xs
sm
md
lg

ดาวเรือง ตอนที่ 2

เผยแพร่:

 ดาวเรือง  ตอนที่ 2  

บ้านดาวเรืองอยู่หลังร้านตั้งตระหง่าน โดดเด่นแต่เงียบสงัด เวียงดึงไพ่ที่บานชื่นเพิ่งแจกเสร็จขึ้นมาดูแล้วเปรยๆ ออกมา

“มีสาวๆที่ไหนเหลือบ้างมั้ยแม่ชื่น เอาไอ้ที่มันเลยสามสิบไปแล้วนะ”
“ปูนนั้นเขาไม่เรียกสาวแล้วมั้ง แม่เวียงจะหาไปทำไม” บานชื่นถาม
“หาไปให้พี่ผันน่ะสิ ครบสิบเมื่อไหร่จะได้หมดภาระฉันสักที”
“เออ..นี่ก็ใจกว้างยังกะมหาสมุทร มีแต่เขาไม่อยากให้ผัวมีเมียน้อย นี่กลับให้มีตั้งสิบ แล้วทำไมไม่เลือกไอ้ที่ยังสาว หน่วยก้านดีๆจะใช้สอยอะไรก็วิ่งไวปุ๊บปั๊บล่ะ”
“เรื่องอะไรจะเอาเด็กหน้าใสๆผิวตึงๆมาแข่งแขกับเรา ยังไงฉันก็ต้องเป็นที่หนึ่ง”
“ไม่เหลือแล้วล่ะจ้ะ รุ่นสุดท้ายพี่เวียงก็เพิ่งกวาดไป” บุญปลีกบอก
บุญปลอดที่ไม่ได้เล่นแต่มานั่งดูสาธยายเพิ่มเติม “แม่เบอร์ ๗-๘-๙ ไงจ้ะ”
ผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้น “หาดีๆก็ยังพอมีอยู่นะ”
ทุกคนหันไปมองที่มาของเสียง ผู้หญิงคนนั้นเอาไพ่ที่ปิดหน้าลง ทำให้เห็นว่าคือ ไสว ที่กำลังยิ้มพยักพเยิดเหมือนจะเสนอตัวเองยังไงยังงั้น
เวียงเหล่ “แนะนำ หรือ เสนอตัวหา..นังไหว”
“ไอ้ประเภทสี่สิบต้นๆ แต่หน้าไปห้าสิบปลายๆก็ไม่ไหวนะพี่เวียง” บุญปลีกแขวะ
ไสวยิ้มระรื่นใส่ “แหม..แนะนำแค่เนี้ย ไฟรนขึ้นมาเชียว เรื่องอะไรข้าจะยอมเป็นน้อยใครให้เมียใหญ่ข่มเหง ในเมื่อข้าก็มีดีพอจะเป็นเบอร์๑กะเขาเหมือนกัน อุ๊ย..ดูสิมัวคุยเพลิน อย่างหาว่างั้นงี้เลยนะ ป๊อกอีกแล้วจ้ะ”
ไสวหงายไพ่ลงกับพื้นห้องที่ปูผ้าไว้สำหรับเล่นไพ่
บานชื่น เวียง และบุญปลีกวางไพ่ในมือตัวเองลงอย่างเซ็งๆ


จ่าแม่นวิ่งเหยาะๆ นำจินตวัฒน์กับกำจรเข้ามาหลบข้างพุ่มไม้หน้าบ้าน
จินตวัฒน์เอ่ยถาม “บ้านผู้ใหญ่ผันหรือครับ”
จ่าแม่นหันมาจุ๊ปาก “ชู่ว์..อย่าเอ็ดไปครับ บ้านไอ้เรืองมัน”
จินตวัฒน์เบาเสียงลง “ก่อเหตุแล้วกลับมากบดานที่นี่เหรอ”
“ไม่ใช่กบดานครับ แต่มันมาก่อเหตุเพิ่มที่นี่อีก” จ่าแม่นบอก
จินตวัฒน์อึ้ง “วันละสามคดีเลยเหรอ”
“นี่ยังน้อย บางวันมันก่อคดีทุกชั่วโมงเลยครับ คุณปลัดตามหลังผมไว้ให้ดีนะครับ ไม่งั้นเจอมันสวนกลับแน่ ไปครับ” จ่าแม่นบอก
จ่าแม่นชักปืนขึ้นกราดซ้ายขวาราวกับหน่วยอรินทราชเข้าจู่โจมเหล่าร้ายโดยท่าระวังภัยแสนเว่อร์ของจ่าแม่นทำเอาจินตวัฒน์อ้าปากหวอว่าต้องขนาดนี้เชียวเหรอ
กำจรรีบบอก “มันเว่อร์ยังงี้ตั้งแต่เป็นพลตำรวจแล้ว เอากับมันหน่อยครับ เดี๋ยวมันขาดความมั่นใจ”
กำจรประกบมือทำเป็นปืนพร้อมกับปั้นหน้าขึงขังทำท่าเลียนแบบจ่าแม่นก่อนจะวิ่งเหยาะๆนำจินตวัฒน์ไป

จินตวัฒน์ได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะวิ่งตาม
ไสวจั่วไพ่ขึ้นมาก่อนจะหงายไพ่แล้วเฮลั่น

