xs
xsm
sm
md
lg

คู่กรรม ตอนที่ 8

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


คู่กรรม ตอนที่ 8

ตรงทางเดินในสวนเวลานั้น ขณะที่โกโบริกำลังเงื้อดาบจะโจมตี ร่างนั้นเดินเข้ามา อยู่ในชุดทหารญี่ปุ่น โกโบริชะงัก หยุด เงื้อดาบค้าง ร่างนั้นก้าวเข้ามาในแสงสว่าง ที่แท้คือเคสุเกะ

เช่นเดียวกันเคสุเกะเห็นคนพุ่งเข้ามา ชักดาบออกมา เตรียมป้องกันตัว
“เคสุเกะ” โกโบริเรียกเสียงดัง
“ผู้กอง!” เคสุเกะทักกลับ สองคนคุยกันด้วยภาษาญี่ปุ่น
“เกือบไปแล้วสิ”
เคสุเกะเก็บดาบ “คุณลุงของผู้กองมาครับผม!”
“อะไรนะ” โกโบริชะงัก
“ท่านโทมายูกิ..เป็นห่วงผู้กองมาก...ให้ผมรีบมาตามผู้กอง ครับผม”
โกโบริตกใจ “คุณลุง!!”

ส่วนอังศุมาลินลงกลอนไม้ที่ประตูเหนือบันได ใต้ซุ้มไม้ดอกนั้น แม่อรยืนมองลูกสาวอยู่เงียบๆ พออังศุมาลินหันมา เห็นสายตาแม่
“แม่เคยพูดกับหนูแล้ว...เรื่อง…”
แม่อรพูดไม่ทันจบ อังศุมาลินถอนใจยาว “หนูทราบค่ะ”
แม่อรส่ายหัว
อังศุมาลินขอความเห็นใจ “แต่หนูลบความเกลียดในใจหนูไม่ได้ทั้งๆ ที่หนูพยายามแล้ว หนูไม่ชอบที่เขามานั่งพรรณนาบ้านเมืองของเค้า..อวดเรา.. บ้านเมืองของเค้าจะวิเศษวิโสยังไงมันก็เรื่องของเค้า หนูไม่อยากรู้ ไม่อยากฟัง ไม่อยากเห็น..เพราะพวกเขานี่แหละที่ทำให้พวกเราต้องบ้านแตกสาแหรกขาด..ต้องเดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า..แม้แต่..วนัส..ที่จนเดี๋ยวนี้เราก็ยังไม่ได้ข่าวคราวอีกเลยแม้แต่น้อย”
แม่อรกอดอก มองอย่างท้าทายให้พูดออกมาให้หมด ขณะเดียวกันยายศรอยู่ในห้อง แอบสนใจฟัง แต่ไม่อยากไปยุ่งอีกคน
อังศุมาลินทำหน้าถือดี ก้าวมาเผชิญใกล้ผู้เป็นมารดา “หนูอยากจะบอกเค้านักว่า...ไม่ใช่แค่เค้าหรอก ที่เป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ ไม่ใช่แค่เค้าหรอก...ที่มีคนคอยชะแง้รออยู่ข้างหลัง ทางเราเอง เราก็รอคอยคนของเราอยู่เหมือนกัน เขาโชคดีแค่ไหน...ที่มาอยู่อย่างสมบูรณ์พูนสุข แต่วนัสล่ะคะแม่ วนัสจะสบายแบบเค้าหรือเปล่า...มีใครรู้ไหม”
อังศุมาลินเดินผ่านแม่มา นั่งคุกเข่าลง เก็บขิม แม่อรมองตามมา ไม่เข้าใจลูกสาว
อังศุมาลินพูดต่อ “เพลงของหนูอีก หนูเล่น สำหรับวนัสคนเดียวทำไมเขาต้องมาเล่นเพลงของหนูด้วย” ท่าทีงอแง พาลพาโลสุดๆ
แม่อรทนฟังไม่ไหว บอกอย่างฉุนเฉียว “แล้วมันเป็นความผิดของพ่อดอกมะลิหรือ แกเองต้องพลัดที่นาคาที่อยู่มา ก็เพราะสงครามไม่ใช่เหรอ...แกไม่รู้ไม่เห็นอะไรด้วย นอกจากมาตามหน้าที่...ที่แกเล่าเรื่องประเทศของแก แกก็คงไม่ได้ตั้งใจจะอวดถึงความวิเศษวิโสของบ้านเมือง แต่แกอาจจะอยากพูดถึงประเทศตัวเองให้คลายความคิดถึงบ้านลงบ้าง...เท่านั้นเอง”
อังศุมาลินเมินหน้าหนีไป
ที่มุมมืดหน้าห้อง ยายศรยืนฟังอยู่เงียบๆ พอใจในสิ่งที่แม่อรสอนลูก
แม่อรเห็นท่าทางลูกก็ชักดุมากขึ้น “คนๆ นี้เป็นคนดี แกพยายามเข้ามาผูกมิตรกับเรา ไม่ได้มาข่มขู่ดุดันอย่างที่บางคนเค้าโดนกัน หนูก็เคยได้ยินนี่ลูก...ว่าที่อื่นเค้าเจออะไรกันบ้าง แต่พ่อดอกมะลิไม่เคยทำแบบนั้น เพลงนั่นก็เหมือนกัน แกเป็นชาวต่างชาติ แกจะมาเข้าใจถึงความหมายของเนื้อเพลงได้ยังไง นอกจากตามวิสัยของนักดนตรี ได้ยินใครเขาเล่นเพลงอะไรก็จำๆไว้ พอได้โอกาสก็อยากลองเล่นดูบ้าง หนูไปโทษแกไม่ได้”
แม่พูดมาจริงทุกคำ อังศุมาลินพูดไม่ออก ฟากยายศรถอนใจ ห่วงหลาน แต่ก็ดีที่โดนดุซะบ้าง ถอยกลับเข้าห้องไป ปิดประตูเบาๆ

ส่วนที่อู่ต่อเรือ พลโทโทโมยูกิยืนมาดขรึมขณะอบรมหลานชาย ลุงกะหลานคุยกัน เถียงโต้กันด้วยภาษาญี่ปุ่น
“แผลที่ถูกทำร้ายหายดีแล้วหรือ ลืมไปแล้วหรือ ว่าไม่ควรไปไหนมาไหนคนเดียวอีก”
“ไม่มีใครมาทำอะไรผมอีกแล้วล่ะครับ”
“ทำไมถึงมั่นใจเช่นนั้น”
ผู้พันมาซาโอะซึ่งอยู่ด้วยแทรกขึ้น “ผู้กองรู้ตัวคนที่ทำร้ายผู้กองแล้วหรือยัง”
“รู้แล้วครับ” โกโบริบอก
มาซาโอะถามทันที “มันเป็นใคร”
นายพลโทโมยูกิคาดคั้น “บอกมา..ลุงจะให้ตำรวจไปจับมันมาลงโทษให้สาสม”
“ผมบอกหลายครั้งแล้ว..ว่ามันเป็น..ขโมยที่...มาจากจังหวัดอื่น และหนีไปไกลแล้ว”
มาซาโอะเปลี่ยนเรื่อง “แล้วที่ผู้กองไปดูแลผู้หญิงที่อยู่บ้านที่สวนตรงนี้ ชอบพอกันอยู่หรือครับ”
โกโบริมองหน้า ไม่พอใจ
“ระวังนะ โกโบริ ถ้าเกิดอะไรขึ้น จะมีปัญหามากมายนะ” ท่านแม่ทัพใหญ่เตือนหลาน
โกโบริขมวดคิ้ว เมินหน้าหนีไป แสดงอาการไม่อยากคุยเรื่องนี้ต่อ พลโทโทโมยูกิ และพันโทมาซาโอะสบตากัน สงสัยว่าคดีจะมีมูล


เวลาเดียวกันอังศุมาลินนั่งพับเพียบเงียบกริบอยู่ข้างขิม ก้มหน้านิ่ง แม่อรมอง ท้อที่ลูกยังมีท่าทีดื้อรั้น
“ข้อสำคัญก็คือ...หนูไม่ควรพูดเสียงอย่างนั้นกับใครๆ ก็ตาม มันไม่น่ารักเลยนะจ๊ะ แม่ไม่ชอบ โบราณก็เคยว่าไว้...ว่า...จะพูดจาปราศรัยกับใครนั้น อย่ากระชั้นกระโชกให้เคืองหู ถึงหนูจะโกรธเคืองหรือไม่พอใจ ก็ควรเก็บไว้ในใจถึงจะถูก”
อังศุมาลินยังนิ่ง
แม่อรถอนใจ เหนื่อยหน่าย “แม่บอกอีกครั้งนะจ๊ะ ว่าแม่ไม่ชอบ แม่ขอให้หนูอย่าทำอีก อย่างน้อย ก็ให้เห็นแก่แม่”

อังศุมาลินไม่ตอบ ตาตกลงมองดูที่ขิม นั่งเฉย

ธรรมชาติสวยงามของสวนริมคลองยามเช้า อวดตัวต่อโลกและสายตาผู้คนเช่นทุกวัน แม่อรช่วยยายศรใส่บาตรอยู่ริมท่าน้ำ หลวงพ่อให้พรเสร็จแล้วจึงเอ่ยถาม

“ระเบิดลงใกล้บ้าน กลัวมากไหมโยม”
“โอ๊ย...กลัวแทบหัวใจจะวายเลยค่ะ” ยายว่า
“แล้วที่วัดล่ะเจ้าคะ” แม่อรถาม
“ก็วิ่งกันจีวรปลิว” หลวงพ่อบอก
“มันจะมีอีกไหมคะ หลวงพ่อ” ยายถาม
“มีอีกๆ นับวันคงจะแรงขึ้นๆ ควรจะมีหลุมหลบภัยในสวนนะ หรือไม่ ก็อพยพไปซะ” หลวงพ่อบอกอย่างเป็นห่วง
“ไม่มีที่ไปหรอกค่า หลวงพ่อ” แม่อรหัวเราะ “ว่าจะเอาท้องร่องแหละค่ะ ทำหลุม ทำไปตามมีตามเกิด”
ยายศรถามขึ้นบ้าง “แล้วแบบนี้...ชาติไหนจะชนะเจ้าคะ”
“ชาติไหนจะชนะ ประชาชนพลเมืองของชาติที่เกี่ยวข้องทุกชาติ ก็คงจะเสียหายล้มตายพ่ายแพ้กันหมดนั่นแหละโยม..ช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็มีแต่จะแหลกลาญ..จริงไหมล่ะโยม”
แม่อรกับยายศรอึ้ง หลวงพ่อยิ้มๆ แล้วพายเรือออกไป สองคนไหว้ตามไป แล้วพากันขนถาด ขนขันข้าวกลับเรือน

ยายศรเดินๆ นำไป ขณะที่แม่อรคิดหนักเรื่องอังศุมาลิน
“แม่คะ..หนูเป็นห่วงลูกจริงๆ..ยายอังน่าเป็นห่วงเพราะความใจแข็งของตัวแกเอง”
ยายศรหันกลับมามองหน้า “แกยังเด็กอยู่นี่ลูก...ความเป็นเด็กทำให้หุนหันพลันแล่น จะรักจะเกลียดก็เก็บไม่ค่อยได้เหมือนผู้ใหญ่” ท่าทีคุณยายหนักใจไม่ต่างกัน แถมมองขาด “แต่พ่อดอกมะลินี่...แม่มองๆ ดู รู้สึกท่าทางจะผิดหูผิดตาเหมือนกัน จะมาชอบคนของเราเข้าก็ไม่รู้”
“ฮื้อ...แม่คะ คงไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ”
ยายวิพากษ์ต่อ “แม่อรดูให้ดีๆ นาลูก... หูตาพ่อดอกมะลิเวลามองดูยายอังของเรา...มันผิดปกติ อีกอย่างหนึ่ง ถ้าแกไม่มาชอบคนของเรา คงไม่เทียวไปเทียวมาอยู่อย่างนี้หรอก ไม่ว่าจะค่ำมืดดึกดื่น พอมีเวลาว่างละก้อเป็นต้องแจ้นมาทีเดียว ยายอังจะพูดว่ายังไง อย่างเก่งก็หนีไปสักพัก เดี๋ยวๆแกก็โผล่มาอีก”
“อาจจะเป็นเพราะแกเหงามังคะ พอดียายอังพูดภาษากับแกรู้เรื่อง แกก็เลยอยากจะมาคุยด้วยบ่อยๆ”
“ถ้าอยากจะคุยกับคนรู้เรื่องกัน ก็ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องมาคุยกะคนของเรา คนที่อู่นั่นถมเถไป หรือไม่ก็คนที่สถานีบางกอกน้อยทางฟากขะโน้นก็มี เรื่องอะไรจะต้องมาให้ยายอังแกโขกแกสับว่าเอาเจ็บๆ” พูดไปแล้วมองหน้าลูกท่าทางซีเรียส “แม่อรลองพิจารณาดูเองก็แล้วกันลูก แม่หูตาไม่ค่อยดี อย่าเชื่อแม่มากนัก เพียงแต่แม่สงสัยเท่านั้น”
แม่อรคิดหนัก

