
“ฉันก็รู้ทุกอย่างเหมือนที่เธอรู้ แล้วก็เคยคิดจะทำเหมือนอย่างที่เธอจะทำ” จินตวัฒน์บอก “แต่มันจะมีประโยชน์อะไร ต่อให้หลวงตาเลิกแสดงอภินิหาร เธอคิดเหรอว่าคนที่งมงายจะเลิกงมงาย เขาก็แค่วิ่งไปหาที่ใหม่เท่านั้นเอง”
“แต่อย่างที่หลงตาทำอยู่มันเท่ากับ...”
“เวลาที่ท่านรดน้ำมนต์หรือให้ของขลังคน เธอไม่ได้สังเกตเหรอว่า ท่านคอยสอนตลอดว่าต้องทำดี คิดดีด้วย ของดีที่ว่าถึงจะให้คุณ”
ดาวเรืองนิ่งฟังแล้วตรึกตรอง
จินตวัฒน์พูดต่อ “การกระทำทุกอย่างต้องดูที่เจตนา วิธีการของหลวงตาอาจจะไม่เหมือนพระครูจ้อย ไม่เหมือนคนอื่นๆ แต่จุดหมายปลายทางคือต้องการให้คนทำดี”
ดาวเรืองนึกถึงคำพูดของหลวงตาคง
“ใครที่บูชาไป ต้องระวังให้ดี สาลิกานี่ชอบคนสะอาด อ่อนโยน ถ้าพูดหยาบคาย ลามกจกเปรต ของจะหายจากตัว... นางกวักรุ่นนี้เป็นรุ่นสู้แล้วรวย ใครได้ไปบูชาจะไหว้เช้าไหว้เย็นอย่างเดียวไม่ได้ ต้องหมั่นพัฒนาฝีมือด้วย ถ้าขายของกินก็ต้องให้มันอร่อย สะอาด ถูกอนามัย ไม่ใช่ให้เขากินไป อ้วกไป ขี้แตกไป แบบนี้ต่อให้นางกวักกวักจนท้องแขนยาน ก็ไม่มีใครกลับมากินร้านเอ็งอีก...เข้าใจมั้ย”
เพี้ยนวิ่งเข้ามา
“พี่เรือง บ่ายโมงสิบแล้วนะ”
ดาวเรืองตกใจ “หอกหัก!!! อีก 5 นาที หลงตาก็จะอาบน้ำมันแล้วสิ”
“ขืนหลงตาเอาน้ำมันในปี๊บที่เปลี่ยนไปอาบ ได้กลายเป็นปลาไหลต้มเปรตแหงๆ” เพี้ยนว่า
“โว้ย! เอาไงดีวะ!!”
ดาวเรืองกับเพี้ยนเลิ่กลั่กลนลาน จินตวัฒน์จับตามองว่าดาวเรืองจะแก้ไขสถานการณ์ยังไง

กระทะใบบัวขนาดใหญ่หน้าปะรำพิธีมีน้ำมันอยู่เกือบครึ่ง หลวงตาคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นกลางปะรำ โดยพนมมือหลับตาดูน่าเลื่อมใส มีศิษยานุศิษย์ห้อมล้อมคอยทำพิธี ดาวเรืองกับเพี้ยนชะเง้อมองอย่างร้อนใจ ส่วนเวียงและพรรคพวกเฝ้ารอใจจดใจจ่อ
“ปีนี้ฉันว่าเอาสักสิบขวดดีกว่ามั้ย ปีกลายพี่เวียงเช่าไปแค่เจ็ด บ้านเราแย่งกันแทบตาย แบ่งยังไงก็ไม่พอ” บุญปลีกว่า
“อืม ข้าว่าจะเอาสักโหลไปเลย เอ็งจำป้าอ่อน แม่ยายพี่วงศ์ได้มั้ย แกเป็นอัมพาตซีกหนึ่ง เอาน้ำมันหลวงตาทาไปไม่กี่หน ตอนนี้หายปากเบี้ยวแล้ว” เวียงบอก
“ปีนี้น่าจะมีบัตรคิวนะจ๊ะ ไม่งั้นแย่งกันตายเลย จวนได้เวลาแล้ว” บุญปลีกว่า
ดาวเรืองกับเพี้ยนตัดสินใจวิ่งเข้าไปกลางวง
กำจรคว้าแขนดาวเรืองไว้ “เฮ้ย ไอ้เรือง อย่ามายุ่ง หลวงพ่อกำลังทำพิธี”
ดาวเรืองไม่ฟังเสียง เธอสะบัดแขนแล้วพุ่งเข้าไปหาหลวงตา โดยมีเพี้ยนตามติด
ศิษย์คนหนึ่งตะโกนบอก “เฮ้ย! ไอ้เรือง อย่าป่วนน่า”
หลวงตาคงสะดุ้งลืมตาผึง ดาวเรืองพุ่งไปนั่งตรงหน้าหลวงตาคง
ดาวเรืองทั้งขอร้องทั้งขยิบตา “หลงตา ขออนุญาตปรึกษาธรรมะสักข้อนะ”
ทั้งคู่จ้องหน้ากันครู่หนึ่งก่อนที่ดาวเรืองจะขยิบตาให้เพี้ยน เพี้ยนดึงมือหลวงตาคงให้เดินออกไปกับตัวเอง จินตวัฒน์ซึ่งเดินเข้ามาในปะรำพิธีมองตามดาวเรืองกับหลวงตาคงไป

ดาวเรืองเดินมา ตามด้วยเพี้ยนซึ่งดึงหลวงตาคงให้ตามมา
หลวงตาคงงงสุดๆ “อะไรของเอ็งวะไอ้เรือง”
“ปีนี้งดอาบเหอะหลงตา เอาแค่หุงน้ำมันเฉยๆ ก็พอ” ดาวเรืองบอก
“ธุระอะไรของเอ็งอีกล่ะ” หลวงตาคงถาม
ดาวเรืองออดอ้อน “อย่าอาบเลยนะ เชื่อหัวไอ้เรืองเหอะ!”
“อุวะ ข้าเคยอาบของข้ามาทุกปี แล้วทำไมปีนี้จะอาบไม่ได้”
เพี้ยนอึกอัก “ก็...”
หลวงตาคงเอะใจ “พวกเอ็งไปทำอะไรไว้”
“ก็...ฉันเห็นน้ำมันหลงตาเก่าเก็บ ก็เลยเปลี่ยนเอาปี๊บใหม่จากร้านเจ๊กฮวดมาให้” ดาวเรืองบอก
หลวงตาคงเหวอ
ดาวเรืองร้อนใจ “ฉันถึงไม่อยากให้หลงตาอาบไง เอาเหอะ เสร็จงานแล้ว ฉันจะให้หลงตาเขกกะโหลก หรือจะถีบไอ้เพี้ยนแถมก็ยังได้”
เพี้ยนเหวอ “อ้าว!! พี่...”
หลวงตาคงทำใจ 2-3 วินาทีแล้วปรับสีหน้าให้สงบลง
“เออ ขอบใจ ไม่เป็นไรหรอกว่ะ”
“เอางี้ เดี๋ยวฉันออกไปประกาศเอง ว่าฉันข้ามสายสิญจน์ทำพิธี หลงตาเลยอาบน้ำมันไม่ได้” ดาวเรืองบอก
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร”
ดาวเรืองตกใจ “ห๊า! หลงตาจะอาบจริงๆ เรอะ!!”
“ข้าเคยอาบของข้ามาทุกปี ถ้าปีนี้ไม่อาบ เอ็งคิดว่าคนเขาจะเรียกข้าว่าหลวงตาหลวงพ่ออีกงั้นเรอะ”
เพี้ยนทำหน้าคล้ายจะร้องไห้ “แต่...ขืนอาบ...ได้เป็นปลาไหลต้มเปรต”
หลวงตาคงถอนใจแล้วยิ้มนิดๆ “เปรตมีหลายอย่าง เปรตมนุษย์ก็มี ตายไปแล้วเป็นเปรตก็มี เปรตมนุษย์ก็คือคนที่ฉกฉวยของของคนอื่น แย่งชิงของเขา ข้าเองถึงไม่ได้ฉกฉวยของใคร แย่งชิงใคร แต่ก็ผิดศีลหลายข้อ ใครจะรู้ ตายแล้วข้าอาจจะเป็นเปรตก็ได้”
ดาวเรืองคอตกและน้ำตาซึม “หลงตาไม่เป็นไรหรอก ฉันสิเป็น...”
“ถ้าข้าจะเหมือนปลาไหลต้มเปรต ข้าก็ไม่โทษใคร ต้องโทษตัวเองที่เลือกทางเดินนี้ กรรมสนองกรรม ข้าก็ต้องให้มันเป็นไป”
หลวงตาคงเดินออกไป ดาวเรืองอ้าปากร้องห้ามแต่ก็ไม่ทัน
“ไอ้เพี้ยน ทำไงดีวะ”

หลวงตาคงเดินกลับมานั่งขัดสมาธิบนแท่นกลางปะรำอีกครั้ง น้ำมันในกระทะเริ่มเดือด ผู้คนพนมมือเฝ้าชมอย่างใจจดใจจ่อ ดาวเรืองกับเพี้ยนขยับเข้าใกล้พิธีอย่างหวาดวิตก จินตวัฒน์ขยับมาสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ
“ในกระทะ นอกจากน้ำมัน แล้วมีอะไรบ้างวะไอ้เพี้ยน” ดาวเรืองถาม
“น้ำมันมะพร้าว น้ำมันงา น้ำส้ม การบูร ไพล ขมิ้น ดีปลี ว่าน ใบตำลึง ฉันไปสืบมาหมดแล้ว”
“งั้นเอ็งคอยเข้าไปบอกลูกศิษย์หลงตานะ ว่าอย่าเพิ่งใส่ส่วนผสมลงไป รอจนหลงตาทาปูนที่ตัวแล้วค่อยใส่” ดาวเรืองสั่ง
“คงไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่หรอกพี่เรือง พวกสมุนไพรน่ะเขาใส่แต่น้ำคั้น”
“งั้นเอ็งก็กำชับเขา ว่าปีนี้ให้ใส่กากลงไปด้วย กากมันลอยหน้าจะได้ปะทะปะทังความร้อนไว้ได้ แถมหลงตาแกทาปูนตามตัวไว้แล้ว คงไม่ร้อนเท่าไหร่หรอก”
จินตวัฒน์เฝ้ามองการแก้ปัญหาของดาวเรืองอย่างชื่นชม

หลวงตาคงลืมตาแล้วคลายสมาธิ ดาวเรืองพยักหน้าให้สัญญาณกับเพี้ยน เพี้ยนวิ่งเข้าไปที่กระทะน้ำมันแล้วคว้าอ่างใส่สมุนไพรเตรียมเทลงไปในกระทะ
ศิษย์คนหนึ่งร้องบอก “เฮ้ย! อย่าใส่กากลงไป”
“ปีนี้หลงตาให้ใส่ ท่านจะทำมหาน้ำมนต์พุทธจักรใหญ่ ตะกี๊ไม่เห็นเรอะ ที่พี่เรืองเข้าไปนิมนต์หลงตาออกมาน่ะ หลงตาท่านเลยบอกว่าจะทำให้” เพี้ยนบอก
บรรดาศิษยานุศิษย์พากันงงและมองหน้ากันไปมา แล้วทั้งหมดก็มองไปทางหลวงตา
“ที่ฉันพูดมาทั้งหมด จริงมั้ยจ๊ะหลงตา” เพี้ยนถาม
หลวงตาคงควักปูนแดงจากกระปุกออกมาเริ่มทาตัวแล้วพยักหน้านิดๆ เพราะเข้าใจเจตนาของเพี้ยน พวกลูกศิษย์เลยพากันเทกากสมุนไพรลงกระทะน้ำมันเป็นการใหญ่
“เอ้า ราไฟหน่อย เปลี่ยนฟืนใหม่ลงไป หลงตาบอกให้ใช้ฟืนให้ครบ 32 ดุ้น เท่ากับอวัยวะ 32”
เพี้ยนโฉบเข้าไปหาหลวงตาคงแล้วทำเป็นช่วยทาปูนให้ตามตัว
เพี้ยนกระซิบ “ช้อนหน้าๆ ข้างกระทะนะหลงตา บนใบไม้ เปลือกไม้พวกนั้นน่ะ ไม่ค่อยร้อนหรอก”
หลวงตาคงลุกขึ้นมาที่หน้ากระทะ เขาเอามือช้อนน้ำมันจากกระทะมาแปะหลังไหล่ โดยไม่มีท่าทางสะทกสะท้าน ท่ามกลางความตื่นเต้นและเสียงฮือฮาของชาวบ้านที่รอชมอภินิหารของหลวงตา
“สาธุ ได้มาเห็นกับตา ฉันขอเช่าสัก 2 ขวดนะ จดชื่อฉันไว้ด้วย เชื่อมจ้ะเชื่อม”
“ฉันบังอร ปีนี้ฉันขอเพิ่มเป็น 5 นะ”
เวียงรีบแย่ง “บ้านฉันคนเยอะ ขอโหลนึงเลยนะหลวงพี่!!”
“อ้าว!! ไม่ต้องแย่งๆ ได้กันทุกคน” กำจรบอก
เสียงตะโกนสั่งน้ำมันศักดิ์สิทธิ์จากตรงนั้นตรงนี้ดังเซ็งแซ่แข่งกันระงม

ดาวเรืองเฝ้ามองพิธีกรรมที่ดำเนินไปอย่างราบรื่น ผู้คนต่างรุมซื้อน้ำมันจากหลวงตาคงอุ่นหนาฝาคั่ง ลูกศิษย์ลูกหารับเงินทอนเงินมือเป็นระวิง จินตวัฒน์ขยับเข้ามาใกล้ดาวเรือง
“สำเร็จแล้วสิ”
“ก็บอกแล้วไง เชื่อหัวไอ้เรืองเห๊อะ!!” ดาวเรืองคุยโว
จินตวัฒน์พูดลอยๆ “เสกน้ำมันยังไม่แปลก เสกเหล้าให้เป็นน้ำปลา...แปลกกว่า”
ดาวเรืองตอบอย่างไม่กลัว “เสกน้ำปลาเป็นไม้ฟาดหัวคนสลบ...แปลกที่สุด”
จินตวัฒน์ไม่ยอม “ผิด ถูกจูบกลางงานวัดต่างหาก...แปลกที่สุด”
พูดจบจินตวัฒน์ก็ยิ้มกวนๆ ใส่ดาวเรืองก่อนจะเดินออกไป ดาวเรืองมองตามแล้วทำปากด่าขมุบขมิบ

กำพลเดินตรวจไม้ที่ตัดเรียบร้อยแล้ว ชาติวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงาน
“ของมาแล้วครับนาย”
“อืม ห่อดีๆ...ให้เนียนล่ะ”
“ครับ”
“จัดการให้เสร็จคืนนี้ พรุ่งนี้คอยฟังสัญญาณจากฉันอีกที”
“ครับ”
กำพลตรวจงานต่อ ชาติวิ่งแยกออกไปอีกทาง

สุดาวดีสะพายกระเป๋าเดินออกมาจากสตูดิโอเพราะเพิ่งเสร็จงานในขณะที่พูดโทรศัพท์ไปด้วย
“โรสกำลังคุยกับทนายอยู่ค่ะจิ๋น โอ๊ย สบายมากค่ะ ดีแล้วที่เกิดเรื่องแบบนี้ โรสเองก็เบื่อพี่น้ำหวานจะแย่ หัก 30% แต่ทำงานไม่ถึง 10% แล้วจิ๋นยุ่งอะไรนักหนา โรสโทรไปก็ไม่รับสาย”

จินตวัฒน์อยู่ในชุดพร้อมจะนอน
“ผมเป็นตัวแทนฝ่ายราชการเข้าไปช่วยจัดงานวัดร่วมกับกิจกรรมพัฒนาชุมชนน่ะโรส ผมก็พยายามโทรกลับโรสนะ แต่ก็ติดต่อไม่ได้สักที”

