xs
sm
md
lg

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ ตอนที่ 12 อวสาน

เผยแพร่:

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ ตอนที่ 12 อวสาน

ในขณะที่ปวรรุจเดินผ่านหน้าห้องรับรองพระองค์ฉัตรด้วยอาการสลดหดหู่นั้น พระองค์ฉัตรเดินออกมาพอดีเลยเห็นเข้า บัวเดินมาพร้อมถาดของว่างและชุดชา

“บัว คุณชายกลับแล้วหรือ”
“เพคะ”
“วันนี้กลับเร็ว”
“คงเพราะ เออ...ท่านชายทัศน์ทรงเยี่ยมท่านหญิงอยู่กระมังเพคะ” บัวบอก
ฉัตรอรุณเหลียวมองตรงไปยังห้องของวรรณรสา

ด้านภาณุทัศนัยยังพร่ำพรรณนา ส่วนวรรณรสาหน้าซีดเซียว และไร้อารมณ์มากขึ้นทุกที
“หลังจากแต่ง พี่วางแผนไว้ว่าเราน่าจะไปฮันนีมูนกันที่ริเวียร่าดีไหม หรือหญิงอยากไปทางฝั่งอังกฤษ”
“ตามพระทัยพี่ชายทัศน์เถอะค่ะ ทุกอย่างพี่ชายทัศน์และเด็จพ่อทรงกำหนด ทรงขีดเส้นให้หญิงทุกอย่าง” น้ำเสียงของวรรณรสาประชดประชันอยู่ในที
ระหว่างนั้นที่หน้าประตูด้านนอก พระองค์ฉัตรจะเข้ามาที่ห้อง กำลังจะเคาะประตู แต่ได้ยินที่ท่านหญิงรสาพูดเสียก่อน เลยชะงักไป
ขณะที่ภายในห้อง ภาณุทัศนัย และวรรณรสา ยังโต้เถียงกันต่อ
“หญิงแต้ว อย่ารับสั่งแบบนี้”
“เด็จพ่อทรงเห็นดีงามกับพี่ชายทัศน์ หญิงไม่มีทางเลือกอยู่แล้ว...” ท่านหญิงรสาอัดอั้นจนน้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ ขณะพูดประโยคต่อมา “แต่โปรดรู้ด้วยว่า ต่อให้จนวันตายพี่ชายทัศน์ก็ไม่มีวันได้หัวใจหญิง เพราะหัวใจของหญิงได้มอบให้คนอื่นไปแล้ว”
ภาณุทัศนัยฉุนกึก “ไอ้ชายรุจใช่ไหม หญิงรู้ไหมว่ามันหลอกหญิง ทำเป็นไม่รู้ว่าหญิงเป็นใคร ให้ร่วมเที่ยวกับมันที่สวิต ความจริงคืออะไรรู้ไหม มันเฟลิร์ตกับหญิงเพื่อหวังที่จะยกฐานะของมัน”
“ยังไงหรือคะ”
ชายทัศน์งัดข้อมูลที่คิดว่าเด็ดมาทำให้ชายรุจดูเลวร้ายและต่ำต้อย
“หญิงคงไม่รู้หรอก เรื่องนี้มันคงปิดไว้มิดชิดไม่กล้าบอกหญิง มันเป็นแค่ลูกเมียน้อย เมียที่เป็นคนใช้ มันถึงอยากแต่งกับหญิงนักไง เพื่อล้างปมด้อยที่สังคมประณามมันว่า..คุณชายก้นครัว”
วรรณรสาย้อนเอา “เรื่อง “คุณชายก้นครัว” คุณชายรุจไม่เคยปิดบัง เธอเล่าให้หญิงฟังทั้งหมดแล้ว”
ภาณุทัศนัยคาดไม่ถึง “อะไรนะ”
วรรณรสาบอกต่อ “และคุณชายก็ภูมิใจและยินดีกับคำคำนี้เสียด้วย”
“พี่ไม่เชื่อ”
ฉัตรอรุณฟังอยู่ ด้วยสีหน้าครุ่นคิดหนัก
“เอาเข้าจริง คนที่หลอกลวงน่าจะเป็นพี่ชายทัศน์มากกว่า อย่านึกว่า หญิงไม่รู้ไม่เห็น ยายสายสมรที่มาที่งานดนตรีที่กระทรวงคืนนั้น”
พระองค์ฉัตรนิ่งงันไป ภาณุทัศนัยเองถึงกับอึ้งไปเช่นกัน แต่ยังแก้ตัวเช่นเคย
“หญิงแต้ว พี่บอกแล้วว่าพี่เลิกกับแม่นั่นแล้ว แต่เจ้าหล่อนยังตามตื๊อพี่อยู่”
“ค่ะ แต่พี่ชายทัศน์ก็สัญญามั่นเหมาะกับเจ้าหล่อน ว่าจะหวนคืนมาพบกันอีก หลังจากที่แต่งงานกับหญิงแล้ว ตอนนี้ต้องห่างกันไปก่อนเพื่อให้หญิงตายใจ รับสั่งอย่างนั้นใช่ไหมคะ”
ภาณุทัศนัยพูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่
“ถ้าพี่สัญญากับหญิง ว่าพี่จะเลิกกับผู้หญิงทุกคนที่เคยยุ่งเกี่ยวด้วย หญิงจะยอมรับพี่ได้บ้างไหม”
“ไม่มีประโยชน์ค่ะ ทรงเคยได้ยินคำว่าพรหมลิขิตรึเปล่า “รักแท้” ของหญิงได้ถูกกำหนดไว้แล้ว กับคนคนเดียวเท่านั้น”
ชายทัศน์หน้าสลดใจลง ถอดใจ สีหน้าเบื่อหน่ายชัดเจน หมดความพยายามที่จะหว่าล้อมอีกต่อไป

ส่วนฉัตรอรุณถอนใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะแยกตัวออกมา
ครู่ต่อมาพระองค์ฉัตรหน้าเครียดอยู่ตรงโถงหน้าห้องประทับรับรอง เจอเข้ากับอ้าย และเอื้อยที่กำลังเตรียมตัวกลับพอดี

