xs
sm
md
lg

นางมาร ตอนที่ 17-18

เผยแพร่:

นางมาร ตอนที่ 17

บวรเป็นคนที่มายืนขวางประตูอยู่แล้วโดยที่เนตรอัปสรไม่ทันจะตั้งตัว

เขาเอาสร้อยพระ สวมใส่ที่คอ โดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ตั้งตัวเลย รัศมีจากองค์พระที่สร้อยวาววาบขึ้นที่คอ เนตรอัปสรกรีดร้องอย่างเจ็บปวดสุดเสียงวิญญาณเฟื่องกระเด็นออกจากร่างทันที...เชตะวัน หมอก้อง ปารมี ต่างก็หยุดชะงักค้างไปตามๆกันเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของเนตรอัปสร ทั้งคู่วิ่งไปที่ห้องเนตรอัปสรทันที 
เนตรอัปสรกรีดร้องสุดเสียงแล้วก็ล้มฟุบลงไปกับพื้น เป็นเวลาเดียวกันกับที่เชตะวัน หมอก้อง และปารมีวิ่งเข้ามาทุกคนเข้าไปรุมดูเนตรอัปสรที่นอนหมดสติอยู่ที่พื้น
“เกิดอะไรขึ้นกับเนตร” เชตะวันถามอย่างร้อนใจ
“น้าบวรเอาพระคล้องคอให้คุณพยาบาลน่ะค่ะ พอคล้องพระเสร็จ คุณพยาบาลก็ร้องกรี๊ด...แล้วก็เป็น อย่างที่เห็นนี่แหละค่ะคุณเชต” อนงค์เล่า
ปารมีหันไปถามทิพย์
“อย่าบอกนะว่า...นะโมถูกผีเข้าจริงน่ะทิพย์”
ทิพย์หน้าจ๋อยๆ
“แต่มันดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นนะปาน”
เชตะวันไม่เชื่อ
“ผีเผอที่ไหนมี พวกคุณเป็นหมอ เป็นพยาบาลกันประสาอะไร เชื่อเรื่องผีเข้าคนด้วย จะบ้ากันไปใหญ่แล้ว แล้วถ้าไม่คิดจะช่วยอะไรก็หลีกไป”
ขาดคำเชตะวันก็เดินพรวดเข้าไปอุ้มเนตรอัปสรขึ้น หมอก้องพยายามจะเข้าไปแย่ง แต่เชตะวันไม่ยอม
“หลีกไป”
หมอก้องยอมถอยออก ปล่อยให้เชตะวันอุ้มเนตรอัปสรไปที่เตียง ปารมีกับทิพย์ได้สติจึงรีบเข้าไปดู
“เราดูยายนะโมต่อเองก็ได้นะคะคุณเชต”
ทิพย์เสริม
“ใช่คะ ตอนนี้คนเยอะ นะโมต้องการอากาศที่หายใจสะดวกขึ้นนะคะ ออกไปก่อนละกันคะ”
เชตะวัน หมอก้อง และบวร จำยอมเดินออกจากห้องไป เหลือปารมี ทิพย์ และอนงค์ ที่อยู่ดูแลเนตรอัปสรต่อไป

ชายทั้ง 3 เดินออกมาจากห้องเนตรอัปสร เชตะวันกับหมอก้องมองหน้ากันอย่างไม่ชอบหน้ากันแล้วเชตะวันก็เดินแยกเข้าห้องตัวเองไป โดยไม่สนใจมารยาทของเจ้าของบ้านที่ดีเลย หมอก้องถอนใจ บวรรีบเข้าไปส่งภาษาใบ้ถามคุณหมอหิวมั๊ยครับ
หมอก้องหน้าเครียด
“ผมไม่หิวครับ ผมเป็นห่วงนะโมจนกินอะไรไม่ลงหรอกครับ น้าจะไปทำอะไรก็ทำเถอะครับ ถ้างั้นผมจะขอไปรออยู่ที่ห้องรับแขกจนกว่านะโมจะฟื้นละกันนะครับ”
บวรพาเชตะวันไปนั่งจนเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกไป ผีเฟื่องเดินตามบวรไปแต่ไม่รู้ตัว

อนงค์ดูอาการเนตรอัปสร แล้วตะล่อมถามปารมีกับทิพย์เสียงกลัวๆ
“ตกลง...คุณพยาบาลถูกผีเข้าจริงๆหรือคะคุณ”
ปารมีส่ายหน้า
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“แต่อาการแบบนี้ นงค์ว่าชัวร์ค่ะ ก็นงค์บอกพวกคุณแล้วว่า นงค์เห็นคุณพยาบาลทำตัวแปลกๆมาหลายวันแล้วแล้วยังมีอีกนะคือ...”
อนงค์เหลียวมองไปรอบๆอย่างหวาดกลัว ทิพย์ร้อนใจอยากรู้มาก
“คืออะไร อะไรเหรอ”
“ตั้งแต่คุณเชตไปเที่ยวป่าครั้งล่าสุด พอกลับมา ที่บ้านนี้ก็มีอะไรประหลาดเกิดขึ้นหลายอย่างค่ะ แล้วนงค์ก็เคยเห็นผีผู้หญิงในบ้านนี้ด้วยนะคะ”
“ผีผู้หญิง” ทิพย์ตื่นเต้น
อนงค์เล่าถึงเหตุการณ์ที่เธอเห็นผีเฟื่อง กับความผิดปกติของเนตรอัปสรให้ฟัง
“แต่ก่อนบ้านนี้เคยมีผีซะที่ไหนกันคะ ถ้ามี นงค์ก็คงอยู่ไม่ได้นานแล้วล่ะค่ะ นงค์เลยสงสัยว่าผีเนี่ย มันต้องตามคุณเชตมาจากในป่า”
ทิพย์หน้าตื่น
“ผีป่า”
ปารมีหน้าเสีย
“น่ากลัวจังเลยทิพย์”
ทิพย์หวาดหวั่น
“ลงขึ้นชื่อว่า ผี ไงๆก็น่ากลัวละยายปาน แล้วปานว่า ตอนนี้ผีตัวนั้นมันจะยังอยู่แถวนี้มั๊ยล่ะ น่ากลัว”
สามสาวรีบมองรอบๆตัวเอง อย่างหวาดกลัว

