xs
xsm
sm
md
lg

เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง ตอนที่ 7

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง ตอนที่ 7

คะนึงนิจพาภูมินทร์เดินเข้าไปหาราชาที่คุกเข่าหน้าศพ คมเตร่อยู่ด้านหน้า ดวงใจเห็นพวกนุกูลกับงามตามองตามจึงบอกออกมาว่า

“นั่นน่ะ พ่อเลี้ยงภูมินทร์ พี่ชายนิจ เค้าเป็นพ่องานช่วยวดีทุกอย่าง ถ้าใครอยากจะก่อเรื่องที่นี่ก็ลองดูละกัน”
ดวงใจพูดจบก็เดินโมโหออกไป
“แก นี่มันผู้ชายที่เราเห็นมารับยัยวดีนี่” เพียงพิศบอกกับงามตา งามตามองด้วยความอิจฉาแล้วเดินตามเข้าไป “งาม งาม แกรอฉันด้วยสิยะ”
นุกูลยืนอึ้ง เพราะเมื่อได้ยินชื่อภูมินทร์ก็จำได้
“พ่อเลี้ยงภูมินทร์”
ราชาวดีจุดธูปให้ภูมินทร์ ภูมินทร์รับธูปไหว้ศพครูเริง ภูมินทร์ทำพูดดีต่อหน้าศพครูเริง
“หลับให้สบายนะครับครู ผมจะดูแลวดีให้ดีที่สุด ผมรับรอง...วดีไม่ต้องกังวลนะ เรื่องงานศพทั้งหมด นิจกับพี่
จะช่วยกันจัดการให้เอง”
ราชาวดียกมือไหว้ภูมินทร์
“ขอบคุณค่ะ”
ที่นั่งแขก งามตากับนงคราญกระซิบกระซาบและมองราชาวดีกับภูมินทร์ด้วยความอิจฉาริษยา ภูมินทร์ลุกขึ้นจะเดินออก สวนกับนุกูลที่ยืนรอจะไหว้ศพ นุกูลจ้องภูมินทร์แค้น ภูมินทร์เหลือบมองแต่ไม่สนใจก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้เจ้าภาพ นุกูลกลั้นอารมณ์ไว้ กำหมัดแน่นด้วยแค้น ก่อนจะเข้าไปไหว้ศพครูเริง

ที่ลานจอดรถของวัด รถภูมินทร์จอดอยู่คันสุดท้าย เปลี่ยว ไม่มีคน คมกับภูมินทร์เดินมาที่รถคมรีบเปิดประตูให้ภูมินทร์ ทันใดนุกูลก็ปรี่ออกมาจากความมืดใช้ไม้ตีภูมินทร์ทันที ภูมินทร์หลบทัน คมไวกว่าถีบนุกูลหงายไปจุกที่พื้น พวกป๋อง โป้ง เปี๊ยก ถือไม้ปรี่เข้ามารุมทันที คมกับภูมินทร์ตอบโต้กลับด้วยมือเปล่าซัดจนพวกโป้ง ป๋อง เปี๊ยกน่วม
“มันเป็นพวกไอ้กล้าครับนาย ผมจำได้” คมบอก
“ไอ้สารเลว พ่อฉันเกือบตายก็เพราะแก แกทำลายชีวิตพี่กล้า ทำลายชีวิตฉัน”
นุกูลไม่ยอมแพ้ บ้าเลือด ชักมีดวิ่งเข้าแทงภูมินทร์อีก ภูมินทร์คว้ามือนุกูล บิดแย่งมีดแล้วปักมีดลงที่ต้นขานุกูล
“อ๊าก”
“คิดจะล้างแค้นให้ไอ้กล้า มีปัญญาแค่นี้เหรอ”
นุกูลกระเผลกหนี
“ฉันไม่เชื่อว่าพี่กล้าจะเป็นฆาตรกร มันต้องเป็นฝีมือแกแน่ฉันสาบาน ซักวันฉันจะแก้แค้นแทนพ่อ แทนพี่กล้าให้ได้”
ภูมินทร์ตามเข้าไปกระทืบนุกูลจนกองกับพื้น พวกโป้งจะเข้ามาช่วย แต่คมชักปืนขู่ นุกูลเลือดอาบพยายามจะสู้พุ่งเข้าชาร์จ ภูมินทร์ถีบกลับไป ชักปืนจ่อ
“เศษสวะอย่างแก ฉันจะยิงทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้” ภูมินทร์ง้างนกจะลั่นไก นุกูลกลัวตัวสั่น ก้มหลบ พวกป๋อง โป้ง เปี๊ยกลุ้น จู่ๆ ภูมินทร์ก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “ฮ่าๆๆ ยิงแกไปก็เสียของ เก็บกระสุนไว้ยิงหมาข้างถนนยังดีกว่า ฮ่าๆๆ”
คมกับภูมินทร์ขึ้นรถขับออกไป โป้ง ป๋อง เปี๊ยก รีบเข้าไปดูนุกูล นุกูลอับอาย แค้น หมดแรง จ้องตามรถตาไม่กระพริบน้ำตาคลอ
กล้าถูกนำตัวกลับมาขังไว้ที่ห้องใต้ดินบ้านภูมินทร์ที่กรุงเทพ กล้าค่อยๆ ลืมตาขึ้น เห็นภูมินทร์กับคมยืนมองตนด้วยท่าทางสะใจ กล้าสะบัดหัวไล่ความมึนงง
“ไอ้ภูมินทร์ แก...” กล้าจะพุ่งไปหา แต่แขนกลับถูกมัดตรึงไว้ด้วยโซ่ “แกจับฉันมาทำไม ต้องการอะไร”
“แกต้องขอบคุณฉันถึงจะถูก ที่ให้ที่หลบซ่อนกับแก ไอ้เสือกล้า ฮ่าๆๆ” กล้างง ไม่เข้าใจ “แกจำไม่ได้จริงๆ น่ะเหรอ นึกสิ พยายามนึกหน่อย” ภูมินทร์หยิบหนังสือพิมพ์ชูให้กล้าดู “งั้นหนังสือพิมพ์นี่อาจช่วยให้แกจำอะไรได้บ้าง”
กล้าอึ้งเมื่อเห็นพาดหัวข่าว “ทลายม่อนช้างเผือก ล่าหัวลูกผู้การเพชร”
แล้วกล้าก็นึกถึงเกหตุการณ์ตอนที่หาญมาช่วยพาหนี/ศรีแพรขัดขวาง/หาญสู้กับขุนโชติ/ สู้กันที่น้ำตก แล้วภาพก็เบลอๆ ก่อนจะดำมืดไป
“ปู่หาญ ศรีแพร น้ำตก ฉันจำได้ว่าอยู่ที่น้ำตกแล้วหลังจากนั้น...ทำไมฉันมาอยู่ที่นี่ได้”
ภูมินทร์เห็นสภาพกล้า สะใจสุดๆ
“นี่แกจำไม่ได้จริงๆ เหรอ ไม่สนุกเลยวะ ฉันจะบอกให้เอาบุญก็ได้ เพราะแกเป็นต้นเหตุให้ตำรวจบุกถล่มพวกม่อนช้างเผือกจนราบ ตายกันเป็นเบือ แล้วที่เหี้ยมโหดที่สุดนะแกเป็นคนฆ่าปู่หาญของแกกับมือ”
“ไม่จริง แกเอาอะไรมาพูด”
“ถ้าไม่เชื่อก็รอคืนนี้ เผื่อผีปู่เอ็งจะมาหา ฮ่ะๆๆๆ”
ภูมินทร์เดินออกไป

ที่โพรงถ้ำ หาญโผล่ขึ้นจากน้ำแล้วตรงมาหาศรีแพร
“ข้าพบทางออกแล้ว แต่เราต้องดำน้ำลอดอุโมงค์ใต้น้ำ จากนี่ไปอีกไกลพอสมควร” ศรีแพรไม่พูดอะไร “เอ็งคงโกรธข้า ข้าจะคลายมนต์ให้เอ็งก่อน”
แต่แล้วสีหน้าของหาญก็เครียดขึ้นเมื่อเห็นศรีแพรหลับตา เหงื่อแตก หน้าแดงตัวแดง
“ศรีแพร” หาญเอามือเตะที่หน้าผากศรีแพร “ทำไมตัวเอ็งถึงร้อนเป็นไฟแบบนี้”
หาญเป่ามนต์ใส่กำปั้น สะบัดไปเพื่อคลายมนต์ มนต์คลาย ศรีแพรคลายจากมนต์ ลืมตา จ้องหน้าหาญ แววตาเย้ายวน
“ร้อน ข้าร้อนเหลือเกิน”
ศรีแพรเข้ามากอดรัด ลูบไล้หาญด้วยความรู้สึกเร่าร้อน หาญพยายามดันศรีแพรออก
“ศรีแพร ศรีแพร เอ็งเป็นอะไรไป”
ศรีแพรไม่ฟังอะไรทั้งนั้น

“ร้อน ข้าร้อน ข้าต้องการท่าน”

ศรีแพรดึงทึ้งเสื้อของตัวเองออกอย่างไร้สติ เสื้อผ้าร่วงลงพื้น หาญอึ้งแล้วสายตาหาญก็เห็นรอยกัดของตะขาบไฟอยู่ที่เนินอกของศรีแพรใกล้กับหัวใจ
“รอยนั่น”
ศรีแพรไม่สน เข้ามากอดหาญไว้ หาญไม่กอดตอบ สีหน้าเครียด พยายามคิดว่าเกิดจากพิษอะไรกันแน่ ระหว่างนั้นตะขาบไฟคลานออกมาจากเสื้อ แล้วคลานหลบหายไปในซอกหินอย่างรวดเร็ว หาญเห็นก็ตกใจ
“ตะขาบไฟ”
ทันใดนั้นพิษของตะขาบไฟเข้าถึงหัวใจศรีแพร หน้าของศรีแพรเปลี่ยนเป็นสีคล้ำแล้วสลบไป
“ศรีแพร ศรีแพร”
หาญว่าคาถา เป่าลงบนลูกสะกด ลูกสะกดวางอยู่เหนือบาดแผลของศรีแพร เลือดสีดำที่กระจายอยู่ทั่ว ไหลมารวมกันตรงลูกสะกด หาญเอาปลายมีดสั้นของศรีแพรจรดลงที่รอยบาดแผล กรีด ศรีแพรหมดสติ สีหน้าดำคล้ำ รู้สึกเพราะความเจ็บปวดจนน้ำตาไหล
“โอ๊ย”
เลือดไหลเปื้อนลงมาที่พื้นข้างตัวศรีแพร หาญเครียดขณะกำลังกรีดแผล
“อดทนไว้นะศรีแพร” หาญวางมีดสั้นลง “ข้าขอโทษนะ ข้าจำต้องทำเพื่อรักษาเอ็ง”
ศรีแพรสะลึมสะลือมองหาญ ทั้งเจ็บ ทั้งงงว่าเกิดอะไรขึ้น หาญก้มลงดูดพิษที่แผล เหนือเนินอกของศรีแพร ศรีแพรไม่เคยถูกเนื้อต้องตัวแบบนี้มาก่อน ตกใจ อึ้ง แต่ไม่มีแรงห้าม หาญบ้วนเลือดพิษสีดำเข้มทิ้ง สองสามครั้งจนหมด
ศรีแพรมีสีหน้าดีขึ้น พอจะมีแรง ดันตัวขึ้นแม้จะเหนื่อยอ่อน ศรีแพรกอดเสื้อน้ำตาคลอ
“เจ้า เจ้า”
ศรีแพรตบหาญที่หันกลับมาพอดี ทั้งเจ็บทั้งอับอาย หาญรู้สึกผิด
“ข้าขอโทษ แต่ข้าปล่อยให้เอ็งตายไม่ได้” หาญมองมองเบี้ยแก้ที่คอศรีแพร สะท้อนใจคิดไปถึงศรีวรรณ ศรีแพรรีบกอดอกแน่นทั้งโกรธทั้งอาย “เอ็งพักผ่อนเสียเถอะ ข้าจะไปหาอาหารมาให้”
หาญเดินเลี่ยงไป ศรีแพรร้องไห้

ภูมินทร์เดินนำราชาวดีกับคะนึงนิจเข้ามาในโรงภาพยนตร์ โดยมีคมตามหลังอยู่ห่างๆ ทั้งหมดไปหยุดอยู่หน้าโปสเตอร์หนังมาดามยี่หุบ ราชาวดีสบตาคะนึงนิจ ไม่อยากดู
“นิจ เรา...”
คะนึงนิจเข้าใจความหมาย
“พี่ภู ลากเราสองคนออกจากบ้านเพื่อมาดูหนังเรื่องนี้เนี่ยนะ วดีเค้าไม่ชอบหรอก นิจเองก็ไม่อยากดู”
ภูมินทร์ทำเป็นตีหน้าเศร้า
“พี่เห็นวดีร้องไห้มาเยอะแล้ว เลยอยากให้ได้หัวเราะบ้างแต่ถ้าไม่อยากดูพี่ขอโทษ งั้นเรากลับกันก็ได้”
ราชาวดีคล้อยตาม ใจอ่อน
“เดี๋ยวก่อนค่ะ ไหนๆ เราก็มากันแล้ว ดูก็ได้ค่ะ ดีเหมือนกัน วดีก็ไม่ได้ดูหนังนานแล้ว ดูหนังสักเรื่องเถอะนะจะได้ผ่อนคลายบ้าง นะนะ”
“เดี๋ยวผมจัดการให้ครับ นายไปนั่งรอเถอะ”
“ไม่ต้อง ฉันจะจัดการเอง แกไปรอที่รถวันนี้เป็นวันพิเศษ ฉันจะเป็นคนบริการคุณผู้หญิงทั้งสองคนเอง “
ภูมินทร์เดินไปยืนต่อแถวซื้อตั๋ว คมเข้าใจแผนจึงเลี่ยงออกไป คะนึงนิจกับราชาวดีมองตาม
“เมื่อก่อนนะ เราสองพี่น้องก็เคยหนีพ่อมาดูหนังกันแบบนี้แหละ พี่ภูเค้าเอาใจเราทุกอย่าง ดูแลเราอย่างกับ
เป็นเจ้าหญิงเลย”
คะนึงนิจนึกถึงความสุขในอดีตแววตาเป็นประกาย เริ่มรู้สึกดีๆ กับพี่ชาย ราชาวดีหันมองภูมินทร์ยิ้มให้

ตุ๊กตาของชำรวยจากหนังขยับดุ๊กดิ๊กไปมา คะนึงนิจกับราชาวดีจ้องมอง หัวเราะขบขัน จะเห็นว่าเป็นภูมินทร์ที่กำลังขยับตุ๊กตาให้เต้นไปมาประกอบเสียงฮัมเพลง คะนึงนิจทนขำต่อไม่ไหว
“พอได้แล้วพี่ภู นิจว่ามันไม่เหมาะกับพี่เลย ไม่ต้องพยายามทำหรอก อายคนเค้า”
คนรอบๆ มองขำๆ
“สงสัยจะจริงแหะ”
“ยังไงก็ต้องขอบคุณนะคะ ที่ทำให้วดีหัวเราะได้”
ภูมินทร์สบตาราชาวดี ราชาวดีรู้สึกเป็นกันเองมากขึ้น
ห่างออกไปจะเห็นงามตากับเพื่อนเดินเฉิดฉายขึ้นบันไดมา งามตากวาดสายตามองหนุ่มๆ แต่ต้องชะงัก
เมื่อเห็นราชาวดีคุยอยู่กับภูมินทร์อย่างเป็นกันเอง งามตาหมั่นไส้นงคราญรีบเสริม
“พอพี่กล้าตกกระป๋อง ยัยวดีเค้าก็หาเสี่ยรูปหล่อมาควงแทนได้ทันทีเลยนะ”
“ผิดกับยัยงามที่มีแต่ผู้ชายห่วยๆ อย่างนุกูล”
งามตาถลึงตา เพียงพิศปิดปาก งามตาปรี่เข้าไปหาราชาวดี เพื่อนๆ รีบตาม
“วดี เป็นยังไงบ้าง เราเสียใจด้วยนะเรื่องพ่อเธอตาย ตอนแรกที่ข่าวลงว่า คนฆ่าพ่อเธอคือพี่กล้า เราตกใจมากเลย แต่เอ๊ะ...ดูเธอจะไม่เศร้าสลดเท่าไหร่เลยนี่ ยังควงผู้ชายคนใหม่มาดูหนังตลกได้”
งามตาบอก ราชาวดีข่มอารมณ์ คะนึงนิจทนไม่ได้
“เธอต้องการอะไรเนี่ย ถ้าจะดูหนัง โน่น ไปซื้อตั๋วตรงนู้น”
“ไม่เอาน่านิจ”
“ถ้าทักทายกันเสร็จแล้วก็ขอตัวนะ” ภูมินทร์บอก
“พ่อเลี้ยงใช่มั้ยคะ คุณคงไม่รู้ว่าเมื่อก่อนพี่กล้ากับวดีเป็นคู่รักที่ทุกคนในโรงเรียนพากันอิจฉาขนาดไหน” ภูมินทร์ไม่พอใจ ข่มอารมณ์ไว้ “ตั้งแต่เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น งามตาเป็นห่วงเพื่อนคนนี้มาก แต่ตอนนี้เห็นแล้วก็สบายใจ ที่วดีปรับตัวได้เร็ว พอทิ้งพี่กล้าปุ๊บ ก็ได้พ่อเลี้ยงเป็นแฟนใหม่ปั๊บ เก่งจังเลยนะวดี”
ราชาวดีหน้าเสีย

