xs
xsm
sm
md
lg

นางมาร ตอนที่ 21 - 22

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


นางมารตอนที่ 21

พงษ์เล่าถึงแผนการให้สิทธิ์ฟัง ขณะที่ขับมอเตอร์ไซค์ไปเรื่อยๆ

“เมื่อเย็นนี้...ผมแกล้งทำตัวเป็นลูกค้า โทรไปนัดไอ้คู่แข่งเรา ให้มันออกมาส่งยาให้คนของเรา แล้วผมก็โทรไปแจ้งตำรวจว่าสงสัยคืนนี้จะมีการส่งยากัน” พงษ์ยิ้มร้าย
“ท่าทางจะสนุกแล้วสิ” สิทธิ์ยิ้ม
แล้วพงษ์ก็เอาเสื้อเชตะวันที่เปื้อนเลือดตัวนั้นมาใส่ สิทธิ์มองอย่างสงสัย
“แล้วนั่นแกใส่เสื้อเปื้อนเลือดของใครน่ะ”
“ผมก็จะทำอะไรให้มันสนุกยิ่งขึ้นกว่าเดิมนะสิครับ คุณสิทธิ์ ว่าแต่ว่า...คุณสิทธิ์อยากร่วมสนุกกับผมด้วยมั้ยล่ะครับ”
สิทธิ์ไม่ตอบแต่ยิ้มรับ

พงษ์ขี่มอเตอร์ไซค์มาจอด ริมทางอีกแห่งหนึ่ง แล้วลงจากมอเตอร์ไซค์ สิทธิ์เลื่อนตัวขึ้นที่นั่งคนขับแทนพงษ์อย่างรู้แผนกัน แล้วพงษ์ก็เดินลัดเลาะไป สิทธิ์มองตามอย่างตื่นเต้นเร้าใจ...พงษ์เดินไปที่จุดนัดพบ ยืนรออยู่เงียบๆสักครู่คนขายยาก็เดินเข้ามา
“ของล่ะ”
คนขายยาเปิดกระเป๋าให้พงษ์ดูของ
“แล้วเงินล่ะ”
พงษ์ทำท่าจะเปิดกระเป๋าที่หิ้วมาด้วยให้ดูแต่รีๆ รอๆ เหมือนรออะไรอยู่ คนขายยามองพงษ์ และมองเสื้อที่พงษ์ใส่ ซึ่งเปื้อนเลือดอยู่อย่างสงสัย
“นั่นเสื้อแกเปื้อนอะไรมา สียังกับเลือด”
พงษ์ตอบยิ้มๆ
“ก็เลือดน่ะสิ”
คนขายยาขมวดคิ้วสงสัย แต่ยังไม่ทันจะทำอะไร พงษ์ก็มองข้ามไหล่คนขายยาไป แล้วตะโกนขึ้น
“เฮ้ย ตำรวจมา”
แล้วโดยที่คนขายยาไม่ทันจะทำอะไร พงษ์ก็โดดเข้าล็อคคอคนขายยาจากทางด้านหลัง เพื่อใช้เป็นเกราะกำบัง แล้วชักปืนยิงใส่ตำรวจที่มาซุ่มจับอยู่ทันที ฝั่งตำรวจเห็นพงษ์ยิงมา ก็ยิงโต้ตอบ โดนคนขายยาเข้าอย่างจัง พงษ์ปล่อยร่างคนขายยาทรุดลงตายตาค้าง พงษ์ยิงโต้ตอบตำรวจอีก แล้วแสร้งทำบาดเจ็บ
“โอ๊ย”
แล้วทันใดนั้น สิทธิ์ก็พุ่งมอเตอร์ไซค์เข้ามารับ พงษ์โดดขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ สิทธิ์พุ่งมอเตอร์ไซค์ออกไปอย่างรวดเร็ว ตำรวจพยายามจะตามไป

สิทธิ์ขี่มอเตอร์ไซค์มา พงษ์ถอดเสื้อของเชตะวันที่เขาใส่อยู่ออก แล้วเขวี้ยงลงคูน้ำใกล้ๆ แล้วสิทธิ์ก็เร่งเครื่องมอเตอร์ไซค์พาพงษ์หนีหายไปในความมืด สักครู่ตำรวจไล่ตามมาถึง เจ็บใจที่ตามพงษ์กับสิทธิ์ไม่ทัน แล้วตำรวจคนหนึ่งก็หันไปเห็นเสื้อของเชตะวันที่เปื้อนเลือดตกอยู่ในคูน้ำใกล้ๆ ตำรวจวิ่งลงไปหยิบเสื้อนั้นขึ้นมาดู เสื้อเชตะวันที่เปียกน้ำในคูจนโชกจึงดูยากว่าเป็นเลือดเก่า หรือเลือดใหม่

เนตรอัปสรตื่นมา มองไปที่เตียงเชตะวันแล้วไม่เห็นก็เป็นห่วง เธอรีบลุกขึ้นเดินออกจากห้องนอนตามหา
“คุณเชตคะ...คุณเชต...”
แต่เนตรอัปสรหาไปทุกที่ในบ้านก็ไม่พบ เลยตัดสินใจคว้าไฟฉาย แล้วเดินออกไปหาที่นอกบ้าน

เชตะวันนอนแทบไม่หายใจอยู่ที่พื้น สักครู่หลวงปู่มายืนมองเขาอยู่ หลวงปู่ยกมือขึ้นพนมแล้วเป่าลมลงที่ตัวเชตะวัน เขาค่อยๆลืมตาขึ้น มึนงงอยู่มากแล้วกวาดตามองไปรอบๆ ไม่เห็นใคร ณ ที่นั้นเลย เชตะวันค่อยๆลุกขึ้น แล้วกุมหัวอย่างปวดหัว แล้วเดินโซเซจะกลับบ้านพัก
เนตรอัปสรถือไฟฉายออกมาตามหาเชตะวันด้วยความร้อนใจ เดินตามทางแถวนั้น
“คุณเชตคะ คุณเชต คุณอยู่ที่ไหนคะ”
เนตรอัปสรกวาดไฟฉายหาเชตะวันไปรอบๆ แต่ไม่เห็นก็ยิ่งร้อนใจ
“เกิดเรื่องอะไรกับคุณเชตรึเปล่าเนี่ย...อยู่ดีๆก็หายไป”
เนตรอัปสรกังวลจึงกวาดไฟฉายอีกครั้ง แล้วพอหมุนตัวกลับมาเธอก็ต้องตกใจเมื่อเห็นหลวงปู่นั่งอยู่ใต้เงามืดของต้นไม้ไกลๆ เนตรอัปสรเดินตรงไปหา เธอเดินฉายไฟมาจนใกล้หลวงปู่แล้วลดไฟฉายลงไม่ให้ส่องโดนตัวหลวงปู่
“พระธุดงค์...”
เนตรอัปสรคุกเข่าลงกราบหลวงปู่อย่างนอบน้อม พอเงยหน้าขึ้นก็ต้องตกใจที่จู่ๆพระธุดงค์ที่เห็นก็หายไปแล้ว เนตรอัปสรคว้าไฟฉายขึ้นส่องกวาดหาแต่ก็ไม่พบแต่พอกวาดไฟอีกครั้งจู่ๆก็พบว่าเชตะวันมายืนอยู่ตรงหน้าเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้ยังไงก็ไม่รู้ เชตะวันเอามือกุมหัวท่าทางปวดหัว
“คุณเชต คุณเชตหายไปไหนมาคะ...”
เนตรอัปสรเริ่มผิดสังเกตกับท่าทางของเชตะวัน
“คุณเชตเป็นอะไรรึเปล่าคะ”
“ผม...ปวดหัว...”
เนตรอัปสรรีบประคองเชตะวันไว้ ละล้าละลังไม่รู้จะทำยังไงดี พงษ์กับสิทธิ์เข้ามา พงษ์รีบเอามือกันสิทธิ์ไว้ ทำสัญญาณมือเป็นเชิงว่าไม่ให้สิทธิ์โผล่หน้าออกไปให้เชตะวันเห็น สิทธิ์จึงออกไป พงษ์เข้าไปหาเชตะวันกับเนตรอัปสรทักเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“คุณเชตเป็นอะไรไปครับ”
“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ดิฉันตื่นขึ้นมาหาคุณเชตไม่พบ ก็เลยเดินออกมาหาข้างนอกนี่ แล้วจู่ๆคุณเชตก็เดินมาจากไหนไม่รู้ คุณพงษ์ช่วยกันพาคุณเชตเข้าบ้านกันหน่อยเถอะค่ะ”
“ครับ ครับ”
พงษ์ช่วยหามเชตะวันเข้าบ้านไป โดยมีเนตรอัปสรรีบตามเข้าไปติดๆ สิทธิ์ที่หลบอยู่มองตามว่าเรื่องนี้ชักสนุกแล้ว

พงษ์หามเชตะวันเข้ามานอน เนตรอัปสรรีบดูอาการของเขา แล้วเอาเครื่องช่วยหายใจใส่ให้ ดาลัดเข้ามา
“ต๊าย...เกิดอะไรขึ้นกับคุณเชตคะเนี่ย”
“ยังไม่ทราบเลยคะ รอให้คุณเชตอาการดีขึ้นน่าจะทราบสาเหตุคะ”
“แล้วคุณพงษ์ไปเจอคุณเชตกับคุณพยาบาลเหรอคะ แหม...วันนี้คุณพงษ์นอนดึกจังเลยนะคะ ปกติพอคุณพายัพไม่อยู่คุณพงษ์นอนเร๊วเร็ว”
พงษ์ทำหน้าไม่ถูกเลย ในสิ่งที่ดาลัดพูด
“พอดีวันนี้ออกไปเที่ยวดื่มนิดหน่อยกับเพื่อนที่คุณพายัพฝากให้มาดูแลนะครับ เอ๋อ...ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับคุณเนตร คุณดาลัด”
พงษ์ออกไปทั้งๆที่แอบโมโหดาลัด
“งั้นพี่ดาลัดขอตัวไปนอนก่อนนะคะ มีอะไรให้ช่วยก็เรียกพี่ได้เลยนะคะ”
“ขอบคุณมากคะ”
ดาลัดออกไป เนตรอัปสรมองเชตะวันอย่างเป็นห่วง

พายัพคุยโทรศัพท์อยู่กับพงษ์ ขณะที่ยังอยู่ที่บ้าน
“แกทำดีมากไอ้พงษ์” พายัพตัดสายไป พูดกับตัวเอง “คราวนี้แกเสร็จฉันแน่...ไอ้เชต”
พายัพหัวเราะด้วยความสะใจ ผีเดือนที่ยืนมองพายัพอยู่ข้างหลัง ทำอะไรไม่ได้เพราะพายัพใส่พระแล้ว
“กูเกลียดคนเลวอย่างมึงจริงๆไอ้พัน ถ้ากูมีโอกาสเล่นงานมึงได้อีกเมื่อใด มึงตายแน่ ไอ้พัน”
มือถือพายัพดังขึ้น พายัพยกมือถือขึ้นมาดู แล้วกดรับ
“ว่าไงแซลลี่...”

พายัพเข้ามาในผับเดินเข้ามาหาแซลลี่ที่มีท่าทีร้อนใจมาก
“ที่บ้านพี่ยัพต้องมีผีแน่ๆเลยค่ะ เพราะแซลลี่ไม่รู้ตัวเลยว่าทำยังงั้นลงไปได้ยังไง”
พูดถึงผี พายัพก็รู้สึกแปลกๆเช่นกัน เพราะในคืนวันนั้นเห็นแซลลี่เป็นเนตรอัปสร
“พี่ก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน”
แซลลี่อับอายมาก
“แซลลี่จำได้แค่ว่าแซลลี่...กำลังเล่นน้ำอยู่ในสระ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่เชตเข้ามานั่นล่ะค่ะ นี่ตอนนี้เชตก็เลยบอกตัดขาดกับแซลลี่ไปเลย”
แซลลี่หน้าเศร้า พายัพเริ่มคิดถึงแผนต่อไป
“ถึงนายเชตจะตัดขาดกับแซลลี่ แต่พี่มานึกถึงวันนั้น...พี่อยากต่อ...”
แซลลี่มองหน้าพายัพอย่างงงๆ พายัพไม่รอช้าจับที่ไหล่แซลลี่เอาหน้าเข้าไปใกล้ๆ แซลลี่เข้าใจทันที ไม่ต่อต้าน
“จำวันนั้นได้ไหม”
พายัพเริ่มไซ้ซอกคอ แซลลี่ยันอกเขาไว้
“เดี๋ยวค่ะพี่ยัพ คนเยอะคะ แซลลี่อาย”
“ไม่ต้องอาย” พายัพค่อยๆเริ่มไซ้ใหม่ “พี่ว่ามันตื่นเต้นดีออกแบบนี้ รสนิยมเรื่องอย่างว่า...พี่ว่าแซลลี่ก็คงไม่ต่างไปจากพี่หรอก”
แซลลี่ฟังอย่างพอใจ พี่พายัพรู้ใจจริงๆ แซลลี่เริ่มคล้อยตาม เขาจึงจับเธอดึงขึ้นแล้วดึงกันไปที่ลับตาคน นัวเนียใส่กันไม่ยั้ง

เนตรอัปสรนั่งดูอาการเชตะวันอยู่ที่เดิมด้วยความเป็นห่วง สักครู่เขาก็รู้สึกตัวลืมตาขึ้นค่อยๆขยับเอาเครื่องช่วยหายใจออกจากหน้า
“คุณเชตเป็นยังไงบ้างคะ”
“ยังมึนหัวอยู่นิดหน่อย”
เนตรอัปสรลุกจะไปหยิบยา แต่เชตะวันดึงไว้
“มีคนลอบทำร้ายผม”
เนตรอัปสรตกใจ
“มีคนลอบทำร้ายคุณอีกแล้วเหรอ ใครคะคุณรู้ไหม”
“ผมก็ไม่รู้ ผมไม่เห็นหน้า ตอนแรกผมเห็นคนวิ่งอยู่นอกบ้าน ผมเลยออกไปดูแล้วจู่ๆ ผมก็วูบไป แล้วก็จำอะไรไม่ได้เลย”
เนตรอัปสรนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
“งั้นเรากลับกรุงเทพฯกันเถอะค่ะ”
เนตรอัปสรรีบบอกโดยไม่รอเชตะวันถาม
“คุณเชตฟังฉันนะคะ มีคนปองร้ายคุณ คุณถูกคนลอบยิงมา 2 ครั้งแล้ว มาครั้งนี้อีก ฉันคิดว่า...ถ้าคุณอยู่ที่นี่ต่อไป มันจะไม่ปลอดภัยสำหรับคุณ เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้น ฉันจะช่วยอะไรคุณไม่ได้เลย”
“ผมอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน ทุกที่ ที่ผมอยู่ก็มีแต่คนปองร้าย...คุณเนตรที่ผมพาคุณมาที่นี่ก็เพื่อให้คุณไม่ต้องเจอหน้าพี่ยัพ ผมอยากให้คุณสบายใจ”
“แต่ตอนนี้ชีวิตคุณสำคัญกว่าเรื่องของฉันนะคะ”
เชตะวันอึ้งกับคำตอบของเนตรอัปสร เขาซาบซึ้งในน้ำใจของเธอ และรักเธอมากขึ้นเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว
“คุณเป็นห่วงผม”
เนตรอัปสรรู้สึกเขิน
“ได้ ผมจะกลับกรุงเทพ แต่ก่อนจะกลับ ผมขออะไรคุณหน่อย”
เนตรมองงงๆ
“ผมเบื่อไอ้เรื่องบ้าๆที่เกิดขึ้นกับคุณและผมเต็มทน เพราะฉะนั้นช่วงเช้าวันพรุ่งนี้ ช่วยพาผมเที่ยวเล่น พักผ่อนที่นี่ก่อนกลับกรุงเทพ ตกลงไหม”
เชตะวันมองเนตรอัปสรรอคำตอบ เนตรอัปสรยิ้มตกลง ทั้งสองมองหน้ายิ้มกัน นอกหน้าต่างผีเฟื่องยืนมองทั้งคู่มาจากใต้เงามืดของต้นไม้ใหญ่ ตาลุกวาวด้วยความแค้นใจเป็นอย่างยิ่ง ทันใดนั้นเสียงหลวงปู่ดังขึ้น
“ความอาฆาตเคียดแค้น รังแต่จะทำให้จิตวิญญาณจมดิ่งอยู่ในบ่วงบาปไม่รู้จบนะโยม...”
ผีเฟื่องหันขวับไปมองเห็นหลวงปู่ยืนอยู่ในแนวป่า ไกลออกไป

