xs
sm
md
lg

นางมาร ตอนที่ 21 - 22

เผยแพร่:

นางมารตอนที่ 21

พงษ์เล่าถึงแผนการให้สิทธิ์ฟัง ขณะที่ขับมอเตอร์ไซค์ไปเรื่อยๆ

“เมื่อเย็นนี้...ผมแกล้งทำตัวเป็นลูกค้า โทรไปนัดไอ้คู่แข่งเรา ให้มันออกมาส่งยาให้คนของเรา แล้วผมก็โทรไปแจ้งตำรวจว่าสงสัยคืนนี้จะมีการส่งยากัน” พงษ์ยิ้มร้าย
“ท่าทางจะสนุกแล้วสิ” สิทธิ์ยิ้ม
แล้วพงษ์ก็เอาเสื้อเชตะวันที่เปื้อนเลือดตัวนั้นมาใส่ สิทธิ์มองอย่างสงสัย
“แล้วนั่นแกใส่เสื้อเปื้อนเลือดของใครน่ะ”
“ผมก็จะทำอะไรให้มันสนุกยิ่งขึ้นกว่าเดิมนะสิครับ คุณสิทธิ์ ว่าแต่ว่า...คุณสิทธิ์อยากร่วมสนุกกับผมด้วยมั้ยล่ะครับ”
สิทธิ์ไม่ตอบแต่ยิ้มรับ

พงษ์ขี่มอเตอร์ไซค์มาจอด ริมทางอีกแห่งหนึ่ง แล้วลงจากมอเตอร์ไซค์ สิทธิ์เลื่อนตัวขึ้นที่นั่งคนขับแทนพงษ์อย่างรู้แผนกัน แล้วพงษ์ก็เดินลัดเลาะไป สิทธิ์มองตามอย่างตื่นเต้นเร้าใจ...พงษ์เดินไปที่จุดนัดพบ ยืนรออยู่เงียบๆสักครู่คนขายยาก็เดินเข้ามา
“ของล่ะ”
คนขายยาเปิดกระเป๋าให้พงษ์ดูของ
“แล้วเงินล่ะ”
พงษ์ทำท่าจะเปิดกระเป๋าที่หิ้วมาด้วยให้ดูแต่รีๆ รอๆ เหมือนรออะไรอยู่ คนขายยามองพงษ์ และมองเสื้อที่พงษ์ใส่ ซึ่งเปื้อนเลือดอยู่อย่างสงสัย
“นั่นเสื้อแกเปื้อนอะไรมา สียังกับเลือด”
พงษ์ตอบยิ้มๆ
“ก็เลือดน่ะสิ”
คนขายยาขมวดคิ้วสงสัย แต่ยังไม่ทันจะทำอะไร พงษ์ก็มองข้ามไหล่คนขายยาไป แล้วตะโกนขึ้น
“เฮ้ย ตำรวจมา”
แล้วโดยที่คนขายยาไม่ทันจะทำอะไร พงษ์ก็โดดเข้าล็อคคอคนขายยาจากทางด้านหลัง เพื่อใช้เป็นเกราะกำบัง แล้วชักปืนยิงใส่ตำรวจที่มาซุ่มจับอยู่ทันที ฝั่งตำรวจเห็นพงษ์ยิงมา ก็ยิงโต้ตอบ โดนคนขายยาเข้าอย่างจัง พงษ์ปล่อยร่างคนขายยาทรุดลงตายตาค้าง พงษ์ยิงโต้ตอบตำรวจอีก แล้วแสร้งทำบาดเจ็บ
“โอ๊ย”
แล้วทันใดนั้น สิทธิ์ก็พุ่งมอเตอร์ไซค์เข้ามารับ พงษ์โดดขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ สิทธิ์พุ่งมอเตอร์ไซค์ออกไปอย่างรวดเร็ว ตำรวจพยายามจะตามไป

สิทธิ์ขี่มอเตอร์ไซค์มา พงษ์ถอดเสื้อของเชตะวันที่เขาใส่อยู่ออก แล้วเขวี้ยงลงคูน้ำใกล้ๆ แล้วสิทธิ์ก็เร่งเครื่องมอเตอร์ไซค์พาพงษ์หนีหายไปในความมืด สักครู่ตำรวจไล่ตามมาถึง เจ็บใจที่ตามพงษ์กับสิทธิ์ไม่ทัน แล้วตำรวจคนหนึ่งก็หันไปเห็นเสื้อของเชตะวันที่เปื้อนเลือดตกอยู่ในคูน้ำใกล้ๆ ตำรวจวิ่งลงไปหยิบเสื้อนั้นขึ้นมาดู เสื้อเชตะวันที่เปียกน้ำในคูจนโชกจึงดูยากว่าเป็นเลือดเก่า หรือเลือดใหม่

เนตรอัปสรตื่นมา มองไปที่เตียงเชตะวันแล้วไม่เห็นก็เป็นห่วง เธอรีบลุกขึ้นเดินออกจากห้องนอนตามหา
“คุณเชตคะ...คุณเชต...”
แต่เนตรอัปสรหาไปทุกที่ในบ้านก็ไม่พบ เลยตัดสินใจคว้าไฟฉาย แล้วเดินออกไปหาที่นอกบ้าน