ไสวหัวเราะเสียงห้าว “ป๊อกจ้า..ป๊อก 5 5 5 5 5”
บานชื่น เวียง และบุญปลีกทิ้งไพ่ในมือลงอย่างฉุนๆ โดยมีบุญปลอดนั่งมองตาปริบๆ
เวียงยัวะ “ซ่อนไพ่หรือเปล่าวะนังไหว ข้าจั่วจนแขนยานแล้วยังไม่ได้กินสักตา”
ไสวเยาะเล็กๆ “คนดวงดีขายขี้ก็รวย คนดวงซวยซื้อหวยก็ไม่โดน เคยได้ยินมั้ยแม่เวียงที่เขาว่า คนเราแข่งอะไรก็แข่งได้ แต่แข่งดวงพนันน่ะแข่งไม่ได้ 5 5 5”
“เย้ยกันอย่างนี้ มีตบ”
พูดจบบุญปลีกก็ง้างมือจะตบไสว
บุญปลอดคว้ามือบุญปลีกแล้วเตือน “โกรธคือโง่ โมโหคือบ้านะพี่ปลีก”
“จะเลิกเล่นก็ได้นะ ข้าจะได้หอบเงินกลับบ้าน 5 5 5” ไสวเย้ย
“เอ้าน่า..แม่เวียง ของยังงี้มีได้มีเสีย ลองเปลี่ยนที่ดูมั้ยล่ะ เผื่อจะนั่งทับเจ้าที่” บานชื่นเสนอ
“เออ..นั่นสิ” เวียงหันไปหาบุญปลีกกับบุญปลอด “เอ้า..เอ็งสองคนลุก..ลุก สลับที่กัน”
บานชื่น เวียง บุญปลีก และบุญปลอดเดินวนซ้ายเวียนขวาสลับที่กันไปมาหลายรอบ สุดท้ายก็ลงนั่งในตำแหน่งเดิมกันทุกคน
“สบายใจแล้วใช่มั้ย” ไสวถาม
“เทียวนี้มีเฮ” บานชื่นบอก
บานชื่นสับไพ่อย่างกระฉับกระเฉง แต่ครู่เดียวเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
บานชื่นตะโกนไปที่ประตู “ว่าไงไอ้เพี้ยน คนกำลังมือขึ้นมาเรียกขัดลาภทำไมวะ”
เสียงเคาะประตูยังดังต่อเนื่อง
“ไปเปิดประตูให้มันทีไป๊..นังปลอด” เวียงสั่ง
บุญปลอดเดินไปเปิดประตู ทันทีที่ประตูเปิดออกเธอก็ถึงกับหน้าซีดเผือดเพราะเห็นจ่าแม่นยืนยิ้มแฉ่งตามติดด้วยกำจรและจินตวัฒน์ บุญปลอดจะแหกปากร้องแต่จ่าแม่นจุ๊ปากให้เงียบ บุญปลอดพยักหน้าหงึกๆ แล้วรีบเอามือปิดปาก จ่าแม่นย่องเข้ามานั่งข้างบุญปลีก
“ไอ้เพี้ยนมันมาเรียกทำไม” บุญปลีกถาม
บุญปลีกหันมาเห็นจ่าแม่นก็ช็อกแล้วรีบคลานตัวลีบออกมา จ่าแม่นเอามือสะกิดเวียงที่นั่งข้างๆ
เวียงรำคาญ “อะไรวะนังปลีก สะกิดอยู่ได้” เวียงมองไพ่ในมือ “เฮ้ยย..ป๊อกเว้ยยย ปอ...”
เวียงหันมาเจอจ่าแม่นก็ถึงกับช็อกจนตาค้างทำให้คำว่า “ป๊อก” ที่จะพูดหลุดผ่านกระเดือกหายเข้าไปในคอ
“แหม..ทำเป็นช็อก ไม่เคยป๊อกก็ยังงี้แหละ 5 5 5 5” ไสวหัวเราะ
เวียงส่ายหน้าปรายตาไปที่จ่าแม่น ไสวมองตามแล้วเสียงหัวเราะก็ขาดกลางอากาศจนถึงขั้นใบ้รับประทานขึ้นมาทันที บานชื่นดันแบ็งค์๒๐ แบงค์๕๐และเหรียญ๑๐บาทอีก ๒-๓ เหรียญไปให้เวียง แล้วสับไพ่ต่ออย่างเมามัน
“เอ้า..ทีนี้ตาฉันบ้างล่ะ ไม่ป๊อกไม่เลิกเว้ยวันนี้” บานชื่นบอก
จ่าแม่นถาม “ทำอะไร”
“สับไพ่” บานชื่นตอบ
“ทำไมมาเล่นตรงนี้” จ่าแม่นถามต่อ
บานชื่นตอบทันที “แอบตำรวจ”
แล้วบานชื่นก็ชะงักกึกก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเห็นจ่าแม่นส่งยิ้มชวนสยิวให้
ขาไพ่ทุกคนพร้อมใจกันแหกปาก “ตำรวจ”
อารามตกใจบานชื่นจึงยกเท้าถีบจ่าแม่นจนกระเด็นก่อนจะโยนไพ่กระจาย แล้ววิ่งหนีออกไปพร้อมทุกคน
จ่าแม่นตะโกนไล่หลัง “จะหนีไปไหน”
จ่าแม่นวิ่งตามแก็งค์พนันออกไป โดยมีจินตวัฒน์กับกำจรวิ่งตาม


เวียง บุญปลีก บุญปลอด และบานชื่นวิ่งนำออกมา โดยมีจ่าแม่น จินตวัฒน์ กำจร วิ่งไล่ตามหลัง กลุ่มนักพนันกับเจ้าหน้าที่วิ่งไล่จับกันชุลมุนจากซ้ายไปขวา จากหน้าไปหลัง วิ่งทะแยงมุม วิ่งซิกแซกสลับฟันปลา วิ่งมาชนกันเอง พยุงกันลุกขึ้น แล้วก็วิ่งจับกันอีก ฯลฯ ในที่สุดผู้ถูกล่าและผู้ไล่ล่าก็วิ่งหนีกระเจิงไปกันละทิศละทาง


ดาวเรืองขี่มอเตอร์ไซด์โดยมีเพี้ยนซ้อนท้าย
“ฮ่าๆๆ สะใจไอ้เรืองจริงเว้ย หมามุ๋ยกำเดียว คันกันยกบ้าน” ดาวเรืองหัวเราะ
“ป่านนี้เกากันก้นแดงแล้วมั้งพี่เรือ”
ดาวเรืองกับเพี้ยนหัวเราะออกมาด้วยกัน
ทันใดนั้นเสมอใจก็ขี่มอเตอร์ไซด์สวนมาพอดี
เสมอใจตะโกนทั้งๆที่ขี่มอเตอร์ไซด์ “ไอ้เรือง! เกิดเรื่องแล้ว!!”
ดาวเรืองจอดมอเตอร์ไซด์อย่างงงๆ เสมอใจจอดมอเตอร์ไซค์เทียบด้วยหน้าตาตื่น
“เรื่องอะไรพี่เหมอ?”