แต่เสียงพูดที่ได้ยินนั้นใกล้ราวกับยืนอยู่ข้างๆ

ผีเฟื่องพุ่งร่างไปที่หลวงปู่ทันที
 
หลวงปู่ยืนคอยอยู่ในอาการสงบ ไม่มีทีท่าหวาดกลัวแต่อย่างใด ผีเฟื่องเสียอีกที่พอเข้ามาใกล้ ก็ต้องยกมือขึ้นป้องหน้า ตาสู้แสงสว่างทั่วร่างหลวงปู่ไม่ได้ แต่ก็ยังอวดดี
“เลิกยุ่งกับเรื่องของข้าเสียทีเถิดน่า เป็นพระธุดงค์ จะไปธุดงค์ที่ไหนก็ไปเถอะไป๊ อย่ามายุ่งเรื่องทางโลกของข้า”
“แม้อาตมาจะเป็นพระธุดงค์ก็จริง แต่อาตมาก็ไม่อาจหลับตาวิปัสสนาได้ โดยทำไม่รับรู้ในสิ่งที่โยมทำ เพราะอย่างไรเสีย พระทุกองค์ย่อมมีหน้าที่ชี้ทางสว่างให้แก่สัตว์โลกทุกผู้ทุกนาม”
ผีเฟื่องไม่พอใจตวาดลั่น
“แต่ข้าไม่ต้องการทางสว่าง ข้าต้องการแต่ชุน ใครหน้าไหนก็ขัดขวางข้าไม่ได้ทั้งนั้น”
หลวงปู่ ค่อยๆหลับตาลง ปากไม่ขยับแต่เสียงดังก้องไปทั่วบริเวณ
“สัพเพสัตตา อะเวราโหนตุ...”
ผีเฟื่องปิดหูทันที
“ไม่...ไม่ต้องมาแผ่เมตตาให้ข้า ข้าไม่รับ”
หลวงปู่ ยังคงแผ่เมตตาไม่หยุด
“อนีฆา อัพยาปัชชา...”
“ไม่”
ผีเฟื่องจะพุงตังกลับไปที่รีสอร์ท แต่เมื่อพุ่งร่างไปกลับกระเด็นออกมา หลวงปู่ค่อยๆลืมตาขึ้น
“อาตมาล้อมสายสิญจน์ทิพย์ไว้หมดแล้ว เจ้าเข้าไปในนั้นไม่ได้หรอก ปล่อยให้ชะตากรรมของพวกเขาเป็นผู้กำหนดเถิด เจ้าทำแบบนี้มันเป็นบาปเป็นกรรมไม่รู้จักจบสิ้น”
“ไม่...ปล่อยข้า ปล่อยข้าไปเถิด ปล่อยข้า”
ผีเฟื่องร้องคร่ำครวญทรุดตัวลงเพราะหมดแรง หลวงปู่มอง แล้วถอนใจใหญ่กลุ้มใจที่ผีเฟื่องปิดกั้นไม่ยอมรับส่วนบุญเลยจึงต้องทำเช่นนี้

วันใหม่...พายัพ อนงค์ และบวร กำลังเดินตามพระที่มารดน้ำมนต์รอบๆบ้าน อนงค์กับบวรแอบคุยกันเบาๆ
“บ้านเราต้องทำบุญครั้งใหญ่เนอะน้า เกิดเรื่องไม่มีหยุด ยิ่งตอนนี้ไม่มีใครอยู่บ้านเลย คุณอาทิตย์ก็ไปประชุมงานเมืองนอกตั้ง 5 วัน คุณเชตก็ดันย้ายไปที่รีสอร์ท จะเหลือก็แต่คุณพายัพนี่แหละ”
พระรดน้ำมนต์เน้นไปที่มุมบ้านมุมหนึ่ง ผีเดือนนั่งคุกเข่าก้มหน้ารับน้ำมนต์อยู่ สีหน้าสดใสกว่าปกติ พระพูดกับผีเดือนโดยเฉพาะคนอื่นๆเห็นแต่พระยืนนิ่ง คิดว่าพระยืนมองอะไรในบ้านนิ่งๆ ไม่ได้ยิน
“ไปสู่สุคติภพเถิดโยม”
ผีเดือนเงยหน้าขึ้นพูดกับพระ คนอื่นๆไม่เห็น
“แต่มัน...” ผีเดือนชี้นิ้วไปที่พายัพ “ทำกับอิฉันไว้อย่างเจ็บแสบแสนสาหัส มัน...กับพวกของมัน...ทำให้อิฉันต้องตายนี่เจ้าคะพระคุณเจ้า”
“แต่การจองเวรจะทำให้เป็นเวรกรรมต่อกันไม่สิ้นสุดนะโยม ไปเถิดโยม หยุดจองเวรต่อกันเสียเถอะ อาตมาขอเถิดนะโยม...”
ผีเดือนนิ่งไป พระเริ่มพนมมือสวดมนต์
“อาตมาขอให้วิญญาณที่อยู่ ณ ที่นี้ ที่มิได้เป็นพระภูมิเจ้าที่ มิได้เป็นผีบ้านผีเรือน ขอจงละเลิกความอาฆาตมาดร้าย แล้วไปสู่สัมปรายภพ...”
ผีเดือนพุ่งหายไป พระหันกลับมา พายัพเข้ามาถาม
“เกิดอะไรขึ้นหรือครับหลวงพ่อ เห็นท่านยืนนิ่งเชียว”
“หลังจากวันนี้แล้ว โยมควรหมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรให้มากๆนะโยม ยิ่งทำมากเท่าไหร่...ยิ่งดีนะโยมนะ”
พายัพพยักหน้ารับอย่างเซ็งๆแล้วหันมองรอบบ้านอย่างแค้นๆ

เชตะวันเดินเที่ยวเล่นรีสอร์ทมีความสุขกับเนตรอัปสร สองคนทำกิจกรรมสนุกสนานร่วมกัน เชตะวันแกล้งเนตรอัปสรเขินอายอย่างน่ารัก

ในร้านอาหารที่โรงพยาบาล...หมอก้องนั่งหน้าหงุดหงิด กินอะไรไม่ลงอยู่ ปารมีมอง ในขณะที่ทิพย์ที่มีความสุขกับการกินอย่างไม่สนใจใคร ปารมีพยายามจะเอาใจหมอก้อง
“หมอคะ...น้ำส้มจะหายเย็นหมดแล้วนะคะ”
หมอก้องพยักหน้าแกนๆ แต่ก็ไม่หยิบน้ำส้มมากิน ทิพย์หยิบน้ำส้มมาเอง
“หมอไม่กินใช่มั้ยคะ ขอทิพย์นะ”
ว่าแล้วทิพย์ก็คว้าน้ำส้มของหมอก้องมากินหน้าตาเฉย หมอก้องก็ยังไม่สนใจ
“หมอไม่สบายใจเลย...ที่นะโมต้องตามคุณเชตจอมบงการไปอยู่ไกลอย่างนั้น”
“นะโมไปทำงานนะคะหมอ”
“นั่นแหละ ยังไงๆหมอก็ไม่ชอบ”
ปารมีอดไม่ไหว
“หมอไม่ชอบ แล้วหมอจะทำอะไรได้คะ เพราะถ้านะโมเขาเห็นแก่หน้าหมอที่ห้ามไว้ เขาก็คงไม่ไปหรอก”
ทิพย์ตกใจที่ปารมีอดใจไม่อยู่ รีบดึงเพื่อนไว้
“ใจเย็นๆปาน”
หมอก้องอึ้ง สีหน้าเจ็บใจ
“ต้องได้สิ ก็คอยดูก็แล้วกัน...ว่าคนอย่างหมอ...จะทำอะไรได้บ้าง”
หมอก้องหน้าเคียดแค้นแล้วเดินไป ปารมีมองตามไปอย่างกลุ้มใจ โดยมีทิพย์เซ็งและกลุ้มใจเช่นกัน

หมอก้องเดินหน้าเครียดเข้ามาหน้าห้องแล็บ เจ้าหน้าที่แล็บร้องเรียก
“คุณหมอครับ ขอเชิญในห้องแล็บหน่อยครับ มีเคสพิเศษเข้ามาครับ”
หมอก้องแปลกใจ

เจ้าหน้าที่แล็บส่งบางอย่างให้หมอก้อง ของสิ่งนั้นคือเสื้อของเชตะวันที่เปื้อนเลือด อยู่ในถุงพลาสติกของฝ่ายพิสูจน์หลักฐานอย่างแน่นหนา หมอก้องรับมาดูอย่างแปลกใจ
“หมอครับ นี่เป็นเสื้อของคนร้ายที่ตำรวจเก็บมาได้จากที่เกิดเหตุแถวรีสอร์ต...ส่งเข้ามาขอให้เราตรวจดีเอ็นเอเป็นกรณีพิเศษครับ”
“ทำไมต้องส่งมาตรวจดีเอ็นเอที่โรงพยาบาลเรา แล้วทำไมต้องตรวจเป็นกรณีพิเศษด้วย”
“เอ่อ...เรื่องนี้ตำรวจขอให้ทางโรงพยาบาลเราเก็บเรื่องนี้เป็นความลับสุดยอดก่อนนะครับ”
หมอก้องยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก
“ทางตำรวจเขาสงสัยว่าทางรีสอร์ต...มีส่วนพัวพันกับการค้ายาเสพติดที่กำลังระบาดหนักอยู่แถวนั้น แล้วเขาสงสัยว่า...เจ้าของรีสอร์ตนั่นแหละที่เป็นเจ้าพ่อค้ายา ตัวเอกเลย”
“คุณพายัพน่ะหรือครับ”
“วันที่เกิดการยิงกันระหว่างตำรวจกับกลุ่มพวกค้ายา ทางตำรวจเขาสืบรู้มาว่าคุณพายัพน่ะอยู่กรุงเทพ แต่คนที่อยู่ที่รีสอร์ตในวันนั้นน่ะ คือคุณเชตะวัน คนไข้พิเศษของหมอนั่นแหละครับ”
หมอก้องตกใจ
“คุณเชตน่ะเหรอครับ...ค้ายา”
“ก็ยังไม่รู้แน่หรอกครับหมอ ทางตำรวจเขาก็เลยอยากให้ทางเราพิสูจน์ว่าเลือดนี่...ใช่เลือดคุณเชตะวันรึเปล่า ถ้าใช่...ก็หมายความว่า...”
“คุณเชตค้ายา...”
เจ้าหน้าที่แล็บพยักหน้ารับ หมอก้องมองเสื้อเปื้อนเลือดตัวนั้นด้วยสีหน้าครุ่นคิด

ดาลัดเดินมาส่งเชตะวันกับเนตรอัปสรด้านหน้ารีสอร์ท
“ทำไมรีบกลับละคะ แล้วเมื่อคืนตกลงคุณเชตเป็นอะไรคะเนี่ย”
เนตรอัปสรหันไปมองหน้าเชตะวันแล้วบอก
“แค่ปวดหัวนิดหน่อยนะคะ คุณเชตแกเป็นแบบนี้เวลาเหนื่อย เมื่อคืนแกออกไปเดินเล่นตอนดึกโดยไม่มีฉันไปดูแลเลยก็เลยเป็นแบบนั้น”
“ก็เลยจะกลับกรุงเทพเลย...ว่าแต่คุณพยาบาลนี่ดีจังเลยนะคะ ดูแลคุณเชตอย่างดี ดาลัดดูๆแล้วอย่างกับพวกคุณเป็นแฟนกันแน่ะ”
เนตรอัปสรทำหน้าไม่ถูก แต่เชตะวันตอบรับ...
“ผมก็อยากจะขอเธอเป็นแฟนอยู่ครับ คุณดาลัด”
ดาลัดตาโต
“ว๊าย น่าเอ็นดู ขอเลยสิคะคุณเชต ไหนๆก็ต้องมีพยาบาลอยู่ด้วยตลอดแล้ว ก็ขอเป็นแฟนไปด้วยซะเลย สบายสองต่อนะคะ”
“เขาก็พูดไปแบบนั้นแหละคะคุณดาลัด”
เนตรอัปสรเขินขึ้นรถไปเลย ดาลัดยิ้มระรื่น
“อุ๊ยตาย แก่นเซี้ยว”
“ผมกลับก่อนนะครับ”
“ค่ะ”
ดาลัดมองตามรถเชตะวันที่แล่นออกไป แล้วก็รู้สึกเหมือนมีลมมาปะทะ
“ลมอะไรอีกแล้วเนี่ย” เธอมองซ้าย มองขวากลัว “อย่าบอกนะว่ากลางวันแสกๆก็มีผะ..ผะ..ผี”

ในแนวป่าลึก ผีเฟื่องกรีดร้องโหยหวน
“ชุนอย่างเพิ่งไป รอข้าด้วย ชุน”
ผีเฟื่องที่ยังถูกขังล้อมไว้ด้วยสายสิญจน์ทิพย์ ไม่สามารถออกไปได้ เธอถูกแสงแดด เผากำลังยิ่งอ่อนแรง ทรมานยิ่งนัก หลวงปู่ยังคงนั่งสมาธิอยู่ที่เดิม
“ปล่อยข้าเถิดหลวงปู่ ปล่อยข้าไปเถิดเจ้าคะ ท่านเป็นถึงหลวงปู่มีบุญบารมีมากเหลือ ไม่ควรทำร้ายทรมานข้าเช่นนี้”
หลวงปู่ลืมตาขึ้น
“อาตมากำลังโปรดวิญญาณเจ้าไม่ให้ก่อกรรมเพิ่ม แล้วจะได้ไปเกิดตามระบบ”
“ไม่...ข้าจะต้องเอาชุนไปกับข้าด้วย ชุนจะต้องครองรักกับข้าตลอดไปนับจากนี้”
ผีเฟื่องโถมตัวสุดกำลังเข้าหาหลวงปู่ อนุภาพพลังบารมีของหลวงปู่ทำเอาผีเฟื่อง ต้องล้มผละออกมาด้วยความเจ็บปวด
“โอ๊ย...ร้อนๆ ร้อนเหลือเกิน ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย”
ผีเฟื่องดิ้นครวญครางด้วยความทรมาน หลวงปู่มองด้วยความสงสาร

เชตะวันกับเนตรอัปสรกลับมาถึงบ้าน โดยมีพายัพยืนมองมาจากระเบียงชั้นบนแต่ไม่มีใครสังเกตเห็นเขา พายัพเบ้ปากอย่างชิงชังเชตะวันมาก อนงค์กับบวรวิ่งมารับที่รถ
“ทำไมคุณเชตกับคุณพยาบาลกลับมากันเร็วจังคะ นงค์นึกว่าจะไปกันหลายวันซะอีก”
บวรส่งภาษาใบ้ถามอย่างเป็นห่วง เกิดอะไรขึ้นรึเปล่าครับ เชตะวันตอบสั้นๆ
“เปล่า เอาของขึ้นไปเก็บบนห้องเลยนะ”
แล้วเชตะวันกับเนตรอัปสรก็เดินเข้าบ้านไป พายัพเดินหลบกลับเข้าบ้านไปเงียบๆ อนงค์กับบวรมองตามเชตะวันกับเนตรอัปสรไปอย่างสงสัย
“ยิ่งตอบสั้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่าสงสัยเท่านั้น นงค์ว่าต้องมีเรื่องอะไรขึ้นที่โน่นแหงๆเลยละน้า ว่าไหม”
บวรไม่ตอบ แต่ครุ่นคิด อนงค์ทำท่าขนลุกขนพองขึ้นมา
“เอ๊ะ...แปลก พอคุณเชตเดินไปปุ๊บ นงค์ก็รู้สึกว่ามันมีลมอะไรเย็นๆพัดตามหลังคุณเชตไปปั๊บเลยน้า หรือว่า...”
อนงค์ตาโตเมื่อคิดอะไรได้ แล้วพูดคำว่า ผี ออกมาโดยไม่มีเสียง อนงค์โผเข้ากอดบวรแล้วร้องฮือๆอย่างหวาดกลัว

เชตะวันกับเนตรอัปสรเดินเข้ามาในบ้าน แล้วทั้งสองก็ชะงักเมื่อเห็นพายัพอยู่ในบ้าน เชตะวันรีบชวนเนตรอัปสร
“ไปนั่งเล่นในสวนกันดีกว่าคุณเนตร ในบ้านนี่...มันมีกลิ่นเหม็นเน่าชอบกล”
พายัพไม่พอใจ
“อ้าว พูดให้ดีๆหน่อยสินายเชต พี่รึ...อุตส่าห์เป็นห่วง เห็น คุณดาลัดโทรมาบอกว่านายกับคุณเนตรรีบกลับกรุงเทพมาแต่เช้า เขาก็เลยสงสัยว่า...ตอนอยู่ที่โน่น นายไปมีเรื่องอะไรกับใครรึเปล่า ถึงต้องรีบแจ้นกลับกรุงเทพมาอย่างนี้น่ะ”
เชตะวันเดินเข้าไปจ้องหน้าพายัพใกล้ๆอย่างท้าทาย
“มีหมาตามไปลอบกัดผมถึงที่โน่น และผมสงสัยว่า...พี่ยัพอาจจะรู้จักกับ หมาตัวนั้นด้วย”
พายัพโวยวาย
“เฮ้ยๆ พูดอย่างงี้ มันหาเรื่องกันนี่หว่า”
“ใช่...ผมหาเรื่อง ผมอยากมีเรื่อง”