เชตะวันนอนแทบไม่หายใจอยู่ที่พื้น สักครู่หลวงปู่มายืนมองเขาอยู่ หลวงปู่ยกมือขึ้นพนมแล้วเป่าลมลงที่ตัวเชตะวัน เขาค่อยๆลืมตาขึ้น มึนงงอยู่มากแล้วกวาดตามองไปรอบๆ ไม่เห็นใคร ณ ที่นั้นเลย เชตะวันค่อยๆลุกขึ้น แล้วกุมหัวอย่างปวดหัว แล้วเดินโซเซจะกลับบ้านพัก
เนตรอัปสรถือไฟฉายออกมาตามหาเชตะวันด้วยความร้อนใจ เดินตามทางแถวนั้น
“คุณเชตคะ คุณเชต คุณอยู่ที่ไหนคะ”
เนตรอัปสรกวาดไฟฉายหาเชตะวันไปรอบๆ แต่ไม่เห็นก็ยิ่งร้อนใจ
“เกิดเรื่องอะไรกับคุณเชตรึเปล่าเนี่ย...อยู่ดีๆก็หายไป”
เนตรอัปสรกังวลจึงกวาดไฟฉายอีกครั้ง แล้วพอหมุนตัวกลับมาเธอก็ต้องตกใจเมื่อเห็นหลวงปู่นั่งอยู่ใต้เงามืดของต้นไม้ไกลๆ เนตรอัปสรเดินตรงไปหา เธอเดินฉายไฟมาจนใกล้หลวงปู่แล้วลดไฟฉายลงไม่ให้ส่องโดนตัวหลวงปู่
“พระธุดงค์...”
เนตรอัปสรคุกเข่าลงกราบหลวงปู่อย่างนอบน้อม พอเงยหน้าขึ้นก็ต้องตกใจที่จู่ๆพระธุดงค์ที่เห็นก็หายไปแล้ว เนตรอัปสรคว้าไฟฉายขึ้นส่องกวาดหาแต่ก็ไม่พบแต่พอกวาดไฟอีกครั้งจู่ๆก็พบว่าเชตะวันมายืนอยู่ตรงหน้าเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้ยังไงก็ไม่รู้ เชตะวันเอามือกุมหัวท่าทางปวดหัว
“คุณเชต คุณเชตหายไปไหนมาคะ...”
เนตรอัปสรเริ่มผิดสังเกตกับท่าทางของเชตะวัน
“คุณเชตเป็นอะไรรึเปล่าคะ”
“ผม...ปวดหัว...”
เนตรอัปสรรีบประคองเชตะวันไว้ ละล้าละลังไม่รู้จะทำยังไงดี พงษ์กับสิทธิ์เข้ามา พงษ์รีบเอามือกันสิทธิ์ไว้ ทำสัญญาณมือเป็นเชิงว่าไม่ให้สิทธิ์โผล่หน้าออกไปให้เชตะวันเห็น สิทธิ์จึงออกไป พงษ์เข้าไปหาเชตะวันกับเนตรอัปสรทักเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“คุณเชตเป็นอะไรไปครับ”
“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ดิฉันตื่นขึ้นมาหาคุณเชตไม่พบ ก็เลยเดินออกมาหาข้างนอกนี่ แล้วจู่ๆคุณเชตก็เดินมาจากไหนไม่รู้ คุณพงษ์ช่วยกันพาคุณเชตเข้าบ้านกันหน่อยเถอะค่ะ”
“ครับ ครับ”
พงษ์ช่วยหามเชตะวันเข้าบ้านไป โดยมีเนตรอัปสรรีบตามเข้าไปติดๆ สิทธิ์ที่หลบอยู่มองตามว่าเรื่องนี้ชักสนุกแล้ว

พงษ์หามเชตะวันเข้ามานอน เนตรอัปสรรีบดูอาการของเขา แล้วเอาเครื่องช่วยหายใจใส่ให้ ดาลัดเข้ามา
“ต๊าย...เกิดอะไรขึ้นกับคุณเชตคะเนี่ย”
“ยังไม่ทราบเลยคะ รอให้คุณเชตอาการดีขึ้นน่าจะทราบสาเหตุคะ”
“แล้วคุณพงษ์ไปเจอคุณเชตกับคุณพยาบาลเหรอคะ แหม...วันนี้คุณพงษ์นอนดึกจังเลยนะคะ ปกติพอคุณพายัพไม่อยู่คุณพงษ์นอนเร๊วเร็ว”
พงษ์ทำหน้าไม่ถูกเลย ในสิ่งที่ดาลัดพูด
“พอดีวันนี้ออกไปเที่ยวดื่มนิดหน่อยกับเพื่อนที่คุณพายัพฝากให้มาดูแลนะครับ เอ๋อ...ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะครับคุณเนตร คุณดาลัด”
พงษ์ออกไปทั้งๆที่แอบโมโหดาลัด
“งั้นพี่ดาลัดขอตัวไปนอนก่อนนะคะ มีอะไรให้ช่วยก็เรียกพี่ได้เลยนะคะ”
“ขอบคุณมากคะ”
ดาลัดออกไป เนตรอัปสรมองเชตะวันอย่างเป็นห่วง

พายัพคุยโทรศัพท์อยู่กับพงษ์ ขณะที่ยังอยู่ที่บ้าน
“แกทำดีมากไอ้พงษ์” พายัพตัดสายไป พูดกับตัวเอง “คราวนี้แกเสร็จฉันแน่...ไอ้เชต”
พายัพหัวเราะด้วยความสะใจ ผีเดือนที่ยืนมองพายัพอยู่ข้างหลัง ทำอะไรไม่ได้เพราะพายัพใส่พระแล้ว
“กูเกลียดคนเลวอย่างมึงจริงๆไอ้พัน ถ้ากูมีโอกาสเล่นงานมึงได้อีกเมื่อใด มึงตายแน่ ไอ้พัน”
มือถือพายัพดังขึ้น พายัพยกมือถือขึ้นมาดู แล้วกดรับ
“ว่าไงแซลลี่...”

พายัพเข้ามาในผับเดินเข้ามาหาแซลลี่ที่มีท่าทีร้อนใจมาก
“ที่บ้านพี่ยัพต้องมีผีแน่ๆเลยค่ะ เพราะแซลลี่ไม่รู้ตัวเลยว่าทำยังงั้นลงไปได้ยังไง”
พูดถึงผี พายัพก็รู้สึกแปลกๆเช่นกัน เพราะในคืนวันนั้นเห็นแซลลี่เป็นเนตรอัปสร
“พี่ก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน”
แซลลี่อับอายมาก
“แซลลี่จำได้แค่ว่าแซลลี่...กำลังเล่นน้ำอยู่ในสระ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่เชตเข้ามานั่นล่ะค่ะ นี่ตอนนี้เชตก็เลยบอกตัดขาดกับแซลลี่ไปเลย”
แซลลี่หน้าเศร้า พายัพเริ่มคิดถึงแผนต่อไป
“ถึงนายเชตจะตัดขาดกับแซลลี่ แต่พี่มานึกถึงวันนั้น...พี่อยากต่อ...”
แซลลี่มองหน้าพายัพอย่างงงๆ พายัพไม่รอช้าจับที่ไหล่แซลลี่เอาหน้าเข้าไปใกล้ๆ แซลลี่เข้าใจทันที ไม่ต่อต้าน
“จำวันนั้นได้ไหม”
พายัพเริ่มไซ้ซอกคอ แซลลี่ยันอกเขาไว้
“เดี๋ยวค่ะพี่ยัพ คนเยอะคะ แซลลี่อาย”
“ไม่ต้องอาย” พายัพค่อยๆเริ่มไซ้ใหม่ “พี่ว่ามันตื่นเต้นดีออกแบบนี้ รสนิยมเรื่องอย่างว่า...พี่ว่าแซลลี่ก็คงไม่ต่างไปจากพี่หรอก”
แซลลี่ฟังอย่างพอใจ พี่พายัพรู้ใจจริงๆ แซลลี่เริ่มคล้อยตาม เขาจึงจับเธอดึงขึ้นแล้วดึงกันไปที่ลับตาคน นัวเนียใส่กันไม่ยั้ง