“พูดให้ดีดีนะ พี่ภูเป็นพี่ชายฉัน ไม่มีใครเป็นแฟนใครทั้งนั้น”

คะนึงนิจจะเอาเรื่อง ราชาวดีดึงไว้

“นิจกลับกันเถอะ เราปวดหัว” ราชาวดีหันไปพูดกับภูมินทร์ “ขอโทษนะคะแต่วดีไม่อยากดูหนังแล้ว”
ราชาวดีเดินออกไปเลย
“วดี เดี๋ยวซิ วดี”
“เดี๋ยวนิจไปดูเอง”
งามตาสบตากับเพื่อนๆ สะใจ เห็นตั๋วหนังในมือภูมินทร์
“แหม เสียดายตั๋วหนังจัง ไหนๆ ก็ซื้อมาแล้ว” งามตาสบตาภูมินทร์อย่างยั่วยวน “จะให้งามตาดูหนังเป็นเพื่อนก็ได้นะคะ”
ภูมินทร์มองงามตานิ่ง
“แต่ตอนนี้ฉันหมดอารมณ์ ไม่อยากดูแล้ว”
ภูมินทร์โยนตั๋วทิ้งแล้วเดินไป นงคราญไปเก็บตั๋วมา
“อุ๊ยสามใบ พอดีเลย ส้มหล่นจริงๆ”
“ไม่ต้องไปเอา ทิ้งไปเลย คนอย่างฉันไม่รับเดนจากนังราชาวดี”
“อีตาพ่อเลี้ยงนี่ เท่ไม่หยอกเลยนะ เราว่ามองดีดีหล่อกว่าพี่กล้าอีก”
“เสียดายที่ตาต่ำ แยกเพชรกับก้อนหินไม่ออก”
งามตาเชิด เดินไป
“ใครเพชร ใครก้อนหินน่ะ” นงคราญหัวเราะกับเพียงพิศ
ด้านหน้าไกลออกมา ภูมินทร์ก้าวเข้ามามองสามสาว สีหน้าครุ่นคิดหมายมาดก่อนสวมแว่นดำเดินออกไป

ที่สวนหลังบ้านภูมินทร์ มีกระสุนปืน ปืนลูกซอง ปืนลูกโม่ ปืน11มม. เอ็ม 16 ระเบิด วางกองอยู่บนโต๊ะ
ขุนโชติ เสือไท เสือดำ ยืนอยู่
“ไอ้ปืนนี่ข้ารู้จัก นี่นะรึของวิเศษที่เอ็งจะให้ข้าดู ไอ้เป๋”
ขุนโชติ เสือไทกับเสือดำมองอาวุธบนโต๊ะ สีหน้าเหยียดๆ ประมาณกระจอกมาก เสี่ยไพบูลย์เซ็งแต่จำต้องหลอกไว้ใช้งาน
“โธ่ ท่านขุนโชติ ท่านดำ ท่านไท ใจเย็นๆ กันก่อน ไอ้อาวุธพวกนี้ ถึงมันจะทำอะไรพวกท่านไม่ได้ แต่อานุภาพสุดๆ เลยนะครับ ไม่ต้องท่องคาถาให้เสียเวลาด้วย” เสี่ยไพบูลย์รีบหยิบปืนอธิบายยังกะขายตรง “นี่ปืน 11 มม. เป็นแบบแมกกาซีน ทำอย่างนี้” เสี่ยไพบูลย์หยิบกระสุนใส่ “ใส่กระสุน สอดนิ้วเข้าไปตรงนี้ ง้างนกหน่อย เปรี้ยง ยิงง่ายตายเร็ว ส่วนนี่ปืนลูกซองยิงที ตูม หัวกระจุย แต่ถ้าไม่สะใจพอ ต้องนี่เลยครับท่าน เอ็ม16 ยิงกราดตายเกลื่อนไม่เหลือหลอ” เสี่ยไพบูลย์นำเสนอเสร็จก็มองพวกขุนโชติ เห็นยืนทำหน้านิ่งก็ได้แต่ยิ้มแห้ง “ลองรับไปคนละกระบอกไหมครับ ผมรับรอง แรงไม่แพ้ดาบของท่านขุนโชติแน่ ไม่เชื่อดูสภาพผมเป็นตัวอย่างได้”
“เฮ้ย ไอ้บอด เอ็งริเทียบของเยี่ยงนี้กับดาบพี่โชติกระนั้นรึ”
เสี่ยไพบูลย์ตกใจเล็กน้อย เหล็งรีบเอาออกซิเจนมาให้สูด
“พวกข้ามีอาคมแก่กล้า ฆ่าโปลิศได้ทั้งกรุงของกระจอกเยี่ยงนี้ไม่จำเป็นแน่ ไอ้ดำ ไอ้ไท กลับ”
อาจารย์ยอดโผล่เข้ามาขวางเอาไว้
“ใจเย็นก่อนท่านขุนโชติ วิชาของพวกท่านใครก็สู้ไม่ได้” ขุนโชติได้ยินคำยอก็หยุด ชอบใจ
“แต่ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปท่านก็น่าจะเห็น ตอนนี้ข้างนอกผู้หญิงมีระดูเดินกันให้พล่านอยู่บนสะพาน พลาดพลั้งไปถึงวิชาเสื่อมก็ยังใช้เครื่องทุ่นแรงได้” ขุนโชติเริ่มลังเล “เอ รึว่า มันยากเกินไปสำหรับพวกท่าน”
ขุนโชติได้ยิน ฉุน ไม่พอใจ หยิบปืนขึ้นมา
“เช่นนั้น ข้าจักทำให้เอ็งเห็นเอง” ขุนโชติลองสอดนิ้ว จับปืนอย่างที่เสี่ยไพบูลย์สอนไว้ตอนแรก แล้วเล็งไปที่เสี่ยไพบูลย์ เสี่ยไพบูลย์อึ้ง “ข้าต้องการลองมันกับคนจริงๆ”
เสี่ยไพบูลย์อึกอัก
“ดะๆ ได้สิท่าน” เสี่ยไพบูลย์ตะโกนบอกลูกน้องที่ยืนคุมอยู่อีกมุม “เฮ้ย ลื้อ วิ่งเป็นเป้าหน่อยสิวะ” ลูกน้องชี้ที่ตัวเอง หน้าซีด “คนเค้าเพิ่งฝึกยิง ไม่โดนหรอก ลื้อวิ่งหลบดีดีละกัน”
ลูกน้องกลัวก็กลัว แต่จำต้องวิ่งออกมาตามคำสั่ง ขุนโชติยกปืนขึ้นเล็ง แล้วยิงเปรี้ยงออกไปทันทีกระสุนถูกลูกน้องที่หัว ล้มลงตายสนิท เสี่ยไพบูลย์ อาจารย์ยอด เหล็ง มองทึ่ง เสือดำ เสือไทยิ้มชอบใจที่ลูกพี่เก่ง ขุนโชติพูดนิ่งๆ“หึ ก็แค่เล็งแล้วยิง เหมือนหน้าไม้ไม่ผิด”
เสือดำกับเสือไทเริ่มสนใจ เสือดำหยิบลูกซองขึ้นมาดู เสือไทหยิบเอ็ม 16
“เดี๋ยวใจเย็นนะครับ อย่าเพิ่งยิง”
เหล็งวิ่งหน้าตื่นเข้ามา
“แย่แล้วครับเสี่ย”

ที่ห้องใต้ดิน กล้าที่ถูกล่ามโซ่ตรึงไว้กับผนัง กำลังแกล้งดิ้นร้องครวญคราง
“อ๊า ช่วยด้วยๆ ทำไมถึงทรมานแบบนี้ อ๊า ช่วยด้วย”
ลูกน้องภูมินทร์ที่ยืนคุมอยู่หน้ากรงขังยืนมอง เครียด ไม่รู้จะทำยังไง กล้าทำเป็นแกล้งสลบแน่นิ่งไป ลูกน้องภูมินทร์ตกใจ ตัดสินใจรีบไขเปิดกรงเข้าไปดูที่กล้า ตบๆ หน้ากล้าดู กล้ายังสลบไม่ตื่น ลูกน้องเครียด รีบไขโซ่ที่มือกล้าข้างนึงออก กล้าลืมตาขึ้น ฉวยโอกาสที่อยู่ระยะประชิดแทงเข่าไปที่ท้อง ลูกน้องภูมินทร์ไม่ทันตั้งตัว ตัวงอ จุก กล้าเอากำปั้นทุบไปที่คอสลบไป กุญแจร่วงจากมือ
กล้าเปิดประตูห้องขังใต้ดินขึ้นมา มองซ้ายขวาไม่เห็นใคร รีบวิ่งหนีไป

มุมหนึ่งในบ้านกล้าเข้ามาอย่างระวัง กล้าเห็นประตูด้านหลังเปิดอยู่ กล้ามองรอบๆ อีกครั้งจนแน่ใจว่าไม่มีใคร จึงรีบเดินออกไปที่ประตูทันทีแต่แล้วกล้ากลับต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นขุนโชติยืนอยู่ที่ประตู เดินตรงเข้ามาหาตน กล้าอึ้ง เครียด

อ่านต่อพรุ่งนี้ เวลา 09.00น.

“น้า ทำไม”
“แผนแค่นี้ เอ็งคิดรึ ว่าพวกข้าจะหลงกลง่ายๆ”
“หมายความว่า นี่น้าเป็นสมุนไอ้ภูมินทร์เหรอ”
“สามหาว  พี่โชติไม่เคยเป็นสมุนรับใช้ใคร”
เสือดำ เสือไท ก้าวเข้ามา ยืนดักอยู่ ยิ้มเหี้ยม กล้าเห็น กำหมัด มองระวังตัว
“ไม่ต้องห่วง ขุนโจรอย่างข้า ไม่คิดรุมเอ็งแน่”
กล้ามองนิ่ง เหล่ไปดูของบนตู้ข้างๆ ตัว คว้าไขควงซัดไปที่ขุนโชติที่เดินเข้ามาหา แต่ขุนโชติเคลื่อนตัวหลบแล้ว สับมือกล้าของร่วงไป กล้าไม่ยอมแพ้กำหมัดซัดไปที่ขุนโชติ ขุนโชติสู้กลับด้วยมือเปล่า แต่ทุกท่าที่กล้าซัดหมัด ศอก เข่า เตะ ขุนโชติใช้เชิงมวยที่เหนือกว่าหลบแล้วซัดกลับได้ตลอด
กล้าถูกเล่นงานจนน่วม อ่อนแรง แต่ยังกำหมัดจ้องขุนโชติด้วยแววตานักสู้ แล้วพุ่งเข้าใส่ ขุนโชติหลบ ถีบกล้ากระเด็นติดผนัง แล้วพุ่งตามเอามือขย้ำคอกล้าทันที กล้าแม้หายใจไม่ออก แต่ก็สบตาขุนโชติ มองไม่กลัว ขุนโชติจ้องกลับแล้วหยุดชะงัก
“เอ็งก็รู้ว่าสู้ข้าไม่ได้ เหตุใดจึงไม่หยุดเสีย”
“มันก็ดีกว่ายอมแพ้”
“ข้านับถือน้ำใจที่เอ็งสู้สมกับเป็นชายชาตรีนัก ความจริงข้าก็เอ็นดูเอ็งอยู่ไม่น้อย หากเอ็งยอมอยู่กับข้าแลตัดขาดจากพวกหลวงณรงค์เสีย ข้าจักไม่ถือสาหาความ แลจักถ่ายทอดวิชาให้”
เสือไทได้ยินก็ชักสีหน้าไม่พอใจ เสือดำหรี่ตาจ้องไม่พอใจเช่นกัน
“ไม่ ผมเป็นลูกตำรวจ พ่อผมทำงานรับใช้ประชาชน รับใช้แผ่นดิน ผมไม่มีทางเป็นโจรเด็ดขาด”
“แต่ไอ้หลวงณรงค์ทวดของเอ็งมันชั่ว จิตใจมันต่ำช้ายิ่งกว่าโจรเยี่ยงข้า”
“ผมไม่รู้จักหลวงณรงค์อะไรนั่น  ไม่ต้องมาแต่งเรื่องไร้สาระหลอกผม”
“ไอ้กล้า”
กล้าเข่าใส่ขุนโชติ บุกโจมตี ขุนโชติโกรธ ว่าคาถา สะบัดไปที่กล้า กล้าถูกนะจังงังนิ่ง
“พวกเอ็งจงลากมันไปขังเสีย”
เสือดำ เสือไท ลากตัวตัวกล้าออกไป ขุนโชติอารมณ์เสีย โมโห
อาจารย์ยอดกับเสี่ยไพบูลย์ยืนมองอยู่ ทั้งคู่มีสีหน้าพอใจ
“ข้าบอกแล้ว เลี้ยงพวกมันดีดี ก็เหมือนมีหมารับใช้ชั้นเลิศ”
ทั้งสองมองขุนโชติ ยิ้มเจ้าเล่ห์
 
ทางด้านหาญกับศรีแพร หาญนั่งมองศรีแพรซึ่งหลับอยู่  ศรีแพรใส่เสื้อโดยเสื้อถูกหาญเปิดลงมาเห็นแค่เนินอก ตรงที่เป็นรอยตะขาบกัด หาญถอนใจคิดถึงตอนที่รักษาให้ศรีวรรณ หาญรู้สึกสะท้อนใจที่ เหตุการณ์มาบรรจบเหมือนกัน
หาญหยิบว่านนาคราชซึ่งถูกบดแล้ว เป็นสีเขียวเข้ม วางอยู่บนใบ้ไม้ขึ้นมา หาญดูลำบากใจแต่ก็ค่อยๆ หยิบว่านทาลงบนแผลของศรีแพร ก่อนจะเอาใบไม้ประกบ ทันใดศรีแพรตื่นขึ้น ตกใจที่หาญมาจับตรงหน้าอก ศรีแพรตบหน้าหาญ
“ไอ้คนเลว”
ศรีแพรรีบปิดป้องเนื้อตัว พยุงตัวลุกขึ้น แล้วต่อยไปที่หาญ หาญหลบ ตั้งรับ ศรีแพรไม่หยุด หาญดึงมือศรีแพรไว้
“เดี๋ยว ศรีแพร พิษเอ็งยังไม่หมด อย่าเพิ่งใช้กำลัง”
“ข้าไม่เชื่อ คนเมืองอย่างเจ้า มันเชื่อไม่ได้” ศรีแพรดิ้น สะบัดแขน แต่แล้วก็เจ็บแผล “โอ๊ย”
ศรีแพรทรุดลงหน้าซีด หาญรีบเข้าประคอง
“ข้าบอกแล้ว ทำไมถึงไม่เชื่อ” หาญประคองศรีแพรลงนอน ศรีแพรอายมาก เสียฟอร์ม เบือนหน้าหนี  “ข้าหาญ พันธ์สิงห์ รับรองด้วยชีวิต ว่าไม่เคยคิดล่วงเกินเอ็งเลย” ศรีแพรนั่งหน้าตึง หาญถอนใจส่ายหน้าเอือมในความดื้อ “เอ็งรอข้าอยู่นี่ เดี๋ยวข้ามา”
หาญเดินออกไป ศรีแพรมองตาม สงสัยจะไปไหน
 
