xs
sm
md
lg

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ ตอนที่ 8

เผยแพร่:

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ ตอนที่ 8

สองสามวันต่อมา ภายในห้องรับแขกสถานทูตกรุงเบิร์น วรรณรสา อ้าย และเอื้อย อยู่ในชุดพร้อมเดินทางกลับ สามสาวนั่งกันอยู่เงียบๆ สีหน้าสลดหดหู่กันทั้งสามคน

อิ่มและคุณหญิงอารีเข้ามาในห้อง อิ่มสะอื้น ตาแดงก่ำ ทรุดตัวลงกับพื้น จับมือวรรณรสาไว้ ท่านหญิงสะดุ้งรวมทั้งสาวแฝด
“ท่านหญิงเพคะ หม่อมฉันขออภัยทาน ที่ได้ทรงล่วงเกินท่านหญิงต่างๆ นาๆ หม่อมฉันทรงผิดไปแล้ว กรรแสงอยู่หลายวันเชียวเพคะ”
คุณหญิงอารีทนฟังไม่ไหว “เออ หนูอิ่ม ผิดจ้ะ อ่านที่จดไว้ดีกว่า”
“ค่ะ คุณป้า”
อิ่มหยิบกระดาษโน้ตออกมา แล้วอ่านตาม วรรณรสา อ้ายและเอื้อยมองอย่างงง ๆ
“หม่อมฉันกระทำการไม่บังควร ที่ได้ล่วงเกินท่านหญิง ตลอดเวลาที่ร่วมเดินทางกันมาเป็นอาทิตย์ ประทานอภัยหม่อมฉันนะเพคะ” อ่านจบอิ่มกราบที่มือของท่านหญิง
“อย่าทรงถือโทษยายอิ่มเลยนะเพคะ ท่านหญิงขา” คุณหญิงขอร้อง
“หญิงไม่ถือโทษคุณอิ่มหรอกค่ะ ถึงคุณอิ่มจะแกล้งหญิง แต่เราก็ยอมรับว่าเป็นการกลั่นแกล้ง ที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้สนุกและโลดโผนที่สุดในชีวิตของเรา จริงไหมหนูอ้าย หนูเอื้อย”
“จริงค่ะ” เอื้อยว่ายิ้มๆ
“ใช่ ไม่มีเธอ ฉันคงเหงาปากไปเยอะเลย” อ้ายบอก
อิ่มเช็ดน้ำตา พูดกับอ้ายเอื้อย “ขอบใจนะ ที่ยังชมฉัน ทั้งๆ ที่ฉันกลั่นแกล้งเธอเอาไว้ไม่ใช่น้อย”
“ลุกขึ้นนั่งบนเก้าอี้เถอะ แล้วก็คุยกับฉันในฐานะรสาอย่างเดิม” วรรณรสาบอก
อิ่มลุกนั่งบนเก้าอี้ อารียิ้มดีใจ
“ขอบทัยเพคะโธ่ ไม่ถือองค์เลย”
อั๋นเข้ามาตาม
“ฝ่าบาท ท่านชายทรงรออยู่ พร้อมเสด็จแล้วกระหม่อม”
สามสาวลุกขึ้นพร้อมกัน มองหน้ากันใจหาย

วรรณรสา อ้าย และเอื้อยออกมาจากห้องรับแขกมาตามทางเดิน ตามด้วยอั๋น อิ่ม และคุณหญิงอารี ภาณุทัศนัยยืนรออยู่แล้ว หน้าตาเครียด ท่านทูตพลเทพยืนอยู่ข้างๆ สีหน้าไม่สบายใจ วรัทยืนหน้าซีดอยู่ห่าง ๆ
“อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลยหญิงแต้ว เดี๋ยวจะเด็จไม่ทันเครื่อง”
วรรณรสามองไปรอบๆ หวังลึกๆ ว่าจะได้เห็นปวรรุจอยู่ที่นั้น แต่เห็นสายตาของชายทัศน์ที่มองมาอย่างดูแคลน
“คุณชายไม่อยู่ที่นี่หรอก และไม่มีสิทธิ์เหยียบมาที่นี่ถ้าหญิงแต้วยังประทับอยู่”
“งั้นก็หมายความว่าหญิงควรจะรีบไปจากที่นี่ เพื่อให้คุณชายได้กลับมาทำงานที่สถานทูตได้ตามเดิม”
ภาณุทัศนัยยิ่งหน้าเครียด มองวรรณรสาอย่างมึนตึง ท่านหญิงเชิดหน้าอย่างไม่เกรงใจ ทุกคนตกอยู่ในภาวะตึงเครียดกันไปหมด
“เรารีบไปกันเถอะ หนูอ้าย หนูเอื้อย รสาไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วเหมือนกัน ท่านทูต ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้ลำบากกันไปหมด”
พลเทพคำนับ “แล้วแต่จะโปรด กระหม่อมทูลลา”
อารีถอนสายบัว “ทูลลาเพคะ”
วรรณรสา อ้าย และเอื้อย เดินนำออกมา ภาณุทัศนัยตามติด อิ่ม อั๋น และวรัทตามรั้งท้าย ท่านทูตพลเทพและคุณหญิงอารีถอนใจ

สามสาวออกมาหน้าสถานทูต ตามมาด้วย ชายทัศน์ อั๋น อิ่ม วรัท ส่วนปกรณ์รออยู่แล้ว
ที่หน้าสถานทูต วรรณรสามองปกรณ์อย่างมีความหวังเรื่องปวรรุจ
“ขึ้นรถหญิงแต้ว เด็จขึ้นรถเดี๋ยวนี้”
“ยังค่ะ”
พูดแล้ววรรณรสาเดินไปหาปกรณ์ทันที
“คุณชายล่ะ”
“เจ้ารุจมาส่งฝ่าบาทที่นี่ไม่ได้หรอกกระหม่อม ทางสถานทูตห้ามไว้”
“พูดอย่างเดิมเถิดคุณปกรณ์”
“ครับ”
“แล้วตอนนี้คุณชายอยู่ที่ไหน”
“คงกบดานอยู่ที่ไหนสักแห่ง”
“ฝากบอกว่าฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
“ครับ” ปกรณ์รับปาก
วรรณรสาเช็ดน้ำตาแล้วขึ้นรถไป

