xs
xsm
sm
md
lg

เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง ตอนที่ 9

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง ตอนที่ 9

รถภูมินทร์เคลื่อนเข้ามาจอดที่โกดังเสี่ยไพบูลย์ คะนึงนิจนอนขดตัวอยู่ท้ายรถได้ยินเสียงปิดประตูรถ คะนึงนิจค่อยๆ แง้มกระโปรงท้ายรถขึ้น มองออกไป เห็นยามพาภูมินทร์และคมเดินเข้าโกดังไป คะนึงนิจรีบเปิดกระโปรงรถ ปิดคืน แล้วจะตามออกไป แต่เห็นยามอีกคนกำลังเดินเข้ามา คะนึงนิจรีบหลบข้างรถยามเดินผ่านไป คะนึงนิจโล่งอกที่หลบทัน
กล้าถูกคมเอาน้ำสาด กล้าฟื้นขึ้นเห็นภูมินทร์กับคมยืนอยู่เบื้องหน้า ภูมินทร์ยิ้มเยาะสภาพกล้า

“มันช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริงๆ นะ ไอ้เสือกล้า”
“ไอ้ภูมินทร์ ไอ้ขี้ขลาด ไอ้หมาลอบกัด”
ภูมินทร์ยิ้ม อารมณ์ดี
“อดทนไว้ก่อนนะ อย่าเพิ่งตาย เพราะฉันกำลังจะมีงานมงคลให้แกร่วมยินดี”
กล้าได้ยินก็สังหรณ์ใจ
“หมายความว่ายังไง”
ภูมินทร์ขยับเข้าใกล้กล้า จ้องนิ่ง
“ก็งานมงคลสมรส ระหว่างฉันกับราชาวดีน่ะสิวะ” กล้าอึ้ง ภูมินทร์เห็นก็สะใจ “ฮ่าๆๆ”
“แกโกหก ไม่จริง ฉันไม่เชื่อ เป็นไปไม่ได้ วดีไม่ได้รักแก แกบังคับวดี”
“ฉันไม่ได้บังคับ ไม่ได้ใช้เวทมนต์คาถาอะไรทั้งสิ้น วดีรักฉัน”
“วดีไม่มีวันรักคนเลวอย่างแก แกต้องเล่นแผนสกปรก” ภูมินทร์เตะกล้า
“คนที่วดีเลือกคือฉัน วดีต้องเป็นเมียของฉัน แกจำเอาไว้ ไปไอ้คม ฉันอยากเห็นหน้าราชาวดีเต็มทีแล้ว”
ภูมินทร์เดินออกไป คมเข้าไปหากล้า
“น่าเวทนาจริงๆ กล้า ไพรีพ่าย เสียแรงเป็นถึงลูกนายตำรวจจอมขมังเวทย์ ถามจริงพ่อแกไม่เคยสอนคาถาเอาตัวรอดให้ซักบทเหรอวะ ฮะๆๆๆ”
คมออกไป คะนึงนิจแอบอยู่หลังลังไม้ อึ้งกับสิ่งที่เห็นและได้ยินทุกอย่าง

ที่ตำหนักอาจารย์ยอด อาจารย์ยอดรู้เรื่องเสือดำถึงกับเครียด
“ไอ้ดำยังไม่ตาย”
“ใช่ครับ สายของเราในกรมบอกว่าไอ้หาญเข้ามาขวางซะก่อน เราจะทำยังไงดีอาจารย์ ขืนปล่อยมันไว้
ซักวันความต้องแตกแน่ๆ”
เสี่ยไพบูลย์บอก อาจารย์ยอดยิ่งเครียด
“เอ็งไม่ต้องห่วง ข้าจะให้ไอ้ทับไปจัดการซ้ำอีกครั้ง ดูซิว่าไอ้หาญมันจะช่วยไอ้เสือดำได้ทุกครั้งรึเปล่า” อาจารย์ยอดหลับตา นั่งบริกรรมคาถา “ จิ เจรฺนิ จิตตัง เจตะสิกัง รูปัง นิพพานนัง นะมะพะทะ ปัฐวีระธาตุ ทีฆังวา ภะ กะสะจะ ชีวัง อฺตเตหิ อาคัจฉามิ”
เสือไพบูลย์เหลือบมองรอบๆ กลัวๆ แต่เสือทับกลับไม่ปรากฏตัว
“มะ มันมารึยังอาจารย์”
อาจารย์ยอดโมโหที่เสือทับไม่มาตามคำสั่ง
“ไอ้ทับ ไอ้ผีเลี้ยงไม่เชื่อง”
อาจารย์ยอดโมโหมาก

วิญญาณเสือทับ ปรากฎตัวขึ้นตรงหน้ากล้า
“แก”
“ข้าอยากรู้นักว่าถ้าเอ็งตายด้วยน้ำมือข้า ไอ้หาญมันจะรู้สึกยังไง ฮ่าๆๆ”
เสือทับเข้าบีบคอกล้า
คะนึงนิจเห็น ตกใจ งง เพราะไม่เห็นวิญญาณเสือทับเห็นแต่กล้าทุรนทุราย
“พี่กล้า”
คะนึงนิจจะออกไปช่วยกล้า แต่ชะงัก เพราะเห็นยามสองคน วิ่งเข้าไปที่กล้ากับเสือทับ ยามสองคนงงเพราะไม่เห็นเสือทับ เข้ามาดูใกล้ๆ
“เป็นอะไรวะ”
เสือทับโผล่มุมหนึ่ง หันขวับ เห็นปืนในมือยามจึงเข้าสิงยามทันที ยามแววตาเหี้ยมจะยิงกล้า ยามอีกคนรีบจับมือไว้
“ทำอะไรวะ จะบ้าเหรอ”
ยามที่เสือทับเข้าสิง ยิงยามอีกคนตายตายทันที แล้วจะฆ่ากล้า คะนึงนิจซึ่งซ่อนอยู่อึ้งกับสิ่งที่เห็นรีบวิ่งไปที่ยาม ปัดแขนยามที่กำลังยิงกล้า
“หยุด แกอย่าทำอะไรพี่กล้านะ” ยามหันไปมอง “ฉันเป็นน้องพี่ภู ฉันสั่งให้แกปล่อยพี่กล้า”
“นิจ ไอ้นั่นมันถูกผีสิง”
กล้าบอก ยามจะยิงคะนึงนิจ กล้าเตะปืนกระเด็น ยามพุ่งเข้าทำร้ายกล้าแล้วจับกล้าเหวี่ยงไปปะทะผนัง กระอักเลือด คะนึงนิจเข้าช่วย ยามหันไปเล่นงานคะนึงนิจแต่เกิดแสงจากสร้อยพระปะทะยามจนกระเด็นออก
“นิจ มันถูกผีสิง”
“ผีเหรอ”
“นิจห้อยพระมารึเปล่า เอาออกมาจี้หน้าผากมัน”
นิจกระชากพระมาจี้หน้าผากยาม เสือทับกระเด็นออกจากตัวยาม
“ฝากไว้ก่อน ไอ้กล้า”

เสือทับหายวับไป ยามงงๆ จะลุกขึ้นเล่นงานกล้า กล้าเตะเสยปลายคางลงไป

“นิจ มาที่นี่ได้ยังไง”
“นิจรู้เรื่องจากศรีแพร”
“ศรีแพร”
คะนึงนิจพยายามแก้เชือกที่มัดกล้า
“ไว้นิดจะเล่าให้ฟัง พี่กล้าเป็นยังไงบ้าง”
“เราต้องรีบไปจากที่นี่”
ยามผงกหัวขึ้นอย่างมึนๆ

กล้าจูงคะนึงนิจออกมาขึ้นมอเตอร์ไซด์ สมุนด้านนอกวิ่งมา กล้าสตาร์ทรถออกไป สมุนจะยิง ยามวิ่งออกมา
“เฮ้ย อย่า เดี๋ยวถูกคุณนิจ” กล้าขับหนีไป “ตาม”
ยามกับสมุนกระโดดขึ้นรถกระบะขับตามไป

หาญนั่งพนมมือ เสือดำนอนอยู่ โดยมีธูป 16 ดอกปักอยู่ในกระถาง ควันธูปลอยเอื่อยๆ ขึ้น แผ่กระจายออก
“หากเสือดำยังมีกุศลพอที่จะได้สำนึกบาป ขอบารมีของพ่อปู่บุญทาดลบันดาลให้ข้าได้มองเห็นอดีตที่ทำให้เสือดำสั่งสมแรงอาฆาตเอาไว้ด้วยเถิด”
หาญเพ่งไปที่ควันธูป ทันใดที่ควันธูปก็ปรากฎภาพเป็นควันที่พุ่งขึ้นจากบ้านหลังมุงจากที่ถูกไฟไหม้เหลือแต่ซาก ภาพเลือนเข้าเหตุการณ์ในอดีต
ชาวบ้านเดินนำ ดำที่เป็นพระรีบเดินตามเข้ามาพอเห็นสภาพบ้านก็ชะงัก
“บ้านอาตมาไฟไหม้ได้ยังไง”
“มีคนเห็นว่าพวกกำนันรุ่งมันมาเผา มันคงแค้นที่พ่อเดิมไม่ยอมยกอีแดงให้มัน พวกข้าจะเข้าไปดับไฟก็ไม่กล้า หลวงพี่ก็รู้ว่ากำนันมันใจดำอำมหิตนัก”
“พ่อ แม่ น้องอาตมาตายในกองไฟหมดรึ”
“จ้ะ”
ดำกำมือแน่น
“ไอ้กำนันรุ่ง”

ประตูห้องกำลังรุ่งถูกถีบเข้ามา ดำซึ่งสึกแล้วใส่เสื้อ นุ่งเตี่ยวเข้ามาพร้อมดาบ สีหน้าโกรธแค้น กำนันรุ่งสะดุ้งเด้งจากที่นอน
“ไอ้ดำ”
“ใช่ ข้าเอง ข้าจะมาเอาหัวเอ็งไปเซ่น วิญญาณพ่อแม่ข้า”
“ไอ้เดิม กับอีใจมันทำไฟไหม้บ้านเอง มันถึงต้องตายยกครัว ไม่เกี่ยวกับข้า เอ็งอย่าทำอะไรข้าเลย บาปจะติดตัวเอ็งนะไอ้ดำ”
ดำลังเลนิดนึง แต่ปรากฎกำนันรุ่งหยิบดาบข้างที่นอนเงื้อฟัน ดำหลบแล้วฟันกำนันล้มลง แทงซ้ำ เลือดกระเซ็นเข้าหน้า
“ไอ้คนใจคด”
เหตุการณ์กลับสู่ปัจจุบัน ภาพเคลื่อนออกจากกลุ่มควันธูป หาญถอนใจ เสือดำได้สติ พยุงตัวขึ้นมองรอบๆ รู้ว่าอยู่ในโบสถ์ร้างก็แปลกใจ
“นี่เอ็งพาข้ามาที่ใด”
เสือดำมองเห็นพระพุทธรูป ชะงัก เมิน
“ข้าเห็นอดีตของเอ็งแล้ว เอ็งกับข้าก็ไม่แตกต่างกัน ในชาตินี้ข้าก็ถูกข่มเหงจนต้องไปเป็นโจรเพราะความจำเป็น”
“ไอ้หลวงณรงค์ เอ็งอย่าหมายเอาเรื่องของเอ็งมาเปรียบกับข้า เอ็งก็เหมือนกับไอ้กำนันรุ่งเป็นคนของทางการ แต่กลับกดขี่ชาวบ้าน คดโกงฉ้อฉล เยี่ยงโจร”
“นั่นคงเป็นอดีตชาติที่ข้าไม่อาจล่วงรู้ เพราะไม่ได้เจริญวิปัสสนาจนผ่านญาณขั้นสูง แต่ข้าพูดถึงอดีตในชาตินี้ ข้าคือเสือหาญ เป็นโจรที่ทางการหมายหัว แต่ข้าสำนึกได้ยอมรับโทษในคุก เมื่อพ้นโทษก็ออกบวช จนกระทั่งหมดบุญบารมี ต้องสึกออกมาช่วยกล้า หลานข้า”
“ข้าไม่เชื่อเอ็ง เอ็งมันกลับกลอก ข้าได้ยินพวกโปลิศมันเรียกเอ็งว่าไอ้สิงห์ ไม่ใช่เสือหาญ”
“ข้าต้องโกหกว่าเป็นญาติกับเสือหาญ เพราะไม่มีใครเชื่อเรื่องพิธีย้อนอายุ แต่เอาเถอะข้าเป็นใครไม่สำคัญ แต่ข้าอยากให้เอ็งกลับตัวเสีย เลิกทำบาปซะ”
“ถ้าข้าเป็นคนบาป พวกเอ็งก็ต้องตกนรกขุมลึกกว่าข้า”
เสือดำเถียงไม่ออก เหลือบมององค์พระประธานในโบสถ์ร้าง หาญรู้สึกได้ว่าเสือดำสำนึก
“เอ็งโกหกข้าได้ว่าไม่รู้สึกผิด แต่ต่อหน้าองค์พระปฏิมาเอ็งโกหกตัวเองไม่ได้หรอก เอ็งเคยอยู่ใต้ร่มกาสาวพักตร์ ย่อมรู้ดี กรรมที่ล่วงไปแล้วมิอาจล้างได้ แต่เหตุใดเอ็งยังคิดสร้างกรรมใหม่ไม่จบไม่สิ้น”
เสือดำน้ำตาคลอ

ด้านหน้าโบสถ์ร้างอิสุโรจะเห็นสุพจน์กับกระเต็นรออยู่ด้วยท่าทางกระวนกระวายใจ กระเต็นชะเง้อมองเข้าไปข้างใน หงุดหงิด จะเดินเข้าไปสุพจน์รีบขวาง
“คุณเต็นจะทำอะไรครับ”
“ฉันจะเข้าไปดูหน่อย ขึ้นชื่อว่าโจร พี่สิงห์อาจไม่ทัน เล่ห์เหลี่ยมมัน”
“ไม่ได้นะครับ พี่สิงห์สั่งให้พวกเรารออยู่แต่ข้างนอกอีกอย่างไอ้ดำก็ไร้เขี้ยวเล็บแล้ว ทำอะไรพี่สิงห์ไม่ได้หรอกคุณเต็นอย่าเป็นกังวลเลย”
กระเต็นคล้อยตาม แต่ยังคาใจ

“วิธีนี้มันจะได้ผลเหรอ ในเมื่อไอ้ดำยอมตายเพื่อขุนโชติได้มันจะกลับใจจะมาเป็นพวกเราได้ยังไง”
“ไม่แน่หรอกครับ อย่าลืมสิว่าพี่สิงห์ก็มีบุญคุณช่วยชีวิตไอ้ดำไว้เหมือนกัน”
สุพจน์ยังมีความหวัง กระเต็นลุ้นหนัก