หาญนั่งอยู่หน้ากองไม้ที่สุมเข้าหากัน ปากหาญร่ายคาถา มือหาญวาดผ่านกองไม้ จู่ๆ ไฟสีเขียวก็ลุกพรึ่บ  ศรีแพรนอนอยู่ที่แม้จะเพลีย แต่ก็มองด้วยความอยากรู้ หาญนั่งร่ายคาถา ก่อนจะเป่ามนต์ลงไปคลื่นมนต์กระทบเข้าที่กองไฟ ไฟแหวกออกจากกันจึงเห็นเหง้าพยับหมอกส่องแสงเรืองสีฟ้าอ่อนๆ อยู่ หาญเอื้อมมือเข้าไปหยิบออกมาแล้วเดินไปที่ศรีแพร
“กินนี่ซะ มันจะช่วยให้เจ้าฟื้นกำลังได้เร็วขึ้น”
“นี่มันเหง้าพยับหมอก ขึ้นอยู่เฉพาะหน้าผาสูงๆ เท่านั้นนี่”
“เอ็งอย่าเพิ่งถาม รีบกินเสียก่อนที่ฤทธิ์ตะขาบไฟจะกำเริบ”
หาญประคองศรีแพรนั่ง จะป้อนให้
“ไม่ต้อง ข้ากินเองได้”
“อย่าดื้อสิ ข้าบอกแล้วว่าเอ็งยังอ่อนแรงนัก”
ศรีแพรหน้าบูด หาญมองดุๆ เหมือนพ่อดุลูกที่ดื้อ ศรีแพรเลยยอมอ้าปาก หาญค่อยๆ ประคองป้อนให้ทาน ศรีแพรเบ้หน้า
“อี๊ ขม ไม่เอา” ศรีแพรเบือนหน้าหนี
“ค่อยๆ กิน เดี๋ยวมันก็จะหายขมไปเอง ถ้าไม่กินก็ต้องใช้วิธีทาที่แผล เลือกเอา” ศรีแพรกลัวหาญจับหน้าอกอีก จึงรีบกินหน้าตาเหยเก หาญขำในท่าทางศรีแพร “เอ็งนี่มันเหมือนเด็กไม่มีผิด”
“ข้าไม่ใช่เด็ก ข้าเป็นสาวแล้ว อย่างมากก็อ่อนกว่าเอ็งไม่ถึงสิบปี”
“อืม ไม่เด็กก็ไม่เด็ก รู้สึกดีขึ้นใช่ไหม”

เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง ตอนที่ 7 (ต่อ)

ศรีแพรลองขยับเนื้อตัว
“อื้อ ทำไมเจ้าทำพิธีรักษาพิษด้วยเหง้าพยับหมอกได้  แม่ข้าเคยบอกว่านี่ไม่ใช่ตำราของคนม่อนช้างเผือก”
“พิธีนี้ ข้าเป็นคนสอนแม่เจ้าเอง”
ศรีแพรได้ยิน ไม่เชื่อ
“ไม่จริง มันจะเป็นได้ยังไง เจ้าอย่าอวดอ้างจะดีกว่า ก็เจ้ายังหนุ่...” ศรีแพรชะงัก นึกได้ว่ากล้าเรียกหาญว่า ปู่หาญ เหตุการณ์ตอนนั้นกล้าเป็นห่วงหาญจะเข้าไปช่วย แต่ศรีแพรไม่ยอม
“อยากตายรึไง เจ้ายังบาดเจ็บอยู่”
“ปล่อยผม  ผมต้องไปช่วยปู่หาญ”
“ตอนสู้กับขุนโชติ เจ้าบอกว่าเจ้าทำพิธีอะไรมานะ” ศรีแพรถามออกมา หาญตัดสินใจบอก                             
“พิธีอมฤตเทวา ข้าย้อนอายุมาก็เพื่อช่วยกล้า หลานของข้า”
“ฮะๆๆๆ นี่เจ้าคงเห็นข้าเป็นเด็กจริงๆ ถึงได้แต่งนิทานมาหลอกข้า ถ้ามีพิธีแบบนั้นจริง คนก็คงไม่มีวันแก่วันตาย โลกนี้ก็คงแน่นจนไม่มีที่จะยืน”
“เอ็งพูดถูก ไม่มีใครหนีพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ขึ้นอยู่กับวิบากกรรมของแต่ละคน เหมือนกับเราสองคน ที่วิบากกรรมนำพาให้เรามาพบกัน”
“พูดอะไรของเจ้า ไม่เห็นรู้เรื่อง” ศรีแพรลุกขึ้น
“เอ็งจะไปไหน”
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ข้าจะรีบไปช่วยพ่อ”
 
ศรีแพรเดินมองหาทางออก หาญเดินตาม
“ข้าสำรวจหมดแล้ว  ทางเดียวที่เราจะออกไปได้ คือต้องดำน้ำออกไป แต่ระยะทางมันไกล ลำพังตัวข้าไม่เป็นไร แต่เอ็งบาดเจ็บอยู่ ยังไม่หาย หากใช้กำลังมากไป พิษจะกำเริบได้”
ศรีแพรคิดตาม
“แต่ดำน้ำแค่นี้  ชาวป่าอย่างข้าทำได้ สบายมาก”
ศรีแพรไม่รอช้า กระโดดลงไปทันที
“ศรีแพร”
ศรีแพรดำน้ำลงมาเจออุโมงค์ใต้น้ำ ว่ายเข้าไปข้างใน  รอบๆ อุโมงค์ใต้น้ำ มืดสลัว ศรีแพรว่ายไปเรื่อยๆ
อากาศเริ่มหมด  เรี่ยวแรงที่ว่ายต่อไม่มี ศรีแพรเริ่มกระสับกระส่ายมองหาทางออก ศรีแพรมองหาแสงที่เป็นทางออก แต่ก็ไม่เห็น ศรีแพรพยายามไปต่อแต่กลับรู้สึกเจ็บตรงแผลที่อก เริ่มหมดแรง หมดอากาศหายใจ สำลักน้ำ แล้วนิ่ง ลอยคว้าง
หาญว่ายดิ่งเข้ามาที่ศรีแพร ประกบปากให้อากาศหายใจ ศรีแพรได้สติ หาญรีบโอบตัวศรีแพร พาตัวว่ายกลับทางเดิม
 
โรงแรมแห่งหนึ่ง รถยนต์แล่นเข้ามาจอด คมลากงามตาลงจากรถ  งามตาพยายามจะดิ้นรนขัดขืนแต่สู้แรงไม่ได้
“ปล่อยฉันนะ ไอ้บ้า จับฉันมาทำไม” คมชักปืนขู่
“ถ้าไม่อยากตายก็หุบปาก  แล้วตามมาดีๆ”
งามตากลัว  ไม่กล้าออกฤทธิ์  ยอมให้คมลากตัวหายเข้าไปในโรงแรม
งามตาถูกผลักเข้ามาในห้องนอน ประตูปิดลงจึงเห็นภูมินทร์นั่งที่โซฟาถือมีดเอาผ้าเช็ดไปมา ภูมินทร์หันหน้ามาแววตาโกรธ
“เป็นไง งามตา”
“พ่อเลี้ยง” งามตาเห็นมีดแล้วนึกกลัว “ถ้าพ่อเลี้ยงไม่พอใจเรื่องเมื่อกลางวัน งามตาขอโทษนะคะ”                                               งามตาพูดจบก็พุ่งไปพยายามจะเปิดประตูหนี แต่ภูมินทร์มาถึงตัวก่อนแล้วล็อคตัวงามตาไว้เอามีดจ่อหน้า
“เธอนี่มองใกล้ๆ ก็สวยเหมือนกันนะ เสียดายที่ต่อไปจะเหลือแค่หน้าสวยๆ แต่พูดไม่ได้ เพราะถูกตัดลิ้นออกไป”
งามตากลัวมาก น้ำตาไหล
“ฮือๆ  อย่าทำอะไรงามเลยนะคะ งามกลัวแล้ว งามจะไม่ยุ่งกับพ่อเลี้ยงกับวดีอีก งามสาบานค่ะ  ปล่อยงาม
ไปเถอะนะคะ” ภูมินทร์ปล่อยตัวงามตาถอยออกไป โยนมีดทิ้ง งามตาพนมมือ “ขอบคุณค่ะ พ่อเลี้ยง” งามตาจะไป  แต่ภูมินทร์จับแขนแล้วเหวี่ยงงามตาไปที่เตียง ก่อนจะเดินเข้าไปหา         “พ่อเลี้ยงจะทำอะไร”
ภูมินทร์จ้องงามตาด้วยอารมณ์พิศวาส
“ฉันรู้นะว่าเธอต้องการอะไรจากฉัน” ภูมินทร์เข้ามาใกล้ใช้หลังมือลูบไล้ต้นขาที่กระโปรงถกขึ้นไป “เธอมีโอกาสนั้นอยู่ในมือ จะไม่ไขว่คว้าเอาไว้เหรอ” 
เข้าทางงามตา เมื่อรู้ว่ามีโอกาสเอาชนะราชาวดี  งามตาจึงคว้ามือภูมินทร์ไว้ จ้องตอบด้วยสายตายั่วยวน  จับมือภูมินทร์ขึ้นมาจูบ ทั้งสองคนจูบกันอย่างเร่าร้อน  ภูมินทร์กระชากเสื้องามตาออกเผยให้เห็นบราเซียข้างใน ภูมินทร์โถมลงไปบนร่างของงามตา
 
งามตานอนหลับอย่างมีความสุข  ขยับตัวจะกอดภูมินทร์แต่ภูมินทร์ยืนแต่งตัวอยู่แล้ว งามตาลืมตามอง ยิ้มอย่างมั่นใจ คิดว่าภูมินทร์ต้องถูกใจตนจึงลุกตามไปคลอเคลียกอดข้างหลัง
“ตื่นแต่เช้าเลยนะคะพ่อเลี้ยง” จุ๊บที่แก้มภูมินทร์ “เมื่อคืนงามตามีความสุขมากเลยค่ะ  แล้วพ่อเลี้ยงล่ะคะ”
ภูมินทร์เดินไปหยิบเงินในกระเป๋า โยนให้งามตา งามตางง “อะไรคะ”
“เงินไง  เธอต้องการมันไม่ใช่เหรอ” 
ภูมินทร์จะออกไป  แต่งามตาไม่ยอม
“เดี๋ยวก่อน  ทำอย่างนี้หมายความว่ายังไง”
              ภูมินทร์ยิ้มเยาะ   
อ่านต่อเวลา 17.00น.

“เธอคงไม่คิดว่าฉันจะจริงจังกับเธอใช่มั้ย ไม่เอาน่า อย่างเธอน่ะ เป็นได้แค่นางบำเรอของฉันเท่านั้น”
“งามตาไม่ใช่ผู้หญิงพรรค์นั้นนะคะ พ่อเลี้ยงเป็นคนแรกของงามตา” ภูมินทร์สะบัดจนงามตากระเด็น                              
“งั้นเหรอ” ภูมินทร์หยิบเงินโยนให้อีก “เพิ่มให้แค่นี้คงพอนะ เลือกเอาว่าจะรับเงินนี่ไปหรือจะไม่ได้อะไรเลย   อ้อ แล้วก็หวังว่าเรื่องวันนี้คงจบอยู่ที่นี่นะ” 
งามตาเจ็บใจจึงตั้งใจจะพูดให้ภูมินทร์เจ็บใจ
“หึ  พ่อเลี้ยงระวังไว้เถอะค่ะ วดีไม่ได้ซื่ออย่างที่พ่อเลี้ยงคิด  มันอาจจะยอมคบกับพ่อเลี้ยงเพราะเงิน แต่ใจจริงยังใฝ่ต่ำรักพี่กล้าอยู่ก็ได้”
ภูมินทร์โกรธ ตบหน้างามตา
“หุบปาก  ถ้าไม่อยากตาย”
งามตามองตามภูมินทร์ที่ออกไปด้วยความแค้น
 
เมื่อกลับมาบ้าน ภูมินทร์ลงมาที่ห้องใต้ดินแล้วเหวี่ยงหมัดต่อยกล้าด้วยความโกรธ กล้าหน้าสะบัดเพราะแรงกระแทก  เลือดกระฉูด ภูมินทร์ต่อยกล้าไม่ยั้ง ระบายอารมณ์หงุดหงิด
“ทำไม แกมีดีอะไร วดีถึงตัดใจจากแกไม่ได้ซะที”
“ความรักไง  คนเห็นแก่ตัวอย่างแก ไม่มีวันรู้จักรักแท้หรอก”
“ฉันไม่ยอมแพ้แกแน่  ไอ้กล้า  ไม่มีวัน”
ภูมินทร์เหวี่ยงหมัดเข้าหน้ากล้าอีก  กล้าได้แต่เป็นเป้านิ่งเพราะถูกพันธนาการด้วยโซ่
           “แกมันก็เก่งแต่ลอบกัด ถ้าแน่จริงก็มาวัดกับฉันตัวต่อตัวสิวะ”
“นายอย่าไปเชื่อมันนะครับ” คมรีบบอก
“หุบปาก  ปล่อยมัน  ฉันจะสู้กับมันเอง” คมยังลังเล “เร็วสิ”
คมรีบปลดโซ่จากข้อมือกล้า ยังไม่ทันหลุดดี ภูมินทร์ก็ขี้โกงพุ่งเข้ามาต่อยกล้าหน้าหัน กล้าสะบัดโซ่ออกจนหมด สวนหมัดกลับไปบ้าง ทั้งสองคนสู้กันอย่างสูสี
ภูมินทร์ดึงโซ่มาพันคอกล้าแน่น  กล้าดิ้นกระทุ้งศอกจับภูมินทร์ทุ่มกระแทกพื้นแล้วตามมาซ้ำ แต่คมเข้ามาช่วยอัดกล้าจากด้านหลังจนทรุด ภูมินทร์แค้นชักปืนจะยิงกล้า
“ไอ้กล้า  ถ้ามีแกก็ต้องไม่มีฉัน  ตายซะเถอะ” ภูมินทร์ เหนี่ยวไก เปรี้ยง!
กระสุนพุ่งเข้าหากล้า แต่กลับหยุดค้างกลางอากาศ เสียงมนต์คาถาดังกังวานกระสุนร่วงหล่นพื้น ภูมินทร์แปลกใจเมื่อหันไปมองจึงเห็นอาจารย์ยอดยืนอยู่ด้านหลัง กางมือออก บริกรรมคาถา
“วู่วามเกินไป  มันจะเสียงานใหญ่นะพ่อเลี้ยง” อาจารย์ยอดบอก
“เรามีเงิน  มีอิทธิพล  จะเสียดายอะไรกับชีวิต เศษสวะอย่างมัน”
“ถ้ามันตายไป  แล้วเราจะเอาอะไรไปต่อรองกับขุนโชติ”
“โธ่เว้ย จะทำอะไรก็รีบทำ ฉันจะรอไม่ไหวแล้ว”
กล้าเครียด ไม่รู้พวกภูมินทร์มีแผนชั่วอะไรอีก 
 
ที่หลังบ้านภูมินทร์ ขวดเบียร์ 3 ใบถูกโยนขึ้นบนท้องฟ้า เสียงปืนดังขึ้น 3 นัด  ขวดแก้วแตกกระจายไล่เรียงกัน”
ไปทั้ง 3 ใบ ขุนโชติ เสือดำ เสือไท กำลังซ้อมยิงปืนและยิงแม่นเหมือนจับวาง เสือดำมองปืนในมือทอดถอนใจ                       
“คนในสมัยนี้  มันสร้างอาวุธไว้เข่นฆ่ากัน ได้อำมหิตกว่าสมัยเรายิ่งนัก”
ขุนโชติควงปืนเก็บ
“อาวุธมันมิได้อำมหิตดอก  ใจคนต่างหากที่อำมหิตขึ้น” ขุนโชติเห็นเสือไทมีสีหน้าเบื่อหน่าย “เป็นกระไรวะไอ้ไท  ข้าเห็นเอ็งหน้าบอกบุญไม่รับมาหลายเพลาแล้ว”
“ข้าเบื่อ  พวกเราจักฝึกปืนผาหน้าไม้ไปเพื่อการใด เมื่อไหร่จักได้สู้ ข้าอยากล้างแค้น  ข้าอยากชิงสมบัติของเราคืนมาจากพวกโปลิศสักที”
“พี่โชติ  ข้าถามจริงๆ เถิด พวกเราต้องอยู่กับไอ้พวกนี้ไปอีกนานเพียงใด ข้าว่าพวกมันเหมือนงูพิษ พร้อมจะแว้งฉกเราทุกได้เมื่อ”
“ข้าเองก็ไม่เคยวางใจพวกมัน  เพียงแต่พวกมันจักช่วยให้ความประสงค์ของเราสัมฤทธิ์ผล”
“ข้าไม่เห็นว่าเราต้องพึ่งพาผู้ใด  แค่ฆ่าไอ้หนุ่มนั้นให้มันตายตกตามไปพร้อมไอ้หลวงณรงค์ก็สิ้นเรื่องแล้ว”
อาจารย์ยอดเข้ามาพร้อมกับภูมินทร์
“ข้ารู้ว่าใจพวกท่านมันรุ่มร้อน  อยากเล่นงานไอ้กล้าให้สาสมกับความแค้น”
“ในเมื่อเอ็งรู้  แล้วจักให้พวกข้ารอถึงเมื่อใด”
“ตอนนี้เหล็กมันร้อนได้ที่แล้ว คงถึงคราวที่ต้องลงมือตีซะที”
ขุนโชติยิ้มพอใจ  อาจารย์ยอดสบตากับภูมินทร์ทุกอย่างเป็นไปตามแผน
 
