xs
sm
md
lg

โดมทอง ตอนที่ 3

เผยแพร่:

โดมทอง ตอนที่ 3

พิธีการในงานดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย พิชญ์และพิณทองออกมาส่งแขกหน้าห้องจัดงาน มีการอวยชัยให้พรจากแขกผู้ใหญ่ และท่าทีกระเซ้าเย้าแหย่จากหนุ่มสาววัยใกล้เคียงกัน

สักพักพักหนึ่ง อดิศวร์เดินออกมาทักทายกับแก้ว วัชรี และ รัฐมนตรี ซึ่งกำลังส่งแขกผู้ใหญ่ แล้วเดินมาที่บ่าวสาว พิชญ์และพิณทองรีบเดินไปหาอดิศวร์
“จะกลับแล้วหรือคะ...น้าลบ” พิณทองยิ้มแย้ม
อดิศวร์พยักหน้า “พรุ่งนี้ ...น้าลบมีนัดกับลูกความแต่เช้า”
“แล้วน้าลบจะกลับไปโดมทองเมื่อไหร่คะ”
“น่าจะเป็นมะรืนนี้ ว่าแต่เราเถอะ เปลี่ยนใจแล้วหรือยัง”
“เปลี่ยนใจ” พิณทองฉงน
“น้าลบคงหมายถึงไปฮันนีมูนที่โดมทองไง”
“แน่ะ...พิชญ์จำได้ด้วย ไม่เปลี่ยนแน่นอนค่ะ...พิชญ์เองก็อยากไป”
“พิณเล่าให้ฟังจนเห็นภาพเลยครับ”
อดิศวร์พูดทีเล่นทีจริง “ไม่แน่...พอไปถึงแล้วจริงๆ คุณพิชญ์อาจจะผิดหวังก็ได้”
พิชญ์ผินหน้ามาสบตาพิณทองอย่างอ่อนโยน “พิณทองคงไม่ทำให้ผมผิดหวังหรอกครับ”
พิณทองหลบตาพิชญ์อายๆ
“น้าลบกลับก่อนละ....ขอให้คุณพิณกับสามี มีความสุขที่สุดตลอดไป”
พิณทองกอดอดิศวร์อย่างตื้นตัน “ขอบคุณมากค่ะ น้าลบ...อย่าลืมว่าก่อนกลับ “โดมทอง” น้าลบต้องไปทานข้าวกับพิณแล้วก็พิชญ์นะคะ”
“ตกลงครับ”
2 คนไหว้ลา อดิศวร์รับไหว้ แล้วเดินออกไป พิณทองและพิชญ์มองตาม แล้วเดินไปส่งแขก

ไม่นานหลังจากนั้นคุณหญิงแก้ว กับท่านรัฐมนตรี กลับถึงบ้าน เดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่ สาวใช้ถือของตามมา
“เสื้อผ้าในถุงนั่น เอาส่งซักแห้งพรุ่งนี้นะ” แก้วสั่งสาวใช้
“ค่ะ”
แก้วเดินตาม สามีขึ้นไปข้างบน ขณะสาวใช้ปิดประตูหน้าต่าง
ท่านรัฐมนตรีอยู่ในห้องแล้ว ถอดเสื้อสูทออก ขณะเดินไปเปิดแอร์ แก้วเดินตามเข้ามาด้วยสีหน้าสบายอกสบายใจอย่างยิ่ง
“โล่งใจไปที นี่ยังแอบคิดกับพี่วัชว่า ถ้าแฟนเก่าตาพิชญ์มา จะทำยังไง”
“ใครเขาจะมา” สามีว่า
“อ้าว ไม่แน่นะคะตาพิชญ์น่ะทั้งหล่อทั้งรวย ผู้หญิงที่ไหนก็อยากได้”
“ยกเว้นแฟนเก่า” ท่านรัฐมนตรีบอก
แก้วชักฉุน “เอ๊ะ! คุณ”
“ก็ไม่จริงเรอะ พอเขารู้ว่าตาพิชญ์มีคู่หมั้นแล้ว...เขาก็ยอมเลิกทันที ผมถึงว่ามันแปลกๆ ถ้าผู้หญิงเขาไม่รักศักดิ์ศรีเหนือสิ่งใดละก็...ตาพิชญ์อาจจะมีอะไรผิดปกติ” ท่านรัฐมนตรีว่า ด้วยความชื่นชม
“ฉันว่าตาพิชญ์เขาต้องเปรียบเทียบแล้ว ถึงได้เลือกลูกเรามากกว่า” คุณหญิงไม่ยอมแพ้
“อวยกันเข้าไป ผมไปอาบน้ำละ”
ท่านรัฐมนตรี เดินหนีเข้าห้องน้ำไป

ด้านอดิศวร์อยู่ในห้องพักที่คอนโด ซึ่งเวลานั้นอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว เดินมาทรุดตัวลงนั่งบนเตียง
อดิศวร์มองไปที่โทรศัพท์ครู่หนึ่ง แล้วหยิบขึ้นมาจะกด แต่มือชะงักค้าง แล้ววางมือถือกลับที่เดิม ก่อนจะเอนตัวลงนอน นัยน์ตาจับจ้องมองเพดานครุ่นคิด

ขณะเดียวกันที่โดมทอง ดวงจันทร์ข้างแรมลอยเข้าไปในกลุ่มเมฆสีเทาเหนือยอดโดม วิรงรองนอนหลับสนิทอยู่ในห้องพัก จู่ๆ มีเสียงวงมโหรีดังแว่วเข้ามา ตามด้วยเสียงเพลง นางครวญ
วิรงรองลืมตาขึ้น นอนนิ่งแล้วเงี่ยหูฟัง เสียงเพลงยังคงดังแว่วๆ มา ฟังดูเศร้าสร้อยโหยหวน นิ่งฟังครู่หนึ่งแล้ววิรงรองจึงตัดสินใจลุกขึ้น เดินไปหยิบเสื้อคลุมมาสวมและคว้าไฟฉาย เดินออกจากห้องไป

วิรงรองก้าวออกมาหน้าห้อง ปิดประตูลงเบาๆ แล้วเดินไปที่บันได ฉายไฟกราดส่องนำทาง
“ทำไมไม่มีใครได้ยินบ้างหรือไง”
วิรงรองก้าวลงบันไดอย่างระมัดระวัง โดยฉายไฟส่องให้เห็นทาง

