xs
sm
md
lg

นักสู้มหากาฬ ตอนที่ 12

เผยแพร่:

นักสู้มหากาฬ ตอนที่ 12


ฤทธิ์ออกมาจากห้องแล้วตกใจ เมื่อมีควันตลบบ้าน

“ณัฐชา เกิดอะไรขึ้น...ณัฐชา”
ฤทธิ์รีบวิ่งเข้าไปดูข้างในบ้านผลุนผลันเข้าไปในครัว และเจอณัฐชากำลังสำลักควัน
“ทำอะไรของคุณ”
ณัฐชาไอค่อกแค่ก
“ฉันจะทำอาหารเช้า แต่แก๊สมันหมด ฉันก็เลยจะติดเตาถ่าน”
ฤทธิ์มองสังเวช
“ซื้อกินเถอะ”
ณัฐชาไอโขลกๆ

ในตลาดผู้จับจ่ายกันอย่างครึกครื้นสดใสในยามเช้า ณัฐชากับฤทธิ์เดินมาด้วยกัน ณัฐชาเห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินควงแขนสวนผ่านไป ก็นึกขึ้นได้หันไปสะกิดฤทธิ์
“นี่คุณ ขายังเจ็บอยู่ไม่ใช่เหรอ ฉันช่วยพยุงนะ”
“ไม่ต้องก็ได้มั้ง ผมเดินไหว”
“ฮึย...คนกันเอง อย่าเกรงใจ มา ฉันช่วย”
ณัฐชาว่าแล้วก็กอดแขนฤทธิ์หมับจนแทบเซ ไม่รู้จะพยุงหรือจะถ่วงน้ำหนักกันแน่ ฤทธิ์ยิ้มให้ณัฐชางงๆ...ทั้งสองเดินเข้าไปในร้านขายโจ๊กข้างทาง นั่งกินโจ๊กด้วยกัน ณัฐชาเห็นเขาเจริญอาหารก็มองอย่างมีความสุข ก่อนจะตักโจ๊กในชามของเธอแบ่งให้เขา
“คุณไม่หิวเหรอ”
“รักษาหุ่น เดี๋ยวไล่จับคนร้ายไม่ไหว”
“แต่ผมว่าคุณน่าจะเพิ่มน้ำหนักหน่อยนะ จะได้มีน้ำมีนวล ผอมมากมันดูโทรมนะจะบอกให้”
ณัฐชางอน ตักโจ๊กคืน
“เออพูดมาก อย่ากินเลย เอามานี่ฉันกินเอง”
“อะไรของคุณเนี่ย ทำเป็นเด็กๆไปได้”
“ฉันอยากอ้วน มีอะไรป่ะ จะอ้วนให้เหมือนหมูเลย คอยดูสิ”
ณัฐชาย่นจมูกทำเสียงหมูใส่หน้า ฤทธิ์ยิ้มขำออกมา
“หัวเราะเป็นด้วยเหรอคุณ นึกว่าเก๊กเป็นอย่างเดียวซะอีก”
“นั่นสิ ถ้าไม่มีคุณผมก็คงลืมไปแล้วว่าความสุขมันเป็นยังไง”
ฤทธิ์พูดตรงๆ แต่ณัฐชาอดปลื้มไม่ได้ พอดีป้าเจ้าของร้านเอาน้ำเปล่ามาเสิร์ฟให้
“ทานน้ำค่า”
ฤทธิ์ยิ้มรับ
“ขอบคุณครับป้า”
“มาเที่ยวกันเหรอคะ เห็นไม่ค่อยคุ้นหน้า”
ณัฐชายิ้มให้ป้า
“จ้ะป้า แถวนี้มีที่เที่ยวบ้างรึเปล่า”
“โอ้ย...บ้านนอกคอกนาไม่ค่อยมีอะไรตื่นเต้นหรอกค่ะ จะมีก็แค่วัดอยู่ตรงหัวตลาดนี่เอง วัดเก่าแก่เลยนะคะ เดินไปหน่อยเดียวก็ถึง”
ณัฐชากับฤทธิ์หันมามองหน้ากัน เธอเบ้หน้าเบื่อๆ ฤทธิ์พยักหน้าว่าน่าสนใจ

ฤทธิ์เดินผ่านซุ้มทางเข้าวัดมาสักพัก และพบว่าณัฐชายังอิดออดรออยู่ข้างนอก
“เป็นอะไรล่ะคุณ มีของหรือไงถึงเข้าวัดไม่ได้”
“โห ออกมาข้างนอกทั้งที ไปดูหนังไม่ดีกว่าเหรอ”
“เอาน่าคุณ คิดว่าเราเป็นแฟนกันแล้วมาเดทด้วยกันครั้งแรกสิจะได้ตื่นเต้น ดีมั้ย”
ณัฐชาอึ้ง
“เดทครั้งแรก พาเข้าวัดเนี่ยนะ”
ฤทธิ์พยักหน้า
“ตื่นเต้น”
ณัฐชาทำหน้าเบื่อเซ็งขณะที่ฤทธิ์จูงเธอเข้าวัด