ที่โพรงถ้ำ กองไฟมอดดับลงแล้ว หาญเดินถือต้นว่านพยับหมอกกลับเข้ามา แต่ต้องชะงักเครียดเมื่อไม่เห็นศรีแพร หาญเครียด ทิ้งต้นว่านพยับหมอกแล้วรีบเดินออกจากโพรงถ้ำ
ขณะนั้นศรีแพรกำลังพยายามเอื้อมเอาลูกหว้าที่ออกผลอยู่ตรงหน้าผา ศรีแพรอยู่ที่ตีนหน้าผาปีนเถาวัลย์เพื่อเอาลูกหว้ามากินให้ได้ แต่แล้วเท้าของศรีแพรก็ก้าวพลาด ก้อนหินแตก ศรีแพรร่วงมา
“ว้าย”
ศรีแพรใกล้หล่นกระแทกพื้น แต่หาญเคลื่อนตัวอย่างเร็วมารับไว้ได้ทัน ทั้งสองแนบชิด มองกันและกัน
“เป็นไงบ้าง เจ็บตรงไหน” หาญถามอย่างเป็นห่วง ศรีแพรได้สติ ผลักตัวหาญออก
“ข้า ข้าไม่เป็นไร”
“เอ็งมาทำอะไรที่นี่ ข้าให้รอ ทำไมถึงไม่เชื่อ” ศรีแพรไม่ตอบ เสียหน้าที่หล่นลงมา หาญเห็นลูกหว้าสองสามลูกถูกเก็บอยู่ที่ชายเสื้อศรีแพร “ข้าขอโทษที่ให้เอ็งกินแต่เหง้าพยับหมอกเพียงอย่างเดียว ร่างกายเอ็งยังอ่อนแอมาก ถ้ากินอย่างอื่นเข้าไป อาจเป็นของแสลง อีกอย่างข้าไม่แน่ใจว่าผลไม้พวกนี้จะเป็นพิษรึเปล่า”
ศรีแพรหยิบลูกหว้าที่เก็บได้ออกมาดู ลังเล

“เป็นไงบ้าง เจ็บตรงไหน” หาญถามอย่างเป็นห่วง ศรีแพรได้สติ ผลักตัวหาญออก
“ข้า ข้าไม่เป็นไร”
“เอ็งมาทำอะไรที่นี่ ข้าให้รอ ทำไมถึงไม่เชื่อ” ศรีแพรไม่ตอบ เสียหน้าที่หล่นลงมา หาญเห็นลูกหว้าสองสามลูกถูกเก็บอยู่ที่ชายเสื้อศรีแพร “ข้าขอโทษที่ให้เอ็งกินแต่เหง้าพยับหมอกเพียงอย่างเดียว ร่างกายเอ็งยังอ่อนแอมาก ถ้ากินอย่างอื่นเข้าไป อาจเป็นของแสลง อีกอย่างข้าไม่แน่ใจว่าผลไม้พวกนี้จะเป็นพิษรึเปล่า”
ศรีแพรหยิบลูกหว้าที่เก็บได้ออกมาดู ลังเล

“ก็ ข้าหิวจนลืมคิดเรื่องนั้นไป” หาญคว้าลูกหว้ามาลองกัดชิมดูก่อน ศรีแพรถึงกับอึ้ง “เจ้า”
“ไม่ต้องห่วง ถึงมีพิษข้าก็รักษาตัวเองได้” หาญยื่นลูกหว้าให้ “เอ็งกินซะ มันไม่มีพิษ”
ศรีแพรรับลูกหว้ามา มองๆ แล้วรีบกินทันทีด้วยความหิว หาญยิ้มรู้สึกเอ็นดูศรีแพร ก่อนจะมองบริเวณที่ที่ศรีแพรปีน  หาญเห็นเถาวัลย์ที่ศรีแพรปีน เลื้อยยาวลงมาจากปากโพรงถ้ำจนถึงพื้น หาญดีใจมาก
“เราพบทางออกอีกทางแล้ว ศรีแพร”
ศรีแพรมองหาญ งงๆ
               
               
หาญกำลังปีนหน้าผาโดยเอาศรีแพรขี่หลัง มัดกับตัวเองไว้ เพราะศรีแพรยังไม่มีแรง  หาญค่อยเหนี่ยวตัวกับเถาวัลย์ที่ระโยงระยาง  ปีนไปช้าๆ ระมัดระวัง แม้จะหนักแต่ก็ค่อยๆ ปีนขึ้นไปเรื่อยๆ
มือหาญจับชะง้อนหินที่ยื่นออกมา ทันใดก้อนหินก็หลุด หล่น ร่างหาญกับศรีแพรรูดลงมาตามเถาวัลย์อย่างรวดเร็ว ศรีแพรร้องกรี๊ดกอดหาญไว้แน่น แต่หาญยังไวใช้อีกมือเหนี่ยวเถาวัลย์ไว้ทัน ทั้งสองคนห้อยต่องแต่ง                               
“ไม่ต้องกลัว ข้าไม่มีวันปล่อยให้เอ็งเป็นอะไรไป  เราสองคนต้องออกจากที่นี่อย่างปลอดภัย ข้าให้สัญญา”
หาญรู้สึกผิดต่อแม่ของศรีแพรเพราะจากกันโดยที่ไม่ได้ปรับความเข้าใจ ใบหน้าศรีแพรแนบชิดกับหาญ รู้สึกซึ้ง ประทับใจ
หาญไต่เถาวัลย์ปีนหน้าผาสูงชันขึ้นไปใหม่ ระยะทางอีกไกลกว่าจะถึงปากปล่องถ้ำ      
 
ที่โรงพยาบาล จุกนั่งส่องพระอยู่ที่โซฟา จู่ๆ หมอนของกระเต็นก็ลอยมาใส่หน้าเต็มๆ
“พี่เต็นอ่ะ ทำฉันทำไม”
กระเต็นนอนอยู่ที่เตียง หงุดหงิดโวยใส่จุก
“ก็เอ็งจะให้ข้านอนอยู่แบบนี้อย่างเดียวรึไง หนังสือพิมพ์ก็ไม่มี จะออกไปไหนก็ไม่ได้ ข้าเบื่อ แล้วก็ห่วงกล้า ได้ยินไหม”
จุกพยายามเกลี้ยกล่อม
“โธ่ ก็พี่เต็นไม่สบาย ก็ต้องนอนพักเยอะๆ หน่อยสิจ๊ะ”
“ข้านอนจนเมื่อยไปหมดแล้ว ไอ้จุกบอกมาเอ็งกับคุณพจน์ปิดบังอะไรข้า” จุกอึกอัก                                                                          
“เอ่อ คือ คือว่า เรื่องนั้นมัน...”
“ไอ้จุก” กระเต็นตวาดจนจุกสะดุ้ง
“จ๋า” สุพจน์เปิดประตูเข้ามาพร้อมพยาบาล จุกถอนหายใจอย่างโล่งอก “เฮ้อ รอดตัว”
“คุณพจน์ ฉันจะกลับบ้าน คุมกันแจแบบนี้ ฉันบ้าตายพอดี” สุพจน์ไม่ตอบ แอบพยักหน้าให้พยาบาลฉีดยา พยาบาลเตรียมเข็มแล้วจับแขนกระเต็น “ไม่เอานะคุณพจน์ ฉันไม่ฉีด ฉันหายแล้ว”
“นี่เป็นยาบำรุงนะคะ ถ้าฉีดเข็มนี้แล้ว คุณหมอจะให้กลับบ้านได้ค่ะ”      
พยาบาลฉีดยาให้กระเต็น
“จริงเหรอ”
“ครับ  ผมเป็นคนฟังคุณหมอพูดเอง”
“ฉันอยากออกไปตามหากล้า ฉันเป็นห่วงกล้า”
“ผมก็เป็นห่วงกล้าเหมือนกัน เราจะออกไปตามกล้าด้วยกันนะครับ”
สุพจน์หยุดพูดเมื่อเห็นว่ากระเต็นนอนหลับไปแล้ว สุพจน์โล่งอก พยักหน้าให้พยาบาลกลับออกไป
“ค่อยยังชั่ว เฮ้อ ไม่รู้จะปิดพี่เต็นได้นานแค่ไหนกัน” จุกบ่นออกมา
“ถึงเราพูดไป คุณเต็นเค้าก็กังวลใจเปล่า แบบนี้แหละดีแล้ว”
สุพจน์มองกระเต็นด้วยความเป็นห่วง ขยับผ้า ห่มให้  จุกมองชักยังไงๆ
 
ราชาวดีกับดวงใจเดินออกมาจากโรงเรียนด้วยกัน ขณะนั้นภูมินทร์ยืนรอรับราชาวดีอยู่ที่รถ ดวงใจเห็นภูมินทร์มารับก็เกรงใจ
“วดี งั้นเราแยกกลับก่อนดีกว่านะ”
“เดี๋ยวสิดวงใจ  ไหนว่าจะไปไหว้อัฐิพ่อกับเราไง”
“แต่พ่อเลี้ยงมารับเธอแล้ว อืม เราเกรงใจน่ะ”
ภูมินทร์ยิ้มให้อย่างมีไมตรี
“ไปด้วยกันนั่นแหละดีแล้ว ฉันเป็นคนให้วดีชวนเธอมาเป็นเพื่อนเอง วันนี้ยัยนิจไม่ว่าง ฉันเกรงว่าถ้าฉันไปกับวดีสองต่อสอง อาจจะไม่เหมาะ”
“พ่อเลี้ยงเป็นสุภาพบุรุษที่สุด เท่าที่ดวงใจรู้จักเลยค่ะ วดีเธอโชคดีมากเลยนะที่มีคนแบบนี้เคียงข้าง”
“ดวง อย่าพูดแบบนี้นะ มันไม่ดี”    
ภูมินทร์เปิดประตูให้สองสาวเข้าไปนั่ง ก่อนจะมองราชาวดีแบบขัดใจที่ไม่ยอมรับตัวเอง ภูมินทร์ยิ่งแค้นและคิดว่าราชาวดีไม่ลืมกล้า แววร้ายแว่บเข้ามานิดหนึ่งก่อนจะขึ้นรถขับออกไป
 
ขณะนั้นคะนึงนิจรอราชาวดีอยู่ที่บ้านและกำลังนั่งเติมสีน้ำมันลงบนเฟรมผ้าใบ แต่คะนึงนิจไม่ค่อยมีสมาธิ 
คอยชะโงกมองไปนอกบ้านตลอดเวลา
“วดี ไปไหนของเค้านะ”
เทปเพลงที่คะนึงนิจฟังอยู่หมดม้วนพอดี คะนึงนิจลุกไปเปลี่ยน หาเทปเพลงใหม่จากตะกร้าของราชาวดี แล้วคะนึงนิจก็สะดุดตากับเทปอันหนึ่งที่ไม่มีปก
“เพลงอะไรเนี่ย”
คำนึงสิจลองแกะเปิดดู ปรากฏว่าจดหมายฉบับเล็กๆ หล่นลงมา จ่าหน้า “สำหรับน้องวดี” คะนึงนิจเปิดอ่าน  สักพักถึงกับอึ้ง
เทปคาสเซ็ทหมุนอยู่ในวิทยุ เสียงกล้าร้องเพลงรักครั้งแรกดังคลออยู่
“...เกิด...เป็นความรัก ความรักเมื่อแรกเจอ
จิตใจละเมอติดยังฝังตรึง ความรักมันเรียกร้อง
ทุกเวลาให้ฝันถึงวันก่อน...อยากบอกเธอ...รักครั้งแรก”
คะนึงนิจยืนฟังอยู่ คิดถึงกล้าแล้วยิ่งผิดหวัง
               “ทำไม ทำไมต้องมาหลอกวดีด้วย” คะนึงนิจหันมองตัวเองในกระจก “ทำไมฉันถึงไม่ลืมพี่ซักที”
คะนึงนิจทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง

ช่องเก็บอัฐิวัด ธูปหนึ่งดอกถูกปักลงบนกระถางธูป ราชาวดีวางพวงมาลัยตรงหน้าช่องเก็บอัฐิของครูเริง ก้มลงกราบ ดวงใจช่วยพยุงเพื่อนให้ลุกขึ้น ราชาวดียืนมองรูปครูเริงด้วยความอาลัยอาวรณ์ ทันใดกล้าก็เดินเข้ามาสีหน้าเหี้ยม ทั้งสองสาวต่างตกใจ
“พี่กล้า พี่มาที่นี่ได้ยังไง”
“ข้ามาหาเอ็ง  ข้ารักเอ็ง  เอ็งต้องไปอยู่กับข้า”
“วดีไม่ไปกับพี่หรอก พี่กล้ากลับตัวกลับใจ แล้วยอมมอบตัวเถอะนะ”
“เอ็งบังอาจขัดใจข้าเชียวรึ”
กล้าเข้าไปฉุดกระชากราชาวดี
“ปล่อยวดีนะพี่กล้า อย่าทำแบบนี้เลย”   
ดวงใจพยายามช่วยแกะมือกล้าออก
“ช่วยด้วยๆ”   
ภูมินทร์เข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี รีบวิ่งมาช่วย
“ปล่อยวดีเดี๋ยวนี้นะไอ้กล้า”
ภูมินทร์พุ่งเข้าไปต่อยกล้า กล้าเบี่ยงหลบจนต้องปล่อยมือจากราชาวดี  ทั้งสองคนต่อสู้กัน กล้าอัดภูมินทร์กระเด็นไปทางชาวบ้านที่ตามมาช่วยแล้วตรงไปหาราชาวดีกับดวงใจ  สองสาวจะหนี กล้าคว้าราชาวดีได้แต่กลับเหวี่ยงไปแล้วจับดวงใจเป็นตัวประกันแทน กล้ามองกับภูมินทร์อย่างรู้กัน
“อย่าตามมา ไม่เช่นนั้นข้าจักกุดหัวนังนี้เสีย”
“ดวงใจ ดวงใจ”
กล้าลากดวงใจหนีไป
“วดี เป็นยังไงบ้าง” ภูมินทร์ถามราชาวดีอย่างเป็นห่วง
“วดีไม่เป็นไรค่ะ แต่ดวงใจ”
“ไม่ต้องห่วง  พี่จะช่วยเพื่อนวดีกลับมาให้ได้”
ราชาวดีเป็นห่วงเพื่อน  ภูมินทร์พอใจที่ทุกอย่างลุล่วงตามแผน
 
ดวงใจถูกผลักเข้ามาในโกดังแห่งหนึ่ง เธอล้มลง กระโปรงเปิดจนเห็นขาอ่อน กล้าจ้องมองตาลุกวาว                                        
“ผิวพรรณเอ็ง  มันช่างต้องตาต้องใจข้า เสียนี่กระไร”
กล้าเดินเข้ามาหา ดวงใจรู้เจตนา กลัว
“พี่กล้า พี่บ้าไปแล้วเหรอ พี่จะทำอะไรน่ะ”
“ข้าก็จะเป็นผัวเอ็งนะสิ นังคนสวย ฮ่าๆๆ”
กล้าเข้าไปกอดจูบลูบไล้ ดวงใจพยายามขัดขืน วิ่งหนีแต่กล้าก็ยังตามไปจับตัวไว้ได้ ดวงใจร้องขอความช่วยเหลือ
“ช่วยด้วยๆ”
มุมนึงของโกดัง ขุนโชติ  เสือดำและกล้าตัวจริงปรากฏกายขึ้นมองดูอยู่ กล้าจะเข้าไปช่วยดวงใจแต่ขยับตัวไม่ได้ แม้แต่จะตะโกนห้ามก็ไม่สามารถ
         “ป่วยการเปล่า เอ็งขยับตัวไม่ได้ดอก จงจ้องมองเสียให้เต็มตาเอ็งเจ็บแค้นสักเพียงใด ขอจงรู้ไว้ ที่ผ่านมา
พวกข้าเจ็บแค้นยิ่งกว่าหลายเท่านัก”
กล้าเจ็บใจที่ทำอะไรไม่ได้ กำหมัดแน่น จ้องมองภาพตรงหน้าน้ำตาคลอ เสือดำไม่ค่อยเห็นด้วยกับการกระทำนี้จึงเบือนหน้าไป
กล้าเห็นเป็นเสือไทที่กำลังจะปลุกปล้ำดวงใจ ดวงใจสะบัดหลุด เสือไทโมโหตบดวงใจจนสลบนิ่งไป ที่ประตูโกดังจะเห็นคมเข้ามายืนมองก่อนจะเลื่อนประตูปิด
 
เช้าวันรุ่งขึ้นคะนึงนิจสะดุ้งตื่น เสียงโทรศัพท์ดัง
“เช้าแล้วเหรอเนี่ย” คะนึงนิจไปรับโทรศัพท์ “ฮัลโหล บ้านครูเริงค่ะ วดี ทำไมเมื่อคืนไม่กลับบ้าน ว่าไงนะ  ดวงใจ”
 
ดวงใจนอนหลับอยู่บนเตียงของโรงพยาบาล ตามหน้าตามตัวมีรอยฟกช้ำ ภูมินทร์ ราชาวดี คะนึงนิจยืนอยู่ข้างเตียง
“ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นฝีมือพี่กล้า”
“พี่ก็ไม่อยากเชื่อ แต่หมอตรวจร่างกายแล้วยืนยันว่าดวงใจถูกข่มขืน สภาพตอนที่พี่กับตำรวจตามไปเจอ น่าสงสารมาก”
ดวงใจเพ้อขึ้นมา
“ไม่ อย่า อย่าทำฉัน พี่กล้า ไม่”
สองสาวสบตากันช็อก ราชาวดีเข้าไปหาดวงใจ
“ดวงใจ นี่เราเอง วดีไง” ดวงใจจ้องหน้าราชาวดี จำไม่ได้ ส่ายหน้า “จำเราไม่ได้เหรอ เราเป็นเพื่อนกันไง”
“ดวงใจ เรารักเธอนะ เราจะไม่ทิ้งเธอ ไม่ต้องกลัว” ดวงใจคลุมโปง
“ไม่ ออกไป ช่วยด้วยๆๆ”
พยาบาลวิ่งเข้ามาสองคน จับดวงใจไว้
“พวกคุณออกไปข้างนอกก่อนเถอะค่ะ”
ราชาวดีหันไปมองดวงใจอย่างสงสารสุดๆ  

อ่านต่อพรุ่งนี้ เวลา 09.00น.

เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง ตอนที่ 7 (ต่อ)

ทั้งหมดออกมานั่งอยู่หน้าห้อง ราชาวดีเศร้าซึม คะนึงนิจนึกแค้นกล้า
“ทำไม ทำไมพี่กล้าถึงอำมหิตขนาดนี้ ทำกับผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้ได้ลงคอ”
“พี่คิดว่า กล้าคงตั้งใจจะมาจับตัววดีไปแต่ดวงใจกับพี่เข้ามาขวางก็เลยโมโห”
“แค่โมโหก็ย่ำยีเพศแม่ได้ขนาดนี้เหรอ นี่มันไม่ใช่คนแล้ว”
ภูมินทร์ทำเป็นเป็นห่วงความรู้สึกราชาวดี
“นิจ พูดอะไรเห็นแก่ใจวดีบ้าง”
ราชาวดีโกรธมาก พูดช้าๆ
“คนที่ทำกับพ่อ กับเพื่อนวดีได้ขนาดนี้คงไม่มีเหตุผลอะไรที่วดีต้องแคร์เค้าอีกแล้ว ต่อไปนี้ถือว่าผู้ชายที่ชื่อกล้ากับวดีไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกันอีก”
คะนึงนิจมองราชาวดีที่สีหน้าเด็ดขาดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ใจหาย ได้แต่จับมือเพื่อนเอาไว้ ภูมินทร์สะใจ

ที่ตำหนักอาจารย์ยอด อาจารย์ยอดหัวเราะด้วยความสะใจที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน
“ฮ่าๆๆ ข้าบอกแล้วว่าแผนนี้ต้องสำเร็จ ผู้หญิงลองได้ปักใจเกลียดแล้ว คงไม่มีทางกลับไปรักได้อีก”
ภูมินทร์เอาทองคำสองแท่งใส่พาน
“ครั้งนี้อาจารย์แสดงฝีมือได้เด็ดขาดมาก อย่าว่าแต่ผมเลยที่พอใจ แม้แต่ขุนโชติเองก็ดูจะพอใจมาก”
“ข้ายังมีที่เด็ดกว่านี้อีก เอ็งคอยดูต่อไปเถอะ”
ภูมินทร์ยิ้มอย่างพอใจ
“ผมจะรอดู ว่าไอ้กล้ามันจะทุกข์ทรมานแค่ไหนก่อนที่มันจะตาย”
ภูมินทร์กลับออกไปทางประตูหน้า เสี่ยไพบูลย์โผล่ออกมาทางประตูด้านหลัง มองตามไป หงุดหงิด
“ผมยังไม่เห็นเลยว่าแผนของอาจารย์จะเกิดประโยชน์กับเราตรงไหน” เสี่ยไพบูลย์มองทองในพาน “นอกจากเศษทองเล็กๆ น้อยๆ แทนที่เราจะใช้ไอ้ขุนโจรนั่น ช่วงชิงสมบัติล้ำค่าของแผ่นดินมาให้เรา แต่นี่อะไรมัวแต่จะแก้แค้นอะไรไม่รู้ เสียเวลา”
“การจะหลอกใช้พวกมัน ก็ต้องทำให้มันไว้ใจเราซะก่อนเล่ห์เหลี่ยมระดับเด็กอนุบาล อย่าบอกนะว่าระดับเสี่ยไพบูลย์จะไม่รู้”
เสี่ยไพบูลย์เถียงไม่ออก ได้แต่อดทนต่อไป

ที่ห้องขังใต้ดิน กล้ากระชากโซ่ที่พันธนาการตัวเองไว้ให้หลุดจนเลือดอาบแขนเป็นทาง กล้าเสียใจ เคียดแค้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ไอ้โจรชั่ว ทำไมต้องทำกับคนบริสุทธิ์แบบนี้ แกแค้นฉันก็มาฆ่าฉันซะสิ”
ขุนโชติเข้ามา
“เอ็งได้ตายแน่ แต่ยังไม่ใช่เพลานี้”
“พวกแกมันไม่มีศักดิ์ศรี เที่ยวบอกใครต่อใครว่าเป็นเสือที่แท้มันก็แค่ลูกหมากัดได้แต่ผู้หญิง”
เสือไทโกรธคว้าขวานจะจามหัวกล้า ขุนโชติห้าม
“ไอ้ไท ปล่อยมันเห่าหอนไป ให้มันเจ็บปวด ให้มันทุกข์ทน นี่แหละมันถึงจักสาแก่ใจข้า”
เสือไทยิ้มออก เข้าไปใกล้กล้าแล้วเลียปาก
“ข้าจะบอกอะไรให้ นังคนนั้นมันเด็ดดวงซะจริงวะ มันส่งเสียงอ้อนวอนข้า พี่กล้าอย่าทำฉัน พี่กล้าฉันไหว้ล่ะ ฮ่าๆๆ”
“ไอ้สารเลว ไอ้ชาติชั่ว ปล่อยฉันสิวะ ปล่อย”
เสือดำรู้สึกหดหู่
“พี่โชติ ข้าไม่สบายใจเลย แต่ก่อนเราเคยมีกฎไม่ข่มเหงผู้หญิง ไม่รังแกผู้อ่อนแอกว่าแต่หนนี้เรากลับกลืนน้ำลายตัวเอง”
ขุนโชติอัดเสือดำกระเด็น
“หุบปาก เอ็งลืมสิ้นเสียแล้วรึว่าไอ้หลวงณรงค์มันทำกระไรไว้กับลูกเมียข้าบ้าง”
กล้าอึ้ง ขุนโชติแววตากร้าว ภาพอดีตเคลื่อนทะลุเข้าสู่ดวงตาขุนโชติ

อดีต ที่หน้ากระท่อมกลางป่า ขุนโชติ เสือดำ เสือไท จ้อย เทียนและสมุนเสือจำนวนหนึ่งเดินเข้ามา ขุนโชติถามเทียน
“ที่นี่รึ ที่นังสร้อยมันนัดให้ข้ามาพบ”
“ใช่จ๊ะพี่ พี่สร้อยบอกว่ามีข่าวของพวกทางการ”
“พวกเอ็งทุกคนเฝ้าด้านนอกไว้ให้ดี”
ทุกคนพยักหน้ารับคำ กระจายกำลังรอบกระท่อม ขุนโชติเดินเข้ากระท่อมไป

ขุนโชติเข้ามาในกระท่อมแล้วตะลึงเครียดกับภาพที่เห็น ขุนโชติเห็นสร้อยซึ่งท้องอ่อนๆ นอนเปลือยเปล่า มีผ้าขาวม้าคลุม เนื้อตัวบอบช้ำสาหัส
“นังสร้อย” ขุนโชติรีบปรี่เข้าไปประคอง “ใคร ใครทำเอ็งเยี่ยงนี้ บอกข้า”
สร้อยบอกขุนโชติ อย่างไร้เรี่ยวแรง
“พวก โปลิส พวกมันข่มเหงข้า มันบังคับข้าให้บอกที่ซ่อนชุมโจร แต่ แต่ข้าไม่ยอม”
ขุนโชติสะเทือนใจที่เห็นเมียเจ็บเช่นนี้
“นังสร้อย เอ็งอดทนไว้ เอ็งกับลูกจะต้องไม่เป็นไร ข้าจักพาเอ็งไปหาหมอ”
“ไม่ พี่โชติ ไม่ทันแล้ว พี่หนีไป”
แล้วสร้อยก็สิ้นลมตายทันที ขุนโชติอึ้ง กอดสร้อยอย่างสะเทือนใจสุดๆ
“นังสร้อย”
ทันใดเสียงปืนดังเข้ามาหลายนัด เสือดำ เสือไท พรวดเข้ามาในกระท่อม
“พี่โชติ ไอ้พวกโปลิศมันล้อมเราไว้หมดแล้ว”

สีหน้าขุนโชติเต็มไปด้วยความเคียดแค้น

ขณะนั้นตำรวจที่ซุ่มอยู่ระดมยิงไปที่พวกขุนโชติ สมุนเสือขุนโชติตายไป 2 คน อีกมุมหนึ่ง ตำรวจอีกกลุ่ม ใช้ดาบสู้กับพวกขุนโชติ ขุนโชติกับพวกต่างใช้อาวุธประจำกายสู้ไม่ถอย

“พวกเอ็งตามข้ามา”
ขุนโชติฟันตำรวจตาย แล้วนำพวกฝ่าวงล้อมออกไป พวกตำรวจซุ่มยิ ต่างระดมยิงไล่หลังทันที หลวงณรงค์ขี่ม้าเข้ามากับลูกน้องอีกสองคน หลวงณรงค์เพิ่งมาจึงไม่ได้รู้เรื่องกับการข่มขืนที่ลูกน้องทำ กรมตระเวนวิ่งไปคุกเข่าต่อหน้าหลวงณรงค์
“ไอ้ขุนโชติ มันตีฝ่าออกไปได้ขอรับ”
“ตามพวกมันไปให้ถึงรัง วันนี้เราจักปิดคดีไอ้ขุนโชติให้จงได้”
ตำรวจที่เหลือตามพวกขุนโชติออกไป หลวงณรงค์ยิ้มเหี้ยม ต้องการจัดการพวกขุนโชติให้ได้

หาญซึ่งนอนหลับพิงต้นไม้อยู่ สะดุ้งตื่นขึ้น
“ขุนโชติ”
หาญหอบหายใจ กังวล เอามือปิดหน้า ศรีแพรเดินเข้ามา หาญระวังตัวกลิ้งหลบแล้วม้วนตัวจู่โจม ศรีแพรผงะล้มลงไป ปล่อยเครือกล้วยตกพื้น
“โอย เจ้าเป็นบ้ารึไง”
“ขอโทษ ข้าไม่คิดว่าเป็นเอ็ง เอ็งยังไม่แข็งแรง ข้าบอกแล้วไม่ใช่เหรอ” ศรีแพรต่อคำ ล้อ
“ว่าห้ามใช้กำลังมาก พิษตะขาบไฟจะกำเริบ ก็ข้าเห็นเจ้าเหนื่อย กว่าจะแบกข้าขึ้นมาถึงนี่ได้ก็เช้า ก็เลยออกไปหาอะไรมาให้กิน” หาญเห็นกล้วยยิ้ม
“ขอบใจ เอ็งมีน้ำใจมาก”
“คิดซะว่าเป็นการตอบแทนก็แล้วกัน พ่อกับแม่ข้าสอนไว้เป็นคนต้องรู้จักแทนคุณ”
“ศรีวรรณต้องภูมิใจในตัวเอ็งมากแน่ๆ”
ศรีแพรกำลังปอกกล้วยกินชะงัก
“นี่ ถ้าเจ้ารู้จักแม่ข้าจริง ไหนบอกมาซิว่า แม่ข้าเป็นคนยังไง”
“แม่เอ็งเป็นคนเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ มีน้ำใจ ที่สำคัญหน้าตาสวยเหมือนกับเอ็งยังกะพิมพ์เดียว”
หาญไม่ได้ตั้งใจชม พูดตามจริงแต่ทำให้ศรีแพรเขิน จนต้องกลบเกลื่อน
“เชอะ แค่นี้ก็รู้แล้วว่า เจ้ามั่วนิ่ม พ่อชอบบ่นอยู่เรื่อยว่าข้าเหมือนเด็กผู้ชาย สวยไม่ได้ครึ่งแม่ซักนิด”
“พ่อเอ็งคงรักแม่เอ็งมาก”
“ใช่ พ่อเล่าว่าพ่อเจอแม่สลบอยู่กลางป่าเพราะถูกกับดักของพวกนายพราน พ่อรักแม่ตั้งแต่วันนั้น”
“แม่เอ็งโชคดีจริงๆ ที่ได้พบผู้ชายดีดีอย่างพ่อเอ็ง” ศรีแพรเงียบไป
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าชอบแอบเห็นแม่นั่งเหม่อบ่อยๆ เวลาอยู่คนเดียว บางครั้งแม่ก็ร้องไห้ พ่อบอกว่าแม่อาจจะคิดถึงญาติพี่น้องของแม่ที่แม่จากมา แต่ข้าว่าไม่ใช่”
“ทำไม”
“ข้าได้ยินแม่พูดกับเจ้าป่าเจ้าเขา ขอให้แม่ได้เจอคนที่แม่รักก่อนแม่จะตาย ข้าว่าแม่ต้องเคยมีคนรักก่อนมาเจอพ่อแน่ๆ” หาญร้อนตัว กินไม่ลง “จริงด้วย ถ้าเจ้ารู้จักแม่ข้าจริง เจ้าก็ต้องรู้ซิว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร” หาญลุกขึ้น“ข้าไม่รู้หรอก ข้าว่ารีบไปกันดีกว่า ป่านนี้ไม่รู้ว่าพ่อเอ็งจะเป็นไงบ้าง”
หาญบอกแล้วเดินนำไป
“อ้าว เฮ้ย เดี๋ยวซิ รอด้วย เชอะ ที่แท้เจ้าก็ไม่รู้อะไรเลยจริงๆ”
ศรีแพรงับกล้วยหมดลูก ทิ้งเปลือก แล้วรีบตามไป

หาญกับศรีแพรกเข้ามาในหมู่บ้านม่อนช้างเผือกแล้วทั้งคู่ต้องตะลึงกับภาพตรงหน้า เพราะหมู่บ้านกลายเป็น”
หมู่บ้านร้าง สภาพยับเยิน กระท่อมถูกไฟเผาเหลือแต่ซาก ไม่มีใครเหลืออยู่เลย ศรีแพรสลดใจมาก
“ไม่จริง เป็นไปไม่ได้” ศรีแพรรีบวิ่งออกไป “พ่อ พ่อ”
หาญรีบวิ่งตามไป
ศรีแพรวิ่งเข้ามา มองหาพ่อ แต่เห็นสภาพรอบๆ ตัวที่ทุกอย่างดำเป็นตอตะโก เหลือแต่ซากแทบจะครองสติตัวเองไม่อยู่ รู้สึกสะเทือนใจมาก
“พ่อ จันทา”
เท้าศรีแพรสะดุดกับเชือกบางๆ ไม้แหลมพุ่งเข้าใส่ศรีแพรทันที หาญกระโดดพุ่งเข้ามาคว้าตัวศรีแพร กลิ้งหลบกันไปได้อย่างฉิวเฉียด หาญเห็นเงาเคลื่อนไหวอยู่หลังต้นไม้จึงคว้ามีดพกสะบัดไปทันที มีดปักต้นไม้“ออกมา ไม่งั้นอย่าหาว่าข้าไม่ปราณี”
จันทาที่โพกหัวอยู่ค่อยๆ โผล่ โยนคชกุศออกมาก่อนแล้วคลานออกมา
“ยะ อย่า อย่าฆ่า ข้าเลย ข้าข้อร้อง” จันทาเห็นศรีแพร ดีใจมาก “ลูกพี่”
จันทาดึงผ้าโพกปิดหน้าออก ศรีวรรณเห็นเป็นจันทาก็ดีใจ
“จันทา”

