xs
sm
md
lg

พรพรหมอลเวง ตอนที่ 9

เผยแพร่:

พรพรหมอลเวง ตอนที่ 9 
นาวินเดินมาส่งสุดนภาที่หน้าห้อง
“ผมขออะไรอย่างนึงได้มั๊ย”
สุดนภาตอบทันที “ไม่ได้”
นาวินทำงอน สุดนภาง้อ
“จะเอาอะไรว่ามา”
“ถ้าคุณมีอะไรไม่สบายใจ ต้องบอกผม อย่าปิดบัง สัญญา”
สุดนภานิ่งคิด “คุณแน่ใจหรือ”
“แน่ใจสิ ผมคิดมานานแล้ว”
“แต่ชั้นยังไม่แน่ใจ ขอเวลาคิดก่อน”
นาวินถอนใจ “ผมจะรอ ราตรีสวัสดินะครับ”
“ขอบคุณมากนะคะ คุณนาวิน”
สุดนภาไขกุญแจห้อง นาวินยืนรอ สุดนภาไขเสร็จแล้วเปิดประตูแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นนาวินยืนรอ
“จะรอทำไมอีกล่ะ ไปได้แล้ว”
“อ้าว ไม่มีกู๊ดไนท์คิสเหรอ”
สุดนภายิ้มแล้วเอามือขึ้นหยิกแก้มนาวินจนนาวินร้อง
สุดนภาหัวเราะ “ไปได้แล้ว”
สุดนภาเข้าห้องแล้วปิดประตู นาวินมองตามแล้วแกล้งโกรธ
นาวินเดินออกจากหน้าห้อง แล้วเสียงแมสเสจก็ดังขึ้น นาวินกดรับ หน้าจอโทรศัพท์นาวิน เป็นรูป Emoji “จุ๊บๆ” จากสุดนภา
นาวินยืนพึงประตูพิมพ์แมสเสส สุดนภาที่ยืนอยู่หน้าประตูตกใจกดดู
“ฝันดีนะ ยัยลูกหมู” สุดนภาแค้น “ตาบ้า ว่าชั้นอ้วนเหรอ”
นาวินที่อยู่หน้าห้องยิ้ม ก่อนจะเดินออกไป


เมรินยิ้มเศร้า เธอนึกถึงตอนที่ปฐวีเล่นด้วย เมรินพูดกับสร้อยที่แขน
“ขอบคุณนะคะ คุณหมอวี ที่ทำให้หยงอยุ่ในร่างน้องเมย์อย่างมีความสุข”


ปรงทองนั่งอยู่กลางบ้าน ปรางค์ทิพย์ ปรงแก้ว และปรงขวัญเดินเข้ามา
“มาสิ เจ้าแก้วเจ้าขวัญมาหาทวดใกล้ๆหน่อยสิ” ปรงทองเรียก
ปรงแก้วกับปรงขวัญคลานเข้าไปหา ปรงทองหยิบแหวนสองวงออกมาส่งให้
“ทวดมีของให้เจ้าสองคน เอาไปฝากแม่เจ้าไว้ก่อน โตเป็นสาวรู้จักรักษาของแล้วค่อยเอาไปใช้ รู้มั๊ย”
ปรงแก้วกับปรงขวัญรับของไปอย่างงงๆ
“ยังไม่รีบขอบคุณคุณยายทวดอีก ลูกแก้วลูกขวัญ”
ปรงแก้วกับปรงขวัญไหว้ตามคำสั่ง
“ขวัญขออนุญาตไปเล่นตุ๊กตาได้มั๊ยคะคุณแม่”
ปรางค์ทิพย์ถลึงตาใส่
“ไปเถอะลูกทวดอนุญาติ” ปรงทองบอก
ปรงแก้วกับปรงขวัญส่งแหวนให้ปรางค์ทิพย์ก่อนจะวิ่งออกไปเล่นแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว ปรงทองมองตามแล้วถอนหายใจ
“ทีนี้หล่อนพอใจหรือยังล่ะแม่ปรางค์”
“คุณยายก็มองปรางค์ในแง่ไม่ดีเรื่อยเลย ทั้งๆที่ปรางค์ยังไม่ได้พูดอะไรซักคำ”
ปรงทองพูดอย่างอารมณ์ดี “แม่ปรางค์ ชั้นเลี้ยงหล่อนมาเกือบจะสามสิบปี ทำไมชั้นจะไม่รู้ว่าหลานคนไหนนิสัยเป็นยังไง หวังว่าหล่อนคงจะพอใจแล้วนะ”
“แหม คุณยายก้อ ขอแค่คุณยายเมตตาเหลนเท่าๆกันปรางค์ก็ดีใจแล้วละค่ะ”
ปรางค์ทิพย์ไหว้ลาปรงทองแล้วเดินไป ปรงทองมองตามแล้วส่ายหน้า


ปรางค์ทิพย์ที่นั่งอยู่หน้ากระจกพิจารณาแหวนที่ปรงทองให้มา เสกสรรยืนแต่งตัวอยู่
“กะอีแค่แหวนขี้ปะติ๋ว จะไปมีค่าอะไรอย่างดีก็แค่แสนสองแสน แล้วจะมาพูดว่ายุติธรรมเชอะ”
“แหม..ลูกเรายังเด็กจะเอาอะไรนักหนา แหวนใส่เล่นก็พอ”
“คุณไม่รู้อะไร พระองค์นั้นน่ะ เป็นพระเก่าแก่ คุณยายใส่ติดตัวมาตลอด ป่านนี้คงเป็นล้านแล้วมั๊ง มันเทียบกันไม่ได้หรอก”
ปรางค์ทิพย์เปิดลิ้นชักแล้ววางแหวนสองวงไว้อย่างไม่สนใจ
“แล้วนี่คุณจะไปไหน ทำไมแต่งตัวแบบนั้น”
“อ้าว ผมต้องไปคุยกับลูกค้า ผมไม่ใช่พนักงานบริษัทแล้ว ผมเป็นเจ้าของบริษัท ก็ยุ่งแบบนี้แหล่ะ ไปก่อนล่ะ ไม่ต้องรอทานข้าวนะคงดึก”
เสกสรรเดินไป ปรางค์ทิพย์มองตามแล้วหงุดหงิดอยู่คนเดียว


