xs
sm
md
lg

โดมทอง ตอนที่ 12

เผยแพร่:

เนื่องจากละครเรื่อง "โดมทอง" มีการปรับ และเพิ่มบทใหม่  ทีมละครออนไลน์ จะแก้ไขเนื้อหาตั้งแต่ตอนที่ 11 -12 ใหม่เพื่อให้ตรงตามบทโทรทัศน์ของ "ภาวิต" มากที่สุด จึงขออภัยมา ณ ที่นี้

โดมทอง ตอนที่ 12

เย็นวันนั้น ปรางอยู่ในห้องรับแขก กำลังมองมายังอนิรุทธิ์ที่หอบของฝากจากทางเหนือเข้ามาให้ พลางส่ายหน้าอย่างอารมณ์ดี

“ซื้อมาทำไมเยอะแยะ...คราวก่อนน้ายังทานไม่หมดเลย”
“ทานไม่หมดเก็บใส่ตู้เย็นไว้ก่อนก็ได้นี่ครับ” อนิรุทธิ์เยื้อนยิ้มอย่างสุภาพ
“แม่หนูของน้าเป็นยังไงบ้างจ๊ะ”
“อ๋อ...ผมไม่ได้ไปหาวิหรอกครับ เพราะคราวนี้ไปเช้าเย็นกลับ”
สาวใช้เอาน้ำ และผลไม้มาวางให้แล้วออกไป
ปรางงง “อ้าว”
“แต่วิเขาก็คงสบายดีนั่นแหละครับ...ถ้าไม่สบายคงโวยวายกับผมแล้ว...” อนิรุทธิ์กระแอมเล็กๆ “คุณน้าครับ...คุณน้าพอจะมีรูปคุณย่าหรือไม่ก็คุณยายของวิไหมครับ...ผมอยากจะขอดูหน่อย”
“ทำไม มีอะไรหรือ” ปรางแปลกใจ
“คือ...ผมทราบมาว่า...วิหน้าตาเหมือนภรรยาน้อยของคุณปู่คุณอดิศวร์มาก...”
“มีจ้ะ” ปรางนิ่งคิด “วิรงรองหน้าตาเหมือนคุณพ่อ ซึ่งคุณพ่อเขาก็หน้าตาเหมือนคุณย่านั่นแหละ...รอเดี๋ยวนะ...น้าจะขึ้นไปเอารูปมาให้ดู...แต่ไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับผู้คนที่ “โดมทอง” นะ เพราะเท่าที่จำได้ ... ไม่เห็นคุณพ่อแม่หนูเล่าให้ฟังเลย”
ปรางเดินออกไป อนิรุทธิ์เอนตัวพิงพนัก สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด

ไม่นานต่อมาโทรศัพท์สายในบ้านที่วางบนโต๊ะรับแขกดังขึ้น ภูไทซึ่งกำลังนั่งดูทีวีอยู่ เอื้อมมือมาหยิบแล้วรับ
“ฮัลโหล”
อนิรุทธิ์กำลังขับรถมาตามทาง
“ผมเห็นรูปคุณย่ากับยายของวิแล้วละครับ”
ภูไทตื่นเต้น “เป็นไง...เหมือนน้องวิหรือเปล่า”
“วิเหมือนคุณย่าครับเจ้า...แต่ก็ไม่ใช่เหมือนราวกับคนๆ เดียวกัน”
“แล้วถามหรือเปล่าว่าท่านชื่ออะไร”
“ถามซิครับ...ท่านชื่อคุณย่ารสสุคนธ์! เป็นชื่อดอกไม้เหมือนกันเลยแต่คิดไปคิดมาผมว่าไม่น่าจะใช่ เพราะถ้าใช่วิคงจำได้แล้วตอนที่เห็นรูปคุณพลับพลึง”
“อาจจะไม่ใช่คุณย่าแท้ๆ แต่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันก็ได้”
“ผมถามหมดแล้ว…คุณแม่วิก็ไม่ค่อยทราบอะไรมากนัก เพราะไม่ค่อยสนิทกับทางญาติของคุณพ่อ...เห็นมั้ยครับเจ้าว่าชักจะมีอะไรลึกลับเหมือนกัน” อนิรุทธิ์บอก
“ก็น่าคิด...แต่ยัยน้องเขาบอกว่า...ท่านเจ้าคุณกับคุณพลับพลึงอาจจะอธิษฐานมาเกิดใหม่เพื่อให้ได้สมหวังในชาตินี้”
อนิรุทธิ์ท้วง “ผมว่าดราม่าเกินไป”
“อ้าว! เรื่องแบบนี้ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่นะ”
อนิรุทธิ์หัวเราะ “มันอาจเป็นไปได้ทั้งสองทาง แต่ผมเชื่อทางวิทยาศาสตร์มากกว่า...คนเราถ้าหากเหมือนกันขนาดที่วิเล่าให้คุณพันธุ์สูรย์ฟังแล้วละก็ ... ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นพี่น้องกันชัวร์! เดี๋ยวให้วิสบายใจก่อนแล้วผมจะลองคุยเรื่องนี้ดูอีกที! ขอบคุณที่ฟังนะครับเจ้า”
“ขอบคุณเหมือนกันที่เล่าให้ฟัง! เราต้องร่วมมือกันพิสูจน์เรื่องนี้ให้ได้”
“โอเค ครับ”

อนิรุทธิ์ปิดมือถือ ภูไทวางสาย เอนตัวพิงพนักด้วยสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
ดวงจันทร์วันแรม 1 ค่ำ ยังคงสว่างนวลเหนือยอด “โดมทอง” หมอกจางๆซึ่งลอยอ้อยอิ่งกระจายโดยรอบ ทำให้ทั้งคฤหาสน์มองเหมือนภาพแห่งความฝัน

