xs
sm
md
lg

โดมทอง ตอนที่ 7

เผยแพร่:

โดมทอง ตอนที่ 7

อีกสักครู่หนึ่ง แสงแขเดินเข้ามาหยุดยืนในครัว พลางกอดอกบอกด้วยสีหน้าเยาะๆ

“พี่อุษา! คุณย่าให้มาตามไปพบ”
อุษาวางมือ เปิดก๊อกล้างมือ
“ไม่ถามหรือว่าเรื่องอะไร”
“เดี๋ยวคุณย่าก็บอกเอง”
อุษาเดินออกไปเลย
แสงแขมองจ้องหน้าวิรงรองเขม็ง “เธอล่ะ...อยากรู้ไหม! เห็นชอบสอดรู้สอดเห็นนักนี่”
วิรงรองทำหูทวนลมใส่
แสงแขกระชากวิให้หันมาอย่างหงุดหงิด “นังวิรงรอง”
วิรงรองสบตาแสงแขเขม็งปัดมืออีกฝ่ายออกไป “ว่ายังไงคะ ... “คุณ” แสงแข” วิรงรองจงใจเน้นคำว่า “คุณ”
“แก”
“ถึงดิฉันจะไม่ใช่พวกผู้ดีเก่าเก็บ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็คอยสั่งสอนอบรมไม่ให้พูดจาหยาบคาย! ไม่ให้ดูถูกคน! ไม่ให้อิจฉาริษยาใคร!”
“แกด่าฉันไม่พอ ยังด่าคุณย่าอีก” แสงแขว่า
“ขอโทษนะคะ...กรุณาทบทวนให้ดี...ทุกประโยคของดิฉันไม่มีคำหยาบเลยสักคำ! มีแต่คุณที่เรียกจิกดิฉันบ่อยๆ เออ! ถ้าดิฉันเรียกคุณว่า “อีแสงแข” ก็ว่าไปอย่าง” วิรงรองย้อนแสบ
“นังวิรงรอง! แกกล้าเรียกฉันว่า...อี”
วิรงรองทำหน้าตาอ่อนอกอ่อนใจ “เอาอีกแล้ว...ดิฉันพูดว่า “ถ้า” ค่ะ ไม่ได้เรียกจริงๆ สักหน่อย”

แสงแขมองอย่างอาฆาตแล้วเดินออกไป วิรงรองไม่สนใจหันกลับมาทำงานต่อ

ท่านผู้หญิงสรรักษ์ตบหน้าอุษาจนหน้าหัน อุษาเบือนกลับมาแล้วก้มหน้า น้ำตาปริ่ม...แก้มเป็นผื่นแดงรูปนิ้ว
ท่านผู้หญิงจิ้มหน้าผากอีกจนหน้าหงาย “นังอุษา! นังคนเนรคุณ”
“ไม่จริงค่ะ! อุษาไม่เคยแม้แต่จะคิดอย่างนั้น”
“แล้วนังแสงแขมันจะเอามาจากไหน” หญิงชราเว้นนิด “ตั้งแต่นังพลับพลึงมันมาอยู่ที่นี่ แกก็สมคบกับมันลอบกัดฉัน”
อุษาอธิบายน้ำตาไหลพราก “คุณย่าขา! อุษาไม่เคยคิดร้ายกับคุณย่าเลย...วิรงรองก็เหมือนกัน”
“อย่าเอ่ยชื่อนังคนนั้น! ต่อไปนี้ฉันขอสั่งไม่ให้แกพูดกับมัน บอกนังอุไรด้วย ห้ามไปสุงสิงยุ่งเกี่ยวกับมันเด็ดขาด ฉันจะดูซิว่ามันจะยังหน้าด้านอยู่ในโดมทองได้อีกหรือเปล่า เข้าใจมั้ย”
“เข้าใจค่ะ”
“ไสหัวไปได้แล้ว”
อุษาคลาน แล้วลุกเดินออกไป
ท่านผู้หญิงสรรักษ์มองตามนัยน์ตาเป็นประกายวาวโรจน์อย่างน่ากลัว

วิรงรองรู้เรื่องก็ถอนใจยาว สีหน้าขรึมลง
“วิเข้าใจค่ะ...วิจะพยายามเลี่ยงไม่เข้าใกล้ใคร...ทุกคนจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน”
อุษาน้ำตาไหลอีกด้วยความอัดอั้นตันใจ
วิรงรองบอกด้วยเสียงอ่อนโยน “พี่อุษาไปหายาทาแผลเถอะค่ะ แดงเป็นผื่นเลย”
อุษาพยักหน้า แล้วเดินออกไป วิรงรองถอนใจยาว น้ำตารื้นขึ้นมา
“คุณขา...วิคิดถึงคุณเหลือเกิน...วิอยากกลับบ้าน”

ตรงมุมสวยๆ ภายในอาณาเขตคุ้มภูไทเวลานั้น ไม้ดอกไม้ใบอวดความสวยแข่งกัน สร้างให้บรรยากาศสดชื่น อนิรุทธิ์อยู่ในบริเวณนั้น และกำลังพยายามโทรศัพท์ถึงวิรงรอง แต่ไม่มีใครรับ จนอนิรุทธิ์เริ่มกังวล
“ทำไมไม่รับสักที”
ลานนาเดินเข้ามา สีหน้าแจ่มใสแบบคนขี้เล่น
“คุณอนิรุทธิ์คะ”
อนิรุทธิ์หันกลับมาหา “ทำไมวิไม่ยอมรับโทรศัพท์”
ลานนานัยน์ตาพราวประสาคนขี้เล่น “สงสัยจะถูกเปลี่ยนให้เป็นแวมไพร์แล้วมั้งคะ”
อนิรุทธิ์มองลานนาด้วยสีหน้านิ่งสนิท “ไม่ตลก”
รอยยิ้มลานนาค่อยๆ เลือนหายไป หน้าเจื่อนแล้วพูดแบบไม่รู้จะพูดอะไรให้ดีไปกว่านั้น
“เหรอคะ”
“ใช่!”
ลานนาพึมพำในลำคอ “อ้อ”
ลานนาเกาหัวเหวอๆ ครู่หนึ่ง แล้วหันหลังจะเดินออกไป
“เมื่อกี้คุณเรียกผมทำไม”
ลานนาทวนคำงงๆ “เรียกคุณทำไม”
“เฮ้อ...นี่ความจำสั้นหรือเปล่าเนี้ย”
“อ้อ...นึกออกแล้ว...พี่ชายให้มาตามคุณอนิรุทธิ์ไปทานข้าวค่ะ”
“นำทางไปเลย ผมหิวขนาดจะกินคนได้อยู่แล้ว”
ลานนารีบเดินนำไป อนิรุทธิ์มีสีหน้าขันๆ ที่อำลานนาสำเร็จขณะเดินตาม ลานนาหันกลับมามองอีกที อนิรุทธิ์รีบปรับสีหน้าเป็นนิ่งๆ ตามเดิม