“หนูอ้าย หนูเอื้อย”
“ฝ่าพระบาท หม่อมฉันทูลลาเพคะ พรุ่งนี้จะมาเยี่ยมท่านหญิงใหม่” อ้ายบอก
“อย่าเพิ่งกลับได้ไหม”
เอื้อยฉงน “เพคะ”
“อยู่คุยกับฉันก่อน มีเรื่องปรึกษา” ฉัตรอรุณว่า
“เรื่องอะไรเหรอเพคะ ฝ่าพระบาท” อ้ายสงสัยไม่แพ้เอื้อย
“เรื่องที่เธอกับรสาไปร่วมเที่ยวสวิตกับคุณชายรุจ ฉันอยากรู้รายละเอียดทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องของ คุณชายปวรรุจ”
อ้ายกะเอื้อย มองหน้ากัน

สองวันต่อมา
ย่าอ่อนออกจากโรงพยาบาลนอนพักฟื้นอยู่ที่เรือนหม่อมเอียด หน้าตายังดูอิดโรยอยู่บ้าง เวลานี้นั่งอยู่กับหม่อมเอียด จิบเครื่องดื่ม แจ๋วและสมศรีปรนนิบัติ ดูแลอยู่ข้าง ๆ
“นี่ แม่อ่อน พอจะมีกำลังวังชาไปเฝ้าท่านหญิงแต้วรึยัง” หม่อมเอียดถามน้องสาว
“รอให้มีแรงกว่านี้อีกสักหน่อยเถอะค่ะ คุณพี่”
“กลัวว่าพอหล่อนมีแรง ท่านหญิงก็หายประชวรออกจากโรงพยาบาลกันพอดี”
“งั้นก็ต้องตามไปเฝ้าที่วังละค่ะ”
“นี่...แล้วเรื่องที่ทางคุณเทวพันธ์เขาเร่งรัดมาล่ะ ให้จัดแต่งเสียอาทิตย์หน้านี่แล้ว”
ย่าอ่อนครุ่นคิด หันไปถามแจ๋วและสมศรี
“ชายรุจอยู่ไหนล่ะ”
“เห็นอยู่ที่ศาลาค่ะ คุยอยู่กับคุณชายภัทร” สมศรีตอบ



ระหว่างนั้นพุฒิภัทรและปวรรุจนั่งคุยอยู่ด้วยกันในศาลากลางสวน
“ท่านหญิงถามถึงนายทุกวัน สองวันมานี่นายไม่ได้แวะไปที่โรงพยาบาลเลยใช่ไหม”
“ฉันไม่แวะไปอีกแล้ว ท่านหญิงพระอาการทุเลาลงมาก ฉันไม่ควรไปรบกวนท่านอีก”
ย่าอ่อนเดินมาจากเรือนหม่อมเอียด แอบฟังอยู่
“แล้วเรื่องแต่งงานกับน้องกระถินล่ะ นายจะว่ายังไง”
“ยังยืนยันเหมือนเดิม ฉันปฏิเสธการแต่งงาน” ปวรรุจว่า
ย่าอ่อนหน้าเครียด ก้าวเข้ามาแสดงตัวทันที
“ชายรุจ”
ทั้งสองหันมา
“นี่เรายังจะดื้อด้าน ไม่ยอมแต่งงานกับกระถินอีกงั้นเหรอ”
“ครับ คุณย่า ผมยังยืนยัน ผมไม่อาจแต่งงานกับคนที่ผมไม่ได้รักได้”
ย่าอ่อนพยายามระงับอารมณ์ ก่อนจะพูดขึ้น
“ที่เราปฏิเสธ เพราะยังหวังว่าจะเด็ดดอกฟ้า ดึงท่านหญิงแต้วให้ลงต่ำ มาแต่งงานกับเรางั้นสิ”
“เปล่าเลยครับย่าอ่อน เรื่องของผมกับท่านหญิงจบลงไปแล้ว เช่นเดียวกับเรื่องของกระถิน ผมขออยู่ลำพัง และไม่ต้องการมีความรัก กับใครอีก”
ย่าอ่อนแผดเสียงดังลั่น “ไม่ได้ ย่าไม่ยอม แกต้องแต่งกับหนูกระถิน มันเป็นพระประสงค์ของท่านพ่อของแก ถ้าไม่เชื่อฟัง แกก็ไม่สมควรเป็นจุฑาเทพอีกต่อไป”
ขาดคำย่าอ่อนเรอดังเอิ๊ก แล้วทำท่าจะเป็นลม
“คุณย่าครับ”
พุฒิภัทรประคองย่าอ่อน ลงนั่งที่ศาลา ปวรรุจสลด
“ยาดม ลูก ยาดม”
พุฒิภัทรรีบหยิบยาดมในกระเป๋าเสื้อย่าอ่อนออกมาให้ดม

ย่าอ่อนเรอเอิ๊กอ๊ากไม่หยุด
ธราธร รัชชานนท์และรณพีร์ กำลังอ่านหนังสือ และจิบเครื่องดื่มอยู่ในห้องใต้โดม ได้ยินเสียงเอ็ดตะโรนั้น

“เสียงย่าอ่อน ดุใครน่ะครับ” รณพีร์ มองออกไป
รัชชานนท์วิ่งไปมองที่หน้าต่าง
“กำลังดุพี่ชายรุจครับ”
ทั้งสามวิ่งมาดูที่หน้าต่าง แล้ววิ่งออกจากห้องไปพร้อมกัน

