xs
sm
md
lg

นางมาร ตอนที่ 19 - 20

เผยแพร่:

นางมารตอนที่ 19
 
อาทิตย์กำลังยืนรออยู่หน้าห้องตรวจ สักพักเนตรอัปสรก็ออกมาบอก

“โชคดีกระสุนแค่ถากไปค่ะ ตอนนี้คุณหมอกำลังทำแผลอยู่เสร็จแล้วก็กลับบ้านได้คะ”
อาทิตย์ได้ยินก็เบาใจ ถึงเขาจะไม่ได้ดีกับเชตะวันแต่ก็ไม่อยากให้ลูกชายของเขาเป็นอะไรไปเหมือนกัน
“ขอบใจเธอมากนะ”
“ว่าแต่ทำไมคุณพายัพไม่มาด้วยนะคะ”
“ไอ้ยัพมันโกรธมากที่มีคนร้ายกล้ามาบุกถึงบ้านเราแบบนี้ ตอนนี้มันกำลังไล่ตามสืบอยู่ว่าเป็นพวกไหน”
“แล้วทำไมคุณอาทิตย์ ไม่แจ้งตำรวจละคะ”
อาทิตย์อึกอัก เพราะไม่อยากให้เรื่องถึงตำรวจกลัวสาวมาถึงเรื่องการค้ายาของตน
“ตำรวจมันวุ่นวายน่ะ เรื่องนี้เดี๋ยวพวกฉันจัดการเอง เธอเข้าไปดูไอ้เชตมันดีกว่า เผื่อมันฟื้นมาแล้วไม่เห็นใครมันจะโวยวายอาละวาดได้”
“คะ”
เนตรอัปสรสงสัยเหมือนกันคนบ้านนี้แปลกๆ ต้องมีอะไรที่มากกว่านี้แน่ๆ ยิ่งเธอสงสัยอาทิตย์ก็จ้องมองเธอมากขึ้น เนตรอัปสรจึงตัดสินใจกลับเข้าไปดูเชตะวัน อาทิตย์คิดสงสัยพวกไหนกันที่มันคิดทำร้ายเชตะวัน
“ใครกันนะ ที่จ้องจองล้างจองผลาญไอ้เชตไม่เลิก”
อาทิตย์คุ่นคิด

พายัพเดินวุ่นวายด้วยความโมโหกดโทรศัพท์หาพงษ์ด้วยความร้อนใจ แต่พงษ์ไม่รับสาย...รถมอเตอร์ไซค์พงษ์ตกถนนมือถือของเขาตกอยู่ข้างทางเครื่องแตกพังเสียหาย พงษ์เนื้อตัวถลอกปอกเปิกหัวแตกนอนสลบอยู่ข้างทางใกล้คูน้ำ ผีเฟื่องกำลังลากขาเขาลงไปในคูน้ำหวังให้จมน้ำตาย
“มึงคิดจะฆ่าผัวกู มึงต้องตาย”
ผีเฟื่องลากพงษ์ลงไปในคูน้ำจนสำเร็จ พงษ์เริ่มจมน้ำที่ละน้อยจนนัยน์ตาเหลือกลานจะขาดใจแล้วทันใดนั้นชาวบ้านก็วิ่งเข้ามาเห็นร่างของพงษ์จมน้ำอยู่ แต่ไม่มีใครเห็นเฟื่อง ชาวบ้านตะโกนลั่น
“เฮ้ย...ช่วยกันหน่อยเร็ว”
ชาวบ้าน รีบวิ่งลงไปช่วยกันดึงร่างพงษ์ขึ้นจากคูน้ำได้สำเร็จ ผีเฟื่องเจ็บใจที่ไม่สามารถฆ่าพงษ์ได้สำเร็จ

เชตะวันนอนอยู่บนเตียงโดยทำแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีเนตรอัปสรนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ สักพักเชตะวันก็เริ่มได้สติ ปรือตาขึ้นมองเห็นหน้าเนตรอัปสรมองหน้าเขาอยู่ เนตรอัปสรเห็นเชตะวันได้สติแล้วก็ยิ้มดีใจ
“คุณฟื้นแล้ว โชคดีจริงๆที่กระสุนแค่ถากไปเท่านั้น ไม่โดนเส้นเลือดใหญ่ หมอทำแผลให้คุณเรียบร้อยแล้วคะ สักพักคุณก็กลับบ้านได้ หรือคุณจะนอนที่โรงพยาบาลก็ได้นะคะ”
“ไม่ต้องหรอก ถ้าคุณว่าไม่เป็นไรมาก ผมก็เชื่อคุณ...ผมอยากกลับบ้านมากกว่า”
เชตะวันลุกขึ้นนั่ง มองเนตรอัปสรอย่างซึ้งใจ
“แล้วผมก็ต้องขอบคุณคุณมาก...ในสิ่งที่คุณทำ”
“ก็มันเป็นหน้าที่ของฉันนี่คะ ฉันเป็นพยาบาลส่วนตัวของคุณ ฉันก็ต้องดูแลคุณ”
“ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องที่คุณดูแลผมในฐานะพยาบาล แต่ผมหมายถึงเรื่องที่คุณไม่ทิ้งผม แล้วยังมีสติพอที่จะช่วยผมให้รอดตายได้อย่างหวุดหวิดด้วย ถ้าตอนนั้นคุณไม่กดแตรรถ ไอ้มือปืนนั่นมันคงยิงผมซ้ำแน่”
เนตรอัปสรถอนใจ
“ฉันว่าเรื่องนี้คุณควรไปแจ้งตำรวจ”
เชตะวันหน้าเครียดขึ้นมาทันที
“ไม่จำเป็น”
“นี่บ้านคุณเป็นอะไรกันไปหมดเนี่ย พ่อคุณก็บอกว่าไม่ต้องไปแจ้งตำรวจ”
เชตะวันยิ่งฟังยิ่งโมโห
“พ่อคุณกับคุณ ไม่กลัวว่าคนร้ายมันอาจจะย้อนกลับมาฆ่าคุณอีกเหรอไงเนี่ย”
“ผมไม่กลัว แต่คนที่คิดจะฆ่าผมให้ตายสิ มันควรจะกลัว เพราะผมไม่ยอมให้เขาทำผมฝ่ายเดียวแน่”
“คุณพูดอย่างกับว่าคุณรู้ว่าใครเป็นคนทำอย่างนั้นแหละ”
เชตะวันไม่ตอบหน้าตาโกรธขึ้ง เขารู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือใคร

พายัพอยู่ในห้องนอน พยายามกดโทรศัพท์หาพงษ์อยู่ แต่ก็ยังติดต่อไม่ได้สักที พายัพหงุดหงิด
“ไอ้พงษ์นะไอ้พงษ์ ทำงานไม่สำเร็จ แล้วเลยปิดโทรศัพท์หนีกูเลยเหรอ เดี๋ยวเถอะมึง”
พายัพเดินเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำ พอเงยหน้าขึ้น เขาก็ต้องตกตะลึงสุดขีดเมื่อเห็นผีเฟื่องยืนมองอยู่อย่างโกรธแค้น
“ไอ้พัน ชาติที่แล้วมึงก็ชั่ว มาชาตินี้มึงก็เลวไม่ผิดเดิม มึงคิดร้ายกับผัวกู มึงต้องตาย”
ผีเฟื่องพุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็ว พายัพไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวกระเด็นไปติดผนังดังโครม ข้าวของแถวนั้นหล่นลงใส่หัว
“โอ๊ย”
ข้าวของที่หล่นลงพื้นมีดโกนรวมอยู่ในนั้นด้วย ผีเฟื่อง จ้องตา พายัพถูกมนต์สะกดของผีเฟื่องให้เบิกตามอง แล้วผีเฟื่องก็หันไปจ้องที่มีดโกนบนพื้นทันใดนั้น มือของพายัพก็ถูกผีเฟื่องสะกดบังคับให้จับมีดโกนอันนั้นขึ้นมา
พายัพรู้แล้วว่าผีเฟื่องกำลังจะบังคับให้เขาทำอะไรกับตัวเอง เขาเลยพยายามจะใช้มืออีกข้างห้ามตัวเองที่กำลังหยิบมีดโกนขึ้นมา แต่ก็ต้านแรงสะกดของผีเฟื่องไม่ไหว มือข้างนั้นของพายัพจึงตวัดมีดโกนเข้าที่ซอกคอตัวเอง พายัพนัยน์ตาเหลือกลาน
“อย่า...”
พายัพยังพยายามจะรั้งมือตัวเองข้างที่จับมีดโกนนั้นอย่างสุดความสามารถ
“ไม่”
พายัพออกแรงดันมือข้างที่จับมีดโกนนั้นออกไปจนสุดแรง จนมีดโกนกระเด็นหลุดมือไปจนได้ในที่สุด เขาก็รีบวิ่งไปที่โต๊ะทำงานในห้อง กระชากเปิดลิ้นชักโต๊ะแล้วคว้านหาตลับพระองค์เล็กๆ ที่ซุกอยู่ก้นลิ้นชักเอาขึ้นมาชูร่อนไปรอบๆตัวประมาณว่าผีเฟื่องเห็นพระในมือเขาก็ต้องกลัว ผีเฟื่องพอเห็นพระในมือพายัพที่ส่องแสงวาววาบขึ้น ก็รีบเอามือขึ้นป้องหน้ากรีดร้องแล้วหายตัวไปทันที พอผีเฟื่องหายตัวไปแล้ว พายัพก็ทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรงอยู่ตรงนั้นเอง

เนตรอัปสรประคองเชตะวันเข้าห้องมาพาไปที่เตียงดูแลให้เขานอนให้เรียบร้อย
“นอนซะนะคะ คุณควรพักให้เยอะๆค่ะ”
“แล้วคุณล่ะ”
“ฉันเป็นพยาบาลประจำตัวคุณนะคะ ฉันมีหน้าที่ดูแลคุณเวลาคุณหลับ แล้วฉันจะไปไหนได้”
เชตะวันมองเนตรอัปสรอย่างซาบซึ้ง
“ผมขอบคุณคุณอีกทีนะ...กับสิ่งที่คุณทำให้กับผมในวันนี้”
เนตรอัปสรพยักหน้ารับแล้วเอาเครื่องช่วยหายใจครอบใส่หน้าของเขา เชตะวันค่อยๆมองหน้าหญิงสาวอยู่นานจนหลับไป เนตรอัปสรมองเชตะวันที่หลับไปด้วยความอ่อนเพลียแล้วก็ถอนใจ
“คุณทำเวรทำกรรมอะไรกับใครมาน๊า...ถึงได้มีแต่เรื่องร้ายๆเกิดขึ้นกับคุณไม่หยุดไม่หย่อนอย่างนี้”
เนตรอัปสรมองเชตะวันอย่างรู้สึกสงสารจับใจ

เช้าวันใหม่...เชตะวันค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น แล้วรีบเหลียวหาเนตรอัปสรที่ที่นอนเฝ้า แต่ก็ไม่เห็นแล้ว เขารีบลุกขึ้นทันที...เชตะวันเดินตามหาเนตรอัปสรไปทั่วบ้าน แต่ไม่พบ เจออนงค์ที่ทำงานบ้านอยู่
“คุณเนตรอยู่ไหน”
“คุณพยาบาลออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ เธอให้ฝากบอกคุณเชตด้วยว่า...เธอขอไปธุระเดี๋ยวเดียว แล้วจะรีบกลับมาค่ะ”
“ธุระอะไรของเขานะ ออกไปแต่เช้า”
เชตะวันถอนใจเซ็ง

เชตะวันเดินกลับเข้ามาในบ้าน อาทิตย์เดินลงมาจากชั้นบนพอดี
“แผลเป็นยังไงบ้าง”
“พ่อสนใจด้วยเหรอ”
“เอ๊ะ...ไอ้นี่ ฉันอุตส่าห์ถามดีๆ ดันมาย้อนให้โมโหอีกโว๊ย”
“พ่อคงผิดหวังที่ผมไม่ตาย”
“ไอ้เชต ฉันเป็นพ่อแกนะโว๊ย ทำไมฉันถึงจะอยากให้แกตาย”
“ผมเกือบลืมไปแล้วนะครับว่าผมยังมีพ่อกับขาด้วย”
อาทิตย์โมโหเดือดตบหน้าเชตะวันผั๊วะ ตบแล้วก็รู้สึกเสียใจ เชตะวันยกมือขึ้นลูบแก้มข้างที่ถูกพ่อตบ แล้วหัวเราะเสียงขื่น
“ขอบคุณที่ทำให้ผมเห็นว่า...พ่อยังมีอารมณ์กับผมอยู่ ไม่ได้เห็นผมเป็นหมาตัวหนึ่งในบ้านเท่านั้น ขอบคุณครับพ่อ”