ผีเฟื่องผลักบวรอย่างแรงจนผงะหลังกระแทกกำแพง บวรนัยน์ตาเหลือกลานด้วยความตกใจและหวาดกลัวสุดขีด ผีเฟื่องพุ่งเข้ามาจ้องหน้าเขาอยู่ด้วยแววตาแค้นเคือง นัยน์ตาแดงฉานตะคอกใส่
“อย่ายุ่งเรื่องของข้ากับชุน”
บวรทั้งกลัวทั้งงงว่าใครคือชุน ผีเฟื่องจ้องหน้า
“นายของเอ็งในชาตินี้เขาคือชุนของข้า ข้าเฝ้ารอเขามานานกว่า 200 ปีและข้าก็จะไม่มีวันยอมเสียเขาไปให้ใครเด็ดขาด เพราะฉะนั้น...อย่ามายุ่งกับชุนของข้า ข้าจะเตือนเอ็งครั้งนี้แค่ครั้งเดียว ถ้าเอ็งไม่เชื่อ...ข้าจะ...”
ผีเฟื่องหายตัวไปอย่างรวดเร็ว บวรยังยืนงงอยู่แต่ยังไม่ทันจะขยับตัวไปไหน มีดแหลมอันหนึ่งก็ร่อนมาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วปักลงที่กำแพงตรงซอกคอบวรดัง ฉึก !
คมมีดเฉี่ยวโดนซอกคอบวรจนทำให้เลือดไหลซิบๆออกมาทันที บวรตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนตัวสั่นอยู่ที่เดิม ก่อนจะเอามือสั่นๆของตัวเองดึงมีดที่ปักอยู่ข้างซอกคอออกจากกำแพงสุดแรง บวรรีบโยนมีดทิ้งไปไกลๆ หน้าซีดเผือดแล้วทันใดนั้นเสียงผีเฟื่องก็ดังก้องอยู่ข้างหูบวร
“ครั้งนี้ข้าจะยกโทษให้เอ็ง เพื่อเห็นแก่ว่า...เอ็งเคยเป็นบ่าวที่ซื่อสัตย์ของข้าเมื่อชาติก่อน แต่ครั้งหน้า...ข้าจะไม่ปราณีเอ็งเช่นนี้อีก...จำไว้”
บวรทรุดลงนั่งอย่างสิ้นเรี่ยวแรงอยู่ตรงนั้นเอง พร้อมกับที่หลอดไฟเหนือหัวของเขาหลอดหนึ่งแตกเปรี๊ยะ

ในสถานปฏิบัติธรรม...คุณสรวงลืมตาขึ้นอย่างฉับพลันกังวลใจมาก
“แม่เฟื่อง...อย่าก่อเวรก่อกรรมอีกเลยนะลูก เชื่อแม่นะ...ลูกเฟื่อง”
ผีเฟื่องอยู่มุมหนึ่ง เอามือปิดหู ไม่อยากได้ยินเสียงคุณสรวง
“ไม่...แม่อย่ามายุ่งกับข้า...อย่ามายุ่งกับข้า”
คุณสรวง กลัดกลุ้มใจเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องเกิดเหตุการณ์เลวร้ายในภายหน้าต่อไปเป็นแน่

ในห้องรับแขก...เชตะวันเดินมาแอบดู เห็นปารมีกำลังเอามือแตะแผลที่มุมปากหมอก้องที่ถูกเชตะวันชกอย่างเบามือที่สุด เชตะวันเห็นหมอก้องส่ายหน้าหลบทั้งๆที่หลับอยู่ ปารมีถอนใจกลุ้มแล้วค่อยๆเอาผ้าพันคอของเธอคลุมให้เขาที่หลับอยู่ที่โซฟา เพื่อให้เขาอุ่น หมอก้องละเมอ
“ขอบคุณจ้ะ...นะโม”
ปารมีน้อยใจน้ำตาคลอ ทั้งหมดอยู่ในสายตาของเชตะวันทั้งสิ้น
“ปานไม่เคยอยู่ในสายตาของหมอเลยใช่ไหมคะ”
ปารมีพูดปนน้อยใจและมองดูหมอก้องที่เพ้อแต่เนตรอัปสร เชตะวันมองด้วยความสมเพชแล้วจึงเดินไปที่ห้องเนตรอัปสร

เชตะวันเดินมาเปิดประตูห้องเนตรอัปสรอย่างเบาเสียงที่สุด แล้วชะโงกหน้าเข้าไปดูภายในห้องโดยไม่ได้เดินเข้าไป เขาเห็นทิพย์กับอนงค์นอนเฝ้าเนตรอัปสรอยู่แบบตัวติดกันเพราะกลัวผี ส่วนเนตรอัปสรนั้นยังไม่ฟื้นตั้งแต่วิญญาณเฟื่องออกจากร่าง
“ยังไม่ฟื้นอีก...ยัยตัวดี”
เชตะวันส่ายหน้าอ่อนใจ แล้วก็เดินกลับไปที่ห้องนอน เขาทิ้งตัวลงนอนบนเตียง คิดถึงเนตรอัปสรที่ควรจะเป็นคนทำหน้าที่ดูแลเขาในเวลาที่เขาเข้านอน
“ยายพยาบาลบ้าเอ๊ย”
เชตะวันหงุดหงิดแล้วเอาเครื่องช่วยหายใจครอบลงบนหน้าตัวเองอย่างชำนาญ แล้วหลับตา ผีเฟื่องยืนมองดูอยู่ปลายเตียงอย่างรู้สึกเสียใจ
“ทำไมเจ้าต้องคิดถึงมันตลอดเวลา เจ้าลืมข้าเสียแล้วหรือไร...ชุน...เจ้าจะลืมข้าไม่ได้นะ” ผีเฟื่องตะโกนก้อง “ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าลืมข้าเป็นอันขาด ชุน”