ย่าอ่อนหอบหายใจ ดมยาดมส่วนตัว พุฒิภัทรช่วยพัดวี ปวรรุจยืนยืนอยู่ สีหน้ายังมุ่งมั่น
“ย่าอ่อนครับ ที่ชายรุจพูดก็มีเหตุผลนะครับ กระถินมีคนรักอยู่แล้ว แล้วตอนนี้ก็ตามมาอยู่ที่วังเทวพรหมแล้วด้วย” พุฒิภัทรพยายามช่วย
“หา...จริงเหรอชายภัทร แล้วนายนั่นมันเป็นใคร” ย่าอ่อนตกใจ
“ชื่อนายคล้าวครับ เป็นคนงานในเหมืองเพื่อนของกระถินมาตั้งแต่เด็ก นี่ก็ลาออกจากงาน ขึ้นมาตามกระถินถึงพระนคร”
“โอย...จะเป็นลม ทำไมคนที่วังเทวพรหมไม่มีใครบอกย่า”
พุฒิภัทรบอกอีก “คุณลุงเทวพันธ์ไม่รู้หรอกครับ เพราะนายคล้าวปลอมตัวมาเป็นคนงานรับจ้างที่วัง”
“มีแต่คนปกปิดความจริงย่า ใช่....ฉันมันหัวหลักหัวตอ”
ย่าอ่อนน้อยใจตามประสาขึ้นมาอีก รวบรวมกำลังลุกขึ้น จังหวะที่ธราธร รัชชานนท์ และรณพีร์ วิ่งเข้ามาที่ศาลาพอดี
“มีอะไรกันครับย่าอ่อน” ธราธรถาม
“เจ้าชายรุจนี่น่ะซี...แกทำความผิดฉกรรจ์มาแล้วเรื่องหนึ่ง ที่แกไม่เจียมตัว ริอ่านไปรักท่านหญิงแต้ว ทั้งๆ ที่ท่านมีพระคู่หมั้นอยู่แล้ว ความยังไม่ได้ชำระ แกก็จะสร้างคดีขึ้นมาอีก ปฏิเสธแต่งงานกับหนูกระถิน”
ปวรรุจถอนใจ
“ฉันเข้าใจละ แกจะทิ้งภาระทั้งหมด แล้วก็หนีไปสวิตถึงสี่ปี จากนั้นแกก็ไปคว้าหญิงไม่มีสกุลรุนช่องเข้ามาเป็นสะใภ้จุฑาเทพ เหมือนอย่างที่เคยใช่ไหม”
“ผู้หญิงไม่มีสกุลรุนช่องคนนั้น ย่าอ่อนหมายถึงคุณวาดดาวใช่ไหมครับ”
ปวรรุจย้อนเมื่อนึกถึงสิ่งที่หญิงชราเคยทำ บรรยากาศอึดอัดเคร่งเครียดมากขึ้น ย่าอ่อนมองปวรรุจตาเขียว

ฟากหม่อมเอียดชะโงกมองออกมาที่ชานเรือน แจ๋วและสมศรีออกมามองด้วย
“เอ๊ะ แม่อ่อนเขาเอะอะอะไร เสียงขรมเชียว”
“เหมือนกำลังดุพวกคุณชายอยู่นะคะ” แจ๋วว่า
“พาฉันไปดูซี”
“ค่ะ” สมศรีรับคำ
แจ๋วและสมศรีช่วยพาหม่อมเอียดลงเรือนไป

ครู่หนึ่งนั้นหม่อมเอียด สมศรี แจ๋วตรงมาในสวน ย่าอ่อนไม่ทันเห็น
“ใช่ แม่วาดดาวนั่นแหละที่ฉันหมายถึง อย่าบอกนะ ว่าแกจะกลับไปหาแม่นั่นอีก มันรวยแล้วนี่ คว้าเศรษฐีฝรั่งแก่ๆ ไปเป็นผัว อีกสักพักก็คงขอหย่า แล้วมาอยู่กินกับแก”
“คุณย่าครับ วาดดาวไม่ใช่คนแบบนั้น”
“ไม่ต้องมาแก้ตัวให้มัน ฉันดูไม่ผิดจริงๆ แม่วาดดาวของแก ที่แท้ก็พวกหวังรวยทางลัด ใครก็ได้ที่รวยและมียศถาบรรดาศักดิ์ หล่อนเป็นคว้ามาทำผัวได้หมด ที่คงอยากจะแต่งกับแกตัวสั่น ก็หวังจะได้เป็นสะใภ้จุฑาเทพนั่นแหละ”
“นี่ใช่ไหมครับ สิ่งที่ย่าอ่อนดุด่าวาดดาว วันที่วาดดาวมาเยี่ยมวัง เมื่อสองปีก่อน จนวาดดาวต้องทิ้งผมไป” ปวรรุจสุดทน ตัดสินใจพูดออกมา
ธราธร พุฒิภัทร มองมาอย่างคนที่รู้เรื่องทั้งหมดแล้ว แต่รัชชานนท์และรณพีร์มองหน้ากันเป็นงง ยังไม่รู้เรื่องอะไร
หม่อมเอียดนิ่งงันฟังในอาการตกใจ ขณะแจ๋ว สมศรีตาค้าง
“อะไรนะ ชายรุจพูดอะไร” หม่อมเอียดแสดงตัวทันที
ย่าอ่อนหันมาในท่าทีตกใจกลัวพี่สาว ปวรรุจยังไม่พูดต่อ
“พูดออกมา ยายอ่อนไปว่าอะไรแม่วาดดาว” หม่อมเอียดคาดคั้นเสียงขุ่น
“ขอให้ย่าอ่อนเป็นคนพูดเถอะครับ เพราะคุณย่าคงรู้ดีอยู่แก่ใจ”
หม่อมเอียดถามเสียงเครียดเคร่ง
“แม่อ่อนว่ายังไง ฉันจำได้ว่าวันนั้น ฉันอนุญาตให้ชายรุจกับแม่วาดดาวหมั้นหมายกันได้ทันทีหลังจากที่วาดดาวเรียนจบ แล้วจะส่งผู้ใหญ่ไปสู่ขอ หล่อนไปพูดอะไรลับหลังฉันอีก”
ย่าอ่อนสะดุ้ง ไม่กล้าพูดต่อหน้าหลาน ๆ
“คุณพี่ ขอดิฉันพูดกับคุณพี่เป็นการส่วนตัวเถอะค่ะ”
“ไม่ต้อง พูดตรงนี้แหละ ทุกคนจะได้ฟังพร้อมๆ กัน ว่าหล่อนไปยุแยงอีท่าไหน”
ย่าอ่อนหน้าเชิดขึ้นทันควัน “ก็ได้ค่ะ ดิฉันเป็นคนข่มขู่แม่วาดดาวเองไม่ให้แต่งงานกับชายรุจ”
“ข่มขู่ว่าอย่างไร”
“บอกไปว่า เธอไม่มีสิทธิ์ใช้สกุลจุฑาเทพ เพราะเธอเป็นแค่หญิงพ่อค้าสามัญชน และถ้ายังดื้อแพ่งเข้ามาเป็นสะใภ้ ดิฉันก็จะให้ชายรุจหาเมียใหม่ที่คู่ควรกว่าทั้งยศ ทั้งฐานะ และ....แม่วาดดาวจะกลายเป็นเมียที่ต่ำศักดิ์กว่า...จนไม่สามารถออกหน้าในฐานะภริยาทูตได้”
ทุกคนที่ยังไม่รู้ ฟังแล้วทั้งตกตะลึงและสลดใจ
“เข้าใจละ เพราะอย่างนี้นี่เอง แม่วาดดาวถึงหนีไป ไม่กลับมาอีกเลย ทิ้งให้ชายรุจต้องเจ็บช้ำอยู่ลำพัง”

