xs
xsm
sm
md
lg

ไ ฟ ห ว น ตอนที่ 9

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ไฟหวน ตอนที่ 9

ในเวลาเดียวกัน ตาเถากำลังเดินกลับมาที่บ้าน ขณะที่ตาถิ่นกำลังสนุกกับบุปผาอย่างเต็มที่ ตาเถาเดินขึ้นบ้านมาเงียบๆ เห็นสองคนจ้ำจี้กันอยู่ก็ถามเสียงดังลั่น

“เฮ้ย! นี่มันอะไรกันวะ”
บุปผากับตาถิ่นผุดลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ พอตาเถาเห็นเต็มตาว่าตาถิ่นอยู่กับใครก็โวยวายดังลั่น
“ไอ้ถิ่น มึงเล่นกับใครไม่เล่น เสือกเล่นกับผู้หญิงหยำฉ่า เดี๋ยวก็ซวยห่าหรอก” พร้อมกันนี้ตาเถาตะเพิดไล่บุปผา “ไปๆๆๆ ลงจากเรือนกูไป”
บุปผาลุกขึ้นแต่งตัว รีบร้อนจนทำขวดน้ำมันพรายหล่นกลิ้งตกลงบนพื้นบ้าน
สามคนก้มลงมองพร้อมกัน แล้วตาถิ่นก็เงยหน้าขึ้นมองตาเถาอย่างตกใจ
“ไอ้ถิ่น มึงเสือกเอาน้ำมันพรายของกูให้อีผู้หญิงนี่รึ มึงนะมึง หลงผู้หญิงซะจนจะหาภัยใส่ตัวแล้วไม๊ล่ะ”
ตาถิ่นพูดไม่ออก ตอบไม่ถูก ตาเถาพุ่งตัวเข้าไปเก็บขวดน้ำมันพรายทันที แต่บุปผาไม่ยอม พุ่งเข้าไปยื้อแย่งขวดน้ำมันพรายคืน สองคนยื้อยุดแย่งชิงขวดน้ำมันพรายกันพัลวัน
“อึ๊ย เอามานี่นะ”
“กูไม่ให้”
แต่ในที่สุดบุปผาก็แย่งขวดน้ำมันพรายไปได้ แล้วรีบวิ่งหนีออกจากบ้านไปทันที ตาเถาพยายามจะสกัดบุปผาไว้ จึงคว้าของใกล้มือจะปาตามหลัง
ตาถิ่นหันมาเห็นว่าตาเถาจะขว้างของใส่หลังบุปผาสุดที่รัก ก็รีบพุ่งตัวไปขวางไว้ ทำให้ของที่ตาเถาขว้างมาโดนเข้าที่บริเวณทัดดอกไม้ตาถิ่นดังปั้ก
ตาถิ่นสะดุ้งเฮือกสุดตัวร้อง “โอ๊ย”
บุปผาได้ยินเสียงตาถิ่นร้องก็ชะงัก หันกลับมาดู เห็นตาถิ่นเอามือกุมทัดดอกไม้ แต่ชายชรายังห่วงเป็นบุปผามากกว่าตัวเอง กัดฟันผลักบุปผาให้ออกวิ่งหนีไป
“หนีไปเร็ว”
บุปผาถูกตาถิ่นผลักจนหน้าทิ่ม ทำให้ขวดน้ำมันพรายหลุดออกจากมือบุปผาหล่นลงพื้น บุปผาจะก้มลงเก็บ แต่ตาถิ่นคว้าแขนบุปผาให้วิ่งหนีตาเถาก่อน บุปผาเลยไม่ทันได้เก็บขวดน้ำมันพราย วิ่งหนีไปกับตาถิ่น ส่วนตาเถาตกใจมากที่ขว้างของโดนน้องชาย จึงวิ่งตามไป แต่สะดุดของแถวนั้นหกล้ม สองคนจึงวิ่งหลุดไปได้

บุปผากับตาถิ่นวิ่งหนีกันมา จนบุปผาแน่ใจว่าตาเถาวิ่งตามมาไม่ทันแล้ว จึงลงนั่งหอบแฮ่กๆ ตาถิ่นหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลโทรมใบหน้ามากผิดปกติ บุปผาหันไปมอง
“พี่..เป็นอะไรรึเปล่าเนี่ย”
ตาถิ่นส่ายหน้า ตาเริ่มปรือๆ และมีเลือดกำเดาไหลออกมาจากจมูก
“พี่” บุปผาทำท่าทางให้ตาถิ่นรู้ว่ามีเลือดไหลออกมา
แต่ตาถิ่นสะลึมสะลือ ท่าทางไม่รับรู้อะไรแล้ว ในที่สุดตาถิ่นก็ยืนโงนเงนๆ แล้วล้มฟุบลงนอนกลิ้งไปกับพื้น บุปผาตกใจ เข้าไปเขย่าตัวเรียกสติ
“พี่..พี่”
แต่ตาถิ่นแน่นิ่งไปแล้ว พอบุปผาเอานิ้วไปอังที่ปลายจมูก ก็ต้องตื่นตะลึงเมื่อพบว่าตาถิ่นไม่หายใจแล้ว
“อ๊าย ไอ้บ้านี่..ตายแล้วนี่”
บุปผาสำรวจดูบาดแผลตา พบว่าบริเวณทัดดอกไม้ของตาถิ่นยุบเข้าไป บุปผาตะลึง ว้าวุ่นใจหนัก ไม่รู้จะเอายังไงดี
“ถ้าไปแจ้งตำรวจ ตำรวจก็คงต้องซัก แล้วทีนี้...คนอื่นๆ ก็ต้องรู้ว่าเราเล่นคุณไสยเพื่อจับหมอไอศูรย์ ไม่ได้ๆๆๆ จะให้ใครรู้เรื่องนี้ไม่ได้”
คิดได้ดังนั้นแล้วบุปผามองซ้ายแลขวา จนแน่ใจว่าไม่มีใครเห็น ก็รีบวิ่งหนีไปทันที 

ทิ้งศพตาถิ่นให้นอนตายตาค้าง อย่างโดดเดี่ยว และน่าสังเวชอยู่ริมถนนนั่นเอง

ฝ่ายมัทนากำลังจัดสำรับอาหารให้คุณหญิงมณีอย่างเอาใจ

“คุณแม่อย่าเพิ่งเบื่ออาหารอ่อนๆ นะคะ พี่ต้นบอกไว้ว่าให้คุณแม่ทานอาหารอ่อนๆ ไปก่อนสักอาทิตย์นึงน่ะค่ะ ลำไส้จะได้ไม่ทำงานหนักจนเกินไป”
มณีพยักหน้ารับรู้ “วันนั้นแม่นึกว่าแม่จะตายเสียแล้ว”
“ต้องชมบุปผาที่ไหวพริบดีค่ะคุณแม่ ไม่งั้น...คงทำอะไรกันไม่ถูกเลยค่ะ”
มณีนิ่งแล้วแอบสบตากับสร้อยอย่างรู้กัน ว่าไม่ชอบขี้หน้าบุปผาพอๆ กัน
“ขอน้ำแม่สักแก้วสิจ๊ะลูกมัท”
“รอเดี๋ยวนะคะคุณแม่”
พอมัทนาลุกเดินพ้นไป คุณหญิงมณีหันไปหาสร้อยทันที
“เรื่องที่ให้ไปจัดการ..เป็นยังไง”
“เรียบร้อยแล้วค่ะคุณหญิง นังบุปผามันจะได้อยู่สู้หน้าคนในพระนครนี่ได้อีกไม่นานหรอกค่ะ”
สร้อยบอกอย่างมั่นใจ คุณหญิงมณียิ้มเหี้ยมสะใจ


บุปผาเพิ่งเดินมาถึงบ้าน อารมณ์เสีย และเซ็งสุดๆ
“บ้าที่สุด น้ำมันพรายก็ไม่ได้ แล้วยังต้องเสียตัวเปล่าๆ ให้ไอ้บ้านั่นด้วย แล้วมันยังมาตายเอาง่ายๆ ซะอีก ทำไมมันเป็นยังงี้นะ”
บุปผาเข้าบ้านไป โดยที่ข้างหลังแลเห็นไอ้เพิ่ม คนของสร้อยที่จ้างมา และขจรลูกน้อง มายืนดูบุปผาอยู่ สองวายร้ายมองตามบุปผาไปจนลับตา

บุปผาเข้ามาในห้องสิน หน้าบูดบึ้ง ยังอารมณ์เสียค้างอยู่
“เป็นไงบ้างล่ะวันนี้”
สินมองบุปผาอย่างทั้งเกลียดและกลัว
“ความจริงฉันก็ไม่ได้อยากจะมาเยี่ยมแกนักหรอกนะ ธุระปะปังฉันก็เยอะ อะไรๆ ก็ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง แต่ถ้าฉันไม่มาดูแกบ้าง คนในบ้านก็จะสงสัยเอาได้ เอ้า ป้าทับทิมเขาทำข้าวต้มมาให้แกแน่ะ กำลังร้อนๆ เลย”
บุปผาจะเอาข้าวต้มป้อนให้ แต่สินเม้มปากแน่น ไม่ยอมกินของจากมือบุปผา จนบุปผาโมโห
“เรื่องมากนักใช่ไม๊”
พูดจบบุปผาก็เอาข้าวต้มร้อนๆ ราดรดลงบนตัวของสิน สินสะดุ้งเฮือก ตาเหลือกลานด้วยความปวดแสบปวดร้อน แล้วก็จ้องบุปผาตาแทบถลนออกมาด้วยความแค้นใจสุดขีด
“เกลียดฉันนักเหรอไอ้สิน อยากเกลียดก็เกลียดไปเถอะ แต่ฉันไม่เกลียดแกหรอก เพราะแกเป็นตัวประกันของฉันที่ทำให้หมอไอศูรย์ต้องแวะเวียนมาหา ฉันได้แต่งงานกับหมอเมื่อไหร่ แกก็หมดประโยชน์เมื่อนั้นล่ะ”
พูดจบบุปผาก็เดินออกไป สินชะโงกดูว่านางมารร้ายไปพ้นห้องแล้ว รีบขยับตัวสลัดข้าวต้มออก หลังจากข่มใจนอนนิ่งมาตลอดทั้งๆ ที่ปวดแสบปวดร้อนไปหมดทั้งตัว
“มึง..ไม่ได้แต่ง..กับหมอ..หรอก อีบุปผา กู..จะ..เปิดโปง..มึง”
สินขบกรามคำรามในลำคอ อาฆาตแค้นบุปผาสุดขีด

เช้าวันต่อมา โฉมกับคนขับกำลังช่วยขนของขึ้นรถ อิ่มเดินผ่านมาเห็น เลยเข้ามาช่วย
“จะขนของไปไหนกันจ๊ะเนี่ย”
“เอาไปใส่บาตรที่บ้านคุณมัทนาน่ะสิ”
อิ่มตาโต “คุณมัทนา คุณมัทนา เทพบริบาลใช่ไม๊”
“ใช่” โฉมบอก
“ฉันขอไปด้วยได้ไม๊ จะได้ไปช่วยหยิบส่งของใส่บาตรให้คุณๆ ไง”
“ไม่ต้องไปหรอก รถเต็ม ไม่มีที่นั่งแล้ว”
อิ่มหน้าเจื่อน แต่แล้วก็ยิ้มออกมาได้ เมื่อไอศูรย์กับคุณหญิงแจ่มจันทร์เดินเข้ามา
“ไปได้ครับป้าอิ่ม ไปรถผม แล้วเดี๋ยวตอนกลับ ป้าอิ่มก็ค่อยกลับรถคุณแม่ ส่วนผมก็จะได้ขับรถผมไปทำงานต่อเลย”
อิ่มยิ้มดีใจสุดๆ