สุดาวดีเดินไปพูดโทรศัพท์ไป มือก็ล้วงกระเป๋าหยิบรีโมทรถออกมา
“ช่วงนี้โรสโดนนักข่าวตามแจเลยค่ะ...ก็เรื่องพี่น้ำหวานนั่นล่ะ”
สุดาวดีเงยหน้าขึ้นมาแล้วก็ผงะเพราะไม่รู้ว่านักข่าวโผล่มาจากไหน นักข่าวถือไมโครโฟนรุมล้อมสุดาวดีแล้วยิงคำถาม สุดาวดีเซ็งแต่ปั้นหน้ายิ้มสู้
“ได้ข่าวว่าน้องโรสปรึกษาทนายแล้วใช่มั้ยคะ”
“จริงรึเปล่าคะที่พี่น้ำหวานให้ข่าวว่า น้องโรสฉีกสัญญาเพราะต้องการไปอยู่กับพี่ไอย์”
“ไอย์ไหนคะ” สุดาวดีถาม
“แหม...น้องโรสก็ ก็พี่ไอย์ ศุภเชไงคะ”
สุดาวดีตัดสายโทรศัพท์จินตวัฒน์แล้วทำหน้าเหนื่อย

จินตวัฒน์พูดใส่โทรศัพท์
“โรส...โรส!!”
จินตวัฒน์มองหน้าจอโทรศัพท์ก็เห็นโรสวางสายไปแล้ว เขาจะเดินกลับเข้าห้อง จ่าแม่นสวมชุดครึ่งท่อนโผล่มาที่หัวบันไดด้วยท่าทางขึงขัง
“คุณปลัดครับ!”
จินตวัฒน์หันกลับมา “จ่าแม่น... มีอะไรรึเปล่าครับ มาซะมืดเชียว”
จ่าแม่นพูดจริงจัง “สายทางหมู่จ้อยรายงานว่า ไอ้เรืองจะส่งยาเสพติดล็อตใหญ่ หลังจากชกมวยพรุ่งนี้ครับ”
จินตวัฒน์ไม่อยากจะเชื่อ “อะไรนะ!!”
จ่าแม่นพูดจริงจังมาก “ทางตำรวจจะแฝงกำลังอยู่ในพวกที่มาเชียร์มวย แล้วตามสกัดจับไม่ให้มันรู้ตัว”
จินตวัฒน์ทั้งมึนทั้งอึ้ง “เอ่อ...แล้ว...จะให้ผมช่วยอะไรมั้ยครับ”
จ่าแม่นพูดจริงจัง “ในฐานะที่คุณปลัดเป็นผู้ประสานงานที่ต้องดูแลความเรียบร้อยทั้งหมด ผมอยากขอให้คุณปลัดช่วยจับตาไอ้เรืองให้อีกแรง เจอกันพรุ่งนี้นะครับ”
จ่าแม่นตบเท้าแล้วหันหลังแล้วเดินสวนสนามหายไปในความมืด จินตวัฒน์ครุ่นคิดด้วยความเคร่งเครียด

อ่านต่อหน้าที่ 2


ดาวเรือง ตอนที่ 6 (ต่อ)

เทิ้มยืนคุยกับดาวเรืองด้วยท่าทางเคร่งเครียดอยู่ในมุมสลัว
“พรุ่งนี้พวกไอ้เสี่ยกำพลมันจะส่งยากันช่วงบ่าย ข้าว่าน่าจะเป็นช่วงที่เอ็งชกมวยนั่นแหละ มันคงคิดว่าตอนนั้นทางสะดวก เพราะคนคงไปอยู่ที่วัดกันหมด”
“กำนัน ฉันขอร้องอย่างนะ อย่าเพิ่งวู่วามทำอะไร รอให้ฉันชกมวยเสร็จแล้วฉันจะรีบไปช่วย” ดาวเรืองบอก
“ข้าไม่ได้อยากให้เอ็งมาช่วยนะไอ้เรือง เอ็งยังเด็ก งานนี้มันอันตรายเกินไป ที่ข้ามา ก็แค่อยากจะให้เอ็งรู้ว่า...”
เทิ้มกลืนน้ำลายอย่างลำบากใจที่จะพูด ดาวเรืองรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ
“ถ้าข้าเป็นอะไรไป ก็เพราะไอ้เสี่ยกำพลคนเดียว”
ดาวเรืองหน้าซีด เทิ้มยิ้มบางๆ แล้วตบไหล่ดาวเรืองเบาๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ดาวเรืองมองตามหลังของเทิ้มแล้วก็ถอนใจเฮือกอย่างใจคอไม่ดี

ดาวเรืองเดินครุ่นคิดเรื่องเทิ้มมาถึงหน้าบ้าน สักครู่ก็ต้องชะงักเมื่อจินตวัฒน์ก้าวมายืนตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและจริงจัง
“กาวก็แกะไปแล้ว ยังจะมาตามติดเป็นฝาแฝดอิน-จันอยู่ได้ ไม่คิดจะหลับจะนอนบ้างรึไงหา..คุณปลัด” ดาวเรืองว่า
จินตวัฒน์พูดหน้านิ่ง “ฉันนอนไม่หลับ”
“แล้วไง ถ่อมานี่คิดว่าฉันช่วยได้รึไง”
“เธอช่วยได้” จินตวัฒน์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว “เลิกเกี่ยวข้องกับยาเสพติด..ดาวเรือง”
ดาวเรืองอึ้งที่จินตวัฒน์ก็รู้เรื่องนี้เหมือนกัน
“เธอเป็นเด็กฉลาด เธอรู้จักโทษของมัน เธอรู้ดีว่ามันเป็นภัยมืดที่ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมามากแค่ไหน”
ดาวเรืองถามกวนๆ “แล้วไง”
จินตวัฒน์สะอึกเพราะคำว่า “แล้วไง” มันคือการยอมรับกลายๆว่าดาวเรืองยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดจริงๆ
“เอาเป็นว่าฉันขอร้องให้เธอเลิกยุ่งเกี่ยวกับมัน ฉันเตือนเธอได้เท่านี้ เพราะอย่างที่ฉันบอก เธอเป็นเด็กฉลาด..ขาดแต่สามัญสำนึกเท่านั้นล่ะ ที่เธอต้องถามตัวเองว่าเธอยังมีอยู่รึเปล่า”
จินตวัฒน์พูดจบก็ประสานสายตากับดาวเรืองสักครู่ก่อนจะเดินออกมา ทิ้งให้ดาวเรืองยืนหน้าชาด้วยความอึดอัดอยู่ตรงนั้น

ร้านรวงต่างๆ มากมายอยู่ในบริเวณลานวัด บรรยากาศงานวัดมีทั้งชิงช้าสวรรค์ ซุ้มยิงปืน สาวน้อยตกน้ำ ฯลฯ และร้านขายสินค้า ที่ร้านผัดไทยของเวียง บรรดาเมียของผันวุ่นวายกับการขายผัดไทย

ไสวกับเสมอใจเรียกลูกค้าเข้าร้าน เสมอใจขอดูนาฬิกาข้อมือของลูกค้าคนหนึ่ง
“ว้าย! อีก 20 นาทีไอ้วรรณจะขึ้นชกแล้ว”
ลูกค้าอีกคนที่เพิ่งจะนั่งลงที่เก้าอี้นวดรีบเด้งตัวขึ้นมา “งั้นเดี๋ยวมานวดนะ ไปซื้อบัตรดูมวยก่อน”
ลูกค้าพากันวิ่งออกจากร้านไปหมด เสมอใจก็รีบเช็ดไม้เช็ดมือ

เวียง บุญปลีก บุญปลอด และเมียคนอื่นๆ ของผันช่วยกันเก็บจานก๋วยเตี๋ยวที่ลูกค้าบางคนอิ่มแล้ว บางคนยังไม่อิ่ม บางคนเพิ่งจะกินได้คำแรกด้วยซ้ำ
“ปิดร้านชั่วคราวเว้ย ข้าจะไปเชียร์ไอ้หนูวรรณ” เวียงตะโกนบอก
“เอาไว้มากินหลังมวยชกเสร็จนะ ไม่ทันครบ 3 ยกหรอก เดี๋ยวหนูวรรณก็ชนะ” บุญปลีกบอก
บุญปลีกกับบุญปลอดหยิบอุปกรณ์เชียร์กีฬา ทั้งพู่เชือกฟาง ทั้งป้ายไฟออกมาแจกจ่ายลูกค้า
“ไปช่วยเชียร์หนูวรรณกันด้วยนะจ๊ะ” บุญปลอดบอก
ทุกคนเก็บร้านกันพรึ่บพรั่บ ทั้งหมดต่างวิ่งกรูไปทางเดียวกันโดยไม่ต้องนัดหมาย

ผู้คนมากมายมาห้อมล้อมเวทีมวยกลางแจ้ง กำจรยืนอยู่กลางเวทีมวยโดยถือไมโครโฟนในฐานะพิธีกรบนเวทีมวย
“กราบสวัสดีพ่อแม่พี่น้องชาวดอนล้อมแรด และหมู่บ้านใกล้เคียงทุกท่าน ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่การแข่งขันชกมวย ที่จะกลายเป็นตำนานระดับโลก ณ ดอนล้อมแรดแห่งนี้ ก่อนอื่นกระผมในฐานะผู้ดำเนินรายการ ใคร่ขอแนะนำประธานจัดงาน...ขอเสียงปรบมือต้อนรับเสี่ยกำพล ชอบอุปถัมภ์”
กำพลยืนขึ้นไหว้ทุกคน ผู้คนปรบมือกันเกรียว
“รองประธานจัดงาน...นายอำเภอไพศาลและภริยา รวมทั้งท่านผู้กำกับสันติสุข”
ไพศาลและภริยารวมทั้งสันติสุขยืนขึ้นมายกมือไหว้
“และที่จะลืมไม่ได้เลยก็คือ ปลัดจินตวัฒน์ วิโสภา ผู้ประสานงานที่ทำให้งานวัดของเราดำเนินมาอย่างราบรื่นจนวันสุดท้าย”
จินตวัฒน์ลุกขึ้นยืนแล้วยกมือไหว้
“สำหรับกรรมการห้ามมวยบนเวที ได้แก่ จ่าแม่น เก่งหมุด ผู้ที่สมัยเรียนมัธยม เคยเป็นตัวแทนโรงเรียนวัดดอนล้อมแรด ไปแข่งชกมวยระดับจังหวัดมาแล้ว”
จ่าแม่นสวมเสื้อกับกางเกงวอร์มแบบจัดเต็มลอดเชือกเข้าไปยืนอยู่กลางเวทีแล้วทั้งฟุตเวิร์กทั้งออกหมัดเหมือนจะขึ้นชกเอง
“และอันดับต่อไป เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมขอเชิญนักมวยทั้งสองฝ่ายขึ้นเวที...นักมวยมุมแดง...ส. สุวรรณน้อย ศิษย์พ่อผัน”
เสียงเพลงเปิดตัวยิ่งใหญ่เหมือนไมค์ ไทสันจะขึ้นชก สุวรรณสวมเสื้อคลุมสุดอลังการเดินออกมา โดยชกลมไปด้วย สุวรรณทำท่าทางเอาจริงเอาจังจนน่าเกรงขาม ผัน กรอด และแหลมเดินตามหลังสุวรรณออกมาด้วยท่าทางภูมิใจสุดๆ
เวียง บุญปลีก บุญปลอด และเมีย 7-8-9 ของผันทั้งกรี๊ดทั้งสะบัดพู่ส่งเสียงเชียร์ลั่น สุวรรณก้าวขึ้นเวที
“ตามมาด้วยนักมวยมุมน้ำเงิน...เรืองพิฆาต ลูกแม่บาน”
ดาวเรืองอยู่ในชุดเสื้อยืด กางเกงวอร์ม รองเท้าผ้าใบ เดินชกลมออกมา ตามมาด้วย บานชื่น หลวงตาคง และเพี้ยน

“โค้ชผู้ฝึกสอนของเรืองพิฆาต ลูกแม่บาน คือ หลวงตาคง...”
เกิดเสียงฮือฮาเกรียวกราวจากด้านล่าง ดาวเรืองก้าวขึ้นเวที หลวงตาคงกับเพี้ยนเดินไปที่มุมของดาวเรือง เพี้ยนช่วยนวด ส่วนหลวงตาคงสอนมวยให้
กำจรพูดต่อ “ส่วน ส.สุวรรณน้อย มุมแดง... ไม่มีใครสั่งสอน...”
ผันถลึงตาใส่กำจร “เฮ้ย!”
“เอ้ย! โค้ชผู้ฝึกสอนคือ ผู้ใหญ่ผัน บิดาบังเกิดเกล้านั่นเอง”
ผันเดินตามเข้ามาสอนสุวรรณที่มุม แหลมกับกรอดเดินเข้ามานวดให้ลูกพี่
“เพื่อความยุติธรรม วันนี้เรืองพิฆาตจะชกแบบมวยไทย สามารถออกอาวุธได้ทั้งมือ ขา ศอก เข่า ส่วน ส. สุวรรณน้อยจะชกตามกติกามวยสากล ออกได้เฉพาะหมัด ชกกัน 3 ยก ผู้ชนะไม่ได้อะไร นอกจากนำความภาคภูมิใจมาสู่วงศ์ตระกูลและชุมชม รายได้ค่าบัตรเข้าชมจะถวายวัดทำบุญทุกบาททุกสตางค์ และตอนนี้ก็ได้เวลาอันสมควรแล้ว ขอเชิญทุกท่านชมการชกมวยคู่ประวัติศาสตร์ระหว่างชายกับหญิง ได้ ณ บัดนี้”
ดาวเรืองกับสุวรรณเดินไปหาจ่าแม่นที่กลางเวที จ่าแม่นอธิบายกติกาแก่ทั้งสองคน แล้วเสียงระฆังยกที่ 1 ก็ดังขึ้น

ภาพในความคิดของสุวรรณผุดขึ้น สุวรรณเดินเข้าใส่ดาวเรือง ดาวเรืองถอยดูท่าที กำจรถือไมค์คอยพากย์อยู่ข้างเวที
“ยกที่ 1 ส. สุวรรณน้อย ซึ่งจะขอเรียกสั้นๆ ว่าไอ้วรรณไม่รอช้า ย่างสามขุมเข้าหาเรืองพิฆาต ซึ่งจะเรียกสั้นๆ ว่าไอ้เรือง ไอ้วรรณก้าวเข้าไป วรรณจูบเฉียดซ้าย วรรณจูบเฉียดขวา วรรณจูบเฉียดหน้าผาก...วรรณยังตามไม่เลิกรา...วรรณไล่บี้ โอ๊ย ท่านผู้ชม ไอ้วรรณ..ไอ้วรรณ...ไอ้วรรณกำลังจะประกบจูบไอ้เรืองแล้วครับ”
สุวรรณทำปากจู๋หมายจะจูบดาวเรืองเต็มที่ ดาวเรืองเบิกตาโตอย่างขวัญผวา

