xs
xsm
sm
md
lg

ไ ฟ ห ว น ตอนที่ 8

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ไฟหวน ตอนที่ 8

ฝ่ายมัทนาฟังเรื่องราวของพลอยเพื่อนรัก กับไอศูรย์ว่าที่คู่หมั้น ที่เพื่อนเล่าด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

“ยายพลอยน่ะ นั่งกินข้าวอยู่กับพี่หมอของเธอ สองต่อสอง ท่าทางกระหนุงกระหนิงเชียวละ” เพื่อนคนแรกบอก
“ใช่ เราสองคนเห็นมากับตาเลย” คนที่สองเสริม
มัทนาหน้าเสีย แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไร บุปผาก็เดินถือถาดใส่อาหารว่างมาคุกเข่าเสิร์ฟให้บุปผาบรรจงเสิร์ฟจานที่ใส่ยาลงตรงหน้ามัทนาโดยเฉพาะ ของเพื่อนๆ ก็เป็นจานอื่นไป
เพื่อน 2 คนหันมาขอบใจ บุปผาทำหน้าสงบเสงี่ยมแล้วออกไป แต่ไม่ได้ไปไหนไกลนัก แอบยืนซุ่มดูเหตุการณ์อยู่แถวนั้นนั่นเอง
เพื่อนทั้ง 2 ต่างหยิบเอาจานอาหารว่างขึ้นมาจิ้มใส่ปากกินอย่างเอร็ดอร่อย ในขณะที่มัทนามีทีท่าว่ากินไม่ลง
บุปผาลุ้นจัดให้มัทนากินอาหารว่างเสียที
แต่มัทนา ไม่มีอารมณ์จะกิน พูดกับเพื่อน
“ขอบคุณนะที่เธอสองคนอุตส่าห์มาบอก บางที..พี่หมอกับยายพลอย เขาอาจจะบังเอิญไปเจอกันก็ได้”
“เธออยากจะคิดอย่างนั้นเพื่อความสบายใจ ก็ตามใจนะ” เพื่อนคนแรก มองจานของว่างของมัทนา “ตกลงว่าเธอไม่กินใช่ไม๊ งั้นฉันขอนะ”
แล้วเพื่อนคนแรก ก็เอื้อมมือจะไปหยิบจานของว่างของมัทนามากิน
บุปผาตกใจทำท่าเหมือนจะห้ามว่า..อย่า แต่โชคดีที่เพื่อนคนที่ 2 คว้ามือเพื่อนคนแรก เอาไว้เสียก่อน
“รักษามารยาทหน่อยสิจ๊ะเธอ”
เพื่อนคนแรกทำหน้าเสียดาย บุปผาโล่งอก
“มาพูดเรื่องสำคัญเรียบร้อยแล้ว ก็กลับกันเสียทีดีไม๊”
เพื่อนคนแรกพยักหน้ารับ เพื่อน 2 คนลามัทนากลับไปแล้ว ปล่อยให้มัทนาหน้าเครียดอยู่ที่เดิม

ด้านไอศูรย์ขับรถมาส่งพลอยถึงบ้าน พลอยยกมือไหว้ขอบคุณ
“ขอบคุณนะคะที่มาส่งพลอยถึงบ้านเลย
“ทานยาแก้ปวดตามที่พี่จัดมาให้จนหมดนะ”
“ค่ะ แล้วพี่หมอจะไม่เข้าบ้านพลอยก่อนหรือคะ”
“ไม่ละ พี่ต้องกลับไปทำงาน”
พลอยจำใจยกมือไหว้ไอศูรย์อีกครั้ง แล้วมองไอศูรย์ขับรถออกไป พลอยยิ้มสมใจ มีเรื่องให้ได้พบกับไอศูรย์ได้อีกหลายหนเลยทีเดียว

ส่วนมัทนา ยังนั่งหน้าเครียดอยู่ที่เดิม บุปผาลุ้นตัวโก่งให้กินของว่าง
“กินเสียทีสิยะ..นังคุณหนู”
แต่มัทนาก็ไม่แตะ จังหวะนี้มีเสียงรถแล่นเข้ามา มัทนาหันไปชะเง้อมอง บุปผามองตาม
“ท่านนายพล”
บุปผาหันกลับมามองมัทนา เห็นมัทนาลุกไปรับพ่อ โดยไม่แตะต้องอาหารว่างเลย

บุปผาทั้งโมโหทั้งเจ็บใจ

มัทนาควงแขนพ่อเดินเข้ามาในบ้าน แล้วเห็นคุณหญิงมณีนั่งอ่านหนังสือเฉยอยู่ ท่าทางมึนตึง ไม่สนใจจะมาต้อนรับสามีกลับบ้านอย่างเคย มัทนาเลยพยายามจะประสานรอยร้าวระหว่างพ่อแม่ให้ได้

“คุณแม่ขา...คุณพ่อกลับมาแล้วค่ะ”
คุณหญิงมณีหันมาพยักหน้ารับรู้นิดหน่อย แล้วก็หันกลับไปอ่านหนังสืออย่างเก่า มัทนาหน้าเศร้าลง ในขณะที่นายพลเทพหน้าตึง แล้วมัทนาก็นึกอะไรได้
“คุณพ่อเพิ่งจะกลับมาบ้านเหนื่อยๆ นั่งก่อนค่ะ”
มัทนาดึงแขนให้นายพลเทพไปนั่งใกล้ๆ คุณหญิงมณี
“คุณพ่อหิวไม๊คะ รอมัทเดี๋ยว อย่าเพิ่งลุกไปไหนนะคะ”
ว่าแล้วมัทนาก็วิ่งออกจากบ้านไป นายพลเทพกับคุณหญิงมณีมองตามอย่างงงๆ

บุปผากำลังเดินมาเก็บจาน ตามองจานของว่างของมัทนาที่ไม่ได้ถูกแตะต้องเลย บุปผาอารมณ์เสียด้วยความผิดหวังอย่างแรง
“ฮึ่ย ทำไมเป็นอย่างนี้นะ”
บุปผาเริ่มเก็บจานอาหารว่างใส่ถาด แต่ยังไม่ทันจะยกไป มัทนาก็วิ่งเข้ามา แล้วคว้าจานอาหารว่างของเธอที่ยังไม่ได้กินไป
“ขอฉันก่อนนะบุปผา”
แล้วมัทนาก็วิ่งถือจานใส่อาหารว่างจานนั้นวิ่งกลับไปที่ตึก บุปผารีบวางงานในมือ แล้ววิ่งตามมัทนาไปด้วยความอยากรู้ทันที

มัทนาวิ่งถือจานอาหารว่างกลับเข้ามาในตึกใหญ่ บุปผาที่วิ่งตามมาดูเหตุการณ์ พบว่ามัทนาเอาอาหารว่างนั้นส่งให้นายพลเทพ
“ของว่างค่ะคุณพ่อ”
บุปผาตาโตด้วยความตกใจ เพราะไม่อยากให้นายพลเทพต้องเป็นอะไรไปด้วยฝีมือหล่อน บุปผาวิ่งถลันเข้าไปนายพลเทพทันที ทุกคนหันไปมองบุปผาอย่างงงๆ
“อ้าว..บุปผา...มีอะไรรึ” นายพลเทพถามงงๆ
คุณหญิงมณีหันไปตวัดหางตาค้อนใส่นายพลเทพทันที ยิ่งเห็นสามีมองหน้าบุปผาอยู่ก็หึงไม่หาย สร้อยมองหน้าคุณหญิงมณีแล้วรู้ใจ แล้วในจังหวะที่บุปผากำลังอึกอักๆ ไม่รู้จะบอกยังไงดี ว่าในอาหารว่างนั้นเธอใส่ยาเอาไว้ สร้อยก็พุ่งเข้าไปดึงหูบุปผาทันที
“ขึ้นมาบนนี้ทำไม ฉันสั่งแล้วใช่ไม๊ว่าไม่ให้แกขึ้นมาบนตึกนี้อีก มานี่เลย”
แล้วสร้อยก็ดึงหูบุปผาลากตัวออกไป

สร้อยเดินลากบุปผามา บุปผาพยายามดิ้นรน แต่เมื่อโดนสร้อยจิกผมอยู่เลยดิ้นไม่หลุด ในที่สุดบุปผาก็ตัดสินใจทุบตีสร้อยเพื่อให้สร้อยปล่อย
สร้อยเจ็บยิ่งโมโห “โอ๊ย อีนี่ ! แกกล้าตีฉันเหรอ”
สร้อยโมโหปล่อยมือจากผมบุปผา แล้วสะบัดหลังมือตบหน้าบุปผากังผลัวะ แต่บุปผาไม่สนใจสร้อย พอเป็นอิสระ ก็จะรีบวิ่งกลับไปที่ตึกอีกเพื่อจะห้ามไม่ให้นายพลเทพกินอาหารว่างจานนั้น สร้อยเจ็บใจ วิ่งตามไปจิกหัวบุปผาอีกครั้ง คราวนี้จิกได้แล้วก็ลากลิ่วๆ ไปเลย

บุปผาได้แต่ร้อง "โอ๊ย" ออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่สู้แรงสร้อยไม่ได้

สร้อยจิกผมบุปผาลากกลับมาที่ห้องเก็บของ แล้วเหวี่ยงบุปผาเข้าไปข้างใน บุปผาเซล้มลงกองกับพื้น สร้อยจัดการปิดประตูห้องเก็บของดังปัง แล้วล็อคห้องนั้นจากด้านนอกทันที

“อีบุปผา อยู่ในนี้ไปจนกว่าจะหายบ้าก็แล้วกัน”
สร้อยเดินนวยนาดออกไป บุปผาลุกขึ้นวิ่งกลับมาที่ประตูห้องเก็บของ พยายามจะเปิดประตู แต่ก็พบว่าประตูห้องถูกล็อคจากด้านนอก บุปผาทุบประตูปังๆ
“ปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้นะพี่สร้อย ปล่อยฉัน”
สร้อยเดินห่างออกมา ได้ยินเสียงบุปผาทุบประตูห้องเรียกให้เปิด แต่สร้อยก็ไม่สนใจ เดินยิ้มสีหน้าสะใจออกไป
ส่วนในห้องเก็บของ บุปผายังทุบประตูปังๆ อยู่ ปากก็ตะโกนไม่หยุด
“ปล่อยฉันนะ อีพี่สร้อย”
ในที่สุดบุปผาก็รู้แล้วว่าสร้อยไม่ยอมปล่อยเธอออกไปแน่ บุปผากระทืบเท้าอย่างขัดใจสุดๆ เป็นห่วงนายพลเทพมาก