เช้าวันใหม่...เนตรอัปสร ลืมตาตื่นขึ้นมา แล้วเหลียวมองไปรอบๆอย่างงุนงงว่ามานอนตรงนี้ได้ยังไง เธอเห็นอนงค์กับทิพย์นอนฟุบหน้าอยู่ใกล้ๆก็ขมวดคิ้วสงสัย ยังไม่รู้ว่าใคร เนตรอัปสรเลยเดินไปยื่นหน้าดูใกล้ๆ อนงค์ลืมตาตื่นขึ้นมาพอดี พอเห็นเนตรอัปสรในระยะใกล้ก็ตกใจร้องกรี๊ดออกมา ทิพย์ตกใจเสียงอนงค์ก็พลอยร้องตามไปด้วยทั้งหมดเลยกรีดร้องกันเสียงดัง
หมอก้องกับปารมีสะดุ้งตื่นพร้อมกันเมื่อได้ยินเสียงร้องกรี๊ดของอนงค์ดังแว่วมา ทั้งคู่หันมามองหน้ากัน หน้าเก้อไปนิดหนึ่งเมื่อรู้ตัวว่านอนอยู่ใกล้กันทั้งคืน หมอก้องได้สติก่อน รีบวิ่งไปที่ห้องเนตรอัปสรทันที ปารมีจึงรีบตามไป
อนงค์โล่งใจเมื่อเห็นเป็นเนตรอัปสร
“โธ่...คุณพยาบาล ทำไมมาแกล้งกันอย่างนี้ละคะ นงค์ตกใจหมดเลย”
“ฉันไม่ได้แกล้งนะคะ ว่าแต่...ทั้งสองคนมาอยู่ที่นี่กันได้ยังไงเนี่ย”

ทิพย์กับอนงค์หันไปมองหน้ากันอย่างลำบากใจ ไม่รู้ว่าจะตอบเนตรอัปสรยังไงดี
หมอก้องกับปารมีเข้ามาพอเนตรอัปสรหันไปเห็นสองคนนั่น ก็ยิ่งเหวอหนักเข้าไปอีก

“หมอก้อง ยายปาน เธอสองคนก็มาอยู่ที่นี่ด้วยเหรอ มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย ฉันงงไปหมดแล้ว”
“ก็ควรจะงงอยู่หรอกค่ะ คนถูกผีเข้ามักจะจำความอะไรไม่ได้ นงค์รู้ดีค่ะ นงค์ดูหนังผีบ่อยๆ”
เนตรอัปสรชะงัก
“ผีเข้า...อนงค์พูดอะไรน่ะ”
“อนงค์เขาพูดจริงนะ นะโม เมื่อคืนเราทุกคนเห็นกับตาตัวเองเลย” ทิพย์ยืนยัน
เนตรอัปสรมองหน้า
“เห็นอะไร เห็นผีเข้าฉันน่ะเหรอ”
ปารมีเข้ามาบอก
“ไม่เห็นตอนเข้าหรอก แต่เห็นตอนออก”
เนตรอัปสรหันไปหาหมอก้อง
“บ้าแล้ว...หมอคะ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่คะ”
“หมอก็ไม่รู้เหมือนกัน คือ...ถ้าจะให้สันนิษฐานตามหลักทางวิทยาศาสตร์ละก็ หมอก็คงต้องสันนิษฐานว่านะโมกลายเป็นคนสองบุคลิก”
ทิพย์พูดแทรกทันที
“แต่ถ้าสันนิษฐานตามหลักไสยศาสตร์แล้ว เธอถูกผีเข้าเมื่อวานนี้จ้ะ ยายนะโม”
ปารมีและอนงค์พากันพยักหน้าสนับสนุนว่าจริง เนตรอัปสรไม่เชื่อแต่อดสงสัยไม่ได้
“เมื่อวาน...ฉันทำอะไร ฉันจำไม่ได้เลย”
“นั่นแหละค่ะ อาการคนถูกผีเข้า จะจำอะไรไม่ได้ว่าทำอะไรไปบ้างช่วงที่ถูกผีเข้าน่ะค่ะ” อนงค์อธิบาย
ปารมีหันมาบอก
“แม่สรวงโทรไปตามฉัน บอกว่าเธอกำลังมีอันตรายแล้วพอฉันมาถึง เธอก็ท่าทางแปลกๆ พูดจาไม่รู้เรื่อง”
ทิพย์เสริม
“แล้วพอเอาพระคล้องคอให้ เธอก็ร้องกรี๊ด แล้วก็สลบไปเลย”
ปารมีมองเนตรอัปสรอย่างเป็นห่วง
“นะโม ฉันว่า...เธอควรจะกลับไปหาแม่สรวงนะ จะได้รู้ให้ชัดว่าเธอกำลังเผชิญอยู่กับอะไร”
“แต่หน้าที่ของฉันคือต้องดูแลคุณเชต ฉันไม่กล้าลาหยุดเขาแล้วไปหรอก”
หมอก้องขัดขึ้น
“แต่นะโมควรห่วงตัวเองก่อนนะ หมอว่าคุณเชตคงจะไม่ใจจืดใจดำกับนะโมจนไม่อนุญาตหรอก”
เนตรอัปสรนิ่งคิด เงียบไป

เนตรอัปสรคุยกับเชตะวันที่มุมหนึ่งในบ้าน
“ผมไม่อนุญาตให้คุณลาหยุด คุณเพิ่งมาทำงานได้ไม่กี่วัน จะลาหยุดแล้ว ไม่มีความรับผิดชอบเลย”
เนตรอัปสรเม้มปากอย่างไม่พอใจที่ถูกว่า แต่ก็เถียงไม่ออกเพราะเขาพูดถูก
“แต่...”
“อย่ามาอ้างโน่นอ้างนี่กับผมเลย ผมไม่ฟัง แต่ถ้าคุณยังดื้อดึงจะลาอีกละก็ ผมอนุญาตให้คุณลา...ลาออกไปเลย”
เนตรอัปสรอึ้ง หมอก้อง ปารมี ทิพย์เข้ามาหมอก้องสวนทันที
“งั้นก็ลาออกเลยนะโม อย่าอยู่ทำงานกับคนบ้าอำนาจอย่างงี้ต่อไปเลย”
เนตรอัปสรยังนิ่ง เธอไม่อยากเสียงานที่เงินดีอย่างดี เชตะวันมองออก ปารมีเห็นด้วยกับหมอก้อง
“ใช่...เก็บของเถอะนะโม เรากลับหอกันนะ”
ทิพย์เสริม
“มา...ฉันช่วย...”
เนตรอัปสรพูดเสียงอ่อย
“ไม่ต้องหรอกทิพย์ ปาน ฉันยังไม่กลับ”
หมอก้อง ปารมี และทิพย์ อ้าปากค้างไปตามๆกัน ในขณะที่เชตะวันยิ้มพอใจ