ทั้งสองวิ่งเข้ากอดกัน ซึ่งจันทาโดนทำร้ายจนหน้าตาปูดบวมช้ำ

จันทาเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ศรีแพรฟัง

“เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละลูกพี่ พอพวกปางไม้มันเผาหมู่บ้านเรา ข้าหนีออกมานึกว่าจะพ้นแต่กลับเจอ
พวกมันเข้าอีก พวกมันรุมซ้อมข้า แต่ข้าแกล้งตายถึงรอดมาได้”
ศรีแพรได้ยินก็เศร้าใจมาก
“แล้วพ่อล่ะ เจ้าเห็นพ่อบ้างไหม”
“ข้าแอบตามดู เห็นพวกมันเอาตัวพ่อเฒ่าไปจ๊ะพี่”
“งั้นพ่อข้าก็ยังมีชีวิตอยู่นะสิ พวกมันจับพ่อข้าไปไว้ที่ไหน” ยังไม่ทันขาดคำ จันทาก็ไอกระอักออกมาเป็นเลือดศรีแพรตกใจมาก “ จันทา”
จันทาฟุบไป หาญรีบเข้าไปประคอง เปิดดูที่หน้าอกเห็นรอยช้ำเป็นวงกว้างเป็นทั่ว หาญเครียด รีบว่าคาถาทันที
“วะ โร วะ รัญญู วะ ระ โท วะ รา หะ โรฯ”
หาญวางมือลงไปที่อกจันทา เกิดแสงเรืองใต้ฝ่ามือวาบขึ้น ศรีแพรลุ้น แต่จันทากระอักเลือดออกมาอีก
“จันทา”
จันทาจับมือศรีแพรแน่น
“ลูกพี่ ฉันมันไม่เอาไหน ไม่ยอมฝึกต่อสู้อย่างที่ลูกพี่สอน เอาไว้ชาติหน้า ฉันจะเก่งให้ได้เหมือนลูกพี่”
จันทายิ้มให้ศรีแพรก่อนจะสิ้นลม ศรีแพรอึ้ง น้ำตาไหลพราก รอบตัวจันทามากอด
“ไอ้จันทา ไม่นะ ไม่ เอ็งอย่าเพิ่งทิ้งข้าไป ไอ้จันทา ฮือๆ”
หาญมองศรีแพร เศร้าใจไปด้วย

ศรีแพรนำร่างจันทามาฝังที่ท้ายหมู่บ้าน ศรีแพรกับหาญยืนอยู่หน้าหลุทศพจันทา ศรีแพรวางดอกไม้ป่าที่หลุมศพ น้ำตาคลอ
“ข้าสัญญา ข้าจะตามหาพ่อและแก้แค้นให้เจ้า ให้พี่น้องของเราให้ได้”
ศรีแพรลุกขึ้น กำคชกุศของจันทาในมือแน่น โมโหจะไปแก้แค้น หาญรีบเข้าไปขวางไว้
“เดี๋ยวก่อน เอ็งจะไปไหน”
“เจ้าอย่ามาห้ามข้า พวกมันกับข้าจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้”
ศรีแพรจะเดินออก หาญขวางอีก
“ไม่ได้ เอ็งยังอ่อนแอเกินไป”
“นี่มันไม่ใช่เรื่องของเจ้า ถอยไป”
“ไม่ เอ็งต้องตั้งสติก่อน คนพวกนั้นมีตั้งมาก เอ็งคนเดียวสู้พวกมันไม่ได้แน่”
“ก็แค่ตาย เจ้าถอยไป ไม่งั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
แต่หาญยืนนิ่ง ศรีแพรเต็มไปด้วยความแค้น ถูกขวางก็โมโห ง้างคชกุศฟันลงไปที่หาญ หาญหลบ แล้วใช้มือฟันแขนศรีแพรจนคชกุศร่วง ศรีแพรพยายามสู้ด้วยมือเปล่าอีก ไม่ยอมแพ้ หาญตั้งรับ แล้วได้จังหวะจับตัวศรีแพรกอดเอาไว้ ศรีแพรดิ้นอาละวาด
“ปล่อยข้า ปล่อยข้า เจ้าห้ามข้าทำไม จะไปฆ่าพวกมัน ฮือๆ”
“ไม่” ศรีแพรโมโหอาละวาดจนสลบไป “ศรีแพร ศรีแพร”
หาญมองศรีแพรด้วยความเป็นห่วง

ที่โรงพยาบาล กระเต็นนั่งมองจุกที่นั่งอ่านหนังสือพระสัปหงกอยู่ กระเต็นคายยานอนหลับออกมา กระเต็นเอายาซ่อนไว้ที่ใต้หมอน มองจุกอย่างระวัง แล้วค่อยลุกช้าๆ ย่องออกจากห้องไปขณะที่จุกยังหลับไม่รู้เรื่อง
กระเต็นเดินหลบๆ มาตามทางเดินของโรงพยาบาลแล้วก็เห็นสุพจน์เดินเข้ามา กระเต็นตกใจรีบผลักประตูห้องตรวจเข้าไปทันที สุพจน์ไม่เห็นกระเต็น เดินผ่านหน้าห้องไป
กระเต็นแอบอยู่หลังประตูห้องตรวจ แง้มดูสุพจน์ เห็นเดินผ่านออกไป กระเต็นหันหลังพิงประตู ถอนใจ โล่งอก
“เฮ้อ เกือบไปแล้ว”
กระเต็นกำลังจะออก แต่เห็นหนังสือพิมพ์วางอยู่ที่โต๊ะเลยหยิบขึ้นมาอ่านดู แล้วกระเต็นก็ต้องช็อคเมื่อเห็นข่าวพาดหัว “ ลูกผู้การเพชรเหิมเกริม ย่ำยีหญิงสาว หลบหนีลอยนวล”
“ไม่จริง เป็นไปไม่ได้” กระเต็นรีบเปิดอ่านดูเนื้อข่าวภายใน “เหยื่อรักษาตัวอยู่ที่นี่”
กระเต็นเห็นเสื้อกาวน์แขวนอยู่ รีบคว้ามา คิดแผน

มุมหนึ่งหน้าห้องพักฟื้น กระเต็นแอบมองตำรวจนั่งอ่านหนังสือพิมพ์เฝ้าอยู่ที่หน้าห้อง
“ต้องเป็นห้องนี้แน่”
กระเต็นเห็นตำรวจลุกเดินออกไป ก็รีบออกจากมุมเดินตรงไปที่ห้องทันที
กระเต็นเปิดประตูเข้ามาเห็นดวงใจนั่งเหม่อลอยอยู่ที่บนเตียง ร่างกายบอบช้ำ กระเต็นรีบเดินตรงเข้าไปหา
“หนู หนู” ดวงใจไม่มอง แววตาเหม่อลอย “หนู ฉันมีอะไรจะถามหนูหน่อย คือฉันเป็นแม่ของกล้า”
ดวงใจหันขวับ มองกระเต็น ตัวสั่น
“กล้า ไม่ กลัวๆ กลัวแล้ว อย่าทำอะไรฉันเลย”
“ใจเย็นๆ นะ ฉันไม่ได้จะทำอะไร กล้า กล้าเค้าทำอะไรหนู”
ดวงใจผลักกระเต็นออก แล้วลุกออกมาจากเตียงวิ่งไปที่ระเบียงห้อง กระเต็นรีบตามเข้ามา ดวงใจมองหวาดระแวง กลัวมาก
“อย่า อย่าทำฉัน ฉันกลัวแล้ว”
ดวงใจตะโกนเสียงดัง กระเต็นพยายามหว่านล้อม
“ใจเย็นๆ นะ หนูปลอดภัยแล้ว ฉันแค่อยากจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
พยาบาล กับตำรวจ เข้าห้องมา
“คุณหมอ เกิดอะไรขึ้นคะ” พยาบาลเห็นหน้ากระเต็น “คุณไม่ใช่หมอ”
ตำรวจชักปืน กระเต็นเครียด ดวงใจเห็นปืนก็กลัว ดวงใจคิดไปถึงต้องที่กล้าข่มขืนตน ดวงใจกรี๊ดลั่น
“กรี๊ด ไม่ อย่าฆ่าฉัน ฉันกลัวแล้ว”

ดวงใจปีนขึ้นไปบนขอบระเบียง ทุกคนตกใจ

ภูมินทร์ คะนึงนิจและราชาวดีเดินเข้ามาที่หน้าโรงพยาบาล
“นิจ เราเยี่ยมดวงใจเสร็จแล้ว คงต้องไปที่โรงพักกันต่อนะทางตำรวจอยากให้วดีไปให้ปากคำเพิ่มเติมหน่อย”
“ไหวนะวดี”
“จ๊ะนิจ”
ทั้งสามเดินต่อ กำลังจะเข้าไปในโรงพยาบาล ทันใดนั้นร่างของดวงใจก็ลอยลิ่วลงมาแล้วตกอยู่ต่อหน้า พลั่ก!ทุกคนช็อค ราชาวดีเข่าอ่อน ทรุดตัวลงไปนั่งอึ้ง
“ดวงใจ”
ดวงใจตายตาเหลือกค้าง ภูมินทร์กับคะนึงนิจถึงกับตะลึง
ที่หน้าห้องพักฟื้นดวงใจ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสองคนช่วยกันจับตัวกระเต็นไว้ โดยมีหมอ พยาบาล และตำรวจยืนคุมอยู่ สุพจน์ยืนมองหน้าเครียด
“ปล่อยฉันนะ ปล่อยฉัน กล้าไม่มีทางทำแบบนั้นแน่” คะนึงนิจ ราชาวดี กับภูมินทร์เข้ามา กระเต็นเห็นภูมินทร์ “แก ไอ้ภูมินทร์ แกอีกแล้ว ฝีมือแกแน่ๆ แกใช้นารายณ์แปลงรูปกลั่นแกล้งกล้าใช่ไหม”
ภูมินทร์ทำสีหน้าเวทนา
“คุณนาย สงบสติอารมณ์ก่อนนะครับ รักษาตัวให้หายแล้วค่อยคุยกัน”
กระเต็นสะบัดหลุด จะเข้าไปเอาเรื่องภูมินทร์ สุพจน์รีบตามเข้าไปล็อคตัว
“คุณเต็นอย่า”
“ปล่อยฉัน ปล่อยฉัน ฉันจะฆ่ามัน มันใช้อาคมแกล้งลูกฉัน”
“คนไข้มีอาการทางประสาท เราคงต้องพาตัวไปที่แผนกจิตเวชก่อน” หมอบอกกับสุพจน์
“หมอ ฉันไม่ได้บ้า เข้าใจไหม ฉันไม่ได้บ้า” เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเข้ามาล็อกตัวกระเต็นแทนที่สุพจน์ แล้วดึงออกไป กระเต็นดิ้นไม่ยอมง่ายๆ โดยหมอกับพยาบาลตามประกบ “ฉันไม่ได้บ้า ฉันไม่ได้บ้า” กระเต็นจ้องภูมินทร์
อย่างอาฆาต “ไอ้ภูมินทร์ฉันจะฆ่าแก”
สุพจน์ตามไปด้วยความเป็นห่วง
“พี่กล้าจะรู้มั้ยว่าเค้ากำลังทำร้ายแม้แต่แม่ตัวเอง” คำนึงนิจบอกออกมา
“เป็นเพราะเราใช่มั้ยนิจ เรื่องมันถึงเลวร้ายขนาดนี้”
“ไม่นะวดี เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับวดีเลย”
“ใช่ ห้ามคิดแบบนี้นะ”
ราชาวดีสะเทือนใจ ร้องไห้ คะนึงนิจรวบตัวเข้ามากอดปลอบ ภูมินทร์โอบสองคนไว้อีกที ยิ้ม

ภูมินทร์พาราชาวดีกลับมาส่งบ้าน คืนนั้นขณะที่ราชาวดีนอนหลับอยู่ในห้องนอน จะเห็นเงามืดยืนอยู่ที่มุมห้อง จ้องมองราชาวดีอยู่ ราชาวดีรู้สึกตัว ลืมตาขึ้น เห็นเป็นกล้าออกจากเงามืด เข้ามาหา ยิ้มเหี้ยม ราชาวดีตกใจมาก จะร้อง กล้าเอามือปิดปาก ราชาวดีดิ้นเอาตัวรอดใหญ่ แต่กล้าขืนตัวไว้ ราชาวดีสู้แรงไม่ได้ กล้ายิ้มร้ายก่อนจะโน้มตัวลงไปที่ราชาวดี แล้วดึงมีดพร้าที่ซ่อนไว้ ง้าง ปักลงบนอกราชาวดี ราชาวดีสะดุ้งตื่น ร้องกรี๊ดลั่น ฝันร้าย
“กรี๊ด”
ภูมินทร์ที่นอนอยู่ในห้องรับแขก ตกใจตื่นขึ้น รีบวิ่งลุกออกไป
ภูมินทร์กระแทกประตูห้องราชาวดีเข้ามา
“วดี วดีเป็นอะไรรึเปล่า” ราชาวดีนั่งอยู่บนเตียง ตัวสั่น สีหน้าไม่ดี ภูมินทร์เข้าไปกอดปลอบ “วดี เกิดอะไรขึ้น”
“พี่กล้า พี่กล้าจะฆ่าวดี”
“ไม่เป็นไรแล้วนะ พี่อยู่นี่ ไม่มีใครทำอะไรวดีได้ทั้งนั้น” ภูมินทร์บรรจงจูบปลอบขวัญที่หน้าผากราชาวดี ราชาวดีอึ้งๆ ราชาวดีรู้สึกตัว รีบถอยออกจากภูมินทร์ “พี่รักวดี ให้พี่ได้เป็นคนดูแลวดีนะ”
ทั้งคู่จ้องกัน คะนึงนิจเข้ามา
“วดี” คะนึงนิจชะงักนิดนึง “พี่ภู มีอะไรหรือเปล่า ได้ยินเสียงเอะอะ”
“เราฝันไม่ค่อยดีนะนิจ ไม่มีอะไร”
“เราบอกแล้วว่าจะมานอนเป็นเพื่อนก็ไม่ยอม แล้วพี่ภู ยังไม่กลับอีกเหรอคะ ดึกป่านนี้”
“พี่เป็นห่วง เห็นว่าอยู่กันแค่ผู้หญิงสองคน นอนต่อเถอะนะเดี๋ยวพี่จะนอนเฝ้าที่ห้องรับแขก มีอะไรก็เรียกได้เลย”
“พ่อเลี้ยงคะ”
“ไม่ต้องพูดแล้ววดี ให้พี่กลับไปบ้านตอนนี้พี่คงนอนไม่หลับให้พี่อยู่เถอะ” ภูมินทร์ออกไป
“เราทำให้เธอกับพ่อเลี้ยงลำบาก”
“เอาอีกแล้ว บอกว่าอย่าพูดแบบนี้เราเป็นเพื่อนกันนะ พี่ภูเองเค้าก็ดูมีความสุขที่ดูแลวดี เรายอมรับจริงๆว่าเค้าเปลี่ยนไปเยอะ ที่ผ่านมาเราไม่เคยเห็นเค้าให้เกียรติผู้หญิงคนไหนเท่าวดีเลย”
ราชาวดีฝืนยิ้ม
ภูมินทร์แอบฟังอยู่นอกห้อง ภูมินทร์รู้สึกชอบใจที่ทั้งสองเริ่มไว้ใจ

กลางดึกคืนนั้น ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงัดรถของภูมินทร์จอดรออยู่ที่มุมหนึ่งไม่ไกลจากบ้านของราชาวดีนัก ภูมินทร์ก้าวเข้ามาเงียบๆ เมื่อภูมินทร์เดินมาถึงที่รถ คมรีบเข้ามาเปิดประตูรถให้
คมพาภูมินทร์มาที่โรงแรม ภูมินทร์เข้ามาในห้องเห็นงามตานั่งรออยู่แล้ว ยิ้มให้อย่างยั่วยวน ภูมินทร์มองด้วยความกระหาย โน้มตัวเข้าไปโอบกอด ซุกไซร้

เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อราชาวดีกับคะนึงนิจเดินลงมาที่ห้องรับแขก คะนึงนิจมองไปที่โซฟาแต่ไม่เห็นภูมินทร์
“ท่าดีทีเหลว หนีกลับบ้านไปจนได้”
คำนึงนิจบ่น ราชาวดีแปลกใจ ชะเง้อมองหา
“พี่อยู่นี่” คะนึงนิจกับราชาวดีหันตามเสียงจึงเห็นภูมินทร์ยืนถือถาดที่มีถุงกับข้าวเตรียมไว้ตักบาตร “พี่ได้ยินวดีคุยกับนิจว่าเช้านี้จะตื่นมาตักบาตร ก็เลยรีบลุกมาเตรียมไว้ให้ก่อน”
คะนึงนิจชอบใจ
“พี่ภูเนี่ยนะไปเตรียมของใส่บาตร” ภูมินทร์จะเขกหัว
“ยัยบ๊อง พูดยังกะพี่เป็นพวกผีงั้นแหละ จะได้กลัวพระ”

