xs
xsm
sm
md
lg

เสือสั่งฟ้า พยัคฆ์ผยอง ตอนที่ 14

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง ตอนที่ 14

ขณะนั้นจุกกำลังชะเง้อชะแง้มองจนกระทั่งหาญพากระเต็นกลับมาพร้อมกับยิ่งยศและศรีแพร
“พี่เต็น พี่เต็น ฉันดีใจที่สุดเลยที่พี่ไม่เป็นไร”
จุกจะเข้าไปกอด กระเต็นมองหน้าโกรธๆ จุกชะงัก จ๋อย ทั้งหมดเดินเข้าไปในโกดัง กระเต็นนั่งลง
“ต้องเป็นคำสั่งไอ้รองอำนวยแน่ที่ให้ตำรวจตามวิสามัญเรา”
“แล้วตกลง พ่อเจอกล้ามั้ยคะ”
“เจอ”
“แล้วไงคะ กล้าอยู่ที่ไหน ทำอะไร อยู่กับใคร ทำไมพ่อไม่พากล้ากลับมา”
“ถ้ามันยอมกลับมาก็ดีน่ะซิ”
“หมายความว่ายังไงคะ”
“เจ้าคนเมืองมันกลายเป็นโจรไปแล้ว มันจะทำร้ายหาญกับผู้การยิ่งยศด้วย”
“อะไรนะ ไอ้กล้านะเหรอ”
“จริงเหรอคะ พ่อหาญ”
หาญพยักหน้า
“ถ้าไม่ได้เห็นกับตา ไม่ได้ยินกับหู อั๊วก็คงไม่เชื่อว่าไอ้กล้ามันจะเป็นไปได้ เลือดพ่อมันแรงจริงๆ”
“ไอ้ยิ่ง พอแล้ว”
“จนถึงขนาดนี้แล้ว จะเก็บงำกันไว้ทำไม ยอมรับความจริงเถอะว่าไอ้กล้า มันเป็นลูกเสือผาด มันไม่มีเลือดของไอ้เพชรกับกระเต็นอยู่ในตัวแม้แต่หยดเดียว มันเกิดมาเพื่อเป็นโจร”
จุกกับศรีแพรงง
“เดี๋ยวๆ เจ้ากล้าเป็นลูกเสือผาด เสือผาด ชุมผาดำ ที่ผู้การเพชรปราบราบคาบไปน่ะเหรอ นี่มันเรื่องอะไรกัน”
“เอ็งไปหาซื้ออาหารมาที” หาญตัดบท
“แต่ว่า” จุกจะถามต่อแต่เจอหาญทำตาดุ “ก็ได้จ้ะ”
จุกเดินไป ศรีแพรงง อ้าปากจะถาม
“ศรีแพร เอ็งก็ออกไปดูซิว่า แถวนี้มีน้ำให้ตักมาใช้กิน ใช้อาบได้บ้างมั้ย”
“ก็ได้”
ศรีแพรออกไป
“อั๊วอาจจะปากพล่อยไปหน่อย ขอโทษนะกระเต็น”
“หนูเข้าใจค่ะ ความจริงก็คือความจริง”
“พ่อยังเชื่อว่า มันมีอะไรมากกว่านั้น ถึงเราไม่เชื่อมั่นในตัวกล้า แต่พ่ออยากให้เราเชื่อมั่นในความดีเราต้องทำให้กล้ากลับมาเป็นกล้าคนเดิมให้ได้”
“ด้วยวิธีไหนคะ”
หาญนิ่งเพราะมีแผนอยู่แล้ว

ที่ปางไม้ ขุนโชติร่ายมนต์แล้วสะบัดออก เกล็ดจระเข้จำนวนมากพุ่งใส่กล้า กล้ากลิ้งตัวหลบอย่างรวดเร็ว ไปยังดาบประจุพรายทั้งสองที่ปักอยู่บนพื้น กล้าดึงดาบ เป่ามนต์ลงไป อักขระบนดาบเรืองแสงสีแดง แววตากล้าแข็งกร้าวขึ้น กล้าตวัดดาบใส่ขุนโชติ เกิดเงาดาบพุ่งไปที่ขุนโชติทันที ขุนโชติร่ายมนต์กสินไฟ สะบัดออก เกิดเปลวไฟพุ่งเข้าปะทะเงาดาบ ระเบิดสั่นกลางอากาศ เป็นควันคละคลุ้งไปทั่ว
กล้ามองหาขุนโชติ ก่อนจะหลับตา ใช้นาคราชเคลื่อนจิต หูกล้าได้ยินเสียงฝีเท้า ทันใดขุนโชติโผล่มาประชิดตัว กล้าเคลื่อนตัวหลบอย่างเร็วแล้วจระเข้ฟาดหาง โดนที่อกขุนโชติเต็มๆ จนผงะหงาย กล้าปรี่ตามใช้ดาบแทงซ้ำ แต่แล้วเมื่อคมดาบเกือบถึงตัว กล้าได้สติ ทำไม่ลง เฉไปแทงที่พื้น
“ฉันขอโทษ อาจารย์”
ขุนโชติจ้องกล้านิ่ง ตวัดขาเตะกล้าจนล้ม หยิบดาบจี้ที่อกอย่างรวดเร็ว
“ฝีมือของเอ็งไม่ใช่ปัญหา เรื่องนี้เอ็งคงแจ้งแก่ใจดี” ขุนโชติปักดาบที่พื้น “ในการศึก เอ็งจักใจอ่อนมิได้ จงจำคำข้าไว้ ไอ้ลูกชาย”
“ขอฉันลองใหม่อีกครั้ง”

กล้าฟันดาบประจุพรายกับขุนโชติอย่างดุดัน โดยขุนโชติใช้กรงเล็บรับดาบ หลบไปด้วย กล้าฟันต้นไม้ขาดสะบั้น
“ฮ่ะๆๆ ในที่สุดใจเอ็งประสานเป็นหนึ่งเดียวกับดาบประจุพรายแล้ว ไอ้กล้า”
กล้าหอบ สติกลับคืน แปลกใจตัวเองที่มีใจเหี้ยมโหดชั่วแว่บ
“เป็นเพราะอาจารย์สอนสั่ง”
สมุนเข้ามา
“ท่านขุนโชติ ท่านรองอำนวยรอพบอยู่ที่ห้องรับรอง”
ขุนโชติกับกล้ามาพบรองอำนวยที่ห้องรับรอง กล้าอ่านจดหมายที่รองอำนวยเอามาให้
“ไอ้หลวงณรงค์มันว่ากระไร” ขุนโชติถาม กล้าจึงอ่านให้ฟัง
“ข้า เสือหาญ มหาโจร หนึ่งในแผ่นดิน จะรอพวกเอ็งอยู่ที่ อิสุโร”
“หนึ่งในแผ่นดินกระนั้นรึ ผิดแล้ว ขุนโชติ แห่งทุ่งพระกาฬต่างหากที่เป็นหนึ่ง”
รองอำนวยรายงานเรื่องหาญ
“ลูกน้องผมบอกว่าตอนนี้ฝีมือมันร้ายกาจมาก ร่างกายแข็งเหมือนเหล็ก ผมกลัวว่าจะรับมือมันไม่ไหว”
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่า มีผู้ใดในแผ่นดินนี้จะมีฝีมือเหนือข้า ดีละ ข้าจักบุกไปกำหราบไอ้หลวงณรงค์ให้อยู่หมัด ศิษย์ข้า เอ็งพร้อมหรือไม่”
“ครับ”
“เดี๋ยวก่อน ท่านขุนโชติ ยังไงผมก็ยังเป็นตำรวจ ผมอยากให้ท่านเห็นแก่หน้าผมบ้าง”
ขุนโชติโบกมือ สมุนสองคนแบกหีบมาวางตรงหน้าเปิดออกเห็นทอง เครื่องเพชร เงินบรรจุอยู่เต็ม
“หวังว่าเอ็งจะพอใจในเครื่องบรรณาการของข้า”

รองอำนวยตาลุก

กล้าออกมาส่งรองอำนวยที่หน้าปางไม้ พวกสมุนแบกหีบผ่านไปขึ้นรถ
“ไม่ต้องห่วง ผมจะสั่งให้ลูกน้องเปิดทางให้ตลอดเส้นทางจนถึงกรุงเทพฯ”
กล้ามองรองอำนวย โมโหมากที่รองอำนวยรับใช้โจร
“ผมนึกไม่ถึงเลยว่าขุนโชติ จะมีสายเป็นถึงรองอธิบดี”
“แหม ผมก็อาจจะต้องพึ่งพาท่านขุนโชติให้ช่วยปราบพวกโจรกระจอกๆ บ้านเมืองมันจะได้สงบขึ้น” กล้ายิ่งเกลียด
“ผมว่าโจรอย่างพวกผม ยังไม่น่ากลัวเท่าโจรในเครื่องแบบนะ”
“น้องชาย คนเราจะใส่เสื้อผ้าสีอะไร มันก็ต้องกินต้องใช้ ต้องเอาตัวรอดเหมือนกันหมดนั่นแหละ รึไม่จริง” รองอำนวยตบบ่ากล้า
“เดี๋ยวครับ มีเรื่องหนึ่งผมอยากให้ท่านรองช่วย”
กล้าให้รองอำนวยช่วยตามหาราชาวดี และคุ้มกันให้

ประตูห้องที่ขังราชาวดีถูกไขออก ราชาวดีรีบหลบไปซุกตัวอยู่ที่มุมห้อง งามตาเข้ามาแล้ว ยิ้มเยาะ
“ว่าไง เพื่อนรัก แปลกใจล่ะสิที่ได้เจอฉัน”
ราชาวดีแปลกใจที่เห็นงามตา
“เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง รู้ไหมคนพวกนั้นเป็นคนเลว”
“รู้ แต่ใครจะสนล่ะใครมีเงินทำให้ชีวิตฉันสบายได้ ฉันก็อยู่กับคนนั้น” ราชาวดีอึ้ง
“งามตา ทำไมเธอคิดได้แค่นี้”
“อย่าดัดจริต ทำตัวเป็นนางเอกไปหน่อยเลย เพราะเธอทำให้ชีวิตฉันต้องเป็นแบบนี้ เธอแย่งความเด่นดังของฉันไป แย่งทุกคนไปจากฉัน ฉันต้องถูกไล่ออกเพราะเธอคนเดียว”
“ชีวิตเธอก็เป็นของเธอ ถ้ามันจะเหลวแหลกก็เพราะมือเธอเอง”
งามตาโมโหตรงเข้าไปตบหน้าราชาวดีซ้ายขวาไม่ยั้ง แล้วเหวี่ยงไปที่เตียง ตามเข้าไปจิกผม
“หึ พูดดีไปเถอะ ต่อจากนี้ไปเธอก็จะเหลวแหลกไม่ต่างอะไรจากฉันหรอก”
ราชาวดีรู้ว่างามตามีแผนไม่ดี
“จะทำอะไร”
“ช่วยไม่ได้ก็เธออยากเล่นตัวเอง ในเมื่อพี่กล้าก็กลายเป็นโจร พ่อเลี้ยงภูมินทร์ก็ตายไปแล้ว เธอยังจะรักนวลสงวนตัวอยู่ทำไม”
ราชาวดีตกใจ
“พ่อเลี้ยงตายแล้ว”
“ไอ้คนพันธุ์นั้นตายซะได้ก็ดี ทำไม เสียดายเหรอไม่ต้องเสียดายหรอก ผู้ชายยังมีอีกเยอะ ฉันจะสงเคราะห์เธอเอง” งามตาหยิบยาเม็ดออกมา “ยาเนี่ยเป็นยาฝรั่ง พวกแขกขาประจำฉันชอบกินเพื่อกระตุ้นอารมณ์ รับรองว่า ยาเสน่ห์ขนานไหนก็สู้ไม่ได้”
“เธอจะทำอะไร”
“ก็เสือไทบอกว่าเธอมันมีอาคม ฉันก็อยากจะรู้นะซิว่าเจอยานี่เข้าไป อาคมจะสลายมั้ย”
งามตาล็อคตัวราชาวดีพยายามจะเอายายัดปาก ราชาวดีสู้ ถุยยาทิ้ง แล้วถีบงามตากระเด็น วิ่งหนี แต่ประตูห้องล็อกจากด้านนอก งามตาจิกหัวราชาวดีมาตบ แล้วขึ้นคร่อม หยิบมีดโกนที่เสียบไว้ที่เข็มขัดออกมา
“ฤทธิ์เยอะนักใช่มั้ย ฉันอยากรู้นักว่าหน้าสวยๆ อย่างเธอ ถ้าเสียโฉมไป จะมีใครมันอยากได้อยู่อีกมั้ย”
งามตาจะกรีดหน้าราชาวดีให้เสียโฉม งามตาจ่อมีดโกนใกล้หน้าราชาวดี ราชาวดียื้อเอาไว้สุดแรง ทันใดประตูห้องก็เปิดออก เสือไทเข้ามาเพราะเสียงเอะอะโวยวาย เสือไทจิกผมงามตากระชากออก
“นังบ้า เอ็งจักทำกระไร”
“ฉันจะฆ่ามัน”
“บัดซบ” เสือไทตบงามตา “ข้ายังไม่ได้มันเป็นเมียให้สมใจ เอ็งจักทำอะไรมันแม้เพียงไรขนก็ไม่ได้”
งามตาทั้งอิจฉาทั้งแค้น
“นังวดีมันมีดีตรงไหน ทำไมใครๆ ก็อยากได้แต่มัน ฉันก็ผู้หญิง ฉันก็มีทุกอย่างเหมือนที่มันมีนั่นแหละ”
เสือไทจ้องงามตา แววตาหื่น
“จริงของเอ็ง ข้าอดอยากปากแห้งมานาน ถ้าได้ผู้หญิงอย่างเอ็งคงบำเรอข้าได้ทั้งวันทั้งคืน ฮ่าๆๆ”
งามตาตกใจ รู้ว่างานหนักแน่
“ไม่นะ ไม่ใช่ฉัน ช่วยฉันด้วย”
เสือไทตรงเข้าอุ้มงามตาออกไป งามตาดิ้นแต่สู้แรงไม่ได้ ราชาวดีกลัว ถอยหนี รีบตามไปปิดประตูห้อง เสียงงามตาดังลอดเข้ามา
“อย่านะ อย่าทำฉัน ช่วยด้วย ช่วยด้วย”

ราชาวดีนึกสงสารงามตา

คมกลับมาจากข้างนอก เดินมาจะเข้าห้องแต่ประตูเปิดผัวะ งามตาอยู่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง มีรอยช้ำตามเนื้อตัว
“ไอ้บ้า ไอ้คนวิปริต”
งามตาวิ่งหนีออกไป
“อะไรวะ งามตาๆ”
คมเข้าไปดูในห้องจึงเห็นเสือไทนอนถอดเสื้ออย่างสบายใจ
“นี่แกมาทำอะไรในห้องฉันเนี่ย หรือว่า...ไอ้ไท จะมากไปแล้ว งามตาเป็นของฉัน แกกล้าดียังไง”
“สมบัติผลัดกันชมโว้ย ผู้หญิงโคมเขียวแบบนั้น เอ็งจะหวงไปทำไม”
“แต่ที่นี่ฉันเป็นใหญ่แกจะมาวางอำนาจไม่ได้”
คมจ่อปืน เสือไทเดินไปจับกระบอกปืน
“ฝีมือปลายแถวอย่างเอ็ง คิดจะมาเทียบเสืออย่างข้ากระนั้นรึ”
คมเหนี่ยวไกแต่เจอมหาอุตย์ ยิงไม่ออก เสือไทปล่อยมือ
“เห็นหรือยัง ว่าผู้ใดกันแน่ที่เป็นใหญ่”
เสือไทเดินกร่างออกไป คมแค้นมาก
“ไอ้ไท”