อ้ายน้ำตารื้นเช่นกันเข้าไปลาปกรณ์
“คุณ ปกรณ์ อย่าลืมที่เราสัญญากันไว้นะ”
“ทั้งเวลา ทั้งระยะทาง มันอยู่ในใจผมแล้ว ผมไม่ลืมแน่นอน”
อ้ายเช็ดน้ำตา “หนูอ้ายจะนับเวลาถอยหลังนะคะ”
“ผมก็เช่นกัน”
ขณะที่อ้ายจะก้าวขึ้นรถ ปกรณ์ดึงอ้ายมากอดไว้ ชายทัศน์มองอย่างเหลืออด ขึ้นรถไปกระแทกประตูปิดอย่างแรง ปกรณ์คลายกอด อ้ายกลับขึ้นรถ
เหลือเอื้อยที่ร้องไห้อยู่กับอั๋น อิ่มไม่มีอคติใดๆ อีกแล้ว มองพี่ชายและเอื้อยอย่างซึ้งไป
ด้วย
“รอผมนะหนูเอื้อย”
“ค่ะ เขียนจดหมายกับโปสการ์ดมานะคะ”
“ครับ”

เอื้อยเช็ดน้ำตาแล้วขึ้นรถ วรัทปิดประตูให้ขึ้นไปนั่งคนขับ รถแล่นออกไป อั๋น อิ่มและปกรณ์โบกมือตาม
วรัทขับรถมา ภาณุทัศนัยนั่งอยู่ตอนหน้า ชำเลืองมาที่สามสาวที่กอดกันร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างเบื่อๆ

วรรณรสานั่งอยู่ด้านหลังคนขับ
“ลาก่อน สวิตที่รักของฉัน” อ้ายว่า
“ลาก่อน สวิตแดนสวรรค์” เอื้อยบอก
แฝดมองทัศนียภาพสวยงาม ที่กำลังแล่นผ่านตัวเมือง วรรณรสามองไปนอกหน้าต่าง สะอื้นไห้
รถแล่นผ่านแยกใหญ่กลางเมือง วรรณรสามองไปแล้วตะลึงนิ่งงันไป แฝดเองก็เห็นเช่นกัน
สะกิดชี้ชวนกันมองอย่างเงียบๆ ไม่ให้ชายทัศน์ได้ยิน
ที่ด้านนอก ร่างของปวรรุจยืนเด่นอยู่ที่มุมสวนสาธารณะสวยๆ ปวรรุจมองมาที่วรรณรสา สายตานั้นเศร้าสร้อย แต่รอยยิ้มจางๆ นั้น ทำให้วรรณรสาเกิดกำลังใจขึ้นอย่างประหลาด รถเคลื่อนเข้ามาใกล้ ปวรรุจยกมือเหมือนโบกลา วรรณรสาโบกลาตอบ
รถแล่นเลยปวรรุจไปแล้ว วรรณรสาเหลียวหลังแลมอง สะอื้นอย่างแรง เห็นร่างปวรรุจเล็กลงๆ และลับหายไปจากสายตาในที่สุด
วรรณรสาพิงหน้ากับหน้าต่าง ร้องไห้แทบขาดใจ
ปวรรุจยืนซึมอยู่ข้างหน้าต่างในอพาร์ทเม้นท์ปกรณ์มองเหม่อไปไกล ภาพที่ลานสกีแว่บผ่านเข้ามาในความคิด
“ฉันกำลังจะบอกว่า...ฉันเองต่างหาก ที่ไม่คู่ควรกับคุณ”
“ฉันไม่เข้าใจ”
“ถ้าฉันพูดความจริงอย่าโกรธฉันเลยนะคะคุณชาย คือ...ฉัน...ไม่ใช่รสาอย่างที่คุณชายรู้จัก”
นึกมาถึงตรงนี้ ปวรรุจเข้าใจทุกอย่างที่วรรณรสาพยายามอธิบาย ปกรณ์เดินเข้ามา เห็นอาการของเพื่อนได้แต่ถอนใจ
“ท่านหญิงขึ้นเครื่องไปแล้วเรียบร้อย แล้วแกจะเอายังไงต่อวะ”
“ฉันยังคิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น”
“เฮ้อ...ที่จริงก็น่าเห็นใจท่านหญิงอยู่นะ ต้องหนีจากไอ้ท่านชายที่มันหลอกลวง มาร่วมเดินทางกับเรา พอมาเจอแกก็กลายเป็นว่าแกรู้จัก ท่านหญิงสมัยเด็กเข้าอีก ก็เลยแสดงตัวไม่ได้ แกก็อย่าโกรธท่านหญิงเลย ท่านไม่มีทางเลือกจริงๆ” ปกรณ์บอก
ปวรรุจนิ่งฟัง สีหน้ายังหดหู่
“ที่จริงท่านหญิงตั้งใจจะบอกความจริงฉันหลายครั้งแล้ว และบางครั้งก็บอกมาเป็นนัย ๆ ด้วยซ้ำ เพียงแต่ฉันไม่ทันคิด”
“แล้วจะเอายังไงต่อวะ แกต้องกลับไปทำงานร่วมกับไอ้ท่านชายนั่นอีกเป็นเดือนๆ”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก ฉันรับมือได้อยู่แล้ว”
“แล้วเรื่องท่านหญิงล่ะ แกจะสานสัมพันธ์ต่อรึเปล่า”
“ฉันไม่มีสิทธิ์ดึงฟ้าให้ลงต่ำมาได้หรอก”
ปวรรุจมีสีหน้าเจ็บปวดมองไปนอกหน้าต่าง ปกรณ์มองเพื่อนอย่างเห็นใจ