“เอ็งอย่าหมายเอาคำพระมากล่อมข้า”
เสือดำบอก หาญสบตาเสือดำ
“เอ็งจำเด็กผู้หญิงคนที่ไอ้ไทข่มขืนได้รึไม่” เสือดำยังจำภาพติดตา “ตอนนี้เด็กคนนั้นตายแล้ว เค้าเสียสติจนกระโดดตึกฆ่าตัวตาย เพราะความโสมมที่พวกเอ็งยัดเยียดให้” เสือดำช็อก
“เอ็งอย่ามาปดข้า”
“ข้าไม่ได้โกหกเอ็ง เพราะความแค้นบังตาพวกเอ็งจนทำให้ถูกพ่อเลี้ยงภูมินทร์มันหลอกใช้ หลอกให้ปล้น
หลอกให้ฆ่า แม้แต่ชำเราเด็กผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้”
เสือดำสับสน รู้สึกผิด แต่ยังปฏิเสธ
“ก็เพราะเอ็ง เอ็งทำกับพวกข้าก่อน” หาญตัดสินใจ
“งั้นถ้าข้าตาย พวกเอ็งจะรามือเพียงเท่านี้มั้ย” หาญยื่นมีดหมอของกระเต็นให้เสือดำ “เอามีดเล่มนี้แทงข้า ทุกอย่างจะได้จบสิ้น ข้าอโหสิกรรมให้ข้าขอเรื่องเดียว ปล่อยกล้าไปซะ และพวกเอ็งอย่าได้ก่อเวรกับคนอื่นที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อีก”
เสือดำนิ่งคิด ยังไม่ปักใจเชื่อ
“เอ็งมีวิชาคงกระพัน อย่าคิดว่าข้าจะหลงอุบายตื้นๆ”
“มีดเล่มนี้เป็นมีดหมอลงอาคม” หาญเอามีดยัดใส่มือเสือดำ แล้วดึงมาจ่อที่ตัวเอง “ถ้าเอ็งไม่เชื่อคำข้า ก็พิสูจน์ดูได้”
“เอ็งท้าทายข้าเองนะ ไอ้หลวงณรงค์”
เสือดำไม่เชื่อแทงมีดหมอเต็มแรง มีดปักเข้าไปที่หาญจนมิดด้าม เลือดไหลอาบ หาญทรุด เสือดำตกใจ

เสือดำที่เดินออกมา กระเต็นกับสุพจน์หันไปมองแล้วตกใจเมื่อเห็นมือเสือดำมีมีดหมอที่เปื้อนเลือด
“เกิดอะไรขึ้น แก”
สุพจน์ชักปืนเล็งไปที่เสือดำ กระเต็นจะเข้าไปเอาเรื่อง
“หยุดนะกระเต็น”
หาญโซเซออกมาจากข้างใน กุมแผลไว้มือยังมีเลือดแต่ ปากแผลเลือดหยุดแล้ว กระเต็นรีบเข้าไปประคอง
“ห้ามทำไมกัน ฝีมือมันใช่มั้ย หนูบอกแล้วว่าไอ้ดำมันงูพิษ ไว้ใจไม่ได้”
“ไม่ใช่ความผิดของไอ้ดำมันหรอก ข้าเป็นคนสั่งให้มันแทงข้าเอง”
กระเต็นกับสุพจน์แปลกใจ
“อะไรนะ”
“ข้ามีเรื่องที่ติดค้างมันอยู่ ข้าต้องชดใช้”
เสือดำรู้สึกถึงความจริงใจของหาญ
“แทนที่พวกเอ็งจักมัวสงสัย ข้าว่ารีบทำแผลให้มันเสียก่อนที่มันจักตายดีกว่า”
“ไม่เป็นไร ข้าใช้คาถาคัดเลือด ห้ามเลือดไว้แล้ว”
เสือดำคืนมีดให้ สุพจน์รีบใส่กุญแจมือเสือดำ เสือดำหันมาสบตาหาญแล้วตัดสินใจ
“ข้าจักบอกทุกเรื่องที่เอ็งอยากรู้”
กระเต็นกับสุพจน์ดีใจ หาญยิ้มรับอย่างอ่อนแรงที่เสือดำคิดได้

กล้ากับคะนึงนิจขับมอเตอร์ไซค์เข้ามาในซอยเปลี่ยว จู่ๆ กล้าก็อดรถ
“จอดทำไม พี่กล้า”
“น้ำมันกำลังจะหมด พี่ไม่อยากไปเติมในปั๊มมันเสี่ยง”
รถของสมุนภูมินทร์แล่นตามมา
“เฮ้ย อยู่นั่น” ยามเล็งปืนไปที่กล้า “หยุดนะ”
กล้าฉุดคะนึงนิจวิ่งเข้าป่าหญ้าข้างทาง ยามกระโดดลงจากรถตามมากับสมุนอีกสอง

กล้ากับคะนึงนิจวิ่งออกมาอีกด้านของถนน ผ่านช่องตลาดแคบๆ ชนกับชาวบ้านที่กำลังซื้อสินค้า
“เฮ้ย อะไรกันวะ”
ลูกน้องภูมินทร์วิ่งตามเข้ามา ชาวบ้านก้มเก็บของเลยขวางทาง ถูกผลักกระเด็น
กล้าพาคะนึงนิจหนีหายเข้าไปในซอย ลูกน้องไล่ตามเข้าไป ชะงัก เพราะมีลังสินค้าและรถขนส่งจอดระเกะระกะ
“มันหายไปไหนวะ เอ็งไปหาทางโน้น”
ทั้งหมดกระจายกำลังกันตามหากล้ากับคะนึงนิจ
ที่ท้ายกระบะรถคันหนึ่งมีหลังคาผ้าใบปิด กล้ากับคะนึงนิจซ่อนตัวอยู่ท้ายรถมีลังสินค้าบังไว้ ได้ยินเสียงคนข้างนอก คะนึงนิจตกใจเบียดเข้ามา กล้าดึงเข้ามากอดให้หายกลัว คะนึงนิจมองกล้า รู้สึกหวิวๆ ที่ชิดใกล้
ยามเดินเข้ามาใกล้ท้ายกระบะ สงสัย ชักปืน ค่อยๆ เอื้อมมือเปิดผ้าใบที่ปิดท้ายไว้
“จะทำอะไร ขโมยเหรอ”
ยามตกใจ รีบซ่อนปืน
“เปล่า ฉันจำรถผิดคัน”
ยามรีบออกไป
กล้าแง้มผ้าใบดู โล่งอก หันมาสบตาคะนึงนิจเห็นหน้าแดงๆ เขินๆ ก็รู้สึกตัวรีบปล่อยมือที่กอดคะนึงนิจไว้
“พี่ขอโทษนะ”
“ก็ ไม่เห็นมีอะไรซะหน่อยนี่”
กล้ายิ้มๆ ทันใดรถกระบะก็สตาร์ทแล้วเคลื่อนที่
รถกระบะปิดท้ายมิดชิด แล่นผ่านยามกับพรรคพวกไป
“หายไปไหนวะ นายเอาตายแน่”

ที่ตำหนักอาจารย์ยอด เปลวไฟลุกพรึ่บขึ้นในกระถางเหล็ก อาจารย์ยอดนั่งบริกรรมคาถาดังก้องอยู่ มีหัวกะโหลกของเสือทับวางอยู่บนพานหน้ากระถางไฟ จะเห็นว่ารูตะปูสีดำตอกตรึงอยู่ตรงกะโหลกหน้าผากยังว่างอยู่
เสียงสวดคาถาดังก้อง
“จิ เจรฺนิ จิตตัง เจตะสิกัง รูปัง นิพพานนัง นะมะพะทะ ปัฐวีระธาตุ ทีฆังวา ภะ กะสะจะ ชีวัง อฺตเตหิ อาคัจฉามิ”
วิญญาณของเสือทับปรากฏขึ้น มองเห็นกะโหลกของตนที่วางอยู่ เสือไพบูลย์สะดุ้งหวาดๆ เสือทับโมโห
“เอ็งคิดจะทำอะไรข้า”
“ไอ้ทับ ไอ้ผีร้าย เอ็งทำไมไม่อยู่รอรับคำสั่งข้า”
“ข้าไม่ใช่ทาสรับใช้เอ็ง ข้าอยู่กับเอ็งเพราะต้องการแก้แค้นไอ้หาญกับลูกหลานของมัน”
“นี่เอ็งไปก่อเรื่องอะไรมา อย่าบอกนะว่าเอ็งไปฆ่าไอ้กล้า”
“ถ้าน้องสาวไอ้พ่อเลี้ยงไม่มาขัดขวาง ไอ้กล้าก็ได้เป็นผีเหมือนข้าแล้ว”
“มะ มะหมายความว่าไง น้องสาวพ่อเลี้ยงไปที่โกดังเหรอเวรละซิ”
“บัดซบ ไอ้ผีเนรคุณ ไม่มีข้า เอ็งก็ไม่ได้ออกมาจากมนต์สะกด ข้าจะสั่งสอนเอ็งให้หลาบจำเสียบ้าง” เสือทับ
โมโห ไม่ยอม
“ไม่มีทาง”
เสือทับพุ่งเข้าทำร้ายอาจารย์ยอด อาจารย์ยอดจ้องตาถลึง ตวัดไม้ครูซัดเข้าไปเสือทับเจ็บ ผงะถอย“อ๊าก”
เสี่ยไพบูลย์กลัว เหล็งจ้องมองดูอย่างตื่นเต้น อาจารย์ยอดหยิบสิ่งหนึ่งในย่ามออกมา หงายมือ และแบออก เผยให้เห็นว่าเป็นตะปูอาคมดอกสีดำที่เคยปักกะโหลกเสือทับ เสือทับเห็นก็ตกใจ
“ไม่ เอ็งจะทำกับข้าแบบนี้ไม่ได้”
อาจารย์ยอดว่าคาถาสะกดวิญญาณ
“นานูปะติถานัง วุตตะโย อัคคะโต อุทาหะระอันใด อายังอัดสา รูปาพึกสะติ ฯ”
คลื่นมนต์เคลื่อนปะทะไปที่ตะปู ทันใดตะปูสีดำก็พุ่งเคลื่อนไปที่กะโหลกของเสือทับและปักเข้าไปที่รูเดิม”
ตรงหน้าผาก หน้าต่างห้องกระแทกเปิดออกอย่างแรง ลมพัดวูบเข้ามาไม่หยุด ไฟในกระถางโหมแรงขึ้นอย่างน่ากลัว ขณะที่เสียงสวดก็ดังก้องไม่หยุด เสี่ยไพบูลย์สะดุ้ง เลิ่กลั่ก เบียดเหล็ง เสือทับเจ็บปวดกุมหน้าผาก ร้องโหยหวน
“อ๊าก”
วิญญาณของเสือทับถูกดูดกลับเข้าไปอยู่ในกระโหลกของตนเอง
“ปล่อย ปล่อยข้า”
ตะปูค่อยๆ เคลื่อนฝังเข้าไปที่หน้าผาก เสือทับร้องโหยหวน ขณะที่ตะปูเคลื่อนชิดหน้าผากจนสุด วิญญาณเสือทับก็ถูกดูดกลับเข้าไปหมดพอดี
“ข้าจะสะกดวิญญาณเอาไว้จนกว่าเอ็งจะสำนึก ไอ้ผีเลี้ยงไม่เชื่อง”
อาจารย์ยอดมีสีหน้าเหี้ยมโหด
พวกอาจารย์ยอดเปิดประตูออกมา เหล็งหน้าตื่น
“เสี่ยครับ ตำรวจมา”
รถตำรวจ 3 คันแล่นมาจอดหน้าตำหนัก อาจารย์ยอดกับเสี่ยไพบูลย์รีบออกมาดู เห็นหาญลงจากรถตำรวจ
เสี่ยไพบูลย์ตื่นตระหนก อาจารย์ยอดจ้องหาญอย่างไม่กลัว

ภูมินทร์เดินยิ้มแย้มเข้ามาที่บ้านราชาวดีถือกล่องอาหารมาด้วย
“วดี พี่ซื้อขนมเจ้าอร่อยมาฝาก”
ราชาวดีเดินออกมาหน้าไม่ดี
“พี่ภูคะ ทางบ้านโทรมา บอกว่ามีตำรวจไปที่บ้านให้รีบกลับด่วน”

ขณะนั้นตำรวจกระจายกันตรวจค้นบ้านภูมินทร์ทุกซอกทุกมุม กระเต็นเดินสำรวจกับสุพจน์เดินมาเห็นห้องใต้ดิน
“มีห้องใต้ดินด้วยเหรอ”
“ก็แค่ห้องเก็บของ” ลูกน้องภูมินทร์บอก แต่กระเต็นมั่นใจว่ากล้าต้องอยู่ในนั้น
“แกขังกล้าไว้ในนี้แน่”
กระเต็นจะไป สุพจน์รั้งไว้
“ระวัง คุณตามผมดีกว่า”
สุพจน์พร้อมปืนในมือเดินนำกระเต็นลงบันไดห้องใต้ดินอย่างระมัดระวังตัว ทางลงมืดสลัว ทันใดก็ต้องตกใจ เพราะเสียงหมาเห่ากรรโชกอย่างน่ากลัว สุพจน์ผงะจับไว้ ไฟเปิดจึงเห็นเป็นห้องขังที่ไร้ผู้คน มีแต่หมาดุๆ ที่พยายามจะออกมานอกกรง กระเต็นหันไปเจอภูมินทร์ยืนที่สวิทไฟ มองรอบๆ
“แกเอากล้าไปไว้ที่ไหน”
ภูมินทร์ยิ้มเยาะ
“กล้าอะไรคุณนาย ที่นี่มีแต่หมา หมาดุๆ ที่ผมขังไว้ไม่ให้ออกไปกัดชาวบ้าน”
“ไม่จริง ไอ้ดำมันสารภาพกับตำรวจหมดแล้ว ว่าแกเป็นคนบงการ”
“บงการอะไร ผมไม่รู้เรื่อง”
“ก็เรื่องที่แกให้พวกขุนโชติปล้นฆ่า แล้วโยนความผิดให้กล้าไง แกยังจับตัวกล้ามาขังไว้อีก ปล่อยลูกฉันมาเดี๋ยวนี้นะ”
“เชื่ออะไรกับคำโจร มันจะปรักปรำให้ร้ายใครก็ได้”
“เหมือนที่แกปรักปรำลูกฉันใช่มั้ย”
“คุณนาย ลองดูสิ นอกจากหมาตัวนี้แล้ว มีไอ้กล้าอยู่ตรงไหนมั้ย ไอ้กล้ามันเป็นโจร หน้าที่จับมันต้องเป็นตำรวจไม่ใช่ฉัน”
“ยังจะเล่นลิ้นอีกเหรอ” กระเต็นคลั่ง เข้าไปทุบภูมินทร์ “แกเอาลูกฉันไปไว้ไหน เอาลูกฉันคืนมานะ”
สุพจน์รีบห้ามกระเต็น ดึงออกมา
“อย่าครับคุณเต็น”
“พวกแกมันเหมือนหมาบ้าทั้งแม่ทั้งลูก...ผมจะแจ้งความกลับ ฐานทำร้ายร่างกายผม”
“ดีครับ เพราะผมจะเชิญตัวพ่อเลี้ยงไปสอบปากคำอยู่แล้ว”
ภูมินทร์อึ้ง สุพจน์พยักหน้าให้ลูกน้องประกบภูมินทร์แล้วผายมือ
“ได้ สุจริตชนอย่างผลไม่กลัวอยู่แล้ว”
ภูมินทร์เดินไปกับตำรวจ
“ไอ้สารเลว มันต้องย้ายกล้าไปขังที่อื่นแน่”
“เรายังไม่หมดหวัง บางทีพี่สิงห์อาจจะเจอตัวกล้าแล้วก็ได้”

เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง ตอนที่ 9 (ต่อ)

หาญเข้ามาในห้องโถงตำหนักอาจารย์ยอดสำรวจทั่วๆ อาจารย์ยอดตามประกบไม่ห่าง แต่จะเห็นว่าเป็นห้องรับแขกธรรมดาๆ สองคนมองกันแบบระวังตัว ตำรวจพร้อมด้วยเสี่ยไพบูลย์ตามเข้ามาสมทบ

“เราค้นจนทั่วแล้วนะครับ แต่ไม่เจอตัวนายกล้า หรืออะไรที่ผิดปกติเลย”
ตำรวจบอก เสี่ยไพบูลย์เลยได้ที
“แปลกดีนะ โจรพาตำรวจมาค้นบ้านพลเมืองดีใส่ความกันแบบนี้ ฟ้องกลับซะเลยดีมั้ย ฐานรังแกประชาชน”
“ไม่เอาน่าเสี่ย เราเป็นสุจริตชนควรจะร่วมมือกับตำรวจ”
หาญเครียด กลับออกไป และเมื่อผ่านหน้าห้องพิธีของอาจารย์ยอด ประตูแง้มอยู่ หาญชะงักเหมือนมีอะไรบางอย่างดึงดูด อาจารย์ยอดสบตาเสี่ยไพบูลย์ เสี่ยไพบูลย์ตกใจ
หาญผลักประตูห้องพิธีเข้ามา มองรอบๆ ห้องพิธีกรรม บรรยากาศอึมครึม หาญเห็นแท่นบูชาและของขลังมากมาย ดูน่ากลัว อาจารย์ยอดตามเข้ามา
“ห้องพิธีกรรมเล็กๆ ของข้า คงซ่อนใครไว้ไม่ได้”
“เอ็งสะสมแต่เดรัญฉานวิชาและภูติผี ระวังวันนึงจะเป็นภัยแก่ตัว”
“ขอบคุณเสือหาญที่สอนสั่ง ถ้าไม่มีอะไรที่น่าสงสัยก็น่าจะกลับกันได้แล้ว ข้าจะได้พักผ่อน”
อาจารย์ยอดเดินนำ แต่หาญสัมผัสถึงพลังลึกลับ
“เดี๋ยวก่อน” หาญร่ายคาถาปัดรังความมนต์ดำ “นะโมพุทธายะ นะโมพุทธายะ นะโมพุทธายะ สัพพะอุปทังวินาสาย สัพพะอันตรายังมลาย สวาหะ สวาหะ สาธุ”
หาญเป่ามนต์ไป ทันใดนั้นแสงแดดก็สาดส่องเข้ามาในห้อง ไล่ความมืดทึมหายไปหมด ที่ด้านหลังแท่นบูชาปรากฎประตูห้องลับขึ้น อาจารย์ยอดตาเหลือกอัดหาญทันที หาญไม่ทันระวังตัว กระเด็นไปกระแทกประตูห้องลับเปิด เห็นสมบัติที่ปล้นมาซ่อนอยู่ข้างใน อาจารย์ยอดรีบคว้ากะโหลกเสือทับใส่ย่ามประจำตัวแล้วเผ่นหนี
อาจารย์ยอดหนีมาสมทบกับเสี่ยไพบูลย์
“ความแตกแล้ว”
“ทำไงดีล่ะอาจารย์”
หาญกับตำรวจตามไล่มา
“สู้สิวะ ฆ่าพวกมันให้หมด”
เหล็ง สมุนไพบูลย์กับลูกศิษย์ยอดเปิดฉากยิงใส่ตำรวจ ทั้งสองฝ่ายยิงโต้ตอบกัน อาจารย์ยอดเป่าข้าวสารเสกในมือ แล้วสะบัดไป กลายเป็นต่อหัวเสือนับพันบินเข้าจู่โจมตำรวจ พวกตำรวจสู้ไม่ได้ วิ่งหนี หาญร่ายคาถา วาดมือออกไป คลื่นพลังปะทะกับต่อหัวเสือ ต่อหัวเสือระเบิดเป็นจุณทีละตัวไล่ไปจนหมด
อาจารย์ยอดโมโหเข้าสู้กับหาญ หาญได้แต่ตั้งรับเพราะยังบาดเจ็บ อาจารย์ยอดตวัดไม้ครูเกิดประกายไฟเป็นสายฟ้า หาญที่บาดเจ็บอยู่แล้วไม่ทันหลบโดนกระแสไฟช๊อตจนทรุด อาจารย์ยอดตามเข้าฟาดซ้ำด้วยไม้ครู ทันใดเสียงปืนก็ดังขึ้นหลายนัด ร่างอาจารย์ยอดชะงักแต่กระสุนยิงไม่เข้า
สุพจน์กับกระเต็นนำกำลังตำรวจตามมาสมทบ ตำรวจเปิดฉากระดมยิงหูดับตับไหม้ สมุนไพบูลย์บาดเจ็บ ล้มตายไปหลายคน เสี่ยไพบูลย์ลนลานด้วยความกลัว
“อาจารย์ พวกผมจะต้านไม่ไหวแล้วนะ ไม่ได้คงกระพันแบบอาจารย์ซะด้วย ยิงเป็นร่วงๆ ยังไงเราหาทางหนีก่อนเถอะ”
อาจารย์ยอดเห็นด้วย หยิบแผ่นยันต์ขึ้นมาจากย่าม ใช้ไม้ครูเขียนอักขระแล้วสะบัดไป ยันต์พุ่งเข้าหาตำรวจ แล้วสลายเป็นควันดำรูปร่างคล้ายธนู กระจายออกโจมตี แต่แล้วอาคมอาจารย์ยอดก็ปะทะเข้ากับกำแพงแก้ว แตกสลายไป ควันคละคลุ้ง หาญกางสองมือออกร่ายคาถา เกิดกำแพงแก้วป้องกันทุกคนเอาไว้ อาจารย์ยอดฉวยโอกาสใช้คาถาย่นระยะทาง แหวกอากาศหนีไปกับเสี่ยไพบูลย์สองคน
พอควันจาง สมุนกับลูกศิษย์อาจารย์ยอดที่เหลือได้แต่มองกันเลิกลั่กเมื่อลูกพี่หาย จึงยอมทิ้งอาวุธ สุพจน์นำกำลังตำรวจเข้าควบคุมตัว
คะนึงนิจพากล้าหนีมาหลบที่อพาร์ทเม้นท์ คะนึงนิจชะโงกมองว่าปลอดคนแล้วปิดประตู ปิดม่าน ทั้งสองคนถอดหมวกที่ปิดบังใบหน้าออก
“ห้องเก่านิจเอง พี่ภูคงคิดไม่ถึงที่นี่น่าจะปลอดภัยสักระยะ”
กล้ามองคะนึงนิจด้วยความสงสัย
“พี่ขอบใจนิจมากที่เสี่ยงไปช่วยพี่ แต่ทำไม ทั้งๆ ที่...”
“ทั้งๆ ที่นิจเป็นน้องพี่ภู” กล้าพยักหน้ารับ “นิจมีคำถาม ขอให้พี่กล้าตอบมาตรงๆ เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องครูเริง เรื่องดวงใจ แล้วก็เรื่องที่ฉุดวดีไป พี่กล้าทำรึเปล่า” คะนิงนิจมองสบตากล้า
“ถึงพี่พูดไป นิจก็คงไม่เชื่ออยู่ดี”
“แต่นิจก็พร้อมจะรับฟัง ถึงนิจจะเป็นน้องพี่ภูแต่มันก็มีหลายอย่างที่ทำให้นิจสงสัยในตัวเค้า เค้าขังพี่กล้า ทรมานพี่กล้าไว้แบบนี้ เค้ามีส่วนในเรื่องที่เกิดขึ้นใช่ไหมคะ พี่กล้า” กล้ามองหน้าคะนึงนิจ คะนึงนิจมองตอบ แม้ไม่อยากจะให้เป็นเช่นนั้น ลึกๆ ก็เหมือนรู้ดีว่าพี่ตนเองเป็นคนเช่นไร

“ใช่ไหมคะพี่กล้า บอกนิจมาเถอะ”

กล้าพยักหน้ารับ เมื่อได้รับการยืนยันคะนึงนิจก็อดสะเทือนใจไม่ได้ เธอถึงกับน้ำตาร่วงร้องไห้โฮออกมา กล้าตกใจ เข้าไปรวบตัวนิจมากอดไว้

“นิจ เกิดอะไรขึ้น นิจ”
กล้าถามอย่างเป็นห่วง คะนึงนิจยิ่งร้องไห้โฮหนักขึ้น เสียใจกับสิ่งที่พี่ชายตนทำ

คะนึงนิจเล่าเรื่องราวในอดีตตอนที่สูญเสียพ่อกับแม่ให้กล้าฟัง วันนั้นเธออยู่ในชุดดำร้องไห้ ยกโกฐใส่กระดูกของพ่อกับแม่ส่งให้ภูมินทร์ ภูมินทร์รับพลางตั้งไว้บนหิ้ง
“ตั้งแต่พ่อกับแม่เสียเพราะอุบัติเหตุ เราก็เหลือกันอยู่สองคนพี่น้อง พี่ภูสัญญาว่าจะดูแลนิจ ดูแลปางไม้แทนพ่อกับแม่”
ภูมินทร์มองภาพพ่อแม่ สีหน้าจริงจัง แววตามุ่งมั่น ดึงคะนึงนิจเข้ามากอดซบ
“เราสองคน อยู่ในปางไม้อย่างมีความสุขตามประสาพี่น้อง ถึงพี่ภูจะทำงานหนักไปบ้าง แต่เค้าก็ดูแลนิจเป็นอย่างดี นิจทั้งรักแล้วก็ภูมิใจมาก ที่มีพี่ชายอย่างพี่ภู จนกระทั่งวันนึง...”
คะนึงนิจเข้ามามองหาภูมินทร์ที่โรงเก็บไม้ ทันใดเสียงปืนดังขึ้น เปรี้ยง คะนึงนิจถึงกับช็อคเมื่อเห็นภูมินทร์เป็นคนยิงปืนลูกซองใส่ร่างโชคที่ถูกซ้อมปางตายล้มลง เมียของโชครีบคลานมาเกาะขาภูมินทร์ กลัวลนลาน ร้องไห้ ยกมือไหว้ขอชีวิต ภูมินทร์ดึงนิ้วมือของเมียโชคมาปั๊มบนสัญญาซื้อขาย ก่อนจะยิ้มเหี้ยม ยิงเมียโชคทิ้งอีกคน
คะนึงนิจที่แอบดูอยู่ถึงกับอึ้ง ตกใจในสิ่งที่เห็น ภาพวาดของภูมินทร์ที่อยู่ในมือร่วงลงกระทบกับถังเหล็กภูมินทร์หันขวับตามเสียง ตกใจที่เห็นคะนึงนิจ
ภูมินทร์พยายามแก้ตัวแต่คะนึงนิจไม่ฟัง สองพี่น้องทะเลาะกันรุนแรงต่อหน้าโกฐใส่กระดูกของพ่อแม่
“แค่เค้าไม่ยอมขายที่ให้ทำไมต้องฆ่าเค้าด้วย”
“เธอไม่เข้าใจเรื่องธุรกิจหรอก”
“ธุรกิจสกปรกน่ะซิ”
ภูมินทร์โมโหตบหน้าคะนึงนิจ คะนึงนิจน้ำตาร่วงจ้องพี่ชายด้วยความผิดหวัง

กล้าเข้าใจเรื่องราวทุกอย่าง
“นิจก็เลยหนีมากรุงเทพฯ”
คะนึงนิจพยักหน้ารับ เช็ดน้ำตา
“นิจมันโง่เองที่คิดว่าพี่ภูจะกลับตัวได้จริงๆ ดีที่ได้เจอกับศรีแพรเข้า ไม่อย่างงั้น นิจคงต้องโง่ไปอีกนาน”
“นิจเจอศรีแพรที่ไหน แล้วมีคนอื่นอีกมั้ย”
“ที่บ้านพี่ภูค่ะ ศรีแพร เค้าแอบเข้ามาคนเดียวหวังจะตามหาพี่กล้ากับพ่อของเค้า แต่ถูกจับตัวได้ โชคดีที่นิจไปเจอพอดี เลยช่วยไว้แล้วพาหนีออกมาทัน นิจถึงได้รู้ว่าพี่ภูทำอะไรไว้บ้าง”
“แล้วศรีแพรบอกรึเปล่าว่าพักอยู่ที่ไหน กับใคร”
“เค้าบอกว่าพักอยู่ที่บ้านของพี่”
“งั้นเหรอ”
“พี่กล้า นิจมันโง่มากจริงๆ ใช่ไหม ที่หลงเชื่อพี่ภูอยู่ได้”
กล้ามองคะนึงนิจด้วยความสงสาร
“นิจ คนเราถึงจะผิดหวังในตัวคนที่เรารักซักแค่ไหน แต่ในใจลึกๆ ก็ยังคงหวังที่จะเห็นเค้ากลับเนื้อกลับตัว นิจไม่ผิดหรอกนะ อย่าโทษตัวเองเลย”
คะนึงนิจรู้สึกฮึดขึ้นมา
“แต่นิจจะไม่ยอมให้เค้าไปทำร้ายใครอีกแล้ว พี่กล้าช่วยเล่าเรื่องทั้งหมดให้นิจฟังหน่อยได้ไหมคะ ว่าพี่ภูทำอะไร ยังไงบ้าง นิจสัญญา นิจจะเป็นพยานให้พี่กล้าเอง”

