xs
sm
md
lg

แค้นเสน่หา ตอนที่ 7

เผยแพร่:

แค้นเสน่หา ตอนที่ 7

ที่โรงเรียนราชนารีวันนี้ มีการซ้อมการแสดง รุ้งซ้อมรำอยู่กับครูผู้ฝึกการรำ และมีครูผู้ช่วยผู้หญิงอยู่ด้วย นักเรียนที่รอซ้อมชุดต่อไป คือการแสดงระบำสเปญ ซึ่งมี จริมา ทอแสงรัศมี อรสา และเด็กผู้หญิงอีก 3 คน และนอกจากนี้ยังบรรดาเพื่อนๆ เด็กสาวๆ นั่งรอดูอยู่ประปราย

รุ้งซ้อมรำอวยพร โดยมีครูฝึกคอยจับท่าทางให้ รุ้งตั้งอกตั้งใจมาก
สักครู่หนึ่ง มีเสียงหญิงทอแสงกับเพื่อนคุยกันเสียงดังมาก ดังเข้ามาแว่วๆ ถ้อยคำประมาณว่าตนชักชวนพี่ชายเดียวมางาน พี่ชายบอกจะมาแน่ๆ เพราะจะมาดูฉันเต้นระบำสเปญ เพื่อนบอกว่าไม่ชวนเพื่อนคุณชายมาด้วยหรือ ทอแสงถามว่าให้ชวนเหรอ ชวนมาทำไม เพื่อนว่า แหมอยากรู้ว่าเพื่อนคุณชายจะหล่อเหมือนคุณชายมั้ย ประมาณอย่างนี้
จริมาทนไม่ไหวที่เห็นถูกรบกวนสมาธิ เลยพูดขึ้นลอยๆ
“เสียงดัง ไม่รู้จักเกรงใจใคร”
ทอแสงรัศมีหันขวับมาทันที “ว่าใคร”
จริมาตอบทันทีเหมือนกัน “ว่าเธอนั่นแหละ”
“ยุ่งอะไรด้วย หน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยเหรอ” หญิงทอแสงย้อน
“ไม่ต้องมีหรอก คนทำหน้าที่นั้น วิญญูชนควรจะรู้ด้วยตัวเอง” จริมาโต้
“เชอะ วิญญูชน” ทอแสงรัศมีกระซิบถามเพื่อนคนหนึ่ง “แปลว่าอะไร”
“คนดี” เพื่อนบอก
จริมาสวนทันที “คนรู้ผิดรู้ถูก”
“แล้วมันผิดตรงไหน” หญิงทอแสงย้อนอีก
“อรสา เธอบอกเค้าไปเถอะ ชั้นขี้เกียจพูดกับคนไม่มีความคิด” จริมาบอกอรสา
ทอแสงรัศมีปราดเข้าหา ยืนประจันหน้า “มากไปแล้วนะจริมา”
“มากแค่ไหนล่ะ ทอแสงรัศมี”
ตอนนี้เพื่อนๆ ของทั้งสองคนดึงๆ กันไว้บ้าง
“เธอไม่ใช่ครูจะมาว่ากันแบบนี้ไม่ได้”
“ก็ได้....ฉันถอนคำพูดที่ว่าเธอไม่มีความคิด”
“ไม่ได้...เธอต้องขอโทษฉันก่อน”
“เอางั้นเชียว”
“ขอโทษมา”
จริมาพึมพำ “ยากตรงไหน” แล้วเสียงดังขึ้น “ขอโทษที่ฉันว่าเธอไม่มีความคิด”
ทอแสงรัศมีมองหน้าจริมานิ่งๆ ชักงงว่าจะไปยังไงต่อ
“พอใจแล้วนะคุณหญิง”
อรสาลากแขนจริมาออกมา “แค่นี้พอ ยายทอแสงกำลังงง”
หญิงทอแสงยังหน้างงๆ อยู่ “ชั้นไม่ชอบหน้าตาเค้าเลย ขอโทษชั้นแต่ทำหน้าอย่างนั้น”
“หน้ายังไงเหรอ” เพื่อนชื่อประไพถาม
“เธอเห็นว่าหน้าเค้าสำนึกผิดมั้ย วนิดา” ทอแสงรัศมีถามทางวนิดา
“ไม่เห็น เห็นแต่สำนึกถูก” วนิดาบอก
ทอแสงรัศมีตาเขียว “แน่ใจนะคือคำตอบ งั้นปากกาที่ว่าจะให้เปลี่ยนใจแล้ว”
วนิดามองจ้อง สีหน้าผิดหวังมาก
“ให้ตอบใหม่ได้” หญิงทอแสงว่า
“ใช่...เค้าไม่สำนึกผิดเลย จริมานิสัยไม่ดีจริงๆ” วนิดาบอก
หญิงทอแสงเหล่นิดหน่อย “พอยอมรับได้ พรุ่งนี้เอาปากกามาให้”
รุ้งรำถึงบทสุดท้ายพอดี ครูสอนระบำสเปญออกมาเรียกว่า
“ระบำสเปญ...ซ้อมได้”

ไม่นานต่อมาพวกนักเรียนที่ระบำสเปญ กำลังยืนเตรียมพร้อม ดนตรีขึ้น และเริ่มเต้นกัน ครูคอยบอกท่าทาง
ทอแสงรัศมีและจริมา เต้นอยู่ใกล้กัน บางทีหันไปกระทบกัน หญิงทอแสงมองตาเขียว แต่จริมานั้น สุขภาพจิตดีเยี่ยม หันไปท่าทำขอโทษแบบไม่อยากให้มีเรื่อง แต่คราวหนึ่ง ทอแสงรัศมีเกเร กระแทกอรสาเข้าอย่างจังและอย่างจงใจ อรสาคะมำไปข้างหน้า เกือบล้ม
“โอ๊ย....เต้นดีๆ สิ” อรสาบ่น
“ไม่เห็น” หญิงทอแสงบอก
“ไม่จริง ฉันรู้ว่าเธอเห็นเธอจงใจนิสัยไม่ดี” อรสาไม่เชื่อ
“เอ๊ะ..ยายผมม้าปิดหน้าปิดตาจะบอดแล้ว รู้ได้ไงว่าชั้นเห็น”
“ต่อให้ชั้นหลับตาชั้นก็เห็นย่ะ”
ครูสอนรำยืนเหล่มอง สีหน้าเบื่อๆ
“ช่างเธอสิ ชั้นไม่เห็นจริงๆ นี่น่า” หญิงทอแสงว่า
จริมา มองแบบคาดโทษเดี๋ยวเถอะคอยดู
“เอาล่ะ...ทะเลาะกันเสร็จแล้วใช่มั้ย...ซ้อมต่อ” ครู่เอ่ยขึ้น
นักเรียนทั้งหมดหันมาดูครูงงๆ
“ถ้าชั้นตัดสินพวกเธอจะเลิกทะเลาะกันมั้ย ก็ไม่....ชั้นเห็นเธอทะเลาะกันตั้งแต่ ม.1 แล้วมั้ง กี่ปีแล้วล่ะ ไม่เห็นมีแววว่าจะเลิกทะเลาะ ก็ทะเลาะไปอย่าให้ถึงกับทำร้ายกัน....เข้าใจมั้ย”
เด็กทุกคนหน้าจ๋อย
“คนเราไม่ชอบกันเป็นธรรมดาที่จะพูดจาขัดแย้งกัน แต่จำไว้อย่าถึงขั้นทำร้ายกันอย่างนั้น มันคือจิตใจที่มืดบอด ดำสนิท ถึงขั้นทำร้ายกันได้อาจจะต่อไปถึงทำผิดศีลธรรมได้...เข้าใจนะทุกคน” ครูอบรม
เด็กๆ พยักหน้าน้อยๆ พนมมือรับคำทุกคน
“อีกอย่าง นักเรียนตีกันมันเป็นภาพที่น่าเกลียดเหลือทน อย่าให้ชั้นเห็นเป็นอันขาด ชั้นเป็นครูพวกเธอ ชั้นทนไม่ได้ที่จะเห็นลูกศิษย์ตีกัน”

