xs
xsm
sm
md
lg

บ่วงบาป ตอนที่ 4

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


บ่วงบาป ตอนที่ 4

เช้าวันใหม่ที่บริเวณลานหน้าเรือน แลเห็นขุนพิทักษ์ทะยานเข้าเตะ ๆๆ สมตั้งรับซ้าย ขวา ซ้าย ขวาเป็นพัลวัน สมก้าวถอยหลัง ขุนพิทักษ์เข้ามารุกไล่ พอสมผลักขาขุนพิทักษ์จนเสียหลัก สมจะเข้าต่อยขุนพิทักษ์หลบหลีก ทั้งคู่ซ้อมมวยกันอย่างจริงจัง

จังหวะหนึ่งขุนพิทักษ์ เห็นชุ่มนั่งดูอยู่ไม่ห่าง ด้วยสีหน้าปลาบปลื้มก็ยิ้มให้
ระหว่างนั้นคุณหญิงมณีเดินเข้ามาพร้อมกับแจ่มมายืนอยู่ห่างๆ คุณหญิงมณียืนมองด้วยความดีใจ แจ่มมองแล้วตบหน้าตัวเองเบาๆ
“ท่านขุนซ้อมมวย นี่ แจ่มไม่ได้ฝันใช่ไหมเจ้าคะ”
คุณหญิงมณีหยิกแขนแจ่ม
“โอ้ย ๆ ๆ”
“ตื่นหรือยัง”
แจ่มหน้าจ๋อยบอก
“ตื่นแล้วเจ้าค่ะ”
ขุนพิทักษ์ โวยวายท่าทางหงุดหงิด
“ไอ้สม! เตะ ต่อยให้มันเต็มที่หน่อยสิวะ”
“แต่กระผม”
“ไม่กล้าใช่ไหม”
ขุนพิทักษ์ ต่อยเข้าเต็มที่หน้าสม ดังพลั่ก!
สมผงะ เลือดขึ้นหน้าเข้าต่อยขุนพิทักษ์ แบบรัวไม่นับ ฝ่ายท่านขุนหลบซ้ายหลบขวาไวปานกัน ขุนพิทักษ์ ใช้จังหวะถีบสมจนล้มไป ขุนพิทักษ์ ยืนยืดอย่างเท่
ชุ่มเห็นขุนพิทักษ์หอบ ก็ลุกขึ้นจะเดินไป เสียงขุนพิทักษ์ ดังขึ้นทันที
“ชุ่ม! เอ็งจะไปไหน”
ชุ่มชะงักหันมา
“เอ็งสัญญากับข้าแล้วนะว่า ถ้าข้าซ้อม เอ็งจะนั่งดู ไม่งั้นข้าก็เลิกซ้อม”
ขุนพิทักษ์ ดูจะเลิกซ้อมจริงๆ ชุ่มยิ้มบอก
“ ข้าจะไปเอาน้ำมาให้ท่านขุนก็ไม่ได้เหรอเจ้าคะ”
ขุนพิทักษ์ เหวอแล้วออกอาการปลื้ม แต่ยังทำเป็นดุ
“ก็รีบไปสิ!”
“เจ้าค่ะ”
สมมองท่าทีของชุ่มกับขุนพิทักษ์อย่างไม่สบายใจ คุณหญิงมณีมองด้วยความเครียด

ฝ่ายขุนไว กำลังซ้อมอย่างมุ่งมั่น พระยาเทวราชเดินเข้ามา รำพึงจำต้องเดินตามเข้ามา มีจวงรั้งท้ายมาด้วย
“คุณพ่อมาดูขุนไวซ้อมแบบนี้ถ้าคุณพี่พิทักษ์รู้เข้า”
รำพึงยังพูดไม่จบ พระยาเทวราชเริ่มผิดหู และอารมณ์เสียทันที
“ถ้าข้าจะมีใครสักคนมาเป็นเขย ผู้นั้นจะต้องมาเชิดหน้าชูตาให้กับวงศ์ตระกูล ไม่ใช่มาฉุดให้ตกต่ำ”
รำพึงสงบปากลงทันที ไม่กล้าเถียง พระยาเทวราชพูดเบา ๆ ให้รำพึงได้ยินคนเดียว
“ข้าเคยพลาดทำให้วงศ์ตระกูลต้องปะปนกับเลือดทาสมาแล้วครั้งหนึ่ง”
รำพึงอึ้งสะเทือนใจที่โดนด่า
“ครั้งนี้ข้าจะต้องได้เลือดดีไม่เหมือนที่แล้วมา เจ้าเป็นลูกก็มีหน้าที่ล้างอายชดใช้ให้กับพ่อ!”
รำพึงพูดไม่ออก พระยาเทวราชเดินไปหาขุนไว รำพึงมือกำแน่นอย่างเก็บกด
“คุณรำพึงเจ้าคะ”
รำพึงพูดด้วยน้ำเสียงโกรธ
“ข้าจะต้องเป็นอิสระ ชีวิตข้า ข้าต้องเลือกเอง!”
จวงมองรำพึงที่ดูเคืองแค้นอย่างหวั่นๆ

ฝ่ายขุนพิทักษ์ ซ้อมมวยกับสม เจอสมรุกไล่ ขุนพิทักษ์ตั้งรับๆๆ แล้วหาจังหวะตอบโต้คืน สายตาท่านขุนเหลือบมองชุ่มตลอด ชุ่มเองก็มองมาทั้งคู่ต่างสบตากัน ชุ่มยิ้มให้
สมยกมือขึ้นกันแล้วพลิกตัวเข้าวงในตีศอกเข้าหน้าขุนพิทักษ์ดังพลั่ก! จนท่านขุนหงายหลังไป
“ท่านขุน!”
ชุ่มลืมตัวเข้าไปดูแล และประคองขุนพิทักษ์ ถามด้วยความเป็นห่วง
“เป็นยังไงบ้างเจ้าคะ”
ขุนพิทักษ์มึนศอก แต่ชอบใจที่รู้ว่าชุ่มมาคอยประคอง แต่สมขัดใจ

“เอ็งถอยไปนังชุ่ม ข้าดูเอง”

ขุนพิทักษ์ตะโกนบอกเสียงดัง

“ไอ้สม! เอ็งไปเอาที่ประคบมา”
“แต่...” สมอิดออด
“ไปสิโว้ย!”
สมจำต้องออกไป
“ท่านขุน เจ็บมากไหมเจ้าคะ”
“เจ็บ...”
“พี่สมช้าจริง เดี๋ยวข้าจะรีบไปเอายามาให้นะเจ้าคะ” (จะลุก)
ชุ่มทำท่าจะลุก แต่ขุนพิทักษ์ ดึงไว้
“ไม่ต้อง!”
ขุนพิทักษ์ จับมือชุ่มมาวางแนบตรงแก้มที่ช้ำ
“แค่นี้ข้าก็หายเจ็บแล้ว”
ชุ่มมองขุนพิทักษ์ แล้วยิ้มเขินๆ แล้วรีบดึงมือออก
ขุนพิทักษ์ หน้าจ๋อย
“เฮ้อ...งานนี้คงแพ้ไอ้ขุนไวแน่”
“แต่ข้าเชื่อว่าท่านขุนจะชนะเจ้าค่ะ”
ขุนพิทักษ์ยิ้มบอก
“ถ้าเอ็งเชื่อเช่นนั้น ข้าจะชนะให้เอ็งดู”
ขุนพิทักษ์ กระชับมือชุ่มดังเป็นสัญญาต่อกัน ชุ่มยิ้ม ขุนพิทักษ์ ยิ้มตอบ