เนตรอัปสรเดินมาส่งหมอก้อง ปารมีและทิพย์ที่รถ หมอก้องหันมาถาม
“ไม่เปลี่ยนใจแน่เหรอนะโม”
ปารมีรีบชวนอย่างเป็นห่วง
“กลับหอกับพวกเราเถอะนะ”
“นะ...นะ”ทิพย์คะยั้นคะยอ
เนตรอัปสรส่ายหน้า
“พวกเธอก็รู้ว่าฉันเสียงานนี้ไม่ได้ ฉันต้องการเงินนะ”
“ถ้านะโมต้องอยู่กับคนบ้าอำนาจ เห็นแก่ตัวแบบนี้หมอว่าเงินของเขานะโมอย่ารับเลย” หมอก้อง เข้าไปหา “หมอเคยบอกแล้วใช่ไหม...ไม่ว่ายังไงหมอช่วยนะโมได้ทุกเรื่อง”
“แต่ถ้าเรื่องเงิน นะโมขอทำงานแลกกับเงินคะหมอ ยังไงก็ขอบคุณหมอมากนะคะ ที่สำคัญนะโมอยากดูแลคุณเชตด้วย ถ้าตอนนี้เขาไม่มีนะโมดูแลเขาอาจตายตอนไหนก็ได้ หน้าที่พยาบาลอย่างเราจะต้องดูแลคนไข้ให้ดีที่สุด จริงไหมทุกคน”
ปารมีและทิพย์ฟังก็อึ้งพูดไม่ออกจำต้องพยักหน้ายิ้มแหยๆพากันถอนใจ รู้ว่าเนตรอัปสรพูดถูก
“งั้นเธอสัญญากับฉันอย่างหนึ่งได้มั๊ย” ปารมีเน้น “อย่าถอดสร้อยพระออกจากคออีก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้พระ ติดตัวเอาไว้ตลอดเวลา” ปารมีจับมือเนตรอัปสร
ทิพย์ช่วยย้ำ
“แม้แต่ตอนอาบน้ำนะ สัญญาสิ”
เนตรอัปสรจำยอม
“จ้ะ ฉันสัญญา”
หมอก้องเข้ามาแทรก
“แล้วถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล หรือว่าไอ้หมอนั่นมันทำอะไรนะโม โทรหาหมอทันทีนะ”
“ค่ะหมอ”
เนตรอัปสรยืนส่งหมอก้อง ปารมี และทิพย์ขึ้นรถรถแล่นออกไป จากนั้นก็หันกลับเข้าบ้าน แล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อเชตะวันเดินเข้ามาดักหน้าอย่างกะทันหัน
“คุณเชต”
เชตะวันยิ้มกวนๆ
“คุณนี่เสน่ห์แรงไม่เบาแฮะ ท่าทางหมอจะหลงรักคุณน่าดู”
“ฉันไม่รู้”
“แล้วคุณไม่รู้ด้วยใช่มั๊ย...ว่าเพื่อนคุณที่ชื่อปานนั่น เขาหลงรักหมอแสนดีของคุณอยู่น่ะ”
“เรื่องของพวกเรา คุณไม่เกี่ยว”
เนตรอัปสรแอบน้อยใจอุตส่าห์ทำงานต่อเพราะเป็นห่วง แต่เขาเอาแต่คอยจิกกัด
“หลีกไปค่ะ ฉันจะไปอาบน้ำ”
เชตะวันยื่นหน้าเข้าไปดมใกล้ๆ
“แต่กลิ่นคุณตอนยังไม่อาบน้ำนี่ก็ หอมยวนใจดีเหมือนกันนะ”
เนตรอัปสรหน้าตึงขึ้นมาทันที ผลักเขาออกไปอย่างแรง เชตะวันโมโห รวบข้อมือเธอแล้วกระชากตัวเข้ามาแนบอก
“เห็นคุณหน้าซื่อๆอย่างนี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่าคุณจะรอบจัดเกินกว่าที่ผมจะคาดถึงเลยนะ เมื่อวานนี้คุณยังแกล้งยั่วยวนผม แต่วันนี้มาทำมึนตึงใส่ซะแล้ว คุณกำลังคิดจะปั่นหัวผมเล่นใช่มั๊ย ขอบอกก่อนนะว่า...ผมไม่ใช่ไก่อ่อน”
เนตรอัปสรโกรธ
“คุณจะไก่อ่อน ไก่แก่ อะไรฉันไม่สนใจ ปล่อยฉันนะ”
เนตรอัปสรดิ้นจนหลุดจากเขาแล้ววิ่งหนีไป เชตะวันไม่ยอมแพ้ วิ่งตามไปติดๆ เขาวิ่งไปจนทันดึงตัวเธอกระชากเข้ามาหาตัวอย่างแรง
“คุณแกล้งมาหลอกให้ผมรัก แล้วจะสลัดผมทิ้ง แกล้งทำเล่นตัวเพื่อที่ให้ผมหัวหมุนแล้วคุณจะได้เรียกร้องอะไรจากผมก็ได้...ยังงั้นเหรอ ผมไม่ยอมให้คุณ เล่นผมฝ่ายเดียวหรอก”
พูดจบเชตะวันก็จูบปากเธออย่างหนักหน่วง เนตรอัปสรตะลึง
“ผมจะทำให้คุณรักผมบ้าง ไม่เชื่อ...คอยดู”
เชตะวันจูบอีกเนตรอัปสรยังตื่นตะลึงยืนตัวแข็งอยู่ เชตะวันเห็นว่าเธอไม่ดิ้นสู้ ก็ยิ่งเข้าใจผิด ยิ่งรุกเนตรอัปสรมือไม้เริ่มเปะปะไปทั่ว เธอยิ่งตื่นตระหนกกลัวเขาจนน้ำตาคลอจะร้องไห้ออกมา เนตรอัปสรรวบรวมกำลังผลักเขาออกไปอย่างสุดแรง แล้วตบหน้าเขาผั๊วะ ตะโกนใส่หน้าเขา
“ฉันไม่มีวันรักผู้ชายเฮงซวย อย่างคุณ”
เชตะวันอึ้งเห็นเธอน้ำตาคลอ แววตาตื่นตระหนกสุดขีด ภาพในอดีตชาติของนวลที่
ร้องไห้ต่อหน้าชุนแว่บซ้อนเข้ามา เชตะวันตะลึงงันกระพริบตาถี่ๆ ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงได้เห็นภาพซ้อนแว่บหนึ่งอย่างนั้น เนตรอัปสรฉวยจังหวะที่เขายังอยู่ในภาวะตะลึงงันอยู่นั้น วิ่งหนีไปทันที เชตะวันมองตามไปจนเธอหายไป เขายกมือขึ้นลูบแก้มข้างที่ถูกตบ แล้วยืนอึ้งอยู่ที่เดิม โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด...อยู่ในสายตาของผีเฟื่องที่ยืนดูเหตุการณ์นี้อย่างโกรธแค้น”
“ทำไมเจ้าทำเช่นนี้...ชุน ทำไม เจ้าหมดรักข้าแล้วหรือไร...ไม่จริง...เจ้ารักข้า...เจ้ารักข้าคนเดียว”
ผีเฟื่องทั้งโกรธทั้งเสียใจ และเจ็บปวด

