xs
sm
md
lg

แผนร้ายพ่ายรัก ตอนที่ 14

เผยแพร่:

แผนร้ายพ่ายรัก ตอนที่ 14

พิแสงเดินเข้ามาในบ้าน เขาเดินไปนั่งด้วยความผิดหวังเพราะคิดถึงตอนที่เขมมิกพยายามจะบอกอะไรบางอย่างกับเขาที่ฟาร์ม

ภาพตอนที่เขมมิกพูดกับพิแสงย้อนกลับมา
“ฉันจะเปิดคลิปเสียงพีทให้คุณฟัง มันเป็นเรื่อง....”
พิแสงโกรธสุดๆ ที่ได้ยินชื่อพิทยา เขาจึงแย่งมือถือของเขมมิกมา
“คุณพิแสง เอาคืนมาให้ฉัน” เขมมิกบอก
“ใจเธอทำด้วยอะไร ถึงได้ไม่เคยรู้สึกผิดชอบชั่วดี ยังจะมีหน้ามาพูดถึงสามีคนอื่นหน้าระรื่น เพื่อเยาะเย้ยฉัน เธอมันเป็นผู้หญิงไร้ยางอายที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา ไปให้พ้น!”
พิแสงปามือถือเขมมิกไปกระแทกกับต้นไม้จนแหลกไม่มีชิ้นดี

เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น พิแสงก็เสียใจที่ไม่ได้ฟังเขมมิกให้จบ
“ฉันขอโทษ....”
พิสินีย์เดินเข้ามาหาพิแสงแล้วยิ้มให้เป็นปกติเหมือนไม่ได้โศกเศร้าอะไร
“มาถึงนานหรือยังคะพี่ใหญ่” พิสินีย์ถาม
“สินีย์....” พิแสงมองพิสินีย์ด้วยความสงสารและเห็นใจเธอในเรื่องพิทยา
พิสินีย์ยิ้มให้ปกติ “ยังไม่ทานอะไรมาแน่ๆเลย สินีย์ไปเตรียมอาหารให้นะคะ”
“พี่ไม่หิว สินีย์...เรื่องพีท....”
พิสินีย์ตัดบท “ดื่มกาแฟสักถ้วยก่อนนะคะ ค่อยคุยกัน ไม่ได้ชงให้พี่ใหญ่ดื่มนานแล้ว ไม่รู้ว่าฝีมือตัวเองจะตกหรือเปล่าสิ รอสักครู่นะคะ”
พิแสงจะห้ามแต่ก็ไม่ทัน “สิ....”
พิสินีย์เดินไปก่อนที่พิแสงจะรั้งตัวไว้ทัน พิแสงสงสารพิสินีย์เพราะรู้ดีว่าน้องสาวกำลังกลบความเศร้าของตัวเองด้วยการทำตัวเป็นปกติ

พิสินีย์เปิดโถกาแฟแล้วตักกาแฟโดยพยายามจะระงับอารมณ์ไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมาทั้งที่ในใจไม่ไหวแล้ว แต่มือไม้ของเธอสั่นไปหมดทำให้ตักผิดตักถูก พิแสงเดินเข้ามาเห็น
“สินีย์....ไม่ต้องทำแล้ว” พิแสงบอก
พิสินีย์ไม่ยอมหันหน้าให้พิแสงเห็นความอ่อนแอของเธอ “ที่ผ่านมาสินีย์มัวแต่ดูแลคนอื่น” พิสินีย์อึ้งไป “ให้สินีย์ดูแลพี่ใหญ่บ้างเถอะนะคะ”
พิแสงอึ้งไป เขามองดูพิสินีย์ที่พยายามตั้งใจชงกาแฟพลางพูดไปเรื่อยๆ
“สินีย์สงสารคุณพ่อกับคุณแม่มาก ต้องมาเจอกับเรื่องเลวร้ายที่สุดในชีวิตทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ท่านเข้มแข็งมากเลยค่ะ มีสติ ช่วยกันหาทางออก ไม่มีใครทำให้ใครเสียกำลังใจ ว้า...ไม่ได้เสียบปลั๊กกระติกน้ำร้อน แย่จัง รอสักครู่นะคะพี่ใหญ่ เอ่อ...ต้มด้วยกาท่าจะเร็วกว่า”
พิสินีย์กระวีกระวาดหากาต้มน้ำร้อนแล้วเติมน้ำก่อนจะนำไปตั้งเตา พิแสงสังเกตน้องสาวอยู่ตลอดเวลา พิแสงเข้าไปจับมือของพิสินีย์เอาไว้เพื่อให้หยุดทำทุกอย่าง
“ตอนนี้ ดูแลตัวเองก่อนเถอะนะ สินีย์”
พิสินีย์มองหน้าพิแสงแล้วยิ้มกลบเกลื่อน “สินีย์ไม่ได้เป็นอะไรแล้วค่ะพี่ใหญ่”
“คุณพ่อบอกพี่ว่า...สินีย์เข้มแข็งมาก ไม่มีใครเห็นสินีย์ร้องไห้เลย”
“พี่ใหญ่เคยบอกสินีย์ว่า ถ้าพี่ใหญ่ไม่อยู่ ให้สินีย์เข้มแข็ง เป็นที่พึ่งของน้อง เป็นผู้ช่วยของคุณพ่อคุณแม่ ตอนนี้ที่บ้านกำลังยุ่ง ถ้าสินีย์...”
พิสินีย์อึ้ง
พิแสงตัดบท “ร้องไห้ออกมาเถอะ ที่นี่คือบ้านของเรา ที่ๆเดียวที่เราจะร้องไห้ได้โดยไม่ต้องอายใคร ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาซ้ำเติม เพราะทุกคนรักสินีย์ด้วยความจริงใจ ไม่มีผลประโยชน์อะไรมาเกี่ยวข้อง”
พิสินีย์ทรุดลงทันทีแล้วทำนบน้ำตาที่เธอพยายามกั้นเอาไว้ก็พังทลาย พิสินีย์ร้องไห้โฮด้วยหัวใจที่แตกสลาย
“เข้มแข็งไม่ได้แปลว่าให้หลอกตัวเอง ถ้าเจ็บก็คือเจ็บ ร้องไห้เพราะเสียใจ ไม่ใช่เพราะเราอ่อนแอ”
พิแสงลงไปคุกเข่าข้างๆ แล้วกอดปลอบพิสินีย์เอาไว้ด้วยความเห็นใจเพราะใจจะขาดตามน้องไปให้ได้
“พี่ใหญ่....สินีย์เจ็บ....”
“ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร”
พิสายืนมองพิแสงแล้วกอดปลอบใจพิสินีย์ที่ร้องไห้หนักอยู่ที่มุมหนึ่งด้วยความสงสารและสะเทือนใจ พิสุทธิ์กับแสงสุดาเดินเข้ามาสมทบกับพิสา พิสาเข้าไปกอดแสงสุดาเอาไว้ แสงสุดาโอบพิสาเพื่อปลอบใจ ทั้งสองต่างพูดไม่ออก ทุกคนต่างสะเทือนใจและสงสารพิสินีย์ด้วยกันทั้งหมด พิแสงกอดปลอบใจพิสินีย์ที่ยังร้องไห้อย่างหนัก