พูดจบเชตะวันก็ผลักอกพายัพอย่างจะหาเรื่อง พายัพเซไป

นางมารตอนที่ 21 (ต่อ)
 
เนตรอัปสรรีบเข้าไปขวางหน้าเชตะวันไม่ให้ตามไปหาเรื่องพายัพอีก

“พอเถอะค่ะคุณเชต อย่ามีเรื่องเลยนะคะ...ฉันขอร้อง”
เนตรอัปสรหันไปมองพายัพแบบไม่พอใจแล้วเธอก็ดึงแขนเชตะวันให้เดินเลี่ยงออกไปอีกทาง เชตะวันยอมเดินไปตามแรงลากของเนตรอัปสรอย่างเสียไม่ได้ แต่ตามองจ้องกับพายัพกันอย่างท้าทาย พายัพเบ้ปากตามหลังไปอย่างชิงชัง
“ทำปากดีไปเถอะมึง อีกไม่นานหรอก...มึงได้ไปปากดีในตะรางแน่ๆ”

เชตะวันอารมณ์เสียหงุดหงิดเดินเข้ามาในสวน เนตรอัปสรเดินตามมา
“กลับมาก็ต้องมาเจอกับไอ้พี่ชั่วๆอีก ฮึ้ย”
“ใจเย็นๆนะคะ คุณเชต”
“คุณไม่รูสึกอะไรบ้างเหรอที่ต้องเห็นหน้ามัน ทั้งๆที่มันก็คิดไม่ดีกับคุณเหมือนกัน”
“ตอนแรกฉันคิดว่าถ้าฉันอยู่ที่นี่ ฉันจะทนไม่ได้ที่จะเห็นเขา แต่เมื่อฉันรู้ว่าคุณถูกทำร้ายเมื่อคืน ฉันเลือกความปลอดภัยของคุณดีกว่าคะ”
เมื่อเนตรอัปสรพูดจบเชตะวันก็จับเธอมากอดเลย หญิงสาวรู้สึกหวิว ในตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเธอรักเขาเข้าแล้ว
“อยู่กับผมแบบนี้ อยู่ข้างๆผม อย่าทิ้งผมไปไหนอีกนะ คุณเนตร”
“ค่ะ ฉันจะอยู่เคียงข้างคุณ ดูแลคุณแบบนี้ตลอดไปค่ะ”
ชายหนุ่มมองหน้าหญิงสาว เขาเริ่มรักเธอเข้าจริงๆและรักมากด้วย ด้วยบรรยากาศรักอันอบอวน จู่ก็มีเสียงแซลลี่ดังขึ้น
“อ๊าย กลางแจ้งแบบนี้มากอดกันหวานแหววไม่อายฟ้าอายดินกันบ้างเหรอคะ”
เชตะวันเห็นแซลลี่โมโห ส่วนเนตรอัปสรโดนพูดแบบนี้รู้สึกอับอาย
“แซลลี่คุณมาที่นี่อีกทำไม ผมบอกคุณไปแล้วนะว่าเราตัดขาดกันอย่ามายุ่งกับผมอีก”
“เชตคงสำคัญตัวเองผิดไปนะคะ ที่แซลลี่มาที่นี่ ไม่ใช่มาหาเชตคะ แต่แซลลี่มาที่นี่ในฐานะ คนพิเศษ ของพี่พายัพต่างหาก”
เชตะวันกับเนตรอัปสรตกใจ เหวอกันไปแล้วแซลลี่ก็สะบัดก้นเชิดกลับเข้าบ้านไปเลย

แซลลี่ที่เดินเข้ามาในบ้าน พร้อมกระเป๋าเดินทาง พายัพเข้ามา
“พี่ยัพจะให้แซลลี่อยู่ห้องเดียวกับพี่ยัพ หรือห้องไหนดีคะ”
“ก็ห้องพี่ซิจ๊ะ แซลลี่”
พายัพจูบแชลลี่ อนงค์กับบวรที่เพิ่งเดินมาจากจากไปเก็บของห้องเชตะวันเห็นแซลลี่หิ้วกระเป๋าเดินทางมากก็มองแซลลี่หน้าเซ็งสุดขีด เมื่อรู้ว่าจะมาอยู่ที่บ้านนี้อีกคน

ค่ำนั้น พายัพนั่งกินข้าวกับแซลลี่ที่โต๊ะอาหาร โดยแซลลี่ป้อนให้เอาอกอาใจสุดๆ อนงค์กับบวรมองกันหน้าเหวอ
“พอโดนไปทีเดียว คุณแซลลี่ถึงกับหอบข้าวหอบของย้ายมาอยู่ที่นี่เลย ย้ายจากน้องมาติดพี่แทน ฉันละกลุ้ม”
บวรพยักหน้าจริงๆด้วย แซลลี่แอบได้ยิน
“คนใช้บ้านนี้ใช้ไม่ได้นะคะพี่ยัพ เจ้านายนั่งอยู่ต่อหน้าแต่กลับมานินทา”
พายัพหันไปดุ
“อนงค์ บวร มีมารยาทหน่อยนะ ต่อไปพวกเธอต้องดูแลคุณแซลลี่อย่างดี เพราะตอนนี้คุณแซลลี่คือคนของฉัน เข้าใจไหม”
อนงค์จ๋อย
“คะ คุณพายัพ”
แซลลี่ มองเย้ยอนงค์กับบวร ด้วยความสะใจ ทั้งสองคนหน้าจ๋อยตามกัน

เนตรอัปสรที่เปลี่ยนเป็นชุดนอนเรียบร้อยแล้ว เห็นเชตะวันนอนอยู่ที่เตียงแต่ยังไม่ใส่เครื่องช่วยหายใจ ยังไม่ห่มผ้าก็สงสัยพูดเบาๆ
“คุณเชตคะ คุณเชต คุณหลับแล้วเหรอ”
เชตะวันไม่ตื่น
“ทำไมหลับแบบนี้นะ”
เนตรอัปสรเอื้อมมือจะไปหยิบเครื่องช่วยหายใจ แต่แล้วมือเชตะวันก็มาจับไว้ แล้วพลิกรวบร่างของเธอนอนลงข้างๆ ร่างเขาทับร่างเธอ เนตรอัปสรตกใจ
“นี่คุณทำอะไรคะ คุณยังไม่หลับเหรอ”
“หลับแล้ว แต่คุณปลุกให้ผมตื่น ในเมื่อคุณทำให้ผมตื่น คุณต้องอยู่กับผมแบบนี้”
“คุณเชต นี่มันไม่ใช่เรื่องตลกนะคะ”
“นี่ผมจริงจังนะ...คุณบอกว่าจะอยู่เคียงข้างผมตลอด งั้นตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไปคุณต้องเปลี่ยนมานอนเตียงนี้และนอนข้างผมแบบนี้” เขาจับเธอพลิกตัวมานอนข้าง “และผมจะไม่ใส่ที่ครอบหายใจแล้ว ดูสิว่าถ้าคุณอยู่กับผมแบบนี้ ผมจะเป็นอะไรอีกไหม”
พูดจบเชตะวันก็หอมแก้มเนตรอัปสรและยื่นกระดาษใบหนึ่ง ให้แล้วเอามือกอดรัดไว้เลย แล้วหลับตาลง
“นี่คุณเชต”
เนตรอัปสรพยายามเรียกแต่เขาก็ทำเป็นหลับปิดตาไปแล้ว เธอจึงค่อยๆหยิบกระดาษที่เขาให้ขึ้นมาดู
“เป็นแฟนผมนะ"
เนตรอัปสรอมยิ้มเขินหันไปมอง เธอมองเขาด้วยความรัก ตอนนี้เธอรู้สึกหัวใจพองโตขึ้นมาทีเดียวไม่ต่างกับเชตะวันเลย เนตรอัปสรกระซิบเบาๆ
“ค่ะ”
เชตะวันนอนกอดเนตรอัปสรด้วยรอยยิ้ม หญิงสาวก็ยิ้มเช่นกัน

เสียงร้องไห้ของผีเฟื่องดังกึกก้องป่า โหยหวน เธอนั่งร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดจากการถูกล้อมสายสิญจน์ทิพย์
“ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย”
ผีเดือนได้ยินเสียงร้องนั้น แปละคิดหาทางช่วย

วันใหม่...ปารมีกับทิพย์อยู่ที่โรงพยาบาล ชะโงกหน้าพูดสปีคเกอร์โฟนอยู่ด้วยกัน
“นะโมกลับมากรุงเทพฯมา 3 วันแล้ว”
“แล้วทำไมไม่โทรบอกพวกเราเลย รู้มั้ยว่าพวกเราเป็นห่วงนะโมแค่ไหน” ทิพย์ต่อว่า
เนตรอัปสรคุยโทรศัพท์อยู่มุมหนึ่งในบ้านเชตะวัน
“ขอบคุณจ้า...ที่เป็นห่วง แล้วก็ขอโทษด้วยนะ...ที่ไม่ได้โทรบอก ตั้งแต่กลับมานี่ก็วุ่นๆเรื่องดูแลคุณเชตตลอดเลย”
“คุณเชตเป็นอะไรเหรอ” ปารมีถามอย่างสงสัย
ทิพย์หน้าตื่น
“หรือว่า...ตอนไปอยู่ที่โน่น มีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า”
“มี”
ทิพย์รีบถามอย่างอยากรู้อยากเห็นมาก
“เรื่องอะไร...เรื่องอะไร”
“คุณเชตถูกคนลอบทำร้ายอีก”
ปารมีกับทิพย์ตกใจร้องออกมาพร้อมกัน
“ฮ้า”
“ก็นี่แหละ...ถึงได้รีบกลับมากรุงเทพ เพราะถึงอย่างไร อยู่ในบ้านที่นี่ ก็ยังน่าจะปลอดภัยกว่าอยู่ที่โน่นละ”
ปารมีเป็นห่วงเพื่อน
“นะโมอยู่ใกล้คุณเชต ก็ต้องระวังตัวให้มากนะ ยิ่งเขามีคนปองร้ายมากขนาดนี้ นะโมก็อาจถูกลูกหลงไปด้วยก็ได้ แค่นี้ก็มีคนที่เขาเป็นห่วงนะโมจนแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว ถ้านะโมเป็นอะไรไป เขาก็คงคลั่งจริงๆ”
ทิพย์แอบหยิกปารมีไม่ให้พูดต่อ แต่ปารมีไม่สนใจ พูดต่อจนจบจนได้
“นะโมคงรู้นะว่าปานหมายถึงใคร...”

เจ้าหน้าแล็บเอาเอกสารผลการตรวจเลือด และตรวจดีเอ็นเอของเสื้อที่ได้มาจากตำรวจ มาส่งให้หมอก้องในขณะที่ปารมีกำลังจะเดินมาหาหมอก้องพอดี เธอจึงหยุดแอบฟัง
“ผลตรวจคราบเลือดจากเสื้อเชิร์ตตัวนั้นออกแล้วครับ”
หมอก้องรับไว้ เจ้าหน้าที่แล็บเดินออกไป ปารมีรีบแอบไม่ให้ใครเห็นว่าเธอมาแอบดูอยู่ หมอก้องอ่านเอกสารผลการตรวจเลือดนั้น โดยไม่รู้ว่าปารมีอยู่ในห้องด้วย อ่านแล้วก็พึมพำกับตัวเอง
“เลือดที่เปื้อนเสื้อเชิร์ตตัวนั้น เป็นเลือดคุณเชตะวันจริงๆ”
ปารมีงุนงง หมอก้องครุ่นคิด
“แต่มันเป็นเลือดเก่า ถ้าอย่างนั้น...ก็หมายความว่า...มีคนเอาเสื้อเปื้อนเลือดเก่าของคุณเชตไปทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ เพื่อจะใส่ร้ายคุณเชตะวันว่าเป็นคนร้าย...”
หมอก้องนั่งครุ่นคิดเงียบอยู่ ปารมีแอบฟังอยู่โดยตลอดยังงุนงงอยู่ว่า...นี่มันเรื่องอะไรกัน สักครู่ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ปารมียิ่งหลบจนตัวลีบ พยาบาลเปิดประตูเข้ามา
“มีตำรวจมาขอพบคุณหมอค่ะ”
หมอก้องพยักหน้าอนุญาต พยาบาลเลยเปิดทางให้ตำรวจ 2 คนเดินเข้ามาหาหมอก้อง
“ผลตรวจเลือดออกมาแล้วใช่มั้ยครับ ตกลงใช่เลือดคุณเชตะวันไหมครับ”
หมอก้องนิ่งแล้วตัดสินใจตอบ
“ยืนยันชัดเจนว่าเป็นคราบเลือดของคุณเชตะวัน”
ปารมีแอบฟัง
“งั้นก็แสดงว่าคุณเชตคือคนร้าย ที่บาดเจ็บในที่เกิดเหตุ”
หมอก้องนิ่ง ปารมีลุ้นว่าเขาจะตอบว่าอะไร ตำรวจเห็นหมอก้องนิ่งก็ถามย้ำ
“ใช่มั้ยครับหมอ”
หมอก้องตอบสีหน้าเรียบเฉย
“ใช่ครับ”
ปารมี ได้ยินหมอก้องตอบอย่างนั้นก็อ้าปากค้างไปเลย

ปารมีนั่งอึ้งอยู่กับการกระทำของหมอก้อง
“ทำไมหมอก้องทำอย่างนี้...ทำไม”
ปารมีเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้
“หมออยากให้คุณเชตะวันถูกตำรวจจับ เพราะหมอจะได้กำจัดคุณเชตให้พ้นไปจากชีวิตยายนะโมเหรอ”
ปารมีอารมณ์เสียอย่างแรง
“ทำไมหมอทำอย่างนี้ ทำไมๆ” ปารมีเริ่มโกรธ “เป็นเพราะเธอยายนะโม เพราะเธอคนเดียว ที่ทำให้หมอต้องทำผิดจรรยาบรรณอย่างนี้ เพราะเธอคนเดียว ยายนะโม”

ตำรวจจำนวนหนึ่งมาจับเชตะวันที่บ้าน เนตรอัปสรตกใจสุดขีด
“พวกคุณมาจับคุณเชต ข้อหาอะไรคะ”
ตำรวจจำนวนหนึ่งมาขอเข้าพบเชตะวัน
“ตอนนี้คุณเชตะวันตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่า พัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดครับ”
เชตะวันโวยวายทันที
“นี่คุณตำรวจจะบ้าเรอะ คนอย่างผมเนี่ยนะ...จะค้ายาน่ะ”
“แต่ทางเรามีหลักฐานยืนยันว่า...คุณเชตะวันเกี่ยวข้องกับการค้ายาจริงๆครับ”
“หลักฐานอะไร เอามาดูสิ”
“ผมขอเชิญตัวคุณเชตะวันไปให้ปากคำที่สำนักงาน ตำรวจดีกว่าครับ”
“ผมไม่ไป”
“อย่าทำให้พวกผมลำบากใจเลยครับคุณเชตะวัน ผมขอความกรุณาคุณให้ความร่วมมือกับพวกผมเถอะครับ ถ้าคุณไม่ให้ความร่วมมือ ผมคงต้องขอจับกุม”
เชตะวันทำท่าจะอาละวาดอีก แต่เนตรอัปสรแตะแขนเขาไว้ เป็นเชิงห้ามไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต
“อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลยค่ะคุณเชต ฉันว่ามันต้องเป็นเรื่องเข้าใจอะไรกันผิดมากกว่า ไปเถอะค่ะ ฉันจะไปเป็นเพื่อนคุณด้วย”
เชตะวันทีทำท่าฮึดฮัดก็สงบลง จำยอมไปตามคำขอของเนตรอัปสร
สำนักงานตำรวจ...เชตะวัน กำลังให้การกับตำรวจ
“ใช่...เมื่อ 3 วันก่อน ผมไปที่ รีสอร์ตจริง แต่ผมก็ไม่ได้ออกไปที่นี่เลย”
เชตะวันโยนรูปภาพสถานที่เกิดเหตุลงใส่ตำรวจ
“อ่ะ ถ้าไม่เชื่อ คุณถามคุณเนตรอัปสร พยาบาลส่วนตัวของผมก็ได้ เธออยู่กับผมตลอด”

อีกห้องหนึ่ง...เนตรอัปสร กำลังให้การกับตำรวจเช่นกัน
“ใช่ค่ะ ฉันอยู่กับคุณเชตะวันตลอดเวลา จะคลาดสายตาก็แต่ตอนที่คุณเชตะวันเข้าห้องน้ำเท่านั้นล่ะค่ะ”