ส่วนบนตึกใหญ่ จานอาหารว่างในมือมัทนาถูกวางลง อาหารว่างในจานถูกกินไปบางส่วนแล้วนายพลเทพลุกขึ้น
“พ่อไปอาบน้ำก่อนนะ”
แล้วนายพลเทพก็เดินออกไป มัทนามองตาม คุณหญิงมณีมองตามนายพลเทพไป สีหน้ามึนตึง มัทนาลอบถอนใจด้วยความกลัดกลุ้ม เห็นจานยังเหลืออาหารว่างเพียงบางส่วน ถูกกินไปบ้างแล้ว

นายพลเทพเดินเข้ามาในห้องนอน ใจยังหมกมุ่นคิดถึงเรื่องที่คุยกับดำเกิงไปเมื่อตอนกลางวัน
“ดำเกิง เธอให้คนของเธอเข้าไปเที่ยวที่หอโคมแดงนั่น แล้วทำวิธีไหนก็ได้ ที่จะถ่ายรูป “แม่ราตรี” นั่นมาให้ได้ แล้วเอารูปไปให้คนที่ยืนยันว่า แม่ผกายังอยู่ที่หอโคมแดงดูสิ ว่าใช่คนเดียวกันหรือไม่”
“ขอรับ ถ้าใช่ ก็หมายความว่า..แม่ราตรีนั่น..มีความลับที่ปิดบังอยู่จริงๆ” ดำเกิงว่า
นายพลเทพพยักหน้า “และบางที...ความลับนั่น..อาจจะเป็นเรื่องลูกของฉันกับแม่อุ่นก็ได้”
คิดดังนี้แล้วสีหน้าแววตาของนายพลเทพดูมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง

ด้านบุปผาพยายามจะเอามือแงะเปิดประตูห้องให้ได้ แต่ก็ไม่สำเร็จ เลยส่งเสียงฮึดฮัดขัดใจ ก้มลงมองมือตัวเอง เห็นเล็บเยินไปหมดเลย บุปผาร้องอี๊ ด้วยความแค้นใจในตัวสร้อยเป็นอย่างมาก แล้วทันใดนั้นบุปผาก็ได้ยินเสียงมัทนาร้องลั่นดังลงมาจากบนตึกใหญ่
“ใครก็ได้ ช่วยด้วย”
บุปผาตกใจมาก มั่นใจว่านายพลเทพคงกินอาหารว่างที่ใส่ยาจานนั้นของหล่อนเข้าไปแล้วและเกิดอาการทรุดลงอย่างแน่นอน บุปผารีบตะกายแงะประตูห้องอย่างร้อนใจอย่างที่สุด
“อีสร้อยนะอีสร้อย ถ้าท่านนายพลเป็นอะไรไป แกต้องรับผิดชอบ”
ทันใดนั้น บุปผาก็ชะงัก ได้ยินเสียงคนกำลังจะวิ่งผ่านหน้าห้องไป บุปผารีบทุบประตูห้องทันที
“ใครก็ได้ช่วยฉันด้วย ฉันถูกขังอยู่ในนี้ ช่วยด้วย”
บุปผาตะโกนพร้อมกับทุบประตูไปไม่หยุด สักครู่ประตูห้องเก็บของก็เปิดผ่างออก เห็นทับทิมเป็นคนเปิดประตู ในขณะที่ไสววิ่งผ่านหน้าห้องไปอย่างรีบร้อน
ทับทิมมองงงๆ “นังบุปผา แกเข้าไปอยู่ในนั้นได้ยังไง”
บุปผาตัดบท “ช่างเถอะ บนตึกมีใครเป็นอะไร”
“เห็นนังหวิงบอกว่า ท่านบนตึก ปวดท้องมาก ท่าทางไม่ค่อยดีเลย”
จากนั้นทับทิมก็วิ่งพรวดตามไปที่ตึกใหญ่ทันที บุปผามีสีหน้าแววตาตื่นตระหนก
“โธ่..ท่านนายพล”
บุปผาร้อนใจมาก จะวิ่งตามทับทิมไปด้วย แต่ก็ชะงักกึกเมื่อคิดอะไรได้ เปลี่ยนใจวิ่งกลับไปที่ห้องครัว

บุปผาวิ่งหน้าเครียดเข้ามาในครัว ตรงเข้าไปหยิบไข่ดิบมาจำนวนหนึ่ง ก่อนจะวิ่งกลับไปที่ตึกอย่างร้อนรน
 
อ่านต่อหน้า 2

ไฟหวน ตอนที่ 8 (ต่อ)

ขณะที่บุปผาวิ่งถือไข่ดิบกลับเข้ามาในตึกใหญ่ แล้วต้องชะงัก เมื่อเห็นมัทนาประคองคุณหญิงมณีกำลังนอนกุมท้อง สีหน้าเจ็บปวดเป็นอย่างมาก เหงื่อกาฬแตกทั้งตัว นายพลเทพกำลังดูอาการคุณหญิงมณีอย่างร้อนใจ

สร้อยและคนใช้คนอื่นๆ ได้แต่ดูอาการคุณหญิงมณีอย่างตื่นตระหนกตกใจ และทำอะไรไม่ถูกไปหมด
นายพลเทพบอกกับมัทนา “พ่อจะไปเอารถออกพาแม่ไปส่งโรงพยาบาล”
ท่านนายพลลุกขึ้นจะเดินออกไป แต่แล้วต้องชะงักเมื่อเห็นบุปผายืนมองอาการคุณหญิงมณีอยู่อย่างตื่นตะลึง และนายพลเทพเห็นบุปผาถืออะไรบางอย่างมาด้วย เมื่อมองชัดๆ จึงเห็นว่าเป็นไข่สดในมือบุปผา
“บุปผาเอาไข่สดมาทำไม”
“เอ้อ..ก็..มีคนบอกบุปผาว่า ท่านปวดท้อง..ไข่ดิบมันช่วยได้ค่ะ”
“งั้นบุปผาช่วยคุณหญิงทีนะ ฉันขอร้อง”
บุปผาพูดไม่ออก อยากเห็นคุณหญิงมณีมีอันเป็นไป แต่ก็จำใจต้องช่วยเพราะนายพลเทพขอร้อง บุปผาเลยรีบวิ่งไปที่คุณหญิงมณี คว้าแก้วเปล่าแถวนั้น จัดการเอาไข่ดิบตอกใส่แก้วเปล่านั้น แล้วเอาไปให้กรอกใส่ปากคุณหญิงมณีอย่างรวดเร็ว
“บุปผาจะทำอะไรน่ะ” มัทนาสงสัย
“ไข่ดิบ กินแล้วจะได้อาเจียนเอาพิษออกมาค่ะคุณหนู”
นายพลเทพป้อนไข่ดิบใส่ปากคุณหญิงมณีอย่างทุลักทุเล สักครู่คุณหญิงมณีก็มีท่าทางขยักขย้อนจะอาเจียน มัทนารีบคว้ากระโถนมารอง ทันที่คุณหญิงมณีอาเจียนออกมาพอดี
“สร้อยจะโทรไปตามคุณหมอไอศูรย์นะคะ
สร้อยวิ่งไปที่โทรศัพท์ รีบหมุนโทรศัพท์อย่างร้อนรน บุปผาเริ่มถอยห่างออกมา มองดูความโกลาหลที่เกิดขึ้นตรงหน้า ด้วยสีหน้ากังวล จนเมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจหล่อนแล้ว บุปผาก็รีบคว้าจานอาหารว่างที่ยังเหลืออยู่ แล้วรีบเดินออกไปทันที

บุปผาเดินอารมณ์เสียเข้ามาหลังบ้าน แล้วเอาเศษอาหารว่างที่เหลือโยนทิ้งลงถังขยะแถวนั้น เป็นการทำลายหลักฐาน
“บ้าที่สุด อีคุณหญิงกับนังคุณหนูนี่มันดวงแข็งจริงๆ”
บุปผาเจ็บใจแค้นใจสุดๆ

ไอศูรย์เดินทางมาที่บ้านเทพบริบาลอย่างเร่งด่วน และเวลานี้กำลังตรวจดูอาการของคุณหญิงมณีอย่างตั้งใจ แล้วคุณหญิงมณีก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ไอศูรย์เดินห่างออกมา นายพลเทพเดินตามมาคุยกับไอศูรย์ โดยปล่อยให้มัทนากับสร้อยดูแลคุณหญิงมณีต่อไป

นายพลเทพเดินตามมาคุยกับไอศูรย์อีกมุมหนึ่ง โดยไม่รู้ว่าบุปผามาแอบฟังอยู่ด้วย
“คุณหญิงปลอดภัยแล้วใช่ไม๊พ่อต้น”
“ครับ แต่คงจะเพลียมากหน่อย ต้องให้ท่านนอนพักมากๆ ดื่มน้ำเปล่ามากๆ แล้วก็ให้ทานแต่อาหารอ่อน ปริมาณน้อยๆ ก่อนครับ”
“แล้วมันเกิดจากอะไรน่ะพ่อต้น”
“น่าจะเกิดจากอาหารเป็นพิษอย่างรุนแรงน่ะ แต่รุนแรงมากเสียจนเหมือนโดนสารพิษเลย” ไอศูรย์พูดอย่างเชี่ยวชาญ
บุปผาตกใจ กลัวความลับแตก
นายพลเทพก็ตกใจ “สารพิษ จะเป็นไปได้ยังไงกัน”
ไอศูรย์ถามต่อ “ก่อนหน้าที่คุณป้าจะเกิดอาการ ท่านทานอะไรเข้าไปบ้างครับ”
นายพลเทพพยายามคิดทบทวน มัทนาเดินเข้ามาบอก

“คุณแม่ทานของว่างที่แม่ครัวในบ้านนี่แหละค่ะทำ ไม่ได้ซื้อมาจากที่ไหน"

มัทนาเล่าเหตุการณ์ตอนที่ตนวิ่งถือจานอาหารว่างกลับเข้ามาในบ้าน แล้วก็เอาจานอาหารว่างนั้นส่งให้ผู้เป็นบิดา