เวลาผ่านไปอีกช่วงหนึ่งแล้ว ภายในห้องอาหาร บัวคำถือจานซึ่งจัดวางผลไม้อย่างสวยงามเข้ามา ขณะที่สาวใช้อีกคนยกจานอาหาร ที่กินกันเสร็จเรียบร้อยแล้วออกไป
เท้าบัวคำจอมซุ่มซ่ามสะดุดกัน ร่างเซถลา
ลานนามองอยู่รีบลุกขึ้นคว้าไว้ได้ด้วยความว่องไว ในขณะที่บัวคำเซถลามาเกาะเก้าอี้อนิรุทธิ์ไว้ ภูไทและพันธุ์สูรย์พลอยลุกขึ้นด้วยสีหน้าตกใจ
“บัวคำ” สองหนุ่มอุทานพร้อมกัน
“ขอประทานโทษค่ะ อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิด” จอมซุ่มซ่ามว่า
“ระวังจะถูกตัดเงินเดือนโดยไม่ได้คาดคิดเหมือนกัน” ภูไทดุขำๆ
บัวคำยิ้มแห้งๆ
“ยังจะมาทำหน้าเปิ่นอีก! ขอโทษคุณอนิรุทธิ์แล้วรีบออกไปให้พ้นหน้าเลย”
บัวคำทรุดตัวลงกราบที่ตักอนิรุทธิ์ “ขอประทานโทษค่ะ ! อุบัติเหตุ...”
ภูไทเสียงเขียว “บัวคำ...ออกไป”
“ค่ะ” บัวคำลุกขึ้นถอนสายบัวผลุบหนึ่งแล้วรีบออกไป พร้อมกับเสียง “โครม” ตามมา
ทุกคนทำหน้าเซ็งๆ
“เชิญทานผลไม้ดีกว่าค่ะ...มีใครจะรับกาแฟบ้างมั้ยคะ” ลานนาถาม
ภูไทส่ายหน้า
“ไม่ครับ...ขอบคุณ” พันธุ์สูรย์บอก
“ผมก็ไม่เหมือนกันครับ”
อนิรุทธิ์บอก ในจังหวะที่เสียงโทรศัพท์รุทธิ์ดังขึ้น ชายหนุ่มรีบหยิบขึ้นมาดู รอยยิ้มสดใlปรากฏขึ้นทันทีเมื่อเห็นชื่อคนโทร.
“ขอโทษนะครับ”
อนิรุทธิ์ขอตัวแล้วเดินออกไป พร้อมเสียงทักทาย ท่ามกลางสายตาทั้ง 3 คน
“ท่าทางพี่ชายจะมีคู่แข่งซะแล้ว” ลานนาว่า

ภูไทปราม “ฮื้อ....ยัยน้อง”
วิรงรองเดินโทรศัพท์เข้ามาในห้องตัวเอง
“ขอโทษนะจ้ะรุทธิ์ ที่ไม่ได้รับโทรศัพท์เมื่อกี้”
อนิรุทธิ์ประชดเล็กๆ “มัวแต่รับใช้เจ้านายอยู่น่ะซิ... แม้แต่ลานนายังคิดว่าวิอาจจะถูกเปลี่ยนให้เป็นแวมไพร์แล้ว”
คราวนี้วิรงรองหัวเราะคิก แล้วเปลี่ยนเป็นสุ้มเสียงจริงจัง “ลานนาเป็นไงบ้าง”
อนิรุทธิ์รู้ทัน “วิ.....” เขาลากเสียงยาว
“เขานิสัยดีมากนะ น่ารักด้วย...สวยอีกต่างหาก” แม่สื่อสาวบอก
“ไม่ต้องพยายามถึงขนาดนั้นหรอก” สุ้มเสียงน้อยใจขึ้นมาเล็กๆ “...ใจคนไม่ได้เปลี่ยนง่ายๆ เหมือนเปลี่ยนเสื้อผ้า”
วิรงรองเบิกตากว้าง “ต๊าย! นี่หมายความว่า รุทธิ์มีแฟนแล้วละซี งั้นก็ต้องขอโทษด้วยนะจ้ะ ที่วิละลาบละล้วงจะหาแฟนให้...ว่าแต่ใครคือผู้โชคดีคนนั้น! เอ๊ะ! หรือว่าหนุ่ม”
“แค่นี้ละนะ...ขี้เกียจคุยด้วยแล้ว”
อนิรุทธิ์ปิดโทรศัพท์งอนๆ ขณะที่วิรงรองมีสีหน้างงๆ
“มีแฟนแล้วก็ไม่บอก! ต้องล้วงความลับให้ได้ว่านางเป็นใคร”
อีกมุมหนึ่งในคุ้มภูไท ลานนาพยายามให้กำลังใจพี่ชาย
“สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร เพราะฉะนั้น พี่ชายอย่าเพิ่งท้อคะ ...จะว่าไปน้องว่าพี่ชายยังมีภาษีดีกว่าอีตาอนิรุทธิ์นั่นอีกนะคะ นี่พูดกันอย่างแฟร์ๆ ไม่ได้เข้าข้าง”
“นั่นละ เขาเรียกว่า เข้าข้าง”
ขณะที่ทั้ง 2 คุยกัน อนิรุทธิ์เดินเข้ามาจะลากลับ เลยยืนฟัง
“พี่ชายของน้องออกจะหล่อ...เป็นผู้ดิบผู้ดีมีชาติตระกูล ....ส่วนนายคุณอนิรุทธิ์...”
จังหวะนี้อนิรุทธิ์กระแอมเบาๆ สองพี่น้องหันกลับมามองแล้วต่างสะดุ้ง
“ผมมาลาครับ...ขอบคุณสำหรับอาหารที่อร่อยดี มีชาติมีตระกูล”
2 คนสะอึก แล้วตั้งสติได้ จึงทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ภูไทรีบพูด
“ผมต้องขอโทษแทนลานนาด้วยครับ...เขาเป็นคนพูดไม่ค่อยคิด”
ลานนาหันขวับไปมองทันที “อ้าว! พี่ชาย”
“คุณอนิรุทธิ์พักที่ไหนครับ...ผมจะให้รถไปส่ง”
สองคนเดินคุยกันออกไป
“ขอบคุณมากครับ” อนิรุทธิ์บอก
ลานนาฉุนพี่ชายงอนตุ๊บป่อง “อะไรอ่ะ...เอาตัวรอดเฉยเลย พี่ช้าย....ย”