ตำรวจคาดคั้นเชตะวัน
“งั้นคุณเชตะวันจะยืนยันว่าคุณอยู่แต่ในบ้านพักที่รีสอร์ตเท่านั้น...ใช่ไหมครับ”
เชตะวันนิ่งไปนิดหนึ่ง
“ก็มีตอนกลางคืนคืนนั้นแหละที่ผม ออกนอกรีสอร์ทไป เพราะผมเห็นเงาคนวิ่งอยู่หลังบ้าน ผมก็เลยออกไปดู”

เนตรอัปสร เริ่มมีท่าทีอึกอักๆ ไม่ค่อยอยากจะตอบ

เนตรอัปสร เริ่มมีท่าทีอึกอักๆ ไม่ค่อยอยากจะตอบ

“เอ่อ...ตอนนั้น...ดิฉันหลับไปแล้วค่ะ เลยไม่เห็นเงาคนที่คุณเชตบอก”

เชตะวันอธิบาย
“ผมไม่เห็นหน้าคนๆนั้นหรอก ก็ตรงนั้นมันมืดน่ะ แล้วผมก็รู้สึกเหมือนโดนอะไรฟาดที่ท้ายทอย หรืออะไรก็ไม่รู้ แล้วผมก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย มารู้สึกตัวอีกที...ก็อยู่ในป่า แล้วก็เจ็บหัวมาก ผมก็เลยพยายามหาทางเดินกลับมาที่บ้านพัก”

เนตรอัปสรให้การต่อ
“ตอนที่คุณเชตเดินกลับมา ท่าทางเขา...ก็ดูมึนๆ งงๆ อยู่มากค่ะ”

ตำรวจ เอาเสื้อเปื้อนเลือดของเชตะวันที่อยู่ในถุงพลาสติกใส่หลักฐาน ยื่นมาตรงหน้าให้เขาดู
“แล้วนี่ใช่เสื้อของคุณเชตใช่ไหมครับ”
เชตะวันสังเกต
“ใช่...แต่เสื้อตัวนี้ผมให้คนเอาไปทิ้งแล้วนี่ เพราะมันเปื้อนเลือด”
“ใช่ครับ มันเปื้อนเลือดของคุณ ในขณะที่คุณกำลังหนีการจับกุมของตำรวจ”
เชตะวันเซ็งมาก
“โอ๊ย...มันจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว”

ตำรวจจ้องหน้าเนตรอัปสร
“งั้นสรุปแล้วว่า...คุณเชตะวันก็ไม่ได้อยู่ในสายตาของคุณตลอดเวลา...อย่างที่คุณบอกสิครับ เพราะฉะนั้น...ถ้าเขาจะออกไปพบใครหรือไปทำอะไร ที่ไหน คุณก็ไม่รู้...ใช่ไหมครับ”
เนตรอัปสรอึ้งเถียงไม่ออกเลย

เนตรอัปสรเดินหน้าเพลียใจออกมาจากห้องสอบสวน
“โอ๊ย...ทำไมยิ่งสอบปากคำ คุณเชตก็ยิ่งดูน่าสงสัยมากขึ้นเท่านั้น ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้นะ”
เนตรอัปสรเห็นหมอก้องเดินออกมาจากห้องๆหนึ่ง
“หมอ...มาทำอะไรที่นี่คะ”
หมอก้องสบตาเนตรอัปสรได้ไม่เต็มตานัก
“หมอมาช่วยตำรวจทำคดีๆหนึ่งอยู่น่ะ” หมอก้องแกล้งถาม “แล้วนะโมล่ะ มาที่นี่ทำไม”
“เนตรน่ะ...มากับคุณเชตค่ะ ตำรวจเข้าใจผิด คิดว่าคุณเชตพัวพันกับแก๊งค้ายาที่อยู่แถวๆรีสอร์ตที่เป็นกิจการของครอบครัวของคุณเชตน่ะค่ะ”
“จริงสิ ถ้าลงไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างงี้ละก็ เห็นทีจะดิ้นหลุดยากละนะโม”
“ไม่ค่ะ เนตรไม่เชื่อว่าคนอย่างคุณเชตจะยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด”
“นะโมรู้จักคุณเชตดีแค่ไหนกัน นะโมเพิ่งจะเป็นพยาบาลส่วนตัวให้คุณเชตได้ไม่นานเองนะ คนเราน่ะ กว่าจะรู้นิสัยใจคอที่แท้จริงกัน มันต้องใช้เวลาดูกันนานๆ ถ้าคุณเชตเป็นพวกค้ายาจริงๆ หมออยากให้นะโมห่างจากเขาออกมาซะดีกว่า เดี๋ยวจะติดร่างแหไปกับเขาด้วย”
เนตรอัปสรแววตามั่นใจ
“แต่เนตรไม่เชื่อว่าคุณเชตจะค้ายาคะหมอ”
เนตรอัปสรชะเง้อมองหาเชตะวันอย่างเป็นห่วง หมอก้องแอบมองอย่างมีความหวัง มั่นใจว่าเชตะวันจะต้องถูกตำรวจจับอย่างแน่นอน

เชตะวันลุกขึ้นฟาดมือลงบนโต๊ะอย่างอารมณ์เสีย
“ทำไมจะต้องเอาเงินมาประกันตัวผมด้วย ก็ในเมื่อผมไม่ได้ทำ ผมไม่ผิด”
พายัพเดินเข้ามา
“ก็ในเมื่อคุณตำรวจเขายืนยันว่ามีหลักฐานมัดตัวแกแน่นหนาไงล่ะ”
เชตะวันหันไปมองแค้นพายัพ
“แกอย่าปฏิเสธต่อไปเลยนายเชต สารภาพซะเถอะ บางทีโทษหนักจะได้กลายเป็นเบาลงได้บ้าง”
พายัพพูดจบก็ถูกเชตะวันหันมาชกโครม พายัพล้มลงไปกับพื้น ตำรวจรีบเข้ามากันเป็นโกลาหล เชตะวันตะโกนลั่น
“อย่ามายัดเยียดความผิดให้กับฉัน” เชตะวันหันไปบอกตำรวจ “ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่ได้ทำ”

เนตรอัปสรคุยกับหมอก้องอย่างกลุ้มใจสุดๆ
“นี่ก็ยังไม่รู้เลยว่าทางคุณเชตจะเป็นยังไงบ้าง”
เนตรอัปสรหันขวับไปทางที่ได้ยินเสียงเชตะวัน
“นั่นเสียงคุณเชตนี่”
“เดี๋ยว...เนตร”
เนตรอัปสรวิ่งไปทันที หมอก้องเจ็บใจที่เนตรอัปสรไม่สนใจตนเลย

เชตะวันออกอาการเหวี่ยงสุดๆ เนตรอัปสรวิ่งเข้ามา ตำรวจพยุงพายัพขึ้น แล้วบอกเนตรอัปสรว่าพายัพเอาเงินมาประกันตัวเชตะวันแล้ว
“ฉันบอกว่าไม่ได้ทำ”
เชตะวันเหวี่ยงไม่หยุด พายัพลุกขึ้น เนตรอัปสรเลยเข้าไปดึงแขนเชตะวันเอาไว้
“ใจเย็นๆค่ะคุณเชต ในเมื่อคุณพายัพเอาเงินมาประกันตัวคุณแล้ว เราก็กลับบ้านกันก่อนเถอะค่ะ เรื่องอื่นค่อยคิดกันทีหลังแล้วกันนะคะ” เนตรอัปสรหันไปบอกตำรวจ “ถ้าอย่างนั่นดิฉันขอนำคุณเชตกลับไปก่อนนะคะ ให้คุณพายัพจัดการเรื่องต่อละกันคะ”
เนตรอัปสรดึงไป เชตะวันหันมองพายัพแค้นๆ แต่ยอมให้เนตรอัปสรฉุดแขนลากตัวออกจากห้องไป พายัพแอบสะใจ

เชตะวันกับเนตรอัปสรเดินออกมาจากสำนักงานตำรวจ หมอก้องยืนมองมาจากมุมหนึ่ง
“คราวนี้คุณเสร็จแน่...คุณเชต”
หมอก้องมองมีความหวัง

ค่ำนั้น ปารมีกับทิพย์อยู่ในหอพัก ปารมีนั่งหน้าเครียดคิดแต่เรื่องที่แอบรู้การกระทำของหมอก้องมาอย่างว้าวุ่นใจมาก ทิพย์เดินทำโน่นทำนี่ หันมามองอย่างสงสัย
“เป็นอะไรไปน่ะปาน ไม่สบายรึเปล่า”
“เปล่า...ฉันสบายดี”
ปารมีนั่งครุ่นคิดต่อไป

เชตะวันเดินเข้ามาในห้องแล้วเอามือกวาดข้าวของบนโต๊ะแต่งตัวทิ้งทั้งหมดเพื่อระบายอารมณ์ เสียงดัง เนตรอัปสรดูอาการของเขาแล้วก็เดินเข้าไปเก็บข้าวของที่ตกแตกกระจายไปทั่วห้องอย่างช้าๆ โดยไม่พูดสักคำ รอจนเขาใจเย็นลง เธอจึงค่อยๆเดินเข้าไปหาเขา
“คุณเชตคะ...”
“อยากจะถามผมใช่ไหมว่าผมค้ายาจริงๆรึเปล่า”
เนตรอัปสรพูดเสียงนิ่ง
“ไม่คะ ฉันเชื่อว่าคุณไม่ได้ทำ”
เชตะวันหันมอง
“แต่ตอนนี้ฉันอยากให้คุณควบคุมสติอารมณ์ของคุณให้ได้ ลองนึกสิคะว่าคุณไปทำยังไงให้ถูกใส่ร้ายเป็นผู้ต้องหาค้ายาได้”
เชตะวันเริ่มนิ่งคิด
“มันต้องเกี่ยวข้องกับวันนั้น ที่มีคนล่อผมออกไปข้างนอกรีสอร์ท แล้วผมก็สลบ แล้วไอ้เสื้อตัวนั้น...เหตุการณ์นี้มันต้องเกี่ยวข้องกับเสื้อตัวนั้นแน่ๆ”
“เสื้อตัวไหนคะ”
“เสื้อตัวที่ผมใส่ วันที่มีคนมาดักยิงผมที่หน้าบ้านน่ะสิ จำได้ไหมเสื้อตัวนี้มันเปื้อนเลือดผม
แล้ววันนี้ตำรวจเอาเอาเสื้อตัวนี้มาให้ผมดู เขาบอกว่ามันเป็นเสื้อที่ผมใส่ตอนยิงกับตำรวจขณะจะถูกจับกุมเรื่องค้ายา มันก็เลยกลายเป็นหลักฐานที่สามารถมัดตัวผมได้จนดิ้นไม่หลุดน่ะสิ”
“แล้วตอนนั้น...คุณเอาเสื้อตัวนั้นเก็บไว้ที่ไหนคะ”
เชตะวันนึกได้ว่าเอาเสื้อไว้ไหน

เชตะวันกับเนตรอัปสรมาถามเรื่องเสื้อกับอนงค์
“อนงค์เอาไปทิ้งแล้วนี่คะ ก็มันเปื้อนเลือดออกอย่างนั้น ซักก็ไม่ออกแล้วคุณเชตก็โยนทิ้งถังขยะแล้ว นงค์ก็เลยเอาไปทิ้งค่ะ”
เชตะวันแปลกใจ
“แล้วมันจะไปอยู่ในที่เกิดเหตุ จนตำรวจเก็บเอามาเป็นหลักฐานมัดตัวฉันได้ยังไงกันเนี่ย”
อนงค์นึกได้
“อ้อ...แต่วันนั้นก่อนที่อนงค์จะเอาไปทิ้ง เห็นคุณยัพมาถามอยู่เหมือนกันค่ะว่าเสื้อของใคร นงค์ก็ตอบไปว่าเสื้อของคุณเชตค่ะ”
เชตะวันหันมองเนตรอัปสรพอจะปะติดปะต่อเรื่องได้เลาๆ เขาแค้นใจสุดขีด

ทิพย์รับโทรศัพท์แล้วหันมาบอกปารมี
“ยายนะโมโทรมา บอกว่าคุณเชตถูกตำรวจตั้งข้อหาค้ายาเสพติด...”
ปารมีหน้าเครียดขึ้นมาทันทีแล้วเดินเลี่ยงมาคิด ทิพย์มองตามอย่างงงๆ เดินเข้ามาถาม
“ปาน เธอมีเรื่องอะไรรึเปล่า”
“ฉัน...ดูคนผิดจริงๆ”
“ดูใครผิด...ฉัน...”
ปารมีสั่นหน้า
“นะโม”
ปารมีก็สั่นหน้า
“หมอก้อง”
ปารมีนิ่ง ทิพย์หน้าตื่น
“เฮ้ย...หมอก้องไปทำอะไรเหรอ”
“เขาทำ...ในสิ่งที่ฉันคาดไม่ถึงเลยละ”
“หมอเขาทำอะไรเหรอ”
ปารมีออกอาการพูดไม่ออก บอกไม่ได้เลย...ทิพย์ก็อยากรู้เช่นกัน

แนวป่าบรรยากาศวังเวง บริเวณที่ผีเฟื่องอยู่ ถูกล้อมด้วยสายสิญจน์ทิพย์นั้น ปรากฎว่าไม่มีทั้งผีเฟื่องและสายสิญจน์แล้ว

พายัพเข้ามาในห้องทันทีที่เปิดไฟ ปืนกระบอกหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจ่อหัวเขาไว้ทันที และคนที่เอาปืนจ่อหัวพายัพไว้ก็คือเชตะวันนั่นเอง
“ไอ้พี่เฮงซวย...ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพี่ถึงเกลียดผมนักหนา ถึงได้อยากให้ผมติดคุก อยากให้ผมตาย”
พายัพพยายามดันปืนขึ้นกระสุนลั่นปังขึ้นเพดาน พายัพพยายามพุ่งปัดปืนในมือเชตะวันจนหลุดไป จังหวะนี้พวกอนงค์ บวร เนตรอัปสรเข้ามา บวรรีบวิ่งเข้ามาเก็บปืนไว้ เนตรอัปสรอดไม่ไหวที่เห็นเชตะวันเลือดร้อน เธอตบหน้าเขาผั๊วะ
“เลิกบ้าสักทีสิคะคุณเชต ทำอะไรคิดหน้าคิดหลังหน่อย ถ้าคุณไม่ทำเพื่อตัวคุณเองก็ทำมันเพื่อฉันหน่อยก็ได้นี่คะ”
แล้วเนตรอัปสรก็เดินออกไปเลย
“คุณเนตร”
เชตะวันวิ่งตามไป พายัพขาอ่อนทรุดลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวหมดแรงทันที อนงค์กับบวรรีบเข้ามาดูแลพายัพ

เนตรอัปสรวิ่งออกมา เชตะวันตามยื้อยุดตัวไว้
“คุณเนตร ผมขอโทษ”
“เมื่อไหร่คุณจะเลิกนิสัยเจ้าอารมณ์ เลือดร้อนซะที”
เนตรอัปสรพยายามสะบัดตัว เชตะวันดึงรั้งไว้
“แล้วนี่คุณจะไปไหน”
“ฉันจะไปหาเพื่อนฉัน”
“ไปหาหมอก้องใช่ไหม ผมไม่ให้คุณไป”
สร้อยพระที่คอเนตรอัปสรหลุดกระเด็นออกไปโดยที่เธอไม่รู้เลย ผีเฟื่องโผล่มาสภาพเพิ่งหลุดมาจากสายสิญจน์ทิพย์ สภาพย่ำแย่สุดๆ ยืนมองตาวาววาบไปที่พระที่หลุดจากตัวเนตรอัปสรไปแล้ว เนตรอัปสรพยายามดิ้นจนหลุด
“ปล่อยฉัน แค่นี้คุณยังเลือดร้อนไม่พออีกเหรอ ปล่อย”
แซลลี่ขับรถกลับเข้ามา เห็นสองคนกำลังทะเลาะกัน มองยิ้มสะใจ ผีเฟื่องหันไปเห็นรถแซลลี่เข้ามาพอดี จึงหันไปจ้องตาแซลลี่ที่ขับรถเข้ามาทันที เนตรอัปสรสะบัดหลุดจากเชตะวัน แล้วผลักเขาล้ม แล้วก็วิ่งออกไป ผีเฟื่องคำราม
“อีนวล วันนี้เป็นวันตายของมึง”
เท้าของแซลลี่ เหยียบคันเร่งเต็มที่รถพุ่งเข้าใส่ เนตรอัปสรตกตะลึงเมื่อเห็นรถแซลลี่พุ่งเข้าใส่จนทำไรไม่ถูก เชตะวันเห็นพอดี
“คุณเนตรระวัง”
เชตะวันพุ่งผลักเนตรอัปสรให้พ้นทางรถกระเด็นออกไป จึงทำให้รถแซลลี่พุ่งชนเชตะวันเต็มแรง ผีเฟื่องหน้าตื่น รถแซลลี่เบรกกึก เชตะวันล้มลง หัวฟาดพื้นดังปึ้ก แล้วแน่นิ่งไปเลย เนตรอัปสรหันไปเห็น
“คุณเชต”
เนตรอัปสรวิ่งเข้าไปดู ผีเฟื่องยืนมองช็อคเสียใจที่ชุนรักนวลขนาดยอมตายแทนได้
 