อาทิตย์อารมณ์เสียใจกับเชตะวันสุดๆ ร้องฮึ่ยแล้วเดินปังๆออกไปเลย เชตะวันมองตาม
แล้วสีหน้าที่หยิ่งยโสที่เขาทำใส่พ่อเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นเศร้าเสียใจน้ำตาซึม เขาไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อจึงไม่รักเขาเลย

ในสถานปฏิบัติธรรม...เนตรอัปสรกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าคุณสรวง
“แม่สรวงบอกหนูหน่อยเถอะค่ะ...ชาติที่แล้วคุณเชตเธอไปทำเวร ทำกรรมอะไรกับใครไว้คะ ถึงได้มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับเธอไม่หยุดไม่หย่อนอย่างนี้”
“เรื่องบางเรื่อง...แม้แม่จะรู้ หากมิใช่เรื่องของตัวแม่เองแม่ก็พูดไม่ได้ หาไม่จะประสบเคราะห์กรรมร้ายแรง แต่ถ้าเจ้าอยากรู้จริงๆ เจ้าก็สามารถจะรู้ได้...”
เนตรอัปสรแปลกใจ
“ยังไงคะคุณแม่...”

เนตรอัปสรอยู่ในท่านั่งสมาธิ โดยมีคุณสรวงคอยให้คำแนะนำอยู่ใกล้ๆ
“การทำสมาธิ จะทำจิตให้นิ่ง และหากจิตของเจ้านิ่งจนถึงระดับหนึ่ง เจ้าก็จะสามารถเห็นนิมิตได้ แต่ในการทำสมาธิครั้งแรกอย่างนี้ เจ้าอาจจะยังทำจิตให้นิ่งได้ยาก แต่แม่จะช่วย...”
คุณสรวงลงนั่งทำสมาธิตรงหน้าเนตรอัปสร ทั้งคู่หลับตา เนตรอัปสรฟังเสียงคุณสรวงนำทางการทำสมาธิ
“เจ้าจงกำหนดจิตให้อยู่ที่ลมหายใจ พุท...เข้า โธ...ออก พุท...เข้า...โธ...ออก...”
เนตรอัปสรวูบเข้าสู่อดีต ภาพนวลอยู่กับชุน ในอดีตชาติแว่บเข้ามาแล้วก็วูบออกอย่างรวดเร็ว...เนตรอัปสรลืมตาขึ้นตื่นตะลึง
“เนตรกับเขา...เคยเกิดร่วมชาติกันมาก่อน...จริงๆด้วยค่ะ แม่สรวง”
คุณสรวงพยักหน้า
“ใช่ ไม่เพียงแต่เจ้ากับเขาเท่านั้น...ที่เคยเกิดร่วมชาติกันมา แต่ยังมีคนอื่นอีก...”
เนตรอัปสรสงสัย
“คนอื่น...ใครกันคะแม่สรวง”
คุณสรวงไม่ตอบ


พายัพในสภาพย่ำแย่จากการโดนผีหลอกเมื่อคืน กำลังโทรศัพท์คุยกับพงษ์อยู่
“ไอ้พงษ์ เมื่อคืนมึงหายหัวไปไหนมา”
พงษ์นอนอยู่ในห้องพัก มีผ้าพันแผลตามตัวหลายแห่งกำลังพูดโทรศัพท์กับพายัพ
“ก็นังพยาบาลคนนั้นมันแสบนักกดแตรซะลั่น จนคนวิ่งมาดู ผมจึงจำเป็นต้องหนีถ้าไม่หนีก็มีหวังถูกจับ แต่ที่แย่ไปกว่านั่นอยู่ดีๆผมหนีมาได้แล้วเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้รถดันตกคูน้ำข้างทาง ผมจมน้ำเกือบตาย ดีที่ชาวบ้านแถวนั้นมาช่วยไว้ทันครับนาย”
“เออ...แกซวย ฉันก็ซวย เมื่อคืนฉันถูกผีหลอกอีกแล้ว”
พงษ์ชะงัก
“ผี...แต่หมอผี มันจับผีใส่ขวดไปแล้วนี่ครับนาย”
“กูก็ไม่รู้ แต่กูกำลังสงสัยว่า...ไอ้เชตมันเลี้ยงผีไว้คุ้มครองมัน แล้วที่มึงทำอะไรมันไม่ได้ก็อาจจะเป็นเพราะผีตัวนี้ช่วยมันอยู่ก็ได้ ไอ้พงษ์ มึงไปตามไอ้หมอผีคนเก่าคนนั้นมาที กูมีงานด่วนให้มันทำ ส่วนมึง...ไปกบดานอยู่ที่รีสอร์ต รอคำสั่งของกูต่อไป”
พายัพสั่งอย่างเครียดๆ

เนตรอัปสรเดินกลับเข้ามาในบ้านอย่างเหม่อลอย ครุ่นคิดถึงเรื่องที่เพิ่งได้รู้มาจากการนั่งสมาธิกับคุณสรวง
“แม่พูดไม่ได้ แต่แม่บอกได้...หลายคนในชีวิตหนูตอนนี้มีกรรมผูกพันกันมาตั้งแต่ชาติก่อน”
“งั้นถ้าหนูนั่งสมาธิ...หนูก็อาจจะเห็นนิมิตจากอดีตได้อีก ใช่มั๊ยคะ”
“ได้ ถ้าสมาธิดีพอ จิตนิ่งพอ”
“งั้นหนูจะนั่งสมาธิต่อค่ะ”
คุณสรวงจับมือเนตรอัปสรเป็นเชิงห้าม
“ตอนนี้ไม่ได้แล้ว หนูไม่ควรหักโหม ต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่เช่นนั้นหากเกิดอาการจิตอ่อนล้า อาจทำให้มีสิ่งไม่ดีเข้าแทรกจิตวิญญาณหนูได้ แล้วหนูจะเป็นอันตราย กลับบ้านเถอะ พักผ่อนให้เพียงพอ แล้วค่อยเริ่มนั่งสมาธิใหม่อีกครั้ง...”
“ค่ะคุณแม่...”