สักครู่หนึ่งวิรงรองเดินเข้ามาภายในห้องโถงกลาง ท่ามกลางความมืดสลัว เสียงเพลงยังคงดังแว่วมาจากที่สูง วิรงรองฉายไฟขึ้นไปบนเพดาน
“เสียงเหมือนดังมาจากข้างบน”
ขณะที่วิรงรองเหลียวหน้าเหลียวหลัง เหมือนกำลังตัดสินใจว่าจะทำยังไงดี จู่ๆ มีเงาใครคนหนึ่งวูบวาบเดินไปที่ประตู
“ใครคะ”
เงียบ ไม่มีเสียงตอบ ร่างนั้นเดินไปที่ประตูซึ่งเปิดออกอย่างง่ายดาย แล้วเดินออกไป
“เดี๋ยวค่ะ! รอด้วย”

วิรงรองรีบเดินแกมวิ่งตามออกไป
วิรงรองก้าวตามผีนางพิศออกมา ซึ่งเดินช้าๆ ราวกับลอยได้ แต่วิรงรองกลับตามไม่ทัน ต้องเร่งฝีเท้าเต็มที่ สีหน้าพิศยามนี้หากใครจะต้องรู้สึกหลอนๆ เพราะน่ากลัวมาก

“ป้า! รอด้วยค่ะ”
ผีนางพิศยังคงเดินนำไปเรื่อยๆ วิรงรองเร่งฝีเท้าตาม ปากก็พยายามชวนคุย
“ป้าอยู่ที่นี่หรือคะ”
พิศไม่ตอบ เดินนำวิรงรองไปไกลเรื่อยๆ ทันใดเสียงเพลงที่ดังแว่วๆ กลับดังขึ้นราวกับมาบรรเลงอยู่ใกล้ๆ
พิศหยุดชะงัก เช่นเดียวกับวิรงรองหันกลับไปแหงนหน้ามองยังทิศที่มาของเสียง
หญิงสาวแลเห็นยอดโดมสว่างวับแวมด้วยแสงเทียนที่ราวกับจุดไว้หลายเล่ม วิรงรองมองด้วยความพิศวงครู่หนึ่ง
“คุณหนู” เสียงสมดังขึ้น
วิรงรองสะดุ้งเฮือกหันขวับมา
“ลุงสม โอย...หนูตกใจหมดเลย”
“คุณหนูออกมาทำอะไรป่านนี้ครับ”
“หนูตามป้าคนนึงมาค่ะ” วิรงรองหันไปมองโดยรอบ “เอ๊ะ! หายไปไหนแล้ว”
“ผมไม่เห็นมีใคร นอกจากคุณหนูคนเดียว”
“เป็นไปไม่ได้”
“กลับเข้าบ้านเถอะครับ”
วิรงรองเงยหน้าดูยอดโดม “เอ๊ะ”
บนยอดโดมยามนี้มืดสนิทไม่มีวี่แววของแสงเทียน หรือสิ่งมีชีวิตเลย
“แปลกจัง เมื่อกี้หนูยังเห็นแสงเทียนลอดออกมาจากข้างบนนั้น”
“เป็นไปไม่ได้หรอกครับ...บนยอดโดมนั่น ปิดตายมาตั้งนานมากแล้วละครับ ดูเหมือนจะไม่เคยเปิดใช้เลย ตั้งแต่สมัยยังสร้างไม่เสร็จใหม่ๆด้วย...อันนี้ฟังผู้ใหญ่เขาเล่ากันมาน่ะครับ”
สมพูดยาวที่สุด เท่าที่วิรงรองเคยได้ยิน แล้วออกเดินนำวิรงรองตรงไปยังตัวบ้าน
“แล้วลุงออกมาทำอะไรหรือคะ”
“คุณลบท่านสั่งให้ผมคอยออกมาเดินดูบริเวณบ้านครับ โดยเฉพาะตอนที่ท่านไม่อยู่ เพราะทางป่าละเมาะด้านโน้นไม่ได้มีรั้วกั้น ...คนภายนอกอาจจะเข้ามาได้”
วิรงรองพยักหน้า ขณะที่สมหยิบกุญแจขึ้นมาไขประตู อย่างแปลกใจ
“เอ๊ะ! เมื่อกี้คุณหนูออกมาได้ยังไงครับ”
“หนูก็ตามป้าคนนั้นออกมาไงคะ”
สมมีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด ขณะเปิดประตูออกให้วิรงรองเข้าตึกไป

รุ่งเช้า บรรยากาศรายรอบอาณาเขตอันงดงามของโดมทอง แสนสดชื่น
ภายในครัวฝรั่งซึ่งอยู่ในบ้าน เห็นโอบอ้อมตักโจ๊กกุ้งใส่ชาม แล้วเหลือบตามองซ้ายขวาหน้าหลังอย่างเจ้าเล่ห์
แล้วหยิบเกลือเทลงในชามนั้น
“เทลงไป เทลงไป เทลงไปให้มันเค็มปี๋”
โอบอ้อมวางชามทั้ง 3 ลงบนถาด โดยทำสัญลักษณ์โรยผักลงไปเพียงชามเดียว
“ขอให้รับประทานให้อร่อยนะคะ นังคุณวิรงรอง”
โอบอ้อมยกถาดเดินลอยหน้าร่าเริงออกไป