เมรินกับสุดนภานั่งคุยกันอยู่
“เมื่อคืนชั้นเห็นสายตาแกนะ ตอนเต้นรำกับหมอวีน่ะ แกชอบหมอวีใช่ไหม” สุดนภาถาม
“แกมาหาชั้นเพราะเรื่องนี้น่ะหรือ” เมรินพูดลอยๆ “คิดว่าแกคิดถึงชั้นซะอีก”
“แกอย่ามาเฉไฉเลยหยง บอกมานะ แกมีใจให้หมอวีใช่มั๊ย”
เมรินมอง “แกหึงรึเปล่า” เมรินยังกลัวเพื่อนเสียใจ
“ชั้นไม่ได้คิดอะไรกับหมอวีแล้ว”
“แล้วกับคุณนาวินล่ะ แกคิดอะไร”
สุดนภายิ้ม “ตาบ้านั่นน่ะหรือ น่ารำคาญจะตาย”
นาวินกระแอมเหมือนอะไรติดคอ สุดนภาสะดุ้ง
“ตายยากชะมัดเลย” สุดนภาพูดกับนาวิน “ตามชั้นมาทำไมเนี่ย”
“อ้าว แล้วคุณล่ะ มาที่นี่ทำไมไม่บอก”
“ประสาท ทำไมชั้นจะไปไหนมาไหนต้องรายงานคุณทุกเรื่องหรือ”
สุดนภาแยกเขี้ยวใส่นาวิน ทั้งสองทำท่าจะวางมวยกัน สุดนภายื่นหน้าเข้าไปหา
“ไม่สู้ก็ได้ ยอมแพ้” นาวินได้กลิ่มหอมๆ
สุดนภาหงุดหงิดจึงผลักออก นาวินทำไม่รู้ไม่ชี้ สุดนภาหมั่นไส้จึงเข้าไปทุบ นาวินโวยวายว่าถูกทำร้ายร่างกาย เมรินมองสุดนภากับนาวินแล้วยิ้มขำ
ปรงทองนั่งอ่านแฟ้มหน้าเครียด แม้นวาดยืนมองด้วยสีหน้าวิตก
“ไม่ผิดจากที่ชั้นคิดจริงๆ” ปรงทองบอก
“แล้วคุณท่านจะจัดการยังไงต่อละคะเนี่ย” แม้นวาดถาม
“เงินก้อนนี้ ยังไงชั้นยกให้” ปรงทองส่ายหัว “แล้วดูสิถ้าเป็นคนอื่น เค้าเรียกว่าโกงเลยนะ แม่แม้นวาด”
ปรงทองนิ่งคิดหน้าเครียด แม้นวาดมองด้วยความเป็นห่วง



ปฐวีชี้ให้ญาติคนไข้ดูภาพฟีล์มเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์
“คนไข้กะโหลกศรีษะแตกร้าว และมีเลือดออกใต้กระโหลก ประมาณ 1 เซ็นต์ ตอนนี้การผ่าตัดเรียบร้อยดี หมอห้ามเลือดและให้ยาลดความดันสมองแล้ว ถ้าไม่มีเลือดออกอีก ก็เบาใจได้นะครับ”
ญาติโล่งใจ
“ขอบคุณนะคะ ที่คุณหมอช่วยอธิบาย ไม่อย่างนั้นพวกเราคงนอนไม่หลับคิดไปโน่นนี่มากมาย”
“ถ้ามีอะไรสงสัย ถามหมอได้เลยนะครับ หมอยินดีอธิบายให้ญาติคนเข้าใจ จะได้ไม่ต้องวิตกกังวล” ปฐวีบอก
ญาติยกมือไหว้ขอบคุณ ปฐวีรับไหว้แล้วยิ้มสบายใจ



ปฐวีเดินออกจากห้องคนป่วยพร้อมกับถือแฟ้มเดินอ่านมาตามทาง จริญทิพย์เดินตามหาปฐวีพอเห็นปฐวี จริญทิพย์ก็รีบวิ่งมาหา
“คุณวีคะ อยู่นี่เอง”
ปฐวีอ่านแฟ้มไม่เงยหน้า “อะไรหรือครับคุณทิพย์”
“ท่านประธานโทรมาค่ะ ท่านว่าถ้าคุณวีเสร็จงานวันนี้แล้ว ขอให้รีบกลับ ท่านมีเรื่องจะปรึกษา”
ปฐวีงง เขามองจริญทิพย์ที่มีอาการตื่นเต้นมาก “น้ำเสียงท่านด่วนมากหรือครับ คุณทิพย์ดูตื่นเต้นขนาดนี้”
จริญทิพย์นึกได้ “อุ๊ย เปล่าหรอกค่ะ ท่านน้ำเสียงปรกติ แฮ่ะ ทิพย์แอคติ้งเยอะไปหน่อย ขอโทษค่ะ”
ปฐวีส่ายหัว
“งั้นช่วงบ่ายผมมีนัดหรือเปล่า คุณทิพย์ช่วยเช็คให้ด้วยนะครับ เดี๋ยวผมขอไปเยี่ยมคนไข้ก่อนนะครับ”
ปฐวีเดินอ่านแฟ้มต่อไป จริญทิพย์มองตาม
“ดูสิ ยังขอเยี่ยมคนไข้ก่อน คิดแต่เรื่องงานแบบนี้ เมื่อไหร่จะมีคู่ล่ะหมอวีไม่เป็นไร ทิพย์จะขออยู่เป็นคู่หมอวีแล้วกันค่ะ”
จริญทิพย์เดินบ่นไป