ภายในห้องนั่งเล่นวังอรุณรัศมิ์ วันต่อมาช่วงตอนกลางวัน วรรณรสากลับมาถึงวัง กำลังนั่งหน้าซีดเจื่อนจ๋อยอยู่ตรงหน้าพระองค์ฉัตรอรุณที่มีสีหน้ากริ้วโกรธอย่างเหลือเกิน
นมแจ่ม นายหนุ่ม และบัวเฝ้าอยู่นอกห้อง สีหน้าไม่สู้ดีทั้งสามคน
“วรรณรสา ทำไมเราทำตัวแบบนี้ โกหกพ่อเรื่องส่งโทรเลขบอกชายทัศน์ เท่านั้นยังไม่พอ ยังปลอมตัวหลบหน้าชายทัศน์ แล้วหนีไปเที่ยวกับผู้ชาย”
วรรณรสาเงยหน้าขึ้นทันที “เด็จพ่อ หญิงไม่ได้หนีไปกับผู้ชายนะเพคะ เราไปกันเป็นกรุปทัวร์”
“แต่สุดท้ายก็ไปค้างอ้างแรมสองต่อสองกับผู้ชายคนนั้นอยู่ดี”
“ผู้ชายคนนั้นที่เด็จพ่อทรงหมายถึง คือ หม่อมราชวงศ์ปวรรุจ จุฑาเทพ เขาเป็นสุภาพบุรุษมากพอที่จะไม่ล่วงเกินหญิง แม้จะต้องค้างอ้างแรมด้วยกันสองต่อสองก็ตาม”
ฉัตรอรุณเยาะหยัน “เชื่อใจกันเหลือเกินนะ แต่พ่อไม่ไว้ใจ คุณชายนั่นทำงานที่เดียวกับท่านชายทัศน์ ถ้าเขาเอาเรื่องของหญิงไปโพนทะนา เรื่องไม่อื้อฉาวไปทั้งกระทรวงหรอกหรือ”
“คุณชายรุจไม่มีวันปริปากเรื่องใดๆ ที่จะทำให้หญิงเสื่อมเสีย เด็จพ่อควรจะทรงกลัวพี่ชายทัศน์มากกว่านะเพคะ เพราะรายนั้นไม่เคยให้เกียรติแม้กระทั่งผู้หญิง”
ฉัตรอรุณโกรธจัดเสียงลั่น ตวาดเสียงดัง “วรรณรสา”
บ่าวทั้งสามที่แอบฟังอยู่สะดุ้งเฮือก องค์ฉัตรมองพระธิดาอย่างระอาใจ
“ถ้าลูกหมายถึงเรื่องชายทัศน์ควงหญิงต่างชาติ พ่อรู้เรื่องหมดแล้ว ชายทัศน์สารภาพทั้งหมดแล้ว”
วรรณรสาดีใจ ถลาเข้ามาหาฉัตรอรุณ “เด็จพ่อ งั้นลูกก็ไม่ผิดใช่ไหมเพคะ พี่ชายทัศน์ทรงหลอกลวงลูก พี่ชายไม่ได้รักลูกเลย”
“ชายทัศน์บอกพ่อว่า เขาไม่ได้จริงจังอะไรกับหญิงพวกนั้น แค่ควงเล่นชั่วมื้อชั่วคราว ลูกจะไปถือสาทำไม”
วรรณรสาอึ้งไป ถอยห่างจากบิดา
“เด็จพ่อไม่ทรงคิดว่าพี่ชายทัศน์ทำผิดเลยเหรอเพคะ”
“ผู้ชายก็ต้องมีบ้างเรื่องควงสาวๆ มันเป็นธรรมชาติของผู้ชายอยู่แล้วพ่อไม่เห็นมันจะผิดตรงไหน”
วรรณรสาเสียใจ น้ำตารื้นขึ้นมา “เด็จพ่อทรงยอมให้เขามีผู้หญิงอื่นนอกจากลูก”
“เปล่าเลย เมื่อชายทัศน์เสกสมรสกับลูก เขาก็จะเลิกทำตัวเสเพลไปเอง เขาสัญญากับพ่อแล้ว”
ท่านหญิงรสาสะอื้น “เด็จพ่อทรงเชื่อเขามากกว่าลูก”
“รสา...อย่าพูดแบบนี้กับพ่อนะ”
“หญิงจะพูด แล้วถ้าหากพี่ชายทัศน์ไม่ทำตามสัญญา มีหม่อมเล็กหม่อมน้อยอีกหลายคน เด็จพ่อจะโปรดให้หญิงเจ็บช้ำน้ำใจและยอมกินน้ำใต้ศอกใช่ไหมเพคะ”
ฉัตรอรุณขึ้นเสียง “หยุดพูดวรรณรสา”
วรรณรสาสะอึกสะอื้น ร้องห้โฮ
“อย่าไปกล่าวโทษชายทัศน์ ในเมื่อความผิดของเรายังไม่ได้ชำระ ต่อไปนี้เราจะต้องอยู่บ้าน ห้ามออกไปไหนสามอาทิตย์”
“เด็จพ่อ”
“หนูอ้าย หนูเอื้อย ให้มาเยี่ยมเยียนได้ที่วังเท่านั้น ห้ามชักชวนกันออกไปไหนเด็ดขาด”
องค์ฉัตรพูดเท่านั้นก็ออกจากห้องไป วรรณรสาทรุดลงนั่งร้องไห้
นมแจ่ม บัว นายหนุ่มเข้ามาในห้อง แจ่มกับบัวเข้ามานั่งร่วมแจ่มร้องไห้ตาม
“โถ...ทูนหัวของหม่อมฉัน ไม่ร้องนะเพคะ”

นมแจ่มดึงท่านหญิงรสามากอดปลอบไว้ แต่ตัวเองก็ร้องเสียเอง
กระถินแต่งตัวแบบผู้ดี เสื้อผ้าลูกไม้กระโปรงบาน แต่นั่งยองๆ อยู่ข้างบ่อน้ำหลังวังเทวพรหม กำลังจัดระเบียบแหแล้วลุกขึ้น กางขาถ่างอย่างตั้งหลัก แล้วเหวี่ยงแหลงในน้ำด้วยท่วงท่ามืออาชีพ