วิรงรอง และอุษากำลังนั่งคุยกันอยู่ในห้องอาหาร
“เอ๊ะ พี่ไม่เคยเห็นนะคะ”
“หรืออาจจะเป็นคนข้างนอกเข้ามา” อุษาว่า
โอบอ้อมยกถาดมาวาง แล้วหยิบชามโจ๊กจากถาดวางให้ อุษา และ วิรงรอง และอีกที่สำหรับแสง ซึ่งยังไม่ลงมา
วิรงรองทำหน้าตาย ช่วยเลื่อนชามวางให้ โดยสลับชามของตนกับชามแสงแข
โอบอ้อมตกใจ “อุ๊ย ชามไม่มีผักของคุณวิรงรองค่ะ”
“เอาไว้ให้คุณแสงแขดีกว่า คุณแสงแขยังไม่ลงมา ใส่ผักลงไปเดี๋ยวเหี่ยวหมด” วิรงรองว่า
โอบอ้อมท้วง “แต่ว่า”
อุษาดุ “มันอะไรนักหนาหรือโอบ คุณวิเขาก็พูดถูกแล้ว”
วิรงรองตักโจ๊กชิม แล้วเงยหน้ามองโอบอ้อม
“วันนี้รสชาติดีนี่”
แสงแขเดินเข้ามา แล้วลงนั่งที่ของตน
“โจ๊กกุ้งเหรอ...น่ากินจัง...แต่จะน่ากินกว่านี้ถ้าไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย”
“ออกไปได้แล้ว โอบ” อุษาบอก
“คุณ...คุณแข จะเปลี่ยนชามใหม่มั้ยคะ”
“ฉันบอกว่ายังไง โอบ” อุษาย้ำ
โอบอ้อมหันหน้าหันหลังขยับเดินออกไป ขณะที่แสงแขตักโจ๊กเข้าปาก แล้วทิ้งช้อนลงทันที
“นังโอบ”
โอบอ้อมค่อยๆ หันมา “ขา...”
“แกทำเกลือหกลงไปเรอะไง”
วิรงรองทำหน้าตาย แต่แววตาสะใจขณะตักโจ๊กเข้าปาก
“เอ๊ะ ไม่เห็นเค็มอะไรนี่คะ...กำลังอร่อยเลย...อร่อยกว่าทุกวันด้วย”
แสงแขรู้ทันที นิ่งอึ้ง แต่แววตามองวิรงรองอย่างเกลียดชัง
แสงแขเลื่อนชามโจ๊กออกห่าง “ไม่กงไม่กินมันแล้ว ไปคั้นน้ำส้มมาให้ฉันแก้วนึง”
“ค่ะ” โอบอ้อมเดินไป
วิรงรองร้องบอก “อย่าใส่เกลือเยอะนักนะ โอบ เดี๋ยวคุณแสงแขจะดื่มไม่ได้อีก”
วิรงรองยิ้มใสซื่อกับแสงแขซึ่งหันขวับมามอง ต่างคนต่างรู้ทัน

เวลาต่อมาสองสาวอยู่อีกมุมหนึ่งของบ้าน
“มันจงใจเปลี่ยนชาม” แสงแขบอกในท่าทีฉุนเฉียว
“งั้นก็แสดงว่า เธอจงใจจะแกล้งเขา...คงจะหลายครั้งแล้วด้วย คราวนี้เขาถึงได้เอาคืน”
“พี่อุษาเข้าข้างมันเรอะ”
“พี่พูดกลางๆ ไม่ได้เข้าข้างใคร พี่จะไปดูอาหารเช้าให้คุณย่า เธอจะไปทำอะไรก็ไป”

อุษาเดินไป แสงแขมองตาม แล้วนัยน์ตาเป็นประกายขึ้นมา นึกแผนร้ายได้
ขณะเดียวกัน อุไรกำลังซ้อนหมอนให้ท่านผู้หญิงสรรักษ์นั่งพิงสบายๆ

“พรุ่งนี้แล้วใช่มั้ย ที่ตาลบจะกลับ”
“เห็นว่าอย่างนั้นเจ้าค่ะ”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ แล้วเห็นแสงแขเปิดเข้ามา ก่อนจะคลานอย่างเรียบร้อยที่หน้าเตียง แล้วหันไปทางอุไร
“จะไปทำธุระส่วนตัวก็ไป...ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนคุณย่าเอง"
อุไรเหลือบมองท่านผู้หญิงสรรักษ์
“ไม่ต้องไป” ท่านผู้หญิงหันมาทางแสง “มันเรื่องอะไรของแก นังแสงแข แกนั่นแหละออกไป”
แสงแขฝืนยิ้มอย่างใจเย็น “แขจะมาชวนคุณย่าไปเก็บดอกมณทาค่ะ กำลังออกเต็มต้นเลย”
“สาระแนดีนัก”
แสงแขก้มหน้าลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
“แกพยายามสอพลอฉันเพื่อจะได้ตาลบใช่ไหมล่ะ” ท่านผู้หญิงแดกดัน
“แขไม่เคยคิดอย่างนั้นเลยค่ะ แขทำทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจ”
“ตอแหล”
แสงแขสะอึก
“ตราบใดที่ฉันยังอยู่ แกไม่มีวันได้ตาลบไปหรอก แกไม่คู่ควรกับหลานของฉัน”
“แล้วแม่วิรงรองคนนั้นล่ะคะ” แสงแขจงใจบอก
ท่านผู้หญิงสรรักษ์ชะงักบ้าง “หมายความว่ายังไง”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ” แสงแขมีนัยน์ตาสะใจผุดขึ้นมาแว่บหนึ่ง
ท่านผู้หญิงตวาดลั่น “ต้องมี บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าแกหมายถึงใคร ใครที่ชื่อวิรงรอง”
“ก็คนที่คุณย่าเรียกว่า พลับพลึงไงคะ” แสงแขบอก
ท่านผู้หญิงนั่งตัวแข็ง แล้วนัยน์ตาค้างท่าทางเหมือนหายใจไม่ออก


อุษาเดินถือถาดอาหารมาจนถึงบริเวณหน้าห้อง แล้วสะดุ้งเฮือกเมื่อมีเสียงดังโครมครามมาจาก
ข้างในพร้อมเสียงท่านผู้หญิงสรรักษ์กรีดร้องโวยวายลั่น
“ออกไป อีนังแสงแข...ออกไป”
ประตูเปิดออก แสงแขออกมา หน้าตาตื่นตระหนก
“เกิดอะไรขึ้น แสงแข”
“จะอะไรเสียอีกล่ะ นอกจากอีแก่มันอาละวาด โอม...เพี้ยง ขอให้มันเส้นเลือดแตกตายไปเลย”
อุษาตกใจ “แสงแข”
“ไม่ต้องมาทำเป็นตกอกตกใจหรอก แขรู้ว่าพี่อุษากับทุกคน เว้นคุณลบก็แช่งชักหักกระดูกมันอยู่ทุกวัน”
ตลอดเวลาที่สองคนคุยกันนั้น เสียงท่านผู้หญิงกรี๊ดๆตลอด
“นังพลับพลึง ขอให้แกตกนรกหมกไหม้ไม่ต้องไปผุดไปเกิด”
อุษารีบเปิดประตูเดินเข้าไป มีเสียงแสงแขด่าไล่หลัง
“อีนังหลานคนโปรด ลองอีแก่นั่นรู้ว่าลอบติดต่อไอ้พันธุ์สูรย์ซิ มีหวังไล่ออกไปแทบไม่ทัน”