ทางด้าน ขุนไวพิชิตพลจัดท่าหนุมานถวายแหวนใส่คู่ซ้อม จนคู่ซ้อมลงไปกองกับพื้น รำพึงมองแต่เก็บกิริยาหน้านิ่ง พระยาเทวราชปรบมืออย่างพอใจ ขุนไว เข้ามานั่งพัก
“ฝีมือท่านขุนไม่เบาเลยทีเดียว คงกำชัยชนะได้ไม่ยาก”
“กระผมไม่อยากประมาทขอรับ ต้องหมั่นฝึกเพื่อ...”
ขุนไว มองรำพึงด้วยสายตาอย่างมีความหมาย
รำพึงยิ้มรับนิด ๆ อย่างพอใจที่ขุนไวดูจะหัวปักหัวปำกับเสน่ห์ตนเองเหลือเกิน
“กระผมขอเชิญท่านพระยาอยู่ร่วมรับประทานอาหารเย็นนะขอรับ”
“คุณพ่อคะ ลูกรู้สึกไม่ค่อยสบาย อยากจะขอกลับไปพักที่เรือนน่ะค่ะ”
“น้องเป็นอะไรมากรึเปล่า พักบนเรือนพี่ก่อนก็ได้นะ”
“เกรงว่าจะไม่เหมาะมั้งคะ ถ้าใครรู้เข้าคงเสียชื่อถึงคุณพ่อ”
พระยาเทวราชโดนจี้ใจดำ
“ถ้าอย่างนั้น ข้ากลับก่อนดีกว่า”
ขุนไว ผิดหวังนิด ๆ แต่พยายามเก็บอาการ
“ขอรับ”
พระยาเทวราชกับรำพึงเดินออกไปทางท่าเรือ
พระยาเทวราชเห็นหมื่นประจักษ์เข้ามาจากอีกทางหนึ่ง
หมื่นประจักษ์ตรงเข้าไปหา ขุนไวหันกลับมาเห็นหมื่นประจักษ์ก็แปลกใจ
“หมื่นประจักษ์ ท่านเจ้ากรมมีงานให้ข้ารับใช้เหรอ เจ้าถึงต้องมาถึงเรือนข้า”
“กระผมมีเรื่องที่ท่านขุนน่าจะสนใจ”
ขุนไว มองอย่างสงสัยว่าเรื่องอะไร

ขุนไว สีหน้าแปลกใจมาก
“โกง!?”
หมื่นประจักษ์ยิ้มเจ้าเล่ห์
“กระผมแค่จะช่วยให้ท่านขุนได้ตำแหน่งผู้ช่วยกรมได้ง่ายขึ้นต่างหาก กระผมทราบว่าท่านขุนมีที่ดินมากกว่าห้าร้อยไร่ ข้าต้องการเพียงแค่หนึ่งในสาม”
ขุนไวหน้าตึงขึ้นทันที
“แต่นั่นเป็นทรัพย์สมบัติของพระยาพิศาล คุณพ่อของข้า ข้าจะรักษาไว้ไม่ให้สูญไปกับเรื่องแบบนี้”
“คิดอีกทีไหมขอรับท่านขุน ท่านขุนก็ทราบว่ากระผมเป็นคนสนิทของท่านเจ้ากรม จะให้กระผมพูดส่งเสริมมันก็คงไม่ยาก”
“ไม่จำเป็น ถ้าข้าจะได้ตำแหน่งก็ต้องเป็นเพราะความสามารถของข้าเอง ไม่ใช่เพราะลมปากของใคร”
หมื่นประจักษ์ไม่พอใจจึงใสไฟต่อ
“กระผมอยากจะเรียนให้ท่านขุนทราบเอาไว้ ว่าท่านเจ้ากรมสนิทสนมกับพระยาสุรเดชไมตรีดั่งพี่น้อง ท่านขุนลองคิดสิขอรับว่า ท่านเจ้ากรมจะเลือกใครระหว่างลูกชายของลูกน้องคนสนิท หรือว่าท่านขุนไม่มีศาลอย่างท่าน!”
เพียงจบคำ ตีนขุนไวก็เตะปากหมื่นประจักษ์จนหงายหลังดังโครม! เลือดกลบปาก
“ถ้าข้าชนะขุนพิทักษ์อย่างเด็ดขาด คงไม่มีความลำเอียงใดๆ จะส่งผลต่อการแข่งขันในครั้งนี้ได้”
หมื่นประจักษ์มองขุนไวอย่างเดือดดาล
“ท่านจะต้องเสียใจ!”

หมื่นประจักษ์โกรธมากแล้วเดินออกไป ขุนไวเชิดหน้าอย่างหยิ่งในศักดิ์ศรี

ที่บริเวณลานหน้าเรือนคุณหญิง ขุนพิทักษ์ซ้อมเตะต้นกล้วยอย่างแรง เตะๆๆ จนต้นกล้วยหักคาตีน นั่นแหละขุนพิทักษ์ถึงยอมหยุด

“ไอ้สม มาดวลกับข้า!”
สมตั้งท่าเดินเข้ามาในลาน ชุ่มที่ดูอยู่รีบห้าม
“ท่านขุนเจ้าคะ พักเถอะเจ้าคะ ซ้อมมาทั้งวันแล้ว ไม่งั้นพรุ่งนี้จะไม่มีแรงไปสู้นะเจ้าคะ”
“ไอ้สม! เอ็งก็ไปพักได้แล้ว”
สมมองเหมือนไม่อยากไป เพราะไม่อยากปล่อยชุ่มไว้กับขุนพิทักษ์ เพียงลำพังสองต่อสอง
“ไปสิวะ!”
สมจำต้องเดินไป ชุ่มเก็บของจำพวกพวกขันน้ำ ยาที่เตรียมไว้ ขุนพิทักษ์ เดินเข้ามาหา
“ชุ่ม...พรุ่งนี้เอ็งจะไปดูข้าประลองไหม”
ชุ่มยิ้มแล้วบอก
“ข้าจะรอฟังข่าวดีอยู่ที่เรือนนะเจ้าคะ”
ขุนพิทักษ์ มองด้วยสายตามีความหมาย
“ข้าสัญญา”
สองคนมองยิ้มกันอย่างมีความสุข

เช้าวันใหม่ ภายในห้องขุนพิทักษ์ไมตรี ท่านขุนหยิบกริชขึ้นมามอง

ภายในห้องเก็บโลงศพพระยาสุรเดช คุณหญิงมณีจุดธูปบอก
“คุณพี่คะ...คุ้มครองลูกด้วยนะคะ”
ขุนพิทักษ์ นำกริชเหน็บติดตัวไว้

บริเวณลานประลอง ขุนพิทักษ์ไมตรีกับขุนไวพิชิตพลอยู่ในศาลาที่เตรียมไว้รับรอง แยกส่วนต่างหากจากผู้เข้ามาร่วมงาน
มีศาลาที่จัดไว้ให้ท่านเจ้ากรมคนใหม่ คุณหญิงมณีและพระยาเทวราชรวมถึงคณะกรรมการคนอื่นๆนั่งด้วย
รำพึงแต่งตัวสวย งามสง่าคอยเดินเคียงข้างคุณหญิงมณีที่ออกหน้ารับแขกเหรื่อต่างๆ ที่มาในงาน
“เหนื่อยไหมคะคุณป้า”
“นิดหน่อยจ๊ะ แต่ในเมื่อเรารับอาสาเป็นแม่งานแล้วก็ต้องทำหน้าที่ให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจ หนูรำพึงล่ะเหนื่อยไหม”
“ไม่เลยค่ะ รำพึงภูมิใจที่ได้ช่วยงานคุณป้า”
คุณหญิงมณียิ้ม“จ๊ะ”
รำพึงเดินเข้าไปต้อนรับแขก
คุณหญิงมณีมองรำพึงอย่างพินิจ
“ช่างแตกต่างกันนัก”
บริเวณท่าน้ำ เรือนคุณหญิงมณี ชุ่มกำลังนั่งซักผ้าอยู่ริมน้ำ

ที่ลานประลอง ท่านเจ้ากรมมาดูขุนพิทักษ์ และขุนไว ที่เตรียมตัวพร้อมแข่งขัน
“ดูจากหน่วยก้านแล้ว...เดาไม่ออกเลยว่าผู้ใดจะคว้าชัยในครั้งนี้”
พระเทวราชยิ้มรับบอก
“ขอรับ”
เจ้ากรมหัวเราะและหันไปพูดกับรำพึง
“ถ้าให้เดาเล่นๆ หนูว่าใครจะเป็นผู้ชนะ”
รำพึงได้ทีบอก
“ท่านขุนพิทักษ์ที่มีพ่อเป็นถึงพระยาสุรเดชไมตรี น่าจะเป็นผู้ที่มีภาษีดีกว่านะเจ้าคะ ทั้งเรื่องกำลัง และสติปัญญา ท่านขุนพิทักษ์ย่อมไม่เป็นสองรองใครเป็นแน่เจ้าค่ะ”
พระยาเทวราชหันขวับมองรำพึงว่า ออกหน้าออกตามากไป แต่คุณหญิงมณีมองอย่างขอบใจ
“แม่หนูนี่เข้าใจพูด แต่ฉันได้ยินว่าขุนไวพิชิตพล ก็ต่อสู้ด้วยกำลังของตัวเองมาตลอด จนมียศฐาบรรดาศักดิ์ได้อย่างทุกวันนี้ ก็ไม่น่าจะเป็นคู่แข่งที่เอาชนะได้ง่ายๆนะ” เจ้ากรมบอก
พระยาเทวราชรีบตัดบท
“ใครจะเป็นผู้ชนะ เราไว้ดูตอนที่ทั้งคู่ประลองกันดีกว่าขอรับ”
รำพึงนิ่งไป
“เริ่มแล้วนั่นไง”
ทั้งสองขุนต่างเดินออกมาจากคนละด้านเพื่อเตรียมตัว ในสภาพพร้อมสู้ ทั้งคู่ต่างมองมาทางรำพึง
รำพึงส่งสายตาให้ขุนพิทักษ์ เมื่อเห็นขุนไว มองมา รำพึงก็ยิ้มให้ ทำให้ขุนไวใจชื้นขึ้น
ทั้งคู่จ้องหน้ากันราวกับจะฆ่ากันให้ตายไปข้าง