หม่อมเอียดพอนึกเรื่องราวออก
สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ ตอนที่ 12 อวสาน (ต่อ)

ย่าอ่อนยังไม่สำนึก ตะแบงต่อ

“คุณพี่คะ ชายรุจจะไปคว้าหญิงสามัญมาเป็นคู่ครอง มันจะไม่สมเกียรติตระกูลเรา ดิฉันหวังดี เห็นแก่อนาคตของชายรุจนะคะ”
“เธอเห็นแก่ชายรุจ หรือเห็นแก่ตัวเองกันแน่”
“คุณพี่ ดิฉันไม่เข้าใจ”
“เธอมีปมด้อยเรื่องหญิงต่ำศักดิ์มาแย่งชายคนรักของเธอไป เธอถึงได้ลำเอียง เกลียดหญิงทุกคนที่เธอเห็นไม่คู่ควรจะเป็นสะใภ้จุฑาเทพ เธอเกลียด...โดยที่เธอไม่ได้ดูเนื้อแท้ของคนคนนั้นแม้สักนิด”
ย่าอ่อนสะอื้นไห้ ถูกจี้ใจดำ “ไม่จริงค่ะคุณพี่”
“จริง นอกจากนั้นเธอยังลงโทษชายรุจ กีดกันความรักของเขา มากกว่าหลานชายคนอื่น ๆ เพราะชายรุจเกิดจากช้องนาง หญิงต่ำศักดิ์อีกคนที่เธอรังเกียจ พอทีเถอะแม่อ่อน อย่าได้ทำร้ายและทำลายความรักของใครเขา เพื่อแก้ปมให้ตัวเองอีกเลย” หม่อมเอียดทอดถอนใจ
ย่าอ่อนร้องไห้สะอึกสะอื้น แล้วทำท่าเป็นลมอีก รณพีร์ และรัชชานนท์เข้าประคอง ลงนั่งที่ศาลาอีกครั้ง
“ดิฉันหวังดีนะคะคุณพี่”
“หม่อมย่าครับ อย่าว่าย่าอ่อนเลยครับ เพราะผมรู้ว่าย่าอ่อนหวังดีกับผมจริงๆ”
ว่าพลางปวรรุจเดินไปที่ในศาลา แล้วทรุดตัวลงนั่งที่พื้น ท่ามกลางความแปลกใจของทุกคน
“ย่าอ่อนครับ ผมรู้ว่าในท่าทีเย็นชา เหินห่างของคุณย่า แท้จริงแล้ว คุณย่ารักผมไม่ได้น้อยไปกว่าพี่ๆ น้องๆ ทุกคน”
คุณชายทั้งสี่มองด้วยความสะเทือนใจ
ปวรรุจน้ำตารื้น “คุณย่าหวังดี อยากให้ผมได้แต่งกับหญิงที่คู่ควรกัน แต่คุณย่าครับ ผมเจ็บเพราะความรักจากวาดดาวมาแล้วครั้งนึง มาเจ็บซ้ำสองกับท่านหญิงแต้ว ผู้หญิงที่ผมรักที่สุดและจะรักตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ตอนนี้ในหัวใจของผม ไม่มีที่เหลือสำหรับความรักให้หญิงคนไหนอีกแล้ว คุณย่าอ่อน....อย่าบังคับผมอีกเลยนะครับ”
แล้วสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิด ก็เกิดขึ้นเมื่อปวรรุจกราบลงแทบเท้าของย่าอ่อน หญิงชราสะอื้นไห้ออกมา
คุณชายทั้งสี่น้ำตาไหล หม่อมเอียดเช็ดน้ำตาเช่นกัน แจ๋วและสมศรีสะอื้นร้องไห้เงียบๆ
“ชายรุจ ลุกขึ้นมาเถอะลูก”
ย่าอ่อนประคองปวรรุจขึ้นนั่งพับเพียบตรงหน้า เช็ดน้ำตาให้ชายรุจ
“ย่าทำผิดกับเราแล้วครั้งนึง ย่าจะไม่ทำผิดซ้ำสองอีก”
“คุณย่า”
ปวรรุจโผเข้ากอดย่าอ่อนแน่น ย่าอ่อนกอดหลานชายตอบ ทุกคนมองภาพตรงหน้า ยิ้มทั้งน้ำตา หม่อมเอียดถอนใจโล่งอก
เมื่อมองลงมาจากมุมสูง แลเห็นบรรยากาศชื่นมื่นของความรัก และความเข้าใจหวนกลับคืนมาสู่วังจุฑาเทพอีกครั้ง

หลายวันต่อมา
มหาดเล็กชายเดินนำเข้ามาในห้องรับแขกวังศุภกิจ ก่อนจะเห็นหม่อมเจ้าฉัตรอรุณตามเข้ามา มองคนงานที่กำลังตกแต่งสถานที่เตรียมงานสำหรับพิธีเสกสมรสที่โถงด้านนอก มหาดเล็กที่มาต้อนรับมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“นี่เตรียมการกันแล้วซีนะ” ฉัตรอรุณเอ่ยขึ้น สีหน้าหดหู่
“พะยะค่ะ ท่านชายทรงให้ตกแต่งโถงชั้นล่างและส่วนสนามใหม่หมด”
“แล้วนี่ท่านชายทัศน์อยู่ที่ไหนล่ะ” ฉัตรอรุณถามหา
มหาดเล็ก ออกอาการอึกอักให้เห็น
“เออ....ประทับอยู่ห้องบรรทมพะยะค่ะ ทูลเชิญฝ่าพระบาทประทับรออยู่ที่นี่สักครู่กระหม่อมจะไปทูลท่านชายเดี๋ยวนี้”
มหาดเล็กทำท่าจะออกไป
“เดี๋ยว มีอะไรรึเปล่า ทำไมทำสีหน้าแบบนั้น”
“คือว่า เมื่อคืนท่านชายทรงดื่มหนักไปหน่อยน่ะกระหม่อม”
มหาดเล็กออกไป พระองค์ฉัตรมองตาม เห็นมหาดเล็กกำลังคุยกับข้าหลวงอีกคน ท่าทาง
ดูเป็นกังวล แล้วรีบเดินคู่กันไป พระองค์ฉัตรนึกสงสัย ออกจากห้องเดินตามไป