คะนึงนิจหัวเราะท่าทางของภูมินทร์ บรรยากาศชื่นมื่น ราชาวดีมองภูมินทร์ รู้สึกซึ้งในน้ำใจ

เสือสั่งฟ้า 2 พยัคฆ์ผยอง ตอนที่ 7 (ต่อ)

หาญแบกศรีแพรที่ยังสลบเข้ามาในบ้านกระเต็นแล้วมาวางบนโซฟา
“ทำไมบ้านเงียบเชียบอย่างนี้ รัก ยม” ทั้งคู่ปรากฏตัว
“จ๋า ปู่”
“ไม่มีใครอยู่เหรอ” รักส่ายหน้า
“แม่กระเต็นไม่กลับบ้านสองสามวันแล้วจ้ะ สงสัยไปเที่ยว”
“โธ่ ไอ้รักโง่ แม่เค้าอยู่โรงพยาบาลต่างหาก”
“โรงพยาบาล กระเต็นเป็นอะไร”

หาญรีบมาที่โรงพยาบาล หาญเปิดประตูห้องพักฟื้นเข้าไปมองเห็นเตียงว่างเปล่าใกล้ๆ กันเห็นสุพจน์นั่งหลับคอพับอยู่ที่โซฟา
“ผู้การ ผู้การ” สุพจน์ไม่ตื่น หาญเขย่าอีก “ผู้การพจน์”
สุพจน์ตื่นขึ้นมาจึงเห็นหาญที่ปลุกตน
“พี่สิงห์ พี่สิงห์หายไปไหนมาครับ”
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ทำไมเอ็งถึงมาหลับอยู่แบบนี้แล้วกระเต็นล่ะ”
“คุณกระเต็นก็หลับ” สุพจน์ชี้ไปที่เตียงซึ่งว่างเปล่า สุพจน์ตกใจ ลุกขึ้น “เฮ้ย” สุพจน์วิ่งไปหาในห้องน้ำและที่ระเบียง “คุณกระเต็นหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมไม่รู้เรื่องเลย”
“เอ็งคงโดนกระเต็นวางยา”
“วางยา” สุพจน์จับหัว มึนๆ ยา คิดทบทวน “น้ำส้มนั่นแน่ๆ” สุพจน์หันมองแก้วน้ำส้มที่ว่างเปล่าบนโต๊ะ “คุณเต็นแบ่งน้ำส้มให้ผมช่วยกิน เสียรู้จนได้”
สุพจน์กับหาญต่างเครียด

ที่บ้านภูมินทร์ ภูมินทร์แปลกใจกับสิ่งที่คมบอก
“อะไรนะไอ้คม แกพูดผิดรึเปล่า”
“ไม่ผิดแน่ครับนาย นังนั่นมันมาคุกเข่าอยู่ที่หน้าบ้าน ไล่เท่าไหร่ก็ไม่ไปมันบอกยังไงก็จะขอให้นายยกโทษให้ไอ้กล้าให้ได้”
“หึ งั้นรึ”
ภูมินทร์ได้ยิน ชอบใจ

สุพจน์ยังอยู่ที่โรงพยาบาล และกึ่งเดินกึ่งวิ่งพลางมองตามหากระเต็น หาญเข้ามาจากอีกทาง “เจอไหมครับ” หาญส่ายหน้า สุพจน์เครียด “ผมสั่งลูกน้องหาจนทั่วแล้วก็ยังไม่เจอ เอาไงดีครับพี่สิงห์”
“ลองเกิดเรื่องขึ้นมากมาย อย่างที่เอ็งเล่าให้ข้าฟัง ข้าว่ากระเต็นคงแอบหนีออกไปหาหลักฐาน เพื่อช่วยให้กล้า
พ้นผิดอีกแน่”
“ผมเองก็ไม่อยากจะเชื่อ ว่ากล้าจะถลำลึกไปถึงขนาดนี้ แต่ปากคำของเหยื่อกับผลการตรวจของแพทย์มันชี้ชัดจริงๆ” สุพจน์นั่งลงที่เก้าอี้ เครียด “เฮ้อ ไม่รู้เกิดเรื่องบ้าๆ แบบนี้ขึ้นได้ยังไง”
แต่แล้วสุพจน์กลับรู้สึกแปลกๆ ที่เอว พอก้มลงดู ก็พบว่าปืนพกที่ปลอกเก็บปืนของตนหายไป สุพจน์หน้าซีด“ปืน ปืนผมหายไป คุณเต็น”
ทั้งสองคนหน้าเครียด

ภูมินทร์เดินกร่างออกมาหน้าบ้านกับคม เห็นกระเต็นนั่งคุกเข่าก้มหน้าอยู่ ภูมินทร์เย้ยสะใจสุดๆ
“หึ ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจจริงๆ เฮ้อ แต่ถึงคุณนายนั่งคุกเข่าอยู่นี่จนเช้า ผมคงช่วยอะไรไม่ได้ เพราะลูกคุณนายมันเลว เลวโดยสันดาน”
กระเต็นเงยหน้าขึ้นมา จ้องนิ่ง ก่อนจะชักปืนของสุพจน์ออกมา
“แกตาย”
กระเต็นเล็งแล้วลั่นไกทันที ภูมินทร์ตะลึง กระสุนพุ่งเข้ามาที่ตัวภูมินทร์ แต่แล้วจู่ๆ ก็มีคลื่นพลังซัดกระสุนให้เบนไปอีกทาง กระเต็นอึ้ง ภูมินทร์กับคมรีบยิงโต้ตอบกลับไปที่กระเต็นทันที กระเต็นตกใจหลบไม่ทันแล้ว ทันใดทุกอย่างก็เคลื่อนไหวช้าลงหาญเคลื่อนตัวอย่างเร็วมาที่กระเต็นแล้วฉุดกระเต็นเคลื่อนหายไปในพริบตา หาญเคลื่อนตัวเร็วมาก มองไม่เห็นว่าเป็นใคร กระสุนพุ่งผ่านอากาศไปเฉียดฉิว ภูมินทร์กับคมแปลกใจ รู้ว่าไม่ธรรมดา
“มันหายตัวไปได้ยังไง มีคนมาช่วยมัน “
“ในเมื่อไอ้หาญมันตายไปแล้ว แล้วใคร ใครมาช่วยมันไปวะ”
ภูมินทร์โมโหจัด

ที่ตำหนักอาจารย์ยอด อาจารย์ยอดมีสีหน้าเครียดหลังฟังเรื่องจบ
“ไม่มีทางเป็นคนอื่นแน่ มีแค่มันเท่านั้น”
“อาจารย์กำลังจะบอกว่า เป็นเสือหาญที่ช่วยแม่ของไอ้กล้าไป” อาจารย์ยอดพยักหน้า มั่นใจ“แต่เราทุกคนก็เห็นกับตา ว่าไอ้หาญมันตกเหวไปแล้ว”
“แต่ยังไม่มีสักคนที่พบศพมัน” ภูมินทร์ร้อนใจ
“ถ้ามันยังไม่ตายจริงๆ เราจะทำยังไง”
“อย่างน้อยหลานมันก็ยังอยู่ในกำมือเรา พ่อเลี้ยงจะต้องกลัวอะไร”
“จริงซิ มันต้องบุกมาชิงตัวไอ้กล้าแน่”
“หึหึ งั้นทำไมเราไม่ชิงบุกก่อนล่ะ”

ปืนสุพจน์ถูกวางกระแทกบนโต๊ะ หาญมองกระเต็นอย่างไม่พอใจ
“ทำไมเอ็งถึงได้วู่วามอย่างนี้ ถ้ากล้าอยู่กับพวกพ่อเลี้ยงภูมินทร์จริงล่ะก็ ที่เอ็งทำลงไปวันนี้จะทำให้กล้านั่นแหละที่ตกอยู่ในอันตราย” กระเต็นฉุกคิด
“แต่ แต่หนูทนไม่ไหวแล้ว ถ้าไอ้พ่อเลี้ยงมันตายซะ เรื่องทุกอย่างก็จะจบ กล้าก็จะได้ชีวิตเดิมกลับมา”
“เอ็งคิดว่ามันจะง่ายขนาดนั้นเชียว ไม่ว่ากล้า ไม่ว่าเอ็ง หรือแม้แต่ข้า ล้วนถูกวิบากกรรมนำพาให้เป็นไปทั้งสิ้น”
ทั้งสองคนต่างเครียด ทันใดเสียงเอะอะก็ดังมาจากชั้นบน
“ปล่อยข้านะ บอกให้ปล่อยไง”

ทั้งสองรีบขึ้นไป

ที่ห้องนอนกล้า ศรีแพรกำลังอาละวาดมีรักยมช่วยกันดึงแขนไว้คนละข้าง

“พวกเจ้าเป็นใคร แล้วข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ปล่อยข้านะ”
“ไม่ได้นะพี่คนสวย ปู่สั่งเอาไว้”
“พวกเรายอมให้พี่ออกไปไม่ได้หรอก”
“ไม่ได้ใช่มั้ย”
ศรีแพรออกแรงหมุนตัวเหวี่ยงรักยมกระเด็นไปคนละทาง หาญกับกระเต็นเปิดประตูห้องเข้ามาพอดี กระเต็นเห็นศรีแพรก็แปลกใจ
“เธอเป็นใคร เข้ามาบ้านฉันตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ข้าเป็นคนพามาเอง” หาญบอกแล้วสบตาศรีแพร ให้ใจเย็นลง “ศรีแพร ใจเย็นฟังข้าก่อน เกิดอะไรขึ้น”
รักยมชิงตอบ กลัวหาญทำโทษ
“ก็พี่คนสวยนะสิปู่ พอฟื้นขึ้นมาก็อาละวาด”
“เค้าจะออกไปข้างนอกให้ได้ ห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง”
“ข้าจะไปช่วยพ่อ ไปแก้แค้นแทนพี่น้องของข้า”
“ข้าต้องพาเอ็งกลับไปช่วยพ่อของเอ็งแน่ แต่ตอนนี้เอ็งต้องหายดีเสียก่อน พิษตะขาบไฟยังไม่หมดจากตัว ขืนเอ็งใจร้อนก็เท่ากับไปตายเปล่า” ศรีแพรไม่เชื่อ จะไป แต่แล้วก็เซ หาญประคองให้ลงนั่ง “ทีนี้เชื่อรึยัง ว่าร่างกายเอ็งยังไม่ฟื้น ข้าถึงพามาพระนครเพื่อให้เอ็งได้พัก ในที่ที่ปลอดภัยเสียก่อน”
“พระนคร”
“ข้าหมายถึงกรุงเทพฯน่ะ” ศรีแพรลังเล หาญหันไปไล่รักยม “รักยม หมดหน้าที่แล้ว พวกเอ็งไปได้”
รักยมหายตัวไป ศรีแพรตกใจกลัว
“พวกมันไม่ใช่คน”
“ไม่ต้องกลัว เจ้ารักเจ้ายมเป็นวิญญาณที่ชุบเลี้ยงไว้ ไม่มีอันตราย”
“ที่หมู่บ้านข้า เราบูชาผี คนดีๆ ที่ไหนจะเลี้ยงผีไว้ใช้งาน”
“รักยมเหมือนญาติของเรา เป็นลูกหลานของบ้านนี้” หาญแนะนำให้ศรีแพรรู้จักกระเต็น “นี่คือน้ากระเต็น เป็นเจ้าของบ้าน และเป็นแม่ของกล้า”
กระเต็นจ้องมองศรีแพร สงสัยว่ารู้จักลูกของตนได้ยังไง

กระเต็นยิ้มรับเมื่อรู้เรื่องราวระหว่างศรีแพรกับกล้า
“ขอบใจเธอมากนะ ที่พยายามช่วยลูกชายของฉัน”
“ไอ้คนเมืองมีบุญคุณกับชาวม่อนช้างเผือก เค้ากับขุนโชติเสี่ยงชีวิตช่วยหมู่บ้านข้าไว้จากพวกปางไม้ ข้าต้องตอบแทนอยู่แล้ว”
“พ่อเลี้ยงภูมินทร์มันก่อกรรมทำชั่วไปทุกหย่อมหญ้าจริงๆ” กระเต็นนึกได้แล้วแปลกใจ “เมื่อกี้เธอพูดว่าขุนโชติช่วยไว้ ตกลงขุนโชติมันชั่วหรือดีกันแน่”
“ขุนโชติ มันอาฆาตหลวงณรงค์ รวมถึงทุกคนที่เกี่ยวข้องด้วย ที่มันจับตัวกล้าไป คงเป็นเพราะเหตุนี้” หาญบอก
“กล้าไปเกี่ยวอะไรกับหลวงณรงค์ด้วยคะ” กระเต็นถามอย่างสงสัย
“ข้าพบว่าหลวงณรงค์ที่มันตามหา มีหน้าตาเหมือนข้า อาจเป็นไปได้ว่าข้าคือหลวงณรงค์ในชาติก่อน” กระเต็นตกใจ “เพราะกรรมที่ข้าเคยก่อจึงย้อนกลับมา ทำให้พวกเอ็งเดือดร้อน”
“ทำไมชะตาถึงได้เล่นตลกกับพวกเราอย่างนี้”
“เจ้าสองคนพูดเรื่องอะไรกัน ชาติก่อนชาตินี้ข้างงไปหมดแล้ว”
“เรื่องมันซับซ้อนเกินว่าที่เอ็งจะเข้าใจ เอาไว้ถ้ามีเวลาข้าอธิบายให้ฟัง แต่ตอนนี้มีอีกเรื่องที่น่าสงสัย ตอนที่ข้าสู้กับขุนโชติ จู่ๆวิญญาณ ไอ้ทับก็เข้าสิงกล้า แล้วหันกลับมาเล่นงานข้าแทน”
“เสือทับ หรือว่าขุนโชติกับไอ้พ่อเลี้ยงภูมินทร์ มันเป็นพวกเดียวกัน”
“แต่ขุนโชติเป็นคนที่ปลุกระดมพวกข้าให้สู้กับพวกปางไม้”
“มันอาจจะแสร้งทำดีตบตาพวกเธอ สันดานโจร ยังไงก็เป็นโจร” กระเต็นร้อนใจ “แล้วเราจะทำยังไงดีคะ ลำพังอาจารย์ยอดก็รับมือยากแล้ว นี่มีขุนโชติอีกคน อย่างงี้พวกมันก็เหมือนพยัคฆ์ติดปีก”
“บางที หากใช้ลูกสะกดหัวใจสิงห์ร่วมกับตะกรุดสามกษัตริย์ อาจจะเล่นงานขุนโชติได้”
หาญนึกได้คลำหาตะกรุด แต่ปรากฏว่าไม่อยู่กับตัวแล้ว
“มีอะไรเหรอคะคุณพ่อ”
“ตะกรุด ตะกรุดสามกษัตริย์หายไปแล้ว”
กระเต็นตกใจ

บ้านภูมินทร์ ที่หีบทองคำลงยาประดับเพชร กาทองคำทรงกระบอก พระพุทธรูปแก้วไพฑูรย์ วางเรียงรายกันอยู่ ขุนโชติ เสือดำ เสือไทเข้ามาดู
“เอ็งไปได้สมบัติพวกนี้มาจากที่ใด”
“ของล้ำค่าสมัยแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวงพวกนี้ถูกซื้อขายเปลี่ยนมือมา หลายต่อหลายทอดจนกระทั่งมาถึงมือผม ผมแน่ใจว่าเป็นสมบัติของพวกท่าน” เสี่ยไพบูลย์บอก
“ใช่ มันต้องใช่สมบัติที่ข้าปล้นมาแน่ๆ” เสือไทบอก เสือดำจึงดักคอ
“เอ็งจำของพวกนั้นได้เหรอวะ ผ่านไปตั้งร้อยปี”

“จริงอย่างไอ้ดำว่า สมบัติมากมายที่ข้าปล้นชิงมา ข้ามิได้จดจำว่ามีอะไรบ้าง เอ็งแน่ใจได้กระไรไรว่าเป็นของข้า”


เสี่ยไพบูลย์เหลือบมองอาจารย์ยอด

“แน่ใจซิ ในเมื่อเราสืบมาแล้วว่าสมบัติเหล่านี้อยู่ในบ้านของหลวงณรงค์ฤทธิโยธา” อาจารย์ยอดโกหกทำให้ขุนโชติยิ่งแค้น
“ไอ้หลวงณรงค์”
“ลำพังรับราชการสนองคุณแผ่นดิน รับเบี้ยหวัดเงินเดือนไม่เท่าไหร่จะมีของมีค่าอย่างนี้ได้ยังไง นอกจากจะเป็นของที่ยึดมาจากพวกท่าน”
“ครับ จริง เงินเดือนตำรวจขี้ปะติ๋ว ไม่พอกินถึงต้องรีดไถรับสินบน เป็นอย่างงี้มาตั้งแต่โบราณแล้ว” เสี่ยไพบูลย์สนับสนุนคำพูดอาจารย์ยอด
“ไอ้โปลิศชั่ว ข้าต้องสั่งสอนให้มันสำนึก”
“ข้าคิดวิธีแก้แค้นให้ท่านแล้ว เราจะปล้นสมบัติล้ำค่าของท่านกลับคืนมา ป่วนเมือง ปั่นหัวพวกตำรวจให้มันคลั่ง แล้วคนที่เหมาะจะทำงานนี้แทนเรามีเพียงทายาทของหลวงณรงค์เท่านั้น”
“ไอ้กล้า”