ประตูบ้านเปิดออก สองคนก้าวออกมาโดยทั้งสองต่างมีไฟฉายกันคนละดวง ต่างปิดไฟเพราะแสงจาก
ดวงจันทร์สว่างพอ
ทั้งสองรีบเดินมาซ่อนตัวใต้ร่มไม้ใหญ่ต้นเดิม
อดิศวร์ชะงักมองไปที่บริเวณตรงกับใต้หน้าต่างโดมเหมือนกำลังรอคอยอะไรสักอย่าง
วิรงรองมองท่าทีนั้นครู่หนึ่ง “คุณทำอย่างนี้ทำไมคะ”
“ทำอะไร” 2 คนเปิดฉากทะเลาะกันอีกจนได้
“ก็ที่ชวนฉันออกมาแอบมองคนขับรถม้าที่ไม่มีวันมา เพราะคนๆ นั้นก็คือคุณ”
“ที่คนๆ นั้นไม่ได้มา ก็เพราะเธอสร้างเรื่องขึ้นเองต่างหาก”
“ฉันจะทำอย่างนั้นทำไม”
“ฉันพยายามหาคำตอบเรื่องนี้มานาน แล้วก็สรุปเป็นคำตอบเดียว”
วิรงรองมองเขม็ง รอฟัง
“เธอต้องการเรียกร้องความสนใจจากฉัน”
วิรงรองมองอดิศวร์อย่างจะกินเลือดกินเนื้อ

บริเวณหน้าโรงเก็บรถม้ามีหมอกจางๆ ม้วนตัวกระจายโดยรอบ ประตูค่อยๆ เปิดออก ท่านเจ้าคุณขับรถม้าออกมา แล้วตรงไปยังตัวบ้าน รถม้าลับไปในสายหมอก
อดิศวร์กำลังยื้อยุดฉุดมือวิรงรองไว้
“จะไปไหน”
“จะกลับเข้าบ้าน”
“อ้าว! แล้วไม่อยากดู คนขับรถม้าหน้าเหมือนฉันอีกเรอะ”
“ปล่อย”
วิรงรองสะบัดเต็มที่จนหลุด แล้วขยับจะวิ่งออกไป แต่ทั้งสองชะงัก เมื่อได้ยินเสียงรถม้าแล่นมาทางนี้
ทั้ง 2 คนหันกลับไปมอง เห็นท่านเจ้าคุณสรรักษ์ใต้เงาหมวกขับรถม้าตรงมา
วิรงรองและอดิศวร์ เหลียวมองตาม แล้วอดิศวร์ตัดสินใจวิ่งออกไปช้า เรียกไว้
“คุณ”
อดิศวร์ไม่ทันเห็นหน้าท่านเจ้าคุณด้วยหมวกบัง ท่านเจ้าคุณบังคับม้าแล่นเลยหายไปในสายหมอกที่ลงจัดขึ้น
อดิศวร์ยืนงง ในขณะที่วิรงรองวิ่งออกมาสบทบ
“เลยไม่รู้ว่า เป็นใครกัน”
“ฉันรู้”
อดิศวร์หันมามอง
“เขาเป็นคนที่คุณจ้างมาเพื่อให้ฉันเห็นว่าเป็นคนละคนกับคุณไงล่ะ”
อดิศวร์ฉุนจัด
“จะบ้าเรอะ ฉันจะทำอย่างนั้นทำไม”
“คุณมันโรคจิต”
วิรงรองเดินไป อดิศวร์เดินตาม
วิรงรองเดินไปพูดบ่นบ้าไป “พอกันที! ฉันจะไม่อยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว ฉันจะโทร. ให้ลานนามารับ”
“ฉันไปส่งให้ถึงที่เลยก็ได้”
วิรงรองหันขวับมามอง “จะมาไม้ไหนอีกล่ะ”
“เธออยากไปบ้านเจ้าภูไทไม่ใช่เรอะ ในเมื่อไม่อยากอยู่ที่นี่ ฉันก็จะไม่บังคับ แต่ต้องให้ฉันไปตามสมให้ ปลุกพวกคนงานช่วยกันตามหา คนขับรถม้าเมื่อกี้ก่อน”
อดิศวร์เดินไป วิรงรองมองตามอย่างลังเล แล้วตัดสินใจตามไป


อดิศวร์และวิรงรองอยู่หน้าบ้านพักนายสม มองตามคนงานที่แยกกันออกไปตามหา
“เดี๋ยวก็จับได้ครับ ...ถ้าไม่หนีไปทางป่าละเมาะ”
“ไม่ได้ไปทางนั้นแน่! …ฝากดูด้วยนะสม...เดี๋ยวฉันกลับมา”
“ครับ...คุณลบ”
อดิศวร์หันมา แล้วเดินไปโดยไม่มองหน้าวิรงรอง “ไป”


วิรงรองเดินแกมวิ่งตาม
บริเวณ 2 ข้างทางเป็นแนวไม้ตะคุ่ม หมอกโรยตัวอยู่ทั่วไป รถแล่นมาเรื่อยๆ