ฤทธิ์จูงณัฐชาเข้ามาในโบสถ์ด้วยกัน ณัฐชามองดูภาพฝาผนังของวัดที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของการเวียนว่ายตายเกิดมากมาย ก็รู้สึกแปลกตาจนลืมความเบื่อ ฤทธิ์เดินตรงไปพนมมือไหว้พระประธานเงียบๆ ณัฐชาหันมาเห็นเข้าจึงพูดขึ้น
“จุดธูปไหว้พระกันหน่อยดีมั้ย”
ฤทธิ์แปลกใจ
“คุณสนด้วยเหรอ”
“ก็ มีเรื่องจะอธิษฐานพอดี”
ฤทธิ์และณัฐชาจุดธูปไหว้พระด้วยกัน ต่างคนต่างหลับอธิษฐาน สักครู่เขาอธิษฐานเสร็จก่อนก็ลืมตาหันมาทางหญิงสาว สายตาของเขาเห็นณัฐชาในยามสงบก็ดูงดงามเฉกเช่นผู้หญิงคนหนึ่ง ฤทธิ์อดรู้สึกห้ามความประทับใจนั้นไม่ได้...หลังจากไหว้พระเสร็จทั้งสองนั่งกอดเข่าดูภาพฝาผนังด้วยกัน ณัฐชาพูดขึ้นลอยๆ
“ถ้าคนเราทุกคนเป็นอมตะก็ดีสิ โลกนี้จะได้ไม่มีการพลัดพราก”
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ชีวิตก็คงไม่มีความหมาย”
“คุณไม่อยากอยู่คนที่คุณรักตลอดไปเหรอ”
“ถ้าเป็นแต่ก่อนคงใช่ แต่ตอนนี้มันไม่มีความหมายสำหรับผมอีกแล้ว”
“นอกจากใจทิพย์แล้ว คุณเคยคิดจะรักคนอื่นบ้างรึเปล่า”
คำพูดของณัฐชาทำให้ฤทธิ์หันมามองหน้าเธออย่างมีความหมาย
“เคย...แต่มันสายเกินไป สำหรับคนๆนั้น”
ณัฐชามองเขาอย่างใจหาย
ฤทธิ์กับณัฐชาเดินกลับบ้านด้วยกัน บรรยากาศเงียบเหงา คนสองคนยามนี้เหมือนสามีภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก ณัฐชามองฤทธิ์สักพักก็ฉุดมือรั้งเขาเอาไว้
“มีอะไรเหรอ”
ณัฐชาจ้องหน้า
“ฉันอยากให้คุณสู้ต่อไป ถึงไม่มีใจทิพย์ ก็ยังมีคนอื่นที่ต้องการคุณ” เธอกลั้นน้ำตา “ฉันอยากให้คุณอยู่เป็นความหวังสำหรับเขา”
ฤทธิ์อึ้ง
“ณัฐชา”
“คุณอยู่ต่ออีกหน่อยไม่ได้เหรอ ฉันเพิ่งรู้สึกดีกับคุณ แล้วทำไมคุณต้องจากฉันไปด้วย แค่คุณบอกว่าอยากมีชีวิตอยู่ แค่คุณพูด...ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยคุณ”
“ผมไม่ต้องการ ผมไม่อยากเห็นใครต้องเดือดร้อนเพราะผมอีกแล้ว ณัฐชา…ลืมผมซะ นั่นคือสิ่งเดียวที่คุณควรจะทำเพื่อผม”
ณัฐชาร้องไห้ยกมือปาดคราบน้ำตาเหมือนเด็กๆเธอส่ายหน้าเพราะไม่รู้ว่าจะลืมเขาได้ยังไง ฤทธิ์รั้งตัวเธอมากอดอย่างปลอบโยน

โซเฟียเดินกุมแขนข้างที่ถูกยิงกลับมาที่บริษัทมาดามหลิว หัวหน้ายามเข้ามาทักทาย
“คุณโซเฟีย”
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมบริษัทเงียบแบบนี้”
“มาดามเป็นห่วงว่าจะเกิดเหตุร้าย ก็เลยสั่งหยุดงานครับ”
โซเฟียอึ้งไป
“ฉันบาดเจ็บ ช่วยพาฉันไปส่งข้างบนทีสิ”

หัวหน้ายามแจ้งข่าวบอกมาดามหลิวผ่านทางอินเตอร์คอม
“คุณโซเฟียมาถึงแล้วครับมาดาม”
“บอกให้รีบขึ้นมา ฉันจะมีเรื่องสำคัญจะปรึกษาด่วน”


ประตูนิรภัยเปิดออก หัวหน้ายามพาโซเฟียมาส่ง
“มาดามเป็นกังวลมากครับคุณโซเฟีย พอคุณโทรมาเตือนเหตุร้าย เธอก็ให้ผมปิดประตูนิรภัยทุกบานทันที แล้วก็ขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง”
โซเฟียหน้าสลดลง
“น่าสงสาร ป่านนี้มาดามคงตกใจแย่”
“นั่นสิครับ”
“เดี๋ยวฉันจะปลอบมาดามเอง คุณลงไปเถอะ”

มาดามหลิวนั่งกุมปืนยิงไวรัสอย่างเป็นกังวลอยู่ในห้องสมุด โซเฟียเปิดประตูเข้ามา มาดามหลิวโล่งอก
“โซเฟีย”
โซเฟียยิ้ม
“ค่ะ มาดาม”

หัวหน้ายามกลับลงมาข้างล่างก่อนจะเหลือบเห็นอะไรบางอย่างแล้วหยุดชะงักไปราวกับเห็นผี เพราะว่าโซเฟียที่เพิ่งมาถึง
“มีอะไรเหรอ” โซเฟียถามอย่างสงสัย

โซเฟียตัวปลอมกำลังคุยอยู่กับมาดามหลิว
“คนร้ายทีพยายามฆ่าคุณโทมัส ก็คือนายกรณ์กับพวก ตอนนี้น้ำตามัจจุราชทำให้พวกมันกลายพันธุ์กันหมด”
“เราต้องรีบหาทางจัดการกับพวกมันโดยเร็วที่สุด”
“แต่ฉันว่าเราปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนอื่นดีกว่าค่ะมาดาม เพราะลำพังตัวคุณเองตอนนี้ จะเดินไปห้องน้ำก็ยังลำบากเลยซ้ำ”
มาดามหลิวชะงัก
“โซเฟีย นี่เธอพูดอะไรของเธอ”
โซเฟียตัวปลอมหันมายิ้มให้มาดามหลิว
“มันคือความจริงค่ะมาดาม คนพิการอย่างคุณไม่สมควรก่อเรื่องวุ่นวาย”

โซเฟียสแกนฝ่ามือกับเครื่องเพื่อเปิดประตูนิรภัย หัวหน้ายามกับลูกทีมถืออาวุธตามเธอเข้ามาอย่างร้อนรน
“เข้าไปนานรึยัง”
“ก่อนหน้าคุณจะมาถึงสักหกนาทีครับ”
โซเฟียรีบวิ่งไปที่ห้องสมุดทันที
มาดามหลิวมองไปที่จอมอนิเตอร์ จึงเห็นภาพโซเฟียตัวจริงและพวกยามผ่านทางกล้องวงจรปิด วินาทีนั้นเธอถึงได้เข้าใจว่าคนที่อยู่กับเธอไม่ใช่โซเฟียตัวจริง มาดามหลิวจ้องหน้า
“ตกลงพวกแกมีแผนอะไรกันแน่ รับใช้พรายพิฆาต หรือว่าแยกตัวเป็นอิสระ”
มาดามหลิวมองไปเห็นโซเฟียตัวปลอมกลายร่างเป็นกรณ์
“เรามาไกลเกินกว่าที่จะยอมแพ้มาดาม เราต้องสู้ให้ถึงที่สุด”