พิแสงเดินออกมาแล้วถอนหายใจด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง พิสุทธิ์เดินเข้ามา
“น้องหลับไปแล้วเหรอ ตาใหญ่” พิสุทธิ์ถาม

“ครับคุณพ่อ”
ชายสองคนยืนใกล้ๆกันโดยเงียบกันไปชั่วครู่

“ช่วงนี้ บ้านเราเจอแต่เรื่องวุ่นๆนะว่ามั้ย” พิสุทธิ์พูดออกมา
“ครับ”
“ไม่รู้ว่าทำไม”
“มีคนเคยบอกผมว่า เราอาจจะไม่มีคำตอบให้กับทุกคำถามในชีวิต”
“นั่นสินะ เอาเวลาไปแก้ปัญหาที่มันเกิดขึ้นแล้วดีกว่า....”
พิแสงเงียบไป
“ขอบใจนะที่มา”
“ผมมัวแต่หมกมุ่นกับปัญหาของตัวเอง จนไม่ได้สนใจเรื่องของครอบครัว ทั้งๆที่ผมเป็นพี่ชายคนโต ผมควรจะดูแลน้องได้ดีกว่านี้”
“แกก็กำลังทำอยู่....อีกคนหนึ่งที่พ่อต้องขอบคุณคือเขมมิก” พิสุทธิ์บอก
“คงจะทำเพื่อแก้ตัว...” พิแสงว่า
“พ่อว่า...เขมมิกก็เป็นคนดีอยู่บ้างนะ”
“เหรอครับ...แล้วทำไมก่อนหน้านี้ถึงได้...”
“ตาใหญ่...คนเราทำผิดพลาดกันได้ แต่ถ้าสำนึก และไม่กลับไปทำผิดซ้ำอีก ก็ควรจะได้รับการให้อภัย”
“ไม่รู้สิครับ...ตอนนี้ผมเหมือนถูกตีหัว จนมึน งง สับสนไปหมดแล้ว”
“งั้นก็ให้เวลาตัวเองสักพัก....ทำใจให้ปราศจากอคติ แล้วลองมองเขมมิกอีกที”

พิแสงอึ้ง พิสุทธิ์ตบไหล่ให้กำลังใจ
“พรุ่งนี้ ยังมีความจริงให้เราต้องเผชิญอีกหลายเรื่อง เราต้องแข็งแรงที่สุดเท่าที่ทำได้ ในฐานะที่เราเป็นผู้ชายของบ้านนี้”
“ครับ...หมดเวลาที่ผมจะอ่อนแอแล้ว”
ผู้ชายของบ้านทั้งสองคนยืนอยู่ด้วยกันที่หน้าบ้านเหมือนเป็นสองเสาหลักให้กับครอบครัวนี้

เนตรนิภาได้ยินเสียงเตือนว่ามีไลน์เข้า ขณะที่กำลังลากกระเป๋าเข้าบ้านหลังจากที่ไปบินมา เนตรนิภาหยุดแล้วหยิบมือถือขึ้นมาดู
เนตรนิภาดีใจ “เขม....”
เนตรนิภาเข้าแอพคุยไลน์กับเขมมิก
เขมมิกกำลังพิมพ์ข้อความคุยกับเนตรนิภาอยู่ในห้องพัก โดยที่ขนิษฐานอนพักอยู่บนเตียง
“ลุทซ์หาที่พักให้พวกเราที่แอลเอได้แล้ว เริ่ดสุดอ่ะ ทางโน้นเป็นยังไงบ้าง” เขมมิกบอก
เนตรนิภาพิมพ์ข้อความตอบ
“คุณพิแสงโทรถามฉันว่าแกไปไหน ฉันบอกว่าไม่รู้ แต่ฉันว่าเขาไม่เชื่อฉัน” เนตรนิภาบอก
เขมมิกอึ้งแล้วหน้าเศร้าลง เธอก้มหน้าพิมพ์ต่อ
“ช่างเหอะ” เขมมิกบอก
เนตรนิภาพิมพ์ข้อความตอบ
“แล้วเรื่องของแกเป็นไงบ้าง จัดการถึงไหนแล้ว”
เขมมิกพิมพ์ข้อความตอบ
“หมอที่ลุทซ์แนะนำให้ฉันพาแม่มารักษา ก็จะนัดตรวจพรุ่งนี้ ส่วนเรื่องขึ้นศาล อีกไม่กี่วันแล้ว ฉันต้องเตรียมความพร้อมกับลุทซ์ให้ดี งานนี้...ฉันจัดเต็ม ไอ้พวกที่โกงพ่อฉัน ต้องแพ้คดี!”
เวลาผ่านไป เนตรนิภาซึ่งเปลี่ยนชุดเป็นชุดนอนเรียบร้อยแล้วนอนพิมพ์ข้อความคุยกับเขมมิกบนโซฟา
“เอาใจช่วยนะแก จะได้กลับมาเร็วๆ”
เขมมิกกำลังกัดช็อกโกแลตแท่งยาวในขณะที่ข้างๆมีถุงขนมที่กินหมดแล้ววางเต็มไปหมด เขมมิกพิมพ์ข้อความ
“ขอบใจนะเนตร แต่ฉันไม่คิดว่าฉันจะกลับไปที่เมืองไทยอีก ฉันจะหางานทำที่นี่หรือที่ไหนก็ได้ในโลก ที่ไม่ใช่ที่นั่น”
ขนิษฐาขยับตัว “เขม...แม่หิวน้ำ”
เขมมิกวางช็อกโกแลตแล้วรีบพิมพ์ต่อ
“แค่นี้ก่อนนะ แม่ตื่นแล้ว”
เขมมิกวางมือถือลงแล้วรีบวิ่งไปรินน้ำใส่แก้วก่อนจะวิ่งเอาไปให้ขนิษฐา เขมมิกช่วยพยุงขนิษฐาขึ้นแล้วป้อนน้ำให้ขนิษฐาช้าๆอย่างเอาใจใส่
เนตรนิภาพิมพ์ตอบเขมมิก
“โชคดีแก ฝากหวัดดีแม่ด้วย”
เนตรนิภาวางมือถือลงข้างตัวแล้วถอนหายใจ เธอหันมองซ้าย มองขวาแล้วก็รู้สึกโดดเดี่ยว
“ไม่มีแก ฉันคงเหงามากเลยนะเขม”
เนตรนิภาถอนใจ