ที่อิสุโร ปิ่นโตอาหารถูกวางลง
“กับข้าวพวกนี้หลวงพ่อวัดใกล้ๆ ท่านให้มา กินรองทองไปก่อนนะ” จุกบอก
“ขอบใจ กินกันซะ เดี๋ยวค่อยวางแผนว่าเราจะรับมือขุนโชติยังไง”
“พูดก็พูดเถอะนะ ฉันไม่เห็นทางเลยว่าเราจะชนะขุนโชติได้ ก็น้าบอกเองว่า มันสำเร็จวิชากุมภีร์พิฆาต แถมกล้าก็กลายเป็นลูกโจรไปซะแล้ว ที่สำคัญมันมีตำรวจเป็นพวก ฉันว่าเรามีแต่ตายกับตายนะ”
“ถ้าเอ็งกลัวก็ไปซะ”
“ไม่ใช่อย่างงั้นพี่เต็น ฉันกำลังคิดว่าพวกเราน่าจะหนีข้ามชายแดนกันไปก่อน ตั้งหลักซักพัก เราอาจเจอคนดีมีวิชามาช่วยเราอีกแรงก็ได้”
“ไม่มีใครช่วยเราได้ จุก นอกจากตัวเราเอง เอ็งไม่ต้องกลัวไป ข้ารับรอง จะไม่ยอมให้พวกนั้นมันทำอันตรายเอ็ง”
“ข้าเชื่อ ข้าเชื่อว่า เจ้าต้องทำได้อย่างที่พูด”
ศรีแพรปลื้ม รักสุดๆ ตักกับข้าวให้หาญ ยิ่งยศกระแอม
“แต่แกแน่ใจได้ยังไงว่า ขุนโชติจะบุกมาหาเราที่นี่”
“สิ่งที่ขุนโชติมันรอมาตลอดก็คือ การแก้แค้นฉัน ยิ่งมันได้รู้ว่าฉันมีสุดยอดวิชา มันต้องยิ่งอยากจะพิสูจน์ฝีมือ”
“แล้วกล้าล่ะ”
“ข้าจะจัดการกับกล้าเอง” กระเต็นบอก หาญมองอย่างเห็นใจ

กล้าร่ายคาถาและเป่ามนต์ที่มือขวา จากนั้นที่แขนก็ขึ้นเป็นเกล็ดพญานาคสีทอง
“หมัดนาคราช”
คลื่นหมัดสีทองเป็นวงพุ่งตรงไปที่อาจารย์ยอดซึ่งนาคราชสิงอยู่ นาคราชเคลื่อนตัวหลบคลื่นมนต์เคลื่อนชนต้นไม้ ปะทะเป็นรอยไหม้เกรียม นาคราชยิ้มให้กล้า
“ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะผ่านวิชานาคราชทั้งสองขั้นได้ในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้”
นาคราชออกจากร่างอาตารย์ยอด ร่างอาจารย์ยอดร่วงไปนอนสลบ ฝุ่นสีทองกระจายออกจากตัว ไหลรวมเข้าไปในคัมภีร์กล้าพยายามเรียก
“เดี๋ยวก่อนท่านนาคราช แล้วขั้นที่สามล่ะ”
แต่ไม่ทันคัมภีร์ปิดตนเองไป กล้าได้แต่มองอย่างเสียดาย อาจารย์ยอดได้สติ ดันตัวเองขึ้นมา รีบถามกล้า
“กล้า เอ็งสำเร็จวิชานาคราชทั้งสามขั้นแล้วใช่ไหม”
“ยังหรอก แต่ฉันผ่านขั้นที่สอง ได้วิชาหมัดนาคราชมาแล้ว” อาจารย์บอดทึ่ง
“ไม่น่าเชื่อ เท่าที่ข้ารู้ ไม่มีผู้ใครผ่านคัมภีร์นาคราชขั้นที่สองได้เร็วเท่าเอ็งมาก่อน”
“แล้วขั้นสุดท้ายละ อาจารย์”
ขณะนั้นคะนึงนิจแอบมองกล้ากับอาจารย์ยอด คะนึงนิจแนบหน้ากับต้นไม้แล้วเห็นตุ๊กแกอยู่ตรงหน้า
“ว้าย”
กล้าหันขวับไปทางคะนึงนิจ อาจารย์ยอดตกใจ
“เสียงผู้หญิง”
คะนึงนิจเห็นกล้าจ้องมองมาจึงวิ่งหนีออกไปทันที
คะนึงนิจวิ่งหนีเข้ามาที่มุมป่าอีกด้าน พลางมองหลังกลัวกล้าตามทัน แต่แล้วพอหันกลับก็ต้องชะงักเมื่อเห็นกล้าก้าวเข้ามายืนขวางไว้
“พี่เตือนแล้วใช่มั้ย อยากจะท้าทายพี่หรือไง”
“ก็บอกนิจมาก่อนสิ ว่าพี่กล้ากับอาจารย์ยอดทำอะไรอยู่กันแน่ทำไมถึงต้องแอบมาคุยกันลับๆ ล่อๆ ไกลขนาดนี้”
ไกลออกไปกล้าเหลือบเห็นอาจารย์ยอดเดินตามเข้ามา กล้ารีบเดินเข้าไปหาคะนึงนิจแล้วมองด้วยแววตาเดิมที่คะนึงนิจคุ้นชิน คะนึงนิจงงๆ ถอยหนี
“พี่กล้า”
“เรื่องทุกอย่าง ถึงเวลาแล้วนิจจะรู้เอง”
กล้าสับไปที่ต้นคอ คะนึงนิจสลบลงไป อาจารย์ยอดมาถึงพอดี
“นังเมียเอ็งเองรึ” กล้าทำเหี้ยม
“อาจารย์ไม่ต้องห่วง ฉันสั่งสอนมันจนสลบไปแล้ว อาจารย์รีบกลับไปก่อนเถอะ ก่อนที่ไอ้ขุนโชติมันจะสงสัย ส่วนนังนี่ ฉันจะโยนมันลงหน้าผา ให้มันไปอยู่กับพี่ชายของมันซะเลย”
“ดี! ให้มันสองพี่น้องไปอยู่ปรโลกซะ กำจัดไอ้ขุนโชติได้เมื่อไหร่ เอ็งกับข้าจะได้เอาทรัพย์สมบัติของพวกมันมาเสวยสุขให้เต็มที่ ฮ่าๆๆ”
กล้าทำเป็นหัวเราะร่วมด้วย
“ฮ่าๆ”

คะนึงนิจที่ยังหลับถูกกล้าอุ้มเข้ามาในโรงไม้แล้ววางลงกับพื้น
“พี่ขอโทษนะนิจ นอนที่นี่อาจไม่สบายเท่าไหร่ แต่นิจจะปลอดภัย ตื่นขึ้นเมื่อไหร่ นิจจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดเอง”
กล้าเสยปัดผมที่ลงมาปรกหน้าให้คะนึงนิจด้วยความสงสารก่อนจะวางซองจดหมายลงข้างๆ ตัว

กล้าล็อคแม่กุญแจหน้าโกดัง ก่อนเดินออกไปด้วยสีหน้ามุ่งมั่น

วันรุ่งขึ้น กล้าเดินมาหาขุนโชติที่นั่งรออยู่
“อาจารย์เรียกหาฉัน”
“ใช่ วันพรุ่งเราจักเคลื่อนกำลังลงไปกำจัดไอ้หลวงณรงค์กันแล้ว แต่ข้าคิดว่าเรามีเรื่องสำคัญที่ต้องทำกันเสียก่อน” กล้าสงสัยว่าเรื่องสำคัญอะไร ขุนโชติสบตากล้า “ไอ้กล้า แม้เอ็งติดตามข้ามาได้ไม่นาน แต่ความภักดี
ของเอ็งเป็นที่ประจักษ์ แลทำให้ข้าซึ้งใจนัก ถึงคราที่กุมภีร์พิฆาตจักต้องมีผู้สืบทอดเสียที”
กล้าดีใจ ในที่สุดก็จะได้วิชากุมภีร์พิฆาต
“อาจารย์” กล้านั่งลง ไหว้ขุนโชติ “เป็นบุญของฉันจริงๆ ฉันจะไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังเป็นอันขาด”
“ข้ารู้ว่าข้าไว้ใจคนไม่ผิด” ขุนโชติวางมือบนไหล่กล้า “ไอ้ลูกชาย”
กล้าอึ้งๆ ก่อนจะพยักหน้ารับ

ขุนโชติกางกงเล็บทั้งสองออก พลางร่ายมนต์ เสียงคาถาภาษาขอมดังกังวาน กล้านั่งถอดเสื้ออยู่ วางมือทั้งสองลงบนเข่า หันหลังให้ขุนโชติ ลมพายุพัดแรง ยันต์จระเข้ของขุนโชติเรืองแสงขึ้นพร้อมกับเกิดก้อนพลังสีแดงขึ้นที่กงเล็บทั้งสอง ขุนโชติผลักก้อนพลังลงไปที่หลังของกล้า พลังไหลเข้าไปที่ตัวกล้า แล้วแผ่ไปยังส่วนต่างๆ ทั่วร่าง ร่างกล้าเริ่มโอนเอน สั่นเทิ้ม เหงื่อผุดเต็มใบหน้าเพราะมีการต้านกับพลังนาคราชอยู่ภายใน ทันใดพลังของขุนโชติก็ถูกแสงสีขาวผลักให้ย้อนกลับ ยันต์รูปพญานาคเรืองแสงขาวจ้าลอยออกมาจากหลังกล้าแว่บหนึ่ง ขุนโชติผงะ เครียดขึ้นมาทันที
“นี่มัน...”
กล้ารู้สึกแปลกใจ ลืมตาขึ้นถาม
“อาจารย์ เกิดอะไรขึ้น”
ขุนโชติพยายามข่มอารมณ์ ตอบนิ่งๆ
“ไม่มีกระไร พอแค่นี้ก่อน”
“อาจารย์ อาจารย์เป็นอะไรรึเปล่า” กล้าถามอย่างแปลกใจ
“เอ็งห่วงข้าจริงๆ กระนั้นรึ”
ขุนโชติถามเป็นนัย แต่ใจนั้นเจ็บนัก
“ทำไมอาจารย์ถึงถามแบบนั้น ก็อาจารย์เป็นอาจารย์ของฉัน”
“เอ็งคิดเยี่ยงนั้นจริงก็ดี ข้าแค่เหนื่อยเพราะวางแผนไปพระนครจนเกือบรุ่ง เอ็งกลับไปเสีย ข้าจักเข้าฌานต่อสักพัก” กล้ารู้สึกงงๆ แต่ยอมกลับออกไปแต่โดยดี ขุนโชติมองตามหลังกล้า “พลังนาคราช...เอ็งไปฝึกมาจากใครกัน”
ขุนโชติทั้งเจ็บใจ ทั้งแค้นใจ

หลังปางไม้อีกทาง มีรถกระบะจอดอยู่และหลังรถมีหีบสมบัติอยู่เกือบเต็ม อาจารย์ยอดคุมสมุนภูมินทร์ขนพวกหีบสมบัติต่างๆ ขึ้นรถ สมุนทำหีบเกือบร่วง
“ดีๆสิวะ ข้ามชายแดนไปเมื่อไหร่ ของพวกนี้แหละ ที่จะทำให้เรารวยไปได้ตลอดชาติ เหอะ...เรื่องอะไรจะต้องโง่ตามมันไปสู้กับพวกไอ้หลวงณรงค์นั่นด้วย มันไม่ใช่เจ้าชีวิตข้าโว้ย แบบนี้กว่าแผนจะสำเร็จ กว่าปางไม้จะเป็นของข้า ก็คงได้แก่ตายกันก่อนพอดี”
แต่แล้วก็มีลูกไฟพุ่งเข้ามาปะทะตัวพวกสมุนภูมินทร์ที่กำลังขนของ สมุนทั้ง 2 คนตาย หีบร่วง ของโบราณ ทองแท่ง ทองหยองหล่นกระจาย อาจารย์ยอดตกใจมองไปเห็นขุนโชติเดินเข้ามาก็ตะลึง
“ขะ ขุนโชติ”
“ไอ้ยอด ไอ้ทรยศ เอ็งจักทำกระไร” ขุนโชติตวาดลั่น อาจารย์ยอดพยายามแก้ตัว
“ข้า ข้าแค่จะ จะเอาสมบัติพวกนี้ไปขาย แล้ว แล้วก็เอาเงินมาให้ท่านไง ท่านขุนโชติ”
“หุบปาก คนสองเจ้า บ่าวสองนายเยี่ยงเอ็ง มันสับปรับ เชื่อไม่ได้ ตอบข้ามา เอ็งสอนวิชานาคราชให้ไอ้กล้าใช่รึไม่” อาจารย์ยอดอึ้ง ตกใจมากที่ขุนโชติรู้ “ตอบข้ามาบัดเดี๋ยวนี้”
“พูดอะไรกัน ท่านขุนโชติ ข้าไม่รู้เรื่อง”
“เอ็งไม่ต้องมาปด”
ขุนโชติตวัดกงเล็บไปที่อาจารย์ยอด อาจารย์ยอดหลบ ชักมีดหมอแทงไปที่ขุนโชติแต่ไม่เข้า ขุนโชติปัดมีดหมอกระเด็น แล้วตวัดมือลงที่หน้าอาจารย์ยอด อาจารย์ยอดเอามือรับไว้ ขุนโชติกดกงเล็บ อาจารย์ยอดตัดสินใจพลิกตัว บิดแขน ถีบขุนโชติแล้วชักไม้ครูตวัดกลายเป็นสายฟ้าสีดำพุ่งไปที่ขุนโชติทันที
ขุนโชติร่ายมนต์สะบัดออกกลายเป็นเกล็ดจระเข้ออกไปสู้ชนกับสายฟ้าระเบิดกลางอากาศ อาจารย์ยอดรู้ว่าสู้ไม่ได้แน่แล้ว รีบวิ่งหนีเข้าป่า ขุนโชติเคลื่อนตัวไปดักหน้า แสยะยิ้มเหี้ยม ตวัดกงเล็บไปที่อกอาจารย์ยอดเลือดอาบ แล้วซัดหมัดตามอย่างแรงจนอาจารย์ยอดกระเด็นชนต้นไม้ กระอักเลือด ทรุดตัวลง ขุนโชติเดินเข้าหา กางกงเล็บ จะตวัดลง อาจารย์ยอดกลัวตัวสั่น รีบขอชีวิต
“อย่าฆ่าข้า ข้าผิดไปแล้ว ไอ้กล้า ไอ้กล้ามันบังคับให้ข้าสอนมัน มันอยู่เบื้องหลังเรื่องทุกอย่าง คนที่ลอบ
ทำร้ายไอ้ไทก็คือมัน มันว่ามันจะกำจัดท่านให้ได้”
“งั้นรึ”
ขุนโชติแค้นมากหันเดินกลับออกมา อาจารย์ยอดโล่งอกแต่แล้วขุนโชติก็หันกลับสะบัดลูกไฟกระแทกไปอีก
อาจารย์ยอดลอยกระเด็น ร่วงกระแทกพื้น กระอักเลือด ต้นไม้ที่โดนเปลวไฟโค่นลงมาทับซ้ำ
“อ๊าก”

ขุนโชติมองเหี้ยม อย่างสะใจ

เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง ตอนที่ 14 (ต่อ)

ขณะนั้นกล้ายืนรออาจารย์ยอดอยู่ที่หลังปางไม้ด้วยความร้อนใจ กล้าชะเง้อมองหาอาจารย์ยอดแต่ไม่เห็นวี่แววจึงตัดสินใจเดินกลับออกไป
กล้ามาหาอาจารย์ยอดที่ห้องพัก
“อาจารย์ อาจารย์ยอด”
กล้าเคาะประตูเรียกเบาๆ แต่เงียบไม่มีเสียงตอบรับ กล้าสงสัย ลองบิดลูกบิด รู้ว่าไม่ได้ล็อคก็ลองผลักเข้าไป
กล้าเปิดประตูเข้ามา แต่แล้วกลับต้องชะงักเมื่อพบว่าขุนโชตินั่งอยู่
“อาจารย์ ทำไมอาจารย์ถึงอยู่ที่นี่ แล้ว...”
ขุนโชติพูดพลางดูปฏิกริยากล้า
“ไอ้ยอดมันคิดคดทรยศ”
“ทรยศ” กล้าพยายามสงบอารมณ์ “อาจารย์ยอดทำอะไรเหรอครับ”
“มันคิดขโมยสมบัติข้าหนีไป ดีที่ข้าไหวทัน จับมันได้”
“แสดงว่าอาจารย์ยอดตายแล้ว”
“ผู้ใดทรยศ ข้าไม่เอามันไว้ เอ็งก็แจ้งใจดีนี่”
“ฉันนึกอยู่แล้วว่ามันต้องคิดไม่ซื่อ ฉันก็เลยคิดจะมาจับผิดมัน ไม่นึกว่า อาจารย์จะตัดหน้าไปก่อน อาจารย์ปราดเปรื่องจริงๆ”
ขุนโชติข่มอารมณ์โกรธไว้ลุกขึ้น ตัดบท
“เอ็งจงไปเก็บข้าวของเสีย เราสองคนจักออกเดินทางไปอิสุโรบัดเดี๋ยวนี้” กล้าอึ้ง
“ฮะ”
“ทำไม รึเอ็งไม่อยากสู้กับปู่ของเอ็ง”
กล้ารีบปรับท่าที
“เปล่าอาจารย์ ความแค้นของอาจารย์ก็เหมือนความแค้นของฉัน”
ขุนโชติจ้องกล้า ตาลุกวาว
“ดี สมแล้วที่เอ็งเป็นศิษย์รักของข้า”
กล้าเครียดไม่คิดว่าจะต้องออกเดินทางเร็วขนาดนี้