ขณะที่ยายศรกำลังกรวดน้ำ สวดพึมพำๆ แล้วเทน้ำจากขันข้าว ลงที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างเรือน
แม่อรสวดตาม และเข้าไปช่วยดึงตอนยายศรลุกจากนั่งยอง
“ถ้าเป็นอย่างนั้น..ก็เห็นจะไม่สมควร หรือแม่ว่ายังไงคะ”
“ก็แล้วแต่แม่อรจะคิดสิลูก”
“อย่างน้อยที่สุด..ถ้าเขาแม้แต่แค่เพียง..มารู้สึกผูกพันกับคนของเรา..มันก็คงจะ” แม่อรส่ายหน้า หนักอก
“แม่อรจะคิดยังไงก็คงต้องค่อยๆ ทำนะลูก...อย่าให้บัวช้ำน้ำขุ่น มันจะไม่ดี”
“ถ้ายายอังสังเกตเห็นเข้าล่ะก็...คงเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว”
“สำนวนสมัยใหม่เขาว่าอะไรนะลูก...ที่แก่รักชาติมากๆ น่ะ” ยายศรถาม
“ชาตินิยมค่ะ” แม่อรบอก
“นั่นแหละ...เฮ้อ...เกิดจะมาชอบแม่คนชาตินิยมซะด้วย”
แม่อรยิ้ม ขำแม่ตัวเอง แล้วกลับมาหนักใจต่อ
ฝ่ายอังศุมาลินนั่งใส่งอบกันแดด ขายของในสวนจวนหมด ที่เอามาเพียงกระจาด กับตะกร้า เช่น กำผักตำลึง กระถิน ชะอม หัวปลี ใบมะกรูด ตะไคร้ มะนาว มีแม่ค้าอื่นๆ ที่ขายของอยู่ตรงนั้นหลายเจ้า
แมวลูกยายเมี้ยนกำลังเลือกมะนาว
“แย่เลยฉัน ระเบิดลงใกล้ๆ บ้าน ห่างออกไปสัก 20 วาได้ ที่เคยพูดว่าจะไม่หนีไปไหน เห็นทีจะต้องอพยพกะเขามั่งแล้วล่ะ”
เฮียเม้ง กับวิภา มาโผล่ดูพวกขายของ วิภาเห็นอังศุมาลิน รีบเข้ามาหา
“อังศุมาลิน เอาตำลึงหมดนั่นเลยนะ เท่าไหร่ล่ะ ฉันเหมา”
“หมดนี่ ฉันคิด...สามสลึงก็แล้วกัน”
วิภาบ่น “อะไรกัน..ทำไมแพงจัง อุตส่าห์คิดอยากจะช่วยให้เธอกลับบ้านได้เร็วๆ นะ”
แมวสอดขึ้น “แหม...วิภาจ๊ะ สงครามระเบิดลงตูมๆ ขนาดนี้ ข้าวของมันก็ต้องแพงขึ้นเป็นธรรมดาสิจ๊ะ ทีข้าวสารที่เตี่ยเธอขาย ยังขึ้นราคาตั้งกี่เท่า”
“อังศุมาลิน สองสลึงก็แล้วกันนะ ฉันจะเอาไปแกงจืด เธอจะขายไม่ขาย”
“วิภา..เราเป็นเพื่อนกันนะ ไม่ต้องต่อราคากันดีกว่านะ..ถ้าเธอจะเอาตำลึงไปแกงจืดให้เตี่ยเธอ..ฉันให้จ้ะ ไม่คิดสตางค์หรอก..” อังศุมาลินยิ้ม ส่งตำลึงทั้งหมดให้
วิภาผงะ ทุกคนมองลุ้นๆ ว่าวิภาจะเอาไหม วิภาเชิด แล้วรับไป
“ขอบใจนะ..อังศุมาลิน” หอบตำลึงทั้งหมด กลับเข้าร้านไป
แมวร้อง “ต๊าย..อังศุมาลิน หุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว แมวหมามันก็สบายสิ เธอนี่ก็.. เฮียเม้ง พ่อยัยวิภาเค้าเซ็งลี้ฮ้อกับไอ้ยุ่น รวยกว่าใครหมดทั้งตำบลนี้แล้ว ยังไปให้ของมันเปล่าๆ อีก”
“แหม...อังศุมาลินเขาก็เซ็งลี้ฮ้อกับญี่ปุ่นเหมือนกันนี่ลูก...เขาก็ให้กันได้น่ะสิ” ยายเมี้ยนปากดีตามเคย
อังศุมาลินฉุน “อะไรนะ ป้า”
“อ้าว ก็ไม่จริงเหรอจ๊ะ แม่คุณ ยายศรป่วย ก็มีหมอญี่ปุ่นมาดูแลรักษาถึงบ้านช่องห้องหับ เนี่ย ตาแกละมันวิ่งหนีระเบิดหกกะล้มแขนหัก จะหายาใส่แผล ยังหาไม่ได้ ไปซื้อร้านขายยาก็ไม่มี ไอ้ครั้นจะไปหาในตลาดมืด คนอย่างเรามันก็ไม่มีปัญญา...ลูกแมวของแม่ก็เอาแต่รักชาติๆ ไม่รู้จักใช้ความสวยให้เป็นประโยชน์ซะบ้าง”

อังศุมาลินอึ้ง สองแม่ลูกพากันเดินออกไปแล้ว อังศุมาลินยังช็อก พูดไม่ออก

อังศุมาลินขายของเสร็จจัดแจงกระเดียดกระจาดที่ใส่ของเตรียมกลับบ้าน มีของที่ซื้อกลับไปด้วย เป็นขนมห่อใบตอง เดินออกมาที่ร้านขายหนังสือหน้าตลาดท่าเตียน หญิงสาวสอดส่องดูพวกหนังสือพิมพ์ มือยังถือกระจาด ตะกร้าของที่หมดแล้ว และสวมงอบด้วย คนขายมามองๆ

“หาหนังสืออะไรคะ”
“เอ่อ...คือ...จะมาดูข่าวสงคราม...ที่ในยุโรปน่ะค่ะ” อังศุมาลินถามหา
“เล่มนี้เลยค่ะ มีเรื่องฮิตเลอร์สังหารพวกยิวในประเทศไหนบ้าง...” แม่ค้าจะหยิบลงมาให้
อังศุมาลินหน้าชา “เอ่อ...ไม่ต้องหรอกค่ะ คือ...มีสตางค์ไม่พอ...เลยอยากจะ...เอ้อ...มาขอดูแค่อ่านผ่านๆ น่ะค่ะ ขอโทษนะคะ”
“อ๋อ..งั้น..เชิญดูตามสบายค่ะ แต่อย่าเปิดอ่านนะคะ เดี๋ยวหนังสือจะยับ แล้วคนเขาไม่ซื้อ” แม่ค้ายิ้มเป็นมิตร ถอยไปจัดหนังสืออีกด้าน
“ขอบคุณค่ะ”
อังศุมาลินยิ้มชอบใจ ยืนอ่านๆ ไป จนสักพักหนึ่ง ผู้คนต่างหันไปดูอะไรกันแบบฮือฮา อังศุมาลินหันไปดูบ้าง
เห็นว่าที่ถนนอีกฝั่ง มีรถบรรทุกทหารจอดอยู่คันหนึ่ง แล้วรถบรรทุก 6 ล้อ ไม้ อีกคันแล่นมาจอด พวกเชลยฝรั่งในชุดมอซอผ้าขี้ริว ผมยาว มอมมอม บ้างเดินกระเผลก ถูกทหารญี่ปุ่นต้อนลงมาจากรถ 6 ล้อ เป็นแถว ขา มือ โดนผูกเชื่อมโยงต่อๆ กัน จะให้เดินไปขึ้นรถทหาร ที่ปักธงญี่ปุ่นคู่ธงไทย
ทหารญี่ปุ่นที่ยืนคุมอยู่ใหญ่สุดคือพันโทมาซาโอะ
ทหารฝรั่งบางคนดูหมดแรง ล้มลงไป อีกคนล้มตามไป เพราะโดนเชือกดึงรั้ง ทหารญี่ปุ่นเอะอะ เข้าไปด่าดุดัน กระชากให้ยืน
อังศุมาลินมอง แล้วชะงัก เพราะหนึ่งในนั้น คืออาจารย์โทมัส ที่เดินเซๆ
“อาจารย์...โทมัส”
อังศุมาลินแหวกคนที่มุงเข้าไปดู อาจารย์โทมัสเดินมาท่าทีกะปลกกะเปลี้ยไปหมด
อังศุมาลินนึกถึงวันที่อ.โทมัส ถูกคุมตัวไปขณะที่อยู่จุฬาฯ
อ.โทมัสถูกต้อนขึ้นรถไป และฝรั่งอื่นๆ รวมทั้งไมเคิล ก็ถูกต้อนตามขึ้นไป แล้วโดนพวกญี่ปุ่นตบหัวแทบหน้าคว่ำเซแซ่ดๆๆ ไปตามๆ กัน
อังศุมาลินยืนดูรุ่มร้อน และแค้นใจ ทำอะไรไม่ได้ มองดูของในตะกร้าตน มีขนมอยู่ ตัดสินใจ ฝ่าเข้าไป
“อาจารย์คะ อาจารย์โทมัส”
โทมัสหันมา ตกใจ มองอังศุมาลินเป็นเชิงห้ามปราม สายตาบอกว่า อย่าทำแบบนี้เลย
“ขนมค่ะ”
อังศุมาลินหยิบขนมทั้งหมด ส่งให้
โทมัสรับ และดุ “ไปซะอย่าทำแบบนี้ ไปเดี๋ยวนี้ อังศุมาลิน”
อังศุมาลินไม่ฟัง ส่งให้ฝรั่งคนอื่นๆ อีก ฝรั่งรับกัน บางคนรีบแกะยัดปากเลย พวกขนมใส่ไส้ ขนมตาล ขนมกล้วย
พวกแม่ค้าเห็น พากันทำตาม บ้างให้บุหรี่ ให้กล้วย ให้ส้ม
ทหารญี่ปุ่นเอะอะเอ็ดตะโรกันดังลั่น “ เฮ้ยหยุดๆๆ” / “ทำอะไรกัน” / “ออกไปๆให้หมด”
พวกทหารญี่ปุ่นเข้ามาผลักคนไทย แย่งริบของไป
พันโทมาซาโอะเข้ามา ผลักอังศุมาลิน จนร่างกระเด็นไป เกือบล้ม
มาซาโอะตวาดใส่หน้าสุดหยาบคายและหน้าโหด “ทำแบบนี้ได้ยังไง ห้าม-ให้-ของนักโทษ เข้าใจไหม!”
พวกฝรั่งรีบยัดขนมใส่ปาก มีคนหนึ่งที่ยัดไม่ทัน โดนญี่ปุ่นเข้ามาตบแย่ง แล้วโยนขนมลงพื้นกระทืบๆๆ
อังศุมาลินน้ำตาคลอ เจ็บตัวน้อยกว่าเจ็บใจ “ไอ้พวกใจร้าย ขอให้พวกแกโดนฝรั่งมาทิ้งระเบิดใส่ให้ตายให้หมดเลย”
แม่ค้าอื่นๆ ผสมโรง “ใช่ๆ ไอ้เตี้ย ขอให้ตายให้หมด” / “ไอ้พวกญี่ปุ่น ไปตายซะไป” / “กลับบ้านพวกมึงไปไป๊ ไอ้ยุ่น”
ทหารญี่ปุ่นหันมา กวาดตามองกร้าว ขยับปืนพูดเสียง โชะเชะๆ พวกคนไทยอึ้ง เงียบกริบ
พันโทมาซาโอะเดินมาจ้องอังศุมาลิน ทำท่าปาดคอใส่ อังศุมาลินขยับจะด่าอีก แม่ค้าอื่นๆ มาลากตัวอังศุมาลินออกไปแทบไม่ทัน