มาดามหลิวยกปืนยิงกระสุนไวรัสใส่ กรณ์หายตัววูบมาโผล่ตรงหน้าชักมีดออกมาแทงมาดามหลิวอย่างรวดเร็ว ปลายมีดปากเข้าที่ชายโครงพอดี มาดามหลิวสะท้านเฮือก
“ความจริงคุณมีโอกาสที่จะหนี แต่คุณก็ไม่ทำแบบนั้น”
“ฉันก็เหมือนกับแก มาไกลเกินกว่าที่จะยอมแพ้”
กรณ์ยิ้ม สบตากับมาดามหลิว ขณะที่มือก็ค่อยกดๆใบมีดแทงลงไปจนได้ยินเสียงเนื้อเหล็กที่ครูดกับกระดูก
“ช้าๆ ช้าๆ” กรณ์กระซิบ “ผมไม่อยากให้คุณตายก่อนที่ลูกน้องของคุณจะมาถึง พวกเขาควรจะได้เห็นว่าศัตรูของผมมีจุดจบยังไง”
มาดามหลิวใบหน้าสั่นระริก เหลือบมองกรณ์ด้วยความแค้น

โซเฟียกับพวกยามจะเข้าไปที่ห้องสมุดแต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นมาดามหลิวเดินออกมา ทำเอาทุกคนพากันตกตะลึงเมื่อเห็นมาดามหลิวเดินได้อีกครั้ง
“โซเฟีย เธอมาสาย”
โซเฟียได้สติ
“แกไม่ใช่มาดามหลิว”
โซเฟียชักปืนยิงใส่ มาดามหลิวตัวปลอมกลายร่างเป็นกรณ์ก่อนจะหายตัววูบวาบไปจัดการกับพวกยามอย่างรวดเร็ว โซเฟียหันมาเล็งปืนใส่มัน แต่เห็นมันผลุบโผล่แทงยามคนหนึ่งและไปปาดคอยามอีกคนด้วยความรวดเร็วเกินกว่าสายตาของเธอจะจับภาพทัน จนกระทั่งมันหยุดหันมามอง โซเฟียก็จึงเล็งปืนใส่มันอีกแต่พริบตานั้นมาก็มาโผล่ข้างหลังเธอพร้อมกับใช้มีดจ่อเข้าที่ลำตัว
“ยังไม่ถึงคิวของเธอสาวน้อย ฝากไปบอกไอ้ฤทธิ์ ราวีด้วยว่า ฉันจะแวะไปเยี่ยมมัน เร็วๆนี้”
ร่างของกรณ์ค่อยๆหายวูบไป โซเฟียได้สติจึงค่อยมองไปรอบๆตัวและพบว่าพวกยามตายเกลี้ยง เธอนึกขึ้นได้
“มาดาม”
โซเฟียเข้ามาในห้องสมุด และพบร่างมาดามหลิวนอนฟุบอยู่ข้างรถเข็นจึงประคองขึ้นมา
“มาดาม”
“โซเฟีย พวกมัน…”
“พวกมันไปแล้วค่ะมาดาม อดทนไว้ ฉันจะรีบตามหมอ”
“ไม่มีประโยชน์แล้วโซเฟีย คราวนี้ฉันคงไม่รอดแน่” มาดามหลิวกุมมือโซเฟีย “พวกเราเป็นฝ่ายแพ้”
“ไม่จริงค่ะมาดาม มาดามต้องไม่ตาย พวกเรายังมีโอกาส”
“ฟังฉันให้ดีนะโซเฟีย เธอไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเพื่อฉันอีกแล้ว เธอควรจะเป็นอิสระมีชีวิตแบบที่เธอต้องการ”
“มาดาม”
“ฉันไม่เคยคิดว่าเธอ คือตัวแทนของลูกสาวฉันที่เสียไปแต่เธอคือลูกสาวอีกคนของฉัน...ลูกสาวที่ฉันไม่เคยทุ่มเทความรักให้เลยสักครั้ง ยกโทษให้ฉันด้วย โซเฟีย”
“มาดาม...มาดาม”
มาดามหลิวสิ้นใจลงอย่างสงบ…โซเฟียร้องไห้สะอื้นสักพักหนึ่งก่อนจะเหลือบเห็นระเบิดเวลาที่กรณ์ติดตั้งทิ้งไว้และกำลังทำงานในอีกไม่กี่วินาที โซเฟียเจ็บแค้น
“ไอ้ชาติชั่ว”
ระเบิดทำงาน กวาดล้างทุกอย่างบนชั้นเพนท์เฮาส์ของบริษัทบลูฟินิกซ์

บริเวณหน้าบ้านร้างเป็นที่เปลี่ยวปราศจากผู้คน ไอริณลืมตาขึ้นรับรู้ข่าวร้ายด้วยญาณของเธอ
“มาดามหลิวตายแล้ว พวกมันร้ายกาจมาก”
ราเมศเข้ามาสมทบ
“ถ้าท่านต้องการ ผมจะสังหารพวกมันเอง”
“เธอไม่ใช่คู่มือของพวกมันราเมศ แม้แต่ฉันเองก็เริ่มไม่แน่ใจว่าจะจัดการกับพวกมันได้”
“ถ้างั้น…”
“เราต้องหาแนวร่วม…”
ราเมศงุนงง…สภาพแบบนี้จะไปหาแนวร่วมได้ที่ไหน
ค่ำนั้นบนถนนชานเมือง รถตู้แล่นฝ่าความมืดมาอย่างรวดเร็ว แหลมกำลังนั่งอยู่บนรถด้วยท่าทีกระวนกระวายใจ...สักพักรถตู้วิ่งเข้ามาจอดในโรงชำแหละเนื้อ...แหลมกับสมุนเข้ามารายงานกับกรณ์และพวก เบื้องหน้ามีลังใส่สินค้าจำนวนหนึ่ง
“ตั้งแต่คุณมาวินตายไปตำรวจก็เข้มงวดกับพวกเรามากขึ้น อย่าว่าแต่ผลิตยาเลย เอาแค่ปล่อยขายยังลำบาก ถึงมีเงินก็จริง แต่ที่ทางเรามีจำกัด”
กรณ์เดินมามองลังใส่สินค้าแล้วมองหน้าแหลม
“ภัตตาคารนั่น มันคับแคบเกินไปสำหรับพวกแก...ที่นี่ต่างหากที่เหมาะจะเป็นฐานทัพของเรา เราจะผลิตน้ำตาสวรรค์ขายให้กับทุกคนในราคาถูกและหลังจากนี้อีกไม่นาน กองทัพของพรายพิฆาตจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง”
กรณ์หัวเราะสะใจ ในขณะที่เอมี่ วัฒน์ ยักษ์ต่างพากันแสยะยิ้ม มีเพียงลุงโจเท่านั้นที่ยังครุ่นคิดอยู่ด้วยความเป็นห่วง ส่วนพวกแหลมกับสมุนมองหน้ากันอย่างอึดอัดที่ต้องมารับใช้กรณ์

