xs
sm
md
lg

แผนรักแผนร้าย ตอนที่ 12

เผยแพร่:

แผนรักแผนร้าย ตอนที่ 12

ทางด้านอิศรพากอหญ้าเข้ามาพักที่ห้องเพนท์เฮ้าส์ขนาดใหญ่ หรูหรา ซึ่งเป็นคอนโดของเขา

“เธอพักที่นี่นะ กอหญ้า ทำตัวตามสบาย นึกซะว่าเป็นบ้านของเธอเอง ฉันยกให้”
อิศรว่าขณะเดินพากอหญ้าไปถึงห้องนอนใหญ่
“นี่ห้องของเธอ”
“ขอบคุณค่ะ” กอหญ้ามองไปรอบห้องคอนโด “ห้องของใครคะนี่”
“ของฉันเอง ฉันซื้อไว้แต่ไม่เคยมาอยู่ เธอสบายใจได้ รับรองไม่มีใครมาไล่เธอ”
“ขอบคุณมากค่ะ”
“ไม่เป็นไร ซื้อเอาไว้ตั้งนานแล้วไม่ได้ใช้” อิศรทำหน้ากรุ้มกริ่มขณะพูด “เรามาอยู่กัน ดีกว่าทิ้งห้องเอาไว้เฉยๆ”
กอหญ้ารู้ทัน “ว่าอะไรนะคะ “เรา” มาอยู่กัน “เรา” ไหน”
อิศรไม่ตอบ เดินไปทิ้งตัวลงบนเตียง
“อ้าว นี่มันห้องฉัน เธอจะไม่ให้ฉันอยู่ได้ยังไง”
“ไม่ให้ค่ะ คุณยกให้ฉันแล้วนี่ ฉันไล่คุณ”
กอหญ้าไปผลักอิศรออกจากเตียง อิศรคว้ามือไว้ ดึงกอหญ้าเสียหลัก ลงมานอนเคียงกันบนเตียง
อิศรอ้อล้อ “นอนคนเดียวไม่กลัวผีเหรอ”
“ไม่ค่ะ ไปได้แล้ว”
“ไม่”
“ไป”
“ไม่”
“งั้นฉันไป”
“จะไปไหน”
กอหญ้าอมยิ้ม ยั่วล้อ “ไป...ไปบ้านชิษณุพงษ์ก็ได้”
อิศรของขึ้นทันควัน “ขืนไป ฉันตามไปอาละวาดบ้านแตกแน่”
“งั้นคุณก็ไปซีคะ กลับบ้านไปได้แล้ว ฉันจะนอน ง่วงแล้ว”
อิศรแกล้งหาว ตีมึน เอนตัวลงซบไหล่กอหญ้า “ผมก็ง่วง”
กอหญ้าหยิกเต็มแรง อิศรร้องลั่น
“โอ๊ย” ยอมปล่อยกอหญ้าอย่างงอนๆ “เล็บคมหยั่งกะแมว”
“หายง่วงแล้วนะคะ กล้บบ้านได้” กอหญ้าดันอิศรลงจากเตียง “ไปค่ะอย่าลืมนะคะ พรุ่งนี้เรามีงานใหญ่”
อิศรลงจากเตียง แต่ยังงอแง “ก็ได้ๆ” ก่อนจะถามจริงจัง “ว่าแต่ว่า แผนคุณมันยังไงนะ”
ครู่ต่อมา กอหญ้าพิมพ์ข้อความ โดยอิศรนั่งลุ้นอยู่ข้างๆ มีเสียงกอหญ้าอธิบายให้อิศรฟังดังเข้ามา
“ฉันจะส่งข้อความเข้ามือถือคุณอาดารา ขอให้ท่านเอาเส้นผมของคุณพเยียมาตรวจดีเอ็นเอเทียบกับของท่าน”
อิศรถาม
“แน่ใจเหรอ ว่าเค้าจะเล่นด้วย”
“ฉันว่าหลังๆ มานี่ ท่านเองก็สงสัยคุณพเยียไม่น้อยเหมือนกัน ท่านน่าจะยอม”
กอหญ้ากดส่ง ด้วยแววตาเชื่อมั่น

ภายในห้องนอนนภดารา โทรศัพท์นภดารามีข้อความเข้า มีมือของใครคนหนึ่งกดเปิดข้อความของกอหญ้าออกอ่าน ที่แท้มือนั้นเป็นมือของพเยีย ที่นั่งอ่านข้อความของกอหญ้าอยู่ในห้องให้นภดาราที่นอนซมบนเตียงฟัง
“หนูคิดว่าคุณอาคงรู้ดี ว่าตอนนี้ คุณอาตกอยู่ในอันตราย และไม่อาจไว้วางใจใครได้ โดยเฉพาะคนที่คุณอาเชื่อว่าเป็นลูก แต่กลับมีพฤติกรรมหลายอย่างน่าสงสัย...”
นภดาราฟัง น้ำตาคลอ ค่อยๆ ไหลรินออกมา พเยียอ่านต่อ
“หนูอยากขอให้คุณอา เอาเส้นผมของคุณพเยียและของคุณอาไปตรวจดีเอ็นเอเปรียบเทียบกัน ถ้าสิ่งที่หนูสงสัยเป็นจริง คุณพเยียอาจจะไม่ใช่ลูกสาวของคุณอา”
พเยียหยุดอ่าน มองหน้านภดาราที่ฟังอยู่ ตัวสั่นระริก
“บ้า เลว...อย่าบอกนะ ว่าคุณแม่เชื่อมัน”
นภดาราหน้าซีด ไม่ตอบ แต่แววตายอมรับ
พเยียอ่านต่อ “พรุ่งนี้ หนูจะเข้าไปพบคุณอาที่ด้านหลังวังเพื่อรับของ อีกไม่เกินห้าวัน ความจริงก็จะปรากฏ แล้วคุณอาจะตัดสินใจได้เอง ว่าควรจัดการกับคุณพเยียอย่างไร”
พเยียอ่านจบ กดปิดโทรศัพท์ แววตากราดเกรี้ยว
“คุณแม่จะเอายังไงคะ”
นภดาราบอกด้วยเสียงเรียบๆ “แม่อยากตรวจให้มันรู้กันไป”
“คุณแม่เชื่อคนอื่นมากกว่าลูกในไส้งั้นหรือคะ”
“ถ้าพเยียเป็นลูกในไส้ของแม่จริง พเยียจะกลัวอะไร แค่ตรวจดีเอ็นเอแล้วพเยียก็จะได้ทุกอย่าง ทุกอย่างที่เป็นของแม่ ก็จะเป็นของพเยียอยู่ดี”
พเยียมองนภดารา รู้ว่ามาถึงเวลาที่จะต้องจัดการเด็ดขาดแล้ว
“แน่นะคะ”
นภดาราพยักหน้า บอกเสียงเรียบๆ “ถ้าลูกเป็นลูกของแม่”
พเยียเดินไปหยิบเอากระดาษเขียนจดหมายเนื้อดีและปากกามาวางตรงหน้านภดารา
“งั้นคุณแม่เขียนพินัยกรรมใหม่ ใส่ชื่อพเยียลงไปในนั้น เขียนตอนนี้เลยค่ะ แล้วพรุ่งนี้เช้า เราจะไปตรวจดีเอ็นเอกัน”
นภดาราหยิบปากกามา มือสั่นๆ มองพเยียอย่างไม่ไว้ใจ พเยียลงนั่งข้างๆ จ้องตาข่มขู่
“เขียนสิคะ คุณแม่ เขียนให้เสร็จ แล้วเราจะกลับมาเป็นแม่ลูกที่รักกันเหมือนเดิม”