ในใจชุ่มมัวแต่นึกเป็นห่วงขุนพิทักษ์ จนทำหินขัดตัวตกน้ำ ชุ่มมองอย่างหงุดหงิด ก่อนตัดสินใจวิ่งไปลานประลองทันที

เวลาในการประลองกำลังจะมาถึง กรรมการก้าวออกมากลางลาน เริ่มพิธี

“เชิญทั้งสองฝ่ายที่กลางลานประลอง”
ท่านขุนทั้งสองต่างก้าวออกมายืนประจันหน้ากันอย่างเตรียมพร้อม คุณหญิงมณีมีสีหน้าเป็นกังวล รำพึงพยายามเข้าไปปลอบใจ
“คุณป้าอย่าเป็นกังวลเลยค่ะ... คุณพี่พิทักษ์ก็ต้องคว้าชัยในการประลองครั้งนี้เป็นแน่”
คุณหญิงมณีถอนใจ
“แต่ถึงยังไง ป้าก็อดห่วงพ่อพิทักษ์ไม่ได้อยู่ดี เรื่องเดิมพันนั่น”
ทั้งสองขุนที่ยืนประจันหน้ากันอยู่ ต่างก็คุยข่มกัน
“เอ็งเตรียมไสหัวออกไปจากเมืองนี้ได้เลย” ขุนไว บอก
“ฮึ อย่าปากดี ไอ้หมาวัด!”
ทุกคนใจจดจ่อกับการรอคอยเวลาประลองที่กำลังจะมาถึง
ชุ่มที่วิ่งเข้ามาถึงก็รีบลัดเลาะแอบหาทางเข้าไปดูให้ใกล้ที่สุด แต่เจอทหารที่เฝ้าทางเข้า ยกดาบขึ้นกันไม่ให้เข้า ชุ่มถอยออกมาแล้ววิ่งออกไปทางอื่น
ชุ่มลัดเลาะไปอยู่ที่หลังต้นไม้ด้านหลังที่นั่งของบรรดาแขกเหรื่อ หาทางชะเง้อมองด้วยความเป็นห่วงขุนพิทักษ์ ชุ่มยกมือท่วมหัวบอก
“สาธุ!ขอให้ท่านขุนพิทักษ์ เอาชนะท่านขุนไวโดยไม่บาดเจ็บใดๆด้วยเถิด”
กรรมการตีฆ้องใหญ่ ตุ้ม!
ท่านขุนทั้งสองต่างเข้าแลกหมัด ขุนพิทักษ์รุกไล่ ขุนไวตั้งรับซ้ายขวา อย่างไม่น้อยหน้ากว่ากัน
บรรดาแขกเหรื่อทั้งหลายต่างส่งเสียงฮือฮากับฝีมือที่ทัดเทียมกันเป็นกำลังใจให้ท่านขุนทั้งสองฝ่าย
รำพึงมองอย่างพอใจ ชุ่มประสานมือกันบีบแน่นลุ้นด้วยความเป็นห่วง

ขุนไว เตะกวาดขาจนขุนพิทักษ์ จนล้ม ครั้นขุนไว จะกระทืบซ้ำ แต่ขุนพิทักษ์ ก็กลิ้งตัวหลบแล้วรีบขึ้นมาตั้งหลัก ขุนไว ยังตามรุกเตะ ๆ ๆ จนอีกฝ่ายได้แต่ผลักออก ตั้งรับอย่างเดียว
คุณหญิงมณี รำพึง ชุ่มต่างมองที่ขุนพิทักษ์ลุ้นเอาใจช่วย
ขุนพิทักษ์ ตัดสินใจถีบโคนขาด้านในจนขุนไว เสียหลักจะล้มแล้วก้าวตามแล้วถีบเข้าท้องจนขุนไว จนผงะไปแต่ยังพอยืนได้อยู่ พิทักษ์ถีบเข้าที่ลำตัวจนขุนไว เซไป
บรรดาแขกเหรื่อแทบจะหยุดหายใจด้วยความลุ้น
ขุนพิทักษ์สืบเท้าเข้าหา ขุนไว ก็พุ่งเข้าต่อยซ้าย ขวา ต้อนขุนพิทักษ์ ฝ่ายขุนพิทักษ์ปัดแล้วเข้าล็อกขุนไว แล้วดัน ๆ ๆ ขุนไวพยายามจะผลักออกไปให้ห่างเพื่อหาจังหวะตั้งหลัก ขุนไวเหวี่ยง ขุนพิทักษ์เซไปตามแรงเหวี่ยงจนหลุดจากลานประลองพุ่งไปทางพุ่มไม้ที่ชุ่มซ่อนอยู่ใกล้ๆ ชุ่มหันมองตกใจ

อีกมุมหนึ่ง กลุ่มคนดูต่างลุกขึ้นมองตามอย่างอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ภายหลังพุ่มไม้ ขุนพิทักษ์ กำลังจะลุกขึ้น แต่ขุนไว ที่ตามเข้ามาชกจนขุนพิทักษ์ลงไปกองที่พื้น ขุนพิทักษ์มึนจัดพยายามจะตั้งสติ
ขุนไว เหยียบอกขุนพิทักษ์
“ไงล่ะ สายเลือดพระยา ครั้งนี้คนทั้งเมืองจะต้องเห็นเอ็งต้องกราบแทบเท้าเด็กวัดอย่างข้า!”
ขุนพิทักษ์ตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธ แล้วเห็นก้อนหินที่อยู่ไม่ห่างนักเขาตัดสินใจคว้าหิน เป็นจังหวะเดียวกับที่ขุนไว ก้มลงมาล็อกคอลากขุนพิทักษ์ออกไป
ทันใดนั้น ขุนพิทักษ์ ใช้หินกระแทกเข้าที่หน้าผากขุนไว เต็มแรง โป๊ก!
ชุ่มตกใจที่เห็นขุนพิทักษ์ทำเช่นนั้นเต็มตา!
ขุนไวผงะ หัวแตกเลือดอาบ เซถอยไปตั้งหลัง
ขุนพิทักษ์ ลุกขึ้นแล้วถีบขุนไว ถลาออกไปที่ลานประลอง ขุนพิทักษ์พุ่งตามออกไป ขุนไวยังมึนเดินถอยเปะปะเข้ามา และยังตั้งสติไม่ได้
ขุนพิทักษ์ตามเข้ามาแล้วต่อยๆ ๆ ซ้ำ แม้ขุนไวพยายามจะต่อยแต่เจอขุนพิทักษ์กันแล้วปัดออก ขุนไวเสียหลักล้มลงไปกับพื้น แต่ยังพยายามทรงตัวอยู่ในท่าคุกเข่า ขุนไวจะก้าวลุกแต่ขุนพิทักษ์ พุ่งเข้าไปเหยียบขาขุนไวไว้ ส่งตัวเองขึ้นแล้วตีศอกลงกลางศีรษะขุนไว จนขุนไวล้มหงายหลังลงไปลุกไม่ขึ้น ขุนพิทักษ์ต่อยหน้าอีกฝ่ายที่หมดทางปัดป้อง จนหน้าขุนไวเปรอะทั้งเลือดจากแผลที่แตกและเลือดกำเดาปนน่าสยอง ขุนพิทักษ์เงื้อหมัดสุดท้ายเต็มแรงหมายจะต่อยทิ้งทวน ทุกคนตกใจ คุณหญิงมณีร้องปรามลูกชายเสียงดังลั่น
“พ่อพิทักษ์!”
ชุ่มตกใจ มือแทบจะปิดหน้าด้วยอาการลุ้นสุดขีด
คนอื่นๆ พากันมองด้วยความหวาดเสียว คิดว่าขุนไว ตายแน่ แต่ขุนพิทักษ์กลับค้างหมัดห่างจากใบหน้าขุนไว ไม่ถึงคืบ
“ข้าชนะเอ็ง!”
ขุนพิทักษ์ ลุกขึ้นจากร่างขุนไว ที่นอนหมดสภาพ
กรรมการบอก
“ขุนพิทักษ์เป็นผู้ชนะ!”
ฝั่งที่เชียร์ขุนพิทักษ์ เฮด้วยความดีใจ
คุณหญิงมณี พระยาเทวราชลงไปที่ลานประลอง รำพึงตามลงไป
“คุณแม่..ลูกชนะแล้ว”
คุณหญิงมณียิ้มด้วยความปลาบปลื้ม
พวกลูกน้องเข้ามาช่วยประคองขุนไวให้ลุกขึ้นมา ขุนไวมองขุนพิทักษ์ด้วยความแค้น
รำพึงเดินยิ้มแฉ่งเข้ามาหาขุนพิทักษ์
“ยินดีด้วยนะคะคุณพี่”
ขุนพิทักษ์ เห็นขุนไวมองมา
“พี่บอกน้องแล้วว่าพี่จะต้องชนะ... เหงื่อเข้าตาพี่ น้องรำพึงช่วยเช็ดให้หน่อยได้ไหม”
รำพึงหันมองคุณหญิงมณีเป็นเชิงขออนุญาต ฝ่ายคุณหญิงมณียิ้มเป็นเชิงว่าช่วยหน่อยนะ
“ค่ะ”
รำพึงหยิบผ้าออกมาซับเหงื่อให้ขุนพิทักษ์
ขุนพิทักษ์มองขุนไวด้วยสายตาเย้ยหยัน ขุนไวมองอย่างแค้นเคือง พระยาเทวราชก้าวเข้ามา ขุนไวสบตากับพระยาเทวราชที่มองอย่างผิดหวัง
ขุนไวมองรำพึงที่ยืนเคียงอยู่ข้างขุนพิทักษ์ด้วยความเจ็บใจ