“ของว่างค่ะคุณพ่อ”
แต่บุปผาก็วิ่งถลันเข้าไปนายพลเทพ ทุกคนหันไปมองบุปผาอย่างงงๆ
“อ้าว..บุปผา...มีอะไรรึ”
คุณหญิงมณีหันไปตวัดตาค้อนใส่นายพลเทพ แล้วสร้อยก็พุ่งเข้าไปดึงหูบุปผาทันที
“ขึ้นมาบนนี้ทำไม ฉันสั่งแล้วใช่ไม๊ว่าไม่ให้แกขึ้นมาบนตึกนี้อีก มานี่เลย”
สร้อยก็ดึงหูบุปผาลากตัวออกไป นายพลเทพมีสีหน้าไม่สบายใจ ในขณะที่คุณหญิงมณีออกอาการโกรธกรุ่นๆ อยู่ มัทนาพยายามจะคลี่คลายสถานการณ์ จึงจิ้มอาหารว่างมาป้อนถึงปากคุณหญิงมณี
“ทานของว่างหน่อยนะคะคุณแม่”
คุณหญิงมณีกินของว่างที่มัทนาป้อนอย่างจำใจ มัทนายิ้มดีใจ แล้วก็จิ้มอาหารว่างอีกชิ้นจะเอาไปป้อนพ่อ แต่นายพลเทพกำลังมองหน้าคุณหญิงมณีอยู่ เห็นคุณหญิงออกอาการหึงบุปผา ก็เลยหงุดหงิดอารมณ์เสีย พอมัทนาจะเอาของว่างป้อน นายพลเทพจึงยกมือห้าม
“มัททานเถอะลูก พ่อไม่หิว”
มัทนาหน้าจ๋อย “งั้นคุณแม่ทานอีกสักชิ้นนะคะ”
มัทนาจะป้อนของว่างให้คุณหญิงมณีอีกคำ แต่คุณหญิงยกมือขึ้นเป็นเชิงบอกว่าไม่อยากกินแล้ว และเอาแต่จ้องหน้านายพลเทพอย่างพร้อมจะทะเลาะกันด้วยเรื่องของบุปผาอีก มัทนาเลยหน้าจ๋อยสนิท
มัทนาวางจานของว่างลง ขณะที่นายพลเทพลุกขึ้น
“พ่อไปอาบน้ำก่อนนะ
จากนั้นนายพลเทพก็เดินออกไป มัทนามองตาม เห็นคุณหญิงมณีมองตามนายพลเทพไป สีหน้ามึนตึง มัทนาลอบถอนใจด้วยความกลัดกลุ้ม

มัทนาคุยกับไอศูรย์ต่อ
“แล้วอาหารว่างนี่ เมื่อบ่ายเพื่อนมัทก็ทานด้วยนะคะพี่ต้น แต่ไม่เห็นมีใครเป็นอะไรเลย
“แต่พี่อยากจะเอาอาหารว่างที่ท่านทานไปตรวจหาสารพิษอยู่ดี”
บุปผา ได้ยินก็ยิ้มสะใจ แล้วก็รีบหลบไปอย่างรวดเร็ว

ไม่นานนัก มัทนา ไอศูรย์ และนายพลเทพ เดินเข้ามายังห้องครัว เห็นสวิงกำลังเก็บโต๊ะอยู่
ท่านนายพลถามทันที “จานของว่างที่เหลืออยู่ที่ไหน”
“ยกเอาไปล้างข้างล่างหมดแล้วค่ะท่าน” สวิงบอก
ไอศูรย์มีสีหน้าผิดหวัง “แต่อย่างน้อย..ตอนนี้คุณป้าก็พ้นขีดอันตรายแล้วล่ะครับ คุณลุงเก่งจริงๆ ที่เอาไข่ดิบให้คุณป้าทานล้างพิษได้ทันเวลา”
“ต้องชมบุปผาเขามากกว่า เขาเป็นคนเอาไข่ดิบมาให้คุณหญิงกินล้างพิษ ไม่อย่างนั้นคุณหญิงก็คงจะเป็นอันตรายกันยิ่งกว่านี้ มัทเดินไปส่งพ่อต้นทีนะ” ท่านนายพลพูดกับไอศูรย์ “ลุงขอบใจนะที่มา”
ไอศูรย์ยกมือไหว้ลา นายพลเทพเดินกลับไปดูคุณหญิงมณี มัทนาเดินนำไอศูรย์ออกไป

ไม่นานนักนายพลเทพเดินกลับเข้ามาดูอาการคุณหญิงมณี สร้อยนั่งเฝ้าดูแลอยู่
ท่านนายพลมองดูคุณหญิงที่หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย แล้วก็ทอดถอนใจ ถึงจะทะเลาะกันอย่างไร แต่นายพลเทพก็ดีใจที่คุณหญิงมณีปลอดภัย

มัทนาเดินมาส่งไอศูรย์ที่หน้าตึก ก่อนจะยกมือไหว้ขอบคุณ
“ขอบคุณพี่ต้นนะคะที่มา”
ไอศูรย์ยิ้ม “คุณป้าเจ็บออกอย่างนี้ พี่จะไม่มาได้ยังไง น้องมัทสบายใจได้แล้วนะ คุณป้าปลอดภัยแล้ว”
“ค่ะ”
มัทนารับคำ แต่ยังสีหน้าไม่ค่อยดีอยู่อย่างนั้น นึกไปถึงที่เพื่อนมาบอกมัทนาเรื่องไอศูรย์กับพลอย
“ยายพลอยน่ะ นั่งกินข้าวอยู่กับพี่หมอของเธอสองต่อสอง ท่าทางกระหนุงกระหนิงเชียวละ”
ไอศูรย์เห็นท่าของมัทนาแล้วนึกสงสัย
“มีอะไรรึเปล่าครับน้องมัท”
มัทนาส่ายหน้า “ไม่มีค่ะ”

ปากบอกไม่ แต่สีหน้ามัทนายังดูอึดอัดคับข้องใจไม่จางหาย

ด้านบุปผากำลังเดินกลับไปที่ห้องอย่างโล่งอก

“ดีนะที่เราเอาอาหารว่างนั่นไปทิ้งเรียบร้อยแล้ว เลยไม่มีหลักฐานอะไรให้หมอเก็บเอาไปตรวจได้”
บุปผาถอนใจโล่งอกอีกครั้ง

รุ่งเช้าคุณหญิงมณีนอนหลับอยู่บนเตียง ค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้น มองไปที่ฝั่งของนายพลเทพเห็นเตียงฝั่งนั้นว่างเปล่า คุณหญิงมีสีหน้าเครียดสุดๆ แล้วขยับตัวลุกขึ้น สร้อยปราดเข้ามาหาทันที
“เป็นยังไงบ้างคะคุณหญิง”
คุณหญิงมณีพยักหน้าเป็นเชิงว่าค่อยยังชั่วแล้ว “ท่านนายพลล่ะ”
“ออกไปใส่บาตรอยู่กับคุณหนู กับคุณหมอ และคุณหญิงแจ่มจันทร์ที่หน้าบ้านแล้วค่ะ”
คุณหญิงมณีลงจากเตียงทันที

ทุกคนที่สร้อยเอ่ยนาม กำลังยืนใส่บาตรอยู่ด้วยกัน วันนี้บุปผาได้มาใส่บาตรด้วย ส่วนมัทนามีท่าทางนิ่งเฉยกับไอศูรย์ นายพลเทพสังเกตเห็นความมึนตึงนั้น แต่ก็ไม่พูดอะไร รอจนใส่บาตรเสร็จ หลวงพ่อส่งขันน้ำมนต์ให้มัทนา มัทนายกมือไหว้แล้วรับขันไว้
จากนั้นทั้งหมดกำลังจะเดินกลับเข้าบ้าน โดยมีบุปผากับโฉมอยู่ช่วยกันเก็บของก่อนจะเสร็จ แล้วจึงเดินตามไปห่างๆ

นายพลเทพเดินเคียงคู่มากับมัทนา ส่วนไอศูรย์เดินคู่กับคุณหญิงแจ่มจันทร์ ท่านนายพลถามลูกสาวเสียงเบา พอให้ได้ยินกันสองคนเท่านั้น
“เมื่อครู่รับศีล 5 จากหลวงพ่อท่านมา มัทจำได้ไม๊ ศีลข้อ 2 พระท่านว่าอะไร”
“มุสาวาทา เวระมณีสิขาปะทังสมาทิยามิ ค่ะพ่อ”
“งั้นมัทก็อย่าทำผิดศีลข้อ 2 นี้ก็แล้วกัน ตอบพ่อมาอย่าโกหก มัทมีเรื่องหมางใจกับพ่อต้นใช่ไม๊”
มัทนาอึกอักๆ ไม่อยากตอบ แต่ก็ไม่กล้าโกหก
จังหวะนี้บุปผาลอบมองดูนายพลเทพคุยกับมัทนาตามประสาพ่อๆ ลูกๆ แล้วแอบเศร้า อยากมีพ่อที่ดูรักและเมตตากับหล่อนอย่างนี้บ้าง แต่ก็ไม่เคยมี
นายพลเทพ ถามย้ำ
“ว่ายังไง”
มัทนาเสียงอ่อยๆ “เพื่อนมัท มาเล่าให้มัทฟังว่า..พี่ต้นไปพา...ผู้หญิง..ไปทานข้าวค่ะพ่อ”
ท่านนายพล หน้านิ่งไป “มัทรักพ่อต้นไม๊”
มัทนาตอบเบาๆ “ค่ะ”
“แล้วมัทคิดว่าพ่อต้นรักมัทไม๊”
“เอ่อ..ค่ะ”
“ถ้ารักกัน ก็จงไว้ใจกัน อย่าให้ความหึง ความริษยา มันเข้ามาบดบังความดีงามของความรัก ถ้ามัทไม่สบายใจในเรื่องของพ่อต้นที่มัทได้ยินมามัทก็ต้องค่อยๆหาโอกาสจับเข่าคุยกันกับพ่อต้นเสีย อย่าให้ค้างคาใจ มึนตึงต่อกันไป ความรักมันจะล่มเอานะลูก”
มัทนามองพ่ออย่างซาบซึ้งใจ “ค่ะพ่อ”
นายพลเทพโอบบ่ามัทนากระชับไว้อย่างรักใคร่ ไอศูรย์และคุณหญิงแจ่มจันทร์ซึ่งไม่ได้ยินบทสนทนา แต่เห็นท่าทางรักใคร่ของสองพ่อลูกก็อมยิ้ม มัทนาเหลียวไปมองไอศูรย์ สีหน้าดีขึ้น
ขณะที่บุปผามองตาขวาง เพลิงริษยาเต็มสองตา