นภดาราหยิบปากกามาเริ่มเขียน พเยียตาวาว มองนภดาราอย่างมุ่งร้าย
ค่ำนั้น ที่ห้องโถงบ้านชิษณุพงษ์ เจ้าแสงโชติและเจ้ามลุลีแต่งตัวพร้อมออกเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว มีกระเป๋าเดินทางวางอยู่พร้อมสรรพ สาวใช้ยืนรอพร้อมช่วยยกกระเป๋า ทว่าเจ้าทั้งสองต่างมีสีหน้ากระวนกระวาย

และเวลานี้เจ้าแสงโชติกำลังโทรศัพท์ตามลูกชาย
“ว่ายังไงคะ” เจ้ามลุลีร้อนใจยิ่งนัก
เจ้าแสงโชติวางสายแล้วส่ายหน้า “ไม่รับ”
เจ้ามลุลีไม่พอใจ “อุตส่าห์ห้ามไม่ให้ออกจากบ้านแล้วเชียวนะ ยังหนีไปจนได้นี่ได้เวลาจะต้องไปสนามบินแล้วนะคะ ถ้าลูกยังไม่กลับมาจะทำยังไงกันเนี่ย”
“คุณลองโทร.ไปที่วังศิวาลัยหรือยัง” เจ้าแสงโชติถาม
“โทร.แล้วค่ะ ทางโน้นเค้ายืนยันว่าชิษณุพงษ์ไม่ได้ไปที่นั่น”
“แล้วมันไปไหนของมัน”
เจ้าแสงโชติหันไปเห็นแตงโผล่เข้ามาที่ประตู
“แตง!”
เจ้ามลุลีหันไปมอง แตงยืนยิ้มจ๋อยๆ อยู่
“เจ้า”
ทั้งสองปราดเข้าไปหา เจ้ามลุลีถามอย่างร้อนใจ
“แตงไปกับคุณชิษณุพงษ์ใช่ไหม” แตงพยักหน้า “แล้วคุณชิษณุพงษ์อยู่ไหน”
แตงยกมือไหว้ปลกๆ ตอบไปด้วย
“คุณณุให้แตงมาเรียนเจ้าว่า คุณณุมีธุระสำคัญต้องไปทำ ถ้าเสร็จธุระแล้ว จะรีบตามเจ้าไปอเมริกาทันทีจ้ะ”
เจ้าแสงโชติฉงน “ไปทำธุระ? ธุระอะไร ที่ไหน”
“ไปทำธุระเรื่องคุณกอหญ้า ที่เชียงใหม่จ้ะ” แตงบอก
เจ้าแสงโชติทิ้งมือลงอย่างขัดใจ ออกอาการว่าไม่ต้องรอแล้ว เจ้ามุลลีอ่อนใจ

ส่วนที่ถนนหลังวังศิวาลัย รถตู้จอดอยู่ อิศรกับกอหญ้ารออยู่ข้างรถ
อิศรดูนาฬิกา “เลทแล้วนะ”
กอหญ้ากังวล “นั่นสิคะ”
“เธอแน่ใจเหรอว่าคุณอาเค้าจะออกมาหาเธอตามนัด”
กอหญ้านิ่ง ใช้ความคิด
“เค้าส่งข้อความตอบมาหรือเปล่า” กอหญ้าส่ายหน้า “แล้วเราจะรู้ได้ยังไง ว่าคุณอาดาราจะเชื่อเธอ แล้วออกมาหาเธอตามนัด”
“เชื่อหรือไม่เชื่อ ท่านน่าจะไว้ใจ ออกมาพบฉัน” กอหญ้ากังวล “นอกเสียจากว่า...”