สองพยาบาลรักสิกากับยมนาเดินคุยกันคิกคักออกมาจากห้อง
“แหม อิจฉาเจ้าหญิงนิทราจังเลย ขนาดหลับไม่รู้เรื่องขนาดนี้ยังมีคนมาเปลี่ยนดอกไม้ให้ทุกวันเลย” รักสิกาบอก
“นั่นน่ะสิ ขนาดเราตัวสดๆเป็นๆ พูดได้คุยได้ ยังไม่มีใครมาให้ซักดอก ตาชั้นงี้ร้อนวูบๆ เชียว” ยมนาเสริม
จริญทิพย์ยืนมองอยู่ รักสิกากับยมนาเห็นจริญทิพย์ก็รีบทำท่าสำรวม
“นี่อะไรกันจ๊ะ เป็นพยาบาลน่ะต้องมีจิตใจเมตตาต่อคนป่วย นี่อะไรกันมาอิจฉาแค่ดอกไม้เนี่ยนะ”
“แหม คุณทิพย์ไม่รู้อะไร มีคนเอาดอกไม้มาให้ เจ้าหญิงนิทราของเราทุกวันเลย”
“โถกะอีแค่ดอกไม้ สมัยชั้นสาวๆน่ะนะ วาเลนไทน์ทีนึง แม่ค้าปากคลองตลาดแทบจะกลั้นใจตาย” จริญทิพย์คุย
“กลั้นทำไมคะ ดอกไม้เน่าหรือ” รักสิกาถาม
“บ้า เค้าอิจฉาชั้นต่างหาก หนุ่มๆทั่วพระนคร เอาดอกไม้มาให้ชั้นน่ะสิยะ”
“โห...ใช้คำว่าพระนครนี่แสดงกว่า รัตนโกสินทร์ตอนต้นเชียวนะเนี่ย” ยมนาแซว
“นี่หล่อน พูดอย่างนี้ว่าชั้นหรือ แล้วดอกไม้น่ะ ดอกอะไรกันล่ะยะ ใครเอามาให้คุณตันหยง”
รักสิกากับยมนาค้อนขวับ
“ดอกกล้วยไม้ค่ะ” ยมนาตอบ



ปรงทองนั่งจิบน้ำชาสีหน้าเครียด พอเห็นปฐวีเดินเข้ามาปรงทองก็ยิ้มยินดี
“งานยุ่งหรือวี” ปรงทองถาม
“นิดหน่อยครับ เสร็จแล้วผมก็รีบมาเลย” ปฐวีบอก
“ขอโทษทีเถอะ ย่าทำให้วุ่นวาย”
ปรงทองหยิบเอกสารส่งให้ปฐวีอ่าน
“ลองอ่านดู”
ปฐวีอ่านแล้วก็มีสีหน้าเริ่มเครียดขึ้นเรื่อยๆ ปรงทองจิบน้ำอย่างใจเย็น
“คุณย่าครับ นี่มัน.....”
“ใช่ มันโกงกันชัดๆใช่มั๊ย”
ปฐวีถอนหายใจ “แล้วคุณย่าจะทำยังไงครับ”
“ย่าต้องจัดการให้เด็ดขาด ไม่ใช่ว่าย่าเสียดายเงินหรอกนะวี แต่สำหรับย่าความซื่อสัตย์สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ถ้าคนเราทำธุรกิจแล้วไม่มีความซื่อสัตย์ มันเท่ากับเราทำลายตัวเอง”
“ผมไม่อยากให้คุณย่าทำอะไรรุนแรง ผมเป็นห่วงปรงแก้วกับปรงขวัญ”
ปรงทองยิ้ม “ย่าคิดไว้แล้วว่าวีต้องพูดแบบนี้ ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ย่าจะจัดการเอง วีไม่ต้องลำบากใจ”
ปฐวีก้มมองเอกสารอีกครั้งด้วยสีหน้าเครียด


ปฐวีเดินมาที่ริมสระน้ำด้วยสีหน้าเครียด เมรินเดินออกมาเห็นปฐวีไม่สบายใจ เมรินมองอย่างเป็นห่วง
“น้าวีเป็นอะไรไปคะ หน้าตาไม่สบายเลย”
“ก็หลายเรื่องน่ะ แล้วน้องเมย์ล่ะ เป็นไง”
“ครูบี๋พึ่งกลับไปค่ะ น้องเมย์ก็เบื่อๆค่ะ”
ปฐวีขำประโยคของเมริน
“งั้นเดินเล่นกันมั๊ย” ปฐวีถาม
เมรินยิ้ม “ไปสิคะ”
เมรินเดินอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ซึ่งมีกุหลาบและมะลิอยู่ใกล้กัน และมีดอกกล้วยไม้ด้วย ปฐวีใช้ความคิด
เมรินมองปฐวีแล้วชวนคุย “น้าวีคะ ดูดอกไม้พวกนี้สิคะ สวยจังเลย”
เมรินมองกล้วยไม้แล้วเข้าไปดมใกล้ๆ “สวยนะคะ”
“น้องเมย์ชอบดอกกล้วยไม้เหรอ”
“ใช่ค่ะ เมย์ไม่ชอบกุหลาบ มันดูเย้ายวนเกินไป ดอกมะลิก็ดูบอบบางนุ่นนวล น่าจะเหมาะกับคุณแม่มากกว่า”
ปฐวีนิ่งคิด “เข้าใจเปรียบเทียบนะ จริงอย่างที่น้องเมย์ว่าด้วย”
ปฐวีนั่งลงมองดอกไม้แล้วคิดไปถึงตันหยง
ปฐวีคิดถึงตอนที่เขาเอาดอกกล้วยไม้ไปวางไว้ให้ตันหยง
ปฐวีพูดกับร่างตันหยง “ผมไม่รู้หรอกว่าคุณชอบดอกไม้อะไร แต่สำหรับผม คุณเหมือนกล้วยไม้ สง่างาม แต่อ่อนหวาน”
ปฐวียืนมองตันหยงนิ่ง
เสียงเมรินเรียกดังขึ้น “น้าวีคะ น้าวี”


เมรินยืนโบกมืออยู่หน้าปฐวี ปฐวีรู้สึกตัว
“น้าวีคิดอะไรอยู่คะ กลับมาหาน้องเมย์ก่อน”
ปฐวียิ้มแล้วมองหลาน “น้าวีขอโทษนะ”
เมรินขำ “น้าวีคิดอะไรคะ”
ปฐวีคิด “คิดเปรียบเทียบดอกไม้กับผู้หญิงคนหนึ่ง”
เมรินงอนแล้วสลดลงทันที
ปฐวีขำ ก่อนจะจับเมรินให้หันมาแล้วพูดปลอบ “และถ้าน้องเมย์โตขึ้น ก็คงจะเป็นผู้หญิงคนนั้นนั่นแหละ”
เมรินยิ้มแป้น