ตอนสายๆ ตาบัวนั่งเอามะม่วงอ่อนจิ้มกะปิแห้งกรังคาถ้วยร้องซี้ดซ้าดๆ
ตาผลโผล่หัวออกมาจากผ้าห่ม หนาวสั่นเทาๆ “เอ็งกินอะไรของเอ็งวะ ทำเสียงเผ็ดมันอยู่ได้”
“เอารึป่าวล่ะ เก็บมาจากต้น อ่อนไปนิด แต่แก้หิวได้”
ตาผลทรงลุกตัวมานั่ง ยกมือ กราบลงจนหัวทิ่ม “ไหว้ล่ะวะ ข้าหนาวจะตาย ปวดหัวจะระเบิดแล้ว เอ็งไปตามหมอทาเคดะมาช่วยข้าที”
อังศุมาลินถือตะกร้าของกินเข้ามาพอดี ท่าทางเหนื่อยๆ อารมณ์ขุ่น อังศุมาลินเอาของกินออกมาวางๆ ถอดงอบมาพัดๆ
“ลุงผลเป็นไงมั่งล่ะ วันนี้”
ตาบัวปากดีใส่ “ดูเอาเองสิ”
อังศุมาลินเข้าไปจับตัว ยิ่งเซ็ง “อะไร้..ตัวร้อนไม่ลดลงเลย” มองหน้าตาบัว “ลุงให้ยากินรึยัง”
“ให้แล้ว…”
อังศุมาลินหันมามองผล ชี้หน้าถาม “ไม่ใช่ถ่มยาทิ้งอีกนะ”
“ลุงกินหมดแล้วจริงๆ แต่มันไม่หาย” ตาผลพนมมือไหว้ “แม่อังช่วยไปตามหมอมาฉีดยาลุงที..คิดว่าเอาบุญเถอะ ไอ้ยาฉีดของมันดีเหลือเกิน ฉีดไปเดี๋ยวเดียว..ไข้ก็สร่าง”
อังศุมาลินหันมามองหน้าตาบัว เป็นเชิงว่าให้ตาบัวไปสิ
“ไม่เอานา...จะให้ฉันไปไหน ฉันยอมทั้งนั้น แต่ไม่เอาที่อู่นั่นอีกแน่ๆ” ตาบัวไม่ยอม
“ฉันไม่ไปหรอก ลุงบัวนั่นแหละไป” อังศุมาลินบอก
“งั้นก็ให้ไอ้ผลมันตายไปซะให้รู้แล้วรู้รอดเลยละกัน”
“ลุงไหว้ล่ะ แม่อังทนดูคนแก่ไหว้ได้ยังไง..ทนไหวเหรอ” ตาผลพนมมือค้างเช่นนั้น
อังศุมาลินลุกหนี หันหลังไม่มอง กดดัน แข็งกร้าวขึ้นมา “ถ้าฉันไปตาม แล้วเขาไม่มา...เราก็ว่าอะไรเขาไม่ได้หรอกนะ”
“แม่คุณช่วยทีเถอะ.. ถ้าเขาไม่มาก็ช่วยอ้อนวอนให้ที นึกว่าเอาบุญ...แม่คุณ เพราะสองคนนั่นเขาคุ้นกับแม่อัง เขาคงจะเกรงใจมั่งหรอก”
อังศุมาลินอารมณ์ขุ่นจากตลาด เลยของขึ้นทันที “เขาจะมาเกรงใจฉันเรื่องอะไร ถ้าเขาไม่มา ฉันจะไปทำอะไรได้ มันก็สุดแต่เขา” พลางมอง 2 เกลอ อย่างอารมณ์เสีย แล้วปุบปับรีบออกไป

ตาบัวจ๋อย งงว่า ทำไมต้องดุแรงขนาดนี้

ที่สุดอังศุมาลินก็ใจอ่อน พาตัวเองมายืนอยู่ริมคูน้ำที่กั้นระหว่างที่ดินสวนของอังศุมาลินกับอู่ ที่มีสะพานต้นมะพร้าววางทอดข้าม มีราวไม้ไผ่ให้จับข้ามไปได้
ทางฝั่งโน้น มีลวดหนามขดๆ กั้นเขต และมีส่วนที่เป็นประตูไม้กั้น เปิดปิดได้ มียามเดินผ่านไปมา มีคนงานกำลังทำงาน และทหารญี่ปุ่นด้วย
อังศุมาลินมายืนมองไปฝั่งนั้น ลังเล ไม่อยากไป ขัดแย้ง แล้วในที่สุด ก็ก้าวข้ามไปแบบฝืนใจ อังศุมาลินมายืนหน้าไม้กั้น ยามกำลังเดินหันไปอีกทาง อังศุมาลินสองจิตสองใจ อยากจะหันกลับไปอังศุมาลินตัดสินใจ หันกลับ กำลังจะก้าวข้ามกลับ
พอดียามคนนั้นหันมา ปรากฏว่าเป็นเคสุเกะ และเห็นอังศุมาลินพอดี เคสุเกะมองงงๆ แป๊บหนึ่ง แล้วจำได้ทันที ว่าใคร รีบตะโกนเรียก
“คุณผู้หญิงครับ สวัสดีตอนบ่ายครับ”
อังศุมาลินชะงัก
“คุณผู้หญิงครับ..สบายดีไหมครับ” เคสุเกะถามอีกคำ
อังศุมาลินหันกลับมา
เคสุเกะยิ้มกว้าง แล้วโค้งอย่างต่ำ พูดไทย “มีอะไร-ให้ผมรับใช้ -ไหมคับ”
อังศุมาลินเดินกลับมาทักเป็นญี่ปุ่นปนไทย “สวัสดีตอนบ่าย ฉันอยากจะพบคุณหมอ..คุณหมออยู่ไหมจ๊ะ”
“อ้อ ครับผม เชิญ-เข้ามา-เลยครับ” เคสุเกะเปิดที่กั้นให้
อังศุมาลินอึ้ง แล้วพอตั้งสติได้ ก็ยิ้มให้
“ขอบคุณมากค่ะ”
เคสุเกะหันไปบอกทหารยามอีกคน ว่าฝากให้ดูแทนสักครู่ แล้วหันมาพยักหน้าให้อังศุมาลิน
“เชิญ- ตาม-ผม-มาครับ”
อังศุมาลินตามไป ท่าทีอึดอัด และฝืนใจ

ไม่นานนักเคสุเกะเดินนำอังศุมาลินมา ตรงหน้าอาคารที่เป็นที่ตั้งห้องพยาบาล พวกคนในนั้นเห็นอังศุมาลิน มีแอบๆ มอง สนใจๆ แต่ไม่ได้มองซึ่งๆ หน้า พออังศุมาลินหันไป ก็หลบๆกัน
อังศุมาลินพยายามทำตัวเฉยเมย วางสง่า สงบสำรวม แต่ไม่ถึงกับเริดเชิด เคสุเกะพาไปบนอาคารนั้น ที่ระเบียงหน้าห้องทำงานที่เรียงกันไป มาจนถึงโถงชานตรงกลาง
“กรุณารออยู่ตรงนี้สักครู่นะครับ” เคสุเกะโค้งให้ แล้วรีบหัน เดินตึงๆ เลี้ยวเข้าไปที่มุมเลี้ยวมุมหนึ่ง
อังศุมาลินยืนรอหันออกมาด้านนอก มองออกไป ชมดูบริเวณรอบๆ สักพัก มีเสียงย่ำตึงๆ พื้นกระดานสะเทือนดังมา เป็นบู้ธหุ้มข้อ ย่ำหนักๆมาบนพื้น
อังศุมาลินรีบหันไป
“หมอคะ”

อังศุมาลินหันไปพอเห็นว่าเป็นใคร ก็ชะงักกึก

คู่กรรม ตอนที่ 8 (ต่อ)

ปรากฏว่าคนนั้นคือโกโบริซึ่งใส่แต่กางเกงขาสั้นสีกากีตัวเดียว กับรองเท้าบู้ธ หน้าและตัวเลอะน้ำมันเครื่อง ผมยุ่ง หน้าผากมีผ้าคาดไว้กันเหงื่อและผมมาปรก มือไม้ก็ดำสกปรก มีผ้าขนหนูเลอะมอมแมมพาดคอ

อังศุมาลินรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
โกโบริอึ้งๆ แล้วโค้งให้ หน้าตากังวล จริงใจ “ขอโทษ แต่งตัว-ไม่เรียบร้อย กำลังทำงานอยู่ เขา-ไปตาม บอกว่าคุณต้องการพบหมอ ไม่รู้ว่ามีใคร เป็นอะไรหรือเปล่า”
อังศุมาลินพูดเสียงเย็นชา ท่าทีหมางเมิน “ขอให้ดิฉันพูดกับหมอเองดีกว่า..ค่ะ”
“หมอไม่อยู่ มีคนเจ็บ โดนระเบิดเมื่อวันก่อน ที่ค่ายฝั่งโน้น-มากเหมือนกัน หมอต้อง-ไปช่วย”
“อ้อ ทหาร..คนนั้นไม่ได้บอก ไม่อย่างนั้น คงไม่เข้ามา”
“ผม..พอจะช่วยอะไรได้ไหม” โกโบริห่วงใย
“ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้น ไม่รบกวนดีกว่า” อังศุมาลินถอยจะหันกลับ
โกโบริรีบก้าวตาม “ไม่ใช่เรื่องรบกวน ผมยินดีที่สุด ถ้าหากมีอะไรให้ช่วย ได้โปรดบอก! ใครเป็นอะไรครับ คุณยาย หรือคุณแม่ของคุณ”
“เปล่าค่ะ..ที่บ้านไม่เป็นอะไร แต่ลุงผล...” อังศุมาลินเผลอพูด แล้วอึ้งเงียบ
โกโบริเลิกคิ้ว “อ้อ...จริงสิ”
อังศุมาลินนิ่งไป รู้สึกว่าไม่น่าพูดออกมาเล้ย พร้อมที่จะถูกปฏิเสธ สองคนคุยกันเรื่องตาผล
“หมอพูดนานแล้ว ว่าจะไปฉีดยา แต่คงลืม เพราะมี-เรื่องราว-ต่างๆ เพราะระเบิด-มาก ตาผล เป็นอะไรมากไหม”
“กำลังจับไข้ค่ะ”
“กินยาที่หมอให้หรือเปล่า”
“กินค่ะ แต่ ยังทุรนทุรายมาก อยากให้หมอไปฉีดยา”
โกโบริงงๆ “ทุรน ทุราย”
อังศุมาลินแปล “ทรมานมากๆ...ปวดหัว หนาวมาก”
“งั้น...ผมไปเอง”
อังศุมาลินอึกอักอิดออด “แต่...”
โกโบริบอกเสียงเข้ม “ผมฉีดยาได้ ก่อนมา ต้อง-เรียน ทุกอย่าง ที่จำเป็น”
อังศุมาลินเกรงใจ “คุณยุ่งอยู่ไม่ใช่เหรอ”
“ผมมี-คน-ผู้ช่วย งาน-รอได้ แต่ตาผล-ทุรนทุรายมาก” โกโบริพยายามพูดคำเลียนแบบ “คงรอไม่ได้ รอ เดี๋ยวนะครับ” รีบหันกลับ เดินแกมวิ่งไปอย่างเร็ว
อังศุมาลินอ้าปากค้าง ค้านไม่ทัน

รองเท้าบู้ธย่ำมาบนทางเดินดินในสวน โกโบริในชุดกางเกงขาสั้นกากี แต่สวมเสื้อยูกาตะ ถือกระเป๋าหมอ เดินนำมาข้างหน้าอย่างเร่งรีบรุดไป
อังศุมาลินพยายามก้าวตามหลังให้เร็ว แต่ไม่ทัน โกโบริจ้ำอ้าวพรวดๆๆ อังศุมาลินเลยต้องวิ่ง
โกโบริดูเหมือนจะเดินเร็วขึ้นอีก อังศุมาลินตามไม่ทัน หอบๆ โมโห
“นี่!..คุณ..คุ้ณ”
โกโบริได้ยิน หันมา แล้วขำ เห็นอังศุมาลินที่ล้าหลังอยู่ไกล รีบสาวเท้าเดินเร็วๆ เข้ามา พลางหอบๆนิดๆ
โกโบริหัวเราะเบาๆ “ขอโทษ ผมเดินเร็วไปหน่อย” ยืนรอ จนอังศุมาลินตามมาจนทัน จึงมองอย่างเอ็นดูและอธิบาย “คนญี่ปุ่น ..ผู้ชาย..ต้องเดินหน้า ผู้หญิง..เดินตามหลัง ต้องรีบตามให้ทัน เพราะ..ผู้ชายเป็น-นักรบ จะได้ คุ้มครอง-ดูแล-ผู้หญิง-ที่อยู่ข้างหลัง-ได้”
อังศุมาลินประชด “งั้นก็รีบไปก่อนเถอะ เดี๋ยวจะตามไป” ทิ้งตัวยืนเฉย
โกโบริแอบขำ แล้วแกล้งเดินไปแบบช้าๆ

อังศุมาลินเดินตามไปด้วย โกโบริเดินไป 2 ก้าว หยุด อังศุมาลินเกือบชน
โกโบริเงยมองดูต้นไม้ แล้วรั้งกิ่งไม้ลงมาดู ชมรายละเอียดของใบมัน
อังศุมาลินชะงัก แล้วทำไม่สนใจ เดินต่อไปจนแซงโกโบริไปหลายก้าว หันมาดู
โกโบริเดินตามมาช้าๆ อังศุมาลินเดินต่อ
จังหวะต่อมา โกโบริเดินตามมาช้าๆ อีก 3 ก้าว แล้วหยุด ดูปลาในท้องร่อง ก้มเก็บกิ่งไม้เล็กๆ มาเขี่ยจอกแหนในคูเล่น แล้วหันมามองอังศุมาลิน ว่ารู้สึกไง
อังศุมาลินสุดทน “ป่านนี้ลุงผลคงจะตายไปแล้วมั้ง
โกโบริโยนกิ่งไม้ทิ้ง รีบตามมา “อ้าว เขาเจ็บมากหรือ”
“ก็ไม่มาก แต่ถ้าหมอเป็นแบบนี้ คนไข้คงไม่รอด”
“หมอ-คนไข้” โกโบริศึกษาภาษาคำไทย
“ใช่..หมอ คู่กับ คนไข้ หรือคนเจ็บ”
โกโบริพูดเน้นๆ พยายามอธิบาย “เวลาที่-หมอ..เป็น-คนไข้ เป็น-คนเจ็บ-เอง คงต้องรักษาตัวเอง ถ้าหาย-ก็ดี ถ้าไม่หาย -ตาย...คงมีคน-หัวเราะ เยาะ ว่า-เป็นหมอ แต่ตัวเอง ก็รักษาไม่ได้”
โกโบริสบตาอังศุมาลิน สื่อให้รู้ว่าอังศุมาลินนั่นเอง คือคนที่จะหัวเราะเยาะนั้น