ส่วนที่บ้านเทพบริบาล มัทนา คุณหญิงมณี และสร้อย กำลังช่วยกันจัดข้าวของเตรียมใส่บาตรอยู่ นายพลเทพแต่งตัวเสร็จลงมาสมทบ
“คุณพ่อใส่บาตรกับมัทไม๊คะวันนี้”
ผู้เป็นพ่อโอบบ่าลูกสาวอย่างรักใคร่ขณะบอก “คงไม่ได้ละลูก วันนี้พ่อต้องไปราชการที่หัวเมือง รีบไปแต่เช้า จะได้กลับไม่เย็นนัก”
“ขับรถดีๆ นะคะคุณพ่อ มัทเป็นห่วงนะคะ”
“ขอบใจลูก”
นายพลเทพยิ้มให้ลูก แล้วหันไปพยักหน้าให้คุณหญิงมณีเป็นเชิงทักทายเล็กน้อย คุณหญิงมองมาอย่างน้อยใจ ที่สามีออกอาการหมางเมิน มองนายพลเทพจนขึ้นรถขับออกไป สวนกับรถของไอศูรย์พอดี นายพลเทพเห็นไอศูรย์ ก็ยกมือทักทาย แล้วขับสวนไป โดยไม่ได้สนใจอิ่มที่อยู่ในรถไอศูรย์ด้วย เพราะคิดว่าเป็นคนรับใช้ทั่วไป
เห็นอิ่มมองอยู่ เห็นนายพลเทพขับรถสวนไปก็ตื่นเต้นมาก
“นั่นท่านนายพลเทพใช่ไม๊จ๊ะหมอ”
“ใช่ครับป้าอิ่ม”
“แล้วนั่นท่านจะไปไหน”
“ไม่ทราบสิครับ คงไปทำงานมั้งครับ”
อิ่มมีสีหน้าผิดหวังมาก ไอศูรย์จอดรถ แล้วรีบเข้าไปหามัทนา และคุณหญิงมณี ส่วนอิ่มมัวแต่ช่วยขนของใส่บาตรลงจากรถ
“พ่อต้นเอาอะไรมาเยอะแยะเลย” มณียิ้มทัก
“ของใส่บาตรครับคุณป้า ยังมีอยู่ที่รถคุณแม่ด้วยนะครับ รถคุณแม่กำลังตามมาครับ”
คุณหญิงมณียิ้มพอใจ อิ่มหิ้วของเข้ามาสมทบ สร้อยเข้ามารับ อิ่มเงยหน้าขึ้นมองสร้อย แล้วตาโต
ภาพอดีตผุดขึ้นมาหลอกหลอน ในตอนที่อิ่มวิ่งอุ้มลูกอุ่นกลับมาถึงที่บ้านพอดีได้เห็นเหตุการณ์ระหว่างสร้อยกับอุ่น อิ่มก็ตะลึงตกใจจนทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
อิ่มเห็นสร้อยใช้มีดแทงเข้าที่ท้องอุ่น อุ่นตาลอยคว้าง แววตาเจ็บปวดสุดชีวิต สร้อยกระชากมีดออก แล้วผลักอุ่นให้กลับเข้าไปในเรือนที่กำลังไฟไหม้อยู่ อุ่นเซซังถลากลับเข้าไปในเรือน แล้วฟุบลงกับพื้นแน่นิ่งไป แล้วคานไม้ติดไฟอันหนึ่งหล่นลงมากั้นระหว่างอุ่นกับสร้อย ในขณะที่สร้อยยืนดูอย่างเลือดเย็น จนกระทั่งไฟโหมหนักขึ้น สร้อยจึงถอยห่างออกมาจากเรือน
อิ่มเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจากใต้ถุนบ้านอีกฟาก

อิ่มนึกแล้ว ก็ออกอาการตื่นตะลึง ที่จู่ๆ ก็ได้เจอสร้อยอีกครั้งโดยไม่ทันตั้งตัว

ความกลัวทำอิ่มถึงกับช็อค แล้วก็เป็นลมสลบไปทันที คนอื่นๆ พากันตกใจไปตามๆ กัน

สักครู่หนึ่งอิ่มเริ่มได้สติ ค่อยๆ ปรือตาขึ้นมามองรอบๆ ตัว อิ่มเห็นใบหน้าอุ่น ก้มลงมามองตนอย่างห่วงใย

“อุ่น”
ใบหน้าอุ่นค่อยๆ เลือนไปกลายเป็นใบหน้าบุปผามาแทนที่
“นี่ฉันเองจ้ะ ป้าอิ่ม”
อิ่มกระพริบตาถี่ๆ พึมพำออกมา “บุปผา” แล้วเห็นไอศูรย์ที่เป็นคนเอายาดมให้เธอดมอยู่ “คุณหมอ”
“เป็นยังไงบ้างครับป้าอิ่ม ลุกขึ้นนั่งไหวไม๊” ไอศูรย์ถาม
อิ่มพยักหน้า บุปผาช่วยประคองอิ่มลุกขึ้นนั่ง อิ่มกวาดตามอง เห็นคุณหญิงมณีมองอยู่ อิ่มเริ่มเกร็ง แล้วพออิ่มเห็นสร้อยที่ยืนอยู่ข้างหลังคนอื่นๆ ก็มีอาการหวาดกลัวขึ้นมาอีก ไม่กล้ามองสบตาสร้อย คุณหญิงแจ่มจันทร์กระซิบถามลูกชาย
“ไหนว่าป้าอิ่มแกหายดีแล้วไงจ๊ะลูกต้น”
“หายครับ แต่ยังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่แกไม่เป็นอันตรายกับใครหรอกครับ”
แจ่มจันทร์แปลกใจไม่หาย “แล้วเมื่อกี้แกตกใจอะไร จนถึงกับเป็นลมเป็นแล้งไป
อย่างนี้น่ะ”
ไอศูรย์ส่ายหน้าเป็นเชิงไม่รู้ แจ่มจันทร์พยายามคลี่คลายบรรยากาศ
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เรากลับไปใส่บาตรกันดีไม๊คะคุณหญิง ดิฉันอยากให้ครบ 9 ครั้งเร็วๆ”
“ดีค่ะ ไปลูกมัท พ่อต้น” มณีเออออ
“งั้นบุปผาดูแลป้าอิ่มไปก่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวฉันใส่บาตรเสร็จแล้วจะกลับมาดูป้าอิ่มอีกที”
มัทนา ไอศูรย์ สองคุณหญิง และโฉม ค่อยๆ ทยอยกันออกไป สร้อยยังคงมองหน้าอิ่มอยู่ แต่อิ่มซ่อนหน้าไม่ยอมสบตาสร้อยเลย

ขณะที่มัทนากับไอศูรย์กำลังใส่บาตรอยู่ คุณหญิงมณีกับคุณหญิงแจ่มจันทร์ก็ร่วมใส่ด้วย โดยมีสร้อยกับโฉมช่วยส่งของ สร้อยยืนคิดอะไรนิ่งอยู่ จนโฉมต้องช่วยส่งของให้นายแทน
“ยายป้าอิ่มนี่ หน้าคุ้นๆ แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหนน๊า”
สร้อยพยายามคิด แต่ก็คิดไม่ออกสักที

ฟากบุปผาดูแลอิ่มอยู่
“ถามอะไรหน่อย ผู้หญิงคนเมื่อกี้เป็นใคร คนที่ใส่เสื้อสีน้ำเงินน่ะ”
“อ๋อ เขาชื่อสร้อย เป็นคนสนิทของคุณหญิงมณี เป็นหัวหน้าแม่บ้านที่นี่ ป้ารู้จักเขาเหรอ”
อิ่มรีบส่ายหน้าทันที “ไม่รู้จัก ฉันไม่รู้จัก”
บุปผาเตือน “ไม่รู้จักก็ดีแล้ว ไม่รู้จักก็อย่าไปรู้จักเลย อีนี่มันร้ายจะตายไป เอ้า ป้าหิวน้ำไม๊ เดี๋ยวฉันไปเอาน้ำมาให้นะ” บุปผ้เดินออกไปทันที
อิ่มพึมพำ น้ำตาซึม “ฉันรู้ว่ามันร้าย..ร้ายขนาดฆ่าคนตายได้เลยทีเดียว”
อิ่มมีสีหน้าหวาดกลัว ระคนกลัดกลุ้ม

ใส่บาตรเสร็จมัทนากับไอศูรย์กำลังกรวดน้ำร่วมกันอยู่ คุณหญิงมณีกับคุณหญิงแจ่มจันทร์มองอย่างปลาบปลื้มใจตามเคย
“ใส่บาตรอีกไม่กี่ทีก็ครบ 9 ครั้งแล้วนะคะคุณหญิง ดิฉันอยากจะให้หนูมัทได้หมั้นกับพ่อต้นเร็วๆ จังค่ะ”
“เหมือนกันค่ะ ถ้าได้หมั้นกัน..ดิฉันก็คงจะสบายใจขึ้น”
“เอ๊ะ วันนี้ดิฉันไม่เห็นท่านนายพลเลยค่ะ ท่านยังไม่ตื่นหรือคะ”
“ท่านตื่นออกไปข้างนอกแต่เช้าแล้วค่ะ”
“โห..ไปไหนแต่เช้ามืดเลยคะคุณหญิง”
มณีไม่ตอบ เพราะก็ไม่รู้เหมือนกันว่านายพลเทพไปไหนแต่เช้าขนาดนี้

สองคนอยู่ที่จังหวัดนครปฐม ดำเกิงเดินนำนายพลเทพเข้ามาที่บ้านหลังหนึ่ง“ที่นี่ละขอรับท่าน”
นายพลเทพพยักหน้าให้ แล้วเดินพรวดเข้าไปอย่างร้อนใจ

นายพลเทพเอารูปยื่นให้ หมอคนที่เคยช่วยรักษาอิ่มเมื่อ 18 ปีก่อน ดู หมอรับรูป ผกา ที่นิกรถ่ายวันก่อน ไปดูอย่างพิจารณา
“ว่าไงครับหมอ ผู้หญิงในรูปนี้ ใช่ ผกา แสงฉาย คนที่รับเอาเด็กไปเลี้ยงเมื่อ 18 ปีก่อนไม๊ครับ”
หมอดูรูปในมืออย่างตั้งใจ นายพลเทพลุ้นจนแทบลืมหายใจ
“ใช่ครับ ผู้หญิงคนนี้ละครับคือ ผกา แสงฉาย” หมอบอกอย่างมั่นใจ
“ไม่ผิดแน่นะครับหมอ” ท่านนายพลถามอย่างตื่นเต้น
“หน้าตาสวยจัดอย่างนี้ จำได้ไม่มีผิดละครับ”
“ขอบคุณครับหมอ ขอบคุณ”
สีหน้านายพลเทพเวลานี้ ตื่นเต้นสุดๆ

ส่วนที่หอโคมแดง เห็นเดือนกำลังจะออกไปข้างนอก
“แม่จ๋า..ฉันออกไปซื้อของข้างนอกหน่อยนะจ๊ะ”
ผกาพยักหน้ารับส่งๆ ไม่ค่อยได้ใส่ใจนัก เพราะมัวแต่กลุ้มใจอยู่ เดือนเดินออกไป

ขณะเดียวกัน มัทนา ไอศูรย์ คุณหญิงมณี และคุณหญิงแจ่มจันทร์ กำลังนั่งทานอาหารเช้าอยู่ด้วยกันหลังใส่บาตรเสร็จ โฉมกับสร้อยคอยดูแล สักครู่สร้อยก็มองคุณหญิงมณีเหมือนจะส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง คุณหญิงมณีหันมาเห็น ทั้งคู่แค่มองตากัน มณีพยักหน้าให้สร้อยอย่างรู้กัน พอสร้อยเดินออกไป โทรศัพท์ในบ้านก็ดังขึ้น
“มัทรับเองค่ะคุณแม่” มัทนาลุกเดินไปรับโทรศัพท์ “บ้านเทพบริบาลค่ะ”