บรรยากาศยามค่ำในโดมทอง สวยแกมวังเวง อดิศวร์เปิดประตูเข้ามาในห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์
“อ้าว…ลบยังไม่ได้ไปปาร์ต้ง...ปาร์ตี้อะไรกับเขาหรือลูก”
“ครับ...ผมมีงานอีกนิดหน่อย เดี๋ยวค่อยตามไป”
ท่านผู้หญิงถอนใจยาว “ลบมีอะไรเหมือนคุณปู่หลายอย่าง...ทั้งรูปร่างหน้าตา...แล้วก็เป็นคนรักงานรักการ”
“เสียดายที่ไม่มีรูปคุณปู่เหลืออยู่เลย...ผมเลยไม่รู้ว่าเหมือนแค่ไหน” อดิศวร์ว่า
หญิงชราตัดบททันที “ไปทำงานเถอะ...เดี๋ยวจะได้ไปสนุกกับเขา”
“ผมก็ไม่ได้นึกสนุกอะไรหรอกครับ”
“แต่ยังไงก็ต้องไป”
อดิศวร์กอดย่าพลางชวน “คุณย่าจะไปด้วยกันไหมครับ”
ท่านผู้หญิงสรรักษ์ขืนตัวทันที นัยน์ตาเป็นประกายวาว “ไม่! ย่าเกลียดงานเลี้ยง”
อดิศวร์นิ่วหน้าเหมือนแปลกใจ ขยับจะถามแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ สีหน้าหญิงชรายังคงแข็งกร้าว

ขณะที่อดิศวร์เปิดประตูออกมาจากห้อง เห็นโอบอ้อมซึ่งแต่งตัวเรียบร้อยเตรียมจะไปปาร์ตี้เดินตรงมา
“แต่งตัวจะไปไหน” อดิศวร์ถาม
“ก็ไปช่วยปิ้งบาร์บิคิวไงคะ” สาวใช้จอมสอพลอบอก
“ไม่ต้องไป”
โอบอ้อมชะงักและผิดหวังสุดๆ “ทำไมล่ะคะ...ก็ท่านผู้หญิงให้ไป”
“ยังไงก็ต้องมีคนอยู่กับคุณย่า”
โอบอ้อมแย้ง “แต่...”
“ถึงท่านไม่ให้เข้าไปก็อยู่หน้าห้อง...อุไรเขาไปคอยช่วยคุณอุษากับคุณแสงแข”
โอบอ้อมก้มหน้าลง ด้วยความหงุดหงิดผิดหวัง
“ไม่พอใจหรือ” อดิศวร์ถามเสียงเย็นชา
โอบอ้อมรีบเงยหน้าขึ้นทันที “เปล่าค่ะ”
อดิศวร์เดินออกไป
โอบอ้อมมองตามหน้างอพึมพำ “ใช่ค่ะ…ผิดหวังโคตรๆ เฮ้อ! สงสัยเป็นแผนของคุณอุษาที่สั่งให้มาดูท่านผู้หญิงก่อนไป ฮึ นังอุไรเลยสนุกคนเดียว”

ส่วนภายในห้อง ท่านผู้หญิงสรรักษ์เอนตัวลง แล้วหลับตาลง ภาพจำครั้งอดีตผุดขึ้น เป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นภายในห้องโถงใหญ่ของโดมทอง บรรดาแขกกำลังเต้นวอลซ์ลีลาพลิ้วไหวอย่างสวยงาม
ที่ด้านนอกพลุถูกจุดสว่างจนกลบแสงจันทร์ที่สว่างนวลเหนือยอดโดม ขณะที่ด้านในแขกเหรือยังคงเต้นรำกันต่อ
ภาพเหล่านั้นเลือนหาย ท่านผู้หญิงสรรักษ์ยังคงนอนนิ่ง หยาดน้ำตาแห่งความแค้นไหลรินออกมา หญิงชราพึมพำ
“งานเลี้ยงเรอะ งานเลี้ยงพรากความสุขจากฉันไปจนชั่วชีวิต ฉันเกลียดมัน”

เวลาเดียวกัน ท้องฟ้าเหนือบริเวณชายหาดดวงดาวกระจายเต็มท้องฟ้าด้วยเป็นคืนข้างแรม กองไฟสุมสว่าง กองขนาดไม่ใหญ่โตนัก ห่างออกมาอุษาและวิรงรอง และอุไร กำลังช่วยกันปิ้งบาร์บิคิวอาหารทะเลอยู่ ส่วน รัฐมนตรีพจน์ นั่งล้อมวงคุยกับวัชรี แก้ว พิณทอง และพิชญ์ โดยมีแสงแขคอยดูแล
พิชญ์ลอบมองไปที่วิรงรองบ่อยๆ โดยที่พิณทองเองก็ลอบสังเกตสามีอย่างน้อยใจแกมครุ่นคิดเช่นเดียวกัน
“เอ๊ะ! ป่านนี้คุณลบยังไม่มาอีก หรือว่าจะทำงานเพลิน” พจน์เอ่ยขึ้น
“นั่นซิคะ...แขว่าแขไปตามดีกว่า”
“พิณไปเป็นเพื่อนค่ะ”
“ไม่ต้องมั้ง! เดี๋ยวก็คงมา” แก้วว่า
“ลองโทรศัพท์ไปตามซิลูก” วัชรีแนะ
“พิณไม่ได้เอาโทรศัพท์มาค่ะ”
พจน์หยิบมือถือของตัวเองส่งให้ “เอ้า”
“ขอบคุณค่ะ”
พิณทองกดโทรศัพท์

โทรศัพท์มือถือของอดิศวร์ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานดังขึ้น ภายในห้องไม่มีใครอยู่ ขณะที่เสียงโทรศัพท์ยังดังขึ้นเรื่อยๆ