เนตรอัปสรนั่งดูอาการเชตะวันอยู่ที่เดิมด้วยความเป็นห่วง สักครู่เขาก็รู้สึกตัวลืมตาขึ้นค่อยๆขยับเอาเครื่องช่วยหายใจออกจากหน้า
“คุณเชตเป็นยังไงบ้างคะ”
“ยังมึนหัวอยู่นิดหน่อย”
เนตรอัปสรลุกจะไปหยิบยา แต่เชตะวันดึงไว้
“มีคนลอบทำร้ายผม”
เนตรอัปสรตกใจ
“มีคนลอบทำร้ายคุณอีกแล้วเหรอ ใครคะคุณรู้ไหม”
“ผมก็ไม่รู้ ผมไม่เห็นหน้า ตอนแรกผมเห็นคนวิ่งอยู่นอกบ้าน ผมเลยออกไปดูแล้วจู่ๆ ผมก็วูบไป แล้วก็จำอะไรไม่ได้เลย”
เนตรอัปสรนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
“งั้นเรากลับกรุงเทพฯกันเถอะค่ะ”
เนตรอัปสรรีบบอกโดยไม่รอเชตะวันถาม
“คุณเชตฟังฉันนะคะ มีคนปองร้ายคุณ คุณถูกคนลอบยิงมา 2 ครั้งแล้ว มาครั้งนี้อีก ฉันคิดว่า...ถ้าคุณอยู่ที่นี่ต่อไป มันจะไม่ปลอดภัยสำหรับคุณ เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้น ฉันจะช่วยอะไรคุณไม่ได้เลย”
“ผมอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน ทุกที่ ที่ผมอยู่ก็มีแต่คนปองร้าย...คุณเนตรที่ผมพาคุณมาที่นี่ก็เพื่อให้คุณไม่ต้องเจอหน้าพี่ยัพ ผมอยากให้คุณสบายใจ”
“แต่ตอนนี้ชีวิตคุณสำคัญกว่าเรื่องของฉันนะคะ”
เชตะวันอึ้งกับคำตอบของเนตรอัปสร เขาซาบซึ้งในน้ำใจของเธอ และรักเธอมากขึ้นเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว
“คุณเป็นห่วงผม”
เนตรอัปสรรู้สึกเขิน
“ได้ ผมจะกลับกรุงเทพ แต่ก่อนจะกลับ ผมขออะไรคุณหน่อย”
เนตรมองงงๆ
“ผมเบื่อไอ้เรื่องบ้าๆที่เกิดขึ้นกับคุณและผมเต็มทน เพราะฉะนั้นช่วงเช้าวันพรุ่งนี้ ช่วยพาผมเที่ยวเล่น พักผ่อนที่นี่ก่อนกลับกรุงเทพ ตกลงไหม”
เชตะวันมองเนตรอัปสรรอคำตอบ เนตรอัปสรยิ้มตกลง ทั้งสองมองหน้ายิ้มกัน นอกหน้าต่างผีเฟื่องยืนมองทั้งคู่มาจากใต้เงามืดของต้นไม้ใหญ่ ตาลุกวาวด้วยความแค้นใจเป็นอย่างยิ่ง ทันใดนั้นเสียงหลวงปู่ดังขึ้น
“ความอาฆาตเคียดแค้น รังแต่จะทำให้จิตวิญญาณจมดิ่งอยู่ในบ่วงบาปไม่รู้จบนะโยม...”
ผีเฟื่องหันขวับไปมองเห็นหลวงปู่ยืนอยู่ในแนวป่า ไกลออกไป

แต่เสียงพูดที่ได้ยินนั้นใกล้ราวกับยืนอยู่ข้างๆ
ผีเฟื่องพุ่งร่างไปที่หลวงปู่ทันที
 
หลวงปู่ยืนคอยอยู่ในอาการสงบ ไม่มีทีท่าหวาดกลัวแต่อย่างใด ผีเฟื่องเสียอีกที่พอเข้ามาใกล้ ก็ต้องยกมือขึ้นป้องหน้า ตาสู้แสงสว่างทั่วร่างหลวงปู่ไม่ได้ แต่ก็ยังอวดดี
“เลิกยุ่งกับเรื่องของข้าเสียทีเถิดน่า เป็นพระธุดงค์ จะไปธุดงค์ที่ไหนก็ไปเถอะไป๊ อย่ามายุ่งเรื่องทางโลกของข้า”
“แม้อาตมาจะเป็นพระธุดงค์ก็จริง แต่อาตมาก็ไม่อาจหลับตาวิปัสสนาได้ โดยทำไม่รับรู้ในสิ่งที่โยมทำ เพราะอย่างไรเสีย พระทุกองค์ย่อมมีหน้าที่ชี้ทางสว่างให้แก่สัตว์โลกทุกผู้ทุกนาม”
ผีเฟื่องไม่พอใจตวาดลั่น
“แต่ข้าไม่ต้องการทางสว่าง ข้าต้องการแต่ชุน ใครหน้าไหนก็ขัดขวางข้าไม่ได้ทั้งนั้น”
หลวงปู่ ค่อยๆหลับตาลง ปากไม่ขยับแต่เสียงดังก้องไปทั่วบริเวณ
“สัพเพสัตตา อะเวราโหนตุ...”
ผีเฟื่องปิดหูทันที
“ไม่...ไม่ต้องมาแผ่เมตตาให้ข้า ข้าไม่รับ”
หลวงปู่ ยังคงแผ่เมตตาไม่หยุด
“อนีฆา อัพยาปัชชา...”
“ไม่”
ผีเฟื่องจะพุงตังกลับไปที่รีสอร์ท แต่เมื่อพุ่งร่างไปกลับกระเด็นออกมา หลวงปู่ค่อยๆลืมตาขึ้น
“อาตมาล้อมสายสิญจน์ทิพย์ไว้หมดแล้ว เจ้าเข้าไปในนั้นไม่ได้หรอก ปล่อยให้ชะตากรรมของพวกเขาเป็นผู้กำหนดเถิด เจ้าทำแบบนี้มันเป็นบาปเป็นกรรมไม่รู้จักจบสิ้น”
“ไม่...ปล่อยข้า ปล่อยข้าไปเถิด ปล่อยข้า”
ผีเฟื่องร้องคร่ำครวญทรุดตัวลงเพราะหมดแรง หลวงปู่มอง แล้วถอนใจใหญ่กลุ้มใจที่ผีเฟื่องปิดกั้นไม่ยอมรับส่วนบุญเลยจึงต้องทำเช่นนี้