ขนิษฐานอนหลับอีกครั้ง เขมมิกนั่งมองขนิษฐาด้วยความเป็นห่วงก่อนจะค่อยๆขยับผ้าห่มขึ้นให้ขนิษฐาอย่างเบามือ

“ตอนนี้ ก็เหลือเราแค่สองคนนะแม่ เขมจะดูแลแม่ให้ดีที่สุด”
เขมมิกยิ้มให้กับขนิษฐาแต่ก็อดวูบไหวไม่ได้เพราะในใจยังคงคิดถึงพิแสงอยู่ เขมมิกเดินไปเปิดกระเป๋าเสื้อผ้าของตัวเองแล้วหยิบโบว์ผูกผมซึ่งเป็นสิ่งยึดโยงปุ๊กลุ้กในอดีตกับพี่เสือขึ้นมาแล้วก็ตัดสินใจบางอย่าง

โบว์เส้นนั้นถูกทิ้งลงชักโครกแล้วถูกกดน้ำทิ้งจนหายไป เขมมิกยืนมองอย่างตัดใจ
“ไม่มีร่องรอยอารยธรรมระหว่างเราเหลืออีกแล้ว...ฉันจะลืมทุกอย่างในชั่วข้ามคืน”
เขมมิกมองตัวเองในกระจกด้วยสายตาและสีหน้าเด็ดเดี่ยว

แสงสุดานั่งคนกาแฟด้วยอาการเหม่อลอยเพราะรู้สึกเครียดเรื่องปัญหาบริษัทและเรื่องพิสินีย์ พิแสงเดินเข้ามาแล้วค่อยๆ เดินเข้าไปหาแสงสุดาก่อนจะก้มลงกราบบนตักอย่างช้าๆ
“พิแสง....” แสงสุดางง
“ขอบคุณนะครับ สำหรับความปรารถนาดีที่คุณแม่มีให้ผมเสมอ ผมขอโทษถ้าเคยทำให้คุณแม่ต้องเสียใจ”
“แม่ต่างหากที่ต้องขอโทษ แม่ไม่เคยฟังลูก ไม่เคยเข้าใจลูก บังคับใจให้ทำอย่างที่แม่ต้องการ กลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น คิดไปเองว่าลูกจะพลาดท่าเสียทีให้กับผู้หญิงที่นั่น ต่อไปนี้แม่สัญญานะ ว่าแม่จะไม่บังคับใจลูกอีก ลูกอยากทำอะไร แม่จะไฟเขียว แม่จะไม่ค้าน ขอเพียงเห็นลูกมีความสุขเท่านั้น”
“ขอบคุณนะครับ ที่เข้าใจผม” พิแสงพูด
พิสาวิ่งร้องลั่นเข้ามา
“คุณแม่ขา พี่สินีย์ค่ะ พี่สินีย์!!”
พิแสงกับแสงสุดาตกใจ แสงสุดาไม่รอให้พิสาเล่าต่อ เธอรีบวิ่งออกไปทันที
“สินีย์เป็นอะไร น้องเล็ก” พิแสงถาม
“สินีย์ ลูก สินีย์!!!” แสงสุดาวิ่งออกไป
“พี่สินีย์เค้า....”
พิแสงรีบตามแสงสุดาไปทันทีโดยไม่รอฟังพิสาให้จบ พิสาวิ่ง
ตามไป

แสงสุดากับพิแสงเดินมาเคาะประตูห้องพิสินีย์
“สินีย์ลูก! สินีย์ เปิดประตูให้แม่ สินีย์!”
“สินีย์! เปิดประตู!”

พิสุทธิ์วิ่งเข้ามา
“เอะอะอะไรกันคุณ!”
“ยัยสินีย์น่ะสิไ แสงสุดาทนเก็บความรู้สึกต่อไปไม่ไหวก็ถึงกับร้องไห้แล้วทรุด “โอย เวรกรรมอะไรของฉัน ทำไมฉันต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ถ้าฉันทำไม่ดี ลงกับฉันสิ อย่าไปลงกับลูก ยัยสินีย์ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ฉันจะไม่ไหวแล้ว....”
“คุณแม่...” พิแสงเป็นห่วง
“คุณ ใจเย็นๆก่อน ยัยสินีย์เป็นอะไร อยู่ไหน อยู่ในห้องหรือเปล่า”
“น้องล็อกประตูครับ” พิแสงบอก
พิสาเสียงแหลมขึ้นมา “พี่สินีย์อยู่ในครัวค่ะ!”
ทุกคนตกใจ
“ครัว!!! ตาใหญ่ คุณ! ไปดูลูกเร็ว ในครัวมีแต่ของมีคม สินีย์ อย่านะลูก สินีย์!!! อย่าคิดสั้น สินีย์!!!”