วันต่อมา หาญ ยิ่งยศ กระเต็น กระถิน ศรีแพร จุก รวมตัวกันอยู่ที่อิสุโร
“อีกไม่นานพวกขุนโชติต้องมาที่นี่ตามคำท้าแน่ รีบลงมือกันเถอะ”
หาญบอกอย่างมั่นใจ ทั้งหมดพยักหน้ารับจริงจัง
กระเต็นกับจุก ช่วยกันขึงเชือก ระหว่างต้นไม้เสร็จ กระเต็นลองกระตุก กระดิ่งที่แขวนอยู่ส่งเสียงดัง ทั้งสองมองกันพอใจ อีกมุมหาญกับศรีแพรทำเครื่องหมายกากบาทที่ต้นไม้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ หาญว่าคาถาสะบัดมนต์ออกไป ต้นไม้เบื้องหน้า ต่างเคลื่อนสลับที่กันไปมา หาญมองอย่างพอใจ ศรีแพรแอบมองหาญด้วยความรัก
อีกมุม ยิ่งยศขุดหลุมเสร็จ ก่อนจะเป่ามนต์ใส่หมัดสะบัดออกไปที่พื้นดินหลุมกลับเป็นเหมือนผืนดินปกติ
เมื่อทุกอย่างพร้อมทุกคนยืนอยู่ที่หน้าโบสถ์ร้าง หาญว่าคาถา ผายมือออก เกิดม่านมนต์เรืองแสงครอบบริเวณรอบๆ ไว้
“กระดิ่งที่ขึงเอาไว้จะส่งสัญญาณเตือนพวกเรา จากนั้นพวกขุนโชติจะหลงอยู่ในค่ายกลที่ข้าสร้างไว้เป็นด่านแรก”
“แล้วถ้าค่ายกลถูกไอ้ขุนโชติทำลายได้ล่ะน้า” จุกถาม ยิ่งยศเสริมทันที
“ก็จะเจอกับหลุมพรางของฉันต่อน่ะสิ ไอ้หลุมเนี่ยจะดูดให้พวกมันติดอยู่ในนั้นจนออกมาไม่ได้ แต่ถ้าไอ้ขุนโชติหลุดออกมาได้ ก็จะเจอกับกำแพงมนต์ที่จะป้องกันอาวุธ แล้วก็กันไม่ให้พวกมันหลุดเข้ามา”
“แต่...ฉันไม่เข้าใจเลย ทำไมเราไม่ทำกับดักโหดๆ หน่อย เอาแบบโดนปั๊บตายปุ๊บ ไอ้ขุนโชติน่ะมันมีวิชากุมภีร์พิฆาต แถมยังมีกล้าเป็นพวกอีกต่างหาก”
“ข้าไม่ต้องการฆ่าใคร”
จุกได้ยินก็โวยใหญ่
“ฮะ อะไรนะ จะบ้าเหรอน้า มันมีตำรวจเป็นพวก มันจะฆ่าเรา แต่เราไม่ฆ่ามัน แบบนี้เราก็ซี้แหงแก๋น่ะสิน้า”
“จุก เอ็งทำตามที่ข้าพูดก็พอ ยิ่งขุนโชติใช้ตำรวจเป็นพวกก็ยิ่งฆ่าใครไม่ได้ เข้าใจไหม” จุกเซ็งแต่ขัดหาญก็ไม่ได้ หาญหันไปพูดกับกระเต็น “เอ็งไม่ต้องกังวลกระเต็น เราต้องจับกล้าให้ได้ และต้องไม่มีใครตายอีก”
“ค่ะ หนูเชื่อคุณพ่อ”
กระเต็นเครียด ทุกคนต่างมองอย่างเห็นใจ

ศรีแพรนั่งเอาดอกไม้ป่าร้อยเป็นมาลัยเสร็จพอดีแต่สภาพไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่
“ศรีแพร” ศรีแพรเห็นหาญเข้ามาก็รีบซ่อนพวงมาลัยข้างหลัง “มีอะไรรึเปล่า ข้าเห็นเอ็งหลบมานั่งอยู่นี่นานแล้ว
รึว่าเป็นกังวลเรื่องขุนโชติ” หาญถามอย่างเป็นห่วง ศรีแพรตอบอย่างอายๆ
“เปล่า เอ่อ...เจ้าห้ามหัวเราะนะ” หาญงงแต่ก็พยักหน้ารับ ศรีแพรยื่นพวงมาลัยให้อย่างขวยเขิน “รับไปสิ”
หาญรับมา มองดู อดอมยิ้มในฝีมือไม่ได้ “ข้าว่าแล้วว่าเจ้าต้องขำ”
“ข้าขอโทษ เอ็งหลบมาก็เพื่อทำสิ่งนี้ให้ข้า”
“คนบ้านป่าอย่างข้าทำอะไรพวกนี้ไม่ค่อยเป็นหรอก แต่ถึงไม่สวยเจ้าก็ห้ามทิ้งนะ ข้า ข้าตั้งใจให้เจ้าเอาไปถวายพระ”
หาญซึ้งใจมาก

“ข้าขอบใจเอ็งมาก”

ศรีแพรทนไม่ไหว โพล่งความรู้สึกออกมา
“หาญ ข้ารู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้เดิมพันด้วยชีวิต แต่ถึงไอ้ขุนโชติมันจะเก่งแค่ไหน ถ้ามันคิดทำร้ายเจ้า ข้าขอสู้ตาย มันต้องข้ามศพข้าไปก่อน ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเป็นอะไรไปแน่”
“ศรีแพร เอ็งอย่าพูดแบบนี้ ข้าไม่ได้มีคุณค่าขนาดนั้น อย่าลืมสิว่าเอ็งต้องรักษาชีวิตไว้เพื่อหมู่บ้านของเอ็ง เอ็งต้องสร้างม่อนช้างเผือกขึ้นมาอีกครั้งให้ได้”
“แล้วเจ้าจะไปอยู่กับข้าไหม เจ้าจะช่วยข้าสร้างหมู่บ้านขึ้นมาอีกครั้งหรือเปล่า” หาญอ้ำอึ้ง ศรีแพรถามตรงๆ
“เจ้าคงรังเกียจคนบ้านป่าอย่างข้ามากสินะ”
“ศรีแพร มันไม่ใช่อย่างที่เอ็งคิดซักนิด”
ศรีแพรโผเข้ากอดหาญแน่น
“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้เป็นอย่างที่ข้าเห็น แต่ต่อให้เจ้าอายุสักร้อยปี รึสองร้อยปี ข้าก็จะรักเจ้า เจ้าได้ยินไหม ยังไงข้าก็จะรักเจ้า”
หาญได้ยินก็หวั่นไหวด้วยความสงสาร
“ศรีแพร” ทั้งสองมองตากันซึ้ง หาญขยับตัวโอบศรีแพร เหมือนมีแรงดึงดูดต่อกัน แต่แล้วในขณะที่ทั้งสองจะจูบกันนั้น หาญก็ได้สติ ชะงัก ก่อนจะผละออก “ข้าขอโทษ เอ็งไปพักเถอะนะ ข้าจะเอาพวงมาลัยนี่ไปไหว้พระ แล้วเข้าสมาธิต่อเสียหน่อย”
หาญรีบเดินกลับออกไป ศรีแพรมองตาม รู้สึกเขินๆ เก้อๆ ห่างออกไปที่มุมลับตายิ่งยศยืนอยู่ เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง

หาญเดินเข้ามา ยิ่งยศโผล่มาดักหน้า
“ไงวะ ยังเนื้อหอมเหมือนเดิมนี่หว่า”
“แกพูดอะไรของแก ไอ้ยิ่ง”
“เฮ่ย เอาน่าถึงขนาดนี้แล้ว บอกกันมาตรงๆ ดีกว่า แกคิดยังไงกับเด็กนั่นวะ”
“เด็กนั่น ศรีแพรน่ะเหรอ”
“ก็เออสิวะ ทั้งสวย ทั้งใจเด็ด ฉันว่าน่ารักดีออก แกน่ะได้ผสานร่างกับพญาสมิงเหล็กแล้ว ยังไงก็ได้เป็นหนุ่มแน่นไปตลอด คิดดูดีๆ นะเว้ย จะตัดใจกลับไปบวชจริงๆ เหรอวะ”
“ไอ้ยิ่ง ฉันกลับมาไม่ได้เพราะต้องการเสพสุขทางโลก แต่ที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อจะช่วยกล้า บอกตามตรง ฉันไม่ได้คิดว่าเรื่องจะบานปลายจนต้องเดือดร้อนถึงแกแบบนี้ด้วยซ้ำ”
“เฮ้ย เดือดร้งเดือดร้อนอะไรวะ ไม่รู้รึไงว่าฉันดีใจขนาดไหนที่ได้กลับมาช่วยเพื่อนรักอย่างแก ถึงตายก็ไม่เสียดายเว้ย”
หาญซึ้งใจมาก
“ไอ้ยิ่ง ฉันดีใจที่ได้มีเพื่อนอย่างแก” ยิ่งยศชักเขิน
“เฮ้ยๆ พอเลยๆ ไม่ต้องซึ้งมาก ขนลุกเป็นนะโว้ย” หาญยิ้มขำ
“เอาล่ะ เดี๋ยวฉันจะเข้าสมาธิครั้งสุดท้ายเพื่อปลุกพญาสมิงเหล็ก แกช่วยดูด้วย อย่าให้ใครเข้าไปรบกวนฉันเป็นอันขาด”
“เรื่องแค่นี้สบายมาก”
หาญมองยิ่งยศ เหมือนจะร่ำลา
“ขอบใจมากนะไอ้ยิ่งสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ฉันอยากให้แกรับปากฉันเรื่องหนึ่ง”
“เออ ว่ามา”
“ถ้าฉันเป็นอะไรไป แกจะดูแลทุกคนให้ปลอดภัย”
“แกพูดอะไรของแกวะ แกมีเหล็กไหลประทับอยู่ในร่าง ถ้าแกไม่อัญเชิญพญาสมิงเหล็กออกไป แกก็ไม่มีวันตาย”
“ฉันแค่พูดเผื่อไว้ รับปากฉันซิ”
“เออ ก็ได้ๆ ฉันรับปาก”
หาญตบไหล่ยิ่งยศเหมือนจะร่ำลา ก่อนเดินออกไป ยิ่งยศมองตามหลังหาญ งงๆ ในท่าที

ที่กรุงเทพ รองอำนวยเดินนำขุนโชติเข้ามาในโถงของบ้านหลังหนึ่ง กล้าสะพายดาบประจุพรายไขว้หลังตามมาห่างๆ สีหน้าเครียด
“ผมเตรียมบ้านหลังนี้เอาไว้ สำหรับท่านขุนโชติโดยเฉพาะ ใหญ่โตโอ่อ่าสมกับบารมีของท่าน หวังว่าจะพอใจนะครับ”
รองอำนวยบอก ขุนโชติยิ้มอย่างพอใจ
“หึหึ ดี เอ็งทำได้ดีมาก”
รองอำนวยผายมือไปทางห้องอาหาร
“เชิญทางนี้ดีกว่า ผมเตรียมอาหารกับเครื่องดื่มไว้เลี้ยงต้อนรับแล้ว”
“ยังไม่ต้อง ให้ข้ากำจัดไอ้หลวงณรงค์ให้สิ้นเสียก่อน เราค่อยฉลองกันให้หนำใจ ศิษย์ข้า เอ็งจงเร่งนำข้าไปยังอิสุโรเถิด”
ขุนโชติเดินนำจะออกไป กล้าคาดไม่ถึง เป็นกังวล หาทางรั้งขุนโชติไว้
“แต่เราเพิ่งมาถึงกรุงเทพ ฉันว่า...”
ขุนโชติหันขวับ จ้องมองกล้าอย่างไม่พอใจ
“เอ็งกล้าขัดใจข้ากระนั้นรึ” กล้าตกใจ ขุนโชติเปลี่ยนสีหน้าเป็นปกติ “รึว่าเอ็งยังเหนื่อยกับการเดินทาง ข้าไปลำพังก็ได้”
“ไม่ใช่อย่างนั้นอาจารย์ ฉันแค่เป็นห่วงว่าถ้าล้าเกินไป การไปสู้กับเสือหาญจะทำให้เราเสียเปรียบ”
“ขอบใจเอ็งยิ่งนักที่เป็นห่วงข้า แต่กุมภีร์พิฆาตของข้าไม่จำเป็นต้องหวั่นเกรงผู้ใด” ขุนโชติสบตากล้าอย่างมีนัย “ต่อให้มันแอบฝึกฝนอีกนับร้อยวิชาก็ไม่มีวันล้มข้าได้”

กล้าหลบตา ขุนโชติหัวเราะอย่างมั่นใจแล้วออกไป กล้ามองตามด้วยความอึดอัด ร้อนใจ รีบตาม

กล้าขับรถพาขุนโชติมาตามถนนที่ตัดขึ้นเขามุ่งสู่อิสุโร
“บนยอดเขานี่รึ คือสำนักอิสุโรที่มันว่าไว้” กล้าพยักหน้ารับ เครียด ขุนโชติหรี่ตามองกล้า พูดเยาะๆ “ไอ้หลวงณรงค์ มันเข้าใจเลือกที่ตายยิ่งนัก”
ทันใดรถเครื่องดับ กล้าจอดเข้าข้างทาง ลงมาดู ขุนโชติจ้องกล้าอย่างไม่ไว้ใจ กล้าหลบตา ทำทีเป็นตรวจดูเครื่องยนต์
“รถเสีย เราคงไปต่อไม่ได้แล้ว”
ขุนโชติยิ่งระวังตัว ก่อนเปลี่ยนสายตาเป็นปกติ
“ระยะทางแค่นี้ ข้าย่นระยะทางไปเองได้”
ขุนโชติเดินนำกล้าขึ้นเขาไป กล้ามองตาม เห็นขุนโชติกำลังเผลอร่ายมนต์ กล้าจึงตัดสินใจชักดาบประจุพรายโจมตีขุนโชติจากด้านหลังแต่ขุนโชติที่ระวังตัวอยู่แล้วหลบได้ กล้าพุ่งกลับเข้าไปซ้ำ ฟาดฟันขุนโชติไม่ยั้ง ขุนโชติเอาแต่ป้องกัน ไม่ปะทะ ถีบกล้ากระเด็นไป
“ไอ้เนรคุณ คิดลอบกัดกระนั้นรึ เอ็งคงเห็นว่าข้าโง่เขลานักจึงใช้แผนตื้นๆ เยี่ยงนี้ลวงข้า”
กล้าอึ้ง คิดไม่ถึงว่าขุนโชติจะรู้แล้ว
“แกรู้แล้ว”
“ไอ้ยอดมันบอกข้าหมดแล้ว” ขุนโชติจ้องกล้าด้วยความเจ็บใจ “หมามันยังรู้คุณข้าวสุก แต่เอ็งกลับทรยศหักหลังคนที่ตัวเองกราบเป็นครู เสียแรงนักที่ข้ารักเอ็งดุจลูกในไส้”
กล้ารู้สึกผิด แต่ไม่มีทางเลือกอื่น
“ถึงแกจะดีกับฉันยังไง แต่บาปที่แกทำกับคนบริสุทธิ์ฉันอภัยให้ไม่ได้”
“โอหัง อย่างเอ็งจักทำกระไรข้าได้”
ขุนโชติเป่าคาถาลงบนมือทั้งสองข้าง มือขุนโชติกลายเป็นกงเล็บจระเข้ขึ้นมา กล้ารีบบริกรรมคาถาเป่าลงบนดาบ อักขระสีเลือดบนดาบเรืองรองขึ้น กล้าตวัดดาบออกไปเกิดเงาดาบสีแดงพุ่งเข้าหา ขุนโชติเคลื่อนตัวหลบอย่างรวดเร็ว เกิดระเบิดสั่นสะเทือน
ขุนโชติมาปรากฏกายตรงหน้ากล้าแล้วจู่โจมด้วยกงเล็บ กล้าถูกข่วนเลือดสาด
“เป็นศิษย์ริอาจคิดล้างครู เอ็งใช้วิชาที่ข้าสอนสู้กับข้าจักได้ความกระไร ไหน ข้าขอชมวิชานาคราช
เป็นบุญตาสักครั้งเถิด”
ว่าแล้วขุนโชติก็สะบัดลูกไฟโจมตีไปหลายลูก กล้าม้วนตัวหลบพ้น ปักดาบคู่ลงที่พื้น ก่อนจะร่ายคาถาวิชานาคราช
“นะมามิ ลิละ สาเข ปัตถะ ละปะ ธัมเม สะคะลับตี สะเยตานาคะ ลาเชนะยะปิสะโตฯ” เกิดลมพัดแรงขึ้น เหล่าอักขระโบราณสีทองแบบเดียวกับในคัมภีร์ใบลานปรากฎขึ้น พุ่งเข้าตัวกล้า “นาคราชเคลื่อนกาย” กล้าเคลื่อนตัวอย่างเร็วเข้าหาขุนโชติ “หมัดนาคราช” กล้ากระหน่ำซัดหมัดเป็นชุด ขุนโชติตั้งรับแทบไม่ทัน โดนซัดจนผงะ “นาคราชสะบัดหาง”
กล้าตามซ้ำด้วยเพลงเตะอีกชุด แล้วจบด้วยหมุนตัวเตะกวาดขาขุนโชติจนตัวลอย ขุนโชติลุกขึ้น ไม่ยี่หระ
“คัมภีร์นาคราชร้ายกาจสมกับเป็นวิชาของทวยเทพ แต่เอ็งยังอ่อนด้อยเกินกว่าจะใช้มัน”
ขุนโชติโจมตีกลับด้วยกงเล็บ กล้าตั้งรับรอสวน หมัดกล้าสวนกลับเข้าที่หน้าอกขุนโชติหลายดอก ปรากฏเป็นเกล็ดจระเข้ขึ้นรับพลังหมัด เกิดแรงสะท้อนจนกล้าผงะ แปลกใจ
ขุนโชติยิ้ม กระแทกกงเล็บอัดกล้า ก่อนจะร่ายกสิณไฟแล้วสะบัดออก ลูกไฟพุ่งใส่แล้วระเบิด กล้าลอยกระเด็น

หาญนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่อิสุโร ศรีแพรเดินเข้ามามองด้วยความเป็นห่วง แล้วปัดยุง ปัดแมลงให้หาญ ก่อนจะตัดใจเดินกลับออกไป ทันใดนั้นศรีแพรเห็นงูเห่าเลื้อยเข้าไปใกล้หาญ ศรีแพรตกใจ ตะโกนบอก
“หาญ ระวังงูเห่า”
แต่หาญยังนิ่งเฉย งูเห่าแผ่แม่เบี้ยจะฉกหาญ ศรีแพรใช้คชกุศตวัดงูเห่าลอยกระเด็นไปแล้วรีบเข้าไปดูหาญ
“เจ้าเป็นยังไงบ้าง”
ศรีแพรเขย่าตัวหาญด้วยความเป็นห่วง ทันใดควันสีขาวก็ลอยออกมาจากร่างหาญเต็มไปหมด หาญกลายร่างกลับเป็นหุ่นพยนต์
“อะไรกันเนี่ย”
ศรีแพรรู้ว่าหาญจะไปที่ใด จึงเป็นห่วง รีบออกไป

กล้าพยุงตัวลุกขึ้นในสภาพบาดเจ็บ ปาดเลือดที่มุมปาก
“ข้าจักให้เอ็งได้เห็นกุมภีร์พิฆาตที่แท้จริง”
ขุนโชติร่ายมนต์ เสียงคาถาขอมโบราณดังกังวาน รอยสักยันต์รูปจระเข้เรืองรอง ร่างขุนโชติค่อยๆ กลายเป็น
ดำทะมึน ผิวกายเป็นเกล็ดจระเข้ ขุนโชติตวัดแขนไปมา กล้าเห็นเกล็ดจระเข้นับร้อยพุ่งตรงมาหา กล้าได้แต่ยืนตะลึง หมดสิทธิ์ป้องกัน ทันใดเกิดกำแพงแก้วขวางกั้นปะทะเกล็ดจระเข้จนแตกสลายไป หาญโผล่มาช่วยกล้าไว้
“ปู่หาญ”
“ไอ้หลวงณรงค์ เอ็งมันเจ้าเล่ห์ไม่เคยเปลี่ยน ส่งหลานมาเป็นไส้ศึก ลวงว่าสวามิภักดิ์ข้าเพื่อจะลอบกัด หึ แต่หลานเอ็งมันเบาปัญญา คิดว่าวิชานาคราชผู้ใดก็ฝึกได้”
หาญพยุงกล้าให้หลบ
“วิชานาคราช”
“ที่ผมทนอยู่กับมัน ก็เพื่อหลอกให้อาจารย์ยอดฝึกคัมภีร์นาคราชให้ผม จะได้จัดการกับมันได้ แต่ผมก็ทำไม่สำเร็จ” กล้าบอก
“เอ็งไม่ควรเสี่ยงแบบนี้” หาญบอกแล้วหันมาจ้องขุนโชติ “เอ็งกับข้าก่อวิบากกรรมร่วมกันมา ไม่เกี่ยวข้องกับคนอื่น” หาญสวมสนับเล็บเสือ “เราสมควรจบเรื่องนี้เพียงสองคน”
“พูดได้ดี ข้ากับเอ็งจักอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันไม่ได้”
ขุนโชติทะยานเข้าต่อสู้กับหาญ ทั้งสองคนปะทะกันอย่างสูสี กงเล็บจระเข้ตวัดโจมตี หาญยกแขนป้องกัน
ผิวหนังของหาญกลายสภาพเป็นเหล็ก เกิดประกายเมื่อปะทะกัน

เสียงเหล็กกระทบกัน ขุนโชติแปลกใจ

“เหล็กไหล เอ็งอยากเอาชนะข้า จนยอมแลกชีวิตตัวเองร่วมร่างกับเหล็กไหลเชียวรึ หึ หลวงณรงค์ ยังคงเป็น
หลวงณรงค์วันยังค่ำ ทำทุกสิ่งเพื่อสนองกิเลสของตัวเอง”
“เอ็งต่างหากที่จิตใจมืดบอดด้วยกิเลส ถูกคนอื่นหลอกใช้ก็ยังไม่สำนึก กลับอ้างเอาความแค้น ก่อกรรมทำชั่ว
คนอย่างเอ็งปล่อยไว้ก็รังแต่จะเป็นอันตรายต่อผู้คน”
“ผมก็จะไม่ยอมปล่อยให้มันไปทำร้ายใครอีก”
กล้ากับหาญ ตั้งท่าจู่โจมเต็มที่ ขุนโชติร่ายคาถาอีกครั้ง ควันสีดำลอยมาห่อหุ้มร่างขุนโชติไว้ หาญระวังตัว ร่ายคาถา
“อิสะวาสุ”
ร่างหาญเรืองแสงสีเป็นทองแดง ลูกสะกดที่อกก็เรืองรองวูบวาบ ทันใดปรากฎส่วนหางขนาดใหญ่ของจระเข้ยักษ์ตวัดออกมาจากกลุ่มควัน โจมตี หาญหลบอย่างคล่องแคล่ว หางจระเข้พุ่งเข้าหากล้าแทน หาญรีบผลักกล้าให้หลบ หางจระเข้ฟาดกับต้นไม้ ไฟลุกท่วม
กล้าเข้าปะทะกับขุนโชติแต่ก็ต้านไม่อยู่ โดนฟาดจนกระเด็น หาญเข้ามาช่วย จับหางจระเข้ไว้ได้ ร่ายมนต์ ร่างหาญเป็นประกายเจิดจ้าออกแรงเหวี่ยง กลุ่มควันดำลอยไปกระแทกโขดหิน กลับกลายร่างเป็นขุนโชติ กระอัก
กล้าปลุกพลังวิชานาคราชขั้นที่2 เป่ามนต์ แขนของกล้ากลายเป็นเกล็ดพญานาคสีทอง
“หมัดนาคราช”
คลื่นหมัดสีทองเป็นวงพุ่งตรงไปที่ขุนโชติ ขุนโชติเคลื่อนตัวหลบ คลื่นมนต์กระแทกโขดหิน ปะทะจนระเบิดแตก
กล้าทะยานเข้ามาซ้ำ ขุนโชติเคลื่อนกายอย่างเร็ว โต้ตอบด้วยหมัด หมัดกับหมัดชนกันพอดี เกิดพลัง ผลักให้ร่างทั้งสองกระเด็นออกจากกัน กล้ากระแทกพื้น ยันกายลุกขึ้นแต่แล้วกลับเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งตัว
“อ๊าก”
เลือดไหลออกจากปาก จมูก ดวงตาของกล้า กล้าทรุดลง ดิ้นทุรนทุรายจนหาญตกใจ
“กล้าๆ”

ที่อิสุโร ยิ่งยศหยิบหุ่นพยนต์ที่อยู่บนพื้นขึ้น กระเต็น จุกมองอยู่ด้วย
“เป็นแผนของไอ้หาญแน่ๆ มันคิดไปสู้กับขุนโชติตามลำพัง โธ่เว้ย ไอ้เพื่อนหัวดื้อ”
“งั้นที่ศรีแพรหายไป คงจะแอบตามไปด้วย”
ทั้งสามคนสบตากัน เป็นห่วง รีบตามออกไป

กล้าดิ้นทุรนทุรายเพราะธาตุไฟแตก หาญรีบเข้าไปประคอง
“กล้าๆ เอ็งเป็นอะไร”
“ร้อน ผมร้อนเหมือนไฟเผา อ๊าก”
ขุนโชติหัวเราะสะใจ
“ฮ่าๆๆ หลานเอ็งมันเขลายิ่งนัก ริฝึกวิชานาคราช หวังมาปราบข้า แต่กลับรับพลังกุมภีร์พิฆาตจากข้าด้วย” หาญตกใจเพราะรู้ดีว่ามีผลร้าย “ไม่รู้เชียวรึ ว่าทั้งสองตำรามันคนละทางกัน ร้อนกับเย็น ต้านกันและกัน ธาตุไฟในตัวก็แตกซ่าน รนหาที่แท้ๆ ฮ่าๆ”
“ข้าจะสะกดธาตุไฟในตัวเอ็งให้ก่อน อดทนไว้”
หาญรีบเป่ามนต์ใส่มือ นิ้วหาญเรืองแสงขึ้น หาญจะเขียนยันต์ที่หน้าผากกล้าทันใดดวงตาของกล้าเปลี่ยนเป็นสีแดงกล่ำ
“ไม่ อย่ามายุ่งกับฉัน”
กล้าสะบัดหาญกระเด็น วิ่งไปดึงดาบประจุพรายที่ปักบนพื้น กวัดแกว่งไปมา
“กล้า ฟังปู่ เอ็งต้องตั้งสติ ต้องควบคุมตัวเองให้ได้”
กล้าชะงัก พยายามต่อสู้กับตัวเองจนแววตากลับเป็นปกติ แต่สีหน้ายังเจ็บปวด
“ปู่หาญ ผม...” หาญเห็นกล้าเป็นปกติ จะเข้าไปช่วย “ผมไม่ไหวแล้ว อ๊าก”
แต่แล้วแววตากล้าก็กลับเป็นแดงกล่ำอีกครั้ง กล้าตวัดดาบแทงสวนหาญ หาญหลบได้อย่างฉิวเฉียด ปลายดาบถากเสื้อขาด แต่ไม่ระคายผิวหาญ
เสียงของแหลมขูดไปกับโลหะ อักขระบนดาบสว่างวาบ กล้าเหมือนต้องมนต์ ฟาดฟันดาบประจุพรายใส่หาญอย่างบ้าคลั่ง หาญได้แต่ตั้งรับด้วยสนับเล็บเสือ สนับเล็บเสือกระทบกับดาบประจุพรายจนเกิดเป็นประกายไฟ
ขุนโชติยืนมองด้วยความสะใจ
“พวกเอ็งจงฆ่ากันให้ตายไปข้าง มันถึงจะสาแก่ใจข้า อะไรก็ไม่เจ็บปวดเท่าสายเลือดเดียวกันต้องมาล้าง
กันเองดอกไอ้หลวงณรงค์”
หาญฉวยโอกาสล็อกกล้าจากด้านหลัง
“กล้า อย่ายอมแพ้ เอ็งต้องมีสติไว้”
แต่กล้ากลับตวัดปลายดาบ หันกลับเข้าหาตัวแล้วแทงหาญที่อยู่ด้านหลัง หาญปล่อยมือที่ล็อกกล้าไว้เบี่ยงหลบ ขุนโชติกระโจนเข้ามาซัดหาญที่ไม่ได้ระวังตัว จนหาญกระเด็น กล้าง้างดาบตามเข้ามาซ้ำ
“หาญระวัง”
ศรีแพรเอาตัวเข้ามาบังหาญไว้ จึงโดนฟันเข้ากลางหลัง
“ศรีแพร” หาญซัดกล้าผงะไป พยุงศรีแพรไว้ “ศรีแพร เอ็งตามข้ามาทำไม”
ศรีแพรบาดเจ็บ กัดฟันทน
“ข้าบอกแล้วว่าจะสู้ตายกับเจ้า ขุนโชติมันฆ่าพ่อของข้า ข้าจะแลกชีวิตกับมันเอง เจ้าพากล้าหนีไปซะเถอะ”
“ไม่มีทาง จะไม่มีใครต้องตายทั้งนั้น เราสูญเสียมามากพอแล้ว”

กล้าพุ่งเข้ามาโจมตี หาญผลักศรีแพรให้หลบแล้วต่อสู้กับกล้า ศรีแพรกัดฟันวิ่งเข้าต่อกรกับขุนโชติ ขุนโชติซัดศรีแพรจนคชกุศร่วง

เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง ตอนที่ 14 (ต่อ)