พิณทองส่งโทรศัพท์คืนให้พ่อ
“ไม่มีใครรับค่ะ...สงสัยน้าลบกำลังจะมา” พิณทองหันมาทางแสง “เอายังไงดีคะ คุณแสงแข”
“งั้นก็คงไม่ต้องไปตามหรอกค่ะ”
จังหวะนี้อุไรยกจานวางบาร์บิคิวมาเสิร์ฟ พร้อมกับอาหารทะเลให้ทุกคน
วิรงรองหันมาบอกอุษาเบาๆ “เหม็นควันไฟจัง...ขออนุญาติไปสูดอากาศบริสุทธิ์หน่อยนะคะ”
“เชิญค่ะ...อย่าไปไกลนักล่ะ”
วิรงรองยิ้มเป็นเชิงรับคำ แล้วเดินเลี่ยงออกไป
พิชญ์ซึ่งลอบมองอยู่ก่อน แอบเดินตามไปเงียบๆ ในขณะที่คนอื่นกำลังคุยกันไปแล้วกินกันไปออกรส

เกลียวคลื่นซัดเข้าหาฝั่งดังซู่ซ่า เป็นระลอก วิรงรองเดินมาเรื่อยๆ ตามชายหาดด้วยความรู้สึกที่ปลอดโปร่งและรื่นรมย์ขึ้น
พิชญ์เดินตามมาห่างๆ ขณะที่วิรงรองยังคงรื่นรมย์กับบรรยากาศสงบสงัดโดยรอบ บางครั้งก็เงยหน้าขึ้นมองดาวที่กระจายเต็มฟ้า บางครั้งก็เดินไปหยุดให้น้ำทะเลไหลขึ้นมาบนเท้าครู่หนึ่งแล้วเดินต่อ
พิชญ์ยืนมองห่างๆ ด้วยสายตาอ่อนโยนรักใคร่อาลัยอาวรณ์

วิรงรองเดินต่อไปเรื่อยๆ ทอดอารมณ์ไปโดยไม่รีบร้อน
ดวงจันทร์ข้างแรมลอยรุบหรู่อยู่เหนือยอดโดม และค่อยๆ ลอยเข้าไปในกลุ่มเมฆสีเทา บรรยากาศของอาณาบริเวณโดมทองดูวังเวง เสียงแมลงกลางคืนที่ดังอยู่ดีๆกลับเงียบสนิทอย่างพร้อมเพรียงกัน
ด้านในของปราสาทโดมทองก็เงียบวังเวงจนน่าขนลุก
ส่วนภายในห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์ อยู่ดีๆ ก็เหมือนมีลมพัดเข้ามา ม่านหน้าต่างปลิว โอบอ้อมซึ่งนั่งบีบขาให้ท่านผู้หญิงอยู่ถึงกับขนลุกเกรียว แล้วยกแขนขึ้นกอดอกด้วยเกิดหนาวยะเยือกขึ้นมาในทันทีทันใด ในขณะที่ท่านผู้หญิงสรรักษ์ผงกหัวขึ้น นัยน์ตาเป็นประกายวาวด้วยความตื่นเต้นมองเขม็งไปที่ประตู
“มาแล้วเรอะ...พิศ”
โอบอ้อมค่อยๆ เบือนหน้าไปมองตามอย่างหวาดๆ ทว่าบริเวณหน้าประตูว่างเปล่า ไม่ปรากฏเงาของสิ่งใด
“เข้ามาซิ” ท่านผู้หญิงขยับตัวขึ้นนั่ง
โอบอ้อมตะกุกตะกักถามงงๆ “คะ...คะ...ใคร....ใครหรือคะ”
“ก็บอกแล้วว่านังพิศ”
โอบอ้อมกลืนน้ำลายเอื๊อก
“แกออกไปได้ ! นังพิศมันจะได้เข้ามา”
“ทะ....ท่าน...ผู้หญิง”
ท่านผู้หญิงตวาดเสียงขุ่น “บอกให้ออกไป๊”
โอบอ้อมรีบตาลีตาลานไปที่ประตู แล้วเปิดออกช้าๆ และจังหวะนี้เหมือนมีใครคนหนึ่งเดินสวนเข้ามาในลักษณะก้าวผ่านตัวโอบอ้อมไปอย่างช้าๆ โอบอ้อมรู้สึกได้ถึงกับผงะ
โอบอ้อมรีบก้าวออกไป หลังจากยืนอกสั่นขวัญแขวนตกตะลึงครู่หนึ่ง แล้วหันกลับไปมอง เห็นท่านผู้หญิงลุกขึ้นนั่งอย่างกระฉับกระเฉง แล้วก้มหน้าลงพูดราวกับมีใครคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่หน้าเตียงฟังอยู่
โอบอ้อมกลืนน้ำลายอีกครั้งแล้วรีบปิดประตูอย่างแผ่วเบา

โอบอ้อมอยู่หน้าห้องแล้วหันกลับมา ก้มมองแขนตัวเอง เห็นว่าขนลุกตั้งชัน โอบอ้อมยกมือลูบแขนตัวเอง มองซ้ายมองขวาด้วยสีหน้าเหมือนจะร้องไห้
“ท่านผู้หญิงเลี้ยงผี หรือไม่ก็เป็นบ้าไปแล้ว”
สาวใช้ผู้สอพลอพูดพลางรีบจ้ำไปจากที่นั้นทันที