ระหว่างนั้นมีสายตาใครบางคน มองผ่านพุ่มไม้ในสวนมาที่กระถิน ในระยะห่าง ขณะที่มารตีและวิไลรัมภาเดินตรงมาหากระถิน พร้อมนายสมหวังคนสวนตามมาด้วย สีหน้านายสมหวังเจื่อนเต็มที วิไลรัมภาถือไม้เรียวอันยาวมาด้วยดึงมารตีไว้
“พี่มารตีคะ มันตกปลาอีกแล้ว อย่าเข้าไปใกล้สระค่ะ เดี๋ยวมันแกล้งเราตกน้ำอีก”
“นั่นซี นังกระถิน เดี๋ยวแกขึ้นไปบนห้องฉัน”
“ขึ้นไปทำไม” กระถินงง
“แกจะต้องไปทำความสะอาดห้อง เอาผ้าม่าน ผ้าปูที่นอนไปซัก ล้างห้องน้ำให้สะอาด” มารตีสั่ง
“เสร็จจากห้องพี่มารตี แกมาทำห้องฉันต่อ อ้อ ก่อนจะขึ้นไป ล้างเนื้อล้างตัวเสียก่อนนะ จะได้ไม่เหม็นสาบคาวปลา”
“ไม่ล้างละ เพราะฉันไม่ทำงานที่แกสั่ง” กระถินว่า
“แกจะขัดคำสั่งเราสองคนเหรอ” วิไลรัมภาฉุน
“เออ...เพราะงานที่แกใช้ให้ฉันทำ เป็นงานของบ่าวในบ้าน ฉันไม่ใช่บ่าวของแก ฉันเป็นหม่อมหลวงกระถิน แล้วต่อไปฉันจะเป็นพี่สะใภ้แกด้วยซ้ำ”
“นังกระถิน นายสม จับตัวมันไว้”
“ผมไม่กล้าครับคุณมารตี”
“ฉันบอกให้จับตัวมันไว้”
กระถินกำหมัด พร้อมชกทันที “เข้ามา ชกจริงๆ นะโว้ย”
“จับมันซี”
มารตีผลักสมหวังให้เข้าไปหากระถิน กระถินรัวหมัดใส่สมหวังไม่ยั้ง แต่สมหวังยึดร่างกระถินไว้ได้ มารตีเข้าตบหน้ากระถินหนึ่งฉาดใหญ่ กระถินงงไป วิไลรัมภาส่งไม้เรียวให้มารตี
“จัดการมันเลยค่ะ”
สมหวังกดร่างกระถินลงนั่งคุกเข่ากับพื้น
“แกจะทำอะไรฉัน นังกระตี๊”
“จะเฆี่ยนแกให้หลังลายน่ะซี”
“อย่าทำฉันนะ อย่า”
มารตีเงื้อไม้เรียวสุดแขน แต่แล้วทันใดนั้นมือกำยำ ผิวดำมะเมื่อม เข้ามายึดแขนมารตีไว้
เป็นคล้าวนั่นเอง พูดด้วยสำเนียงทองแดงแท้ “แกล้งกระถิน แกตาย”
มารตี และทุกคนหันไปมอง เห็นร่างดำทะมึนของคล้าว ใส่เสื้อแขนตัด เก่าซอมซ่อ กล้าม
เป็นมัดๆ
มารตีกับวิไลรัมภาร้องกรี๊ด “แอร๊ย”


เกษรา แย้ม และแหวว อยู่ที่ร้านขนมสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงร้องกรี๊ดลั่นของมารตีและวิไลรัมภา
“ว้าย เปรตที่ไหนร้อง” แย้มว่า
“ไม่ใช่เปรตค่ะ แต่เสียงคุณมารตี กับคุณรัมภา” แหววบอก
ทั้งสามวิ่งออกจากร้านทันที

คล้าวกระชากไม้เรียวจากมือของมารตีมาได้ มารตีสะบัดหลุดวิ่งไปกอดวิไลรัมภา สองสาวแสบยังกรีดร้องเสียงหลงอยู่
“ไม่ต้องแหกปาก ปล่อยกระถินเดี๋ยวนี้”
มารตีและวิไลรัมภาหยุดร้อง สมหวังปล่อยกระถินทันที กระถินวิ่งเข้ามากอดคล้าว
“พี่คล้าว พี่คล้าวมาช่วยกระถินแล้ว”
“ต๊าย....พี่มารตี มันรู้จักกัน นังกระถินพาโจรเข้าบ้าน” วิไลรัมภาร้องบอกดังลั่น
เกษรา แย้ม และแหวววิ่งเข้ามา ทุกคนตกใจที่เห็นคล้าวกอดกับกระถิน
“ว้าย จรกา ดำเป็นเหนี่ยงเลย” แย้มว่า
“พี่เกษคะ เห็นไหม เลี้ยงลูกเสือลูกตะเข้แท้ๆ นังกระถินพาโจรเข้ามาในบ้าน โทร.เรียกตำรวจเลยค่ะ” มารตีฟ้องฉอดๆๆ
คล้าวโมโห “เรียกตำรวจเหรอ กระถินหนีไปกับพี่เดี๋ยวนี้”
“ไปจ้ะ”
ทั้งสองทำท่าจะวิ่งไปที่สวน
“หยุด ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น” เกษราขึ้นเสียง
คล้าวและกระถินหันมา
“นายคล้าวใช่ไหม”
มารตี วิไลรัมภา และสมหวังเป็นงงที่เกษรารู้จัก แต่แย้มและแหววพอจะรู้อยู่ เพราะกระถินพูดถึงคล้าวอยู่บ่อยๆ
คล้าวอึ้ง ถามกระถิน “นายหญิงรู้จักฉันเหรอ”
“กระถินเล่าเรื่องพี่คล้าวให้คุณเกษฟังบ่อยๆ” กระถินบอก
“คงเดินทางมาจากพังงาละซี” เกษราถาม
“ใช่ เพิ่งมาถึงเมื่อรุ่งสาง” คล้าวตอบ
“งั้นก็พักผ่อนก่อน แล้วเดี๋ยวมาคุยกับฉัน กระถินพานายคล้าวไปที่ครัว ป้าแย้ม แหวว ช่วยดูแลสำรับคับค้อนให้นายคล้าวด้วย”
คล้าวและกระถินยิ้มดีใจ มารตี กับวิไลรัมภาอ้าปากค้าง ป้าแย้ม แหววพากระถินและคล้าวเข้าครัว มีนายสมหวังตามไปด้วยอย่างงง ๆ
“นี่มันโจรป่านะคะพี่เกษ พามันเข้าบ้านได้ยังไง” มารตีไม่พอใจ
“นายคล้าวไม่ใช่โจร แต่เป็นคนเหมืองที่พังงา” เกษราบอก
“คนเหมือง มันก็เป็นโจรได้ค่ะ” วิไลรัมภาว่า
“งั้นเธอก็รู้ไว้ เขาเป็นพี่ชายของกระถิน”
เกษราพูดแล้วก็กลับเข้าตึก มารตี และวิไลรัมภามองหน้ากัน
“อะไรนะคะ พี่ชายนังกระถิน” มารตีงงๆ
“หมายความว่าคุณอาวรพันธ์ มีลูกชายอีกคนเหรอ” วิไลรัมภาอึ้ง
“เป็นไปไม่ได้ หน้าตาคนละท้องพ่อท้องแม่ มันต้องเป็นพี่ชายอย่างอื่นมากกว่า”