เป็นแม่หมอชไมที่กำลังพูดโทรศัพท์กับมัทนา
“หนูมัทหรือลูก”
“คุณป้าชไมเหรอคะ จะพูดกับคุณแม่เหรอคะ รอสักครู่นะคะ คุณแม่กำลังมีแขกพอดีน่ะค่ะ”
“ไม่เป็นไรจ้ะ ป้าพูดกับหนูก็ได้” ชไมว่า
มัทนาฉงน “ค่ะ คุณป้ามีเรื่องอะไรหรือคะ”
“ป้าอยากให้หนูช่วยเตือนคุณแม่ ให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม อย่าคิดทำเรื่องอะไรที่ไม่ดี เพราะยิ่งคิดไม่ดีเท่าไหร่ เรื่องไม่ดีก็ยิ่งย้อนกลับเข้าตัวเท่านั้น”
“ค่ะคุณป้า”
มัทนาวางสายโทรศัพท์ลงอย่างงงๆ ไม่เข้าใจว่าชไมโทร.มาเตือนอย่างนั้นทำไม มัทนาเดินกลับมาที่โต๊ะ
“ใครโทร.มาลูก”
“คุณป้าชไมค่ะ โทร.มาย้ำว่าให้..เรา..ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม ไม่ให้ทำอะไรที่ไม่ดีน่ะค่ะ” มัทนาใช้คำว่า เรา ไม่อยากให้แม่เสียหน้า
“โถ คนอย่างพวกเรา จะทำอะไรไม่ดีคะ นี่เราก็เพิ่งจะใส่บาตรเสร็จ แล้วช่วงนี้ก็วุ่นอยู่กับงานฉลองกึ่งพุทธกาล วันๆทำแต่เรื่องงานบุญ งานกุศลกันทุกวันเลย” แจ่มจันทร์ว่า
“จริงค่ะคุณหญิง”

คุณหญิงมณี ไม่สำเหนียกในสิ่งที่ชไมพยายามจะเตือนแม้สักน้อย

 
อ่านต่อหน้า 2

ไฟหวน ตอนที่ 9 (ต่อ)

ขณะที่บุปผากำลังทำงานง่วนอยู่ในครัวกับคนอื่นๆ อิ่มเดินเลียบๆ เคียงๆ เข้ามาหา

“มีอะไรให้ฉันช่วยไม๊จ๊ะ”
ทับทิมมองมาท่าทีสงสัย
บุปผาเลยบอก “คนจากบ้านคุณหมอไอศูรย์น่ะจ้ะป้าทับทิม เมื่อกี้แกเป็นลม ก็เลยให้นั่งพักอยู่”
“แล้วนี่หายดีแล้วเหรอ” ทับทิมถาม
“จ้ะ”
“แล้วทำไมไม่ขึ้นไปดูแลคุณๆ ของแกบนตึกโน่นล่ะ”
“ก็..พี่โฉมดูแลอยู่แล้วนี่” อิ่มอ้าง
“อ้ะๆๆๆ งั้นช่วยเอาผักนี่ไปล้างก็แล้วกัน”
อิ่มรับผักจากทับทิมไปล้าง สร้อยเดินเข้ามา อิ่มรีบก้มหน้าล้างผักงุดๆ ไม่ยอมมองสร้อยเลย โชคดีที่สร้อยไม่สนใจ มุ่งตรงไปที่บุปผาตามแผน
“นังบุปผา แกออกไปซื้อของที่ตลาดให้หน่อยสิ”
บุปผามองสร้อยคิดไปเองว่าสร้อยไม่อยากให้อยู่ตอนไอศูรย์มา

บุปผาเดินอารมณ์เสียไปตลาด บ่นบ้าไปตามเรื่อง
“ฉันรู้ทันแกหรอกอีสร้อย แกใช้ให้ฉันออกจากบ้าน ฉันจะได้อยู่ห่างๆจากคุณหมอใช่ไม๊ล่ะ แกไม่มีทางกีดกันฉันได้หรอก”
สร้อยเดินกลับขึ้นมาคอยรับใช้บนตึกตามเดิม มณีหันไปสบตากับสร้อย เห็นสร้อยพยักหน้าแค่นิดเดียวเป็นเชิงบอกว่า..ทุกอย่างเรียบร้อย คุณหญิงยิ้มพอใจในสีหน้า
“ตอนนี้อาการของคุณป้าเป็นยังไงบ้างครับ”
“ดีขึ้นมากแล้วจ้ะพ่อต้น”
“แต่ผมยังเสียดายนะครับที่ไม่ได้เอาอาหารที่คุณป้าทานวันนั้นไปตรวจ จะได้รู้ว่าอะไรที่เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณป้าไม่สบายได้มากขนาดนั้น” ไอศูรย์เสียดายไม่หาย
“มันคงเป็นคราวเคราะห์ของป้าเองล่ะจ้ะพ่อต้น ยังดีที่ไม่ใช่ยายมัท ถ้าเป็นยายมัทที่เป็นคนเจ็บ ป้าคงขาดใจ”

ท่ามกลางบรรยากาศในตลาดที่ดูวุ่นวาย บุปผาซื้อของตามคำสั่งของสร้อยอยู่ แล้วมองไปมุมหนึ่ง เห็นผู้คนกำลังเดินกรูกันไปในท่าทีรีบร้อน เหมือนไปดูอะไรบางอย่างกัน บุปผาอดสนใจไม่ได้ จึงตามไปดูด้วย

บุปผาเดินตามคนอื่นๆ มามุงดูใกล้ๆ บุปผาก็เริ่มเอะใจ จำได้ว่าเป็นสถานที่ที่หล่อนทิ้งร่างไร้วิญญาณของตาถิ่นเอาไว้ แล้วพอเดินไปถึง ก็เห็นคนกำลังมุงดูบางอย่าง
บุปผาเห็นเพชร และลูกน้องตำรวจคนอื่นๆ ตรวจดูสภาพศพตาถิ่นอยู่ บุปผาตกใจเมื่อเห็นเพชร เลยทำตัวลีบเล็กแอบดูเหตุการณ์อยู่ข้างหลังชาวบ้านเพื่อไม่ให้เพชรเห็น โดยไม่รู้ว่าในอีกมุมของกลุ่มไทยมุง มีตาเถาก็แอบเลียบๆ เคียงๆ มามองดูเหตุการณ์เช่นกัน
จังหวะนี้ลูกน้องของเพชร ค่อยๆ พลิกศพตาถิ่นให้หงายขึ้น เห็นตาถิ่นหน้าเป็นสีม่วงไปหมดแล้ว เสียงบรรดาไทยมุงฮือฮากันยกใหญ่ และต่างมีท่าทีหวาดกลัว
“สภาพศพมีร่องรอยถูกของแข็งกระแทกเข้าที่ทัดดอกไม้อย่างแรง” เพชรสันนิษฐาน
ตาเถาหน้าเครียดจัด รู้ดีว่าตาถิ่นตายเพราะฝีมือของตนนั่นเอง จังหวะหนึ่งตาเถามองเข้าไปในฝูงคน พบว่าบุปผายืนแอบดูเหตุการณ์อยู่หลังไทยมุงอีกฝั่งหนึ่ง
ตาเถาลืมตัว ชี้หน้าด่ากราดใส่บุปผา
“อีนังผู้หญิงหยำฉ่า น้องกูต้องตายก็เพราะมึง”
บุปผาและทุกคนในที่นั้นตกใจตาเถา บุปผาได้คิดรีบผลุบวิ่งหนีไป ตาเถาจะวิ่งตาม แต่เพชรกระโดดจับตัวตาเถาไว้ได้เสียก่อน พร้อมกับถาม
“นี่น้องชายลุงหรือครับ”
ตาเถาเห็นเป็นตำรวจก็นึกกลัว เลยพยายามจะผลักไสเพชรออก ในขณะที่บุปผาเหลียวกลับมาดูนิดหนึ่ง เห็นเพชรกำลังจับตาเถาไว้และไม่ยอมปล่อย จนตาเถาเลยชกเพชรโครม เพชรไม่ทันตั้งตัวเลยถูกชกผงะหงายไป ตาเถาฉวยจังหวะนั้นจะวิ่งหนี แต่เพชรไม่ยอม กระโดดเข้าจับตัวตาเถาอีก ลูกน้องวิ่งเข้ามาช่วยจับด้วย
“ปล่อยกู ปล่อยกู”
ตาเถาร้องเอะอะ พร้อมกับดิ้นสู้ เพชรกับลูกน้องจับตัวไว้เป็นที่ชุลมุน

ฟากบุปผาวิ่งเข้ามา พอเหลียวหลังไปจนแน่ใจว่าไม่เห็นใครตามมาแล้ว ก็ถอนใจโล่งอก “ไอ้หมอผีบ้า ฉันไม่ได้ฆ่าน้องชายแกสักหน่อย น้องชายแกตายก็เพราะแกนั่นแหละ”
บุปผาบ่นบ้าเบ้ปากชิใส่ แต่แล้วก็ต้องตกใจ เมื่อจู่ๆ เพิ่มกับขจรก็โผล่พรวดมาดักหน้าไว้ บุปผามองอย่างงงๆ ก่อน แต่พอเห็นแววตาของเพิ่มกับขจรที่มองมาอย่างประสงค์ร้าย บุปผาก็รู้ทันทีว่าสองคนนี้มาทำร้ายหล่อนอย่างแน่นอน บุปผาออกวิ่งหนีทันที เพิ่มกับขจรรีบวิ่งตามติดไม่ลดละ
ขจรวิ่งกวดตามจนทันคว้าตัวบุปผาไว้ได้ แล้วชกเข้าที่ท้องน้อยบุปผาอย่างแรง บุปผาตัวงอ เจ็บจุกร้องไม่ออกสักแอะ ก่อนที่บุปผาจะล้มลงกับพื้น ขจรก็รีบช้อนอุ้มร่างบุปผาแบกขึ้นบ่า เพิ่มเข้ามาช่วย สองวายร้ายแบกร่างบุปผาไปไวว่อง

ขจรแบกบุปผาเข้ามาในพงหญ้าเปลี่ยวๆ แล้วก็ค่อยๆ เอาร่างไร้สติของบุปผาวางลงกับพื้น เพิ่มเข้ามาช่วย
“แหม..นังนี่มันสวยเสียด้วย งานนี้ถือเป็นโชคสองชั้นเลยโว๊ย ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งผู้หญิงสวยๆ”
เพิ่มยิ้มหื่น เริ่มถกผ้าถุงบุปผาขึ้น เห็นปานแดงรูปหัวใจที่ต้นขาบุปผา เพิ่มมองอย่างขำๆ
“นังนี่มีปานแดงที่ต้นขาด้วยเว้ย”

เพิ่มลูบไล้เนื้อตัวบุปผาที่นอนไม่ได้สติอยู่อย่างหื่นโหย ขจรมองดูตาเป็นมันด้วยใจระทึก

ระหว่างนั้นเดือนเดินผ่านมาตรงพงหญ้าพอดี หน้าตาซูบซีดเพราะโรคภัยที่ป่วยไข้อยู่ เดือนหาที่นั่งพักแล้วร้องไห้เงียบๆ

“เอาข้าวของออกมาขายจนหมดตัวแล้ว ยังไม่พอค่ายาเลย ทำไมฉันต้องเป็นไอ้โรคบ้าๆ นี่ด้วยนะ”
แล้วเดือนก็ชะงัก มองไป เห็นพงหญ้าไกลๆ มีอาการสั่นไหวอย่างผิดปกติ
เดือนแปลกใจ เลยเดินไปดู