วันใหม่...พายัพ อนงค์ และบวร กำลังเดินตามพระที่มารดน้ำมนต์รอบๆบ้าน อนงค์กับบวรแอบคุยกันเบาๆ
“บ้านเราต้องทำบุญครั้งใหญ่เนอะน้า เกิดเรื่องไม่มีหยุด ยิ่งตอนนี้ไม่มีใครอยู่บ้านเลย คุณอาทิตย์ก็ไปประชุมงานเมืองนอกตั้ง 5 วัน คุณเชตก็ดันย้ายไปที่รีสอร์ท จะเหลือก็แต่คุณพายัพนี่แหละ”
พระรดน้ำมนต์เน้นไปที่มุมบ้านมุมหนึ่ง ผีเดือนนั่งคุกเข่าก้มหน้ารับน้ำมนต์อยู่ สีหน้าสดใสกว่าปกติ พระพูดกับผีเดือนโดยเฉพาะคนอื่นๆเห็นแต่พระยืนนิ่ง คิดว่าพระยืนมองอะไรในบ้านนิ่งๆ ไม่ได้ยิน
“ไปสู่สุคติภพเถิดโยม”
ผีเดือนเงยหน้าขึ้นพูดกับพระ คนอื่นๆไม่เห็น
“แต่มัน...” ผีเดือนชี้นิ้วไปที่พายัพ “ทำกับอิฉันไว้อย่างเจ็บแสบแสนสาหัส มัน...กับพวกของมัน...ทำให้อิฉันต้องตายนี่เจ้าคะพระคุณเจ้า”
“แต่การจองเวรจะทำให้เป็นเวรกรรมต่อกันไม่สิ้นสุดนะโยม ไปเถิดโยม หยุดจองเวรต่อกันเสียเถอะ อาตมาขอเถิดนะโยม...”
ผีเดือนนิ่งไป พระเริ่มพนมมือสวดมนต์
“อาตมาขอให้วิญญาณที่อยู่ ณ ที่นี้ ที่มิได้เป็นพระภูมิเจ้าที่ มิได้เป็นผีบ้านผีเรือน ขอจงละเลิกความอาฆาตมาดร้าย แล้วไปสู่สัมปรายภพ...”
ผีเดือนพุ่งหายไป พระหันกลับมา พายัพเข้ามาถาม
“เกิดอะไรขึ้นหรือครับหลวงพ่อ เห็นท่านยืนนิ่งเชียว”
“หลังจากวันนี้แล้ว โยมควรหมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรให้มากๆนะโยม ยิ่งทำมากเท่าไหร่...ยิ่งดีนะโยมนะ”
พายัพพยักหน้ารับอย่างเซ็งๆแล้วหันมองรอบบ้านอย่างแค้นๆ

เชตะวันเดินเที่ยวเล่นรีสอร์ทมีความสุขกับเนตรอัปสร สองคนทำกิจกรรมสนุกสนานร่วมกัน เชตะวันแกล้งเนตรอัปสรเขินอายอย่างน่ารัก

ในร้านอาหารที่โรงพยาบาล...หมอก้องนั่งหน้าหงุดหงิด กินอะไรไม่ลงอยู่ ปารมีมอง ในขณะที่ทิพย์ที่มีความสุขกับการกินอย่างไม่สนใจใคร ปารมีพยายามจะเอาใจหมอก้อง
“หมอคะ...น้ำส้มจะหายเย็นหมดแล้วนะคะ”
หมอก้องพยักหน้าแกนๆ แต่ก็ไม่หยิบน้ำส้มมากิน ทิพย์หยิบน้ำส้มมาเอง
“หมอไม่กินใช่มั้ยคะ ขอทิพย์นะ”
ว่าแล้วทิพย์ก็คว้าน้ำส้มของหมอก้องมากินหน้าตาเฉย หมอก้องก็ยังไม่สนใจ
“หมอไม่สบายใจเลย...ที่นะโมต้องตามคุณเชตจอมบงการไปอยู่ไกลอย่างนั้น”
“นะโมไปทำงานนะคะหมอ”
“นั่นแหละ ยังไงๆหมอก็ไม่ชอบ”
ปารมีอดไม่ไหว
“หมอไม่ชอบ แล้วหมอจะทำอะไรได้คะ เพราะถ้านะโมเขาเห็นแก่หน้าหมอที่ห้ามไว้ เขาก็คงไม่ไปหรอก”
ทิพย์ตกใจที่ปารมีอดใจไม่อยู่ รีบดึงเพื่อนไว้
“ใจเย็นๆปาน”
หมอก้องอึ้ง สีหน้าเจ็บใจ
“ต้องได้สิ ก็คอยดูก็แล้วกัน...ว่าคนอย่างหมอ...จะทำอะไรได้บ้าง”
หมอก้องหน้าเคียดแค้นแล้วเดินไป ปารมีมองตามไปอย่างกลุ้มใจ โดยมีทิพย์เซ็งและกลุ้มใจเช่นกัน

หมอก้องเดินหน้าเครียดเข้ามาหน้าห้องแล็บ เจ้าหน้าที่แล็บร้องเรียก
“คุณหมอครับ ขอเชิญในห้องแล็บหน่อยครับ มีเคสพิเศษเข้ามาครับ”
หมอก้องแปลกใจ