ขณะนั้นตำรวจช่วยกันลำเลียงสมบัติออกมาจากห้องลับตำหนักอาจารย์ยอด สุพจน์ กระเต็น หาญยืนดูอยู่
“วัตถุโบราณกับของล้ำค่าพวกนี้ถูกปล้นมาทั้งนั้น เสี่ยไพบูลย์มันคงคิดจะเอาไปปล่อยให้ต่างชาติ พวกหนักแผ่นดินแท้ๆ”
กระเต็นยังเจ็บใจไม่หาย
“น่าเจ็บใจนัก ที่ปล่อยพวกมันหนีไปได้ หาจนทั่วแล้วเหรอคะ ไม่มีห้องลับอื่นอีกแล้วเหรอ” กระเต็นหันไปถามสุพจน์
“ไม่มีแล้วครับ กล้าไม่ได้อยู่ที่นี่แน่” กระเต็นเครียด
“ไม่เป็นไร พวกลูกน้องมันต้องรู้ว่ากล้าอยู่ที่ไหน”
หาญเข้าไปหาเหล็งและลูกน้องของเสี่ยไพบูลย์และลูกศิษย์อาจารย์ยอดที่บาดเจ็บและรอดชีวิต ถูกมัดรวมกันอยู่ หาญดึงขึ้นมาหนึ่งคนแล้วเข่นถาม
“พวกแกขังกล้าไว้ที่ไหน”
“มันไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่จะอยู่ที่ไหนพวกฉันไม่รู้หรอก”
“ไอ้โกหก มีเหรอที่แกจะไม่รู้”
“พวกฉันมันแค่ลูกน้องปลายแถว จะรู้ทุกอย่างได้ไง”
“ถ้าแกยอมให้ความร่วมมือ โทษหนักก็จะเป็นเบา ฉันจะกันแกเป็นพยาน แกจะซื่อสัตย์กับมันไปทำไม ในเมื่อมันเอาตัวรอดแล้วทิ้งพวกแกให้รับโทษ” เหล็งคล้อยตาม
“ตกลง ฉันบอกก็ได้ ไอ้กล้าถูกขังไว้ที่...อ๊าก”
ไม่ทันขาดคำจะเห็นเลือดพุ่งออกจากปากเหล็ง เหล็งลงไปดิ้นทุรนทุรายเลือดไหลออกทางตาและจมูก
“แกเป็นอะไรไป”
กระเต็นจะเข้าไปดู แต่หาญรีบดึงสุพจน์กับกระเต็นออกห่าง ทันใดคนที่เหลือก็มีอาการเดียวกัน ทั้งหมดทรมานจนขาดใจตาย ตำรวจต่างตกตะลึง
“พวกมันโดนยาสั่งตาย ไอ้ยอดมันอำมหิตนัก”

กระเต็นสบตาหาญเครียด

กล้าแอบย่องเข้ามาทางหลังบ้านราชาวดี ได้ยินเสียงคน รีบหลบ กล้าเห็นราชาวดีในชุดเจ้าสาวเดินลงมาจากชั้นบน สีหน้าเศร้าหมอง กล้าจะเดินออกไปหาแต่ต้องชะงักเพราะเห็นภูมินทร์เดินเข้าไปหาราชาวดี
“เจ้าสาวของพี่สวยอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิดเลยค่ะ”
ภูมินทร์บอกพร้อมกับเปิดตลับในมือออกเผยให้เห็นชุดสร้อยคอเพชรสวยงามอลังการ
“วดีว่ามัน...”
“ห้ามปฏิเสธนะ เจ้าสาวของพี่จะต้องสวยที่สุด มา เดี๋ยวพี่ใส่ให้นะ”
ราชาวดีจำต้องยอม ภูมินทร์อ้อมไปข้างหลังบรรจงใส่สร้อยให้ราชาวดี ยิ้มอย่างผู้ชนะ กล้าทนไม่ไหว โผล่พรวดมา
“ไม่นะวดี”
“พี่กล้า” ราชาวดีดีใจที่เห็นกล้า
“ไอ้กล้า”
ราชาวดีจะวิ่งไปหากล้า แต่ภูมินทร์รีบคว้าตัวเอาไว้ ราชาวดีพยายามดิ้น
“พี่กล้า พี่กล้าช่วยวดีด้วย วดีรู้ความจริงหมดแล้ว เรื่องทั้งหมดพี่กล้าไม่ได้ทำแต่เป็นฝีมือพ่อเลี้ยง”
กล้าชักปืนออกมา
“ปล่อยวดีเดี๋ยวนี้ ไอ้ภูมินทร์”
ภูมินทร์เอาตัวราชาวดีกันวิถีปืน
“แน่จริงก็ยิงสิวะ”
“ปล่อยวดีเถอะ” ภูมินทร์หันไปเห็นน้องสาว ถึงกับอึ้ง “พี่ภูทำชั่วมาพอแล้ว ถ้ามอบตัวตอนนี้ โทษหนัก
จะได้เป็นเบา นิจสัญญาไม่ว่ายังไง นิจก็จะไม่ทิ้งพี่ภู” คะนึงนิจน้ำตาคลอ “นิจขอร้อง เชื่อที่นิจพูดนะ อย่างน้อยก็เห็นแก่วิญญาณพ่อแม่ของเรา”
ภูมินทร์แกล้งทำเศร้า
“พี่คงทำให้นิจเสียใจมาก พี่ขอโทษ ตกลงพี่จะยอมมอบตัวเพื่อนิจ”
“พี่ภู”
แต่แล้วภูมินทร์กลับผลักราชาวดีใส่กล้า กล้าเสียหลักปืนหล่น ภูมินทร์วิ่งไปที่ปืน กล้าเข้าไปแย่ง ทั้งสองคนยื้อกันไปมา กล้าถีบภูมินทร์กระเด็น ภูมินทร์คว้าเก้าอี้จะทุ่ม...เปรี้ยง ร่างภูมินทร์สะดุ้งกระสุนเข้าแสกหน้า กล้าถือปืนอยู่ อึ้งๆ ที่ตัวเองยิงภูมินทร์ตาย ภูมินทร์หงายหลังตึงไปใส่ตัวคะนึงนิจ
“พี่ภู ไม่”
คะนึงนิจตะโกนลั่น
คะนึงนิจตกใจตื่นจากฝันร้ายแล้วร้องไห้ออกมา
“ไม่นะ ฮือๆ”
กล้ารีบเข้ามาดูอย่างเป็นห่วง
“นิจ เกิดอะไรขึ้น”
คะนึงนิจอยู่บนเตียง รีบปาดน้ำตา
“เปล่า ไม่เป็นไร นิจฝันร้าย”
กล้าสงสาร เอามือค่อยๆ เช็ดคราบน้ำตาให้
“ดูสิน้ำตาเลอะแก้มไปหมด นี่คงจะเครียด จนเก็บไปฝันเลยใช่ไหมเรา”
คะนึงนิจซึ้งที่กล้าทำดีด้วย ก่อนจะได้สติเอามือเช็ดน้ำตาของตัวเองแทนแล้วขยับออก
“พี่กล้า นิจรู้ว่าพี่ภูทำผิดไว้มาก แต่...ให้เค้าชดใช้ความผิด ตามกฎหมายได้ไหม อย่า อย่าถึงกับต้องฆ่าแกงกันเลย”
“นิจ” คะนึงนิจน้ำตาซึม
“นิจเหลือพี่ชายอยู่แค่คนเดียว ถ้าเค้าเป็นอะไรไป นิจคง...”
กล้ามองคะนึงนิจด้วยความเห็นใจ จับมือ
“พี่จะทำให้ดีที่สุดแล้วกันนะนิจ” คะนึงนิจพยักหน้ารับ กล้าปลอบ “พี่อยากให้นิจรู้ไว้ นิจไม่ได้มีพี่ชายแค่คนเดียวนะ พี่เองก็รักนิจเหมือนน้องสาวคนนึงเหมือนกัน ให้พี่เป็นพี่ชายอีกคนดีไหม”
คะนึงนิจอึ้งไป ก่อนจะพยักหน้าและฝืนยิ้มตอบ กล้าลูบหัวเอ็นดูคะนึงนิจเหมือนน้องสาว

ที่บ้านกระเต็น หาญนั่งสมาธิ บริกรรมคาถาอยู่ในห้องพระ เหงื่อผุดเต็มหน้า ปากเริ่มซีดเพราะเสียเลือดไปมาก
ผ้าพันแผลเปิดออกเลือดไหลซึมออกมา หาญมองบาดแผลตัวเองแล้วแปลกใจ กระเต็นเข้ามาพร้อมสมุนไพรและผ้าพันแผลผืนใหม่ในมือ
“หนูเอาใบเสือหมอบตำผสมกับว่านตามที่พ่อหาญสั่ง เปลี่ยนผ้าพันแผลใหม่ก่อนเถอะค่ะ” กระเต็นเห็นบาดแผลของหาญยังมีเลือดไหล“แปลกจริง ทำไมแผลของพ่อหาญถึงไม่หาย”
“ข้าเสียพลังไปมาก กำลังอาคมจึงไม่แกร่งพอจะรักษาตัว”
“เพราะจะช่วยกล้า พ่อหาญเลยต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงแบบนี้ หนูขอบพระคุณมากนะคะ”
กระเต็นจะกราบ หาญรีบห้าม
“กล้ามันก็หลานข้าเหมือนกัน ที่จริงต้นธารของเรื่องก็คือตัวข้า เมื่อข้าเป็นคนผูก ข้าก็ต้องเป็นคนแก้ ถ้าไม่พิสูจน์ความจริงใจให้ไอ้ดำเห็น มันก็คงไม่ยอมเปิดปาก”
กระเต็นยังไม่สบายใจ
“ถึงคราวนี้เราจะเล่นงานอาจารย์ยอดกับพ่อเลี้ยงภูมินทร์ได้แต่ก็ไม่เจอตัวกล้าอยู่ดี”
“เอ็งอย่ากังวลนักเลย ข้าตรวจดูแล้ว ชะตากล้ายังไม่ถึงฆาต” กระเต็นสบายใจขึ้น ศรีแพรโผล่มาด้อมๆ มองๆ หน้าห้อง “อยากเข้า ก็เข้ามาเถอะ”
ศรีแพรเข้ามาในห้อง
“ข้าไปค้นในครัวเห็นว่ามีพิมเสนอยู่ ที่หมู่บ้านข้าเราใช้พิมเสนใส่แผลห้ามเลือด”
“ขอบใจเอ็งมากที่มีน้ำใจ” หาญรับมา ทั้งสองคนยิ้มให้กัน ศรีแพรเขิน “แต่เอ็งคงไม่ได้มาหาข้าด้วยเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียว”
“เจอพ่อของข้ามั้ย”
หาญส่ายหัว ศรีแพรหน้าเศร้า กระเต็นเห็นใจ
“เราสองคนหัวอกเดียวกัน ฉันเข้าใจความรู้สึกเธอดี ไม่ต้องกังวลนะ พวกเราต้องเค้นคำตอบจากพ่อเลี้ยง
ภูมินทร์ได้แน่”
กระเต็นมั่นใจ พลอยทำให้ศรีแพรสบายใจขึ้นด้วย

วันจต่อมากระเต็นกับหาญมาหาสุพจน์ที่กองบังคับการปราบปราม
“อะไรนะ นี่เราต้องปล่อยตัวมันอีกแล้วเหรอ”
กระเต็นบอกอย่างเจ็บใจ ทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียด ผิดหวัง
“ครับ ลูกน้องของเสี่ยไพบูลย์ตายหมดทุกคนเราไม่มีพยานที่จะโยงไปถึงพ่อเลี้ยงภูมินทร์ได้”
“แล้วสมบัติที่ยึดได้ล่ะ”
“มันอ้างว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับอาจารย์ยอดและเสี่ยไพบูลย์ แค่นี้เราก็เอาผิดอะไรมันไม่ได้แล้ว”
“นี่เท่ากับเราเสียแรงเปล่า”
“ไม่หรอก อย่างน้อยอาจารย์ยอดกับเสี่ยไพบูลย์ก็ถูกออกหมายจับ”
“แล้วกล้าล่ะ กล้าจะเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง ถ้าปล่อยให้มันหลุดไปคราวนี้...”
ภูมินทร์พร้อมด้วยทนายความเดินออกมาจากด้านใน มีนายตำรวจมาส่ง ล่ำลากัน ภูมินทร์ตรงมาหากลุ่มของหาญ
“วันหลังถ้าคิดจะใส่ร้ายฉัน ช่วยเตรียมหลักฐานกับพยานให้พร้อมกว่านี้หน่อยนะ มันเสียเวลา”
“เวลาของทุกคนอาจไม่เท่ากัน แต่เราต่างมีกรรมเป็นของตัวอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะยากดี มีจน ชั่วหรือดี ไม่มีใครหนีกรรมที่ตัวเองทำไว้ได้หรอก” หาญบอก
“หึ เก็บไว้สอนลูกหลานตัวเองเถอะ เผื่อมันจะใฝ่ดี เลิกเป็นโจรขึ้นมาบ้าง”
“ลูกฉันไม่ใช่โจร แกก็รู้ดี แกเป็นคนจัดฉากทั้งหมด”
“พูดไปใครเค้าจะเชื่อ ไหนล่ะหลักฐาน ไหนล่ะพยานพูดจาพล่อยๆ สงสัยตระกูลนี้เชื้อโจรมันจะแรงตั้งแต่ปู่ยันหลาน ฮ่าๆๆ”
หาญเจ็บแปลบ ถูกจี้ใจดำ ภูมินทร์เดินลอยนวลออกไปพร้อมทนาย กระเต็นมองตามด้วยความแค้น

ภูมินทร์กับทนายเดินลงมาจากโรงพัก ลูกน้องรอที่รถ
“นี่ไอ้คมมันหายไปไหนของมัน ไม่เห็นหน้าตั้งแต่เมื่อวาน”
“เอ่อ”
“ทำไม มีเรื่องอะไร บอกมา เร็ว”
“ผมได้ยินไอ้น้อยมันมาบอกพี่คมว่ากล้าหนีไปคุณคะนึงนิจตั้งแต่เมื่อวาน”
“หะ”

ขณะนั้นคมอยู่ที่โกดังที่ขังกล้า
“ไม่เจอ ขนาดตามไปติดๆ แบบนั้นยังพลาด”
คมระเบิดอารมณ์ใส่ลูกน้อง
“ผมก็แยกกันตามหาทั้งคืนแล้ว ไม่รู้มันหายไปไหน หรือว่ามันจะใช้คาถาหายตัวไปครับ”
คมถีบลูกน้องกระเด็น
“ไอ้โง่ ถ้ามันเก่งขนาดนั้นมันหนีไปแต่แรกแล้ว นี่ถ้าพ่อเลี้ยงรู้ แกถูกยิงทิ้งแน่”
“เมื่อวานผมถึงไปบอกพี่ก่อนไง ทีนี้เอาไงดีละครับ”
“มันหนีไปกับคุณนิจ น่าจะไปไหนไม่ได้ไกล คุณนิจ จริงซิ” แล้วคมก็นึกออกว่าจะไปตามที่ไหน

เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง ตอนที่ 9 (ต่อ)

คะนึงนิจกับกล้าออกจากห้อง คะนึงนิจล็อคห้อง ทั้งสองใส่หมวกพรางตัวเดินลงบันไดไป ขณะนั้นลิฟต์เปิดออกคมกับลูกน้องเดินออกมา แล้วเลี้ยวไปทางห้องคะนึงนิจ คมกับลูกน้องเดินมาหยุดที่หน้าห้องคะนึงนิจ ชักปืน พยักหน้าให้กัน แล้วตัดสินใจถีบห้องทันที
คมกับลูกน้องพรวดเข้าไปในห้อง เล็งปืน กวาดสายตาดูรอบๆ ไม่เห็นใคร ลูกน้องวิ่งไปดูที่ห้องน้ำแล้วบอกคม

“ห้องน้ำยังเปียกๆ อยู่ สองคนนั่นต้องมาที่นี่แน่”
คมหน้าเครียด รีบออกไปจากห้อง ลูกน้องรีบตาม

กล้ากับคะนึงนิจเดินหลบๆ เข้ามาในห้องของผู้จัดการหอพัก
“พี่จะติดต่อแม่ให้ได้ จะได้นัดพบกัน”
กล้าบอก คะนึงนิจพยักหน้ารับ ยืนดูต้นทางหน้าห้อง กล้าตรงไปที่โทรศัพท์ นิ้วหมุนเบอร์ที่บ้าน คะนึงนิจเห็นคมกับลูกน้องเดินเข้ามาตามทางเดินจึงรีบบอกกล้า
“พี่กล้า พวกไอ้คม”
กล้าหมุนเบอร์ยังไม่ทันหมดก็ต้องรีบปล่อยโทรศัพท์ แล้วไปซ่อนตัวหลังประตูกับคะนึงนิจ คมกับลูกน้องเดินมาหยุดหน้าห้อง มองๆ เข้าไป คมเห็นหูโทรศัพท์วางอยู่นอกเครื่องจึงเดินเข้ามาดู กล้ากับคะนึงนิจลุ้นอยู่หลังประตู แทบจะหยุดหายใจ คมมองรอบๆ ไม่เห็นใคร ทำเป็นเดินออกไปจากห้อง คะนึงนิจกับกล้าโล่ง รีบออกจากห้อง มองซ้ายขวาไม่เห็นใคร คมโผล่ออกมาจากที่ซ่อนเล็งปืนใส่กล้า
“ไอ้กล้า”
กล้ารีบพาคะนึงนิจวิ่งกลับออกไปทางหลังอพาร์ทเม้นท์ คมกับลูกน้อง รีบวิ่งตามไปทันที

กล้ากับคะนึงนิจวิ่งหนีกันเข้ามาที่ลานจอดรถของอพาร์ตเม้นท์ พวกคมตามเข้ามา ผู้ชายคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดพอดี กล้าเห็น ตรงเข้าไปผลัก ผู้ชายเซไป แย่งรถมา
“ขอโทษนะ มันจำเป็น นิจเร็ว”
คะนึงนิจรีบขึ้นซ้อนกล้า กล้าบิดมอเตอร์ไซค์ออกไปอย่างรวดเร็ว คมกับลูกน้องตามเข้ามาแต่ไม่ทัน วิ่งไปที่รถตัวเองที่จอดอยู่ไม่ไกล แล้วลูกน้องก็ขับตามออกไปทันที

กล้าขี่มอเตอร์ไซค์พุ่งทะยานมาอย่างเร็ว กล้าเหลียวไปเห็นรถของคมเร่งตามเข้ามาอย่างกระชั้นชิด กล้าบิดรถเร่งขึ้นไปอีก แต่รถคมที่ตามขึ้นมา พยายามขับตีคู่ ทั้งสองบี้กันไปมา คมพยายามจะยิงยางรถของกล้าในระยะใกล้ พอเล็งได้ก็ยิงทันที...เปรี้ยง แต่กล้าก็ขี่ฉวัดเฉวียนไปมา หลบกระสุนได้ทัน กล้ารีบบิดเร่งความเร็วขึ้นไปอีก ทิ้งระยะได้ไกล เหมือนจะหนีพ้น แต่แล้วเมื่อถึงแยก รถกระบะของชาวบ้านก็โผล่พรวดเข้ามาตัดหน้า กล้าเบรก หักหลบจนล้อฟรีหมุนคว้าง รถเสียหลักพุ่งหล่นเข้าไปล้มที่ข้างทางซึ่งเป็นป่า รถชาวบ้านตกใจชะลอดู ก่อนจะรีบขับออกไป

คะนึงนิจกับกล้ากลิ้งหล่นออกมาจากรถมอเตอร์ไซค์ กล้ารีบลุกไปประคองคะนึงนิจ
“นิจ ไหวไหม เป็นอะไรรึเปล่า”
คะนึงนิจเจ็บนิดหน่อย ส่ายหน้า
“พวกมันตามมาแล้ว เรารีบหนีเถอะค่ะ”
กล้ากับคะนึงนิจพากันวิ่งออกไป
คมกับลูกน้องขับรถเข้ามาจอดตรงป่าหญ้าข้างทาง แล้ววิ่งลงมาที่มอเตอร์ไซค์ซึ่งจอดล้มล้อเบี้ยวอยู่ ก่อนจะรีบแยกย้ายกันเข้าป่าไปตามหา กล้ากับคะนึงนิจแอบอยู่บนต้นไม้ พอทั้งหมดหายเข้าป่าไป กล้ากับคะนึงนิจก็ลงจากต้นไม้ แล้ววิ่งข้ามถนน หายเข้าป่าฝั่งตรงข้ามไป สักพักคมกับลูกน้องวิ่งกลับมาที่เจอกันรถมอเตอร์ไซค์
“ไม่เจอเลย พี่”
คมครุ่นคิด นึกถึงตอนที่เห็นหูโทรศัพท์วางอยู่นอกเครื่อง
“ไม่ต้องห่วง ฉันพอรู้แล้วว่าพวกมันจะทำอะไร”
คมมีแผนในใจ

ช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่บ้านกระเต็น ศรีแพรเดินร้อนใจออกมาจากบ้าน ในมือถือคชกุศด้วย แล้วตรงไปทางประตูบ้าน รัก ยม รีบปรากฏตัว กางมือขวางกันใหญ่
“พี่สาวจะไปไหนไม่ได้นะ ปู่บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าอาจารย์ยอด อาจกลับมาแก้แค้น ห้ามออกจากมนต์ที่คุ้มกันบ้านเด็ดขาด”
“ใช่ อย่าออกไปเลยนะพี่สาว มันอันตราย” ศรีแพรร้อนใจ
“แต่ข้าอยากรู้เรื่องพ่อ ทำไมใครๆ ก็ต้องห้ามข้าด้วย หลีก ข้าจะไปกองปราบ จะไปถามไอ้ภูมินทร์ให้รู้เรื่อง” แต่รัก ยม ไม่ยอม
“ไม่ได้ๆ”
ศรีแพรคิดแผนหลอก
“ก็ได้ๆ แต่ข้าเบื่อ งั้น เรามาเล่นซ่อนหากันอีกนะ”
รักกับยมกอดอก พูดพลางยักคิ้วใส่ รู้แกว
“ฮะๆ พี่สาวหลอกคนฉลาดอย่างพวกเค้าไม่ได้อีกแล้วล่ะน่า”
“ใช่”
ศรีแพรคิดแผน แล้วแกล้งทำตกใจ มองแล้วชี้ไป
“นั่นใครน่ะ”
รักยมเผลอหันมอง ศรีแพรได้จังหวะรีบวิ่งจะฝ่าวงมนต์คุ้มกันออกไปให้ได้ รัก ยมไม่เห็นใครหันกลับมาเห็นศรีแพรกำลังจะพ้นวงมนต์คุ้มกัน รีบแว๊บอย่างเร็ว เข้าไปกอดขาศรีแพร ดึงไว้ได้ทัน
“ปล่อยข้าๆ”
“ไม่ได้ๆ พี่สาวอย่าดื้อสิจ๊ะ”
ศรีแพรไม่ยอม ขืนตัวออกแรงฝืนก้าวขา รักยมยื้อใหญ่ ทันใดเสียงโทรศัพท์ดังมาจากในบ้าน กริ๊ง... ศรีแพรชะงัก งง มองเข้าไปในบ้าน
“กลับเข้าไปรับโทรศัพท์สิพี่สาว” ศรีแพรงง
“อะไร โท ระ สับ มันคืออะไร”
“โธ่พี่สาว มันก็ไอ้ที่คนสมัยนี้เค้าใช้คุยติดต่อกันไง เร็ว รีบไปรับเถอะ เผื่อจะมีข่าวจากปู่หาญไง “

ศรีแพรคิดได้ รีบวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน ขณะที่เสียงโทรศัพท์ก็เรียกเข้ามาไม่หยุด

ศรีแพรวิ่งเข้ามาในบ้าน มองไปที่โทรศัพท์ เสียงเรียกยังดังไม่หยุด กริ๊ง
รักเคลื่อนตัวอย่างเร็วไปที่โทรศัพท์เพ่งหูโทรศัพท์ลอยขึ้น พลางกวักมือเรียกศรีแพรให้รีบมา ศรีแพรเดินไปรับโทรศัพท์ มองๆ แล้วค่อยๆ หยิบเอาหูแนบ เสียงกล้าดังผ่านหูฟังออกมา

“แม่ แม่ใช่ไหมครับ” ศรีแพรตกใจ มองงง เอาหูออก รัก กับยม มองลุ้น ทำท่าว่าให้ฟังต่อ ศรีแพรค่อยๆ แนบหูไปฟังใหม่ “แม่ แม่ครับ”
ศรีแพรพูดตอบไป
“แม่อะไร ที่นี่ไม่มี ที่นี่บ้านน้ากระเต็น”
ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ กล้าใส่หมวกพรางตัว จำได้ เสียงคุ้นๆ
“เดี๋ยวก่อน เธอเป็นใครกัน”
“นี่ จะมาถามข้าทำไม” ศรีแพรเอาหูออกห่างจากตัว พูดใส่ “โอ๊ย...พวกคนเมืองนี่บ้าชัดๆ อะไรก็ไม่รู้”
“ไอ้คนเมือง” กล้าจำได้ทันที ศรีแพรจะวางหู เสียงกล้าดังออกมา “เดี๋ยวๆ ศรีแพรใช่ไหม ศรีแพร”
ศรีแพรได้ยิน ชะงัก รีบฟังใหม่
“เจ้าเป็นใคร ทำไมถึงได้รู้จักข้า”
“ฉันเอง กล้า” ศรีแพรดีใจ
“ไอ้คนเมืองเจ้าอยู่ที่ไหน รู้ไหมว่าตอนนี้แม่เจ้ากำลังไปตามหาเจ้าอยู่”
“ศรีแพรฟังฉันให้ดีดีนะ”

“เธอก็เหมือนกัน รักษาตัวด้วย”
กล้าบอกกับศรีแพรแล้วมองออกไปเห็นตำรวจสายตรวจขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามา กล้ารีบวางหูโทรศัพท์ แล้วหลบออกจากตู้ไปทันที สายตรวจขี่รถมอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดที่ข้างตู้โทรศัพท์ สงสัย ลงมามองดูรอบๆ แต่ไม่เห็นใคร
ขณะนั้นคะนึงนิจนั่งหลับรอกล้าอยู่ที่บ้านร้างแห่งหนึ่ง เท้ากล้าเหยียบพื้นดินที่เต็มด้วยใบไม้ เศษไม้ คะนึงนิจได้ยินเสียงย่ำพื้น ลืมตา เครียด คว้าไม้หน้าสามขึ้นมา รีบหลบมุม ระวังตัวเต็มที่
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา คะนึงนิจง้างไม้ ฟาดไปเต็มแรง แต่กล้าไวกว่าโยกตัวหลบไม้หน้าสามได้ทัน คะนึงนิจเลยเซเกือบจะล้มแต่กล้าคว้าตัวเอาไว้ได้ วินาทีนั้นเองทั้งสองแนบชิดจ้องกันนิ่ง ทั้งสองรู้ตัวรีบผละออกจากกัน คะนึงนิจเขินรีบพูด
“พี่กล้า ทำไมไม่เรียกล่ะ นิจก็นึกว่าคนร้าย”
“โทษที พี่รีบจะมาบอกข่าวไปหน่อย เลยลืมซะสนิท”
“แล้วเป็นไงบ้าง พี่ติดต่อที่บ้านได้ไหมคะ” กล้าพยักหน้ารับ
“ศรีแพรอยู่บ้านคนเดียว แต่พี่ฝากเรื่องไว้แล้ว” คะนึงนิจดีใจ
“นิจลุ้นแทบแย่ ค่อยโล่งอกหน่อย”
กล้ายิ้มตอบ ทั้งสองมีความหวังที่จะได้หาทางแก้ไขเรื่องทั้งหมดให้ถูกต้อง กล้าเดินไปนั่ง สูดหายใจเรียกพลัง มองเบื้องหน้า ไม่รู้เราจะต้องเจออะไรต่อไปจากนี้บ้าง
“พี่กล้า นิจมีอีกเรื่อง คือ เรื่องวดี...”
คะนึงนิจอึกอัก กล้ามองคะนึงนิจ หน้าเศร้า
“เรื่องแต่งงานของวดีใช่ไหม”
“นิจอยากให้พี่กล้าทำใจ” กล้าก้มหน้าเครียด เจ็บจุกในอก “แต่พี่กล้า...พี่กล้าไม่ต้องห่วงนะ ถ้าทุกอย่าง
คลี่คลายแล้ว นิจจะอธิบายเรื่องทั้งหมดให้วดีเข้าใจเอง”
“กว่าจะถึงวันนั้น พี่กลัวว่ามันจะสายเกินไป นิจ เราต้องรีบทำให้เรื่องทุกอย่างจบโดยเร็วที่สุด พี่ยอมให้วดีตกเป็นของไอ้...เอ่อ พี่ชายของนิจไม่ได้จริงๆ”
คะนึงนิจได้ยินก็อึ้ง
“พี่กล้า”
กล้ามองเหม่อไปเบื้องหน้า คิดถึงราชาวดี
“ถ้านิจได้พบใครซักคน แล้วรู้สึกรักเค้าตั้งแต่แรกเห็นนิจก็คงจะเข้าใจพี่”
คะนึงนิจน้ำตาคลอ ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว กล้าหันมามอง เห็นคะนึงนิจสีหน้าเศร้ามาก
“นิจ นิจเป็นอะไรรึเปล่า”
คะนึงนิจรู้สึกตัว รีบกลบเกลื่อน
“เปล่าๆ ไม่มีอะไร นิจก็แค่ดีใจกับวดี คนดีอย่างวดีใครๆ ก็รักทั้งนั้นเนอะ”
คะนึงนิจยิ้มกลบเกลื่อน แต่แววตานั้นแสนจะเศร้า กล้าไม่ทันได้สังเกตในแววตานั้น ยิ้มกลับและมองออกไปเบื้องหน้า สีหน้ามุ่งมั่น
“พี่จะต้องหยุดทุกอย่าง ก่อนที่จะมีงานแต่งงานให้ได้”