ท่านผู้หญิงสรรักษ์มองอุษาตาขวาง “มาแล้วเรอะ นังตัวดี ฉันสั่งไม่รู้กี่หนแล้วว่าห้ามปล่อยนังแสงแขเข้ามา”
อุษาวางถาดอาหารลงบนโต๊ะเข็นซึ่งอยู่ห่างออกไป “คุณย่ารับประทานโจ๊กร้อนๆ ก่อนนะคะ”
“ไม่กิน” ท่านผู้หญิงตวาดลั่น
อุไรสะดุ้งเฮือก ขณะที่อุษามีสีหน้าท่าทางปกติด้วยความเคยชิน
“แกสมคบกับนังแสงแขใส่ยาพิษมาให้ฉันใช่มั้ย...พอฉันตาย นังแสงแขก็จะได้ครอบครองตาลบ ส่วนแกก็สบายไม่ต้องมาหลังขดหลังแข็งรับใช้ฉัน”
อุไรค่อยๆ คลานไปที่ประตู ท่านผู้หญิงสรรักษ์หันขวับมามองตาขวางแล้วตวาดลั่น
“จะไปไหน”
อุไรตกใจสุดขีด แล้วตอบด้วยเสียงดังลั่น “ไปข้างนอกเจ้าค่ะ”
“ไม่ให้ไป”
อุไรจะร้องไห้เสียให้ได้ ยังคงตอบเสียงดังแบบบ้าจี้ “ไม่ไปก็ไม่ไปเจ้าค่ะ”
“อุษา”
“คะ คุณย่า”
“นังแสงแขมันบอกว่านังพลับพลึงยังอยู่ใช่มั้ย ทำไมตาลบไม่ไล่ มันออกไป! โธ่! ตาลบนะตาลบ! ทำไมถึงได้ขัดคำสั่งย่า”
หญิงชราเริ่มจะคร่ำครวญ
“คุณย่าน้อยไม่ได้อยู่ที่นี่ค่ะ”
“ใครบอก นังพลับพลึงมันยังอยู่ที่นี่ อยู่ที่โดมทอง” ถึงตรงนี้นัยน์ตาเริ่มเลื่อนลอยพร่ำเพ้อ “มันถึงได้คอยตามหลอกหลอนฉัน...มันแย่งตาลบไปนะ”
ท่านผู้หญิงเอนพิงหมอนอย่างอ่อนแรง หลับตาลง อุษาคลานเข้ามาคลี่ผ้าห่มออก ห่มให้จนถึงอก
มือท่านผู้หญิงสรรักษ์คว้าข้อมืออุษาหมับจับไว้แน่น นัยน์ตาขวางกร้าว อุษาสะดุ้งเฮือก
“ได้ยินมั้ย นังอุษา”
“ได้...ได้ยินค่ะ”
“ไล่นังพลับพลึงออกไป! หาหมอผีเก่งๆ มาจับมันใส่หม้อถ่วงน้ำไปเลย”
ท่านผู้หญิงสรรักษ์แหงนหน้าหัวเราะเหมือนคนบ้า

อุษามองอย่างสลดใจ ในขณะที่อุไรหวาดกลัวสุดๆ
บรรยากาศในโดมทองดูสวยเหงาๆ ภายในห้องแสงแขเวลานั้น อุษามองน้องอย่างเข้มงวด ในขณะที่แสงแขทำเป็นมองออกไปภายนอกอย่างไม่รู้ไม่ชี้

“พี่ถามว่า เธอเข้าไปพูดอะไรกับคุณย่า”
“ก็แขบอกแล้วไงว่าเปล่า”
“พี่ไม่เชื่อ”
“งั้นก็ช่วยไม่ได้”
อุษาก้าวเข้ามาใกล้ จับแขนให้น้องสาวหันกลับมา
“บอกความจริงมา”
แสงแขสะบัดออกอย่างแรง ผลักอุษาจนเซ “อย่ามายุ่งกับฉัน”
“ฉันจะไม่ยุ่ง ถ้าเธอไม่ไปวุ่นวายกับคุณย่า เธอทำให้ท่านโกรธ”
“ตายซะก็ดี”
อุษาปราม “แสงแข”
“ไม่รู้จะอยู่เป็นมารความสุขคนอื่นไปทำไม มิน่า มีผัว...ผัวก็ทิ้ง มีน้อง...น้องก็หนี ไม่มีใครรัก ไม่มีใครเขาอยากจะอยู่ด้วย พี่อุษาก็เหมือนกัน รับใช้ใกล้ชิดอีแก่นั่น ระวังจะติดนิสัยเลวๆ มาจนหาใครรักไม่ได้”
ขาดคำ อุษาตบหน้าน้องเปรี้ยงทันที แสงแขหน้าหัน แล้วค่อยๆ เบือนหน้ากลับมา แสยะยิ้มเยาะ
“อ้อ แสดงว่ายังมีความรู้สึก ไม่ตายด้านเย็นชา”
“ขอโทษ...พี่ไม่ได้ตั้งใจ”
“อ้อ ขนาดไม่ตั้งใจยังหน้าชาขนาดนี้”
“แสงแข...พี่ไม่อยากให้เธอทะเลาะกับคุณย่า...ไม่รักไม่ชอบก็อย่าเข้าไปใกล้”
แสงแขนิ่ง แต่นัยน์ตาเป็นประกายกร้าว
“แล้วก็ลืมเรื่องคุณลบไปได้เลย”
แสงแขหันขวับมามอง “อ้อ! จะเก็บไว้ให้นังวิรงรองใช่มั้ยล่ะ เห็นถูกคอกันดีนี่ เป็นพี่ประสาอะไร แย่งผู้ชายที่น้องรักไปให้คนอื่น เห็นมันดีกว่าน้อง”
“พี่ไม่เคยทำอย่างนั้น...ถ้าไม่รักไม่หวังดีกับเธอจริงๆ พี่จะเตือนเธอให้พยายามอดทนเอาใจคุณย่าเรอะ”
“ออกไป”
“เก็บไปคิดดูดีๆ ก็แล้วกัน”
อุษาเดินออกไป แสงแขมองตามอย่างเกลียดชัง