เจ้าหน้าที่แล็บส่งบางอย่างให้หมอก้อง ของสิ่งนั้นคือเสื้อของเชตะวันที่เปื้อนเลือด อยู่ในถุงพลาสติกของฝ่ายพิสูจน์หลักฐานอย่างแน่นหนา หมอก้องรับมาดูอย่างแปลกใจ
“หมอครับ นี่เป็นเสื้อของคนร้ายที่ตำรวจเก็บมาได้จากที่เกิดเหตุแถวรีสอร์ต...ส่งเข้ามาขอให้เราตรวจดีเอ็นเอเป็นกรณีพิเศษครับ”
“ทำไมต้องส่งมาตรวจดีเอ็นเอที่โรงพยาบาลเรา แล้วทำไมต้องตรวจเป็นกรณีพิเศษด้วย”
“เอ่อ...เรื่องนี้ตำรวจขอให้ทางโรงพยาบาลเราเก็บเรื่องนี้เป็นความลับสุดยอดก่อนนะครับ”
หมอก้องยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก
“ทางตำรวจเขาสงสัยว่าทางรีสอร์ต...มีส่วนพัวพันกับการค้ายาเสพติดที่กำลังระบาดหนักอยู่แถวนั้น แล้วเขาสงสัยว่า...เจ้าของรีสอร์ตนั่นแหละที่เป็นเจ้าพ่อค้ายา ตัวเอกเลย”
“คุณพายัพน่ะหรือครับ”
“วันที่เกิดการยิงกันระหว่างตำรวจกับกลุ่มพวกค้ายา ทางตำรวจเขาสืบรู้มาว่าคุณพายัพน่ะอยู่กรุงเทพ แต่คนที่อยู่ที่รีสอร์ตในวันนั้นน่ะ คือคุณเชตะวัน คนไข้พิเศษของหมอนั่นแหละครับ”
หมอก้องตกใจ
“คุณเชตน่ะเหรอครับ...ค้ายา”
“ก็ยังไม่รู้แน่หรอกครับหมอ ทางตำรวจเขาก็เลยอยากให้ทางเราพิสูจน์ว่าเลือดนี่...ใช่เลือดคุณเชตะวันรึเปล่า ถ้าใช่...ก็หมายความว่า...”
“คุณเชตค้ายา...”
เจ้าหน้าที่แล็บพยักหน้ารับ หมอก้องมองเสื้อเปื้อนเลือดตัวนั้นด้วยสีหน้าครุ่นคิด

ดาลัดเดินมาส่งเชตะวันกับเนตรอัปสรด้านหน้ารีสอร์ท
“ทำไมรีบกลับละคะ แล้วเมื่อคืนตกลงคุณเชตเป็นอะไรคะเนี่ย”
เนตรอัปสรหันไปมองหน้าเชตะวันแล้วบอก
“แค่ปวดหัวนิดหน่อยนะคะ คุณเชตแกเป็นแบบนี้เวลาเหนื่อย เมื่อคืนแกออกไปเดินเล่นตอนดึกโดยไม่มีฉันไปดูแลเลยก็เลยเป็นแบบนั้น”
“ก็เลยจะกลับกรุงเทพเลย...ว่าแต่คุณพยาบาลนี่ดีจังเลยนะคะ ดูแลคุณเชตอย่างดี ดาลัดดูๆแล้วอย่างกับพวกคุณเป็นแฟนกันแน่ะ”
เนตรอัปสรทำหน้าไม่ถูก แต่เชตะวันตอบรับ...
“ผมก็อยากจะขอเธอเป็นแฟนอยู่ครับ คุณดาลัด”
ดาลัดตาโต
“ว๊าย น่าเอ็นดู ขอเลยสิคะคุณเชต ไหนๆก็ต้องมีพยาบาลอยู่ด้วยตลอดแล้ว ก็ขอเป็นแฟนไปด้วยซะเลย สบายสองต่อนะคะ”
“เขาก็พูดไปแบบนั้นแหละคะคุณดาลัด”
เนตรอัปสรเขินขึ้นรถไปเลย ดาลัดยิ้มระรื่น
“อุ๊ยตาย แก่นเซี้ยว”
“ผมกลับก่อนนะครับ”
“ค่ะ”
ดาลัดมองตามรถเชตะวันที่แล่นออกไป แล้วก็รู้สึกเหมือนมีลมมาปะทะ
“ลมอะไรอีกแล้วเนี่ย” เธอมองซ้าย มองขวากลัว “อย่าบอกนะว่ากลางวันแสกๆก็มีผะ..ผะ..ผี”

ในแนวป่าลึก ผีเฟื่องกรีดร้องโหยหวน
“ชุนอย่างเพิ่งไป รอข้าด้วย ชุน”
ผีเฟื่องที่ยังถูกขังล้อมไว้ด้วยสายสิญจน์ทิพย์ ไม่สามารถออกไปได้ เธอถูกแสงแดด เผากำลังยิ่งอ่อนแรง ทรมานยิ่งนัก หลวงปู่ยังคงนั่งสมาธิอยู่ที่เดิม
“ปล่อยข้าเถิดหลวงปู่ ปล่อยข้าไปเถิดเจ้าคะ ท่านเป็นถึงหลวงปู่มีบุญบารมีมากเหลือ ไม่ควรทำร้ายทรมานข้าเช่นนี้”
หลวงปู่ลืมตาขึ้น
“อาตมากำลังโปรดวิญญาณเจ้าไม่ให้ก่อกรรมเพิ่ม แล้วจะได้ไปเกิดตามระบบ”
“ไม่...ข้าจะต้องเอาชุนไปกับข้าด้วย ชุนจะต้องครองรักกับข้าตลอดไปนับจากนี้”
ผีเฟื่องโถมตัวสุดกำลังเข้าหาหลวงปู่ อนุภาพพลังบารมีของหลวงปู่ทำเอาผีเฟื่อง ต้องล้มผละออกมาด้วยความเจ็บปวด
“โอ๊ย...ร้อนๆ ร้อนเหลือเกิน ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย”
ผีเฟื่องดิ้นครวญครางด้วยความทรมาน หลวงปู่มองด้วยความสงสาร