เชตะวันกลับมานอนก่ายหน้าผาก คิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น...
“ทำไม...ผมรู้สึกเหมือนว่า ผมเคยทำให้คุณ ต้องร้องไห้เพราะผมมาก่อน”
เชตะวันครุ่นคิด ไม่เข้าใจ

เนตรอัปสรปาดน้ำตาเช็ดถูปากตัวเองที่เพิ่งถูกเชตะวันจูบ ด้วยความแค้นใจ
“คนบ้า คนเฮงซวย ไม่เคยมีใครหยามน้ำใจฉันมากขนาดนี้มาก่อนเลย”

เนตรอัปสรแค้นใจเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็นิ่งไป เธอตัดสินใจอะไรบางอย่างได้

อ่านต่อ 17.00 น.
นางมาร ตอนที่ 17 (ต่อ)

ปารมี หมอก้องและทิพย์อยู่กับคุณสรวงที่สถานปฏิบัติธรรม ทุกคนหน้าตาไม่ดี

“ยายนะโมไม่ยอมออกจากบ้านนั้นน่ะค่ะแม่สรวง ปานก็ไม่รู้จะทำยังไงดี” ปารมีหนักใจ
หมอก้องเครียด
“ผมเป็นห่วงนะโมเหลือเกินครับแม่สรวง”
ปารมีแอบเหลือบมองหมอก้องอย่างน้อยใจ ทิพย์พูดขึ้น
“แต่เราก็ย้ำเขาแล้วนะคะคุณแม่...ว่าห้ามถอดพระออกจากตัว แม้แต่เวลาอาบน้ำ นะโมเขาก็รับปาก”
คุณสรวงพยักหน้า
“นั่นช่วยได้มาก อำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยจะปกปักรักษาเขาให้ปลอดภัยได้”
ปารมีกังวลใจ
“แล้วเราควรจะทำยังไงต่อดีคะแม่สรวง”
คุณสรวงส่ายหน้า
“ยังทำอะไรไม่ได้ พวกเขาเป็น เจ้ากรรมนายเวรต่อกัน มีกรรมที่ต้องชดใช้กัน เราช่วยได้แค่เตือนสติเขา เรื่องร้ายแรงจะได้เบาลง...ที่เหลือเป็นเรื่องที่นะโมต้องตัดสินใจเอง”
ทั้งหมดหน้าเครียดเป็นห่วงเนตรอัปสรแต่ก็ได้แต่ห่วง ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น
“ค่ะ คงต้องเป็นอย่างที่แม่สรวงพูดแหละค่ะ ที่เหลือ...เป็นเรื่องที่ยายนะโมต้องตัดสินใจเอง” ปารมีถอนใจ

เชตะวันเดินกล้าๆ กลัวๆ มาที่ห้องเนตรอัปสร ไม่แน่ใจว่าเธอจะโกรธเขาแค่ไหน เชตะวันเคาะประตูห้องเบาๆ
“คุณเนตร”
ไม่มีเสียงตอบเขาเคาะประตูอีก
“คุณเนตร...เปิดประตูให้ผมหน่อยสิ เรามีเรื่องต้องเคลียร์กัน”
ในห้องยังเงียบอยู่อีก
“นี่คุณโกรธผมขนาดไม่ยอมพูดกับผมเลยเหรอ”
ไม่มีเสียงตอบ เชตะวันอดรนทนไม่ไหว ตัดสินใจเปิดประตูห้อง พบว่าประตูห้องไม่ได้ล็อค เขาแปลกใจ ผลักเข้าไป กวาดตามองไปทั่วห้องไม่มีใครอยู่เลย ห้องดูโล่งผิดปกติ เชตะวันตกใจ วิ่งเข้าไปดูที่ห้องน้ำ ไม่พบเนตรอัปสรก็เริ่มเอะใจ เขาวิ่งไปเปิดดูที่ตู้เสื้อผ้า พบว่าตู้เสื้อผ้าโล่งก็หน้าเหวอไปเลย กวาดตามองไปที่โต๊ะแต่งตัวเห็นมีกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งวางทิ้งไว้ เชตะวันรีบวิ่งไปหยิบเอาขึ้นมาดู
“ฉันขอลาออก”
เชตะวันตะลึง

ปารมี ทิพย์และหมอก้อง เดินหน้าตาเซ็งมาที่ห้องพัก
“ขอบคุณหมอมากนะคะที่อุตส่าห์มาส่ง” ปารมีหันไปบอกหมอก้อง
“ไม่เป็นไร เข้าห้องเถอะครับ พวกคุณจะได้พักกัน”
ปารมีพยักหน้าหงึก ไขกุญแจห้อง เปิดประตูเข้าไปพอประตูห้องเปิดออก ทั้งสามก็ต้องตะลึงเมื่อพบว่าเนตรอัปสรนั่งอยู่ในห้องอยู่ก่อนแล้ว
“นะโม”

เชตะวันอาละวาดใส่อนงค์กับบวร
“คนออกจากบ้านไปทั้งคน ทำไมไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น อยู่บ้านกันประสาอะไร มันน่าไล่ออกให้หมดเลย”
อนงค์กับบวรก้มหน้างุด เชตะวันโมโหสุดขีดเตะโต๊ะ เตะเก้าอี้แถวนั้นระบายอารมณ์ เสียงโต๊ะเก้าอี้ล้มดังไปทั่วบริเวณ อาทิตย์ยืนดูเชตะวันอาละวาดอย่างครุ่นคิด

