xs
sm
md
lg

คุณชายเลี้ยงหมู คุณหนูเลี้ยงแกะ ตอนที่ 7

เผยแพร่:

คุณชายเลี้ยงหมู คุณหนูเลี้ยงแกะ ตอนที่ 7

ภายในห้องทำพิธี เสกสรรนั่งอยู่บนเตียงอย่างประหม่า

“วิธีนี้ได้ผลแน่นะซินแส”
ซินแสหันมาพร้อมกับกระเป๋าฝังเข็ม
“ถ้าลื้อสงสัยในวิชาอั้ว ก็ออกไป”
“ไม่สงสัยก็ได้”
“งั้นถอดเสื้อ”
“ห๊า” เสกสรรตกใจ
“งั้นก็ออกไป”
เสกสรรลังเลแต่ก็ยอมถอดเสื้อตามที่ซินแสบอก ซินแสหยิบเข็มมาก่อนจะจับๆ ไปที่หลังแล้วค่อยๆ ฝังเข็มลงไป หน้าเสกสรรบูดเบี้ยวเหมือนทนความเจ็บ
“เป็นไง” ซินแสถาม
“จิ๊บๆ ครับ”
“ดี รับรองหายแน่นอน”
เสกสรรมุ่งมั่นแม้จะเจ็บแต่ถ้าชนะภูวนัยได้ก็ยอม
หลังของเสกสรรเต็มไปด้วยเข็ม
“โห นายครับ ตอนนี้นายเหมือนเม่นมากเลยนาย” สมหมายบอก
“หุบปากไปเลย” เสกสรรพยายามข่มความเจ็บ แต่ก็ยังสงสัย “เอ่อ...ซินแส ไอ้การฝังเข็มอย่างนี้มันจะช่วยทำให้เราชนะศัตรูได้เหรอครับ”
“ชนะศัตรูอะไร นี่มันฝังเข็มรักษาโรค”
“รักษาโรค แต่ผมไม่ได้เป็นอะไร”
“อ้าว แล้วทำไมไม่บอก”
“เฮ้ย นี่เจ็บตัวฟรีเหรอเนี่ย”
“แล้วลื้อมาทำอะไร”
“ผมก็จะมาดูดวงไง พักนี้ไม่รู้เป็นไร ทำอะไรแล้วอุปสรรคมันเยอะเหลือเกิน”
“อ๋อ ถ้าอย่างนั้นก็หายห่วง” ซินแสหยิบพระผงออกมาให้เสกสรร “เอานี่ไป คนที่แล้วอั้วให้ไปปุ้ป พอยัดใส่มือปั้ปแล้วฟันไปที่แขนฉับๆๆ”
“ไม่เป็นไร”
“ขาดตั้งแต่ฉับแรกแล้ว”
“เว้ย แล้วซินแสจะเอามาให้ผมทำไม”
“ถ้าไม่ชอบงั้นเอาไปอีกองค์”
เสกสรรรับมาดู
“สรรพคุณ”
“แก้ท้องอืดท้องเฟ้อเรอเหม็นเปรี้ยว”
“ไอ้บ้า พระนะไม่ใช่ยาธาตุ ไปเว้ย ไอ้หมายแกพาฉันมาหาใครวะ” เสกสรรจะลุกขึ้น แต่ซินแสกลับดึงตัวเสกสรรให้นั่งเหมือนเดิม “พอเลยๆ”
ซินแสมองไปที่หลัง ตาเขม็ง
“ช่วงนี้รู้สึกว่าดวงไม่ค่อยดีละซิ”
“ก็เออเด่ะ บอกแล้วไง แล้วรู้ได้ยังไง”
“ก็ดูซิ เส้นขนที่หลังนี่เป็นมฤตยูโคจรเข้ามาที่รักแร้ โบราณท่านว่ามันคือเส้นวินาศ พักนี้ลื้อมักจะมีเรื่องมีราวทั้งศัตรูในที่ลับแล้วก็ที่แจ้งใช่มั้ย”
สมหมายได้ฟังแล้วก็คิดแทน
“ใช่เลยซินแส” สมหมายหันไปบอกกับเสกสรร “ไอ้ภูไงนาย”
“เออวะ แล้วซินแสพอจะมีวิธีที่ทำให้ศัตรูแพ้ผมได้มั้ย”
“ไม่ต้องห่วง ลื้อก็แค่หาสัตว์สองเท้ามาอยู่ใกล้ๆ ก็พอ”
“สัตว์สองเท้า อ๋อ นกแพนกวินใช่มั้ยซินแส”
“ผู้หญิงเว้ย”
เสกสรรได้ยินอย่างนั้นก็หูผึ่งทันที
“เฮ้ย นี่ซินแสกำลังจะบอกให้ผมมีเมียใหม่หรือไง”
“ใช่ ตอนนี้เท่าที่อั้วเห็น ชะตาของลื้อกำลังมืดมิด ถ้าลื้ออยากให้หมดเรื่องทุกข์ใจ ลื้อต้องหาผู้หญิงคนนั้นให้เจอ” ซินแสจ้องแผ่นหลังเขม็ง “นั่นไง อั้วเห็นแล้ว ผู้หญิงคนนั้นที่เปรียบราวกับตะเกียงที่จะช่วยทำให้ชะตาที่มืดมิดของลื้อสว่างไสวอีกครั้ง”
“ตะเกียง”
เสกสรรครุ่นคิดตามในสิ่งที่ซินแสบอก