เชตะวันนอนหมดสติอยู่ในอ้อมกอดเนตรอัปสรที่ร้องไห้เสียใจ
 
โปรดอ่านต่อตอนที่ 22

นางมารตอนที่ 22

เชตะวันนอนหมดสติอยู่บนเตียง มีเครื่องช่วยหายใจ เลือดไหลเปื้อนที่หน้าจากที่หัวฟาดพื้นมา
 
บุรุษพยาบาลเข็นเตียงมาอย่างเร่งรีบ เนตรอัสรวิ่งตามมาด้วยความเป็นห่วง เตียงเชตะวันถูกเข็นเข้าห้องฉุกเฉิน พยาบาลปิดประตู เนตรอัปสรยืนนิ่งงันอยู่หน้าประตูมองเข้าไปข้างใน
“คุณต้องไม่เป็นอะไรนะคะ”
เนตรอัปสรน้ำตาไหลด้วยความเป็นห่วง เธอหันมาเห็นพายัพเดินเข้ามากับแซลลี่ เนตรอัปสรเดินเข้าหาแซลลี่
“คุณทำอะไรลงไปคุณรู้ตัวไหม คุณทำให้คุณเชตต้องเป็นแบบนี้”
เนตรอัปสรหน้าตาเอาเรื่อง ส่วนแซลลี่ยังตกใจที่ขับรถชน
“ฉันไม่รู้เรื่องนะ ฉันขับรถมาดีๆเธอก็วิ่งมาตัดหน้ารถเองต่างหาก ถ้าเธอไม่วิ่งพรวดพลาดออกมาเชตก็ไม่ตามเธอมาแบบนี้หรอก อย่ามากล่าวหาฉันแบบนี้นะ”
“คุณจงใจขับรถชนฉันต่างหาก แต่คุณเชตกลับต้องมารับเคราะห์แทนฉัน...คุณเกลียดฉันนักใช่ไหม...เอาสิ...ฆ่าฉันเลยสิ”
เนตรอัปสรเดินเข้าหา แซลลี่เริ่มโมโห
“นี่...อย่ามาใส่ร้ายฉันนะ...ถ้าฉันจะฆ่าเธอฉันคงทำไปนานแล้วแหละคงไม่ปล่อยให้เธอลอยหน้าลอยตาอยู่จนทุกวันนี้หรอก”
พายัพเข้ามาห้าม
“ใจเย็นครับคุณเนตร ตอนนี้ไอ้เชตก็อยู่ในมือหมอแล้วผมว่าคงไม่มีอะไรน่าห่วงหรอกครับ ส่วนคุณแซลลี่คงไม่ได้ตั้งใจจริงๆ อย่าเพิ่งกังวลเลยเรารอให้หมอออกมาก่อนดีกว่าบางทีอาจจะไม่แย่อย่างที่เราคิดก็ได้นะครับ”
เนตรอัปสรมองแซลลี่
“อย่าให้ฉันรู้ละนะว่าคุณตั้งใจจะทำร้ายฉันกับคุณเชต ฉันไม่ยอมแน่”
แซลลี่โกรธ พายัพดึงไว้ เนตรอัปสรมองพายัพกับแซลลี่อย่างโมโหไม่รู้สองคนมาไม้ไหนอีก แต่ก็ยอมจบแล้วลงเดินมานั่งตรงเก้าอี้ที่ใกล้ห้องฉุกเฉินมากที่สุดมองเข้าไปอย่างเป็นห่วง ส่วนแซลลี่มองเนตรอัปสรอย่างโมโห พายัพมองอย่างสะใจ

อนงค์กับบวรรีบเดินมามองหาเนตรอัปสร เห็นเธอนั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินจึงรีบบอกบวร
“คุณพยาบาลอยู่นั่นแน่ะน้า”
อนงค์กับบวรรีบเดินเข้าไปหา เนตรอัปสรเงยหน้ามองอนงค์น้ำตายังไหลอยู่
“คุณเชตเป็นยังไงบ้างคะคุณพยาบาล”
บวรเดินชะเง้อมองที่ประตูห้องฉุกเฉิน
“หมอยังไม่ออกมาเลยค่ะ”
อนงค์ลงนั่งข้างๆ เนตรอัปสรสาธุท่วมหัว
“สาธุ...ขอให้คุณเชตปลอดภัยด้วยเถิด...เจ้าพ่อคุณ”
บวรเดินเข้ามาหาเนตรอัปสรยื่นสร้อยพระที่เธอทำตกไว้หน้าบ้านให้ บวรส่งภาษาใบ้บอกว่าของคุณ เนตรอัปสรมองที่พระแล้วตกใจที่พระหล่นไปจากคอตั้งแต่ตอนไหน แล้วจึงรับพระมาจากบวร
“ขอบคุณนะคะ”
บวรยิ้มให้แล้วเดินไปหน้าห้องฉุกเฉินชะเง้อมองห่วงเชตะวัน เนตรอัปสรมองบวรที่ห่วงเชตะวันอย่างเศร้าๆ อนงค์ขยับเข้าไปใกล้แล้วบอก
“ใส่พระติดตัวไว้นะคะคุณพยาบาล พระท่านจะได้คุ้มครองคุณ ทำไมหมู่นี้คุณเชตของนงค์ถึงมีอุบัติเหตุมากมายซะจริง ไม่รู้ว่าเป็นเวรเป็นกรรมอะไร”
เนตรอัปสรเศร้าๆ
“อาจจะเป็นเพราะฉันก็ได้ ที่เข้ามาทำให้คุณเชตต้องเป็นแบบนี้”
“อย่าโทษตัวเองแบบนี้สิคะคุณพยาบาล”
อนงค์มองเนตรอัปสรอย่างสงสาร ที่เห็นเธอเป็นห่วงเชตะวันมาก

ทุกคนนั่งรอกระวนกระวายอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ตำรวจ 2 นายเดินตรงไปหาพายัพ
“ผมได้รับแจ้งว่าคุณเชตะวันถูกรถชน เป็นอะไรมากมั้ยครับ”
“ตอนนี้ยังอยู่ไอซียู อยู่เลยครับ”
“พอทราบคนที่ขับรถชนรึเปล่าครับ”
แซลลี่ยืนหลบๆอยู่ พายัพหันไปทางแซลลี่ ตำรวจมองตาม
“คุณที่เป็นคนขับรถชน”
แซลลี่กลัวๆ
“ค่ะ...แต่แซลลี่ไม่ได้ตั้งใจนะคะ อยู่ๆเชตก็วิ่งมาตัดหน้ารถ รถก็เลยพุ่งเข้าไปชนเลย แซลลี่ไม่รู้เรื่องจริงๆนะคะ”
“เอาล่ะๆ งั้นเดี๋ยวผมขอสอบปากคำหน่อยนะครับเพื่อลงบันทึกประจำวัน เชิญครับ”
แซลลี่กลัวความผิดออกไปเซ็งๆตำรวจคนหนึ่งแยกพาแซลลี่ไปอีกมุมเพื่อสอบปากคำ พายัพหันมาถามตำรวจอีกคน
“แล้วเรื่องคดียาเสพติดของน้องผมจะมีผลอะไรไหมครับ”
“ก็ต้องรอสรุปสำนวนนี้ร่วมด้วยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกันไหม แต่ยังไงซะทางตำรวจก็ยังต้องรอดำเนินคดีกับคุณเชตต่อหากมีหลักฐานเพิ่มเติมครับ ขอตัวนะครับ”
“เชิญครับ”
ตำรวจเดินแยกไปหาตำรวจที่กำลังสอบปากคำแซลลี่อยู่ พายัพแอบสะใจ

เชตะวันนอนอยู่ที่เตียงมีเครื่องช่วยหายใจครอบอยู่ เครื่องวัดชีพจรขึ้นลงปกติทุกอย่าง เขายังนอนหมดสติอยู่อย่างนั้น

ในความฝัน...เชตะวันเดินเข้ามา ณ ที่แห่งหนึ่งที่มีดอกไม้ต้นไม้นานาพันธ์ เขามองอย่างแปลกตา ก่อนจะเดินมาหยุดที่ดอกไม้ช่อหนึ่งในขณะที่กำลังเอื้อมมือจะไปจับดอกไม้ ก็มีอีกมือเอื้อมเข้ามาที่ดอกไม้เช่นกันเชตะวันไม่ทันระวังจึงไปจับที่มือนั้น เขาตกใจเหลือบสายตามองเห็นเป็นสาวสวย เชตะวันชะงัก
“เอ่อ...ขอโทษครับ...ผมไม่ได้ตั้งใจ”
เฟื่องยิ้มอายๆ
“ไม่เป็นไรจ้ะ”
เชตะวันมองดูเฟื่องที่สวมสไบแบบโบราณสวยงามยิ่ง เขารู้สึกคุ้นตายิ่งนัก
“คุณอยู่ที่นี่เหรอครับ”
เฟื่องยิ้ม
“ใช่...ข้าอยู่ที่นี่”
เชตะวันมองรอบๆ
“แล้วที่นี่คือที่ไหนเหรอครับแล้วทำไมคุณแต่งตัวแบบนี้ แต่งตัวเหมือนคนสมัยก่อนเลย”
“เดี๋ยวเจ้าก็คงจะรู้เอง”
เฟื่องชม้ายสายตาแอบยิ้มเขินๆเดินเลี่ยงไป เชตะวันรีบตามและเรียก
“คุณครับ...อย่าเพิ่งไปสิครับ...คุณผมถามว่าที่นี่ที่ไหน”
เชตะวันเดินตามเฟื่องไป

เนตรอัปสรรออยู่ที่เดิม บวรกับองค์นั่งอยู่ข้างๆไม่ห่างกัน พายัพกับแซลลี่นั่งอยู่มุมหนึ่ง ขณะเดียวกันนั้น ปารมี ทิพย์ หมอก้อง เดินเข้ามาหาเนตรอัปสร พายัพหันมามองหมอก้องจ้องสังเกตพฤติกรรม
“นะโม คุณเชตเป็นยังไงบ้าง” ปารมีรีบเข้ามาถาม
“ยังอยู่ในห้อง icu อยู่เลย”
“มันเกิดอะไรขึ้นล่ะโม ทำไมคุณเชตถึงได้ถูกรถชนได้ล่ะ” ทิพย์ถามอย่างสงสัย
ปารมีก็สงสัยเหมือนกัน
“นั่นสิ”
“เราทะเลาะกันค่อนข้างแรงฉันโกรธคุณเชตมากก็เลยวิ่งหนีออกมา รถคุณแซลลี่พุ่งมาพอดี พอคุณเชตเห็นว่าฉันจะกำลังถูกรถชนเขาก็เลยเข้ามาขวางจนตัวเองต้องเป็นแบบนี้...”
ทั้งปารมีกับทิพย์มองไปที่แซลลี่ ที่รีบตอบกลัวความผิดเสียงแปร๋นขึ้นมา
“มันเป็นอุบัติเหตุย่ะ ฉันบอกแล้วไงฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันไม่รู้เรื่อง”
เนตรอัปสรมองโกรธๆ ปารมีกับทิพย์มองหน้ากัน หมอออกมาจากห้องฉุกเฉินพร้อมพยาบาล
“ญาติคนเจ็บคนไหนครับ”
พายัพเดินเข้าไป
“ผมเองครับ”
ทุกคนกรูเข้าไปฟังด้วย
“อาการโดยรวมภายนอกมีเพียงบาดแผลที่ศีรษะเล็กน้อย และรอยฟกช้ำเท่านั้นครับ”
ทุกคนค่อยโล่งอก
“แต่มีอาการภายในที่น่าเป็นห่วงมาก เนื่องจากสมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรงทำให้สมองไม่สั่งการให้เคลื่อนไหวใดๆได้”
หมอก้องอยากรู้อาการที่ชี้ชัดจึงถามหมอ
“หมายถึง คุณเชตจะกลายเป็นเจ้าชายนิทราเหรอครับ”
หมอพยักหน้ารับ หมอก้องมีความหวังขึ้นมาที่รู้ว่าคู่แข่งของหัวใจจะหายไปสักที แซลลี่ช้อค
“เชตจะต้องนอนเป็นผักไปตลอดเลยงั้นเหรอคะ...”
แซลลี่อึ้งที่เป็นคนชนเชตะวัน เธอรู้สึกกลัวขึ้นมา
“แล้วน้องผมจะต้องอยู่แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนกันครับ...ตลอดชีวิตเลยหรือเปล่า” พายัพถาม
“ข้อนี้หมอไม่สามารถตอบได้นะครับ ตอนนี้คงต้องรักษาตามอาการที่ปรากฏไปก่อน คงต้องให้คนเจ็บดูอาการอยู่ห้องไอซียู สักคืนก่อนแล้วค่อยว่ากัน ขอตัวนะครับ”
“ครับ...ขอบคุณมากนะครับ”
หมอเดินออกไป พายัพแอบยิ้มแล้วแอบดูอาการแสดงออกของหมอก้องด้วย บวรกับอนงค์ยืนอึ้งสงสารเจ้านาย
“โธ่คุณเชต เวรกรรมอะไรกันเนี่ยน้า...”
อนงค์เสียใจร้องไห้กับบวร เนตรอัปสรอึ้งไปน้ำตาไหลถอยหลังออกจากกลุ่มอย่างช้าๆ ทรุดตัวลงนั่งเสียใจที่เชตะวันต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ปารมีกับทิพย์หันไปเห็น
“เนตร...ไม่เป็นไรนะ...”
ปารมีเข้าไปปลอบกับทิพย์ หมอก้องเห็นอาการของเนตรอัปสรแล้วแอบสงสารและกังวลขึ้นมา พายัพแอบยิ้มดีใจ แซลลี่ฟังแล้วยิ่งกลัวความผิด

ค่ำนั้น หมอก้องเริ่มสับสนจะดีใจหรือเสียใจ กับเรื่องเชตะวันที่ตอนนี้กลายเป็นเจ้าชายนิทรา ที่สำคัญเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของคดีเสื้อเปื้อนเลือดตัวนั้นด้วย หมอก้องถอนหายใจ พายัพเดินเข้ามาตบไหล่ หมอก้องหันมอง
“ขอบคุณนะครับสำหรับหลักฐานชิ้นสำคัญ ที่มัดตัวไอ้เชตจนดิ้นไม่หลุด”
หมอก้องจ้องมองพายัพแต่ทำเป็นไม่รู้เรื่อง
“คุณหมายถึงเรื่องอะไร”
พายัพหัวเราะ
“ก็เรื่องคราบเลือดบนรอยเสื้อที่คุณยืนยันว่าเป็นของไอ้เชตนั่นไงครับ ใครๆก็เชื่อสิ่งที่คุณบอกกับตำรวจ”
หมอก้องพยายามนิ่งอย่างข่มอารมณ์
“คุณต้องการอะไร”
“ผมได้สิ่งที่ผมต้องการไปแล้ว ทีนี้ก็เหลือแต่คุณแล้วล่ะ” พายัพยิ้มยั่วโมโห “ผมว่า...ผมดูคุณออกนะ...คุณคงชอบคุณเนตรมากสินะถึงได้ทำแบบนี้ได้”
หมอก้องอึ้ง
“เรามีศัตรูคนเดียวกัน...ถ้ากำจัดมันไปได้คุณกับผมก็จะได้ในสิ่งที่ต้องการ”
พายัพยิ้มแล้วเดินหัวเราะออกไป หมอก้องมองตามเครียดคิดถึงคำพูดของพายัพ

แซลลี่เดินไปที่รถอย่างกังวล รู้สึกกลัว คิดเรื่องที่ชนเชตะวัน
“เราชนเชตจริงๆเหรอเนี่ย...ถ้าเชตเป็นอะไรไปเราจะทำยังไงล่ะ”
พายัพเดินตามมาด้านหลังจับตัวแซลลี่
“เดี๋ยวก่อนแซลลี่”
แซลลี่ตกใจ หันมาเห็นเป็นพายัพก็โล่งอก
“พี่พายัพ...”
“ตกใจอะไรกัน พี่เห็นเราเดินใจลอยอยู่ตั้งนานคิดอะไรอยู่เหรอ”
“แซลลี่กำลังคิดถึงตอนที่ขับรถชนเชตอยู่น่ะค่ะ”
“อืม...แล้วไงก็ชนไปแล้วนี่...แล้วก็ชนได้ดีทีเดียว ทำเอามันต้องนอนอยู่กับที่เลย”
พายัพหัวเราะชอบใจ แซลลี่มองพายัพที่กำลังหัวเราะอยู่แล้วบอกความกังวลให้เขารับรู้
“แต่แซลลี่ไม่รู้สึกตัวจริงๆนะคะว่ามันเกิดอะไรขึ้น นี่พี่พายัพก็คิดว่าแซลลี่ตั้งใจชนเหมือนกันเหรอเนี่ย...”
“เอาน่า จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เธอทำดีแล้ว ขอบใจนะ...ส่วนเรื่องตำรวจไม่ต้องห่วงฉันสั่งให้ลูกน้องแอบไปทำช่วงล่างรถเธอให้ผิดปกติเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นการขับรถชนไอ้เชตครั้งนี้เกิดจากรถขัดข้องนั่นเอง”
แซลลี่ดีใจ
“จริงเหรอคะ ขอบคุณนะคะพี่พายัพ”
แซลลี่ดีใจเข้าไปกอดหอมเขา พายัพกอดตอบ ยิ้มร้ายแผนสำเร็จทุกอย่าง