จริงอย่างที่กอหญ้ากังวล นภดารานั่งนิ่งอยู่ สีหน้าซูบซีดอ่อนแอ แต่แววตาเด็ดเดี่ยว พเยียยืนถือกระดาษที่เขียนพินัยกรรมใหม่ในมือ อ่านลวกๆ สีหน้าพอใจ แล้วเงยหน้ามา
“ลงชื่อในพินัยกรรมด้วยสิคะ คุณแม่”
นภดาราพูดนิ่งๆ แต่เสียงเด็ดขาด “ไม่จ้ะ”
“อะไรนะคะ” พเยียตกใจ
“แม่จะลงชื่อให้พินัยกรรมฉบับนี้ หลังจากที่เราได้ผลตรวจดีเอ็นเอแล้ว” นภดารามองหน้าพเยีย “หนูต้องไปตรวจดีเอ็นเอกับแม่ก่อน”
พเยียตาวาววับ ยังไม่ทันพูดอะไร โทรศัพท์ ของนภดาราที่พเยียยึดไว้ ก็ดังขึ้น พเยียเหลือบตามอง เห็นชื่อกอหญ้า พเยียสีหน้าเปลี่ยน นภดาราเดาได้ ท่าทางดีใจ
“โทรศัพท์” ดูเวลา “ต้องเป็นกอหญ้าแน่ๆ”
นภดาราเข้าไปหา พเยียหลบ ไม่ยอมให้โทรศัพท์ นภดาราท้วง
“เอาโทรศัพท์ของแม่มา พเยีย แม่จะพูดกับกอหญ้า”
พเยียกดทิ้ง “ไม่ค่ะ คุณแม่จะไม่ได้พูดกับใครทั้งนั้น ถ้าคุณแม่ไม่ยอมลงชื่อในพินัยกรรมฉบับใหม่นี้” ยื่นไปให้ “ลงชื่อเดี๋ยวนี้ค่ะ” นภดาราขยับจะแย้ง พเยียเสียงดัง “เดี๋ยวนี้ค่ะ คุณแม่”
นภดารามองหน้าพเยีย ชั่งใจ แล้วรับกระดาษพินัยกรรมมาอย่างรวดเร็ว ไวเท่าความคิดนภดาราปาพินัยกรรมไปที่พื้นกลางห้อง พเยียทั้งตกใจ ทั้งโกรธ
“คุณแม่”
พเยียวิ่งไปเก็บพินัยกรรม นภดาราฉวยโอกาสนั้นวิ่งไปที่ประตู จะหนีพเยียวิ่งตามไป คว้าตัวเอาไว้ทันที่หน้าประตู
“ปล่อยนะ ปล่อย แม่จะไปหากอหญ้า”
“หยุดนะ”
ทั้งสองยื้อยุดกัน พเยียกระชากนภดาราผลักไปทางหนึ่ง นภดาราเซไปพิงผนัง หน้าตาเสียใจพเยียดันประตูปิด หันไปมองนภดาราที่ยืนหอบ หน้าซีดอยู่
“อย่าให้พเยียโมโหนะคะ คุณแม่”
นภดาราหอบ ยกมือขึ้นทาบอก ทำท่าเหมือนหายใจขัดๆ “ทำไม ลูกจะทำอะไรแม่หรือ พเยีย ลูกไม่กลัวหรือ ว่าถ้าแม่เป็นอะไรไป” จ้องตา พูดอย่างมีนัย “ลูกก็อาจจะไม่ได้สมบัติของศิวาวงศ์”
พเยียสะดุ้ง ที่ได้ยินนภดาราพูดเหมือนรู้ว่าตนไม่ใช่ลูกที่แท้จริง ทันใดนั้น ร่างของนภดาราก็ทรุดฮวบลง ท่าทางเหมือนช็อก พเยียยิ่งตกใจ
“คุณแม่” เข้าไปประคอง “คุณแม่ตายไม่ได้นะ อย่านะ” ร่างนภดาราเริ่มกระตุก ทำท่าเหมือนหายใจไม่ออก พเยียลนลาน “ยา ยาอยู่ไหน ยา”
พเยียวิ่งไปหาขวดยาที่หน้ากระจก นภดาราฉวยโอกาสลุกขึ้นแล้ววิ่งโซเซหนีออกไป
นภดารามีอาการป่วยจริง แต่รวบรวมเรี่ยวแรงฉวยโอกาสหนี พเยียหันมามอง ตกใจ
“คุณแม่ กลับมานะ”

พเยียวิ่งตาม
แผนรักแผนร้าย ตอนที่ 12 (ต่อ)

นภดาราวิ่งโซเซมาที่ห้องโถง พยายามฮึด แข็งใจเพื่อจะไปให้ถึงประตูด้านหน้าให้ได้ พเยียวิ่งไล่ตามมาห่างๆ ปากตะโกนเรียกดังลั่น

“คุณแม่ หยุดนะ”
นภดาราไปถึงประตูหน้าห้องโถงแล้ว ศรีเดินมาเห็น
นภดาราหอบเรียกให้ช่วย “ศรี ช่วยฉันด้วย”
ศรีเข้ามาประคอง เสียงพเยียตะโกนตามมา อย่างเดือดดาล
“ศรี จับคุณแม่ไว้ คุณแม่ไม่สบาย แล้วจะหนีออกไปข้างนอก”
ศรีมองหน้านภดารางงๆ ละล้าละลัง นาทีนั้นนภดารารีบผละตัวออกจากศรี แล้ววิ่งออกไปข้างถนนด้านนอกตึก เห็นรถตู้ของอิศรวิ่งมาจอดรอแล้ว ประตูรถเปิดอยู่
กอหญ้าอยู่ในรถ ตะโกนออกมา
“คุณอาคะ ทางนี้ค่ะ”
นภดาราจะวิ่งไปหา แต่เสียหลักทรุดลงเสียก่อน พเยียวิ่งตามออกมา
วินาทีนั้นอิศรตัดสินใจวิ่งกระโจนเข้ามาช้อนอุ้มร่างนภดาราขึ้นรถได้อย่างเฉียดฉิวพอดี รถแล่นออกไปทันที พ้นมือพเยียไปได้อย่างหวุดหวิด พเยียได้แต่ตะโกนตามอย่างเจ็บใจ
“แกจะเอาแม่ฉันไปไหน กลับมานะ กลับมา”

ไม่นานหลังจากนั้น อิศรและกอหญ้า พานภดารามาพักที่ห้องพักในคอนโดของเขา และในเวลานั้นหมอวิชาญกำลังฉีดยาให้นภดาราที่นอนหายใจรวยริน อยู่บนเตียง กอหญ้านั่งกุมมืออยู่ข้างๆ อิศรยืนมองอย่างสงสาร
“ผมจัดยามาให้ด้วยแล้ว ให้ทานทุกวัน แล้วถ้าหากมีอาการอะไรผิดปกติให้โทร.หาผมได้ตลอดเวลานะครับ”
“ขอบคุณมากค่ะ หมอ”
หมอวิชาญไหว้ลา “ผมขอตัวก่อน พักผ่อนมากๆ นะครับ” พลางกำชับนภดารา “แล้วก็อย่าคิดมากความเครียดมันมีผลโดยตรงกับอาการโรคหัวใจของคุณอานะครับ”
“ค่ะ” นภดารารับคำ
หมอวิชาญลุกขึ้นยืน
“ฉันไปส่งแก”
หมอวิชาญกับอิศรเดินออกไปจากห้องนอน กอหญ้าบีบมือนภดาราเบาๆ ปลอบใจ นภดาราน้ำตาซึมๆ
“ใครจะไปคิด ว่าพเยียจะทำกับฉันได้ขนาดนี้”
กอหญ้ายิ้มพูดปลอบด้วยเสียงอ่อนโยน “ไม่เอาค่ะ คุณอา หมอบอกแล้วไงคะว่าอย่าคิดมาก”
“ฉันรักเขา ฉันปกป้องเขา ฉันเชื่อมาตลอดว่าเขาคือลูกสาวของฉันแม้ว่าใครๆ จะสงสัย ไม่ใช่เพราะพเยียมีล้อกเก็ตอันนั้น แต่เพราะฉันเชื่อมาตลอดว่าลูกสาวของฉันยังไม่ตาย เขายังมีชีวิตอยู่”
“แต่ที่คุณพเยียทำลงไป มันก็บอกชัด ว่าคุณพเยียไม่ใช่ลูกของคุณอาแน่ๆ”
“แล้วลูกสาวของฉันล่ะ ถ้าพเยียไม่ใช่ลูกฉัน แล้วลูกของฉันเขาอยู่ที่ไหนอยู่ที่ไหน”
นภดาราพูดอย่างอ่อนแรง แล้วหลับตาลง น้ำตาไหล กอหญ้ามองอย่างสงสารจับใจ แล้วเข้าไปกอดนภดารา ให้ความอบอุ่น
อิศรที่เดินกลับเข้ามาพอดี มองภาพนั้น แล้วมองกอหญ้า ครุ่นคิด สงสัย