ส่วนภายในรถ วิรงรองชะเง้อมองไปข้างหน้าพลางถอนใจเฮือกใหญ่
อดิศวร์ชำเลืองมองแวบหนึ่ง “ถอนใจทำไม”
“เมื่อไหร่จะถึงเสียที”
“หมอกลงอย่างนี้ ขับรถเร็วไม่ได้”
“ปกติบ้านลานนาไม่ได้อยู่ไกลขนาดนี้นี่คะ”
“ก็ตอนนี้มันไม่ปกตินี่! ใจเย็นๆ น่า...เดี๋ยวก็ได้เจอหน้าเจ้าภูไทแล้ว”
วิรงรองเม้มปากอย่างขัดเคืองใจ แต่ไม่ได้โต้ตอบ
อดิศวร์ขับรถไปเรื่อยๆ แล้วเลี้ยว วิรงรองหันขวับมามอง
“บ้านลานนาไม่ได้เลี้ยวไปเลี้ยวมาแบบนี้นี่”
อดิศวร์ตีหน้าตาย “งั้นฉันคงหลงทาง”
วิรงรองไม่พอใจหันขวับมามอง “เอ๊ะ”
“ขอโทษด้วยที่ทำให้เสียเวลา ฉันไม่ค่อยได้ขับรถกลางคืนมานานแล้ว”
อดิศวร์เลี้ยวรถกลับ
“คุณจะกลับไปไหน”
“ก็เรามาจากไหนล่ะ”
วิรงรองกัดปากด้วยความโกรธสุดๆ “คุณบอกว่าจะไปส่งฉันที่บ้านเจ้าภูไท”
“เอ๊ะ! ฉันบอกอย่างนั้นเรอะ!...สงสัยจะเริ่มแก่แล้ว...ลืมโน่น ลืมนี่เรื่อย” อดิศวร์ตีรวน
วิรงรองสุดจะทน “คุณแกล้งทำเป็นลืมต่างหาก! คุณเจตนา”
อดิศวร์เบรครถจอดทันที หันมาหาสองมือจับไหล่วิรงรองบีบแน่น
“ฉันแกล้งลืม! ฉันเจตนา”
วิรงรองนิ่งงันไป ด้วยท่าทางโกรธเกรี้ยวจริงจังของอดิศวร์นั้น
“มีใครที่ไหนบ้างจะยอมให้ตัวเองโดนหัวเราะเยาะ! คิดว่าการกระทำของตัวเองน่ะดีแล้วเรอะ! เป็นสาวเป็นนางไม่พอใจอะไรก็เที่ยวได้โทรศัพท์ให้คนอื่นมารับดึกๆ ดื่นๆ ต้องเดือดร้อนมาถึงฉัน”
“เท่าที่จำได้! ฉันไม่ได้บอกสักคำว่าให้คุณมาส่ง” วิรงรองโต้มีอารมณ์เช่นกัน
อดิศวร์กระแทกเสียงใส่ “รู้ละว่าเก่ง! เก่งเสียจนไม่คิดว่าชื่อเสียงตัวเองจะเสียหายยังไง”
“เสียหายยังไงไม่ทราบ” วิรงรองย้อน ไม่ยอมแพ้
“อ้อ! นี่ยังไม่รู้ตัวอีกเรอะ”
“เจ้าภูไทเป็นเหมือนพี่ชายของฉัน! เขาไม่มีวันเข้าใจฉันไปในทางไม่ดีเด็ดขาด...ไม่เหมือนคุณที่สมองเต็มไปด้วยแผนการณ์ที่น่ารังเกียจและเห็นแก่ตัวสารพัด”
มือของอดิศวร์ที่บีบต้นแขนวิรงรองแน่นค่อยๆ คลายลง มือข้างที่ข้อศอกพาดกับพนักยกขึ้นเสยผมรุ่ยร่าย
ของวิรงรองให้เข้าที่ แล้วก้มหน้าลงมา
“เหลวไหล”
ขาดคำอดิศวร์ก้มลงจูบวิรงรองด้วยความรู้สึกหวงแหน

ไม่นานต่อมาประตูเปิดออก วิรงรองเดินเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูลงเบาๆ ก่อนจะเดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง แล้วล้มตัวลงนอนอย่างอ่อนอกอ่อนใจ นึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อครู่นี้

อดิศวร์เงยหน้าจากวิรงรอง แล้วเรียกด้วยเสียงอ่อนโยน
“วิรงรอง”
วิรงรองผละตัวจากอดิศวร์ไปเบียดชิดประตู
“กลัวฉันหรือ”
“เปล่าค่ะ...แต่...”
“ถ้าไม่กลัวก็ไม่ต้องหนีซิ! ฉันทนปล่อยให้เธอไปหาเจ้าภูไทไม่ได้หรอก”
“แล้วทำไมคุณอดิศวร์ถึงต้องทำอย่างนี้ ทำไมต้องประกาศหมั้นทั้งๆ ที่คุณเกลียดฉัน”
“ไม่มีผู้ชายคนไหนที่เกลียดผู้หญิง แล้วประกาศหมั้นด้วยหรอก”
“งั้นก็เพื่อแผนการที่แยกฉันจากพิชญ์”
“ฉันกลัวว่า ผู้ชายทุกคนจะแย่งเธอไปจากฉันต่างหาก” อดิศวร์บอกความในใจ

ภาพเหล่านั้นเลือนหายไปวิรงรองฟุบหน้าลงกับหมอน แล้วพลิกกลับด้วยสีหน้าแววตาเป็นประกายสดใส นึกถึงเหตุการณ์ต่อมา
อดิศวร์ขับรถมาจอดหน้าบ้าน วิรงรองขยับจะเปิดประตู มืออดิศวร์วางทาบมือข้างนั้นของวิรงรองไว้อย่างอ่อนโยน
สมและคนงานซึ่งขยับจะเข้ามารายงาน แต่พอเห็นอดิศวร์ยังไม่ลงจากรถ ก็เลยขยับถอยออกไปตามเดิม
“ฉันรู้ว่าเธอไม่เชื่อคำพูดของฉัน... แต่ถ้าเธอลองนึกดูดีๆ คงจำได้ว่า ฉันเคยขอแต่งงานกับเธอ”
“คุณอดิศวร์พูดเหมือนเป็นเรื่องเล่นๆ” วิรงรองท้วง
“สำหรับผู้ชาย คำว่า “แต่งงาน” เป็นสิ่งที่พูดได้ยากที่สุด...เมื่อฉันขอเธอแต่งงาน ก็หมายความว่าฉันต้องการอย่างนั้นจริงๆ มันอาจจะฟังดูหยาบคาย...ไม่อ่อนหวานน่าฟังเหมือนที่คนอื่นพูด แต่ก็อย่างที่บอก...ฉันหมายความว่าพร้อมแล้วสำหรับคำนั้น”
สีหน้าแววตาของอดิศวร์ขณะบอกดูอ่อนหวาน แต่แน่วแน่

วิรงรองลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง แล้วเงยหน้ามองพระจันทร์บนท้องฟ้า ดวงจันทร์ดวงเดิมดูจะสว่างนวล และสวยงามเป็นพิเศษ สีหน้าแววตาวิรงรองเต็มตื้นไปด้วยความสุข

ด้านอดิศวร์ยังอยู่กับสม และคนงาน
“แน่ใจแล้วนะว่าค้นดูจนทั่วแล้ว”
“ครับ...ไม่มีร่องรอยของรถม้าคันที่คุณลบบอกเลย”

อดิศวร์นิ่งคิด แล้วรีบเดินไป สม และคนงานเดินตาม
ประตูโรงเก็บรถม้าเปิดออก อดิศวร์ก้าวเข้ามา แล้วดึงไฟฉายจากสมมาฉายกราดดูทั่วๆ