โรงเรียนเลิกแล้ว รุ้ง จริมา อรสา พี่ตุ๊ และพี่เหน่ง เดินมาที่หน้าโรงเรียนด้วยกัน เห็นทอแสงรัศมีกับพรรคพวกเดินไปข้างหน้า
“แหม..ไม่งั้นล่ะ สวย” จริมาเอ่ยขึ้น
“อะไร” อรสางง
พี่ตุ๊ก็งง “นั่นสิอะไรสวย”
พี่เหน่งเย้า “ชมพี่ว่าสวยเหรอจ๊ะ ริมา”
“ชมเราทุกคนเลยว่าสวย แต่กะอีกคน สวยอีกแบบ” จริมาว่า
“รุ้งยังใจหาย คิดว่าเดี๋ยวคุณหญิงต้อง...”
“ล้มหน้าคะมำ...แน่นอน วางแผนไว้แล้ว เอาให้ปากแตกเลย เพราะยายผมม้าเนี่ยได้แต่...นิสัยไม่ดี..นิสัยไม่ดี” จริมาทำเสียงเล็กเสียงน้อย “แค่เนี้ย...คุณหญิงเธอจะเจ็บแค่ไหนเชียว”
“พูดอะไรอย่างอื่นไม่ออก...โกรธ” อรสาบอก
จริมามองหญิงทอแสงไปพูดกับรุ้งไป “ยายคุณหญิงคนนี้...ริมาจะคอยดูต่อไปว่าที่ครูสอนเมื่อกี้น่ะเข้าหัวเค้าแค่ไหน”
“เข้าสิ ริมา...เขาต้องเข้าใจรุ้งเชื่อ” รุ้งว่า

เย็นนั้น ขนาดมาบ้านปัณณธร สองสาวยังคุยกันเรื่องหญิงทอแสงไม่เลิก จริมาพูดต่อ
“โธ่เอ๋ย....คิดว่าคนอย่างยายทอแสงรัศมีจะรับอะไรดีๆ อย่างนั้นเข้าสมองเหรอ คอยดูไปแล้วกัน”
“รุ้งว่าเข้า”
“ตัวเล็ก ตัวน่ะมองอะไรสวยงามไปหมด...เอาไว้อีก 5 ปี ชั้นจะชี้ให้ตัวเห็นว่า คนอย่างทอแสงรัศมี” จริมายักไหล่ จริมากับรุ้งเดินผ่านหน้าประตูห้องพจน์ ได้ยินเสียงพจน์ไอแรงๆหลายที

ฝ่ายจันทร์กับยอด เดินคุยกันมาถึงใกล้ๆท่าน้ำของบ้านปัณณธร
“ฉันจะไปที่ครัว คุณพจน์ไม่ค่อยสบาย ต้องทำอาหารอ่อนๆ ให้เธอ”
“ผมเห็นคุณพจน์ไอมาก..น่ากลัว” ยอดบอก
“เห็นที่ไหน”
“บางครั้งคุณพจน์มานั่งอ่านหนังสือที่ท่าน้ำ”
“ฉันไม่เคยได้ยิน”
“น่ากลัวคุณพจน์จะพยายามปิดบังทุกคน”

พจน์ อยู่ในห้องนอน ไอโขลกๆ อย่างรุนแรง สีหน้าครุ่นคิด กังวลมาก มีเสียงเคาะประตู พจน์ไปเปิด เป็นจันทร์ที่เคาะ
“คุณพี่คะ เป็นอะไรรึเปล่าคะ น้องได้ยินเสียงไอ”
“อ๋อ” พจน์พูดเสียงปกติมาก “สำลักน้ำ อ้อ จันทร์ วันเสาร์นี้พี่จะมีแขกพิเศษมารับประทานอาหารที่บ้านนะ ช่วยจัดเตรียมด้วย”
“กี่คนคะ”
“คนเดียว แขกพิเศษคนเดียว ให้ริมา รุ้ง ฉัตต์ นั่งโต๊ะด้วย”
สีหน้าพจน์ดูเป็นกังวล แต่ได้ตัดสินใจแล้วจะทำยังไงต่อไป