บุญศรีเดินถือกระเป๋าแบรนด์เนมใบเก่าของปรางค์ทิพยอวดคนโน้นคนนี้
“จับเบาๆนะยะ ใบนี้หลายเงินนะ คุณปรางค์ยกให้ชั้น” บุญศรีคุย
“แหม พี่ศรี จะเอาไปถืออวดใครกันล่ะคะ” สายแก้วถาม
“จะอวดใครมันก็เรื่องของชั้น แกอิจฉาใช่มั๊ยนังสายแก้ว”
“โธ่พี่ศรี ชั้นจะไปอิจฉาพี่ทำไม ถือแล้วมันเหาะได้มั๊ยล่ะ”
บุญศรีหน้าเสีย “หนอยนังสายแก้ว หน้าอย่างแกไม่มีวันได้สัมผัส เจ้านายแกก็ไม่มีใช้ อย่างว่าแหละ คนมันไม่เคยได้ไม่เคยมี มันจะไปรู้คุณค่าอะไร”
“พี่ว่าอย่างนี้มันก็ไม่ถูก มาตบกันเลยดีมั๊ยเนี่ย”
สายแก้วกับบุญศรีเดินไปจ้องตากัน
แม้นวาดเดินเข้ามา
“ทำอะไรกัน เสียงเอะอะไปถึงข้างบน ประเดี๋ยวเถอะ คุณท่านได้ยินละก็”
บุญศรีกับสายแก้วรีบแยกจากกัน
“นังสายแก้วมันอิจฉาค่ะคุณแม้นวาด มันไม่เคยมีกระเป๋าแบรนด์เนมอย่างบุญศรีนี่ไงคะ ใบละหลายสตางค์นะเนี่ย คุณปรางค์ใจดี๊ใจดี ยกให้”
แม้นวาดมองกระเป๋าในมือบุญศรีแล้วถอนหายใจ
“ก็ดีแล้วนี่” แม้นวาดพูดกับสายแก้ว “วันนี้คุณท่านไม่ค่อยสบาย ไม่ต้องตั้งโต๊ะ แต่ขอเป็นของอ่อนๆแทนนะ”
“ได้ค่ะคุณแม้นวาด เดี๋ยวสายแก้วบอกแม่ให้ค่ะ”
แม้นวาดมองบุญศรีแล้วส่ายหน้า
“ชั้นเหนื่อยใจแทนคุณท่านจริง...จริ๊ง เออ แม่บุญศรี พรุ่งนี้คุณท่านให้เชิญคุณสรรกับ คุณปรางค์ไปพบตอนเช้า”
บุญศรีถาม “เรื่องอะไรคะ”
“ไปก็รู้เองนั่นแหละ”
แม้นวาดเดินไป ทุกคนมองตามอย่างงงๆ
“ทำเป็นความลับ” บุญศรีหันมาทางทุกคน “เออ บ้านนี้มันอะไรกัน ไม่มีคนรู้จักแบรนด์เนมหรือไงกันเนี่ย”
ทุกคนมองบุญศรีเหมือนตัวประหลาด



ปรางค์ทิพย์กับเสกสรรกำลังนั่งกินอาหารเย็น บุญศรีรีบเดินเข้ามารายงาน
“คุณปรางค์เจ้าขา คุณแม้นวาดบอกว่า พรุ่งนี้คุณหญิงท่านให้เชิญคุณปรางค์กับคุณสรรไปพบเจ้าค่ะ”
ปรางค์ทิพย์กับเสกสรรมองหน้ากัน
“คุณยายบอกหรือเปล่าว่ามีเรื่องอะไร” ปรางค์ทิพย์ถาม
“ไม่ทราบสิคะ คุณแม้นวาดไม่ได้บอก”
“แกนี่มันไม่ได้เรื่องจริง...จริ๊ง”
บุญศรีจ๋อย
“คุณว่าเรื่องอะไรเนี่ย”
“ไม่รู้เหมือนกัน ท่านอาจจะให้เงินมาลงทุนเพิ่มก็ได้ ผลประกอบการดีซะขนาดนั้น” เสกรรบอก
“คุณคิดแบบนั้นหรือ”
ปรางค์ทิพย์มองเสกสรรอย่างไม่ไว้ใจ


เช้าวันใหม่ เสกสรรกับปรางค์ทิพย์นั่งนิ่ง เอกสารฉบับหนึ่งอยู่ในมือเสกสรร
“ลองอธิบายมาซิพ่อเสกสรร เรื่องมันเป็นมายังไงกันแน่” ปรงทองบอก
เสกสรรอึกอัก ปรางค์ทิพย์รีบแก้ตัว
“ให้ปรางค์อธิบายดีกว่าค่ะ คือ...”
“แม่ปรางค์ ชั้นอยากฟังจากปากพ่อสรรมากว่า ไหนพูดมาซิ” ปรงทองย้ำ
“ก็ได้ครับคุณยาย ผมทำขาดทุน ทั้งๆที่ผมพยายามแก้ไขแล้ว” เสกรรบอก
ปรงทองพูดน้ำเสียงเย็นเรียบจนปรางค์ทิพย์เริ่มกลัว
“ขาดทุนทำไมไม่รายงานตรงๆ ทำไมต้องแต่งบัญชี คิดหรือว่าชั้นจะดูไม่ออก”
ปรางค์ทิพย์ตาค้าง เธอหันไปมองเสกสรร เสกสรรหลบตา
ปรางค์ทิพย์ถาม “ไหนคุณว่าลูกค้าเพียบ ใบสั่งซื้อก็มี มันจะขาดทุนได้ยังไง คุณสรร”
“มันไม่ใช่ขาดทุนธรรมดาหรอก มันมีการโยกย้าย ยักยอกกันอย่างมโหฬาร” ปรงทองบอก
เสกสรรนั่งนิ่งไม่สบตาใคร ปรางค์ทิพย์อึ้งจนทำอะไรไม่ถูก
“คุณยายขา ขอให้ปรางค์แก้ตัวนะคะ ให้โอกาสคุณสรรอีกซักทีเถอะนะคะคุณยาย”
“อย่าพูดกับชั้นแบบนี้อีกนะแม่ปรางค์ จำคำชั้นไว้ให้ดี แต่นี้ต่อไปอย่าได้มาขออะไรชั้นอีก เพราะชั้นให้โอกาสนั้นกับพวกเธอไปแล้ว แล้วมันก็หมดลงแล้ว กลับไปซะ”
ปรางค์ทิพย์ขวัญเสีย “คุณยาย”
ปรงทองนั่งมองหน้า เสกสรรกับปรางค์ทิพย์เดินออกไปอย่างจ๋อยๆ
ปรางค์ทิพย์เดินหงุดหงิดงุ่นงานอยู่ในบ้าน เสกสรรนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา
“เป็นไปไม่ได้ มันจะเจ๊งได้ยังไง มันจะขาดทุนได้ยังไง” ปรางค์ทิพย์พูดกับเสกสรร “คุณบอกชั้นมาเดี๋ยวนี้ มันเป็นไปได้ยังไง”
“อ้าว ก็กระเป๋า รองเท้า สร้อย แหวน นาฬิกา ของแบรนด์เนมทั้งหลายแหล่ ไหนจะบัตรเครดิตไม่จำกัดวงเงินอีกล่ะ” เสกสรรว่า
“นี่คุณ ชั้นไม่ได้โง่นะ แค่นั้นมันไม่ทำให้เจ๊งได้หรอก”
“คุณจะมาโทษผมข้างเดียวมันก็ไม่ถูกหรอกนะ มันก็ร่วมด้วยช่วยกัน นี่มันธุรกิจนะคุณ ธุรกิจมันมีแต่กำไรแล้วก็ขาดทุน ทีนี้มันขาดทุนไปแล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะ”
“อ๊ายย... ทำไมฉันถึงมีผัวไม่ได้เรื่องแบบนี้นะ พึ่งพาอะไรไม่ได้เลย ไหนคุยว่าเก่งว่าแน่ แล้วเป็นไง เจ๊งราบ เงินก็เงินของชั้น ที่คุณยายให้มามันเงินของชั้นทั้งนั้น” ปรางค์ทิพย์เข้าไปทุบ “มันเงินของชั้น เอาคืนมานะ เอาเงินชั้นคืนมา”
ปรางค์ทิพย์ทั้งทุบทั้งตีเสกสรรพัลวัล เสกสรรรำคาญจึงผลักปรางค์ทิพย์จนกระเด็นไป
“โอ๊ย รำคาญโว๊ย”
เสกสรรเดินไป ปรางค์ทิพย์รำพัน
“ไอ้คนล้างผลาญ ไอ้คนไม่เอาไหน”
ปรางค์ทิพย์คร่ำครวญ ส่วนปรงแก้วกับปรงขวัญนั่งกอดคอกันร้องไห้