ครู่ต่อมาท่านผู้หญิงสรรักษ์เบือนหน้ามาทางอุไร แล้วจ้องเขม็ง
“ทำไมนังแสงแขถึงได้พูดถึงนังพลับพลึงขึ้นมา”
“ไม่...ไม่ทราบเจ้าค่ะ”
“อย่าโกหก แกต้องรู้”
“โถ! ท่านผู้หญิงเจ้าขา อุไรเป็นคนโง่เจ้าค่ะ”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น อุไรลอบถอนใจเฮือก เห็นอุษาเปิดประตูเข้ามา
“คุณย่าไม่ได้นอนหรือคะ”
“แกมาก็ดีแล้ว ทำไมนังแสงแขมันถึงพูดเรื่องนังพลับพลึงขึ้นมา”
“อุษาไม่ทราบค่ะ”
“พวกแกสุมหัวกันปิดบังฉัน ...นังพลับพลึงมันยังอยู่ใช่มั้ย”
“คุณย่าน้อย” อุษาแกล้งถาม
“ฉันไม่ได้หมายถึงผีนังพลับพลึง”
อุษาและอุไร ก้มหน้าลง
“ฉันหมายถึงนังพลับพลึงที่ตาลบพามา มันยังอยู่ที่นี่ใช่มั้ย”
อุษาตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมองท่านผู้หญิง แล้วสบตาแน่วแน่
“เปล่าค่ะ...เขาไปตั้งนานแล้ว”
ท่านผู้หญิงสรรักษ์มองอุษานิ่งๆ
อุษาเบือนหน้าไปทางอุไร “อุไร...เลื่อนโต๊ะมาให้คุณย่าซิ”
“ฉันไม่หิว”
“รับประทานสักหน่อยเถอะนะคะ...คุณลบสั่งเอาไว้ว่า ต้องพยายามให้คุณย่ารับประทานอาหารได้มากๆ”
ยินดังนั้น ท่านผู้หญิงกระตือรือร้นขึ้นมาทันที “งั้นเรอะ! ตาลบสั่งไว้ยังงั้นเรอะ”
“ค่ะ คุณลบเป็นห่วงคุณย่ามากที่สุด”
“งั้นเอามา”
อุไรเลื่อนโต๊ะอาหารมาที่เตียง อุษาจัดการปรนนิบัติคล่องแคล่ว แล้วหันไปสั่งอุไร
“อุไร...ไปปั่นน้ำผลไม้มาซิ”

อุไรโล่งใจ “ค่ะ” แล้วรีบออกไป

อ่านต่อหน้า 2
โดมทอง ตอนที่ 3 (ต่อ)

บรรยากาศที่บ้านพิณทอง แสนสดใส เช้่านี้ สมาชิก 2 ครอบครัว และแขกพิเศษ อดิศวร์ ศิโรดม ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน มี 2 สาวใช้คอยเสิร์ฟ

“ตกลง คุณพิณจะไปโดมทอง เมื่อไหร่” อดิศวร์เอ่ยขึ้น
พิณทองหันมาทางพิชญ์ด้วยสีหน้าสดใส “เราจะไปเมื่อไหร่กันดีคะ พิชญ์”
วัชรีและแก้วสบตากันอย่างพอใจในท่าทีระหว่างพิชญ์และพิณทอง
“แล้วแต่คุณซิครับ”
“งั้นอาทิตย์หน้าได้ไหมคะ” พิณทองว่า
“ได้อยู่แล้วละ เราเป็นเจ้าของธุรกิจเอง...ไม่ต้องไปร่ำลาใคร..เป็นอันว่าตกลงจ้ะ หนูพิณ อาทิตย์หน้าก็อาทิตย์หน้า”
วัชรีเจื้อยแจ้วสีหน้าระรื่น พิชญ์นิ่วหน้า ขณะที่อดิศวร์เหลือบมองยิ้มๆ
“เดี๋ยวกลับไปสั่งงานเลย” วัชรีพูดต่อ
พิชญ์สบตายิ้มๆ ของอดิศวร์โดยบังเอิญและร้อนตัวเล็กๆ “มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้นซิครับ...คุณแม่”
“แม่ก็ไม่เห็นว่าจะยากเย็นเข็ญใจอะไรนักหนานี่ เอาอย่างนี้...แม่จะช่วยดูให้” วัชรีว่า
“น้าแก้วจะไปช่วยอีกคนนึง” แก้วเสริม
“มีหวังเจ๊งกันพอดี” ผู้เป็นสามีว่า
แก้วชะงัก “เอ๊ะ! นี่คุณหาว่า ฉันไม่มีความสามารถหรือค่ะ”
“มี” ท่านรัฐมนตรีพูดเสียงสูง “แต่มีแบบอื่น”
แก้วจ้องสามีเขม็ง “เช่น...”
ท่านรัฐมานตรียิ้มขันๆ “อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ”
แก้วทิ้งช้อนโครมผุดลุกขึ้นยืน “จะหาเรื่องกันใช่มั้ย”
“คุณแม่ขา...ใจเย็นๆ ค่ะ” พิณทองบอก
“ทานข้าวเสร็จแล้วค่อยทะเลาะกันใหม่” อดิศวร์ว่า
“จริงด้วยค่ะ..นั่งลงก่อนนะคะ คุณแม่” พิณทองดึงแก้วลงนั่ง “นะคะ..คุณแม่ขา”
แก้วกระแทกตัวลงนั่งหงุดหงิด วัชรีพยายามเปลี่ยนบรรยากาศ
“คุณลบคงรัก หนูพิณมากนะคะ”
“ครับ..พิณทองเป็นหลานสาวคนเดียว แต่ก็แปลกนะครับที่แกไม่เคยไปโดมทองเลย”
อดิศวร์มองหลานสาวอย่างเอ็นดูขณะพูด
พิณทองงอนเล็กๆ “ก็น้าลบไม่เคยชวนนี่คะ น้าลบไม่ชวนพิณก็ไม่ไป”
“น้าเห็นว่ามันไม่ใช่สถานที่ ที่เด็กวัยรุ่นจะชอบ..แต่เรื่องฮันนี่มูนนี่มันคนละเรื่องกัน”
“ตกลงจะไปเมื่อไหร่กันดีคะ พิชญ์”
พิณทองหันมาถามพิชญ์อ่อนหวาน