พิสินีย์วิ่งขึ้นมาด้วยท่าทางเป็นปกติดี
“เรียกสินีย์เหรอคะคุณแม่ มีอะไรคะ”
ทุกคนมองพิสินีย์ด้วยความประหลาดใจ แสงสุดาวิ่งเข้าไปกอดพิสินีย์เอาไว้
“สินีย์ ไม่ได้เป็นอะไรใช่มั้ยลูก ยัยน้องเล็กบอกว่าลูกอยู่ในครัว ลูกคิดจะทำอะไร! อย่านะ คิดถึงหัวอกพ่อแม่ พี่น้องสิ ว่าจะ...”
พิสินีย์รีบขัด “สินีย์เข้าครัว เตรียมอาหารเช้าให้กับทุกคน คุณแม่คิดว่าสินีย์จะทำอะไรเหรอคะ”
พิแสง พิสุทธิ์ และแสงสุดาอึ้ง
พิแสง พิสุทธิ์ แสงสุดาหันไปมองหน้าพิสา
“ก็ใครมีสติฟังน้องเล็กบ้างป่ะล่ะ เอาแต่โวยวาย จนหาจังหวะแทรกไม่ได้เลย” พิสาว่า
ทุกคนอึ้ง
“ยัยน้องเล็กพูดจนพวกเราคิดว่า สินีย์คิดสั้นทำร้ายตัวเอง”
“คนอื่นทำร้ายสินีย์มาพอแล้ว ไม่มีทางที่สินีย์จะทำร้ายตัวเองค่ะ” พิสินีย์บอก
ทุกคนยิ้มด้วยความโล่งใจ
“แล้วเราจะตกใจทำไม น้องเล็ก แค่สินีย์ทำข้าวต้มกุ้ง” พิสุทธิ์ว่า
“พี่สินีย์ไม่เคยทำกับข้าว จู่ๆก็ลุกมาทำข้าวต้มกุ้ง ไม่น่าตกใจเหรอคะ” พิสาบอก
พิแสง พิสุทธิ์ และแสงสุดาถึงกับเซ็ง
“เอาเถอะๆ ช่างมัน ไม่มีเรื่องอะไรก็ดีแล้ว” แสงสุดาเข้าไปกอดพิสินีย์เอาไว้ “ถ้าลูกเป็นอะไรไปอีกคน แม่คงเป็นบ้า”
“สินีย์จะไม่ทำให้คนที่สินีย์รักต้องเสียใจค่ะ”

“แบบนี้สิลูกแม่ เด็ดขาด เข้มแข็ง ล้มแล้วลุกได้เอง ไม่ต้องรอนาน” แสงสุดาชม
แผนร้ายพ่ายรัก ตอนที่ 14 (ต่อ)

พิสาอึ้งเพราะรู้สึกว่าแม่กำลังโอ๋พิสินีย์แล้วลืมเธอไป

“ข้าวต้มกุ้งร้อนๆ พร้อมแล้วค่ะ เชิญทุกคนที่โต๊ะอาหารได้เลยค่ะ” พิสินีย์บอก
“ไป...ไปกินข้าวต้มกุ้งเรียกสติกันหน่อย ไปคุณ” พิสุทธิ์ชวน
พิสุทธิ์โอบแสงสุดาเดินไป แสงสุดาจูงมือพิสินีย์เอาไว้ให้เดินตามไปด้วยแล้วคุยอย่างอบอุ่น พิสายืนมองตามแล้วก็รู้สึกน้อยใจ พิแสงสังเกตเห็นท่าทางของพิสา

พิสายืนซึมอยู่ พิแสงเดินเข้ามาหา
“ไง...เป็นอะไร”
“รู้สึกไม่มีตัวตน ไม่มีใครเห็นความสำคัญ ไม่มีคุณค่า เป็นผู้หญิงที่โลกลืม” พิสาบอก
“ไม่มีใครทำให้น้องเล็กรู้สึกอย่างนั้นได้ นอกจากตัวน้องเล็กเอง”
“ไม่เข้าใจค่ะ”
“ทำไมทุกคนถึงแคร์ความรู้สึกของสินีย์มาก” พิแสงถาม
“ชิ...”
“พูดมาเถอะ ไม่ตายหรอกถ้าจะพูดสิ่งที่เรารู้สึกจริงๆ”
“พี่สินีย์เป็นคนน่ารัก ใจดี อยู่ใกล้ๆแล้วเย็นเหมือนอยู่ใกล้...อะไรสักอย่าง สปริงเกอร์รดน้ำต้นไม้ หรือไม่ก็...น้ำตกมั้ง”
“สินีย์เหมือนน้ำ แต่น้องเล็กเหมือนไฟ” พิแสงบอก
“พี่ใหญ่!” พิสาไม่พอใจ
“ฟังพี่ให้จบก่อน แล้วถ้าอยากวีนค่อยวีน”
“ค่ะ!”
“ตั้งแต่เด็กๆ สินีย์จะคิดถึงความรู้สึกของทุกคนก่อนตัวเองเสมอ ยอมที่จะให้พี่ให้น้องเล็กเลือกของเล่นก่อน ไม่เคยเสนอว่าอยากจะไปเที่ยวที่ไหน แล้วแต่พี่กับน้องเล็กทุกครั้ง เลือกเรียนคณะที่จะออกมาช่วยงานคุณพ่อคุณแม่ได้ทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้ชอบทำธุรกิจ สินีย์ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากใคร แต่จะเป็นคนแรกที่ยื่นมือให้กับทุกคน”
“แต่น้องเล็ก....ชอบเอาแต่ใจ ชอบเรียกร้องความสำคัญ มีแต่จะเอาแต่ไม่คิดจะให้ใครก่อน ใช่มั้ยคะ” พิสาถาม
“ใช่!”
“อ้อมๆบ้างก็ได้ค่ะพี่ใหญ่...ยิงตรงแบบนี้ น้องเล็กเจ็บอ่ะ”
“พี่ไม่อยากยื่นน้ำหวานใส่ยาพิษให้น้องเล็กกิน ถ้าอยากหายจากนิสัยที่ทำให้คุณค่าของตัวเองลดลง น้องเล็กก็ต้องยอมกินน้ำหมักสมุนไพรที่หน้าตาแย่พอๆกับรสชาติ แต่...รักษาเราได้จริง”
“เห็นภาพสุดๆอ่ะ”
“อยากให้คนอื่นรู้สึกยังไงกับเรา ก็จงปฏิบัติอย่างนั้นกับเค้า”
พิสาอึ้งแล้วนิ่ง แม้ในใจยอมรับแต่ยังวางฟอร์ม
“ก็ไม่รู้นะ...ว่าจะทำได้แค่ไหน” พิสาบอก
“มันก็ต้องใช้เวลาบ้างไรบ้าง ขอแค่ได้เริ่มต้น สักวันก็ทำได้”
พิแสงขยี้ผมพิสาด้วยความเอ็นดูทำให้พิสามีกำลังใจขึ้น