ด้านวิรงรองเดินมาจนถึงบริเวณซากเรือริมชายหาด จังหวะที่วิรงรองกำลังจะทรุดตัวลงนั่ง แต่แล้วก็สะดุ้งเฮือก เมื่อเสียงหนึ่งซึ่งคุ้นหูดังขึ้น
“พลับพลึง”
วิรงรองสะดุ้ง เหลียวขวับไปมอง เห็นพิชญ์ก้าวเข้ามาใกล้ สีหน้าแววตาดูยินดีอย่างยิ่งที่ได้อยู่กับวิรงรองตามลำพังเสียที
“ผมรอเวลาที่เราจะได้อยู่กันตามลำพังอย่างนี้นับตั้งแต่ได้พบคุณที่นี่”
วิรงรองขยับตัวจะก้าวเดินเลี่ยงไป พิชญ์ขยับขวางไว้
“กรุณาหลีกทางด้วยค่ะ ฉันจะกลับ”
“คุยกับผมสักประเดี๋ยวจะเป็นไร โอกาสอย่างนี้หาได้ที่ไหน ที่คุณตั้งใจจะมาหาผม น้าลบก็ยังอุตส่าห์ตามมา”
วิรงรองเสียงแข็งขึ้นทันที “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะไปหาคุณ กรุณาเข้าใจให้ถูกด้วย”
พิชญ์พยายามประณีประณอม “โอเค...โอเค ไม่ได้ตั้งใจก็ไม่ได้ตั้งใจ...พอเห็นคุณแยกตัวมา...ผมก็เป็นห่วง รีบตามมาทันที”
น้ำเสียงวิรงรงรองฟังดูคล้ายจะเยาะหยันตัวเอง “ตามมาทำไม หรือคิดว่าฉันจะกระโดดน้ำตาย”
“อย่าประชดประชันผมนักเลย” พิชญ์สีหน้าจริงจังขึ้น “พลับพลึง...คุณรู้ใช่ไหมว่า ผมกับพิณทองจะมาฮันนี่มูนที่นี่ ....คุณถึงได้มาดักรอที่โดมทอง...ผมไม่เชื่อว่า ทุกอย่างจะเป็นการบังเอิญ”
“ฉันขอยืนยันว่า มันเป็นเรื่องบังเอิญ”
พิชญ์แปลกใจ “งั้นทำไม คุณมาอยู่ที่นี่”
“ก็...คุณลบบอกไปแล้วไม่ใช่หรือ”
“ผมไม่เชื่อ” พิชญ์บอกเสียงแข็ง
“ไม่เชื่อก็ตามใจ”
วิรงรองออกเดินหนี พิชญ์คว้าแขนไว้
“พลับพลึง”
“ปล่อย!..และฉันชื่อวิรงรอง ไม่ใช่พลับพลึง”
พิชญ์มีนัยน์ตาเป็นประกายกร้าว “คุณคือพลับพลึงของผม”
วิรงรองกระทืบเท้าด้วยความโกรธ “ไม่ใช่! คุณไม่มีสิทธิ์”
“เรารักกัน! ผมมีสิทธิ์” พิชญ์พูดพร่ำ
“อย่ามามั่ว! คุณแต่งงานแล้ว! เรื่องของเรามันจบไปตั้งแต่ตอนนั้น”
“แต่ผมเชื่อว่ายังไม่จบ”
“เฮอะ! คุณกล้าพูดต่อหน้าคุณพิณทองและบรรดาวงศาคณาญาติของเธอมั้ยล่ะ” วิรงรองท้า
“กล้า! ไปด้วยกันเดี๋ยวนี้เลยก็ได้”
พิชญ์คว้าข้อมือวิรงรองออกเดินวิรงรองขืนตัวไว้เต็มที่ แล้วสะบัดมือ
“ฉันไม่บ้าไปกับคุณหรอก”
“ทำไมล่ะ ก็คุณท้าผม”
“เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว ทุกอย่างมันสายไปแล้ว” วิรงรองบอกย้ำ
“ยังไม่สาย ถ้าหากคุณบอกมาคำเดียวว่ายังรักผมอยู่”
วิรงรองเหนื่อยใจ “พิชญ์”
“ผมจะสารภาพกับพิณทองตามตรงว่า ผมไม่เคยรักเขา คุณต่างหากคือคนที่ผมรัก”
“บ้า! คุณจะทำอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด”
“ทำไมจะไม่ได้ในเมื่อเรารักกัน! อย่าทรมานตัวเองอีกต่อไปเลยนะพลับพลึง”
พูดพลางรวบตัววิรงรองมากอดไว้
วิรงรองตกใจและพยายามดิ้น “ปล่อยเดี๋ยวนี้นะพิชญ์ อย่าทำบ้าๆ นะ”
พิชญ์ไม่ปล่อยแถมก้มหน้าลงมา “ไม่ปล่อย”
วิรงรองรวบรวมกำลัง กระทืบเท้าลงไปบนเท้าพิชญ์เต็มแรง
พิชญ์ร้อง “โอ๊ย”
วิรงรองถือโอกาสผลักพิชญ์ออกไป แล้วตบเปรี้ยงจนพิชญ์หน้าหัน
สีหน้าและแววตาของวิรงรองเป็นประกาย ด้วยความโกรธจัด
“จำไว้ว่า อย่าทำอย่างนี้อีก เพราะถึงแม้ฉันจะให้อภัยคุณได้สำหรับทุกเรื่อง...แต่กรณีนี้ ฉันถือว่าคุณหมิ่นน้ำใจฉันและยังเหยียบย่ำศรัทธาที่ฉันเคยมีต่อคุณจนหมดสิ้น กลับไปเถอะค่ะพิชญ์ สำหรับเราถือว่าทุกอย่างจบแล้ว คุณมีหน้าที่กับคุณพิณทอง... สำหรับฉันก็จะทำหน้าที่ที่มีกับคุณลบให้ลุล่วงไปด้วยดี”
พิชญ์มองวิรงรองด้วยสีหน้าแววตาเจ็บปวด “พลับพลึง...”

“กลับไปเถอะค่ะ”
จังหวะนี้มีแสงจากไฟฉายส่องมาไกลๆ วูบวาบพร้อมเสียงร้องเรียกชื่อพิชญ์แว่วๆ

“มีคนมาตามแล้ว...คุณรีบไปดีกว่า”
สีหน้าแววตาของพิชญ์ยังคงเดิม แต่เสียงที่เปล่งออกมาสั่นนิดๆ ด้วยความสะเทือนใจสุดๆ
“ก็ได้...แต่จำไว้สักนิดว่า ผมรักคุณคนเดียวเท่านั้น”
พิชญ์ตัดใจเดินจากไป วิรงรองมองตามชายที่เธอเคยรักสุดหัวใจอย่างเจ็บปวดเช่นกัน พร้อมกับเข่าอ่อนยวบลง แล้วปิดหน้าร้องไห้
เสียงอดิศวร์ดังขึ้น “แก้มนายพิชญ์คงจะระบมไปอีกหลายวันทีเดียว”
วิรงรองสะดุ้งเฮือก หันขวับมาทันทีใบหน้าที่ยังมีน้ำตามองอย่างตกตะลึง อดิศวร์ซึ่งนั่งอยู่อีกด้านของซากเรือ ลุกขึ้นยืน
“อยากรู้ว่า เขาจะแก้ตัวกับพิณทองว่ายังไง”
วิรงรองยังคงมอง อดิศวร์ ศิโรดม ด้วยดวงตาเบิกกว้าง...คำพูดจุกอยู่ที่คอ