ไม้ดอกไม้ใบอวดความสวยงามอยู่ในสวนสวย พิชญ์กำลังยืนดูอย่างสนใจ อดิศวร์เดินเข้ามาในมือถือถ้วยกาแฟมา 2 ถ้วย
“ถ้าชอบดอกไม้สวยๆ ก็ต้องไปโดมทอง”
พิชญ์หันมา อดิศวร์ส่งถ้วยกาแฟให้
“ขอบคุณครับ...” รับถ้วยกาแฟมา “น้าลบโปรโมท เสียจนผมอยากไปเร็วๆ”
“รับรองว่าคุณจะไม่ผิดหวัง..โดยเฉพาะ ดอกไม้บางชนิดที่คุณไม่ค่อยพบในกรุงเทพฯ แต่คุณจะพบเป็นทุ่งที่นั่นเลย”
“แบบทุ่งทานตะวันน่ะหรือครับ” พิชญ์ทาย
นัยน์ตาอิดศวร์เวลานี้มีร่องรอยยิ้มเยาะๆ ขึ้นมาแว่บหนึ่งขณะพยักหน้า “ใช่”
“ผมเดาเอาว่า น่าจะเป็นทุ่งกุหลาบ”
“อย่าเดาเลย...ไม่มีทางถูกหรอก”
พิชญ์เบือนหน้ามามอง เห็นอดิศวร์จิบกาแฟ สีหน้ายิ้มๆ มีเลศนัยลึกๆ

สองคนอยู่ในห้องด้วยกัน พิณทองหันมาทางพิชญ์กังวล
“พิชญ์คงคิดมากไปมั้งคะ เท่าที่รู้จัก..น้าลบไม่ใช่คนมีลับลมคมในอย่างนั้น”
พิชญ์ส่ายหน้า “ไม่รู้ซิ! ผมว่าน้าลบของคุณไม่ค่อยชอบขี้หน้าผม!”
“ฮื้อ...” พิณทองเข้ามากอดด้านหลังอย่างอ่อนโยนรักใคร่ “ไม่เห็นจะมีเหตุผลเลยค่ะ”
พิชญ์มีสีหน้ายังคงเคร่งขรึม “ผมรู้...แต่ความรู้สึกผมบอกว่าอย่างนั้น..ช่างเถอะ ใครไม่ชอบอย่าชอบ...พิณชอบคนเดียวก็พอ”
พิณทองยิ้ม ซบหน้าและหลับตาอย่างมีความสุข ขณะที่พิชญ์สีหน้ายังคงใคร่ครวญครุ่นคิด


เวลาผ่านไปอีกช่วงหนึ่ง ภายในห้องนอนท่านผู้หญิงสรรักษ์ เห็นท่านผู้หญิงขยับตัว ผินหน้ามาทางอุไร
“อุไร! ไปตามนังแสงแขมาซิ”
อุไรแปลกใจ “อะ.อะไรนะเจ้าคะ”
ท่านผู้หญิงหงุดหงิดทันที ตวาดเสียงเข้ม “ไปตามนังแสงแขมา”
“แต่ว่า...”
ท่านผู้หญิงถลึงตามองอุไรด้วยแววตาแทบจะลุกเป็นไฟ
อุไรกลืนน้ำลาย “เจ้าค่ะ”
อุไรคลานไปที่ประตูแล้ว ท่านผู้หญิงเอ่ยขึ้นอีกคำ
“อย่าให้นังอุษามันรู้ด้วย”
อุไรลุกขึ้นเปิดประตูเดินออกไป

ด้านอุษาเดินมาหน้าประตูห้องวิรงรองและเคาะเบาๆ สักครู่หนึ่งประตูเปิดออก วิรงรองมองจ้องด้วยสีหน้าแปลกใจ
“คุณอุษา”
“ขอเข้าไปข้างในหน่อยได้ไหมคะ”
“เชิญค่ะ”
วิรงรองเปิดประตูกว้างขึ้น เบี่ยงตัวให้อุษาเดินเข้าไป แล้วปิดประตูลง วิรงรองมองตามอุษานิ่งๆ ในขณะที่อุษาเดินมาทรุดตัวลงนั่ง
“เมื่อกี้ น้าสมมาพบพี่”
วิรงรองพยักหน้าช้าๆ อย่างรับทราบและเข้าใจ
“ค่ะ”
“เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าเรื่องมันเป็นยังไง”
“ค่ะ”

วิรงรองเล่าเรื่องราวแปลกๆ ที่เจอกับตัวเองเมื่อคืนนี้
ด้านแสงแขเปิดประตูเข้ามา ตามด้วยอุไร ท่านผู้หญิงสรรักษ์พยักหน้ากับอุไร

“แกออกไปก่อน”
“เจ้าค่ะ” อุไรออกไปและดึงประตูปิดตาม
แสงแขเดินมาช่วงหนึ่ง แล้วทรุดตัวคลานสงบเสงี่ยมมาตรงเตียงท่านผู้หญิง ก้มหน้ารอฟัง
“อย่าได้คิดว่าฉันพิศวาสแกขนาดเรียกมาพูดคุยด้วย”
ใบหน้าแสงแขที่ก้มอยู่ ปรากฎรอยยิ้มเยาะ แต่คำตอบสงบเสงี่ยม
“ค่ะ”
“ทำไมอยู่ดีๆ แกเข้ามาพูดถึงนังพลับพลึง”
แสงแขแสร้งทำมายาก้มหน้าลงไปอีก พลางบีบมือที่จับกันแน่น ประมาณว่าถูกบีบคั้นอย่างหนัก
“แสงแข” เสียงท่านผู้หญิงเข้มดุ
“แข...เอ้อ..ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”
“ต้องมี”
“แข...กลัวพี่อุษา..กลัวคุณลบ”
ท่านผู้หญิงสรรักษ์มองมาด้วยนัยน์ตาเป็นประกายวาววับ น่ากลัว “กลัวมากกว่าฉันอีกเรอะ” สุ้มเสียงที่เปล่งออกมาฟังดูเหี้ยมโหดและเยือกเย็นนัก
แสงแขเงยหน้ามอง เห็นความโหดเหี้ยมอำมหิตในดวงตาคู่นั้น ทำให้แสงแขถึงกับหน้าซีด ตัวสั่นนิดๆ
“ฉันทำอะไรได้มากกว่าที่แกคิดเยอะ!
แสงแขกลืนน้ำลาย
“อีนังคนนั้นมันยังอยู่ที่โดมทองนี่ใช่ไหม”