พระองค์ฉัตรแอบเดินตามทั้งสองออกมาที่บริเวณสระน้ำ มหาดเล็กและนางข้าหลวงยืนรออยู่มุมตึก ไม่กล้าเข้าไป
เมื่อมองไปจึงเห็นภาณุทัศนัยกำลังเล่นน้ำในสระกับสายสมรในชุดบิกินีวันพีซ สายสมรร้องกรี๊ดกร๊าดเมื่อ ชายทัศน์เข้ากอดปลุกปล้ำ
“เอาไงดี พี่น้อย พระองค์ฉัตรเด็จมาแล้ว จะทูลท่านชายยังไงดี”
“ไม่รู้เหมือนกัน ตอนนี้ท่านชายทรงห้ามไม่ให้ใครรบกวนเสียด้วยซี” นางข้าหลวงน้อยอึดอัด

“จะให้พระองค์ฉัตรทรงเห็นไม่ได้เลยนะครับ”
พระองค์ฉัตรมองไปที่สระน้ำ เห็นคาตาว่าภาณุทัศนัยทั้งกอดทั้งจูบสายสมร ที่หัวเราะเริงร่า ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดอยู่ไปมา

“ไม่เอ๊า ท่านชายขา เกรงใจบ่าวไพร่มันบ้าง”
“เกรงใจทำไม คนรักกันก็ต้องทำกันแบบนี้ ฮ่ะฮ่ะ” ชายทัศน์ชอบอกชอบใจ หัวเราะร่า
จังหวะนี้เอง มหาดเล็กและนางข้าหลวงน้อยหันมาเห็น พระองค์ฉัตรพอดี
“ว้าย เสด็จ”
“ไม่ต้องไปรบกวนท่านชายหรอก ปล่อยให้ท่านทรงสำราญกับสาวของท่านต่อไปเถิด อ้อ แม่สาวนางนี้ชื่อ “สายสมร” ใช่ไหม”
น้อยและมหาดเล็กอึ้ง ว่าทำไมฉัตรอรุณรู้
“เพคะ” น้อยหน้าเจื่อนจ๋อย
พระองค์ฉัตรยิ้มหยันขณะบอก “ฉันกลับละ”
“เออ ฝ่าพระบาทจะไม่ทรงรอก่อนหรือพะยะค่ะ” มหาดเล็กถาม
“ไม่ละ เริงสำราญกันขนาดนี้ คงอีกนาน ฝากบอกชายทัศน์ด้วยก็แล้วกันว่าฉันมาเยี่ยม แล้วก็ฝากทักทายแม่สาวสายสมรนั่นด้วย”
พระองค์ฉัตรออกไป มหาดเล็กรีบตามไปส่ง
“เอาไงดีละเรา เงาหัวเลือนรางแน่เลย”
นางข้าหลวงน้อยใจเต้นไม่เป็นส่ำ ส่วนภาณุทัศนัยยังโอ้โลมปฏิโลมสายสมรต่อไป

เวลาผ่านไป หลายวันต่อมา
ย่าอ่อนอยู่ตรงโถงชั้นล่างของวัง กำลังพูดสายกับพระองค์ฉัตร มีแจ๋วนั่งฟังอยู่ด้วย
“เพคะ ฝ่าพระบาท หม่อมฉันจะรายงานพี่สาวเดี๋ยวนี้ละเพคะ เป็นพระกรุณาเพคะฝ่าพระบาท”
ย่าอ่อนวางสาย แล้วมองทาทางแจ๋ว ท่าทางเหมือนหายใจไม่ออก
“มีอะไรคะคุณท่าน”
“ประคองฉันลงนั่งหน่อย”
แจ๋วรีบประคองทันที
“คุณท่านขา ไม่สบายรึเปล่าคะ จะได้เรียกคุณชายหมอ”
“ฉันไม่เป็นไร เพียงแต่หายใจไม่ทัน ยาดมซิ”
แจ๋วรีบส่งยาดมให้ ย่าอ่อนสูดเข้าไปเต็มปอด พออาการดีขึ้นก็ตบเข่าฉาด
“นี่ใช่ไหมที่เขาเรียกว่า...คู่แล้วไม่แคล้วคลาด...”
แจ๋วสะดุ้ง ต่อคำทันที “ตักบาตรต้องร่วมขัน...ค่ะ”
“ถูกต้องนังแจ๋ว ไป ไปเดี๋ยวนี้เลย”
“ไปไหนคะ” แจ๋วงง
“ไปหาหม่อมเอียดไง”

ย่าอ่อนนั่งอยู่ตรงหน้าหม่อมเอียด ที่สีหน้าตกใจ ขณะที่ย่าอ่อนเล่าจบความด้วยสีหน้ายิ้มปลื้มปริ่มแสนสุขใจ แจ๋ว สมศรีนั่งอยู่ที่ประจำ เงี่ยหูฟังตลอด
“อะไรนะแม่อ่อน พระองค์ฉัตรโปรดให้หล่อนกับฉันไปที่วังอรุณรัศมิ์”
“ค่ะ บ่ายนี้รถทางวังจะมารับเราสองคน”
“เสด็จท่านจะมีรับสั่งกับเราเรื่องอะไร”
อ่อนยิ้มกริ่มขณะกระซิบ “เรื่องชายรุจน่ะซีคะ”
หม่อมเอียดนึกเรื่องราวออก เห็นย่าอ่อนยิ้มละไม หม่อมเอียดเลยยิ้มตามแล้วพยักหน้า
“เอาละ ทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างที่มันควรจะเป็นใช่ไหม”
“น้องก็คิดอย่างนั้นล่ะค่ะ”