ถึงคืนวันเสาร์ ครอบครัวปัณณธรต่างคอยแขกสำคัญกันอย่าพร้อมหน้าในห้องโถงใหญ่
“พ่อพจน์ ไหนบอกแม่ซิว่า วันนี้เลี้ยงเนื่องในโอกาสอะไร แล้วใครเป็นแขกพิเศษของพ่อพจน์” คุณหญิงเพ็งนึกสงสัย
“คุณแม่คอยดูนะครับ” พจน์อมพะนำ
“ใคร แล้วทำไมต้องให้เด็กเล็กมาคอยยืนเฝ้ารับเสด็จด้วย เขาจะได้ไปทำการบ้านกัน” คุณหญิงสงสัยมาก
“สักครู่เดียวครับ”
“เอ้า...สาวๆ คุยอะไรกัน เสียงรถแล้วกระมัง ต้องเข้าแถวด้วยมั้ยจ๊ะพ่อพจน์”
“คุณแม่” พจน์หัวเราะประจบๆ
หลวงวิเศษก้าวเข้ามา แล้วไหว้คุณหญิง ขณะที่จันทร์ตกตะลึง คาดไม่ถึง
“คุณหลวงวิเศษนี่เอง พ่อพจน์ทำแม่นอนไม่หลับว่าแขกพิเศษเป็นใคร” คุณหญิงทักทาย
“ไม่ได้พบคุณหญิงนาน สบายดีนะขอรับ” หลวงวิเศษทักตอบ
“ตามประสาคนแก่ค่ะ ลูกหลานเขาคอยเอาใจดีอยู่”
“อ้อ นี่หลานๆ” หลวงวิเศษรับไหว้ฉัตต์ จริมา และรุ้ง “เอ๊ะ ของคุณพจน์มีสามหรือนี่ คิดว่าสอง”
“นั่นหลานยายค่ะ ลูกของลูกสาว” คุณหญิงเพ็งหมายถึงจันทร์
จันทร์ไหว้หลวงวิเศษซึ่งมองอย่างตะลึงแล “อ๋อ...” พลางหันไปทางพจน์
“ครับ แม่จันทร์ น้องสาวผมครับคุณหลวง” พจน์มองตาคุณหลวงเป็นนัย รู้กัน
“อ้อ... ครับคุณพจน์... เห็นแล้ว” หลวงวิเศษลดเสียงลงหน่อย
“รับประทานอาหารกันก่อนเถิดนะครับ” พจน์ว่า

ทั้งหมดนั่งทานอาหารกันอย่างเรียบร้อย คุยกันเบาๆ รุ้ง ฉัตต์ จริมา นั่งเรียบร้อยตามประสาเด็กๆ สำลี และอ่อนคอยเสิร์ฟอาหาร หลวงวิเศษ คุยอย่างสุภาพกับคุณหญิง มีบางครั้งเหลือบชำเลืองมองดูจันทร์
หลวงวิเศษ เห็นภาพจันทร์สงบงาม ยิ้มน้อยๆ ดูเป็นผู้ดี คุณหลวงเพ่งมองในอาการพิศวง

ไม่นานต่อมา ทุกคนอยู่ตรงทางออกจากห้องอาหาร พจน์เอ่ยขึ้น
“ฉัตต์ ริมา รุ้ง ลาคุณหลวงได้แล้วลูก จะได้ไปทำการบ้าน”
ทั้งหมดมาลา หลวงวิเศษยิ้มแย้มกับฉัตต์และริมา จนถึงรุ้ง คุณหลวงมองอย่างเพ่งพิศ
“หนูรุ้งหรือ...” หลวงวิเศษหันมาทางจันทร์ “รุ้งเฉยๆ หรือว่า มีอะไรนำหน้าอีก”
“รุ้งเฉยๆ ค่ะ” จันทร์ตอบเสียงแผ่วเบา
หลวงวิเศษพยักหน้าช้าๆ “อือม์! เจริญสุขนะคะลูก”
“ขอบพระคุณค่ะ” รุ้งไหว้
“ไป ย่าพาไปลูก” คุณหญิงเพ็งบอก
หลวงวิเศษไหว้คุณหญิง ทั้งหมดเดินออกไป
“เชิญดื่มกาแฟทางนี้ครับ คุณหลวง”

สามคนอยู่ในห้องพักผ่อน จันทร์รินกาแฟส่งให้พจน์ ส่งให้หลวงวิเศษ หลวงวิเศษรับมาจ้องหน้าจันทร์
“ขอบคุณครับ หม่อมบุหลัน”
จันทร์สะดุ้งนิดๆ พจน์ไม่แสดงกิริยาผิดปกติ
“จันทร์ ตามที่น้องอนุญาต พี่ได้เล่าให้คุณหลวงฟังทุกอย่าง”
หลวงวิเศษถามขึ้น “หนูรุ้งคือ...”
“หม่อมราชวงศ์หญิงวิมลโพยม รังสิยา” จันทร์บอก
“หม่อมมีลูกแฝด คุณชายศักดินา กับ...”
“ค่ะ ลูกหญิงคลอดในเรือ ไม่มีใครที่วังรู้เรื่อง”
“เรื่องเป็นอย่างไรครับ” พจน์ถาม
หลวงวิเศษตรึกตรอง “ตัวการคือนางเฟือง ทั้งแต่งเรื่อง ทั้งสั่งฆ่าแต่นางเฟืองก็ชิงฆ่าตัวตายไปเสียก่อน ก่อนตายฆ่านายแคล้วด้วย หม่อมและเจ้ายอดหายไปด้วยกัน”
“ท่านชายคงจะทรงคิดว่าดิฉันหนีไปกับนายยอด”
“มิได้ครับ ผมขอยืนยันว่าท่านชายไม่เคยทรงคิดอย่างนั้นเลย ท่านตรอมพระทัยประชวรหลายครั้ง สุดท้ายเกิดอุบัติเหตุท่านตกบันไดเป็นอัมพาตครึ่งตัว”
“ดิฉันไม่รู้ข่าวที่วังอีกเลย”
“ผมสงสัยว่าเมื่อหม่อมสามารถเอาชีวิตรอดมาได้แล้ว นายยอดก็เป็นพยานปากสำคัญได้ ทำไมถึงไม่พึ่งกฎหมาย” หลวงวิเศษถาม
“ความกลัวไงคะ” อดีตหม่อมบุหลันตอบทันควัน พอสบตาพจน์ เขาก็พยักหน้าให้กำลังใจ “ดิฉันไม่ทราบว่านางเฟืองตาย ถ้าดิฉันกลับ นางเฟืองไม่มีวันปล่อย มันแค้นแทนท่านหญิง”
“เสียดายเหลือเกินที่ท่านชายไม่ทรงทราบว่ายังมีลูกหญิง”
“ป่านนี้อาจจะทรงรับรู้แล้ว” พจน์ว่า
“ขอบพระคุณค่ะคุณพี่ ขอบพระคุณคุณหลวง ดิฉันเป็นหนี้บุญคุณร่มไม้ชายคาของบ้าน “ปัณณธร” ได้กินอิ่มนอนหลับ ลูกหญิงมีการศึกษา ลูกชาย...” เสียงจันทร์สะดุดเล็กน้อย กล้ำกลืนความรู้สึกภายใน “แม้ไม่ได้รู้จักว่าเป็นแม่ลูก แต่เมื่อเขามีความสุข ดิฉันก็ดีใจและไม่ต้องการเรียกร้อง เพราะมันอาจเป็นการดึงเขาให้ตกต่ำ เขาอาจโกรธดิฉัน”
“หม่อมไม่คิดถึงว่าคุณหญิงควรจะ...” หลวงวิเศษพูดไม่ทันจบ
จันทร์บอกทันที “ลูกเป็นผู้หญิง วันหนึ่งไม่ช้าไม่นานเธออาจออกเรือนไปใช้สกุลอื่น ก็แล้วทำไมจะต้องทำให้เรื่องยุ่งยากโดยไม่จำเป็น”
พจน์โน้มตัวมาตบหลังมือจันทร์เบาๆ ด้วยความชื่นชมแล้วกล่าวกับหลวงวิเศษ
“ที่เรียนเชิญคุณหลวงมาที่บ้าน ก็เพื่อให้เป็นสักขีพยานด้วยอีกคน ชีวิตเราไม่มีอะไรแน่นอน หากผมมีอันเป็นไปผมก็ไม่ต้องการให้ความจริงทั้งหลายตายไปกับผม ต่อจากนี้ผมขอมอบความลับของหม่อมบุหลันฝากไว้ในความยุติธรรมของคุณหลวงด้วยขอรับ”
จันทร์สะดุดคำพูดของพจน์
“คุณพี่หมายความว่ายังไงคะ”
“ไม่มีอะไร พี่แค่ไม่อยากประมาทเท่านั้น”