พายัพส่องกระจก ดูรอยเขียวช้ำรอบคอจากการที่ถูกผีเดือนบังคับให้เขาบีบคอตัวเองจนเกือบตาย
“ไอ้ผีบ้าเอ๊ย เล่นกูเกือบตาย” พายัพหงุดหงิด
พงษ์เดินเข้ามา
“ไปตามหมอผีมาแล้วเรอะไอ้พงษ์”
พงษ์ทำท่าอึกอักๆ
“ตามมาแล้วครับ”
“อ้าว...งั้นก็ไปตามมาพบกูเลยสิ”
“หมอผีจะมาคืนนี้ครับนาย แต่...ตอนนี้...มีคนมาขอพบนายครับ”
“ใครล่ะ”
พงษ์ไม่ตอบแต่ตำรวจจำนวนหนึ่งเดินเข้ามาหา พายัพนิ่งอึ้งไปเลย

ตำรวจส่งภาพถ่ายหน้าของเล็กให้พายัพ เขารับมาดูแล้วเงยหน้าขึ้นบอกตำรวจหน้าตาเฉย
“ไม่รู้จักครับสารวัตร”
“แต่มีคนบอกว่า...เขาเป็นคนงานอยู่ที่รีสอร์ตนี้นะครับ คุณพายัพ”
“ผมไม่รู้จักคนงานที่นี่ทุกคนหรอกครับ แต่ถ้ายังไง ผมจะเรียกผู้จัดการมาให้สารวัตรสอบปากคำก็ได้นะครับ”
“ขอบคุณครับสารวัตร”
สารวัตรมองพายัพอย่างจับผิด พายัพทำหน้าใสซื่อจ้องตาสารวัตรไม่หลบ ไม่อยากให้มีพิรุธ สารวัตรเครียดๆ ผิดหวังที่จับผิดอะไรพายัพไม่ได้เลย

พายัพกับพงษ์ ยืนมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเครียดๆ พายัพ มองดูพวกสารวัตรที่ขึ้นรถกลับไปอย่างผิดหวัง สารวัตรยังเหลียวกลับมามองทางบ้านและสบตากันกับเขาอย่างวางเชิงซึ่งกันและกัน
“ไอ้สารวัตรนั่นมันคงกัดเราไม่ปล่อยแน่”
พายัพหน้าเครียด

ปารมี ทิพย์และหมอก้อง นั่งล้อมเนตรอัปสร...
“บอกหมอมาตามตรงนะ นะโม ทำไมนะโมถึงลาออกกะทันหันอย่างนี้”
ปารมีก็สงสัยไม่หาย
“นั่นสิ เมื่อเช้า พวกเราพูดเท่าไหร่ๆเธอก็ไม่ยอมลาออกแล้วทำไมจู่ๆเธอก็ออกซะเฉยๆอย่างงี้ มีอะไรรึเปล่า”
หมอก้องคาดคั้น
“คุณเชตะวันเขาทำอะไรนะโมรึเปล่า”
เนตรอัปสรโกหกไป
“เปล่าค่ะ เราแค่...ทะเลาะกัน...นิดหน่อย”
ทิพย์ไม่เชื่อ
“นิดหน่อย แต่ลาออกกะทันหันเลยเนี่ยนะ ฉันไม่เชื่อเธอหรอกยายนะโม”
เนตรอัปสรนิ่งเงียบ ปารมีเลยตัดบท
“เอาเถอะๆ ในเมื่อนะโมลาออกแล้วก็แล้วกันไปเถอะ เอาเป็นว่า...วันนี้เธอพักให้สบายๆสักวันหนึ่งก่อน แล้วเรื่องงาน ค่อยคิดอ่านกันต่อไป”
เนตรอัปสรหน้าสลด
“แต่ฉันคงต้องขอรบกวนเธอสองคน อยู่ที่นี่อีกสักพักนะ”
ปารมีค้อนๆ
“โธ่เอ๊ย...เป็นเพื่อนกันแท้ๆ มารบกงรบกวนอะไร้...ฉันดีใจเสียอีกนะที่นะโมกลับมาอยู่ด้วยกัน”
ทิพย์แทรกขึ้นมาทันที
“เอ้า ไหนๆก็อยู่กันพร้อมหน้ากันแล้ว”ทิพย์หันขวับไปหาหมอก้อง “หมอ เข้าครัวสิคะ ทำกับข้าวมาฉลองกันเดี๋ยวนี้เลย”
หมอก้องชี้หน้าตัวเองเป็นเชิงว่า หมอต้องทำกับข้าวอีกแล้วเหรอ ทิพย์พยักหน้าหงึก แล้วผลักไสปารมี
“ยายปาน ไปช่วยหมอก้องทำกับข้าวด้วย จะได้เร็วๆ ฉันหิวจนจะเป็นลมอยู่แล้วเนี่ย ไปสิ”
ทิพย์ผลักไสปารมีและหมอก้องเข้าครัวไป พอหมอก้องกับปารมีไป ทิพย์ก็หัวเราะชอบใจในผลงานของตัวเอง เนตรอัปสรเลยพลอยยิ้มออก

เชตะวันเดินงุ่นง่านๆอยู่คนเดียวในบ้าน อาละวาดพังข้าวของในบ้านระบายอารมณ์ อนงค์กับบวรโผล่หน้าเข้ามาดูแล้วก็ต้องรีบหลบออกไปเมื่อเชตะวันคว้าข้าวของเขวี้ยงใส่อย่างไม่ไว้หน้าใครเลย โดยมีอาทิตย์แอบมองตลอด