แก้วแชมเปญของเมธีกับบรรดาลูกน้องชนกัน เมธีกับกลุ่มลูกน้องกำลังฉลองจบโปรเจ็ค
“ดื่มฉลองให้กับความสำเร็จนะครับพี่เมธี”
“ดื่มให้กับความสำเร็จของเรา” เมธีบอก
“ผมดีใจ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในงานนี้ ขอบคุณพี่เมธีครับ”
“พี่สิ ต้องขอบคุณพวกเรา ขอบคุณมากนะทุกคน”
“เอ้า ดื่ม”
ทุกคนยิ้มแย้มเฮฮา เมธียิ้มโล่งใจ


เมธีลงจากรถแล้วเดินเข้าบ้าน ประภัสสรกับเมรินจูงมือกันเดินออกมารับ
ประภัสสรถามสามี “เป็นยังไงบ้างคะ เหนื่อยหรือเปล่า”
“เห็นหน้าคุณกับลูกผมก็หายเหนื่อยแล้วละ วันนี้ผมส่งมอบโครงการเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้ผมอยากพาครอบครัวไปเที่ยวทะเล แต่เอ๊ะ จะมีใครไปกับผมบ้างนะ”
ประภัสสรยิ้ม “ถามลูกดีกว่าค่ะ ถ้าน้องเมย์อยากไปภัสก็จะไป ว่าไงคะน้องเมย์”
เมรินนิ่งคิด “ไปเที่ยวทะเลหรือคะ”
เมธีกระซิบ “ใช่น่ะสิ ถ้าน้องเมย์ไม่โอเค พ่อก็อดไปเที่ยวกับคุณแม่นะ”
ประภัสสรยิ้มให้เมธี เมรินมองแล้วยิ้มตอบ
“น้องเมย์ก็อยากไปค่ะ แต่ชวนน้าวีไปด้วยดีมั้ยคะ”
ประภัสสรกับเมธีมองหน้ากัน
“ดีสิ ถ้าวีไปด้วยก็น่าจะดีนะ” เมธีมองประภัสสร ประภัสสรพยักหน้ายิ้มๆ
“งั้นเมย์โทรไปชวนน้าวีนะคะ”
เมรินวิ่งโลดเข้าบ้าน ประภัสสรกับเมธีหันมายิ้มให้กัน เมธีโอบประภัสสรแล้วเดินเข้าบ้านไป ปรางค์ทิพย์ที่ยืนมองอยู่ทั้งอิจฉาทั้งแค้นใจ


ปฐวีกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ริมหน้าต่างห้องทำงาน
“ทะเลหรือ ว๊า น้าวีไม่แน่ใจว่าจะไปได้หรือเปล่านะ งานยุ่งมากเลย”
เมรินคุยโทรศัพท์อยู่ที่บ้านประภัสสร
“แต่น้องเมย์อยากให้น้าวีไปด้วย น้าวีชวนครูบี๋กับคุณนาวินไปด้วยก็ได้นะคะ”
“น้ายังไม่รับปากนะ แค่นี้ก่อนแล้วกัน น้ามีงาน บ๊ายบาย”
ปฐวีกดวางสาย
เมรินหน้าจ๋อย คอตกและเศร้าไป
จริญทิพย์ยืนแอบฟังอยู่ พอปฐวีหันมาจริญทิพย์ก็รีบทำท่ายุ่ง
“คุณทิพย์ช่วยทำใบลาให้ผมด้วยนะครับ ซัก 3วัน ผมจะไปพักผ่อน” ปฐวีบอก
“ต๊าย ตาย คุณวีเนี่ยร้ายจริงๆ หลอกหลานได้ลงคอ มันน่าตีนักเชียว”
“แหม เซอร์ไพรส์นิดหน่อย จะได้ตื่นเต้นไงครับ” ปฐวีถามนิ่งๆ “คุณทิพย์แอบฟังผมพูดโทรศัพท์ใช่มั้ยเนี่ย”
พรพรหมอลเวง ตอนที่ 9 (ต่อ)
จริญทิพย์อึกอัก “ไม่ได้แอบนะคะ ทิพย์ยืนเฉยๆ ได้ยินเอง” จริญทิพย์รีบเปลี่ยนเรื่อง “แล้วจะให้ทิพย์ทำใบลาเสนอใครล่ะคะเนี่ย คุณหมอวีรักษาการ ผอ.โรงพยาบาลแล้วนะคะ”
ปฐวีขำ “ก็ทำตามระเบียบนั่นแหละครับ”
“ได้ค่ะ”
จริญทิพย์ทำท่าจะเดินออกไป พอเห็นปฐวีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา จริญทิพย์ก็ชะลอจะแอบฟังโทรศัพท์ต่อ ปฐวีทำท่าดุๆ จริญทิพย์จึงรีบไป ปฐวีมองตามยิ้มๆ