เวลาต่อมา พจน์อยู่ในห้องหนังสือ ไอโขลกๆ เอาผ้าเช็ดหน้าที่ปิดมาดู เห็นเลือดสดๆ พจน์ไม่ตกใจ มีเสียงเคาะประตู พจน์หันไป รู้ทันทีว่าเป็นใคร พจน์มองอย่างใจเย็น เอาผ้าผืนนั้นใส่กระดาษห่อมิดชิด เสียงเคาะประตูดังอีก
“จันทร์หรือ”
“ค่ะ”
พจน์เปิดประตู จันทร์ถามทันที
“ได้ยินเสียงคุณพี่ไออีกแล้ว”
“อ๋อ มีตัวแมลงตัวหนึ่งเข้าไปในคอ ฉันสำลัก ไอเสียมากมาย”
จันทร์มองอย่างเพ่งเล็ง “จริงนะคะ”
พจน์พูดด้วยท่าทีสบายๆ “จริงสิน้อง...ยังไม่นอนอีกหรือนี่”
“คุณพี่สัญญาก่อน ถ้าไม่สบายเป็นอะไรคุณพี่ต้องบอกดิฉัน”
“สัญญาสิจ๊ะ...พี่จะบอกใครล่ะนอกจากน้อง”
จันทร์มองหน้าพจน์นิ่งๆ สายตาห่วงใยเต็มที่ พจน์มองตอบ แล้วนิ่งงันไปทั้งคู่ จ้องกันอย่างลืมตัว
“จันทร์”
“คุณพี่”
พจน์เดินเข้ามาใกล้ จับบ่าจันทร์ทั้งสองข้าง
“พี่ไม่เป็นอะไร ไม่ต้องกลัว หรือถ้าเป็น พี่ก็จะเตรียมทุกอย่างไว้ ไม่ให้ใครต้องยุ่งยากเลย”

จันทร์ไม่สบายใจเอาเลย มั่นใจว่าพจน์ปิดบังบางอย่างแน่นอน

แค้นเสน่หา ตอนที่ 7 (ต่อ)

คืนนั้นสองแม่ลูกอยู่ในห้องนอน รุ้งเอ่ยขึ้นถึงงานของโรงเรียน

“งานแซยิดท่านอาจารย์ จะมีเจ้านายเสด็จหลายองค์เลยจ้ะแม่จันทร์ คุณชายเดียวก็ไป ท่านแม่คุณชายก็เสด็จด้วย”
จันทร์นิ่งงัน
“คงเป็นวันรวมเจ้านายเยอะที่สุดมั้ง” รุ้งว่าอีก
“แต่แม่ไม่ไปนะลูก” จันทร์ตัดสินใจบอก
“ไม่ไป” รุ้งตาโต แปลกใจ “ทำไมจ๊ะ”
“วันนั้น แม่ต้องทำน้ำอบไทย สั่งของไว้หมดแล้ว”
“ไม่นะ แม่จันทร์ ทำไมล่ะจ๊ะ”
“แม่ขอโทษ ลืมไปว่าเป็นวันเดียวกัน”
“ลูกไม่ทราบจะพูดยังไง ลูกอยากโกรธแม่จันทร์จริงๆ โกรธได้มั้ย”
“ไม่เป็นไร ถึงแม่ไม่เห็นรุ้งวันนั้น วันต่อๆ ไปรุ้งก็จะรำให้แม่ดูอีกใช่มั้ยลูก”
รุ้งยิ้มใบหน้าแจ่มแจ๋ว

วันงานฉลองประจำปี โรงเรียนราชนารีมาถึง บริเวณงานรอบๆ โรงเรียน ตบแต่งสวยงาม
ส่วนการแสดงจัดขึ้นในห้องประชุมใหญ่ เวทีประดับตกแต่งพร้อมมีม่านปิดเอาไว้ ด้วยยังไม่ถึงเวลา และที่นั่งคนดู มีคนทยอยเข้ามามีที่นังตอนหน้าสำหรับเจ้านาย ส่วนห้องแต่งตัว ถูกจัดเตรียมไว้ด้านหลังเวที


รุ้งอยู่ในเครื่องแต่งตัวรำถวายพระพร ใบหน้าสวยหยด กรอบกระบังทำให้หน้าสวยเด่น
“เติมแป้งนะลูก” จันทร์แตะแป้งลงแถวจมูก “เสร็จแล้ว” เชยคางดูความเรียบร้อย
“ขอกระจกดูหน่อยได้มั้ยจ๊ะแม่จันทร์” รุ้งยิ้มยั่ว “เนี่ย ถ้าลูกไม่ให้อาจารย์เชิญแม่จันทร์มาช่วยแต่งหน้า ไม่มีวันยอมมา คิดดูลูกรำละครทั้งทีไม่ยอมมาดู”
กระจกถูกเลื่อนเข้ามาให้รุ้งดู รุ้งดูแล้วยิ้มน่ารัก
“วันนี้ลูกแม่สวยจริงๆ”
“ลูกสวยเหมือนใครล่ะจ๊ะ” รุ้งมองหน้าแม่เป็นเชิงว่าสวยเหมือนแม่
มือสองข้างของจันทร์ประคองใบหน้ารุ้ง มองนัยน์ตา เสียงท่านชายดังก้องขึ้นในหู
“ถ้าเป็นลูกหญิง ให้ชื่อ หม่อมราชวงศ์หญิงวิมลโพยม”
“คุณหญิงวิมลโพยม รังสิยา” จันทร์พูดคล้ายพึมพำ
ตรงซอกหลืบข้างเวที เห็นรุ้งคอยอยู่จะเปิดฉาก กิริยาท่าทีตื่นเต้นนิดหน่อย
เสียงศักดินาดังขึ้นมา “รำถวายพระพร ผมคิดว่าผมอยากดูรำถวายพระพรที่สุด”
เสียงเหน็บของฉัตต์ดังตามมา “คงรำจนสุดฝีมือล่ะสิ มีคนอยากดูเหลือเกินนี่”