สมหันไปขอไฟฉายจากคนงานอีกคน แล้วทั้งหมดช่วยกันค้นหาไปทั่ว
อดิศวร์ฉายไฟมาหยุดที่รถม้าโดยบังเอิญ ยืนมองครู่หนึ่ง แล้วเดินมาใกล้ๆ สมตามมาสมทบ
อดิศวร์ฉายไปที่แต่ละส่วนอย่างพิจารณา
“คุณลบคิดว่าเป็นคันนี้หรือครับ”
อดิศวร์ไม่ตอบคำถามของสม ทรุดลงสำรวจที่ล้อ แล้วชะงัก เมื่อใช้มือไปหยิบใบไม้ใบหนึ่งยังสดอยู่เหมือนเพิ่งไปเกี่ยวติดมา
สมมีสีหน้าตกใจและประหลาดใจ
อดิศวร์ลุกขึ้น สมลุกตาม
อดิศวร์ยังคงมองใบไม้ในมือด้วยสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด

ภายในห้องอาหาร โอบอ้อมยกอาหารเช้าเข้ามาเสิร์ฟให้แสง และอุษาก่อน
“นี่ยังไม่มีใครลงมาเลยหรือ”
“คุณอุษากำลังคั้นน้ำส้มค่ะ ส่วนคุณลบกับแม่นั่น”
โอบอ้อมชะงัก เบิกตากว้างมอง แสงแขหันไปมองตาม แล้วกัดปากแน่น
อดิศวร์เดินเข้ามาคู่กับวิรงรอง โดยวิรงรองนั้นก้มหน้าก้มตาเหมือนขัดเขินเมื่ออดิศวร์เอื้อมมือมาแตะที่
เอวด้านหลัง ส่วนอดิศวร์มีสีหน้าแววตาดูมีความสุขแบบคนอินเลิฟ
อุษาถือถาดวางน้ำส้มเข้ามา 3 แก้ว ถึงกับชะงักไปเช่นกันเมื่อเห็นภาพนั้น
อดิศวร์เลื่อนเก้าอี้ให้วิรงรองนั่ง ขณะที่อุษาเดินเข้ามาวางแก้วน้ำส้มลงบนโต๊ะ ตรงหน้าวิรงรอง แสงแข และตัวเอง
อดิศวร์หันมองโอบอ้อมซึ่งยังยืนตาโตอยู่ “โอบ”
“ขา”
“มองอะไร”
โอบอ้อมยิ้มแห้งๆ แล้วเข้าไปในครัวเพื่อยกอาหารอีก 2 ชามออกมา
แสงแขก้มหน้าลง น้ำตาหยดแล้วลุกขึ้น
“ขอโทษนะคะ”
แสงแขลุกเดินเช็ดน้ำตาออกไป อุษามองตามอย่างเห็นใจ ขณะที่วิรงรองมีสีหน้ากังวลเหมือนรู้สึกผิด
โอบอ้อมยกชามข้าวต้มมาวางให้อดิศวร์ และวิรงรอง แล้วเดินออกไปเงียบๆ
อดิศวร์มองอุษาและวิรงรอง “เป็นอะไรไปล่ะ”
สองสาวลงมือทานอาหารเงียบๆ อดิศวร์ทานเช่นกัน

แสงแขเดินแกมวิ่งเปิดประตูห้องเข้ามา เอนหลังพิงประตู น้ำตาไหลพรากๆ ค่อยๆ เลื่อนตัวลงมากองตัวงอกับพื้น สะอึกสะอื้นเหมือนใจจะขาด

ขณะเดียวกันอุไรกำลังเลื่อนโต๊ะที่ท่านผู้หญิงทานซุปกับขนมปังเสร็จ มีเสียงเคาะประตูเบาๆ แล้วประตูเปิดออก อุษาเดินเข้ามาพร้อมถาดวางน้ำผลไม้ปั่น
“แสงแขล่ะ”
“แสงแขไม่ค่อยสบายค่ะ...อุษาเลยปั่นแอปเปิ้ลปั่นมาให้แทน”
“สำออยละซี”
อุษาไม่ตอบ แล้วหันไปพยักหน้ากับอุไร อุไรยกถาดอาหารออกไป
“เจ้าลบมันตาต่ำ...ใจดำเหมือนปู่มัน”
อุษาก้มหน้าฟังท่านผู้หญิงด่าเงียบๆ
“ต่อให้กำจัดนังผู้หญิงสารเลวนั่นไปได้...คนอย่างนั้นก็ไม่มีวันที่จะกลับมาเห็นอกเห็นใจเรา”

ที่ทุ่งดอกพลับพลึง แลเห็นดอกพลับพลึงไหวตามลม เหมือนหญิงสาวกำลังร่าเริง อดิศวร์จูงวิรงรองเดินเข้ามาตรงนั้นช้าๆ สีหน้าทั้งสองดูรื่นรมย์กับภาพตรงหน้า
วิรงรองพูดขึ้นในที่สุด “น่าสงสารคุณแสงแขนะคะ”
“แสงแขต้องยอมรับความจริง ไม่อย่างนั้นเขาก็จะหลอกตัวเองอยู่เรื่อยไป”
วิรงรองทอดถอนใจ
“แล้วเธอล่ะ ลืมพิชญ์ได้สนิทหรือยัง”
วิรงรองมีสีหน้าครุ่นคิด ตริตรอง ขณะพูด “เขาเป็นของคุณพิณทองค่ะ” หญิงสาวเว้นไปอีกนิดหนึ่ง “เราผูกพันกันมานาน...แต่ดิฉันคิดว่า สักวันหนึ่งคงจะลืมเขาได้สนิท”
สีหน้าอดิศวร์ขรึมลง
“ฉันจะรอจนกว่าจะถึงวันนั้น”
จากนั้นอดิศวร์ก็จูงมือวิเดินเข้าไปในทุ่งพลับพลึงนั้น

เวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง อดิศวร์กับวิรงรองเดินกลับเข้ามาในบ้าน โดยวิรงรองหอบช่อพลับพลึงมาหอบใหญ่
แสงแขเดินตรงเข้ามาหา หน้าตาเหมือนเพิ่งผ่านการร้องไห้ ถึงแม้จะล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยแล้ว
“ฉันจะเอาไปจัดแจกันให้ค่ะ”
วิรงรองแปลกใจแว่บหนึ่ง “ขอบคุณค่ะ”
แสงแขรับช่อดอกพลับพลึงเดินไป
“เขาคงพยายามทำใจ” อดิศวร์ว่า
“นั่นยิ่งทำให้ดิฉันรู้สึกไม่ดีขึ้นไปใหญ่”
“ไม่เอาล่ะ...มาพูดเรื่องของเราดีกว่า”

อดิศวร์พาวิรงรองเดินไปช้าๆ

อ่านต่อหน้า 2
โดมทอง ตอนที่ 12 (ต่อ)

ประตูห้องโถงบรรพบุรุษ เปิดออก อดิศวร์พาวิรงรองเดินเข้ามา แล้วพาไปยืนหน้ารูปท่านเจ้าคุณ

“ฉันจะให้ช่างวาดรูปคุณย่าน้อยขึ้นมาใหม่ โดยให้เธอเป็นแบบ...แล้วเอามาวางไว้คู่กับคุณปู่...ท่านจะได้ไม่เหงา”
วิรงรองกอดอกเหมือนหนาวยะเยือกกับสายตาท่านเจ้าคุณในภาพที่มองมา “ในนี้เย็นจัง”
อดิศวร์หันมามองอย่างเป็นห่วง “จะไม่สบายหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ...อยู่ดีๆ ก็เย็นขึ้นมาเฉยๆ คุณอดิศวร์ไม่รู้สึกอะไรหรือคะ”
“ก็ปกติดีนี่”
วิรงรองลูบแขนตัวเอง
“ถ้าเย็นก็ออกไปข้างนอกกัน”
“ค่ะ”
อดิศวร์พาวิรงรองเดินออกไป โดยไม่เห็นว่า รูปท่านเจ้าคุณจ้องมองตามสองคนราวกับมีชีวิต


เวลานั้น พิณทองอยู่ที่บ้านในกรุงเทพฯ เวลานี้อยู่ในห้องกำลังคุยสายกับอดิศวร์ ซึ่งโทร.มาหาจากห้องทำงาน
“พิณดีใจจริงๆ ค่ะ ที่น้าลบเข้าใจกับคุณวิรงรองได้เสียที...แล้วนี่จะแต่งงานเมื่อไหร่คะ” แววตาพิณทองเป็นประกาย
“คงต้องรออีกสักพัก…น้าคิดว่าวิรงรองยังไม่พร้อม...กว่าจะเข้าใจกันได้ก็แทบแย่”
“แต่ก็คุ้มนะคะ”
“แล้วคุณพิณล่ะ”
พิณทองฝืนทำเสียงแจ่มใส “ก็เรื่อยๆ ค่ะ น้าลบไม่ต้องเป็นห่วง ว่าแต่น้าลบกับคุณวิจะมาให้พิณเลี้ยงแสดงความยินดีเมื่อไหร่คะ”
“ทีแรกก็คิดว่าเร็วๆ นี้ พอดีคุณย่ายังเพิ่งค่อยยังชั่ว น้าลบเลยรอดูอาการอีกหน่อย น้าลบโทร.มาบอกแค่นี้แหละ ... น้าลบเอาใจช่วยคุณพิณกับสามีนะคะ”
สองคนวางสายไป

ภายในห้องอาหาร 3 คนกำลังทานข้าวเย็นด้วยกัน มีสาวใช้คอยบริการ
“อ้อ! เกือบลืมไปเลย” พิณทองเอ่ยขึ้น
“อะไรหรือลูก” พจน์ถาม
“วันนี้น้าลบโทร.มาค่ะ”
แก้ววางช้อนลง “โทร.มาว่าไง! เลิกกับนังวิรงรองแล้วเรอะ”
“คุณแก้ว...” พจน์ลากเสียงนิดหนึ่งเป็นเชิงตำหนิ “...เขาเป็นลูกมีพ่อมีแม่...อย่าไปเรียกจิกเขา”
“แหม...เดือดร้อนแทนกันเชียวนะคะ”
พจน์ถอนใจอย่างเบื่อหน่าย แก้วอ้าปากจะเอาเรื่องต่อ พิณทองรีบขัดขึ้นก่อน
“น้าลบคงจะมีข่าวดีกับคุณวิรงรองในเร็วๆ นี้แหละค่ะ”
สองคนหันมามองพิณทองเป็นตาเดียว พจน์ดูจะยินดี ในขณะที่แก้วไม่พอใจมาก
 
โดมทอง ตอนที่ 12 (ต่อ)
 
คุณหญิงแก้วรีบแจ้นมารายงานคุณหญิงวัชรีถึงที่บ้านแทบจะทันที
“อุ๊ยต๊ายตาย! นี่มันต้องทำเสน่ห์เล่ห์กลแน่ๆ คุณลบถึงได้เห็นผิดเป็นชอบ” วัชรีแดกดัน
“นั่นน่ะซีคะ! ทีแรกไอ้เราก็นึกว่า คุณลบหมั้นกับมันเพื่อจะกันตาพิชญ์ออกมา! ที่ไหนได้!... เฮ้อ”
“แล้วคุณแก้วจะปล่อยให้มันยึดน้องชายไปง่ายๆ อย่างนี้หรือคะ”
“ไม่มีทางหรอกค่ะ! แก้วหาทางออกไว้แล้ว”
สาวใช้ยกเครื่องดื่ม และขนมมาบริการแล้วออกไป แก้วเปิดกระเป๋าหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา
“จะโทร.ไปแสดงความยินดีกับมันหรือคะ...แล้วได้เบอร์มันมาจากไหน” วัชรีถาม
“ฮื้อ...คุณพี่ก็ แก้วอุตส่าห์แอบเอาเบอร์มันมาจากโทรศัพท์คุณพจน์”
แก้วจัดการกดโทรศัพท์หาวิรงรองทันที

โทรศัพท์มือถือของวิรงรองวางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งดังขึ้น และดังอยู่พักหนึ่ง วิรงรองเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าแจ่มใส สูดลมหายใจสดชื่น
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ วิรงรองเดินไปเปิดแล้วชะงัก เมื่อเห็นแสงแขยืนอยู่ ส่งแจกันปักดอกพลับพลึงให้
แสงแขยิ้มให้ “ต้องขอโทษด้วยค่ะ ที่แขถือวิสาสะเข้ามาเอาแจกันคุณวิรงรองไปปักดอกพลับพลึงให้ คือ...แขเห็นว่าของเมื่อวานชักจะเหี่ยวแล้ว”
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมาก”
แสงแขยิ้มแล้วเดินไป วิรงรองปิดประตู แล้วเอาแจกันมาวางบนโต๊ะข้างหน้าต่าง แปลกใจนิดๆ
“แปลก...ยังไม่เห็นจะเหี่ยวเลย”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีก วิรงรองเดินมาหยิบขึ้นดู พึมพำออกมา
“เบอร์ใคร...สวัสดีค่ะ”
“นี่ฉัน...คุณแม่ของพิณทอง”
วิรงรองงงเล็กๆ “ค่ะ”
“ไม่ต้องสงสัยหรอกว่า ฉันได้เบอร์เธอมาได้ยังไง เพราะความลับไม่มีในโลก”
“คุณป้ามีธุระอะไรกับดิฉันหรือคะ”
แก้วโวยเสียงดังลั่น “ใครเป็นป้าแกยะ! อย่าสะเออะมานับญาติกับฉัน!...ที่โทร.มานี่ก็เพราะหนูพิณเล่าให้ฉันฟังว่า คุณลบหลอกแกสำเร็จ”
วัชรีพยักพเยิดเชียร์เต็มที่
“หนูพิณน่ะสุดแสนจะดีงาม...เขาเป็นห่วงแก ที่ถูกน้าชายลงทุนเสียสละบอกรักเพื่อจะได้ให้หนูพิณกับพิชญ์อยู่กันอย่างมีความสุขโดยปราศจากมารมาผจญ นี่แกกำลังฟังอยู่หรือเปล่า”
วิรงรองปิดสาย แล้วเม้มปากแน่น แก้ววางโทรศัพท์ลง
“มันปิดโทรศัพท์แล้วค่ะ สงสัยจะทนฟังไม่ได้”
“ไม่นึกเลยว่ามันจะเชื่อแผนลับ ... ลวง พรางของเราง่ายๆ พี่ยังคิดว่า มันอาจจะสงสัยบ้าง”
“แหม ก็มันระแวงอยู่แล้วไงคะ แค่มีอะไรไปสะกิด มันก็เชื่อเต็มที่เลย”
สองคุณหญิงต่างพออกพอใจกับแผนของตน
ภูไทและพันธุ์สูรย์กำลังนั่งประชุมกับหัวหน้าคนงานฝ่ายต่างๆ 4-5 คน ในออฟฟิศ

“คุณชูศักดิ์...คุณคิดว่ายังไง”
แต่ยังไม่ทันที่ชูศักดิ์จะตอบ ลานนาเปิดประตูเข้ามาหน้าตาตื่น
“พี่ชายคะ! ไปรับวิรงรองกันเถอะค่ะ”
“เกิดอะไรขึ้น”
ลานนารีบเดินออกไป ภูไทและพันธุ์สูรย์ลุกขึ้นพร้อมกัน
“พันธุ์สูรย์ ! ช่วยต่อให้ด้วยนะ”
“ครับ”
ภูไทรีบเดินออกไป ทุกคนมองตามงงๆ
“เอาละ ว่าไปเลย... คุณชูศักดิ์” พันธุ์สูรย์ดำเนินการประชุมต่อ

ภูไทขับรถออกจากบ้านพร้อมกับลานนา
“มันเรื่องอะไรกัน”
“น้องก็ไม่ทราบค่ะ...อยู่ดีๆ วิเขาก็โทร.ให้รีบไปรับเขา”
“แล้วคุณอดิศวร์ไม่ว่าอะไรหรือ”
“ก็ไม่ทราบอีกนั่นแหละค่ะ! แต่เดี๋ยวก็คงทราบ!”

วิรงรองลากกระเป๋าเดินทางออกมา แล้วเผชิญหน้ากับอดิศวร์ อุษาและแสงแข โดยที่แสงแขทำเป็น
เดือดเนื้อร้อนใจโดยแอบซ่อนความลิงโลดไว้
“นี่มันอะไรกัน” อดิศวร์ถาม
“ดิฉันจะกลับบ้านค่ะ! กรุณาอย่าขวางทาง”
อุษาตกใจ “น้องวิ”
“เธอจะไปฉันก็ไม่ว่า เพียงแต่ควรจะบอกเหตุผลกันก่อน”
“เหตุผลก็ทราบอยู่แก่ใจแล้ว”
แสงแขพูดเสียงอ่อนโยน “ถ้าทราบ คุณลบคงไม่ถามคุณวิรงรองหรอกค่ะ...ค่อยๆ พูด ค่อยๆ จากันดีกว่านะคะ”
วิรงรองจ้องมองอดิศวร์เขม็ง “เหตุผลก็คือ ดิฉันเกลียดคนหลอกลวง...เกลียดคนตีสองหน้า”
วิรงรองลากกระเป๋าไปได้ 2-3 ก้าวแล้วหยุด
อดิศวร์ขบกรามแน่น แล้วยื่นมือออกมารับอย่างมีทิฐิ
วิรงรองมองอดิศวร์มองอย่างตัดพ้อ แล้วเดินมาลากกระเป๋าไป
อดิศวร์ยังคงยืนอยู่ในอิริยาบถเดิม อุษามองอย่างเห็นใจ
ขณะที่แสงแขลอบยิ้มเยาะขณะมองตามวิรงรองไป
อดิศวร์ยังยืนอยู่ที่เดิม ส่วนวิรงรองเดินลับตัวไปแล้ว

สมเปิดประตูให้ ขณะที่วิรงรองเดินออกไป ชนิดที่กลั้นน้ำตาเต็มที่
ภูไทลงมาเปิดประตูด้านหลังให้ วิรงรองพึมพำขอบคุณเบาๆ แล้วก้าวเข้าไปนั่งช้าๆ
สมเปิดประตูรอ ภูไทขับรถออกไป ลานนาหันไปมองเพื่อนแล้วหันกลับมา