ปฐวีกดโทรศัพท์หานาวิน
“ชั้นจะไปทะเลซัก3 วัน ไปด้วยกันมั้ย”
“ต้องถามคุณบี๋ก่อน” นาวินบอก
“เฮ้ย อะไรกันวะ ยังไม่เป็นแฟนเลย ต้องกลัวขนาดนี้เลยหรือ” ปฐวีแซว
“ไม่ได้กลัวโว๊ย เค้าเรียกเกรงใจ”

เมรินคุยโทรศัพท์กับสุดนภา
“ชั้นจะไปทะเล ไปด้วยกันนะบี๋”
“ไม่แน่ใจว่า ว่าจะลางานได้รึเปล่า”
เมรินโวยวาย “อะไรกันเนี่ย ไปสามวันนะไม่ใช่สามปี แล้วนี่ก็ปิดเทอมแล้วด้วย”
“นั่นแหละ ปิดเทอมชั้นก็ต้องไปเซ็นชื่อที่โรงเรียนอยู่ดี”
“แต่ชั้นอยากให้แกไปเป็นเพื่อนนะบี๋”
“เออน่า จะพยายาม ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็เจอกันนะจ๊ะ”


ปฐวีกำลังนั่งเซ็นต์แฟ้มเพื่อเคลียร์งานก่อนไป จริญทิพย์เดินเอาใบลาใส่แฟ้มมายื่นให้
“อันนี้เซ็นต์ด้วยนะคะ คุณหมอปฐวียื่นใบลาไปเที่ยวทะเล 3 วันค่ะท่านผอ.”
“อนุมัติ....” ปฐวีหยิบใบลามาเซ็นต์ชื่อ
จริญทิพย์ค้อน “แหม..คุณหมอวีก็ทำเป็นเล่นไปได้ ไป 3 วันนี่ทิพย์คิดถึงแย่เลย”
ปฐวียิ้มแล้วลุกขึ้นเตรียมตัวกลับ
“ผมก็คิดถึงคุณทิพย์เหมือนกัน มีอะไรโทรหาผมได้ทันทีเลยนะครับ”
ปฐวีเดินออกสวนกับหนึ่งฤทัยที่เดินเข้ามา
“อ้าว วีจะไปสัมมนาหรือคะ”
“เปล่าหรอกครับ ผมจะไปเที่ยวทะเลกับครอบครัวครับ”
“เที่ยวทะเลหรือ น่าสนุกจัง”
“งั้นไปเที่ยวด้วยกันมั้ยครับ”
หนึ่งฤทัยลังเล “พรุ่งนี้หนึ่งมีสัมมนาค่ะ ถ้าเสร็จแล้วอาจจะตามไปแจมนะคะ”
ปฐวีมองนาฬิกา “งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ บ๊ายบายครับ คุณทิพย์”
ปฐวีเดินไป จริญทิพย์กับหนึ่งฤทัยมองตามตาละห้อย


เช้าวันใหม่ สายแก้วลากประเป๋ามาใส่รถ เมรินยืนมองอยู่ ปรงแก้วกับปรงขวัญวิ่งมาหาเมริน
“น้องแก้วน้องขวัญ ไปเที่ยวด้วยกันมั้ย” เมรินชวน
“ไปได้หรือ” ปรงแก้วถาม
“ไปได้สิ ทำไมจะไม่ได้ ไปเที่ยวกันหลายๆคนสนุกดีออก”
“ไหนแม่บอกว่าน้าภัสกับน้องเมย์ไม่อยากให้เราไปด้วยหรอก” ปรงขวัญบอก
เมรินชะงัก แล้วส่ายหน้า
“ไม่จริงซะหน่อย ชวนป้าปรางค์ไปด้วยกันก็ได้นะ”
เสียงปรางค์ทิพย์ดังขึ้น “แก้วขวัญ มาหาแม่นี่”
ปรงแก้วปรงขวัญสะดุ้งแล้วหันไปเห็นปรางค์ทิพย์ ทั้งสองคนจ๋อย
“เข้าบ้านเดี๋ยวนี้เลย บอกกี่ครั้งแล้วห้ามมายุ่งกับมัน” ปรางค์ทิพย์ดุ
ปรงแก้วปรงค์ขวัญเดินคอตกเข้าบ้านไป
“ทีหลังอย่าสะเออะมาวุ่นวายกับลูกของชั้นอีกเข้าใจมั้ย”
ปรางค์ทิพย์เดินไป เมรินมองตาม
“ระวังเถอะ เลี้ยงลูกแบบนี้ระวังลูกจะเป็นโรคจิต” เมรินว่า


ประภัสสรกับเมธีเดินลงมาจากข้างบน เมรินนั่งหน้าเซ็งอยู่ในบ้าน ประภัสสรมองหน้าเมธีแล้วยิ้มให้กัน
“ไปค่ะน้องเมย์ พร้อมหรือยัง” ประภัสสรถาม
“ค่ะพร้อมแล้ว ตกลงน้าวีคงไม่ไปกับเราใช่มั้ยคะ”
“ไม่รู้เหมือนกันแฮะ น้าวีบอกกับน้องเมย์ว่าไงล่ะ” เมธีถามกลับ
เมรินหน้าจ๋อย