แหลมเดินนำสมุนกลับมาที่รถตู้ สมุนคนหนึ่งถามขึ้น
“จะเอายังไงพี่แหลม จะปล่อยไว้แบบนี้เหรอพี่”
“ทำไมวะ เอ็งไม่อยากได้เงินหรือไง”
“เงินน่ะอยากอยู่หรอกพี่ แต่นี่มันชักจะไปกันใหญ่แล้วนะ ถึงขั้นจะสร้างกองทัพอะไรของมันก็ไม่รู้ ทำแบบนี้มันก่อการร้ายชัดๆเลย”
“ฮึย เราเองก็เป็นคนร้ายนะโว้ย เรื่องแค่นี้จะสนทำไมวะ”
“แต่เรามีลูกเมีย มีญาติพี่น้องนะพี่ ถ้าเกิดมีเหตุร้ายในบ้านเมืองขึ้นมา พี่จะให้ผมรู้สึกยังไง”
คำพูดของสมุนทำให้แหลมยิ่งรู้สึกสับสนใจ

ไฟห้องน้ำถูกเปิดสว่าง ฤทธิ์ไอโขลกๆโผเผมาที่อ้างล้างหน้าเขาวักน้ำขึ้นลูบหน้าลูบตาก่อนจะพบว่ามีเลือดติดอยู่ที่ฝ่ามือ เขาอึ้งไปเงยหน้ามองตัวเองในกระจก พบว่าตัวเองไอเป็นเลือด
“นี่เรา...กำลังจะตายจริงๆเหรอเนี่ย”

เช้าวันต่อมา...ณัฐชาเคาะประตูเรียกฤทธิ์
“คุณโทมัส นายโทมัส ฉันจะไปซื้ออาหารเช้า คุณจะไปกับฉันรึเปล่า คุณโทมัส”
ไม่มีเสียงตอบ ณัฐชาลองผลักประตูเข้าไปดูและพบว่าฤทธิ์ไม่ได้อยู่ในห้อง...ณัฐชาผลักประตูออกมาตามหาฤทธิ์หน้าบ้าน
“โทมัส”
เธอเดินออกมามองหาแต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นโซเฟียยืนอยู่ในสภาพเนื้อตัวมอมแมม ราวกับเพิ่งกลับมาจากสมรภูมิ
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
โซเฟียไม่มีคำตอบ น้ำตาเอ่อท้นขึ้นมาด้วยความแค้น

ฤทธิ์อยู่ในร้านโจ๊ก อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ด้วยความรู้สึกตกตะลึง หนังสือพิมพ์ลงรูปภาพของมาดามหลิว “ระเบิดปลิดชีพเศรษฐินีสาว คาดปมขัดแย้งทางธุรกิจ” ฤทธิ์มือไม้สั่นพับหนังสือพิมพ์วางลง ขณะที่ป้าเจ้าของร้านหิ้วถุงโจ๊กมาส่งให้
“โจ๊กได้แล้วค่ะคุณ”
ฤทธิ์หยิบเงินส่งให้ป้าเจ้าของร้าน โดยไม่รู้เลยว่าขณะนั้นมีชายหน้าเหี้ยมสองคนกำลังมองกระเป๋าสตางค์ของเขาอยู่ตาเป็นมัน

ถนนยามเช้าค่อนข้างเปลี่ยวไอหมอกลอยอยู่อ้อยอิ่ง ฤทธิ์เดินกอดอกฝ่าลมหนาวไปอย่างเหม่อลอย ระหว่างทางเขาก็คิดถึงเรื่องราวต่างๆนานาของเขากับมาดามหลิว ผู้หญิงที่ใช้เวลาเกือบค่อนชีวิตหมดไปกับการล้างแค้นและต่อกรกับพรายพิฆาต ขณะนั้นเองที่ชายหน้าเหี้ยมสองคนก็ขี่มอเตอร์ไซด์ตามมาและดักหน้าเขาเอาไว้
“ไอ้น้องชายมาเที่ยวเหรอ”
ชายอีกคนเห็นฤทธิ์ไม่ตอบ
“แถวนี้ที่เที่ยวมีเยอะ ให้พวกพี่พาเที่ยวเอามั้ยคิดค่าน้ำมันถูกๆ”
ฤทธิ์ยังคงนิ่งอยู่จนสองโจรหมดความอดทน พวกมันดับเครื่องแล้วลงจากมอเตอร์ไซด์มาหา
“ไม่ยอมพูดด้วย หยิ่งหรือไงวะไอ้น้อง”
ชายอีกคนแสดงตัวว่าเป็นคนร้ายทันที
“กระเป๋าเงินส่งมาเลยดีกว่า จะได้ไม่เสียเวลา”
ฤทธิ์มองพวกมันอย่างเย็นชา คนใกล้ตายอย่างเขาไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว
“เฮ้ย...มองหน้าดูถูกกันใช่มั้ย พวกข้าไม่ใช่โจรกระจอกนะโว้ย มีแบ็คหนุนจะบอกให้”
“รู้แล้วจะหนาว เพื่อนข้ามันเป็นสมาชิกของพรายพิฆาตโว้ย ทีนี้เอ็งกลัวรึยัง”
พอได้ยินชื่อพรายพิฆาตเท่านั้น ฤทธิ์ก็เหวี่ยงถุงฟาดหน้าโจรคนหนึ่งทันที ก่อนจะเหวี่ยงหมัดต่อยโจรอีกคนจนหน้าหัน ทว่ามันกลับไม่ล้มอย่างที่เขาคิด
“สู้เหรอมึง”
คนร้ายต่อยฤทธิ์จนกระเด็นล้มไปกับพื้น สองโจรหัวเราะกันสนุก
“ฮ่าๆ ไอ้ขี้โรคเอ๊ย แรงไม่มี ยังคิดสู้ ถุย”
“ไม่เจียมสังขาร แบบนี้ต้องกระทืบ”
ฤทธิ์กำฝุ่นดินปาใส่หน้าคนร้ายก่อนจะพุ่งเข้ารวบตัวมัน
“เฮ้ย มันบ้าแล้วโว้ย ช่วยข้าหน่อยเร็ว”
คนร้ายอีกคนรีบเข้าไปกระชากตัวฤทธิ์ออกมา คนร้ายคนแรกฉวยโอกาสรี่เข้ามาคว้าคอฤทธิ์
“เอ็งอยากเจ็บตัวใช่มั้ย ได้...ข้าจะสงเคราะห์ให้เอง”
นักสู้มหากาฬ ตอนที่ 12 (ต่อ)