มองทอดสายตาจากโบสถ์แห่งหนึ่งแลเห็น วิวทิวทัศน์ของภูเขาสูงอันสวยงาม โบสถ์แห่งนี้ คุณแม่วันเพ็ญ พาเด็กๆ ในความปกครองและดูแลย้ายมาอยู่ที่นี่ และเวลานี้เสียงเด็กร้องเพลงดังแว่วมาไกลๆ ที่เก้าอี้สนามมุมหนึ่ง ชิษณุพงษ์นั่งรออยู่ ก่อนจะเห็นคุณแม่วันเพ็ญเดินเข้ามาหา
ชิษณุพงษฺลุกขึ้น ยกมือไหว้ “สวัสดีครับ คุณแม่”
คุณแม่วันเพ็ญแปลกใจ เมื่อเห็นว่าเป็นชิษณุพงษ์
“คุณชิษณุพงษ์ มาถึงที่นี่ มีธุระอะไรหรือคะ”

สองคนอยู่ในห้องทำงานของโบสถ์ชิษณุพงษ์ยื่นรูปกอหญ้าที่ได้มาจากแตงให้ คุณแม่วันเพ็ญรับมาดู
เป็นรูปที่กอหญ้าโอบกอดคุณแม่วันเพ็ญ มือข้างที่กอดอยู่มีแหวนวงเล็กๆ สวมอยู่ 
“แม่เป็นคนให้รูปนี้ไปกับหนูแตงเองค่ะ ไม่ทราบว่ามีอะไรหรือคะ”
“คุณแม่ดูแหวนที่กอหญ้าใส่สิครับ แหวนรูปดาว...คุณแม่รู้มั้ยครับว่ากอหญ้าเอาแหวนวงนี้มาจากไหน”
“คุณแม่ยุพาเคยเล่าให้แม่ฟังว่าแหวนวงนี้ติดตัวกอหญ้ามาตั้งแต่เล็ก ตอนที่ท่านเจอกอหญ้าถูกวางทิ้งไว้หน้าโบสถ์ กอหญ้ามีแหวนวงนี้ติดอยู่ พร้อมกับล็อกเก็ตอีกอันนึง”
ชิษณุพงษ์ตื่นเต้น “แล้วคุณแม่จำหน้าตาล็อกเก็ตอันนั้นได้มั้ยครับ ว่ารูปร่างลักษณะมันเป็นยังไง”
คุณแม่วันเพ็ญพยายามนึก
“เอ เท่าที่พอจะจำได้ มันเป็นล้อกเก็ตกลมๆ ไม่ใช่สิ เป็นรูปไข่ สีเงินๆ แล้วเหมือนจะมีลวดลายสลักเอาไว้”

สีหน้าชิษณุพงษ์นิ่งฟังอย่างสนใจ
ชิษณุพงษ์กำลังกดโทรศัพท์ถึงกอหญ้าอย่างร้อนใจ มองรูปกอหญ้าที่หน้าจอโทรศัพท์ ขณะได้ยินเสียงแว่วๆ ออกมาจากโทรศัพท์เครื่องนั้น

“บริการฝากหมายเลขโทร.กลับ Welcome to call back service”
ชิษณุพงษ์กดตัดสาย แล้วกดโทรศัพท์ออกอีกครั้ง คราวนี้ชิษณุพงษ์โทรเข้าที่วังศิวาลัย ศรีเป็นคนมารับโทรศัพท์
“สวัสดีค่ะ วังศิวาลัยค่ะ”
“ผมชิษณุพงษ์นะ ขอพูดกับกอหญ้าหน่อย”
“คุณกอหญ้าไม่อยู่แล้วค่ะ”
ชิษณุพงษ์งง “ไม่อยู่แล้ว...หมายความว่ายังไงศรี”
ศรีพูดด้วยน้ำเสียงลำบากใจ “คุณกอหญ้าไม่ได้อยู่วังศิวาลัยแล้วค่ะ ตั้งแต่คุณชายเสีย คุณพเยียเธอก็ให้คุณกอหญ้าไปอยู่ที่อื่น”
ชิษณุพงษ์ทั้งตกใจ และไม่พอใจ “ได้ยังไง! แล้วคุณอาดาราว่ายังไง คุณอาดารายอมให้พเยียไล่กอหญ้าออกจากวังด้วยเหรอ” ศรีเงียบไป อ้ำอึ้ง “ศรี ศรีได้ยินฉันหรือเปล่า”

ชิษณุพงษ์ไม่รู้ว่าเวลานั้นที่วังศิวาลัย พเยียยืนหน้าบูดบึ้งอยู่ตรงหน้าศรี ที่ยืนหน้าจ๋อยอยู่ข้างโทรศัพท์ พเยียเอาหูโทรศัพท์วางลง พูดข่มขู่
“ทีหน้าทีหลัง อย่าให้ฉันจับได้ ว่าเธอเอาเรื่องในวังไปเล่าให้คนข้างนอกฟัง ไม่งั้น ฉันจะไล่เธอออกตามนังกอหญ้าไปอีกคน เข้าใจไหม”
“ค่ะ คุณหนู”