ห้องขังใต้ดินบ้านภูมินทร์ ข้าวกับน้ำดื่มวางลงบนโต๊ะ คมปลดโซ่ให้กล้ามีสมุนคอยคุ้มกันอยู่
“กินข้าวซะ นายเค้ายังปรานีไม่อยากให้แกอดตาย”
“ฉันไม่กิน เอากลับไปซะ”
คมส่งสัญญาณให้สมุนล็อกตัวกล้า คมเข้าไปบีบปากตักข้าวจะยัดใส่ปากกล้าให้ได้ กล้าสะบัดหลุดแต่ต้องชะงักเมื่อคมชักปืนขู่ ภูมินทร์เข้ามาพอดี
“ไอ้คม คนเค้าไม่กินก็อย่าไปบังคับฝืนใจเค้า” ภูมินทร์จ้องกล้าอย่างเย้ยหยัน “แต่แกน่าจะนึกถึงแม่แกไว้มากๆ แม่แก รักแกมากรู้มั้ย”
“แม่ฉันทำไม แกจะทำอะไรแม่ฉัน”
“เปล่า ตอนนี้แม่แกยังสุขสบายดี คุณนายกระเต็นแม่ของแก เพิ่งมาคุกเข่า ฟูมฟาย ขอร้องให้ฉันปล่อยตัวแกไป ช่างเป็นภาพที่น่าสมเพชมาก”
กล้ากลัวแม่จะถูกจับมาอีกคน
“ตอนนี้แม่ฉันอยู่ไหน ถ้าแม่ฉันเป็นอะไรไป ฉันไม่เอาแกไว้แน่”
“โถๆๆ ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด แต่แกไม่ต้องห่วงนะ ตอนนี้แม่ของแกยังปลอดภัยดี แต่อนาคตฉันก็รับรองไม่ได้”
“ไอ้ชาติชั่ว แกต้องการอะไรจากฉัน”
“ฉลาดดีนี่ ฉันมีข้อเสนอจะไม่มีใครแตะต้องแม่ของแกเด็ดขาด ถ้าแกยอมออกปล้นให้ฉัน”
“ไม่มีทาง ยังไงฉันก็จะไม่ยอมเป็นโจรชั่วอย่างพวกแกหรอก”
“หึๆ เรอะ จริงสิคนดีมีคุณธรรมสูงส่งอย่างแกไม่เคยฆ่าใครตาย ไม่เคยข่มขืนผู้หญิง แล้วจะยอมเป็นโจร ปล้นฆ่าคนได้ยังไง ฉันน่าจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ฮ่าๆๆ” กล้าแค้น เจ็บใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น “งั้น แกจงรอดูความพินาศของครอบครัวตัวเองก็แล้วกัน”
กล้าฉวยโอกาสที่ทุกคนเผลอแย่งปืนจากมือคม แล้วจับตัวภูมินทร์ไว้ เล็งปืนไปทางพวกสมุน ปืนทุกกระบอกก็เล็งกลับมาที่กล้าเช่นกัน
“ปล่อยตัวพ่อเลี้ยงซะไอ้กล้า” ภูมินทร์กลัวจึงทำเป็นพูดดีกับกล้า
“ใจเย็นสิวะ เรื่องแค่นี้เราเจรจากันได้”
กล้าตัดสินใจแน่วแน่
“ไม่เจรจาอะไรทั้งนั้น ฉันจะไม่ทำผิดมากไปกว่านี้ ฉันจะไม่ยอมเป็นโจร ไม่มีวันนั้น ฉันจะจบทุกอย่างตรงนี้”
กล้าผลักภูมินทร์ออกไป จ่อปืนจะยิงตัวเอง เหนี่ยวไกแต่ปืนกลับด้านจึงลองยิงพื้น เปรี้ยง
กล้ายิงตัวเองใหม่แต่ก็ยังกระสุนไม่ออกจึงประหลาดใจ เสียงคาถามหาอุดดังกังวานขึ้น ภาพเคลื่อนไปเห็นขุนโชติปรากฏตัวขึ้นทางด้านหลัง
“มหาอุด”
กล้าทิ้งปืน พุ่งเข้าหากำแพงจะเอาหัวกระแทก แต่แล้วก็ถูกคมเตะตัดขาล้มลง ขุนโชติว่าคาถานะจังงังเป่าไป
ขุนโชติเดินเข้าไปหากล้าแล้วจ้องตา
“ชีวิตเอ็งเป็นของข้า ถ้าข้าไม่ยอม เอ็งก็ยังตายไม่ได้”
“ถ้ามันอยากตายนัก ทำไมท่านไม่ปล่อยให้มันตาย”
“เรื่องของไอ้หนุ่มนี้ ข้าเป็นคนลิขิต เอ็งอย่าได้สอด”
ภูมินทร์ไม่กล้ามีเรื่องกับขุนโชติ ได้แต่ฮึดฮัดกลับออกไปพร้อมคม ขุนโชติมองกล้าด้วยความเสียดาย
“เอ็งมันกล้าสมชื่อ ผิดกับหลวงณรงค์ยิ่งนัก เสียดายเอ็งน่าจะเกิดเป็นลูกหลานข้ามากกว่า แต่เมื่อชะตากำหนดมาเยี่ยงนี้ ข้าก็ไม่มีทางเลือก”
กล้าน้ำตาไหลด้วยความเจ็บปวดใจ

หาญนั่งคุกเข่าอยู่หน้าองค์พระประธานในโบสถ์ร้าง เพ่งจิตระลึกถึงพ่อปู่บุญทา ก้มลงกราบ พ่อปู่บุญทาปรากฏกายขึ้น รู้เจตนาของลูกศิษย์
“เจ้าอยากพบข้าด้วยเหตุแห่งขุนโชติ”
“ครับพ่อปู่ มีหนทางใดบ้างที่ผมจะเอาชนะขุนโชติได้ เพื่อช่วยกล้าให้ปลอดภัย”
“เจ้ากำลังฝืนวิบากกรรม”
“แต่ผมเป็นต้นเหตุให้ขุนโชติอาฆาตแค้น จนไปก่อกรรมกับกล้าที่เป็นผู้บริสุทธิ์”
พ่อปู่บุญทาพยายามเตือนสติศิษย์
“เจ้าเป็นแค่หนึ่งในเหตุปัจจัยอีกหลากหลาย สิ่งที่กล้าต้องเผชิญย่อมเกิดจากเหตุที่กล้าได้กระทำมา ไม่ใช่เพราะเจ้าเพียงคนเดียว หาญ เจ้าศึกษาพระธรรมมานาน น่าจะเข้าใจ”
“ผมยอมรับว่าไม่อาจปล่อยวางจริงๆ ตราบใดที่ยังหาทางช่วยหลานไม่ได้”
“วิธีที่จะช่วยหลานเจ้าได้มีทางเดียว”
“อะไรครับ บอกผมมาเถอะ”
“เจ้าควรละทิ้งทางโลก และมุ่งหน้ากลับสู่หนทางธรรม”
“แต่ถ้าไม่มีผมอาจมีคนตายเพิ่มอีกหลายคน พวกไอ้ยอดกับขุนโชติ มันต้องฆ่าคนเป็นผักปลา ผมยอมไม่ได้”
พ่อปู่บุญทาถอนใจ ควักตะกรุดสามกษัตริย์ออกมา
“รับไป” หาญเห็นก็งง
“ตะกรุดสามกษัตริย์ มาอยู่กับพ่อปู่ได้ยังไงครับ”
“ใจที่ถูกกิเลสครอบงำ เป็นใจที่มืดบอด เต็มไปด้วยอวิชชาไม่อาจมองเห็นหนทางพ้นทุกข์”

บุญทาหันหลังเดินจากไป ร่างจางหาย หาญรีบก้มกราบขอบคุณ กำตะกรุดในมือครุ่นคิดหาทางช่วยกล้า ซึ่งเท่ากับสร้างกรรมต่อไม่สิ้นสุด

วันต่อมาที่ห้องลับในโรงงานแห่งหนึ่ง ภายในห้องลับมีสินค้ามากมายเช่น เครื่องไม้จำหลัก งาช้างแกะสลัก เครื่องกระเบื้อง โถเบญจรงค์ลายน้ำทอง เครื่องถมทอง ฯลฯ สุขุมนำเสนอสินค้ากับเสี่ยเป็นพวกเครื่องประดับทอง มงกุฎ พระพุทธรูป กำไล ตะปิ้ง เสี่ยดูอย่างพอใจ

“งามจริงๆ”
“รับรองของแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมอยู่ในวงการนี้มานาน ค้าขายกับคนต่างชาติมาก็เยอะ ถ้าผมปล่อยนี่ ราคาไม่ต่ำกว่าสิบล้าน แต่เห็นว่าเราเป็นคนไทยด้วยกันผมเลยให้โอกาสเสี่ยก่อน”
เสี่ยอยากได้มากรีบพยักหน้า การ์ดของเสี่ยวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ เปิดออกเห็นเงินสดข้างใน ทันใดนั้นลมวูบ
ใหญ่ก็พัดเข้ามา ธนบัตรในกระเป๋าปลิวกระจาย พัดวนเป็นเกลียวไปรอบๆ ห้อง เสียงหัวเราะของขุนโชติดังลั่น
“ฮ่าๆ” ทุกคนมองหน้ากันเลิกลั่ก หวาดกลัว ขุนโชติกับเสือดำปรากฏกายขึ้นบนโต๊ะกลางโถง “ข้าขุนโชติแห่งทุ่งพระกาฬ สมบัติเหล่านี้เป็นของข้า ข้าจักมาเอาคืน”
“เฮ้ย แกเป็นใครเข้ามาได้ไงวะ เฮ้ย จัดการ”
สุขุมสั่งลูกน้อง ลูกน้องสุขุมและการ์ดของเสี่ยยิงปืนถล่ม แต่ขุนโชติกับเสือดำไม่ระคายผิว ชักปืนยิงสวน ถูกการ์ดของเสี่ยตาย สุขุมและลูกน้องวิ่งหาที่หลบ ยิงโต้ตอบ เสี่ยฉวยโอกาสคว้าเครื่องทองติดมือหนีไปทางประตู ทันใดขวานก็พุ่งเข้าจามกระโหลก ร่างเสี่ยกระตุก เข่าทรุดลง กล้าปรากฏกายขึ้นตรงหน้าเสี่ย คว้าทองมาถือ ถีบเสี่ยล้มพร้อมกับประกาศกร้าว
“มันผู้ใดที่คิดจักครองสมบัติของพวกข้า มันต้องสังเวยด้วยเลือด”
เสือไทแปลงเป็นกล้าด้วยคาถานารายณ์แปลงรูป

ปลอกกระสุนหลายสิบนัดร่วงหล่นกระทบพื้น กล้าถือปืน M16 กราดยิง หมุนไปรอบๆ ตัว ลูกน้องสุขุมที่อยู่บนระเบียงชั้นสอง ล้มเป็นใบไม้ร่วง กล้าหัวเราะสะใจที่ได้ฆ่าคน
กระสุนพุ่งออกจากปากกระบอกปืนสั้น เสือดำไล่ยิงลูกน้องสุขุม ทันใดกระสุนหมดลูกน้องสุขุมโผล่มายิงด้านหลัง เสือดำตวัดปืนยาวที่สะพายหลังไว้ขึ้นมายิง ลูกน้องสุขุมกระเด็น
ขุนโชติเดินอย่างเท่เข้ามา พร้อมชักปืนลูกโม่ .44 แม็กนั่มทั้งสองมือ สาดกระสุนใส่ลูกน้องสุขุมที่ซุ่มยิงตายเป็นเบือ ลูกน้องสุขุมพานายหลบหลังเสา ขุนโชติร่ายคาถาเป่าลงบนปืนยิง กระสุนตรงเข้าทะลุเสาปูน ทะลุหน้าอกลูกน้องล้มลง สุขุมช็อค รีบเผ่น
คนงานแตกตื่นวิ่งหนีตายออกมาหน้าโรงงาน ตามด้วยสุขุมที่หนีหัวซุกหัวซุน ขุนโชติกับเสือดำย่างสามขุมไล่หลัง สุขุมล้มลงหมดแรง กล้าโผล่มาขวางหน้าไว้ สุขุมกลัวตัวสั่นยกมือไหว้ขอชีวิต
“ฉันกลัวแล้ว ไว้ชีวิตฉันเถอะนะ อยากได้อะไร ฉันยกให้หมดเลย”
กล้ากระชากตัวสุขุมขึ้นมา
“ข้าอยากได้อย่างเดียว คือหัวของเอ็ง” กล้าผลักสุขุมกระเด็นไป สุขุมรีบหยิบพระที่ห้อยคอมาอม พนมมือว่าคาถา ลนลาน “เอ็งมีของดีเหมือนกันรึ ข้าอยากรู้นักว่าจักเหนียวสักเพียงใด”
กล้าชักปืนพกเล็งยิง ทันใดนั้นสุขุมที่หลับตาท่องคาถาก็เลือดพุ่ง ล้มลงตายทั้งๆ ที่อมพระอยู่ในปาก ขุนโชติเดินมาดึงสร้อยพระขึ้นดู
“เอ็งคิดได้เยี่ยงไรวะ พระที่ไหนจักคุ้มครองคนชั่วช้าเช่นเอ็ง”
รถบรรทุกแล่นเข้ามาจอด เหล็งลงมาจากรถพร้อมสมุน ทุกคนสวมไอ้โม่งปิดบังใบหน้า
“ขนสมบัติข้างในขึ้นรถให้หมด” เหล็งสั่งการ

เสี่ยไพบูลย์เข้ามาที่ตำหนักอาจารย์ยอดแล้วหัวเราะใจ มองดูสมบัติล้ำค่ามากมายที่วางอยู่บนโต๊ะที่พวกขุนโชติไปปล้นมา
“ฮ่าๆ ให้มันได้อย่างนี้สิวะ ถึงจะคุ้มค่ากับการรอคอย” แต่แล้วเสี่ยไพบูลย์ต้องชะงัก ไม่พอใจ สงสัย“ไอ้เหล็ง พระพุทธรูปทองคำกับพวกเครื่องถมทองหายไปไหนหมดวะ อั๊วจำได้ว่าเป็นของที่ไอ้สุขุมมันหวงที่สุด”
“สมบัติบางส่วนขุนโชติเอาไป เหลือแต่ของพวกนี้ที่มันบอกว่าไม่ใช่ของมันครับเสี่ย”
“มันน่าเสียดายจริงๆ ฉันอุตส่าห์เล็งไว้ตั้งนาน”
“จะไปเสียดงเสียดายทำไมกัน คิดซะว่าเป็นค่าแรงที่พวกมันออกปล้นให้เรา ถ้าไม่ได้ขุนโชติ เราก็คงไม่ได้สมบัติล้ำค่าพวกนี้มาง่ายๆ” เสี่ยไพบูลย์คล้อยตาม
“ที่อาจารย์พูดก็ถูก ผมก็คิดไม่ถึงว่าไอ้สุขุมมันจะมีห้องลับซ่อนวัตถุล้ำค่าไว้มากขนาดนี้” เสี่ยไพบูลย์หยิบสมบัติที่วางอยู่ขึ้นมาชื่นชม “แต่ของที่เราได้มานี่ ก็ประเมินค่าไม่ได้เหมือนกัน”
“จากนี้ไปเสี่ยอยากจะได้อะไรก็สั่งได้เลย รับรองขุนโชติมันจะเสี่ยงตายให้เราแน่”
อาจารย์ยอดบอก เสี่ยไพบูลบ์หัวเราะชอบใจ
“งานนี้ลงทุนแค่เสียน้ำลายไม่เท่าไหร่ ก็หลอกใช้พวกขุนโชติหน้าโง่มันได้แล้ว”
“แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าตำรวจจะสาวมาถึงตัว เพราะขุนโชติมันเป็นหนังหน้าไฟให้เราแล้ว ฮ่าๆ”

อาจารย์ยอดและเสี่ยไพบูลย์ต่างหัวเราะสะใจ

จบตอนที่ 7

อ่านต่อตอนที่ 8 พรุ่งนี้ เวลา 09.00น.
กำลังโหลดความคิดเห็น...