ส่วนห้องแต่งตัว มีผู้คนเยอะแยะ คือพวกระบำสเปญ แต่งตัวแต่งหน้ากันไป
จันทร์แต่งตัวให้จริมา มีเด็กๆ รุ่นน้อง สองคนมาคอยถ่ายรูป
“ยิ้มหน่อย พี่ริมา ยิ้ม” รุ่นน้องบอก
“เฮ้ย ยังแต่งไม่เสร็จ” จริมาโวย จันทร์ทาปากอยู่ “ยังสวยไม่พอ”
“สวยแล้ว...สวยแล้ว...ยิ้ม...ม”
จริมาหัวเราะชอบใจ “เอ้า ยิ้ม...ม แล้ว...ว”
“จวนได้เวลารึยังคะ คุณริมา” จันทร์ถาม
“ป่านนี้รุ้งคงตื่นเต้นมาก”

รุ้งที่จันทร์ห่วง แอบดูอยู่ตรงม่านข้างๆ เวที เห็นคนมาดูพร้อมพรั่ง
เจ้านายฝั่งวังรังสิยามี ท่านหญิงแขไขเจิดจรัส คุณชายศักดินา และผ่องนั่งหลบๆ อยู่ด้านหลัง
ส่วนวังท่านหญิงเล็ก มีท่านหญิงเล็ก ท่านชายวรจักร และพระญาติ 2-3 คน
และบ้านปัณณธร คุณหญิงเพ็ง มากับพจน์ และละเมียด ส่วนแขกคนอื่นๆ แต่งตัวภูมิฐานทุกคน

จันทร์แต่งเสร็จแล้ว
“เสร็จแล้วค่ะ”
“เอ้า ไอ้พวกนี้ยังถ่ายไมเสร็จอีก...เสร็จยัง” จริมาถามรุ่นน้อง
“นี่...ใส่ฟิล์มรึเปล่า ถ่ายจัง ฟิล์มแพงนะยะ ถ่ายยังกะพิมพ์แบงค์ได้เอง” อรสาบ่น
“เสียงเพลงถวายพระพร...รุ้งรำแล้วล่ะ น้าจันทร์ไปดูสิคะ” จริมาบอก
“ไปได้หรือคะ” จันทร์ถาม
“อรสา พาน้าจันทร์ไปดูรุ้งหน่อย แอบดูตรงประตูนะ”
“อ้าว หนูอรสาก็ต้องเต้นระบำสเปญนี่คะ” จันทร์ท้วง
“ชุดสเปญอยู่เกือบท้ายรายการ น้าจันทร์ไปดูก่อนเถอะ”

ส่วนรุ้งรำอยู่บนเวที คนดูในโรง ต่างก็จ้องดูเป็นตาเดียว ซุบซิบกันบ้างว่างามจริง จันทร์ ซุ่มดูอยู่ตรงประตูมุมมืดๆ สายตาซาบซึ้งขณะมองลูกสาว
รุ้งร่ายรำ ยิ้มหวาน จันทร์มองไปทางที่นั่งคนดู ไล่สายตาไปแต่ละคน จนเห็นท่านหญิงแขไข เห็นคุณหญิงเพ็ง แล้วเห็นศักดินา จันทร์ สายตารอนๆ ดูลูกชาย แล้วหันไปดูลูกสาว จนน้ำตาซึม
ขณะเดียวกันท่านหญิงแขไขจ้องที่รุ้งเขม็ง แล้วหันมาลอบมองดูศักดินา
“งามเหลือเกิน ลูกใครคะ พี่หญิงแขไขทราบมั้ยคะ” ท่านหญิงเล็กยิ้มปลื้ม
“หลานคุณหญิงราชปัณณธร แต่หลานลูกใครก็ไม่รู้แน่เหมือนกัน” ท่านหญิงแขไขบอก