ขนิษฐาปาดเหงื่อแล้วหยิบกระดาษทิชชู่ส่งไปทางหนึ่ง เขมมิกรับทิชชู่มาจากขนิษฐามาเช็ดน้ำหูน้ำตาของตัวเองเพราะกำลังร้องไห้ไม่หยุด
“เขมเอ้ย....อีกนานมั้ยลูก”
“เดี๋ยว...ลุทซ์ก็มาแล้ว..จ๊ะ...ฮึด ฮึด ฮึด” เขมมิกร้องไห้
“แม่หมายถึง...จะร้องไห้อีกนานมั้ย”
“ไม่นานหรอกแม่ เดี๋ยวก็หยุด...”
“เหรอ เดี๋ยวน่ะ เมื่อไหร่ ร้องมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ” ขนิษฐาว่า
“ขออีกสิบนาทีนะแม่....”
“แล้วบอกว่าไม่คิดมากแล้ว ไม่เศร้าเสียใจแล้ว”
“ไม่ได้เสียใจนะแม่ แต่มันเป็นฟิลลิ่งอ่ะ...ฮื้ออ”
“แล้วต่างกันตรงไหน เฮ้อ...ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์จริงๆ แม่ล่ะอยากเจอคุณพิแสงอะไรนี่จริงๆเลย อยากจะถามนัก ว่าแอบทำเสน่ห์ใส่ลูกแม่หรือเปล่าถึงได้ปักอกปักใจลืมยากลืมเย็นได้ขนาดนี้ ต่างกับเคสตาพีท ที่แป๊บเดียวก็ลืมได้แล้ว”
“แม่เคยเห็นเขาแล้วนี่...”
“จำได้...มาช่วยขวางไม่ให้ไอ้เปี่ยมพงษ์มันทำแม่ ทำเขม”
“แมนป่ะล่ะ” เขมมิกถาม
“สุดๆ” ขนิษฐาตอบ
“แค่นั้นหัวใจเขมก็ละลายเหลวลงไปกองแทบเท้าเค้าแล้ว ไม่ต้องทำเสน่ห์หรอก...แม่พูดถึงเขาอีกทำไม เขมเกือบจะหยุดร้องได้แล้วเชียว”
ขนิษฐาถอนใจเฮือกที่พลาดไป ทันใดนั้นลุทซ์ก็เปิดประตูเข้ามา ลุทซ์ตกใจที่เห็นเขมมิกร้องไห้
“เค เค เป็นอะไร!!!”
เขมมิกร้องไห้จ้า “ฮื้ออ!!”
“เฮ้อ!!!! แม่พลาดเอง...ดันไปพูดชื่อผู้ชายที่ทำให้เขมอกหัก” ขนิษฐาบอก
“ฮื้อ!!”

“ปลอบทีเถอะ ลุทซ์” ขนิษฐาบอก
ลุทซ์ยื่นกระดาษปริ้นต์ข่าวสมัครงานให้เขมมิก “อ่ะ”

“อะไร” เขมมิกถาม
“ข่าวเปิดรับสมัครลูกเรือเครื่องบินส่วนพระองค์ของเชื้อพระวงศ์พระองค์หนึ่งในตะวันออกกลาง”
“เหรอ” เขมมิกหยุดร้องไห้แล้วรีบรับมาอ่านดูอย่างตื่นเต้น
ลุทซ์พูดกับขนิษฐา “คนอย่างเขม ไม่ได้ทำงานแล้วฟุ้งซ่านครับ”
ขนิษฐายิ้มเห็นด้วยก่อนจะมองดูเขมมิกที่อ่านระเบียบการรับสมัครอย่างตั้งใจด้วยความเอ็นดูและเห็นใจเขมมิก
ปริญญ์ หลอด และเสริมมุงดูคนงานที่ยังสลบอยู่บนเก้าอี้
“ผมว่า...จองเมรุเลยมั้ยครับหมอ...ป่านนี้ยังไม่ฟื้น ตายไปแล้วมั้ง” หลอดว่า
ชมพู่วิ่งเข้ามาเพราะมีเรื่องจะโพนทะนา
“ทุกๆคนคะ ข่าวด่วนข่าวใหม่ข่าวร้อน!!”
“ข่าวใครอีกอ่ะ ชมพู่” เสริมถาม
“อูย นังจำปามันเห็น จะจะคาตาเลยนิ....มันไม่อยากไปเล่าให้ใครฟัง นอกจากฉัน เพราะมันกลัวว่าเรื่องนี้จะแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง ทำให้ยากต่อการควบคุม....”
หลอดกับเสริมเซ็ง “โฮ้ย!!! เล่าสักที!!”
“ก็ได้...” ชมพู่จะเล่าแต่พอนึกขึ้นได้ก็เปลี่ยนใจ “อย่าดีกว่า เดี๋ยวนังจำปามันจะโกรธฉัน”
ปริญญ์เดินเข้ามา “ไม่เล่า ไม่รักนะ ชมพู่”
ชมพู่เล่าทันที “น้องน้ำหวานร้องไห้ฟูมฟายกับอีตาต่อลาภที่หน้าฟาร์มเมื่อวานค่ะพี่น้อง....หาว่าได้แล้วทิ้ง อีตานั่นก็เลวเหลือรับประทาน บอกว่า...แล้วจะเก็บไว้ทำไมให้เป็นภาระ น้องน้ำหวานร้องไห้น้ำตาเกือบเป็นสายเลือดเลยนะ ยังไม่แค่นั้น....”
ปริญญ์หน้าเสียเพราะเป็นห่วงวาสินี เขารีบเดินออกไป ในขณะที่ชมพู่ยังเมาน้ำลายเล่าเป็นคุ้งเป็นแควอยู่