มารตีมั่นใจ มองตามกระถินและคล้าวด้วยสีหน้าเอาเรื่อง วิไลรัมภายังงงๆ
คล้าวนั่งอยู่บนยกพื้นในครัว กำลังเปิบข้าวด้วยมือ กินน้ำพริกปลาทู และผักจิ้มเต็มปาก กระถินเตรียมขันน้ำมาวางให้ มีลอยดอกมะลิ และน้ำยาอุทัย กระถินออกอาการดีใจเหลือเกิน
 
แย้มและแหววเตรียมสำรับให้ มองคล้าวอย่างทึ่งๆ สมหวังถือชุดเสื้อกางเกงใหม่เอี่ยมอยู่ในมือ 
“ดีใจจังเลย พี่คล้าวมาช่วยกระถินแล้ว พี่คล้าวไปบอกลุงเทวพันธ์นะว่ามารับกระถินกลับบ้าน”
คล้าวพยักหน้า ข้าวเต็มปาก
“ได้ อยู่ที่นี่แล้วโดนรังแก ไม่ต้องอยู่ เรากลับบ้านเราเดี๋ยวนี้เลยพระนครไม่เห็นน่าอยู่ คนเยอะ ร้อนก็ร้อน”
“ใช่...ทานน้ำจ้ะ”
“นี่...พ่อมหาจำเริญ แกจะพาคุณกระถินกลับบ้านกลับช่องตามอำเภอใจไม่ได้หรอกนะ” แย้มท้วง
“ทำไมจะไม่ได้ ฉันไม่ยอมให้น้องฉันโดนรังแกหรอก นี่เพิ่งเข้ามาในบ้าน ก็เห็นพวกมันรุมตบน้องฉันแล้ว” คล้าวบอก
“นายคล้าว อย่าลืมนะคุณแม่คุณกระถินเขายกคุณกระถินให้อยู่ในความดูแลของหม่อมเทวพันธ์แล้ว นายไม่มีสิทธิ์” สมหวังท้วง
แหววเห็นด้วย “ใช่...ถ้านายพากระถินหนีไป ถือว่าลักพาตัวเชียวนะ เข้าตารางได้ง่ายๆ”
คล้าวฟังแล้วเป็นอึ้งไป กระถินถอนใจ
“กินข้าว กินปลา แล้วเดี๋ยวอาบน้ำอาบท่า จะได้เปลี่ยนชุดเสียใหม่” แย้มบอก
คล้าวงง “หา...เปลี่ยนชุด เปลี่ยนทำไม”
“แกต้องขึ้นไปพบคุณเกษราบนตึก จะมอมแมม สกปรกแบบนี้ไม่ได้หรอก”
คล้าวหน้าเจื่อน มองหน้ากระถินเป็นเชิงถาม กระถินพยักหน้าให้คล้าวยอมทำตามนั้น

เวลาต่อมาเกษราคุยกับคล้าวที่นั่งอยู่ที่พื้นกับกระถินในโถงกลาง คล้าวหันหลัง ใส่เสื้อใหม่เอี่ยมกาวเกงสามส่วน มีผ้าขาวม้าเคียนเอว แย้ม แหววนั่งฟังอยู่ด้วย
“นายคล้าวจะพากระถินไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น กระถินต้องอยู่ที่นี่”
คล้าวประแป้งลายพร้อย ผมหวีเรียบแปล้ หน้าตาสะอาดสะอ้าน ดูหล่อเหลาคมเข้มทีเดียว
“แต่กระถินไม่อยากอยู่ที่นี่” คล้าวท้วง
“ยังไงก็ต้องอยู่ เพราะ...นายคล้าวก็รู้ กระถินจะต้องแต่งงานกับคุณชายปวรรุจ แห่งวังจุฑาเทพ”
คล้าวหน้าสลดทันที “ฉันรู้แล้ว แต่ทำไมต้องบังคับกระถินในเมื่อ กระถินรักกับฉันอยู่ เราสองคน....สัญญากันแล้วว่า...”
คล้าวมองหน้ากระถินที่หน้าเริ่มเบะ ทำท่าจะร้องไห้ คล้าวจับมือกระถินไว้บอกเสียงเครือ
“เราจะรักกัน จะอยู่กินเป็นผัวเมียกันตลอดไป”
กระถินร้องไห้ “พี่คล้าว ฮือ”
“นายคล้าว นายต้องทำใจนะ เพราะผู้ใหญ่กำหนดไว้แล้ว”
คล้าวก้มหน้าเศร้า “ฉันรู้ ฉันทำใจมาตลอด แต่ที่ทำใจไม่ได้ เรื่องที่กระถินถูกรังแกนี่แหละ ทำไมคนบ้านนี้ใจร้ายกันจริง”
ทุกคนอึ้งไป พูดอะไรไม่ออก
“นายคล้าวกลับไปเถอะ อยู่ไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น” เกษราว่า
“ไม่ ฉันจะอยู่ที่นี่ต่อ จะดูแลกระถินจนกว่ากระถินจะออกเรือนไปอยู่กับคุณชายอะไรนั่น”
“ขอบคุณพี่คล้าว แล้วตอนนี้พี่คล้าวจะอยู่ที่ไหน”
คล้าวตาแดงๆ
“วัดใกล้ๆ บ้านนี่แหละ ขอพระท่านนอนชั่วคราว กินข้าวก้นบาตรพระก็ได้”
กระถินกอดแขนคล้าวไว้ถอนสะอื้นเบาๆ ทุกคนสลดกันไป