ขณะที่จริมาดูความเรียบร้อยของกระโปรง เสียงชัตเตอร์กดอีกแกร๊ก
“เฮ้ย ยังไม่หมดอีกเหรอ” จริมาโวยขำๆ
“ยิ้มหวานๆ หน่อยค่ะ”
“ยิ้มจนเมื่อยแก้มไปหมดแล้วนะน้องเอ๋ย” จริมาว่า
“อุ้ย... หมั่นไส้ นี่แหละน้าคนไม่เคย มีคนมาถ่ายรูปหน่อยก็วางตัวไม่เป็น ทุเรศ” ทอแสงรัศมีแขวะ
จริมาหยุดยิ้ม แล้วค่อยๆ หันไปทางหญิงทอแสงในชุดระบำสเปญเหมือนกัน ยืนมองสีหน้ากวนประสาท
“ว่าใครทุเรศ” จริมาถาม
“เอ๊า...ไม่รู้จริงๆ แฮะ วนิดาบอกเค้าหน่อยสิ”
“ป่านนี้รู้แล้วมั้ง” วนิดาว่า
จริมามองนัยน์ตาคมกริบ
“หญิงว่ายังนะ ดูหน้ายังเซ่อๆ อยู่เลย”
“ถามว่า ว่าใครทุเรศ” จริมาถามเสียงเข้ม
“ของจริง...” หญิงทอแสงพยักเพยิดกับวนิดา “เซ่อจริง”
“ว่าใคร....ทุเรศ” จริมาเสียงเข้มขึ้นอีก
“ก็ว่าเธอนั่นแหละ อุ้ย ไม่รู้จะเซ่อซ่าไปถึงไหน คนเขาว่าใส่หน้ายังไม่รู้อีก” หญิงทอแสงบอก
“ฉันทุเรศตรงไหน” จริมาล่อให้พูด
“อ๋อ...จะบอกให้เอาบุญ ก็ตรงที่ตื่นเต้นเหลือเกินกะอีแค่รุ่นน้องมาขอถ่ายรูปเนี่ย”
“อ๋อ...ยังงั้นเหรอทุเรศ” จริมาว่า
หญิงทอแสงชักเริ่มตะหงิดๆ เห็นความไม่ชอบมาพากล “ทำเป็นเซ่อซ่าตาใส”
จริมาเข้าประชิดตัว พูดใส่หน้า “อย่างนั้นเหรอเรียกทุเรศ”
“ใช่” ทอแสงรัศมีตอบเสียงแข็ง “นั่นแหละ ไป๊...ไปห่างๆ เหม็น...แหวะ”
“อ๋อ....ฉันก็ว่าฉันทุเรศจริงๆ แหละ”
หญิงทอแสงชักงงๆ เพื่อนสองสามคนหน้าเหวอ
“ทุเรศอยู่ตั้งนานแล้ว ไม่เหมือนเธอทอแสงรัศมี ไม่ทุเรศเล๊ย”
“จะบ้า...ไม่อยากพูดด้วย”
“เพราะอะไรเธอถึงไม่ทุเรศรู้มั้ย”
ทอแสงชักเริ่มเห็นอะไรลางๆ พยายามเลี่ยงจะเดินออก
จริมาขวางไว้ “เดี๋ยวอย่าเพิ่งไป ยังไม่ได้บอก เธอไม่ทุเรศ เพราะไม่มีใครมาขอถ่ายรูปเธอ
เลย...” จริมาพูดแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ยิ้มเยาะ “ซักกะใบ”
ทอแสงรัศมีผลักจริมาออกเต็มแรง จริมาหัวเราะเสียงยียวนกวนโมโห ไล่ตามหลัง
จันทร์เข้ามากับอรสาพอดี ทอแสงรัศมีเกือบชน อรสาดึงแขนจันทร์หลบได้ทัน
“อุ้ย ขอโทษค่ะ”
“ไม่ต้อง มานี่ มาเติมแป้งให้ฉันหน่อย”
“คะ” จันทร์งง
“เห็นมั้ยจมูกมัน...เนี่ย เป็นคนแต่งหน้ายังไง ไม่ดูแล”
“ทอแสงรัศมี นี่คุณน้าฉันนะ” จริมาไม่พอใจ
“แต่เป็นคนแต่งหน้าใช่มั้ยล่ะ”
“ใช่ แต่มีสติพอที่จะพูดอะไรที่มันเหมาะสมมั่งมั้ยล่ะ”
“ไม่เห็นต้องถามเลยริมา พูดออกมาแล้วแสดงว่าไม่มีสติหรอก” อรสาว่า
“เป็นคนแต่งหน้าไม่เห็นต้องพูดดีเลย เมื่อไหร่เป็นลูกคุณหญิงค่อยพูดกันอีกที”
จริมาโกรธจัดพรวดเข้าไปหาอย่างเอาเรื่อง จันทร์รีบจับไว้ ร้องเสียงดัง
“อย่าค่ะ คุณริมา”
ทอแสงรัศมีสะดุดหู ชะงักทันที “ทำไมต้องเรียกริมาว่าคุณ เป็นน้าไม่ใช่เหรอ”
“เธอไม่ต้องยุ่ง ไปไกลๆ เลยยายอ้วน” จริมาตัดบท
“ว่าใครอ้วน”
“ใครอ้วนก็เอาไป อ้วนแล้วยังปากเสีย ไป....ไป ไปให้พ้น”
ทอแสงรัศมีหน้าคว่ำขณะมองจริมา
“รู้ไว้ด้วย ยายอ้วน น้าจันทร์เป็นน้าของฉัน เธอจะพูดจาดูถูกดูหมิ่นไม่ได้ ถ้าฉันได้ยินอีก...คอยดู เธอเจ็บแน่”
หญิงทอแสงมองอย่างเหยียดหยาม “โธ่เอ้ย...นักเลงโต ไปพวกเราไป”
ทอแสงพาพรรคพวกออกไป
จริมาหันมาทางจันทร์ “ริมาจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกน้าจันทร์ โดยเฉพาะคนอย่างยายทอแสง...ได้ยินอีก ริมาจะต่อยเค้าให้คว่ำ แล้วดึงผมให้กระจุยเลย”
จันทร์ตื้นตันใจมาก จับแขนเด็กสาวปลอบๆ ส่ายหน้าว่าอย่าทำอะไรขนาดนั้น
เด็กรุ่นน้องคนหนึ่งโผล่เข้ามา “จวนถึงแล้วนะคะ ครูโมทย์ให้มาตามค่ะ”
พิธีกรบนเวที ซึ่งแต่งนักเรียนประกาศ
“ชุดต่อไป ระบำสเปญค่ะ แสดงโดย นักเรียนชั้น ม.6”
ม่านค่อยๆ เปิดออก นักแสดงระบำออกมา และเต้นกันอย่างสวยงาม
คนดูชี้ชมกันไปมา
“ไหนคนไหน ....ริมา แม่ตาลาย สวยน่าเอ็นดูกันทุกคน” คุณหญิงเพ็งถาม
“คนนั้นครับ คุณแม่ อยู่กลาง” พจน์บอก
“อุ้ยตาย พ่อพจน์ไม่บอก แม่จำหลานไม่ได้หรอกนะ”
“หญิงเล็กดูหน้าหญิงทอแสงทำไมบึ้งตึงอย่างนั้น” ท่านหญิงแขไขถามน้องสาว
“นั่นสิคะ ไม่ทราบเหมือนกัน ดูสิใครๆ เขาก็ยิ้มแป้นแร้นกันทั้งนั้น”
“หรือว่าไม่พอใจที่ถูกผลักไปเต้นอยู่ริม” ท่านหญิงแขไขว่า
ท่านหญิงเล็กหัวเราะน้อยๆ “อาจจะใช่ พี่หญิงก็ทราบนิสัยหลานสาว แต่ดูท่านพ่อสิคะ ยิ้มปลื้มซะเหลือเกิน”
ท่านหญิงแขไขยิ้มขำๆ มองดูท่านชายวรจักร
จังหวะนี้ เห็นฉัตต์ ค่อยๆ ย่องออกไปนั่งริมๆ ทางออกไว้
พวกเด็กๆ รุ่นน้อง กำลังถ่ายรูปรุ้งรุมกันเต็ม บอกยิ้ม...ยิ้มหน่อย กล้องนี้ค่ะ กล้องนี้
“เมื่อยแก้มแล้วน้า”
“อีกนิดค่ะ อีกนิด”
ฉัตต์ยืนอยู่ ตั้งกล้องรอ
รุ้งยิ้มแล้วหันมาเห็นฉัตต์พอดี รุ้งตกใจนัยน์ตาพิศวง เผยอปากน้อยๆ แต่ดูสวยซึ้งมาก ฉัตต์ถ่ายเสร็จแล้ว ยืนจ้องอยู่อย่างนั้น รุ้งเขินเล็กๆ ยิ้มให้รุ่นน้อง แต่นัยน์ตาชำเลืองไปที่ฉัตต์ สบสายตากันแรงๆ
“พี่รุ้ง...ทางนี้ ยิ้มหน่อย...ยิ้ม”
รุ้งยิ้มเสร็จ หันไปมองทางฉัตต์ แต่ฉัตต์หายไปแล้ว รุ้งใจหายวับ