ทุกคนเดินกลับเข้ามาในบ้าน คุณหญิงมณีกับสร้อยยืนคอยอยู่ก่อนแล้ว พอทั้งคู่เห็นบุปผาร่วมอยู่ในขบวน ก็หน้าตึงขึ้นมาทันที บุปผาแสร้งทำเป็นก้มหน้างุด เหมือนเกรงกลัวคุณหญิงมณี กับสร้อย เสียเต็มประดา
“คุณหญิงอาการดีขึ้นแล้วหรือคะ พ่อต้น..ดูคุณหญิงหน่อยลูก” แจ่มจันทร์ทักทาย
ไอศูรย์กุลีกุจอเข้าไปตรวจดูอาการทั่วไปของคุณหญิงมณี
“ป้าไม่ได้เป็นอะไรแล้วละพ่อต้น ต้องขอบใจพ่อต้นนะที่ช่วยรักษาป้า”
“อย่าขอบคุณผมเลยครับคุณป้า คนที่ช่วยคุณป้าจริงๆ น่ะคือบุปผาครับ”
นายพลเทพจ้องคุณหญิงมณีเป็นเชิงบอกกลายๆ ว่าให้ขอบคุณบุปผาซะ คุณหญิงมณีเม้มปาก เกลียดชังบุปผาจึงไม่อยากขอบคุณ แต่ไม่อยากเสียมารยาทสังคมต่อหน้าคุณหญิงแจ่มจันทร์ และไอศูรย์ เลยพูดอ้อมแอ้มออกมา
“ขอบใจนะ..บุปผา”
บุปผายิ้มดีใจ ตีหน้าตาใสซื่อ ส่วนมัทนายิ้มดีใจที่แม่ดูจะอ่อนลงกับบุปผาแล้ว
ท่านนายพลหันมาทางแจ่มจันทร์ “เดี๋ยวทานอาหารเช้าด้วยกันนะครับคุณหญิง”
“ค่ะ”
คุณหญิงแจ่มจันทร์ คุณหญิงมณี และนายพลเทพ ทยอยลุกเดินไปที่ห้องอาหาร มัทนามองไอศูรย์ แล้วตัดสินใจพูด
“พี่ต้นคะ มัทขอคุยอะไรด้วยหน่อยได้ไม๊คะ”
ไอศูรย์หันมามองมัทนาอย่างแปลกใจ บุปผาแอบมองอยู่ด้วยสีหน้าอยากรู้ แต่สร้อยจิกตัวออกไปเสียก่อน

สร้อยจิกตัวบุปผาออกมาอีกมุมแล้ว
“หมดหน้าที่แกช่วยคุณๆ บนตึกแล้วย่ะ”
พูดจบสร้อยก็ผลักไสบุปผาไปจนหน้าทิ่ม บุปผาไม่พูดโต้ตอบอะไรเลย แต่เดินออกจากไปด้วยสีหน้าอาฆาตแค้น

สร้อยเป็นอีกคนหนึ่งที่อยู่ในบัญชีแค้นคนสำคัญของบุปผาเรียบร้อยแล้ว

อ่านต่อหน้า 3

ไฟหวน ตอนที่ 8 (ต่อ)

สองคนอยู่ด้วยกันอีกมุมในอาณาบริเวณบ้านเทพบริบาล ไอศูรย์จ้องหน้าว่าที่คู่หมั้น

“น้องมัทมีอะไรจะคุยกับพี่เหรอ”
มัทนาตัดสินใจถาม “เมื่อวาน..พี่ต้นไปทานข้าวกับพลอย..ใช่ไม๊คะ”
ไอศูรย์นิ่งไปนิดหนึ่ง “ใช่ เพราะเมื่อวานน้องพลอยไปที่โรงพยาบาลพี่ แล้ว...” ไอศูรย์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้มัทนาฟังจนเห็นเป็นภาพ

เวลานั้นพลอยพาตัวเองมาอยู่ที่โรงพยาบาล และกำลังถามหาไอศูรย์ตรงเค้าน์เตอร์
“วันนี้คุณหมอไอศูรย์ไม่เข้าค่ะ” พยาบาลเวรบอก
“อ้าว” พลอยรู้สึกผิดหวัง “ขอบคุณนะคะ”
พลอยก็เดินหน้าเซ็งออกไป พยาบาลมองตาม เม้าท์มอยตามประสา
“คุณหมอไอศูรย์นี่เสน่ห์แรงจริงๆ นี่นะ..ตราบใดที่คุณหมอไม่รีบหมั้น รีบแต่งงานไปละก็ โรงพยาบาลเราคงมีผู้หญิงเดินเข้า เดินออกหัวบันไดไม่แห้งกันทุกวันเลยเชียว”
พูดจบสองพยาบาลก็หัวเราะคิกคักให้แก่กัน พลอยได้ยินที่พยาบาลซุบซิบ ก็รู้สึกเจ็บใจ

มัทนามีสีหน้าดีขึ้นเมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากไอศูรย์
“ขอบคุณนะคะที่เล่าทุกอย่างให้มัทฟัง โดยไม่ปิดบัง”
“พี่ก็ต้องขอบคุณน้องมัทเหมือนกัน ที่ถามพี่ตรงๆ ไม่อย่างนั้นน้องมัทก็คงจะมึนตึงกับพี่ไปอีกนานโดยที่พี่ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น”
“มัทขอโทษนะคะ มัทนี่ทำตัวแย่จริงๆ”
ไอศูรย์ยิ้มๆ ขณะพูดเย้า “อารมณ์หึง เป็นหนึ่งในอารมณ์พื้นฐานของความรัก”
คราวนี้มัทนาอายจนหน้าแดง “พี่ต้นน่ะ”
ไอศูรย์หัวเราะ ยิ้มอย่างเอ็นดู มัทนายิ่งเขินอายใหญ่ ระหว่างนี้ แลเห็นคุณหญิงมณีกับคุณหญิงแจ่มจันทร์ยืนมองไอศูรย์กับมัทนาอยู่ ทั้งสองคุณหญิงมีสีหน้าชื่นมื่น ดีใจที่ความรักของลูกๆ ราบรื่น แต่แล้วคุณหญิงแจ่มจันทร์ก็หันมาพูดกับคุณหญิงมณีอย่างไม่คิดอะไร
“เอ่อ..คุณหญิงคะ ดิฉันรู้สึกว่า..ท่านนายพลท่าทางจะเอ็นดูแม่บุปผานั่นมากอยู่นะคะคุณหญิง”
คุณหญิงมณีหน้าตึงขึ้นมาทันที

ด้านนายพลเทพกำลังคุยอยู่กับบุปผา
“ฉันต้องขอบใจเธออีกครั้งนะบุปผา เรื่องที่เธอช่วยชีวิตคุณหญิงเอาไว้”
บุปผาเงียบไป เพราะไม่ได้ตั้งใจจะช่วยคุณหญิงมณี แต่จำใจช่วยเพราะนายพลเทพขอร้องต่างหาก
“เอ่อ..เธอก็อยู่ที่บ้านนี้มาพักหนึ่งแล้ว แต่ฉันยังไม่เคยถามเธอเรื่องเธอเลย นายสินมันก็ไม่เคยเล่า ก่อนที่นายสินรับตัวเธอมาอยู่ที่นี่ เธออยู่กับพ่อแม่มาตลอดรึ”
บุปผาตอบเสียงเบาๆ “เอ่อ..ค่ะ”
“แล้วที่บ้าน เธอทำอะไร”
“เอ่อ..บุปผาก็..ช่วย..พ่อแม่ ทำไร่ทำนาค่ะ”
“เธอคงลำบากมากสินะ แล้วตอนนี้พ่อแม่เธอก็ยังทำไร่ทำนาอยู่รึ”
บุปผาอ้อมแอ้มตอบ “ค่ะ”
นายพลเทพล้วงหยิบเอาเงินจำนวนหนึ่งมาส่งให้บุปผา
“อย่าหาว่าฉันดูถูกน้ำใจเธอเลยนะบุปผา ถือเสียว่าเป็นรางวัลตอบแทนความดีของเธอก็แล้วกัน”
บุปผามองเงินในมือนายพลเทพ แล้วเงยหน้ามองอย่างซาบซึ้งใจ แต่ไม่ยอมรับเงินมา
“ท่านเมตตากับบุปผาเหลือเกิน”
ท่านนายพลยิ้มอย่างเปี่ยมเมตตา “ฉันก็เห็นเธอเหมือนลูกหลานฉันคนหนึ่ง อายุอานามของเธอก็ใกล้เคียงกับยายมัทด้วย รับไปสิ ถ้าเธอไม่จำเป็นต้องใช้ ส่งกลับไปให้พ่อแม่ที่บ้านก็ได้”
บุปผาเอื้อมมือไปรับเงินจากนายพลเทพ แล้วมองมาอย่างซาบซึ้งใจจริงๆ รู้สึกว่านายพลเทพเหมือนพ่อ ซึ่งหล่อนไม่เคยมี บุปผาตื้นตันจนน้ำตาคลอ
“อ้าว..ร้องไห้ทำไม”
บุปผายิ่งพูดไม่ออก น้ำตาจะร่วง นายพลเทพเลยลูบหัวหล่อนเบาๆ อย่างเมตตา เลยทำให้บุปผาน้ำตาร่วงจนได้
ระหว่างนี้มีใครคนหนึ่งกำลังแอบมองดูบุปผากับนายพลเทพอยู่อย่างเงียบๆ
ซึ่งคนที่มาแอบดูจับตามองสองคนนั้น คือสร้อยนั่นเอง
“อีนังผู้หญิงหยำฉ่า” สร้อยคำรามในลำคอ