สองพี่น้องรู้สึกโล่งใจและปีติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
อีกหลายวันถัดมา ขณะที่ปวรรุจอยู่ในห้องทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศ วังสราญรมย์

ปรีชาเข้ามาในห้องทำงานด้วยสีหน้าฉงนฉงาย
“จริงรึเปล่าครับ คุณชายจะขอเดินทางไปก่อนกำหนด”
“ผมยื่นเรื่องไปแล้วละ”
“แล้วจะเดินทางเมื่อไหร่ละครับ”
“เร็วที่สุด”
“ก็ดีครับ...คุณชายจะได้ไม่ต้อง”
“อะไรเหรอ พูดมาเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ”
“ไม่ต้องเห็นภาพวันเสกสมรสของท่านชายทัศน์กับท่านหญิงแต้ว”
ปวรรุจนิ่งงันไป
“พูดถึงท่านชายทัศน์ คุณชายสังเกตอะไรบ้างไหม”
“มีอะไรเหรอครับ”
“ดื่มซีครับ ดื่มทั้งวัน ทุกวันเลยด้วย”
ปวรรุจพยักหน้า


ไม่นานต่อมาปวรรุจและปรีชาเดินมาด้วยกัน จังหวะนี้แขเดินสวนมา
“คุณชายขา อย่าเดินผ่านห้องท่านชายทัศน์เลยค่ะ
“มีอะไรเหรอคุณแข” ปรีชาถาม
“ก็ยายสายสมรน่ะซีคะ เสนอหน้าอยู่ในห้อง”
“ยังจะคบหากันอีกเหรอ ท่านจะแต่งงานแล้วนะ” ปรีชาส่ายหัว
ปวรรุจเป็นงง ชายทัศน์และสายสมรเดินกันออกมาพอดี ภาณุทัศนัยไม่เมามากมายอย่างเคย
“บอกแล้วว่าอย่าทรงดื่มก่อนบ่าย เดี๋ยวจะทรงไม่สบาย”
ภาณุทัศนัยนิ่งเงียบไป เมื่อเห็นปวรรุจ
“ฮึ...ไง นายคุณชาย นายเก่งมาก” เดินเข้ามาใกล้ “เก่งที่ทำกับฉันอย่างแสบสันต์ขนาดนี้”
ชายทัศน์แยกไปทันที
“ท่านชายขา”
สายสมรตามไป ปรีชาและแขเป็นงง
“ท่านชายพูดอะไร แขไม่รู้เรื่อง”
ปวรรุจไม่สามารถตีความได้เช่นกัน

วันต่อมา ขณะที่ปวรรุจนั่งเหม่ออยู่ในศาลากลางสวน ทอดสายตาไปยังบึงน้ำเบื้องหน้า ถนอมเข้ามา
“คุณชายครับ ย่าอ่อนอยากออกไปข้างนอก อยากให้คุณชายขับรถให้หน่อยน่ะครับ”
“ทำไมไม่ให้นายถนอมขับให้ล่ะ”
“อันนี้ผมก็ไม่ทราบ”
“แล้วจะไปไหน”
“อันนี้ผมก็ไม่ทราบอีกละครับ”
ปวรรุจงุนงง

ปวรรุจขับรถให้ย่าอ่อน รถแล่นมาตามทาง ย่าอ่อนนั่งตอนท้าย
“ย่าอ่อนจะไปบ้านคุณนายทองสุขเหรอครับ”
“เปล่า”
“งั้นก็คงวังเทวพรหม”
ย่าอ่อนกามเทพแห่งวังจุฑาเทพตัดบท
“นี่...ไม่ต้องรู้ดี ขับออกไปทางสุขุมวิท”
ปวรรุจยิ่งงง
“สุขุมวิท ซอยเท่าไหร่ครับ”
“ซอยเท่าไหร่จำไม่ได้ ไปซอยที่ตั้งวังอรุณรัศมิ์น่ะ”
ปวรรุจนิ่งงันไป ย่าอ่อนวางมาด วงหน้าเชิด ด้วยรู้ว่าปวรรุจกำลังมองตนจากระจกสะท้อนหลัง


ไม่นานต่อมา ย่าอ่อนเดินนำเข้ามาในโถงวังอรุณรัศมิ์ ปวรรุจตามมา หนุ่มตรงมาต้อนรับ
“คุณย่าอ่อนกับคุณชายปวรรุจใช่ไหมครับ”
“ใช่จ้ะ”
“พระองค์ฉัตรประทับรออยู่ในลิฟวิ่งรูมแล้วครับ”
หนุ่มนำสองคนไป
“คุณย่าครับ บอกผมได้รึยัง เรามาที่นี่ทำไม”
“เดี๋ยวแกก็รู้เองละ”

ทั้งสองย่าหลานเข้าด้านในลิฟวิ่งรูม
สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ ตอนที่ 12 อวสาน (ต่อ)

พอย่าอ่อน กับปวรรุจ ก้าวเข้ามาในห้องรับแขก องค์ฉัตรยืนรออยู่แล้ว หันมาหา ทั้งสองทำความเคารพ นายหนุ่มออกไป

“บังคมเพคะฝ่าพระบาท”
“คุณชาย ฉันคงมีเรื่องต้องพูดกับเธอหลายเรื่อง คุณอ่อนเชิญนั่งก่อน” ฉัตรอรุณทักทาย พร้อมกับเชื้อเชิญ
“เป็นพระกรุณาเพคะ”
ย่าอ่อนลงนั่งเยื้องไปด้านหลังของปวรรุจ
“ที่เรียกเธอมาวันนี้ เพราะฉันทราบเรื่องของคุณชายกับหญิงแต้วจากคุณอ่อนหมดแล้ว นับตั้งแต่ที่เธอร่วมเดินทางไปกับหญิงแต้วที่สวิต”
ปวรรุจเหลือบมองย่าอ่อน
“ฉันขอถามคุณชายตรงๆ คุณชายคิดยังไงกับหญิงแต้ว”
วลีคำถามนั้น กระแทกเข้าที่ใบหน้า ปวรรุจจังๆ