วาสินีนอนนิ่งอยู่บนเตียงในบ้านพัก อนงค์เข้ามาโวย
“นังน้ำหวาน สายตะวันโด่งแล้วยังไม่ลุกจากเตียงอีกหรือไง!”
วาสินีนิ่ง
“ไม่สบายหรือเปล่า!”
วาสินีนิ่ง อนงค์เข้ามาแตะตัววาสินี
“ตัวก็ไม่ร้อน เป็นอะไรของแกเนี่ย ถามก็ไม่ตอบไม่พูด”
วาสินีนิ่ง อนงค์ลงไปนั่งข้างเตียงอย่างอ่อนใจ
“นี่....นายหัวไม่อยู่แบบนี้ แกควรจะต้องขยันทำงาน ดูแลงานให้นายหัว ให้นายหัวเห็นว่าแกนี่แหละที่จะอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่นายหัวเป็นนายแม่ของที่นี่ได้”
วาสินีน้ำตาไหลออกมาด้วยความเสียใจ น้อยใจ กดดัน และโกรธที่แม่เอาแต่ยัดเยียดให้พยายามเป็นนายแม่อยู่ตลอดเวลา
อนงค์พูดต่อ “ไม่มีใครเหมาะสมกับตำแหน่งนายแม่ที่นี่มากไปกว่าแก พอแกแต่งงานกับนายหัวแล้ว ทีนี้ นังแสงสุดามันก็จะไม่กล้าดูถูกฉัน ดูถูกแกอีก”
วาสินีขัดด้วยเสียงระโหย “แม่....”
อนงค์ไม่สนยังคงพล่ามถึงความต้องการของตัวเองต่อไป “แกต้องเชื่อแม่นะน้ำหวาน แม่อาบน้ำร้อนมาก่อน ผู้ชายอย่างไอ้ต่อลาภ มันกะล่อน น้ำตาจะเช็ดหัวเข่าซะเปล่าๆ นายหัวต่างหากที่จะเป็นรักแท้ของแก ดูแลแก ให้เกียรติแก ให้....”
วาสินีทนไม่ไหวจึงตวาดออกมา “เลิกหลอกตัวเองซะทีได้มั้ยแม่!”
อนงค์ตกใจ
“นายหัวไม่ได้รักหนู! เค้าไม่มีทางทำอย่างที่แม่ต้องการ!” วาสินีพูด
“แล้วไอ้ต่อลาภมันรักแกหรือไง ให้อย่างที่แกอยากได้หรือไง! ถ้ามันรักแก มันจะเฉดหัวแกทิ้งเหมือนหมูเหมือนหมาอย่างนี้เหรอ หา!”
“แต่ไอ้ที่แม่พยายามทำอยู่ มันก็ทำให้หนูถูกมองเป็นหมูเป็นหมาเหมือนกัน!”
อนงค์อึ้ง
“เลิกใช้หนูเป็นเครื่องมือบำบัดจิตของแม่สักที หนูถูกไอ้ต่อลาภทำร้ายพอแล้ว แม่อย่าทำร้ายหนูอีกได้มั้ย หนูทนไม่ไหวแล้ว ได้ยินมั้ย ว่าไม่ไหวแล้ว!”
วาสินีร้องกรี๊ดแล้ววิ่งออกไปจากห้อง อนงค์ตกใจจึงรีบตามไป
“แกจะไปไหน!”

วาสินีวิ่งร้องไห้ออกมาจากบ้าน ปริญญ์เดินมาเห็นพอดีก็ตกใจ สักพักอนงค์ก็วิ่งตามวาสินีออกมา
“นังน้ำหวาน แกจะไปไหน!”
“ทะเลาะกันเหรอครับป้า” ปริญญ์ถาม
“มันน่ะสิ บ้าไปแล้ว จู่ๆก็ลุกขึ้นมาร้องไห้ฟูมฟายอะไรไม่รู้ หาว่าฉันไปทำร้ายมัน ทนไม่ไหวแล้ว ! ประสาท!”
“ตามไปกันเถอะครับ อย่าปล่อยคุณน้ำหวานไว้คนเดียวเลย”
ปริญญ์รีบวิ่งตามวาสินีไป อนงค์วิ่งตามด้วยความหงุดหงิดวาสินี

ชมพู่ยังเม้าเรื่องวาสินีอยู่กับหลอดและเสริม
“แล้วน้องน้ำหวานก็ตบหน้ามันไปหนึ่งที”
หลอดกับเสริมตกใจ “ฮ้า!!! แรง!”
“แล้วก็พูดว่า...คนอย่างแก ขอแค่คลำไม่มีหางก็พอใช่มั้ย!”

หลอดกับเสริมตกใจอีก “โห!!!! แรงอย่างแรง!!”
วาสินีวิ่งร้องไห้ผ่านกลุ่มของชมพู่ หลอด และเสริมไป ชมพู่ หลอด และเสริมมองตาค้าง จากนั้นชมพู่ก็หันมาเม้าต่อ

“พอพูดเสร็จ น้องน้ำหวานก็ร้องไห้โฮ วิ่งร้องไห้หนีไป”
หลอดกับเสริมถอนหายใจ “เฮ้ออ!!”
ปริญญ์กับอนงค์วิ่งตามวาสินี ชมพู่ หลอด และเสริมชะงักมองปริญญ์กับอนงค์ที่วิ่งผ่านไป แล้วชมพู่ก็หันมาเม้าต่อ
“จากนั้นหมอปิ๊นกับป้าอนงค์ ซึ่งเข้ามาประสบเหตุเห็นเข้า ก็วิ่งตามไป....”
หลอดกับเสริมรีบเบรก “พอแล้ว!!”
“หยุดโม้เลยนังชมพู่ ไอ้เสริม ตามไปเร็ว มีเรื่องแน่ๆ!” หลอดว่า
หลอดกับเสริมวิ่งออกไป
“เอ๊า ก็ตามไปด้วยแหละ รอด้วย!”
ชมพู่วิ่งตามไป

ในร้านอาหารจีนระดับภัตตาคาร พิสุทธิ์เดินเคียงคู่มากับแสงสุดา โดยมีพิแสงเดินตามหลัง แสงสุดากวาดตามองเข้าไปในร้าน ด้วยสายตาดุดันราวนางพญา พนักงานต้อนรับเดินเข้ามาแล้วผายมือ
“เชิญทางนี้ค่ะ เจ้าสัวรออยู่แล้วค่ะ”
พนักงานเดินนำทุกคนไป