ดาวเรืองกับจ่าแม่นยืนเท้าสะเอวมองสุวรรณที่หลับตาพริ้มพร้อมทั้งโน้มตัวทำปากจู๋นิ่งอยู่อย่างนั้น เสียงระฆังเคาะเตือนหลายครั้ง คนดูรอบเวทีงงกับท่าทางของสุวรรณ บรรยากาศทั่วไปเงียบกริบ
จ่าแม่นตวาด “ไอ้วรรณ! เมื่อไหร่เอ็งจะเริ่มชกซะทีห๊า!!”
สุวรรณลืมตามาพบกับความจริงก็เห็นทุกคนมองมาที่ตนเองเป็นตาเดียว เขายิ้มแหะๆ
จ่าแม่นถาม “ทั้งสองฝ่ายพร้อมนะเว้ย!”
เสียงระฆังดังอีกครั้ง จ่าแม่นให้สัญญาณเริ่มชก สุวรรณเดินเข้าหาดาวเรืองโดยตั้งใจจะเข้าคลุกวงในเต็มที่ ดาวเรืองฟุตเวิร์กหลบเป็นพัลวัน สุวรรณยังเดินเข้าหาภายใต้บรรยากาศตื่นเต้น
สุวรรณโผเข้าหาดาวเรืองหวังจะกอด ทำให้ปลายหมัดของสุวรรณเฉี่ยวหน้าดาวเรืองแต่ก็ห่างอยู่หลายเซ็นติเมตร ดาวเรืองแกล้งผงะหงายหลังมาชนเชือกแล้วกระดอนลงมาซบพื้นอย่างโอเว่อร์
จินตวัฒน์อึ้งและเริ่มนั่งไม่ติด สุวรรณตกใจ เขามองหมัดตัวเอง บานชื่นที่ยืนอยู่ข้างเวทีก็ตกใจไม่แพ้กัน
“ไอ้เรือง ไหวมั้ยลูก!” บานชื่นถาม
ดาวเรืองผุดลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลแต่แอบหันมาขยิบตาเจ้าเล่ห์ใส่บานชื่นเป็นทำนองว่าสบายมาก บานชื่นยิ้มแล้วรีบล้วงโพยออกมาก่อนจะเดินเข้าไปในหมู่คนดูแล้วรับแทงพนันต่อ จ่าแม่นให้สัญญาณชกอีกครั้ง สุวรรณเดินเข้าหาดาวเรืองอย่างระวังมากขึ้น ดาวเรืองแกล้งออกหมัดท้าทายสุวรรณบ้าง สุวรรณตรงเข้าหาดาวเรืองโดยทิ่มหน้าเข้ามากะซุกไซ้เต็มที่พร้อมกับยื่นแขนไปคว้าตัวดาวเรืองกะกอดให้หนำใจ แต่แค่มือพุ่งออกไปเท่านั้น ดาวเรืองก็แกล้งห่อตัวเหมือนโดนหมัดทะลวงไส้จนจุกก่อนจะล้มกระเด็นเป็นครั้งที่ 2 สุวรรณงงเป็นไก่ตาแตกเพราะว่ายังไม่ได้โดนตัวดาวเรืองด้วยซ้ำ
“โอ๊ย...ตายๆๆๆๆ ไอ้เรืองล้มเป็นครั้งที่สองแล้ว” กำจรบอก
ดาวเรืองกองอยู่ที่พื้น เธอค่อยๆ ปล่อยน้ำแดงที่แอบอมไว้ออกมาที่มุมปากให้หยดลงพื้นเวที จ่าแม่นที่เข้ามาจะนับยังตกใจ สุวรรณแทบช็อก จินตวัฒน์ตกใจ คนดูรอบเวทีฮือฮา
กำจรเอาใจช่วยดาวเรือง “กรรมการจะนับ... ไอ้เรืองจะชกต่อไหวมั้ย เอ๊ะ...ใกล้จะหมดยกรึยังเนี่ย ทำไมยก 1 นานจริง”
เสียงระฆังดังขึ้น ดาวเรืองลุกขึ้นแล้วเซตุปัดตุเป๋เข้ามุมไป บานชื่นแอบยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้ลูกสาว แล้วแกล้งทำท่าเจ็บปวดใจเหมือนทนดูสภาพลูกไม่ได้ เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาทำเป็นซับน้ำตา คนดูมารุมล้อมบานชื่นโดยต่างลงเงินแทงเพิ่มกันยกใหญ่

กำพลรับโทรศัพท์แล้วลุกขึ้นเดินออกไป สันติสุขมองตาม คนที่เหลือได้แต่สนใจบนเวทีจึงไม่ได้สังเกตกำพล กำพลเดินผ่านเวทีมุมน้ำเงินไป ดาวเรืองนั่งพักอยู่ที่มุม หลวงตาส่งผ้าขนหนูให้ดาวเรือง ดาวเรืองรับไปเช็ดหน้าและซับน้ำแดงที่มุมปาก
“เลือดตกยางออกขนาดนี้ อย่าชกต่อให้เจ็บตัวเลยวะ” หลวงตาคงบอก
“ฉันยังไหวหลงตา ไอ้เรืองซะอย่าง”
หลวงตาคงสงสัย “ตกลงเมื่อกี้เอ็งโดนหมัดมันจริงๆ หรือข้าตาฝาด”
ดาวเรืองกระซิบ “ไม่โดน”
“แล้วเอ็งล้มทำไม”
“ล้มเอาตังค์”
“ไอ้เวร เอ็งทำข้าผิดศีลไปด้วย”
“เอาน่าหลงตา เมื่อวานฉันช่วยหลงตา วันนี้หลงตาช่วยฉัน เจ๊ากันน่า” ดาวเรืองมองหา “แล้วนี่ไอ้เพี้ยนไปไหน”

เพี้ยนยืนหันหลังฉี่จนเสร็จเรียบร้อยอยู่ที่มุมลับตาคน เขาจะเดินกลับแต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นกำพลเดินโทรศัพท์เข้ามา กำพลยืนพูดโทรศัพท์
“ถ้าทางสะดวก ก็เลื่อนเวลาส่งของให้เร็วขึ้น อีก 20 นาทีพวกเอ็งออกมาได้เลย”
กำพลตัดสายโทรศัพท์ทิ้งแล้วกดโทรออกอีกเบอร์
“สวัสดีครับท่าน ของเรียบร้อยแล้วนะครับ..ครับ..ได้ครับ..ไม่มีปัญหาครับท่าน”
เพี้ยนหูผึ่งหน้าตาเลิ่กลั่กรีบวิ่งกลับไปทางเวทีมวยทันที

แหลมกับกรอดช่วยกันให้น้ำสุวรรณ ทั้งสองเอาน้ำมันมวยนวดสุวรรณอย่างประคบประหงมสุดๆ ผันยืนชื่นชมลูกชายอยู่ข้างเวที
“ไอ้วรรณ หมัดเอ็งแน่มากลูก พ่อไม่คิดมาก่อนเลยว่า ในที่สุดเอ็งก็หาเจอแล้วว่า เอ็งเกิดมาเพื่อชกกับผู้หญิง”
สุวรรณภูมิใจสุดๆ “เชื่อดิพ่อ แค่ยก 2 หนูก็รวบหัวรวบหางมันได้แล้ว พ่อมีเท่าไหร่ เทไปให้หมดเลย หนูได้เมีย พ่อได้ตังค์ แม่ได้ล้างอาย สมหวังกันทั้งตระกูล”
“ดีมากไอ้วรรณ อภิชาตบุตรของพ่อ คราวนี้เอ็งจะเอาม้าดีดกะโหลกอย่างไอ้เรืองมาเป็นเมีย พ่อก็ไม่ห้าม”
“สุดยอดไปเลยพี่” แหลมชม
“ตอนพี่จูบมัน ฉันจะถ่ายรูปไว้เยอะๆ เลย” กรอดบอก
“เออ...ฉลาดขึ้นแล้วนี่ไอ้กรอด... เสร็จงานวัด พ่อบอกแม่ให้เตรียมขันหมากไปสู่ขอไอ้เรืองให้หนูได้เลย ได้กอดจูบมันกลางงานวัดแบบนี้ ถ้ามันไม่ยอมเป็นเมียหนูก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว”
เวียงนำทีมแม่ๆ ตะโกนเชียร์สุวรรณสุดเสียงอยู่ด้านล่างเวที
“หนูวรรณสู้ๆ หนูวรรณสู้ตาย หนูวรรณไว้ลาย สู้ตายหนูวรรณ!!”

หลวงตาคงยื่นขวดน้ำดื่มให้ดาวเรือง ดาวเรืองรับไปดื่ม เพี้ยนวิ่งหน้าตั้งกลับเข้ามาที่มุม
“ไปไหนมาวะไอ้เพี้ยน” ดาวเรืองถาม
“ไป ย เอียว เยียว ไม้เอก มาน่ะสิ...นี่...เกิดเรื่องใหญ่แล้วนะพี่เรือง” เพี้ยนบอก
“อะไรวะ”
เพี้ยนพูดเบามาก “ฉันได้ยิน ส เอีย เสีย ไม้เอก เสี่ย มันคุยโทรศัพท์ ว่าให้ส่งของภายใน 20 นาทีนี้แล้ว”
ดาวเรืองตกใจ “ห๊า!!”
หลวงตาคงงง “พูดอะไรกันวะ ข้าไม่เห็นเข้าใจ”
“หลงตาอย่าเพิ่งเข้าใจเลย ไอ้เพี้ยน เปลี่ยนแผนเว้ย ข้าต้องน็อกไอ้วรรณภายในยก 2 ให้ได้ ผ้าชุบน้ำมันหม่องอยู่ไหน”
“ไอ้เรือง เอ็งไหวแน่เหรอวะ ถึงขนาดต้องใช้ยาดม ยาหม่องแบบนี้ เลิกชกเหอะว่ะ” หลวงตาคงบอก
เพี้ยนหยิบผ้าขนหนูที่ชุบน้ำมันหม่องจนชุ่มออกจากถุง ดาวเรืองยื่นนวมให้เพี้ยน เพี้ยนทำเป็นตรวจเช็คนวม ทำเป็นดูเชือกที่มัดเหมือนกับพี่เลี้ยงทั่วไปแต่กลับเอาผ้าผืนนั้นเช็ดนวมทั้งสองข้างให้ดาวเรืองจนทั่ว ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของหลวงตาคงที่ในที่สุดก็เข้าใจว่าดาวเรืองเจ้าเล่ห์ขนาดไหน
“ไอ้เรือง มันไม่ถูกนะเว้ย เอ็งไม่ควร”
“เหอะน่า... หลงตาก็หลับๆ ตาไปสิ ไม่รู้ไม่เห็นก็ไม่บาป” ดาวเรืองบอก

เสียงระฆังยกที่ 2 ดังขึ้น ดาวเรืองกับสุวรรณเดินเข้าหากันที่กลางเวที กำพลเดินกลับมานั่งแล้วยิ้มให้ทุกคนด้วยท่าทางไร้พิรุธ สันติสุขยิ้มให้กำพลแต่ในใจพอจะเดาออกว่ากำพลไปทำอะไรมา ชาวบ้านเข้ามารุมล้อมบานชื่นเยอะขึ้น
“โอเลี้ยง 5 แม่บาน”
“ของฉันโอเลี้ยง 7”
บานชื่นทำหน้าทุกข์ระทมขมขื่นเหมือนฝืนใจที่ต้องรับแทง เธอจดโพยไปส่ายหน้าไป ดาวเรืองดูจริงจังขึ้นเพราะกำลังหาจังหวะออกหมัดใส่สุวรรณ
“เที่ยวนี้หลังจากนักมวยมุมน้ำเงินโดนชกล้มกลิ้งไปกลิ้งมาถึง 2 ครั้งในยกแรก พอยก 2 ก็เริ่มมีกำลังวังชา คอยหาจังหวะออกอาวุธ...” กำจรพากย์
ดาวเรืองจดๆ จ้องๆ สุวรรณ สุวรรณยิ้มหวานเดินเข้าหา ดาวเรืองออกหมัดซึ่งก็โดนถากๆ พลาดไปโดนตัวบ้าง โดนไหล่บ้าง
“ถึงจะเดินหน้าใส่ตลอดเวลา แต่ท่าทางไอ้เรืองของเราจะหมัดบอดนะครับ เพราะส่งไปกี่หมัดก็ไม่ระคายผิวหยาบยิ่งกว่าควายของไอ้วรรณแม้แต่น้อย”
สุวรรณไม่กล้าชกดาวเรืองจึงได้แต่หลบไปหลบมา เขาหาโอกาสคว้าตัวเธอมากอดแต่ดาวเรืองก็หลบฉากเอาตัวรอด และเมื่อได้โอกาสดาวเรืองก็เตะสุวรรณ ทั้งเตะทั้งถีบไม่ยั้งจนสุวรรณล้มลงไปกองกับพื้น พอสุวรรณยืนขึ้นได้ ดาวเรืองก็โถมหมัดเข้าใส่หน้าแต่ก็ยังหาจังหวะโดนจังๆ ไม่ได้
“เอาล่ะสิ สถานการณ์พลิกมาที่ไอ้เรือง ตอนนี้คึกไม่หยุด หลังจากเจาะยางไอ้วรรณได้ ก็ไล่ถลุงหมัดเข้าใส่หน้าไอ้วรรณ แต่ก็เฉียดไป”
ดาวเรืองจ้องไปที่หน้าสุวรรณแล้วต่อยเข้าไปเต็มหน้าอีกครั้ง สุวรรณแสบตาจึงอ้าปากจะร้อง แต่ก็โดนหมัดดาวเรืองทิ่มไปอีกครั้งเพราะเธอจงใจขยี้ตาของสุวรรณ
กำจรพากย์ “หลังจากจับจ้องหน้าคู่ต่อสู้ ไอ้เรืองก็ซัดเข้าที่หน้า โดยเฉพาะที่เบ้าตาไอ้วรรณ โดนเข้าไปเต็มๆ”
สุวรรณแสบตาและลืมตาไม่ขึ้น ดาวเรืองซัดอีกหมัด สุวรรณล้มลงไปนั่งก้นกระแทกพื้น น้ำตาของเขาไหลพรากๆๆๆ จ่าแม่นเข้าไปถามอาการว่าจะชกต่อหรือเปล่า สุวรรณพยักหน้าแล้วพยายามจะยืนขึ้น
“ไอ้วรรณโดนหมัดเหล็กลูกแม่บานเข้าไป ถึงกับนั่งร้องไห้ให้กรรมการเข้าไปนับ... ตกลงชกต่อไหวมั้ย เอ้า..ไอ้วรรณแข็งใจลุกขึ้นมาชกต่อครับ แหม...ใจสู้จริงๆ คู่นี้กินกันไม่ลง”

สุวรรณพยายามลืมตามองดาวเรือง
ดาวเรืองควงหมัดเสยเข้าปลายคางของสุวรรณ สุวรรณหน้าหงายและหมดสติกลางอากาศ เขาล้มลงไปกองบนพื้นเวทีแล้วแน่นิ่งไป ผู้ชมโดยรอบอึ้งกันไปหมด เวียง บุญปลีก บุญปลอด และเมีย 7-8-9 ของผันร้องกรี๊ดดังลั่น
จ่าแม่นเข้าไปนับ นับถึงสิบสุวรรณก็ยังไม่รู้สึกตัว จ่าแม่นจึงเข้าไปชูแขนดาวเรืองแล้วหมุนไปรอบๆ สังเวียน
“ผู้ชนะน็อกในศึกกำปั้นครั้งนี้คือ เรืองพิฆาต ลูกแม่บาน!” กำจรประกาศ
เพี้ยนกับหลวงตาคงกระโดดกอดกันตัวลอย ไสวกับเสมอใจที่ยืนเชียร์ดาวเรืองอยู่มุมน้ำเงินเฮลั่น แล้ววิ่งเข้าไปกระโดดกอดบานชื่น
ผู้ชมส่วนใหญ่แทบเป็นลมหงายท้องตึงตามสุวรรณ
ผันและบรรดาเมียๆ เซ็งมากจึงได้แต่กุมขมับก่อนจะขึ้นมาดูลูกชายบนเวที จินตวัฒน์ถอนใจด้วยความโล่งอก ครู่เดียวดาวเรืองก็กระชากมือตัวเองออกจากมือจ่าแม่นแล้ววิ่งมุดเชือกกระโดดลงจากเวทีไป จ่าแม่นมองตาม จินตวัฒน์รีบวิ่งตามดาวเรืองไป
กำพลมองตามจินตวัฒน์ สันติสุขหันไปหากำพลเพื่อเบนความสนใจ
“เสี่ยครับ เมื่อกี้พระครูจ้อยท่านให้เด็กมาบอก ว่ามีเรื่องจะขอปรึกษาเสี่ยน่ะครับ”
“ได้ครับ ได้” กำพลตอบ
สันติสุขลุกไปพร้อมกับเสี่ยกำพล
จ่าแม่นที่อยู่บนเวทีรีบถอดชุดวอร์มออก ด้านในเป็นชุดตำรวจที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ จ่าแม่นหยิบนกหวีดขึ้นเป่าปรี๊ด เหล่าตำรวจนอกเครื่องแบบที่แฝงตัวอยู่รอบเวทีขยับตัว
จ่าแม่นกระโดดลงจากเวทีแล้ววิ่งไปทางที่ดาวเรืองเดินออกไป เหล่าตำรวจด้านล่างวิ่งตาม กำจรวิ่งเข้าไปเอาเงินชนะพนันจากบานชื่น หลวงตาคงยืนงงว่าเกิดอะไรขึ้น