ดาวเรืองถาม
บนโต๊ะที่มีผ้าปูสีขาว มีไพ่ของกลางเรียงเป็นตัวหนังสือสวยงามว่า “ไพ่” เลียนแบบการแถลงข่าวจับกุมยาบ้าตามข่าวในทีวี

บานชื่น เวียง บุญปลีก บุญปลอด และไสวยืนเรียงหน้ากระดานโดยปั้นหน้าโศกไปด้วย
เวียงโอดครวญ “ฉันเคยมีเรื่องกับใครที่ไหน ใครมันกลั่นแกล้งแจ้งจับฉันหา..จ่าแม่น บอกมาเดี๋ยวนี้เลย ฉันไม่ไปเอาเรื่องมันหรอก แค่อยากรู้แค่นั้นว่ามันเป็น..ใคร!!”
“รู้จักคนชื่อผู้ใหญ่ผันมั้ยน้าเวียง คนนั้นล่ะที่แจ้งจ่าแม่นให้มาจับ” กำจรบอก
ผัน สุวรรณ แหลม และกรอดที่ปะแป้งตรางูลายพร้อยทั้งตัวเดินเข้ามายืนประกาศลั่นกลางห้อง
ผันกระหยิ่ม “ไหน..ขอดูหน้าเจ้าของบ่อนที่วันๆไม่ทำอะไร นอกจากทำผิดกฎหมาย บั่นทอนศีลธรรม มอมเมาชาวบ้านให้มาเล่นไพ่ แล้วไอ้พวกที่มาเล่นก็ช่างไม่มีอะไรทำ ไม่รู้ไม่มีลูกผัวให้ดูแลกันรึไง”
ไสวซึ่งเสื้อผ้ายังชื้น ผมยังลีบลู่เสียทรง ขยับเข้ามายืนเท้าเอวอยู่ด้านหลังผู้ใหญ่ผัน
“เออ..ฉันมันไม่มีลูกไม่มีผัว แต่ไอ้ที่มีลูกมีผัวก็มี ผู้ใหญ่แหกตาดูบ้างสิ”
ผัน สุวรรณ แหลม และกรอดพลิกตัวหันหน้ามา เวียงซึ่งอยู่ด้านในสุดเดินเบียดทุกคนออกมายืนหน้าผัน
ผันงง “เอ้า..แม่เวียงมาทำไมที่นี่”
“ก็โดนจับมาสิวะ นี่..มันเรื่องอะไรของแกหาพี่ผัน คนจะพักผ่อนเฮฮากับเพื่อนฝูงนิดๆหน่อยๆ ดันไปเรียกตำรวจมาจับ ทีแกขนเงินไปตีไก่อยู่ในบ่อนเป็นวันๆ ฉันเคยบ่นอะไรมั้ย” เวียงว่า
ผันเสียงอ่อย “ก็..พี่จะรู้ได้ยังไงว่าแม่เวียงแวะไปจั่ว ก็แม่เวียงบอกไปธุระ ที่พี่แจ้งจับไอ้เรือง ก็เพราะมันเอาหมามุ่ยมาใส่โอ่งน้ำให้พี่กับไอ้พวกนี้อาบ เห็นมั้ยผื่นขึ้นเต็มตัวเหลือแต่ลูกตา”
พูดจบ ผัน สุวรรณ แหลม และกรอดก็เกาเป็นลิงเพราะแป้งที่ทาไว้หมดฤทธิ์ที่ทำให้เย็นสบายตัวพอดี
“ใส่ความลูกฉันอีกแล้ว รู้ได้ยังไงว่าไอ้เรืองมันเป็นคนทำ” บานชื่นถาม
“โอ๊ยย..แล้วจะทำยังไง ลูกผัวฉันก็ยังไม่มี ฉันไม่อยากติดคุก” ไสวบ่น
“ลูกสาวตัวดีหายหัวไปไหนล่ะพี่บาน ไหนคุยว่าจั่วจนเหนี่ยงยานก็ไม่ถูกจับไง มันหายไปไหนหา ไอ้เรืองน่ะ” บุญปลีกถาม
ดาวเรืองเดินเข้ามาพร้อมเสมอใจและเพี้ยน “ฉันอยู่นี่”
สุวรรณเสียงอ่อย “ไอ้เรือง”
บานชื่นโผเข้ามากอดลูก “เรือง..ลูกแม่”
ดาวเรืองพูดเสียงกร้าว “ใครหน้าไหน มันกล้ามาจับแม่ข้า”
สุวรรณ แหลม และกรอด ชี้มาที่ผู้ใหญ่ผันแล้วพูดพร้อมกัน “พ่อ / พ่อผู้ใหญ่”
ผันแก้ตัวน้ำขุ่นๆ “ข้าแจ้ง แต่ไม่ได้จับ”
“จ่าแม่น” ดาวเรืองหันไปหา
“ข้ารับแจ้ง แต่ไม่ได้เป็นคนจับ” จ่าแม่นบอก
ดาวเรืองหันไปอีก “น้าจร”
กำจรรีบแก้ตัว “ข้าจับน้าไหว ไม่ได้จับน้าบาน”
ดาวเรืองเสียงเข้ม “ถ้างั้นใครจับแม่บานของข้า”
จินตวัฒน์ขยับเข้ามาเผชิญหน้า “ฉันเอง”
ดาวเรืองโกรธจนหน้ากระดิก “ไหน หลักฐาน”
“อยู่ที่โต๊ะโน่นไง” จินตวัฒน์ชี้ไปที่ห้องทางด้านหลัง “ไปดูให้เห็นกับตา”
“กลัวตายล่ะ”
ดาวเรืองขยับตัวเดินไปที่ห้องเพราะรับคำท้าจินตวัฒน์ แต่แล้วจู่ๆเสมอใจก็เป็นลมล้มตึงแล้วเอามือขยุ้มที่ท้อง
เสมอใจครวญคราง “โอ๊ยย..ปวด..ช่วยด้วย ปวดท้อง ปวดด”
เสียงร้องของเสมอใจเบนความสนใจของทุกคนให้พุ่งมาที่เธอไม่เว้นแม้แต่จินตวัฒน์ ทุกคนเฮมาดูเสมอใจ ดาวเรืองขยิบตาให้เพี้ยน เพี้ยนรีบวิ่งเข้าไปในห้องของกลาง