อังศุมาลินเงียบ เมินหน้าหนีไป นัยน์ตาดื้อรั้น

ไม่นานต่อมา ที่เพิงท้ายสวนฝรั่งน้ำในกาบุบบิบขนาดใหญ่ เดือดพ่นควันโขมง โกโบริกำลังค้นหาเทอร์โมมิเตอร์-ปรอทวัดไข้ ในกระเป๋าหมอแต่หาไม่เจอ หน้าตายุ่ง ค้นดูช่องนั้นช่องนี้ อังศุมาลินมองๆ แล้วยื่นมือมาหยิบหลอดโครเมี่ยมตรงที่เก็บปรอทให้

“ไฮ้! ขอบคุณ” โกโบริเปิดฝา แล้วหยิบปรอทวัดไข้ออกมาสะบัดแรงๆ แล้วหันไป ยื่นที่หน้าตาผล
ตาผลหน้าตื่นๆ มองหน้าอังศุมาลินที หน้าตาบัวที และหน้าโกโบริอีกที
โกโบริมองแบบจริงจัง ตาผลจำใจอ้าปากอย่างหวาดกลัว
โกโบริหันไป ก้มหน้าก้มตาเอากล่องไซริง หลอดยา ออกมาวางเรียงราย ท่าทางเก้งก้าง งงๆ ลังเลว่าอะไรเป็นอะไรเล็กน้อย
เสียงโกโบริสั่ง “ขอน้ำร้อน”
ตาบัวมองหน้าอังศุมาลิน อังศุมาลินพยักหน้าให้ไปเอามาสิ
ตาบัวเร่เข้ามาใกล้ กระซิบๆ “จะให้ไอ้นี่มันรักษาจริงๆ เรอะ แม่อัง”
อังศุมาลินกระซิบตอบ ไม่ค่อยมั่นใจเหมือนกัน “หมอไม่อยู่..เขาจะมาฉีดยาให้”
“แล้วมันจะรักษาได้เหรอ”
อังศุมาลินถอนใจ “ได้หรือไม่ได้ ก็คอยดูเอาเอง”
ตาบัวกลืนน้ำลายเอื๊อก “ท่ามันจะไม่เหมาะนา...” แต่ออกไปเอาน้าร้อน เทใส่อ่าง เอาผ้าจับยกมา
โกโบริหยิบทำทุกอย่าง เห็นได้ชัดว่าไม่คล่อง โกโบริพูดเหมือนบอกตัวเองมากกว่า
“ไม่เป็นไรๆ” เอาสำลีชุบแอลกอฮอลล์ ทาถูที่จุดที่จะฉีด “เย็นๆ เย็นๆ...”
ตาผลสยองสบตาตาบัว เหมือนขอให้ช่วย
ท่าหยิบเข็ม ดูดยาจากหลอดแก้ว เข้าไซริง ดูเหมือนจับอาวุธกดไล่อากาศ มีฝอยน้ำพุ่งจากปลายเข็มนิดๆ โกบโบริหันมา ถือเข็มเป็นโฟร์กราวนด์ตรงหน้าตาผล ที่ตาเหลือกลาน
โกโบริยิ้ม “รับรอง ว่าไม่มีปัญหาอะไร ไม่ต้องกลัว”
ตาผลเหงื่อแตก เหมือนไข้หายปลิดทิ้ง “ไว้รอให้หมอมาก่อนจะดีกว่ามั้ง”
โกโบริดุๆ “หมอไปรักษาคนเจ็บถูกระเบิด มาฉีดยา-ให้ก่อน จะได้ดีขึ้น”
ตาผลไม่วายถาม “ฉีดได้แน่นะ”
“เคยเรียนมา แต่-ฉีดจริงๆ-ครั้งนี้ ครั้งแรก” โกโบริบอกหน้าเฉย
ขณะที่ทุกคนมัวแต่ตกใจ โกโบริฉวยโอกาสปักเข็มดังฉึก ตาบัวผงะ ตาค้าง อังศุมาลินตาโต มองลุ้น
โกโบริค่อยๆ กดฉีดยาเข้าไปช้าๆ จนหมด สักพัก ถอนเข็มออก
ตาผลนิ่งให้ฉีดตั้งนาน เพิ่งนึกได้ ร้องออกมา “โอ๊ย”
โกโบริถอนเข็มออกมา แล้วหันมายิ้มกะอังศุมาลินอย่างภาคภูมิ “เห็นไหม เท่านี้-ก็-เรียบร้อย”
โกโบริหันไป เก็บข้าวเก็บของ อังศุมาลินถอนใจ โล่งอก
ส่วนตาผลนิ่งๆ ทำหน้าเบลอๆ เหมือนจะหน้ามืดครางฮือๆ เบาๆ
ตาบัวถามหน้าตื่นๆ “แน่ใจหรือเปล่า ว่าไม่ได้หยิบยาผิด”
โกโบริแกล้ง หัวเราะนิดๆ “เดี๋ยวก็รู้”
ตาบัวร้อง “เฮ้ย”
โกโบริไม่สนใจ ขณะที่ตาผลอยู่ๆ ตาเหลือกขึ้น
“โอ๊ย..ปวด..ปวด..ปวดไปหมดทั้งตัว แม่อัง ไอ้บัว..ข้า..ข้า..ข้าโดนไอ้ยุ่นมันฉีดยาพิษเข้าแล้ว!”
โกโบริหันมา แล้วหัวเราะแบบเต็มเสียง เหมือนสะใจมากๆ อังศุมาลินตกใจ
ตาบัวปลอบ “เฮ่ย..ไม่เป็นไรหรอกน่า..ทำใจดีๆ เข้าไว้ เดี๋ยวก็หาย”
ตาผลดิ้นใหญ่ โวยลั่น “ไม่..ไม่หาย ข้าแย่แล้ว..มันฉีดยาพิษให้ข้าแน่ๆ อูย... ถ้าข้าไม่รอด ไอ้บัว แก้..แก้แค้น..ให้ ข้า..ด้วย...”
อังศุมาลินมองหน้าโกโบริ นึกสงสัย

โกโบริยิ้มๆ เช็ดไม้เช็ดมือ แล้วปัดมือไปมา เป็นเชิงบอกว่า เสร็จแระ เรียบร้อย

ที่อู่ต่อเรือ พวกทหารญี่ปุ่นทำความเคารพกันพรึ่บพรั่บ เคสุเกะโผล่มาเห็นถึงกับผงะ ออกอาการตกใจ

พลโทโทโมยูกิ กับพันโทมาซาโอะ เดินเข้ามาในระหว่างเรือ 4 - 5 ลำ ที่กำลังซ่อมกัน พวกช่าง คนงาน ที่ทำงาน รีบผละจากงาน ลุกมายืน ทำความเคารพกัน
นายพลโทโมยุกิกวาดตา พยักหน้าให้ทุกคน แล้วหันมาเห็นเคสุเกะ
เคสุเกะรีบทำความเคารพ
พลโทโทโมยูกิยังคงมองหาขณะถาม “ผู้กองโกโบริล่ะ”
เคสุเกะอึกอักนิดๆ “ผู้กองโกโบริ...ไม่อยู่ ครับพ้ม!”
พันโทมาซาโอะไม่พอใจนิดๆ “อีกแล้วหรือ”
“ผู้กองโกโบริ..ไปไหน” แม่ทัพใหญ่ถาม
พันโทมาซาโอะขมวดคิ้ว เคสุเกะอึ้ง ส่วนคนอื่นมองหน้ากันไปมา
สีหน้าพลโทโทโมยูกิสีเย็นเยือก รอฟัง

โกโบริใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดมือตัวเองช้าๆ ใจเย็นๆ อังศุมาลินยืนมองอยู่ข้างๆ ขัดใจ ว่าทำไมโกโบริดูสบายๆ กวนๆ ไม่สนใจอะไร
ตาผลมีอาการทุรนทุรายมากขึ้นๆๆ
“ฮือๆๆ..อูย..โอย…”
โกโบริไม่สนใจ ยกกระเป๋าขึ้น
“เสร็จธุระแล้ว เรา-ควรจะ-กลับกัน-ได้-แล้ว” โกโบริเดินออกไป
อังศุมาลินหันไปมองสองคนนั้น ตาผลดูทุรนทุรายมากมาย รีบวิ่งตามโกโบริออกไป

โกโบริเดินสะพายกระเป๋าไปแบบไม่เร่งร้อน สบายๆ อังศุมาลินวิ่งตามมาดัก
“เดี๋ยว..คุณ..แน่ใจนะ ว่าไม่ได้..เอ้อ..ฉีดยาผิด”
โกโบริขำอังศุมาลิน ปนเซ็ง ที่ทำไมสาวไทยคนนี้ ช่างเห็นตนเป็นยักษ์มารหรืองี่เง่าอะไรซะขนาดนั้น “รับรองครับ..ว่าไม่เป็นอะไร อีกสิบ ถึงสิบห้านาที- ก็จะสร่างไข้”
“จริงนะ”
“จริงสิครับ เป็นห่วงอยู่อย่างเดียว”
“อะไรคะ” อังศุมาลินร้อนใจ
“น่าจะได้-เจาะ-เลือด ไปตรวจดูให้แน่ใจ เพราะตอนนี้ หมอจะมาดูทุกวัน-เหมือน-ที่ผ่านมา-ไม่ได้ เพราะ-ต่อไปนี้ พวกศัตรู คงจะ-บินมา-ทิ้งระเบิด บ่อยๆ กว่าเดิม หมอต้องไปช่วย-โรงพยาบาล-ทางฝั่งโน้น มีคนเจ็บ-ต้องรักษา -จำนวนมากๆ”
“แปลว่า..หมอจะย้ายไปจากที่นี่หรือคะ”
“หมอ -จะ-ไม่ได้อยู่ประจำที่นี่อีกแล้ว แต่จะ มาเยี่ยม-เป็นครั้งๆ”
อังศุมาลินแก้ให้ “เป็นครั้งคราว”
โกโบริพูดตาม “เป็นครั้งคราว”
“แล้วถ้าเจาะเลือด ใครจะเป็นคนตรวจ”
“ที่อู่ เวลานี้-มี นายสิบ-ทหารหมอ-มาช่วย ทำงานดีพอใช้ ถ้าเจาะเลือด-ก็จะ-วินิจ วิฉัย..ไม่ใช่...” โกโบริหาคำไม่ถูก “วินัย”
อังศุมาลินบอกให้ “วินิจฉัย”
“วินิจฉัย-โรค จาก-ลักษณะ ของ-เม็ดเลือด-ได้”
“แล้วจะเจาะยังไง”
“ส่งตัว..ตาผล..ไป-เจาะเลือด ที่ -ห้องพยาบาล-ที่อู่ ได้” โกโบริบอก
“แกไม่ยอมไปแน่ๆ”
“เอาเข็มฉีดยา ดูดเลือดไป”
“ถ้าบอกแกตรงๆ แกไม่ยอมแน่ คนไทยเขาถือ”
โกโบริทำหน้าไม่เข้าใจ งงจริงจัง
“ถือ? ถืออะไร?”

ส่วนที่เพิงตาผลค่อยๆ สงบลง
“ตอนนี้เป็นไงวะ”
“เอ...เหมือนว่า..คล้ายๆ..จะดีขึ้นว่ะ” ตาผลบอก
“จริงเหรอ”
“จริง..ค่อยๆ หายปวดหัวขึ้นแล้ว”
“โหววว..ไอ่นี่..เกือบไปแล้วไหมล่ะ ข้าเกือบจะคว้าดาบที่ซ่อนไว้บนหลังคา...วิ่งตามไปแทงไอ้โกโบริให้มันตะ...”
ตาบัวพูดไม่ทันจบ โกโบริเดินกลับเข้ามาพอดี ตาบัวหุบปากหงับ โกโบริได้ยินทั้งหมด แววตาเยือกเย็น ตาผลพลันนอนตัวแข็งไป
อังศุมาลินตามเข้ามา
“อะ..อะ..อะไรกันอีกหรือแม่อัง” ตาผลมองโกโบริ ประเมินจิตใจไม่ถูก
อังศุมาลินโกหก “เอ่อ..เขาบอกว่า..อาการตาผลจะดีขึ้น..ถ้ายอมให้เขาฉีดยา..อีกซักเข็ม”
ตาผลไม่เอา “โอ๊ย..ไม่เอาแล้ว..เข็มเดียวก็พอแล้ว ไอ้ยุ่นนี่มันไม่ใช่มดไม่ใช่หมอ ขืนฉีดผิดฉีดถูก ฉันจะตายพอดี ดูลูกตามันก็รู้..ตามันบอกเห็นชัดๆ ว่ามันอาฆาตพยาบาท ที่ลุงไปฟันมัน”
ตาผลชะงัก หันไปมองหน้าคู่กรณี
โกโบริก้มหน้าก้มตาหยิบของออกมาจากกระเป๋าอีก มีไซริงค์ สายยางรัดแขนทำท่าไม่รู้เรื่องราว
ตาผลกระซิบ “มันเอาลุงตายแน่”
อังศุมาลินมองอย่างระอา “แล้วไอ้ที่เขาฉีดเมื่อตะกี๊..ตอนนี้เป็นยังไงมั่งล่ะ”
“ก็..ปวดๆ” ตาผลฟอร์ม “แต่ที่ยังไม่เป็นไร เพราะมันอาจจะวางยาลุงให้ตายช้าๆ ก็ได้ จะได้ทรมานๆ ขืนลุงยอมให้มันฉีดอีกเข็ม..อาจจะตายคาที่เลยก็ได้นา..แม่อั๊ง...”
อังศุมาลินเมื่อยใจ “ตามใจ..ไม่ฉีดก็ไม่ฉีด แต่ถ้ามันขึ้นสมอง..ก่อนตาย จะบ้าก่อน”
ตาบัวตกใจ “ฮ้า..บ้าก่อนเหรอ ไม่เอานา ข้าไม่อยู่พยาบาลเอ็งแน่”
“ชั้นก็จะไม่ไปตามใครมารักษาลุงอีกแล้วนะ”
ตาผลชักลังเล “แม่อังรับรองได้หรือเปล่าล่ะ ว่าจะไม่ให้มันฉีดยาพิษ”
อังศุมาลินถอนใจ “รับรอง”
ตาบัวไม่แน่ใจนัก “ก็...ลองดูหน่อยวะ”
“เอาก็เอา”