เนตรอัปสรคิดถึงเรื่องที่คุณสรวงบอกจนเดินชนกับเชตะวัน เขาคว้าตัวเธอไว้
“เดินเหม่อจริงคุณ ไปไหนมา”
“ไปนั่งสมาธิ”
เชตะวันแปลกใจ
“หือ...นั่งสมาธิ คุณนี่...มีอะไรให้ผมประหลาดใจอยู่เรื่อยเลยนะ ไปนั่งทำไม”
“ฉันอยากรู้...อะไรบางอย่าง”
เชตะวันจ้องหน้า
“เกี่ยวกับผม”
เนตรอัปสรพยักหน้า เชตะวันขำอย่างไม่เข้าใจอะไร
“อยากรู้เกี่ยวกับผม งั้นถามผมตรงๆก็ได้นี่”
“ไม่ได้ ตัวคุณเองก็ไม่รู้”
“เรื่องของตัวผม ทำไมผมจะไม่รู้”
“แล้วคุณรู้เหรอว่าทำไมชาตินี้คุณถึงเกิดมาแล้วเป็นโรคประหลาดอย่างนี้”
“ก็คนมันก็เป็นกันได้ คนมันจะเป็นให้ทำยังไงล่ะคุณ”
“ไม่ใช่ มันเป็นเพราะกรรมที่คุณทำในชาติที่แล้วต่างหาก และฉันจะต้องหาทางรู้ให้ได้ว่า...ฉัน...หรือคุณจะต้องทำยังไง คุณถึงจะหลุดพ้นจากกรรมนี้ได้”
เชตะวันมองเนตรอัปสรนิ่ง
“คุณเป็นห่วงผมเหรอ”
เนตรอัปสรนิ่ง ไม่ตอบ แต่เชตะวันยิ้มดีใจ เขารู้แล้วว่าเธอห่วงเขา ขณะเดียวกันนั้นที่มุมห้อง ผีเฟื่องยืนมองทั้งสองอยู่
“แต่กรรมระหว่างเรา...ไม่มีวันหลุดพ้นกันไปได้หรอก อีนวล ตราบใดที่ข้ายังไม่ได้ตัวชุนไป”
ผีเฟื่องตาวาววาบ

พายัพเรียกบวรมาสั่งงาน
“เดี๋ยวคืนนี้...ตอนดึกๆจะมีคนมาหาฉัน ช่วยรอเปิดประตูรับเขาด้วย แล้วอย่าให้ใครเห็นแขกคนนี้ของฉันนะ”
บวรส่งภาษาใบ้ถามใครหรือครับคุณพายัพ
“แกไม่ต้องรู้หรอก เอาเป็นว่า ถ้าเขามาแล้ว ก็พาเขาไปพบฉันที่ห้อง แล้วแกจะไปไหนก็ไป ไม่ต้องอยู่รอส่งแขก ฉันเสร็จธุระกับเขาแล้ว ฉันจะส่งเอง เข้าใจไหม”
บวรพยักหน้ารับ ในใจสงสัยว่าพายัพนัดใครมาหาดึกๆ

ค่ำนั้น...เนตรอัปสรดูแผลที่ซอกคอให้เชตะวันอีกครั้ง แล้วปิดพลาสเตอร์ใหม่ให้อย่างเรียบร้อย
“แผลแห้งเร็วดีเกินคาดค่ะ”
“ก็ผมมีพยาบาลดีน่ะ”
เชตะวันพูดพลางมองเนตรอัปสรตาเป็นประกาย เนตรอัปสรเห็นแววตาของเขาแล้วก็หน้าเก้อๆขยับตัวถอยห่างออกไป
“คุณแน่ใจเหรอคะว่า...จะไม่แจ้งความเรื่องที่เกิดขึ้นน่ะ นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายเชียวนะคุณ คุณน่ะ...เฉียดตายมานิดเดียวเองนะ”
เชตะวันยักไหล่อย่างไม่แคร์
“เฉียด แต่ก็ไม่ตายนี่ ผมไม่กลัวตายหรอกนะ บางที...ตายๆซะก็ดี จะได้พ้นทุกข์พ้นทรมานจากไอ้โรคบ้าๆที่เป็นอยู่นี่เสียที”
“คุณคิดอย่างงี้ไม่ได้นะ คุณรู้มั๊ยว่า...กว่าเราจะได้เกิดมาเป็นคน เป็นตัวเป็นตนอย่างเราในวันนี้ได้ มันยากนะ และในฐานะที่ฉันเรียนมาทางการช่วยชีวิตคน ฉันก็จะช่วยให้คุณมีชีวิตให้ยืนยาวที่สุด”
ผีเฟื่องที่ยืนอยู่มุมห้อง ตะโกนขึ้นมาทันที
“ไม่”
แต่ก็ไม่มีใครได้ยิน ผีเฟื่องยิ่งคั่งแค้นใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
“นอนเถอะคุณ พักผ่อนให้เยอะๆ แล้วคุณจะได้มีเรี่ยวแรงอาละวาดได้อีกนานๆไง”
เชตะวันทำท่าจะเถียง แต่เนตรอัปสรรีบเอาเครื่องช่วยหายใจครอบลงบนหน้าของเขาเสียก่อน แล้วทำตาดุ เป็นเชิงบังคับให้เขานอนแต่โดยดี เชตะวันยอมลงนอนแต่โดยดี เนตรอัปสรดูจนเขานอนเรียบร้อยแล้วก็เดินไปนอนที่นอนของตัวเองบ้าง

เธอปิดไฟ โดยมีผีเฟื่องยืนอยู่ที่ปลายเท้าแต่ห่างๆ 
นางมารตอนที่ 19 (ต่อ)
 
ผีเฟื่องจ้องมองเนตรอัปสรอย่างเกลียดชัง

“ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้ชุนมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ต่อไปอีกนานหรอก ข้าจะเอาชุนไปอยู่กับข้า ได้ยินมั๊ยอีนวล ข้าจะเอาชุนไปอยู่กับข้าให้ได้”
แล้วทันใดนั้นผีเฟื่องก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง เธอหันขวับไปมองที่หน้าบ้านทันที แล้วก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว

บวรเดินนำหมอผีเข้ามาในบ้าน ตามทางมืดๆไม่เปิดไฟ หมอผีกวาดตามองไปรอบๆบ้าน รับรู้ได้ว่าในบ้านนี้มีวิญญาณร้ายอยู่ แต่ก็ยังไม่เห็นอะไรผิดปกติ หมอผีเดินตามบวรขึ้นตึกไป ผีเฟื่องตามหมอผีขึ้นไปบนตึกด้วย

บวรพาหมอผีมาหาพายัพในห้อง
“แกไปได้แล้วบวร แล้วไม่ต้องให้ใครขึ้นมายุ่มย่ามบนตึกนี่อีก ไป”
บวรสงสัยแต่ต้องเดินออกไป แต่ไม่วายเหลียวมองดูหมอผีอีกครั้งอย่างสงสัยว่าเขาคือใครกัน พายัพถึงได้ให้เข้ามาในบ้านอย่างลับๆ ล่อๆ อย่างนี้ พอบวรเดินออกไป พายัพก็รีบพูดเข้าเรื่องทันที
“อาจารย์ ไหนอาจารย์ว่า...อาจารย์จัดการเก็บอีผีร้ายที่รีสอร์ตนั่นลงขวดไปแล้วไง ทำไมมันถึงตามมาทำร้ายผมถึงที่บ้านที่กรุงเทพนี่ได้อีกล่ะ”
“มันไม่ใช่ผีตัวเดียวกัน”
พายัพหน้าตื่น
“ฮ้า อะไรนะทำไมผีมันเยอะจังล่ะ แล้วทำไมมันถึงมุ่งร้ายเล่นงานผมจนเกือบตายยังงี้ละอาจารย์”
“มันอาฆาตเอ็ง เอ็งพลั้งเผลออีกเมื่อไหร่ มันก็จะเล่นงานเอ็งอีก”
“ก็เพราะยังงี้ไง ผมถึงได้ให้ไอ้พงษ์มันโทรตามตัวอาจารย์มาอย่างด่วนเลย อาจารย์ทำยังไงก็ได้นะที่จะกำจัดอีผีบ้านี่ไปให้พ้นๆผม”
หมอผีพยักหน้า พายัพยิ้มดีใจ ทันใดนั้นเสียงมือถือพายัพดังขึ้น เขาหยิบขึ้นมากดรับ
“ว่าไงไอ้พงษ์”
พงษ์อยู่ที่บ้านพักพายัพในรีสอร์ต...
“หมอผีไปถึงบ้านนายเรียบร้อยมั๊ยครับ”
“เรียบร้อย นี่กำลังเตรียมพิธีอยู่ ทางโน้นเป็นยังไงบ้าง”
“ตำรวจมันยังส่งคนมาด้อมๆ มองๆ ในรีสอร์ตเราอยู่เลยครับนาย มันกัดเราไม่ปล่อยจริงๆ แล้วขืนยังเป็นยังงี้อยู่ เราคงมีปัญหาในการส่ง สินค้า ล็อตต่อไปแน่ๆเลยครับ”
พายัพหน้าเครียดขึ้นมาทันที
“เอาไว้ให้ฉันเสร็จธุระเรื่องไอ้ผีบ้านี่ก่อน แล้วฉันจะหาทางจัดการเรื่องทางโน้นเอง”
“เอ้อ...นายครับ คุณสิทธิ์มาถึงที่นี่เรียบร้อยแล้วครับนาย”
“เออ ฝากดูแลด้วยละกัน เพราะต่อไปมันจะเป็นคนของเราแล้ว”
“ได้ครับนาย”