ชุ่มมองขุนพิทักษ์กับรำพึงแล้วรู้สึกเจ็บแปลบในใจ ตัดใจหันหลังเดินจากไป

บ่วงบาป ตอนที่ 4 (ต่อ)

มุมหนึ่งที่ลานประลอง ขุนพิทักษ์ เดินเข้ามาหาท่านเจ้ากรม
                “เก่งมาก สมกับเป็นลูกชายท่านพระยา ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริง ๆ”
                “ขอบคุณขอรับ”
                “ต่อไปนี้ผู้ที่จะเข้ามาทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยเจ้ากรมคือ  ขุนพิทักษ์!”
                “ไอ้ขี้โกง!”
                ทุกคนหันไป ขุนไวพิชิตพลเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเอาเรื่องมาก
                “ผมยอมรับผลการประลองครั้งนี้ไม่ได้ เพราะผมถูกขุนพิทักษ์ใช้กลโกงในการต่อสู้”
                ขุนพิทักษ์ชะงักกึก หวั่นใจว่าความจะแตก
                ท่านเจ้ากรมหน้าตึง  พระยาเทวราชเห็นท่าไม่ดีเข้ามาข้างขุนไว
                “ขุนไว  พอได้แล้ว”
                “ไม่ ผมต้องการเรียกร้องความยุติธรรม”
                ท่านเจ้ากรมบอก
                “การต่อสู้ของท่านขุนอยู่ในสายตาของพวกเราทุกคน ฉันไม่เห็นว่าจะมีกลโกงอะไรเกิดขึ้นได้ ขุนไว...ลูกผู้ชายเมื่อแพ้แล้วยอมรับความพ่ายแพ้ มันถึงจะสมเป็นชายชาติทหาร”
                “เป็นเพราะไอ้พิทักษ์เป็นลูกของเพื่อนท่าน  ท่านถึงได้เข้าข้างมันใช่ไหมขอรับ ท่านไม่มีความยุติธรรมเลย”
                “ขุนไว  หยุดนะ!” พระยาเทวราชบอก
                ท่านเจ้ากรมโกรธ
                “บังอาจ! คนอย่างข้าไม่เคยลำเอียงเข้าข้างผู้ใด”
                “แต่ตอนนี้ท่านกำลังทำ!  เข้าข้างไอ้คนขี้โกงนี่”
                “ทหาร!  นำตัวขุนไวไปขัง” เจ้ากรมสั่ง
                “ท่านเจ้ากรม ขุนไวไม่ได้มีเจตนานะขอรับ คงจะผิดหวังจนพลั้งปาก”
                “ก็ให้ไปสงบสติในคุก!”
                ทหารเข้ามาจับตัวขุนไวออกไป  ขุนไวอาละวาด แต่ก็ไม่หลุดจากการจับกุม
                “ปล่อยข้า ปล่อย! ไอ้พิทักษ์ ไอ้ขี้โกง!”
                ทหารลากตัวขุนไว ผ่านขุนพิทักษ์ ขุนไว ยิ่งดิ้นรนโวยวายจะชกขุนพิทักษ์                          
                “เอาตัวไป!”
                ทหารมานำตัวขุนไว ไป  ขุนไว มองขุนพิทักษ์ อย่างโกรธแค้น
 
                ในเวลาต่อมา ขุนไวพิชิตพลถูกโยนเข้ามาในคุก ทหารปิดประตูคุก  ขุนไว พุ่งขึ้นมาเขย่ากรงขัง
                “ปล่อยข้าออกไปเดี๋ยวนี้ เปิดประตู เปิดสิโว้ย!”
                ขุนไวโกรธมากชก ๆ ๆ พื้นอย่างระบายอารมณ์
                ขุนไวเห็นหมื่นประจักษ์เดินเข้ามาหยุดยืนที่หน้าประตูคุก เขาเห็นสายตาเยาะเย้ยของหมื่นประจักษ์
                “ภูมิใจไหมขอรับท่านขุน ที่ความถูกต้องมันทำให้ท่านขุนต้องมีสภาพแบบนี้” 
                “ไอ้พิทักษ์มันเลว มันโกง!”
                “แล้วท่านยังคิดใช้วิธีสะอาดกับคนเลวอย่างขุนพิทักษ์อีกอย่างนั้นหรือ หึ...กระผมบอกแล้วว่าท่านจะต้องเสียใจ”
                หมื่นประจักษ์เดินกลับออกไป ขุนไว ชกกำแพงด้วยความโกรธแค้น แล้วตะโกนด้วยความแค้น
                “ไอ้พิทักษ์!”
งานประลองสิ้นสุดลงแล้ว พระยาเทวราชกำลังพูดคุยร่ำลาอยู่กับท่านเจ้ากรม  แต่รำพึงยังยืนรีๆ รอ ๆ มองหาขุนพิทักษ์ไมตรี ไม่นาน...ขุนพิทักษ์ เดินออกมา รำพึงรีบเดินไปหา 
                “น้องจะกลับแล้ว  คุณพี่มีอะไรอยากคุยกับคุณพ่อน้องหรือเปล่าคะ”
                รำพึงยิ้มพลางปรายตาไปทางพระยาเทวราช  ก่อนจะใช้สายตาบีบบังคับขุนพิทักษ์ เป็นเชิงให้พูดเรื่องสู่ขอ ท่านขุนเข้าใจและจำใจเดินปลีกตัวเข้าไปหาพระยาเทวราช
                “ท่านพระยาขอรับ  ชัยชนะของกระผมในวันนี้...”
                พระยาเทวราชรีบตัดบท
                “ฉันมีราชการด่วน ไม่สะดวกคุย ขอตัวนะ” 
                รำพึงยังยืนนิ่ง พระยาเทวราชสั่ง
                “รำพึงกลับ!”
                “แต่คุณพ่อคะ...”
                “เดี๋ยวนี้!”
                รำพึงมีทีท่าละล้าละลัง 
                “พรุ่งนี้พี่จะไปหาที่เรือนนะ”
                “ค่ะ”
                รำพึงต้องรีบเดินตามพระยาเทวราชไปอย่างเสียไม่ได้ ขุนพิทักษ์ เริ่มจะหนักใจเรื่องรำพึง แต่อีกใจหนึ่งก็ดีใจที่ตนเองได้รับชัยชนะ

                “จำไว้ไอ้ไว ข้าเท่านั้นคือผู้ชนะ!”