เชตะวันเดินตามเฟื่องมาตามทางเดินในสวนดอกไม้สวยงาม

เฟื่องเดินเข้าไปที่บ้านหลังหนึ่ง เชตะวันเดินตามมาเห็นหลังไวๆรีบเรียก

“คุณครับ...เดี๋ยวสิคุณ รอผมด้วย”
เชตรีบเร่งเท้าตาม เฟื่องแอบมองที่ชุนเดินตามหา
“ข้ารอเจ้ามานานเหลือเกิน ชุนของข้า”
เชตะวันเดินเข้ามาที่บ้าน เฟื่องเดินเข้ามาหาสองคนต่างมองหน้ากัน
“คุณ...”
“ข้าชื่อ เฟื่อง...”
เชตะวันรู้สึกคุ้นๆกับชื่อนี้
“เฟื่อง”
เฟื่องมองที่เชตะวันยิ้มมีความสุข

เช้าวันใหม่...อาทิตย์เดินออกมาจากห้องของหมออย่างเครียดๆ อนงค์กับบวรเดินมารับ
“มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
อนงค์กับบวรมองหน้ากัน บวรพยักหน้าให้อนงค์ตอบ
“คือ...คุณเชตกับคุณพายัพทะเลาะกันอย่างรุนแรงเสียงดังลั่นบ้าน คุณพยาบาลมาห้ามแล้วคุณเชตก็วิ่งไปข้างล่างมาเห็นอีกที คุณเชตก็ถูกรถคุณแซลลี่ชนแล้วน่ะค่ะ”
“ทะเลาะกันเรื่องอะไร”
“นงค์ ได้ยินคุณเชตถามคุณพายัพเรื่องเสื้อคุณเชตไปอยู่ในคดีค้ายาเสพติดได้ยังไง หลังจากนั้นก็ทะเลาะกันแรงเลยค่ะ”
อาทิตย์ได้ฟังก็โกรธจัด
“แล้วทำไมไม่มีใครรายงานฉัน มัวทำอะไรกันอยู่”
“ก็คุณอาทิตย์อยู่ต่างประเทศเพิ่งกลับเมื่อเช้านี่คะ จะบอกยังไง” อนงค์เสียงอ่อย
อาทิตย์อารมณ์เสีย
“ฮึ่ย...”
อนงค์กับบวรก้มหน้านิ่งไป อาทิตย์โมโหพูดไม่ออกเดินออกไปด้วยความเครียด

อาทิตย์เข้ามาในห้อง เห็นเนตรอัปสรหลับฟุบเฝ้าเชตะวันอยู่ที่เตียง เธอรู้สึกตัวลุกขึ้นมาไหว้อาทิตย์
“สวัสดีค่ะ...”
อาทิตย์พยักหน้า
“ขอบใจนะที่คอยดูแลลูกชายฉัน”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
อาทิตย์เดินมาหยุดที่เตียงมองดูเชตะวันที่หลับสนิท ไม่รู้สึกตัวมีเพียงเครื่องช่วยหายใจที่หล่อเลี้ยงชีวิตไว้
“ขอฉันอยู่กับลูกได้ไหม”
“เชิญค่ะ”
เนตรอัปสรมองอาทิตย์กับเชตะวันก่อนออกไป หลีกทางให้อาทิตย์ได้อยู่ตามลำพังกับลูกชาย อาทิตย์มองลูกชายค่อยๆเอามือลูบหัว เสียงของหมอดังก้องอยู่ในหัวของ
“ผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการทำงานส่วนของสมองใหญ่ไป จากการถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก หมอจะไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่าผู้ป่วยจะเป็นแบบนี้ไปนานแค่ไหน”
อาทิตย์มองลูกชายอย่างสงสาร
“แกจะนอนนิ่งอยู่แบบนี้ไม่ได้นะ แกต้องสู้นะ”
อาทิตย์ลงนั่งข้างๆเตียง
“ถึงฉันจะไม่เคยทำดีกับแกเลยสักครั้ง แต่ฉันก็ไม่เคยเกลียดแกนะเชต”
อาทิตย์รู้สึกเสียใจที่ไม่มีโอกาสได้พูดได้คุยดีๆกับลูกชายเลยสักครั้ง
“แกคงจะโกรธจะเกลียดพ่อเลวๆอย่างฉันมากสินะ ถึงแกจะเกลียดฉันยังไงก็ขอให้แกฟื้นมามีลมหายใจต่อสู้กับฉันอีกต่อไปนะไอ้เชต”
อาทิตย์มองดูเชตะวันน้ำตาคลอสงสารจับใจ

เฟื่องยื่นขันน้ำดื่มมาตรงหน้าเชตะวัน เขามองจากขันน้ำขึ้นไปที่หน้าเฟื่องที่ยิ้มให้
“ดื่มน้ำให้ชื่นใจก่อนสิจ๊ะ”
เชตะวันรับมา
“ขอบคุณครับ”
เชตะวันมองดูรอบๆบ้านที่ร่มรื่นแห่งนี้แล้วหันมาถาม
“บ้านคุณดูร่มรื่นน่าอยู่ดีนะครับ...เอ่อ...คุณอยู่คนเดียวเหรอครับ”
เฟื่องหน้าเศร้าๆ
“ใช่...ข้าอยู่คนเดียว ข้าอยู่เพื่อรอคนรักของข้ากลับมา”
เชตะวันอยากรู้
“แล้วคนรักของคุณ เขาไปไหนล่ะครับ”
เฟื่องหันมองเชตะวันที่จำเธอไม่ได้แม้แต่น้อยด้วยความน้อยใจ
“เจ้าจำข้าไม่ได้หรอกรึชุน...ข้ารอคอยการกลับมาของเจ้ามาเนิ่นนานเหลือเกิน”
“คุณจำคนผิดรึเปล่าครับ ผมไม่ใช่ชุนอะไรของคุณหรอกครับ”
เชตะวันพูดจบเฟื่องก็จ้องมองเขา สะกดจิตให้เห็นภาพในอดีตเมื่อครั้งที่เฟื่องพบกับชุนในร้านผ้า
“ข้าก็ต้องขอบใจเจ้ามากที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้”
“ข้าช่วยชีวิตแม่หญิง ไม่ได้หวังเงินทองตอบแทนแต่อย่าง ใด ข้าช่วย...ก็เพราะว่าเห็นว่าแม่หญิงกำลังเป็นอันตราย”
เฟื่องซาบซึ้งใจมาก
“ขอบใจ...ขอบใจเจ้าจริงๆ”
เฟื่องลงนั่งในร้าน หลังชิดผนัง
“เจ้าชื่ออะไรรึ”
“ข้าชื่อชุน”
“ข้าชื่อเฟื่อง...”
“ข้ารู้แล้ว”
เฟื่องงงว่าชุนรู้ได้อย่างไรว่าเธอชื่ออะไร ชุนขำ
“ก็บ่าวของแม่หญิงเรียกชื่อแม่หญิงตลอดเวลา”
ระหว่างนั้นมีกระสอบร่วงลงมา ชุนผลักเฟื่องหลบหน้าสองคนอยู่ชิดกันมาก
“ข้าขอโทษที่ทำให้แม่หญิงตกใจ”
เฟื่องมองชุนอย่างซาบซึ้งใจ
“เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้อีกครั้งหนึ่งแล้ว...”

เชตะวันอึ้งๆกับภาพอดีตที่เห็น มองหน้าเฟื่อง
“ชุน...”
“นี่มันเรื่องอะไรกัน ผมไม่เข้าใจ”
เชตะวันเป็นกังวลไม่เข้าใจกับสิ่งที่เห็น
“เมื่อครั้งในอดีต เราสองคนรักกันมาก เราสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป”
เชตะวันปวดหัวงงกับสิ่งที่เฟื่องพูด
“ผม...ผมบอกแล้วไงผมไม่ใช่นายชุนอะไรนั่นของคุณหรอกครับ ผม...คือเชตะวันครับ เราคงคุยกันไม่รู้เรื่องผมขอตัวก่อน”
เชตะวันพูดแล้วเดินหนี เฟื่องเดินตามแล้วล้มลง เชตะวันหันกลับไปมองรีบเข้าไปช่วย
“คุณเป็นอะไรรึเปล่า”
“ได้โปรด อย่าหนีจากข้าไปอีก อยู่กับข้าก่อนนะชุน”
เชตะวันรู้สึกถึงคำพูดนี้มาก เขาเริ่มอ่อนลง สองคนมองหน้ากัน

ปารมีกับทิพย์ มาเยี่ยมเชตะวัน
“ยัยนะโมบอกว่าย้ายเข้าห้องพิเศษแล้วห้องไหนนะ” ปารมีมองหา
ทิพย์เห็นเนตรอัปสรนั่งเศร้าอยู่หน้าห้อง
“โอ๊ะ...นั่งไงยัยนะโมนั่งอยู่นั่นแน่ะ”
ปารมีกับทิพย์รีบเข้ามาหา ปารมีนั่งลงข้างๆ
“ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ล่ะ”
“นั่นดิ...แล้วคุณเชตล่ะ”
เนตรอัปสรเศร้าๆ
“อยู่กับคุณอาทิตย์ในห้องน่ะ”
ปารมีเห็นเนตรอัปสรซึมก็ปลอบ
“นะโม...เธอต้องเข้มแข็งนะอย่าท้อสิ”
เนตรอัปสรนั่งน้ำตาซึม
“ฉันพยายามหลอกตัวเองว่าเขาจะฟื้นขึ้นมา...แต่ฉันทำไม่ได้อ่ะปาน มันไม่มีทางที่เขาจะฟื้นมาได้เลย”
หมอก้องเดินเข้ามาเห็นที่ทั้งสามคนนั่งอยู่ เนตรอัปสรน้ำตาตกปารมีปลอบใจ
“เพื่อนว่ามันต้องมีทางสิ…อาการแบบที่คุณเชตเป็นเคยมีคนเป็นแล้วฟื้นตั้งหลายคน จริงมั้ยทิพย์”
ปารมีส่งซิกให้ทิพย์คล้อยตาม
“เอ่อ...อ่อ....จริงจริ๊ง...”
หมอก้องเดินเข้ามา
“แต่ก็ต้องทำใจเผื่อไว้บ้างนะครับ เพราะคนที่โชคดีจริงๆมีน้อยมาก...” หมอก้องหันไปถามปารมี
“ปานกับทิพย์เพิ่งมาเหรอ”
ปารมีแสดงสีหน้าให้เห็นว่าไม่พอใจ สะบัดหน้าไม่ตอบ ทิพย์มองสงสัย เธอตอบแทนเพราะกลัวว่าเขาจะเก้อ
“เราสองคนเพิ่งมาถึงเมื่อกี๊เอง ยังไม่ได้เข้าไปเยี่ยมคุณเชตเลยเดี๋ยวเข้าไปเยี่ยมพร้อมกันสิหมอ”
หมอก้องยิ้มๆให้ทิพย์แล้วหันไปพูดกับเนตรอัปสร
“นะโมผมมีเรื่อง อยากคุยกับคุณหน่อยน่ะ”
เนตรอัปสรยังไม่ทันตอบอะไร อาทิตย์ก็เดินออกจากห้องเชตะวันมา ตรงมาหาเนตรอัปสร
“ผมฝากดูแลเชตด้วยนะคุณพยาบาล”
“ค่ะ”
“ขอบคุณมาก”
ปารมี ทิพย์ หมอก้องไหว้อาทิตย์รับไหว้แล้วก็เดินไป เนตรอัปสรรีบเดินเข้าห้องพักเชตะวันทันที หมอก้องพยายามเรียกไว้
“นะโม...เดี๋ยวสิ...”
เนตรอัปสรไม่ทันฟังที่เขาเรียก หมอก้องไม่พอใจเดินออกไป ทิพย์กับปารมีมองหมอก้อง ปารมีเดินตามหมอก้องไปทิพย์ยืนงงเกิดอะไรขึ้น

เนตรอัปสรเข้ามาในห้อง เห็นเชตะวันนอนนิ่งไม่รู้สึกตัวใดๆ เธอนวดมือนวดแขนให้เขา ทิพย์เดินเข้ามาในห้องเงียบๆ มองดูสิ่งที่เพื่อนทำอย่างสงสาร เนตรอัปสรมองดูหน้าเชตะวันที่ยังคงไม่รู้สึกตัว
“คุณจะฟื้นขึ้นมาใช่มั้ย....คุณจะฟื้นใช่มั้ย...”
เนตรอัปสรเสียใจเพราะรู้ดีว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ น้ำตาของเธอหยดลงบนแก้มของเขา

ในความฝัน...เชตะวันกำลังจ้องหน้าอยู่กับเฟื่องแล้วก็มีน้ำหยดลงที่มือของเขา เชตะวันจึงลุกขึ้นจากเฟื่องทันทีเอามือเช็ดคราบน้ำที่มือออก ระหว่างนั้นเขาแว่วได้ยินเสียงสะอื้น ซึ่งคือเสียงของเนตรอัปสรที่สะอื้นร้องไห้...เชตะวันตั้งใจฟัง
“เสียงนั่น...”
เชตะวันมองขึ้นไปทางต้นเสียง เฟื่องแปลกใจ
“เสียงอันใดรึ...”
“เสียงร้องไห้...”
เชตะวันพยายามที่จะหาต้นตอของเสียงที่ได้ยิน เขาเดินหาไปทางโน้นทีทางนี้ที เสียงสะอื้นของเนตรอัปสรยังคงดังก้องอยู่ เฟื่องรู้ดีว่าเป็นเสียงร่ำไห้ของเนตรอัปสร เธอยิ่งแค้นใจจึงรีบเบี่ยงเบนความสนใจ
“ข้าเจ็บข้อเท้าเหลือเกิน เจ้าช่วยพาข้าไปเรือนนอกเพื่อประคบยาที”
เชตะวันยังสนใจกับเสียงอยู่ จนเฟื่องต้องย้ำ
“ช่วยพาข้าไปที ข้าขอร้อง”
เชตะวันหันหน้ามามองเฟื่องอ่อนโยนลง เฟื่องส่งสายตาวิงวอน
“ที่ไหนล่ะ”
เฟื่องยิ้มอย่างดีใจ ที่เขาหันกลับมาสนใจเธอ

อาทิตย์นั่งอยู่ในห้องทำงาน คิดมากกับความผิดของตัวเองเมื่อครั้งอดีต ที่เขาทะเลาะกับเชตะวัน
“เพราะพ่อน่ะรักพี่มากกว่าผม ที่สำคัญพ่อห่วงสมบัติของพ่อ มากกว่าห่วงผมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
อาทิตย์ตบหน้าเชตะวัน
“นอกจากแกจะทำตัวไร้สาระไปวันๆ ไม่เคยทำอะไรให้ฉันภาคภูมิใจเลย”

อาทิตย์รู้สึกผิดที่ไม่เคยดีต่อลูกชายเลย นันเคาะประตูห้อง
“คุณอาทิตย์คะ มีโทรศัพท์จากรมตำรวจจะเรียนสายด้วยค่ะ”
“เข้ามา”

นันเอาโทรศัพท์ส่งให้ อาทิตย์ไล่นันออกไปก่อน นันออกไป อาทิตย์คุยโทรศัพท์

นางมารตอนที่ 22 (ต่อ)

นันเอาโทรศัพท์ส่งให้ อาทิตย์ไล่นันออกไปก่อน นันออกไป อาทิตย์คุยโทรศัพท์

“สวัสดีครับ ผมอาทิตย์พูดสายครับ”
“ผมต้องขอโทษทีที่โทรมารบกวนนะ”
“ไม่เป็นไรครับท่าน มีอะไรให้ผมรับใช้เหรอครับ”
“ผมต้องขอเชิญตัวคุณอาทิตย์มาที่กรมตำรวจจะดีกว่า เพราะเรื่องนี้เป็นคดีใหญ่ที่มีชื่อคุณอาทิตย์เข้ามาพัวพัน อยู่ในขบวนการค้ายาเสพติดด้วยนะครับ”
อาทิตย์ได้ฟังอึ้งไป