พรรษากำลังเดินเลือกซื้อของในตลาดกับสมส่วน
“ก็หนูไม่รู้นี่คะว่าคุณเมฆแอบฟังอยู่ แล้วคุณภูว่ายังไงคะ”
“ก็ไม่ว่ายังไง แต่ระวังเถอะ ฉันเคยเตือนแล้วว่าระวังจะกลายเป็นปลาหมอเข้าซักวัน”
“เกี่ยวกับอะไรกับปลาหมอคะ”
“ตายเพราะปากไง”
สมส่วนจ๋อย พรรษากำลังจะเดินต่อแต่แล้วพรรษาก็ชะงักไปเมื่อหันมาเห็นเสกสรรกับสมหมายเดินเข้ามาพอดี
“อ้าว สวัสดีจ้ะแม่พรรษา มาซื้ออะไรจ้ะ”
“ฉันมาซื้อหลายอย่าง คุณเสกจะฟังจริงๆ หรือเปล่า”
“แหม อย่าทำเสียงเย็นชาเหมือนคนไม่คุ้นเคยกันอย่างนี้ซิ แล้วเธอไม่เปลี่ยนใจรับข้อเสนอของฉันจริงๆ เหรอ”
“ข้อเสนออะไรเหรอป้า” สมส่วนถามอย่างสงสัย
“คุณเสกสรร เขาอยากให้ฉันไปทำงานที่รีสอร์ตเขาน่ะ นี่มันก็นานมาแล้ว ถ้าฉันสนใจจริงๆ คุณเสกสรรคงไม่มาถามฉันตอนนี้มั้งคะ”
เสกสรรได้ยินอย่างนั้นก็ของขึ้น
“นี่ ฉันถามดีๆ ทำไมต้องกวนกันด้วย” เสกสรรจะเอาเรื่อง แต่พรรษานิ่ง ไม่กลัว
“ทำไมคะ เอาชนะคุณภูไม่ได้ก็เลยหาเรื่องกับผู้หญิงแทนเหรอคะ”
“โห โดนเลยนาย นังนี่มันบอกว่านายรังแกผู้หญิงน่ะครับ” สมหมายบอก
“รู้แล้วเว้ย หนอย...ฝากไปบอกไอ้ภูมันด้วยแล้วกัน ว่าคนอย่างเสกสรรไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ”
“แค่นี้ใช่มั้ยคะ ไปเถอะสมส่วน”
พรรษาเดินเชิดหน้าทะนงผ่านเสกสรรกับสมหมายออกไป
“ฮึ่ยย์ ถ้าฉันไม่เห็นว่าเป็นผู้หญิงละก็”
“นายจำที่ซินแสบอกได้มั้ยครับว่าผู้หญิงที่เปรียบเหมือนตะเกียง จะช่วยให้นายชนะไอ้ภูนั่น” เสกสรรชะงักไป
“ทำไม”
“ก็ผู้หญิงคนเมื่อกี้ชื่ออะไรครับ”
“นังพรรษาน่ะเหรอ”
“นั่นไง โห...ซินแสช่างแม่นอะไรอย่างนี้ นายครับผู้หญิงคนนั้นแหละครับคือผู้หญิงที่ซินแสบอก”
“ไม่เข้าใจเว้ย จะบอกอะไรก็บอกมาให้หมดซิวะ”
“เอ้า ก็ซินแสบอกว่าให้หาผู้หญิงที่เหมือนตะเกียง ชีวิตนายจะได้สดใสใช่มั้ยครับ แล้วนั่นเธอชื่อพรรษา ชื่อเต็มผมว่าต้องเป็นเทียนพรรษาแน่นอน แล้วนายคิดดูซิครับเทียนพรรษาน่ะสว่างกว่าตะเกียงตั้งกี่เท่า”

เสกสรรได้ยินอย่างนั้นก็เหมือนถึงบางอ้อทันที
ขณะที่ไผ่พญากำลังหารองเท้าอยู่ที่ชั้นวางรองเท้า

“ไปถอดไว้ไหนวะเรา” ไผ่พญาพยายามนึก “คืนนั้นก็ยังใส่อยู่เลยนี่ คู่เก่งซะด้วย”
“ครู ครูเห็นแม่พรรษามั้ย”
ไผ่พญาหันมาแล้วเผ่าพงศ์ยืนอยู่
“ไม่เห็นเลยคะ คุณลุงจะเอาอะไรคะ” ทันทีที่ไผ่พญาพูดจบก็ไล้ตาลงต่ำแล้วไผ่พญาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นเผ่าพงศ์เหลือแต่กางเกงบอกเซอร์ “กรี้ดดดด”
เผ่าพงศ์รู้สึกผิดที่ทำให้ไผ่พญาตกใจ
“ต้องขอโทษครูจริงๆ ฉันไม่ได้อยากทำให้ครูตกใจเลย”
“เอ่อ ไม่เป็นไรคะ”
“แต่ครูว่า ฉันใส่อย่างนี้ดีแล้วใช่มั้ย”
ไผ่พญาเอาผ้าปูโต๊ะมาพันรอบเผ่าพงศ์กันอุจาด
“เอ่อคะ ก็ดีกว่าไม่ใส่แหละคะ”
“ต้องโทษแม่พรรษาคนเดียวเลย เอากางเกงฉันไปเก็บไว้ไหนก็ไม่รู้” ไผ่พญาอมยิ้ม “ขำอะไรน่ะครู”
“คือ ก็คุณลุงกับป้าษาเนี่ยทำตัวเหมือนคู่รักกันเลยไง นี่ถ้าหนูไม่รู้มาก่อนหนูต้องคิดว่าคุณลุงกับป้าษาเป็นแฟนกันแน่ๆ”
เผ่าพงศ์ได้ยินอย่างนั้นก็ทำท่าเขิน แต่เก็บอาการ
“พูดไป ชอบพูดเล่นจริงๆ นะครูเนี่ย มันเหมือนจริงๆ เหรอครู”
เผ่าพงศ์แอบลองถาม ไผ่พญายังไม่ทันตอบ ก็ได้ยินเสียงรถยนต์ขับมาที่หน้าบ้าน