ค่ำนั้น...พายัพ กับพงษ์ นั่งอยู่ข้างหลังหมอผีที่จัดเตรียมข้าวของปราบผีอยู่ ประตูหน้าต่างทุกบานปิดลงกลอนสนิท ยกเว้นประตูทางเข้าห้องเท่านั้นที่เปิดกว้างอยู่คล้ายรอให้ใครเข้ามาโดยมีผู้ช่วยหมอผีเดินปิดผ้ายันต์ทั่วทุกหน้าต่าง ประตู ยกเว้นประตูทางเข้าที่อยู่ตรงหน้าหมอผีบานเดียวเท่านั้น พายัพมองทุกอย่างรอบตัวอย่างงงๆแต่พงษ์เป็นฝ่ายอดรนทนไม่ได้ เข้าไปสะกิดหมอผีถาม
“อาจารย์ ไม่โยงสายสิญจน์เหรอ”
“ไม่ต้อง นั่นโบราณแล้ว แค่ปิดผ้ายันต์ล้อมห้องก็พอแล้วเดี๋ยวข้าจะเรียกวิญญาณร้าย ที่ทำร้ายเอ็งมา แล้วจัดการมันซะ”
“แล้ว...” พงษ์มองหาแต่ไม่เห็น “ไม่มีหม้อดินเอาไว้ใส่ผีเหรอครับอาจารย์”
หมอผียิ้ม แล้วเอาขวดแก้วใสๆที่มีฝาปิดขวดหนึ่งเอาขึ้นมาตั้งตรงหน้าให้พายัพกับพงษ์ดู
“หม้อดินน่ะ เชยแล้ว เดี๋ยวนี้เขาใส่แบบนี้กันแล้วโว๊ย”
พงษ์หันไปกระซิบกับพายัพ
“หมอเดิ้นเนอะนายเนอะ”
“จะเชยหรือจะเดิ้น ฉันไม่สน ขอให้เก่งจริง สามารถปราบอีผีนั่นได้ ก็พอแล้ว”

หมอผีพูดโดยไม่หันมามองเหมือนมีหูทิพย์
 
อ่านต่อ 17.00 น.
หมอผีพูดโดยไม่หันมามองเหมือนมีหูทิพย์

“ข้าปราบมันได้แน่นอนไอ้หนุ่ม ไม่เชื่อ คอยดู”
พูดจบหมอผีก็จุดเทียนตรงหน้า 1 เล่ม แล้วเริ่มบริกรรมคาถา ไม่นานเสียงลมก็พัดอู้อยู่ด้านนอก แล้วไฟทั้งบ้านก็ดับพรึ่บลง เหลือเพียงแสงจากเทียนที่จุดไว้ดวงนั้นเท่านั้น พายัพกับพงษ์เริ่มเลิ่กลั่กๆ แต่หมอผียังบริกรรมคาถาไม่สนใจ
“กูขอสั่ง อีนังผีที่ทำร้ายนายพายัพ จงปรากฏตัว ตรงหน้ากูเดี๋ยวนี้”
ลมภายนอกยิ่งพัดแรงกระหน่ำเหมือนมีพายุ หมอผีตะโกนสั่งเสียงดังลั่น
“มึงไม่ได้ยินกูหรือไร กูสั่งให้มึงปรากฏตัวเดี๋ยวนี้”
ขาดคำประตูหน้าต่างทุกบานที่ถูกปิดอยู่ก็มีเสียงทุบดังปังๆขึ้นมาอย่างแรง พายัพกับพงษ์สะดุ้งเฮือก เขยิบเข้ามานั่งชิดกันโดยไม่รู้ตัว
“ปรากฏตัวเดี๋ยวนี้”
ขาดคำหมอผี ผีเดือนก็ปรากฏตัวขึ้นตรงประตู ตรงหน้าหมอผี ซึ่งเปิดกว้างรออยู่แล้ว พายัพกับพงษ์สะดุ้งตกใจ
“เฮ้ย”
ผู้ชายปรามๆ
“ชู่ว...อย่าเสียงดัง อาจารย์ต้องการสมาธิ...”
พายัพกับพงษ์พยักหน้ารับ แล้วมองดูผีเดือนที่เดินย่างสามขุมเข้ามาอย่างน่ากลัว
“เรียกกูทำไม”
“กูอยากรู้ มึงทำร้ายนายพายัพทำไม”
ผีเดือนประกาศเสียงกร้าว แล้วชี้หน้าพายัพอย่างอาฆาตเคียดแค้น
“ก็เพราะมันสั่งมึง” ผีเดือนชี้หน้าพงษ์ “ไปดักฉุดกู แล้วก็ทำร้ายกูจนกูต้องตาย เพราะฉะนั้น...พวกมันก็สมควรจะต้องตายตกตามกูไป”
พูดจบผีเดือนก็จะพุ่งเข้าไปทำร้ายพายัพ แต่หมอผีเอาแส้ฟาดใส่เสียก่อน ผีเดือนสะดุ้งสุดตัวกรีดร้องเสียงดังลั่นไปทั่วบริเวณ

ดาลัดที่กำลังนั่งดูละครทีวีอยู่อย่างเพลิดเพลิน สะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงร้องของผีเดือนแต่พอมองออกไปนอกหน้าต่างบ้าน ทุกอย่างก็สงบปกติดี
“เสียงทีวีบ้านไหนนะ ดังมาถึงนี่เลย”
ดาลัดไม่สนใจอีก เพราะติดละคร เธอวิ่งกลับไปดูต่อ

ผีเดือนทรุดฮวบลง ถูกแส้อาคมของหมอผีฟาดจนหมดเรี่ยวแรง
“ถ้ามึงไม่เลิกอาฆาตนายพายัพ กับพวกพ้องของนายกูก็จะจับมึงขังในขวดอาคม ไม่ให้มึงได้ไปผุดไปเกิดอีกเลย มึงจะเลิกอาฆาตทำร้ายนายพายัพมั๊ย”
ผีเดือนจ้องพายัพกับพงษ์อย่างอาฆาต ตาแดงวาบน่ากลัว
“ไม่...ถ้ากูจะไม่ได้ผุดได้เกิด พวกมันก็ต้องตาย แล้วไม่ได้ผุดได้เกิดอย่างกูเช่นกัน”
ขาดคำผีเดือนก็รวบรวมกำลังจะพุ่งเข้าทำร้ายพายัพกับพงษ์อีก สองคนนั่นถอยกรูดไปจนติดผนังห้อง ผีเดือนพุ่งเข้าไปถึงตัวพายัพกับพงษ์แล้วจับขาทั้งคู่คนละข้างแล้วลากเข้ามาหาตัวด้วยเรี่ยวแรงมากมายมหาศาล
พายัพกับพงษ์ถูกผีเดือนลากเข้าหาก็ร้องลั่นพยายามเอามือยึดข้าวของที่พอจะยึดจับได้ ไม่ให้ถูกลากตัวไปแต่ก็ไม่สำเร็จ
“อาจารย์ช่วยด้วย อีผีนี่มันจะหักคอพวกผมแล้ว” พงษ์ตื่นกลัวสุดๆ
หมอผีโกรธ
“อีผีสาวนี่ มึงช่างดื้อดึงนัก กูขอดีๆ ไม่เชื่อ ไม่ฟังกันเลยใช่มั๊ย”
ผีเดือนไม่หยุด หมอผีจึงตามเข้าไปจับหัวผีเดือนแล้วบริกรรมคาถาเสียงดัง ผีเดือนมีท่าทางเจ็บปวดที่หัวมาก จำต้องปล่อยมือออกจากขาของพายัพและพงษ์ออก สองหนุ่มรีบหดขาซุกตัวที่มุมห้องทันที แล้วมองดูหมอผีปราบผีเดือนต่อไปด้วยใจระทึก สักครู่ก็มีควันเหมือนไฟลุกไหม้ออกมาจากหัวของผีเดือน ผีเดือนร้องกรี๊ดด้วยความเจ็บปวดสุดขีด