คะนึงนิจมองกล้าที่มุ่งมั่น แม้จะเศร้าแต่ก็พร้อมจะลุยไปกับกล้าด้วย

“แกหายหัวไปอยู่ที่ไหน ไอ้คม”

ภูมินทร์ถามเมื่อคมโทรศัพท์เข้ามา
“ขอโทษครับพ่อเลี้ยง ผมกำลังล่าตัวไอ้กล้ากับคุณนิจอยู่”
“แล้วเป็นไง เจอมั้ย”
“ไม่ต้องห่วงครับพ่อเลี้ยง ผมจะเอาตัวทั้งคู่กลับไปให้ได้”
ภูมินทร์วางหู หันมาหาราชาที่ยืนฟังข่าว
“เป็นไงบ้างคะ”
ภูมินทร์ส่ายหน้า
“พี่ประมาทเอง ไม่คิดเลยว่ากล้ามันจะบ้าระห่ำได้ขนาดนี้ มันคงแค้นพี่มากจริงๆ นิจเลยรับเคราะห์ไปด้วย”
“อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ มันไม่เกี่ยวกับพี่ภูเลยซักนิด พี่กล้าต่างหากที่เป็นคนพาล ทำแต่เรื่องเลวร้าย ใจเย็นนะคะ เราต้องมีวิธีช่วยนิจ จริงสิคะ แล้วตำรวจว่ายังไงบ้าง” ภูมินทร์หนักใจ
“เมื่อกี๊พี่ก็เพิ่งถูกตำรวจปล่อยตัวมา”
“ทำไมล่ะคะ เกิดอะไรขึ้น”
“ก็ลูกน้องกล้าที่โดนจับน่ะสิ มันใส่ร้ายว่าพี่มีส่วนรู้เห็นกับการปล้นด้วย ตำรวจก็บ้าจี้เรียกพี่ไปสอบ”
“อะไรกัน เหลวไหลจริงๆ เปลืองภาษีแท้ๆ”
“พี่คิดว่าคงพึ่งพาตำรวจไม่ได้ ตอนนี้พี่ได้แต่ส่งคนของพี่ออกตามหาเท่านั้น” ภูมินทร์นั่งเครียดแบบเรียกร้องความสนใจ “นิจจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้ แบบนี้ถ้าพี่ตายไป พี่จะสู้หน้าพ่อกับแม่ได้ยังไงกัน”
ภูมินทร์เครียดมาก นั่งกุมหน้านิ่งเหมือนจะร้องไห้ ราชาวดีเอามือมาจับไว้ ปลอบใจ
“อย่าพูดแบบนี้สิคะ พี่ภูรักนิจมาก วดีรู้ วดีว่าท่านทั้งสองก็ต้องรับรู้ได้เหมือนกัน เชื่อวดีนะคะ นิจเป็นคนดี นิจต้องกลับมาหาเราได้อย่างปลอดภัย”
ภูมินทร์กุมมือราชาวดี มองซึ้ง
“ขอบใจนะวดี ขอบใจที่ให้กำลังใจพี่”
ราชาวดีให้กำลังใจภูมินทร์ ส่วนภูมินทร์ก็ซึ้งใจ

ศรีแพรเดินวนไปวนมากระสับกระส่ายอยู่ในบ้านกระเต็น รักนั่งมองตามจนเวียนหัว
“พี่คนสวย หยุดเดินเถอะ หนูปวดหัว”
จู่ๆ ยมก็ปรากฏตัวขึ้น
“แย่แล้วจ้ะ มีคนบุกรุก”
ศรีแพรคว้าคชกุศวิ่งออกไปทันที รักยมหายตัวแว๊บตามไป

ศรีแพรวิ่งพรวดออกมาเจอกับคมและลูกน้องที่เดินถือปืนเข้ามา
“พวกแก”
“ดี ออกมาให้จับกันง่ายๆ แบบนี้ ไม่ต้องเสียเวลา เฮ้ย อย่าให้ถึงตาย เราต้องใช้ตัวมัน”
ลูกน้องถือปืนเล็งแล้วตรงเข้าไปที่ศรีแพร ทันใดปืนของลูกน้องทั้งสองก็ถูกมือรัก ยม ปัดกระเด็นไป ลูกน้องทั้งสองงง รักและยมก็ปรากฏตัวขึ้นขี่คอลูกน้องคมพลางเอามือปิดตาลูกน้องทั้งสองเซไปมา รัก ยมทุบตีใหญ่ คมกับลูกน้องอีกคนเครียด
ลูกน้องวิ่งปรี่เข้าไปที่ศรีแพรทันที แต่แล้วกลับชนกับวงมนต์ที่ครอบคุ้มกันตัวบ้านอยู่ ลูกน้องถูกพลังสะท้อน ผลักให้กระเด็นกลิ้งหงายไป
“อ๊าก”
คมเห็นก็กระหน่ำยิงเข้าไปหลายนัด กระสุนพุ่งเข้าชนวงมนต์ที่คุ้มกัน แล้วแตกสลายกลายเป็นจุลไป
“แกไม่มีทางทำอะไรฉันได้หรอก” คมยิ้มเยาะ
“ฉันรู้อยู่แล้วว่าพวกแกต้องมีของอะไรพวกนี้” คมชักมีดหมอออกมา “ดูสิว่ามันจะสู้มีดหมอของอาจารย์ยอดได้รึเปล่า”
คมบริกรรมคาถา เป่าลงมีดหมอ มีดหมอเรืองแสงขึ้น คมวิ่งปรี่ไปที่วงมนต์ ปักมีดลงไปทันที วงมนต์ค่อยๆ ร้าว จากจุดที่มีดหมอปักแล้วร้าวกระจายออก

กระเต็นกับหาญยังอยู่ที่กองบังคับการปราบปราบ ทั้งคู่เดินกลับมาที่รถ
“มันเอากล้าไปซ่อนไว้ที่ไหนกันแน่ พ่อหาญคะ เราตามดูไอ้ภูมินทร์ดีไหมคะ มันต้องเคลื่อนไหวอะไรแน่”
“อืม ข้าก็คิดแบบนั้น ไม่รู้มันจะมาไม้ไหนอีก” ทันใด หาญก็มีสีหน้าเครียด ภาพวงมนต์ที่แตกร้าววาบเข้ามา “แย่แล้ว เกิดเรื่องที่บ้าน”
หาญกับกระเต็นมองกันสีหน้าเครียด

ศรีแพรมองเครียดเห็นวงมนต์แตกกระจายลงต่อหน้า คมปรี่เข้าหาศรีแพร ฟันมีดหมอใส่ ศรีแพรรับด้วยคชกุศ สู้กัน แต่แล้วคมก็เหนือกว่าตวัดคชกุศลอยไปแล้วซัดศรีแพรที่ท้องทันที ศรีแพรร่วง ลูกน้องตามเข้ามา เล็งปืน ศรีแพรชะงักสู้ไม่ได้ รัก ยม เห็นศรีแพรกำลังแย่
“พี่คนสวย”
รัก ยม ผละจากลูกน้องทั้งสอง พุ่งไปที่คมทันที คมหันขวับตวัดมีดหมอฟันไปที่รักยม
“โอ๊ย”
ร่างรัก ยม แตกสลายไป คมยิ้มสะใจ แววตาเหี้ยม ลูกน้องสองคนวิ่งเข้ามา
“เอาตัวมันไป เร็ว”

ลูกน้องทั้งสองคนล็อคตัวศรีแพรที่บาดเจ็บรีบพาตัวออกไป พร้อมกับคมและลูกน้อง
ศรีแพรถูกพาตัวขึ้นรถ รถของคมพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

หาญย่นระยะทางแหวกช่องอากาศออกมา รู้สึกเจ็บที่สะบักเพราะใช้พลัง หาญกุมแผล แล้วมองไปรอบๆเห็นคชกุศของศรีแพรหล่นอยู่ หาญรีบเดินไปเก็บขึ้นมา ปากหาญว่าคาถาแล้วหาญก็เห็นภาพศรีแพรที่ฟันกับคม โดนคมต่อยจุก และรักยมโดนฟันร่างสลายไป ศรีแพรโดนเอาตัวไป หาญเป็นห่วงศรีแพรมาก

“ศรีแพร”
หาญเครียดจัด

รถของกระเต็นพุ่งเข้ามาจอดหน้าบ้าน กระเต็นกับสุพจน์ลงจากรถ หาญออกมาจากบ้านพอดี กระเต็นรีบถาม
“เป็นไงบ้างคะ” หาญเครียด
“ข้ามาช้าไป พวกไอ้ภูมินทร์เอาตัวศรีแพรไปแล้ว” กระเต็นเครียด
“พอจะเพ่งจิตตามหาได้ไหมคะ”
“ข้าพยายามแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ข้าเสียพลังไปมาก”
“แต่ผมว่าพวกมันคงยังไปได้ไม่ไกลนัก ถ้าเรารีบออกตามหาอาจจะทัน”
ทั้งสามพยักหน้า รู้กัน สุพจน์รีบไปเข้าที่คนขับ กระเต็นกับหาญรีบขึ้นรถ รถพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

กล้ากับคะนึงนิจก้าวเข้ามาที่บริเวณหน้าศาลเจ้าร้างแห่งหนึ่ง ทั้งสองมองไปรอบๆ บรรยากาศเงียบกริบ
“ทำไมเงียบแบบนี้ รึว่าศรีแพรยังไม่ได้บอกแม่กับปู่พี่”
“ใจเย็นนิจ พี่ว่าเดี๋ยวพวกเค้าก็คงมา”
กล้าเห็นศรีแพรยืนอยู่ตรงหน้าศาลเจ้า ท่าทางแข็งทื่อเหมือนหุ่นยนต์ กล้าดีใจ
“นั่น ศรีแพร”
กล้ากับคะนึงนิจรีบเดินไปหาศรีแพร จนกล้าเดินเข้าใกล้ในระยะที่เห็นหน้ากันชัด กล้าเห็นก็ชะงัก
“เดี๋ยวนิจ” คะนึงนิจแปลกใจ
“คะ”
“ศรีแพรๆ”
ศรีแพรไม่ตอบ เพราะศรีแพรโดนคาถานะจังงัง คมที่แอบอยู่ยิงกล้า กล้ากลิ้งหลบกระสุนพ้นอย่างฉิวเฉียด คมและลูกน้องโผล่ขึ้นมาจากที่ซ่อนรอบๆ ล้อมกรอบกล้ากับคะนึงนิจโดยเล็งปืนไปที่กล้า
“ที่แท้เป็นแกนั่นเอง”
“ใช่ นังนี่มันไม่ยอมบอกว่าแกอยู่ที่ไหน ฉันก็เลยต้องใช้อาคมสะกดให้มันพูด คราวนี้แกไม่รอดแน่ไอ้กล้า”
คะนึงนิจรีบวิ่งเอาตัวไปบังกล้าไว้
“ถ้าพวกแกจะยิงเค้า ก็ยิงฉันด้วยเลยสิ”
คมกับพวกนิ่ง บรรยากาศตึงเครียด เสียงภูมินทร์ดังขึ้น
“คงไม่ดีมั้ง นิจ” คะนึงนิจกับกล้ามองไปเห็นภูมินทร์เดินออกมาจากด้านหลังของศรีแพร กระชากแขนแล้วเอาปืนจี้ตัวศรีแพรไว้ “ถ้านิจไม่เชื่อฟังพี่ รู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น” คะนึงนิจเครียดจัด “มาหาพี่ เร็ว”
“พี่ภู เลิกทำเรื่องผิดๆ ซะที นิจขอล่ะ หยุดได้แล้ว”
“นิจไม่มีสิทธิ์มาสั่งพี่ รึอยากให้นังนี่ตาย”
“แกอย่าทำอะไรศรีแพรนะ”
“ส่งน้องฉันมา ไอ้กล้า”
คะนึงนิจกับกล้ามองกัน เครียด
“นิจจะกลับไปกับพี่ภู แต่มีข้อแม้ว่าต้องปล่อยศรีแพรกับพี่กล้าไป ไม่งั้นก็ยิงมาเลยละกันจะได้ตายกันที่นี่ให้หมดนั่นแหละ”
ภูมินทร์มองน้อง ทั้งรักทั้งโมโห
“ยัยนิจ”
“นิจ”
“นิจยอมตาย พี่กล้า... รู้ใช่ไหมว่านิจพูดจริง เร็วสิพี่ภู เลือกเอา”
คะนึงนิจบอกอย่างเด็ดเดี่ยว ภูมินทร์โมโห แต่กลั้นไว้
“ได้ นิจก็มาสิ แล้วพี่จะปล่อยมัน” คะนึงนิจรู้แกวพี่ชาย
“ยัง จนกว่าพี่ภูจะสั่งให้ลูกน้องของพี่ทั้งหมดวางปืนก่อน”
“แต่พ่อเลี้ยงครับ”
ภูมินทร์เซ็งที่น้องรู้ทัน
“ทำตามน้องฉันพูดสิวะ”
คม กับลูกน้องค่อยๆ วางปืนลงที่พื้น
“พี่ภูก็ด้วย” ภูมินทร์จ้องคมเป็นสัญญาณว่าให้ค่อยดูไว้ คมพยักหน้านิดๆ รับ ภูมินทร์ยอมวางปืนที่พื้น “ปล่อยศรีแพร แล้วเตะปืนออกมาข้างหน้าด้วย” ภูมินทร์ยอมเตะปืนออกไปด้านหน้า คะนึงนิจพยักหน้าให้กล้า

“ไม่ต้องห่วง มองนิจให้ดีนะพี่กล้า”

เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง ตอนที่ 9 (ต่อ)