เพี้ยนวิ่งหน้าตั้งเข้ามากวาดไพ่ใส่ถุงพลาสติกที่พับมาอย่างดีในกระเป๋า

ดาวเรืองเรียกความสนใจของทุกคนมาที่เสมอใจหนักขึ้นด้วยการทำน้ำเสียงตื่นเต้นร้อนรน
“ไส้ติ่งอักเสบ เครียดลงกระเพาะ ม้ามแลบ ไตวาย หรือ..” ดาวเรืองคิด
“หรือว่าท้อง เอ็งปวดท้องคลอดลูกรึเปล่านังเหมอ!!” สุวรรณถาม
“โธ่..ไอ้วรรณ!!! ไม่หล่อแล้วยังโง่อีก เหมอมันเคยมีผัวซะที่ไหน..หา” ดาวเรืองว่า
“เวรกรรม ป้าถูกจับหลานล้มป่วย จะมีใครซวยกว่านี้มั้ยเนี่ย” ไสวเปรย
ระหว่างที่ทุกคนกำลังมะรุมมะตุ้มเสมอใจ หางตาของจินตวัฒน์ก็เห็นอะไรแวบๆ ไวๆ ในห้อง เขาจึงหันไปมองก็เห็นเพี้ยนถือถุงพลาสติกกระโดดข้ามหน้าต่างห้องแสดงของกลางลงไปที่ระเบียงด้านนอกแล้ววิ่งหายไป
จินตวัฒน์เหล่มองดาวเรือง ดาวเรืองแอบหันไปมองเพี้ยน พอเห็นเพี้ยนหายไปจากห้องแล้วเธอก็หันมาหาเสมอใจ จินตวัฒน์รีบสลายตัวออกไปทางด้านหน้าสน.
ดาวเรืองส่งสัญญาณให้เสมอใจ “จะมัวมุงกันอยู่ทำไม รีบพานังเหมอไปส่งโรงพยาบาลสิวะ”
พอได้ยินสัญญาณลับที่ดาวเรืองส่งให้ เสมอใจก็ดีดตัวขึ้นนั่ง อาการเจ็บปวดทุรนทุรายเมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้ง
เสมอใจยิ้มแฉ่ง “หายแล้วจ้ะ”
สุวรรณพูดไปเกาไป “อะไรของเอ็งวะนังเหมอ เมื่อกี้ยังดีดดิ้นจะเป็นจะตาย”
“มันไม่เจ็บไม่ตายก็ดีแล้ว เอ็งจะงงทำไมหา..ไอ้ลิงกัง!!” ดาวเรืองว่า
สุวรรณทำท่าขึงขัง “พูดอย่างงี้เดี๋ยวมี..จูบ”
ดาวเรืองยกขาขึ้นพร้อมตอกกลับ “ตาตุ่มแล้วกัน กำลังคันอยู่พอดี”
จ่าแม่นเข้ามายืนคั่นกลางแล้วพูดเย้ยปนกระหยิ่มยิ้มย่อง
“ก่อนจูบ รบกวนไปดูของกลางกันสักนิด จะได้จูบผ่านลูกกรงกันซึ้งๆ”
“ก็ไปสิ” ดาวเรืองบอก
จ่าแม่นเดินนำทุกคนกลับไปที่ห้องของกลางด้วยท่าทางอกผ่ายไหล่ผึ่งราวกับจอมพลนำทัพเข้าสู่สนามรบ แต่แล้วจอมพลก็หน้าหดกลายเป็นพลทหาร เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
“ไหน..ของกลาง” ดาวเรืองเอ่ยถาม
จ่าแม่นและทุกคนยืนมองโต๊ะที่เคยจัดเรียงไพ่ไว้อย่างสวยงามซึ่งบัดนี้กลายเป็นโต๊ะที่ว่างเปล่า ไม่มีไพ่สักใบเหลือทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า
โจทย์ ทั้งจำเลย รวมทั้งคนแจ้งและพยานพากันยืนอ้าปากหวอ จ่าแม่นหันขวับมามองดาวเรือง

ดาวเรืองส่งยิ้มหวานหยดก่อนจะยักคิ้วให้จ่าแม่น
เพี้ยนกระโดดจากระเบียงลงมา กลิ้งหลุนๆเป็นลูกขนุนไปกับพื้น ทำให้ถุงไพ่กระเด็นหลุดจากมือ

เพี้ยนร้องโอดโอย “โอ๊ย..อู๊ย”
เพี้ยนเอามือถูเนื้อตัวลดอาการเจ็บ สักครู่เขาจึงค่อยๆ ยันตัวขึ้นนั่งแล้วมองหาถุงพลาสติกใส่ไพ่
จินตวัฒน์ขยับเข้าถาม “หาอะไรเหรอเพี้ยน”
เพี้ยนเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นถุงที่ตัวเองหาอยู่ในมือจินตวัฒน์เรียบร้อยแล้ว


จินตวัฒน์ ดาวเรือง ผู้ใหญ่ผัน บานชื่น สุวรรณ เวียง บุญปลีก บุญปลอด ไสว และเพี้ยนลงมาจากสน. โดยมีจ่าแม่นและกำจรเดินตามมาด้วยหน้าตาจืดจ๋อย
ผันไม่อยากจะเชื่อ “เรื่องมันเป็นอย่างนี้ไปได้ยังไงวะ”
บานชื่นโวยใส่ “ทีหลังจะจับใครก็หาหลักฐานมามัดแน่นๆ ทั้งคนแจ้ง คนจับ มันเสียเวลาจั่ว..เอ๊ย..ทำมาหากินรู้รึเปล่า”
เวียงรีบพลิกลิ้น “ใช่ ฉันนั่งคุยกันอยู่ดีๆก็มาจับ ฉันจะฟ้องกลับแกจ่าแม่น”
บุญปลอดท่อง “มุสาวาทา เวรมณี”
กำจรพูดต่อ “สิกขาปะทังสมาทิยามิ สาธุ”
“ไม่ต้องทำเป็นมือถือสากปากถือศีลเลยไอ้จร ฉันจะฟ้องแกด้วย แกโอบกอดลวนลามฉัน รัดฉันแน่นยังกะงูหลามตอนที่พาฉันมาที่นี่” ไสวว่า
แหลมกับกรอดดูสารรูปไสวแล้วอุทานพร้อมกัน “จริงอะ!!”
“แหม..สาวใหญ่บ้านดอนล้อมแรด พลิกลิ้นกันเห็นๆเลยนะ ได้..ถ้างั้นฉันก็จะฟ้องกลับว่าผู้ใหญ่ผันแจ้งความเท็จ” จ่าแม่นว่า
“อ้าว..ทำไมมาลงที่ข้า” ผันถาม
“หนูห้ามแล้วใช่มั้ยว่าอย่าจับแฟนหนู พ่อก็ไม่เชื่อ เห็นมั้ยฟ้องกลับกันอีรุงตุงนัง” สุวรรณบอก
“ที่แท้..ผู้ใหญ่นี่เองที่เป็นตัวการ ไหนคุยออกลั่นทุ่งว่าถ้าไม่มีหลักฐานก็แจ้งจับใครไม่ได้ไง แล้วไหนล่ะ..หลักฐาน” ดาวเรืองเย้ย
จินตวัฒน์เดินเข้ามาพร้อมถุงไพ่ในมือ โดยมีเพี้ยนยืนยิ้มแหะๆอยู่ข้างๆ
จินตวัฒน์พูด “นี่ไง..ไพ่ ๒ สำรับ ครบเซ็ท”
ทุกคนหันมามองจินตวัฒน์เป็นตาเดียว