เสกสรรจอดรถแล้วหันไปบอกกับพรรษาที่นั่งอยู่ข้างๆ ที่กำลังจะเปิดประตูรถลง
“โอ้ๆ ไม่ต้องครับ”
ว่าแล้วเสกสรรก็รีบลงจากรถก่อนจะรีบวิ่งมาเปิดประตูให้กับพรรษา พรรษาลงจากรถงงๆ
“ขอบคุณมากนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ คนบ้านใกล้เรือนเคียง ช่วยเหลือกันได้ก็ช่วยกันไป”
“แกมาทำไม”
ทุกคนหันไปก็เห็นเผ่าพงศ์ในชุดผ้าปูโต๊ะเดินออกมากับไผ่พญา
“โอ้โห นี่คอลเลคชั่นของที่ฟาร์มนี่เหรอไง”
“หุบปากไปเลย แม่ษามากับมันได้ยังไง”
พรรษางงที่เผ่าพงศ์ดูท่าทางหงุดหงิดกว่าปกติ
“ษาไปเจอคุณเสกสรรที่ตลาด คุณเสกสรรเขาก็เลยอาสามาส่ง”
“เอ่อ พอดีมันเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ น่ะครับ คุณเผ่าพงศ์ไม่ต้องขอบคุณผมก็ได้ครับ”
“ขอบคุณแกน่ะเหรอ หึ สมส่วน”
“ขา”
“ไปเอาน้ำมนต์ที่หิ้งพระมาซิ”
ทุกคนได้ยินที่เผ่าพงศ์พูดก็แปลกใจ
“คุณลุงจะเอาน้ำมนต์มาทำอะไรคะ” ไผ่พญาถามชึ้นมา
“จะปัดเสนียดจากตัวแม่ษาหน่อย ถ้าเหลือก็เอาไปราดตั้งแต่ทางเข้าเลยจะได้ล้างซวย”
“อ้าว พูดอย่างนี้ก็สวยซิ”
“ก็มาซิ” เผ่าพงศ์กับเสกสรรทำท่าจะวางมวย ทุกคนต้องรีบเข้าห้าม “แม่ษา”
“อะไรคะ”
“จับชายผ้าดีๆ ละ” แล้วเผ่าพงศ์ก็หันไปตั้งการ์ดต่อ “มาๆๆ”
จังหวะที่เผ่าพงศ์ตั้งการ์ด ศอกของเผ่าพงศ์ฟาดเข้าปลายคางพรรษาเต็มๆ พรรษาถึงกับล้มลงจังหวะนั้นพรรษาล้มลงทับแขนตัวเอง
“โอ๊ย”
เผ่าพงศ์หันไปก็เห็นพรรษาลงไปนั่งกับพื้นมือกุมแขนด้วยความเจ็บ
“ป้า เป็นไรมั้ยคะ” ไผ่พญาถามอย่างตกใจ
“มือ ข้อมือป้า”
เผ่าพงศ์กับเสกสรรหน้าซีดเมื่อเห็นพรรษาเจ็บ

รถของมารุตขับมาตามทางระหว่างที่รถของมารุตขับมาอยู่ดีๆ ก็เห็นรถคันนึงขับพ้นซอยออกมารถคันนั้นขับแซงรถของมารุตขึ้นมา รถคันนั้นขับมาปาดหน้าของมารุตแล้วเบรคทันที มารุตเบรกเอี๊ยดจนเกือบจะชน มารุตลงจากรถ แล้วมารุตก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นภูวนัยลงจากรถคันหน้า
“หมวดภู”
ภูวนัยเดินดุ่มๆ ตรงเข้ามาหามารุตแล้วกระชากคอมารุตด้วยความโกรธ
“ทำไมผู้กำกับต้องทำกับผมอย่างนี้”
“เดี๋ยวหมวดภู ผมไปทำอะไรให้คุณ”
“ผู้กำกับยังจะถามอีกเหรอ นี่ไง” ภูวนัยหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วกดให้มารุต มารุตรับไป ภูวนัยหยิบปืนขึ้นมาแล้วจ่อเอาไว้เพื่อระวังตัว “เพราะอย่างนี้ใช่มั้ย พวกมันถึงรู้ก่อนทุกครั้งเวลาที่ผมวางแผนจับพวกมัน”
“ใครส่งให้หมวด”
“ตอบผมมา ผู้กำกับรู้จักกับลูกน้องของไอ้พายัพได้ยังไง” มารุตนิ่งเงียบ ภูวนัยจับมารุตพลิกแล้วผลักเข้าไปพิงกับรถแล้วเอามือค้ำคอ “แล้วทำไมมีเบอร์ของผู้กำกับโทรหาคุณนายหยาดฟ้า”
“หมวด ผมว่าคุณใจเย็นๆ ก่อนดีกว่า เรื่องนี้มันซับซ้อนคุณไม่เข้าใจหรอก”
“ผู้กำกับจะหลอกอะไรผมอีก ผมจะส่งหลักฐานนี่ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”
“ส่งไม่ได้นะหมวด”
“ทำไม เรื่องแดงขึ้นมาก็เลยกลัวหรือไง”
มารุตตัดสินใจบอกความจริง
“ลูกน้องของพายัพคนนั้นคือสายของฉัน”
ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักไป ภูวนัยค่อยๆ ลดศอกที่ค้ำคอมารุตลง
“สายของผู้กำกับเหรอ”
“ใช่ ผมสงสัยมานานแล้วว่าจะมีพวกมันแทรกซึมอยู่ในหน่วยงานของเรา ผมเลยส่งสายของเราเข้าไปอยู่กับมัน”
“ผมไม่เชื่อ”
“หมวดภู ผมรู้ว่าคุณบริสุทธ์แล้วผมก็กำลังทำเรื่องขึ้นไป เพื่อขอให้คุณกลับเข้ามาทำงานในหน่วยเหมือนเดิม”
“ผู้กำกับรู้ได้ยังไง”
มารุตสบตาภูวนัยเหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่าง
“ผมมีข้อมูลบางอย่างที่อยากให้คุณดู”

ภูวนัยนิ่งงันไป รู้สึกมึนงงไปหมดจนไม่รู้ว่าอะไรจริงไม่จริง
เผ่าพงศ์กับเสกสรรนั่งรออยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉิน ระหว่างนั้นทั้งเผ่าพงศ์ซึ่งยังอยู่ในชุดผ้าปูโต๊ะและเสกสรรต่างก็รำพันออกมาพร้อมกัน

“คุณษา" / "แม่ษา”
เสกสรรกับเผ่าพงศ์ก็หันมองหน้ากัน
“แกเรียกชื่อแม่ษาทำไม”
“แล้วแกเรียกทำไมละ”
“ก็แล้วทำไมฉันจะเรียกไม่ได้ แม่ษาเป็นคนของฉัน”
“อ๋อ แม่ษาเป็นคนของแก แกก็เลยทำแม่ษาเจ็บได้คนเดียวใช่มั้ย”
“ใช่ อ้าวเฮ้ย พูดดีๆ นะ แกต่างหากที่ทำแม่ษาเจ็บ”
“อะไร แม่ษาเขาโดนศอกแกต่างหาก”
เผ่าพงศ์เถียงไม่ออกแต่แถได้
“ก็ถ้าแกไม่มาที่ฟาร์มฉัน แล้วมันจะเกิดเรื่องมั้ย ไม่รู้แหละถ้าแม่ษาเป็นอะไรไปละก็”
เสกสรรได้ยินเผ่าพงศ์พูดอย่างนั้นก็ของขึ้นเหมือนกัน
“ทำไม แกจะทำไม”
สองคนทำท่าจะปรี่เข้าหากัน จนคนแถวนั้นต้องคอยห้ามกันวุ่นวาย