ขณะเดียวกัน ผู้หญิง 4 กำลังรุมดูกล้องถ่ายรูปในมือ นิกร อย่างตื่นเต้น
“นี่หรือคะกล้องถ่ายรูป ผกาเพิ่งเคยเห็นของจริงวันนี้เอง” ผกาถาม
นิกรโอ้อวด “มันต้องคนมีเงินเท่านั้น ถึงจะมีได้นะ กล้องนี่ผมสั่งซื้อมาตั้งหลายเดือนกว่าจะได้ วันนี้ก็เลยอยากจะเอามันมาลองถ่ายรูปผู้หญิงสวยๆ ดูสักที”
พิกุลตื่นเต้นมาก “จริงหรือคะ”
สิรีเนื้อเต้น “ถ่ายสิรีด้วยได้ไม๊คะ”
“ถ่ายทุกคนเลยก็ได้” นิกรบอก
สิรีพูดกับผกา “งั้นเดี๋ยวสิรีไปตามเดือนกับพี่มุกก่อนนะจ๊ะแม่”

ผกาพยักหน้า สิรีวิ่งออกไปอย่างตื่นเต้น

สองสาวอยู่ในห้องพักของเดือน มุกกำลังยื่นเงินจำนวนหนึ่งส่งให้เดือน

“เอ้า..ฉันมีเงินให้ยืมเท่านี้ละ แกก็รู้นี่ว่าฉันไม่ค่อยได้รับแขก รีบๆ ไปหาหมอซะ ก่อนที่อาการมันจะสำแดงออกมามากกว่านี้จนแม่ผกาจับได้ล่ะ”
“ขอบใจนะพี่มุก” เดือนมองเงินในมือ “แต่แค่นี้คงไม่พอหรอก ค่าหมอ ค่ายารักษาไอ้โรคบ้าๆ นี่มันแพงจะตาย” จู่ๆ นึกอะไรได้ “พี่มุก พี่ยังติดต่อกับคุณกำพลอยู่ใช่ไม๊”
“อย่าบอกว่าแกคิดจะขึ้นห้องกับคุณกำพลนะ ไม่ได้นะ เดี๋ยวเกิดเขาติดโรคจากแก พ่อเขาคงได้มาทลายที่นี่แน่”
“เปล่าจ้ะพี่ ฉันแค่เห็นคุณกำพลเขาเป็นคนมีเงิน บางที...เขาอาจจะใจดีให้ฉันหยิบยืมมารักษาตัวบ้างก็ได้”
“เขาจะให้ยืม หรือไม่ให้ ฉันตอบแทนเขาไม่ได้หรอกนะ เพราะเงินเขา ไม่ใช่เงินฉัน แล้วคุณกำพลเองเขาก็ไม่ใช่ขี้ไก่ ถ้าทำงานสนองเขาไม่ได้ดั่งใจ เงินไม่มีกระเด็นออกจากกระเป๋าเขาสักสลึงเลย” มุกพูดเหมือนรู้จักกำพลดี
เดือนนึกสงสัย “พี่มุกทำงานอะไรให้คุณกำพลเขาเหรอ ให้ฉันทำด้วยได้ไม๊ ฉันอยากได้ตังค์”
มุกนิ่งไป “เพราะเห็นแกป่วยต้องใช้เงินหรอกนะฉันถึงบอกให้น่ะ แต่แกห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกใครในนี้เด็ดขาดรู้ไม๊”
เดือนรีบพยักหน้า “ฉันสาบานจ้ะว่าจะไม่บอกใคร”
“คุณกำพลเขาให้ฉันช่วยตามหาตัวนังบุปผา ถ้าหาตัว นังนั่นเจอเมื่อไหร่ เขาจะให้รางวัล” มุกพูดโกหกเรื่องจำนวนเงิน “500 บาท”
“โห ตั้ง 500 งั้นถ้าฉันเจอตัวบุปผา ฉันจะมาบอกพี่นะ แล้วพี่แบ่งเงินรางวัลของคุณกำพลให้ฉันบ้างนะ”
มุกพยักหน้า สิรีเดินเข้ามาบอกสองสาว
“พี่มุก เดือน ไปถ่ายรูปกัน”
มุกกับเดือนหยุดพูดกันทันที

แลเห็นนิกรกำลังถ่ายรูปผู้หญิงทั้งหลายอยู่ รูปหมู่บ้าง เดี่ยวบ้าง แต่เน้นถ่ายเดี่ยวผกาคนเดียว แล้วเมื่อถ่ายรูปเดี่ยวของผกาได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว แววตาของนิกรเป็นประกาย มีนัยอะไรบางอย่าง ที่ผกาไม่รู้เท่าทัน

ด้านดำเกิงคุยอยู่กับนายพลเทพ ในห้องทำงานท่านนายพล
“คนของกระผมจัดการไปถ่ายรูป แม่ผกา ที่หอโคมแดงมาเรียบร้อยแล้วขอรับท่าน ตอนนี้ผมส่งฟิล์มไปล้างอยู่ แต่คงต้องใช้เวลารอสักหน่อย”
ท่านนายพลพยักหน้ารับทราบ “ขอบใจนะดำเกิง”
ดำเกิงทำความเคารพแล้วออกไป สีหน้านายพลเทพดูมีความหวังที่จะสืบหาตัวลูกที่เกิดจากอุ่นได้ออยู่บ้าง แม้จะลางเลือนเต็มทนก็ตาม
“แม่อุ่น...ช่วยฉันตามหาลูกของเราทีนะ ถ้าลูกของเรายังมีชีวิตอยู่ ขอให้ฉันตามหาลูกพบทีเถิด”
สีหน้าท่านนายพลเปี่ยมความหวัง

วันต่อมาไอศูรย์มีสีหน้าประหลาดใจ เมื่อฟังที่อิ่มร้องขอจบ
“ป้าอิ่มอยากไปทำงานที่บ้านผม”
อิ่มพยักหน้า “ป้าเริ่มจำอะไรได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่ามีญาติที่ไหน แต่จะให้อยู่ที่นี่ตลอดไปก็คงจะไม่ได้ ป้าก็เลยคิดว่าป้าอยากจะขออนุญาตคุณหมอ ไปทำงานที่บ้านให้ แลกกับที่อยู่ที่กิน ได้ไม๊จ๊ะ”
ไอศูรย์ดูเป็นกังวล “ผมน่ะไม่ขัดข้องหรอกครับป้า แต่เรื่องนี้ผมคงต้องขออนุญาตคุณแม่ของผมก่อน”
“ป้าสัญญาว่า..ป้าจะไม่ทำความเดือดร้อนให้กับคุณหมอเลยจ้ะ”
แววตาของอิ่มขณะพูดเป็นประกายเจิดจ้า มั่นใจว่าการได้เข้าไปอยู่ในบ้านของไอศูรย์จะทำให้สืบหานายพลเทพ เทพบริบาลได้ง่ายขึ้น

ส่วนที่บ้านเทพบริบาลเหมือนมีสายตาของใครคนหนึ่ง กำลังจดจ้องมองนายพลเทพที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่อย่างอารมณ์ดี เพราะบัดนี้เริ่มมีความหวังว่ายังมีโอกาสหาลูกอีกคนพบ
ที่แท้คนที่ยืนดูนายพลเทพอยู่นั้น คือคุณหญิงมณีนั่นเอง มีสาวใช้คู่ใจคอยสาระแนอยู่ข้างๆ คุณหญิงมีสีหน้าเคร่งเครียด
“ท่านนายพลถึงกับให้เงินตบรางวัลนังบุปผามันเชียวรึ”
“ไม่ใช่แค่ให้เงินตบรางวัลมันเท่านั้นนะคะ ยังลูบหัวมันด้วยค่ะคุณหญิง สร้อยเห็นมากับตาเลยค่ะ ถ้าไม่เชื่อ คุณหญิงลองไปถามท่านนายพลดูก็ได้ค่ะ”
“ไม่ถาม ถามไม่ได้ ท่านกำลังโปรดปรานมัน ถึงกับมีคำสั่งห้ามฉันไล่มันออก ถ้าฉันไปแตะต้องอะไรมันตอนนี้ คงเป็นเรื่องกับท่านนายพลแน่”
“แล้วคุณหญิงจะปล่อยให้มันนั่งชูคอเป็นคนโปรดของท่านอยู่อย่างนี้หรือคะ” สร้อยตาขวาง โกรธเกลียดบุปผามาก
“นังสร้อย แกก็รู้ว่าฉันไม่เคยปล่อยใครหน้าไหนให้อยู่เป็นเสี้ยนหนามตำใจฉัน ฉันจะต้องกำจัดนังบุปผาให้ออกไปจากชีวิตฉัน..เหมือนอย่างที่ฉันเคยกำจัดนังอุ่นและลูกของมันแน่นอน”

ขณะพูดสีหน้าเแววตาของคุณหญิงมณีดูหี้ยมเกรียมและอำมหิต ที่แม้แต่สร้อยคนสนิทเองก็ยังผวาขนลุกขนชัน

ขณะเดียวกันแสงกำลังยกมือไหว้ใครคนหนึ่งอยู่ ท่าทางซาบซึ้งหนัก

“กระผมต้องขอบคุณมากครับที่ท่านเมตตากระผม ช่วยเรื่องค่ารักษาตัว แล้วยังให้ที่อยู่ที่กินกระผมอีกด้วย บุญคุณนี้ กระผมจะไม่มีวันลืมขอรับ”
คนที่แสงกำลังพูดด้วยอยู่นั้นคือกำพลนั่นเอง
“ไม่เป็นไรหรอก เรื่องแค่นี้” กำพลส่งเงินจำนวนหนึ่งให้แสง “เอ้า..เอาไปซื้อเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ใหม่”
แสงกระวีกระวาดรับเงินไป อาการผิดกับบุปผาเมื่อครู่ลิบลับ แล้วยกมือไหว้กำพลปลกๆอีกครั้ง พอเห็นกำพลขยับจะไป แสงก็รีบประจบเอาใจ
“จะให้กระผมขับรถให้ไม๊ขอรับ กระผมเคยเป็นคนขับรถมาก่อน”
“ไม่ต้องหรอก ฉันขับเองได้” กำพลเดินออกไป
แสงยิ้มดีใจ หน้าตาแจ่มใสขึ้นเพราะไม่ต้องเร่ร่อนไปไหนอีกแล้ว แต่พอคิดถึงต้นเหตุที่ทำให้ตนต้องถูกไล่ออกจากบ้านเทพบริบาล แสงก็นึกแค้นใจขึ้นมาอีก
“เพราะแกคนเดียว..ฉันถึงต้องระเห็จมาอยู่ที่นี่ อีบุปผา”
แสงเคียดแค้นและอาฆาตพยาบาทบุปผาอย่างที่สุด