ดาวเรืองกัดฟันกรอดพร้อมกับจ้องหน้าจินตวัฒน์เขม็ง ขณะที่ยื่นเงินค่าปรับให้จ่าแม่น
จ่าแม่นยิ้มเย้ย “ข้าบอกเอ็งแล้วใช่มั้ยว่า ให้จ่ายค่าปรับมาซะดีๆ”
เวียงกลายเป็นลมเพลมพัด “ใช่ จ่ายไปซะตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องเดินขึ้นๆลงๆ ให้ปวดข้อปวดเข่าอย่างนี้”
บุญปลอดท่องออกมา “สรรพสิ่งย่อมเสื่อมไปตามเวลา”
“จะมาโปรดสัตว์อะไรตอนนี้หา..นังปลอด” บุญปลีกไม่พอใจ
“เอาน่า..แค่เสียหน้ากับเข่าเสื่อมนิดหน่อย จ่ายค่าปรับแล้วก็แล้วกัน” กำจรบอก
ดาวเรืองจ้องหน้าจินตวัฒน์ “วันพระไม่ได้มีหนเดียว”
“ใช่ ไว้วันพระคราวหน้าค่อยมาจั่วกันใหม่” บานชื่นบอก
สุวรรณยังคันคะเยอ “จะโกรธพ่อข้าก็โกรธไปนะไอ้เรือง แต่อย่าโกรธข้านะ ข้าทำใจไม่ได้”
“เอ็งก็เอาเครื่องปั่นไฟไปคืนวัดสิ” ดาวเรืองบอก
สุวรรณรับคำ “ก็ได้”
แหลมรีบสวนเสียงดัง “พี่วรรณไม่ได้ขโมย เอ็งจะให้เอาที่ไหนไปคืน”
“ก็เอ็งเอาไปตึ้งไว้ที่ไหน ก็ไปเอาคืนที่นั่นล่ะ” เพี้ยนว่า
“ข้าขอประกาศไว้ตรงนี้เลยนะว่า ถ้าไอ้พวกโจรห้าร้อยยังไม่เอาของกลางไปคืนวัดข้าจะทำให้พวกมันร้อนรนทุรนทุรายยิ่งกว่าเจอหมามุ่ยร้อยเท่าพันเท่า” ดาวเรืองบอก
ผันพูดหน้าตาย “ใครเจอหมามุ่ย ใครคัน”
จินตวัฒน์งง “อ้าว..ยังไงกันครับ ก็เมื่อกี้ผู้ใหญ่บอกเองว่าโดนหมามุ่ยมา”
ผัน สุวรรณ แหลมและกรอดพูดเสียงสูงพร้อมกัน “เปล๊า”
แต่ทั้งสี่ก็เก็บอาการคันไว้ไม่มิด ทั้งที่พยายามแต่ก็ยังเต้นหยุกหยิกไปมาไม่อยู่สุข
“อยากลองดีก็เอา คราวนี้จะเอาให้หนังพองน้ำเหลืองกระจายเลยคอยดู” ดาวเรืองขู่
“มันจะมากไปแล้วนะเว้ย แม่ชื่นทำไมไม่รู้จักสั่งสอนลูกตัวเองมั่ง” ผันว่า
“ทำไมจะไม่สอน ฉันสอนให้มันรู้ดีรู้ชั่วอยู่ทุกวัน ใครทำดีก็ยกย่อง ใครทำชั่วก็ต้องประจาน ผู้ใหญ่ไม่ได้ทำชั่วแล้วจะเดือดร้อนทำไม”
เวียงเข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ไอ้พวกขโมยของวัดนั่นต่างหากที่มันชั่วววว ถ้าพ่อแม่มันไม่สั่งสอนก็ให้ไอ้เรืองมันสั่งสอน ก็ถูกแล้วไง”
สุวรรณ แหลม และกรอดสะดุ้ง
“แต่เธอจะไปลงโทษใครโดยไม่มีหลักฐานไม่ได้นะ..ดาวเรือง” จินตวัฒน์บอก
“ฉันรู้แล้ว ถ้าไม่มีหลักฐานแล้วนายจะทำให้ฉันหมดตัวได้อย่างวันนี้เหรอ” ดาวเรืองถาม

ดาวเรืองส่งสายตาแข็งกร้าว แบบไม่เป็นมิตรให้จินตวัฒน์อย่างเปิดเผย

อ่านต่อหน้า 2
 ดาวเรือง  ตอนที่ 2 (ต่อ)  

เสมอใจนั่งหน้าละเหี่ยที่บ้านดาวเรือง

“ขอโทษนะเรือง เหมอคิดว่าจะรอด แต่ก็ต้องมาจนมุมปลัดใหม่จนได้”
ไสวลงนั่งข้างเสมอใจ ในขณะที่บานชื่นชงโอเลี้ยง โดยมีดาวเรืองและเพี้ยนรับมาเสิร์ฟให้ทั้งคู่
“ข้าว่าแล้ว เอ็งถึกยังกะแรด เคยป่วยกะใครซะที่ไหน ไหงถึงลงไปชักดิ้นชักหงอยังงั้นได้” ไสวว่า
“ก็เรืองบอกว่าถ้าเหมอทำ คนจะเชื่อแล้วก็เบนความสนใจมาที่เหมอ” เสมอใจเล่า
“เออ...ฉลาดเป็นกรดเลยนะไอ้เรือง แต่ยังไงก็แพ้ปลัดใหม่อยู่ดี 5 5 5” ไสวหัวเราะร่า
“นั่นสิป้า หนูว่าหนูไวแล้วนะ แต่ไอ้ปลัดนั่น มันโผล่มาจากไหนไม่รู้ จู่ๆมายึดถุงไพ่ไปเฉยเลย” เพี้ยนบอก
“เที่ยวนี้ก็คงได้ปิดบ่อนไปนาน...เฮ้อ” บานชื่นเซ็ง
“แล้วปลัดใหม่นี่มันเป็นใคร ทำไมถึงมาช่วยไอ้จ่าแม่นจับเราล่ะ คนไม่เคยมีเรื่องกันมาก่อน ไม่ได้อกหักรักคุดเพราะแม่เอ็งอย่างจ่าแม่นสักหน่อย” ไสวบอก
“ฉันจะไปรู้มันเหรอ ฉันไม่ชอบหาเรื่องใครก่อนอยู่แล้ว แต่ถ้าใครมาหาเรื่องฉันก่อน ฉันก็จะกัดให้จมเขี้ยวเลย เชื่อหัวไอ้เรืองเหอะ”
ดาวเรืองย้ำประโยคสุดท้ายด้วยความเจ็บใจไม่ใช่กระหยิ่มยิ้มย่องเหมือนทุกครั้ง