ดาวเรืองวิ่งหลบพวกชาวบ้านไปที่รถมอเตอร์ไซค์ จินตวัฒน์วิ่งตามไปอย่างกระชั้นชิด
จินตวัฒน์เรียก “ดาวเรืองๆ ๆ”
จินตวัฒน์เรียกยังไงดาวเรืองก็ยังไม่ยอมหยุด ดาวเรืองขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ จินตวัฒน์วิ่งเข้ามายื้อแขนดาวเรือง
จินตวัฒน์ถามเสียงเข้ม “จะไปส่งยาเหรอดาวเรือง!”
“อย่ามายุ่ง!!”
“ที่ฉันพูดกับเธอไปเมื่อคืน เธอไม่เข้าใจ ไม่คิดจะใส่ใจเลยใช่มั้ย”
“เออ! ถอยไป!”
“ฉันไม่คิดเลยว่าความพยายามของฉันมันจะสูญเปล่าอย่างนี้”
“ก็ใครใช้ให้นายมายุ่งกับฉันล่ะ ลำบากใจนักก็กลับกรุงเทพฯ ไปซะ!”
จินตวัฒน์เสียงแข็ง “เสียใจ ถ้าฉันยังทำให้เธอคิดดีทำดีไม่ได้ ฉันจะไม่ไปจากที่นี่เด็ดขาด!”
“งั้นนายได้อยู่นี่ไปจนแก่ตายแน่! ถอยไปสิวะ คนยิ่งรีบๆ อยู่”
ดาวเรืองสะบัดแขนหลุดแล้วก็ขี่มอเตอร์ไซค์ซิ่งออกไป จินตวัฒน์มองตามด้วยสายตาผิดหวัง จ่าแม่นและตำรวจนอกเครื่องแบบ 3 คนวิ่งตามมา
“ไอ้เรืองมันหนีไปทางไหนครับปลัด!!”

ดาวเรืองขี่มอเตอร์ไซค์พุ่งฉิวออกไปเห็นหลังไวๆ หมู่จ้อยขับรถกระบะตำรวจตาม มีจ่าแม่นนั่งข้างๆ ส่วนจินตวัฒน์และตำรวจที่เหลือยืนบนท้ายกระบะ
รถกระบะของตำรวจกำลังขับไล่บี้ตามรถมอเตอร์ไซค์ของดาวเรืองไปตามทางลูกรัง ดาวเรืองบิดมอเตอร์ไซค์มุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หวาดหวั่น จินตวัฒน์จับตามองดาวเรืองด้วยความเป็นห่วงแต่ก็ซ่อนความผิดหวังอยู่ลึกๆ ในใจ ส่วนจ่าแม่นมุ่งมั่นตั้งใจที่จะจับดาวเรืองให้ได้
ดาวเรืองเลี้ยวมอเตอร์ไซค์เข้าไปในทางแยกเล็กๆตรงข้างทาง
จ่าแม่นหันไปเร่งหมู่จ้อย “ตามไปๆๆๆ อย่าให้คลาดสายตาเด็ดขาด”

บนถนนลาดยางซึ่งเป็นถนนเส้นกลางสำหรับสัญจรของดอนพัฒนา มีรถกระบะคันหนึ่งที่ด้านหลังมีสแลนคลุมทับฟักทองที่บรรทุกมาเต็มคันรถกำลังขับมุ่งมาตามถนนตามปกติ สักครู่มีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขี่ตามมาห่างๆ คนขี่มอเตอร์ไซต์เป็นผู้ชายสวมหมวกกันน็อกและสวมชุดดำมิดชิด

ดาวเรืองขี่มอเตอร์ไซค์เลี้ยวเข้ามาในถนนลูกรังที่คดเคี้ยวตามเรือกสวนไร่นาที่มีฝุ่นฟุ้งตลบ สักพักเธอก็ชะลอแล้วหันไปมองด้านหลัง
ดาวเรืองบ่นอย่างขัดใจ “ขับรถหรือขับเต่าวะ! คลานกันอยู่นั่นแหละ”
รถกระบะตำรวจพุ่งทะยานออกมาจากข้างทางแล้วเลี้ยวตามดาวเรือง ดาวเรืองจึงบิดมอเตอร์ไซค์หนีต่อทันที
จ่าแม่นเร่ง “เร็วสิวะไอ้หมู่จ้อย เหยียบให้มิดไปเลย จี้ตูดมันไปเร็วๆ”
จินตวัฒน์เอะใจเพราะรู้สึกเหมือนดาวเรืองจอดรอ


ดาวเรืองเร่งมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาบนเนินเขาแล้วชะลออีกครั้งเพื่อจะดูเส้นทางถนนลาดยางที่อยู่ด้านล่างว่ารถเป้าหมายมาถึงถนนช่วงนี้รึยัง ดาวเรืองเห็นรถกระบะเป้าหมายลัดเขามาตามเส้นทางข้างล่าง โดยมีมอเตอร์ไซค์คันเดิมยังคงขี่ตามมา แต่จู่ๆ รถมอเตอร์ไซค์คันนั้นก็แยกเลี้ยวเข้าถนนเส้นย่อย
ดาวเรืองเห็นปุ๊บก็มั่นใจว่าใช่รถเป้าหมายแน่จึงออกรถทันที รถตำรวจตามมาถึงพอดี จินตวัฒน์เห็นดาวเรืองขี่มอเตอร์ไซค์หนี
จินตวัฒน์ตะโกน “ดาวเรือง หยุดเดี๋ยวนะดาวเรือง!!”

ดาวเรืองบิดเร่งมอเตอร์ไซค์ลงไปตามถนนลงเขาจนฝุ่นแดงๆฟุ้งกระจาย จ่าแม่นตบคอนโทรลหน้ารถด้วยความเจ็บใจ
“เร็วโว้ยเร็ว ไอ้เรืองกำลังจะลงเขา ถ้าหลุดไปเจอแยกหน้าล่ะก็ เราคลาดกับมันแน่ ทางแยกเยอะขนาดนั้น”
หมู่จ้อยเหยียบคันเร่งเพื่อเร่งเครื่องอีก

ชายคนขี่มอเตอร์ไซค์ก็คือเทิ้มที่ขี่ออกมาจากถนนเส้นย่อยอย่างมุ่งมั่นเพื่อมาดักตรงทางเอก รถกระบะผู้ร้ายผ่านไปอย่างฉิวเฉียด เทิ้มขี่ตัดหน้าไม่ทัน
เทิ้มตะโกนลั่น “โธ่โว้ย!”

คนขับรถส่งผักที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่มองผ่านกระจกส่องหลังไปเห็นรถมอเตอร์ไซค์ของเทิ้มที่ขี่ตามมาอย่างกระชั้นชิด
“มอเตอร์ไซค์คันนั้นมันตามมาจริงๆ ครับพี่ มีเรื่องอะไรกันรึเปล่า” คนขับถาม
ศักดิ์หันกลับไปมอง “ใครวะ!” ศักดิ์พูดกับคนขับ “รีบเหยียบเร็วๆ เข้า อย่าให้มันตามทัน”
ทันใดนั้นเอง มอเตอร์ไซค์ของดาวเรืองก็พุ่งออกมาจากทางแยกด้านซ้ายเข้ามาตัดหน้ารถกระบะพอดี
ศักดิ์กับคนขับตกใจ “เฮ้ย!!”
รถขนฟักทองแฉลบออกซ้ายไปชนต้นไม้ข้างทางจนพลิกคว่ำเทกระจาดมาทางด้านขวา ดาวเรืองชะลอรถแล้วหันมามองพอเห็นรถกระบะพลิกคว่ำก็พอใจ
“ให้มันรู้ซะบ้างว่าใครเป็นใคร!”
รถตำรวจตามมาทัน รถกระบะบรรทุกฟักทองเทกระจาดเกลื่อนถนนกีดขวางเส้นทาง รถตำรวจจึงต้องจอด จินตวัฒน์เห็นดาวเรืองก็รีบกระโดดลงจากรถก่อนใคร
ดาวเรืองออกรถ จินตวัฒน์วิ่งตามไป จ่าแม่นและตำรวจคนอื่นๆ ลงจากรถด้วยท่าทางขึงขัง เทิ้มจอดรถมอเตอร์ไซค์แต่ยังไม่ถอดหมวกกันน็อก
ศักดิ์กับคนขับเห็นตำรวจก็วิ่งหนี เทิ้มปลดหมวกกันน็อกแล้ววิ่งตามศักดิ์และคนขับรถไปพร้อมหมู่จ้อยและตำรวจอีก 3 นาย เทิ้มวิ่งแยกไปจับศักดิ์ ส่วนตำรวจคนอื่นๆ วิ่งไปตามล็อกตัวคนขับ
เทิ้มชกศักดิ์แต่โดนศักดิ์ต่อยกลับแล้วตามมายันจนเทิ้มหน้าทิ่มไปจูบถนน ก่อนที่ศักดิ์จะวิ่งเข้าป่าไป ในขณะที่ตำรวจอีก 3 นายล็อกตัวคนขับรถไว้ได้

อ่านต่อหน้าที่ 3

ดาวเรือง ตอนที่ 6 (ต่อ)

ดาวเรืองบิดเร่งมอเตอร์ไซค์ลงไปตามถนนลงเขาจนฝุ่นแดงๆฟุ้งกระจาย จ่าแม่นตบคอนโทรลหน้ารถด้วยความเจ็บใจ
“เร็วโว้ยเร็ว ไอ้เรืองกำลังจะลงเขา ถ้าหลุดไปเจอแยกหน้าล่ะก็ เราคลาดกับมันแน่ ทางแยกเยอะขนาดนั้น”
หมู่จ้อยเหยียบคันเร่งเพื่อเร่งเครื่องอีก

ชายคนขี่มอเตอร์ไซค์ก็คือเทิ้มที่ขี่ออกมาจากถนนเส้นย่อยอย่างมุ่งมั่นเพื่อมาดักตรงทางเอก รถกระบะผู้ร้ายผ่านไปอย่างฉิวเฉียด เทิ้มขี่ตัดหน้าไม่ทัน
เทิ้มตะโกนลั่น “โธ่โว้ย!”

คนขับรถส่งผักที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่มองผ่านกระจกส่องหลังไปเห็นรถมอเตอร์ไซค์ของเทิ้มที่ขี่ตามมาอย่างกระชั้นชิด
“มอเตอร์ไซค์คันนั้นมันตามมาจริงๆ ครับพี่ มีเรื่องอะไรกันรึเปล่า” คนขับถาม
ศักดิ์หันกลับไปมอง “ใครวะ!” ศักดิ์พูดกับคนขับ “รีบเหยียบเร็วๆ เข้า อย่าให้มันตามทัน”
ทันใดนั้นเอง มอเตอร์ไซค์ของดาวเรืองก็พุ่งออกมาจากทางแยกด้านซ้ายเข้ามาตัดหน้ารถกระบะพอดี
ศักดิ์กับคนขับตกใจ “เฮ้ย!!”
รถขนฟักทองแฉลบออกซ้ายไปชนต้นไม้ข้างทางจนพลิกคว่ำเทกระจาดมาทางด้านขวา ดาวเรืองชะลอรถแล้วหันมามองพอเห็นรถกระบะพลิกคว่ำก็พอใจ
“ให้มันรู้ซะบ้างว่าใครเป็นใคร!”
รถตำรวจตามมาทัน รถกระบะบรรทุกฟักทองเทกระจาดเกลื่อนถนนกีดขวางเส้นทาง รถตำรวจจึงต้องจอด จินตวัฒน์เห็นดาวเรืองก็รีบกระโดดลงจากรถก่อนใคร
ดาวเรืองออกรถ จินตวัฒน์วิ่งตามไป จ่าแม่นและตำรวจคนอื่นๆ ลงจากรถด้วยท่าทางขึงขัง เทิ้มจอดรถมอเตอร์ไซค์แต่ยังไม่ถอดหมวกกันน็อก
ศักดิ์กับคนขับเห็นตำรวจก็วิ่งหนี เทิ้มปลดหมวกกันน็อกแล้ววิ่งตามศักดิ์และคนขับรถไปพร้อมหมู่จ้อยและตำรวจอีก 3 นาย เทิ้มวิ่งแยกไปจับศักดิ์ ส่วนตำรวจคนอื่นๆ วิ่งไปตามล็อกตัวคนขับ
เทิ้มชกศักดิ์แต่โดนศักดิ์ต่อยกลับแล้วตามมายันจนเทิ้มหน้าทิ่มไปจูบถนน ก่อนที่ศักดิ์จะวิ่งเข้าป่าไป ในขณะที่ตำรวจอีก 3 นายล็อกตัวคนขับรถไว้ได้