บริเวณเรือนทาส ชุ่มกำลังตากผ้าด้วยสีหน้าไม่ค่อยสบายใจ  พอตากผ้าเสร็จหันกลับมาก็ชะงักที่เห็นขุนพิทักษ์เดินเข้ามาพอดี

                “ชุ่ม ข้าเอาชัยชนะมาฝากเอ็ง”
                ชุ่มกลับหน้าเศร้ายิ่งกว่าเดิม สีหน้านิ่ง
                “เจ้าค่ะ”
                “นังชุ่ม เอ็งไม่ดีใจเหรอ นี่ข้าชนะตามที่สัญญากับเอ็งแล้วไง”
                “ชนะด้วยการโกง มันน่าภูมิใจหรือเจ้าคะ”
                ขุนพิทักษ์ ตกใจที่ชุ่มรู้
                “ท่านขุนบอกใคร ๆ ได้เต็มปากหรือเจ้าคะว่าชนะด้วยฝีมือตนเองจริง ๆ”
                ชุ่มมองขุนพิทักษ์ อย่างตัดพ้อ เขาอึ้ง
                “ข้า...”
                ชุ่มมองขุนพิทักษ์ ด้วยสายตาแห่งความผิดหวัง
                “ชุ่ม ชุ่ม!” เสียงชุ่มดังขึ้น
                สมวิ่งมาถึงก็ชะงักที่เห็นขุนพิทักษ์ยืนอยู่ด้วย
                “ท่านขุน...”
                “เอ็งมีอะไร ทำไมต้องโวยวายด้วย”
                “คุณหญิงให้เรียกบ่าวทุกคนไปที่เรือนเดี๋ยวนี้ขอรับ”
                ชุ่มเดินผ่านหน้าขุนพิทักษ์ ไป โดยไม่หันหน้ากลับมามอง
                “ชุ่ม...”
                ขุนพิทักษ์ รีบตามไป สมมองอาการของคนทั้งสองก่อนเดินตามไป
 
คุณหญิงมณีกับขุนพิทักษ์ ยืนอยู่ด้านหน้าบ่าวทุกคน
                “พวกเอ็งคงรู้แล้วว่า ผลการประลองวันนี้ลูกข้าเป็นผู้ชนะ”
                พวกบ่าวต่างเซ็งแซ่ด้วยความยินดี
                “เย็นนี้ข้าจะฉลองให้กับลูกข้า ทุกคนดื่มกินให้เต็มที่”
                คุณหญิงมณีมองพวกบ่าวที่พากันเฮด้วยความดีใจ  
                “เอ้า แยกย้ายกันไปเตรียมงานได้แล้ว” แจ่มบอก
                ทุกคนลุกขึ้นเดินออกไป ชุ่มนั่งนิ่งด้วยสีหน้าเศร้าก่อนจะลุกตามคนอื่น แต่คุณหญิงเรียกไว้ 
                “ชุ่ม”
                ชุ่มชะงักลงนั่ง
                “เจ้าคะ”
                “เอ็งเป็นอะไร  ไม่ดีใจกับลูกข้าหรือ”
                ชุ่มเงยหน้าขึ้นสบตาขุนพิทักษ์ แล้วเลี่ยงตอบ
                ชุ่มฝืนยิ้มบอก
                “ยินดีสิเจ้าคะ” 
                ขุนพิทักษ์ สะอึกกับคำตอบของชุ่ม
                “บ่าวขอไปทำงานต่อนะเจ้าคะ” ชุ่มพูดกับคุนหญิงมณีก่อนคลานถอยออกไป
                ขุนพิทักษ์ มองตามแล้วทนไม่ไหวจะเดินตามไป แต่คุณหญิงมณีเรียกไว้
                “พ่อพิทักษ์!”
                ขุนพิทักษ์ ชะงักหันกลับมา คุณหญิงมณีพูดเหมือนบังคับกลาย ๆ
                “เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เข้าไปพักเถอะ”
                “กระผมไม่เหนื่อย”
                ขุนพิทักษ์ทำท่าจะไป
                “บ่าวไพร่มันกำลังเตรียมงาน คงไม่เหมาะที่ลูกจะไปคุย”
                ขุนพิทักษ์ หันมองอย่างอึ้งๆที่คุณหญิงมณีเหมือนจะรู้ว่า ขุนพิทักษ์จะไปคุยกับใคร 
                “เราเป็นนายก็วางตัวให้เป็นนาย ไม่เช่นนั้นบ่าวไพร่จะสิ้นความนับถือ”
                ขุนพิทักษ์อึ้งไป
                ขุนพิทักษ์จำต้องเดินกลับเข้าห้องตัวเองไป คุณหญิงมณีมองตามอย่างหนักใจ
 
                บนเรือนท่านพระยาในเวลากลางคืน รำพึงยกชาฝรั่งมาให้พระยาเทวราชที่กำลังนั่งอ่านเอกสาร
                “ชาค่ะคุณพ่อ”
                พระยาเทวราชยกขึ้นมายังไม่ทันจิบก็วางคืนเหมือนเดิม
                “เอาไปเปลี่ยนเป็นชาจีนมา”
                “คุณพ่อสัญญากับลูกว่าถ้าผลออกมาว่าใครเป็นผู้ชนะ คุณพ่อจะรับผลตัดสินตามนั้น”
                “แต่ขุนไวยืนยันว่าขุนพิทักษ์ชนะเพราะกลโกง”
                “แล้วไหนล่ะคะหลักฐานที่บ่งบอกว่าคุณพี่พิทักษ์โกง”
                พระยาเทวราชโกรธที่ลูกสาวออกรับแทน
                “รำพึง!”
                “ลูกแค่พูดความจริง คนตั้งมากมายเห็นว่าขุนไวแพ้ แต่กลับไม่ยอมรับความพ่ายแพ้  แถมยังโยนความผิดไปให้คนอื่นอีก คุณพ่ออยากได้ลูกเขยที่ไร้ศักดิ์ศรีแบบนี้หรือคะ”
             
   พระยาเทวราชสะอึกที่ลูกสาวพูดจี้จุดเข้าเต็ม ๆ รำพึงไม่หลบสายตาที่พ่อมมองมา พระยาเทวราชจำต้องดื่มชาฝรั่ง  เธอมองอย่างสะใจที่ชนะพ่อได้

เวลาเดียวกัน ที่เรือนคุณหญิงมณี บ่าวไพร่พากันกินดื่มอย่างสนุกสนานเฮฮา โดยมีคุณหญิงมณีกับขุนพิทักษ์ไมตรีนั่งเป็นประธาน ชุ่มนำชามาให้คุณหญิงมณี  

                “ชาเจ้าค่ะคุณหญิง”
                “ชุ่ม...” ขุนพิทักษ์ เรียก
                ชุ่มไม่หันไป พอวางชาเสร็จ ชุ่มก็คลานถอยแล้วเดินออกไป ขุนพิทักษ์ อดรนทนไม่ได้รีบลุกจะตามไป   คุณหญิงมณีมองตาม
                คุณหญิงมณีพูดกับตนเองอย่างหนักใจ
                “แม่ควรจะทำยังไงกับลูกดี”
 
 
                ภายในสวน ขุนพิทักษ์เดินตามชุ่มเข้ามา
                “ชุ่ม...”
                ชุ่มได้ยินยิ่งรีบจ้ำหนี ขุนพิทักษ์ เข้ากอดชุ่มยั้งไว้ไม่ให้ไป ชุ่มพยายามจะสะบัดออก
                “ชุ่ม เอ็งกับข้าต้องพูดกันให้รู้เรื่อง ข้าชนะไอ้ขุนไวแล้ว เอ็งยังต้องการอะไรอีก”
               “ชนะโดยการใช้ก้อนหินทำร้ายท่านขุนไวอย่างนั้นหรือเจ้าคะ” ชุ่มโพล่งออกมา
                ขุนพิทักษ์ตกใจ รู้ทันที
                “เอ็งไปที่ลานประลอง”
                ชุ่มอึกอักแล้วจำต้องยอมรับ
                “เจ้าค่ะ”
                “เอ็งไปที่นั่นทำไม”
                ชุ่มหันหน้าหนี  ขุนพิทักษ์จับที่ปลายคางชุ่มให้หันมามองตา
                “เอ็งไป เพราะเอ็งเป็นห่วงข้า ใช่ไหม”
                ชุ่มอึกอักคิดหาทางเอาตัวรอดจากการจับของขุนพิทักษ์ ชุ่มมองไปด้านหลังขุนพิทักษ์ แล้วทำเสียงตกใจ      “คุณหญิง!”
                ขุนพิทักษ์ สะดุ้งปล่อยมือรีบหันไป
                “คุณแม่”
                ขุนพิทักษ์ อึ้งที่หันไปแล้วไม่เจอใครมีแต่ความว่างเปล่า รู้ทันทีว่าถูกหลอก พอหันกลับมาไม่เห็นชุ่มแล้ว    “ชุ่ม..นังชุ่ม!”
 