บรรยากาศรอบตัวเหมือนมีลมหมุนอยู่ในห้อง ประตูหน้าต่างที่ปิดอยู่ดังกึงกังๆ อย่างน่ากลัว ผู้ช่วยหมอผีรีบเอาขวดแก้วเมื่อครู่ เปิดฝารีบเอาเข้ามาส่งให้หมอผีอย่างรู้งาน หมอผีก็รับเอาขวดนั้น แล้วเอาครอบลงบนหัวผีเดือนสลายร่างกลายเป็นควันสีดำถูกดูดวูบเข้าไปในขวด หมอผีรีบช้อนปากขวดขึ้น แล้วเอาฝาปิดปากขวดอย่างรวดเร็ว แล้วชูขวดขึ้นดูเห็นมีควันดำๆอยู่ภายใน หมอผีหัวเราะ พายัพกับพงษ์วิ่งเข้ามาดูด้วย
“อาจารย์ อีผีนั่นมันลงไปอยู่ในขวดนี้แล้วเรอะ” พายัพรีบถาม
หมอผีพยักหน้า พายัพกับพงษ์ถอนใจโล่งอก พายัพรีบบอกอย่างหวาดกลัว
“ถ้ามันอยู่ในนั้นแล้ว อาจารย์จะเอามันไปไหน ก็เอาไปเลยนะ เอาไปให้ไกลๆเลย อย่าให้มันกลับมาทำร้ายฉันได้อีก”
หมอผีพยักหน้ารับ
“ข้าจะเอามันไปรับใช้ข้า ไม่ต้องห่วง”
พายัพพยักหน้ารับ หมอผีเดินเอาขวดไปใส่กระเป๋าแล้วเริ่มเก็บข้าวของ ผู้ช่วยวิ่งเข้ามาหาพงษ์แล้วแบมือขอเงิน พงษ์ล้วงหยิบเงินส่งให้ ผู้ช่วยรับเงินไปนับพอนับครบจำนวนก็ยิ้มพอใจ ยกมือไหว้พงษ์และพายัพแล้วเก็บเงิน ก่อนจะเข้าไปช่วยหมอผีเก็บของแล้วพากันออกไป พายัพกับพงษ์ถอนใจเฮือก แล้วทันใดนั้นก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อมือถือพายัพดังขึ้นกะทันหัน
“โฮ้ย ตกใจหมด” พงษ์ถอนใจ
พายัพตั้งสติเห็นเป็นอาทิตย์โทรมา แล้วกดรับสาย
“ผมเองครับพ่อ...ผมจะกลับเข้ากรุงเทพ พรุ่งนี้เช้าครับพ่อ นายเชตมันก่อเรื่องอะไรขึ้นอีกเหรอครับ”
“มันออกฤทธิ์จนแม่พยาบาลคนใหม่นั่นลาออกไปแล้ว”
“อะไรนะครับ ลาออกไปแล้ว”
“ใช่...ว่าแต่ว่าทำไมแกยังไม่กลับกรุงเทพสักทีล่ะ ที่นั่นมีปัญหาอะไรรึเปล่า”
“มีนิดหน่อยครับพ่อ ตำรวจมันมาดมกลิ่นแถวๆนี้อยู่”
“งั้นแกก็ระวังตัวให้ดีก็แล้วกัน”
“ครับพ่อ ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวผมจัดการอะไรทางนี้เรียบร้อยแล้ว ผมจะกลับกรุงเทพฯทันทีครับพ่อ...”
อาทิตย์แอบกังวลเรื่องตำรวจเหมือนกันเมื่อพายัพบอก

เชตะวันนอนก่ายหน้าผากคิดเรื่องเนตรอัปสรอยู่ แล้วเขาก็คิดอะไรขึ้นมาได้รีบเด้งลุกขึ้นแล้วกดโทรศัพท์โทรออกอย่างร้อนใจทันที
“ผมเชตะวันนะครับ ผมขอเบอร์โทรติดต่อพยาบาลที่ชื่อเนตรอัปสร คนที่ดูแลเคสของผมหน่อยครับ ผมรู้ว่านี่มันดึกแล้ว แต่ผมมีธุระด่วนที่จะต้องติดต่อกับเธอ”
เชตะวันฟังปลายสาย แล้วหน้าตาโมโหขึ้นมาอีก
“อะไรนะครับ มีกฎว่าไม่ให้เบอร์โทรศัพท์ของพยาบาลกับคนไข้โดยตรง ต้องให้เจ้าตัวให้เอง ฮึ่ย ตั้งกฎได้ ก็แหกกฎได้สิ ถ้าคุณเอาเบอร์โทรคุณเนตรอัปสรให้ผม ผมจะให้เงินกับทางคุณ...”
เชตะวันนิ่งฟังปลายสายตอบกลับมาสักครู่ แล้วเขาก็มีสีหน้าดีขึ้น

เนตรอัปสร ปารมี ทิพย์ หมอก้องกำลังนั่งล้อมวงกินอาหารอยู่ด้วยกัน
“แหม...ฝีมือทำกับข้าวของหมอนี่ไม่เคยตกเลยนะคะ ทิพย์กินซะพุงกางทุกครั้งที่หมอทำเลย อิอิ” ทิพย์ชื
กำลังโหลดความคิดเห็น...