ประภัสสร เมริน และเมธีเดินออกมาจากบ้าน รถของสุดนภากับนาวินวิ่งเข้ามา เมรินมองงงๆ
“สวัสดีครับพี่เมธี พี่ภัส” นาวินไหว้
เมรินเห็นสุดนภาก็กระโดดดีใจ
“ไงน้องเมย์ดีใจมั้ย” สุดนภาถาม
เมรินกระซิบ “แกมาได้ไง คิดว่าต้องไปคนเดียวซะแล้ว”
“เท่านั้นยังไม่พอนะ”
สุดนภาพูดแล้วมองไปด้านหลัง เมรินหันไปมองตามก็เห็นปฐวีเดินมาในชุดพร้อมเที่ยว
“ไง น้องเมย์ น้าวีขอไปด้วยคนนะ”
“...ทุกคนช่วยกันหลอกเมย์ใช่มั้ยเนี่ย”
เมรินงอน ปฐวีง้อ
“ไม่ต้องงอนนะ อยากให้คนสวยเซอร์ไพรส์ไง หายงอนน้าวีนะคนดี เราเดินทางกันดีกว่าครับ ผมชักอยากเห็นทะเลไวๆแล้วสิ”
“น้องเมย์ไปนั่งกับครูบี๋มั้ย” สุดนภาชวน
นาวินรีบบอก “ไม่ว่างรถเต็ม”
สุดนภางง “เต็มได้ไง”
“ไม่ต้องหรอก หลานน้าวีก็ต้องไปกับน้าวีจริงมั้ย”
ปฐวียื่นมือให้เมรินจับ ปฐวียิ้มให้ เมรินยิ้มตอบ เมรินจับมือปฐวีอย่างเต็มใจแล้วเดินขึ้นรถไป สุดนภามองหน้านาวิน นาวินทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ ประภัสสรกับเมธียิ้มอย่างมีความสุข
“น้าหลานคู่นี้ อะไรกันนักหนา”
“ไปกันเถอะภัส”
เมธีประคองประภัสสรขึ้นรถ ทั้งหมดขึ้นรถแล้วขับตามกันออกไป
รถสองคันวิ่งตามกันออกไป ปรงแก้วปรงขวัญมองตามตาละห้อย ปรางค์ทิพย์ยืนมองด้วยสีหน้าแค้น
“คุณแม่ขา ทำไมเราไปเที่ยวทะเลไม่ได้ล่ะคะ น้องเมย์ชวนเราสองคนด้วยนะคะ” ปรงแก้วถาม
“นั่นน่ะสิ เค้าบอกว่าไปกันหลายๆคนสนุกดี ให้ชวนคุณแม่ด้วยนะคะ” ปรงขวัญบอก
ปรางค์ทิพย์ตวาด “แกสองคนก็ไปเชื่อมัน ไปเป็นลูกมันเลยดีมั้ย”
“แก้วกับขวัญอยากไปเที่ยวทะเลบ้างนี่คะ ตอนนี้ก็ปิดเทอมแล้วด้วย ไปนะคะ คุณแม่”
เด็กสองคนรบเร้า ปรางค์ทิพย์เครียด
“หุบปากเดี๋ยวนี้เลย อย่าเรียกร้องให้มันมากนักได้มั้ย”
ปรางค์ทิพย์จับตัวลูกฟาดอย่างแรง ปรงแก้วปรงขวัญร้องไห้ตกใจ บุญศรีที่ยืนมองอยู่ด้านข้างสงสารเด็กจนทนไม่ไหวจึงรีบมาดึงตัวปรงแก้วกับปรงขวัญออกไป
“มาค่ะมากับศรีดีกว่า เดี๋ยวศรีพาไปเล่นบ้านตุ๊กตานะคะ คนดี”
ปรงแก้วว่า “คุณแม่ใจร้าย คุณแม่ไม่รักลูก”
ปรงขวัญพูดต่อ “หนูจะไปเป็นลูกน้าภัสดีกว่า ได้ไปทะเลด้วย”
บุญศรีรีบอุดปากปรงขวัญก่อนจะพาเด็กสองคนเลี่ยงออกไปทันที ปรางค์ทิพย์ชะงักก่อนจะทรุดตัวลงนั่งด้วยสีหน้าเครียด
“นังภัสมันมีดีอะไร ทำไมใครๆถึงพากันรักพากันหลงมันนัก แม้กระทั่งลูกของชั้นยังอยากเป็นลูกมันเลย”
ปรางค์ทิพย์เครียดแค้นจนน้ำตาคลอ


ปฐวีขับรถ เมรินนั่งข้างหน้า เมรินเปิดเพลงแล้วหันไปมองหน้าปฐวี ปฐวีพยักหน้าพอใจ
ประภัสสรกับเมธีนั่งกุมมือยิ้มให้กันอย่างมีความสุข
ในรถสุดนภากับนาวิน สุดนภาป้อนขนมให้นาวินกินบ้าง แกล้งบ้าง แล้วสุดนภาก็เปิดแผนที่ดู ก่อนจะทะเลาะกันเล็กๆ
รถทั้งสองคันวิ่งผ่านถนนริมทะเล


ทุกคนลงจากรถที่จอดบริเวณลานจอดรถของที่พัก
“เดี๋ยวผมไปจัดการเรื่องห้องให้ก่อน พี่ภัสกับคุณบี๋ไปนั่งพักก่อนดีมั้ยครับ” ปฐวีบอก
“บี๋ดูแลน้องเมย์ให้นะคะ เชิญคุณภัสกับคุณเมธีตามสบายค่ะ ไปน้องเมย์มากับครูบี๋เร็ว” สุดนภาชวน
สุดนภากับเมรินจูงมือกันวิ่งออกไป เมธีกับประภัสสรมองตามแล้วยิ้ม
“ขอบคุณนะคะ สดชื่นจังเลย นานๆได้สูดอากาศบริสุทธิ์ริมทะเล” ประภัสสรบอก
“ถ้ารู้ว่าคุณชอบ ผมพามาตั้งนานแล้ว”
ประภัสสรแซว “ขี้คุยจังเลยนะคะ คุณนี่”
ประภัสสรกับเมธียิ้มให้กัน เมธีเดินพาประภัสสรไปริมทะเล
สุดนภากับเมรินมองตามประภัสสรกับเมธีแล้วยิ้ม
“ชั้นว่าแกได้ทำหน้าที่ของน้องเมย์อย่างดีที่สุดแล้วละ” สุดนภาชม
เมรินยิ้มแล้วมองตามทั้งคู่อย่างโล่งใจ