พอเดือนเดินย่องเข้ามาดูหลังพงหญ้า ก็ตกใจเมื่อเห็นเพิ่มกำลังปลุกปล้ำบุปผาอยู่
“นั่นมันบุปผานี่”
เดือนละล้าละลัง คิดหาทางช่วยบุปผา แต่จะเข้าไปก็ไม่กล้า เลยแสร้งตะโกนขึ้นดังๆ
“ทางนี้เลยค่ะคุณตำรวจ เร็วๆ ค่ะ ทางนี้เลยค่ะ”
เพิ่มกับขจรหันขวับไปมองตามเสียง เห็นเดือนทำท่าเหมือนกำลังกวักมือเรียกใครบางคนมา แล้วก็ชี้มาที่พวกตน
“เร็วค่ะคุณตำรวจ เร็วค่ะ”
เพิ่มบอกกับขจร “เฮ้ย หนีก่อนโว๊ย”
เพิ่มกับขจรรีบวิ่งลนลานหนีไป พอเดือนเห็นเพิ่มกับขจรไปพ้นแล้ว ก็รีบวิ่งเข้าไปดูอาการบุปผาทันที
“บุปผา บุปผา เป็นยังไงบ้าง”
บุปผาปรือตาขึ้นมอง “เดือน”
เดือนยิ้มดีใจที่บุปผาไม่เป็นอะไรมาก

ที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง เพชรกำลังสอบปากคำตาเถาอยู่อย่างเคร่งเครียด
“ฉันรู้ว่านายชื่อเถา ชาวบ้านแถวตลาดเขายืนยันมาว่าคนที่ตายน่ะเป็นน้องชายนาย ชื่อ ถิ่น นายบอกฉันหน่อยได้ไม๊ว่าทำไมน้องชายนายถึงตาย”
ตาเถานั่งเงียบ ไม่พูดอะไรเลย
“ถึงนายจะไม่ยอมพูดอะไร แต่เดี๋ยวลูกน้องฉันที่ตามไปค้นบ้านนาย ก็คงจะมีคำตอบมาให้ฉันอยู่ดีละ”
ตาเถาเงียบอีกจังหวะนี้ลูกน้องเพชรคนหนึ่งเดินเข้ามา
“เจ้านายครับ เราพบไอ้นี่” ตำรวจคนนั้นชูของที่ตาเถาปาโดน ทัดดอกไม้ ของตาถิ่น ของสิ่งนั้น มีเลือดเปื้อนอยู่ด้วย ลูกน้องบอกต่อ
“อยู่ที่บ้านของนายเถานี่ครับ เปื้อนเลือดด้วย ผมเลยเอาไปตรวจกับแผลของศพนายถิ่น ปรากฏว่ามันเป็นอาวุธที่ทำให้นายถิ่นตายจริงๆ ครับ”
ตำรวจลูกน้อง เอาของสิ่งนั้นวางลงบนโต๊ะตรงหน้าเพชร ลูกน้องอีกคน เดินเข้ามาพร้อมหลง
“เราพบเด็กคนนี้ถูกล่ามโซ่อยู่หลังบ้านด้วยครับ”
พอหลงเห็นตาเถา ก็ทำท่าหวาดกลัว ร้องโวยวายเสียงดังขึ้นมาทันที
“เอ๊ะ นี่มันเด็กคนที่เคยถูกมอมยานี่” เพชรจำหลงได้ หันขวับไปจ้องตาเถาทันที “นายเถามอมยาเด็กคนนี้ใช่ไม๊”
ตาเถายังไม่ยอมเปิดปากพูด เพชรเลยหันไปถามหลง
“ไอ้หนู ลุงนี่ให้แกกินยาอะไรรึเปล่า”
พอหลงได้ยินคำว่า ยา ก็กลัวจนถึงขีดสุด
“อย่า ไม่เอาแล้ว”
หลงมองหน้าตาเถาตาแทบจะถลน แล้วทันใดนั้นหลงก็เริ่มชักตาตั้ง ดิ้นพราดๆ ป่ายปัดจนข้าวของระเนระนาดไปทั้งห้อง เพชรกับลูกน้องทั้ง 2 คนต้องรีบช่วยกันจับตัว เอาผ้ายัดใส่ปากป้องกันไม่ให้กัดลิ้นตัวเอง ตาเถาเห็นคนอื่นๆ กำลังชุลมุนกัน เลยฉวยโอกาสในจังหวะนั้น โดดหน้าต่างหนีออกไปทันที
เพชรหันมาเห็นร้อง “เฮ้ย”

ตาเถากระโดดลงมาจากหน้าต่างห้องทำงานของเพชร แล้วก็วิ่งโกยแน่บไปทันที เพชรวิ่งมาดูที่หน้าต่าง ตัดสินใจโดดตามลงมา แต่วิ่งไล่กวดตามตาเถาไม่ทัน เพชรเจ็บใจมาก

สองสาวอยู่ตรงศาลาริมทาง อาการบุปผาดีขึ้นมากแล้ว
“ขอบใจนะเดือนที่มาช่วยฉัน”
“ทำไมไอ้พวกบ้านั่นมันกล้าลงมือกลางวันแสกๆ เลยนะ บ้านเมืองเดี๋ยวนี้น่ากลัวขึ้นทุกวัน แต่ฉันก็ดีใจนะที่ได้เจอเธอน่ะ บุปผาหายไปไหนมา”
“ฉัน...เบื่อที่จะขายตัวต่อไปแล้วน่ะสิเดือน ยิ่งเห็นพี่มุก พี่พิกุล ที่พอเริ่มอายุมาก หาแขกไม่ค่อยได้ วันๆ ได้แต่นั่งแต่งตัวสวยรอแขกเรียกขึ้นห้อง มันน่าสมเพชมากน่ะเดือน แล้วฉันก็ไม่อยากเป็นอย่างนั้น”
“แล้วบุปผาออกไปอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ล่ะตอนนี้”
“ฉัน..ไปเป็น..คนใช้เขา คนไม่มีความรู้อย่างเรา จะไปทำมาหากินอะไรได้มากไปกว่านี้ล่ะเดือน” บุปผาโกหกออกไป
เดือนนึกอะไรออก “เออนี่บุปผา คุณกำพลเขาอยากพบเธอมากเลยนะ ทำไมเธอไม่โทร.หาเขาล่ะ ฉันเชื่อว่าเขาจะต้องเลี้ยงดูเธอ ไม่ยอมให้เธอไปเป็นคนใช้ใครแน่ๆ”
“แต่คนอย่างเขา ถ้าจะแต่งงาน เขาก็คงเลือกแต่งกับผู้หญิงมีชาติตระกูล ส่วนผู้หญิงอย่างเราน่ะ ก็เป็นได้แค่เมียเก็บเท่านั้นละแต่ไม่ใช่เมียออกหน้าออกตาหรอก”
“ไม่แน่หรอกบุปผา คุณกำพลน่ะเขาหลงเธอมากเลยนะ ถึงขั้นจะให้รางวัลพี่มุกตั้ง 500 เชียวนะ ถ้าพี่มุกบอกเขาได้ว่าเธอไปอยู่ที่ไหนน่ะ”
“อะไรนะ” บุปผาตกใจ
“แต่พี่มุกเขาก็ไม่รู้ว่าเธอไปอยู่ที่ไหน พี่มุกก็เลยยังไม่ได้ เงิน 500 ของคุณกำพลเขาหรอก บุปผา ตอนนี้เธอไปอยู่ที่ไหนน่ะ ฉันจะได้ไปบอกคุณกำพล ฉันอยากได้เงิน 500 บาทนั่น เพราะตอนนี้..ฉันกำลังต้องใช้เงิน” เดือนถามอีก
“ฉันบอกเธอไม่ได้หรอก ฉันอยากจะลืมชีวิตในอดีตให้หมด แล้วก็เริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่เอาเถอะ..เพื่อเห็นแก่เธอที่ช่วยฉัน” บุปผาปลดสร้อยที่ใส่อยู่ออกมา
เป็นสร้อยที่มัทนาให้บุปผาไว้นั่นเอง บุปผาส่งสร้อยนั้นให้เดือน
“เอ้า..ฉันให้”
เดือนรับสร้อยมาด้วยความดีใจ “จริงเหรอ”
บุปผาพยักหน้า “ฉันต้องไปแล้วละเดือน ขอบใจอีกทีนะ”
แล้วบุปผาก็ลุกเดินไป เดือนก้มลงมองสร้อยในมือแล้วพึมพำกับตัวเอง
“โห..ออกไปเป็นคนใช้เขาได้ไม่เท่าไหร่ บุปผามีสร้อยอย่างนี้ใส่เลยนะ”

เดือนคิดอะไรได้ ตัดสินใจแอบตามบุปผาไปเงียบๆ โดยที่บุปผาไม่เอะใจ

ทางด้านไอศูรย์กำลังตรวจดูอาการของหลงอยู่อย่างเคร่งเครียด มีเพชรยืนรอฟังผลอยู่ด้วย

“พี่มั่นใจว่าเด็กนี่คงถูกให้ยามาเป็นเวลานานพอสมควรทีเดียวละ จนสมองเสียหายบางส่วนไปแล้ว ถึงได้มีอาการเลอะเลือน พูดไม่รู้เรื่อง และควบคุมตัวเองไม่ได้อย่างนี้”
ไอศูรย์ชี้ที่ข้อมือทั้งสองข้างของหลงให้เพชรดู ผ้าผูกติดไว้กับราวเหล็กของเตียงโรงพยาบาล ทั้ง 2 ข้าง
“นี่พี่ก็เลยต้องมัดมือแกไว้ทั้ง 2 ข้าง ป้องกันแกทำร้ายตัวเอง เพชรบอกพี่ได้ไม๊ว่าใครเป็นคนทำกับเด็กอย่างนี้”
“ชื่อตาเถาครับพี่ต้น เป็นหมอคุณไสย อยู่หลังวัดวิเวกโน่น ตอนที่ผมตามไปที่บ้าน มันก็หนีไปแล้ว แต่ผมตั้งใจว่าจะต้องจับตัวมามันรับโทษให้ได้”
“พี่ไม่เข้าใจเลย ทำไมคนเราถึงใจคอโหดเหี้ยมกันได้ถึงขนาดนี้ แต่พี่ก็เชื่อว่าถึงจะเอาตัวเขามารับโทษทางกฎหมายไม่ได้ แต่กฎแห่งกรรมก็ไม่เคยละเว้นใคร”
ไอศูรย์มองหลงอย่างเวทนา

ส่วนตาเถาหนีกระเซอะกระเซิงมาหลบอยู่ที่เพิงร้างแห่งหนึ่ง
“น้องกูต้องตาย ตัวกูก็ต้องหนีกฎหมายหัวซุกหัวซุนอย่างนี้...ก็เพราะมึงคนเดียว อีนังผู้หญิงหยำฉ่า”
ศัตรูคู่แค้นของบุปผา มีเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งคือ ตาเถาซึ่งเวลานี้มีสีหน้าแค้นใจบุปผาเป็นอย่างยิ่ง
บุปผาเดินกลับมาถึงบ้านเทพบริบาล แล้วเปิดประตูเล็กเดินเข้าบ้านไป เดือนแอบตามมาโดยที่บุปผาไม่รู้ตัว
“มาอยู่ที่นี่เอง”
เดือนมองชื่อบ้าน คิดอะไรบางอย่างได้
บุปผาเดินกลับเข้ามาในบ้าน ตรงไปยังครัวทันที
“คุณหมอไอศูรย์กลับไปแล้วเหรอจ๊ะป้าทับทิม”
“กลับไปนานแล้ว”
สร้อยเดินเข้ามาพอดี พอเห็นบุปผากลับมาในสภาพปกติก็ตกใจ
“แล้วทำไมแกไปซื้อของนานนักล่ะบุปผา”
“ฉันโดนโจรจี้ระหว่างทางน่ะจ้ะป้า”
สร้อย สงสัย แต่ไม่พูดอะไร ยืนฟังต่อไปเงียบๆ
“ว๊ายตายแล้ว แล้วมันทำอะไรแกรึเปล่าบุปผา”
“เปล่าจ้ะ มันแค่จี้เอาเงินไป พอฉันหายตกใจ ก็รีบกลับมาบ้านนี่แหละ”
ทับทิมเข้ามากอดปลอบขวัญบุปผา “โธ่เอ๊ย..ขวัญเอ๊ยขวัญมานะบุปผานะ”
สร้อย สงสัยไม่หาย