ฝ่ายบุปผายิ้มทันทีเมื่อเห็นไอศูรย์เดินมา
“หมอ”
“อ้าว...บุปผา มาเยี่ยมนายสินเหรอ”

ส่วนสินนอนอยู่คนเดียว กำลังครุ่นคิดถึงเรื่องบุปผาอยู่ และพูดออกมาอย่างยากลำบาก
“อี..บุป..ผา”
สักครู่หนึ่งดันมีมด มาไต่ตามแขน จนสินต้องยกมืออีกข้างหนึ่งขึ้นปัดมดออกจากตัวอย่างรำคาญตามสัญชาติญาณ ก่อนจะนอนคิดเรื่องบุปผาต่อ แล้วทันใดนั้น สินก็เบิกตาโพลงขึ้น เมื่อเขาเพิ่งคิดได้ว่าแขนของตัวเองขยับได้แล้ว แม้จะไม่ปกติเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ใช่ท่อนไม้อย่างที่ผ่านมา
สินดีใจจนน้ำตาไหล พยายามส่งเสียงร้องเรียกด้วยความดีใจสุดขีด
“หมอ”
แต่เสียงของสินก็ไม่ดังพอที่คนนอกห้องจะได้ยิน สินลองพยายามจะขยับตัวอีก คราวนี้พบว่าเริ่มขยับเขยื้อนตัวได้บ้าง เขายิ้มดีใจสุดชีวิต แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นบุปผาก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับไอศูรย์ ทันทีที่สินเห็นบุปผา ก็ออกอาการตัวเกร็งขึ้นมา มองบุปผาอย่างไม่ไว้ใจ บุปผาเองก็มองสินอย่างดุดันเหี้ยมเกรียมในเวลาที่ไอศูรย์ไม่เห็น ไอศูรย์ตรวจดูอาการของ
สินอย่างใจเย็น
“อาการโดยทั่วไปเป็นปกติดีแล้วนะนายสิน หมอคิดว่าคงจะให้บุปผารับนายสินกลับไปรักษาตัวกันต่อที่บ้านได้แล้วละ นายสินดีใจไม๊”
สินมองไอศูรย์ ด้วยสีหน้าเป็นกังวล และกลัวบุปผา แต่ไอศูรย์กลับเข้าใจไปอีกอย่าง
“อย่าห่วงเลย หมอว่าบุปผาคงดูแลนายสินได้ดีไม่แพ้พยาบาลที่นี่หรอก” พลางหันไปถามบุปผา “ใช่ไม๊บุปผา”
“ค่ะคุณหมอ บุปผาจะดูแลพี่สินอย่างดีที่สุดเลยค่ะ”
“พรุ่งนี้..หมอจะทำเรื่องอนุญาตให้นายสินกลับบ้านได้นะ”
บุปผาไหว้ไอศูรย์ “ขอบพระคุณ คุณหมอมากค่ะ”
“ไม่เป็นไร เอ้า..เยี่ยมกันไปก่อนนะ หมอขอตัวไปดูคนไข้ห้องอื่นต่อก่อน”
ไอศูรย์ตบบ่าสินให้กำลังใจแล้วเดินออกไป ทันทีที่ไอศูรย์ลับตัวไป บุปผาก็จ้องหน้าสินอย่างชิงชัง ในขณะที่สินเองก็มองจ้องหน้าบุปผาอย่างหวาดกลัว และเกลียดชังเช่นกัน
“ถ้านังบุปผารู้ว่าเราพูดได้ มันต้องไม่ปล่อยเราแน่..ไม่ ให้นังบุปผารู้ไม่ได้ ให้มันรู้ไม่ได้เด็ดขาด”
สินคิดในใจ และสงบปากไม่พูดอะไรกับบุปผาสักแอะ

บุปผาเดินอารมณ์เสียออกจากโรงพยาบาลตั้งใจจะกลับบ้าน สีหน้าหงุดหงิดใจมาก บ่นกระปอดกระแปด
“ทำไมแกไม่ตายๆ ไปซะนะไอ้สิน กลับไปอยู่บ้านก็เหนื่อยฉันอีก”
บุปผาถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย แล้วทันใดนั้นใครคนหนึ่ง ก็เดินพรวดเข้ามาขวางหน้าบุปผาไว้อย่างกะทันหัน
บุปผาตาโตด้วยความตกใจ เมื่อเห็นชัดว่าเป็นใคร

“คุณกำพล”

อ่านต่อหน้า 4

ไฟหวน ตอนที่ 8 (ต่อ)

กำพลปรี่เข้ามาคว้าแขนบุปผาหมับ

“บุปผา! ฉันหาตัวเธอเสียแทบตาย เธอไปอยู่ที่ไหนมา รู้ไม๊ว่าฉันตามหาตัวบุปผาเสียแทบตาย ตามหาไปทุกที่แต่ก็ไม่พบ” กำพลมองสภาพบุปผาทั้งตัวแล้วงงๆ “แล้วทำไมใส่ชุดแบบนี้”
บุปผาถูกจู่โจมจนตั้งตัวไม่ติด “เอ่อ…”
กำพลเขย่าตัวถามคาดคั้น “ตอบผมสิ..บุปผา”
เมื่อเห็นบุปผาไม่ตอบ กำพลเลยยิ่งเขย่าตัวเป็นการใหญ่ บุปผาพยายามจะสะบัดตัวออก แต่กำพลจับตัวหล่อนไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย บุปผาเลยเริ่มดิ้นรน
“ฉันจะไม่ยอมปล่อยเธอไปไหนอีกแล้ว เธอต้องกลับบ้านกับฉันวันนี้”
กำพลบอกเสียงกร้าว พยายามจะลากตัวบุปผาไปที่รถ บุปผารู้ว่ากำพลไม่ยอมปล่อยแน่ เลยตัดสินใจก้มลงกัดมือกำพลเต็มเขี้ยว กำพลเจ็บร้องลั่น
“โอ๊ย” กำพลต้องปล่อยมือจากบุปผา
บุปผาฉวยโอกาสในจังหวะนั้นวิ่งหนีกำพลไปอย่างว่องไว กำพลกุมมือข้างที่ถูกกัด แล้ววิ่งตามบุปผาไปอย่างไม่ลดละ

บุปผาวิ่งหนีกำพลมาสุดชีวิต เหลียวหลังกลับไปมอง เห็นกำพลยังวิ่งไล่ตามหลังมาติดๆ บุปผาตัดสินใจตะโกนขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านที่เดินผ่านมา
“ช่วยด้วยค่ะ นักเลงมันจะมาจับตัวฉันไปขายซ่องค่ะ ช่วยฉันด้วยนะคะ”
ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมองไปข้างหลังบุปผา เห็นกำพลวิ่งตามมา ก็วิ่งเข้าไปขวางหน้า
กำพลไว้
“เฮ้ย บ้านเมืองมีขื่อมีแปนะโว๊ย”
“เรื่องของกู คนอื่นไม่เกี่ยว”
กำพลสบถไม่สนใจชาวบ้าน จะวิ่งตามบุปผาให้ได้ ชาวบ้านยิ่งเข้าใจว่ากำพลจะจับตัวบุปผาไปขายซ่องจริงๆ เลยช่วยกันรุมจับตัวกำพลเอาไว้ กำพลอาละวาดเหวี่ยงใส่ทุกคน ชาวบ้านผู้ชายคนหนึ่งโมโห เลยชกกำพลโครมเข้าให้ คนที่เหลือก็เข้ารุมกระทืบยำบาทาใส่กำพล จนลงไปกองกับพื้น

บุปผาเดินหงุดหงิดเข้ามาในบ้านเทพบริบาล แต่แล้วก็สะดุ้งเมื่อมัทนาเดินเข้ามาดักหน้าไว้
“บุปผา ไปเยี่ยมนายสินที่โรงพยาบาลมาหรือจ๊ะ”
“เอ้อ..ค่ะคุณหนู”
“แล้วอาการนายสินเป็นยังไงบ้างจ๊ะ”
“พรุ่งนี้..คุณหมอไอศูรย์จะให้พี่สินกลับบ้านแล้วค่ะ”
“เหรอ..ดีจริง งั้นไปกับฉัน คุณพ่อสั่งให้จัดห้องใหม่ให้นายสิน ให้ใช้ห้องกว้างขึ้นกว่าเดิม เพราะคุณพ่ออยากให้นายสินได้อยู่สบายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
บุปผายิ้มปลื้มใจ “ท่านนายพลท่านสั่งอย่างนั้นหรือคะ”
มัทนาพยักหน้ายืนยัน บุปผายิ้มปลาบปลื้มใจในน้ำใจของนายพลเทพเป็นอย่างยิ่ง

ด้านแสงกำลังช่วยใส่ยาที่แผลให้กำพล ซึ่งทำนั่งหน้าหงุดหงิดอยู่ โดยไม่สนใจว่าจะมีแผลตามตัวมากเท่าไหร่ แสงทำแผลได้สักพักก็ชะงัก สีหน้าตกใจ เมื่อเห็นรอยกัดที่ข้อมือกำพล
“ไอ้พวกชาวบ้านนั่นมันกัดคุณกำพลด้วยเหรอครับเนี่ย”
“เปล่า ไม่ใช่ไอ้พวกชาวบ้านนั่นหรอกที่กัดฉันน่ะ”
“อ้าว..แล้วใครกันล่ะครับที่กัดคุณกำพล”
“ผู้หญิง”
“ผู้หญิงที่ไหนครับ”
กำพลไม่ตอบ ไม่อยากให้แสงรู้ว่าเขาหลงใหลโสเภณีอย่างไม่ลืมหูลืมตา กำพลคิดถึงบุปผาแล้วก็ยิ่งแค้น และหงุดหงิดใจ
“ผู้หญิงที่ไหนแกอย่ารู้เลย แต่ถ้าฉันพบตัวอีกเมื่อไหร่ เขาจะต้องได้รับบทเรียนแน่”
กำพลแค้นบุปผาจัด