พรรษาต้องเข้าเฝือกอ่อน พรรษานั่งอยู่กับไผ่พญาและหมอซึ่งกำลังเขียนใบสั่งยาอยู่
“เส้นเอ็นอักเสบเท่านั้นแหละครับ ไปทำอะไรมาครับเนี่ย”
“อ๋อ เกิดศึกชิงนางน่ะคะ” ไผ่พญาบอก หมอทำหน้าแปลกใจ พรรษาตีแขนไผ่พญา
“ชิงนางอะไรคะครู พูดไป แล้วกว่าจะหายนี่อีกนานมั้ยคะ” พรรษาถามหมอ
“สองอาทิตย์ก็น่าจะดีแล้วละครับ แต่ช่วงนี้กินยาตามที่หมอสั่งแล้วก็ห้ามใช้แขนเด็ดขาด”
ไผ่พญากับพรรษานั่งเศร้า

เผ่าพงศ์กับเสกสรร กำลังโดนบุรุษพยาบาลอุ้มมาตามทางเพราะทั้งคู่ยังทะเลาะกันไม่เลิก
“ปล่อยเลย ปล่อยผมเลย เดี๋ยวผมจะสั่งสอนไอ้อ้วนนี่”
“อ้าว ไอ้หน้าลูกชิ้นก็มาดิ”
แม้จะมีบุรุษพยาบาลสี่ห้าคนคอยห้าม แต่ทั้งคู่ก็พยายามวาดเท้าวาดมือใส่กัน ระหว่างนั้นเสียงปลายฟ้าดังขึ้น
“คุณลุง”
เสกสรรกับเผ่าพงศ์หันไปก็เห็นปลายฟ้าเดินเข้ามา
“หนูฟ้า”
“คุณลุงมาทำอะไรคะ แล้วเกิดอะไรขึ้น”
“จะเรื่องอะไร ก็ไอ้หน้าลูกชิ้นนี่มันทำแม่ษาข้อมือเคล็ดน่ะซิ”
“โอ้โห โยนขี้ชัดๆ มาเลย แกมาเลย”
ปลายฟ้าเห็นทั้งคู่วุ่นวายก็เลยเสียงดัง
“หยุด” ทั้งสองชะงักหยุด “หยุดเดี๋ยวนี้แหละทั้งสองคน ที่นี่โรงพยาบาลนะคะ การทะเลาะกันอย่างนี้มันรบกวนคนไข้คนอื่น”
“โน่น ว่ามันโน่น”
“ว่าแกต่างหาก”
“ทั้งสองคนแหละคะ แล้วนี่ป้าษาเป็นไรมากมั้ยคะ”
“ยังไม่เห็นออกจากห้องเลย”
ปลายฟ้าถอนหายใจ ส่ายหน้า แล้วปลายฟ้าก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้
“อ้าว”
“มีอะไรหมอ”
“คนไข้คะ เมื่อกี้ฟ้าพาคนไข้เดินมาด้วย” ปลายฟ้ามองไปรอบๆ “หายไปไหนแล้ว เอ่อ ฟ้าขอตัวก่อนนะคะ” ปลายฟ้ากำลังจะวิ่งออกไป แต่หันมาบอกก่อน “ห้ามทะเลาะกันอีกนะคะ”
ปลายฟ้ารีบวิ่งออกไป เผ่าพงศ์กับเสกสรรมองหน้าแล้วสะบัดหน้าใส่กัน เช๊อะ

ไผ่พญาพยุงพรรษาเดินมาตามทางเดิน
“ไม่เคยเข้าโรงพยาบาลมาสิบปี สงสัยคงต้องไปสะเดาะเคราะห์บ้างแล้ว”
“โอ๊ย ไม่ต้องหรอกป้า แค่ป้าไปบอกให้พวกลุงสองคนนั่นเลิกทะเลาะแย่งตัวป้าก็พอ”
“ครู พูดอย่างนี้อีกแล้ว ใครได้ยินเข้ามันจะไม่ดีนะคะ”
“แหม ก็เห็นป้าเป็นอย่างนี้ก็แหย่เล่นนิดหน่อยน่า”
ระหว่างนั้นมีมือมาสะกิดที่ไหล่ของไผ่พญาพร้อมกับเรียก
“หนู หนู”
ไผ่พญาหันมาตามเสียง
“ค่ะ”
ทันทีที่ไผ่พญาหันมา ไผ่พญาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าคนนั้นคือป้าคนที่อยู่บนรถทัวร์นั่นเอง

ภูวนัยยืนรออยู่ในที่เปลี่ยวแห่งหนึ่ง ภูวนัยดูนาฬิกาข้อมืออย่างร้อนใจ ระหว่างนั้นเห็นรถของมารุตแล่นเข้ามา ก่อนที่มารุตจะจอดรถนิ่งสนิท มารุตลงจากรถพร้อมกับถือซองเอกสารซองหนึ่งลงมาด้วย ภูวนัยโล่งอกที่มารุตไม่ได้หลอกให้เขามารอ
มารุตเดินเข้ามาหาภูวนัยที่รออยู่ ระหว่างนั้นภูวนัยก็ได้ยินเสียงของมอเตอร์ไซค์ดังขึ้น ภูวนัยเพ่งมองไปในความมืดด้านหลังของมารุต แล้วภูวนัยก็ใจหายเมื่อเห็นมอเตอร์ไซค์คนนึงขับออกมาจากความมืด
“ผู้กำกับ”
มารุตกำลังจะหันหลังไปดู แต่แล้วทันใดนั้นชายชุดดำก็ขับมอเตอร์ไซค์เข้ามาก่อนจะระดมยิงใส่มารุตไม่ยั้ง ปัง..ปัง...ปัง!

ภูวนัยถึงอึ้งไปเมื่อเห็นมารุตโดนยิงต่อหน้าต่อตา
คุณชายเลี้ยงหมู คุณหนูเลี้ยงแกะ ตอนที่ 7 (ต่อ)

ภูวนัยอึ้งไปเมื่อเห็นมารุตถูกมือปืนกระหน่ำยิง ร่างของมารุตทรุดลงกองเลือดกับพื้น ไวเท่าความคิด ภูวนัยชักปืนออกมาจากเอวก่อนจะยิงใส่มือปืนไม่ยั้ง มือปืนรีบวิ่งหลบหลังรถของมารุต