เชตะวันกับเนตรอัปสรกลับมาถึงบ้าน โดยมีพายัพยืนมองมาจากระเบียงชั้นบนแต่ไม่มีใครสังเกตเห็นเขา พายัพเบ้ปากอย่างชิงชังเชตะวันมาก อนงค์กับบวรวิ่งมารับที่รถ
“ทำไมคุณเชตกับคุณพยาบาลกลับมากันเร็วจังคะ นงค์นึกว่าจะไปกันหลายวันซะอีก”
บวรส่งภาษาใบ้ถามอย่างเป็นห่วง เกิดอะไรขึ้นรึเปล่าครับ เชตะวันตอบสั้นๆ
“เปล่า เอาของขึ้นไปเก็บบนห้องเลยนะ”
แล้วเชตะวันกับเนตรอัปสรก็เดินเข้าบ้านไป พายัพเดินหลบกลับเข้าบ้านไปเงียบๆ อนงค์กับบวรมองตามเชตะวันกับเนตรอัปสรไปอย่างสงสัย
“ยิ่งตอบสั้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่าสงสัยเท่านั้น นงค์ว่าต้องมีเรื่องอะไรขึ้นที่โน่นแหงๆเลยละน้า ว่าไหม”
บวรไม่ตอบ แต่ครุ่นคิด อนงค์ทำท่าขนลุกขนพองขึ้นมา
“เอ๊ะ...แปลก พอคุณเชตเดินไปปุ๊บ นงค์ก็รู้สึกว่ามันมีลมอะไรเย็นๆพัดตามหลังคุณเชตไปปั๊บเลยน้า หรือว่า...”
อนงค์ตาโตเมื่อคิดอะไรได้ แล้วพูดคำว่า ผี ออกมาโดยไม่มีเสียง อนงค์โผเข้ากอดบวรแล้วร้องฮือๆอย่างหวาดกลัว

เชตะวันกับเนตรอัปสรเดินเข้ามาในบ้าน แล้วทั้งสองก็ชะงักเมื่อเห็นพายัพอยู่ในบ้าน เชตะวันรีบชวนเนตรอัปสร
“ไปนั่งเล่นในสวนกันดีกว่าคุณเนตร ในบ้านนี่...มันมีกลิ่นเหม็นเน่าชอบกล”
พายัพไม่พอใจ
“อ้าว พูดให้ดีๆหน่อยสินายเชต พี่รึ...อุตส่าห์เป็นห่วง เห็น คุณดาลัดโทรมาบอกว่านายกับคุณเนตรรีบกลับกรุงเทพมาแต่เช้า เขาก็เลยสงสัยว่า...ตอนอยู่ที่โน่น นายไปมีเรื่องอะไรกับใครรึเปล่า ถึงต้องรีบแจ้นกลับกรุงเทพมาอย่างนี้น่ะ”
เชตะวันเดินเข้าไปจ้องหน้าพายัพใกล้ๆอย่างท้าทาย
“มีหมาตามไปลอบกัดผมถึงที่โน่น และผมสงสัยว่า...พี่ยัพอาจจะรู้จักกับ หมาตัวนั้นด้วย”
พายัพโวยวาย
“เฮ้ยๆ พูดอย่างงี้ มันหาเรื่องกันนี่หว่า”
“ใช่...ผมหาเรื่อง ผมอยากมีเรื่อง”

พูดจบเชตะวันก็ผลักอกพายัพอย่างจะหาเรื่อง พายัพเซไป
นางมารตอนที่ 21 (ต่อ)
 
เนตรอัปสรรีบเข้าไปขวางหน้าเชตะวันไม่ให้ตามไปหาเรื่องพายัพอีก

“พอเถอะค่ะคุณเชต อย่ามีเรื่องเลยนะคะ...ฉันขอร้อง”
เนตรอัปสรหันไปมองพายัพแบบไม่พอใจแล้วเธอก็ดึงแขนเชตะวันให้เดินเลี่ยงออกไปอีกทาง เชตะวันยอมเดินไปตามแรงลากของเนตรอัปสรอย่างเสียไม่ได้ แต่ตามองจ้องกับพายัพกันอย่างท้าทาย พายัพเบ้ปากตามหลังไปอย่างชิงชัง
“ทำปากดีไปเถอะมึง อีกไม่นานหรอก...มึงได้ไปปากดีในตะรางแน่ๆ”

เชตะวันอารมณ์เสียหงุดหงิดเดินเข้ามาในสวน เนตรอัปสรเดินตามมา
“กลับมาก็ต้องมาเจอกับไอ้พี่ชั่วๆอีก ฮึ้ย”
“ใจเย็นๆนะคะ คุณเชต”
“คุณไม่รูสึกอะไรบ้างเหรอที่ต้องเห็นหน้ามัน ทั้งๆที่มันก็คิดไม่ดีกับคุณเหมือนกัน”
“ตอนแรกฉันคิดว่าถ้าฉันอยู่ที่นี่ ฉันจะทนไม่ได้ที่จะเห็นเขา แต่เมื่อฉันรู้ว่าคุณถูกทำร้ายเมื่อคืน ฉันเลือกความปลอดภัยของคุณดีกว่าคะ”
เมื่อเนตรอัปสรพูดจบเชตะวันก็จับเธอมากอดเลย หญิงสาวรู้สึกหวิว ในตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเธอรักเขาเข้าแล้ว
“อยู่กับผมแบบนี้ อยู่ข้างๆผม อย่าทิ้งผมไปไหนอีกนะ คุณเนตร”
“ค่ะ ฉันจะอยู่เคียงข้างคุณ ดูแลคุณแบบนี้ตลอดไปค่ะ”
ชายหนุ่มมองหน้าหญิงสาว เขาเริ่มรักเธอเข้าจริงๆและรักมากด้วย ด้วยบรรยากาศรักอันอบอวน จู่ก็มีเสียงแซลลี่ดังขึ้น
“อ๊าย กลางแจ้งแบบนี้มากอดกันหวานแหววไม่อายฟ้าอายดินกันบ้างเหรอคะ”
เชตะวันเห็นแซลลี่โมโห ส่วนเนตรอัปสรโดนพูดแบบนี้รู้สึกอับอาย
“แซลลี่คุณมาที่นี่อีกทำไม ผมบอกคุณไปแล้วนะว่าเราตัดขาดกันอย่ามายุ่งกับผมอีก”
“เชตคงสำคัญตัวเองผิดไปนะคะ ที่แซลลี่มาที่นี่ ไม่ใช่มาหาเชตคะ แต่แซลลี่มาที่นี่ในฐานะ คนพิเศษ ของพี่พายัพต่างหาก”
เชตะวันกับเนตรอัปสรตกใจ เหวอกันไปแล้วแซลลี่ก็สะบัดก้นเชิดกลับเข้าบ้านไปเลย