ระบำสเปญกำลังจะแสดงเสร็จแล้ว ศักดินาจ้องมองจริมาเขม็ง เวลาผ่านไปอีก จนมาถึงตอนจบ นักระบำรวมตัวกันในท่าจบอย่างสวยงาม ก่อนม่านปิดคนดูตบมือเกรียวกราวยาวนาน
พิธีกรดำเนินงานต่อ “ต่อไปเป็นรำดวงดอกไม้ค่ะ นักเรียนชั้น ม.7 ค่ะ เป็นชุดสุดท้าย”
ม่านเปิดออก นางรำออกมารำกันให้เห็นความอ่อนช้อยงดงาม คนดูยิ้มแย้ม สายตาชื่นชม
“เอ๊ะ..ชายเดียวไปไหนแล้วนี่หญิงเล็ก”
ที่แท้ศักดินายกกล้อง ถ่ายรูปทอแสงรัศมีอยู่
“พี่ชายเดียว ถ่ายคู่กับหญิงค่ะ ให้วนิดาถ่ายให้ วนิดา.....วนิดา”
“อย่าเลยหญิง พี่ถ่ายให้หญิงแล้วไง” ชายเดียวบ่ายเบี่ยง
“ไม่ได้...พี่ชายต้องถ่ายกับหญิง”
“หญิง อย่าเลย”
“วนิดา...เร็วๆ สิ”
“หญิงทอแสง อย่าดื้อ พี่ไม่อยากถ่าย”
“ทำไมคะ” ทอแสงรัศมีหน้าเสียมาก
“เราเป็นพี่น้องกัน จะถ่ายคู่กันเมื่อไหร่ก็ได้ ตอนนี้ใครๆ เขาก็ถ่ายคนแสดงทั้งนั้น”
“คนอื่นเขาก็ถ่ายกับคนมาดูนั่นไงคะ” ทอแสงรัศมีไม่ยอมท่าเดียว
“หญิงพูดยากอย่างนี้พี่ไม่พูดด้วยแล้ว” ปลดแขนทอแสงรัศมีออกแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
หญิงทอแสงยืนกัดฟัน

ด้านจริมากับพรรคพวกระบำสเปญ 2-3 คนยืนให้รุ่นน้องถ่ายรูป ศศิลักษณาอยู่ตรงนี้ด้วย
“เฮ้ย พอๆ นี่ปากถึงใบหูแล้วนะ เมื่อกี้ในห้องก็ถ่ายกันจนหมดแรง” จริมาโวย
“น่า...นะ เมื่อกี้หญิงยังไม่ได้ถ่ายเลยค่ะ” หญิงศศิขอร้อง
“สุดท้าย เอ้า ยิ้ม” เสียงชัตเตอร์ดังแกร๊ก จริมาทำหน้าตาตลก ฉีกปาก ตาหยี
มีเสียงดังแกร๊ก ตามด้วยเสียงชายเดียว
“ขอบคุณครับ”
“คุณชาย” จริมาตกใจ
“สวยจริง รูปเมื่อกี้” ชายเดียวว่า
“คุณชาย...อัดแล้วเอามาให้ฉันนะ...ได้โปรดเถอะ”
“คุณจะเอาไปทำไม”
“มันน่าเกลียด ฉันจะเอาไปทิ้ง”
“ยังไม่ทันเห็นรูปเลย”
“ไม่เห็นก็รู้”
ศศิลักษณาวิ่งมา “พี่ริมา ขอรูปแบบเมื่อกี้หน่อย”
“แบบไหน” จริมาถาม
“แบบเมื่อกี้ ที่แหกปาก แล้วทำหน้าตลกน่ะ” หญิงศศิบอก
“เฮ้ย ไม่เอาแล้วศศิ มันน่าเกลียด”
“ไม่น่าเกลียด น่ารักมาก เอาหน่อยๆ เร็ว...”
“โอ้ย...เอ้า” ปากว่าไม่เอา แต่จริมาทำตลกกว่าเมื่อกี้ “เร็ว”
เสียงชัตเตอร์ดังแกร๊ก...จริมาทำหน้าปกติ
“ขอบคุณครับ” ชายเดียวบอก
“คุณชาย มาแอบถ่ายอีกแล้ว”
“รูปนี้น่าเกลียดกว่าเมื่อกี้อีก”
จริมา จ้องหน้าชายเดียวตาคว่ำ ชายเดียวจ้องแล้วยิ้มๆ ขำๆ ชูกล้องให้เป็นเชิงล้อๆ แล้วเดินไป
“ฮึ อีตาคุณชาย ร้ายจริงๆ”