ภูวนัยเดินยิงเข้ามาอย่างบ้าเลือดก่อนจะเดินเข้ามาที่หลังรถของมารุตแล้วภูวนัยก็ต้องใจหายแวบเมื่อไม่เห็นร่างของมือปืนหลบอยู่ ด้วยสัญชาติญาณ ภูวนัยหันขวับไปอีกด้านทันที แล้วภูวนัยก็เห็นเจ้ามือปืนกำลังถือปืนเล็งมาที่เขาอยู่ ภูวนัยกระโดดหลบพร้อมกับเสียงปืนที่ดังขึ้น ปัง! กระสุนพุ่งเข้าถากที่หัวไหล่ของภูวนัย
“อ้าก”
ปืนของภูวนัยกระเด็นหลุดไป เมื่อมือปืนเห็นภูวนัยทำอะไรไม่ได้แล้วจึงเดินเข้ามาหยิบซองเอกสารที่ตกอยู่ข้างตัวมารุต ก่อนที่มันจะขึ้นมอเตอร์ไซค์แล้วขับออกไปทันที ภูวนัยวิ่งเข้ามาคว้าปืนก่อนจะกระหน่ำยิงไล่หลังจนหมดรังเพลิง ระหว่างนั้นเสียงของมารุตดังขึ้น
“หมวด”
ภูวนัยรีบวิ่งเข้ามาดูอาการของมารุต
“ผู้กำกับ” ภูวนัยรีบเอามืออุดเลือด “อดทนไว้นะครับ”
“ใน...ในซอง”
“ข้อมูลนั่นมันคืออะไรครับผู้กำกับ”
“ราย รายชื่อ” เสียงมารุตเริ่มขาดหาย ภูวนัยก้มลงเพื่อแนบหูให้ใกล้กับปากของมารุตมากที่สุด “รายชื่อตำรวจ”
แต่แล้วจู่ๆ เสียงของชาติกล้าดังขึ้น
“ไอ้ภู” ภูวนัยชะงักหันมาตามเสียง จึงไม่ได้ฟังสิ่งที่มารุตกำลังจะบอก ชาติกล้าวิ่งเข้ามาแล้วตกใจเมื่อเห็นมารุตโดนยิง “เกิดอะไรขึ้นวะไอ้ภู” ชาติกล้าเห็นภูวนัยเลือดออก “แกรีบไปก่อนดีกว่า”
“แต่ว่า...” ภูวนัยจะเข้ามาหามารุต ที่กำลังส่งสายตาเหมือนกำลังต้องการจะบอกบางอย่าง ชาติกล้าดึงภูวนัยเอาไว้
“รีบไปซิวะ ตอนนี้แกถูกพักราชการ ถ้าตำรวจมาเห็นแกอย่างนี้ แกเดือดร้อนแน่” ภูวนัยยังลังเล “แกไปก่อนเดี๋ยวทางนี้ฉันจัดการเอง”
ภูวนัยมองมารุตที่พยายามจะบอกบางอย่างกับภูวนัย ภูวนัยมองมารุตก่อนจะตัดสินใจวิ่งออกไป ชาติกล้ามองตามภูวนัยหน้าเครียด
ชาติกล้าหันมามองที่มารุตแล้วแสยะยิ้มร้าย
“เกือบสำเร็จแล้วนะผู้กำกับ”
มารุตมองชาติกล้าอย่างแค้นเคือง ผิดหวัง ชาติกล้ามองไปรอบๆ ก่อนจะเห็นปืนของภูวนัยตกอยู่ ชาติกล้าใส่ถุงมือก่อนจะเดินเข้าไปหยิบปืนภูวนัยขึ้นมาแล้วใส่ที่เก็บเสียง เล็งมาที่มารุต ชาติกล้าเหนี่ยวไก เสียงปืนดังขึ้นอย่างแผ่วเบา มารุตถูกยิงกลางหน้าผากตายอย่างอนาถ ชาติกล้ายิ้มร้ายๆ

ไผ่พญาพยายามหันหน้าหนีป้า พรรษาแปลกใจ
“หนู”
ไผ่พญาหันหน้าหนี ก้มหน้าก้มตา
“อะไรคะ”
“นี่หนูรู้จักฉันใช่มั้ย”
ไผ่พญาก้มหน้าก้มตาส่ายหน้า
“ไม่คะ หนูไม่เคยเห็นคุณป้าเลย”
“แต่ฉันว่า ฉันรู้จักหนูนะ”
“คุณป้าคงจำคนผิดแล้วละคะ ไปกันเถอะคะ”
ไผ่พญาจะรีบดึงพรรษาออกไป แต่แล้วป้ากลับมาขวางหน้าเอาไว้
“เดี๋ยวก่อน” ป้าเข้ามาแล้วจับหน้าไผ่พญาเพื่อดูให้ชัดๆ ป้ามองแล้วทำหน้าสงสัย “จริงด้วย ฉันคงไม่รู้จักเธอจริงๆ”
ไผ่พญาทำตาเหล่ปากเบี้ยวเพื่อให้รูปหน้าเปลี่ยน เป็นวิธีเดียวที่ไผ่พญานึกออกตอนนั้น ไผ่พญาพูดทั้งๆ ที่หน้าบิดเบี้ยว
“เห็นมั้ยคะว่าเราไม่รู้จักกัน” แล้วไผ่พญาก็หันมาหาทำหน้าปกติได้ทันที “ไปกันเถอะคะ ไปก่อนนะคะ”
ไผ่พญารีบดึงพรรษาออกไปทันที ป้าคนนั้นมองตามไผ่พญาด้วยสีหน้าสงสัย
ไผ่พญาเดินมากับพรรษาอย่างใจหายใจคว่ำ พรรษามองไผ่พญาอย่างแปลกใจ
“เป็นไรหรือเปล่าครู”
ไผ่พญารีบปฏิเสธทันที
“เปล่า เปล่าคะ”
“แล้วครูไม่รู้จักผู้หญิงคนนั้นเหรอคะ”
“ไม่คะ ฉันไม่เคยเห็นหน้าเลย แต่ฉันเข้าใจนะคะ คนแก่ก็อย่างนี้แหละคะบางทีก็หลงๆ ลืมๆ อย่างนี้แหละคะ”
พรรษาพยักหน้า ไม่ติดใจอะไร มองไปรอบๆ
“แล้วเขารับยาตรงไหนกัน”
ไผ่พญานึกบางอย่างขึ้นมาได้
“เดี๋ยวป้าษารอตรงนี้ก็ได้คะ เดี๋ยวหนูไปเอาให้”
พรรษายังไม่ทันตอบ ไผ่พญาก็รีบเดินออกไป พรรษามองตาม
ป้ายังละล้าละลังไม่รู้จะไปทางไหน ระหว่างนั้นเสียงของปลายฟ้าดังขึ้น
“มาอยู่นี่เองป้า”
ป้าหันไปแล้วก็เห็นปลายฟ้าเดินเข้ามา
“หมอ ฉันว่าเมื่อกี้ฉันเจอคนรู้จักนะ” ปลายฟ้าแปลกใจ
“ป้าจำได้แล้วเหรอคะ” ป้าส่ายหน้า
“ป้าไม่แน่ใจ”
ปลายฟ้ายิ้มให้อย่างอ่อนโยน
“มาทางนี้ดีกว่าคะ”
ปลายฟ้าพาป้าคนนั้นเดินออกไป ไผ่พญาแอบมองอยู่อีกมุมหนึ่ง ไผ่พญาหวั่นใจกับการปรากฏกายของป้าคน
นั้น