คุณหญิงมณีอารมณ์เสียมาก พอรู้จากสร้อย
“ทำไมเรื่องง่ายๆ แค่นี้..คนของแกก็ทำไม่สำเร็จ หา”
“สร้อยโทรไปถามไอ้เพิ่มมันแล้วค่ะคุณหญิง มันบอกว่า...กำลังจะทำสำเร็จอยู่แล้ว พอดีมีคนมาเห็นเข้า แล้วดันร้องเรียกตำรวจ ไอ้เพิ่มกับลูกน้องมันก็เลยต้องหนีเอาตัวรอดก่อนน่ะสิคะคุณหญิง แต่ไอ้เพิ่มมันกำลังรอจังหวะจะลงมือใหม่แล้วค่ะคุณหญิง”
“หึ คงสำเร็จหรอกนะนังสร้อย ตอนนี้นังบุปผามันคงระวังตัวแจแล้ว ถ้ามันโดนลากไปอีกที มันต้องสงสัยแน่ สร้อยบอกคนของแก อย่าเพิ่งทำอะไรมัน ปล่อยมันไว้ก่อน รอให้มันตายใจก่อน ค่อยลงมือใหม่”
“ค่ะคุณหญิง”

คุณหญิงมณี ถอนใจหน้าเครียดที่แผนล้มเหลวอีกจนได้

 
อ่านต่อหน้า 3

ไฟหวน ตอนที่ 9 (ต่อ)

ทั้งสามกลับมาถึงบ้าน คุณหญิงแจ่มจันทร์เดินขึ้นตึกไปเลย ส่วนอิ่มช่วยโฉมขนของลงจากรถ หน้าตาเครียดๆ

“แกหายดีรึยังเนี่ย แม่อิ่ม” โฉมถามอาการ
“จ้ะ”
“วันนี้ที่แกเป็นลมน่ะ แกทำให้คุณๆ ท่านๆ ตกอกตกใจกันใหญ่เลยรู้ไม๊ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ แกไม่ต้องตามไปช่วยงานที่บ้านโน้นอีกแล้ว เพราะฉันไม่อยากให้คุณหญิงท่านต้องขายหน้าอีก ได้ยินไม๊” โฉมไม่พอใจอิ่ม
อิ่มนิ่งเงียบ เครียดไปทันที เพราะแค่จะไปพบนายพลเทพก็ยากแล้ว ยังมาถูกขัดขวางเสียอีก

อิ่มเดินหน้าตาเครียดกลับเข้ามาในห้อง แล้วลงนั่ง พูดกับตัวเองคุยกับน้องสาว
“นังอุ่นเอ๊ย..วันนี้ฉันพบคนที่ฆ่าแก เขาอยู่ที่บ้านนั้น อยู่บ้านเดียวกับท่านนายพลเทพ ผัวแก ฉันควรจะทำยังไงดีนังอุ่นเอ๊ย..ฉันควรจะทำยังไงดี ฉันกลัว”
อิ่มว้าวุ่น ทั้งเครียด ทั้งกลัว จำสร้อยได้ติดตา

บรรดานางโลม ของหอโคมแดงต่างกำลังกลุ้มรุมดูของกินอร่อยๆ ที่เดือนซื้อกลับเข้ามา
พิกุลแสนซื่อถามอย่างประหลาดใจ “โห ถูกหวยมารึไงนังเดือน ถึงได้ซื้อของกินกลับมาเยอะแยะอย่างงี้น่ะ น่ากินทุกอย่างเลย”
“นั่นสิ ไปเอาเงินจากไหนมาซื้อของมากมายอย่างนี้ ช่วงหลังมานี่แกก็ป่วยเสียหลายวัน ไม่ได้รับแขกเลยนี่” มุกเองก็สงสัย
“ฉันไม่ได้ถูกหวยหรอกจ้ะ ฉันแค่..อารมณ์ดี ก็เท่านั้นเอง แล้วพอเห็นของอะไรมันน่ากิน ฉันก็อดคิดถึงแม่ คิดถึงพี่ๆ เพื่อนๆ ที่นี่ไม่ได้ เวลาอดเราก็อดด้วยกัน ฉะนั้น เวลาได้กินของอร่อยๆ เราก็ควรจะได้กินด้วยกันไม่ใช่รึ” เดือนยิ้มย่อง
“งั้นฉันกินเลยนะ” สิริขอ
เดือนพยักหน้า ทุกคนเข้าไปรุมดูของกันอย่างตื่นเต้นดีใจ ยกเว้นมุกที่มองเดือนอย่างสงสัย

พอเดือนเดินกลับเข้ามาในห้อง มุกตามติด เดือนหันมาเห็นมุกตามเข้ามา ก็รีบเปิดกระเป๋าตังค์ แล้วหยิบเงินออกมานับ แล้วส่งคืนให้มุกตามจำนวนที่ยืมไป
“เอ้า..พี่มุก ฉันคืนเงินที่ฉันยืมพี่มาน่ะจ้ะ”
มุกรับเงินไปนับ แล้วเอาเหน็บที่ร่องอกอย่างรวดเร็ว แต่ตายังมองเดือนอย่างสงสัย
“แกไปเอาเงินมาจากไหนตั้งมากมายหึ..นังเดือน อย่าบอกนะว่าแกแอบไปรับแขกข้างนอกทั้งๆ ที่แกกำลังเป็นโรคอยู่นี่น่ะ”
“เปล่าพี่ แต่วันนี้ฉันโชคดี ฉันเก็บสร้อยทองได้เส้นนึงที่ตลาด ฉันก็เลยเอาไปขายน่ะ”
มุกเชื่อสนิท คลายสงสัยลง “เหรอๆ เออๆ ดี แต่แกอย่าใช้จ่ายให้มันสุรุ่ยสุร่ายนักล่ะ แกยังต้องใช้จ่ายรักษาตัวอีกเยอะนะ”
“จ้ะพี่มุก ขอบคุณที่เตือนฉันนะ”
มุกพยักหน้าให้แล้วเดินออกไป เดือนรีบตามไปปิดประตูห้อง แล้วมายืนเหม่อคิดแผนการ
ที่จะได้เงินฟรีๆ ด้วยสีหน้ามีความสุข
“ขอโทษนะพี่มุกที่ฉันปิดบังเรื่องที่ไปเจอนังบุปผามันน่ะ เพราะถ้าพี่รู้แล้วเอาไปบอกคุณกำพล ได้เงินรางวัลมาจากคุณกำพล 500 มันก็ต้องแบ่งกัน 2 คน แต่ถ้าฉันไปบอกคุณกำพลเอง ฉันก็จะได้เงิน 500 นั่นคนเดียวเลย แต่ก่อนที่ฉันจะไปบอกคุณกำพล ฉันจะไปขอค่าปิดปากจากนังบุปผาเสียก่อน แค่นี้ฉันจะก็ได้เงินทั้ง 2 ทางเลย”
พูดจบเดือนก็หัวเราะชอบใจในแผนของตัวเอง ที่จะหาเงินได้ง่าย เยอะ และเร็ว โดยไม่รู้ว่ากำลังจะเจอกับอะไร?

นายพลเทพกลับมาถึงบ้านตอนค่ำ เดินขึ้นตึกใหญ่ด้วยสีหน้าครุ่นคิด มัทนาเดินมารับพ่อ
“ไปทำงานมา..เหนื่อยมากหรือคะคุณพ่อ คุณพ่อถึงได้หน้าเครียดอย่างนี้คะ”
“นิดหน่อยลูก พ่อไปอาบน้ำก่อนนะ”
“ค่ะ”
นายพลเทพเดินขึ้นห้องไป

ท่านนายพลเดินเข้ามาในห้อง แล้วลงนั่งที่โต๊ะทำงาน ล้วงหยิบเอารูปของผกาออกมาดูอีกครั้ง
“ฉันต้องทำยังไงนะ..เธอถึงจะยอมรับว่าเธอคือผกา ที่รับเอาลูกฉันไปเลี้ยง ฉันอยากพบลูก”
นายพลเทพน้ำตาซึม ขณะเอารูปผกาเก็บใส่ในลิ้นชัก แล้วนั่งเอนหลัง หลับตา หน้าเครียดเคร่งพึมพำออกมาเบาๆ

“ลูก...”

ฝ่ายมัทนาสนทนาอยู่กับคุณหญิงมณี

“ลูกมัทจ๋า ช่วยไปหยิบหนังสือ ในห้องแม่ให้หน่อยสิลูก”
“ค่ะคุณแม่” มัทนาเดินออกไป

ด้านนายพลเทพยังนั่งหลับตาอยู่ที่เดิม มีเสียงเคาะประตู
“มัทเข้าไปได้ไม๊คะคุณพ่อ”
นายพลเทพรีบลุกเดินไปเปิดประตูให้ลูกสาวทันที
“เข้ามาสิ มีอะไรเหรอลูก”
“คุณแม่ให้มัทขึ้นมาหยิบหนังสือน่ะค่ะ” มัทนามองพ่อ “เอ๋...ไหนคุณพ่อว่าจะอาบน้ำไงคะ”
นายพลเทพนึกขึ้นได้ เลยเสเดินไปเข้าห้องน้ำเตรียมจะอาบน้ำ
“พ่อก็กำลังจะอาบน้ำอยู่นี่ล่ะลูก มัทหาหนังสือแม่เขาเอาเองนะ” แล้วท่านนายพลก็เดินเข้าห้องน้ำไป
“ค่ะ”
มัทนาเดินหาหนังสือทั่ว แต่ไม่พบ จนเดินไปที่โต๊ะทำงานบิดา เห็นลิ้นชักโต๊ะทำงานของนายพลเทพเปิดค้างอยู่นิดๆ เห็นบางส่วนของรูปผกาโผล่ออกมา
มัทนาสนใจ ตัดสินใจเปิดลิ้นชักดู เห็นเป็นรูปผู้หญิงสวยวัยกลางคน ที่แต่งหน้า แต่งตัวจัด
“ใครนะ สวยจัง”
ทันใดนั้น คุณหญิงมณีก็เปิดประตูห้องเข้ามา
“หาหนังสือไม่เจอเหรอลูก” คุณหญิงเห็นมัทนายืนถือรูปผกาอยู่ “ดูอะไรอยู่น่ะ”
มัทนาจะเก็บรูปนั้นก็ไม่ทันแล้ว เพราะคุณหญิงมณีก้าวพรวดเข้ามาดึงรูปจากมือไปดู แล้วถามเสียงเข้ม
“รูปใคร”
มัทนาอึกอักๆ

นายพลเทพได้ยินเสียงคุณหญิงมณีแหวถามมัทนาเสียงดังเข้ามาในห้องน้ำ
“มัท แม่ถามว่านี่รูปใคร”
ท่านนายพลตาโต นึกขึ้นได้ว่าลืมล็อคลิ้นชักโต๊ะ รีบวิ่งพรวดออกจากห้องน้ำไปทันที