แซลลี่ที่เดินเข้ามาในบ้าน พร้อมกระเป๋าเดินทาง พายัพเข้ามา
“พี่ยัพจะให้แซลลี่อยู่ห้องเดียวกับพี่ยัพ หรือห้องไหนดีคะ”
“ก็ห้องพี่ซิจ๊ะ แซลลี่”
พายัพจูบแชลลี่ อนงค์กับบวรที่เพิ่งเดินมาจากจากไปเก็บของห้องเชตะวันเห็นแซลลี่หิ้วกระเป๋าเดินทางมากก็มองแซลลี่หน้าเซ็งสุดขีด เมื่อรู้ว่าจะมาอยู่ที่บ้านนี้อีกคน

ค่ำนั้น พายัพนั่งกินข้าวกับแซลลี่ที่โต๊ะอาหาร โดยแซลลี่ป้อนให้เอาอกอาใจสุดๆ อนงค์กับบวรมองกันหน้าเหวอ
“พอโดนไปทีเดียว คุณแซลลี่ถึงกับหอบข้าวหอบของย้ายมาอยู่ที่นี่เลย ย้ายจากน้องมาติดพี่แทน ฉันละกลุ้ม”
บวรพยักหน้าจริงๆด้วย แซลลี่แอบได้ยิน
“คนใช้บ้านนี้ใช้ไม่ได้นะคะพี่ยัพ เจ้านายนั่งอยู่ต่อหน้าแต่กลับมานินทา”
พายัพหันไปดุ
“อนงค์ บวร มีมารยาทหน่อยนะ ต่อไปพวกเธอต้องดูแลคุณแซลลี่อย่างดี เพราะตอนนี้คุณแซลลี่คือคนของฉัน เข้าใจไหม”
อนงค์จ๋อย
“คะ คุณพายัพ”
แซลลี่ มองเย้ยอนงค์กับบวร ด้วยความสะใจ ทั้งสองคนหน้าจ๋อยตามกัน

เนตรอัปสรที่เปลี่ยนเป็นชุดนอนเรียบร้อยแล้ว เห็นเชตะวันนอนอยู่ที่เตียงแต่ยังไม่ใส่เครื่องช่วยหายใจ ยังไม่ห่มผ้าก็สงสัยพูดเบาๆ
“คุณเชตคะ คุณเชต คุณหลับแล้วเหรอ”
เชตะวันไม่ตื่น
“ทำไมหลับแบบนี้นะ”
เนตรอัปสรเอื้อมมือจะไปหยิบเครื่องช่วยหายใจ แต่แล้วมือเชตะวันก็มาจับไว้ แล้วพลิกรวบร่างของเธอนอนลงข้างๆ ร่างเขาทับร่างเธอ เนตรอัปสรตกใจ
“นี่คุณทำอะไรคะ คุณยังไม่หลับเหรอ”
“หลับแล้ว แต่คุณปลุกให้ผมตื่น ในเมื่อคุณทำให้ผมตื่น คุณต้องอยู่กับผมแบบนี้”
“คุณเชต นี่มันไม่ใช่เรื่องตลกนะคะ”
“นี่ผมจริงจังนะ...คุณบอกว่าจะอยู่เคียงข้างผมตลอด งั้นตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไปคุณต้องเปลี่ยนมานอนเตียงนี้และนอนข้างผมแบบนี้” เขาจับเธอพลิกตัวมานอนข้าง “และผมจะไม่ใส่ที่ครอบหายใจแล้ว ดูสิว่าถ้าคุณอยู่กับผมแบบนี้ ผมจะเป็นอะไรอีกไหม”
พูดจบเชตะวันก็หอมแก้มเนตรอัปสรและยื่นกระดาษใบหนึ่ง ให้แล้วเอามือกอดรัดไว้เลย แล้วหลับตาลง
“นี่คุณเชต”
เนตรอัปสรพยายามเรียกแต่เขาก็ทำเป็นหลับปิดตาไปแล้ว เธอจึงค่อยๆหยิบกระดาษที่เขาให้ขึ้นมาดู
“เป็นแฟนผมนะ"
เนตรอัปสรอมยิ้มเขินหันไปมอง เธอมองเขาด้วยความรัก ตอนนี้เธอรู้สึกหัวใจพองโตขึ้นมาทีเดียวไม่ต่างกับเชตะวันเลย เนตรอัปสรกระซิบเบาๆ
“ค่ะ”
เชตะวันนอนกอดเนตรอัปสรด้วยรอยยิ้ม หญิงสาวก็ยิ้มเช่นกัน

เสียงร้องไห้ของผีเฟื่องดังกึกก้องป่า โหยหวน เธอนั่งร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดจากการถูกล้อมสายสิญจน์ทิพย์
“ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย”
ผีเดือนได้ยินเสียงร้องนั้น แปละคิดหาทางช่วย

วันใหม่...ปารมีกับทิพย์อยู่ที่โรงพยาบาล ชะโงกหน้าพูดสปีคเกอร์โฟนอยู่ด้วยกัน
“นะโมกลับมากรุงเทพฯมา 3 วันแล้ว”
“แล้วทำไมไม่โทรบอกพวกเราเลย รู้มั้ยว่าพวกเราเป็นห่วงนะโมแค่ไหน” ทิพย์ต่อว่า
เนตรอัปสรคุยโทรศัพท์อยู่มุมหนึ่งในบ้านเชตะวัน
“ขอบคุณจ้า...ที่เป็นห่วง แล้วก็ขอโทษด้วยนะ...ที่ไม่ได้โทรบอก ตั้งแต่กลับมานี่ก็วุ่นๆเรื่องดูแลคุณเชตตลอดเลย”
“คุณเชตเป็นอะไรเหรอ” ปารมีถามอย่างสงสัย
ทิพย์หน้าตื่น
“หรือว่า...ตอนไปอยู่ที่โน่น มีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า”
“มี”
ทิพย์รีบถามอย่างอยากรู้อยากเห็นมาก
“เรื่องอะไร...เรื่องอะไร”
“คุณเชตถูกคนลอบทำร้ายอีก”
ปารมีกับทิพย์ตกใจร้องออกมาพร้อมกัน
“ฮ้า”
“ก็นี่แหละ...ถึงได้รีบกลับมากรุงเทพ เพราะถึงอย่างไร อยู่ในบ้านที่นี่ ก็ยังน่าจะปลอดภัยกว่าอยู่ที่โน่นละ”
ปารมีเป็นห่วงเพื่อน
“นะโมอยู่ใกล้คุณเชต ก็ต้องระวังตัวให้มากนะ ยิ่งเขามีคนปองร้ายมากขนาดนี้ นะโมก็อาจถูกลูกหลงไปด้วยก็ได้ แค่นี้ก็มีคนที่เขาเป็นห่วงนะโมจนแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว ถ้านะโมเป็นอะไรไป เขาก็คงคลั่งจริงๆ”
ทิพย์แอบหยิกปารมีไม่ให้พูดต่อ แต่ปารมีไม่สนใจ พูดต่อจนจบจนได้
“นะโมคงรู้นะว่าปานหมายถึงใคร...”