ส่วนในห้องวิรงรอง ช่อดอกพลับพลึงสีขาวอวดความงามในแจกัน หญิงสาวเจ้าของห้องถอนใจยาว เมื่อเล่าจบ
“วิมั่นใจว่าไม่ได้หูฝาด หรือว่าตาฝาดแน่นอนค่ะ”
“พี่ไม่ได้ว่า คุณวิโกหกนะคะ..แต่พี่อยู่ที่นี่มาตั้งเกือบ 20 ปีแล้ว...ไม่เคยเห็นหรือได้ยินอะไรอย่างที่คุณวิบอกเลย”
“มันก็เหมือนวิโกหกนั่นแหละค่ะ...” วิรงรองนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วนัยน์ตาเป็นประกายตื่นเต้นขณะบอก “เราขึ้นไปดูบนยอดโดมกันไหมล่ะค่ะ”
อุษาปฎิเสธทันที “ไม่ได้เด็ดขาด”
“ทำไมล่ะคะ”
“เพราะเป็นคำสั่งของคุณย่าค่ะ”
“เราก็ไม่ต้องให้ท่านทราบ”
“ยังไงก็ไม่ได้! คำสั่งของคุณย่าเป็นเหมือนคำประกาศิตที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม”
“ไม่มีเหตุผลเลยค่ะ” วิรองรองบอกในท่าทีดื้อรั้น
“ที่นี่คำสั่งของคุณย่าและคุณลบคือเหตุผล” อุษาบอก
“ถ้าทั้ง 2 คนนั่นสั่งให้ไปตายล่ะคะ” วิรวรองแดกดัน
สีหน้าแววตาของอุษาเหมือนไม่พอใจวูบขึ้นมา
วิรงรองรู้สึกตัว เสียงอ่อนลง “ขอโทษค่ะ วิไม่ควรพูดอย่างนั้น”
อุษาลุกขึ้น เดินไปที่ประตู แล้วเบือนหน้ามาช้าๆ
“โดมทอง…เคยเป็นยังไง ก็ปล่อยให้เป็นอย่างนั้นเถอะค่ะ พวกเราทุกคนเคยชินกับวิถีชีวิตที่นี่...ถึงคุณจะมองว่ามันเชย..ล้าหลัง แต่ก็มีความสงบร่มเย็น...อย่างที่หาไม่ได้ภายนอก”
อุษาเดินออกไป วิรงรองพึมพำกับตัวเอง
“แล้วทำไมเราถึงได้สัมผัสแต่ความโศกเศร้า ความว้าเหว่...ความน่ากลัว...ความลึกลับ”

อุษาเผชิญหน้ากับแสงแข ขณะที่กำลังจะลงบันไดมา แสงแขยิ้มหยันนิดๆ
“มาสุมหัวกันอยู่ที่นี่เอง”
“พูดให้มันดีๆ หน่อย แล้วเธอล่ะ...จะมาหาเรื่องคุณวิเขาอีกหรือ”
แสงแขยักไหล่ “คุณย่าให้มาตาม”
อุษาตกใจ “ทำไม…เธอไปพูดอะไรกับคุณย่า”
“ไปถามเอาเองซิ”
แสงแขเดินเลยไปอุษากระชากแขนไว้ “ทำไมไม่บอกท่านว่า คุณวิไม่อยู่”
แสงแขสะบัดแขน “ฉันโกหกไม่เป็น”
แสงแขเดินไปเคาะประตู อุษารีบลงบันไดไปทันที

อดิศวร์อยู่ภายในออฟฟิศสำนักงานทนายความ กำลังประชุมพนักงานอยู่ มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น อดิศวร์หยิบขึ้นมาดู แล้วเงยหน้าบอกทุกคน
“ขอโทษนะ”
อดิศวรเปิดประตูออกไป พนักงานหยิบแฟ้มเปิดอ่านตั้งอกตั้งใจ

อุษาอยู่ในห้องทำงานอดิศวร์ที่โดมทอง อดิศวร์คุยโทรศัพท์กับอุษา
“มีอะไรหรืออุษา”
“คุณย่าให้คุณวิรงรองไปพบค่ะ...อุษาก็ไม่ทราบว่าท่านรู้ได้ยังไงว่า คุณวิยังอยู่”
อดิศวร์ตกใจ “ไปเรียนคุณย่าว่า พี่ไม่อนุญาตให้วิรงรองไปไหน! ถ้าท่านไม่เชื่อรีบโทร.หาพี่ทันที”
“ค่ะ”
“บอกวิรงรองว่า...อย่าฉวยโอกาส” อดิศวร์บอกอีก
อุษารับปากงงๆ “ค่ะ”
“เท่านั้นแหละ..รีบไปได้แล้ว”

อดิศวร์ปิดโทรศัพท์ สีหน้าดูร้อนอกร้อนใจมาก

อ่านต่อตอนต่อไป
ส่วนที่โดมทองทุกคนอยู่ในห้องท่านผู้หญิงสรรักษ์ ซึ่งเวลานั้นหญิงชราจ้องมองมายังวิรงรองอย่างเกรี้ยวกราด ขณะที่แสงแขซึ่งนั่งข้างล่างใกล้ท่าน มองวิรงรองอย่างเยาะเย้ย