กล้าฟันดาบคู่ หาญรับด้วยสนับเล็บเสือ ต่างดันกำลังไม่ยอมแพ้กัน ทันใดกลุ่มควันดำก็พุ่งเข้าหาคนทั้งคู่ ขุนโชติพุ่งออกมาจากกลุ่มควัน กระแทกกงเล็บจนหาญกับกล้ากระเด็นไปคนละทาง
หาญรีบลุกขึ้นตั้งหลัก แต่ต้องตกใจเมื่อเห็นขุนโชติจับศรีแพรและกล้าเอาไว้แล้ว ทั้งสองคนถูกพันธนาการด้วยควันสีดำ
“ปล่อยทั้งสองคนนั่นซะ นี่เป็นเรื่องระหว่างเอ็งกับข้า”
“เอาสิ ปล่อยก็ปล่อย เอ็งเลือก ว่าจะเอาชีวิตผู้ใดไว้” หาญชะงัก “ข้าอยากดูเหลือเกิน ว่าเอ็งจักเลือกหญิงอันเป็นที่รักหรือสายเลือดของตัวเอง ฮ่าๆๆ”
หาญลังเล ตัดสินใจไม่ได้และไม่กล้าลงมือเพราะห่วงคนทั้งคู่ ศรีแพรพยายามดิ้นให้หลุดพันธนาการ ขณะที่กล้าตาแดงกล่ำ ไร้สติ อยู่ในอาการคุ้มคลั่ง
“ไม่ต้องห่วงข้า เจ้าชะล่าใจเกินไปแล้ว ไอ้โจรโง่”
ศรีแพรกระทืบเท้าจึงเห็นปลายมีดที่ซ่อนอยู่ปรากฎจากใต้รองเท้า ศรีแพรตวัดขาเตะไปที่ใบหน้าขุนโชติ ปลายมีดบาดไปบนใบหน้าขุนโชติแต่แล้วมีดกลับหัก ขุนโชติไม่ระคายผิว
“นังงูพิษ ข้าจักมอบความเจ็บปวดให้เอ็งเอง”
ขุนโชติกรีดกรงเล็บจากหลังใบหู ผ่านต้นคอ ลงไปที่หน้าอกของศรีแพร ช้าๆ บาดลึก เลือดไหลซึม
“โอ๊ย”
ศรีแพรกรีดร้องอย่างเจ็บปวด หาญทนไม่ไหว
“ศรีแพร ศรีแพร” หาญร่ายคาถา “อิสะวะสุ”
ร่างของหาญเปล่งแสงเจิดจ้า หมัดธนูมือพุ่งเข้าไปหาขุนโชติ รัวหมัดออกไปชุดใหญ่ ขุนโชติเซถลา
หาญกระแทกหมัดสุดท้าย เงาหมัดสีเหล็กมันวาวพุ่งเข้ากระแทกขุนโชติจนกระเด็น ศรีแพรกับกล้าหลุดจากพันธนาการ กล้าทรุดลง มึนหัว ใช้ดาบประคองตัวไว้ หาญรีบประคองศรีแพรขึ้นมากอด
“ศรีแพร ศรีแพร”
“เจ้า รัก ข้า บ้าง มั้ย”
“ไม่นะ ศรีแพร เอ็งต้องไม่เป็นไร”
“บอกข้าที ข้าอยากฟังก่อนที่ข้าจะตาย”
หาญพยักหน้า น้ำตาคลอ
“ข้ารักเจ้า” ศรีแพรยิ้ม ก่อนจะแน่นิ่งไป “ศรีแพร”
ขุนโชติกระอักเลือด โกรธ หาญวางร่างศรีแพรลง จ้องขุนโชติเขม็ง พร้อมสู้ ขุนโชติวาดมือเป็นวงกลมเกิดควันดำลอยวนแล้วกระแทกกงเล็บออกไป
“กุมภีร์พิฆาต”
กลุ่นควันกลายเป็นใบหน้าจระเข้ อ้าปาก พุ่งเข้างับหาญ หาญโต้กลับ
“อิสะวะสุ หมัดธนูมือ”
หาญซัดพลังออกไป เงาหมัดสีเหล็กมันวาวพุ่งออกไป พลังทั้งสองปะทะกัน สนั่นหวั่นไหว ทั้งสองคนต่างกระโจนเข้าหาซัดกันนัว
แววตาของกล้าเปลี่ยนจากแดงกล่ำกลับเป็นปกติ กล้าสะบัดหัวไปมาไล่ความมึนงงแล้วกล้าก็เห็นหาญสู้กับขุนโชติอยู่ หาญกระชากลูกสะกดหัวใจสิงห์ เป่ามนต์แล้วสะบัด เกิดเป็นแส้สายฟ้าฟาดโจมตีขุนโชติ ขุนโชติใช้กงเล็บตั้งรับ แส้รัดกงเล็บเอาไว้แน่น ออกแรงยื้อกัน หาญได้ทีกระโดดเข่าลอยกระแทกเข้าหน้าอกขุนโชติ ขุนโชติเซถอยหลังมาทางกล้า กล้าได้สติ คว้าดาบประจุพรายหนึ่งเล่มพุ่งเข้าหาขุนโชติ
“ย๊ากก”
ขุนโชติได้ยินเสียง พลิกตัวกลับไปมองจึงเห็นกล้าพุ่งเข้ามาประชิดจ้วงแทงดาบสุดแรง ปลายดาบกระทบผิวขุนโชติแต่ไม่เข้า ดาบหักสะบั้น กล้าตกใจ
“ดาบประจุพราย มันไม่กินเลือดเจ้าของมันเองดอก ไอ้กล้า”
ขุนโชติตวัดกงเล็บข่วนหน้าอกกล้าเป็นรอยยาว กล้าถึงกับเข่าทรุด หาญจะเข้ามาช่วยแต่ต้องชะงัก ขุนโชติจิกผมกล้าให้เงยหน้าขึ้น สบตา ชี้หน้าหาญ
“เอ็งจงดูไว้ไอ้หลวงณรงค์ ข้าจักเอาเลือดของหลานเอ็งมาล้างตีนข้า สังเวยแค้นที่เอ็งก่อกรรมเอาไว้”
หาญตะโกนห้าม
“อย่า”
ขุนโชติไม่ฟังเสียง ง้างกงเล็บ แทงสวบไปที่หน้าอกของกล้า กล้าสะดุ้งสุดตัว
“อ๊าก”
กงเล็บทะลุหน้าอกกล้าออกมา ขุนโชติกระชากกงเล็บกลับ
“กล้า” กล้าล้มลง หาญจ้องขุนโชติ “เพราะอะไร ในเมื่อเอ็งโกรธแค้นข้า ทำไมไม่ฆ่าข้า เอ็งลงมือกับกล้าทำไม”
ขุนโชติมองกล้าที่หายใจรวยริน
“เพราะมันเป็นสายเลือดของเอ็งยังไงล่ะ ไอ้หลวงณรงค์”
“กล้าไม่ใช่สายเลือดของข้า เอ็งผิดแล้วขุนโชติ เพชรเก็บกล้ามาเลี้ยงตั้งแต่แบเบาะ กล้าคือลูกเสือผาด แห่งชุมผาดำ”
หาญตะโกนอย่างเจ็บปวด ขุนโชติได้ยินถึงกับตะลึง

“ชุมผาดำ”

ในอดีต ชุมผาดำถูกเผา ไฟลุกโชติช่วง เสือดำกับเสือไทสู้กับสมุนชุมผาดำ ขุนโชติสู้กับผา หัวหน้าชุม แล้วฟันผาลงไปทรุด
“ไอ้ผา หากชุมผาดำของเอ็งยอมสยบต่อข้า ข้าจะไว้ชีวิตเอ็ง”
“ไม่มีทาง”
ผาจะฟันขุนโชติ ขุนโชติแทงสวน ผาล้มลงตาย
เสือดำ เสือไทลากสายเข้ามาหาขุนโชติ
“พี่โชติ เมียไอ้ผาเชือดคอตายแล้ว เหลือแต่นังสายลูกสาวมัน”
ขุนโชติเข้าไปเชยคางสาย สายถุยน้ำลายใส่
“นังนี่” เสือไทจะตบ ขุนโชติร้องห้าม
“อย่า”
ขุนโชติเป่ามนต์ใส่ สายระทวยล้มสู่อ้อมกอดขุนโชติ ขุนโชติยิ้ม

ที่ชุมโจรทุ่งพระกาฬ ขุนโชตินอนหลับอยู่ในกระท่อมโดยมีสายเมียอีกคนของขุนโชตินอนซบแผ่นอกอยู่ สายลืมตาตื่น ชะโงกมองว่าขุนโชติหลับสนิท จึงค่อยๆ ยกแขนขุนโชติที่กอดตัวเองไว้ออก เบาๆ ช้าๆ ก่อนจะดึงมีดหมอที่ซ่อนออกมา เป่ามนต์ มีดหมอสว่างวาบ ทันใดสายปักมีดลงกลางอกขุนโชติ แต่ขุนโชติรับไว้ทัน เหวี่ยงสายถลาไป
“เหตุใด อีสาย เอ็งเป็นเมียรักของข้า แล้วใยเอ็งจึงทรยศคิดฆ่าผัวตัวเองเยี่ยงนี้”
แววตาสายฉายความแค้นออกมา
“ข้าตกเป็นเมียเอ็งเพราะเอ็งใช้อาคม ข้าเกลียดเอ็ง เอ็งฆ่าพ่อข้า แล้วยังเผาชุมผาดำของข้า ข้าทนอยู่อย่างทรมานเพื่อรอวันนี้”
ขุนโชติมองสายด้วยแววตาเจ็บปวด
“เอ็งไม่เคยอภัยให้ข้า แล้วเอ็งมีลูกให้ข้าทำไม”
“เอ็งจักได้ตายใจ สิ้นระแวงในข้ายังไงล่ะ ไอ้โง่”
สายวิ่งเข้าไปจ้วงแทงอีก แต่ขุนโชติเบี่ยงหลบ ตบสายกระเด็นจนล้มทับมีดตัวเอง
“สาย นังสาย”
ทันใดผิวลูกชายวัยรุ่นก็วิ่งเข้ามาประคองศพแม่
“แม่ แม่ เหตุใดพ่อต้องฆ่าแม่เยี่ยงนี้”
ขุนโชติไม่ตอบ
“แม่เอ็งคิดฆ่าข้า ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
ผิวจ้องขุนโชติด้วยความแค้น
หลังจากนั้นไม่กี่วันชุมโจรทุ่งพระกาฬของขุนโชติก็ถูกกำไฟไหม้ ขุนโชติเข้ามายืนมองขณะที่สมุนช่วยกันดับไฟ
“มันผู้ใดบังอาจเผาชุมทุ่งพระกาฬของข้า”
ขุนโชติถามด้วยความโกรธจัด เสือไทกับเสือดำลากตัวผิวเข้ามาคุกเข่า
“พวกข้าเห็นมันกำลังเผาโรงตีดาบ”
“ไอ้ผิว ผีห่าตนใดเข้าสิง เอ็งถึงคิดเผาชุมตัวเองเยี่ยงนี้”
“ข้าจักแก้แค้นให้แม่ ข้าจักเผาทุกอย่างของพ่อให้สิ้น”
ขุนโชติโมโห ตบผิวหน้าหัน ชักดาบประจุพรายจะตามไปฟันแต่เสือดำรีบห้ามไว้
“อย่าพี่โชติ! อย่างไรเสีย ไอ้ผิวมันก็เป็นลูกพี่ อย่าให้ถึงตายเลย” ขุนโชติชะงัก
“ไอ้ลูกทรพี เอ็งจงไสหัวไปให้ไกล อย่าให้ข้าเห็นหน้าอีก”
“ข้าไปแน่ ข้าจะไปฟื้นชุมผาดำของแม่ แล้วข้าจักกลับมา”
ผิวซมซานหนีไป ขุนโชติได้แต่มองตามทั้งโกรธทั้งเจ็บปวด

เหตุการณ์กลับสู่ปัจจุบัน ขุนโชติมองสบตาหาญ
“ชุมผาดำ ไอ้ผิว...เสือผาดแห่งชุมผาดำ มันเป็นอะไรกับเสือผิว”
“เสือผาด เป็นลูกเสือผิว หัวหน้าชุมโจรผาดำ”
ขุนโชติถึงกับหมดแรง
“ไม่จริง เป็นไปไม่ได้”
ขุนโชติเดินเข้าไปหากล้า หาญที่ประคองกล้าไว้ ระวังตัว แต่ก็แฝงความสงสัย
“เอ็งจะทำอะไร”
ขุนโชติไม่ตอบ แต่กลับเป่ามนต์ลงแขนแล้วใช้กงเล็บกรีดเลือดตัวเอง เลือดไหลเป็นทาง ขุนโชติยื่นแขนออกไปอยู่เหนือตัวกล้า เลือดของขุนโชติหยดลงมา ทันใดเลือดของกล้าที่อยู่รอบบาดแผลตรงหน้าอกก็ลอยขึ้นไป เลือดจากคนทั้งสองผสานกันกลางอากาศจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ขุนโชติถึงกับเซ อึ้ง ไม่ต่างจากหาญและกล้า ขุนโชติแหงนหน้ามองท้องฟ้า
“ข้าทำผิดกระไร เหตุใดฟ้าถึงลงทัณฑ์ข้าเยี่ยงนี้ ทำไม”

ขุนโชติวิ่งเตลิด หนีหายไป หาญไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จะตามไปแต่เป็นห่วงกล้า ทันใดนั้นกระเต็น ยิ่งยศ จุกก็วิ่งเข้ามา ทุกคนต่างตะลึงเมื่อเห็นกล้าเต็มไปด้วยเลือด

“กล้า กล้า ใครทำลูก” กระเต็นเข้าไปกอดกล้าไว้แน่น น้ำตาไหลริน“กล้าลูกแม่”
หาญสบตายิ่งยศ
“ฝากกล้ากับศรีแพรด้วย ฉันต้องตามจับขุนโชติให้ได้”
หาญตัดใจแหวกอากาศ ย่นระยะทางตามขุนโชติไปทันที
“ไอ้หาญ”
ยิ่งยศวิ่งไปดูศรีแพร ว่าคาถาห้ามเลือด ประคองศรีแพรพิงหิน กล้าฟื้นขึ้นมา
“แม่”
ยิ่งยศวิ่งมาดูกล้า ว่าคาถาห้ามเลือดแล้วเครียด
“ธาตุไฟแตกซ่าน คาถาห้ามเลือดไม่ได้ผล”
กระเต็นเห็นสภาพลูก ใจจะขาด
“กล้า ไม่เป็นไรนะลูก แม่จะช่วยกล้าเอง แม่จะช่วยกล้าเอง”
“แม่ ผมขอโทษที่ทำให้แม่เป็นห่วง แต่ถ้าผมไม่ทำแบบนี้ ผมก็จะฆ่าไอ้ขุนโชติไม่ได้ ที่ผ่านมาผมไม่เคยฆ่าคนบริสุทธิ์ ผมไม่ได้ฆ่าอาสุพจน์ อาฆ่าตัวตายเอง ผมสาบาน”
“แม่เชื่อกล้า” กระเต็นร้องไห้ออกมา
“ไอ้กล้า แกต้องเข้มแข็งนะโว้ย ปู่จะไม่ปล่อยให้เอ็งตายง่ายๆ” ยิ่งยศบอก
“ราชาวดี...บอกเค้าว่าผมขอโทษ ที่ปกป้องเค้าไม่ได้” กล้ากระอักเลือดออกมา
“พอแล้วกล้า ไม่ต้องพูดแล้ว”
“ผม รัก แม่...ชาติหน้า ผมจะมาทดแทนพระคุณ”
กล้าพยายามไหว้แต่มือตก
“กล้า ไม่ ไม่”
กระเต็นร้องไห้อย่างเสียสติกอดลูกแน่น ยิ่งยศกัดฟัน แค้นสุดๆ จุกน้ำตาไหล

ช่องอากาศเปิดออก ขุนโชติโซซัดโซเซออกมาอย่างหมดอาลัยตายอยาก ขุนโชติมองซ้ายมองขวาไปรอบๆ จึงเห็นพิพิธภัณฑ์ทุ่งพระกาฬอยู่ตรงหน้า
“ทุ่งพระกาฬ บ้านข้า”
ตำรวจ 2 คนกำลังช่วยกันลำเลียงข้าวของเครื่องใช้ประจำตัวของหลวงณรงค์ออกมากองไว้ข้างหน้า รวมทั้งรูปหลวงณรงค์ เจ้าหน้าที่วิ่งมาอีกทาง
“นั่นพวกคุณจะทำอะไร”
“มีคำสั่งว่าหลวงณรงค์ฤทธิโยธา เป็นพวกฉ้อฉล โกงกิน ไม่ควรจะเคารพบูชาอีกต่อไป ให้เอาของใช้ของหลวงณรงค์ไปเผาทำลายให้หมด”
ห่างออกมาขุนโชติเข้ามายืนมองด้วยความแปลกใจ
“เหลวไหล หลวงณรงค์เป็นคนซื่อสัตย์ สร้างคุณประโยชน์ให้กับทุ่งพระกาฬตั้งมากมาย ทั้งที่ดิน ทั้งข้าวของเครื่องใช้ ทรัพย์สินทุกอย่างก็ยกให้เป็นสมบัติแผ่นดิน ใครๆ เค้าก็รู้”
ขุนโชติได้ยินนึกถึงตอนที่อาจารย์ยอดใส่ร้ายหลวงณรงค์
“เรื่องนี้เค้าโจษกันมาตั้งแต่ท่านยังไม่เกิด มันเอาทรัพย์สมบัติทีชิงมาปรานเปรอความสุขตัวเอง”
“แต่เราต้องทำตามคำสั่ง หลีกไป” ตำรวจบอกอย่างรำคาญ
“ไม่ได้ คุณรู้มั้ย ของพวกนี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์แค่ไหน” เจ้าหน้าที่หยิบจดหมาย จากในกล่องที่ซีลพลาสติคไว้ซึ่งจดหมายเป็นลายมือผู้ช่วยหลวงณรงค์เขียนด้วยปากกาคอแร้ง หมึกซึม “แค่จดหมายที่หลวงณรงค์เขียนไว้ก่อนตายฉบับนี้ มันก็ค่ามากกว่าทองคำแล้ว”
ขุนโชติได้ยินคำว่าตายก็ยิ่งอึ้ง
“ไม่รู้ละ ยังไงเราก็ต้องเอาไปเผา”
ตำรวจกระชากจดหมาย แล้วผลักเจ้าหน้าที่ ขุนโชติเข้ามาจับมือตำรวจไว้ แล้วดึงจดหมายออกมา
“นี่แก”
ตำรวจจะชักปืน ขุนโชติยกมือเป่ามนต์นะจังงังใส่ ตำรวจชะงัก อีกคนก็ยังไม่ทันทำอะไร โดนมนต์ค้างไปเหมือนกัน เจ้าหน้าที่อึ้ง
“อะไรกันนี่”
“เอ็งบอกว่าหลวงณรงค์ตายแล้วรึ”
“ชะ ชะใช่”
ขุนโชติตะปบคอเจ้าหน้าที่
“ข้าไม่มีวันเชื่อ ถ้าข้าไม่ได้เห็นเถ้ากระดูกของมัน”
เจ้าหน้าที่ตาเหลือก