เจ้าหน้าแล็บเอาเอกสารผลการตรวจเลือด และตรวจดีเอ็นเอของเสื้อที่ได้มาจากตำรวจ มาส่งให้หมอก้องในขณะที่ปารมีกำลังจะเดินมาหาหมอก้องพอดี เธอจึงหยุดแอบฟัง
“ผลตรวจคราบเลือดจากเสื้อเชิร์ตตัวนั้นออกแล้วครับ”
หมอก้องรับไว้ เจ้าหน้าที่แล็บเดินออกไป ปารมีรีบแอบไม่ให้ใครเห็นว่าเธอมาแอบดูอยู่ หมอก้องอ่านเอกสารผลการตรวจเลือดนั้น โดยไม่รู้ว่าปารมีอยู่ในห้องด้วย อ่านแล้วก็พึมพำกับตัวเอง
“เลือดที่เปื้อนเสื้อเชิร์ตตัวนั้น เป็นเลือดคุณเชตะวันจริงๆ”
ปารมีงุนงง หมอก้องครุ่นคิด
“แต่มันเป็นเลือดเก่า ถ้าอย่างนั้น...ก็หมายความว่า...มีคนเอาเสื้อเปื้อนเลือดเก่าของคุณเชตไปทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ เพื่อจะใส่ร้ายคุณเชตะวันว่าเป็นคนร้าย...”
หมอก้องนั่งครุ่นคิดเงียบอยู่ ปารมีแอบฟังอยู่โดยตลอดยังงุนงงอยู่ว่า...นี่มันเรื่องอะไรกัน สักครู่ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ปารมียิ่งหลบจนตัวลีบ พยาบาลเปิดประตูเข้ามา
“มีตำรวจมาขอพบคุณหมอค่ะ”
หมอก้องพยักหน้าอนุญาต พยาบาลเลยเปิดทางให้ตำรวจ 2 คนเดินเข้ามาหาหมอก้อง
“ผลตรวจเลือดออกมาแล้วใช่มั้ยครับ ตกลงใช่เลือดคุณเชตะวันไหมครับ”
หมอก้องนิ่งแล้วตัดสินใจตอบ
“ยืนยันชัดเจนว่าเป็นคราบเลือดของคุณเชตะวัน”
ปารมีแอบฟัง
“งั้นก็แสดงว่าคุณเชตคือคนร้าย ที่บาดเจ็บในที่เกิดเหตุ”
หมอก้องนิ่ง ปารมีลุ้นว่าเขาจะตอบว่าอะไร ตำรวจเห็นหมอก้องนิ่งก็ถามย้ำ
“ใช่มั้ยครับหมอ”
หมอก้องตอบสีหน้าเรียบเฉย
“ใช่ครับ”
ปารมี ได้ยินหมอก้องตอบอย่างนั้นก็อ้าปากค้างไปเลย

ปารมีนั่งอึ้งอยู่กับการกระทำของหมอก้อง
“ทำไมหมอก้องทำอย่างนี้...ทำไม”
ปารมีเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้
“หมออยากให้คุณเชตะวันถูกตำรวจจับ เพราะหมอจะได้กำจัดคุณเชตให้พ้นไปจากชีวิตยายนะโมเหรอ”
ปารมีอารมณ์เสียอย่างแรง
“ทำไมหมอทำอย่างนี้ ทำไมๆ” ปารมีเริ่มโกรธ “เป็นเพราะเธอยายนะโม เพราะเธอคนเดียว ที่ทำให้หมอต้องทำผิดจรรยาบรรณอย่างนี้ เพราะเธอคนเดียว ยายนะโม”

ตำรวจจำนวนหนึ่งมาจับเชตะวันที่บ้าน เนตรอัปสรตกใจสุดขีด
“พวกคุณมาจับคุณเชต ข้อหาอะไรคะ”
ตำรวจจำนวนหนึ่งมาขอเข้าพบเชตะวัน
“ตอนนี้คุณเชตะวันตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่า พัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดครับ”
เชตะวันโวยวายทันที
“นี่คุณตำรวจจะบ้าเรอะ คนอย่างผมเนี่ยนะ...จะค้ายาน่ะ”
“แต่ทางเรามีหลักฐานยืนยันว่า...คุณเชตะวันเกี่ยวข้องกับการค้ายาจริงๆครับ”
“หลักฐานอะไร เอามาดูสิ”
“ผมขอเชิญตัวคุณเชตะวันไปให้ปากคำที่สำนักงาน ตำรวจดีกว่าครับ”
“ผมไม่ไป”
“อย่าทำให้พวกผมลำบากใจเลยครับคุณเชตะวัน ผมขอความกรุณาคุณให้ความร่วมมือกับพวกผมเถอะครับ ถ้าคุณไม่ให้ความร่วมมือ ผมคงต้องขอจับกุม”
เชตะวันทำท่าจะอาละวาดอีก แต่เนตรอัปสรแตะแขนเขาไว้ เป็นเชิงห้ามไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต
“อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลยค่ะคุณเชต ฉันว่ามันต้องเป็นเรื่องเข้าใจอะไรกันผิดมากกว่า ไปเถอะค่ะ ฉันจะไปเป็นเพื่อนคุณด้วย”
เชตะวันทีทำท่าฮึดฮัดก็สงบลง จำยอมไปตามคำขอของเนตรอัปสร
สำนักงานตำรวจ...เชตะวัน กำลังให้การกับตำรวจ
“ใช่...เมื่อ 3 วันก่อน ผมไปที่ รีสอร์ตจริง แต่ผมก็ไม่ได้ออกไปที่นี่เลย”
เชตะวันโยนรูปภาพสถานที่เกิดเหตุลงใ
กำลังโหลดความคิดเห็น...