โกโบริหันมามองหน้าอังศุมาลินเป็นเชิงถาม อังศุมาลิน พยักหน้าให้สัญญาณ

คู่กรรม ตอนที่ 8 (ต่อ)

ส่วนที่อู่ต่อเรือ บรรยากาศเครียดสุดๆ ทหาร 2 คน ยืนก้มหน้าท่าทีหวาดกลัว

“มีผู้หญิงมาตามโกโบริงั้นหรือ” นายพลโทโมยูกิย้อนถาม
“ครับผม” ทหารตอบ
“ผู้หญิง..มาตาม ถึงในอู่นี่เลยเหรอ” โทโมยูกิถามอีก
“ครับผม” ทหารคนเดิมตอบอีก
“ใครรู้จักผู้หญิงคนนั้นบ้าง” พันโทมาซาโอะมองมาที่เคสุเกะ รู้อยู่แล้ว ว่าเคสุเกะรู้
เคสุเกะก้มหน้า
“เคสุเกะ ได้ยินมาว่า นายรู้จักนังโสเภณีคนนั้นดี ไม่ใช่หรือ”
เคสุเกะโกรธแทน “คุณผู้หญิง” พูดเน้นๆ คำ “สุภาพสตรีสาวคนนั้น..เป็นคนดี และใจดีมากครับผม”
“งั้นเหรอ งั้นแกเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ ว่าเขาคือใคร และดีอย่างไร ถึงกล้ามาหาผู้ชาย..ถึงในอู่ต่อเรือแบบนี้”
เคสุเกะเงยมองแม่ทัพใหญ่ หน้าตาร้อนใจ

ฟากโกโบริถือสายยางเตรียมผูก พร้อมทำแขนให้ดู “งอแขน กำมือ-แบบนี้”
“ฮะ จะฉีดที่แขนเหรอ ทุกทีเห็นฉีดที่ก้น!” ตาผลสงสัย
อังศุมาลินเข้าไปช่วยจับ “ก็ต้องเปลี่ยนที่บ้างสิลุง เดี๋ยวตะโพกจะระบมมากไป” เบี่ยงแขนมา เอาตัวบังไม่ให้ตาผลเห็น ว่าตัวเองกำลังโดนทำอะไร
โกโบริเอาสายยางผูกรัด แล้วเคาะๆ ที่เส้นเลือด ท่าทางไม่มั่นใจนัก กดดูเส้นเลือดที่ข้อพับแขน ไม่แน่ใจว่าจะเอาตรงไหนดี แล้วเอาสำลี ชุบแอลกอฮอล์ เช็ดตรงจุดที่จะเจาะ
อังศุมาลินอดถามไม่ได้ “นี่ก็คงเป็นครั้งแรกอีกเหมือนกันสินะ”
โกโบริยิ้มๆ ไม่ตอบ ลงมือเอาเข็มจิ้มลงไป แล้วค่อยๆ ผ่อนไซริงค์ ดูดเลือดขึ้นมา
ตาผลเมินไม่กล้ามอง หน้านิ่วๆ กลัวอยู่แล้ว ไม่อยากดูนัก
ตาบัวมองไปมองมา เห็นอังศุมาลินมองหน้ากะอังศุมาลิน แล้วดูเหมือนลุ้นๆ ท่าทีแปลกๆ
ตาบัวชักสงสัย ยื่นหน้ามาชะโงกดู ตรงข้างหน้าตาบัว หลอดเข็มฉีดยา ที่มีเลือดแดง ถูกดูดขึ้นมาเกือบเต็มเข็ม
“ชิบแล้ว..ไอ้ผล”
“อะไร”
“ไอ้นายช่างมันสูบเลือดเอ็งออกมาจะหมดตัวอยู่แล้ว”
“อ๊ากไอ้ยุ่นระยำ มึงจะฆ่ากู!”
ตาผลแหกปาก พร้อมกับสะบัดแขนเต็มแรง เข็มหักเป๊าะคาแขน หลอดไซริงค์กระเด็นตกพื้นแตกหัก เลือดกระจาย
ทุกคนตกใจ
“ไม่ใช่อย่างนั้น” โกโบริพยายามจะเข้ามาดูแล
“ตายซะเถอะมึง” ตาผลเหวี่ยงหมัดสะเปะ แต่แม่นเข้าซอกคอโกโบริดังปั๊ก
โกโบริแทบทรุด เซไป ตาผลตาม เตะต่อยซ้ำ โกโบริถอยๆหลบๆ
“เดี๋ยวสิ ฟังก่อน” โกโบริบอก
อังศุมาลิน ร้องห้าม “เดี๋ยว..เดี๋ยวก่อนลุง ลุงบัว ห้ามลุงผลที” คว้ากระเป๋ายา ถอยๆ หลบ
“ห้ามทำไม หนอย..วางอุบายจะมาฆ่าเพื่อนกู ไอ้คนลอบกัด แบบนี้มันต้องเอาให้ตาย”
ตาบัวเลือดขึ้นหน้า มองหาอาวุธ แล้วเห็นท่อนฟืนกองหนึ่งไม่ไกล รีบกระโดดไปคว้ามา
โกโบริพยายามปัดป้อง พลางถอยจากการโจมตีของตาผล ตาบัวเข้ามาข้างหลัง เงื้อไม้สุดแรง จะตีหัว
อังศุมาลินกรี๊ด “อ๊าย..โกโบริ ระวัง..ข้างหลัง”
โกโบริหันมามองหน้าอังศุมาลิน แล้วรีบเบี่ยงหลบ ตาบัวเลยพลาดเป้าจากหัว แต่ก็ฟาดโดนเต็มๆ ที่บ่าดังปั๊ก โกโบริทรุดลงไปคุกเข่า
“นี่..มันต้องอย่างนี้” ตาบัวเงื้อไม้จะซ้ำ
อังศุมาลินร้องลั่น “อย่า” ด้วยความลืมตัวหญิงสาวกระโดดเข้าไป เอากระเป๋าหมอยื่นไปตีขวาง
โกโบริกลิ้งตัวหลบไป ไม้ในมือตาบัวโดนกระเป๋าเครื่องมือหมอกระเด็น ตาผลเข้ามา หวดซ้าย ป่ายขวา
“ตายซะเถอะแกๆ”
ตาผลเหวี่ยงลูกหลงไปโดนไหล่อังศุมาลินจังๆ อังศุมาลินเหมือนโดนเหวี่ยงร่างกระเด็นตัวปลิว หน้าไปกระแทกเสาเพิงดังโป๊ก
“โอ๊ย...” อังศุมาลินทรุดนั่ง กุมหน้า เห็นดาว มึนงง
โกโบริหันไป ตาลุก
“ฮิเดโกะ! เจ็บไหม?”
ทันใดนั้น โกโบริหมุนตัวลุกขึ้น
“พวกแก!”
สองคนกระโดดเข้ามา โกโบริใช้การต่อสู้มือเปล่าสไตล์ญี่ปุ่น ที่ผสมไปด้วยไอคิโด้ ยิวยิตสู และคาราเต้ เข้ารับ รุกตาบัวกะตาผลที่เข้ามารุมกันนัว

ตาผลโดนดอกหนึ่งเต็มๆ ที่ปลายคางหงายเงิบร่วงลงไปที่พื้นนิ่งสนิท ส่วนตาบัวโดนคาราเต้เข้าที่ต้นคอข้างหลัง เข่าพับร่างรูดลงไปกองตาม

โกโบริเหนื่อย หอบแฮ่กๆ หันมาหาอังศุมาลินที่เข้ามาประคองอย่างเป็นห่วง
“เป็นยังไงบ้าง โดนตรงไหน”
อังศุมาลินกระพริบตาถี่ๆ สบตามองหน้าใกล้ๆ โกโบริมองมา แววตาเห็นห่วงใยอาทรฉายโชน ใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆ ตรงหน้าผากอังศุมาลินที่โขกเสาเพิงจนเป็นแนวแดงขึ้นมา
อังศุมาลินมองตาตอบ แล้วเหมือนงงๆ เผลอตัว ในวูบหนึ่งนั้นคือรู้สึกดีกับความอาทรนี้
แต่ครั้นพออังศุมาลินตั้งสติได้ก็ปัดมือโกโบริออกอย่างแรง แล้วรีบถอยตัวออกห่าง ทำท่าเยือกเย็น
“ไม่เป็นไรค่ะ” อังศุมาลินนึกได้ มองดูทั่วๆ ตัวโกโบริ “แล้ว..คุณล่ะ เป็นยังไงบ้าง”
โกโบริยิ้ม ก้มหัวลง “ผม..ไม่เป็นไร”
ทั้งสองหันไปมองดู ตาผล ตาบัว ยังนอนนิ่ง
“แล้วสองคนนั่น”
อังศุมาลินกับโกโบริสบตากัน ต่างหอบๆ อึ้งๆ กันไป

เวลาตอนเย็นๆ ขณะที่นายพลโทโมยูกิยืนกอดอกอยู่ตรงริมน้ำอู่ต่อเรือ ทอดสายตาดูสายน้ำในคลองไหลเรื่อยลงสู่ที่ต่ำ พันโทมาซาโอะเดินเข้ามาหา รายงานอย่างมั่นใจ
“ผมคิดว่า ผู้กองโกโบริ น่าจะกำลังมีความรัก”
“หลานชั้นคนนี้ ไม่ควรจะมาเป็นทหาร เขาควรจะเป็นศิลปิน ตั้งแต่เด็ก โกโบริชอบวาดรูป ชอบเล่นดนตรี แต่ในครอบครัวของเรา ทุกคน...ต้องเป็นทหาร และยามสงคราม ทหารทุกคน ต้องพร้อมจะรับใช้ชาติและพระจักรพรรดิ” แม่ทัพใหญ่ไม่ออกความเห็นเรื่องความรัก
“แม้แต่ศิลปินอาชีพ เมื่อเกิดสงคราม ศิลปินก็ต้องโหดเหี้ยมพอที่จะฆ่าศัตรูได้ แต่โกโบริอ่อนแอเกินไป ขืนเป็นแบบนี้ จะทำให้หน่วยที่เขารับผิดชอบ ต้องเป็นปัญหา” มาซาโอะย้ำชัด

ด้านตาบัวกองอยู่ที่พื้นดิน โดนมัดด้วยผ้าขาวม้าของตัวเอง รวบมือทั้งสองไว้ข้างหลัง ส่วนตาผลก็ถูกมัดแบบเดียวกัน ด้วยผ้าขาวม้าอีกผืน
อังศุมาลินที่กำลังเก็บของจากกระเป๋าหมอที่ตกกระจายมาใส่รวมๆ พยายามมองหาของให้ครบ มองมาอย่างกลุ้มๆ
“ไม่ต้องห่วงนะครับ เดี๋ยวก็ฟื้น”
โกโบริบอก พลางนั่งคุกเข่าพิจารณาดูเข็มที่หักปักคาแขนตาผลอยู่
“แต่ต้องเอาคนนี้ไปที่อู่ ไป-ผ่าตัด-เอาเข็ม-ออก”
แล้วจังหวะนั้น จู่ๆ โกโบริก็รู้สึกเจ็บไหล่ตัวเองที่โดนตี ขยับๆ ไหล่ดู แล้วเอี้ยวตัวมาจับๆ ลูบๆ นิดหนึ่ง
อังศุมาลินกำลังจับสังเกตอาการโกโบริ รู้ทันที
“คุณเจ็บตรงนั้นหรือ”
โกโบริเหลือบตาดู
“ที่ไหล่น่ะค่ะ”
โกโบริยิ้ม “คงช้ำนิดหน่อย..โชคดี ที่คุณบอก-ทันเวลา ไม่งั้น ตีโดนหัว สงสัยจะแตก”
อังศุมาลินไม่วางใจ ลุกเข้าไปหา “ขอดูหน่อยสิคะ”
“ผมไม่เป็นไร”
อังศุมาลินมองด้วยแววตาขัดใจ ไม่เชื่อ
โกโบริถอนใจ ลุกยืน “เอ้า...ดูก็ได้” ท่าทางผู้กองลูกอาทิตย์อุทัยไม่เต็มใจนัก ปลดกระดุม ดึงเสื้อออก ให้แต่ไหล่โผล่ออกมา
อังศุมาลินดูแล้วอึ้ง เห็นข้างๆ รอยแผลถูกฟันที่ยังเป็นรอยเย็บอยู่ มีรอยแดงปื้นช้ำห้อเลือดเป็นแนวใหญ่
อังศุมาลินหน้าเสีย “เดี๋ยวคุณต้องหาน้ำมันแก้ช้ำบวมทาซะนะ ไม่งั้น คืนนี้คุณจะปวดมาก”
โกโบริมองซาบซึ้งใจ “ขอบคุณ...ที่แนะนำ” พลางเอาเสื้อลงตามเดิมแล้วรีบติดกระดุม “คุณก็เหมือนกัน หาอะไรทา..ที่หน้า...”
อังศุมาลินกับโกโบริ ต่างมองหน้ากันอย่างห่วงใยกันและกัน แล้วก็ต่างก็ขำโดยไร้เหตุผล หัวเราะกันออกมา
ทันใดนั้น ตาบัวกะตาผล เริ่มขยับๆ ตัวกัน แล้วพอพบว่าตัวเองโดนมัด ก็อาละวาดดิ้นขลุกขลัก
“ปล่อยกูๆ” ตาบัวแหกปากลั่น
ตาผลด่าโกโบริ “ไอ้ยุ่นหน้าหมา ไอ้ยุ่นขี้ขลาด ถุยๆๆๆ”
โกโบริลุกขึ้นยืนทำหน้าดุดัน “ฉันคิดจะช่วยเหลือ แต่เมื่อนายตอบแทนกันอย่างนี้ ฉันก็คงปล่อยไว้ไม่ได้”
สองคนผงะ หน้าซีด สบตากันตื่นๆ
“แม่อัง” ตาบัวมองตาละห้อยขอความช่วยเหลือ
ถูกอังศุมาลินด่า “สม”
โกโบริดึงผ้าขาวม้าที่ด้านหนึ่งผูกแขนตาบัว อีกด้านผูกแขนตาผล เชื่อมมาผูกรวมไว้ด้วยกัน
“ไป ลุกขึ้น เดิน ไปอู่!” โกโบริสั่งเสียงเข้ม
สองคนจำต้องลุกขึ้น
ตาผลร้องโอดโอย “โอย..เจ็บ”
“ถ้าไม่ยอมไปดีๆ จะยิงทิ้งซะตรงนี้” โกโบริทำท่าจับปืนพกที่เอว