ที่โกฏิบรรจุอัฐิหลวงณรงค์ เจ้าหน้าเอื้อมมือมาหยิบแล้วส่งให้ขุนโชติแบบกลัวๆ
“นี่ครับอัฐิหลวงณรงค์ที่ญาติเอามาไว้ที่วัดเพื่อให้ชาวทุ่งพระกาฬมากราบบูชา”
“มันตายด้วยเหตุอันใด”
“ติดไข้มาลาเรียจากในป่า คือตัวท่านเองเขียนเล่าเอาไว้ในจดหมายก่อนจะสิ้นใจครับ”
เจ้าหน้าที่ยื่นจดหมายให้ขุนโชติจ้องจดหมาย
“ข้าไม่รู้หนังสือดอก เอ็งอ่านไป เร็วซิ”
“ข้า หลวงณรงค์ฤทธิ์โยธารู้สึกเสียใจยิ่งนักที่มิอาจแก้ไขความผิดที่ล่วงมาแล้วอย่างที่ได้ตั้งใจไว้ กรรมที่ข้าก่อไว้กับขุนโชติ ลูกเมีย แลลูกสมุนทั้งหลายหนักหนาสาหัสนัก”
เจ้าหน้าที่อ่านจดหมายของหลวงณรงค์ พร้อมกับภาพในอดีตที่แทรกเข้ามา
ขุนโชติ เสือดำ เสือไท จ้อย เทียน และสมุนเสือจำนวนหนึ่ง เดินเข้ามา
“ที่นี่รึ ที่นังสร้อยมันนัดให้ข้ามาพบ”
“ใช่จ๊ะพี่ พี่สร้อยบอกว่ามีข่าวของพวกทางการ”
“พวกเอ็งทุกคนเฝ้าด้านนอกไว้ให้ดี”
ขุนโชติเดินเข้ากระท่อมไป

ขุนโชติเข้าในกระท่อมมองไปรอบๆ แล้วตะลึงเครียดกับภาพที่เห็น ขุนโชติเห็นสร้อยซึ่งท้องอ่อนๆ นอนเปลือยเปล่า มีผ้าขาวม้าคลุม เนื้อตัวบอบช้ำสาหัส

“นังสร้อย” ขุนโชติรีบปรี่เข้าไปประคอง “ใคร ใครทำเอ็งเยี่ยงนี้ บอกข้า”
สร้อยบอกขุนโชติอย่างไร้เรี่ยวแรง
“พวก โปลิส พวกมันข่มเหงข้า มันบังคับข้าให้บอกที่ซ่อนชุมโจร แต่...แต่ข้าไม่ยอม”
ขุนโชติสะเทือนใจที่เห็นเมียเจ็บเช่นนี้
“นังสร้อย เอ็งอดทนไว้ เอ็งกับลูกจะต้องไม่เป็นไร ข้าจักพาเอ็งไปหาหมอ”
“ไม่ พี่โชติ ไม่ทันแล้ว พี่หนีไป”
สร้อยสิ้นลมตายทันที ขุนโชติอึ้ง กอดสร้อยอย่างสะเทือนใจ
“นังสร้อย”

หลังจากนั้นขุนโชติก็ฟันตำรวจตาย แล้วนำพวกฝ่าวงล้อมออกไป
“พวกเอ็งตามข้ามา”
พวกตำรวจซุ่มยิง ต่างระดมยิงไล่หลังทันที หลวงณรงค์ขี่ม้าเข้ามากับลูกน้องอีกสองคน
“ไอ้ขุนโชติ มันตีฝ่าออกไปได้ขอรับ”
“ตามพวกมันไปให้ถึงรัง วันนี้เราจักปิดคดีไอ้ขุนโชติให้จงได้”
ตำรวจที่เหลือตามพวกขุนโชติไป หลวงณรงค์ยิ้มเหี้ยม

เสือดำกับเสือไทถูกฆ่าตาย หลวงณรงค์ต่อสู้กับขุนโชติในถ้ำ ขุนโชติพ่ายแพ้ หลวงณรงค์ฆ่าและสะกดวิญญาณขุนโชติไว้
ที่กรมกองตะเวน บุญมาถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนในชุดนักโทษ คุกเข่าอยู่ต่อหน้าหลวงณรงค์
“ไอ้บุญมา เอ็งกระทำการอันต่ำช้า ข้าสั่งให้เอ็งเอาตัวนังสร้อยไปเป็นเหยื่อล่อขุนโชติ แต่เอ็งกลับข่มเหงมันทั้งๆ ที่มันยังท้องยังไส้”
“แต่มันเป็นเมียโจร อาญาของมันไม่พ้นตายอยู่ดี”
“อาญาของมัน กฎหมายจะเป็นผู้ลงทัณฑ์ หาใช่หน้าที่เอ็งไม่ เอ็งเป็นข้าของหลวงกลับทำระยำตำบอนกับชาวบ้าน คนเยี่ยงเอ็งอยู่ไปก็หนักแผ่นดิน” หลวงณรงค์สั่งตำรวจกองตระเวนนายอื่น “เอามันไปจองจำไว้ก่อน ข้าจะกำหนดวันประหารมันภายหลังเพื่อมิให้ผู้ใดเอาเยี่ยงตามอย่างต่อไป”

ขุนโชติได้รับฟังสิ่งที่เจ้าหน้าที่อ่านในจดหมายแล้วอึ้งไป เจ้าหน้าที่ยังอ่านจดหมายต่อ
“แม้ข้าได้ลงทัณฑ์ไอ้บุญมาแล้ว แต่ก็มิเคยนอนตาหลับเสียงสาปแช่งของขุนโชติยังคงก้องอยู่ในหู”
เหตุการณ์กลับไปในอดีตตอนที่หลวงณรงค์กับตำรวจถือปืนยาวบุกป่าฝ่าดงกลับไปยังถ้ำวังพยัคฆ์
หลวงณรงค์หน้าซีดโซเซ ไปพิงต้นไม้
“ท่านขอรับ”
“ข้าไม่เป็นไร ข้าต้องไปวังพยัคฆ์ปลดปล่อยวิญญาณขุนโชติให้ได้”
หลวงณรงค์เดินไปได้อีกสองก้าวก็ล้มลง ตำรวจผู้ช่วยรีบมาประคอง
ตำรวจนำหลวงณรงค์กลับมาที่เรือน หลวงณรงค์ครึ่งนั่งครึ่งนอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงเพราะพิษไข้ ใกล้ๆ กันจะเห็นตำรวจผู้ช่วยกำลังใช้ปากกาคอแร้งจิ้มหมึกเขียนจดหมายตามคำบอกเล่าอยู่ท่ามกลางแสงตะเกียงวับแวมที่ตั้งบนโต๊ะ
“สมบัติของข้าทั้งหมด ข้าขอยกให้เป็นของแผ่นดิน” หลวงณรงค์บอกเสียงแผ่วแล้วยกมือพนม “หากจักมีผลบุญใดก่อเกิดจากการครั้งนี้ขออุทิศให้ขุนโชติและลูกหลานของมันแลข้าขออโหสิกรรมต่อวิญญาณทุกดวงที่ข้าเคยได้เบียดเบียนให้ได้รับทุกข์ อย่าได้ผูก เวรต่อกันอีกเลย”
หลวงณรงค์มือตกลง สิ้นใจ

ขุนโชติกำหมัดแน่นหลังจากเจ้าหน้าที่อ่านจดหมายจบ แววตาของขุนโชติฉายความอับอายและเจ็บใจ
“ข้าช่างเขลาเบาปัญญานัก ไอ้ดำเตือนสติแล้วกลับไม่ฟังถูกไอ้ยอดมันสนตะพาย หลอกใช้มาตลอด”
“แล้ว คุณเป็นลูกหลานของของหลวงณรงค์เหรอครับ”
เจ้าหน้าที่ถามอย่างหวาดๆ ขุนโชติส่ายหน้า
“ข้าเป็นเจ้ากรรมนายเวรของมัน”

ขุนโชติเดินหายไปในอากาศ เจ้าหน้าที่ตะลึง ผงะล้มก้นจ้ำเบ้า จดหมายร่วงจากมือ วิ่งหนีไป หาญแหวกอากาศเข้ามา มองหาเห็นจดหมายตกอยู่ หาญหยิบขึ้นดูหลับตา

เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง ตอนที่ 14 (ต่อ)

หาญใช้คาถาย่นระยะทางมาโผล่ที่ทุ่งพระกาฬ หาญมองซ้ายขวาหาขุนโชติ
“ขุนโชติ ข้ารู้ว่าเอ็งอยู่แถวนี้ ออกมาเถิด เรื่องระหว่างเราควรจะจบซะที” ขุนโชติปรากฏตัวขึ้น พุ่งเข้าโจมตีหาญด้วยกงเล็บ หาญตั้งรับ หลบหลีกแล้วร่ายมนต์ “อิสะวาสุ หมัดธนูมือ”
หาญรัวหมัดใส่ขุนโชติไม่ยั้ง ขุนโชติใช้กงเล็บปัดป้อง แต่แล้วพอหาญปล่อยหมัดคู่โจมตี ขุนโชติกลับกางมือออกเปิดช่องให้หาญซัด ขุนโชติกระเด็น กระอัก
“ขุนโชติ”
“เอ็งพูดถูก ความแค้นของเราจักต้องจบสิ้นในวันนี้ เอาชีวิตข้าไปเถิด”
หาญชะงัก แปลกใจ
“เป็นเพราะจดหมายฉบับนั้นเหรอ”
“ข้าหลงเข้าใจผิดคิดว่าเอ็งเป็นหลวงณรงค์ ทั้งที่มันตายไปแล้ว ข้าหลงโทษว่ามันโหดเหี้ยม โลภโมโทสัน แต่มันก็มิได้เป็นเยี่ยงนั้น” ขุนโชติแค้นใจตัวเอง “ผู้กระทำการชั่วช้าคือตัวข้าเอง ข้าปล้นชิง เข่นฆ่าผู้คน ฉุดคร่าผู้หญิง ไม่สนใจว่าจะเป็นลูกเขาเมียใคร จนกรรมชั่วย้อนกลับมาสนอง ทำให้ข้าทำร้ายสายเลือดของตัวเอง ไอ้ผิวหัวหน้าชุมโจรผาดำ คือลูกของข้า ไอ้ผาด เป็นหลานข้า”
“งั้นเจ้ากล้าก็เป็นเหลนของเอ็ง” หาญอึ้ง
“หากเอ็งต้องการแก้แค้น ก็ลงมือเถิด”
ขุนโชติสำนึกผิด คุกเข่าลง หลับตา หาญมองนิ่ง เงื้อสนับเล็บเสือขึ้นเหมือนจะฟาดลงบนกระหม่อมขุนโชติ
แต่แล้วกลับวางบนบ่า ขุนโชติลืมตาขึ้นมองอย่างสงสัย
“ตอนนี้เอ็งก็ได้รับผลกรรมของตัวเองแล้ว ข้าอโหสิให้เอ็ง ไม่มีประโยชน์ที่จะจองเวรคนที่สำนึกผิดแล้วส่วนเรื่องทางโลกก็ปล่อยให้กฎหมายบ้านเมืองจัดการ”
ขุนโชติสบตาหาญ ละอายแก่ใจ
“แต่ข้าไม่มีวันยอมถูกจองจำ”
ขุนโชติตัดสินใจยกกงเล็บขึ้นจะกระแทกกระหม่อมตัวเอง หาญรีบห้าม ปะทะกันอีกเล็กน้อยก่อนจะล็อกตัวขุนโชติไว้
“ถึงตายก็หนีพ้นวิบากกรรมที่ตัวเองก่อไว้ไม่ได้หรอก ผิดแล้วแก้ไขจึงจะนับว่าเป็นคนเต็มคน ที่สำคัญเอ็งต้องกลับไปช่วยกล้าเหลนของเอ็ง” ขุนโชติชะงัก

ที่อิสุโร กระเต็นกำลังใส่ตะกรุดคืนให้กับกล้า ใบหน้าของกระเต็นมีน้ำตานองหน้า
“ตะกรุดสามกษัตริย์เป็นมรดกที่พ่อให้ไว้แก่ลูกมันควรอยู่กับลูกตลอดไป”
ยิ่งยศ กัดกรามด้วยความแค้น จุกอยู่ข้างๆ เช็ดน้ำตา ขณะนั้นด้านหลังทุกคนช่องอากาศก็เปิดออก หาญพาตัวขุนโชติโผล่กลับมา หาญเห็นกล้านอนอยู่หน้าองค์พระประธาน มีคนอื่นๆ รายล้อม หาญเดินเข้าไปหาพวกกระเต็นที่หันหลังให้อยู่
“กล้าเป็นยังไงบ้าง”
ทุกคนนิ่ง หาญเห็นกล้านอนหน้าซีด เข้าไปหาจึงรู้ว่ากล้าตายแล้ว หาญอึ้ง ทรุดลงนั่ง
“ข้ามาช้าไปหรือนี่”
“ไอ้กล้า”
ทุกคนได้ยินเสียงขุนโชติจึงหันไป ยิ่งยศของขึ้นทันที
“ไอ้โจรใจหมา วันนี้ข้าต้องฆ่าเอ็งแก้แค้นแทนกล้าให้ได้” ยิ่งยศเข้าไปถีบขุนโชติกระเด็น แล้วร่ายมนต์ “
พยัคโฆ พยัคฆา นะโมพุทธายะ”
รอยสักเสือเผ่นบนหน้าอกยิ่งยศเรืองรองขึ้น ยิ่งยศตรงเข้าซัดขุนโชติ ขุนโชติไม่คิดสู้จึงไม่ป้องกัน
“ไอ้ยิ่ง อย่า”
หาญเข้าขวางยิ่งยศไม่ฟัง ซัดหาญกระเด็นไป ขุนโชติพยายามจะเข้ามาหากล้า
“ไอ้กล้า”
กระเต็นหยิบดาบประจุพรายฟันขุนโชติ ขุนโชติผงะ แต่ดาบฟันไม่เข้า
“อย่าแตะต้องลูกฉัน ไอ้สารเลว” ขุนโชติพยายามจะลุกแต่ก็บอบช้ำพอควร “ลุกขึ้นมา ไอ้มหาโจร ถ้าวันนี้ฉันฆ่าแกไม่ได้ แกก็เอาชีวิตฉันไป”
ขุนโชติไม่ลุก จุกคว้าไม้แถวนั้น
“มา ไอ้จุกเอาด้วย วันนี้ตายเป็นตาย”
จุกเข้าไป ตีๆๆ ขุนโชติ แต่ขุนโชติไม่สู้จึงกระเด็นมาแทบเท้ากระเต็น กระเต็นเงื้อดาบจะฟันอีก หาญจับไว้
“กระเต็น ฟังข้าก่อน กล้าเป็นเหลนของขุนโชติ” ยิ่งยศกับกระเต็นอึ้ง
“อะไรนะ”
“ไอ้ผิว พ่อเสือผาด ปู่ของไอ้กล้าเป็นลูกชายของข้า”
“บ้าไปแล้ว ข้าไม่เชื่อ”
“เชื่อเถอะ ไอ้ยิ่ง นี่เป็นวิบากกรรม”
จุกไม้หล่นจากมือ ศรีแพรเดินโซเซเข้ามา
“หาญ”
หาญเห็นศรีแพรรีบเข้าไปหา
“ศรีแพร”
“ข้าดีใจจริงๆ ที่ได้เจอเจ้าอีก”
ศรีแพรสลบลงในอ้อมกอดหาญ
ศรีแพรนอนสลบ หาญตรวจดู ยิ่งยศอยู่ใกล้ๆ
“โชคดีในร่างศรีแพรมีพิษตะขาบไฟอยู่ จึงมีแรงต้านพิษจากกรงเล็บกุมภีร์พิฆาต”
“แต่เจ้ากล้ามันไม่โชคดีเหมือนศรีแพร”
“สมน้ำหน้าไอ้ขุนโชติมัน ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว” จุกบอกอย่างลืมตัว พอรู้สึกตัวว่าทุกคนจ้องอยู่จึงรีบบอก “เออ ฉันไม่ได้ดีใจที่กล้าต้องมาตายนะจ๊ะ”
“เรื่องมันเหลือเชื่อจนเหมือนกับความฝัน ขุนโชติเป็นทวดของกล้า นี่มันเรื่องจริงเหรอคะ คุณพ่อ”
“หากขุนโชติไม่สำนึกคงไม่กลับมากับข้าโดยดี”
“แต่ถึงมันจะสำนึก มันก็ไม่ได้ช่วยให้ไอ้กล้าฟื้นมาได้”
“แล้วทำไมเราไม่ใช้ วิธีเดียวกับที่ขุนโชติแล้วก็ผู้การฟื้นขึ้นมาชุบชีวิตกล้าล่ะ” จุกบอก ยิ่งยศจึงนึกขึ้นได้
“จริงด้วย ถ้าบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ชุบชีวิตท่านผู้การกลับมาได้ก็ต้องชุบชีวิตของกล้าได้เหมือนกัน หนูขอร้องล่ะ