มัทนาหน้าเจื่อนจ๋อยไปเสียสนิท
“เอ่อ...มัทไม่ทราบค่ะ มัทเห็นอยู่ในลิ้นชัก มัทเห็นสวยดีเลยหยิบเอาขึ้นมาดู”
นายพลเทพออกมาจากห้องน้ำพอดี คุณหญิงมณีพุ่งเข้าไปหาเขา ชูรูปผกาขึ้นแล้วถามเสียงดังอย่างหึงสุดขีด มัทนาสีหน้าตื่นตระหนก
“นี่รูปใครคะคุณ”
นายพลเทพหน้าเครียดจัด “คุณอย่ารู้เลย”
“แต่ดิฉันอยากรู้ และต้องรู้ให้ได้ด้วย ตอบฉันมาค่ะว่าอีนังผู้หญิงคนนี้เป็นใคร”
เห็นสามีเงียบไม่ยอมตอบ คุณหญิงเลยยิ่งโมโห
“บอกฉันมานะว่ามันเป็นใคร นี่คุณคิดจะมีเมียน้อยอีกแล้วใช่ไม๊”
นายพลเทพฉุน เลยเอ็ดเอา “คุณหญิง จะพูดอะไรก็ระวังบ้าง ยายมัทอยู่ที่นี่ด้วย”
“อยู่ก็ดีสิคะ ยายมัทจะได้รู้เสียบ้างว่าคุณมันไม่ใช่พ่อพระอย่างที่แกคิด อีนังนี่มันเป็นใครคะ! บอกฉันมา” มณียอกย้อนและคาดคั้นจะต้องรู้ให้ได้
คุณหญิงมณีเห็นนายพลเทพนิ่งไม่ตอบ ก็ยิ่งโกรธเกรี้ยว ทุบตีสามีไม่ยั้งมือ ท่านนายพลเลยต้องรวบข้อมือทั้งสองข้างของคุณหญิงไว้เพื่อให้หยุด คุณหญิงมณีพยายามจะชักข้อมือออก แต่ไม่ออก ยื้อยุดกันไป มัทนาเห็นท่าไม่ดี เลยคิดจะเข้าไปห้ามแม่
“คุณแม่หยุดเถอะค่ะ”
“ไม่ แม่ไม่หยุด จนกว่าแม่จะรู้ว่าอีนังผู้หญิงคนนี้มันเป็นใคร”
คุณหญิงมณีเสียงกร้าว ขณะยื้อยุดรูปผกากับนายพลเทพไปมา ในที่สุดนายพลเทพก็รั้งข้อมือคุณหญิงมณีเอาไว้ไม่อยู่ ปล่อยหลุดพรื่ด คุณหญิงมณีเลยเสียหลักเซถลาออกไป มัทนารีบเข้าไปรับตัวแม่ไว้ แต่แรงเหวี่ยงทำให้ล้มลงพื้นกันไปทั้งแม่ทั้งลูก ชนของโต๊ะทำงาน จนโคมไฟบนโต๊ะหล่นใส่มัทนาเต็มๆ
“โอ๊ย”
ทั้งคุณหญิงมณี และนายพลเทพต่างตกใจชะงักกันไปชั่วคราว
“ยายมัท” / “ลูกมัท”
มัทนานั่งหน้ามึนงงอยู่ มีเลือดไหลซึมลงมาที่ข้างขมับ

ขณะเดียวกันคุณหญิงแจ่มจันทร์กำลังเอาชุดเครื่องเพชรออกมาให้ไอศูรย์ดู
“ต้นดูสิ แม่ว่าแม่จะเอาเครื่องเพชรชุดใหญ่นี่ให้หนูมัทเป็นของหมั้น ดีไม๊ลูก”
“แล้วแต่คุณแม่จะกรุณาเถอะครับ ผมไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย”
“งั้นเอาชุดนี้ละ เพราะเป็นชุดที่คุณย่าของต้น ให้แม่มาในวันแต่งงาน”
ไอศูรย์ยกมือไหว้คุณหญิงผู้เป็นมารดา “ขอบพระคุณคุณแม่มากครับ”
แจ่มจันทร์มองลูกชายอย่างรักใคร่และภาคภูมิใจ “ต้นเป็นลูกที่แม่ภูมิใจมากนะลูก และความสุขของคนเป็นแม่..ไม่มีอะไรมากไปกว่าการได้เห็นลูกเติบโตขึ้นมาเป็นคนดี และประสบความ สำเร็จในชีวิตหรอกจ้ะ และต้นไม่เคยทำอะไรให้แม่ผิดหวังเลย”
ไอศูรย์ยิ้มชื่น ในจังหวะที่เสียงโทรศัพท์ดัง โฉมเดินไปรับ สักครู่ก็เดินกลับมาบอกไอศูรย์
“คุณต้นคะ โทรศัพท์ด่วนค่ะ”
ไอศูรย์ตกใจ รีบไปรับโทรศัพท์ทันที
“ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้ละครับ”

คุณหญิงแจ่มจันทร์กับโฉมมองหน้ากันอย่างตกใจ

ไม่นานต่อมา สร้อยเอาอุปกรณ์ชุดปฐมพยาบาลมาส่งให้คุณหญิงมณี

“เจ็บมากไม๊ลูก”
“นิดหน่อยค่ะแม่ มัทไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ”
“แต่ลูกไม่ควรต้องมาเจ็บตัวอย่างนี้ ถ้า...” มณีตวัดตามองนายพลเทพอย่างช้ำใจ
นายพลเทพโบกมือไล่สร้อยออกไป พอสร้อยไปแล้ว นายพลเทพก็ถอนใจเครียดๆ สองคนเปิดฉากทะเลาะกันอีก
“ถ้าคุณหญิงมีสติสักหน่อย ยายมัทก็คงไม่เจ็บตัว”
“ค่ะ ดิฉันไม่มีสติ ก็เพราะมีสามีไม่ซื่อสัตย์”
“คุณหญิง”
“ก็หรือไม่จริงล่ะค่ะ”
“ผมกับผู้หญิงในรูปนั่น ไม่ได้มีอะไรกัน”
“แล้วคุณเอารูปมันมาเก็บไว้ในบ้านทำไมล่ะค่ะ”
นายพลเทพจำใจโกหกเมื่อเห็นมัทนามองมา และรอฟัง
“มันเป็นเรื่องราชการลับ ซึ่งผมเปิดเผยกับคุณหรือใครไม่ได้ ความจริงผมไม่ควรเอารูปนั่นติดกลับมาบ้านเลยด้วยซ้ำ”
มณีมีสีหน้าอ่อนลง “จริงหรือคะ”
ท่านนายพลบอกด้วยเสียงหนักแน่น “จริง”
มัทนายิ้มออก ในขณะที่นายพลเทพมองคุณหญิงมณีอย่างไม่สบอารมณ์ คุณหญิงมณีเสทำแผลมัทนาง่วน ไม่สบตาสามีเลย
“แม่ขอโทษนะลูก”
“ไม่เป็นไรค่ะคุณแม่ ถ้าคุณพ่อกับคุณแม่หายโกรธกัน
แล้ว มัทก็สบายใจแล้วล่ะค่ะ
มัทนายิ้มดีใจ ในขณะที่นายพลเทพกับคุณหญิงมณีแอบถอนใจเครียด รอยร้าวระหว่างกันเริ่มลึกลงมากขึ้นเรื่อยๆ

ไอศูรย์เดินเข้ามาในโรงพยาบาลอย่างเร่งรีบ พยาบาลเวรวิ่งเข้ามารายงาน
“ต้องขอโทษคุณหมอด้วยนะคะที่ต้องโทรไปตามตัวด่วนอย่างนี้น่ะค่ะ”
“ไม่เป็นไร เกิดอะไรขึ้น”
“คุณหมอไปดูเอาเองดีกว่าค่ะ”
ครู่ต่อมาไอศูรย์เดินเร็วๆ มาที่ห้องหลง เห็นบนเตียงไม่มีหลงแล้ว ผ้าที่เคยผูกข้อมือหลงขาดวิ่น มีรอยเลือดเปรอะอยู่ที่ผ้านั่นด้วย ส่วนหลงนั้นไปนั่งซุกตัวอยู่ที่มุมห้อง มุมปากมีเลือดซึมออกมา สีหน้าหวาดกลัวสุดขีด โบกมือไล่ให้วุ่นวายไปหมด
“อย่าเข้ามา..กลัว กลัวแล้ว ไม่เอา ออกไป ไป”
พยาบาลตามมาอธิบายให้ไอศูรย์ฟัง
“เด็กนั่นกัดผ้าที่ผูกข้อมือจนขาดหมดเลยค่ะ แล้วก็ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้เลยค่ะ”
ไอศูรย์พยักหน้ารับรู้ แล้วค่อยๆ เดินเข้าไปหาหลงอย่างช้าๆ
“หนู..ไม่ต้องกลัวนะ”
หลงมองไอศูรย์แล้วทีท่าค่อยสงบลง ไอศูรย์ลงนั่งคุกเข่าพูดกับหลงอย่างอ่อนโยน
“จำฉันได้ไม๊..ฉันเป็นหมอไง”
หลงเริ่มยิ้มให้ ไอศูรย์ค่อยคลายใจ ยื่นมือไปให้หลงจับเพื่อจะดึงให้ลุกขึ้น ที่ข้อมือทั้ง 2 ข้างของหลง มีผ้าที่เคยมัดข้อมือเข้ากับราวเหล็กของเตียง ยังผูกอยู่ที่ข้อมือทั้ง 2 ข้าง แต่ขาดวิ่น และมีคราบเลือดเปรอะไม่ต่างจากเศษผ้าที่ยังผูกติดอยู่กับเตียง
หลงจับมือไอศูรย์ แล้วทั้งคู่ค่อยๆ ลุกขึ้น กวาดตามองดูคนอื่นๆ
แต่แล้วสายตาของหลงเกิดภาพ แลเห็นบุรุษพยาบาลเป็นตาเถา ที่ยืนมองมาหน้าถมึงทึง ตาลุกวาวน่ากลัว
หลงเลยสติแตกขึ้นมาอีก ร้องโวยวายเสียงดังลั่น ไอศูรย์เห็นท่าไม่ดี เลยรวบเอวเอาไว้ แต่หลงเหวี่ยงไอศูรย์ออกสุดแรง แล้ววิ่งไปผลักทุกคนในห้องนั้นจนล้มระเนระนาดกันไปหมด แล้วหลงก็วิ่งเตลิดออกไป ไอศูรย์วิ่งตามไป

หลงวิ่งเตลิดออกนอกโรงพยาบาลไป ไอศูรย์กับคนอื่นๆ วิ่งตามมา แต่ก็ตาม
ไม่ทันแล้ว ไอศูรย์หน้าเครียด

ไม่นานต่อมา มัทนาอยู่ในห้องโถง เพิ่งจะวางสายโทรศัพท์ลงแป้น แล้วก็เดินกลับมาบอกสร้อย
“วันนี้พี่ต้นมาใส่บาตรด้วยไม่ได้”
“อ้าว..ทำไมล่ะคะคุณหนู นี่ก็เหลืออีกแค่ 3 ครั้งเอง ก็จะใส่บาตรครบ 9 ครั้งแล้วนะคะ”
“พี่ต้นมีเคสด่วนที่โรงพยาบาลน่ะจ้ะ งั้นเช้านี้สร้อยไม่ต้องไปตามคุณแม่ก็ได้ ฉันอยากให้คุณแม่ได้พักผ่อนมากๆ ส่วนของที่เตรียมไว้แล้ว เดี๋ยวฉันออกไปใส่บาตรคนเดียวก็ได้ จะได้ไม่เสียของเปล่า”
“ค่ะคุณหนู”

มัทนาเดินมาใส่บาตรกับสวิง บุปผาเดินมาเห็นก็แปลกใจ
“เอ๊ะ..ทำไมวันนี้คุณหมอไม่มาใส่บาตรกับคุณหนูละคะ”
“พี่ต้นติดงานจ้ะ เออ..ไหนๆ บุปผาก็อยู่ตรงนี้แล้ว มาใส่บาตรด้วยกันนะ บุปผาจะได้ใส่บาตรแทนนายสินด้วย บุญกุศลที่ทำจะช่วยให้นายสินอาการดีขึ้นยังไงละจ๊ะ”
บุปผาจำใจรับคำชวน “ค่ะคุณหนู”