               
                ขุนพิทักษ์ เข้ามาที่หน้าเรือนทาสเห็นประตูปิดสนิท  ขุนพิทักษ์ ทุบเรียก
                “ชุ่ม...เอ็งออกมาพูดกับข้าให้รู้เรื่องก่อน  ชุ่ม!”
                ชุ่มยืนมองประตูนิ่ง ยังไม่อาจยอมรับกับสิ่งที่ขุนพิทักษ์ทำได้ ท่านยังทุบเรียกต่อไป
                “ท่านขุนขอรับ!”
                ขุนพิทักษ์ชะงักหันมา เห็นสมยืนอยู่
                “ท่านขุนกลับไปที่เรือนเถอะขอรับ”
                “แม่ข้าให้ตามล่ะสิ”
                “เปล่าขอรับ กระผมมาขอร้องท่านขุนเอง”
                ขุนพิทักษ์ มองหน้าสมว่าหมายความว่ายังไง
                “ละเว้นนังชุ่มมันสักคนเถอะขอรับ”
                “ข้าไม่ได้ทำร้ายมัน มันไม่เข้าใจข้า ข้าต้องคุยกับมัน”
                ด้านในชุ่มได้ยินก็ตกใจรีบฟังว่าสมจะพูดอะไรต่อ
                “ชุ่มมันเป็นบ่าว ทำไมท่านขุนจะต้องสนใจว่ามันจะเข้าใจท่านขุนหรือไม่ มันไม่ได้สำคัญกับท่านขุนสักนิด”
                ขุนพิทักษ์อึ้ง
                “อย่าเสียเวลาของท่านขุนเลยขอรับ เพราะถ้าคุณรำพึงรู้เข้า...”
                สมพูดแค่นั้นก็นิ่งไป ขุนพิทักษ์ สะดุดหูทันที
                “ทำไม...น้องรำพึงรู้แล้วจะทำไม”
                สมยังไม่ทันพูด  ชุ่มรีบเปิดประตูออกมาทันที
                “พี่สม!”
                “ไอ้สม เอ็งยังไม่ได้ตอบข้า ถ้าน้องรำพึงรู้แล้วจะทำไม”
                สมมองชุ่มที่พยายามส่งสายตาอ้อนวอน
                “ก็..คุณรำพึงอาจจะเกลียดหน้านังชุ่มมันขอรับ”   
                “น้องรำพึงไม่ใช่คนไร้เหตุผลแบบนั้น”
                ชุ่มยิ่งสะเทือนใจหนักที่ขุนพิทักษ์ เชื่อมั่นว่ารำพึงดี
                “แต่อีกหน่อยคุณรำพึงก็ต้องแต่งงานกับท่านขุน ถ้าคุณรำพึงรู้ว่าท่านลดตัวมาเกลือกกลั้วกับพวก
ทาส คุณรำพึงคงไม่พอใจ”
                ขุนพิทักษ์เห็นสายตาที่ตัดพ้อน้อยใจของชุ่ม

                “ชุ่ม”

สมดึงชุ่มให้ห่างออกมาแล้วบอก

                “ชุ่ม กลับเข้าไป”
                ชุ่มเดินเข้าห้องไป แต่ขุนพิทักษ์จะไม่ยอม
                “อีกประเดี๋ยวพวกบ่าวไพร่จะกลับมานะขอรับ”
                สายตาสมแข็งกร้าวยืนยัน ขุนพิทักษ์จำต้องเดินจากไป สมมองตามแล้วหันมองที่ประตูห้องของชุ่ม  
                ภายในห้องชุ่มร้องไห้ เจ็บปวด ไม่อาจห้ามน้ำตาได้ สมยืนฟังเสียงสะอึกสะอื้นของชุ่มด้วยความกลุ้มและสงสารน้อง
 
                ในเวลากลางคืน ขุนพิทักษ์ไมตรีเข้ามาในห้อง และมองไปที่ผ้าแพรของรำพึง  ขุนพิทักษ์หยิบผ้าแพรขึ้นมามอง ก่อนเดินไปที่หน้าต่างแล้วมองออกไปเบื้องหน้า เขาคิดถึงคำพูดของสม
                “ชุ่มมันเป็นบ่าว ทำไมท่านขุนจะต้องสนใจว่ามันจะเข้าใจท่านขุนหรือไม่ มันไม่ได้สำคัญกับท่านขุนสักนิด”
                ขุนพิทักษ์ นึกถึงรอยยิ้มใสของชุ่มในหลายคราว  ขุนพิทักษ์เหม่อมองออกไปจนมือที่จับผ้าแพรของรำพึงทิ้งลง เขาปล่อยผ้าแพรออกจากมืออย่างไม่รู้ตัว ผ้าแพรของรำพึงหล่นลงพื้นนิ่งสงบ
                เขานึกถึงคำพูดของขุนพิทักษ์
                “แต่อีกหน่อยคุณรำพึงก็ต้องแต่งงานกับท่านขุน ถ้าคุณรำพึงรู้ว่าท่านลดตัวมาเกลือกกลั้วกับพวกทาส   คุณรำพึงคงไม่พอใจ”
                ขุนพิทักษ์ รู้สึกตัวรีบเก็บขึ้นมาแนบไว้ที่อก
                “น้องรำพึง”
                ขณะที่ภาพของชุ่มย้อนกลับมาในภวังค์ของขุนพิทักษ์อีกครั้ง ขุนพิทักษ์สะบัดหัว
                “อะไรกันวะ”
                ขุนพิทักษ์ พยายามกดผ้าแพรของรำพึงให้แนบกับอกมากขึ้นอย่างพยายามสะกดใจตัวเองที่กำลังสับสน
 
 
                เช้าวันใหม่ ขุนไวพิชิตพลนั่งอยู่ในคุก ด้วยสีหน้าเจ็บแค้น
                “ข้าขอสาบาน ไม่ว่าจะยังไงข้าจะต้องชิงทุกอย่างของข้าคืน”
                ขุนไวพิชิตพลกำมือแน่น
                ทหารเข้ามาเปิดประตูคุก พระยาเทวราชก้าวเข้ามา
                “สงบสติลงบ้างหรือยัง”
                ขุนไว เงยหน้าขึ้น
                “ท่านเจ้ากรมสั่งให้ปล่อยท่านแล้ว”
                “ท่านพระยา ท่านต้องเชื่อกระผมนะขอรับ  ไอ้พิทักษ์มันโกง”
                “ฉันเตือนท่านแล้วว่าอย่าใจร้อน ฉันเป็นคนเสนอท่านเจ้ากรมให้รู้จักท่าน แต่ท่านกลับไปหมิ่นเกียรติท่านเจ้ากรมแบบนี้ คิดถึงหน้าของฉันบ้างไหม”
                ขุนไว สะอึก
                “ผลการตัดสินมันเกิดขึ้นแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้”
                ขุนไว เจ็บแค้น
                “กระผมพร้อมจะไปจากเมืองนี้ตามสัญญา แต่นั่นต้องเป็นการไปด้วยความถูกต้อง!”
                ขุนไว ผลุนผลันจะไป
                “ท่านจะทำอะไร”
                “กระผมมีเรื่องต้องรีบไปสะสาง”
                ขุนไว รีบเดินออกไป พระยาเทวราชมองความดื้อของขุนไว อย่างเป็นห่วง  
 