ค่ำนั้นบุปผากำลังชะเง้อคอยใครบางคนอยู่ สักครู่นายพลเทพก็เดินเข้ามา พอบุปผาเห็นก็ยิ้มแล้วรีบวิ่งเข้าไปคุกเข่าลงตรงหน้านายพลเทพทันที
ท่านนายพล ชะงัก “มีอะไรเหรอบุปผา”
บุปผายกมือไหว้นายพลเทพอย่างนอบน้อมและจริงใจ “บุปผาจะมาขอบคุณท่าน...เรื่องที่ท่านให้จัดห้องใหม่ให้พี่สินค่ะ ท่านเมตตากับพี่สินและบุปผาเหลือเกิน”
นายพลเทพยิ้มอย่างเมตตา “ฉันสงสารนายสินน่ะ เห็นว่าเป็นคนป่วย ขาเดินไปไหนไม่ได้ คงต้องอยู่แต่ในห้องเสียเป็นส่วนใหญ่ ห้องเก่ามันก็จะอุดอู้เกินไปน่ะ แล้วตาต้นเขาจะให้นายสินกลับมาบ้านได้เมื่อไหร่ล่ะ”
“พรุ่งนี้ค่ะท่าน”
ท่านนายพลพยักหน้ารับรู้ “บุปผาก็ดูแลพี่ชายให้ดีนะ แล้วถ้าขาดเหลืออะไรก็มาบอกฉันได้ ฉันจะจัดการให้”
บุปผายกมือไหว้นายพลเทพอีกครั้ง น้ำตาซึม รู้สึกซาบซึ้งใจในสิ่งที่นายพลเทพทำให้เป็นอย่างยิ่ง เหตุการณ์ทั้งหมดตกอยู่ในสายตาของใครคนหนึ่ง ที่กำลังดูบุปผาคุกเข่าอยู่ตรงหน้านายพลเทพอย่างคั่งแค้น

ใครคนนั้นคือคุณหญิงมณีนั่นเอง ที่เวลานี้แทบจะตาลุกเป็นไฟด้วยความหึง!!

ไม่นานต่อมาคุณหญิงมณีโยนเงินปึกใหญ่ให้สร้อย

“สร้อย แกเอาไปจ้างคนที่แกไว้ใจ ไปดักฉุดนังบุปผาเอามันไปโทรม แล้วทิ้งร่างมันไว้กลางตลาด ให้ผู้คนได้เห็นว่ามันถูกโทรม มันจะได้อับอายจนอยู่สู้หน้าผู้คนที่พระนครนี่ไม่ได้อีก”
“ค่ะ”
สีหน้าคุณหญิงมณีผู้แสนดียามนี้เหี้ยมโหดและอำมหิตยิ่งนัก

วันต่อมา สินกลับจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นที่บ้านเทพบริบาลแล้ว พวกผู้ชายกำลังช่วยประคองสินลงนอนบนที่นอนอย่างช้าๆ
“หวังว่านายสินจะชอบห้องใหม่นะจ๊ะ”
สินมองมัทนาด้วยแววตาขอบคุณ และซาบซึ้งในบุญคุณอย่างที่สุด
“อย่าขอบคุณฉันเลยจ้ะ ต้องขอบคุณคุณพ่อท่านมากกว่าจ้ะ ท่านอยากให้นายสินได้อยู่สบายที่สุดเท่าที่จะสบายได้”
สินน้ำตาซึมด้วยความซาบซึ้งใจ
ไอศูรย์บอกกับบุปผา “บุปผาก็ดูแลนายสินอย่างที่ฉันสอนไว้นะ”
“ค่ะ คุณหมอ บุปผาจะดูแลพี่สินอย่างดีที่สุดค่ะ”
“แล้วถ้าขาดเหลือยาอะไร..ก็โทรไปบอกฉันได้ ฉันจะเอามาให้”
“ขอบคุณค่ะคุณหมอ”
“เดี๋ยวเชิญพี่ต้นขึ้นบนบ้าน ไปทานของว่างกันนะคะ”
ไอศูรย์พยักหน้ารับ เดินไปตบบ่าสินเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ สินมองไอศูรย์อย่างซาบซึ้งใจ แล้วไอศูรย์ก็เดินตามมัทนาไป สวิง ไสวออกไปด้วย เหลือเพียงแค่บุปผากับสิน พอทุกคนออกไปพ้นแล้ว บุปผาก็หันมาทำหน้า...“ชิ” ใส่สินอย่างรังเกียจ สินทั้งกลัวและเกลียดบุปผาในเวลาเดียวกัน
“แกนี่มีบุญดีนะไอ้สิน ท่านนายพลท่านอุตส่าห์เมตตาให้ห้องใหม่ กว้างขวางกว่าเดิมตั้งเยอะ เฮ้อ..ถ้าฉันจะมีพ่อกับใครเขาสักคน ฉันก็อยากจะมีพ่อแบบท่านนายพลนี่แหละ”
บุปผายิ้มสีหน้าอ่อนโยนขึ้นเมื่อคิดถึงนายพลเทพ โดยไม่รู้เลยว่าสินมองมาด้วยสายตาอาฆาตมาดร้ายอยู่ มาดหมายว่าสักวัน เขาจะต้องแก้แค้นหล่อนให้ได้

ส่วนสวิงเอาของว่างมาเสิร์ฟ มัทนารับจานของว่างมาวางให้ไอศูรย์อย่างเอาอกเอาใจ ไอศูรย์ยิ้มชอบใจ
“ช่วงนี้ยุ่งๆ มัทเลยลืมถามพี่ต้นเรื่องป้าอิ่มไปเลยค่ะ ตอนนี้แกเป็นอย่างไงบ้างแล้วคะ”
“พูดจารู้เรื่องขึ้นมากเลย อีกวัน..สองวัน พี่ว่าจะให้แกกลับไปอยู่ที่บ้านพี่แล้วละ พี่ก็ได้แต่หวังว่า ความจำแกจะกลับคืนมาจนรู้ว่าตัวเองเป็นใคร แล้วก็มีญาติพี่น้องที่ไหนบ้างเสียที”
สาวแสนดีบอกอีก “มัทจะช่วยสวดมนต์ภาวนาให้ป้าอิ่มจำความได้อีกแรงนะคะ”
สองหนุ่มสาวมองตากัน แล้วยิ้มให้กันอย่างชื่นมื่น

ฟากสร้อยเดินๆ อยู่ แล้วชะงักเมื่อเห็นแสงมาชะเง้อเรียก
“แม่..แม่”
สร้อยยิ้มร่า ปราดเข้าไปหาลูกชายอย่างดีใจ
“ไอ้แสง แกเป็นยังไงบ้าง”
“ฉันสบายดีแม่ ฉันจะมาบอกแม่ว่า...ฉันได้งานใหม่แล้วแล้วนะ”

เวลาเดียวกันเพชรกำลังคุยกับกำพลที่แวะมาหาถึงบ้าน ในสภาพหน้าตายังมีรอยฟกช้ำอยู่ เพชรมองเพื่อนแล้วส่ายหน้า
“เฮ้อ..บ้านเราเป็นเมืองพุทธแท้ๆ แต่ทำไมหมู่นี้ผู้คนถึงได้ป่าเถื่อนกันนักก็ไม่รู้”
กำพลตัดบท “ช่างมันเถอะ ฉันไม่อยากพูดถึงเรื่องอะไรที่ทำให้หงุดหงิดใจเปล่าๆ วันนี้ฉันก็เลยว่าจะมารับน้องพลอยออกไปดูหนังสักหน่อย น้องพลอยอยู่ไม๊ล่ะ”
“คิดว่าอยู่ข้างบนนะ เดี๋ยวฉันไปตามมาให้”
กำพลพยักหน้า เพชรลุกเดินขึ้นไปชั้นบน แล้วสักครู่เพชรก็เดินกลับมาหา ด้วยสีหน้าแปลกใจ
“ยายพลอยไม่อยู่ ไม่รู้ออกไปไหน ไม่เห็นบอก”

ที่แท้พลอยมาหาไอศูรย์ที่โรงพยาบาล เห็นไอศูรย์กำลังรับขนมกล่องใหญ่จากพลอยอยู่
“พลอยเอาขนมมาฝากพี่ต้นค่ะ พลอยอยากจะขอบคุณพี่ต้นที่ดีกับพลอยเสมอมา”
“พี่ไม่เห็นได้ทำอะไรเลย”
“ทำไมจะไม่ได้ทำคะ วันก่อนนั้น พี่ต้นทำแผลให้พลอย พาพลอยไปเลี้ยงปลอบใจ แล้วยังพาไปส่งบ้านอีกด้วย พลอยซาบซึ้งในน้ำใจพี่ต้นมากนะคะ”
“เรื่องเล็กน้อยน่ะครับน้องพลอย ว่าแต่น้องพลอยมีธุระอื่นกับพี่อีกไม๊ครับ ถ้าไม่มี พี่ขอตัวออกตรวจคนไข้ก่อนนะครับ”
พลอยหน้าม่อย “ค่ะพี่ต้น”
ไอศูรย์ลุกขึ้นจะเดินไป พลอยจำใจไหว้ลา แล้วทำหน้าเซ็งสุดๆ

“ทำไมถึงเป็นอย่างนี้น่ะ”

วันต่อมา ไอศูรย์รับอิ่มจากโรงพยาบาลมาฝากทำงานกับมารดาที่บ้าน และเวลานี้อิ่มกำลังยกมือไหว้คุณหญิงแจ่มจันทร์อย่างนอบน้อม แจ่มจันทร์มองอิ่มอย่างพิจารณา

“คนนี้น่ะหรือ..แม่อิ่ม”
“ครับคุณแม่ ผมคงต้องฝากคุณแม่ด้วย”
“คุณท่านจะให้ดิฉันทำงานอะไรในบ้านก็ได้นะคะ ดิฉันทำได้ทุกอย่างค่ะ” อิ่มบอก
“เคยทำอะไรมาก่อนล่ะ” แจ่มจันทร์ถาม
“จำไม่ได้ค่ะ” อิ่มบอกตามตรง
แจ่มจันทร์นึกขำตัวเอง “เออนะ..แม่นี่ก็ ถามคนความจำเสื่อมว่าเคยทำอะไรมาก่อน เขาจะไปจำได้ยังไง” ว่าแล้วจึงหันไปถามโฉม บ่าวคู่คิด “งั้นฉันฝากโฉมด้วยแล้วกัน ดูทีว่า..ถนัดอะไร
ก็ให้ทำอย่างนั้นก็แล้วกัน”
“ค่ะคุณหญิง” โฉมรับทราบ
อิ่มยกมือไหว้คุณหญิงแจ่มจันทร์ “ขอบพระคุณคุณหญิงมากนะคะที่เมตตา”
แจ่มจันทร์พยักหน้าให้ อิ่มตั้งใจจะอยู่บ้านนี้เพื่อจะหาข้อมูลเกี่ยวกับนายพลเทพ เทพบริบาลให้ได้