กระถิน แย้ม แหวว และสมหวัง มาส่งคล้าวหน้าตึก คล้าวเกาตามตัวยุกยิก
“พี่ต้องมาหากระถินทุกวันนะ กระถินจะเตรียมกับข้าวให้กินสามมื้อเลย”
“จ้ะ ป้า ลุง ฉันฝากกระถินด้วย”
“แล้วแกเป็นอะไรวะ เกาอยู่นั่นแหละ” สมหวังถาม
“มันคันน่ะลุง ผ้าอะไรเนี่ย โอย คันจะแย่แล้ว ลุง...เอาเสื้อกางเกงฉันคืนมาดีกว่า”
“เฮ้ย เอาไปทิ้งถังขยะแล้ว มันเหม็น”
“หา....เอาไปทิ้งทำไม โธ่....โอ๊ย คัน ทนไม่ไหวแล้วโว้ย”
คล้าวแกะกระดุมเสื้อออก แล้ววิ่งไปหลังตึกทันที
“อ้าว แล้วนั่นมันทำอะไรน่ะ มันถอดเสื้อถอดผ้าทำไม” แย้มงง
“พี่คล้าวเขาแก้ผ้าประจำน่ะจ๊ะ เวลาร้อน ๆ ในเหมืองเขาก็ถอดอย่างนี้แหละ” กระถินบอก
“บัดสีบัดเถลิง ไป ไปช่วยกันห้ามเร็ว”
แหววตาลุก “ฉันจะไปช่วยห้ามเดี๋ยวนี้แหละ”
แหวววิ่งนำไป ถนอม สมหวัง กระถินตาม
“แหม....นังแหวว ไปห้ามหรือไปดูวะ”
แย้มรู้ทันวิ่งตามไปอีกคน

คล้าวซึ่งเวลานี้เหลือแต่ท่อนบน กำลังคุ้ยหาเสื้อผ้าในถังขยะ เจอเข้าพอดี หยิบออกมาทั้งที่เปื้อนขยะ
“โธ่....ของเขาดี ๆ มาทิ้งเสียได้”
กลุ่มกระถินวิ่งมาทันพอดี
“เฮ้ย แก อย่าใส่นะโว้ย มันเลอะขยะหมดแล้ว เหม็นกว่าเดิมอีก” สมหวังตะโกนห้าม
“ไม่เป็นไรลุง ฉันใส่ได้”
ว่าแล้ว นายคล้าวก็ปลดกางเกงชาวเลออกจากตัวทันที
แย้มกะแหววตาเหลือก “คุณพระ” / “ว้าย”

มารตีและวิไลรัมภาเดินเลี้ยวมุมตึก บ่นบ้ากันมา
“ต้องรายงานคุณพ่อค่ะ ว่านังกระถินพาโจรเข้ามาในบ้าน ตัวดำเป็น...” วิไลรัมภาชะงักกึกเห็นคล้าวแก้ผ้าพอดี “ตอตะโก”
สองสาวตะลึงงัน เพราะคล้าวเปลือยด้านหน้าต่อหน้าพอดี มารตีกะวิไลรัมภาร้องกรี๊ดด
คล้าวรีบตะครุบของสงวนไว้ สองสาววิ่งกลับเข้าตึกไปอย่างขวัญเสีย กระถินรีบส่งผ้าขาวม้าให้คล้าวใส่
“ฮิฮิ....พี่คล้าว พี่คล้าวล้างแค้นให้ฉันแล้วละ”

คล้าวหัวเราะตามกระถิน ขณะที่แย้มกะสมหวังบ่าวมองหน้ากันอย่างระอาใจ แหววยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายปวรรุจ ตอนที่ 8 (ต่อ)

ด้านวรรณรสาอยู่ที่วังอรุณรัศมิ์ กำลังอ่านจดหมายของปกรณ์ที่เขียนถึงอ้าย แฝดทั้งสองแวะมาหานั่งอยู่ตรงข้าม เอื้อยหยิบตุ๊กตาหนูตุ่นที่อยู่ในตู้ออกมาให้อ้ายดู

อ้ายกระซิบหน้าตื่น “ตายแล้ว ท่านหญิงขีดเพิ่ม ลายพร้อยกว่าเดิมอีก”
“โธ่เอ๋ย ยายหนูตุ่น” เอื้อยครวญ
วรรณรสาตาแดงๆ ขณะเงยหน้าจากจดหมายมองแฝด
“หลังจากที่พวกเรากลับมาเมืองไทย คุณชายไม่ปริปากอะไรเกี่ยวกับรสาอีกเลย”
“ค่ะ...เท่าที่คุณปกรณ์เล่ามา คุณชายเอาแต่ทำงาน ขรึมและเครียดกว่าเดิม ชวนไปเที่ยวไหนก็ไม่ไป นี่....เตรียมตัวประชุมใหญ่ ยิ่งทำงานหามรุ่งหามค่ำหนักกว่าเดิม” อ้ายบอกหน้าเศร้า
“เขาคงโกรธรสา จนไม่ยอมให้อภัยอีกแล้ว” วรรณรสาว่า
“ท่านหญิงขา คุณชายคงยังเครียดกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ให้เวลาเขาสักนิดนะคะ” เอื้อยท้วง
“รสากลัวว่าเขาจะไม่พบรสาอีกเลย ชั่วชีวิตนี้ “
วรรณรสาน้ำตาไหลพราก เอื้อยเข้ามากอด
“เอาอย่างนี้ไหมคะ ท่านหญิงเขียนจดหมายถึงคุณชาย เดี๋ยวเราเอาไปส่งให้เอง ไม่ให้เด็จพ่อทรงทราบด้วย”
อ้ายท้วง “หนูเอื้อย จะดีเหรอ ส่งไปที่สถานทูตเดี๋ยวท่านชายทัศน์รู้เข้า ได้เป็นเรื่องขึ้นมาอีก”
“ก็เรื่องอะไรส่งไปที่สถานทูตล่ะ ก็ส่งไปที่คุณปกรณ์ไง ไม่มีใครรู้หรอก”
อ้ายพยักหน้าหงึกๆ “งั้น เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์เลย”
เอื้อยช่วยเช็ดน้ำตาให้วรรณรสา ท่านหญิงพยักหน้ารู้สึกแช่มชื่นมักำลังใจขึ้น