เจ้าสัวลุกขึ้นต้อนรับพิสุทธิ์ แสงสุดาและพิแสง
“เชิญนั่งครับ แหม รู้สึกเป็นเกียรติจริงๆที่ครอบครัวพิสุทธิ์เสวีให้เกียรติผมด้วยการมารับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน”
“ขอบคุณครับ” พิสุทธิ์กล่าว
พิสุทธิ์ แสงสุดาและพิแสงนั่งตรงข้ามกับเจ้าสัว พนักงานเข้ามาเสริ์ฟน้ำ
เจ้าสัวสั่งพนักงาน “ออกอาหารได้เลยนะ เหมยฮัว”
“ค่ะ เจ้าสัว”
แสงสุดารีบบอก “ไม่ต้อง!”
เจ้าสัวและพนักงานชะงัก
“พวกเรามาพบเจ้าสัวเพื่อพูดคุยตกลงทำความเข้าใจ แต่ไม่รับประทานอาหารร่วมกัน” แสงสุดาบอก
“น่าเสียดาย ที่นี่อร่อยขึ้นชื่อติดอันดับหนึ่งในสิบของประเทศนะครับ ผมเป็นคนเลือกวัตถุดิบเข้าร้านด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่ก็มาจากฟาร์มของผม ไม่ชิมถือว่าไม่ให้เกียรติ” เจ้าสัวว่า
“จะอาหารเหลาหรือก๋วยเตี๋ยวข้างทาง มันก็ทำหน้าที่เดียวกันคือเลี้ยงร่างกายให้มีชีวิตอยู่รอด จะเอาเข้าหรือเอาออกก็ทางเดียวกัน” พิแสงบอก
เจ้าสัวชักสีหน้าทันที พิสุทธิ์ แสงสุดา และธรรมศักดิ์หันไปมองพิแสงเป็นตาเดียวเพราะไม่คิดว่าพิแสงจะแรงขนาดนี้
“สิ่งที่ควรคำนึงคือความสะอาดและคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า เรื่องความอร่อย...พวกเราไม่ยึดติด อีกอย่าง..การให้เกียรติกัน แสดงออกได้หลายวิธีครับ...หนึ่งในนั้นก็คือ การพูดความจริงต่อกัน และไม่เล่นตุกติก”
เจ้าสัวอึ้งไป เขามองพิแสงด้วยสายตาคมกริบเพื่อข่มความไม่พอใจที่ถูกเด็กรุ่นลูกตอกกลับ เจ้าสัวรีบกลบด้วยรอยยิ้ม
“ลูกชายของคุณพิสุทธิ์และคุณแสงสุดา หน่วยก้านไม่เลว น่าจะช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำธุรกิจนะ ไม่น่าจะไปเก็บตัวอยู่กับหมู”
“ผมทำธุรกิจไม่ได้หรอกครับ ใจร้อน เจอใครเล่นสกปรก กลัวจะวิ่งไปต่อยปากเค้าซะเปล่าๆ อยู่กับหมูน่ะดีแล้วครับ ถึงใครๆจะชอบคิดว่าหมูสกปรกแต่ก็สกปรกแค่กลิ่น แต่หัวใจของมันเนี่ย...สะอาดกว่าคนบางคนเยอะ” พิแสงพูด
เจ้าสัวหัวเราะชอบใจ “ฮ่ะๆ ไม่เลวๆ นี่สิ...ลูกผู้ชายตัวจริง ฮ่ะๆๆ”
“คิดว่าเราหยุดความบันเทิงไว้แต่เพียงเท่านี้ดีกว่านะครับ ผมจะเข้าเรื่องล่ะ”
เจ้าสัวยกน้ำชาขึ้นดื่มอย่างเคร่งเครียดแต่พยายามยิ้มรักษาบรรยากาศ
“คุณเองก็รู้จักครอบครัวเรา....ทำไมถึงได้ปกปิดความจริงเรื่องตาพีท อย่าได้ปฏิเสธนะว่าคุณไม่ได้อุปการะตาพีท ผมมีหลักฐานมากพอสำหรับเรื่องนี้” พิสุทธิ์บอก
พิสุทธิ์รับซองเอกสารมาจากพิแสงที่ถือมาด้วยตั้งแต่แรกแล้วส่งให้เจ้าสัว เจ้าสัวรับมาเปิดดูยิ้มๆ ก่อนจะวางลงแต่ไม่พูดอะไร เจ้าสัวจิบน้ำชาไปเรื่อยๆ
“ทำไมตาพีทถึงได้เข้าใจผิดคิดว่าเราโกงพ่อแม่ของเค้าจนล้มละลาย เค้าเอาข้อมูลนี้มาจากไหน จากคุณหรือเปล่า??? ถ้าใช่ คุณทำแบบนี้ทำไม!” แสงสุดาไม่พอใจ
เจ้าสัวอึ้งและเครียด
พิแสง พิสุทธิ์ แสงสุดาจ้องหน้าเจ้าสัวเขม็ง

วาสินีวิ่งร้องไห้มาหยุดหน้าถนนใหญ่ ปริญญ์กับอนงค์วิ่งตามมา วาสินีหันมองเห็นอนงค์กับปริญญ์วิ่งเข้ามาใกล้เรื่อยๆ แล้วก็หันไปมองถนน เธอเห็นรถกระบะกำลังวิ่งมาด้วยความเร็วสูงก็ตัดสินใจพุ่งออกมายืนขวางกลางถนนเพราะตั้งใจให้รถชน ปริญญ์กับอนงค์เห็นก็ตกใจ
“น้ำหวาน อย่า!!! ออกมา!!” อนงค์ตะโกนลั่น
หลอด เสริม และชมพู่วิ่งตามมาเห็นเข้าก็ตกใจเหมือนกัน

วาสินียังคงยืนขวางถนน เสียงแตรรถดังลั่น รถวิ่งใกล้เข้ามา วาสินีหลับตาแล้วเตรียมตัวรอรับความตาย
e;แผนร้ายพ่ายรัก ตอนที่ 14 (ต่อ)

อนงค์ ชมพู่ หลอด และเสริมร้องลั่น เสี้ยววินาทีนั้นเอง ปริญญ์วิ่งเข้าไปคว้าตัววาสินีออกจากวิถีรถที่พุ่งมาแล้วหลบเข้าข้างทางได้อย่างหวุดหวิด ปริญญ์กับวาสินีล้มกลิ้งลงไปข้างทาง