สักครู่ต่อมา โฉมเดินนำอิ่มไปที่ห้องพัก
“บ้านนี้อยู่กันกี่คนจ๊ะพี่โฉม” อิ่มเริ่มสืบหาข้อมูล
“ถ้าบนตึกน่ะ ก็มีแต่คุณหญิงแจ่มจันทร์กับคุณหมอ 2 คนเท่านั้นละ”
“ฉันได้ยินมาว่า..คุณหมอเธอมีคู่หมั้นคู่หมาย..ชื่อ...คุณหนูมัทนา เทพบริบาล ใช่ไม๊จ๊ะ เธอเป็นอะไรกับท่านนายพลเทพ เทพบริบาลหรือจ๊ะ”
“เป็นลูกสาว ถามทำไมเนี่ย” โฉมชักแปร่งหู
“เอ่อ..ก็แค่อยากรู้”
“จะอยากรู้เรื่องของคนอื่นไปทำไม รู้เรื่องของตัวเองให้ได้ก่อนเถอะ” โฉมตำหนิเอา
สองคนเดินมาถึงหน้าห้องพัก เปิดประตูนำอิ่มเข้าไป
“เอ้า..ห้องนี้ละ อยู่ได้ไม๊”
“ได้จ้ะ ฉันอยู่ที่ไหนก็ได้จ้ะ ขอแค่..มีที่อยู่ ที่กิน ที่ซุกหัวนอน ฉันก็พอใจแล้วจ้ะ” อิ่มบอกอย่างเจียมตน
โฉมพยักหน้าให้ แล้วออกไป อิ่มรีบปิดประตู สีหน้าตื่นเต้นกับสิ่งที่เพิ่งได้รับรู้ มากกว่าจะดีใจเรื่องมีที่อยู่ใหม่เป็นไหนๆ
“อุ่นเอ๊ย..เรามีความหวังแล้ว ฉันจะต้องหาทางไปพบท่านนายพลให้ได้ เพื่อบอกท่านว่า..ลูกของท่านกับแกยังอยู่ ท่านจะได้ช่วยตามหาลูกของแกอีกแรง”
อิ่มมีสีหน้ามุ่งมั่นจะหาทางไปพบนายพลเทพให้ได้ในทันทีที่มีโอกาส โดยไม่รู้เลยว่าผีอุ่นนั้นมานั่งข้างๆ นั่นเอง พลางบอกพี่สาว
“ไปบอกท่านนายพลให้ได้นะพี่อิ่ม หาลูกของฉัน หลานของพี่ให้เจอ”
อุ่นนั่งอยู่กับอิ่ม โดยที่อิ่มไม่รู้ตัวเลย

ส่วนนายพลเทพสีหน้าตื่นเต้นเอามากๆ เมื่อฟังความจากลูกน้องคนสนิท
“ตกลง แม่ราตรี คนที่เราเจอที่หอโคมแดงนั่น คือ ผกา แสงฉาย จริงๆ หรือ”
“ขอรับท่าน คนของผม..ยืนยันแน่นอนแล้วว่า..ผู้หญิงที่อยู่ในรูปนี้ คือแม่ ผกา แสงฉาย ที่เคยเป็นโสเภณีอยู่ที่นครปฐมมาก่อนที่จะมาเปิดหอโคมแดงเป็นของตัวเองที่พระนครนี่ละขอรับ” ดำเกิงยืนยัน
นายพลเทพก้มลงมองรูปถ่ายผกา ที่ นิกรไปถ่ายมาเมื่อวันก่อน
จากนั้นนายพลเทพเดินพรวดออกไปทันที ดำเกิงตกใจ รีบตามไป
ไม่นานหลังจากนั้น ผกายืนพูดอยู่กับนายพลเทพ และดำเกิง ส่วนสาวๆ คนอื่นๆ แอบมองมาจากมุมไกลๆ หน้าตื่นไปตามๆ กัน
ผกายืนยันกระต่ายขาเดียว “ดิฉันบอกท่านแล้วไงคะว่า...ดิฉันชื่อ ราตรี”
“ฉันไม่เชื่อ คนของฉันยืนวันว่าเธอชื่อ ผกา แสงฉาย ยอมรับมาเสียดีๆ เถอะ”
“เอ๊ ! ท่านนี่พูดไม่รู้เรื่องนะคะ ดิฉันบอกว่าดิฉันชื่อราตรี..ก็ราตรีสิคะ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ดิฉันขอตัวก่อนนะคะท่าน ดิฉันมีงานจะต้องทำค่ะ”
พูดจบผกาก็เดินหนีขึ้นห้องไปเลย นายพลเทพได้แต่ทำหน้าหงุดหงิด ไม่รู้จะทำยังไงดี

เห็นผกานั่งหน้าเครียดอยู่ในห้อง ลูกๆ คนอื่นๆ วิ่งเข้ามากลุ้มรุมถามกันยกใหญ่
“นี่มันเรื่องอะไรกันน่ะแม่” มุกถาม
ตามด้วยเดือน “ผู้ชายคนนั้นเขาเป็นใครเหรอจ๊ะแม่”
“เขามาหาแม่ทำไม” พิกุลถามต่อ
ปิดท้ายด้วยสิรี “แล้วทำไมแม่ต้องบอกเขาว่าแม่ชื่อ ราตรี ด้วย”
ผกาทั้งเครียด ทั้งหงุดหงิดอยู่แล้วเลยเหวี่ยงใส่ “อย่ามาถามมากได้ไม๊ จะไปไหนกันก็ไป ไป๊”
ทุกคนวงแตกถอยออกไปอย่างเกรงๆ ผกา ยกเว้นเพ็ญที่มองผกาอย่างเข้าใจ ผกานั่งเครียดอยู่อย่างนั้น

วันต่อมาผกานัดเจอบุปผา สองคนมานั่งคุยกันด้วยความกลุ้มใจเรื่องนายพลเทพ
“หลังๆ มานี่ มีแต่คนมาหาแม่ ท่าทางแปลกๆ ทุกคน บุปผา แม่ชักกลัวแล้ว แม่ว่า..แกจะทำอะไรก็รีบทำให้เร็วๆ เถอะ แม่อยากเลิกอาชีพนี้ อยากใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไปเขาสักทีแล้ว”
ผกาพูดเหมือนขอร้อง บุปผาครุ่นคิดหนัก

บุปผาพาตัวเองมาอยู่ตรงหน้าตาถิ่น ซึ่งตาโตด้วยความตกใจ
“น้ำมันพราย”
“ใช่จ้ะ ก็พ่อหมอแกไม่ยอมทำหุ่นเสน่ห์ตัวใหม่ให้ฉันนี่” บุปผาว่า
“ข้าไม่มีหรอก น้ำมันพง น้ำมันพรายน่ะ ต้องขอพี่เถา”
“ก็...แต่ตอนนี้พ่อหมอแกไม่อยู่นี่ แล้วจะให้ฉันเทียวไปเทียวมาบ่อยๆ ก็คงจะไม่ไหว ถ้าพี่ถิ่นรู้ว่าพ่อหมอเก็บน้ำมันพรายเอาไว้ที่ไหน ก็ช่วยหยิบให้ฉันหน่อยเถอะจ้ะ แล้วจะคิดค่าน้ำมันพรายเท่าไหร่ ก็บอกมาได้เลยจ้ะ” บุปผาออดอ้อน เรียกชายชราว่าพี่อีกต่างหาก
“ไอ้รู้น่ะ..ก็รู้หรอกว่าพี่เถาแกเก็บน้ำมันพรายเอาไว้ตรงไหน แต่ข้าไม่กล้าเอาให้เอ็งหรอก เพราะถ้าพี่ถิ่นรู้เข้า มีหวัง..” ตาถินมีสีหน้าหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
บุปผาก้าวเข้าไปยืนประชิดตัวตาถิ่น ส่งสายตาเย้ายวน “แต่พี่ถิ่นก็รู้นี่จ๊ะว่า..ของพรรค์นี้น่ะ..มันสำคัญกับอาชีพของฉันมาก พี่ถิ่นช่วยไปหยิบให้ฉันทีเถอะนะ”
ตาถิ่นยังมีทีท่าลังเลไม่กล้า บุปผาเลยจับมือตาถิ่นข้างหนึ่งเอามาแปะแหมะไว้บนก้นงอนงามข้างหนึ่งของหล่อน ตาถิ่นตาโต หัวใจเต้นเร็วด้วยความตื่นเต้น แต่ก็ยังลังเลอยู่นั่น บุปผาเห็นตาถิ่นยังลังเลเลยเอาอกเข้ามาเบียดเสียดสีกับอกตาถิ่น คราวนี้ตาถิ่นหายใจรั่วเร็ว ถี่ๆ อย่างมีอารมณ์ แล้วก็อดใจไม่ไหว ปล้ำจูบบุปผาอย่ารวดเร็ว บุปผาหัวเราะคิกคัก เอามือยันอกตาถิ่นไว้
“หยิบน้ำมันพรายให้ฉันก่อน แล้วฉันจะบริการพี่ถิ่นให้ถึงใจเลย”
ตาถิ่นเนื้อเต้นดีใจสุดๆ “ได้ๆๆๆๆ”
ตาถิ่นวิ่งโร่ไปค้นหาน้ำพรายจนเจอแล้วหันมาส่งให้บุปผา
“ใช้ป้ายไอ้คนที่เอ็งอยากได้เป็นผัว แค่หยด สองหยดก็พอ แล้วให้พูดคาถากำกับว่า “มะอะอุ” ด้วย แล้วตอนป้าย ห้ามใครเห็นเด็ดขาดนะ ต้องอยู่กันสองคนเท่านั้น”
"จ้ะ" บุปผารับขวดน้ำมันพรายไป
ตาถิ่นมองบุปผา หายใจฟืดฟาดๆ อาการงุ่นง่านเต็มที่ แล้วไม่พูดพล่ามทำเพลง ตาถิ่นคว้าตัวบุปผาแล้วผลักให้ล้มลงนอนกับพื้น

ก่อนที่ตาถิ่นจะโถมตัวตามลงไปอย่างรวดเร็ว

อ่านต่อตอนที่ 9
กำลังโหลดความคิดเห็น...