จ่าแม่นหัวเราะลั่นจนเห็นลิ้นไก่กระพือไปมา
“ฮ่าๆๆ”
“ได้เงินค่าปรับไอ้เรืองแค่เนี่ย มีความสุขยังกะถูกหวย” กำจรแขวะ
“แหงล่ะ..กว่าจะจับมันได้ข้าต้องเหงื่อไหลไคลย้อยมากี่ปี จับทีไรมันหนีรอดไปได้ทุกที”
“ครั้งนี้ก็เกือบไป ถ้าคุณปลัดไม่โกยหลักฐานกลับมายันได้ ข้าว่าช๊วน” กำจรบอก
จ่าแม่นไม่พอใจ “แต่ถ้าข้าไม่เริ่มไปจับมันก่อน คุณปลัดก็ไม่มีหลักฐานมาเล่นงานมัน”
“แหม..ปัญหากำปั้นทุบดินยังกะไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่ ก็ถ้าผู้ใหญ่ไม่แจ้งจ่าจับ แล้วจ่าจะไปจับมันเหรอ”
“ทำไมต้องขัดขวางความสุขของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ด้วยวะ” จ่าแม่นว่า
“เอาเป็นว่า เราสองคนช่วยกันทำงานดีกว่าจ่า” จินตวัฒน์สรุป
“พูดอย่างนี้ค่อยดูให้เกียรติกันหน่อย เราจะร่วมมือกัน จับไอ้เรืองกันต่อไปนะครับ” จ่าแม่นบอก
“ถ้าเขาทำผิดนะครับ และก็ไม่ใช่แค่ดาวเรืองคนเดียว ผมจะช่วยจ่าจับทุกคนที่ทำผิดกฎหมายครับ”
พูดจบจินตวัฒน์ก็มีสีหน้ามุ่งมั่น จ่าแม่นกับกำจรแอบเหล่แล้วคิดในใจว่าอุดมการณ์แรงกล้าแต่จะอยู่ได้สักกี่น้ำ


ณ ทุ่งดอกหญ้าล้อที่มีลมสะบัดไหว จินตวัฒน์กับกำจรเดินคุยกันมาตามทาง
“ตอนที่แก็งค์ผู้สูงอายุยังรุ่นๆ ผู้ใหญ่ผัน หลวงตาคง จ่าแม่น เคยแข่งกันจีบน้าบานชื่น แม่ของไอ้เรืองมันครับ แต่สุดท้ายก็แห้วรับประทานกันทุกคน เลยเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาจนทุกวันนี้” กำจรเล่า
“จะว่าไปถ้าผู้ใหญ่ทุกคนทำตัวให้น่าเคารพ เด็กอย่างดาวเรืองก็คงไม่กล้าก้าวร้าว” จินตวัฒน์บอก
“มันก็มีส่วนครับ ผู้ใหญ่ผันแกก็เป็นอย่างที่เห็น เรื่อยๆเฉื่อยๆ ว่าไงว่าตามกัน ไม่ทำอะไรจริงจังสักอย่างนอกจากเลี้ยงไก่ หลวงตาคงหลังจากอกหักก็หันมาทำให้คนหลงใหลศรัทธาด้วยการเป็นร่างทรง ส่วนจ่าแม่นนั่นสุดโต่งเลย พ่ายรักแล้วตามล้างตามเช็ดลูกเดียว”
“ถ้างั้นเรื่องที่ผู้ใหญ่ผันบอกว่าดาวเรืองเอาหมามุ่ยไปใส่ในตุ่มน้ำ ก็น่าจะไม่ใช่เรื่องจริง”
“โอ๊ยย..ผมว่าจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อกี้เราเจอมันแหวกดงหญ้าออกมาแถวๆนี้ จำได้มั้ยครับ”
จินตวัฒน์พยักหน้า
“นั่นล่ะครับ ลึกเข้าไปด้านในมันคือดงหมามุ่ย คุณปลัดคิดว่ามันเข้าไปปลูกหรือเข้าไปเก็บมาแกล้งคนล่ะครับ ไอ้เรืองมันแสบจะตาย”
“แต่ยังไง เขาก็ยังเด็ก”
กำจรแค่นหัวเราะ “ไอ้เรืองมันยังเด็ก..หึ..หึ..หึ”


ที่สตูดิโอถ่ายทำโฆษณาแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ทีมงานกำลังมะรุมมะตุ้มนางแบบคนหนึ่ง ทั้งผู้กำกับแสงที่เข้ามาวัดแสง ทั้งช่างแต่งหน้าช่างทำผมที่มาดูแล ทั้งเซ็ตผมปัดแก้ม ทั้งทีมงานเสื้อผ้าที่เข้ามาดูแลความเรียบร้อย ทุกคนล้อมหน้าล้อมหลังนางแบบคนนั้นอยู่พักใหญ่
ผู้ช่วยผู้กำกับตะโกนบอก “เอ้า!!! เคลียร์เฟรมจะถ่ายแล้ว”
ทุกคนค่อยๆสลายตัวออกมา ในขณะที่นางแบบบิดตัวหันหลังให้กล้องพอดี
ผู้ช่วยผู้กำกับตะโกนบอก “Sound !”
แผนกเสียงขานรับ “Sound Rolling !”
“Camera !!”
แผนกกล้องขานรับ “Set”
คนตี Slate พูดเสียงดัง “Shot 8 Take 2”
ผู้ช่วยผู้กำกับสั่ง “Action”
สุดาวดี นางแบบที่รวบผมหลวมๆ ในลักษณะเซ็กซี่เหมือนเพิ่งขึ้นจากอ่างอาบน้ำหันหน้ามาพูดกับกล้องพร้อมทั้งจิกตาโปรยเสน่ห์ใส่กล้องสุดฤทธิ์
“มาอาบความชุ่มชื่นให้กับชีวิตกับโรสสิคะ”