ค่ำคืนนั้นเทวพันธ์เอะอะกลางโต๊ะอาหาร เกษรา มารตี วิไลรัมภา และกระถิน นั่งร่วมโต๊ะกัน แย้มและแหววคอยเสิร์ฟอยู่ตลอด
“อะไรนะ ยายกระถิน แกพาโจรเข้าบ้านงั้นเหรอ”
“หน้าตาเหมือนออกมาจากคุกค่ะคุณพ่อ แถมยังป่าเถื่อน แก้ผ้าหน้าล่อนจ้อนต่อหน้าลูกกับน้องรัมภา กลางวันแสกๆ ยี้” มารตีทำท่าทางประกอบ
“ต้องไปล้างตาเลยค่ะ กลัวเป็นกุ้งยิง” วิไลรัมภาผสมโรง
“อุบาทว์ ไอ้โจรลามก มันเป็นใคร” เทวพันธ์ถามอย่างเอาเรื่อง
“ไม่ใช่โจรค่ะ นายนั่นเป็นพี่ชายของกระถิน ชื่อนายคล้าว” เกษราบอก
“พี่ชายอะไรกัน ไอ้วรพันธ์มันมีลูกคนเดียวคือยายกระถิน แกอย่ามาพูดมั่ว กระถินบอกมามันเป็นใคร” เทวพันธ์หันมาทางกระถิน
“พี่คล้าว เป็นคนงานเหมือง ไม่ใช่พี่ชายก็เหมือนพี่ชาย เพราะดูแลกระถินจากพวก” กระถินปรายตามองไปทางมารตีและวิไลรัมภา “คนเลวๆ ที่คอยรังแก”
“แล้วมันมาทำไม หรือมันจะมาขอเงิน แกมีฐานะแล้วนี่ แหม เกลียดนักเชียว ไอ้พวกญาติจน ๆ ที่ชอบมาแบมือขอเงิน วันๆ ไม่ทำมาหากิน เอาแต่เล่นถั่ว เล่นโป” เทวพันธ์ด่าตัวเอง
“ค่ะ บางคนก็เล่นม้า เล่นบ่อน เล่นหวยค่ะ” เกษราว่า
เทวพันธ์ยังไม่รู้ตัว “นั่นแหละ ต้องไล่ไปให้หมด ไม่ต้องนับญาติกับมัน”
“พี่คล้าวมาหากระถิน อยากจะมาดูแล เพราะรู้ว่ากระถินถูกแกล้งบ่อยๆ” กระถินบอก
“ใคร ใครมันไปแกล้งแก” เทวพันธ์ฉุน
มารตีรีบพูดแทรกขึ้นเบี่ยงประเด็น “คุณพ่อคะ ถ้าอย่างนั้นไม่น่าจะใช่พี่ชายแล้วละค่ะ เป็นห่วงขนาดนี้ มันน่าจะเป็นชู้รักมากกว่า”
เทวพันธ์ชะงัก เกษราตกใจ กระถินนิ่งงัน วิไลรัมภาอมยิ้ม แย้มกะแหววตกใจ
“นังกระถิน แกอย่าบอกนะว่าไอ้โจรนั้นมันผัวแก” เทวพันธ์ฉุนขาด
กระถินหน้าเบะ จะร้องไห้
“คุณพ่อคะ กระถินเพิ่งอายุ 17 อย่าใช้คำนี้เลยค่ะ”
“17 มันก็ท้องได้แล้ว ยิ่งบ้านป่าบ้านเขา สิบเจ็ดมีลูกเป็นโขลง บางคนเป็นนางโดยไม่ต้องเป็นนางสาวด้วยซ้ำ”
“คุณพ่อ กระถินยังเด็กนะคะ เขานับถือนายคล้าวอย่างพี่ชายจริงๆ” เกษราบอกอีก
“พี่เกษ ไม่ต้องมาแก้แทนมันเลยนะ”
กระถินลุกขึ้นยืนน้ำตานองหน้า
“กระถินยอมรับว่ากระถินรักพี่คล้าว พี่คล้าวมาสู่ขอกระถินกับแม่แล้ว แม่บอกว่า ถ้ากระถินโตอีกหน่อย จะยอมให้กระถินแต่งงานกับพี่คล้าว ฮือ กระถินไม่อยากแต่งกับคุณชายรุจหรอก”
เทวพันธ์โกรธมาก “นังกระถิน ทำไมแกใฝ่ต่ำอย่างนี้ ฉันหาผัวให้แกเป็นถึงคุณชาย ต่อ
ไปแกจะได้เป็นถึงเมียทูต แต่นี่กลับใจไพร่จะไปเอาโจรเป็นผัว”
“เมียทูต เมียขี้ทูตกระถินไม่อยากเป็นหรอก กระถินอยากเป็นเมียผู้ชายที่กระถินรัก กระถินยอมเป็นเมียโจร ดีกว่าเป็นเมียคุณชายเป็นไหนๆ โฮ”
กระถินร้องไห้โฮๆๆ แล้ววิ่งออกจากห้องอาหารไป ทุกคนตะลึง เทวพันธ์ลุกขึ้นทันที
“นังกระถิน กลับมา ยายเกษ แกอบรมมันยังไง ไปลากตัวมันมา ฉันจะเฆี่ยนมัน”
“อย่าเลยค่ะคุณพ่อ เท่านี้ก็บาปพอแล้ว”
“บาปอะไร”
“อย่าลืมซีคะว่าเขารักกันมาก่อนหน้านั้นแล้ว เรามาพรากความรักของเขาทั้งคู่นะคะ”
เกษราลุกพรวดเดินออกจากโต๊ะแล้วออกจากห้องทันที เทวพันธ์ฮึดฮัด
“ยายเกษ ยายเกษ”

เทวพันธ์ลุกตามออกมาจากห้องอาหาร มารตีและวิไลรัมภารีบตาม
เทวพันธ์ตามมาด่าเกษราที่หน้าห้อง แต่เกษราหนีไปแล้ว มารตีและวิไลรัมภาตามมา พร้อมด้วยแย้ม แหวว สมหวัง ทุกคนยืนอยู่ที่โถง