ไม่นานต่อมาปวรรุจวิ่งออกมาจากตึกวังอรุณรัศมิ์ ตรงมายังด้านนอก สอดสายตามองหา ครู่เมื่อไม่เห็นปวรรุจวิ่งมาที่สวน ข้ามสะพานไม้ลำธารเล็กๆ ไป
ปวรรุจวิ่งมาในสวน แลเห็นร่างวรรณรสายืนทอดถอนใจอย่างหมดอาลัยอยู่เพียงลำพัง แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องร่างแบบบางสมส่วนของท่านหญิงงดงามราวภาพวาด
ปวรรุจมองรสาออย่างหลงใหล ปลื้มปีติ ล้นพ้น ขณะก้าวเดินเข้าไปหาช้าๆ วรรณรสารับรู้จากเสียงเดินจึงหันมามองอย่างแปลกใจ
“คุณชาย มาทำอะไรที่นี่”
“หม่อมมากับคุณย่าอ่อน”
“คุณย่าอ่อน มีเรื่องอะไรคะ”
“ย่าอ่อนกำลังเจรจาอยู่กับพระองค์ฉัตร หม่อมเลยมาหาท่านหญิง เห็นว่าประทับอยู่ที่สวน”
วรรณรสาไม่วายตัดพ้อ “มาพบฉันเรื่องอะไร คุณชายไม่อยากเห็นหน้าฉันแล้วไม่ใช่เหรอ”
“หม่อมมาเพราะ...” ปวรรุจไม่กล้าพูด “เพราะยังไม่ได้ขอขมาท่านหญิง ที่ทำให้เจ็บองค์”
วรรณรสายิ่งฉงนฉงาย พูดแดกดันตัวเอง
“ไม่ใช่ความผิดคุณชายเสียหน่อย ฉันผิดเอง สมควรที่ต้องเจ็บตัว ที่จริง...ตายไปเสียได้ก็คงดี”
“ได้โปรด...อย่าพูดเรื่องตายอีกเลย หม่อมคงทนไม่ได้”
“คุณชายไม่ได้อยากให้ฉันตายหรอกหรือ”
“แค่คำพูดพล่อย ๆ ของกระหม่อม ที่จริง...ใจหม่อมจะขาดเสียให้ได้วันที่เห็นท่านหญิงทรง สลบไสล ไม่ได้สติ”
“จะให้เชื่อเหรอ คุณชายไม่เคยไปเยี่ยมฉันแม้แต่ครั้งเดียว”
ปวรรุจตัดสินใจบอกความจริง “หม่อมเฝ้าอยู่หน้าห้องทุกวันทุกคืน”
วรรณรสาอึ้งไป “คุณชายต้องการอะไรกันแน่ มาตอนนี้มาพูดดี เดี๋ยวอีกสักครู่ก็คงขับไล่ไสส่ง”
“หม่อมไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว ถ้าท่านหญิงยังทรงต้องการหม่อม”
“อะไรนะคะ” วรรณรสาเป็นฝ่ายฉงน
“ขอเพียงท่านหญิงรับสั่งคำเดียว หม่อมยินดีทำตามพระบัญชาทุกประการ ถ้าเพียงรับสั่งให้ไป ก็จะไม่กลับมาอีก แต่ถ้ารับสั่งให้อยู่ หม่อมจะไม่มีวันห่างไปไหนอีกเลย”
วรรณรสาหวั่นไหว และสับสน น้ำตาค่อยๆ รื้นขึ้น
“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอสั่ง ให้คุณชายหยุดทำตามคำสั่ง แต่จงพูด และทำทุกอย่างตามที่หัวใจของคุณชายปรารถนา”
“ถ้าเช่นนั้น สิ่งที่หม่อมอยากทำที่สุดในตอนนี้ คือกอดท่านหญิง จะทรงอนุญาตหรือไม่กระหม่อม”
ปวรรุจขยับเข้าใกล้ร่างของวรรณรสา ที่น้ำตาไหลรินออกมาด้วยความปลาบปลื้มขณะบอก
“อนุญาต”
ปวรรุจกอดท่านหญิงรสาแนบแน่นเต็มรัก วรรณรสาซบหน้ากับอกกว้างของปวรรุจ แล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น คุณชายจะเล่าให้ฉันฟังได้หรือยังคะ ฉันงงไปหมดแล้ว เสด็จพ่อเรียกคุณชายกับคุณย่าอ่อนมาคุยเรื่องอะไร”

ปวรรุจเยื้อนยิ้มอย่างอบอุ่น เริ่มเล่าเรื่องราวให้ฟัง
เวลานั้นภายในห้องรับแขกของวังอรุณรัศมิ์ ปวรรุจถูกฉัตรอรุณยิงคำถามถึงกับนิ่งงันไป ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ด้วยคิดว่าถูกเรียกมาคาดคั้น เพื่อให้เลิกกับวรรณรสาอย่างเด็ดขาด
“ฉันขอให้คุณชายตอบอย่างลูกผู้ชาย ไม่ต้องคิดถึง ชายทัศน์ ไม่ต้องคิดถึงยศถาบรรดาศักดิ์และชาติกำเนิด”
“กระหม่อมรักท่านหญิง รักหมดหัวใจ”
องค์ฉัตรถอนใจโล่งอก
“ถ้าเช่นนั้น ฉันขอฝากคุณชายดูแลหญิงแต้ว จะปฏิเสธหรือไม่
ปวรรุจตะลึงงัน หันมาเห็นย่าอ่อนยิ้มปลาบปลื้ม นั่นแหละปวรรุจถึงเข้าใจแล้วย่าอ่อนพาตนมาทำไม
“ลูกฉันแสนดื้อ แต่ถ้ายอมเจ็บตัวเพื่อใครแล้ว ย่อมแปลว่านั่นคือความรักที่ยิ่งใหญ่ ฉันไม่ต้องการให้ลูกฉันต้องเจ็บอีก และถ้าใครคนนั้นไม่ใช่คุณชาย สิงห์หนุ่มแห่งจุฑาเทพ ฉันคงไม่ยอมยกให้”
“เออ...ทำไมเพคะฝ่าพระบาท” ย่าอ่อนสงสัย
“เพราะฉันเชื่อมือหม่อมเอียดและคุณอ่อนว่าเลี้ยงหลานได้ดี และจะไม่ทำให้ฉันผิดหวังน่ะซี”
ย่าอ่อนยกมือขึ้นทาบอก น้ำตารื้น
“แต่กระหม่อมเข้าใจว่าท่านหญิงกำลังจะเสกสมรสกับท่านชายทัศน์”
“ชายทัศน์เพิ่งมาขอถอนหมั้น หญิงแต้วยังไม่รู้เรื่องนี้” ฉัตรอรุณบอก
ปวรรุจนิ่งงัน ในใจนั้นเต็มไปด้วยความปีติลิงโลด ย่าอ่อนยิ้มเพราะทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว
“คุณชายจะรังเกียจลูกฉันหรือไม่ ที่เคยผ่านการหมั้นหมาย เป็นม่ายขันหมากมาแล้ว”
ปวรรุจสูดลมหายใจเต็มปอด