สองเกลอเจอคนจริง ตัวแข็งทื่อ รีบเดินออกไปอย่างว่าง่าย

ตรงทางเดินในสวนเวลาต่อมา โกโบริคอยดึงผ้าขาวม้าไว้ให้กระชับมั่น บังคับไม่ให้ตาบัวกะตาผลเดินออกนอกทางหรือหนีไป

ตาบัวและตาผล ต่างถูกมัดมือไพล่หลังด้วยผ้าขาวม้า เดินโซเซนำไป ปากบ่นอุบอิบ ลงท้ายด้วยการทะเลาะโทษกันไปมา
“เอ็งคนเดียวเลย ไอ้ผล ทำให้ข้าเดือดร้อนไปด้วย”
“อุวะ มันก็ด้วยกันแหละเว้ย...ตอนที่ไปดักฟันมัน ก็เอ็งแหละ เป็นต้นคิด”
“อ้าว.. ก็เอ็งบอกว่าอยากฆ่ามัน ข้าก็วางแผนให้สิ
“ตอนขโมยน้ำมัน ก็แผนเอ็งอีก มันถึงต่อเนื่องยืดเยื้อไม่จบสิ้นมาจนป่านนี้ไง” ตาผลด่า
“แต่เอ็งก็รวยไปล่ะว้า เอาเงินไปซื้อเหล้ากรอกปากจนอ้วกแตกยังกะหมาข้างถนน” ตาบัวด่ากลับ
“เอ็งสิหมา” / “เอ็งแหละหมา”
“เอ็ง!” / “เอ็ง”
โกโบริกระตุกชายผ้าข้าวม้าอีกด้าน ตาบัวตาผลหันมามอง แล้วเถียงกันเบาๆ ต่อไป โกโบริหันมา ยิ้มขำกับอังศุมาลินที่เดินตามมาอีกที แล้วพากันเดินต่อไป
อังศุมาลินมองดูโกโบริจากด้านหลัง รู้สึกอึ้งๆ ที่ทำไมโกโบริช่างไม่โกรธแค้นอาฆาตเสียเลย
สีหน้าและสายตาอังศุมาลิน ที่มองโกโบริ กลับอ่อนโยนลง รู้สึกชื่นชมลึกๆ ในใจ

ฟากที่แม่วัน กับแม่อร ยืนอยู่ที่ปากหลุมหลบภัยบ้านกำนันนุ่ม ที่ขุดไว้หลังบ้าน เยื้องถัดจากใต้ถุนไปเล็กน้อย แม่วันโชว์ให้ดูการเปิดปิดปากหลุม ด้วยประตูไม้ธรรมดานี่เอง
กำนันยืนอยู่ข้างล่าง กำลังปีนขึ้นบันไดไม้แบบง่ายๆ ขึ้นมา
“โห.. พ่อกำนันขุดลงไป..ทั้งกว้าง ทั้งลึกขนาดนี้...ฉันคงทำไม่ไหวหรอก” แม่อรว่า
“ก็จะไปทำเองทำไม.. แม่อรก็จ้างใครสิ” แม่วันบอก
แม่อรหน้าเจื่อนทันที เพราะไม่มีสตางค์
แม่วันมองอย่างเข้าใจ “เอ้อ...งั้นให้กำนันหาคนไปจัดการให้ นี่ถ้าวนัสกลับมาได้ เขาคงไปขุดให้แม่อรเองแล้ว พ่อกำนันนี่ก็ไม่ว่างเสียที”
“วนัสจะมากลับมาได้ไหมจ๊ะ” แม่อรถาม
กำนันนุ่มก้าวขึ้นมายืนบนปากหลุมพอดี
“จะกลับได้หรือไม่ได้ก็ไม่รู้ ไม่เห็นส่งข่าวมาเลย คราวนี้หายเงียบไปนาน”
“เขาว่าเยระมันมันก็เก่งกาจดุร้ายนัก คนไทยอยู่อังกฤษจะเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง เขาจะจับไปฆ่าแบบที่จับคนยิวหรือเปล่า” แม่วันเป็นห่วงลูกชายอีกแล้ว
“ไม่เอาน่าแม่..เพ้อเจ้อฟุ้งซ่านใหญ่แล้ว”
กำนันนุ่มเข้าไปโอบไหล่แม่วัน แม่อรก็เข้าไปจับมือแสดงความเห็นใจ
ระหว่างนั้นเสียงสารวัตรองอาจดังขึ้นมา “สวัสดีจ้ะ...พ่อกำนันอยู่ไหมจ๊ะ”
องอาจเดินเข้ามา สวมชุดครึ่งท่อนกางเกงกากี สวมหมวกมะนิลา มาดกร่างๆ
กำนันนุ่มหันไปจนเห็นหน้าถนัด ลุกขึ้นรับ “สารวัตร”
“สวัสดีจ้ะกำนัน” สารวัตรถอดหมวก ยกมือไหว้ “สวัสดีจ้ะแม่วัน แม่อร”
กำนันรับไหว้ แม่วันกับแม่อร รีบรับไหว้แทบไม่ทัน
“สะ..สวัสดี สารวัตร...แหม ดูสิ พูดจาทันสมัยจริงๆ พูดสวัสดีๆๆ คล่องปาก ไม่ขัดเขิน นี่ฉันก็พยายามหัดพูดให้คล่องๆ อยู่นะ แต่พูดแล้วมันกระดากๆ ชอบกล” กำนันว่า
“ไม่เป็นไรหรอกกำนัน ทางการเขาเพิ่งประกาศใช้มาไม่กี่วันนี่เอง”
“ประกาศอีกแล้ว.. เฮ้อ…” แม่อร ถอนหายใจ
“เราก็เคยทักกันแต่ว่า กินข้าวรึยัง ไปไหน วันนี้แกงอะไร...จะให้ฉันพูดสวัสดง สวัสดี...มันชอบก๊ล” แม่วันบอกเหมือนบ่น
“ก็ชาติอื่นๆ เขามีคำทักทายกันทั้งนั้น แต่เรายังไม่มี... ไม่งั้นนะก็คงต้องพูด คอมบังวะ หรือ คอนนิจิวะ แทนเอาไหมล่ะ”
องอาจหันมามองหน้าแม่อรพอดี แม่อรงง ทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้ว่าสารวัตรพูดจริงๆ หรือว่าแซว

“22 มกราคม พ.ศ. 2486 รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศให้ใช้คำว่า สวัสดี เป็นคำทักทายเมื่อแรกพบกัน เป็นครั้งแรก คำว่า "สวัสดี" บัญญัติโดย พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) เริ่มนำใช้ครั้งแรกในปี 2476 ขณะที่เป็นอาจารย์อยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ โดยทดลองใช้ในหมู่นิสิตก่อน”

กำนันนุ่มเดินจับแขนสารวัตรมาอีกทาง ถามเสียงเบาลง กลัวว่าจะมีปัญหาสำคัญอะไร ที่พวกผู้หญิงไม่ควรรู้
“สารวัตรมีเรื่องอะไร”
องอาจลดเสียงลงบ้าง ทำหน้ากวนประสาท “ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากมาคุยกับกำนันเล่นๆ”
กำนันชักฉุน “ไม่ยักรู้ว่า...สารวัตรมีเวลามาคุยเล่นด้วย”
องอาจเงยขึ้น หันไปเห็นแม่วันและแม่อรตามมาห่างๆ อยากรู้เรื่องด้วย
องอาจพูดเสียงดัง โพล่งขึ้นมา จงใจให้แม่อรได้ยิน และปรายหางตามาเหล่แม่อร “เรื่องที่ทหารญี่ปุ่น..หลานชายท่านแม่ทัพ..กะหมอ.. โดนฟัน..เมื่อปลายปีก่อน”
กำนันชะงักไปเล็กน้อย แม่อรตกใจ เริ่มหน้าเสีย
“เอ่อ.. กำนัน แม่วัน ฉันขอตัวกลับก่อนแล้วกันนะ.. รู้สึกไม่ค่อยสบาย.. สะ.. สวัสดีนะจ๊ะ”
แม่อรรีบเดินออกไป
“เดี๋ยวก่อน” สารวัตรเรียกไว้
แม่อรสะดุ้งเฮือก สารวัตรเดินมาดกร่าง มาดักหน้าแม่อร
“ชนชาติไทยทุกคนจงสวมหมวก มาลาจะช่วยนำให้ประเทศไทยไปสู่มหาอำนาจ”
สารวัตรยิ้ม หยิบงอบของแม่อรที่แขวนไว้ที่ริมรั้วแถวนั้นมาส่งให้ แม่อรยิ้มเจื่อนๆ รีบรับงอบมา แต่สารวัตรยังคงดึงไว้ไม่ปล่อย
“พวกญี่ปุ่นเขารู้ไหมว่าใครเป็นคนทำ”
แม่อรอึกอัก
กำนันนุ่มเข้ามาขวาง พูดคำหนักแน่น “ผมขอยืนยันครับ สารวัตร...ว่าคนฟันมันไม่ใช่คนแถวนี้”
“กำนัน หลวงเขาห้ามใช้ “ผม-คุณ-ครับ-ค่ะ” แล้วนะ ต่อไปนี้ให้ใช้ “ฉัน-ท่าน-จ๊ะ-จ้ะ” แทน”
กำนันงง เอ๋อ ไม่เข้าใจว่าสารวัตรกำลังต้องการอะไร
องอาจเข้ามาโอบ “ไม่เอาน่า...กำนัน...เราเป็นพวกเดียวกันแท้ๆ”
“สารวัตร...หมายความว่ายังไง”
“กำนันนึกว่า ผม...เอ๊ย ฉัน…นึกว่าฉันชอบพวกญี่ปุ่นหรือ” ยื่นหน้ากระซิบ “ฉันอยากให้รางวัลคนที่กล้าสั่งสอนศัตรูที่มาย่ำยีบ้านเราต่างหาก แต่ฉันเป็นข้าราชการ น้ำก็ท่วมปากอยู่ คนไทยเรา...มีหัวใจเดียวกันทั้งนั้น...ไม่ว่าจะเป็นคนไทยในเมืองไทย หรือคนไทย...ที่พลัดบ้านพลัดเมือง อยู่ที่ต่างประเทศ”
ตอนท้ายสารวัตรเน้นคำ กำนันผงะ แม่อรงง เหลือบมองแม่วัน
“น้องชายฉัน ก็ไปเรียนอังกฤษเหมือนกัน..เขาก็เป็นเสรีไทยเหมือนกัน”
แม่วันยิ่งงง “อะไร...เหมือนกัน...เหมือนใคร”
“คนที่เล่นงานพวกญี่ปุ่น...เป็นพวกพลพรรคใต้ดินที่แฝงตัวอยู่แถวนี้ใช่ไหม...กำนันเอง...ก็เป็น...ใช่ไหม”
แม่วันชักฉุน “สารวัตรอย่าเอาข้อหาแบบนี้มาป้ายสีเราสิ ใครต่อต้านญี่ปุ่น จะโดนจับขังคุกกันง่ายๆ ใครๆ ก็รู้”
องอาจกระซิบกระซาบ “กำนันจะกลัวอะไร...ฝรั่งจะบินมาทิ้งระเบิดกันหนักขึ้นๆ เอาให้พวกยุ่นปี่มันราบเป็นหน้ากลองให้ได้...ประเทศไทย ไม่เคยเป็นขี้ข้าใคร พวกเสรีไทยที่เมืองนอก...จะกลับมาช่วยกัน อีกไม่นานหรอก กำนัน อีกไม่นาน...เราจะสั่งสอนพวกญี่ปุ่นให้มันรู้ ว่ามันกำลังเล่นอยู่กับอะไร”