เวลาต่อมา ทั้งหมดเดินมาที่บริเวณหน้าตึกบ้านปัณณธร จริมาและรุ้งยังอยู่เสื้อผ้าชุดสวย หน้าตาแต่งตั้งแต่แสดงยังไม่ได้ล้าง บรรดาคนครัวและบ่าวมาออกันอยู่หน้าตึก คุณหญิงเพ็งถามสองสาว
“รุ้งเหนื่อยมั้ยลูก”
“ไม่ค่ะ คุณย่า”
“รุ้งรำสวยมากลูก จริงมั้ยฉัตต์” พจน์ว่า
“ผมไม่ทราบครับ ไม่ค่อยได้ดู” ฉัตต์ปด
รุ้งนิ่ง จันทร์มองลูกสงสาร คุณหญิงเพ็งรีบเปลี่ยนเรื่อง
“เชื่อมั้ย ย่าจำริมาไม่ได้ นึกในใจว่าเด็กคนนี้ลูกใคร หน้าตาสะสวย”
“แสดงว่าริมาตัวจริงขี้เหร่มาก ต้องแต่งถึงจะสวยเหรอคะคุณย่า”
“สองคนฟังย่านะ ตอนนี้เราสองคนเหมือนดอกไม้ที่กำลังแย้ม เขาเรียกว่าแรกผลิ หรือแตกเนื้อสาว เราต้องงามแบบธรรมชาติอย่าไปตบไปแต่งให้มาก” คุณหญิงถือโอกาสอบรม
“เมื่อกี้คุณย่ายังชมว่าสวยอยู่เลยค่ะ” จริมาท้วง
“สวยแต่ง ยังไงๆ ก็สู้สวยธรรมชาติไม่ได้” ผู้เป็นย่าบอก
บรรดาคนในครัว ออกันอยู่
“นี่ มาออกันอยู่ทำไมแถวนี้” คุณหญิงหันไปถาม
ทุกคนตอบเซ็งแซ่ “มาดูคุณริมา” / “มาดูคุณรุ้ง” / “อุ้ย สวยเหลือเกิน”
“เมื่อกี้สำลีบอกว่าสวยเหมือนใครนะ” อ่อนถาม
สำลีบอกทันที “อ๋อ..สวยเหมือนบุษบากับนางละเวง”
ละเมียดเห็นด้วย “ไม่ใช่ ฉันว่าสวยเหมือนรจนากับนางพิม”
“แต่ฉันว่า เหมือนรัตนาภรณ์กับวิไลวรรณ” สำเนียงท้วง
บรรดาคนครัวทั้งหลาย หันไปเหล่สำเนียง มีร้อง อู้ ค่อยๆ
“ทำไม เวลาชมคนก็ต้องชมเหมือนดาราสิ ถึงจะรู้ว่าสวยยังไงไม่งั้นจะนึกออกเหรอ เวลานี้ใครดังเท่าสองคนนี้ล่ะ รัตนาภรณ์น่ะนางเอกแก่น วิไลวรรณก็นางเอกเจ้าน้ำตา” สำเนียงโต้
ฉัตต์เดินพรวดไปทันที บรรดาคนในครัวเงียบกริบ หน้าเหรอหรา ค่อยๆ ถอยกันออกไป
“เฮ้อ...จนใจจริงๆ” คุณหญิงว่า
“รุ้งพาคุณย่าไปห้องสิลูก” จันทร์บอก
“ค่ะ...คุณย่า” รุ้งยื่นมือให้ย่าเกาะ
คุณหญิงเพ็งจับมือรุ้งแล้วดึงเข้ามาใกล้ กอดเบาๆ ตบหลังปลอบโยนแล้วเชยคาง
“จะเหมือนใครดีนี่ รัตนาภรณ์ หรือ วิไลวรรณดี....วิไลวรรณแล้วกัน สวยซึ้ง ใครไม่เห็นย่าเห็น อย่าไปสนใจใครจะว่าอะไร”
รุ้งกราบที่อกคุณหญิงเพ็ง สองคนเดินไปด้วยกัน
“จันทร์ พี่ขอโทษแทนฉัตต์” พจน์เอ่ยขึ้น
จันทร์ถอนหายใจยาว “เมื่อไหร่คุณฉัตต์จะหายโกรธเสียที”
“ไม่ได้โกรธหรอกค่ะ เชื่อริมานะคะ ใครจะรู้ใจพี่ฉัตต์เท่าริมาไม่มีแน่ค่ะ” จริมาเดินไป
สองคนมองตากัน ฉงนทั้งคู่

ขณะเดียวกันที่วังรังสิยา ท่านหญิงแขไขเตรียมบรรทมแล้ว
“ท่านแม่เหวยยาก่อนนะคะ ยาบำรุงค่ะ” ชายเดียวป้อนยา
ท่านหญิงอาการซึมนิดๆ “ขอบใจ” อ้าปากทานน้ำทานยา
“ผ่อง มีอะไรให้ท่านแม่เหวยนิดหน่อยก่อนบรรทมมั้ย”
“มีซุปมังคะท่านหญิง” ผ่องว่า
“ไม่...ไม่กินหรอก...ไม่หิว แม่จะนอนเลยนะชาย”
“ค่ะ ชายพาไปนะคะ”
ท่านหญิงเกาะแขนชายเดียว ลงนอน ชายเดียวห่มผ้าให้ ผ่องเดินออกไป
“ชาย...สนุกมั้ยวันนี้” ท่านหญิงถาม
“ค่ะ ท่านแม่สนุกมั้ยคะ”
“หลานสาวคุณหญิงราชปัณณธรสวยมั้ย”
“คนไหนคะท่านแม่”
“ชายว่าคนไหนสวย”
“ก็....สวยทั้งสองคน ความจริงคืนนี้ทุกคนก็สวยหมดเพราะแต่งตัวกันเต็มที่ เหมือนดอกไม้”
“ชายเห็นแม่ของเขามั้ย มารึเปล่า”
“มาค่ะ ชายเห็นมายืนดูลูกสาวรำ”
“ได้พูดกันรึเปล่าลูก”
“เปล่าค่ะ ชายว่า เขาแปลกๆ เวลาพบชาย น้าจันทร์จะอึกอักไม่ค่อยพูด ได้แต่มอง”
ท่านหญิงนิ่งไปอึดใจหนึ่ง แล้วโบกมือให้ชายเดียวออกไป ชายเดียวจูบแก้มท่านหญิงเบาๆ พอชายเดียวออกไปลับตัวแล้ว ท่านหญิงนอนลืมตามองเพดานสักครู่ น้ำตาก็รื้นขึ้นมาเต็มตา พลิกตัวนอนตะแคง น้ำตาไหลลงปลายตา
“เฟือง ถ้าเป็นอย่างที่คิด หญิงคงทนไม่ได้...เฟือง ได้ยินหญิงรึเปล่า...อยู่ไหน ได้ยินมั้ย”
ท่านหญิงพลิกตัวนอนคว่ำหน้า ยินเสียงสะอื้นเบาๆ

ผีนางเฟืองคุกเข่าข้างเตียง มือลูบไล้แขนท่านหญิงแผ่วเบาอย่างปลอบโยน

แค้นเสน่หา ตอนที่ 7 (ต่อ)

ทุกคนรวมตัวอยู่ในห้องโถงบ้านปัณณธรแล้ว ที่สุดพจน์เอ่ยขึ้น

“ถึงเวลาที่ฉัตต์ต้องไปเรียนต่อแล้วลูก”
ฉัตต์มีสีหน้าเคร่งขรึม ตรึกตรอง คิดอะไรลึกซึ้ง เหลือบสายตามามองสบตาจริมา แล้วหันไปมองสบตารุ้ง สายตานั้นบอกอะไรหลายอย่าง รุ้งหลบตาวูบ
“ฉัตต์” พจน์เรียก
ฉัตต์นิ่ง
“เออ...พ่อเขาพูดเรื่องสำคัญขนาดนี้...นิ่งเฉยจะว่ายังไงล่ะลูก” คุณหญิงเพ็งถาม
“ครับ ค
กำลังโหลดความคิดเห็น...