คะนึงนิจกระซิบบอกกล้าแล้วค่อยๆ ก้าวตรงไปหาภูมินทร์ภูมินทร์ผลักศรีแพรให้เดินออกไป ศรีแพรยังอยู่ในมนต์จึงเดินตัวแข็ง สองคนเดินสวนกัน
พอคะนึงนิจก้าวไปเกือบถึงตัวภูมินทร์ก็เปลี่ยนไปหยิบปืนภูมินทร์อย่างเร็วแล้วโยนไปให้กล้าทันที กล้าที่จ้องอยู่แล้ว ก็คว้าปืนไว้ได้ทันที ขณะที่ภูมินทร์ตะโกนลั่น
“ฆ่ามัน”
แต่กล้าเร็วกว่า ยิงลูกน้องภูมินทร์ที่อยู่ใกล้ล้มลงตายร่วง คมกับลูกน้องหยิบปืน ยิงไปที่กล้าทันที ศรีแพรที่อยู่ในมนต์ยืนขวางกระสุน ถูกกระสุนเข้าที่ไหล่ ล้มลง หัวกระแทกพื้น แล้วสลบไป
“ศรีแพร”
กล้าจะเข้าไปดูศรีแพร แต่กระสุนสาดเข้ามาไม่หยุด จำต้องกระโดดหลบหลังต้นไม้ คะนึงนิจกับภูมินทร์มองลุ้น คะนึงนิจจะเข้าไปช่วยแต่ภูมินทร์ดึงแขนน้องสาวไว้แน่น กล้ายิงตอบโต้ ลูกน้องภูมินทร์ร่วงเจ็บไปบ้าง คมนำลูกน้องสองคน เดินตรงเข้าหวังประชิดตัว คะนึงนิจเห็นท่าไม่ดีกัดแขนที่ภูมินทร์จับอยู่วิ่งออกไปทันที คะนึงนิจหยิบปืนของสมุนที่บาดเจ็บ แล้ววิ่งไปขวางหน้าพวกคมไว้ เล็งปืน
“ถอยไป” กล้าเห็นคะนึงนิจยืนอยู่ หยุดยิง “พี่กล้า หนีไป เร็ว” กล้ามองศรีแพรที่นอนสลบเลือดไหลซึมจากแขนอยู่ อยากไปช่วยแต่พวกคมขวาง “ไปสิพี่กล้า เร็ว”
กล้าตัดใจวิ่งหนีไป ภูมินทร์วิ่งตามเข้ามา คะนึงนิจเล็งปืน
“อยากยิงพี่ก็ยิงนิจ” ภูมินทร์บอกอย่างโมโหแล้วจ้องน้องสาวด้วยความโกรธ เดินตรงไปหาคะนึงนิจอย่างไม่กลัว “ยิงสิ”
คะนึงนิจยิงพี่ชายไม่ลง เปลี่ยนแผนจะเอาปืนยิงตัวเอง ภูมินทร์รีบเข้าแย่งปืนจนได้ ล็อคตัวคะนึงนิจเอาไว้คะนึงนิจดิ้น
“หยุดซะทีนิจ...ตามไป เอาศพพวกมันมาให้ฉันดูให้ได้”
คมพยักหน้ารับ วิ่งนำลูกน้อออกไปตามล่ากล้าทันที

รถกระเต็นพุ่งเข้ามาแล้วจอดที่สี่แยก สุพจน์ถามทุกคน
“เอาไงดีครับ จะไปต่อทางไหนดี”
“พี่สิงห์คะ”
“ข้าจะลองพยายามดูอีกครั้ง”
หาญหลับตาเพ่งจิตตามหาศรีแพร ภาพของศาลเจ้าร้างปรากฏขึ้นเลือนๆ ก่อนจะเคลื่อนไปตรงจุดที่ศรีแพรถูกยิงล้มลง หาญเห็นศรีแพรนอนอยู่ที่พื้น เป็นภาพมัวๆ ลางๆ นอนอยู่ แล้วภาพก็เลือนหายไป
หาญลืมตา กระอักเลือดนิดๆ
“พ่อหาญ” สุพจน์มองกระเต็นงงๆ กระเต็นรู้สึกตัวจึงรีบกลบเกลื่อน “เอ่อ เป็นไงบ้างคะพี่สิงห์ ไหวไหม”
หาญปาดเลือด อ่อนแรง
“ข้าไม่เป็นไร ข้าเห็นศรีแพรนอนอยู่ น่าจะเป็นศาลเจ้าร้างซักแห่ง”
สุพจน์กับกระเต็นมองกัน
“ศาลเจ้าร้าง...ผมรู้แล้วว่าเป็นที่ไหน”
สุพจน์รีบขับรถเลี้ยวไปทันที

พวกหาญวิ่งเข้ามาในศาลเจ้าจึงเห็นร่องรอยการต่อสู้และศรีแพรนอนสลบอยู่
“ศรีแพรๆ” หาญเข้าประคอง เห็นแผลที่แขนศรีแพร “ศรีแพรถูกยิง”
ทั้งหมดหน้าเครียด

ศรีแพรนอนสลบอยู่บนเตียงของโรงพยาบาล แขนที่ถูกยิงทำแผลเรียบร้อย ที่หัวมีผ้าพันไว้ กระเต็น หาญ สุพจน์ยืนอยู่ข้างๆ
“น่าสงสารจริงๆ”
“โชคยังดีนะครับที่กระสุนแค่ถากแขนไป แต่อาการช้ำในนี่สิครับ น่าเป็นห่วง”
หาญแม้จะดูเหนื่อย สภาพอ่อนแรง แต่ก็มองศรีแพรด้วยความสงสาร เป็นห่วง ศรีแพรขยับเปลือกตา เหมือนจะตื่น
“ศรีแพร”
ศรีแพรค่อยๆ ลืมตาขึ้น จากเบลอเป็นชัด เห็นกระเต็น หาญ สุพจน์มองด้วยความเป็นห่วง
“เอ็งปลอดภัยแล้วนะ ศรีแพร”
ศรีแพรอ่อนแรง มองไปรอบๆ
“ไอ้คนเมืองล่ะ ไอ้คนเมืองอยู่ไหน”
“เอ็งหมายถึงกล้าน่ะเหรอ”
ศรีแพรพยักหน้ากระเต็นกับสุพจน์มองกันอย่างตื่นเต้นใหญ่
“เธอไปเจอกล้ามาเหรอ ที่ไหน ยังไง ศรีแพร”
“ข้าเจอที่...โอ๊ย” กระเต็นเจ็บหัว แล้วศรีแพรก็สลบไปอีกครั้ง
“ศรีแพรๆ” หาญเครียด กระเต็นหงุดหงิดมาก “ไม่รู้ป่านนี้กล้าจะเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง คุณพจน์ นี่เราทำอะไรไอ้ภูมินทร์มันไม่ได้เลยเหรอ” สุพจน์เครียด
“ลำบากครับคุณเต็น เราไม่เห็นหน้าพวกมัน จะไปจับไอ้ภูมินทร์มันก็คงหาทางดิ้นจนได้ นอกจากรอศรีแพรฟื้น แล้วให้เป็นพยานให้เราหรือไม่ก็ต้องล่าตัวไอ้ยอดกับเสี่ยไพบูลย์ให้เจอ”

กระเต็นคิด แล้วถามหาญ

“เป็นไปได้ไหมคะ ที่พวกมันอาจหนีไปซ่อนตัวกับพวกไอ้ขุนโชติ”
“มันก็เป็นไปได้ ไอ้ดำอาจจะรู้ที่กบดานอื่นของพวกมัน กระเต็นเอ็งอยู่นี่พวกข้าจะลองไปถามมันดู”
หาญพยักหน้าให้สุพจน์ สุพจน์พยักหน้ารับ ทั้งสองจะเดินออกไป แต่แล้วหาญกลับรู้สึกมึนหัว วูบจะล้ม สุพจน์กับกระเต็นรีบประคองหาญไว้ กระเต็นมองไปเห็นเลือดที่ซึมออกมาเปื้อนเสื้อ
“แผลนั่น พ่อ เอ่อ พี่สิงห์ยังไม่แข็งแรงพอ พักก่อนเถอะค่ะ”
สุพจน์มองสงสัยกระเต็น แล้วคุยกับหาญ
“ใช่ครับ ผมว่าให้หมอดูหน่อยดีกว่า” หาญส่ายหน้า
“ข้าไม่เป็นไร แค่นี้เล็กน้อย ข้าใช้อาคมสมานแผล รักษาตัวเองได้ ตามล่าพวกไอ้ขุนโชติสำคัญกว่า”
กระเต็นกับสุพจน์มองหน้ากัน เป็นห่วงหาญ แต่ก็รู้ว่าห้ามไม่ได้ หาญมุ่งมั่นต้องการที่จะตามหาตัวพวกขุนโชติให้ได้

หาญกับสุพจน์กลับมาที่กองปราบ เสือดำตกใจและเป็นห่วงขุนโชติกับเสือไทเมื่อรู้ว่าตำรวจบุกไปที่ตำหนักอาจารย์ยอด
“พวกเอ็งบุกไปตำหนักไอ้ยอดมาแล้วรึ แล้วพี่โชติกับไอ้ไทเป็นเยี่ยงไรบ้าง”
หาญมีท่าทางอิดโรย
“ข้าไม่เจอขุนโชติ มันคงหลบไปกบดานที่ไหนซักแห่ง คราวที่ปะทะกันหนก่อนมันก็บาดเจ็บเพราะอานุภาพ
ของตะกรุดสามกษัตริย์ไปไม่น้อย”
“เสือดำ แกยังจะเป็นห่วงเป็นใยพวกมันอยู่อีกเหรอในเมื่อพวกมันส่งคนมาฆ่าแกปิดปาก โชคยังดีที่ช่วยได้ทัน แต่คนอื่นไม่ได้มีโชคอย่างนี้”
“เอ็งพูดกระไร”
“สมุนที่ตำหนัก ถูกอาจารย์ยอดมันใช้ยาสั่งฆ่าปิดปากหมดทุกคนแล้ว” เสือดำถึงกับอึ้ง
“ มันถึงกับฆ่าบริวารเพื่อให้ตัวเองรอด ขลาดเขลายิ่งนักแต่พี่โชติข้าไม่ใช่คนเยี่ยงนั้นแน่”
“ดูแกจะมั่นใจกับลูกพี่แกมาก”
“พี่โชติไม่ใช่คนรักตัวกลัวตาย ที่หายไปคงเพราะรักษาตัว พวกเอ็งไม่ต้องตามหาดอก ถึงรู้ว่าอยู่ที่ใด ก็ใช่ว่าทุกคนจะไปถึง” หาญนึกได้
“เอ็งหมายถึงถ้ำวังพยัคฆ์”

ที่ถ้ำวังพยัคฆ์ ปลายดาบกรีดลงบนผนังถ้ำซึ่งขุนโชติกำลังใช้ดาบประจุพรายทั้งสองเล่มเขียนอักขระขอมโบราณอยู่ ขุนโชติปักดาบลงที่พื้น ร่ายมนต์ เสียงคาถาภาษาขอมดังกังวาน
ขุนโชติเป่ามนต์ออกไป เลือดสีดำไหลออกมาจากซอกหิน พื้นและเพดานถ้ำ มารวมกันอยู่ในอักขระขอม แล้วเรืองแสงสีดำขึ้น อักขระพุ่งเข้าหาร่างขุนโชติ
“อ๊าก”
รอยสักยันต์รูปจระเข้ที่แขนเรืองรอง ร่างขุนโชติรับพลังอันมหาศาลจากมนต์ดำ
ที่ปากถ้ำเสือไทถืออาวุธในมือคอยเฝ้าตรวจตราอยู่รอบๆ มีแผลเป็นจากตะกรุดตรงกลางหน้าผาก เสือไทได้ยินเสียงจากในถ้ำรีบชะโงกดู แสงเรืองรองเข้าปะทะหน้าเสือไทเห็นขุนโชติที่พุ่งออกมา ร่างดำทะมึน ผิวกลายเป็นเกล็ดจระเข้พุ่งกระโจนลงไปในบึงน้ำเบื้องหน้า
ใต้น้ำ ขุนโชติกลายร่างเป็นจระเข้ยักษ์แหวกว่าย ทำเอาจระเข้ตัวอื่นๆ พากันว่ายหลบด้วยความหวาดกลัว เสือไทชะโงกมองลงไปในบึงด้วยความตกตะลึง ทันใดขุนโชติก็กระโจนขึ้นจากน้ำ
“พี่โชตินั่นคือวิชากระไรรึ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน” เสือไทถามอย่างตื่นเต้น
“กุมภีร์พิฆาต เป็นมนต์โบราณที่ปลุกวิญญาณของเหล่าจระเข้ให้มารวมในตัวข้า ตอนนี้ข้ามีพลังแกร่งกล้ากว่าเดิมยิ่งนัก”
“ต่อไปเราก็ไม่ต้องเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน”
“ถึงเพลาที่ข้าจักมอบความตาย เป็นบรรณาการแก่พวกมัน ไอ้หลวงณรงค์” ขุนโชติแววตาเหี้ยม

วันต่อมา ภูมินทร์นั่งเครียดอยู่ที่บ้าน คะนึงนิจดิ้นขณะที่ถูกคมกับลูกน้องภูมินทร์ล็อคตัวพาเข้ามา
“ปล่อยฉันนะ ปล่อย”
ภูมินทร์โมโห
“หยุดได้แล้วยัยนิจ อาละวาดมาทั้งคืนยังไม่พอรึไง”
คะนึงนิจสวนกลับ
“พี่ภูต่างหากที่ต้องหยุด ไม่ต้องมาโกหกอะไรนิจอีกแล้ว นิจรู้หมดแล้วว่าพี่ภูทำอะไรไว้บ้าง ทำไม ทำไมพี่ภูต้องทำกับพี่กล้าขนาดนี้ด้วย”
“ไอ้กล้ามันเป็นฆาตกรหนีคุก แกเลิกปลาบปลื้มมันได้แล้ว”
“คนที่เป็นฆาตกรคือพี่ต่างหาก พอที่สำหรับเรื่องโกหก นิจไม่โง่เชื่อพี่ภูอีกแล้ว นิจเสียดายจริงๆ ที่หลงคิดว่าพี่ภูจะเปลี่ยนแปลงได้ แต่เปล่าเลย พี่ภูยังเป็นคนใจร้าย เห็นแก่ตัว ทำชั่วได้ทุกอย่าง เพื่อตัวเองอย่างไม่ละอายต่อบาป”ภูมินทร์ตบหน้าคะนึงนิจ “เอาซิ ฆ่านิจเลย พี่ภูทำได้อยู่แล้ว นิจยินดีตายเพื่อจบทุกอย่าง แต่ขอให้พี่ปล่อยพี่กล้าไปซะ”
“ที่แท้ แกก็รักมัน แกยินดีตายเพื่อมัน” คะนึงนิจเงียบ “หึ แกนี่มันโง่จริงๆ ไม่รู้รึไงว่ามันรักวดีเพื่อนแกขนาดไหนฮะ”