หมอก้องเดินมาหยุดที่สวนหย่อมด้วยความหงุดหงิดใจ ปารมีเดินตามเข้ามาต่อว่า
“ปานผิดหวังในตัวหมอมากคะ...”
หมอก้องหันขวับตามเสียงที่ปารมีพูด
“หมอเป็นเพื่อนซะเปล่า แต่กลับแยกแยะไม่ออกว่าสิ่งที่ควรทำคืออะไร”
“คุณกำลังพูดเรื่องอะไรปาน”
“ก็เรื่องเสื้อเปื้อนเลือดนั่นไงคะ”
หมอก้องอึ้ง ตกใจที่ปารมีรู้ จึงหลบหน้าพูด
“คุณไม่เข้าใจผมหรอกปาน”
“ก็ไม่เข้าใจน่ะสิคะ ไหนหมอว่ารักนะโม แต่ทำไมตอนที่นะโมต้องการความหวังหมอไม่ทำเพื่อนะโมล่ะคะ...ที่แท้หมอก็เป็นคนที่เห็นแก่ตัวแบบนี้นี่เอง”
“ใครๆก็ทำเพื่อตัวเองกันทั้งนั้นแหละ”
ปารมีโกรธ
“หมอเลยต้องทำในสิ่งที่ไม่ควรทำงั้นเหรอคะ อย่าคิดว่าไม่มีใครรู้นะคะ หมอทำอะไรลงไปกับคุณเชต หมอควรจะละอายใจบ้าง”
หมอก้องโมโห
“คุณกำลังดูถูกผมนะปาน”
“ใช่ค่ะปานดูถูกหมอ...และปานจะไม่พูดไม่เตือนหมออีกแล้ว เพราะจากนี้ไปถ้าหมอยังคิดได้แค่นี้ ปานจะคิดซะว่าหมอเป็นแค่คนรู้จักเท่านั้น”
ปารมีพูดจบก็เดินแยกไป ทิ้งให้หมอก้องยืนนิ่งงันกับคำพูดของปารมีที่ดูจริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เนตรอัปสรนั่งร้องไห้อยู่ที่ข้างเตียง ทิพย์เดินมาจับบ่าเพื่อนให้กำลังใจ
“อาการแบบนี้มันต้องใช้เวลานะนะโม...ใจเย็นๆน่ะ”
ปารมีอารมณ์โกรธเดินเข้ามามองสงสารเพื่อนรีบปรับอารมณ์ เดินเข้ามาดูสีหน้าเชตะวันใกล้ๆ
“อืม...ดูสีหน้าคุณเชตดีขึ้นนะ”
“คุณเชตดูเหมือนคนนอนหลับเฉยๆ ไม่เหมือนคนเจ็บคนป่วยเลยพวกเธอว่าไหม” ทิพย์ออกความเห็น
เนตรอัปสรพูดเศร้าๆ
“ถ้าแค่นอนหลับก็น่าจะตื่นขึ้นมาได้แล้ว ทำไมถึงนอนอยู่แบบนี้”
“นี่ถ้าเป็นแถบๆบ้านฉันนะ...ป่านนี้ข้อยสิเรียกหมอผีมาโลด...สวดทำพิธีไล่ผีปะเดี๋ยวก็ฟื้นเดินป๋อเลยล่ะ...” ทิพย์พูดเรื่อยเปื่อย
ปารมีแอบสะกิดให้ทิพย์มองเนตรอัปสรที่ฟังอย่างตั้งใจ ทิพย์หันมองหน้าชะงัก
“อุ่ย...ฉันพูดเอาฮาเฉยๆน่ะ...”
ปารมีปลอบ
“ยัยทิพย์คงไม่อยากให้เธอเครียดน่ะ อย่าคิดมากเลยนะ”
เนตรอัปสรหน้าตาจริงจัง
“ถ้ามีหนทางไหนที่จะทำให้คุณเชตฟื้นขึ้นมาได้ ฉันจะยอมทำทุกอย่าง ฉันรู้สึกได้ว่าเขาต้องการที่จะกลับมา” เธอมองหน้าเพื่อนทั้งสองคน “ฉันรู้สึกได้จริงๆนะ”
ปารมีกับทิพย์มองหน้ากัน ทิพย์นึกขึ้นได้
“คุณแม่สรวงน่าจะช่วยเราได้นะปาน”
ปารมีเห็นตามที่ทิพย์พูดหยิบโทรศัพท์โทรหาทันที...คุณสรวงที่อยู่สถานปฏิบัติธรรมรับสาย
“สวัสดีค่ะ”
“ลูกเองค่ะคุณแม่ ลูกมีเรื่องอยากปรึกษาคุณแม่เกี่ยวกับเรื่องของยัยนะโมน่ะค่ะ”
คุณสรวงนิ่งๆเหมือนเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น
“มันเป็นกรรมที่นะโมกับเขาทำร่วมกันมา ใครก็แก้ไม่ได้นอกจากตัวของพวกเขาเอง”
“คุณแม่มีทางช่วยนะโมมั้ยคะ”
“พรุ่งนี้พานะโมมาหาแม่...แม่จะลองดู”
“ค่ะคุณแม่”
ปารมีวางสายลงหันบอกนะโม
“พรุ่งนี้ฉันจะมารับเธอไปหาคุณแม่นะ คุณแม่จะหาทางช่วยเธอเอง”
เนตรอัปสรมีความหวังขึ้นอีกครั้ง ทุกคนยิ้มเป็นกำลังใจให้

พายัพกลับมาบ้านเดินผิวปากสบายใจ เดินผ่านโถงรับแขกชั้นบนจะเข้าห้อง เสียงอาทิตย์ดังขึ้น
“เดี๋ยว...”
พายัพชะงัก หันหลังมาเห็นพ่อนั่งอยู่ที่โซฟามีเอกสารเกี่ยวกับคดีวางอยู่ อาทิตย์สีหน้าโกรธจัดลุกขึ้นเดิน เข้ามาหาแล้วตบหน้าพายัพอย่างแรง ผลัวะ พายัพทั้งอึ้งและงง
“พ่อ...นี่พ่อตบผมทำไม”
อาทิตย์โกรธและเสียใจจนตัวสั่น
“แกทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไงไอ้พายัพ”
พายัพตีหน้าซื่อ
“มันเรื่องอะไรกันครับพ่อ”
“แกค้ายาเสพติดโดยอ้างชื่อฉัน”
พายัพพยายามปฏิเสธ
“ผมไม่รู้เรื่องที่พ่อพูด”
พายัพตกใจจะเดินหนี อาทิตย์หันไปคว้าเอกสารบนโต๊ะยื่นให้
“หลักฐานเช็คพวกนี้ ฉันเซ็นให้แกคนเดียวแต่แกกลับเอาไปค้ายาเสพติด จนตอนนี้ตำรวจสาวมาถึงฉัน นี่ไง”
อาทิตย์ขว้างเอกสารใส่หน้า พายัพอึ้ง
“ฉันเสียใจจริงๆที่รักแกที่สุด รักแกมากกว่าไอ้เชต ฉันไม่เคยฟังคำไอ้เชตมันเลยที่มันบอกว่ามีคนตามฆ่าเอาชีวิตมัน แล้วคนๆนั้นก็คือแกไอ้พายัพ แกทำเพื่ออะไรกันหะ”
พายัพตกใจอาทิตย์รู้เรื่องเชตะวันด้วยแล้ว จึงตัดสินใจเดินเข้ามาใกล้พ่อหน้าเหี้ยม
“ก็ในเมื่อพ่อก็ไม่ชอบขี้หน้ามันอยู่แล้ว ให้มันตายๆไปซะได้ไม่ดีหรือไงครับ ผมคนเดียวที่เป็นลูกรักของพ่อไง เพราะฉะนั้นทุกอย่างของมันก็ควรจะตกเป็นของผมคนเดียวเท่านั้น”
บวรจะเดินขึ้นมา เห็นสองพ่อลูกทะเลาะกันเลยไม่กล้าขึ้นหลบมุมดู
“แต่ตอนนี้แกไม่มีทางที่จะได้อะไรจากฉันแล้วไอ้พายัพ”
อาทิตย์โกรธจัดคว้าคอเสื้อพายัพ
“แกคิดเนรคุณฉัน แกคิดฆ่าน้อง...แกมีความคิดชั่วๆแบบนี้ได้ยังไง”
อาทิตย์ปล่อยมือออก ล้วงมือถือขึ้นมาจะกดเบอร์โทรหาตำรวจ
“พ่อจะทำอะไร”
“ฉันนี่แหละจะแจ้งตำรวจลากคอแกเข้าตารางเอง”
“พ่อจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ”
“ฉันเป็นพ่อแกทำไมจะทำไม่ได้ แกจะฆ่าฉันอีกคนก็เอาเลย เอาสิ ไอ้ลูกชั่ว...”
อาทิตย์กดเบอร์พายัพรีบยื้อไว้ แย่งกันไม่ยอม ทั้งสองยื้อกันไปมาจนอาทิตย์ยืนหันหลัง
หมิ่นเหม่อยู่ตรงบันได พายัพเหลือบเห็น มองพ่ออย่างร้ายกาจ
“พ่อบังคับผมเองนะ”
พายัพปล่อยมือที่ยื้อกันไปมาผลักอาทิตย์ออกจนเสียหลักหงายหลังตกบันได อาทิตย์จ้องมองลูกชาย พายัพยืนมองนิ่งเห็นพ่อตกลงไปชั้นล่าง บวรเห็นอาทิตย์ตกลงมาก็ยืนตะลึง ก่อนที่จะวิ่งเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง พยายามจะเรียกนายๆ พายัพรีบวิ่งลงมาแล้วผลักบวรหลบทางแล้ววิ่งออกไป บวรมองตามแล้วพยายามขอความช่วยเหลือจากคนในบ้านอย่างโหวกเหวกโวยวาย บวรรีบจับสำรวจตามตัวอาทิตย์ด้วยความเป็นห่วง อนงค์วิ่งออกมา คนในบ้านออกมาเห็นตกใจ

เนตรอัปสรนั่งเปิดหนังสือเรื่องเวรกรรม หนังสือธรรมะเพื่อหาทางช่วยเชตะวัน มือถือเนตรอัปสรดังขึ้นเธอกดรับสาย
“สวัสดีค่ะ”
เสียงอนงค์ดังมาจากปลายสาย
“คุณพยาบาลคะเกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ”
“เกิดอะไรขึ้นจ๊ะ อนงค์”
“คุณผู้ชายตกบันไดค่ะ ตอนนี้รถโรงพยาบาลมารับตัวคุณผู้ชายไปแล้วค่ะคุณพยาบาล”
เนตรอัปสรตกใจมาก
“ตกบันได”
“น้าบวรไปกับคุณผู้ชายแล้วนะคะ นงค์ฝากคุณเป็นธุระจัดการให้ด้วยคะ”
“ค่ะ...ได้ค่ะ”
อนงค์วางสายมองรอบๆอย่างหวาดๆ
“เป็นเวรเป็นกรรมอะไรกันเนี่ย”
เนตรอัปสรกังวล

ปารมีจอดรถเปิดประตูลงมาล็อครถ ปารมีกับทิพย์จะเดินเข้าคอนโด หมอก้องที่นั่งรออยู่ลุกขึ้นมาขวางหน้า ปารมีมองหน้าเขาแล้วจะเดินหลบ หมอก้องขยับมาขวาง ปารมีไม่พอใจ
“ผมอยากคุยกับคุณ”
“แต่ปานไม่มีอะไรที่จะต้องคุยกับหมอ”
ปารมีเดินเลี่ยงไป ทิพย์งง หมอก้องตามไปจับมือปารมีให้หยุด
“เดี๋ยวก่อนปาน ผมขอร้อง”
ทิพย์ทำตัวไม่ถูก ปารมีหยุดมองที่มือที่เขาจับ เธอสับสนได้แต่นิ่งงัน ทิพย์จึงพูดขึ้น
“เออ...คือ หมอก้องกับปานเคลียร์ใจกันก่อนละกันนะคะ ทิพย์ขอตัวก่อน ใจเย็นๆนะปานค่อยๆคุยกัน”
ทิพย์รีบออกไป หมอก้องจึงปล่อยมือขยับมายืนตรงหน้า
“ผมรู้ว่าคุณเห็นว่าผมทำอะไรลงไป แต่ผมอยากจะขอร้องคุณอย่าบอกเรื่องนี้ให้นะโมรู้ได้มั้ย”
ปารมีอึ้งไปสักพักนึกน้อยใจหมอ
“ผมไม่อยากให้นะโมต้องตกเป็นเหยื่อของไอ้หมอนั่น ที่ผมทำไปเพราะผมรักนะโมจริงๆ ปานเข้าใจผมนะ”
ปารมีมองหน้าหมอก้องด้วยความน้อยใจ
“ปานเข้าใจความรักนะคะแต่ปานไม่เข้าใจในตัวหมอ ทำไมหมอต้องเอาชื่อเสียงเอาอาชีพของหมอไปทำอะไรที่มันผิดแบบนี้ด้วย”
“เพื่อความรักผมทำได้ทุกอย่างแหล่ะปาน คุณไม่เคยรักใครคุณไม่เข้าใจหรอก”
ปารมีเสียใจที่เขาไม่เคยเห็นเธออยู่ในสายตาเลย
“ทำไมปานจะไม่เข้าใจ ปานไม่อยากให้หมอต้องทำผิดเพราะความรักอีก”
หมอก้องนิ่งฟังไม่รู้สึกใดๆ ปารมีเสียใจตัดใจที่จะพูดด้วยความอักอั้น
“ที่ปานบอกหมอเตือนหมอก็เพราะว่าปานรักหมอคะ หมอรู้รึยังคะ ปานรักหมอ”
ปารมีวิ่งชนเขาออกไปทั้งน้ำตา ทำเอาหมอก้องอึ้งอยู่กับที่

เช้าวันใหม่...บวร นั่งเฝ้าหลับอยู่ที่เก้าอี้ อาทิตย์ใส่สายออกซิเจนที่จมูกใส่เฝือกดามคอ ลืมตามาเห็นว่าตัวเองอยู่ที่โรงพยาบาล อาทิตย์พยายามจะขยับตัวแต่ก็ทำไม่ได้เขามองทางหางตาเห็นว่าบวรอยู่ด้วย พยายามจะส่งเสียงเรียกแต่ก็ไม่มีเสียงใดๆ อาทิตย์ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง บวรสะดุ้งตื่นรีบเข้ามาหาส่งภาษาใบ้ถามนายเป็นไงบ้าง อาทิตย์ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรทำไมขยับไม่ได้ บวรใช้ภาษาใบ้อธิบายว่านายตกบันไดแล้วก็ยังเดินไม่ได้ แต่อาทิตย์ไม่เข้าใจ หมอและเนตรอัปสรเดินเข้ามาพร้อมพยาบาล
“หมอขอตรวจหน่อยนะครับ”
พยาบาลเอาปรอทวัดไข้ หมอตรวจฟังหัวใจ ตรวจการตอบสนองของม่านตา หมอหันมาบอกอาการให้เนตรอัปสรทราบอย่างหนักใจ
“ตอนนี้หมอคงต้องรักษาตามอาการที่ปรากฏก่อน นอกจากกระดูกแตกกดทับเส้นประสาทมีผลทำให้คนไข้ไม่สามารถเคลื่อนไหวช่วงล่างได้ คนไข้มีอาการของโรคความดันโลหิตสูง เราตรวจพบว่ามีเส้นเลือดบางเส้นแตกมีผลทำให้ปลายประสาทไม่สั่งงานจึงไม่สามารถพูดได้”
เนตรอัปสรตกใจกับอาการที่สาหัสของอาทิตย์
“ระหว่างนี้ผมอยากให้ญาติดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิดหน่อยนะครับ ผมขอตัวนะครับ”
“ค่ะ...ขอบคุณค่ะคุณหมอ”
หมอกับพยาบาลเดินออกไป เนตรอัปสรมองที่อาทิตย์อย่างกังวล อาทิตย์เมื่อรู้อาการตัวเองนอนนิ่งน้ำตาไหล

เนตรอัปสรกลับมาที่ห้องของเชตะวัน เธอเศร้าใจที่อาทิตย์ก็มาเดินไม่ได้ เธอเดินมาที่ข้างเตียงของเชตะวัน
“คุณอาทิตย์รอคุณอยู่นะคะ...คุณต้องฟื้นกลับมา” เนตรอัปสรร้องไห้ออกมา “คุณได้ยินที่ฉันพูดใช่ไหมคะคุณเชต”