                บนเรือนคุณหญิงมณี เวลาเช้า ชุ่มนั่งร้อยมาลัยให้คุณหญิงอยู่ ขุนพิทักษ์ไมตรีแต่งตัวออกมา  
                “พ่อพิทักษ์ วันนี้จะไปรายงานตัวที่กรมใช่ไหม”
                “ไม่ใช่ขอรับคุณแม่ กระผมจะไปเรือนพระยาเทวราช”
                ชุ่มเผลอทำเข็มทิ่มนิ้ว แล้วร้อง “อุ๊ย!” เบาๆ
                คุณหญิงมณีกับขุนพิทักษ์ หันมอง
                “ได้เลือดไหมนั่น” คุณหญิงมณีถาม
                ขุนพิทักษ์ห่วงเผลอจับมือชุ่ม
                “ไหนข้าดูสิ”
                ชุ่มตกใจมองคุณหญิงมณีด้วยความเกรงใจก่อนรีบชักมือออก
                “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
                สมวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
                “ท่านขุนขอรับ”
                คุณหญิงมณีก็รีบเก็บท่าทีกลัวสงสัย
                “มีอะไร”
                สมเข้ามาพูดกับขุนพิทักษ์เบาๆ
                “ขุนไวมาขอรับ”
                ชุ่มได้ยินก็ตกใจ ขุนพิทักษ์ ลุกขึ้นทันที
                “ลูกขอตัวนะขอรับคุณแม่”

                ขุนพิทักษ์ เดินไป  ชุ่มมองตามอย่างเป็นห่วง

บ่วงบาป ตอนที่ 4 (ต่อ)

“ลูกคนนี้ จู่ๆ นึกจะไปก็ไป...เฮ้อ...”

                คุณหญิงเห็นชุ่มยังกุมมือแน่น
                “เอ้า นังชุ่ม ไปหายาใส่ซะไป”
                “เจ้าค่ะ คุณหญิง”
                ชุ่มรีบเดินตามลงไป สมจะตามน้องไป คุณหญิงเรียกไว้
                “ไอ้สม เอ็งอยู่นี่ก่อน เดี๋ยวข้าจะให้นังแจ่มเขียนรายการของที่ข้าอยากได้ เอ็งไปจัดหามาให้ข้าหน่อย”         
                “ขอรับคุณหญิง”
                สมมองตามน้องไปด้วยใจพะวง
 
                ขุนพิทักษ์ไมตรีเดินเข้ามาที่ท่าน้ำ ขุนไวพิชิตพลหันกลับมา ขุนพิทักษ์ เดินเข้าไปหา
                “ทำไมเอ็งยังไม่ไปจากเมืองนี้อีก”
                “ข้าจะไปก็ต่อเมื่อเอ็งชนะข้าด้วยฝีมือ แต่ในเมื่อมันไม่ใช่ ทุกอย่างก็เป็นโมฆะ!”
                ชุ่มเดินเข้ามาแอบดูอยู่ด้วยความเป็นห่วง
                “เอ็งคิดจะพลิกลิ้นงั้นเหรอ”
                “ขี้โกงอย่างเอ็งมีหน้ามาด่าคนอื่นด้วยเหรอ เอ็งมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย!”
                ขุนพิทักษ์ ดึงผ้าแพรของรำพึงออกมาเย้ยขุนไว
                “ยังไงเอ็งก็ไม่มีทางแย่งน้องรำพึงไปจากข้าได้!”
                ชุ่มมองดูแล้วรู้สึกเจ็บกับท่าทีและคำพูดของพิทักษ์ฯ
                “ในเมื่อเอ็งเห็นน้องรำพึงสำคัญกับชีวิตเอ็งมากนัก วันพรุ่งเมื่อตะวันตรงหัว ข้าจะรอเอ็งที่ชายป่าด้านตะวันออก ถ้าเอ็งยังมีศักดิ์ศรีอยู่บ้าง เจอกับข้าที่นั่น”
                “ข้าไม่จำเป็นต้องทำตามคำสั่งเอ็ง”
                “ข้าจะได้รู้ไว้ว่าลูกพระยาสุรเดชไมตรีมันก็แค่ไอ้ขี้ขลาดตัวหนึ่ง”
                ขุนพิทักษ์โกรธ
                “ไอ้ไว ถ้าเอ็งอยากตายเป็นผีเฝ้าป่า ข้าก็จะสนองให้”
                ขุนไวสายตาวาวโรจน์ด้วยความแค้นแล้วเดินจากไป
                ขุนพิทักษ์ หันมาก็ชะงักที่เห็นชุ่มยืนอยู่
                “อย่าไปนะเจ้าคะ”
                “ข้าจะไม่ยอมให้ไอ้หมาวัดนั่นมันดูถูกข้าได้”
                “แต่คุณหญิงต้องไม่ยอมแน่”
                “ห้ามบอกแม่ข้า ห้ามบอกใครทั้งนั้น”
                “แต่...”
                ขุนพิทักษ์ ตัดบท
                “การต่อสู้ครั้งนี้จะไม่มีกลโกงเกิดขึ้น  นี่เป็นโอกาสที่จะจะได้แก้ตัวกับเจ้า”
                ขุนพิทักษ์ เดินขึ้นเรือนไป ชุ่มมองตามอย่างกังวล
 
                เวลาเช้าที่ท่าน้ำ เรือนพระยาเทวราช รำพึงนั่งปักผ้าอย่างอารมณ์ดี จวงมองยิ้ม
                “ปักผ้าดิ้นทองแบบนี้ จะใช้เป็นชุดแต่งงานหรือเจ้าคะ”
                รำพึงยิ้มถูกใจแล้วหันไปปักผ้าต่อ ขุนไวพิชิตพลเดินเข้ามา
                “น้องรำพึง”
                รำพึงตกใจที่เห็นขุนไว
                “คุณพี่”
                รำพึงส่งสัญญาณให้จวงหลบไป รำพึงแสร้งอ่อนหวานใส่อย่างเต็มที่
                “คุณพี่เป็นยังไงบ้างคะ”
                “น้องห่วงพี่เหรอ พี่อยู่ในคุกทั้งคืนไม่ได้เห็นน้ำใจของหญิงที่ห่วงพี่เลยสักนิด”
           “น้องอยากไปเยี่ยมคุณพี่แต่คุณพ่อห้ามน้องไว้ ท่านไม่อยากให้น้องไปสถานที่แบบนั้น”  
                รำพึงเข้าไปลูบแขนอ้อน
                “คุณพี่คงเสียใจมากที่ต้องแพ้ในครั้งนี้ น้องเองก็เสียใจไม่น้อยที่จะไม่ได้เห็นหน้าคุณพี่ในเมืองนี้อีก” รำพึงพูดพลางยิ้มเยาะเล็กน้อย
                “ความพ่ายแพ้ที่อยุติธรรมเป็นเรื่องของเมื่อวาน”
                รำพึงชะงัก
                “คุณพี่หมายความว่ายังไงคะ”
                “พี่จะดวลกับไอ้ขุนพิทักษ์อีกครั้ง ครั้งนี้พี่จะไม่ยอมให้มันแย่งน้องรำพึงไปได้อีก”
                รำพึงกำมือแน่นก่อนจะหันไปอีกด้านเปลี่ยนแววตาเป็นขัดใจ
                “น้องทุกข์ใจที่เป็นต้นเหตุให้คุณพี่ทั้งสองต้องหมางใจ ถึงขนาดต้องฆ่าฟันกัน”
                ขุนไว จับมือรำพึง

                “น้องมีค่ามากที่สุดในชีวิตพี่ ในวันพรุ่งนี้พี่จะกลับมาหาน้องพร้อมกับชัยชนะ”
                รำพึงยิ้ม

“ถ้าวิธีนั้นเป็นการแสดงความจริงใจที่คุณพี่ทั้งสองมีต่อน้อง  น้องก็เห็นจะขัดไม่ได้”

                ขุนไว ขยับหน้าเข้าใกล้รำพึง
                “ชาตินี้ พี่จะไม่มีวันยกน้องให้ใครเด็ดขาด” 
                ขุนไวก้มจะหอม แต่รำพึงหลบ
                “วันนี้คุณพี่กลับไปพักเถอะค่ะ จะได้เก็บแรงไว้สู้พรุ่งนี้”
                ขุนไว ไม่อยากไป
                “อย่าให้น้องต้องเป็นห่วงคุณพี่เลยนะคะ”
                ขุนไว ใจอ่อนยอมออกไป ทันทีที่ขุนไวออกไป จวงรีบแล่นเข้ามาทันที
                “คุณรำพึงเจ้าคะ ไม่คิดจะห้ามปรามท่านขุนทั้งสองเหรอคะ ดวลกันโดยไม่มีพยานรู้เห็น ถ้าเกิดพลาดพลั้งถึงชีวิต”
                “ก็ช่วยไม่ได้ ในเมื่ออยากได้ตัวข้าก็ต้องแลกด้วยชีวิต คุณพี่พิทักษ์จะได้รู้ว่าลูกพระยาอย่างข้ามีค่ามากกว่า
ขี้ครอกอย่างนังชุ่มมากแค่ไหน”
                จวงมองรำพึงที่ยิ้มเยาะอย่างพอใจ  พลางยิ้มสอพลอเข้าข้างสุดชีวิต
 