เมื่อพิชญ์เดินมาจนกระทั่งเห็นผู้ที่ถือไฟฉาย 2 คนชัดเจน เป็นวัชรีและพิณทองที่มองตอบมาอย่างสำรวจตรวจตราและคลางแคลงใจ
“ไปไหนมาตาพิชญ์”
“ผม...เหม็นควันไฟน่ะครับ เลยเดินมาเรื่อยๆ”
ตลอดเวลาพิณทองมองพิชญ์คลางแคลงใจแต่ไม่พูดอะไร
“แม่คนนั้นก็หายไปด้วย”
“ใครครับ”
พิณทองบอก “วิรงรองค่ะ”
พิชญ์ออกเดินไปขณะพูด “ผมไม่เห็นใคร”
พิณทองและวัชรีสบตากัน

ส่วนอดิศวร์เดินมาหยุดตรงหน้าวิรงรอง แล้วยื่นมือมาให้จับเพื่อพยุงตัวลุกขึ้น แต่วิรงรองลุกขึ้นเองโดยไม่สนมือนั้น ...ตายังคงมองผู้เป็นนายจ้างโดยที่พูดไม่ออก
“ขอโทษที่ฉันต้องบังเอิญมารับรู้เรื่อง “ส่วนตัว” ของเธอกับสามีหลานฉัน แต่จะว่าไปก็ช่วยไม่ได้ที่อยากมาพูดกัน โดยที่ไม่ดูตาม้าตาเรือว่ามีใครเขานั่งอยู่ก่อน”
วิรงรองตั้งสติได้ “คุณ...ไม่มีมารยาท! คุณน่าจะบอก”
“จะให้บอกช่วงไหนล่ะในเมื่อเธอกับนายพิชญ์ทำท่ายังกับมีอยู่แค่ 2 คนในโลก ขืนฉันทะลุกลางปล้องขึ้นมา เดี๋ยวก็จะหาว่าไม่มีมารยาทอีก” อดิศวร์ เว้นอีกนิดประชัดตัวเองกลายๆ “ผิดทั้งขึ้นทั้งล่องทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากฟังสักนิด”
วิรงรองทั้งเจ็บใจและอับอาย “คุณมัน ...เจ้าเล่ห์ที่สุด”
วิรงรองสุดกลั้น น้ำตาไหลพรากออกมาอีก แล้วสะอื้นด้วยความรู้สึกหลายอย่างประดังกันเข้ามา
อดิศวร์พูดเหมือนเอ่ยถึงเรื่องไร้สาระที่สุด “จะมัวมาร้องไห้เสียใจอยู่ทำไม...เขาแต่งงานได้...เราก็แต่งได้เหมือนกัน” อดิศวร์เว้นไปอีกนิดก่อนบอกออกมา “...แต่งงานกับฉันไหมล่ะ...วิรงรอง...แล้วก็อยู่ด้วยกันที่โดมทองนี้ตลอดไป”
วิรงรองสะอื้นค้าง มองหน้าอดิศวร์เหมือนไม่เชื่อหู
“ทำไม...เธอคิดว่าฉันพูดเล่นหรือ...”
วิรงรองเม้มปาก แล้วขยับจะเดินไปโดยไม่พูดไม่จา
อดิศวร์พูดด้วยเสียงวางอำนาจทันที “ฉันกำลังพูดกับเธอ ยังไปไหนไม่ได้”
วิรงรองหันขวับมามอง “ดิฉันไม่ใช่คุณแสงแข”
“ฉันไม่ได้บ้าจนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังพูดอยู่กับใครหรอก...” เขาเว้นนิดแล้วถามเอาคำตอบ “เธอจะว่ายังไง”
วิรงรองสบตาอดิศวร์ “นี่เป็นแผนการขั้นสุดท้ายที่จะมัดฉันเอาไว้โดยไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพิชญ์และคุณพิณทองอีกเลยใช่ไหมคะ”
“เธอคิดว่า คนอย่างฉันจะทำอย่างนั้นหรือ”
“คนอย่างคุณน่ะทำอะไรที่คนดีๆ เขาไม่ทำกันได้ตั้งหลายอย่าง”
อดิศวร์รวบตัววิรงรองมากอด และระดมจูบอย่างไม่ปราณี “งั้นเรอะ! ฉันจะบอกให้ก็ได้ ฉันอยากแต่งงานกับเธอเพราะความดื้อดึง! จองหอง! อวดดีของเธอนั่นแหละ...พอใจหรือยัง!”
วิรงรองพยายามผลักไสสุดแรง “ปล่อย! บอกให้...”
นอกจากจะไม่ปล่อยแล้วอดิศวร์ยังก้มลงจูบโดยที่วิรงรองยังพูดไม่ทันจบ วิรงรองพยายามดิ้นรนเต็มที่ แล้วค่อยๆหมดแรง...ความรู้สึกหลายๆ อย่างรวมกันเป็นก้อนสะอื้นติดอยู่ที่ลำคอ...เนื้อตัวสั่นเทา...น้ำตาไหลพราก
อดิศวร์เงยหน้าขึ้นแล้วชะงักไป “เป็นอะไรไป...วิรงรอง”
วิรงรองพยายามกลั้นสะอื้น อดิศวร์โอบกอดกระชับไว้ ถามเสียงแปร่งปร่า
“โกรธฉันหรือว่ายังอาลัยอาวรณ์นายพิชญ์”
วิรงรองเม้มปาก น้ำตายังไหลพรากๆ
อดิศวร์เยาะหยัน “คงรักเขามากซินะ แต่น่าเสียดายที่กลายเป็นของ “ต้องห้าม” ไปแล้ว ขืนแย่งก็บาปกรรมเปล่าๆ”
วิรงรองยกแขนขึ้นเช็ดปาก และใบหน้าแรงๆ ด้วยความแค้นใจ อดิศวร์คลายแขนออก
“ใจคอจะลบให้หมดกลิ่นสาปเชียวเรอะ! ที่จริง...ถึงยังไงไอ้มนุษย์อย่างฉันมันน่าจะดีกว่านายพิชญ์ตรงที่ไม่ใช่คนโลเล...พอทางนี้ไม่ได้ ก็หันไปคว้าทางโน้น”
วิรงรองโกรธจัดผลักอดิศวร์เต็มแรง แล้ววิ่งหนีไป