สารวัตรมองแม่วัน และกำนันนุ่ม ส่วนแม่อรอึ้ง

คู่กรรม ตอนที่ 8 (ต่อ)

ที่ห้องพยาบาลของอู่ต่อเรือ ทหารหมอยศนายสิบ พิจารณาเข็มที่ค้างในท่อนแขนตาผล แล้วเดินมากระซิบบอกโกโบริกับอังศุมาลิน

“ต้องผ่าตัด เพราะเข็มเข้าไปอยู่ลึก ใช้คีมดึงไม่ได้ เวลานี้ ยาชา ยาสลบ ต้องสงวนไว้สำหรับผ่าตัดใหญ่ที่สำคัญเท่านั้น”
“ไฮ้” โกโบริรับรู้
ตาผลนั่งอยู่บนเตียง หน้าซีด ตาบัวยืนอยู่อีกด้าน มี ทหาร 2 คนคุม
โกโบริหันมาอธิบายให้อังศุมาลินอีกที “ผ่าตัดเล็กน้อยแบบนี้ เราไม่ใช้-ยา-สลบ”
อังศุมาลินหน้าซีด “แกทนไม่ไหวหรอก แกไม่ใช่ทหารอย่างพวกคุณ แค่เจาะเลือดนิดเดียว ยังมีปัญหา แล้วนี่...จะผ่าสดๆ หรือ”
“ถ้าไม่ผ่า จะ-อักเสบ” โกโบริบอก
อังศุมาลินมองตา โกโบริมองตอบ จริงจัง หนักแน่น อังศุมาลินแล้วตัดสินใจ หันไปหาตาบัว
“ลุงบัว..ออกไปข้างนอกกันเถอะ หมอเขาจะตรวจลุงผล”
“ดูไม่ได้เหรอ” ตาบัวถาม
“ไม่ได้จ้ะ ไป”
อังศุมาลินจริงจัง ทำให้ตาบัวคอตก เดินตามไป
ตาผลชะเง้อตาม “ไอ้บัว..เอ็งจะไปไหนน่ะ เฮ้ย..อย่าทิ้งข้านา”
“ข้าจะไปคอยข้างนอก”
อังศุมาลินมองกำชับให้รีบตามมา
พอตาบัวตามอังศุมาลินออกไป ทหารคนหนึ่งก็ตามออกไป
โกโบริ มองหน้ากับหมอ ต่างพยักให้กัน
ทั้งหมอ โกโบริ และทหารอีกคน เข้ามา จับตาผลมัดติดเตียง เพื่อป้องกันการดิ้น
“เฮ้ย จะทำอะไรข้าน่ะ จะทำอะไร นายช่าง..อย่า..อย่า.....”
ตาผลแหกปากลั่น โกโบริต้องเอาผ้ามัดปากซะด้วย ตาผลตาเหลือก

ตัวละครอังศุมาลิน นายพลโทโมยูกิ มาซาโอะ ตาบัว ทหาร2คน เสียงโกโบริ เสียงทหาร เสียงตาผล

อังศุมาลินเดินนำออกมา มายืนตรงระเบียง ที่มีลมพัดเอื่อยๆ พอเย็นๆ
“ไม่น่าให้พวกมันรักษาเลย อาการเหมือนผีเข้าแบบนี้ ให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์เดี๋ยวก็หาย”
อังศุมาลินดุ “คนกำลังจับไข้ รดน้ำมนต์เข้าไปเดี๋ยวก็ได้ตายพอดี”
“คิดๆ ไป..มันอาจเป็นไข้เพราะถูกของ ถูกคุณอะไรก็ได้”
ตาบัวหันตัวจะกลับเข้าไป เห็นที่หน้าห้อง มีทหารคนหนึ่ง ยืนขวางอยู่ ตาบัวอึ้ง เลยต้องหันกลับมา
ทันใดมีเสียงโครมคราม ตึงตัง ของการดิ้นดังออกมา
“ช่วยด้วยๆๆ”
เสียงนั้นเหมือนโดนรวบ ตามมาด้วยเสียงต่อสู้ ออกแรง ตึงตังๆ
เสียงโกโบริ “จับไว้ ช่วยกันหน่อย ลงมือเลยๆ”
ตามมาด้วยเสียงตาผล “อย่า อย่า อย่าตัดแขนข้า..อย่าตัด..อ๊าก”
“ฉิบหายแล้ว แม่อัง! ป่านนี้พวกมันตัดแขนตัดขาไอ้ผล เหลือแต่ตัวกลิ้งโค่โล่แล้ว..เราเผ่นกันเถอะ”
ตาบัวก้าวขา จะวิ่งหนีลงบันได ทหารคนที่กันอยู่ตรงหน้าห้องพยาบาล รีบก้าวมาขวาง
ตาบัวหันมาหาอังศุมาลิน
“จะไปไหนล่ะลุง อยู่ดูลุงผลก่อน”
“แม่อังจะอยู่ก็อยู่นะ แต่ชั้นไม่เอาล่ะ” วิ่งไปทางบันได แล้วชะงัก ยืนอึ้ง
เมื่อเห็นผู้ที่ขึ้นบันไดมา คือพลโทโทโมยูกิ และพันโทมาซาโอะ ที่มาดและหน้าตาน่าเกรงขามมากๆ
ตาบัวถอยกลับ แล้วเข่าอ่อนทรุดลงไป
โทโมยูกิ และมาซาโอะ ก้าวขึ้นมายืน
ตาบัวพนมมือแต้ “กลัวแล้วจ้า กลัวแล้ว อย่าทำฉันเลย ทำแต่ไอ้ผลคนเดียวเถอะ มันเป็นคนวางแผนทั้งหมด ลูกช้างไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย เจ้าประคุณ..อย่าตัดแขนตัดขาฉันเลย”
โทโมยูกิ มาซาดะ มองตาปริบ แล้วหันมาสบตากัน ไม่รู้เรื่อง
โทโมยูกิหันมาทางทหารที่ขวางประตู ถามเป็นคำญี่ปุ่น “คนนี้เป็นใคร เขาพูดอะไร”
ทหารเฝ้าประตูอึกอัก เพราะก็ไม่เข้าใจที่ตาบัวพูดเหมือนกัน หันมามองหน้าอังศุมาลิน ขอความช่วยเหลือ
“ว่ายังไง เข้าต้องการอะไร” แม่ทัพใหญ่ถามคาดคั้นเอากับทหาร
อังศุมาลินตัดสินใจ หันไปอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่น
“เขานึกว่าเพื่อนกำลังโดนตัดแขนอยู่ข้างในค่ะ”
โทโมยูกิย้อนถามอีก “ทำไม”
“นายช่างโกโบริ ไปรักษามาลาเรียให้ชายที่อยู่ในห้อง แล้วอยากเจาะเลือดมาให้แพทย์ตรวจ ขณะที่เจาะเลือดอยู่ เขาดิ้นจนเข็มหักคาอยู่ในแขน โกโบริจึงพาตัวมา เพื่อมาผ่าเอาเข็มออก แต่พวกเขาไม่เข้าใจ”
นายพลโทโมยูกิทึ่ง หันสบตากับพันโทมาซาโอะ
คราวรี้มาซาโอะถาม “ชายคนนี้ กะคนข้างใน เป็นอะไรกับคุณหรือ”
“แกรับจ้างทำงานทั่วไปอยู่ในสวน ช่วงนี้ไข้มาลาเรียระบาด มีคนเป็นกันมาก ยาแพง คนไทยหายารักษาไม่ได้เลย ก็เลย..จำเป็น ที่เราต้องมาขอความช่วยเหลือที่นี่” อังศุมาลินมองอย่างสง่า เชิดๆ
มาซาโอะ มองหน้ากับโทโมยูกิ มีนัยที่ทึ่ง เพราะอังศุมาลินไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาอย่างที่คิด
ตาบัวเป็นฝ่ายที่นั่ง มองคนนั้นที คนนี้ที งงงันอยู่นั่น

ตกตอนเย็นโกโบริก้าวเข้ามาทำความเคารพผู้บังคับบัญชา ท่าทางเป็นทางการ
มาซาโอะจงใจพูดไทยเพื่อแดกดัน “เดี๋ยวนี้-เป็นหมอ-รักษาชาวบ้าน-แล้วหรือ”
โกโบริมองมาซาโอะ แต่กลับตอบกับลุง “ขอโทษครับ แต่ผมคิดว่า จำเป็นมาก ที่เราควรช่วยเหลือคนที่นี่”
“เธอทำถูกแล้ว โกโบริ”
มาซาโอะแปลกใจ “อะไรนะครับ”
“เธอเคยถูกทำร้าย แต่ก็มีความกล้าหาญ เสียสละ ไม่เกรงกลัวอะไร นับว่าเป็นตัวอย่างทหารที่ดี” แม่ทัพใหญ่ และลุงของโกบิบอก
“ขอบคุณครับ”
มาซาโอะท้วง “แต่ท่านนายพลครับ ถ้าเราไว้วางใจคนไทยมากเกินไป เราก็อาจจะพลาดนะครับ เชื่อผมสิครับ อยู่ห่างๆ-คนไทย-เอาไว้- ดีที่สุดครับ” ตอนท้ายจงใจพูดเน้นเหน็บ และประชดโกโบริ

นายพลโทโมยูกิอึ้งไปท่าทางคิดหนัก ส่วนโกโบรินั้นไม่พอใจมาซาโอะมาก

ส่วนที่ห้องพยาบาล ตาบัว จับดูแขนตาผล พอเห็นว่าแค่มีแผลกรีดเล็กๆ เท่านั้นก็ด่า

“โห..แผลแค่นี้..ร้องยังกะเขาจะเอาไปตัดหัว”
“เอ็งลองมาลองดูมั่งไหมล่ะ” ตาผลว่า
หมอนายสิบพูดกับอังศุมาลินพึมพำอธิบาย ท่าทางซีเรียสกัน อังศุมาลินก้มหัว เห็นด้วย เข้าใจ
ครู่ต่อมาอังศุมาลินเดินเข้ามาหา 2 คน “ลุงผล...ลุงต้องพักอยู่ที่นี่นะ”
สองเกลอร้องลั่น “หา! อะไรนะ”
“เข็มที่หักน่ะ ผ่าออกแล้ว แต่ไข้มาเลเรีย ยังไม่หาย เขาจะรักษาให้จนหาย เพราะฉะนั้น ต้องนอนที่นี่” อังศุมาลินบอก
ตาผลรีบลื่นไถลตัวปรื๊ดลงจากเตียง “อย่าดีกว่า ช่างมันเฮอะ แม่อัง ถ้าไม่หาย ก็ปล่อยไปตามเวรตามกรรม”
เสียงโกโบริดุๆดังขึ้น “โรคนี้เป็นโรคติดต่อ!”
ทุกคนชะงัก หันไปเห็นโกโบริยืนหน้าดุที่ประตู
“ถ้ายุง-กัดคน-ที่มีเชื้อโรคนี้-ใน-เลือด แล้ว-ไปกัด-คนอื่นต่อ จะติดต่อกันไป-เรื่อยๆ จึงจำเป็น ที่จะต้องรักษาให้หายขาด! เป็นคำสั่งของหมอ!”
ตาผลจ๋อยไป เริ่มหันหาเพื่อน “ไอ้บัว...เอ็งอยู่เป็นเพื่อนข้าหน่อย จะได้เห็นหน้ากันพออุ่นๆ ใจ”
“ข้าสบายดี จะอยู่ทำไม เอ็งไม่สบาย ก็อยู่ให้เขารักษา..มันก็ถูกแล้ว”
“ไอ้บัว..ไอ้เพื่อนกิน เอ็งไม่เคยยอมตกทุกข์ได้ยากกะข้าเลย” ตาผลโอดแกมด่า
“น้อยไปสิ เวลาตกยาก ข้าก็ตกกะเอ็งทุกที..แต่ที่จะมาให้อยู่ในปากเสือปากหมีกะเอ็ง..ข้าไม่เอาด้วย เอ็งลองตรองดูดีๆ ซิ...เราเป็นอริกะพวกมันซะตั้งเท่าไหร่แล้ว เดี๋ยวพวกไอ้ยุ่นมันเกิดฮึดขึ้นมา เราก็เสร็จมันทั้งคู่เท่านั้นเอง”
โกโบริมอง หน่ายใจ อังศุมาลินเกรงใจโกโบริ
“ลุงผล..อยู่เถอะ ไม่มีอะไรหรอก แล้วพรุ่งนี้ ฉันจะแวะมาดู”
ทั้งสองเงียบไป
ตาผลค้อนตาบัวขวับๆ แล้วเข้ามาอ้อนอังศุมาลิน “จริงๆ นา แม่อังต้องมาจริงๆ ไอ้พวกนี้มันจะได้เกรงใจ”
อังศุมาลินเหลือบดูโกโบริที่ไปฟังหมอนายสิบอธิบาย ปรามๆ “โธ่..ลุง พูดยังกะฉันมีอำนาจอะไรงั้นแหละ”
ตาผลสบตาอังศุมาลิน จริงจัง “ผู้หญิง...” พลางเหลือบตาไปเหล่โกโบริ “ผู้หญิงนี่ล่ะ...มีอำนาจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด”
โกโบริมองมา อยากรู้ ว่าพูดอะไรกัน
อังศุมาลินทำหน้าไม่ถูก