อดิศวร์ยืนอยู่ที่หน้าต่าง มองตามรถภูไทที่แล่นออกไป สีหน้าขรึมเศร้า รถแล่นห่างออกไปทุกทีๆ จนรถแล่นไปพ้นสายตา อดิศวร์ยังคงยืนนิ่งอย่างเดิม


แสงแขรีบคลานมาที่เตียงท่านผู้หญิงสรรักษ์ด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“คุณย่าขา! นังวิรองรองมันไปแล้วค่ะ”
อุไรสะดุ้งตกใจ
“นังพลับพลึงมันไปแล้ว” ท่านผู้หญิงถามย้ำ
“ค่ะ”
“ตาลบเฉดหัวมันไปยังงั้นเรอะ”
“แขก็ไม่ทราบหรอกค่ะ! แต่อยู่ดีๆ มันก็เก็บข้าวเก็บของ...คืนแหวนคุณลบ แล้วก็ไป”
“ดี! ไปเสียก็ดี! นังแสงแข!”
“ขา...”
“ต่อไปนี้ก็เป็นหน้าที่ของแกแล้วที่จะเอาชนะใจตาลบให้ได้ ตาลบกำลังเหงา...กำลังเสียใจ...ถ้าแกทำไม่สำเร็จก็อยู่เป็นสาวทึนทึกเป็นเพื่อนนังอุษาไปจนตายเถอะ”
แสงแขก้มหน้าครู่หนึ่ง แล้วเงยขึ้นด้วยดวงตาแน่วแน่
“แขจะทำให้ได้ค่ะ”

ด้านวิรงรองมาถึงคุ้มภูไท กำลังนอนขดตัว หน้าซึมเศร้าอยู่ในห้องพัก สีหน้าโศกเศร้าลึกซึ้ง น้ำตาไหลรินอาบแก้ม
จนสักพักหนึ่ง มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ แล้วลานเปิดประตูเดินเข้ามา ทรุดตัวลงนั่งบนเตียง
“พี่ชายจองตั๋วให้ได้แล้วนะ ไฟล้ท์แรกวันพรุ่งนี้”
วิรงรองจับมือลานนาบีบ “ขอบใจมากนะลานนา”
“ไม่เป็นไร...เพื่อนก็ต้องช่วยเพื่อนอยู่แล้ว”
ทั้งสองคนนั่งกันเงียบๆ ครู่หนึ่ง
ลานนาลูบผม แล้วพูดขึ้นในที่สุด “อยากเล่าไหม”
วิรงรองส่ายหน้า น้ำตาซึมออกมาอีก
ลานนาบอกอย่างอ่อนโยน “ไม่เป็นไร...ยังไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร”
น้ำเสียงวิรงรองปนสะอื้น “ขอบใจ”
ลานนาลูบผมวิรงรองอย่างปลอบโยน

ด้านอดิศวร์นั่งพิงพนักเก้าอี้ตรงโต๊ะทำงาน มองแหวนหมั้นที่อยู่ในมือด้วยสีหน้าเคร่งขรึม สักพักหนึ่ง จึงมีเสียงเคาะประตูเบาๆ
“ใคร”
“แขเองค่ะ...แขจะมาดูว่า คุณลบต้องการอะไรหรือเปล่า”
“ไม่! ขอบใจ”
“แขจะอยู่แถวๆนี้นะคะ ถ้าคุณลบต้องการอะไร ก็เรียกใช้ได้เลย”
“ไม่ต้อง! ไปอยู่กับคุณย่าเถอะ”
“พี่อุษาอยู่กับคุณย่าแล้วค่ะ”
“บอกว่าไม่ต้อง”
แสงแขเม้มปากด้วยความน้อยใจ แล้วฮึดขึ้นมาใหม่

“ต้องให้เวลาคุณลบหน่อย! ฉันจะต้องทำให้ได้! คุณลบจะต้องเป็นของฉัน”
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบดึกสงัดของบริเวณคุ้มภูไท คืนนี้แลดูลึกลับมากกว่าทุกคืน และเหมือนมีใครคนหนึ่ง กำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายนอกอย่างช้าๆ

วิรงรองนอนหลับสนิทอยู่ภายในห้องพัก...แสงจันทร์คืนข้างแรมอ่อนๆ สาดส่องเข้ามา
“พลับพลึง...พลับพลึง...พลับพลึง...” เสียงของเจ้าพระยาสรรักษ์ไกรณรงค์ร้องเรียกดังขึ้น เสียงนั้นแผ่วโหยเหมือนดังมาจากไกลๆ
วิรงรองขยับตัว เสียงนั้นเรียกกระชั้นขึ้น
“พลับพลึง ...พลับพลึง”
วิรงรองอยู่ในอาการกระสับกระส่าย พึมพำออกมา..ทั้งที่ตายังหลับ เหมือนคนคนครึ่งหลับครึ่งตื่น
“ใคร ..ใครเรียก”
ภาพรางๆ ของรถม้าท่านเจ้าคุณคันเดิมมาจอดที่หน้าต่างใต้โดมท่ามกลางเมฆหมอกผุดขึ้นในห้วงคิด
วิรงรองกระสับกระส่ายหนัด “ใคร...นั่นใคร”
“พลับพลึง...พลับพลึง” เสียงท่านเจ้าคุณเรียกอีก
วิรงรองค่อยๆ ลุกขึ้นเหมือนคนนอนละเมอ แล้วเดินไปที่หน้าต่าง โดยยังเห็นภาพรางๆ ของท่านเจ้าคุณรออยู่ใต้หน้าต่างโดม
“พลับพลึง”
วิรงรองเดินมาถึงหน้าต่าง แล้วชะโงกลงไปเบื้องล่าง เป็นจังหวะที่ลานนาเปิดประตูเข้ามา แล้วร้องลั่น
“วิ! วิรงรอง!”
ลานนาถลามาคว้าตัวไว้ท่าทางตกอกตกใจ
วิรงรองมองหน้าลานงงๆ “ลานนา”

ขณะเดียวกันอดิศวร์นอนหลับไม่สนิทนัก เสียงเพลง “นางครวญ” ดังขึ้นจากห้องข้างๆ เสียงดังเบาๆ
อดิศวร์ลืมตาตื่น เงี่ยหูฟังครู่หนึ่ง แล้วลุกเดินออกไป