นะคะคุณพ่อ ช่วยกล้าอีกสักครั้ง” หาญหนักใจ

“มันไม่ง่ายอย่างที่ทุกคนคิดหรอกนะ การชุบชีวิตในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ต้องใช้เลือดและพลังของผู้มีอาคมแก่กล้า แต่ตอนนี้ร่างกายของข้าไม่สามารถหลั่งเลือดได้ เพราะกลายเป็นเหล็กไหลไปแล้ว”
ยิ่งยศตัดสินใจ
“งั้นฉันเอง ฉันยินดีสละเลือดให้เจ้ากล้า”
“แกลืมไปแล้ว รึไอ้ยิ่ง แกคืนชีพได้ก็เพราะบ่อน้ำนั่น หากหลั่งเลือดกลับลงไป ก็เท่ากับคืนชีวิตให้กับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย”
“สำหรับฉัน ตายเรื่องเล็กวะไอ้หาญ ถ้าได้สละชีวิตเพื่อให้คนดีอย่างไอ้กล้า ฟื้นคืน ฉันก็เต็มใจ”
กระเต็นซาบซึ้ง กราบยิ่งยศ
“ขอบพระคุณค่ะ ท่านผู้การ”
ยิ่งยศยิ้มให้ หาญรู้ว่าคงห้ามเพื่อนไม่ได้แล้ว

ยิ่งยศนำทุกคนกลับเข้ามาในโบสถ์แต่แล้วก็ต้องชะงัก เพราะศพของกล้าหายไปรวมทั้งตัวขุนโชติด้วย
“กล้าหายไปไหนแล้ว”
ทุกคนแยกกันดู
“ขุนโชติก็หายตัวไปด้วย มันต้องเป็นคนเอากล้าไปแน่”
“ไอ้โจรชั่ว ในที่สุดมันก็เล่นไม่ซื่อ เราไม่น่าหลงเชื่อมันเลย”
“ขุนโชติ คงไม่ได้มีเจตนาร้าย เอ๊ะ หรือว่า...
หาญกับยิ่งศมองหน้ากัน
“บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์”
“แน่แล้ว ขุนโชติคงจะเอาร่างกล้าไปที่นั่น ข้าจะไปตามกล้าเอง”
“หนูไปด้วยค่ะ”
“อาคมเอ็งไม่แก่กล้าพอ จะทำให้ข้าห่วงหน้าพะวงหลัง ยิ่งฝากทางนี้ด้วย”
“แต่ว่า...”
“ศรีแพรยังบาดเจ็บ ฉันขอร้อง”
หาญย่นระยะทางหายไปอีกครั้ง ทุกคนมองตาม เป็นกังวล

อาจารย์ยอดโผล่พรวดขึ้นมาจากดินกลางป่า นอนหงาย หายใจหอบ ร่างบอบช้ำสาหัส
“คิดเหรอว่าจะกำจัด ข้า...ได้”
อาจารย์ยอดคิดถึงเหตุการณ์ที่ปางไม้ตอนที่ต้นไม้ที่ถูกเผากำลังล้มทับ
“อ๊าก”
อาจารย์ยอดรีบว่าคาถา ร่างดำหายลงดิน พร้อมๆ กับจังหวะที่ต้นไม้ทับลงพอดี
อาจารย์ยอดคลานมาที่แอ่งน้ำเล็กๆ กินน้ำอย่างกระหาย แล้วค่อยๆ ดันตัวเองนั่งพักพิงต้นไม้อย่างเหนื่อยอ่อนสุดๆ แต่แล้วอาจารย์ยอดกลับรู้สึกแปลกๆ มองไปรอบๆ ต้นไม้ใบไม้นิ่ง ไม่มีแม้ลมหรือสัตว์ป่าสักตัว บรรยากาศวังเวง ขณะนั้นวิญญาณเสือทับแอบมองอาจารย์ยอดอยู่
“แปลก เงียบแบบนี้ ไม่ดี ไม่ดีแน่”
อาจารย์ยอดคว้าเอากิ่งไม้ใกล้ตัว ยันตัวเองขึ้น พยายามเดินกะเผลกออกไป
“ไอ้ยอด”
อาจารย์ยอดชะงัก หันกลับ เจอกับมือเสือทับตบ อาจารย์ยอดผงะหงาย
“ไอ้ทับ”
เสือทับที่อยู่ในสภาพบอบช้ำ ชี้หน้าอาจารย์ยอดอย่างแค้นๆ
“ใช่ ข้าเอง ไอ้ทับ ผีที่เอ็งเคยเลี้ยงไว้ไงล่ะ” อาจารย์ยอดสาหัส พยายามจะคว้าย่าม เสือทับเข้าไปเตะย่าม
“แค้นที่เอ็งทำไว้ ข้าไม่เคยลืม”
อาจารย์ยอดพยายามหลอกล่อ ทั้งที่อ่อนแรง
“อ่ะ ไอ้ทับ ยะ อย่าลืมสิ ว่าเราเป็นพวกเดียวกัน เอ็ง เอ็งดูบอบช้ำมาก ข้า ข้าช่วยเอ็งได้นะ”
“สภาพอย่างเอ็ง เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ”
อาจารย์ยอดกำดิน ว่าคาถา สะบัดเป็นกระสุนไฟไปที่เสือทับ
“อ๊าก”
วิญญาณเสือทับหายวับ อาจารย์ยอดมองรอบๆ อย่างนึกกลัว ทันใดเสือทับโผล่พรวดบีบคออาจารย์ยอด อาจารย์ยอดตาเหลือก
“ตาย เอ็งตาย”
“ยะ อย่า อย่าลืมสิ ว่าข้าให้สิ่งที่เอ็งต้องการได้”
เสือทับคลายมือ จ้องอาจารย์ยอดเหี้ยม

อาจารย์ยอดหยิบกะโหลกของเสือทับขึ้นมาจากดินที่ฝังไว้
“นี่ กะโหลกของเอ็ง เห็นไหม ข้า...ข้าไม่ได้หลอกเอ็งจริงๆ”
“ดี แต่ถ้าเอ็งคิดตุกติกล่ะก็ คงรู้นะ ว่าผลจะเป็นยังไง”
อาจารย์ยอดพาวิญญาณเสือทับมาที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เสือทับกับอาจารย์ยอด ยืนอยู่ข้างบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ แต่อาจารย์ยอดมีสภาพอ่อนแรงจนต้องใช้ไม้ค้ำพยุงตัวเอง ในมืออาจารย์ยอดมีกะโหลกของเสือทับอยู่ เสือทับมองบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เบื้องหน้า
“นี่น่ะเหรอบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ในที่สุดเวลาที่ข้ารอคอยก็มาถึง เร็วสิวะ รีบทำพิธี”
เสือทัยตวาด อาจารย์ยอดไม่พอใจ แต่จำต้องโยนกะโหลกของเสือทับลงไปในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะใช้มีดหมอเชือดที่แขนตัวเอง ให้เลือดไหลลงไปในบ่อแล้วว่าคาถาปลุกชีพ อาจารย์ยอดเหงื่อตก หน้าซีด เพ่งกระแสจิตเพื่อทำพิธี วิญญาณเสือทับมองลุ้น
ที่ก้นบ่อจะเห็นเลือดของอาจารย์ยอดไหลวนเป็นสายลงไปผนึกกับกะโหลกของเสือทับ
วิญญาณเสือทับเริ่มเลือน เสือทับมองตัวเอง ประหลาดใจ แล้ววิญญาณเสือทับก็ถูกดูดลอยลงไปในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ อาจารย์ยอดว่าคาถาจบ รวบรวมพลังเป่ามนต์ออกไป ก่อนจะทรุดลงคุกเข่าเพราะหมดแรง เกิดหมอกควันลอยมารวมกันจากทุกสารทิศ อาจารย์ยอดเห็นท่าไม่ดี รีบโซเซวิ่งหนีไป ทันใดร่างเสือทับก็ค่อยๆ โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา
อาจารย์ยอดวิ่งโซซัดโซเซเข้ามา แต่แล้วก็ต้องสะดุดบางสิ่งล้มลง อาจารย์ยอดยันตัวเองขึ้น แต่กลับเห็นมือตัวเองเปื้อนเลือด พร้อมกับเสียงหัวเราะของภูมินทร์ก้องดัง
“ฮ่าๆ ฮ่าๆ”
อาจารย์ยอดตกใจรีบมองไปรอบๆ เห็นซากสัตว์ป่าตายอยู่เกลื่อน เลือดแดงฉานไปหมด อาจารย์ยอดกลัวมาก ลุกขึ้นหนี แต่เหยียบเศษกิ่งไม้ เสียงกิ่งไม้หัก
มุมหนึ่งไกลออกไป ภูมินทร์ยืนหันหลังอยู่ ได้ยินเสียงก็หันขวับสะบัดพิษออกจากนิ้วมือ เลือดพิษสีดำลอยออกจากนิ้วมือทั้ง 5 พิษพุ่งมาโดนที่ขาอาจารย์ยอด

“โอ๊ย” อาจารย์ยอดล้ม เห็นขาตัวเองเปื่อยเหมือนโดนกรด “อ๊าก”

อาจารย์ยอดเจ็บแสบทรมาน ภูมินทร์ก้าวเข้ามา อาจารย์ยอดเงยหน้าขึ้นมองจึงเห็นภูมินทร์ยืนจ้องอยู่ ภูมินทร์อยู่ในสภาพเสื้อผ้าขาดเพราะรอยกัดของสัตว์ หน้าตาเหมือนแวมไพร์ อาจารย์ยอดผงะอึ้งเมื่อเห็นภูมินทร์
“พ่อเลี้ยง เป็นไปได้ยังไง กะ แก...”
ภูมินทร์ยิ้มเหี้ยม
“ผิดหวังมากสินะ ไอ้ยอด”
จากนั้นภูมินทร์ก็เล่าถึงเหตุการณ์ตอนที่ถูกทิ้งลงก้นเหว สภาพภูมินทร์ตอนนั้นบาดเจ็บสาหัส นอนขาพับผิดท่า อยู่บนพื้นอันชื้นแฉะ ร่างกายภูมินทร์เต็มไปด้วยเลือดและรอยกงเล็บของขุนโชติทั่วร่าง ภูมินทร์หายใจรวยริน
“ช่วยด้วย...ช่วยด้วย...” ภูมินทร์เห็นแมงป่อง แมงมุม งู ตะขาบ นับร้อย ตรงเข้าหาตนจากทุกสารทิศ ภูมินทร์ตกใจกลัว “มะ ไม่ ไม่”
ภูมินทร์พยายามขยับร่างหนีแต่กระดูกหักทั่วร่างจึงทำไม่ได้ ทันใดสัตว์พิษก็รุมกัดทั่วร่างกายของภูมินทร์พร้อมกัน พิษแผ่ไปทั่วร่างภูมินทร์จนร่างกระตุก เกร็ง อ้าปากค้าง เกิดแสงสีแดงเรืองขึ้นทั้งตัว ภูมินทร์เบิกตากว้าง กรีดร้องโหยหวน
“อ๊าก”
เหตุการณ์ที่ภูมินทร์เล่าทำให้อาจารย์ยอดคิดออก
“ว่านอสูร ทำให้พิษต้านพิษ”
“ใช่ ฉันก็เลยได้กลับมาคิดบัญชีกับทุกคน โดยเฉพาะแก”
อาจารย์ยอดกลัวตาย รีบหลอกล่อ
“ฟังข้าก่อน ข้าไม่เคยคิดทรยศกับพ่อเลี้ยง ข้าดูดวงพ่อเลี้ยงแล้วว่ายังไม่ถึงฆาต ถึงให้พ่อเลี้ยงกินว่านอสูร ต่อไปเราจะร่วมมือกันกำจัดไอ้ขุนโชติ ข้าจะทำให้พ่อเลี้ยงยิ่งใหญ่ เชื่อข้า”
“อย่าไปเชื่อมัน”
ภูมินทร์มองตามเสียง เสือทับก้าวเข้ามา
“ไอ้ทับ นี่แก”
“ถูกต้อง ข้าเสือทับ ไม่ใช่ไอ้ผีเร่ร่อนอีกต่อไป ถ้าเอ็งอยากปิดบัญชีแค้นล่ะก็ ข้าต่างหากที่ช่วยเอ็งได้ เลือดของคนที่มีอาคมอย่างมัน จะช่วยให้เราปลุกชีพโจรขึ้นมาได้ทั้งชุม”
อาจารย์ยอดรีบบอกภูมินทร์
“มันเลี้ยงไม่เชื่อง มันบังคับให้ข้าชุบชีวิตมันแล้วก็จะฆ่าข้า ทั้งๆ ที่ข้าเป็นคนปลดปล่อยวิญญาณมัน กำจัดมันซะ พ่อเลี้ยง”
“เอ็งมีพิษ ข้ามีอาคมกับสมุนที่มีฝีมือกล้าแข็ง คิดดูว่าถ้าเอ็งร่วมมือกับข้า สร้างชุมโจรขึ้นมายึดพระนคร จะ
ทำให้พวกเรายิ่งใหญ่แค่ไหน”
ภูมินทร์คิดนิดนึงแล้วยิ้มเหี้ยม อาจารย์ยอดเปลี่ยนท่าทีทันที
“ถ้าอย่างงั้น ข้าก็ช่วยเอ็งสองคนได้ ข้าจะทำให้เอ็งเป็นขุนโจรผู้ยิ่งใหญ่”
“งั้นรึ อาจารย์ยอด”
ภูมินทร์มองหน้ากับเสือทับ ทั้งคู่ เดินเข้าหาอาจารย์ยอด อาจารย์ยอดรู้ว่าแย่แน่ ค่อยๆ ถอยหนี
“จริงๆ นะ ข้ายังมีของขลัง ตำราวิชาอาคมอีกหลายเล่ม ข้าจะถ่ายทอดให้เอ็ง ข้า...อ๊ากกก”
ภูมินทร์ตะปบคออาจารย์ยอด กระชากเครื่องรางออกหล่นกระจาย อาจารย์ยอดดิ้นรนเสือทับเงื้อพร้าสับลงเสียงอาจารย์ยอดร้องโหยหวน

ที่อิสุโร จุกนั่งเขียนคำนวณดวงชะตาตัวเองอยู่ จู่ๆ ก็มีสีหน้าเครียด
“ไม่จริง”
ยิ่งยศเดินเข้ามา
“ไม่จริงอะไรวะ แล้วนั่นเอ็งเขียนอะไร”
“เปล่า จ๊ะเปล่า ฉันก็แค่ นั่งเขียนอะไรไปเรื่อย”
“ไปนอนได้แล้ว ถึงข้าว่ามนต์พรางตาที่นี่ไว้ แต่ก็วางใจไม่ได้ คืนนี้ข้ากับรักยมจะอยู่เฝ้ายามเอง”
ยิ่งยศเดินออกไป จุกหน้าซีด
“ถะ ถึงฆาต ไม่จริง เราเนี่ยนะ”
จุกนั่งเครียด กลัวไปหมด ไม่รู้จะทำยังไง
อีกมุมของอิสุโร กระเต็นแอบมายืนมองฟ้า แม้จะพยายามเข้มแข็งแต่น้ำตาก็ร่วงเพราะเป็นห่วงลูกใจจะขาด
“เพชรคะ คุณช่วยลูกทีนะคะ ช่วยให้พ่อหาญพาลูกกลับมาให้ได้ ฉันขอร้อง”
“กระเต็น”
กระเต็นเห็นยิ่งยศมายืนข้างๆ
“ผู้การฯ” กระเต็นรีบเช็ดน้ำตา
“เธอรู้ไหมว่าตลอดชั่วชีวิต ฉันเสียใจอะไรมากที่สุด ฉันเสียดายที่หลงทำความชั่วจนเกศินี แม่ของเพชรต้องตาย เพชรเองก็ต้องด่างพร้อยและโดดเดี่ยว”
“ผู้การฯ”
ยิ่งยศหันมองกระเต็นจริงจัง
“แต่เธอ เธอทำให้ฉันรู้ว่าไอ้เพชรมันโชคดีแค่ไหน ที่ผ่านมาเธอทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้แล้ว หนักแน่นเข้าไว้นะกระเต็น หาญต้องพาเจ้ากล้ากลับมาได้แน่”
กระเต็นพยักหน้ารับ ซึ้งใจ
“ค่ะ กล้าต้องได้กลับมา”
ทั้งสองคนมองไปเบื้องหน้าอย่างเชื่อมั่น