พวกคนร้ายช่วยกันรุมซ้อมอย่างเมามัน ฤทธิ์โดนอัดจนเลือดสาด ระหว่างนั้นเองณัฐชาที่เดินตามหาฤทธิ์ก็มาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี
“คุณโทมัส”
ณัฐชารีบชักปืนยิงขู่ขึ้นฟ้า พวกคนร้ายพากันตกใจ
“เฮ้ยแม่มันมา หนีเร็ว”
“ฮึย ปืนกระบอกเดียว กลัวทำไมวะ เอ็งเป็นพรายพิฆาตไม่ใช่เหรอ”
“โม้โว้ย เผ่น”
สองโจรรีบขี่รถมอเตอร์ไซด์หนีไป ขณะที่ณัฐชาวิ่งเข้ามาดูอาการของฤทธิ์
“คุณโทมัส คุณเป็นยังไงบ้าง คุณโทมัส”
ฤทธิ์เห็นหน้าณัฐชาเลือนรางก่อนจะหมดสติไป

ฤทธิ์รู้สึกตัวอีกครั้งขณะที่ณัฐชากำลังประคองเข้าบ้าน และเห็นโซเฟียโผล่มาช่วยรับ
“ถึงบ้านแล้ว เดินดีๆนะคุณโทมัส”
“คุณโทมัส คุณได้ข่าวมาดามหลิวแล้วรึยัง”
ฤทธิ์สะบักสะบอมเกินกว่าจะตอบคำถาม เขาหมดสติไปอีกครั้ง สองสาวช่วยกันประคองเข้าบ้านไป ในขณะนั้นราเมศที่ซ่อนตัวอยู่ก็โผล่หน้าออกมาดู เขาพึมพำเบาๆ
“ณัฐชาคงลืมไปว่า แต่ก่อนผมเคยเป็นเจ้านายของเธอ”

ราเมศกลับมารายงานไอริณที่บ้านร้าง
“เซฟเฮาส์ของตำรวจมีที่ไหนบ้าง ผมรู้ดีกว่าเธอซะอีก”
“พวกมันมีกันแค่สามคน”
ราเมศพยักหน้า
“ท่าทางไอ้ฤทธิ์ราวีจะป่วยหนักมาก...ถ้าฆ่ามันตอนนี้ รับรองว่าสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์”
“ไม่...ฤทธิ์ ราวียังมีประโยชน์สำหรับงานของเรา...ฉันจะให้นักสู้มหากาฬ กำจัดพวกของนายกรณ์แทนฉัน”
ราเมศนิ่วหน้า นึกสงสัยว่าพรายพิฆาตจะทำแบบนั้นได้ยังไง

เมธาล้างมืออยู่ในห้องน้ำกองปราบแต่แล้วก็ต้องตกใจ เมื่อมองกระจกแล้วเห็นเอมี่ยืนอยู่ข้างหลัง
“คุณ…คุณเป็นใคร เข้ามาในนี้ได้ยังไง”
“ใจเย็นๆสิคะท่าน ผู้หญิงอย่างฉันมีอะไรน่ากลัวเหรอคะ”
“ผมเคยเห็นหน้าคุณที่ไหนมาก่อน”
เอมี่ปลดกระดุมเม็ดบน เดินยั่วเย้าเข้ามาใกล้
“ค่อยๆคิดก็ได้ค่ะ บางทีเราอาจจะเคยเจอกัน…ในฝัน”
เมธารู้สึกแปลกใจ ขณะที่เอมี่ต้องระงับความรู้สึกอย่างมากที่จะไม่ดูดเลือดจากคอของเขา
“เลิกมารยาซะทีเถอะ คุณต้องการอะไรกันแน่”
เอมี่มองหน้าเมธาอย่างเหี้ยมเกรียม

ไมตรีกับปรีดากำลังเดินมาด้วยกัน ก่อนที่จะเห็นเมธาหิ้วกระเป๋าเอกสารเดินสวนมา ทั้งสองยืนตรงทำความเคารพ
“ผู้กำกับ อรุณสวัสดิ์ครับ”
“คดีมาดามหลิว มีอะไรคืบหน้ารึยัง”
“ยังไม่มีเลยครับผู้กำกับ” ไมตรีตอบคำถาม
“พวกเราเพิ่งได้รายงานเมื่อเช้านี้เองครับ” ปรีดาบอก
“เร่งมือหน่อย พวกนักข่าวกำลังสนใจคดีนี้ ถ้าปีนี้ผมอดเลื่อนขั้นล่ะก็ พวกคุณต้องรับผิดชอบ”
เมธาว่าแล้วเดินจากไป ไมตรีกับปรีดามองหน้ากันงงๆ ไมตรีสงสัย
“แปลกๆ”
“นั่นสิ ปกติไม่เคยเห็นผู้กำกับบ่นเรื่องขั้นให้ฟังเลยนะจ่า”
ไมตรีกับปรีดามัวแต่ครุ่นคิด เลยไม่ทันสังเกตเห็นเอมี่ในชุดตำรวจหญิงที่เดินตามเมธาไป