กำจรทำหน้าที่เป็นพิธีกรอยู่บริเวณหน้าโบสถ์ พระครูจ้อย ไพศาล ฤดี สันติสุข กำพล และผันนั่งอยู่ในเต็นท์ ชาวบ้านคนอื่นๆ ยืนอออยู่ด้านนอก
กำจรประกาศ “ณ บัดนี้งานวัดประจำปีของบ้านดอนล้อมแรดก็เสร็จสิ้นไปด้วยดี ผมขอถือโอกาสนี้รวบรวมยอดรายได้ทั้งหมดในการจัดงาน แจ้งให้ทุกท่านได้ทราบ เพื่อจะนำรายได้ทั้งหมดนี้ถวายวัดร่วมกัน สำหรับยอดเงินทำบุญที่พ่อแม่พี่น้องได้บริจาคซื้อดอกไม้ธูปเทียน แผ่นทองปิดพระ เครื่องสังฆทาน รวมไปถึงร้านค้าต่างๆ ที่มาร่วมออกร้านได้บริจาคถวายวัด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 275,837 บาท”
หลวงตาคงขัด “เดี๋ยวก่อน ข้าขอเป็นตัวแทนชาวดอนล้อมแรดใต้ นำเงินรางวัลที่ชนะการแข่งขันทำที่อาบน้ำพระสงฆ์ จำนวน 5,555 บาทร่วมสมทบทุนด้วย”
ผู้คนปรบมือ
ผันหมั่นไส้ “อยากได้หน้า”
หลวงตาคงพูดต่อ “ยัง..ยังไม่หมด ข้าขอยกรายได้จากการทำน้ำมันมนต์และให้เช่าวัตถุมงคล รวมกับยอดจำหน่ายผ้ายันต์กันจนจากงานครั้งนี้ เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 57,535.75 บาท รวมกับ 5,555 บาท เท่ากับ 63,090 บาท 75 สตางค์”
ชาวบ้านปรบมือกันเกลียวและต่างเฮละโลสรรเสริญ
“75 สตางค์มาจากไหน” กำจรถาม
“ถ้าใครไม่จ่ายขาด ก็จ่ายเกินมานั่นแหละ” หลวงตาคงบอก
หลวงตาคงเข้าไปหย่อนซองใส่เงินลงตู้บริจาคที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างๆ พิธีกร
“แหมมมม มีแต่คนใจบุญกันทั้งน้านนนน ตอนนี้ยอดเงินบริจาครวมทั้งสิ้น...”
เสียงดาวเรืองดังขึ้น “หยุดก่อน”
ดาวเรืองแหวกฝูงชนออกมา
“จะป่วนอะไร เอาไว้ทีหลังไอ้เรือง” กำจรว่า
แหลมกับกรอดหิ้วปีกสุวรรณที่ขาอ่อนขาพับและหน้าซีดเป็นไก่ต้มเข้ามา ผันเห็นแล้วอับอายจนแทบเอาหน้ามุดดิน
“ฉันขอมอบเงินค่าปรับที่ได้จากไอ้วรรณ ที่ไม่ยอมทำตามกติกาอีก 7,000 บาทสมทบทุนด้วย”
สุวรรณยังอุตส่าห์เงยหน้ามาพูดอย่างมีความสุข “ถึงยังไงก็ได้ทำบุญร่วมชาติกับไอ้เรืองละวะ” พูดจบสุวรรณก็สลบไป
“เอาล่ะครับ สำหรับยอดทำบุญปีนี้” กำจรหยิบเครื่องคิดเลขมาบวก “รวมแล้วเท่ากับ 345,927 บาท 75 สตางค์”
“ผมขอสมทบยอดให้เป็นเลขกลมๆ สวยๆ ที่ 4 แสนบาทครับ” กำพลประกาศ
บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ และชาวบ้านต่างปรบมือสรรเสริญกำพลยกใหญ่ กำพลยิ้มกริ่มแล้วพยักหน้ารับเสียงปรบมือ
“โอ้โห!!! นอกจากเสี่ยจะเป็นประธานจัดงานแล้ว ยังสบทบเงินบริจาคอีกก้อนโต ขอให้เสี่ยร่ำรวยเจริญๆ ยิ่งๆ ขึ้นไปนะครับ” กำจรอวยพร
ทุกคนพูดพร้อมกัน “ซ้าา...ธุ”
จินตวัฒน์ จ่าแม่น และหมู่จ้อยเดินเข้ามาหาสันติสุขด้วยท่าทางแข็งขันเอาจริงเอาจัง
“ผู้กำกับครับ ผมมีข่าวดีมาแจ้งครับผ๊ม” จ่าแม่นตะเบ๊ะอย่างแข็งแรง
สันติสุขและทุกคนหันมามองจ่าแม่นเป็นตาเดียว
“อะไร”
จ่าแม่นยืดอกแล้วพูดเสียงดังฟังชัดด้วยความภาคภูมิใจ “เมื่อครู่นี้ เราสามารถสกัดจับรถขนยาบ้ารายใหญ่ ได้ของกลางทั้งสิ้น 1 แสนเม็ด มูลค่ากว่า 25 ล้านบาทครับผ๊ม”
กำจรพูดใส่ไมโครโฟน “โอ๊ย มันจะมีข่าวดีซ้ำดีซ้อนอะไรขนาดนี้ นี่เป็นเพราะพวกเราช่วยกันสร้างบุญสร้างกุศล ถึงมีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้น”
ดาวเรืองแกล้งด่าเสียงดัง “ไอ้พวกค้ายา จับเข้าคุกอย่างเดียวไม่พอ ต้องเอาไปประหารตั้งแต่คนทำ คนส่ง โดยเฉพาะพ่อค้าคนกลางหน้าเลือด”
ชาวบ้านร้องเซ็งแซ่เห็นดีด้วย กำพลกัดฟันกรอด
กำพลร่วมประณามหน้าตาย “ใช่ ไอ้พวกนี้เป็นอันตรายต่อสังคม ต่อประเทศชาติ ชั่วช้าที่สุด พวกเราต้องช่วยกันสอดส่องดูแล และเป็นหูเป็นตาให้ตำรวจนะครับ”
กำจรเชียร์ “เสี่ยพูดอีกก็ถูกอีก เอ้า พวกเรา ปรบมือให้ตำรวจ ปรบมือให้เสี่ยกำพลหน่อยเร๊ว”
ชาวบ้านเฮโลปรบมือ กำพลฉีกยิ้มทั้งที่ในใจเดือดปุดๆ ดาวเรืองจ้องหน้ากำพลด้วยสายตาสะใจ จินตวัฒน์มองดาวเรืองแล้วก็เห็นความผิดปกติบางอย่าง

ดาวเรืองให้อาหารเป็ดทั้งฝูงที่โตขึ้นเล็กน้อย จินตวัฒน์เดินเข้ามาช่วยดาวเรืองให้อาหารเป็ด
จินตวัฒน์เอ่ยถาม “ความจริงเธอไม่ได้ค้ายาพวกนั้นใช่ไหม”
“ถามหรือบ่น หรือคุยกับเป็ด” ดาวเรืองย้อน
“สอบสวน บอกมา ว่าเธอมีส่วนพัวพันกับพวกค้ายานรกนั่นรึเปล่า”
“แล้วแต่จะคิด”
“ดาวเรือง”
“ถ้าฉันบอกว่าไม่ ปลัดจะเชื่อหรือเปล่า แล้วถ้าฉันตอบว่าใช่ ปลัดจะเชื่ออย่างนั้นเหรอ”
จินตวัฒน์อึ้ง “สิ่งที่เธอทำ มันเหมือนเธอนำทางพวกเราไปมากกว่า ตกลงเธออยู่ข้างไหนกันแน่ดาวเรือง”
“อยู่ข้างครอบครัว ทำผิดบ้างถูกบ้าง แต่ทำเพื่อปากเพื่อท้องของคนในครอบครัว เอาไว้ลืมตาอ้าปากได้เมื่อไหร่ จะอยู่ข้างที่ถูก จะทำดีอย่างเดียวก็แล้วกัน” ดาวเรืองบอก
“ที่ฉันถามเพราะเป็นห่วงเธอนะ รู้หรือเปล่าว่าเธอแหย่ขาเข้ามายุ่งในเรื่องที่อันตรายมากๆ เธอมีปัญหาอะไรรึเปล่าดาวเรือง ปรึกษาฉันได้นะ ฉันยินดีช่วยเธอเสมอ เราเป็นเพื่อนกันนะ”
“ฉันจะยอมเป็นเพื่อนนายก็ต่อเมื่อนายทำให้ฉันเห็นว่า นายมีความจริงใจพอที่ฉันจะคบนายเป็นเพื่อน”
ดาวเรืองเดินออกจากเล้าเป็ด จินตวัฒน์มองตามด้วยสายตาที่ประกาศว่าฉันจะทำให้เธอดู
“เธอกำลังทำอะไรอยู่กันแน่นะ” จินตวัฒน์สงสัย

บรรดาแม่ๆ เอาลูกประคบมาประคบเนื้อตัวให้สุวรรณที่นอนร้องโอดโอย ขณะที่แหลมกับกรอดช่วยกันนวดแข้งขาให้ลูกพี่อย่างเอาใจ
สุวรรณร้อง “โอ๊ย กระดูกกระเดี้ยวข้าพินาศหมดก็คราวนี้ น้าบานนะน้าบาน ทำไมตัวถึงได้หนักอย่างกับช้าง”
เวียงเท้าสะเอวพูดฉอดๆ ต่อหน้าผันที่นั่งทำหน้าจ๋อยๆ
“พี่ผันนะพี่ผัน รวบเงินโต๊ะพนันตัวเองไปแทงกับนังบานยังไม่พอ ยังจะควักเงินในบัญชีลงไปแทงอีก ดีนะที่ไม่เอาที่นาไปลงด้วย ไม่งั้นได้อดตายกันทั้งบ้าน”
“5 พันของฉัน!” บุญปลอดร้องไห้คร่ำครวญ “ฮือๆๆ”
“ก็แม่เวียงบอกให้พี่เทหมดหน้าตัก พี่ก็เทแล้วไง” ผันบอก
“ทำไมฉันต้องแพ้มันตลอด แพ้ตั้งแต่รุ่นแม่ยันรุ่นลูก แพ้ๆๆๆๆ” เวียงเจ็บใจ
“หนูจะกู้หน้าให้แม่เอง” สุวรรณบอก
ทุกคนหันมามองสุวรรณ สุวรรณลุกขึ้นนั่ง
“กู้ยังไงพี่ ที่เสียหน้าไปวันนี้ ยังไม่พออีกเหรอ” แหลมถาม
“อย่างหนาตราช้างอย่างพี่วรรณอายใครไม่เป็นหรอก” กรอดบอก
สุวรรณยันลูกน้องไปคนละที แล้วคลานไปหากอดเข่าเวียงเอาไว้
“แม่จ๋า หนูจะทำทุกวิถีทางเพื่อกู้ศักดิ์ศรีและเกียรติยศตระกูลขยันสอยกลับมา หนูจะทำเพื่อแม่ และบรรพบุรุษของเรา”
“กตัญญูจริงๆ” บุญปลอดบอก
บุญปลีกชื่นชม “บ้านนี้เลี้ยงลูกดีกว่าใคร”
“ชื่นใจที่สุด แต่หนูวรรณจะทำยังไงลูก” เวียงถาม
“ทำในสิ่งที่ลูกผู้ชายควรทำ” สุวรรณบอก
“หยุดคิดเลยไอ้วรรณ เอ็งไม่ต้องแข่งขันอะไรกับใครอีกแล้วนะ โดยเฉพาะไอ้เรือง!” ผันปราม
“โอ๊ย!!! ใครจะแข่งให้เหนื่อยอีกละพ่อ หนนี้ ฉันไม่แข่ง แต่จะพราก”
ทุกคนสงสัย “พรากอะไร”
สุวรรณทำเสียงเหี้ยม “ความสาวของไอ้เรือง...ฉันจะฉุดมันทำเมีย!” สุวรรณทำตาวาววับยังกับโจรล่าสวาท
ผันกับเวียงมองหน้ากันแล้วคิดในใจว่า ‘มันพูดเล่นใช่มั้ย’

เช้าวันใหม่ ที่ห้องทำงานผู้กำกับ สน. ดอนพัฒนา
“เอ้านี่!! รางวัลนำจับ” สันติสุขยื่นซองค่านำจับให้ดาวเรือง
ดาวเรืองรับแล้วเอามาทูนหัว “ซ้าธุ!!! อัฐยายซื้อขนมยาย เดี๋ยวจะเอาเงินมัน ไปจ่ายให้มันที่ปางไม้”
สันติสุขดุ “อย่าพูดไป เราไม่มีหลักฐาน เขาอาจจะไม่ได้ทำก็ได้”
“ถ้าไม่ใช่ไอ้เสี่ยกำพล แล้วจะเป็นหมาที่ไหน”
“หมาหรือคนก็พูดไม่ได้ เขาจะหาว่าเราปรักปรำ ดีไม่ดีจะถูกหมายหัว ว่าแต่ตอนนั้นไอ้พวกนั้น...ไม่เห็นหน้าเราใช่มั้ย”
“มือชั้นนี้แล้ว ไม่ต้องห่วง” ดาวเรืองโว
“จะไม่ห่วงได้ยังไง เล่นขี่รถไปปาดหน้าเขาแบบนั้น ไม่ถูกยิงสวนกลับก็บุญเท่าไหร่แล้ว ฉันให้เราสะกดรอยตามเฉยๆ ไม่ได้ให้ทำอะไรเสี่ยงๆแบบนั้น”
“ถ้าไม่ปาด แล้วลูกน้องผู้กำกับจะตามมาทันเรอะ คลานเป็นเต่าซะขนาดนั้น”
“ทีหลังต้องระวังตัวให้มากกว่านี้ เกิดรถคว่ำแขนขาหัก จะทำยังไง”
“ทำไม กลัวฉันจะประกวดนางงามไม่ได้เหรอ”
สันติสุขดุ “ไอ้นี่ พูดเล่นอยู่เรื่อย จะไปไหนก็ไปไป๊ อยู่โรงพักนานๆ เดี๋ยวคนจะสงสัย”
ดาวเรืองลุกขึ้นยืนตะเบ๊ะใส่สันติสุขแบบกวนๆ
“ขอบใจนะผู้กินกับ คราวหน้าคราวหลังเรียกใช้บริการอีกนะ บ๊ายบายๆ”
สันติสุขส่ายหน้าระอาใจกับดาวเรือง

เทิ้มกำลังให้ปากคำกับจ่าแม่นที่โต๊ะร้อยเวร
“เหตุการณ์ก็มีแค่นี้แหละ” เทิ้มบอก
“แค่นี้ก็น่าจะพอร่างสำนวนส่งฟ้องศาลได้แล้ว” จ่าแม่นพูด
“หวังว่าจะสาวไปจนถึงตัวการใหญ่ได้นะ” เทิ้มว่า
“ก็ถ้าไอ้ตัวที่อยู่ในคุกมันไม่พูด ฉันก็จะทำให้มันพูดให้ได้”
ทันใดนั้นคนขับรถขนฟักทองที่อยู่ในห้องขังก็ดิ้นพราดๆ และส่งเสียงร้องเหมือนหมูโดนเชือด ทุกคนตกใจรีบกรูกันไปที่หน้าห้องขังทันที มือของคนขับรถลอดลูกกรงออกมาจับข้อเท้าจ่าแม่นแน่นเหมือนกับจะขอความช่วยเหลือ
จ่าแม่นตะโกน “ไอ้หมู่จ้อย เปิดประตูห้องขังเร็ว ผู้ต้องหาโดนวางยา”
หมู่จ้อยรีบปฏิบัติตามคำสั่งของจ่าแม่น
ดาวเรืองเดินออกจากห้องทำงานผู้กำกับ ในขณะที่สันติสุขได้ยินเสียงวุ่นวายด้านนอกจึงตามออกมา
“เกิดอะไรขึ้น” สันติสุขถาม
“มีคนอ้างว่าเป็นญาติซื้อข้าวผัดกับโอเลี้ยงมาให้ผู้ต้องหากิน กินยังไม่ทันหมดก็น้ำลายฟูมปากอย่างที่เห็นครับผ๊ม” จ่าแม่นรายงาน
“หมู่จ้อย พาผู้ต้องหาส่ง รพ.” สันติสุขสั่ง
แค่ประคองปีกออกมา คนขับรถก็ชักดิ้นชักงอขาดใจตายเสียก่อน ดาวเรืองเห็นคนตายต่อหน้าต่อตาแล้วใจสั่น สันติสุขถึงกับกุมขมับ เทิ้มกับดาวเรืองหันมามองหน้ากัน ทั้งคู่รู้สึกเหมือนกันว่านอกจากจะฆ่าตัดตอนแล้วพวกมันยังต้องการจะเชือดไก่ให้ลิงดูด้วย