ด้านชิษณุพงษ์ขับรถกลับอย่างร้อนใจ ขณะกำลังโทร.หาแตง ที่บ้านในกรุงเทพฯ แตงรับสาย
“ว่าไงจ๊ะ คุณณุ”
“ฉันกำลังกลับจากเชียงใหม่ แต่ตอนนี้ ฉันอยากให้แตงช่วยอะไรหน่อย”
“ช่วยอะไรอีกล่ะ คุณณุ ที่แตงช่วยคุณณุคราวที่แล้ว เจ้ายังไม่หายโกรธแตงเลยนะ”
“เอาน่ะ เดี๋ยวฉันจะบอกพ่อกับแม่เอง ว่าฉันบังคับเธอให้ทำ”
“แล้วคราวนี้จะให้แตงทำอะไรล่ะ”
“กอหญ้าถูกไล่ออกจากวังศิวาลัย ฉันพยายามติดต่อคุณอาดาราก็ไม่สำเร็จ เธอช่วยฉันหน่อยได้ไหม แตง ฉันอยากรู้ว่ากอหญ้าอยู่ที่ไหนแล้วมันเกิดอะไรขึ้นที่วังศิวาลัย”


ส่วนอิศรขับรถมาจอดหน้าตึกบ้านอดิศวร เจอสุบรรณยืนรออยู่
“อ้าว มาทำอะไรตรงนี้”
“มารอคุณอิศรไงครับ ก็สั่งให้ผมมาหา เอ นี่ติดโรคความจำเสื่อมมาจากคุณกอหญ้าหรือยังไงครับ”
“เดี๋ยวปั้ด...ฉันรู้โว้ย ว่าฉันนัดให้แกมาหาที่บ้าน แต่ที่ฉันถาม เพราะฉันสงสัย ว่าแกมายืนทำซากอะไรที่หน้าบ้าน ทำไมไม่เข้าไปข้างใน”
“บรรยากาศข้างในมันไม่ค่อยจะดีน่ะครับ ผมทนนั่งอยู่ไม่ไหว” อิศรงง “คุณอิศรเข้าไปดูเองละกัน”
อิศรเดินเข้าไป สุบรรณตาม
พออิศรเดินเข้ามาในห้องโถง เจอพเยียนั่งหน้าตาเอาเรื่องรออยู่ พอเห็นอิศร พเยียก็ลุกขึ้นยืน เข้าประเด็นทันที
“คุณกับนังกอหญ้าพาแม่ฉันไปอยู่ที่ไหน”
“ไปอยู่ในที่ปลอดภัย”
“ฉันต้องการคุณแม่คืน พาท่านกลับไปที่ศิวาลัยเดี๋ยวนี้”
อิศรยิ้มกวน “ไม่...คุณอาดาราจะไม่กลับไปที่นั่น แล้วเธอ ก็จะไม่ได้เห็นหน้าท่านอีก”
สุบรรณมองอิศร ทำท่าเหมือนอยากจะเตือน แต่อิศรไม่สนใจสุบรรณ
พเยียโกรธ “หมายความว่ายังไง นี่คุณคิดจะลักพาตัวคุณแม่ของฉันงั้นเหรอ”
“ผมช่วยท่านออกมาต่างหาก” อิศรย้อน
“ท่านเป็นแม่ของฉัน คุณไม่มีสิทธิ์เอาตัวท่านไป เอาแม่ฉันคืนมานะคุณอิศร ไม่งั้นฉันจะ...” พเยียขู่
“จะทำไม คุณจะทำไม” อิศรท้า เกรียนสุดๆ
สุบรรณเข้ามาสะกิด
“เขามีสิทธิ์แจ้งความเอาผิดคุณกับคุณกอหญ้าได้นะครับ”
อิศรยิ้มเยาะ “เขาไม่กล้าหรอก สุบรรณ” หันไปหาพเยีย “ผมพนันให้ก็ได้ ว่าคุณไม่กล้าไปแจ้งตำรวจแน่”
พเยียแค้นที่อิศรพูดจี้ใจดำ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
“แก”
“คนอย่างคุณ เจอตำรวจก็วิ่งหนีแทบไม่ทันแล้ว เพราะฉะนั้น ผมอยากทำอะไร ผมก็จะทำ ...คุณทำอะไรผมไม่ได้หรอกคุณพเยีย”
“คอยดูแล้วกัน ฉันไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอก”
พเยียโกรธ แต่ก็รู้ว่าตัวเองทำอะไรอิศรไม่ได้ ได้แต่สะบัดหน้าเดินปึงปังออกไป
อิศรมองตามพเยีย ใบหน้ายิ้มขี้เล่นกวนประสาทเปลี่ยนเป็นจริงจัง หันไปหาสุบรรณ
“สุบรรณ”
“ครับ”
อิศรกระซิบข้างหูสุบรรณ ซึ่งสุบรรณพยักหน้ารับรู้ แล้วเดินเร็วๆ ออกไปทางประตูข้าง คนละทางกับพเยีย

พเยียเดินหน้าบึ้งออกมาจากตึก แทบจะชนกับสกุณาที่เข้ามา
“ว้าย” สกุณาชะงักเมื่อเห็นหน้า “อุ๊ย คุณหนูพเยีย”
พเยียชะงัก หน้ายังบึ้ง ทักอย่างเสียไม่ได้ เพราะอยู่ในอารมณ์ฉุนเฉียว
“อ้อ คุณสกุณา”
สกุณาจ๊ะจ๋าเสียงหวาน “วันนี้มาถึงบ้านอา มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ” พอเห็นพเยียหน้าหงิก เลยถามอย่างสอดรู้ “มีปัญหาอะไร ทะเลาะกับตาอิศรหรือไงคะ”
“เปล่า ไม่มีอะไร ขอตัวนะคะ”
พเยียรีบเดินออกไป ไม่เปิดโอกาสให้สกุณาซักถามอะไรอีก สกุณาบ่นพึมพำ
“ไม่มีก็ไม่มีสิ เราอุตส่าห์ทักดีๆ”
พเยียเดินไปได้นิดหนึ่งแล้วชะงัก สีหน้าพเยีย เหมือนคิดอะไรได้ พเยียหันขวับมา
“เดี๋ยวก่อนค่ะ คุณ...คุณสกุณา”
สกุณาหันมาหา “คะ”
“ถ้าฉันจำไม่ผิด คุณใช่ไหมคะ ที่เป็นคนซื้อเครื่องเพชรของคุณยายหญิงนภาจรีไป”
สกุณาหน้าม้าน มองพเยียที่ยิ้มๆ อย่างงงๆ ไม่รู้ว่าพเยียจะมาไม้ไหนพเยียยิ้ม ตาวาววับ