“ตามใจกันเข้าไป ทุกคนฟังนะ ถ้าปล่อยไอ้โจรนั่นเข้ามาในบ้าน มาหานังกระถินอีก ฉันจะไล่พวกแกออกทุกคน”
“ครับนาย” สมหวังรับคำ
“แล้วคอยดูด้วย อย่าให้นังกระถินมันลักลอบเจอกับไอ้โจรอีก” เทวพันธ์สั่งเสียงเข้ม
“คงยากมังคะคุณพ่อ เพราะเดี๋ยวนี้นังกระถินชอบตามพี่เกษออกไปซื้อของทำขนมที่พาหุรัดบ่อยๆ ต้องลักลอบเจอกันแน่ๆ ค่ะ” วิไลรัมภาฟ้อง
“พ่อมีทางแก้”
“ยังไงคะ” มารตีสังสัย
“คุณย่าอ่อนอยากให้นังกระถินไปเรียนทำอาหารที่วังจุฑาเทพ พ่อจะให้มันไปอยู่ที่นั่นทั้งวัน เย็นๆ ค่อยรับกลับ”
“ดีเลยค่ะคุณพ่อ” มารตีสนับสนุน
“เราสองคนช่วยเป็นหูเป็นตาให้พ่อด้วยก็แล้วกัน”
“ค่ะ” วิไลรัมภารับคำ
“เฮ้อ มีแต่เรื่อง เออ...มารตี มีเงินไหม”
“คุณพ่อ!” มารตีอึ้ง
“เอามาให้พ่อยืมหน่อย วันนี้บ้านคุณหลวงศรี เขามีวงยี่อี๊ด คราวที่แล้วเสียหมดตัว คราวนี้พ่อจะแก้มือสักหน่อย”
มารตีหน้าเจื่อน วิไลรัมภารีบหลบตาพ่อ กลัวโดนยืมเหมือนกัน

หลายวันต่อมา พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิป พงศ์ประพันธ์ กับทีมคณะผู้แทนไทย ถ่ายภาพร่วมกัน ขณะประชุมกฎหมายทางทะเล ในการประชุมกฏหมายน่านน้ำทะเล ภายห้องประชุมเล็กของสหประชาชาติ
ปวรรุจ ท่านทูตพลเทพ ภาณุทัศนัย และคณะข้าราชการจากไทย ถ่ายภาพร่วมกัน เป็นที่ระลึก

การประชุมเสร็จสิ้นลงอย่างราบรื่นท่านทูตพลเทพและคณะผู้แทนจากรัฐบาลไทย กำลังทยอยออกจากห้อง มีฝรั่งด้วย เสียงพูด เสียงคุยปนกับเสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะ
ภาณุทัศนัยจะตามออกไป แต่เหลือบเห็นปวรรุจและทีมงานที่เหลืออีกสี่ห้าคนกำลังเก็บเอกสารอยู่ มีปรีชาและแขเลขาภาณุทัศนัยอยู่ในกลุ่มด้วย ภาณุทัศนัยเดินตรงมาหาปวรรุจ ยิ้มหยันกวนโทสะ
“อีกสองอาทิตย์การประชุมก็จะเสร็จสิ้น หวังว่ากลับพระนครคราวนี้ นายคงไม่ก่อเรื่องให้หญิงแต้วไม่สบายใจอีกนะ”
“กระหม่อมไม่ทราบว่าได้ก่อเรื่องให้ ท่านหญิงวรรณรสาไม่สบายพระทัยเรื่องอันใดกระหม่อม” ปวรรุจตอบเรียบๆ
ภาณุทัศนัยกระซิบ “ไม่ต้องมาทำปากดี แกตั้งใจแย่งคู่หมั้นของฉัน”
“หามิได้กระหม่อม ในยามที่ท่านหญิงร่วมเดินทางไปกับกระหม่อมนั้น ในความรับรู้ของกระหม่อม ท่านหญิงคือ คุณรสา แซ่ฮ้อ มีคู่หมั้นคู่หมายชื่อ เฮียเพ้ง เป็นเอเยนต์นำเข้านาฬิกาสวิต”
“ท่านหญิงบอกแกอย่างนั้นเหรอ”
“คุณรสาบอกด้วยว่า เฮียเพ้งเป็นชายมากรัก คบหญิงฝรั่งและคนไทยพร้อมๆ กัน ที่บอกว่ารักเธอคนเดียวเป็นการโกหกทั้งเพ เมื่อกลับพระนครเธอจะบอกทางบ้านให้ถอนหมั้นทันที”
คำพูดดังกล่าวทำเอาชายทัศน์หน้าแดงด้วยความโกรธ ปรีชา แขและกลุ่มทีมงานหันมามองเป็นตาเดียว
“เพราะฉะนั้นฝ่าบาทไม่ทรงมีสิทธิ์กล่าวหากระหม่อมไม่ว่าคดีใดๆ”
ภาณุทัศนัยโกรธตัวสั่น กวาดตามองไปยังข้าราชการไทยที่มองมา ปรีชา แขและทุกคน
หลบตาวูบ ชายทัศน์กระแทกโต๊ะเสียงลั่นก่อนออกจากห้อง ปวรรุจถอนหายใจอย่างเหนื่อย
หน่าย ทรุดลงนั่งช้าๆ สีหน้าทุกข์ตรม ปรีชาและแขเข้ามาหาปวรรุจ
“คุณชายครับ...มีอะไรให้ช่วยไหม” ปรีชาถาม
“ไม่มีอะไรหรอก ขอผมพักสักครู่”
“ครับ”
“เดี๋ยวแขเอาน้ำมาให้นะคะ”
แขรีบไปหาน้ำ ปรีชากลับไปที่กลุ่ม แต่ยังเหลียวมองมายังปวรรุจอย่างป็นห่วง

อีกสามสี่วันต่อมา ช่วงพักจากการประชุมประมาณสามวันสุดสัปดาห์ ปวรรุจกลับมาที่เบิร์น และกำลังนั่งจิบกาแฟหน้าตายังซึมเศร้าต่อเนื่อง เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เชิญ”
ปกรณ์เดินหน้าตายิ้มแย้มเข้ามาในห้อง
“ไง...ไอ้คุณชาย วันนี้อากาศดี แกกับฉันจะต้องทำตัวเป็นเจ้าภาพที่ดี พาแขกของเราไปเที่ยวในเมืองกันหน่อย”
ปวรรุจฉงน “แขกที่ไหน”
“รออยู่นอกห้องแล้ว”
ปวรรุจเหลียวไปมองประตูที่ยังเปิดอยู่ ร่างของ
กำลังโหลดความคิดเห็น...