เมธาตัวปลอมเดินเข้ามาในห้องก่อนจะกลายร่างเป็นกรณ์ เขาจัดแจงเปิดคอมพิวเตอร์และพบว่ามันล็อครหัสผ่านเอาไว้ สักครู่เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“เข้ามา”
เอมี่ในชุดตำรวจหญิงเดินเข้ามาตะเบ๊ะก่อนจะส่งบัตรคีย์การ์ดของเมธาให้กรณ์
“บัตรผ่านค่ะท่าน”
กรณ์ยิ้ม
“ขอบใจมาก คุณตำรวจ”

ไมตรีกับปรีดาเข้าห้องน้ำมาด้วยกัน
“ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกแปลกนะหมู่ ผมว่าท่าทางผู้กำกับแกเปลี่ยนไปนะ”
“นั่นสิจ่า ทั้งการพูดการจา แล้วไหนจะ…”
ปรีดาชะงักไป เมื่อเห็นร่างใครบางคนนอนคว่ำอยู่
“อะไรวะเนี่ย ห้องน้ำกองปราบ มานอนเล่นได้ยังไง นี่อยู่แผนกไหนอู้งานสิท่า”
ปรีดาลองพลิกร่างดู
“อ๋อ...นี่ผู้กำกับเมธาครับจ่า”
“อ้อนึกว่าใคร” ไมตรีนึกขึ้นได้ “เย้ย ผู้กำกับอยู่นี่ แล้วไอ้ที่เดินผ่านเราไปก่อนหน้านี้ มันใครวะ”
ปรีดายืนขึ้น
“ตัวปลอม”
ไมตรีกับปรีดาถือปืนบุกเข้ามาในห้องทำงานเมธาและพบว่าไม่มีใครอยู่แล้ว ปรีดารีบปราดไปดูคอมพิวเตอร์ที่เปิดทิ้งไว้
“ว่าไงหมู่ มันได้อะไรไปบ้าง”
“รายชื่อกับแผนที่เซฟเฮ้าส์ของเรา มันเอาไปหมดเลยครับ”
“เวรแล้วไง แสดงว่าพวกมันต้องตามหาใครอยู่แหงๆ”
ปรีดาเริ่มครุ่นคิดว่าใครคือเป้าหมายของคนร้าย

ฤทธิ์นอนหลับอยู่ โดยมีณัฐชากับโซเฟียคอยเฝ้า
“อาการของเขาแย่ลง ฉันคิดว่าเขาคงอยู่ได้อีกไม่นาน”
โซเฟียมองณัฐชา
“แล้วถ้าฉันบอกว่ามีวิธีรักษาล่ะ”
ณัฐชาร้อนใจ
“มีวิธี...แล้วทำไมเธอไม่บอกแต่แรก”
โซเฟียล้วงกล่องโลหะใบหนึ่งออกมา ภายในบรรจุสารเคมีที่บรรจุในเข็มพร้อมฉีดสามเข็มด้วยกัน
“นี่คือน้ำตามัจจุราชที่บริษัทบลูฟินิกซ์สังเคราะห์ขึ้น...ไวรัสในตัวของคุณโทมัสไม่มีผลกับคนธรรมดา เพราะสิ่งที่มันกัดกินก็คือเซลส์ของมนุษย์กลายพันธุ์ แต่ถ้าเซลส์นั่นเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม วงจรของไวรัสก็จะสิ้นสุดลง”
“เธอจะบ้าเหรอโซเฟีย ทำแบบนั้นเท่ากับกลายพันธุ์ซ้ำซ้อนนะ โทมัสอาจจะกลายเป็นสัตว์ประหลาดเหมือนมาวินก็ได้”
“ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันจะฆ่าเขาเอง ตอนนี้เวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว เขาต้องเลือกว่า…จะอยู่อย่างนักสู้ หรือตายอย่างคนแพ้”
โซเฟียจะฉีดยาให้ฤทธิ์ ณัฐชารีบขวาง
“ถ้างั้นก็ให้เขาเลือก ไม่ใช่เธอ”
ขณะเดียวกันนั้นเสียงฤทธิ์ดังขึ้น
“ณัฐชา”
ณัฐชากับโซเฟียมองไปที่เตียง ฤทธิ์ชันกายลุกขึ้นนั่งอย่างอ่อนล้าก่อนจะแบมือ
“ส่งน้ำตามัจจุราชมาให้ฉัน”
ทั้งณัฐชาและโซเฟียต่างอึ้งไป ฤทธิ์อยู่ในสภาพอ่อนล้า มีเพียงแววตาเท่านั้นที่ยังแข็งกร้าว มันคือแววตาของนักสู้ที่ไม่เคยท้อถอยต่อความพ่ายแพ้

โซเฟียดึงเอาน้ำตามัจจุราชหลอดหนึ่งมาส่งให้ฤทธิ์ เขามองดูมันก่อนจะหันไปบอกกับณัฐชา
“เราสูญเสียมามากพอแล้ว เราจะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด”
“ฉันรู้…แต่นี่มันเสี่ยงเกินไป”
“ผมไม่กลัว ที่ผ่านมาผมต่อสู้เพื่อใจทิพย์ เพื่อคนที่ตายไปแล้วผมยังทำได้ แล้วทำไมผมจะสู้เพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้ ผมจะสู้เพื่อคนบริสุทธิ์ทุกคน”
โซเฟียพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับความมุ่งมั่นนั้น ขณะที่ณัฐชาเมินหน้าเพราะไม่รู้จะโต้เถียงยังไง