ผู้ช่วยหมอผีเอายันต์ติดเหนือหน้าต่างประตูทางเข้าออกทุกทางไว้แล้ว เหลือไว้แค่หน้าต่างบานเดียวที่เปิดไว้และไม่ติดยันต์ หมอผี ผู้ช่วย และพายัพนั่งหันหน้าไปทางหน้าต่างที่เปิดค้างไว้นั้น หมอผีเริ่มสวดบริกรรมคาถา ครู่เดียวไฟในห้องก็เริ่มติดๆ ดับๆ แล้วในที่สุดก็ดับไปเลย คงเหลือแสงสว่างจากเทียนที่จุดอยู่ตรงหน้าหมอผีเท่านั้น ทำให้บรรยากาศภายในห้องดูน่ากลัวมากขึ้น หมอผีเริ่มพิธี
“วิญญาณใดที่สถิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้ จงมาปรากฏตัวตรงหน้ากู...บัดเดี๋ยวนี้”
ไม่มีใครปรากฏตัวตามสั่ง แต่ในห้องที่ปิดทึบนั้นมีลมพัดหมุนอย่างรุนแรงผิดปกติ จนเทียนที่จุดไว้ก็ดับลง พายัพเขยิบไปนั่งติดกับผู้ช่วยหมอผีโดยไม่รู้ตัว หมอผีเอาแส้อาคมขึ้นมาฟาดลงบนพื้นตรงหน้าอย่างแรง
“กูสั่งให้มา มึงต้องมา”
ทันใดนั้น ข้าวของในห้องพายัพก็เริ่มล้มลงเหมือนโดนมือคนปัดให้ตก จากตรงมุมโน้นบ้าง มุมนี้บ้าง หมอผีฟาดแส้อาคมแรงขึ้น
“จงมาเดี๋ยวนี้”
และแล้วผีเฟื่องก็พุ่งตัวเข้ามาทางหน้าต่างบานที่เปิดไว้ แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้หมอผี
“มึงเรียกกูมาทำไม”
พายัพถอยกรูดไปจนชิดผนังด้วยความกลัว ขณะที่ผู้ช่วยเอาขวดแก้วแบบเดียวกับที่เคยเก็บวิญญาณผีเดือนไปแล้วมาส่งให้หมอผีอย่างรู้งาน หมอผีรับขวดมาแล้วเอาครอบลงบนหัวผีเฟื่อง ผู้ช่วยรีบเข้าไปช่วยกดขวดแก้วลงบนหัวผีเฟื่องอีกแรง ขวดแก้วอาคมเริ่มดูดวิญญาณผีเฟื่องเข้าขวด แต่ผีเฟื่องไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ดิ้นสู้อย่างแรงจนข้าวของในพิธีกระจาย รวมทั้งย่ามของหมอผีด้วย ขวดแก้วที่ใส่วิญญาณเดือนกลิ้งหลุดออกมาจากย่าม ผีเฟื่องยังดิ้นสู้อยู่ หมอผีกับผู้ช่วยก็กดขวดแก้วที่หัวผีเฟื่องไม่ยอมปล่อย ผีเฟื่องดิ้นตูมๆ พายัพโดดหนีด้วยความกลัวเท้าของเขาเหยียบลงบนขวดแก้วที่ใส่วิญญาณผีเดือนไว้จนแตก ทันใดนั้นวิญญาณผีเดือนก็พุ่งออกมาจากขวดแก้วที่แตก พายัพตกใจสุดขีด
“เฮ้ย”
ผีเดือนหันไปมองที่หมอผีกับผู้ช่วย เห็นขวดแก้วกำลังดูดวิญญาณผีเฟื่องจะเข้าขวดได้แล้วก็ตกใจ
“คุณหนู”
ผีเดือนก็รวบรวมกำลัง พุ่งเข้ากระแทกหมอผีกับผู้ช่วยสุดแรงทั้งสองล้มระเนระนาดไป ขวดแก้วที่จะใส่ผีเฟื่องหลุดจากมือหมอผีตกแตกกระจาย ผีเดือนเห็นเป็นจังหวะดี คว้ามือผีเฟื่องแล้วฉุดให้พุ่งออกนอกหน้าต่างบานที่เปิดค้างไว้นั้นด้วยกัน ทันทีที่ผีเฟื่องและผีเดือนหลุดออกนอกห้องไปแล้ว ไฟในห้องก็สว่างพรึ่บขึ้นทุกอย่างอยู่ในสภาพเดิมเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น พายัพงง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นอาจารย์”
“มันหนีไปได้ ทั้งสองตัว”
“สองตัว หมายความว่าไงอาจารย์”
“ก็ตัวที่อยู่ในบ้านนี้ กับตัวที่จับมาจากที่รีสอร์ตน่ะสิ มันหนีไปได้ทั้งสองตัว”
พายัพเซ็ง
“โธ่โว๊ย งั้นก็รีบตามไปจับมันสิอาจารย์”
“คืนนี้คงไม่ได้แล้ว มันหนีไปไหนก็ไม่รู้”
“อ้าว...อาจารย์ พูดง่ายๆยังงี้เลยเหรอ”
“ก็เอ็งอยากทำขวดอาคมข้าแตกทำไมล่ะ มันก็เลยออกมาช่วยกันน่ะสิ ความผิดของเอ็งนั่นแหละ”
“งั้นอาจารย์ก็ทำอะไรสักอย่างสิ ไม่งั้นมันต้องย้อนกลับมาหักคอผมแน่ ตัวเดียวยังสู้มันไม่ได้เลย นี่มันรวมตัวกันสองตัว ผมตายแน่อาจารย์”
“ไม่ตายหรอก ถ้าเอ็งเอาพระมาห้อยไว้ อย่าให้พระหลุดจากตัวเป็นอันขาด ผีมันทำอะไรเอ็งไม่ได้หรอก ถ้าเอ็งมีพระติดตัวอยู่ แล้วยังไงๆ ข้าก็จะต้องจับอีผีทั้งสองตัวนั่นให้ได้ มันหนีข้าไม่พ้นหรอก”
หมอผีสีหน้ามุ่งมั่นมาก ในขณะที่พายัพสีหน้าสุดเซ็ง

ผีเฟื่องมองผีเดือนที่ก้มกราบ ผีเฟื่องกอดด้วยความดีใจที่ได้พบกันอีก จากร่างผีทั้งสองก็กลายเป็นร่างคนปกติในอดีต
“เดือน...เอ็งมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“บ่าวถูกพวกไอ้พันมันให้หมอผีจับบ่าวใส่หม้อถ่วงน้ำไว้สองร้อยกว่าปี จนกระทั่งบ่าวหลุดออกมาได้ แต่ก็มาถูกไอ้หมอผีคนนี้มันมาจับไว้ได้อีกเจ้าค่ะคุณหนู”
“ถ้าเช่นนั้น...ตอนนี้เอ็งเป็นอิสระแล้ว ก็จงไปสู่ภพภูมิที่สมควรเสียโดยเร็วเถิด”
“ไม่เจ้าค่ะ บ่าวจะไม่ไปไหน บ่าวจะต้องเอาวิญญาณไอ้คนชั่วที่มันทำให้บ่าวต้องตายไปด้วยพร้อมกัน ทั้งไอ้พัน ไอ้เพียรแล้วก็ไอ้สิงห์เจ้าค่ะ” เดือนมองเฟื่องอย่างแปลกใจ “แล้วคุณหนูเล่าเจ้าคะ ทำไมคุณหนูถึงยังไม่ไปสู่ภพภูมิที่ควรล่ะเจ้าคะ”
“ข้าก็ยังไปไหนไม่ได้เหมือนกันละนังเดือน จนกว่า...ชุนจะไปพร้อมกันกับข้าด้วย”
เดือนอึ้ง
“คุณหนู”
เฟื่องกับเดือนกอดกันร้องไห้

เช้าวันใหม่เชตะวันลืมตาตื่นขึ้น เขาเหลียวไปมองยังที่นอนเนตรอัปสรทันทีเห็นที่นอนถูกจัดเก็บเข้าที่เรียบร้อยแล้ว เชตะวันขมวดคิ้วแล้วรีบลุกขึ้นจากเตียงทันที
เนตรอัปสรมาใส่บาตรกับอนงค์และบวรก่อนพระรูปสุดท้ายจะมา เชตะวันก็เดินเข้ามาหา เนตรอัปสรพอเห็นเชตะวันก็ยิ้ม
“ตื่นแล้วหรือคะคุณเชต งั้นก็มาใส่บาตรด้วยกันสิคะ”
เชตะวันทำหน้าลังเล ไม่ค่อยสนใจเรื่องทำบุญ แต่เนตรอัปสรวิ่งเข้าไปดึงแขนเขาให้เข้ามาร่วมวงใส่บาตรด้วยกัน เชตะวันจำใจใส่บาตรให้กับพระรูปสุดท้ายพอดี เนตรอัปสร บวรและอนงค์ยิ้มพอใจ