รถกระบะวิ่งผ่านไป อนงค์ ชมพู่ หลอด และเสริมคลายจากอาการตกใจ ทั้งหมดรีบวิ่งไปดูปริญญ์และวาสินีทันที
ปริญญ์กับวาสินีล้มอยู่ข้างทาง วาสินีเห็นอนงค์วิ่งมาก็รีบลุกขึ้นแล้วจะวิ่งออกไปที่ถนนอีก ปริญญ์จึงรีบคว้าตัวเอาไว้
“คุณน้ำหวาน อย่า!!”
“ปล่อย! ไม่ต้องมายุ่ง น้ำหวานอยากตาย! ปล่อย!”
วาสินีพยายามจะดิ้นให้หลุดแต่ปริญญ์ก็ไม่ยอมปล่อย อนงค์วิ่งมาถึงก็ตบหน้าวาสินีฉาดใหญ่ วาสินีอึ้ง ปริญญ์ หลอด เสริม และชมพู่ต่างก็พากันอึ้ง
“นังโง่! แกเสียสติไปแล้วหรือไง ถึงได้คิดสั้นแบบนี้ หา!” อนงค์ว่า
“ก็หนูไม่อยากอยู่แล้วไง อยู่ไปก็ถูกแม่บังคับ เหมือนไม่มีชีวิตเป็นของตัวเอง ตายๆไปซะยังดีกว่า ได้ยินมั้ยแม่!”
“แกเห็นชีวิตแกไม่สำคัญเลยใช่มั้ย”
“ใช่! เกิดมาทำไมก็ไม่รู้ ไม่เคยทำให้แม่ภูมิใจเลย เหมือนพ่อไม่มีผิด คำก็โง่ สองคำก็ไม่มีสมอง ทำอะไรไม่เคยสำเร็จ จำได้มั้ย ว่าแม่เคยพูด!”
อนงค์อึ้ง วาสินีร้องไห้โฮ ทุกคนต่างสะเทือนใจและพูดไม่ออกกันไปหมด
“ฉันประชด....ไม่รู้เหรอ....แต่ฉันหวังดี อยากให้แกสบาย มีชีวิตที่ดี” อนงค์บอก
“ไม่ใช่! แม่ทำเพื่อตัวเอง พ่อกับหนูคือความผิดพลาดของแม่ ไม่อย่างนั้นแม่ก็จะได้ทำตามความฝันของแม่ ได้เป็นนายแม่ของฟาร์มที่ไหนสักแห่ง พ่อตายไปแล้ว เหลือแต่หนู ที่อยู่ตอกย้ำความผิดพลาดของแม่....ถ้าไม่ให้หนูตายเอง แม่ก็ฆ่าหนูซะ แม่จะได้เป็นอิสระ เอาสิ เอาเลย!”
วาสินีจับมือของอนงค์มาตบตีตัวเองพลางร้องไห้ฟูมฟาย อนงค์รู้สึกสะเทือนใจจึงยืนตัวแข็ง เพราะเสียใจกับสิ่งที่ได้ยินจากปากของลูก
ปริญญ์เข้ามาหยุดวาสินีเอาไว้ “พอเถอะครับ คุณน้ำหวาน”
วาสินีทรุดลงอย่างอ่อนแรงแล้วร้องไห้หนัก “ฮือๆๆๆ”
ปริญญ์กอดวาสินีเอาไว้เพื่อปลอบใจ อนงค์ยืนร้องไห้มองวาสินีอยู่เงียบๆ เธอร้องไห้ให้กับความล้มเหลวในความพยายามที่ทำมาทั้งหมด ทุกคนมองอย่างสะเทือนใจ
เจ้าสัวเคาะนิ้วลงบนโต๊ะอย่างใช้ความคิด
“ว่าไงคะ....จะอธิบายคำถามของพวกเราได้หรือยัง” แสงสุดาคาดคั้น
“ผมรู้ว่าพวกคุณเตรียมอัดเสียงของผมเอาไว้เพื่อใช้เป็นหลักฐานกู้เอกราชทางความเชื่อมั่นของพีบูติกแอร์ไลน์”
พิสุทธิ์ แสงสุดา และพิแสงอึ้ง
“เทคโนโลยีสมัยนี้น่าทึ่งนะ...ทำอะไรต่อมิอะไรได้ตั้งเยอะ ดีนะที่ผมพอจะรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง” เจ้าสัวบอก
“เจ้าสัวเป็นคนเก่ง เริ่มต้นทำธุรกิจจากห้องแถวเล็กๆ จนกลายเป็นเครือข่ายใหญ่โตระดับชาติได้...ย่อมไม่ธรรมดา” พิสุทธิ์ว่า
“ฮ่ะๆๆ ก็แทบกระอักเลือดเหมือนกัน กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้” เจ้าสัวบอก
“น่าเลื่อมใสนะครับ ถ้าเจ้าสัวเป็นนักธุรกิจที่มีธรรมาภิบาล” พิแสงพูด
“ไม่คิดว่าผมจะอัดเสียงพวกคุณไว้บ้างหรือไง เป็นหลักฐานไว้ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทได้นะ”
“ผมระบุประโยคไหนครับว่า...เจ้าสัวไม่ได้เป็นนักธุรกิจที่มีธรรมาภิบาล”
เจ้าสัวชะงักแล้วจิบน้ำชานิ่ง
“สรุปว่าคุณไม่ตอบคำถามพวกเรา ไม่เป็นไร...ถ้าอย่างนั้น...ก็ไปตอบคำถามกับนักข่าวแล้วกัน หลังจากที่ฉันปล่อยคลิปเสียงของตาพีทลงในโลกออนไลน์” แสงสุดาบอก
“คิดอยู่แล้ว ว่าพวกคุณต้องใช้ไม้นี้”
“ถ้าอย่างนั้น เจ้าสัวก็คงคิดมาแล้วเหมือนกัน ว่าจะต่อรองกับพวกผม” พิสุทธิ์ว่า
เจ้าสัวยิ้มแล้วหัวเราะน้อยๆ อย่างชอบใจ ทุกคนลุ้นเพราะรู้สึกมีแต้มต่อ
เจ้าสัวพูดเสียงแข็ง “ไม่! พวกคุณอยากจะทำอะไรก็เชิญ!”
พิแสง พิสุทธิ์ และแสงสุดาอึ้ง เจ้าสัวจิบน้ำชาแล้วยิ้มอย่างอารมณ์เย็น
พิแสง พิสุทธิ์ แสงสุดา พิสินีย์ พิสา และธรรมศักดิ์นั่งดูทีวีอย่างเคร่งเครียด ในจอทีวีเป็นภาพข่าว การแถลงข่าวของเจ้าสัวยูเอฟซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร มีไมโ๕รโฟนจากสำนักข่าวต่างๆวางจ่อปาก แสงแฟลชจากกล้องพรึ่บพรั่บ พิแสง พิสุทธิ์ แสงสุดา พิสินีย์ พิสา และธรรมศักดิ์นั่งดูการแถลงข่าวด้วยความแปลกใจและเคร่งเครียดเพราะคิดว่าเจ้าส
กำลังโหลดความคิดเห็น...