อดิศวร์มองตามอย่างหงุดหงิด แล้วก้าวตามไป

อ่านต่อหน้า 2
โดมทอง ตอนที่ 7 (ต่อ)

ที่บริเวณปาร์ตี้แสงแขเอาแต่ชะเง้อมองอย่างกังวล

“ทำไมป่านนี้คุณลบยังไม่มาอีก”
“หนูวิรงรองก็หายไปเลย ! เมื่อกี้ไม่เจอแกหรือพิชญ์” พจน์ถาม
พิชญ์อึกอักเล็กๆ
“โอ๊ย! ป่านนี้เขากลับไปนอนสบายแล้วมั้ง” แก้วแหลมขึ้นมา
บนฟ้าเริ่มมีแสงฟ้าแลบแปลบปลาบ
“ท่าทางฝนจะตกแล้วล่ะค่ะ” อุไรว่า
“กลับกันดีกว่า...ชักจะไม่สนุกแล้ว” วัชรีชวน
“กลับกันไปก่อนก็แล้วกัน ...ผมจะเดินหาหนูวิก่อน” พจน์บอก
แก้วหมั่นไส้ขึ้นมาทันที “จะต้องห่วงใยอะไรกันนักหนา...กลับพร้อมกันหมดนี่แหละ”
อุษาเองก็ชะเง้อมองหาวิรงรองด้วยความกังวล
อุไรรู้ทันกระซิบถาม “เป็นห่วงคุณวิหรือคะ”
อุษาหันมามองแล้วพยักหน้า

สองคนเดินอยู่ตรงชายหาด อดิศวร์ก้าวยาวๆ มาทันแล้วดึงแขนวิรงรองไว้
วิรงรองกระชากแขนออก “อย่ามายุ่งกับฉัน”
“ก็ไม่ได้อยากจะยุ่งอะไรด้วยนักหรอก แต่จะเตือนให้ทำหน้าตาท่าทางให้มันเป็นปกติหน่อย ไม่อย่างนั้นคนอื่นเขาอาจจะสงสัยได้ว่า เราไปทำอะไรมา”
“ไม่มีใครเขาคิดบ้าๆ อย่างคุณหรอก”
“ทำไมจะไม่มี! อย่างน้อยก็นายพิชญ์คนหนึ่งละ”
วิรงรองสะบัดหน้าออกเดินเร่งฝีเท้าหนีอย่างหงุดหงิด อดิศวร์เงยหน้าดูฟ้าที่แลบแปลบปลาบแล้วเดินตาม

ทุกคนที่บริเวณปาร์ตี้ช่วยกันเก็บของเดินไปไว้ในรถซึ่งจอดอยู่เลยหาดทรายไป สมรีบเดินแกมวิ่งตรงมา
อุษาโล่งใจ “นายสมมาพอดี...ฉันกำลังนึกว่าจะไปตามได้ยังไง”
“ผมเห็นท่าทางฝนจะตกก็เลยรีบมาครับ”
สมกุลีกุจอไปช่วยเก็บของ สักพักหนึ่ง จึงเห็นวิรงรอง กับอดิศวร์ก็เดินกลับมา
ทุกคนมองอย่างแปลกใจ
“อ้าว ! ไปเจอกันที่ไหนล่ะนั่น” พจน์ทักถาม
พิชญ์ขบกรามกับท่าทีของอดิศวร์ วิรงรองซึ่งเดินตรงมาอย่างไม่รีบร้อน
“ไม่เห็นจะต้องถาม แม่คนนี้เขารู้วิธีหาผู้ชายเจออยู่แล้ว” แก้วเอ่ยแดกดันขึ้น
ทุกคนมีสีหน้าต่างๆ กันไป อุษาเหลือบมองอย่างประหลาดใจแวบหนึ่งว่าอะไรจะพูดได้ขนาดนี้ ส่วนแสงแขยิ้ม
อย่างพอใจและสะใจ ที่มีแนวร่วมเกลียดวิรงรองเหมือนกัน ฟากอุไรห่อปากแบบไม่เชื่อหู ด้านพิชญ์ขบกรามนัยน์ตาเป็นประกายแวบหนึ่ง ขณะที่พิณทองจ้องแม่อย่างอึดอัด และแสงแขมองอย่างริษยา และเกลียดชัง
พจน์ปรามๆ “ฮื้อ...คุณละก็”
“คุณแก้วพูดได้เห็นภาพจริงๆ เลยค่ะ...พี่เห็นด้วย” วัชรีบอก
“ขอบคุณค่ะ แต่สามีน้องท่าทางจะไม่เห็นด้วย” แก้วค้อนพจน์ขณะพูด
พิณทองพยายามทำเสียงและสีหน้าแจ่มใสเพื่อสร้างบรรยากาศ “น้าลบกับคุณวิรงรองไปพบกันได้ยังไงคะเนี้ย”
อดิศวร์ตัดบท “ฝนจะตกแล้ว...กลับไปเล่ากันที่โดมทองดีกว่า...ของพวกนี้เดี๋ยวคนงานเขามาเก็บเอง น้าลบสั่งไว้แล้ว” พลางแตะข้อศอกวิรงรองอย่างอ่อนโยนราวกับรักกันนักหนา “...ไป”
วิรงรองจำใจเดินตาม