ผู้กำกับสั่ง “คัท!!! โอเค..อยู่”
สุดาวดีฉีกยิ้มหวานเดินมาหาผู้กำกับฯ ในขณะที่เธออยู่ในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาว

“เดี๋ยวถ่ายช้อตในอ่างอาบน้ำ พักได้เป็นชั่วโมงเลยโรส” ผู้กำกับบอก
“ค่ะ” สุดาวดีมองหาแล้วตะโกนเรียกเสียงหวาน “พี่น้ำหวานคะ”
น้ำหวานเดินอย่างคล่องแคล่วเข้ามา
สุดาวดีกระซิบถาม “โทรมารึยัง”
น้ำหวานตอบ “ยัง”
สุดาวดีชักสีหน้าเหมือนผิดหวังอย่างรุนแรงก่อนจะหันมาพูดห้วนๆ ใส่น้ำหวาน
“เป็นไปได้ยังไง!! พี่น้ำหวานเปิดเครื่องรึเปล่า”
“อู๊ยยย..พี่ก็เปิดมันทั้งวันทั้งคืน เคยปิดซะที่ไหน น้องโรสถือไว้เองมั้ยล่ะ”
“ถ้าโรสต้องถือเอง โรสจะจ้างพี่น้ำหวานทำไม อย่าลืมตามหมอนวดไปที่ห้องด้วยล่ะ”
พูดจบสุดาวดีก็สะบัดหน้าพรึ่ดเดินออกไปอย่างหงุดหงิด
น้ำหวานบ่นตามหลัง “เหวี่ยงอยู่ได้ แค่ผู้ชายไม่โทรหาแค่เนี้ย”
สักครู่เสียงไอโฟนของสุดาวดีก็ดังขึ้น น้ำหวานหยิบขึ้นมาดูแล้วไฟหน้าจอก็ดับวูบ
“อ้าว แบตหมดซะงั้น” น้ำหวานหย่อนไอโฟนใส่กระเป๋า
โทรศัพท์อีกเครื่องของน้ำหวานดังขึ้น น้ำหวานคุยโทรศัพท์เจ๊าะแจ๊ะโดยลืมโทรศัพท์อีกเครื่องไปเลย


จินตวัฒน์ซึ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วเดินเช็ดผมที่เพิ่งสระมาหมาดๆไป รอให้ปลายสายรับโทรศัพท์ไป
“อาหารเย็นมาแล้วคร้าบบบ คุณปลัด” กำจรบอก
“ขอบใจ” จินตวัฒน์กดวางสายแล้วแอบถอนใจเล็กๆ
“โทรหาแฟนหรือครับ”
“รู้ได้ไง”
“ก็ตั้งแต่กลับมา ผมเห็นคุณปลัดตั้งหน้าตั้งตารอว่าเมื่อไหร่จะห้าโมง พอห้าโมงปุ๊บ ผมก็เห็นคุณปลัดหยิบโทรศัพท์ปั๊บ แล้วก็โทรๆๆๆๆ แบบนี้..ถ้าไม่ใช่แฟน ก็แม่ล่ะครับ”
จินตวัฒน์ชม “ฉลาด”
กำจรยิ้มหน้าบาน “ขอบคุณครับ”
“แต่ถ้าขยันด้วย บ้านเมืองจะเจริญกว่านี้”
กำจรหุบยิ้มเหงือกแห้งติดฟัน จินตวัฒน์แอบขำก่อนจะยกกาแฟขึ้นจิบแล้วเปลี่ยนเป็นไม่สบายใจ ที่สุดาวดีไม่รับสาย


พฤกษ์เดินถือช่อบูเกต์ซึ่งเป็นดอกกุหลาบอัดแน่นมีป้ายเล็กๆ เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “ SORRY “ แนบมาด้วย พฤกษ์เดินมาทางหน้าห้องแต่งตัวแล้วมองซ้ายมองขวาเหมือนหาอะไรสักอย่าง สักครู่เขาก็มาหยุดยืนที่หน้าห้องซึ่งมีป้ายติดว่า “ คุณโรส ”
พฤกษ์เคาะประตู สักครู่ก็มีจากด้านในดังลอดออกมา “เข้ามา”
พฤกษ์เปิดประตูเข้าไป เขามองสำรวจห้องที่มีเตียงนอน เก้าอี้พักผ่อน โต๊ะทำงานเล็กๆ โต๊ะกินข้าวเล็กๆ ทุกอย่างตกแต่งอย่างดีราวกับห้องในโรงแรมหรู
สุดาวดีเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วถอดเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาวโยนลงบนเก้าอี้ ก่อนจะเดินไปนอนคว่ำหน้าที่เตียง พฤกษ์ยืนตะลึงตาโตเมื่อเห็นหญิงสาวอยู่ในชุดเสื้อกล้ามรัดรูปโชว์สะดือตัวจิ๋วกับกางเกงขาสั้นที่คว้านโคนขาจนแทบจะเป็นกางเกงใน
สุดาวดีไม่ได้หันมามองอะไรแต่พูด “น้ำมันอยู่บนโต๊ะ หยิบมาเลย”
พฤกษ์ยืนเอ๋อ
สุดาวดีย้ำ “ไม่เห็นรึไง”
พฤกษ์หันไปเห็นน้ำมันอะโรม่ากลิ่น Country Rose วางอยู่ที่โต๊ะจึงวางช่อดอกไม้ แล้วหยิบขวดน้ำมันเดินมายื่นให้หญิงสาว
สุดาวดีปรายตามาเห็นมือที่ถือขวดน้ำมัน “นวดต้นคอก่อน เมื่อยจะตายอยู่แล้ว”
พฤกษ์พูด “ผม..นวดไม่เป็น”
สุดาวดีผงกหัวขึ้นมาเพราะงงว่าทำไมคนนวดแทนตัวเองว่า “ผม” เธอหันมามองคนที่ถือขวดน้ำมันในมือแล้วกรี๊ดลั่น
“กรี๊ดด” สุดาวดีวิ่งไปหยิบเสื้อมาคลุมตัว “แก..นาย..นายเข้ามาทำไม เข้ามาได้ยังไง”
“ผม..คือ..ผมมาจากร้านบะ..”
สุดาวดีสวนขึ้นมาทันที “ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ ฉันต้องการนวดกับหมอนวดผู้หญิง”
“ผมไม่ใช่หมอนวดครับ คือ..คุณจะ..”
“ไม่ใช่หมอนวดแล้วแกเข้ามาทำไม แกเป็นใคร คิดจะลวนลามแล้วถ่ายคลิปแบคเมลฉันเหรอ รู้จักฉันน้อยไปซะแล้ว”
“เดี๋ยวครับ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ผมแค่จะเอาดอก..”
สุดาวดีไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น “เห็นว่าฉันเป็นดาราดัง แล้วคิดจะขู่เรียกเงินฉันใช่มั้ย”
พฤกษ์อึ้ง “คุณเป็นดาราดัง”
“ไอ้บ้า! แกไม่เคยได้ยินชื่อสุดาวดีเลยรึไง!”
พฤกษ์ช็อก “สุดาวดี! เอ่อ..ผมขอโทษ ผมเข้าห้องผิด ขอโทษนะครับที่มารบกวน”
พฤกษรีบวิ่งไปหยิบช่อบูเกต์บนโต๊ะก่อนจะวิ่งออกไป
สุดาวดีตวาดแว้ดตามหลังไป “ฉันออกจะดัง ไม่รู้จักฉันได้ยังไงห๊า..ไอ้บ้า!”