เนตรอัปสรมองหน้าเชตะวันที่หลับนิ่งด้วยความรัก

เฟื่องเดินนำเชตะวันมาที่เรือนทาส เขาจ้องมองรู้สึกคุ้นตากับที่แห่งนี้มาก

“ผมรู้สึกคุ้นตากับที่นี่มากเลย”
“มันคือที่ของเราสองคน”
เฟื่องพูดจบหันมาจ้องหน้าเขา ภาพในอดีตปรากฏขึ้น เฟื่องกับชุนยังกอดกันอยู่ด้วยความรู้สึกอิ่มเอม
“ขอบคุณที่เห็นค่าของคนต่ำต้อยอย่างข้า ข้ารู้ว่ามันเป็นเรื่องอาจเอื้อมมากที่คนต่ำต้อยอย่างข้าจะได้รับความรักและความหวังดีจากท่านและตัวข้าเอง...ก็ไม่อาจห้ามใจตัวเองไม่ให้รักท่านไม่ได้เช่นกัน...”
เฟื่องยิ้ม
“ชุน ข้าดีใจนักที่เจ้าก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกันกับข้า อย่ามองว่าข้าเป็นหญิงสูงศักดิ์ไปเลยชุน ข้าก็เป็นแค่เพียงแม่หญิงคนหนึ่ง...ที่มีใจรักให้กับเจ้าเท่านั้น”
ชุนยิ้มปลื้มใจ ทั้งคู่มองตากันนิ่งราวกับต้องมนต์สะกด

เชตะวันยืนมองดูภายในเรือนทาสมองตรงที่เห็นในภาพอดีต เขานิ่งอึ้งเห็นถึงความรักที่มีต่อเฟื่องจากการสะกดจิต เชตะวันหันมามองเฟื่องแล้วพูด
“แม่หญิงเฟื่อง...”
เฟื่องดีใจที่เขาเรียกชื่อ
“เจ้าจำเรื่องราวของเราได้แล้วใช่ไหมชุน”
เชตะวันพยักหน้ารับนิดๆอย่างคนโดนสะกดจิต เฟื่องจับมือเขายิ้มดีใจอย่างยิ่ง
“ข้าดีใจเหลือเกิน”
“ผมคือชุน คนรักของคุณ เราสองรักกัน”
“ใช่ เราสองคนรักกันและสัญญาว่าจะไม่พรากจากกัน”
เชตะวันมองเฟื่องพอเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเหมือนตกอยู่ในภวังค์

เนตรอัปสรเพิ่งออกมาจากห้องเชตะวัน อนงค์เดินถืออาหารออกมาจากห้องของอาทิตย์ พบกับ เนตรอัปสรสะพายกระเป๋าออกมาจากห้องพอดี
“อ้าว...คุณพยาบาลจะไปไหนเหรอคะ พี่นงค์ทำอาหารกล่องมาให้น่ะค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ...แต่เนตรคงทานไม่ทันแล้วล่ะค่ะเพราะต้องรีบไป”
“งั้นเหรอคะ”
“เนตรไปทำธุระข้างนอกไม่นานหรอกค่ะ แล้วเนตรจะรีบกลับมาฝากดูแลคุณเชตกับคุณอาทิตย์นะคะ ที่สำคัญถ้าคุณเชตฟื้นขึ้น อนงค์รีบโทรบอกฉันทันทีนะ”
พูดจบเนตรอัปสรรีบร้อนออกไป อนงค์มองตาม

เนตรเดินมาตามทางก่อนถึงลานจอดรถ หมอก้องเพิ่งเดินมาจากลานจอดรถเห็นเข้าจึงรีบเข้าไปหา
“นะโม...จะรีบไปไหนเหรอครับ”
“ไปหาคุณแม่สรวงน่ะคะหมอ”
หมอก้องรู้ว่าต้องเกี่ยวกับเชตแน่ๆ
“นะโมจะทำอะไร ทำไมต้องไปวุ่นวายกับเรื่องของนายนั่นด้วย นะโมก็รู้ก็เห็นไม่ใช่เหรอว่านายนั่นพัวพันกับยาเสพติดอยู่น่ะ เลิกยุ่งกับคุณเชตเถ่อะนะนะโม”
“นะโมทำแบบที่หมอพูดไม่ได้หรอกค่ะ นะโมจะต้องช่วยคุณเชตให้พ้นจากเวรกรรมที่ตามเขาอยู่”
หมอก้องขำๆ
“นี่นะโมเชื่อเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ”
เนตรอัปสรพยักหน้า
“นะโมเชื่อว่าเรื่องคุณเชตไม่ใช่เรื่องปกติแน่ๆ แต่มันเป็นเรื่องของกรรมเก่าคะ”
“นะโมเชื่อว่าตัวเองจะแก้กรรมให้กับนายนั่นได้งั้นเหรอ มันไม่ดูตลกไปหน่อยเหรอนะโม นี่สงสัยปานกับทิพย์คงกล่อมให้คุณเชื่อว่าคุณช่วยเขาได้ล่ะสิ ใช่ไหม”
เนตรอัปสรหน้าตาจริงจัง
“ถ้าหมอรักใครสักคนหมอก็คงทำเหมือนกับที่นะโมกำลังทำ ไม่ว่าจะด้วยวิธีอะไรก็ตามถ้านะโมทำแล้วคุณเชตจะฟื้นขึ้นมาได้นะโมก็ยอมทำทุกทางคะ ขอตัวนะคะหมอ”
เนตรอัปสรเดินผ่านไป หมอก้องยืนอึ้งกับคำพูดของเนตรอัปสรเจ็บจี๊ดที่ใจ

ทิพย์อยู่ในรถปารมีมองเห็นว่าเนตรอัปสรคุยกับหมอก้อง แล้วเดินตรงมาขึ้นรถของปารมีที่จอดอยู่ ทิพย์ถามทันที
“นะโม ไม่ชวนหมอไปด้วยกันเหรอ”
ปารมีบอกเสียงห้วน
“ไม่ต้อง”
ทิพย์ถอนใจ
“ฉันถามยัยนะโมไม่ได้ถามเธอสักหน่อย”
“แต่นี่มันรถฉัน ฉันมีสิทธิ์จะให้ใครไปหรือไม่ให้ใครไปได้ทั้งนั้น แล้วฉันก็ขอบอกเลยนะว่ารถฉันไม่ต้อนรับคนอย่างหมออีกต่อไป”
เนตรอัปสรกับทิพย์มองหน้ากันงงๆ
“เป็นอะไรหรือเปล่า…ทำไมจู่ๆก็ดูห่างเหินกับหมอก้อง โกรธกันเหรอ” เนตรอัปสรถามอย่างไม่เข้าใจ
ปารมีนิ่งไม่ตอบ มีแต่ทิพย์พูดขึ้นลอยๆว่า
“เฮ้ย...คนมันผิดหวังอ่ะนะ...อะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมดนั่นแหละ”
เนตรอัปสรยังสงสัยไม่หาย
“นี่ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างเธอกับหมอเหรอปาน”
ปารมีทำไม่สนใจเลี่ยงไม่พูดถึง
“ฉันต้องใช้สมาธิในการขับรถ อย่ารบกวน”
เนตรอัปสรกับทิพย์มองหน้ากันจ๋อยๆ ปารมีหน้านิ่งขับรถไป

เนตรอัปสรไปปรึกษาคุณสรวงพร้อมปารมี ทิพย์ เรื่องเชตะวันที่เป็นเจ้าชายนิทรา จึงได้รู้ว่า วิญญาณของเชตะวันถูกเฟื่องเก็บไว้ คุณสรวงให้เนตรอัปสรอุทิศกุศลให้กับเฟื่อง
“กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวรซะสิลูกตั้งจิตอธิฐานถึงเขา”
เนตรอัปสรค่อยเทน้ำที่อยู่ในแก้วลงในพานดอกไม้แล้วอธิฐาน
“ข้าพเจ้าขออุทิศบุญกุศลจากการเจริญภาวนานี้ ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายของข้าพเจ้า...”
เนตรอัปสรสวดแผ่เมตตาให้เฟื่อง

อีกมิติ...เชตะวันนอนหนุนตักเฟื่องอยู่ในเรือนทาส มีเสียงสวดแผ่เมตตาของเนตรอัปสรดังเข้ามา
“ที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินท่านไว้ ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ...”
เฟื่องร้อนรนที่ได้ยินเสียง เชตะวันเองก็ได้ยินเสียงเหมือนกัน
“ท่านจะอยู่ภพใดหรือภูมิใดก็ตาม”
เชตะวันลุกขึ้นนั่งหันมองเฟื่อง
“เสียงนั่น....แม่เฟื่องได้ยินไหม...” เชตะวันเริ่มสับสนปวดหัว “โอ๊ย ทำไมถึงปวดหัวจัง...”
เชตะวันกุมหัวด้วยความปวดหัว ล้มลงนอนที่ตัก เฟื่องเอามือปิดหูเขาเพื่อไม่ให้ได้ยินเสียงสวด
“ขอให้ท่านได้รับผลบุญนี้ แล้วโปรดอโหสิกรรม และอนุโมทนาบุญแก่ข้าพเจ้าด้วย อำนาจบุญนี้ด้วยเทอญ”
เฟื่องโกรธแค้น เชตะวันยังกุมหัวเมื่อเสียงเงียบไป เขาค่อยดีขึ้นจับมือเฟื่องที่ปิดหูตัวเองออกแล้วลุกขึ้นฟังแต่ตอนนี้ไม่มีเสียงนั้นแล้ว
“เสียงนั่น...เคยได้ยินที่ไหนสักแห่ง ทำไมฉันรู้สึกคุ้นๆ”
เฟื่องรีบพูด
“คงจะเป็นเสียงที่แว่วมาจากวัดเป็นแน่...เจ้าอย่าไปสนใจเลยนะ...” เฟื่องเปลี่ยนเรื่อง “จริงสิป่านนี้เจ้าคงจะหิวแย่แล้ว เดี๋ยวข้าจะไปหาอะไรให้เจ้ากินนะ”
เฟื่องเดินออกมาหันมองเขาเป็นกังวล เชตะวันยังรู้สึกแคลงใจกับเสียงที่ได้ยินอยู่แต่ไม่สามารถจำได้

ในนิมิต...คุณสรวงก้มลงกราบหลวงปู่
“ลูกควรจะทำยังไงดีคะหลวงปู่”
“ดวงจิตที่ถูกวิญญาณดึงออกจากร่างไปจะอยู่ได้เพียง 3 วันเท่านั้น จึงต้องตามหากระดูกของวิญญาณนั้นให้เจอเพื่อครอบดวงวิญญาณนั้นให้ได้ ถ้าสำเร็จดวงจิตนั้นก็จะกลับสู่ร่างเดิมที่จากมา แต่ถ้าไม่สำเร็จ...ดวงจิตนั้นก็จะละจากร่างไปตลอดกาล”
คุณสรวงก้มลงกราบ หลวงปู่มองและหายตัวไป...คุณสรวงลืมตาขึ้นมาอย่างกังวล เนตรอัปสร ปารมี ทิพย์ มองคุณสรวงด้วยความอยากรู้
“คุณแม่คะ เราจะได้คุณเชตกลับคืนมามั้ยคะ” ปารมีถาม
คุณสรวงถอนใจ
“คุณเชตจะกลับมาได้ ก็ต่อเมื่อตามหากระดูกของวิญญาณนั้นให้เจอเสียก่อน ภายใน 3 วันถ้าทำไม่สำเร็จ คุณเชตะวันก็จะต้องตายไปจริงๆ”
เนตรอัปสรอึ้งไป ปารมีกับทิพย์มองหน้ากัน
“คุณแม่อำพวกเราหรือเปล่าคะ กระดูกของวิญญาณนั่นมีจริงเหรอคะ” ทิพย์ไม่อยากจะเชื่อ
คุณสรวงพยักหน้าว่าจริง
“กระดูกถูกฝังอยู่ที่ที่หนึ่ง มันเป็นที่ที่อันตรายเต็มไปด้วยแรงแค้น”
เนตรอัปสรบอกอย่างมุ่งมั่น
“ต่อให้อันตรายแค่ไหนโมก็จะไปค่ะคุณแม่ นะโมไม่กลัวโมจะช่วยคุณเชตกลับคืนมาให้ได้ค่ะ”
คุณสรวงมองดวงตาที่แน่วแน่ของหญิงสาว
“วิญญาณนั้นจ้องจะทำร้ายคนที่ขัดขวาง โดยเฉพาะคู่วิญญาณที่ผูกความแค้นต่อกันมาจากอดีต”
คุณสรวงมองเนตรอัปสรก่อนจะบอก
“คู่วิญญาณนั้นก็คือลูก แม่บอกลูกได้เท่านี้แหล่ะ”
ปารมีกับทิพย์หวาดกลัวแทน เนตรอัปสรตั้งมั่นที่จะช่วยเชตะวันให้ได้

เฟื่องยกสำรับอาหารมาวางให้ที่เรือน
“ข้าจัดสำรับมาให้เจ้า...ลองดูว่าถูกปากเจ้าไหม”
เชตะวันมองดูอาหารเห็นเป็นกับข้าวคาวหวาน สีสันสวยงามทั้งสำรับ เฟื่องบรรจงตักกับข้าวใส่จานให้ เชตะวันไม่เห็นเฟื่องกิน
“แล้วแม่เฟื่องไม่กินด้วยกันเหรอ”
“ข้าอิ่มแล้ว ข้าอยากทำให้เจ้ามากกว่า”
เชตะวันตักอาหารเข้าปากกินอย่างอร่อย เฟื่องยิ้มดีใจมองดูเขากินข้าว
“ข้าดีใจยิ่งนักที่เจ้ากลับมาหาข้า”
เชตะวันนึกสับสน
“แล้วข้าหายไปอยู่ไหนมาเหรอ”
เฟื่องชะงักเมื่อเขาถาม เธอหน้าเศร้า
“มีคนพรากเจ้าไปจากข้า ข้าต้องทนทุกข์ทรมารมานานแสนนานกว่าจะตามหาเจ้าพบ”
เชตะวันมองเฟื่องอย่างสงสาร เฟื่องมองอย่างอ้อนวอน
“เจ้าอย่าทิ้งข้าไว้เพียงลำพังอีกนะ”
เฟื่องมองเชตะวันเพื่อจะสะกดให้เขาคล้อยตาม
“อยู่กับข้านะ”
เชตะวันมองเฟื่องรู้สึกพะอืดพะอม
“ฮึ้บ”
เขารีบลุกพรวดออกไปอาเจียน จนหมดแรงลงนั่ง เฟื่องรีบเข้ามาดูแล สิ่งทีอาเจียนออกมาที่พื้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นหนอนยั๊วเยี๊ยะที่พื้น อาหารในสำรับที่สวยงามกลับเปลี่ยนเป็น ซากของเน่าเสียมีหนอนไต่ยั๊วเยี๊ยะไปหมด เชตะวันหมดแรง

คุณสรวงยื่นกระดาษจดที่อยู่ของหลวงปู่ให้กับเนตรอัปสร
“ไปหาหลวงปู่ตามที่อยู่นี้นะจ๊ะ”
เนตรอัปสรรับกระดาษมามองดู ปารมีกับทิพย์มองตาม
“หลวงปู่จะบอกลูกเองว่าอดีตลูกเกี่ยวข้องกับพวกเขายังไง”
ปารมีกับทิพย์มองเนตรอัปสรด้วยความเป็นห่วง ปารมีรีบถาม
“เธอแน่ใจเหรอโม ว่าจะไปจริงๆ มันอันตรายนะ”
“ฉันตัดสินใจแล้ว ถึงฉันจะไม่รู้ว่ากำลังต่อสู้กับอะไรแต่ฉันก็จะสู้เพื่อให้คุณเชตกลับคืนมา”

เนตรอัปสรเปี่ยมไปด้วยแรงแห่งรัก ที่มุ่งมั่นจะช่วยชีวิตคนรัก
อาญารัก ตอนที่ 21
อาญารัก ตอนที่ 21
ในเวลาเดียวกัน เรียมยืนอยู่กลางห้องนอนของทานตะวัน ร้องเรียกหา “หนูอี๊ดขา มากินข้าวลูก เอ๊ะ ไม่อยู่ในห้อง นี่หนูอี๊ดออกไปไหนรึว่าไปที่ร้าน แปลว่าอารมณ์ดีมากแล้ว ถ้าเช่นนั้นก็ค่อยยังชั่ว” เรียมโล่งอกสบายใจหันมาเจอกบ “คุณนายเรียมมาหาคุณหนูอี๊ดหรือเจ้าคะ” “ใช่ สงสัยว่าจะไปร้านเสียแล้ว” “ไปทางเรือนคุณสนต่างหากเจ้าค่ะ” “อะไรนะ ไม่ได้การละ” “นี่แหละเจ้าค่ะ ที่กบรีบมาเรียนให้ทราบเจ้าค่ะ” เรียมร้อนใจเดินตัวปลิวออกไป กบวิ่งตามแทบไม่ทัน สองคนพายเรือมาในคลองทานตะวันนั่งยิ้มในสีหน้า สนพายเรือไป ยิ้มในทีไปด้วย ต่างคนต่างมีแผน
กำลังโหลดความคิดเห็น...