ไม่นานต่อมา ตรงบริเววณแถวๆ สะพานต้นมะพร้าว ทอดข้ามลำประโดง เหมือนซอยย่อยของคลองใหญ่ ระหว่างที่ดินอังศุมาลินและอู่ ต่อเนื่อง
พอตาบัว พอวิ่งออกมาจากค่ายได้ ก็รีบไต่สะพาน วิ่งปรู๊ดๆ หายไป
อังศุมาลินกับโกโบริที่ตามมาส่งที่หน้าประตูอู่ ซึ่งมียามเฝ้าหน้าสะพาน มองตามตัวบัวไป แล้วหันมาหัวเราะพร้อมกันอย่างไม่ตั้งใจ
“ตาบัวนี่ กลัวจะโดนตัดแขนขัดตาเอาซะจริงจังนะนี่”
โกโบริหัวเราะเบาๆ “หมอเขาผ่าลงไป-ตื้นๆ-เท่านั้น ไม่ต้องเย็บด้วยซ้ำ”
อังศุมาลินถอนใจ นึกได้ ว่าโกโบริก็เคยโดน หันมามองหน้าด้วยสายตาเห็นใจ “คุณคงจะ..คุ้นเคย..กับ ภาพที่น่ากลัว..บ่อยๆ สิคะ”
โกโบริอึ้งไป นิ่งคิดๆ “ภาพที่-น่ากลัว-หรือ?..สงคราม..ทำให้ผมได้เห็นอะไร..ที่น่ากลัวมาก-ที่ไม่เคยคิด ว่าจะเห็นหลายครั้ง เคยได้รบ-ประชิดตัว-ตอนที่-ยกพลขึ้นบก-ที่เกาะทางใต้ -ของแปซิฟิค ผมเคย” ผู้กองหนุ่มหันมามองอังศุมาลิน แววตาสยอง “ฆ่าคน ที่มองตากัน-ใกล้ๆ แค่นี้” ทำมือให้ดู ว่าหน้าอีกคนห่างหน้าตนนิดเดียว
อังศุมาลินมอง รู้สึกสยองตามไป
“ครั้งนึง..ใน โรงพยาบาล..ที่มะริด ผมเห็น-หมอ ต้องตัดขา-ทหาร โดย-ไม่มี-ยาสลบ”
อังศุมาลินอึ้ง “คะ”
โกโบริบอกอีก “เรา-ต้องทำอย่างนั้น ทหารญี่ปุ่นคนนั้น-ถูกยิง หัวเข่าแตก-ละเอียด-ถ้าไม่ตัด ตาย! ถ้าตัด..มีหวัง..ยี่สิบ เปอร์เซ็นต์” ทำมือให้ดูอีก ว่าน้อยนิดมาก “เราไม่มีอะไรเลย เลือด พลาสม่า หมอให้คนที่แข็งแรง..ช่วยกัน..จับตัว”
“โหดร้ายมาก”
“หมอถามทหารคนนั้นว่า..จะ-เต็มใจ ให้เราตัดขาไหม สดๆ แบบนั้น”
“แล้ว..เค้า..ตกลงหรือคะ” อังศุมาลินถามทำหน้าสยดสยอง
โกโบริพยักหน้า “เรามีเหล้า 1 ขวด แล้วหาแอลกอฮอล์มาได้ 1 ขวด”

อังศุมาลินตั้งใจฟัง

โกโบริเล่าต่อ อย่างกับเห็นภาพตรงหน้า แววตาตื่นเต้น

“พวกเรา มัดเขาไว้กับเก้าอี้ เอาเหล้าให้เขากินครึ่งนึง ส่วนแอลกอฮอล์ เราใช้ราดขา หมอเอามีด กรีดเนื้อ-หนัง ตรงเหนือหัวเข่า แล้ว" โกโบริ(ทำมือให้ดู "เปิดขึ้นมา”
อังศุมาลินหน้าเสีย “แล้วเขาเป็นยังไงคะ”
“สลบ.. พวกเราดีใจ..ที่เขาสลบไป” โกโบริทำหน้าโล่งอกจริงๆ “แล้ว หมอ ก็เอา” ทำมือเป็นท่าเลื่อย
อังศุมาลินตาโต ตะลึง “เลื่อย”
“เลื่อย..เลื่อยกระดูกขาออก” สีหน้าโกโบริเรียบ คล้ายปลงตก
ส่วนอังศุมาลินซีดสุดๆ
“จากนั้น เขาฟื้น ตอนที่หมอกำลังเย็บ เนื้อ หนัง ปิดแผล” น้ำเสียงโกโบริเรียบๆ
“แล้วทำยังไงล่ะคะ”
โกโบริเห็นภาพในใจที่จำไม่ลืม “เรา..เอาเหล้าที่เหลือ..กรอก..ปากเขา จนหมด จนเขาสลบไปอีก เพราะเสียเลือดมาก จากนั้น พวกเราก็ช่วยกันเฝ้าดู เขาเหมือน-จะตาย-หรือไม่ตาย-อยู่สองวัน แล้วก็ฟื้น”
อังศุมาลินลุ้นสุดๆ รีบถาม “รอด..หรือคะ”
“ตอนนี้ เขามีความสุขอยู่ที่บ้านแล้ว” โกโบริพูด พลางยิ้มเหมือนอิจฉา “นี่แหละ ผลของสงคราม”
โกโบรินิ่งนึกเรื่องที่โหดกว่าเดิม เพื่ออยากให้อังศุมาลินเข้าใจ ว่าพวกตนไม่ใช่แค่ผู้รุกราน ที่มีแต่ความสะดวกสบาย “อีกครั้ง..ผมเห็น..ทหารชวา-ฟัน-ข้อมือ-ทหารญี่ปุ่น เพื่อ-เอานาฬิกาข้อมือ-ไป”
“พอเถอะค่ะ” อังศุมาลินหน้าเสีย เดินข้ามสะพานไป
โกโบริมองตาม ถอนหายใจอยากจะระบายความอัดอั้นในใจ รีบตามไป

อังศุมาลินเดินมา หน้าเสียสุดๆ โกโบริตามมา ส่งเสียงมาข้างหลัง
“เห็นไหม ว่าสงคราม..ทำให้เกิดเรื่องต่างๆ ที่เรา..ควบคุมไม่ได้”
อังศุมาลินชะงัก หยุดเดิน
โกโบริรีบเข้ามาอธิบายต่อ “ทุกสิ่งทุกอย่าง มันหนัก ใหญ่ เกินกำลัง-ของตัวเรา” ผู้กองลูกอาทิตย์อุทัยเดินเข้ามาเผชิญหน้าตรงๆ “ถ้าเราจะเกลียดสงครามกัน...ตัวผม-มีเหตุผล-ที่จะเกลียดสงคราม มากมาก มากเท่าๆ กับใครๆ หรืออาจจะมากกว่าทุกๆ คนด้วย แต่ถึงเกลียดแค่ไหน ก็ทำอะไรไม่ได้ เปลี่ยนไม่ได้ บางที..เรา..ก็ต้องยอมรับ-ที่เป็น”
อังศุมาลินนิ่งฟัง คิดตาม
“สงครามทำให้คนเปลี่ยนไป ทั้งแบบที่เลวร้ายขึ้น และแบบอื่น บางคน เห็นสิ่งเลวร้าย ก็กลัวเกลียด ไม่อยากพบเห็นอีก แต่บางคน จมลงไป แล้วเอาสงคราม มา-หาประโยชน์ เพื่อเลี้ยงชีวิตตัวเองให้สุขสบาย”
อังศุมาลินเงียบ
โกโบริเสียงเหนื่อย เหมือนคนหมดแรง “ถ้าเราชนะสงคราม แม้ว่าหลายๆ อย่างต้องถูกทำลาย พัง-พินาศ แต่เราก็ยังมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี แต่..ถ้าเราแพ้ เราก็จะไม่มีอะไรเหลือ”
คราวนี้โกโบริเงียบนิ่งไปนาน
“แต่ว่า…” อังศุมาลินจะท้วง
โกโบริทำมือห้ามว่าอย่าเพิ่งเถียง “เพราะผมเป็นทหาร ผมต้องทำทุกอย่าง ให้เกียรติ ให้ศักดิ์ศรียัง-คงอยู่ ต่อไป ตอนนี้-คุณเห็นว่าผม-เป็นผู้..ผู้บุก-รุกราน คุณก็เกลียดหน้าผม แล้วถ้า อีกหน่อย ผมเป็น ฝ่าย..สู้ไม่ได้ แพ้...ต้อง-ถอยหนี คุณก็คงดีใจ สมน้ำหน้า...” โกโบริยิ้มเศร้า ทอดเสียงอ่อนโยน “นี่แหละ สิ่งที่ผม จะได้รับ..ทั้งหมด”
อังศุมาลินพูดไม่ออก รู้สึกใจหาย
โกโบริหัวเราะเบาๆ “ตาบัว ตาผล ก็ไม่เข้าใจ...เขาทำผิด ผมต้องลงโทษ ตามกฎกองทัพ ไม่งั้น ผมก็คุมทหารทั้งหมดไม่ได้ แต่พอจบเรื่องแล้ว เขาก็เป็น..มนุษย์ ผม..ก็เป็นมนุษย์เท่ากัน แต่..เขาไม่ยอมลืม..ว่าผมเป็น-ศัตรู เพราะฉะนั้น หลังจากนี้ ถ้าเขามีโอกาสอีก ใครจะรู้ ว่าผม-จะได้มาเดินอยู่อย่างนี้อีกหรือเปล่า”
อังศุมาลินมองอีกฝ่าย เศร้าใจ รู้ว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วย

โกโบริหันมาเห็นสีหน้าอังศุมาลิน กลับเข้าใจผิด ว่าอังศุมาลินไม่พอใจ “ขอโทษ ผมพูดมากอีกแล้ว คง..เป็นเพราะ ผม ไม่มีใคร ที่จะ...พูดเรื่อง-บางเรื่อง-ได้ ผม..ส่งคุณแค่นี้ดีกว่า เดี๋ยวคุณจะรำคาญ..มากๆ” พลางหันหลัง เดินกลับไป
อังศุมาลินอึ้ง เผลอตัว หลุดปากออกไปจากใจจริง “วันหลังถ้าคุณ..ว่าง..ก็เชิญเถอะค่ะ”
โกโบริชะงัก ไม่เชื่อหู แล้วหันตัวกลับไปมองหน้า
อังศุมาลินอึ้ง ตกใจเหมือนกัน ที่ทำไมตัวเองพูดออกไปแบบนั้น กัดริมฝีปากแน่น
โกโบริยิ้มเจียมตัว ก้มหน้าให้นิดหนึ่ง
“ที่...หน้าผาก โดนกระแทกแรงๆ วันนี้...อย่าลืมทายาด้วย”
“คุณก็เหมือนกัน ที่โดนตี..ข้างหลัง โดนแผลเดิมด้วยหรือเปล่า..” หลุดอีก พอรู้ตัว ก็รีบหยุดอีก
โกโบริก้มหัวให้ แล้วหันกลับ เดินจากไปเงียบๆ
อังศุมาลินยืนนิ่ง โกรธตัวเองที่หลุดปากเรื่อย สับสน ไม่น่าเลย

ตกตอนกลางคืน บริเวณริมคลองของอู่ต่อเรือ ในแสงดาวเต็มฟ้า คืนนี้ไม่มีพระจันทร์
โกโบรินอนตาโพลงในมุ้ง ลมพัดมุ้งปลิวๆ แต่แล้ว โกโบรินอนไม่หลับ ลุกออกมา โกโบริไปหยิบซามิเซ็งมา แล้วมานั่งเล่น แบบระวังให้เสียงเบาๆ ไม่รบกวนใคร
เพลงที่เล่น คือเพลงนางครวญ ตามโน้ตที่แกะได้ เล่นช้าๆ เศร้าๆ
สีหน้าโกโบริ รู้สึกปวดจุดที่โดนตี ชะงัก หยุดเล่น แล้วเดินไปที่หน้ากระจกเก่าๆมัวๆ ลดเสื้อข้างหลังลง นอกจากแผลที่เย็บไว้ซึ่งหายดีแล้ว มีรอยบวมแดง ช้ำ
โกโบริเอาน้ำมันแก้ช้ำ ทาไป คิดถึงอังศุมาลินไป สีหน้าอ่อนโยนลง

ส่วนที่บ้านอังศุมาลินยามค่ำคืน มีเพียงแสงไฟสลัวๆ ลอดออกมาจากหน้าต่าง มองขึ้นไปบนท้องฟ้าเป็นคืนเดือนมืด ท้องฟ้าเปิด ไม่มีเมฆ เห็นดาวสุกสกาว
เงายอดต้นกล้วยในสวนใกล้บ้าน เอนลู่ไปตามสายลมอ่อนๆ เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม

อังศุมาลินนั่งอยู่หน้ากระจกภายในห้อง ใต้แสงสลัว เอายาขี้ผึ้งทาแผลที่หน้าผากที่โดนกระแทก ใจเหม่อลอย คิดถึงโกโบริ สีหน้าอ่อนโยนลง

ติดตาม "คู่กรรม" ตอนที่ 9
กำลังโหลดความคิดเห็น...