สุดาวดีโกรธที่พฤกษ์ไม่รู้จักเธอ มากกว่าการที่ชายหนุ่มบุกเข้ามาในห้องเสียอีก
พฤกษ์วิ่งหอบดอกไม้หน้าตื่น ออกมาจากห้องจนมาถึงโถงด้านหน้า เขาถอนใจเฮือกก่อนจะหันไปเห็นครีเอทีฟ ๒-๓ คนนั่งคุยงานกันอยู่

พฤกษ์เดินเข้าไปหา “เอ่อ..ขอโทษนะครับ ผม..ไม่เจอคุณโรสน่ะครับ”
“อ้าว..ไม่ได้อยู่ในห้องเหรอ” ครีเอทีฟเหลือบเห็นน้ำหวานเดินมา “อ่ะ..นั่นไงมานั่นล่ะ..ไปหาคนนั้นเลยไป”
พฤกษ์หันไปมองน้ำหวาน “ขอบคุณมากครับ” แล้วเดินเข้าไปหา
น้ำหวานเห็นรูปร่างหน้าตาพฤกษ์อินเทรนด์เตะตาเลยส่งยิ้มแสดงความเป็นมิตรอย่างเหลือเฟือ
“ผม..เอาดอกไม้จากคุณจิ๋นมาให้คุณโรสครับ”
“อ้อ.. ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ไม่ทราบน้องทำงานอะไรอยู่ที่ไหน หรือว่ายังเรียนหนังสืออยู่คะ สนใจจะเข้าวงการเป็นนายแบบ ถ่ายโฆษณา เล่นหนังเล่นละครมั้ยคะ ถ้าสนใจ โทรหาพี่ได้ทุกเวลานะคะ”
น้ำหวานหยิบนามบัตรในกระเป๋ายื่นให้
“ผม..เอ่อ..ผมไม่มีความสามารถด้านนี้ครับ”
“มาลองเทสต์หน้ากล้องดูก่อนก็ได้”
“ไม่ดีกว่าครับ เดี๋ยวคุณโรสจะเสียเวลาเปล่า ขอบคุณมากนะครับที่ชวน ผมขอตัวก่อนนะครับคุณโรส” พฤกษ์เดินออกไปอย่างสุภาพ
น้ำหวานยิ้มตัวพอง “คุณโรส แหม..หล่ออินเทรนด์แล้วยังตาแหลมอีกต่างหาก”
น้ำหวานดีใจคิกคักที่ความใฝ่ฝันอยากจะสวยเซ็กอย่างสุดาวดีเพิ่งมีคนค้นพบวันนี้เอง


เวียงถลาเข้ามาพร้อมกับตีหน้ายักษ์แหกปากลั่น
“ไอ้หนูวรรณ!”
สุวรรณพุ่งเข้าไปกอดขาเวียง “จ้าแม่ อย่าตีหนูนะ หนูกลัวแล้วจ้า”
บุญปลอดท่อง “อทินนาทานาเวรมณี สิกขาประทัง สมาทิยามิ การลักทรัพย์ทำให้มือแสบมือพอง
คล้ายโดนถลกเนื้อเอาเกลือทา”
ผัน สุวรรณ แหลม และกรอดมองดูมือตัวเองที่แสบพองแล้วแหกปากร้องลั่น “อะ..จ๊ากกกก”
“ใครใช้ให้พวกเอ็งทำเรื่องโง่ๆอย่างนี้ห๊า !!” เวียงว่า
“อย่าทำอะไรหนูวรรณเลยนะพี่เวียง หนูวรรณยังเด็ก ยังไม่รู้ประสา” บุญปลีกร้องขอ
“เอ็งไปแบกออกจากวัดมาได้ยังไงทั้งใหญ่ทั้งหนักปานนั้น ทำไมไม่ขโมยไอ้ที่เบาๆกว่านั้นล่ะเว้ย” เวียงบอก
ทุกคนร้องพร้อมกัน “อ้าว”
ไสวเดินหิ้วตะกร้าใส่กล่องเทียนขี้ผึ้งขึ้นบ้านมาหลายกล่อง
บุญปลีกหันไปถาม “มาทำไมยะ”
“แวะเอาเทียนมาทำทานคนแถวนี้” ไสวบอก
“จะไปจุดธูปเทียนไหว้พระที่ไหนก็ไปก่อนเถอะไป๊ คนกำลังมีเรื่องวุ่นวาย ยังไม่มีอารมณ์ทำบุญเว้ย” เวียงไล่
“วุ่นวายก็เพราะโดนหมามุ่ยกันทั้งบ้านใช่มั้ยล่ะ” ไสวรู้ทัน
บุญปลอดพาซื่อ “ทำไมรู้ล่ะ”
“ข้าเป็นหมอสมุนไพรนะนังปลอด แค่ใช้หางตามองผาดๆแวบเดียวข้าก็รู้แล้วว่าไอ้ที่คันคะเยอ บวมพองกันอยู่นี่มันเป็นเพราะฤทธิ์จากขนหมามุ่ย ข้าถึงได้เอาเทียนขี้ผึ้งมาถอนพิษถอนขนมันให้นี่ไง เดี๋ยวจะหาว่าคนบ้านเดียวกันไม่มีน้ำใจ”
เวียงพูดจาลมเพลมพัดเหมือนเคย “แล้วก็ไม่บอกตั้งแต่แรก ถ้างั้น..เชิญๆๆ”
“แล้วข้าต้องทำยังไงวะนังไหว” ผั
กำลังโหลดความคิดเห็น...