ที่สวนสวยอรุณรัศมิ์ วรรณรสากำลังตื่นเต้นกับเรื่องราวที่ได้ฟัง ปวรรุจยิ้มกริ่ม
“แล้วคุณชายตอบเสด็จพ่อไปว่าอย่างไร เล่าต่อซีคะ” วรรณรสาคะยั้นคะยอ
ปวรรุจเล่าต่อ “กระหม่อมตอบว่า...”

เหตุการณ์ภายในห้องรับแขก ปวรรุจยืดอก กล่าวตอบอย่างชัดเจน องอาจ
“กระหม่อมจะดูแลท่านหญิงอย่างดีที่สุด ยิ่งกว่าชีวิตของกระหม่อม สิ่งเดียวที่กระหม่อมไม่อาจรักษาให้ท่านหญิงไว้ได้ คือพระยศนำหน้าที่จะต้องถอดคืนเมื่อมาแต่งงานกับหม่อม แต่นอกจากนั้นแล้ว หม่อมจะไม่มีวันทำให้ท่านหญิงทรงผิดหวัง จะรัก และเทิดทูนท่านหญิง ทำให้ท่านหญิงทรงมีความสุขที่สุด ทุกวัน ทุกคืน ทุกวินาที จนกว่าชีวิตของกระหม่อมจะหาไม่”
ย่าอ่อนซาบซึ้งไปด้วย เช็ดน้ำตาป้อยๆ องค์ฉัตรยิ้มออกมาได้ ปวรรุจยิ้มอย่างมั่นใจ


วรรณรสามองหน้าปวรรุจอย่างซาบซึ้ง สองคนอยู่ในสวนสวย
“คุณชายคะ จำประโยคนี้ไว้นะ เพราะฉันอยากฟังซ้ำอีก อยากฟังไปจนแก่เลยทีเดียว”
“สัญญาด้วยชีวิตกระหม่อม”
ปวรรุจดึงวรรณรสามาสวมกอดอีกครั้ง ท่ามกลางสวนสวยดอกไม้งามตา

ตอนกลางวัน ของวันต่อมา เทวพันธ์เอะอะดังลั่น ต่อหน้าย่าเอียด ย่าอ่อน ปวรรุจ เกษรา มารตี วิไลรัมภา ที่นั่งอยู่ด้วยกันในห้องรับแขกวังเทวพรหม
“อีกครั้งแล้วนะครับคุณป้า ทั้งลูกสาวหลานสาวผม ชวด...เอ๊ย พลาดจากคุณชายทั้งสองคน”
“ในเมื่อเรื่องราวมันเป็นอย่างนี้ จะให้ดิฉันทำอย่างไรได้ ชายรุจเขารักกับท่านหญิง แล้วก็ไม่มีใจไปรักใครได้อีกแล้ว” หม่อมเอียดบอก
“ผมเข้าใจครับ หลานสาวผมมันไม่มีวาสนา เกิดมาในป่าในดงมันก็อย่างนี้ เฮ้อ...ชาตินี้คงจะไม่ได้ดองกับจุฑาเทพเสียละกระมัง”
มารตีและวิไลรัมภาหน้าสลดไปทันที
“คุณชายพูดเข้า ยังมีหนูมารตี หนูรัมภาอีกทั้งคน” ย่าอ่อนว่า
“และยังหนูศินีนุชอีกใช่ไหม” หม่อมเอียดเสริม
“สัญญานะครับว่ามารตีกับวิไลรัมภาจะไม่พลาดอีก”
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ยังไงสัญญาใจระหว่างวิชชากรกับคุณชาย จะต้องสานต่อ ไม่มีการผิดคำพูด”
คำยืนยันของหม่อมเอียด ทำเอามารตีและวิไลรัมภายิ้มหน้าบาน
“ดิฉันจะเริ่มพูดกับชายภัทรเรื่องหนูมารตีเร็วๆ นี้แหละค่ะ” ย่าอ่อนสำทับ
มารตีก้มหน้าเอียงอาย ปวรรุจและเกษราอึดอัด
“เออ...ผมขอตัวไปพบน้องกระถินหน่อยนะครับ”
เทวพันธ์รีบบอก “ดีดี คุณชายไปปลอบน้องมันหน่อย มันร้องไห้ขี้มูกโป่งแล้วป่านนี้”
“เกษพาไปค่ะ”
เกษราและ ปวรรุจลุกออกไป

ฟากกระถินนั่งอยู่กับคล้าวในสวนหลังวังอันร่มรื่น
“พี่คล้าว วันนี้คุณชายรุจมากับหม่อมย่ากับย่าอ่อน ต้องมาพูดเรื่องแต่งงานแน่ๆ เลย”
“เอ...แต่เห็นบอกว่าจะแต่งตั้งแต่สองอาทิตย์ที่แล้ว ก็เงียบไปนะ”
“แต่คราวนี้เอาจริงแน่ ๆ เลยพี่คล้าว กระถินกลัว”
คล้าวโอบกระถินไว้ พูดปลอบ

“ไม่ต้องกลัวกระถิน ถ้ากระถินแต่งจริงๆ พี่จะเข้าไปชิงตัวกระถินกลางงานแต่งเลย คอยดู”
จังหวะนี้ปวรรุจ และเกษราเดินตรงมาหาสองคน

“กระถิน นายคล้าว” เกษราเรียก
ทั้งสองลุกพรวดทันที
“คุณชาย” กระถินทัก
“คุณชายรุจมีเรื่องจะมาบอกเธอสองคน”
กระถินฉงน “เรื่องอะไรคะ”
“เรื่องแต่งงานไง
กำลังโหลดความคิดเห็น...