ชาติกล้าเดินเข้เมาที่ริมน้ำแห่งหนึ่ง ชาติกล้ามองไปรอบๆ
“ภู ฉันเอง”
ไม่นานก็เห็นภูวนัยเดินออกจากซอกหลืบที่ซ่อนตัวที่แขนมีเลือดไหลเป็นทาง
“ผู้กำกับเป็นไง”
ชาติกล้าส่ายหน้า ภูวนัยถึงกับช๊อคไป
“แกนัดเจอผู้กำกับเหรอ”
ชาติกล้ามองภูวนัยอย่างสงสัย ภูวนัยเหล่มองชาติกล้า
“หมายความว่าไง ฉันต่างหากต้องถามแก ว่าแกโผล่มาได้ยังไง”
“แกลืมแล้วหรือไง ว่าฉันกำลังสงสัยว่าผู้กำกับกำลังทำสิ่งผิดกฏหมายอยู่”
“แต่ผู้กำกับบอกว่า เขามีข้อมูลสำคัญที่จะเปิดโปงว่ามีตำรวจคนไหนที่ร่วมมือกับไอ้พายัพบ้าง”
“แล้วทำไมแกไม่คิดว่าที่ผู้กำกับเขานัดแกมา เขาอาจต้องการให้แกเป็นตำรวจคนนั้นเหมือนกับเขา” ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักไป “ภู...” ภูวนัยหันมาสบตาชาติกล้า “แกรีบไป ฉันสัญญาว่าฉันจะไม่บอกใครว่าแกอยู่ในเหตุการณ์ในวันนี้”

ภูวนัยกัดกรามแน่น ในหัวมีแต่ความสับสน
เผ่าพงศ์ประคองพรรษาเข้ามาในบ้าน ไผ่พญาเดินตามมาข้างหลังสีหน้าเป็นกังวล

“คุณเผ่าใส่ชุดนี้” เผ่าพงศ์ยังใส่ผ้าปูโต๊ะอยู่ “ไปโรงพยาบาลไม่อายเขาเหรอคะ”
“ตอนนั้นใครจะไปคิดเรื่องอายละ”
“แล้วตอนนี้ละคะ”
“ยังจะถามอีก ทั้งหมอฟ้าทั้งคนไข้ที่ฉันเห็นๆ ก็รู้จักกันเกือบหมด สงสัยฉันต้องเก็บตัวอยู่ในบ้านซักปีให้พวกนั้นลืมเรื่องนี้ก่อน คิดแล้วก็ยิ่งแค้น เพราะไอ้หัวลูกชิ้นเน่านั่นคนเดียว”
ไผ่พญาเดินตามมาข้างหลัง ยังกังวลเรื่องป้าคนนั้น
“ทำไมถึงได้ซวยอย่างนี้เนี่ย ยัยป้านั่นจำเราไม่ได้จริงๆ เหรอ” ไผ่พญาคิดแล้วก็ขัดแย้งในตัวเองเพราะความกังวล “แต่ถ้าจำไม่ได้แล้วจะมาทักเราทำไม โอ๊ย จะทำไงดี ถ้ายัยป้านั่นไปบอกคนอื่นว่าเราสวมรอยละก็ ตาย...ต้องตายแน่ๆ”
ไผ่พญาเผลอร้องออกมา เผ่าพงศ์กับพรรษาที่เดินอยู่ข้างหน้าก็ชะงักแล้วหันมามองไผ่พญาด้วยความสงสัย
“ใครตายเหรอครู”
“เอ่อ คือ”
“จะใครซะอีก นี่ครูกำลังจะบอกว่าถ้าไม่มีคนมาห้าม ป่านนี้ไอ้เสกสรรโดนฉัน...” เผ่าพงศ์กระทืบเท้าอย่างมีอารมณ์ “กระทืบๆ ตายแล้วใช่มั้ย”
“ใช่ ใช่เลยคะ แต่ตอนนี้เขายังไม่ตายงั้นหนูไปจัดการให้มั้ยคะ” ไผ่พญาจะเดินออกไป พรรษาเห็นก็ร้องห้าม
“จะบ้าเหรอครู เรื่องมันจบลงก็ดีแล้ว เดี๋ยวก็เป็นเรื่องเป็นราวไม่จบไม่สิ้นอีก”
ไผ่พญาหน้าเจื่อน เพราะกำลังจะหาทางออกไปโรงพยาบาลได้แล้วเชียว
“เหรอคะ อืม ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวหนูไปซื้อสมุนไพรที่ตลาดมาต้มให้ป้ามั้ยคะ จะได้หายเร็วๆ”
“โอ๊ย อย่าลำบากเลยคะครู แค่กินยาก็...อ้าว แล้วยาละคุณเผ่า ตอนกลับฉันให้คุณถือไว้แล้วไปไหนละ”
“เอ่อ ว้า ฉันลืมไว้ที่เคาน์เตอร์น่ะ ตอนนั้นฉันกำลังหงุดหงิดไอ้เสกสรรอยู่น่ะซิ เห็นมั้ยเพราะมันอีกแล้ว”
“ตัวเองลืมยังจะโทษคนอื่นอีก สงสัยต้องกลับไปอีกรอบ”
ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็ได้จังหวะพอดี
“หนูไปเองคะ” เผ่าพงศ์กับพรรษาแปลกใจ “เอ่อ ก็คุณป้าเจ็บอยู่ แล้วคุณลุงก็ยังมีคดีที่โรงพยาบาลเพราะฉะนั้นหนูว่าหนูนี่แหละคะเหมาะที่สุดแล้ว ไปละนะคะ”
ไผ่พญารีบวิ่งจู้ดออกไป เผ่าพงศ์กับพรรษามองตามไผ่พญาด้วยความแปลกใจ