เย็นนั้นพเยียขับรถไป คุยโทรศัพท์กับนพดล โดยไม่ใช้สปีคเกอร์
“พี่นพ ฉันเอง อยู่บ้านใช่ไหม...ฉันมีเรื่องจะให้พี่ทำ...”
ขณะเดียวกัน สุบรรณซึ่งตั้งใจขับรถสะกดรอยตามพเยียมาห่างๆ ทางด้านหลัง และคอยมองที่รถพเยียไม่ให้คลาดสายตา
พเยียยังคุยโทรศัพท์ต่อ
“นี่อย่าเพิ่งโวยได้ไหม ฟังก่อน...เอางี้ พี่รออยู่ที่บ้านนั่นแหละ เดี๋ยวฉันไปหา”
พเยียเห็นรถมอเตอร์ไซค์ตำรวจคันหนึ่งแล่นตามประกบข้างรถ แล้วชี้มาที่ตน เตือนไม่ให้โทรศัพท์ระหว่างขับรถ พเยียตกใจ
“ตำรวจ”
พเยียมองไปเห็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่อยู่ข้างหน้า พเยียตบไฟ หักเลี้ยวรถเข้าไปในห้างสรรพสินค้าทันที

ครู่ต่อมารถพเยียขับเข้ามาจอดในลานจอดรถของห้าง พเยียมองกระจกหลัง เช็คดูว่ามีตำรวจตามมาหรือเปล่า แต่พเยียกลับเห็นรถของสุบรรณที่ขับตามมา พเยียชะงัก ขับวนหนี สุบรรณขับตาม
พเยียชักเอะใจ ว่าสุบรรณขับรถตามตนมา พเยียคิดไปคิดมา ชั่งใจว่าจะทำอย่างไร พเยีย เห็นป้ายบริการล้างรถ จึงขับตรงเข้าไป สุบรรณ เห็นพเยียจอดรถที่บริเวณคาร์แคร์ สุบรรณหาที่จอดซุ่มดู และเห็นพเยียลงจากรถ ส่งกุญแจให้เด็กรับรถ ก่อนจะเดินเฉิดฉายเข้าไปให้างสรรพสินค้า
สุบรรณรีบลงจากรถมา กะว่าจะตาม แต่เห็นเด็กรับรถขับรถพเยียเข้าไปที่ช่อง service
พนักงานหลายคนเข้ามามะรุมมะตุ้มล้างรถพเยีย สุบรรณมองงงๆ ไม่แน่ใจ

สุบรรณโทร.รายงานอิศร
"คุณพเยียเอารถมาล้างครับ"
อิศรถามกลับ
“แล้วตัวเค้าล่ะ”
“เข้าไปในห้างครับ”
อิศรเอะใจ “เฮ้ย แย่แล้วสุบรรณ รีบตามไป เร็ว”
สุบรรณตาเหลือก วิ่งแนบเข้าห้างไป
แต่ไม่ทันแล้ว เพราะพเยียออกมาเรียกแท็กซี่ที่หน้าห้าง รีบขึ้นรถ ให้แท็กซี่รีบขับรถแล่นออกไป

ไม่นานต่อมาอิศรมาเล่าทุกเหตุการณ์ให้กอหญ้าฟัง กอหญ้าใคร่ครวญ
“คุณพเยียคงรู้ทัน ว่าโดนคุณสุบรรณสะกดรอยตาม”
“ฉันไม่น่าพลาดเลย ไม่งั้นคงรู้ ว่าพเยียจะทำอะไรต่อไป”

อิศรบ่นอุบ
แผนรักแผนร้าย ตอนที่ 12 (ต่อ)

ตอนเย็นวันนั้นที่ย่านชุมชนแออัด พเยียกำลังโวยวายกับนพดลอยู่ที่ในบ้านเช่า

“พวกนังกอหญ้ามันบอกคุณแม่ ว่าฉันไม่ใช่ลูก แถมยังให้คนสะกดรอยตามฉัน ฉันว่ามันเล่นงานฉันแน่ ฉันจะทำยังไงดี พี่นพ ช่วยคิดหน่อยซี ฉันจะทำยังไงดี”
“มาถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าถอยก็มีแต่เข้าตะรางเท่านั้น”
“ถ้าไม่ถอย แล้วจะทำยังไงล่ะ พี่นพ”
“ไม่ถอยก็ต้องสู้ซี พเยีย ให้นังนภดารามันเซ็นยกสมบัติให้เราให้ได้ บ้านนี้เมืองนี้ ถ้ามีเงินมากพอ ใครมันก็ทำอะไรเราไม่ได้”
พเยียเห็นคล้อยตาม แต่ยังกังวล
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ”
“เราก็ค่อยกำจัดมันซะ อ่อนแอขี้โรคขนาดนั้น ไม่ยากหรอกน่ะ ใครเอาผิดเราไม่ได้ด้วย”
พเยียหน้าตาโล่งอก
“ตกลง”
“ว่าแต่ว่า เราต้องรีบหาให้เจอ ว่าไอ้อิศรเอามันไปซ่อนไว้ที่ไหน”
พเยียยิ้ม “อันนั้นเป็นหน้าที่ของพี่”
นพดลงง “หา”
“ไม่ต้องหาหรอกน่ะ ไม่ยาก ฉันจะบอกวิธีให้”
พเยียยิ้มเจ้าเล่ห์

ทางด้านแตงเดินพาชิษณุพงษ์เข้ามา ทั้งสองหยุดยืนรออยู่ที่ส่วนต้อนรับของล้อบบี้คอนโด
“คุณอิศรพาคุณกอหญ้ากับคุณนภดารามาอยู่ที่นี่ค่ะ เค้าปิดเป็นความลับ ไม่ยอมบอกใครทั้งนั้น นอกจากเราสองคน
รปภ.วางโทรศัพท์ “โอเค.ครับ คุณสองคนขึ้นไปได้”
“ขอบคุณค่ะ” แตงหันไปบอกชิษณุพงษ์ ขณะที่เดินไปขึ้นลิฟต์ “คุณอิศรสั่งรปภ.ให้กวดขันเรื่องความปลอดภัยมากๆ ค่ะ โดยเฉพาะเรื่องคนเข้าออก ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากคุณอิศรแล้ว ห้ามใครเข้าทั้งนั้น”
“กันท่าคนอื่นล่ะสิ” ชิษณุพงษ์หมั่นไส้
แตงบ่นงึมงำกับตัวเอง “คนเค้ารักกัน เค้าก็ห่วงกันเป็นธรรมดา อิจฉาเค้าล่ะสิ”
ชิษณุพงษ์ไม่ทันได้ยิน ทั้งสองขึ้นลิฟต์ไป