หลวงตาคงเขม้นมองพวกสุวรรณที่มานั่งหน้าสลอนอยู่ตรงหน้า
สุวรรณระริกระรี้ “ช่วยหาฤกษ์ให้หน่อยสิหลวงตา”
หลวงตาคงงง “ฤกษ์อะไรวะ”
“ฤกษ์ดี” สุวรรณตอบ
“เอ็งจะทำอะไรล่ะ ฤกษ์ดีมันมีหลายอย่าง แต่ละอย่างมันก็ไม่เหมือนกัน อย่างฤกษ์ยกบ้าน ถ้าเอาไปแต่งงาน มันก็ได้ตีกันยุ่ง”
สุวรรณมองหน้าแหลมกับกรอดเป็นเชิงปรึกษาว่าจะเอาไงดีวะ
หลวงตาคงพูดต่อ “ถ้าเอ็งไม่บอกข้าตามตรง ข้าให้ผิดไปแล้วฉิบหาย จะมาว่ากันทีหลังไม่ได้นะ”
กรอดโพล่งออกมา “พี่วรรณจะขอฤกษ์ฉุดจ้ะ”
สุวรรณเบิ๊ดกะโหลกกรอด แหลมเบิ๊ดกะโหลกกรอดซ้ำอีกครั้ง กรอดลูบหัวตัวเองหงอยๆ หลวงตาคงหรี่ตามองด้วยความสงสัยว่าพวกนี้คิดจะทำอะไรเลวๆ อีกแน่ๆ
“เอ็งจะฉุดใคร” หลวงตาคงถาม
“ผู้หญิงจ้ะ” สุวรรณตอบ
“อุวะ! เอ็งจะไปฉุดผู้ชายทำหอกอะไรล่ะ ข้ารู้ว่าเป็นผู้หญิง แต่ข้าถามว่าใคร ผู้หญิงบ้านเหนือหรือบ้านใต้ จะหาฤกษ์มันต้องดูทิศด้วยโว้ย”
“ไม่บอกไม่ได้หรือจ๊ะ” สุวรรณว่า
แหลมกระซิบ “อย่าบอกนะพี่วรรณ”
“ใช่ๆ เดี๋ยวไอ้เรืองรู้ขึ้นมาจะโดนเตะเอา” กรอดพูด
หลวงตาคงหูผึ่งเมื่อได้ยินชื่อดาวเรือง สุวรรณจัดการเบิ๊ดกะโหลกกรอดไปอีกที แหลมเบิ๊ดซ้ำ
“ไอ้โง่เอ๊ย ทีนี้หลวงตาก็รู้หมดสิวะ ว่าพี่วรรณจะไปฉุดไอ้เรือง” แหลมว่า
สุวรรณเบิ๊ดกะโหลกแหลมไปหนึ่งที
หลวงตาคงยิ้มกริ่ม “เอ็งจะไปฉุดไอ้เรืองงั้นรึ”
สุวรรณยอมจำนน “ใช่ก็ได้จ้ะ แต่หลวงตาอย่าไปบอกมันนะ ไม่อย่างนั้น” สุวรรณคิด “ไม่งั้นฉันจะเอาเงินค่าน้ำมันพรายปลอมคืน แล้วฉันก็จะเผากุฏิหลวงตาด้วย”
หลวงตาคงสะดุ้งเล็กน้อย “อะไรของเอ็งวะ ตกลงจะมาขอความช่วยเหลือหรือมาข่มขู่ เออๆ ข้าไม่บอกคนเดียวหรอก แต่มันจะยอมให้เอ็งฉุดง่ายๆ เรอะ”
“เพราะไม่ง่ายไงล่ะจ๊ะ เลยต้องมาขอฤกษ์” สุวรรณบอก
“ภายในเจ็ดวันนี่ก็พอจะมีอยู่หรอกนะ ไอ้ฤกษ์มหามงคลเนี่ย”
สุวรรณดีใจสุดๆ “งั้นหลวงตาก็บอกมาเลยสิจ๊ะ เอาวันที่ฤกษ์ดีที่สุดนะ”
หลวงตาคงยิ้มกริ่มพร้อมกับมองสุวรรณและสมุนด้วยสายตาสมเพชอยู่ในใจ สุวรรณฝันหวานถึงดาวเรืองว่าจะได้แนบเนื้อสาวเจ้าในอีกไม่นานนี้

บานชื่นตกใจ
“ห๊า!!! มันจะฉุดฉัน”
“ไม่ใช่...ฉุดไอ้เรือง” หลวงตาคงอธิบาย
“แล้วไป... ห๊า!!!...ฉุดไอ้เรือง”
“เออ!!! มันมาขอฤกษ์วิวาห์เหาะ แต่ข้าให้ฤกษ์โลกาวินาศไป”
“โอ๊ย!!! หลวงพี่ ทำไมไม่บอกมันไปเลยล่ะว่าไอ้เรืองมันดวงกินผัว ดวงกาลกินี ใครได้มันไปก็วินาศสันตะโร”
“ไม่ด๊าย ทำแบบนั้นมันผิดจรรยาบรรณ คนมาขอฤกษ์ ต้องให้ฤกษ์สิวะ นี่ข้าก็รับปากมันจะไม่บอกคนเดียว เลยบอกพวกเอ็งทีเดียวสามคนเลย”
หลวงตาคงเห็นดาวเรืองดูปกติไม่ยินดียินร้ายอะไรก็แปลกใจ
“นี่เอ็งไม่คิดจะตกใจเลยเรอะไอ้เรือง”
“จะตกใจทำไมหลงตา” ดาวเรืองถามกลับ
“อ้าว ไอ้วรรณมันประกาศจะฉุดเลยนะเว้ย”
“ถ้ามันอยากฉุด ก็ให้มาฉุด มันจะมาเมื่อไหร่”
บานชื่นงง “บ๊ะ ไอ้ลูกคนนี้ มันเรื่องอะไรไปยอมให้ไอ้วรรณฉุด”
“หมายความว่าฉันจะได้ไอ้พี่วรรณมาเป็นพี่เขยหรือเนี่ย” เพี้ยนว่า
ดาวเรืองถามย้ำ “มันจะมาเมื่อไหร่หลงตา”
“มะรืนนี้ ข้าให้มันตราทัพออกจากบ้านตอน 2 ทุ่ม 15 ฤกษ์ฉุดที่เวลา 2 ทุ่มครึ่งเป๊ะ”
“ขอบคุณนะหลงตาที่อุตส่าห์มาส่งข่าว ขอให้หลวงตาเจริญสุข อายุ วรรณโณ สุขัง พลัง” ดาวเรืองอวยพร
“ซ้าธุ” หลวงตาคงนึกได้ “ไอ้นี่นี่ ใครกันแน่วะที่ต้องพูด...ปากอย่างเอ็งไม่น่ามีดวงเป็นคุณหญิงคุณนายเล้ยยย... ข้าน่าจะไปตรวจดวงเอ็งใหม่”
บานชื่นกับเพี้ยนถอนใจเฮือก บานชื่นหยิบยาดมมาสูดซ้ำๆ ตรงข้ามกับดาวเรืองที่ยิ้มกริ่มเหมือนกำลังวางแผนอะไรอยู่ในใจ ทุกคนต่างอยู่กับความรู้สึกของตัวเองจนไม่มีใครสนใจฟังประโยคสุดท้ายที่หลวงตาคงทิ้งเอาไว้

เช้าวันใหม่ เสมอใจตกใจร้องเสียงดังมาก
“ห๊า!!!!! ไอ้วรรณจะฉุดเรืองไปทำเมีย!”
พระครูจ้อยซึ่งรับอาหารที่ดาวเรืองนำมาถวายและกำลังจะให้พรถึงกับชะงัก
พระครูจ้อยเอ่ยถาม “จริงเรอะ”
“เจ้าค่ะ มันไปขอฤกษ์ฉุดจากหลวงตาคงมาซะดิบดี คราวนี้ไอ้เรืองแย่แน่” บานชื่นบอก
“แม่จะกลัวไปทำไม๊ ให้มันมาฉุด ฉันจะแต่งตัวรอ” ดาวเรืองยืนยัน
เสมอใจตกใจ “อย่าพูดเป็นเล่นไปนะเรือง! นี่มันเรื่องใหญ่สำหรับลูกผู้หญิงอย่างเราเลยนะ”
“นั่นสิวะ เอ็งหยุดแก่นสักพักเถอะ หนีไปอยู่กับพี่พฤกษ์สักอาทิตย์สองอาทิตย์ รอให้ไอ้วรรณมันหายโกรธหายอายก่อน แล้วค่อยกลับมา” บานชื่นเสนอ
“โอ๊ย!!! จะหนีไปให้เสียค่ารถฟรีๆ ทำไมล่ะแม่ ฉันจะอยู่นี่ล่ะ มันอยากฉุดก็ให้มันมา ...อย่าไปขัดใจมัน” ดาวเรืองพูดกับเสมอใจ “เหมอช่วยเลือกชุดสวยๆ ในตลาดให้สักชุดสิ ฉันจะเอาไว้ใส่เข้าหอกับไอ้วรรณ ขี้เกียจไปเลือกเอง เลือกไม่เป็น”
เสมอใจพูดเสียงอ่อยๆ “ตกลงเรืองจะยอมไอ้วรรณจริงๆเหรอ”
ดาวเรืองยักคิ้วให้เสมอใจ แล้วหันไปแขวะพระครูจ้อย “พระครูคิดว่าฉันควรใส่ชุดแบบไหนดี กระโปรงสั้นยาว สีเข้มหรืออ่อน ชุดไทยหรือราตรี พระครูเป็นลุงแท้ๆ ของมัน น่าจะรู้ดีว่าสันดานมันเป็นยังไง ชอบแบบไหน”
“อาตมาไม่รู้ อาตมาไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก โดยเฉพาะสัตว์โลกที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกิเลสตัณหา”
ดาวเรืองยกมือไหว้ “ซ๊าธุ!”
ดาวเรืองยิ้มอย่างมีเลศนัย เสมอใจกังวลจนปากคอสั่นไปหมด

เสมอใจนั่งคุกเข่าต่อหน้าโกศของแม่พลางทำหน้าโศกสลดเหมือนเจอเรื่องเศร้ามากๆ ในชีวิต
“เหมอจะทำยังไงดีจ๊ะแม่ วรรณจะฉุดเรืองทำเมียแล้ว คนนึงก็เพื่อน คนนึงก็...แฟน” เสมอใจเสียงอ่อย “เอ๊ย...เพื่อนสนิท เหมอทำใจยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ มันไม่ถูกต้อง เรืองจะเสียหาย วรรณก็อาจจะตายถ้าเกิดเรืองฮึดสู้ขึ้นมา เหมอจะนิ่งนอนใจแล้วปล่อยให้เพื่อนรักสองคนตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายแบบนี้ได้ยังไง”
เสมอใจพูดพลางปากสั่นน้ำตาคลอ ครู่เดียวเธอก็เงยหน้ามองฟ้าด้วยสายตาแน่วแน่
“เอางี้แล้วกัน ในเมื่อเหมอมีใจให้วรรณอยู่แล้ว เหมอจะขอเสียสละเอาตัวไปโดนฉุดแทนเรืองก็แล้วกัน” เสมอใจมุ่งมั่น

เสมอใจเลือกชุดสวยอยู่ในร้านขายเสื้อผ้า
เสมอใจชี้ชุดสีชมพู “มีแบบนี้สัก 2 ชุดมั้ยจ๊ะ”
คนขายแอบงงแต่ก็ไปหาในสต็อกมายื่นให้ดู
“นี่ไง จะเอาสองชุดใช่มั้ย ใส่ถุงเลยนะ”
พอคนขายจะหยิบชุดสีชมพูทั้งสองชุดใส่ถุงให้ เสมอใจก็เกิดลังเลขึ้นมา
“เอ่อ...อ่า...เอา...เอาแค่ชุดเดียวพอจ้ะ”
คนขายหยิบอีกชุดออกจากถุง เสมอใจรับถุงใส่เสื้อแล้วจ่ายเงินก่อนจะเดินไป เพียงชั่วอึดใจ เสมอใจก็เดินเข้ามาอีก
เสมอใจทำเป็นพูดโทรศัพท์เอง “แม่จ๊ะ เหมอปล่อยให้เรืองตายทั้งเป็นไม่ได้จริงๆ แม่เห็นดีเห็นงามใช่มั้ยจ๊ะ” เสมอใจตอบเอง “จ้ะ...งั้นเหมอจะยอมแรดเงียบเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อปิดฉากเรื่องวุ่นวายทั้งหมดเอง”
แม่ค้ากำลังเอาชุดขึ้นแขวน
“หยุด....ขอชุดเดิมอีกชุดจ้ะ” เสมอใจบอก
แม่ค้าทำหน้างงๆ แต่ก็สอยเสื้อลงมาให้ ในขณะที่เสมอใจยิ้มตาเป็นประกาย

เสมอใจถือถุงเสื้อผ้าเดินข้ามถนนไป สุวรรณกับพวกเดินท่านักเลงเข้ามา โดยที่ลูกน้องทั้งสองถือถุงใส่เสื้อผ้าให้สุวรรณ
“ชุดเข้าหอพี่วรรณมันเท่จริงๆ” กรอดชม
“เสื้อ ผ้า หน้า ผมพร้อม แล้วร่างกายล่ะ พร้อมเปล่า” แหลมบอก
สุวรรณสยิว “พร้อมทุกส่วนแล้วเว้ยเฮ้ย รอฤกษ์เท่านั้น ไหนทวนอีกทีซิ ฤกษ์ย่างเท้าออกจากบ้าน”
แหลมกับกรอดตอบพร้อมกัน “สองทุ่มสิบห้า”
“ฤกษ์ฉุด” สุวรรณถามต่อ
แหลมกับกรอดตอบ “สองทุ่มครึ่ง”
“เรือนหอรอรัก”
แหลมกับกรอดตอบ “กระท่อมปลายนา”
สุวรรณลำพองใจสุดๆ “ฤกษ์สังหารล่ะ”
“สามทุ่ม...ว่าแต่ใช้คำดุเดือดไปมั้ยพี่” กรอดถาม
“สังหารอย่างมีความสุขเว้ยเฮ้ย” แหลมบอก
สุวรรณบิดจนตัวแทบเป็นเกลียว “โอ๊ย ทนไม่ไหวแล้วเว้ยยยย อยากให้สามทุ่มซะเดี๋ยวนี้ พวกเอ็งเห็นมั้ยกล้ามเนื้อข้ามันเต้นดุ๊บดิ๊บดึ๊กดั๊กไปทั้งตัวแล้ว”
แหลมมองตรงไปอีกทาง “แหม...พอพระเอกกำลังจะมีความสุข ผู้ร้ายก็โผล่มา”
แหลมพยักพเยิดให้สุวรรณกับกรอดหันไปมองจนเห็นจินตวัฒน์กับกำจรที่เดินมาด้วยกัน สุวรรณสบตาสมุนทั้งสองก่อนจะพากันเดินไปล้อมหน้าล้อมหลังทั้งคู่
สุวรรณแกล้งแหย่ “คุณปลัดเห็นมั้ยครับ กล้ามเนื้อผมตื่นตัวเด้งดึ๋งดั๋ง เหมือนจะทำอะไรสักอย่าง...ดูสิ”
แหลมกับกรอดรับลูก “จะทำอะไรน๊า”
“ทำอะไรไม่รู้ รู้แต่ว่าไม่น่าจะมีประโยชน์” กำจรว่า
“ไม่มีประโยชน์ แต่มีความสุขโว้ย” สุวรรณพูดกับจินตวัฒน์ “ปลัดเตรียมซื้อผ้าเช็ดหน้าไว้สักโหลนะครับ คืนนี้ได้น้ำตาเช็ดหัวเข่าแน่ โฮะๆๆ”
สุวรรณเดินเชิดชนไหล่จินตวัฒน์ออกไป ลูกน้องทั้งสองทำท่าทางกวนตีนแล้วเดินตามลูกพี่ไปติดๆ
กำจรถามงงๆ “มันพล่ามเรื่องอะไร คุณปลัดจะน้ำตาเช็ดหัวเข่าเรื่องอะไรเหรอครับ”
จินตวัฒน์ก็งง “ไม่รู้สิ”
จินตวัฒน์งง แต่ไม่สนใจ เขาชวนกำจรเดินต่อไป