กรณ์และเอมี่กลับเข้ามาในโรงชำแหละเนื้อ หลังจากออกไปโจรกรรมข้อมูลในกองปราบ ลุงโจกับแหลมและสมุนกำลังยืนรออยู่
“แผนที่ของเซฟเฮาส์ทั้งหมดอยู่ในนี้” กรณ์ส่งอุปกรณ์เก็บข้อมูลให้
ลุงโจกดปุ่มดูแผนที่ GPS ที่ระบุตำแหน่งเซฟเฮาส์ของตำรวจตามที่ต่างๆ
“นังตำรวจนั่นต้องหนีไปไม่ไกลแน่”
กรณ์แววตาเหี้ยม
“ตามล่ามัน เด็ดหัวไอ้ฤทธิ์ ราวีมาให้ได้”
ลุงโจหันไปทางแหลม
“ทุกคนพร้อมรึยัง”
แหลมงงๆ
“เอ่อ...สรุปว่าเป้าหมายเป็นใครเหรอครับ”
เอมี่ยิ้ม
“นักสู้มหากาฬ”
แหลมกับสมุนชะงักมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ขณะที่กรณ์ยิ้มสะใจ
ลุงโจกับแหลมและสมุนขึ้นรถออกไป กรณ์กับเอมี่เดินออกมายืนส่ง ก่อนที่วัฒน์กับยักษ์จะเข้ามาสมทบ
“ไม่ประมาทไปหน่อยเหรอหัวหน้า คนแค่นั้นจะฆ่าไอ้ฤทธิ์ได้ยังไง” วัฒน์กังวล
เอมี่ยิ้ม
“มันหมดพลังไปแล้ว ไม่เห็นต้องกลัวเลยนี่”
ยักษ์ขัดขึ้น
“แต่มันมีคนคอยคุ้มกันอยู่นะ”
กรณ์ยิ้มเย็น
“ฉันรู้ ฉันเตรียมแผนสองไว้แล้ว”
ทุกคนมองมาที่กรณ์อย่างสนใจ
“คราวนี้จะได้ถอนรากถอนโคนกันซะที”

โซเฟียกับณัฐชาโต้เถียงกัน เพราะคิดคนละอย่าง
“คุณแน่ใจเหรอว่าวิธีของคุณจะได้ผล”
“ฉันไม่รู้”
“แต่เขาอาจถึงตายก็ได้นะ”
“ยังไงเขาก็ต้องตายอยู่ดี คุณจะกลัวทำไม”
“ถ้านี่เป็นคนที่คุณรัก คุณจะกล้าพูดแบบนี้รึเปล่า”
โซเฟียมองหน้า
“ผู้หมวด มาดามหลิวเพิ่งถูกฆ่า ตอนนี้ฉันไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับวิธีของฉัน ก็เชิญไปห้ามเขาได้เลย แต่ฉันไม่เปลี่ยนใจแน่”
ณัฐชามองหน้าโซเฟียอย่างไม่พอใจ

ฤทธิ์นั่งมองน้ำตามัจจุราชอย่างเตรียมใจ เขานึกถึงในอดีตที่เขากับมาดามหลิวกำลังเล่นหมากรุกด้วยกัน...
“ทำไมคุณถึงไม่ลองใช้น้ำตามัจจุราช”
“เธออยากรู้ไปทำไม”
ฤทธิ์มองขามาดามหลิว
“เพราะถ้าเป็นคนอื่น เขาคงอยากเดินได้อีกครั้ง”
“ถึงน้ำตามัจจุราชจะถูกพัฒนาไปแค่ไหน แต่ผลลัพธ์ของมันก็ยังไม่ได้สมบูรณ์เต็มร้อย การกลายพันธุ์อาจเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี”
“เหตุผลคุณมีแค่นี้เองเหรอ”
“สามีกับลูกของฉันต้องถูกฆ่าตาย ก็เพราะฉันไม่ยอมช่วยพรายพิฆาตผลิตเจ้าสิ่งนี้ ฉันไม่มีวันยอมรับมันเด็ดขาด”
ฤทธิ์เดินหมากตาของเขา ขณะที่มาดามหลิวเงยหน้ามองเขา
“ฉันไม่เหมือนเธอ ฤทธิ์ ราวีเธอเกิดมาเพื่อมัน เธอเป็นคนแรกและคนเดียวที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ทั้งๆที่น้ำตามัจจุราชยังพัฒนาไม่เต็มที่ บางที…มันอาจเป็นโชคชะตาของเธอก็ได้”
ฤทธิ์นิ่งคิด ขณะที่มือของมาดามหลิวเดินหมากไปอีกตาหนึ่ง...มันคือโชคชะตา

ฤทธิ์เมื่อคิดถึงจุดนี้ก็อดไม่ได้ที่จะรำพึงออกมา
“โชคชะตา…ที่จะต้องตายและเกิดใหม่อีกครั้ง”
ฤทธิ์ตัดสินใจจรดเข็มฉีดจ่อลงที่ต้นแขน เพื่อฉีดน้ำตามัจจุราชเข้าสู่ร่างกาย เขาหลับตาลุ้นอยู่อึดใจหนึ่งก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง…เขายังไม่พร้อม มีบางอย่างที่ต้องทำเสียก่อน

โซเฟียเพิ่งกลับเข้ามาและเห็นฤทธิ์กำลังเปิดประตูห้องของณัฐชา
“ณัฐชาอยู่ที่ไหน”
“อยู่ข้างนอก กำลัง…”
โดยไม่รอให้โซเฟียพูดจบ ฤทธิ์รีบตามออกไปทันที โซเฟียมองตามอย่างสงสัย

ฤทธิ์เดินออกมาจากบ้านพัก เขากวาดตามองหาณัฐชาสักครู่ก่อนจะเดินตรงไป...ณัฐชากำลังยืนครุ่นคิดอยู่ที่บึงด้วยความกังวลใจ แต่แล้วเธอก็หันมาและเห็นฤทธิ์กำลังเดินตรงมาที่เธอ
“คุณโทมัส”