คะนึงนิจอึ้งๆ แล้วเถียง

“มันเรื่องของนิจ พี่ภูไม่ต้องมายุ่ง คอยดูนะ นิจจะบอกเรื่องทั้งหมดให้วดีรู้ให้ได้”
ภูมินทร์จ้องน้องสาวด้วยความโมโห
“ฉันรู้อยู่แล้วว่าแกต้องทำแบบนั้น” ลูกน้องภูมินทร์อีกคนเดินเข้ามา“ถึงปางไม้เมื่อไหร่ โทร.มาบอกฉันด้วย”
คะนึงนิจอึ้ง
“พี่ภู พี่ภูทำกับนิจแบบนี้ไม่ได้นะ” ภูมินทร์ไม่ตอบ สั่งคม
“เอาตัวไป”
คมพยักหน้าให้ลูกน้องสองคนประกบล๋อคลากคะนึงนิจออกไป ขณะที่คะนึงนิจก็ร้องโวยวายไม่หยุด
“ปล่อยฉันนะ ปล่อยฉัน”
ภูมินทร์เครียด คมเสนอ
“เอ่อ นายครับ ผมว่านายน่าจะขึ้นไปพร้อมคุณนิจเลย คือผมเกรงว่าถ้าพวกเสี่ยกับอาจารย์ยอดโดนจับได้ พวกเราจะซวยไปด้วย ยังมีนังชาวป่าคนนั้นอีก”
“นี่แกโง่รึบ้า ถ้าฉันหนีไปตอนนี้ก็เท่ากับยอมรับว่ารู้เห็นด้วยสิวะ อีกอย่างตอนนี้วดีเชื่อใจฉันแล้ว ฉันไม่ต้องการให้เค้าต้องมาสงสัยอะไรฉันอีก”
คมเซ็งที่ภูมินทร์ใส่ใจราชาวดีเกินเหตุ
“แต่พ่อเลี้ยงครับกับผู้หญิงคนเดียว มันจะไม่คุ้มนะครับ ตอนนี้เราตกเป็นผู้ต้องสงสัยอยู่ด้วย น่าจะหยุดเรื่องงานแต่งงาน...”
“เงียบไปเลยไอ้คม ที่ปล่อยไอ้กล้าหลุดไปได้ฉันยังไม่ได้จัดการกับแกเลยนะ” คมไม่พอใจแต่พูดไม่ออก “เอาล่ะๆ เอาเป็นว่าหลังงานแต่ง ฉันจะพาวดีไปฮันนีมูนที่ปางไม้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็หนีข้ามชายแดนกันไปเลย”
“ครับนาย”
คมเซ็งๆเดินออกไป
“ฉันทำมาถึงขนาดนี้แล้ว ยังไงวดีก็ต้องเป็นของฉัน”
ภูมินทร์นั่งเครียด คิดแผนเร่งรัดให้ราชาวดีเป็นของตนเร็วขึ้น

เมื่อกลับมาบ้านกระเต็น หาญเข้าไปในห้องพระแปะทองคำเปลวลงบนหน้าผากของรักกับยม รักกับยมมีแต่ตาขาว ยืนนิ่งแข็งค้างเหมือนหุ่นยนต์ หาญใช้นิ้วแตะน้ำมันในถ้วยแล้วไปถูที่แผ่นทอง พึมพำคาถา ทองคำซึมหายไปในหน้าผาก หาญเป่ามนต์ ทันใดแสงสีทองก็แผ่กระจายจากหน้าผากอาบร่างของเด็กทั้งสอง ตาขาวพลิกกลับกลายเป็นดวงตาปกติ รักยมกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ยิ้มให้
“ขอบคุณปู่หาญที่ปลุกชีพพวกหนูอีกครั้ง”
“ข้าสิที่ต้องขอบใจพวกเอ็งที่เอาวิญญาณเข้าแลกเพื่อปกป้องศรีแพร” ยมชะงัก
“แม่มาแล้ว”
“พวกเอ็งไปทำหน้าที่เถอะ ข้าเองก็จะรักษาตัวบ้าง”
“จ้ะปู่หาญ”
พอรักกับยมหายตัวไป หาญก็หมดแรงทรุดลงนั่งเพราะหมดพลังไปอีก

กระเต็นขับรถเข้ามาจอด ประคองศรีแพรลงจากรถเข้าบ้าน ศรีแพรยังมีท่าทางยังอิดโรย
“เอะอะอะไรก็จะหนีกลับ เธอน่ะควรจะอยู่โรงพยาบาลต่ออีกสักพักให้หายดีก่อน ทำไมถึงดื้ออย่างนี้”
กระเต็นบ่นอย่างเป็นห่วง
“ไม่เอา ที่นั่นอึดอัด กลับมาอยู่นี่สบายใจกว่า ข้าพักสักสองสามวันก็แข็งแรงแล้วจะได้ออกไปตามหากล้า”
“ไม่ต้องเลย อยู่เฉยๆ แค่นี้ยังเดือดร้อนไม่พอเหรอ”
“เพราะข้าทำให้น้าไม่เจอกับลูกชาย ข้าสมควรรับผิดชอบ”
“นี่มันกรุงเทพนะ ไม่ใช่บ้านป่าที่เธอคุ้นเคยแล้วเธอจะไปตามหากล้าจากที่ไหน”
“ข้า...ข้าก็ไม่รู้ พอข้าโดนอาคม ก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย แต่...แต่ยังไงข้าก็ต้องตามหาจนเจอให้ได้ มันต้องมีสักที่สิ ที่ไอ้คนเมืองจะไป”
กระเต็นนึกออกว่ากล้าจะไปไหน
“จริงสิ รักยม”
รักกับยมปรากฏตัว
“จ๋าแม่”
“ปู่หาญล่ะ”
“ปู่กำลังทำพิธีรักษาตัวอยู่”
“แม่จะออกไปธุระข้างนอก เฝ้าบ้านไว้ ส่วนเธอก็อยู่ในห้องนอนพักซะ ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด เธอต้องให้การ
เป็นพยานกับตำรวจว่าไอ้ภูมินทร์กับลูกน้องจับเธอไป เข้าใจไหม”
ศรีแพรเป็นห่วงหาญเช่นกันจึงพยักหน้ารับ กระเต็นจะไป ศรีแพรเรียกไว้
“เดี๋ยว ข้าอยากถามเรื่องพิธีย้อนอายุมันมีจริงเหรอ ปู่หาญที่พวกเจ้าเรียกกัน เป็นปู่ของเจ้าคนเมืองจริงรึเปล่า แล้ว...”
“พ่อหาญรักษาสัจจะเท่าชีวิต ท่านจะไม่โกหกถ้าไม่จำเป็น แต่ต่อหน้าคนอื่น ฉันขอให้เธอเรียกท่านว่านายสิงห์เหมือนกับที่ฉันเรียก”

กระเต็นเดินไป ศรีแพรมองไปข้างบน

กระเต็นกดออดหน้าบ้านราชาวดีรัว เสียงออดดังรัว กระเต็นหน้าเครียด ร้อนใจ ราชาวดีเปิดประตูออกมาเห็นกระเต็นก็แปลกใจ

“คุณน้า”
ราชาวดีไหว้กระเต็น กระเต็นรับไหว้ไปงั้นๆ แล้วเข้าเรื่องเลย
“กล้าได้มาหาเธอรึเปล่า”
ราชาวดีรู้สึกแย่กล้าทำกับตนขนาดนี้ แต่ก็ยังถูกตามจิกอีก แต่ก็ข่มอารมณ์ พยายามอธิบาย
“ถ้าจะมาถามเรื่องนี้ ก็กลับไปเถอะค่ะ เราไม่เกี่ยวข้องกันแล้วจริงๆ ค่ะคุณน้า”
กระเต็นอ่อนลง พยายามหว่านล้อม
“ราชาวดี ฉันรู้เรื่องของคดีที่เธอแจ้งความไว้แล้ว มันไม่ใช่กล้าแน่ที่ฉุดเธอไป เรื่องที่เกิดขึ้นทุกอย่างเป็นเพราะกล้าถูกใส่ร้าย เธอต้องเชื่อฉัน”
“วดีเองก็อยากจะเชื่อค่ะคุณน้า แต่มันเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อวดีเจอเข้าเองกับตัว”
“ก็ฉันบอกแล้วไง ว่านั่นน่ะตัวปลอม เอาล่ะๆ ฉันขอให้เธอเห็นแก่หัวอกของคนเป็นแม่บ้าง ถ้าเค้ามาหาหรือติดต่อเธอมาเมื่อไหร่ก็ขอให้บอกฉันด้วย”
“คุณน้าคะ แต่ตอนนี้พี่กล้าลักพาตัวนิจไป เค้าคงจะไม่มาหาวดีแน่ วดีเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเค้าพานิจไปอยู่ที่ไหน”
“อะไรนะ ใครบอกเธอเรื่องนี้”
“พ่อเลี้ยงค่ะ พี่กล้าขู่ไว้ว่าจะทำร้ายนิจถ้าทางเราแจ้งตำรวจ”
กระเต็นคิดออกทันที
“นี่เธอถูกมันต้มแล้วรู้ไหม ยัยนิจถูกจับตัวไปซะที่ไหนกัน” ราชาวดีงง
“คะ”
“เธอมันหัวอ่อนจริงๆ มันบอกอะไรก็เชื่อ ที่ยัยนิจหายไปน่ะไม่ใช่เพราะกล้าลักพาตัวอะไรทั้งนั้น”
ราชาวดีชักสับสน
“คุณป้ารู้เรื่องนิจ” กระเต็นพยักหน้ารับ
“เธอยังอ่อนต่อโลกนักราชาวดี สิ่งที่เธอคิดว่าจริงบางทีมันอาจเป็นแค่เรื่องหลอกลวงก็ได้”
ราชาวดีเครียด สับสนไปหมด ภูมินทร์ขับรถเข้ามาจอดเห็นกระเต็นก็รีบลงจากรถทันที ภูมินทร์เดินตรงไปอยู่ข้างราชาวดีทันที
“วดี เค้ามาทำอะไรวดีรึเปล่า”
“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร” ราชาวดีตัดสินใจโกหก
“ใช่ ไม่มีอะไร ฉันก็แค่แม่คนหนึ่งที่ลูกถูกทำร้ายอย่างไม่เป็นธรรม หวังว่าเธอจะคิดอะไรได้บ้างนะ วดี”
ภูมินทร์เห็นว่าอยู่นานชักจะไม่ดี
“ผมว่าคุณนายกลับไปจะดีกว่า ตอนนี้วดีไม่จำเป็นต้องคิดอะไรอีก” ภูมินทร์โอบเอวราชาวดี “นอกจากเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวของผมเท่านั้น เชิญ”
กระเต็นมองราชาวดีอย่างผิดหวัง
“อย่างนี้นี่เอง...” กระเต็นมองหน้าภูมินทร์แล้วพูดต่อว่า “ฉันกลับแน่ แต่จำไว้อย่าง เวรกรรมน่ะมีจริง ไม่ช้าก็เร็วมันจะต้องกลับมาตามสนองแกแน่”
กระเต็นขึ้นรถขับออกไป ภูมินทร์ลอบมองราชาวดีที่ยืนหน้าเสียอยู่

พอเข้ามาในห้องรับแขก ภูมินทร์ถามราชาวดีที่มีสีหน้าไม่ดีนัก
“วดี พี่ถามจริงๆ ผู้หญิงคนนั้นพูดอะไรให้วดีต้องเสียใจอีกแล้วใช่ไหม”
ราชาวดียังสับสนในคำพูดกระเต็น
“เปล่าค่ะพี่ภู ไม่มีอะไรจริงๆ”
ภูมินทร์มองออกว่าต้องมีอะไร
“วดีก็รู้ว่าเค้าแค้นแล้วก็เกลียดพี่มาก พี่ไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้เค้านักหนา วดีคงจะไม่ไปหลงเชื่ออะไรที่เค้าพูดนะ” ราชาวดียิ้มจางๆ
“ค่ะ วดีรู้ ว่าต้องเชื่อใคร จริงสิ แล้วเรื่องนิจล่ะคะ ตามตัวเจอรึยัง” ภูมินทร์ยิ้ม พลางยื่นจดหมายให้ “อะไรกันคะ”
“เปิดอ่านดูสิจ๊ะ”
ราชาวดีเปิดจดหมายอ่าน ที่จดหมายเห็นเป็นตัวพิมพ์ดีดเขียน “ถึง วดี ”
“จดหมายจากนิจงั้นเหรอคะ”
“จ๊ะ ลูกน้องพี่ตามจนเจอตัวนิจอยู่ที่ศาลเจ้าร้าง นิจแอบหนีไอ้กล้ามาได้ ตอนนี้ปลอดภัยไม่มีอะไรแล้ว”
ราชาวดีดีใจ อ่านจดหมาย
“นิจบอกว่าจะไปพักอยู่ที่ปางไม้”
“เพื่อความปลอดภัยพี่ขอให้นิจไปหลบอยู่ที่นั่นก่อน” ภูมินทร์จับมือราชาวดี “วดี วดีอยู่คนเดียวแบบนี้ พี่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเลย อีกอย่างพักนี้พี่ก็ฝันร้ายทุกคืน พี่อาจจะถูกกล้ามันบุกมาฆ่าไม่วันใดก็วันหนึ่ง”
“พี่ภู”
ภูมินทร์เข้าแผนที่เตรียมมาทันที
“พี่ไม่อยากจากวดีอีกแล้ว เราเลื่อนวันแต่งเข้ามาอีกเถอะนะ เรื่องงานไม่ต้องห่วงพี่จะจัดการเองทุกอย่างหมั้นเช้าแต่งบ่ายไปเลยก็ได้ พี่จะได้ดูแลวดีอย่างเต็มที่ซะที”

ราชาวดีได้ยินก็อึ้งๆ ภูมินทร์ลุ้น

จบตอนที่ 9

อ่านต่อตอนที่ 10 พรุ่งนี้ เวลา 09.00น.
มณีสวาท ตอนที่ 7
มณีสวาท ตอนที่ 7
สุรินทร์ลนลานหนีตาย รวบรวมกำลังผุดลุกขึ้นแล้ววิ่งวุ่นไขว่คว้าร่างผู้เป็นนายอย่างน่าเวทนาแต่ไม่มีใครเห็น หรือได้ยินใดๆ “นายผมอยู่นี่ นาย! อำนาจ ฉันอยู่นี่! อำนาจ!” ทุกคนมีท่าทางปกติ ยกเว้นไพศิษฐ์ที่หน้าเจื่อนเล็กน้อย ที่ผนังทุกจุดที่คลำดูยังคงปิดสนิท ไม่เขยื้อนขยับสักที่ “ไง? ข้องใจอะไรอีกมั้ย?” ชรายุแดกดัน สุบรรณบอกเสียงเข้มแต่เจือความเกรงใจ “ผมฝากขอโทษเจ้าอุรคาด้วย” ทุกคนทำท่าจะกลับสุรินทร์ตกใจตะโกนสุดเสียง “นาย อย่าเพิ่งไป” “เดี๋ยวครับท่าน”เหมือนไพศิษฐ์ได้ยินเสียงนั้น นาถสุดานิ่วหน้า “อะไรอีกคะคุณศิษฐ์” “ผมได้ยินเสียงแว่วๆ เหมือนคน...เรียก นาย” ไพศิษฐ์บอก อำนาจหน้าตื่น “สุรินทร์!”
กำลังโหลดความคิดเห็น...