ท้องฟ้าเริ่มร้องครืนครันเหนือยอดโดม แสงแขเปิดประตูเข้ามาในห้อง สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตเคียดแค้น ภาพอดิศวร์เดินเคียงเข้ามากับวิรงรองราวกับคู่รัก และตอนอดิศวร์แตะข้อศอกวิรงรองอย่างอ่อนโยน ผุดเข้ามาในห้วงความคิดอย่างต่อเนื่อง
“นังวิรงรอง” แสงแขขบกรามขณะพูด
แสงแขอยู่ในอิริยาบถนั้นครู่หนึ่ง แล้วเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ
“ใคร”
“โอบเองค่ะ” น้ำเสียงดูร้อนรนนิดๆ
แสงแขเปิดประตู โอบรีบเข้ามาหน้าตาตระหนก
“ท่านผู้หญิงเลี้ยงผีค่ะ”
แสงแขฉุน “แกจะบ้าเรอะ”
“จริงๆ นะคะ...คุณแข น่ากลัวเหลือเกิน โอบหัวใจจะวายเสียให้ได้”
ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ผุดขึ้นแทนคำเล่าของโอบอ้อม ภาพเลือนไป แสงแขกัดปากครุ่นคิด
“โอบสาบานเลยว่าไม่ได้โกหกซักคำ”
“คุณย่าเป็นบ้าไปแล้ว ไม่ใช่ผีเผอที่ไหนหรอก”
“แต่โอบขนลุกเลยนะคะ”
“แกรีบโทรศัพท์ไปให้พี่ชายแกมาพบฉันแต่เช้าที่น้ำตก”
“ได้ค่ะ!...แล้ว...” โอบอ้อมจ้องจะพูดเรื่องผี
“ซักตี 5 ครึ่ง...แกไปกับฉันด้วย”
“ค่ะ…แล้วเรื่องผี...”
“ก็บอกแล้วไงว่า ยายแก่นั่นเป็นบ้าไปแล้ว...ไปนอนซะ! แล้วอย่าลืมที่ฉันสั่งล่ะ”
“ค่ะ...”
โอบอ้อมเดินไปอย่างไม่เต็มใจนัก ด้วยยังพูดไม่จบ
แสงแขมีสีหน้ามาดหมาย

พจน์กำลังเดินขึ้นบันไดจะกลับห้อง วิรงรองรีบตามมา
“คุณลุงคะ”
พจน์หยุดหันมา “อ้าว! หนูวิ...มีอะไรหรือ”
“ถ้าคุณลุงกลับไปแล้ว...วิจะโทรศัพท์ปรึกษาคุณลุงได้ไหมคะ...คือ...ถ้าหากวิ...เห็นอะไรอีกน่ะค่ะ”
พจน์ยิ้มให้ “ได้ซิ”
วิรงรองยิ้มโล่งใจ “ขอบคุณมากค่ะ...เอ้อ...เรื่องแบบนี้วิไม่ทราบจะปรึกษาใคร ดีไม่ดีเขาจะหาว่าบ้า”
“ลุงเข้าใจ...ลุงจะให้ทั้งเบอร์มือถือ กับ อีเมล์ ไว้เลย”
แก้วและพิณทองเดินเข้ามา ทั้ง 2 แม่ลูกชะงัก เมื่อเห็นทั้ง 2 คนกำลังแลกเบอร์โทร.กัน!
“คุณพจน์” แก้วเรียกสามีเสียงเข้มสุดๆ
2 คนหันมามอง
“หนูไปเถอะ” พจน์บอก
วิรงรองไหว้ “ขอบคุณมากค่ะ”
วิรงรองเดินเลี่ยงออกไป โดยมีแก้วมองตามอย่างเกลียดชังและไม่พอใจอย่างยิ่ง
“นี่มันอะไรกันคะ ทำไมต้องต้องซุบซิบกับนังนั่น”
“ขึ้นไปพูดกันข้างบน” พจน์เดินไป
แก้วตามอย่างโกรธเกรี้ยว “อีตาพจน์”
พิณทองรีบร้องเตือน “ใจเย็นๆค่ะ คุณแม่”

แก้วตามพจน์ เข้ามาแล้วปิดประตูอย่างแรง
“ไหนแก้ตัวมาซิ”
“เหลวไหล” พจน์ฉุน
“คุณนั่นแหละเหลวไหล! คิดยังไงถึงได้เป็นกิ๊กกับนังนั่น”
พจน์โมโห “จะบ้าเรอะ! หนูวิกับผมมีซิกซ์เซ้นส์เหมือนกัน”
แก้วทำเสียงแดกดัน “ซิกซ์เซ้นส์! โธ่เอ๊ย! ฉันไม่ได้โง่หรอกนะ ฉันเชื่อสายตาของฉัน”
“งั้นก็ไม่ต้องมาพูดกัน” พจน์บอก
“ฉันจะพูด”
พจน์สุดทน “ถ้าขืนพูด...ผมจะไปพักโรงแรมในเมืองเดี๋ยวนี้เลย”
รัฐมนตรีพจน์เดินหนีเข้าห้องน้ำอย่างหงุดหงิด

คุณหญิงแก้วมองตามอ้าปากค้าง แล้วเม้มปากด้วยความเจ็บใจแค้นใจสุดๆ
เช้ามืดวันต่อมา แสงเงินแสงทองส่องฟ้า ฝูงนกออกหากินและส่งเสียงร้องดังเป็นระยะ

แสงแขขี่ม้าเข้ามาบริเวณป่าละเมาะ โดยมีโอบอ้อมซึ่งหลับหูหลับตาด้วยความกลัวซ้อนท้ายมาด้วย แสงแขลงจากรถม้า โอบอ้อมลงตามด้วยความงุ่มง่ามไม่เคยชิน เลยทำให้ตกลงมาร้องลั่น
“โอ๊ย”
แสงแขดุ “เสียงดัง”
“ก็มันเจ็บนี่คะ”
“คุณแสงแข” เสียงเรียกดังมาจากมุมหนึ่ง
แสงแขและโอบอ้อมหันไปมอง เป็นอ๊อดพี่ชายโอบอ้อมเดินเข้ามา
“นายอ๊อด เมื่อไหร่จะลงมือเสียที ค่าจ้างฉันก็จ่ายไปแล้ว”
“ผมก็ทำงานให้คุณไปแล้วนี่ครับ” อ๊อดบอกหน้าตาเฉย
แสงแขฉงน “ทำงาน! ฉันยังไม่เห็น”
อ๊อดพูดแทรกทันที “ก็งานถ่ายรูปนั่นไงครับ ผมส่งมาให้เรียบร้อยรวดเร็วทันใจ แล้วนี่...”
แสงแขอึ้ง “ตั้งหมื่นนึงน่ะเรอะ”
อ๊อดบอก “ครับ”
แสงแขหันขวับมาทางโอบอ้อม “นังโอบ”
“พี่อ๊อด...อย่าเค็มนักเลยน่า...นี่เจ้านายของฉันนะ”
“เรื่องธุรกิจไม่มีพี่น้อง...ไม่มีเจ้ามีนาย เงินมางานไป...เงินดีงานเดิ
กำลังโหลดความคิดเห็น...