เนตรอัปสรพาเชตะวันมากรวดน้ำหลังใส่บาตร เธอส่งถ้วยน้ำให้
“กรวดน้ำค่ะคุณเชต”
เชตะวันทำตามที่เธอบอกทุกอย่าง แล้วเธอก็บอกให้เขาพูดตาม เขาก็พูดตามเธอเป็นอย่างดี
“ข้าพเจ้า...ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่ได้ทำในวันนี้ ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า ขอให้อโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าในสิ่งที่ข้าพเจ้าเคยล่วงเกินมา ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ขอให้เลิกแล้วต่อกันด้วยเถิด...”
เชตะวันกรวดน้ำลงที่โคนต้นไม้ใหญ่อย่างตั้งใจ ผีเฟื่องยืนอยู่ด้านหลังของเขายกมือขึ้นปิดหู ไม่อยากฟัง
“ไม่...ข้าไม่รับ” แล้วผีเฟื่องก็หันไปจ้องหน้าเนตรอัปสรอย่างแค้นเคือง “อีนวล...มึงเสือกนัก คิดจะให้ชุนขับไสไล่ส่งข้างั้นรึ”

เนตรอัปสรพูดนำเชตะวัน
เนตรอัปสรพูดนำเชตะวัน

“ขอให้เจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า ได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีด้วยเถิด...สาธุ...”
ผีเฟื่องปิดหูส่ายหน้าปฏิเสธไม่รับบุญที่เชตะวันกำลังทำอยู่
“ไม่...ข้าไม่ไป” ผีเฟื่องตะโกนก้อง “ข้า-ไม่-ไป”
ผีเฟื่องหายตัวไปอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่มีใครรู้เรื่องเลย

เชตะวันกับเนตรอัปสรเดินกลับเข้าบ้านมา เชตะวันยิ้มแย้ม
“นานๆทำบุญที สบายใจดีเหมือนกันแฮะ”
“คุณใส่บาตรครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่เหรอ”
เชตะวันพยายามคิด
“จำไม่ได้”
“คุณนี่...คนบาปดีแท้ กิน เที่ยว ไปวันๆ งานการก็ไม่รู้จักทำ”
“ใครว่าไม่ทำ วันนี้ผมจะทำงาน”
“คุณจะไปทำงานเหรอ”
“ไม่...ทำที่บ้านนี่แหละ เดี๋ยวนี้เครื่องมือสื่อสารมีไม่รู้กี่ชนิด ไม่ต้องออกจากบ้านก็ทำงานได้ เป็นไง ผมเป็นคนดียัง ส่วนคุณ...คุณอยากทำอะไรก็ไปทำเถอะ ผมให้เวลาส่วนตัวคุณ”
เนตรอัปสรพยักหน้ารับ

เนตรอัปสรนั่งเหม่อคิดอะไรบางอย่างอยู่มุมหนึ่งในบ้านเชตะวัน เธอนึกถึงตอนที่นั่งสมาธิจนมองเห็นอดีตชาติของนวลกับชุน เนตรอัปสรมุ่งมั่น
“ฉันจะต้องรู้ให้ได้ว่า...มันเกิดอะไรขึ้นในอดีตชาติและคุณกับฉันมีกรรมผูกพันอะไรกับใคร”
เนตรอัปสรเริ่มนั่งสมาธิอย่างตั้งใจ เชตะวันเดินมาแอบมองอยู่ไกลๆ เขาเห็นเธอกำลังนั่งสมาธิอยู่ก็ส่ายหน้า ขำๆ
“ยายพยาบาลจอมเพี้ยน...”
เชตะวันเดินออกไป

เนตรอัปสร นั่งสมาธิจนเห็นภาพ ชุนกับนวลนอนคว่ำอยู่ที่พื้น ทั้งสองพยายามลุกคลานมาหากันแม้ร่างอ่อนแรง ทั้งคู่มานอนข้างๆกัน
“อดทนไว้นะชุน อดทนไว้”
“เจ้าอย่าเพิ่งเป็นอะไรนะนวล ข้าอยู่ที่นี่แล้ว”
“ขอบใจที่ยอมทำเพื่อข้า”
นวลใกล้หมดลม กลั้นใจพูดคำอธิษฐานสุดท้าย...เนตรอัปสรที่นั่งสมาธิอยู่ เริ่มตัวสั่น มีอารมณ์และจิตใจร่วมไปกับตัวตนของเธอเองในอดีต
“ถ้าชาติหน้าหรือชาติใดมีจริง ขอให้เราได้เจอกัน ขอให้ข้าได้รักเจ้าเช่นนี้อีก...”
เนตรอัปสรน้ำตาไหลพรากทั้งๆที่ยังหลับตาอยู่ในสมาธิ
“และขอให้เจ้าได้...หันมารักข้าบ้างสักครั้ง”
ขาดคำนวลก็สิ้นลม ชุนตกใจ
“นวล”
เนตรอัปสรฟุบหน้าลงแล้วสลบไปเลย