ไม่นานนักชิษณุพงษ์และแตงนั่งอยู่กับนภดาราและกอหญ้า
“ทำไมชิษณุถึงอยากรู้เรื่องล็อกเก็ตของอา”
“เอาไว้เมื่อถึงเวลา ผมจะบอกความจริงทุกอย่างกับคุณอาครับ แต่ตอนนี้ขอให้คุณอาเชื่อใจผมซักครั้ง ล็อกเก็ตอันนั้น อันที่แสดงว่าพเยียคือลูกสาวของคุณอา หน้าตามันเป็นยังไงครับ”
นภดารานึกๆ
“นับตั้งแต่วันที่อาถอดให้กับลูกสาวของอาไป อาก็ไม่ได้เห็นมันอีกเลยเป็นสิบปี”
“แต่คุณอาจำได้ ใช่ไหมคะ” กอหญ้าถาม
“ได้สิจ๊ะ มันติดตัวฉันมาเป็นสิบปี ฉันจำมันได้ติดตา มันเป็นล็อกเก็ตรูปไข่ ทำจากทองคำขาว สลักลวดลายเป็นตราของราชสกุลศิวาวงศ์”
ชิษณุพงษ์ตาวาว ตื่นเต้นสุดๆ
“คุณอามีรูปถ่ายของล็อกเก็ตอันนั้นไหมครับ”
“ไม่มีหรอกจ้ะ อย่างที่บอก ล็อกเก็ตอันนั้นจากอาไปเป็นสิบปีแล้ว มีแค่ความทรงจำในหัวของอานี่แหละ”
ชิษณุพงษ์ทำหน้าผิดหวัง แตงรำพึง
“มีแค่ความทรงจำ จะเอาออกมาให้ดูกันได้ยังไงกันล่ะคะ” แตงพาซื่อ
กอหญ้ายิ้มบอก “ได้สิคะ”
นภดาราฉงน “หนูจะทำยังไง กอหญ้า”

ผ่านเวลาไป ดินสอสีถูกระบายลงบนกระดาษขาว ด้วยฝีมือของนภดาราที่กำลังลงรายละเอียดรูปล็อกเก็ตอย่างตั้งใจ กอหญ้าเดินเข้ามาหาพร้อมกับแก้วนม
“พักก่อนนะคะ คุณอา ทำมาตั้งนานแล้ว”
นภดาราวางดินสอ ยิ้มรับ
“ขอบใจจ้ะ”
นภดาราดื่มนม กอหญ้าชะโงกหน้าดูภาพในกระดาษ รู้สึกคุ้นอย่างมาก
“นี่เหรอคะ ล็อกเก็ตที่ว่า”
“จ้ะ”
“คุ้นตาเหลือเกิน” กอหญ้าว่า
“หนูคงเคยเห็นพเยียใส่”
กอหญ้าเพ่งมอง “ไม่ค่ะ ไม่ใช่” พร้อมกับกระพริบตา และเริ่มมีอาการปวดหัวนิดๆ “หนู
รู้สึกว่าหนูเคยเห็นมันมานานกว่านั้น นานมากๆ”
นภดาราตื่นเต้น “จริงเหรอจ๊ะ ที่ไหน”
กอหญ้าพยายามคิด “หนู...หนูนึกไม่ออกค่ะ แต่มันคุ้น คุ้นเหลือเกิน…โอ๊ย”
กอหญ้าร้องเริ่มปวดหัวแปล๊บ
“กอหญ้า” นภดาราตกใจ รีบเข้ามาประคอง “หนูปวดหัวอีกแล้วใช่ไหม...เลิกคิดจ้ะ เลิกคิดก่อน หนูมียาไหม ยาที่คุณหมอวิชาญให้เอาไว้หมดไปหรือยัง”

นภดาราประคองกอหญ้าให้นอนลงที่โซฟา
“ทานยาแล้วนอนพักก่อนนะจ๊ะ แล้วอย่าคิดอะไรอีก นอนหลับตาพักซักครู่ เดี๋ยวก็หาย”
นภดาราเอาผ้าห่มให้ กอหญ้ายังปวดหัว ทรมาน จับมือนภดาราแน่น
“หนูเห็น หนูเห็น คืนนั้น...คืนนั้น”
ภาพแว้บขึ้นในหัวของกอหญ้า แต่เป็นภาพขาดวิ่นของล็อกเก็ตไม่ประติดประต่อนัก ในคืนฝนฟ้าคะนอง และเลือดแดงฉาน สลับกันไปมา นภดาราพยายามปลอบกอหญ้าที่ทุรนทุราย
“กอหญ้า อย่านึกอีกเลยจ้ะ หยุดก่อน เดี๋ยวจะเป็นอะไรไป”
กอหญ้าเห็นภาพมือพเยียที่ถือล้อกเก็ตไว้ และจบที่หน้าตาโหดเหี้ยมร้ายกาจของพเยีย แล้วดับวูบไป
กอหญ้าทะลึ่งตัวขึ้นมา ตาเบิ่งกว้าง “หนูเห็นพเยียถือล็อกเก็ตอันนี้ค่ะ ตอนที่เค้าทำร้ายหนู”
นภดาราตะลึง ตกใจ
นภดารายืนทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วหันมามองกอหญ้าที่หลับไปแล้วด้วยฤทธิ์ยา สายตาอ่อนโยนมีแววคำถาม
“พเยียนั่นเองที่เป็นคนทำร้ายหนูจนความจำเสื่อม เพราะอะไรนะ กอหญ้า เพราะอะไรพเยียถึงต้องทำร้ายเธอ”

นภดาราเดินกลับมานั่ง ลูบหัวกอหญ้าเบาๆ ครุ่นคิด เริ่มสงสัยอะไรขึ้นมา
วันต่อมา ที่บ้านอดิศวร สกุณาแต่งตัวสวยเช้ง กำลังจะออกไปข้างนอก นุชกับนันเดินถือกระเป๋าตามสอพลอ

“คุณจะไปนานไหมคะ” นุชถาม
“ก็ไม่แน่ จะถามทำไม จะหนีเที่ยวเหรอ”
“เปล่าค่ะ แค่อยากรู้ ว่าคุณจะกลับมาทานกลางวันที่บ้านไหม” นันถามต่อ
“ไม่” สกุณาดักคอ ชี้หน้า “แต่เธอสองคนก็อย่าเถลไถลล่ะ อยู่เฝ้าบ้าน ดูๆ แลๆ ให้ฉันด้วย ...ฉันอยากรู้ ว่าคุณอิศรกับคุณพเยีย เค้าทะเลาะกันเรื่องอะไร”
นุชกะนันรับพร้อมกัน “ค่ะ”
สกุณาขึ้นรถ ขับออกไป