ไผ่พญากำลังเดินเข้ามาในโรงพยาบาล ก่อนจะนึกได้
“แล้วยัยป้านั่นอยู่ห้องไหนละเนี่ย” จังหวะนั้นไผ่พญาเหลือบไปเห็นป้ากำลังนั่งต่อจิ๊กซอว์ที่สวนหย่อม “เฮ้ย”
ไผ่พญารีบหันหลังขวับทันที แล้วทำเป็นมองนกมองไม้เพื่อไม่ให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาสงสัย พอได้จังหวะ ไผ่พญาก็รีบพุ่งเข้าไปหลบหลังพุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกลจากป้าคนนั้น
“เอาไงดี เอาไงดี” ไผ่พญาแอบมองป้าอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจได้ “เอาวะ”
ไผ่พญาตัดสินใจค่อยๆ ย่องเข้าไปด้านหลังของป้า ทันใดนั้นไผ่พญาก็ล๊อคป้าเอาไว้ ก่อนจะยกมีดขึ้น ง้างจนสุดแขน
“ตายซะเถอะ ย้ากกก” ไผ่พญาจ้วงแทงป้าคนนั้น เลือดสาดกระเซ็นเต็มใบหน้าไผ่พญา ไผ่พญาหัวเราะออกมา
“ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า”
ไผ่พญาหัวเราะกับความคิดตัวเอง
“ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า” แล้วนึกได้ “บ้าหรือเรา คิดอะไรไม่เข้าเรื่อง” ไผ่พญาหันไปมองผ่านพุ่มไม้อีกครั้ง “เอาไงดี ถ้าเกิดยัยป้านั่นจำเราได้จริงๆ จะทำยังไงละ”
ระหว่างนั้นเสียงของปลายฟ้าดังขึ้น
“อ้าว ครูไผ่”
ไผ่พญาชะงักด้วยความตกใจก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปแล้วเห็นปลายฟ้ายืนอยู่
“อุ้ย”
“มาทำอะไรคะ”
“เอ่อ ป้าษาแกลืมยาไว้นะคะ ฉันเลยกลับมาเอาให้”
“อ๋อ” ปลายฟ้ามองไผ่พญาแล้วมองไปที่ป้า “ครูไผ่รู้จักป้าแกด้วยเหรอคะ”
ไผ่พญาส่ายหน้าอย่างแรงจนปากสั่น
“ไม่คะ เอ่อ แล้วหมอรู้จักเหรอคะ”
ปลายฟ้ามองไปที่ป้าคนนั้น สีหน้าเศร้าลง

ไผ่พญาตกใจกับสิ่งที่ปลายฟ้าบอก
“ความจำเสื่อมเหรอคะ”
ไผ่พญานั่งคุยกับปลายฟ้าที่ร้านกาแฟในโรงพยาบาล
“ใช่คะ”
“ค่อยยังชั่ว” ไผ่พญาโล่งอก
“ค่อยยังชั่วอะไรคะ”
ไผ่พญาตกใจ รีบแก้ตัว
“อ๋อ คือค่อยยังชั่วที่แกไม่ได้บ้าน่ะคะ เมื่อตอนกลางวันแกเข้ามาทักซะจนฉันตกใจเลย”
“มินาล่ะ ครูถึงดูกลัวๆ แก”
“ใช่ ใช่คะ กลัวมาก”
“ไม่มีอะไรหรอกคะ คนที่ความจำเสื่อมก็เป็นอย่างนี้แหละคะพอเห็นใครที่คิดว่าจำตัวเองได้ก็ทักเอาไว้ก่อน”
“เอ่อ แล้วไม่มีหลักฐานอะไรที่พอจะสืบประวัติแกได้เลยเหรอคะ” ไผ่พญาเลียบๆ เคียงๆ ถาม
“ไม่มีเลยคะ จะว่าไปคนที่ความจำเสื่อมนี่น่าสงสารนะคะ ครูว่ามั้ย”
“คะ น่าสงสารมาก”
ไผ่พญาทำหน้าเศร้าก่อนจะแอบยิ้มโล่งอก แล้วปั้นหน้าเศร้าลงอีกครั้ง

คืนนั้นขณะที่ไผ่พญา พรรษา เผ่าพงศ์ ม่านหมอก ม่านเมฆนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร ไผ่พญานั่งยิ้มกริ่มอย่างมีความสุข จนม่านเมฆที่นั่งอยู่ตรงข้ามมองอย่างแปลกใจ
“ครูไผ่ยิ้มอะไรเหรอครับ”
“เอ่อ ครูกำลังมีความสุขน่ะจ้ะ”
“มีความสุขที่ได้นอนบนเตียงพ่อภูน่ะเหรอครับ”
“ใช่จ้ะ เพราะเตียงพ่อภูนุ่มดี” ไผ่พญาบอกอย่างลืมตัวแล้วนึกได้ “เฮ้ย ไม่ใช่ ที่ครูยิ้ม เอ่อ ครูเพิ่งดูตลกคาเฟ่มาน่ะจ้ะ ขำมากเลย”
“เล่าให้ฟังหน่อยซิ”
“เอ่อ”
ดีที่พรรษากับสมส่วนยกกับข้าวมา
“กับข้าวมาแล้วคะ”
“หิวๆ ไหนดูซิวันนี้มีอะไรกินบ้าง” เผ่าพงศ์เอื้อมมือจะตักข้าวแล้วก็แปลกใจ “นี่มันกับข้าวเมื่อตอนกลางวันนี่แม่ษา”
“ก็ใช่ซิครับคุณท่าน แขนป้าเขาเป็นอย่างนั้นแล้วจะทำใหม่ได้ยังไง”
“เอ่อ ทานได้มั้ยคะถ้าไม่ได้เดี๋ยวษาไปทำให้ใหม่”
“โอ๊ย สบาย ดีฉันกำลังจะบอกแม่ษาอยู่พอดีว่าอยากกินข้าวเมื่อตอนกลางวันพอดีเลย”
“แต่ปู่บอกว่าไม่ชอบแกงเลียงไม่ใช่เหรอครับ”
เผ่าพงศ์ที่กำลังจะตักถึงกับชะงักค้าง เผ่าพงศ์มองสายตาทุกคนที่มองมาที่เขาอย่างแปลกใจ
“เหรอ ทำไมปู่จำไม่ได้เลยว่าปู่เคยพูดอย่างนั้น เอาน่า...กินๆ แหม อร่อยจริงๆ แม่ษา” เผ่าพงศ์ถึงกับชะงักไปเมื่อเห็นพรรษาดูไม่ค่อยสบายใจ “มีอะไรเหรอ”
“ษากำลังคิดน่ะคะว่าพรุ่งนี้จะให้ใครทำกับข้าว”
“จะไปยากอะไรก็ขับรถออกไปกินข้างนอกก็ได้”
“ปู่ขับรถเป็นเหรอ” เผ่าพงศ์ชะงักไป ม่านเมฆเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “ครูไผ่ไงครับ”
ไผ่พญาที่พยายามทำตัวลีบที่สุดถึงกับสำลัก
“เอ่อ ว่าอะไรนะ”
“ก็ครูไผ่เป็นครู ก็แสดงว่าต้องทำกับข้าวเป็นด้วย”