อ่านต่อหน้าที่ 4


ดาวเรือง ตอนที่ 6 (ต่อ)
เสมอใจส่งถุงเสื้อผ้าให้ดาวเรือง
“นี่จ้ะ สวยที่สุดในร้านเลยนะเรือง”
“ขอบใจนะ”
“ถามจริงเหอะ เรืองจะไปแน่เหรอ”
“อื้ม! คนอย่างไอ้เรือง พูดคำไหนคำนั้น”
ดาวเรืองเอาแต่มองชุดจึงไม่ทันสังเกตสีหน้าเสมอใจที่แอบเครียด
เพี้ยนถามซื่อๆ “พี่เหมอถามทำไม จะไปด้วยเหรอ”
เสมอใจรีบกลบเกลื่อน “จะบ้าเหรอ มันไม่ได้มาฉุดข้า ข้าจะไปทำไม”
ดาวเรืองสั่งเพี้ยน “พูดมากน่า เดี๋ยวเอ็งรีบไปปล่อยข่าว ให้ถึงหูไอ้วรรณนะ ว่าคืนนี้ข้าจะไปรอที่ใต้ต้นมะขาม เนินอีเห็น ข้าจะนุ่งชุดนี้ สีนี้ ไปรออยู่ที่นั่นตอนสองทุ่มครึ่ง แต่ข้าว่าจะไปช้าสัก 15 นาที ให้มันกระวนกระวายใจเล่น”
“ได้เลย” เพี้ยนทำท่าโอเค
เสมอใจหน้าเด้ง “เอ่อ...เหมอไปก่อนนะเรือง” เสมอใจเดินออกมาแล้วเผลอพูด “2 ทุ่มครึ่ง”
“2 ทุ่ม ครึ่ง ทำไมเหรอพี่เหมอ” เพี้ยนถาม
เสมอใจสะอึกแล้วหันกลับมาแก้ตัว “ก็...ละครไง ข้าต้องรีบไปเตรียมดูละครตอน 2 ทุ่มครึ่ง”
พอแก้ตัวเสร็จเสมอใจก็จ้ำออกไป
“ก่อนปล่อยข่าว เอ็งมาทำสลากเลือกตัวตายตัวแทนของข้าก่อน เลือกมาสัก 2-3 คนซิ จะม่ายหรือโสดได้หมด ขอแบบอายุ 40 ขึ้นนะ” ดาวเรืองบอก
เพี้ยนร้องลั่น “ห๊า! เอาแก่ปานนั้นเลยเหรอพี่เรือง”
“ไม่ดีเหรอวะ ไอ้วรรณมีเมียทั้งที จะได้...ได้ทั้งเมียทั้งแม่”
ดาวเรืองกับเพี้ยนหัวเราะแล้วตีมือกันไปหนึ่งที
เพี้ยนคิดนิดหน่อย “งั้นเอาที่แก่สุดในหมู่บ้านเลยละกัน ยายแม้น 65 ยายสาย 58”
“โห บวกกันได้ร้อยกว่าๆ แบบนี้ผู้ใหญ่กับป้าเวียงจะเรียกลูกสะใภ้ว่าอะไรวะ”
“หนูแม้นของพ่อ หนูสายของแม่” เพี้ยนหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง
ดาวเรืองขำ “สงสารมันว่ะ งั้นคนสุดท้ายเอาแค่เบาะๆสัก...49 ครึ่งละกัน”
“ใครเหรอพี่”
“ป้าไหวไง”
ดาวเรืองกับเพี้ยนหัวเราะกันใหญ่
ดาวเรืองล้วงจับสลากในขวดโหลแล้วคลี่ออกอ่าน
เพี้ยนลุ้นสุดๆ “ใครพี่ใคร”
ดาวเรืองอ่านชื่อแล้วกลั้นหัวเราะจนท้องแข็ง “ป้าไหว!”
ดาวเรืองขำก๊าก เพี้ยนหัวเราะงอหงาย

ไสวทำหน้าตื่นตกใจในขณะที่กำลังอุ้มตะกร้าใส่อุปกรณ์นวดหน้านวดตัวเพราะกำลังจะไปนวดหน้าให้เวียงและเมียๆที่บ้านผัน
“จริงเหรอวะไอ้เรือง!”
“จริงสิจ๊ะ เขาฝากมาบอกว่าเขารักป้าไหวใจจะขาด เลยกะจะฉุด” ดาวเรืองบอก
“ต๊าย...ตาย!!!...ทำไมจะต้องมาฉุดมาคร่ากัน...เขาเป็นใครไอ้เรือง บอกมาๆ”
“เขาไม่ให้บอก เพราะเขาเด็กกว่าป้าเยอะ เขาอายชาวบ้าน”
ไสวแย้งเขินๆ “จะอายทำไม๊ ของยังงี้พูดกันดีๆ ก็ได้ ข้าไม่ได้ต้องการอะไร พ่อแม่ก็ไม่มีแล้ว แค่ผูกข้อไม้ข้อมือ ให้พระครูจ้อยรดน้ำมนต์ซะหน่อยก็จบ”
“น่า เขาว่าจะฉุดก็ให้เขาฉุดเถอะ ดีซะอีกที่ถูกฉุด คนจะได้ลือกันทั้งบางว่าป้าไหวแน่แค่ไหน”
“นั่นสินะ!”
“เดี๋ยวฉันจัดการให้เอง เขาจะได้มาฉุดง่ายๆ”
“ทำไงวะ” ไสวถาม
“เอ้า” ดาวเรืองยื่นเสื้อให้ “ป้าไหวใส่ชุดนี้นะ คืนนี้ไปที่จุดนัดพบที่ใต้ต้นมะขาม เนินอีเห็น เขาจะมาตอนสองทุ่มสี่สิบห้า อ้อ เอาผ้าคลุมหัวไปด้วยนะ ช่วงนี้น้ำค้างมันแรง เดี๋ยวจะไม่สบาย”
ไสวเขินอายแต่ก็อดที่จะกังวลไม่ได้ “แหม...มันจะดีเรอะไอ้เรือง อายุข้าก็ปูนนี้แล้วพรหมจารีใคร ใครก็หวง ข้ารักษาของข้ามาตั้งนาน...ว่าแต่...กี่โมงนะ”
“สองทุ่มสี่สิบห้า จำให้ดีนะ” ดาวเรืองยิ้มกริ่ม “แล้วตอนถูกฉุดป้าไหวก็ทำดิ้นหน่อย เขาจะได้รู้ว่าเราไม่ง่าย เรายังสาวยังแส้”
“เออๆ ให้แกล้งร้องดังๆก็ยังได้”
“ไม่ต้องร้อง ขืนร้อง ไอ้คนฉุดมันได้ตกใจหนีเตลิด เพราะคิดว่าป้าไม่ยอมมันน่ะสิ แค่ดิ้นเล็กน้อย ขัดขืนพอเป็นพิธีก็พอ”
“มันยากตรงข้อสุดท้ายเนี่ยแหละ ข้ารักนวลสงวนตัว อุตส่าห์รักษาพรหมจรรย์มาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย จะไปกับเขาง่ายๆก็ยังไงอยู่” ไสวทำเป็นเล่นตัว “ไม่เอาแล้วไอ้เรือง ข้าไม่เอาดีกว่า!”
ไสวยัดถุงเสื้อผ้าคืนให้ดาวเรือง ดาวเรืองดึงถุงกลับไปแต่ไสวรีบคว้ากลับทันที
ไสวรีบพูด “แต่...ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เดี๋ยวเขาจะเสียความตั้งใจเนอะ เด็กๆ อยากทำอะไรแล้วไม่ได้ทำ มันน่าเวทนา”
ดาวเรืองยิ้ม

จินตวัฒน์ลงจากรถแล้วเดินเข้ามาในร้านของบานชื่น โดยที่บานชื่นกำลังผัดอาหารในกระทะ
“สวัสดีค่ะปลัด กินอะไรดีคะ”
เพี้ยนเอาน้ำมาเสิร์ฟจินตวัฒน์อย่างคล่องแคล่วว่องไว
“กระเพราไก่ไข่ดาวก็ได้ครับ” จินตวัฒน์มองหา “ดาวเรืองล่ะเพี้ยน”
“ไปธุระที่ตลาด คุณปลัดมีอะไรกับพี่เรืองรึเปล่าครับ”
จินตวัฒน์จะอ้าปากตอบ แต่สุวรรณ แหลม และกรอดก็เดินวางกล้ามเป็นนักเลงโตเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน
“เฮ้ยไอ้เพี้ยน พี่วรรณเขาอยากได้ยาโด๊บมากรึ๊บหน่อยเว้ย” กรอดว่า
“ประทานโทษ นี่ไม่ใช่ร้านป้าไหว” เพี้ยนบอก
“แหมะ เล่นลิ้นซะด้วย ฟังให้ดีนะ โอวัลตินหนึ่ง ไข่ลวกสาม รีบเอามาให้พี่วรรณกระแทกปากไวๆ เลย” แหลมสั่ง
“เฮ้ยๆๆ สุภาพกับน้องเพี้ยนหน่อยเว้ย” สุวรรณมองหา “น้องเรืองล่ะน้องเพี้ยน”
“ไปซื้อชุดสวยที่ตลาด” เพี้ยนตอบ
“ซื้อชุด!!! น้องเรืองอยากได้ชุดใหม่ไปทำไมวะ” สุวรรณสงสัย
“ใส่เพื่อรับสิ่งดีๆที่จะเข้ามาในชีวิตคืนนี้ หลงตาคงบอกว่าพี่เรืองจะได้ของขวัญชิ้นใหญ่จากสวรรค์ ตอนสองทุ่มสิบห้าให้ออกจากบ้าน ไปที่ต้นมะขามเนินอีเห็น พระพรหมท่านจะส่งอะไรดีๆ มาให้ตอน 2 ทุ่มครึ่ง แต่สิ่งดีๆ จะมาแบบขลุกๆ ขลักๆ หน่อย เป็นถุง ๆ มาแบบครอบๆ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไร พวกพี่รู้ไหมว่าอะไร” เพี้ยนแกล้งถาม
สุวรรณกระหยิ่มใจ “รู้!!”
เพี้ยนถามทันที “อะไรอ่ะ”
แหลมกับกรอดหัวเราะคิกๆ “กระสอบมั้ง ฮิๆๆๆ”
“กระสอบ...เอามาทำอะไร” เพี้ยนถามต่อ
สุวรรณหัวเราะหึๆ “เรื่องของผู้ใหญ่เว้ยยย เด็กไร้เดียงสาอย่างเอ็งอย่ารู้เลย” สุวรรณแอบแขวะจินตวัฒน์ “แต่อาจจะมีผู้ใหญ่บางคนที่รับราชการอยากรู้ก็ได้เว้ยเฮ้ย แหม เปรี้ยวปากอยากบอกจริงจริ๊ง”
แหลมกับกรอดรับ “ฮิ้วว”
“เอ้าๆ เห่าหอนกันอยู่นั่นแหละ ตกลงจะสั่งมั้ยวะ ถ้าไม่สั่งก็ออกไปเห่าที่ถนนโน่น” บานชื่นว่า
บานชื่นเอากระเพราะไก่ไข่ดาวมาวางลงบนโต๊ะตรงหน้าจินตวัฒน์
“แหมน้าบาน จะดุไปไหน ใครบอกไม่สั่งล่ะ โอวัลตินหนึ่ง ไข่ลวก 5 จัดมา!! คืนนี้ต้องใช้แรงอีกเยอะ” สุวรรณบอก
แหลมกับกรอดรับ “ฮิ้ว”
บานชื่นส่ายหน้าด้วยความระอาใจ จินตวัฒน์มองกลุ่มของสุวรรณด้วยความสงสัย

เวียง บุญปลีก และบุญปลอดทั้งอึ้งทั้งแปลกใจ ในขณะที่ไสวกำลังนวดหน้าให้เวียง บุญปลีก กับบุญปลอดก็ใส่หมวกอาบน้ำนั่งรอนวดหน้าเป็นคิวต่อไป ผันเลื่อนหนังสือการเลี้ยงไก่ชนในมือลงพร้อมเบิกตาโต
“เอ็งอะนะจะมีผัว” เวียงถามย้ำ
ไสวตอบอย่างภูมิใจ “ถูก”
ทั้งสี่คนขำกลิ้งพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
บุญปลีกไม่อยากจะเชื่อ “ผู้ชายบ้านไหนวะ ข้าเคยรู้จักรึเปล่า?”
ไสวคิดๆ “เออ นั่นสิ อยู่บ้านไหนวะ...ไม่รู้ว่ะ!”
“อ้าว แล้วหน้าตานิสัยใจคอเป็นยังไง คบกันตั้งแต่ตอนไหน” บุญปลีกถามต่อ
ไสวคิด “ไม่รู้สิ ไม่เคยคบ”
“ตกลงเอ็งรู้อะไรบ้างเนี่ย ทึกทักเอาเองหรือใครมาเข้าฝันเอ็งวะว่าจะได้ผัว” เวียงถาม
“อย่าไปดูถูกมันสิ มันอาจจะส่งฝาเหล้าดองยาไปชิงโชคเอาผัวก็ได้” ผันว่า
ทุกคนพากันหัวเราะครื้นเครง โดยเฉพาะผันที่หัวเราะจนน้ำตาเล็ด
“ว่าไงนังไหว สารภาพมาไวๆว่าอำ” บุญปลีกคาดคั้น
“ไม่ได้อำโว้ย พูดแล้วจะหาว่าคุย เขามาติดใจความงามข้าตั้งกะงานวัด” ไสวบอก
“แต่เป็นใครมาจากไหนไม่รู้ แล้วยังงี๊จะไว้ใจได้เหรอ น่ากลัวนะ” บุญปลอดทัก
“น่ากลัวที่ไหน ตื่นเต้นดีออก” ไสวบอก
“ถ้าเกิดมันเตี้ยเท่าหมา อ้วนเป็นหมี หน้าเหมือนหมู เอ็งจะทำยังไง” เวียงถาม
ทุกคนพากันหัวเราะเยาะเป็นที่สนุกสนาน
“แต่จะว่าไป หน้าเอ็งก็เหมือนหมู ตัวเหมือนหมี ปากเหมือนหมา อยู่แล้วนี่เนอะ” ผันว่า
บุญปลีกพูด “สมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก”
“ข้าอยากเห็นผู้ชายที่จะมาเป็นผัวเอ็งจริงจริ๊งนังไหว หนังหน้ามันจะเป็นยังไงวะ 555” ผันหัวเราะ
ไสวเดือดปุดๆ จึงนวดหน้าเวียงแรงๆ จนหน้าเวียงบิดเบี้ยว

ไสวกับเสมอใจต่างคนต่างทาเล็บต่างคนต่างอึกอักเหมือนจะพูดอะไรแล้วก็ไม่พูดจึงต่างก็ก้มหน้าทาเล็บแดงเหมือนเตรียมตัวจะเป็นเจ้าสาว สักครู่ทั้งสองก็เงยหน้าขึ้นมาพูดพร้อมกัน
“เอ่อ...”
“ป้าไหวพูดก่อน” เสมอใจบอก
“คือ ข้าก็อยู่มาจนป่านนี้แล้ว ตอนนี้ก็อยากวางมือจากงานสักที”
“งั้นป้าก็พักสิจ๊ะ”
“ไอ้พักก็อยากพักอยู่ แต่..” ไสวเขิน “มันจะไม่ได้พักที่บ้านนี้น่ะสิ”
“อ้าว แล้วจะไปพักที่ไหนล่ะ”
“ก็...บ้านคนอื่น” ไสวพูดไปแก้มแดงไป
เสมอใจงง “บ้านใครจ๊ะ”
“เฮ่อ....ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ แต่อีกเดี๋ยวก็คงจะรู้แล้วล่ะว่าบ้านใคร”
เสมอใจน้ำตาซึม “ป้าไหว ป้าไหวจะไปไหน”
“ก็คงไม่ไกลนักหรอก น่าจะเป็นแถวๆนี้แหละ คงไม่ใช่มาจากอังกฤษ อเมริกาหรอก ยังไง ถ้าข้าไม่อยู่นี่แล้ว ฝากเอ็งดูแลร้านให้ด้วยนะ”
เสมอใจลังเล “เหมอก็...รักร้านของเรานะป้าไหว...แต่ไม่รู้ว่าอีกคนเขาจะว่ายังไง”
“อีกคน ใครวะ!”
เสมอใจอึกอัก “แหม...คือ...เหมอก็ยังไม่รู้หรอกว่าอนาคตจะเป็นยังไง บางทีเหมอ...อาจจะได้แต่งงานใช่ไหมล่ะ ถ้าเหมอออกเรือนไป เหมอก็อาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่”
“มันก็ไม่ใช่วันนี้พรุ่งนี้ใช่มั้ยล่ะ” ไสวถาม
เสมอใจกระมิดกระเมี้ยน “เหมอก็ไม่รู้ บางทีเบื้องบนอาจจะส่งใครมาให้เรา ในอีกไม่กี่ ชั่วโมงนี้ก็ได้”
“ไม่หรอก เอ็งยังเด็ก ยังมีเวลาคิดมีเวลาตัดสินใจอีกนาน แต่ข้าไม่คิดแล้วล่ะวะ ข้าพร้อมแล้ว”
จากนั้นต่างคนก็ต่างก้มหน้าทาเล็บต่อด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวังเปล่งประกายเจิดจ้าด้วยกันทั้งคู่