ปฐวีถือกุญแจมาส่งให้ประภัสสรกับเมธี ทำให้เหลืออีกสองห้อง
“นี่ของครูบี๋ครับ น้องเมย์จะนอนกับครูบี๋หรือนอนกับน้าวี” ปฐวีถาม
“นอนกับน้าวีน่ะดีแล้ว” นาวินรีบบอก
“บ้า...” สุดนภาพูดกับปฐวี “คุณวีนอนกับคุณวินเถอะนะคะ บี๋จะนอนกับน้องเมย์เอง”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ น้องเมย์มานอนกับแม่ดีกว่า” ประภัสสรชวน
“เมย์ขอนอนกับครูบี๋นะคะ เมย์อยากคุยกับครูบี๋” เมรินบอก
“แต่ครูบี๋อยากคุยกับน้าวินมากกว่า ใช่มั้ย” นาวินพูด
“นี่นายหยุดเลย ไปนอนกับคุณวีน่ะดีแล้ว” สุดนภาพูดกับประภัสสร “ไม่ต้องห่วงนะคะ บี๋จะดูแลน้องเมย์ให้เอง”
ประภัสสรกับเมธีมองหน้ากัน
“ก็ได้ ขอบคุณครูบี๋มากนะครับ” เมธีพูด
เมรินกับสุดนภามองหน้ากันด้วยความโล่งใจ
“ไม่เปลี่ยนใจแน่นะ อย่าเสียดายล่ะ” นาวินแซว
สุดนภาตอบทันที “แน่ที่สุด”
สุดนภาแกล้งเหยียบเท้านาวินอย่างแรง นาวินร้องโวยวาย สุดนภากับเมรินเดินไป นาวินตะโกนตามหลัง
“ให้โอกาสอีกครั้ง”
“พอได้แล้วไอ้วิน เค้าไม่เปลี่ยนใจหรอก” ปฐวีบอก
“เฮ้ย คนเราต้องมีความหวังเว่ย”
ปฐวีมองนาวินแล้วยิ้มขำ


เมรินล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างสบายใจ
“เฮ่อ.. ขอเป็นตัวของตัวเองซักวันเถอะ... สบายใจจัง”
“แกนึกยังไง ถึงชวนมาเที่ยวทะเลกันเป็นพวงอย่างนี้” สุดนภาถาม
เมรินขำเพื่อน “คุณเมธีชวนต่างหาก ดีแล้วล่ะ เค้าจะได้เติมความหวานให้กันเชื่อมสัมพันธ์กันมากขึ้น ลบเลือนอดีตที่ผิดพลาดกันไปซะ”
“จะว่าไปเค้าสองคนก็มีปัญหากันมานานแล้วไม่ใช่หรือ แกก็ได้ช่วยสานสัมพันธ์ให้เค้า แบบนี้แกคงได้เรียนรู้จากการเป็นน้องเมย์เหมือนกันนะ”
“ก็คงอย่างนั้นแหละ”
“ถ้าเป็นแบบนี้ แล้วเรื่องของแกล่ะ แกก็คงจะอภัยให้พี่พิรามแล้วสิ”
เมรินนิ่งคิด “จะมีประโยชน์อะไร ถ้าชั้นยังคงต้องมีสภาพเป็นน้องเมย์ป่วยการจะพูดถึง”
“ชั้นหมายถึง ถ้าวันหนึ่ง แกมีโอกาสจะกลับคืนร่างเดิมของแกน่ะ หยง แกจะให้อภัยพี่พิรามมั้ย”
ตันหยงนิ่งคิด
เมรินเดินเศร้าออกไปที่ระเบียง สุดนภามองตามเพื่อนไปอย่างสงสาร เมรินมองวิว สูดอากาศก่อนนึกไปถึงอดีต
ภาพในอดีตย้อนกลับมา พิรามกับตันหยงเดินเล่นกันริมทะเล คุยกัน หยอกล้อกัน แล้วทั้งสองก็มานั่งคุยกันที่ชายหาด ตันหยงซบไหล่พิราม
เมื่อคิดถึงอดีต ใบหน้าของเมรินก็เศร้าสร้อยและหม่นหมอง

พิรามกำลังห่มผ้าให้ร่างของตันหยง พิรามหันไปมองหน้าตันหยงแล้วยิ้ม
“วันที่คุณฟื้นขึ้นมา ผมอยากให้คุณเข้าใจว่าคุณมีความหมายกับผมแค่ไหน”
พิรามหันไปจับมือตันหยงมาแนบแก้มของตัวเอง
“หยง ให้อภัยผมนะ ผมรักคุณ” พิรามน้ำตาซึม
ใบหน้าของตันหยงที่นอนบนเตียงยังนิ่งสนิท


ที่โต๊ะอาหาร ปฐวีแกะกุ้งปูให้เมริน เมรินยิ้มขอบคุณ นาวินสะกิดสุดนภาให้สุดนภาแกะให้บ้างแต่สุดนภาไม่สนใจยังคงนั่งกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย นาวินทำเป็นงอน ประภัสสรกับเมธียิ้มพูดคุยกันอย่างมีความสุข
นาวินแกล้งเอากุ้งงับนิ้วสุดนภา สุดนภาตกใจตีนาวิน นาวินทำเป็นจ๋อย เมรินกับปฐวี มองประภัสสรกับเมธียิ้มให้กัน
เวลาผ่านไป เมธีประภัสสรนั่งคุยกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบริมชายหาด เมรินเดินคุยนำหน้าปฐวีมาอย่างร่าเริง นาวินอุ้มสุดนภาเอาไปทิ้งลงทะเล เมรินกับปฐวียืนหัวเราะกัน
เวลาผ่านไป สุดนภากับนาวินเล่นน้ำทะเล สุดนภาหัวเราะร่าเริง เมรินนอนอยู่บนผืนทราย ปฐวีเอาเปลือกหอยเรียงรอบๆตัวเมริน เมรินยิ้มให้

ตกกลางคืน นาวิน สุดนภา เมริน และปฐวีนอนเรียงกันดูดาวบนผืนผ้าใบที่ชายหาด
“ถ้าเราเห็นดาวตก ให้อฐิษฐาน แล้วจะสมปรารถนา” สุดนภาบอก
“ถ้าดาวมันไม่ตกล่ะ ขอได้มั้ย” นาวินถาม
สุดนภาชำเลืองมองแล้วขำ “ลองดูซิ คุณจะขออะไร”
“ขอหรือ ขอให้ได้ทำงานอะไรก็ได้ ที่ไม่ต้องเป็นครูสอนเด็ก แต่ยังอยากมีแฟนเป็นครูนะ”
สุดนภาหยิกนาวินเขินๆ
“ชั้นอยากขอเป็นครูแบบนี้ไปเรื่อยๆ อยู่กับเด็กแล้วสบ
กำลังโหลดความคิดเห็น...