“หน้าด้าน”
วิรงรองสะอึก ขณะที่แสงยิ้มเยาะ
“จนเจ้าของบ้านเขาไล่แล้ว ทำไมยังไม่ไปอีก”
วิรงรองบอกด้วยสีหน้าราบเรียบ “คุณอดิศวร์ไม่ให้ไปค่ะ”
“โกหก! อีเนรคุณ! ฉันรู้จักผู้หญิงอย่างแกดี กินบนเรือนขี้บนหลังคาจ้องแต่จะแย่งของ ของคนอื่น”
วิรงรองพยายามซ่อนอารมณ์โดยก้มหน้าลง
“เงยหน้าขึ้น อีพลับพลึง”
วิรงรองค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ท่านผู้หญิงสรรักษ์เห็นเป็นใบหน้าของพลับพลึง ค่อยๆ คลี่ยิ้มเยือกเย็นน่าขนลุก
ท่านผู้หญิงผงะ “อีพลับ....พลึง! แสงแข! ไล่มันออกไปเดี๋ยวนี้ ไล่มันออกไป”
พลับพลึงเรียกเสียงแผ่วเบาและเยือกเย็น “คุณพี่...”
ท่านผู้หญิงกรีดร้องสุดเสียงและเป็นลมพับไปบนเตียง อุษาเข้ามาในขณะที่วิรงรองคลานเข้าไปใกล้
“ท่านผู้หญิงคะ”
แสงแขผลักวิรงรองจนหงายหลัง “ไปให้พ้น”
“คุณวิรงรองออกไปก่อน” อุษาบอก
วิรงรองลุกเดินไปที่ประตู หันมามองแว่บหนึ่ง แล้วเดินออกไป
“คุณย่าคะ...คุณย่า..แสงแข..ขอยาดมหน่อย”
แสงแขหยิบยาดมที่หัวโต๊ะส่งให้
“ไปโทรศัพท์ตามคุณหมอประเวศด้วย”
แสงแขพยักหน้าและรีบเดินออกไป ขณะที่อุษาปฐมพยาบาลท่านผู้หญิงอย่างร้อนใจ

วิรงรองเดินออกมาบริเวณภายนอกโดมทอง เหมือนเหน็ดเหนื่อยเต็มประดา แล้วทรุดตัวลงนั่ง
“นี่มันอะไรกัน”
วิรงรองหลับตาลง แต่กลับเห็นภาพท่านผู้หญิงสรรักษ์กรีดร้องและเป็นลมขณะที่จ้องมองตน
ภาพเลือนหายไป วิรงรองลืมตาขึ้น..นั่งนิ่งๆ ครู่หนึ่ง ระหว่างนี้เหมือนมีใครคนหนึ่งกำลังมองลงมาที่วิรงรองจากที่สูง
วิรงรองเหมือนรู้สึกตัว จึงหันไปช้าๆ เงยหน้าขึ้นมองยอดโดม ทว่าบริเวณนั้นเป็นปกติ
วิรงรองห่อตัว กอดอกเหมือนเกิดหนาวขึ้นมาเฉยๆ สายตายังคงจับจ้องมองยอดโดม อย่างใคร่ครวญครุ่นคิด


ปรางกำลังนั่งอ่านหนังสือพระอยู่ในห้องนอนที่บ้าน มีเสียงเคาะประตูเบาๆ
“เข้ามา”
สาวใช้เปิดประตูเข้ามาและทรุดตัวลงเรียบร้อย
“มีแขกมาขอพบคุณค่ะ”
ปรางฉงน “ใคร”

แขกที่ว่าคือ อดิศวร์ ศิโรดม ซึ่งเวลานี้ยืนหันหลังให้อยู่ในห้องรับแขก ท่าทางเหมือนกำลังมองรูปวิรงรองซึ่งถ่ายคู่กับแม่ ปรางเดินเข้ามา ด้วยสีหน้าแปลกใจ
“มาพบฉันหรือคะ”
อดิศวร์หันกลับมา ยกมือไหว้ ปรางรีบรับไหว้แทบไม่ทัน ด้วยกำลังมองอย่างทึ่งๆ
“ผมชื่อ อดิศวร์ เป็นเจ้าของโดมทอง ที่คุณวิรงรองไปทำงาน” ชายหนุ่มแนะนำตัวเอง
ปรางตื่นเต้น “หรือคะ เชิญนั่งค่ะ...แม่หนูเป็นยังไงบ้าง! ตายจริง! นี่เด็กยังไม่ได้หาอะไรมาต้อนรับคุณเลย”
“ไม่เป็นไรครับ เผอิญผมมาธุระที่กรุงเทพฯ แล้วเลยแวะมาส่งข่าวว่า วิรงรอง สบายดี”
ปรางถอนใจยาว “ค่อยหมดห่วงหน่อย”
“วิรงรองบ่นอะไรให้ฟังหรือครับ” อดิศวร์ถามด้วยสีหน้าระแวงขึ้นมาแว่บหนึ่ง
ปรางยิ้ม “บ่นว่าที่นั่นสวยมากค่ะ แล้วทุกคนก็ใจดีกับแกมาก...ต้องขอบคุณคุณอดิศวร์ด้วยนะคะ”
สีหน้าอดิศวร์เจื่อนไปเล็กน้อย “ไม่เป็นไรครับ”
“แม่หนูน่ะเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ยังไงก็ต้องฝากคุณอดิศวร์ช่วยดูแลตักเตือนด้วย คิดว่าแกเป็นน้องเป็นนุ่งก็แล้วกันค่ะ”

สีหน้าอดิศวร์เหมือนละอายใจขึ้นมา แต่คุณปรางไม่ทันสังเกต ด้วยกำลังดีใจ ที่ได้คุยกับเจ้านายลูก
วิรงรองเดินมาเรื่อยๆ ตามริมทะเล หาดทรายเบื้องหน้าทอดตัวยาวไปสุดสายตา จนมาถึงซากเรือเก่าซึ่งค่อนข้างใหญ่โต จึงทรุดตัวลงนั่งทอดสายตามองไปข้างหน้า

“คุณวิขา...คุณวิรงรอง”
วิรงรองผินหน้าไปมองตามเสียง เห็นอุไรกำลังเดินป้องปากตะโกนเรียกตน พลางเหลียวซ้ายแลขวา
วิรงรองลุกขึ้น “ป้าอุไร ฉันอยู่ทางนี้” ตะโกนป้องปากตอบไป
อุไรหันมามอง รีบเดินแกมวิ่งตรงมา หอบเหนื่อย “โอย...เหนื่อย”
“เหนื่อยก็นั่งพักก่อน”
“ไม่ได้ค่ะ...คุณอุษาให้อุไรมาตามหาคุณวิ”
“คงไม่ใช่คุณอุษาละมั้ง” วิรงรองยิ้มเหมือนเยาะนิดๆ
อุไรไม่รู้เรื่องลึกซึ้ง “ใช่ซิคะ...ก็คุณอุษาเป
กำลังโหลดความคิดเห็น...