ฤทธิ์เดินมาหยุดตรงหน้าและสวมกอดเธอไว้แนบอก
“ถ้าผมตายหรือว่าเกิดอะไรขึ้น ผมอยากให้คุณรู้เอาไว้...ถ้าชีวิตผมมีโอกาสเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ผมอยากให้คุณอยู่กับผม”
ณัฐชาอึ้งไป
“ฉันเหรอ”
ฤทธิ์เอื้อมมือลูบหน้าณัฐชา
“ผมรู้ว่ามันสายเกินไปที่จะพูดเรื่องนี้ แต่ที่ผ่านมา ผมรู้สึกดีกับคุณมาตลอด ทุกวินาทีที่คุณอยู่เคียงข้างผม”
ณัฐชากุมมือเขาเอาไว้ด้วยความตื้นตันน้ำตาซึม
“มันยังไม่สายเกิน ถ้าคุณรับปากฉัน ว่าคุณจะต้องไม่ตาย ฉันจะรอคุณ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะรอชีวิตใหม่ของคุณ เราจะเริ่มต้นทุกอย่างด้วยกัน”
กำลังใจจากณัฐชาทำให้ฤทธิ์พยักหน้าอย่างฮึดสู้ ณัฐชาโผกอดเขาอย่างใจหาย
สิงหา ไมตรี ปรีดากลับเข้ามาในออฟฟิศ เมธาเซ็นเอกสารให้ตำรวจนายหนึ่งอยู่พอเหลือบเห็นเข้าก็รีบเข้ามาถาม
“ว่าไงสารวัตร ได้เรื่องยังไงบ้าง”
“เพนท์เฮาส์บนบริษัทบลูฟินิกซ์ถูกวางระเบิดยกชั้นครับท่าน ตอนนี้เรายังไม่พบศพของมาดามหลิวกับคนสนิทแต่คิดว่าคงเสียชีวิตอยู่ในนั้น”
“ท่าทางคงเป็นฝีมือของพรายพิฆาตอีกตามเคยครับ เพราะร.ป.ภ.บอกว่าคนร้ายมันแปลงร่างได้ เหมือนกับที่เราเจอเลยครับ” ไมตรีรายงาน
เมธาครุ่นคิด
“ฆ่ามาดามหลิว ขโมยแผนที่เซฟเฮ้าส์ของเราหรือว่าสองเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกัน” เมธานึกขึ้นได้ “จริงด้วยสิ แล้วตอนนี้ติดต่อผู้หมวดณัฐชาได้รึยัง”
ปรีดาส่ายหน้า
“ปิดโทรศัพท์มือถือหายเงียบไปเลยครับ โทรไปที่คอนโดก็ไม่มีคนรับสาย อ้อ...แล้วหมอนั่นก็หายตัวไปเหมือนกันครับ”
“ใคร”
“นายโทมัส คู่ปรับของผู้หมวดไงครับ ติดต่อไม่ได้เหมือนกัน”
เมธามองหน้ากันกับสิงหาอย่างเอะใจ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน

เมธากลับมาในห้องทำงานโดยมีสิงหาตามมาด้วย
“เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นไล่เลี่ยกันแบบนี้ ผมคิดว่ามันอาจเชื่อมโยงกันก็ได้ครับ ไม่แน่ผู้หมวดณัฐชาอาจรู้ว่า อะไรคือเบื้องหลังของคดีนี้”
เมธาสงสัย
“แล้วทำไมเธอไม่รายงานพวกเรา”
สิงหาคิดๆ
“เธออาจตกอยู่ในอันตราย”

ปรีดากดโทรศัพท์อยู่วุ่นวาย กดแล้วก็กดใหม่ ก่อนจะลดโทรศัพท์ลง
“แย่แล้วจ่า”
“ผู้หมวดไม่ยอมรับสายเหรอหมู่”
“เปล่า ผมลืมเติมเงิน”
ไมตรีเซ็งเลย
“อื้อหือ คิดได้ไงวะหมู่ ทำงานแบบนี้ดันใช้ระบบเติมเงินเป็นตำรวจนะหมู่ ไม่ได้ขายกล้วยทอด”
“เอาน่าจ่า ไอ้ที่ผมหยุดโทรน่ะ มันไม่เกี่ยวกับโทรศัพท์หรอกแต่ผมนึกอะไรได้อย่างนึง”
“ว่า…”
“จ่ายังจำตอนที่ผู้หมวดณัฐชาแกถูกใส่ร้ายได้รึเปล่า ตอนนั้นผม ผมพาแกหนีไปซ่อนตัวที่เซฟเฮ้าส์หลังหนึ่ง จนป่านนี้แกยังไม่คืนกุญแจผมเลย”
สิงหาเดินออกมาได้ยินเข้าพอดี
“เซฟเฮ้าส์นั่นอยู่ที่ไหน”

ฤทธิ์นั่งอยู่บนเตียง ณัฐชาส่งกุญแจมือให้โซเฟียรับไปเตรียมพร้อม
“กันเหนียวไว้ก่อน คุณคงไม่ว่าอะไรนะ” โซเฟียบอกกับฤทธิ์
ฤทธิ์พยักหน้าเข้าใจ แล้วบอกกกับณัฐชา
“ถ้าผมฟื้นขึ้นมาแล้วไม่เหมือนเดิมล่ะก็ คุณจัดการผมได้เลย”
ณัฐชาหนักใจ
“ต้องแค่ไหนถึงจะเรียกว่าไม่เหมือน”
“ถ้าผมกลายร่างเป็นอสูรกาย หรือว่าผมจำคุณไม่ได้ คุณต้องรีบเหนี่ยวไกทันที”
ฤทธิ์ว่าแล้วชี้นิ้วที่ศีรษะเป็นการเตือนว่าต้องยิงที่หัวอย่างเดียวเท่านั้น
“เตรียมตัวได้แล้วผู้หมวด” โซเฟียตัดบท
ณัฐชาลากเก้าอี้มานั่ง ก่อนจะชักปืนออกมาตรวจดูกระสุนแล้วพยักหน้าจากนั้นโซเฟียก็จัดการล็อกข้อมือฤทธิ์ไว้กับเตียง แล้วฉีดน้ำตาสวรรค์ใส่แขนของเขาทันที ฤทธิ์ขมวดคิ้วหลับตาลงเพื่อเตรียมใจรับผลข้างเคียงที่จะติดตามมา
“อย่าลืมว่าตอนนี้ร่างกายของคุณมีไวรัสอยู่เต็มไปหมด มันกับเซลกลายพันธุ์จะต่อสู้กัน เหมือนเม็ดเลือดขาวที่ต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งที่ตามมาก็คือการอักเสบภายในอย่างรุนแรง อดทนหน่อยนะ”
โซเฟียว่าแล้วก็ถอยห่างออกมา ขณะที่ณัฐชามองลุ้นๆ ฤทธิ์ยังหลับตา ขบวนการในร่างกายของเขาเกิดการผันผวนอย่างรุนแรง น้ำตามัจจุราชก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ เซลนั้นต่อสู้กับไวรัส ฤทธิ์เหงื่อกาฬไหลโทรมเริ่มแสดงความเจ็บปวดออกมาให้เห็น ณัฐชามองอาการของเขาอย่างหวั่นใจ โซเฟียหันมาเตือน
“ถ้าเกิดอะไรขึ้น คุณห้ามลังเลเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันจะจัดการกับเขาเอง”
ณัฐชาไม่โต้เถียง แต่ลึกๆได้แต่ภาวนาขออย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น
กำลังโหลดความคิดเห็น...