มัทนากับบุปผาใส่บาตรอยู่ด้วยกัน

 
อ่านต่อหน้า 4

ไฟหวน ตอนที่ 9 (ต่อ)

เวลาเดียวกัน คุณหญิงมณีมองออกไปจากในบ้าน เห็นมัทนากับบุปผาใส่บาตรอยู่ด้วยกัน ก็ชักสีหน้าไม่พอใจอย่างแรง หันไปถามสร้อยอย่างมีอารมณ์

“ทำไมยายมัทใส่บาตรกับนังบุปผามันล่ะสร้อย พ่อต้นไปไหน”
“คุณต้นติดงานด่วนที่โรงพยาบาลค่ะคุณหญิง”
มณีไม่พอใจมาก จะเดินไปไล่บุปผา แต่นายพลเทพเดินเข้ามาห้ามไว้ก่อน
“ไปขัดขวางคนที่เขากำลังทำบุญทำกุศลกันอยู่ บาปก็จะตกแก่ตัวคุณนะ..คุณหญิง”
คุณหญิงมณีชะงัก ได้แต่ยืนหน้าบูดบึ้งมองมัทนากับบุปผาใส่บาตรด้วยกันอย่างไม่พอใจ

เวลาเดียวกันนั้น เพชรเดินปึงปัง เข้ามาในห้องทำงานของไอศูรย์ในโรงพยาบาล ไอศูรย์นั่งหน้าเครียดอยู่ ในเสื้อผ้าชุดเดิม เพราะไม่ได้กลับบ้านตั้งแต่เมื่อคืน พลอยตามมาด้วย
เพชรโวยใส่ไอศูรย์ทันที “พี่ต้นปล่อยให้มันเกิดเรื่องอย่างนี้ได้ยังไงกันครับ ไอ้เด็กนั่นมันเป็นพยานสำคัญที่จะเอาผิดกับตาเถาได้เลยนะครับ”
ไอศูรย์พูดไม่ออก หน้าเครียด พลอยพยายามเข้ามาประนีประนอม
“ใจเย็นๆ สิคะพี่เพชร นี่มันเป็นเหตุสุดวิสัยนะคะ”
เพชรไม่ใส่ใจคำพูดน้องสาว พูดใส่หน้าไอศูรย์เสียงดัง
“ถ้าเด็กนั่นมันเป็นอะไรไป ผมถือว่ามันเป็นความผิดของพี่ต้นคนเดียว”
ไอศูรย์กับเพชรมองหน้า สู้สายตากัน

ด้านมัทนากับบุปผาใส่บาตรร่วมกันเสร็จ มัทนาช่วยเก็บของ
“ไม่เป็นไรค่ะคุณหนู คุณหนูเข้าบ้านเถอะค่ะ แดดชักจะร้อนแล้ว คุณหนูยิ่งไม่ค่อยสบายอยู่ด้วย ตรงนี้เดี๋ยวบุปผาเก็บเองค่ะ”
มัทนาพยักหน้ารับแล้วเดินเข้าบ้านไปกับสวิง บุปผาเก็บของง่วน แล้วก็เห็นใครคนหนึ่งเดินมายืนตรงหน้า บุปผาเงยหน้าขึ้นมองแล้วก็ต้องตกตะลึง
“เดือน แกมาที่นี่ได้ยังไง”
“ฉันมาที่นี่ได้ยังไง มันไม่สำคัญเท่า..ฉันมาที่นี่ทำไมต่างหากล่ะจ๊ะบุปผา” เดือนพูดเป็นนัย
บุปผาอึ้ง นิ่งงันไป

บุปผาลากแขนเดือนให้เดินมาพูดกันที่ริมรั้วบ้านด้านนอก เพราะไม่อยากให้คนในบ้านเห็น เดือนทำหน้าไม่เข้าใจ
“บุปผาทำท่าเหมือนไม่อยากให้ใครเห็นฉันอย่างนั้นละ”
บุปผาอารมณ์เสียสุดๆ “ก็ใช่น่ะสิ ฉันไม่อยากให้คนในบ้านรู้ว่าฉันเคยทำอาชีพอะไรมาก่อน แกไม่เข้าใจรึไงนังเดือน..ว่าฉันกำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่”
“ฉันก็อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่เหมือนกันนี่บุปผา แต่การจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ มันก็ต้องมีทุนไม่ใช่เหรอ ฉันขอแก 500 แล้วฉันจะไม่บอกใครว่าแกอยู่ที่นี่”
บุปผาตกใจ “500 จะบ้ารึนังเดือน ฉันไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอก”
“ฉันก็เดาแล้วว่า..แกอาจจะไม่มี แต่คุณกำพลเขามี...”
บุปผาเม้มปากแน่นเพื่อสะกดอารมณ์โกรธ รู้ทันทีว่าเดือนกำลังจะแบล็คเมล์หล่อน
“ถ้าฉันไม่ให้ แกก็คงจะเอาเรื่องฉันมาอยู่ที่นี่ไปบอกคุณกำพลเขาใช่ไม๊”
“ก็ถ้าแกไม่อยากให้ฉันบอกเขา ก็..500”
บุปผานิ่งไปนิดหนึ่ง “ฉันไม่นึกเลยนะว่าแกจะเป็นคนแบบนี้ แกอยากได้เงิน 500 ใช่ไม๊ ! ได้”
เดือนตาโต “จริงเหรอ”
“แต่แกต้องรับปากนะว่าจะไม่บอกใครเรื่องที่ฉันมาอยู่ที่นี่”
เดือนพยักหน้าตกลง “ฉันรับปาก”
“แต่ฉันไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอก”
“อ้าว..แต่แก..” เดือนพูดไม่ทันจบ
บุปผาสวนขึ้น “แกก็รู้ ฉันอยู่ในบ้านใหญ่ขนาดนี้ มันก็มีลู่ทางหาเงินอยู่บ้างหรอก ถ้าฉันแอบเอาของในบ้านไปขาย ก็คงจะพอรวบรวมเงิน 500 ให้แกได้ แกรอหน่อยได้ไม๊ล่ะ”
เดือนนิ่งคิด “ฉันให้เวลาแก 3 วันก็แล้วกันนะบุปผา เพราะเวลานี้ฉันร้อนเงิน” เดือนเน้นคำ “อีก 3 วัน..พบกัน”
พูดจบเดือนก็เดินออกไปเลย บุปผาแค้นใจมากที่ถูกเดือนแบล็คเมล์

ไม่นานต่อมาที่สวนสาธารณะแห่งนั้น เดือนมานั่งรอกำพลอยู่ก่อนแล้ว ด้วยสีหน้าครึ้มอกครึ้มใจมาก กำพลเดินเข้ามาท่าทางร้อนใจ
“เธอพบตัวบุปผาแล้วเหรอเดือน”
เดือนพยักหน้ารับ
“แล้วมุกเขารู้ไม๊”
เดือนส่ายหน้า “เดือนไม่ได้บอกพี่มุกหรอกค่ะคุณกำพลเพราะเดือนอยากได้เงินรางวัลของคุณกำพล 500 บาทนั่นคนเดียว”
กำพลส่ายหัว “พวกผู้หญิงอย่างเธอนี่..ไว้ใจไม่ได้เลยสักคน”
“ว่าไงคะคุณกำพล ตกลงจะจ่าย 500 ให้เดือนไม๊คะ”
“ตกลง บอกมา ตอนนี้บุปผาอยู่ที่ไหน”
“อย่าเพิ่งใจร้อนสิคะคุณกำพล อีก 3 วัน คุณกำพลเตรียมเงิน 500 มาให้เดือน แล้วเดือนจะพาคุณกำพลไปพบนังบุปผาด้วยตัวเองเลย”

ตกดึกบุปผานั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง ไม่ได้นอนทั้งๆ ที่ปิดไฟห้องมืดไปแล้ว บุปผามีสีหน้าครุ่นคิดและเคียดแค้น เจ็บใจที่ถูกเดือนแบล็คเมล์

บุปผาเหมือนคิดอะไรบางอย่างได้ ตาลุกวาวอยู่ความมืด

มัทนามานั่งกินข้าวอยู่กับไอศูรย์อยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยที่ไอศูรย์มีสีหน้าเครียดๆ

“พี่พยายามออกตามหาเด็กคนนั้นมาตลอด 3 วัน แต่ก็ไม่พบเลย” ไอศูรย์ถอนใจล้าๆ
“ใจเย็นๆ นะคะพี่ต้น มัทว่า..ถ้าแกสติสตังไม่ดีอย่างนั้น มัทว่าแกคงไปไหนไม่ได้ไกลหรอกค่ะ พี่ต้นลองกลับไปหาที่บ้านที่แกเคยอยู่รึยังคะ”
“เพชรเขาให้ตำรวจไปเฝ้าดูอยู่แล้ว เพราะเขาคิดว่าเด็กนั่น หรือตาเถาอาจจะย้อนกลับไปที่นั่นได้ ถ้าไม่มีที่อื่นจะไป”
มัทนาพยักหน้ารับรู้
“พี่ขอโทษนะครับน้องมัท ที่ช่วงนี้พี่ไม่ได้ไปใส่บาตรกับน้องมัทเลย”
“ไม่เป็นไรค่ะ เอาให้พี่ต้นสบายใจก่อนก็ได้ค่ะ”
มัทนายิ้มให้กำลังใจไอศูรย์

เวลาต่อมาที่หอโคมแดง ผกาคุยอยู่กับเพ็ญ
“ช่วงนี้..บุปผาไม่โทร.มาเลยหรือคะคุณผกา”
ผกาส่ายหน้า เดือนแต่งตัวสวยเดินมา
“ฉันออกไปซื้อของหน่อยนะจ๊ะแม่”
“อะไร วันก่อนก็ออกไปซื้อของเสียครึ่งค่อนวัน วันนี้ก็จะไปอีกแล้ว แล้วหมู่นี้แกไม่รับแขกเลยนะเดือน”
“ช่วงนี้ฉันยังไม่อยากรับแขกเลยจ้ะแม่” เดือนคิดอะไรบางอย่างในใจขณะบอกต่อ “ฉันเหนื่อยมานานแล้ว บางที..อาจจะถึงเวลาที่ฉันจะต้องพักเสียที..ฉันไปนะจ๊ะแม่”
เดือนเดินออกไป ผกามองตามอย่างสงสัย