คืนเดียวกันนั้นที่บ้านภูมินทร์ วิญญาณกล้าเคลื่อนเข้าหาราชาวดีที่ยังถูกขังอยู่
“วดี วดี”
ราชาวดีได้ยินเสียงเรียก ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาจึงเห็นกล้ายืนยิ้มบางๆให้ ราชาวดีดีใจมาก
“พี่กล้า” ทั้งสองคนโผเข้ากอดกันด้วยความคิดถึง “วดีคิดว่าจะไม่ได้เจอพี่กล้าอีกแล้ว”
ราชาวดีน้ำตาคลอ กล้าเช็ดน้ำตาให้ เศร้าใจ
“พี่ขอโทษนะวดี พี่ขอโทษที่ปกป้องวดีไม่ได้”
ราชาวดีส่ายหน้า
“ไม่ค่ะพี่กล้า วดีไม่เป็นไร พี่กล้ามาช่วยวดีแล้วใช่ไหมคะ”
กล้าส่ายหน้า เศร้าใจ
“วดี พี่ขอโทษ ถึงชาตินี้เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่พี่สัญญา ชาติหน้า ชาติไหน พี่ก็จะรักวดีเหมือนเดิม”
“ทำไมพี่กล้าพูดแบบนี้ เราต้องอยู่ด้วยกันซิคะ” ราชาวดีกอดกล้าแน่น กล้าขยับออก จ้องราชาวดีน้ำตาคลอ แล้วถอยออก ราชาวดีคว้ามือกล้าดึงเอาไว้ “พี่กล้า”
กล้ากุมมือราชาวดี
“พี่ต้องไปแล้ววดี รักษาตัวนะ”
กล้าดึงมือราชาวดีออกพลางถอยห่าง ร่างค่อยๆ จางแล้วหายไป ราชาวดีเห็นก็อึ้ง น้ำตาร่วง วิ่งตาม

“อย่าไป พี่กล้าอย่าไป”

ราชาวดีตกใจตื่นขึ้น น้ำตาร่วง ตะโกนลั่น
“พี่กล้า! พี่กล้า”
คมเปิดประตูพรวดเข้ามากับงามตา เปิดไฟ ราชาวดีรีบลุกหนีไปที่มุมห้อง คมเล็งปืนสำรวจรอบๆ อย่างระมัดระวัง แต่ไม่พบกล้า
“ไม่มี”
“ก็ฉันบอกแล้วว่าไม่มีอะไร นี่คงจะคิดถึงมันมากสินะ ถึงกับพร่ำเพ้อซะลั่น”
ราชาวดีหวั่นใจกับความฝันของตนจึงถามคมเรื่องกล้า
“พี่กล้าอยู่ไหน บอกฉันมาตอนนี้พี่กล้าอยู่ไหน”
“จะถามทำไม เธอก็รู้ว่ามันกลายเป็นไอ้เสือกล้า ปล้นฆ่า เสวยสุขบนกองเงินกองทองจนลืมเธอไปแล้ว”
“ไม่ ฉันไม่มีวันเชื่อว่าพี่กล้าจะทำแบบนั้น แล้วเค้าก็ไม่มีทางทิ้งฉันแน่ๆ พี่กล้าต้องตามมาช่วยฉัน ถึงตอนนั้นพวกแกทั้งหมด”
งามตาโมโห
“นี่คิดจะขู่พวกฉันงั้นเหรอ”
งามตาโผเข้าตบราชาวดี ราชาวดีปัดป้อง
“เธอก็เหมือนกัน กลับใจซะงามตา ทำแบบนี้มีแต่ชีวิตจะตกต่ำ”
“ที่ฉันเป็นแบบนี้ก็เพราะแกไง”
งามตาจะตบ ราชาวดีสู้สุดใจ คมรีบเข้าไปดึงตัวงามตาออก
“พอแล้วๆ”
“ปล่อย จะห้ามฉันทำไม”
“ฉันบอกให้พอ”
คมดุ งามตานิ่ง คมลากงามตาออกไปจากห้อง ปิดประตูปัง ราชาวดีนั่งลงบนเตียง หวั่นใจกับความฝันตัวเอง
“พี่กล้า พี่กล้าอยู่ที่ไหน”
ราชาวดีเป็นห่วงกล้ามาก

คมลากงามตาออกมาจากห้องราชาวดี งามตาโวยใส่คม
“ฉันไม่เข้าใจ ทำไมต้องห้ามกันด้วย นี่ อย่าบอกนะว่าหลงเสน่ห์นังวดีเข้าอีกคน”
“หุบปาก เธอไม่รู้อะไรอย่าพูดมาก รึว่าอยากกลับไปอยู่กับนังเจ๊ลัดดา ฮะ” งามตาเงียบ ไม่พอใจ คมนั่งเครียด สมุนเข้ามา “เป็นไง”
“สายที่ปางไม้แจ้งมาว่า พวกไอ้ขุนโชติกับไอ้กล้ามาอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วครับ ท่านรองอำนวยช่วยจัดการเรื่องที่พักให้”
“มันมาแล้วจริงๆ”
“เรามีสมุนตั้งมากมายจะกลัวอะไร”
“รู้มั้ย ว่าขุนโชติฝีมือมันร้ายกาจแค่ไหน ถ้ามันรู้ว่าไอ้ไทอยู่กับเรา มันคงไม่เอาเราไว้แน่” คมคิดเครียด จะเอายังไงดี “ฉันต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว”
คมมองงามตา คิดแผน

ขุนโชติแบกร่างกล้าเข้ามาที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ขุนโชติวางกล้าลงที่ข้างบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แล้วลูบหัวกล้าด้วยความอาลัย
“ไอ้กล้า เหลนข้า”
ขุนโชติมองกล้าแล้วคิดถึงเหตุการณ์ตอนที่อยู่ปางไม้ ขุนโชติรำดาบด้วยท่ารำสวยๆ แล้วยื่นดาบให้กล้าทำ กล้ารำได้เหมือน ขุนโชติยิ้มพอใจ
“เอ็งหัวไวได้อย่างใจข้านัก ท่ารำดาบสองมือนี่ข้าเคยหวังจักถ่ายทอดให้แก่ลูกชายของข้า บัดนี้ เอ็งรับสืบทอดไปแล้ว”
“อาจารย์มีลูกชายด้วยเหรอ”
“มี”
“แล้วเค้าไปไหนซะล่ะครับ”
“มันโกรธข้า หนีจากข้าไปตั้งแต่ยังรุ่น นับแต่นั้นข้าไม่เคยได้พบมันอีกเลย”
“เค้าคงยังคิดถึงอาจารย์ แต่อาจจะมีเหตุผลที่กลับมาหาไม่ได้”
“เอ็งรู้รึไม่ ข้าเองลืมเลือนลูกชายข้าไปแล้ว แต่เมื่อพบเอ็งข้ากลับคิดถึงมันขึ้นมา เอ็งอาจจะเป็นลูกข้ากลับชาติมาเกิดก็ เป็นได้”
“ลูกชายอาจารย์ เค้าอาจจะยังมีชีวิตอยู่ก็ได้”
“ช่างเถิด ในเมื่อมีเอ็งแล้ว ข้าก็เหมือนได้ลูกชายคืนมา มา มา ฝึกกันต่อ ครานี้ ข้าจักสอนไม้ตายเด็ดหัวศัตรูให้”
ขุนโชติโยนดาบให้กล้าเล่มหนึ่ง แล้วฟันดาบกับกล้าอย่างสนุกสนาน รุกรับกันอย่างรู้ใจ
“เอ็งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของข้า ฉะนั้นข้าจึงต้องเป็นคน คืนเลือดและเนื้อให้เอ็งเอง ไอ้กล้า” ขุนโชติบอกทันใด
นั้นศพของอาจารย์ยอดก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมาจากในบ่อ “ไอ้ยอด”
ภูมินทร์กับเสือทับก็ปรากฏร่างตามขึ้นมา
“นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็เป็นขุนโชติ ขุนโจรชื่อกระฉ่อนแห่งทุ่งพระกาฬนี่เอง ไม่ต้องแปลกใจ ศพไอ้ยอด
เป็นฝีมือของพวกข้าเอง”
ภูมินทร์เห็นร่างกล้ามีบาดแผลฉกรรจ์จากกงเล็บ
“ไอ้กล้า มันตายแล้วเหรอ”
ขุนโชติเห็นสภาพของภูมินทร์ก็เข้าใจ
“ไอ้พ่อเลี้ยง ถึงเอ็งจักดวงแข็ง หึหึ แต่สารรูปของเอ็งตอนนี้ก็ไม่ต่างกระไรจากข้า เอ็งมันก็ไม่ใช่คน”
“พ่อเลี้ยงภูมินทร์คนเก่าได้ตายไปแล้ว ตอนนี้ฉันเป็นคนใหม่คนที่จะไม่ยอมก้มหัวให้ใครหน้าไหนอีก”
“ข้าไม่สนดอกว่าเอ็งจักเป็นตัวกระไร จงหลีกทางข้าไปเสีย”
เสือทับสบตาภูมินทร์
“คิดจะชุบชีวิตไอ้กล้าขึ้นมาใหม่ มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก”
“ฉันจะทำลายศพของมันด้วยพิษของข้าไม่ให้เหลือซาก ดูซิว่ามันจะฟื้นขึ้นมาได้ยังไง”
ภูมินทร์สะบัดพิษโจมตี หยดเลือดสีดำจำนวนมากกระจายออกมาจากนิ้วของภูมินทร์ตรงไปยังร่างของกล้า
ขุนโชติเอาตัวขวางไว้จึงถูกเลือดพิษเข้าเต็มๆ จนเกิดลอยไหม้คล้ายน้ำกรดควันลอยออกจากแผล
“อ๊าก”
“พิษของฉัน ไม่ใช่อาวุธหรือของมีคมที่วิชาคงกระพันจะป้องกันได้ จงตายอย่างทรมานซะเถอะ”
ขุนโชติเป่ามนต์ แขนทั้งสองข้างกลายเป็นกงเล็บจระเข้ แผลที่ถูกพิษหายเป็นปกติ
“แต่ข้ายังมีกุมภีร์พิฆาต”
ขุนโชติพุ่งเข้าไปต่อสู้กับภูมินทร์และเสือทับแม้ตัวเองจะบาดเจ็บอยู่ ขุนโชติอัดเสือทับกระเด็น เสือทับฉวยจังหวะที่ขุนโชติมัวแต่สู้กับภูมินทร์ ง้างมีดพร้าในมือหมายตัดหัวกล้า ทันใดนั้นเกล็ดจระเข้นับร้อยก็พุ่งมาหาเสือทับ เสือทับต้องใช้พร้าในมือปัดป้อง กลุ่มควันสีดำแผ่กระจายมาอย่างรวดเร็ว ขุนโชติพุ่งออกมาจากควันดำกระแทกกงเล็บอัดเสือทับ ภูมินทร์สะบัดเลือดพิษมาอีก ขุนโชติหายเข้าไปในควันดำกลายเป็นหางจระเข้ตวัดออกมาป้องกันพิษ
เลือดพิษกระเด็นไปถูกต้นไม้แทน ต้นไม้มีควันขึ้นคล้ายถูกน้ำกรดแล้วเหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็ว เสือทับเรียกพรรคพวกมาช่วย
“ไอ้แต้ม ไอ้แหลม สหายของข้าทุกคน ถึงเวลาของพวกเอ็งแล้ว” แต้ม แหลมและสมุนชุมเสือเมฆอีกห้าคนโผล่ขึ้นมาจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหมดยืนนิ่ง แววตาแข็งยังไม่มีความเป็นมนุษย์นัก ขุนโชติยิ่งระมัดระวังตัว “ข้าชุบชีวิตของพวกเอ็งขึ้นมา ต่อแต่นี้ข้าเป็นเจ้าชีวิตของพวกเอ็ง” เสือทับชี้ไปที่ขุนโชติ “มันเป็นศัตรูของข้า ฆ่ามัน แล้วทำลายศพไอ้หนุ่มนั่นซะ”
แต้มกับแหลมมองหน้ากัน ก่อนจะพุ่งเข้ารุมโจมตีขุนโชติ ขุนโชติตั้งรับเป็นพัลวัน เสือทับถือโอกาสจะเข้าไปทำลายศพกล้า ขุนโชติเห็น สะบัดพลังใส่แต้ม แหลมกับบรรดาสมุนแล้ว เข้าไปขวางต่อยเสือทับกระเด็นออกมา
ทันใดภูมินทร์ก็แทรกตัวเข้ามาโจมตีระยะประชิด กางฝ่ามือกระแทกเข้าที่ใบหน้าขุนโชติ เลือดพิษชโลมไปทั่วใบหน้า
ขุนโชติปวดแสบปวดร้อน
“อ๊าก”
“รู้พิษสงของเลือดพิษในกายฉันรึยังล่ะ”
เสือทับตรงเข้ามารัวหมัดจนขุนโชติกระเด็น ขุนโชติมีสภาพสะบักสะบอมแต่ขุนโชติก็ยังเป็นห่วงว่าศพกล้าจะถูกทำลาย จึงรีบตอบโต้แหวกสมุนโจรที่รุมเข้ามา ตรงไปยังร่างกล้า ร่ายมนต์ เกิดควันปกคลุมร่างทั้งสองไว้ ขุนโชติแบกร่างกล้ากระโจนลงไปในน้ำ
“โธ่เว้ย มันหนีรอดไปจนได้”
เสือทับบอกอย่างเจ็บใจ
“ใครบอกว่ามันจะรอดล่ะ” ภูมินทร์กางมือทั้งสองข้าง สัมผัสกับผิวน้ำ พิษในกายภูมินทร์แผ่กระจายไปทั่วทั้งบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ “พิษของฉันจะทำลายล้างทุกสรรพสิ่งในบ่อน้ำ มันไม่มีทางจะชุบชีวิตไอ้กล้าขึ้นมาได้อีก ไอ้ขุนโชติมันเกิดใหม่ที่นี่ก็ให้มันเป็นผีเฝ้าบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ต่อไปเถอะ”
ภูมินทร์สบตาเสือทับ ต่างระเบิดเสียงหัวเราะด้วยความสะใจ แต้ม แหลม และสมุนชุมเสือ ต่างหัวเราะตาม

ศพของอาจารย์ยอดค่อยสลายไปเพราะเลือดกรดพิษ ควันลอยส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว

จบตอนที่ 14

โปรดติดตามตอนต่อไป
มณีสวาท ตอนที่ 14 จบบริบูรณ์
มณีสวาท ตอนที่ 14 จบบริบูรณ์
เฟื่องวลีแค้นปนริษยา ลงมาฟ้องหม่อมภาณีในเวลาต่อมา หม่อมภาณีมีสีหน้าเคร่งเครียดขณะย้อนถาม “นี่ตาชายพูดถึงขนาดนั้นเลยเหรอ” 3 คนคุยกันอยู่ในสวนของวัง “ค่ะหม่อม” เฟื่องวลีพูดอย่างเจ็บใจ “ฟีบี้คิดไม่ถึงเลย ว่าพี่ชายจะเป็นไปได้ขนาดนี้” นารีวรรณหน้าเสีย ห่วงพี่ “แต่ถ้าพี่ชายทำจริง ก็เท่ากับเราสูญเสียพี่ชายไปอยู่ดีนะคะคุณแม่ ถึงแม้ว่าเราจะแยกพี่ชายออกมาจากเจ้าอุรคาได้แล้วก็เถอะ” “อุ๊ย พี่ชายก็พูดเพราะอารมณ์พาไปล่ะค่ะคุณหนูนา ไม่มีใครยอมตายจริงๆ หรอก” เฟื่องวลีว่า “แต่มันก็ไม่แน่นะคะคุณฟีบี้ ไม่งั้นจะมีข่าวฆ่าตัวตายประชดรักกันบ่อยๆ เหรอ” นารีวรรณแย้ง
กำลังโหลดความคิดเห็น...