อดิศวร์ก้าวออกมาจากห้อง ปิดประตูลงเบาๆ ค่อยๆ เดินเงียบกริบมาที่ห้องวิรงรอง คล้ายมีเสียงเคลื่อนไหวอยู่ภายในห้องราวกับมีคนอยู่
อดิศวร์เดินมาถึงหน้าประตู แล้วค่อยๆ เอื้อมมือไปจับลูกบิด ด้วยสีหน้าตัดสินใจ
อดิศวร์เปิดประตูออกอย่างรวดเร็ว มองเข้าไป… ภายในห้องว่างเปล่า ไม่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติใดๆ นอกจากม่านที่ถูกลมพัด
“ใครมาเปิดหน้าต่าง”
อดิศวร์เดินมาปิดหน้าต่างแล้วรูดม่าน เหลียวงมองโดยรอบอีกครั้ง แล้วเดินออกไปก่อนจะปิดประตูตาม

ทางด้านลานนากำลังซักถามวิรงรองด้วยความประหลาดใจ
“ไม่รู้สึกตัวเลยเหรอ”
“ไม่...แปลกจัง...ปกติวิก็ไม่ใช่คนนอนละเมอ...หรือว่า...”
วิรงรองคิดไปถึงเหตุการณ์ที่เฉลียงบ้าน “โดมทอง” คืนวันนั้น
“อะไรหรือวิ”
“เปล่า...ไม่มีอะไร...ลานนาไปนอนเถอะจ้ะ”
“เรานอนเป็นเพื่อนไหม” ลานนาเป็นห่วง
“ขอบใจ ... แต่ไม่เป็นไร” วิรงรองยิ้มให้ พูดเย้าเพื่อนรัก “วิคงไม่กระโดดหน้าต่างลงไปหรอกน่า”
“บ้า! พูดอะไรก็ไม่รู้ ไอ้เรายิ่งใจคอไม่ดีด้วย!”
วิรงรองลุกขึ้นจูงลานนาไปที่ประตู
“อย่าหาว่าไล่เจ้าของบ้านนะ! ไปนอนได้แล้ว!”
ลานนาเปิดประตูไม่วายกำชับ “มีอะไรก็เรียกนะ”
“ขอบใจจ้ะ”
ลานนาออกไป วิรงรองปิดประตู แล้วเดินไปที่หน้าต่างมองลงไป พบว่าทุกสิ่งอย่างเป็นปกติจึงปิดหน้าต่าง แล้วเดินกลับมานั่งบนเตียง ครุ่นคิดอยู่อีกพักหนึ่ง

บรรยากาศเช้านี้รอบอาณาบริเวณคุ้มภูไทสดชื่นสวยงาม ดอกกล้วยไม้และดอกไม้หลากพันธุ์ อวดตัวรับแสงแดด
ทุกคนเดินออกมาที่หน้าบ้าน โดยมีบัวคำลากกระเป๋าเดินทางของวิรงรองตามมา พลางร้องไห้กระซิกๆ
เจ้าภูไทกดรีโมทท้ายรถ บัวคำลากกระเป๋าสะดุดไปมา แล้วเอาไปวางในนั้น สะอึกสะอื้นไปเรื่อยๆ ราวกับตัวเองจะต้องเป็นคนจากไปเสียเอง !
ภูไทเรียกขึ้น “บัว”
“ขา”
“แกจะร้องไห้ไปทำไมฮึ”
“ใจหายค่ะ...คิดถึงคุณวิ...เห็นกันหลัดๆ” บัวคำพูดราวกับมีใครตาย
ภูไทกะลานนาร้องพร้อมกัน “เฮ้ย”
ลานนาฉุน “กลับเข้าไปข้างในเลยไป”
“บัว” ภูไทเสียงดุ
เจ้าพี่เจ้าน้องบอกพร้อมกัน “ไป”
บัวคำเดินคอตกกลับเข้าไปอย่างไม่เต็มใจนัก
พันธุ์สูรย์เดินเข้ามาใกล้วิรงรอง “ขอให้คุณวิรงรองโชคดี...คุณตัดสินใจถูกแล้ว ที่ออกมาจากบ้านถูกสาปหลังนั้น”
“ขอบคุณค่ะ!...ขอให้คุณพันธุ์สูรย์โชคดีเช่นกัน” วิรงรองบอก
ภูไทเปิดประตูรถให้ วิรงรองขึ้นไปนั่ง ลานนาเปิดประตูไปนั่งตอนหลัง ภูไทสตาร์ทรถขับออกไป

พันธุ์สูรย์ยืนมองตามอย่างโล่งใจ
ขณะเดียวกันแสงแขกำลังช่วยประคองท่านผู้หญิงสรรักษ์ ซึ่งเช้าวันนี้ดูแจ่มใสสดชื่นมากกว่าทุกวัน

สักครู่หนึ่งอุษาเดินเข้ามาพร้อมกับถาดซุป ชะงักนิดหนึ่งด้วยสีหน้าประหลาดใจ โดยที่ประตูยังไม่ปิด
“คุณย่าจะไปไหนหรือคะ”
“จะไปกินข้าวเช้ากับตาลบ!...ยกกลับไป”
“ค่ะ”
“คุณย่ามีความสุขมากกว่าทุกวันเลยค่ะ...พี่อุษา” แสงแขว่า
แสงแขเข็นรถออกไป อุษายกอาหารตามไปเงียบๆ
ฟากอดิศวร์อยู่ในห้องทำงาน มีสีหน้าค่อนข้างอิดโรย กำลังขมักเขม้นทำงาน
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ฉันยังไม่กิน” อดิศวร์ร้องบอกออกไป
“แต่คุณย่าจะรับประทานอาหารเช้ากับคุณลบค่ะ” เสียงแสงแขดังลอดเข้ามา
อดิศวร์นิ่วหน้า แล้วลุกเดินไปที่ประตู เปิดออก แสงแขยิ้มหวานขณะบอก
“คุณย่ารออยู่ที่ห้องทานข้าวแล้วค่ะ”
อดิศวร์พึมพำเหมือนพูดกับตัวเอง “คุณย่านึกยังไงขึ้น
กำลังโหลดความคิดเห็น...