บุปผามานั่งรอเดือนอยู่ก่อนแล้วในสวนสาธารณะ ถือขนมบางอย่างอยู่ด้วย เดือนเดินเข้ามา
“ฉันว่าฉันตรงเวลาแล้วนะ แต่บุปผายังมาก่อนฉันเสียอีก แล้วทำไมบุปผาถึงนัดฉันที่นี่ล่ะ”
“แกก็รู้ ฉันไม่อยากให้คนที่บ้านนั้นรู้เรื่อง”
เดือนพยักหน้า “ฉันเข้าใจ ไหนล่ะ เงิน 500”
“ฉันไม่ลืมหรอกน่า” ส่งขนมให้เดือน “ฉันเอาขนมของโปรดมาฝากแกด้วย เพราะบางที...ครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน เอ้า..แกกินขนมเสียก่อน ฉันจะเอาเงินออกมานับก่อน”
เดือนรับขนมไปจิ้มกินอย่างเอร็ดอร่อย พลางดูบุปผาควักเงินออกมานับอย่างตื่นเต้น
“ตกลงแกไปเอาเงินมาจากไหนน่ะ”
“แกอย่ารู้เลย” บุปผานับเงินอย่างใจเย็นอย่างผิดปกติ “ว่าแต่ว่า..แกได้เงินนี่ไปแล้ว แกคิดจะทำอะไรต่อไปหรือเดือน”
“ไม่รู้สิ แต่ฉันจะเลิกขายตัวสักที บุปผารู้ไม๊..ฉันเป็นโรค…”
บุปผาชะงักจากการนับเงิน หันไปมองหน้าเดือน
“นี่แหละ..คือสาเหตุที่ทำให้ฉันต้องทำอย่างนี้ ฉันต้องเลิกอาชีพนี้เสียที แล้วรักษาตัวเสียก่อนที่จะสายเกินไป”
เดือนหน้าเศร้า บุปผามองนิ่ง แล้วจู่ๆ เดือนก็ทำท่าเหมือนหายใจไม่ออก
“บุปผา..ฉัน..ทำไม..เหมือน..หายใจไม่ออก..ก็ไม่รู้”
บุปผาบอกเสียงเย็นยะเยือก “ที่แกหายใจไม่ออกก็คงเป็นเพราะยามันเริ่มออกฤทธิ์แล้วละ”
เดือนตาโตด้วยความตกใจ “ยา ยาอะไร”
บุปผาจัดการเอาเงินที่แกล้งเอาออกมานับเมื่อครู่ ยัดเก็บลงในกระเป๋า แล้วหยิบเอาขวดยาที่ได้มาจากตาเถา ซึ่งเคยใส่ในอาหารว่างให้มัทนากินมาแล้วครั้งหนึ่งขึ้นมาดู
“ยาสำหรับคนที่หักหลังเพื่อนยังไงล่ะ ฉันบอกแล้วว่า ฉันอยากจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ และฉันต้องการความมั่นใจว่า..แกจะเอาเรื่องฉันไปบอกกับคุณกำพล หรือใครอื่นอีกไม่ได้ จะต้องไม่มีใครรู้ว่าฉันเคยเป็นผู้หญิงขายตัวมาก่อน”
บุปผาพูดจบ เดือนก็อยู่ในสภาพเป็นอัมพาตไปแล้วทั้งตัว แขนขาเปลี้ยไม่มีแรง
“อย่า...ทำฉัน”
แต่บุปผาก็ไม่สนใจ จัดการเอาเงินที่แกล้งนับอยู่เมื่อครู่เก็บใส่กระเป๋า แล้วทดลองยกแขนเดือนขึ้น แล้วปล่อย แขนเดือนก็ตกลงอย่างควบคุมไม่ได้ บุปผาหน้าเหี้ยม ลุกขึ้นจับข้อเท้าทั้งสองข้างของเดือน แล้วเริ่มต้นออกแรงลากร่างของเดือนไปที่บ่อน้ำ
เดือนมีสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด พยายามจะช่วยตัวเอง แต่ก็ขยับตัวไม่ได้

ไม่นานต่อมาบุปผาลากร่างเดือนมาจนถึงบ่อน้ำ เดือนพูดอย่างยากลำบากมากเพราะลิ้นเริ่มแข็งไปแล้ว
“อย่า..ทำ..ฉัน..ขอ..ร้อง”
แต่บุปผาไม่สนใจแล้ว จับร่างของเดือนขึ้นแล้วผลักทิ้งลงไปในน้ำดังตูม
เห็นร่างของเดือนถูกทิ้งลงในน้ำ ใบหน้าเดือนค่อยๆ จมลงในน้ำ นัยน์ตาเหลือกลานด้วยความกลัวสุดชีวิตเมื่อรู้ว่าวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึงแล้วโดยไม่ทันตั้งตัว
บุปผายืนมองดูร่างของเดือนค่อยๆ จมลงในน้ำอย่างเลือดเย็น
ร่างเดือนค่อยๆ จมลงในน้ำ จนมิดหัว มองไม่เห็นอีกต่อไป

บุปผา ยิ้มเหี้ยม แววตาอำมหิตผิดมนุษย์

ด้านกำพลกำลังนับเงินอยู่ในห้องรับแขกที่บ้าน

“470...480...490...500”
กำพลมองเงินในมือ คิดเรื่องที่คุยโทรศัพท์กับเดือนวันก่อน
“พรุ่งนี้..คุณกำพลมาพบเดือนที่สวนสาธารณะ นะคะ เดือนจะนัดบุปผาออกมาพบ”
กำพลคิดคำนึงถึงบุปผา ทั้งรัก ทั้งแค้น แล้วก้มลงมองที่ข้อมือตัวเอง เห็นรอยแผลที่โดนบุปผากัด ยังมีรอยจางๆ อยู่
“บุปผา ฉันเจอเธออีกเมื่อไหร่ เราได้สนุกกันแน่”
กำพลผุดลุกขึ้นจะออกไป แสงเข้ามาหา
“คุณกำพลจะไปไหนครับ จะให้ผมขับรถให้ไม๊ครับ”
“ไม่ต้อง” กำพลก็เดินออกไปเลย
แสงงงเกาหัวแกรกๆ “เออ..ดีเว้ย มาอยู่บ้านนี้ นั่งกิน นอนกิน ไอ้แสงไม่ได้ทำงานอะไรเลยเว้ย”
แล้วแสงก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

ที่แท้แสงแวะมาหาสร้อย สองคนทักทายและคุยกัยอยู่ริมรั้วบ้านเทพบริบาล
“แม่ เป็นไงบ้าง”
“ก็..เรื่อยๆ แล้วแกล่ะ”
“ฉันยิ่งสบายใหญ่เลยแม่ คุณกำพล..เจ้านายใหม่ฉัน เขาให้ฉันอยู่เฝ้าบ้านเฉยๆ เออ..แม่ แล้วอีนังตัวแสบมันเป็นยังไงบ้าง”
รู้ว่าลูกชายหมายถึง บุปผา สร้อยของขึ้นทันที “อีบุปผาน่ะเหรอ มันไม่อยู่ ไปไหนไม่รู้ แต่เดี๋ยวก็คงกลับ นี่..ไอ้แสง..แกรู้ไม๊ อีนังบุปผาเนี่ยมันทำเอาท่านนายพลกับคุณหญิงท่านทะเลาะกันบ้านเกือบแตกมาหลายหนแล้ว”
แสงสนใจ “ทำไมแม่ ท่านนายพลได้มันเป็นเมียแล้วเหรอ”
“เปล่า แต่มันน่ะยั่วยวนให้ท่าท่านนายพลทุกครั้งที่มีโอกาสเลย นี่ถ้ามันได้เป็นเมียท่าน มีหวัง..บ้านนี้คงลุกเป็นไฟ อีนี่มันเป็นตัวกาลกิณีจริงๆ”
“ก็ที่ฉันต้องระเห็จออกจากบ้านนี้ จนแทบไม่มีที่ซุกหัวนอนก็เพราะมันนั่นแหละ” แสงครุ่นคิด “แม่ ฉันจัดการมันดีไม๊”
“จัดการยังไง”
“ไม่รู้สิ ยังนึกไม่ออก แต่ฉันอยากให้มันได้เจ็บ ได้อาย ยิ่งตายไปเลยได้..ก็ยิ่งดี” แสงตาวาววับ
“ถ้าได้ยังงั้น..ก็ดีสิไอ้แสง แต่อีนี่..นอกจากมันจะพิษสงรอบตัวแล้ว มันยังดวงดีอีกด้วย แต่ถ้าแกจัดการกับมันได้นะไอ้แสง คุณหญิงคงให้รางวัลแกอย่างงามเลยทีเดียว”

ด้านคุณหญิงมณีกำลังเปิดพลาสเตอร์ปิดแผลที่ข้างขมับของมัทนาออก
“แผลหายแล้วลูก คงไม่เป็นแผลเป็นหรอก”
“ถึงจะเป็นแผลเป็นบ้าง ก็ช่างมันเถอะค่ะคุณแม่ คุณแม่อย่าคิดมากเลยค่ะ”
คุณหญิงมณีมองมัทนาอย่างแสนรัก แล้วคว้าตัวมากอดไว้
“มัทจ๋า..ตั้งแต่ลูกเกิดมา แม่ก็เฝ้าเพียรถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดู ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม สรรหาแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก แต่ลูกต้องมาเจ็บตัวเพราะพ่อกับแม่แท้ๆ”
มณีถอนใจอย่างเจ็บปวด
มัทนาเกรงใจสุดๆ แต่ต้องถาม “คุณแม่ขา..เอ่อ..คุณพ่อเคยมีภรรยาน้อยรึคะ”
คุณหญิงมณีอึ้งไปนิดหนึ่ง
“เรื่องมันนานมาแล้ว แต่ช่างมันเถอะจ้ะ เพราะตอนนี้...เรื่องของผู้หญิงคนนั้นมันจบไปแล้วละลูก”
สีหน้าคุณมณีขณะบอกลูกสาวเลือดเย็นมาก

ฟากนายพลเทพกำลังนั่งมองดูรูปอุ่นอยู่ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย จังหวะนี้เห็นทหาร 2 คนกำลังยืนมองนายพลเทพอยู่ แล้วซุบซิบกัน
“หมู่นี้ท่านนายพลเทพลาราชการบ่อยจริง เวลามีราชการด่วนทีไร หาตัวท่านไม่พบสักที ไม่รู้ไปไหน” ทหารคนแรกว่า
“ก็เห็นไปกับดำเกิงทุกทีนั่นแหละ” อีกคนบอก
แล้วทหารคนแรก ก็เห็นดำเกิงเดินมายืนฟังนิ่งอยู่ด้านหลัง พยายามจะบุ้ยใบ้บอกทหารคนที่ 2 ซึ่งเห็นท่าทางของทหาร 1 แปลกๆ เลยหันไปมองข้างหลัง พอเห็นดำเกิงยืนสีหน้าไม่พอใจอยู่ ทหารทั้งสองก็รีบเดินหลบไปทันที ดำเกิงส่ายหน้าระอาใจ แล้วก็หันไปมองเจ้านาย เห็นนายพลเทพ ยังคงนั่งมองดูรูปถ่ายของอุ่นอยู่ที่เดิม โดยไม่รู้เลยว่าตกเป็นขี้ปากลูกน้องในกรม  

เวลานั้นบุปผาเดินกลับมาบ้าน มัวแต่ครุ่นคิด เครียดเรื่องที่เพิ่งฆ่าเดือนตาย ทันใดนั้นหล่อนก็ถูกใครคนหนึ่งพุ่งเข้าชาร์จจากทางด้านหลัง ล็อคแขนไว้จนดิ้นไม่ได้ แล้วใครคนนั้นก็เอามีดจี้ที่หน้าของเธอ

บุปผาพยายามเหลียวมองว่าใครที่ทำอุกอาจเช่นนี้ แล้วหล่อนก็ต้องตกตะลึง

 
อ่านต่อตอน ที่ 10
รักนี้ชั่วนิจนิรันดร์ ตอนที่ 9
รักนี้ชั่วนิจนิรันดร์ ตอนที่ 9
เย็นนั้น พาทินเดินไป เดินมา หน้าสตูดิโอ เขารอการกลับมาของพิชชา ด้วยความกังวลใจ จิราพัชรขับรถเข้ามาที่ลานจอดทั้งคู่ลงจากรถ จิราพัชรจับมือพิชชาเดินเข้าสตูดิโอ เขาโบกมือทักทาย พาทินเห็นท่าทีของเพื่อนที่มีต่อพิชชา เขาปั้นสีหน้าไม่ถูก พิชชาเห็นสายตาพาทินที่มองมา เธอรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร เธอหลบตา พาทินนั่งวาดรูปท่าทางเซ็ง พิชชายืนมองเขาอยู่ห่างๆ “ฉันไม่รู้ว่าคุณพัชร เขาเป็นคนดีแค่ไหน เขาบอกว่าชอบฉัน...เขาบอกว่าชอบฉันมาก...นอกจากพี่แล้ว ก็คงมีเขานี่แหละที่ดีกับฉันมากขนาดนี้” พาทินหยุดมือ เขารู้สึกทำใจลำบากที่จะพูดออกมาแย้ง พิชชาพูดสิ่งที่ตรงข้ามกับความรู้สึกของตัวเอง
กำลังโหลดความคิดเห็น...