ขณะที่สกุณาขับรถมาเรื่อยๆ มุ่งหน้าจะออกปากซอย จนมาถึงแยกเล็กๆ กลางซอย
ชายในชุดแจ๊กเก็ตมีฮู้ดคลุมหัวมิดชิด วิ่งออกมาตัดหน้ารถ สกุณาเหยียบเบรคอย่างแรงจนหัวทิ่ม
เห็นชายนั้นล้มลงไป สกุณาตกใจ รีบเปิดประตูลงมาดู
“คุณ เป็นอะไรรึเปล่า”
ทันใดนั้น ผู้ชายคนนั้นลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เข้าประชิดตัว แล้วเอาปืนจี้เอว สกุณาร้องลั่น
“ว้าย”
“อย่าส่งเสียง ถ้าไม่อยากเจ็บตัว”
ฮู้ดที่คลุมหัวหล่น สกุณาจึงเห็นว่าเป็นนพดล ยิ่งกลัว
“นพ”
“ขึ้นรถ แล้วขับไปดีๆ ไม่งั้น” นพดลเอาปืนกระแทกสีข้างขู่
สกุณาตัวสั่น นพดลพาสกุณากลับไปยัดใส่รถ ก่อนจะเห็นรถขับออกไป

สองคนอยู่ในรถที่ขับมาจอดในที่เปลี่ยวไม่มีคน สกุณาตื่นกลัวพยายามอ้อนวอน
“นพ อย่าทำอะไรพี่เลยนะ พี่ขอร้อง”
“ผมยังไม่ได้เฉ่งพี่เลย เรื่องที่พี่บอกตำรวจเรื่องผม”
“พี่ไม่มีทางเลือกจริงๆ นพอย่าโกรธพี่เลยนะ” สกุณายกมือไหว้ “พี่ขอร้องปล่อยพี่ไปเถอะ”
“ปล่อยก็ได้ แต่พี่ต้องช่วยผม เป็นการไถ่โทษ”
“ไม่ ไม่เอา พี่ทำไม่ได้”
สกุณายิ่งกลัว จะหนีออกนอกรถ นพดลประชากไว้ ดึงมากอด พูดขู่
“ถ้าพี่ไม่ทำ เรื่องที่พี่แอบมาจ้ำจี้กับผมบ่อยๆ รับรองว่าถึงหูผัวพี่แน่...ว่าไง”
สกุณาหน้าเสีย เห็นท่าทางนพดลเอาจริง สกุณาค่อยๆ ถามแบบจำยอม
“นพ...นพจะให้พี่ทำอะไร”
“สะกดรอยตามไอ้อิศร”
“พี่... พี่ไม่ถูกกับเค้า เค้าเกลียดพี่จะตาย พี่ทำไม่ได้หรอก พี่จะทำได้ยังไง
นพดลยิ้มๆ มองสกุณาอย่างข่มขู่ สกุณาเครียดจัด

ตกตอนเย็น อิศรจอดรถที่หน้าคอนโด เดินเข้าด้านในอย่างเร่งรีบ ครู่ต่อมากอหญ้าเปิดประตูให้อิศร อิศรเดินเข้ามา ถามทันที
“มีเรื่องด่วนอะไรหรือ กอหญ้า”
“คุณอาดาราค่ะ ท่านอยากจะไปพบคุณพเยีย”
อิศรทำหน้าแปลกใจ
3 คนอยู่ในห้องนั่งเล่นด้วยกัน นภดาราเล่าแผนให้ฟัง
“ทางเดียวที่เราจะเอาผิดพเยียได้ คือต้องหลอกให้พเยียรับสารภาพ”
“พูดน่ะง่ายครับ แต่พเยียไม่ได้โง่ เราจะไปหลอกให้เค้ายอมรับว่าเค้าผิด เค้าวางแผนฆ่าคนตาย ผมว่าไม่มีทาง” อิศรท้วง
“ถ้าแลกกับมรดกของอาล่ะ” นภดาราบอก
อิศรฉงน “ยังไงนะครับ”
“ถ้าเค้ายอมรับสารภาพทุกเรื่องที่เค้าทำ อาจะให้เงินเค้าจำนวนนึงอาจจะซัก 2-3 ร้อยล้าน”
กอหญ้าท้วงขึ้นอีก “แต่ยังไงเค้าก็ต้องติดคุกนะคะ”
“เมื่อพ้นโทษออกมา เค้าก็ยังจะมีเงินก้อนใหญ่เอาไว้ใช้...ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรไม่ใช่หรือ”
กอหญ้าหันไปถามอิศรที่นิ่งใช้ความคิดอยู่ “คุณคิดว่ายังไงคะ คุณอิศร”
“ก็จริง สำหรับคนที่จนตรอกอย่างพเยีย ไม่แน่ ถ้ากล่อมดีๆ เค้าอาจจะยอมก็ได้”
นภดาราสรุป “เป็นอันว่าตกลงตามนี้นะคะ”
กอหญ้ากังวลไม่หาย “แต่หนูไม่เห็นด้วยเลยที่คุณอาจะเอาตัวไปเสี่ยง...ให้หนูไปแทนไม่ดี กว่าหรือคะ”
“ไม่ได้หรอกจ้ะ กอหญ้า...ฉันเป็นคนพาพเยียเข้ามา ฉันต้องเป็นคนจัดการกับเค้าเอง” นภดาราบอกอย่างมุ่งมั่นมาดหมาย
กอหญ้ามองหน้าอิศรเป็นเชิงขอความเห็น สีหน้ากอหญ้าดูไม่เห็นด้วยเอาเลย

ส่วนพเยียนั่งวางมาดนางพญาอยู่ในห้องสมุด กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ โดยนึกว่าเป็นกอหญ้าโทร.เข้ามา
“ว่าไง นังกอหญ้า”
ที่แท้เป็นนภดาราพูดสายด้วยมือถือของกอหญ้า
“นี่แม่เองนะคะ พเยีย”
พเยียตาโต “คุณแม่ นี่คุณแม่อยู่ที่ไหนคะ
กำลังโหลดความคิดเห็น...