ไสวสวมชุดที่ดาวเรืองเอามาให้ยืนส่องกระจก หน้าผมของเธอพร้อมมาก
ไสวมองกระจก “โอ๊ย...ทำไมสวยขนาดนี้วะ จุ๊ๆๆๆ”
ไสวหมุนตัวไปรอบๆ อยู่ที่หน้ากระจก
“สวยทั้งข้างหน้า ข้างหลัง ข้างบน ข้างล่างยันหลังหู สวยไม่มีที่ติ”
ไสวยิ้มและจิกตากัดปากเซ็กซี่ใส่กระจก
ไสวมั่นใจมาก “ไสวพร้อมแล้วที่จะทำหน้าที่เมียให้ผู้ชายที่โชคดีที่สุดในคืนนี้”
แล้วไสวก็เดินออกไป

เสมอใจที่แต่งชุดเดียวกับไสวเป๊ะเดินเข้ามาส่องกระจกในห้อง
“แม่จ๊ะ เหมอพร้อมแล้วจ้ะที่จะเสียสละเพื่อเพื่อนที่เหมอรัก เหมอพร้อมแล้วที่จะหยุดความบาดหมางระหว่างเรืองกับไอ้วรรณ เป็นกำลังใจให้เหมอด้วยนะจ๊ะแม่...สู้เว้ย!”
เสมอใจยิ้มให้กระจกอย่างมีความหวัง

ไสวเอาผ้าคลุมหัวย่องออกมาทางหน้าบ้านแล้ววิ่งไป
เสมอใจก็เอาผ้าคลุมหัวย่องออกทางสวนแล้ววิ่งออกไปเช่นกัน

ไสววิ่งตาลีตาเหลือกกลับเข้ามาในครัวแล้วเทยาสาวร้อยผัว(ยาสมุนไพรสำหรับผู้หญิง ช่วยให้ผู้หญิงกลับมาสาว ซู่ซ่า บำรุงฮอร์โมนทางเพศ) ในขวดโหลใส่แก้วใบใหญ่ โดยเทไปบ่นไป
“ตายๆๆๆ ลืมซดสาวร้อยผัวได้ยังไง เดี๋ยวสู้แรงเด็กไม่ได้ เสียชื่อไสวสมุนไพรหมด ยังไงก็สู้ตายกันไปข้างล่ะวะ” ไสวยกขึ้นซดจนหมดแก้ว “ร้อนเว้ยร้อน ซี๊ด”

เสมอใจนั่งบนเนินใต้ต้นมะขาม
เสมอใจรำพันเบาๆ “ในที่สุด วันนี้ของเหมอก็มาถึง แม่เอาใจช่วยเหมอด้วยนะจ๊ะ”
สิ้นคำอธิษฐานก็มีกระสอบคลุมลงบนหัวเสมอใจสมใจ เสมอใจดีดดิ้นพอเป็นพิธี
กรอดเผลอตะโกน “อย่าดิ้นสิวะไอ้เรือง!”
แหลมด่า “มึงจะตะโกนทำไมวะ เดี๋ยวมันก็รู้หรอกว่าพี่วรรณให้มาฉุด”
กรอดกับแหลมช่วยกันหามเสมอใจวิ่งออกไปทางหนึ่ง
ดาวเรืองที่แอบมองอยู่หลังต้นไม้ใหญ่หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง จินตวัฒน์โผล่มาทางด้านหลังแล้วแกล้งถามดุๆ “ทำอะไร...ดาวเรือง”
ดาวเรืองตกใจนิดๆ ก่อนจะเชิดหน้ากวนๆ “หายใจอยู่ มีไรปะ”
พูดจบดาวเรืองก็เดินหนีไป จินตวัฒน์มองตามแล้วส่ายหน้าด้วยความระอาใจ



ดาวเรืองเดินหนี จินตวัฒน์เดินตาม ดาวเรืองหยุด จินตวัฒน์ก็หยุด ดาวเรืองเดินไปทางขวา จินตวัฒน์ก็ไปทางขวา ดาวเรืองไปทางซ้าย จินตวัฒน์ก็ไปทางซ้าย ดาวเรืองทนไม่ไหวจึงหันหน้ามาเท้าเอวจ้องหน้าจินตวัฒน์
“ไม่มีอะไรทำรึไง จะเดินตามทำไมห๊า!”
จินตวัฒน์ยิ้ม “ก็อยากตามมาดูหน้าคนที่พระพรหมส่งมาให้เธอ ว่าหน้าตาเป็นยังไง เหมือนนายวรรณมั้ย”
ดาวเรืองเดือด “ไม่มีทางเหมือนไอ้วรรณ และไม่มีวันเหมือนนายด้วย”
ดาวเรืองเดินหนีไป จินตวัฒน์เดินตามอีก
ดาวเรืองหงุดหงิด “เป็นอะไรมากปะเนี่ย จะตื๊ออะไรนักหนา หน้าฉันเหมือนแฟนนายรึไง”
จินตวัฒน์ขำ “เพ้อเจ้อ!!!...ทอมบอย แก่นกะโหลกอย่างเธอ ไม่ใช่สเป๊กฉัน ที่ฉันเดินตามเพราะอยากตรวจบัญชีเป็ด”
ดาวเรืองหน้าหงาย “อยากตรวจบัญชีเป็ดหรืออยากสะกดรอยตามคนเลี้ยงเป็ด”
“ก็ทั้งสองอย่างนั่นแหละ”
ดาวเรืองบ่น “ตั้งแต่เอาเป็ดเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม ชีวิตมันวุ่นวายขึ้นทุกวันเลยเว้ย เอาไปปล่อยวัดซะดีมั้ยวะ”
“ถ้าไม่อยากเลี้ยง ฉันจะเอาไปให้เสมอใจเลี้ยง”
“ไม่ต้อง คนพูดเล่นพูดจริงยังแยกไม่ออก แบบนี้จะไปตรวจสอบใครได้ ถามจริงเป่ายิ้งฉุบมาเป็นปลัดรึเปล่าเนี่ย”
ดาวเรืองมองจินตวัฒน์กวนๆก่อนจะเดินอาดๆไป จินตวัฒน์ยิ้ม ส่ายหน้าแล้วเดินตาม

แหลมหามกระสอบทางด้านหัว ส่วนกรอดหามด้านเท้า ทั้งสองเดินเข้าไปในกระท่อมปลายนาอย่างทุลักทุเล เพราะคนในกระสอบยังคงดิ้นสุดฤทธิ์ ทั้งคู่วางกระสอบหนาๆ ลงบนฟูกที่โรยด้วยกลีบดอกกุหลาบสีแดง
แหลมกับกรอดหอบแฮ่กๆ “เรียบร้อย”
สุวรรณยืนตระหง่านอยู่ในเงามืด
“เบาเว้ย ทะนุถนอมหน่อย ถ้าจะช้ำ ก็ขอให้ช้ำเพราะมือข้า”
“คืนนี้ พี่วรรณได้สูญเสียความเป็นชาย” แหลมบอก
กรอดเสริม “กลายเป็นของไอ้เรือง...แหง”
สุวรรณประแป้งทั้งตัว หวีผมเรียบแปล้เดินออกมาจากมุมมืดด้วยมาดเท่
สุวรรณสูดลมหายใจ “ข้าพร้อมจะเสียตัวให้มันแล้ว”
แหลมกับกรอดเชียร์ “พี่วรรณสู้ตาย!”
“มีทุกข์ร่วมทุกข์” สุวรรณพูด
แหลมกับกรอดต่อ “มีสุข ร่วม”
สุวรรณรีบบอก “กูไม่ให้ร่วมโว้ย ออกไปเฝ้าหน้ากระท่อม ห้ามให้ใครมายุ่งเด็ดขาด แม้แต่มด ปลวก ยุงก็ห้ามบินเข้ามาในห้องนี้ ผัวเมียเขาจะเล่นโป้งแปะกัน”
แหลมกับกรอดรีบเดินออกจากห้องไปด้วยความเสียดาย สุวรรณหันมามองกระสอบด้วยสายตาหวานฉ่ำและโลมเลียเต็มที่ก่อนจะเข้าไปเอามือไล้แขน
“มามะคนดี มาร่วมแรงร่วมใจใช้นามสกุลขยันสอยด้วยกัน”
สุวรรณไม่รอช้า เขาดึงกระสอบออกจากร่างดุ๊กดิ๊กๆ ทางด้านศีรษะเผยให้เห็นใบหน้าของเสมอใจโดดเด่นเป็นสง่า
สุวรรณช็อค “นังเหมอ”
เสมอใจเขินอาย “ใช่ ข้าเอง”
สุวรรณถลึงตาใส่ “เอ็งมาได้ไง”
“ก็...หัวใจ สั่งให้มา” เสมอใจตอบ
สุวรรณถอยหนีและทำท่ารังเกียจเดียดฉันท์
“น้ำเน่าๆๆๆๆๆ ติดละครจนขึ้นสมองแล้วนะเอ็งน่ะ ไปเลยนะ ไปไกลๆเลยไป๊”
“จะไปได้ไง ข้าไม่ได้มาเอง ข้าถูกฉุดมา” เสมอใจบอก
“วุ๊ย!!!! ข้าไม่ได้อยากจะฉุดเอ็งโว้ย”
“ฉุดข้าเถอะ”
“บ๊ะนังเหมอ เอ็งกล้าล้อเล่นกับข้าเหรอ”
“ไม่ได้ล้อเล่น ข้าพูดจริง ข้ารักเอ็งไอ้วรรณ”
สุวรรณตกใจ “ห๊า!”
“หนึ่งมิตรชิดใกล้ไง”
“ใครอยากจะใกล้ชิดเอ็ง คนที่ข้ารักและอยากใกล้ชิดด้วยมีแค่ไอ้เรืองคนเดียวโว้ย”
“ไอ้เรืองไม่เคยรักเอ็ง ข้าต่างหากที่รักเอ็งมาตลอด”
“ปัญญาอ่อน เอ็งหูหนวกหรือตาบอดกันแน่วะ ถึงไม่รู้ว่าข้ากับไอ้เรืองเป็นแฟนกัน”
“ไอ้วรรณ!!” เสมอใจเหมือนจะโกรธแต่กลายเป็นร้องไห้

กรอดกับแหลมที่ยืนอยู่หน้ากระท่อมหันมามอง
“ทำไมบอกรักกันเสียงดังจัง”
“ยังงี๊ล่ะ สวีทอารมณ์ตบจูบ...จูบแล้วตบ...ตบแล้วจูบ”
กรอดกับแหลมรับพร้อมกัน “ฮิ้วว”
แล้วทั้งคู่ก็พุ่งขึ้นไปแอบดูตามรูที่ประตูโดยไม่ได้นัดหมาย

สุวรรณชี้หน้าด่าเสมอใจด้วยอาการของขึ้นหนักกว่าเดิม
“โว้ย...นังนี่ ต้องให้ข้าเอาข้าวสารเสกใส่มั้ย เอ็งถึงจะไป...ดำก็ดำ สวยก็ไม่สวยแล้วยังจะเสนอหน้ามาเป็นเมียคนหล่อๆอย่างข้าอีก เอ็งรีบไปเลยนะ...คนอย่างข้าไม่มีวันรักเอ็ง ได้ยินมั้ย”
“ไอ้วรรณ ทำไมเอ็งถึงใจร้ายขนาดนี้”
แหลมกับกรอดที่มุงดูอยู่ที่ประตูพุ่งพรวดเข้ามานอนกองอยู่ตรงพื้น กรอดผงะ ส่วนแหลมอ้าปากค้าง
กรอดชี้ “ทำไมไอ้เรืองหน้าเหมือนนังเหมอ”
แหลมเบิ๊ดกะโหลกกรอด “เหมือนที่ไหน นี่มันนังเหมอ”
“อย่าให้ข้าหมดความอดทนนะ” สุวรรณว่า
แหลมกับกรอดรีบคลานไปซุกที่มุมห้อง เสมอใจน้ำตาไหล
“เอ็งมันไม่มีหัวใจ” เสมอใจว่า
“ใช่ เพราะข้าให้ไอ้เรืองไปหมดแล้ว เอ็งเลิกเพ้อเลย แล้วก็ออกไปซะ”
เสมอใจยังร้องไห้กระซิกๆ สุวรรณรำคาญจึงเดินมาตะโกนใส่หน้าเสมอใจ
“ข้ารักไอ้เรืองได้ยินมั้ย!!! ข้าไม่ได้รักเอ็ง”
เสมอใจทนไม่ไหวจึงปล่อยโฮแล้วเอามือปิดหูวิ่งเตลิดออกจากกระท่อมไป สุวรรณหันมาหาลูกน้องด้วยดวงตาเหี้ยมเกรียม
แหลมอึกอัก “คือ...คือ...”
สุวรรณถีบกรอดกับแหลมไปคนละทาง
“ไอ้โง่เอ๊ย ใช้งานอะไรไม่เคยสำเร็จสักอย่าง”
สุวรรณเดินมาคว้ากระสอบ
“พี่จะไปไหน” แหลมถาม
“คนฉลาดอย่างข้าเท่านั้นที่จะฉุดไอ้เรืองได้ โง่ๆอย่างเอ็งจัดที่นอนใหม่เดี๋ยวนี้เลยดึงให้ตึงนะ อย่าให้ไอ้เรืองรู้ว่ามีผู้หญิงอื่นมานั่งมานอนก่อนมัน ถ้ามันงอน พวกเอ็งตาย”
สุวรรณถือกระสอบเดินจ้ำออกไป

ไสวนั่งอยู่ใต้ต้นมะขามในท่าสวยงาม มีผ้าโพกอยู่ที่หัว เธอเหลียวซ้ายแลขวาคล้ายผู้หญิงที่มารอคนรักพาหนี
ไสวนั่งฝันเฟื่อง “หนุ่มน้อยของไหว จะหน้าเหมือนใครนะ ณเดชน์ หมาก หรือบอย โอ๊ยเลือกไม่ถูก ชอบหมดทั้งสามคนเลย ถูกใจหมดเลย”
สุวรรณย่องเข้ามาแอบดู
“โอ๊ย!!!! สะโพกผาย เอวคอด อ้อนแอ้นเหลือเกิน เอ็งนี่มันซ่อนรูปจริงๆน้องเรือง”
สุวรรณย่องเข้าไปใกล้ๆ พร้อมกระสอบ
ไสวเพ้อต่อ “ดิ้นพอเป็นพิธี ห้ามส่งเสียงเด็ดขาด อ๊ายย เนื้อสาวแตกเปรี๊ยะเลือดฉีดปรี๊ดๆ”
ไสวเพ้อเสร็จปุ๊บ สุวรรณก็สวมกระสอบครอบหัวเธอทันที ไสวรู้ตัวจึงดิ้นพองาม
“อย่าดิ้น!” สุวรรณสั่ง
สุวรรณชอนไสวขึ้นมาอุ้ม
“ทำไมหนักจังวะ! แบกเหล็กมาด้วยรึไง”
สุวรรณอุ้มไสวเดินออกไป

จบตอนที่ 6
กำลังโหลดความคิดเห็น...