เชตะวันกำลังนั่งทำงานงานอยู่คนเดียวเงียบๆ สักครู่แซลลี่ก็วิ่งเข้ามาหา เห็นเชตะวันยังมีพลาสเตอร์ปิดแผลอยู่ที่ต้นคอ ก็เข้าไปดูอย่างเป็นห่วง
“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกคะเชต ทำไมแซลลี่มาพบคุณทีไร คุณต้องมีเรื่องเจ็บเนื้อเจ็บตัวทุกทีเลย” แซลลี่เหลียวหาเนตรอัปสร “แล้วนังพยาบาลคนเก่งของคุณละคะ ทำไมไม่คอยอยู่ดูแลคุณล่ะ”
“ผมกำลังทำงาน ก็เลยสั่งให้เขาพักอยู่ตอนนี้”
แซลลี่เบ้ปาก
“ดีจังเลยนะคะ เป็นพยาบาลส่วนตัวของคุณ ได้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับคุณตลอดเวลาแบบนี้ไม่กลัวจะใจอ่อนชอบพยาบาลตัวเองเข้าสักวันเหรอคะ”
เชตะวันจากก้มหน้าทำงาน เงยหน้าขึ้นมามอง
“คุณเคยเห็นผมชอบใครจริงเหรอ”
แซลลี่หัวเราะดีใจ
“จริงด้วย คนอย่างเชตไม่เคยชอบใครจริงอยู่แล้ว ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปใช่ไหมคะ”
“ใช่ นั่นมันที่ผ่านมา แต่คนนี้ไม่แน่ผมอาจจะชอบจริง”
แซลลี่หุบยิ้มหน้าเจื่อนทันที
“ถ้าคุณไม่มีธุระอะไรกับผม ซึ่งคุณก็คงไม่มีนั่นแหละ เชิญคุณกลับไปได้แล้วแซลลี่ ผมจะรีบทำงาน”
แซลลี่มองเชตะวันตาคว่ำอย่างโมโห ที่เขาไม่ใยดีเธอเลยแล้วแซลลี่ก็เดินปังๆกลับไป พอจะเดินหลุดไป เชตะวันก็ถอนใจอย่างเบื่อหน่าย

แซลลี่เดินปึงปังออกมาจากห้องเชตะวันเดินผ่านหน้าผีเฟื่องไปโดยไม่รู้ตัว ผีเฟื่องมองตามแซลลี่ไปอย่างแค้นเคือง
“อีสร้อย...มึงก็อีกคน...ที่ชอบมายุ่งกับผัวกู”
ผีเฟื่องพุ่งร่างตามแซลลี่ไปติดๆ แล้วพอแซลลี่เดินไปถึงหัวบันได ผีเฟื่องก็ยกเท้าขึ้นถีบ
แซลลี่เต็มแรง จนหน้าคว่ำ แซลลี่ร้องกรี๊ดขณะที่ถลาตกบันไดไป พายัพพุ่งเข้ามาคว้าตัวแซลลี่เอาไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะล้มฟาดไป แซลลี่ตื่นตกใจสุดขีด
“มีใคร...ถีบ...แซลลี่...ก็ไม่รู้ค่ะ พี่ยัพ”
แซลลี่หันกลับไปมองบนบันได แต่ก็ไม่เห็นใคร พายัพมองตามกลัวว่าจะเป็นผีเหมือนกัน
“พี่ไม่เห็นใครเลยนะ แล้วเจ็บตรงไหนหรือป่าว”
“เจ็บกายไม่เจ็บเท่าเจ็บที่ใจนะสิคะพี่พายัพ”
แซลลี่หน้าหงิกขึ้นมาทันที พายัพมองหน้าหงิกงอของแซลลี่ก็เดาเรื่องได้
“ทะเลาะกับนายเชตมาอีกล่ะสิ”
แซลลี่เบ้ปากอย่างสุดเซ็ง
“เชตเปลี่ยนไปมากเลยค่ะพี่ยัพ ท่าทางจะหลงนังพยาบาลคนใหม่นั่นมาก”
“ก็น่าจะหลงอยู่หรอก เพราะพยาบาลคนนี้ ไม่เหมือนคนไหน”
แซลลี่ชะงักจ้องหน้าพายัพอย่างสงสัย
“อย่าบอกนะคะว่า...พี่ยัพเองก็หลงเสน่ห์แม่นั่นเหมือนกัน”
พายัพเงียบ แซลลี่ยิ้ม
“ทำหน้าอย่างงี้...แน่แล้ว ฮึ แม่นั่นมันมีอะไรดีนักนะคะ ผู้ชายถึงได้หลงมันกันหัวปักหัวปำทั้งพี่ทั้งน้องอย่างนี้” แล้วเธอนึกอะไรได้ “พี่ยัพอยากได้แม่นั่นมั๊ยคะ”
“ถามทำไม”
“ถ้าพี่ยัพอยากได้มัน แซลลี่มีวิธีค่ะ”
พายัพทำหน้าสนใจ แซลลี่ยิ้มร้าย
“ถ้าเรามาร่วมมือกัน พี่ยัพก็จะได้ตัวนังพยาบาลนั่นไป แซลลี่ก็จะได้เชตกลับคืนมา เราก็วิน-วินด้วยกันทั้งสองฝ่ายเลยเป็นไงคะ...สนใจจะร่วมมือกับแซลลี่ไม๊ละคะพี่ยัพ”
แซลลี่มองหน้าพายัพคาดคั้นเอาคำตอบ พายัพแววตาสนใจยิ่ง
“แล้วแซลลี่มีแผนยังไง”
แซลลี่ยิ้ม
“ไม่ยากค่ะ แค่พี่ยัพช่วยแยกเชตกับนังพยาบาลคนนั้นให้ห่างกันชั่วคราวก่อน...แล้วแซลลี่ก็จะวางยานังพยาบาลนั่น แล้วก็เชิญพี่ยัพสนุกกับมันตามสบาย...แล้วแซลลี่ก็จะยอมรับผิดกับเชต...ว่าแซลลี่เป็นคนวางยานังพยาบาลนั่นเอง เพราะหึงหวงเชต...ส่วนพี่ยัพ เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว...พี่ยัพก็มีหน้าที่แค่แสดงความเป็นสุภาพบุรุษ ขอรับผิดชอบในเรื่องที่เกิดขึ้นซะ แค่นี้...พี่ยัพก็จะได้นังพยาบาลนั่นไปครอบครองสมใจ ส่วนแซลลี่ก็จะได้เชตกลับคืนมา เป็นไงคะ แผนของแซลลี่ พี่ยัพจะเล่นด้วยมั๊ยล่ะคะ”
พายัพไม่ตอบ แต่ยิ้มเป็นเชิงตกลง แซลลี่ยิ้มตอบ แล้วยื่นมือให้จับ พายัพยื่นมือออกไปจับมือแซลลี่
 
สองคนจับมือกันเป็นเชิงทำสัญญาที่จะทำแผนร้ายร่วมกัน
 
โปรดอ่านต่อตอนที่ 20
นางมาร ตอนที่ 20

วันใหม่...เนตรอัปสรกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในสวน สักครู่พายัพก็เดินกุมหัวเข้ามาหน้าไม่ดี เนตร
กำลังโหลดความคิดเห็น...