ม่านเมฆบอก
ไผ่พญาพยายามไม่ตกใจ แล้วพูดยิ้มๆ

“เมฆจ๊ะ คนเป็นครูไม่จำเป็นต้องทำอาหารเป็นก็ได้จ้ะ”
“คุณทำอาหารไม่เป็นไรเหรอ แล้วสอนคหกรรมได้ยังไง” ม่านหมอกถามขึ้นมา ไผ่พญาถึงกับสะดุ้งเพราะกลัวว่าความลับจะแตกเลยรีบตอบรับ
“เอ่อ เป็นซิ ใครว่าฉันทำอาหารไม่เป็น”
“งั้น ตั้งแต่พรุ่งนี้ให้ครูไผ่ทำกับข้าวให้เราจนกว่าน้าษาจะหายดีมั้ยครับ” ม่านเมฆบอก ไผ่พญาถึงกับอึ้ง
“เอ่อ”
“อย่าเลยคะคุณเมฆ รบกวนครูไผ่เปล่าๆ”
เผ่าพงศ์อยากให้พรรษาสบายใจเลยรีบเห็นด้วย
“ลำบากอะไร ให้ครูเขาทำน่ะดีแล้ว เนอะ”
“เอ่อ อ๋อ ได้เลยคะ โธ่ หนูจะบอกให้ว่าก่อนที่หนูจะมาเป็นครู หนูเคยเป็นเชฟที่โรงแรมมาก่อน”
“จริงเหรอครู โห...เมฆอยากให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆ จัง จะได้กินฝีมือครูไผ่”
ไผ่พญายิ้ม แต่กัดฟันพูดแบบโกรธ
“แต่ฉันไม่อยาก”
ก่อนจะหันไปยิ้มให้กับทุกคนประมาณว่าเต็มใจ

ปลายฟ้าเดินออกจากโรงพยาบาลมาที่รถมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่ ระหว่างนั้นเสียงของภูวนัยดังขึ้น
“ฟ้า”
ปลายฟ้าหันมองไปตามเสียง แล้วก็แปลกใจเมื่อเห็นภูวนัยเดินเข้ามา
“อ้าว ภู มาทำอะไรเนี่ย”
“ช่วยภูหน่อยซิ”
“มีอะไร”
แล้วปลายฟ้าก็ได้คำตอบเมื่อมองไปมือของภูวนัยแล้วเห็นเลือดหยดลงมาตามนิ้ว

ปลายฟ้ากำลังเย็บแผลที่หลังให้กับภูวนัยภายในห้องตรวจส่วนตัว ภูวนัยพยายามสะกดกลั้นความเจ็บ
“เจ็บเหรอ” ภูวนัยพยักหน้า “บอกให้ฉีดยาชาก็ไม่เชื่อ”
“ภูแค่อยากจำความเจ็บนี้เอาไว้”
ปลายฟ้านิ่งไป ก่อนจะหยิบกรรไกรมาตัดไหมออกแล้วเอาผ้าก๊อตมาปิดไว้
“เสร็จแล้ว”
“ขอบใจมากนะฟ้า”
“ไม่เป็นไร แล้วให้ฟ้าไปส่งมั้ย” ภูวนัยมองปลายฟ้าด้วยความสงสัย “มีอะไร”
“ฟ้าจะไม่ถามเหรอว่าภูไปทำอะไรมา”
“แล้วภูเคยบอกความจริงกับฟ้ามั้ยละ ฟ้าถามจนไม่อยากถามแล้ว”
ภูวนัยรู้สึกผิดเหมือนกัน
“ฟ้าไม่ต้องไปส่งหรอก แค่นี้ภูก็เกรงใจแย่แล้ว”
ภูวนัยอยากจะยิ้มให้กับปลายฟ้า แต่เรื่องที่เขาเจอมาทำให้เขายิ้มไม่ออก ภูวนัยจะเดินไป ปลายฟ้ามองตามด้วยความเป็นห่วง เรียกไว้
“ภู” ภูวนัยหันมา “ไม่ว่าภูจะไปทำอะไรมาแต่ฟ้าเชื่อใจภูนะ”
ภูวนัยพยักหน้าก่อนจะเดินออกไป ปลายฟ้ามองตามอย่างเป็นห่วง

ไผ่พญาแอบย่องลงมาจากห้อง ไผ่พญามองซ้ายมองขวาก่อนจะรีบวิ่งแผล่วมาหน้าโทรทัศน์ ไผ่พญาเปิดโทรทัศน์ก่อนจะรีบกดหาบางอย่าง
“ไรเนี่ย ไม่เห็นมีช่องสอนทำอาหารเลย”
ไผ่พญากดเปลี่ยนช่องไปเรื่อย ระหว่างนั้นเหมือนไผ่พญาได้ยินเสียงเปิดประตูเข้ามา ไผ่พญาสงสัยว่าใครจึงชะโงกดูแล้วไผ่พญาก็ตกใจเมื่อเห็นว่าเป็นภูวนัยนั่นเอง
“เฮ้ย”
ไผ่พญาจวนตัวจะวิ่งกลับห้องก็ไม่ทัน เลยรีบปิดโทรทัศน์แล้วทำเป็นแกล้งนอนที่โซฟา ภูวนัยเดินเข้ามาที่ห้องรับแขกแล้วภูวนัยก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นไผ่พญานอนอยู่ที่โซฟา ภูวนัยเดินเข้ามาปลุก
“นี่ นี่” ไผ่พญาทำเสียงงึมงำ แต่ไม่ตื่น “มานอนอะไรตรงนี้ เข้าไปนอนในห้อง”
ไผ่พญางึมงำอีก ภูวนัยจ้องมองหน้าไผ่พญา ก่อนจะค่อยๆ ทร
กำลังโหลดความคิดเห็น...