 
                เวลากลางวัน ขุนพิทักษ์ ทานข้าวกลางวันกับคุณหญิงมณี  ชุ่มกับแจ่มคอยอยู่รับใช้
                “พ่อพิทักษ์ ทางกรมให้คนมาส่งข่าวว่าลูกต้องเข้าไปรายงานในวันมะรืน”  
                “ขอรับคุณแม่”
                ชุ่มเหลือบมองขุนพิทักษ์อย่างกังวล 
                แจ่มส่งน้ำดื่มให้คุณหญิงมณี
                “ของที่คุณหญิงให้เตรียมทำไปถวายเถรมั่นวันพรุ่งเรียบร้อยแล้วนะเจ้าคะ”                        
                “บอกให้คนตัดบัวให้ข้าดวยนะแจ่ม พ่อพิทักษ์ไปกับแม่ไหม”
                ขุนพิทักษ์ สีหน้าเบื่อทันที
                “ไม่ดีกว่าขอรับ”
                “ก็ตามใจนะ นังชุ่มเอ็งไปกับข้าด้วยนะ”  
                “เจ้าค่ะ”
                ขุนพิทักษ์ มอง ชุ่มหลบสายตามองไปทางอื่น
                รำพึงกับจวงขึ้นมาบนเรือนพอดี
                “สวัสดีค่ะคุณป้า   คุณพี่...” 
                คุณหญิงมณีรับไหว้
                “ชุ่มจ๊ะ เป็นยังไงบ้าง แผลดีขึ้นหรือยัง”
                ชุ่มมองรำพึงเห็นว่า สีหน้ารำพึงยิ้มแต่สายตาจิกมาก ๆ ชุ่มไม่ตอบหลบตาไปทางอื่น
                “นังชุ่ม!”
                “จวง!”
                จวงรู้สึกตัวแล้วเปลี่ยนท่ที
                “เอ่อ..คุณรำพึงถาม เอ็งไม่ได้ยินหรือยังไง”
                ชุ่มนิ่งเงียบ คุณหญิงมณีสีหน้าไม่สบายใจ รำพึงรู้ว่าควรต้องผ่อนเรื่องชุ่มไว้ก่อน
                “ชุ่มยังไม่อยากคุยกับฉันก็ไม่เป็นไร รำพึงอยากมาขอเรียนรู้จากคุณป้าเพิ่มเติมค่ะ เมื่อวานนี้คนที่ได้ทาน
ขนมของคุณป้าต่างชมเป็นเสียงเดียวกันว่ารสเลิศ”
                ขุนพิทักษ์ มองชุ่มที่สีหน้าเศร้าๆ ก็ชักไม่สบายใจ รำพึงเห็นว่าขุนพิทักษ์ สนใจมองแต่ชุ่มก็ไม่พอใจ
                “ยามที่รำพึงออกเรือนจะได้ปรนนิบัติได้ถูกใจสามีน่ะค่ะ”
                รำพึงจงใจหันไปส่งสายตาให้ขุนพิทักษ์ อย่างมีความหมาย รำพึงขยับเข้ามาใกล้มองหน้าขุนพิทักษ์
แล้วยกมือแตะรอยช้ำที่โหนกแก้มที่เกิดจากการต่อสู้เมื่อวานของขุนพิทักษ์
                “เจ็บมากไหมคะคุณพี่”
                ชุ่มที่มองอย่างสะเทือนใจ ขุนพิทักษ์ เห็นสายตาของชุ่มที่มองมาจึงจับมือรำพึงออกห่าง
                “พี่ไม่เจ็บเท่าไหร่แล้วล่ะ”
                รำพึงตีหน้าเศร้า
                “คุณพี่ต้องเจ็บเพราะรำพึง”
                ขุนพิทักษ์ คิดว่ารำพึงรู้สึกผิดจริง
                “อย่ารู้สึกผิดไปเลย  พี่ทำเพราะพี่เต็มใจ”
                รำพึงยิ้มพอใจที่ขุนพิทักษ์ รับออกมา  พลางมองไปทางชุ่มแล้วส่งยิ้มเยาะหยัน ชุ่มรู้สึกเจ็บแต่พยายามจะเมินไปทางอื่น
                “คุณพ่อยังรอฉลองชัยชนะให้คุณพี่อยู่นะคะ ถ้าคุณพี่พร้อม พาคุณป้าไปทานข้าวที่เรือนได้ทุกเมื่อนะคะ เผื่อจะได้คุยธุระสำคัญกันไปด้วยเลย”
                ขุนพิทักษ์พูดไม่ออก มองไปทางชุ่มอย่างหนักใจ 
                “จ๊ะ...”
                แจ่มกระซิบกับคุณหญิงมณี
                “ท่านขุนเป็นอะไรเจ้าคะ  ดูอึกอัก ถามคำตอบคำ”
                คุณหญิงมณีเห็นสายตาขุนพิทักษ์ มองไปทางชุ่มก็เข้าใจ
                “ชุ่ม  ข้าอิ่มแล้ว เอ็งเก็บสำรับลงไปได้แล้ว”
                “เจ้าค่ะ”

                ชุ่มเก็บสำรับแล้วรีบออกไป ขุนพิทักษ์ มองตามจนรำพึงสังเกตเห็น

ชุ่มเดินเข้ามาเก็บสำรับที่ครัว ผ่องกับผาดที่นั่งเด็ดผักอยู่ในครัว มองเห็นชุ่มหน้าเศร้านั่งล้างจานชามอยู่
                “นังผาด  เอ็งดูหน้านังชุ่มสิ  หมองเหมือนโดนของเลยว่ะ”
                ชุ่มที่นั่งล้างจานอยู่ได้ยินทุกคำแต่ไม่สนใจ
                ผ่องสะกิดผาดพยักเพยิดให้เข้าไปคุยกับชุ่ม  ผาดที่อยากรู้อยู่แล้วรีบขยับเข้ามาทันที 
                “นังชุ่ม  เอ็งเป็นเมียท่านขุนหรือยังวะ”
                ชุ่มตกใจร้อง
                “พี่ผาด ข้ากับท่านขุนไม่ได้เป็นอะไรกันนะ”
                “อมโบสถ์สามหลังมาข้ายังไม่เชื่อเลย”
                “ยอมรับเถอะน่านังชุ่มว่าเอ็งกับท่านขุนไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว  พวกข้าจะได้ฝากเนื้อฝากตัวกับเอ็งไง” ผ่องว่า
                “ไม่ใช่นะพี่  ข้าเป็นบ่าว ท่านขุนเป็นนายมันก็เท่านั้น”
                มะพร้าวสี่ห้าลูกถูกทุ่มมาตรงที่ผ่องกับผาดนั่งอยู่   โครม!
                ผ่องกับผาดสะดุ้งตกใจโวย
                “ใครวะ”
                “ข้าเอง”
                สมแบกมะพร้าวมาอีกหนึ่งทะลาย  ก้าวเข้ามาท่าทางเอาเรื่องมาก
                “ปากมันคันมากหรือไง ถึงได้ยื่นยาวแส่เรื่องชาวบ้าน ถ้าคันมาก ข้าเกาให้ เอาไหม!”
                สมยกเท้ากระแทกตึง ผ่องกับผาดมองอย่างหวั่นๆ
                “ถ้าพวกเอ็งยังปากชั่ว ข้าไม่ปล่อยพวกเอ็งไว้แน่”
                ชุ่มเห็นทุกสายตามองมาอย่างกดดัน  ชุ่มตัดสินใจเดินหนีไป
                “ชุ่ม  ชุ่ม”
                สมตามชุ่มไป ผ่องกับผาดมองตามอย่างสะใจ
 
                ชุ่มน้ำตาร่วงเดินเข้ามาที่ท่าน้ำ สมตามเข้ามา
                “นังชุ่ม!”
                ชุ่มยังไม่ยอมหยุด  สมกระชากชุ่มให้หันมา
                “ข้าเตือนเอ็งแล้วว่าอย่าไปยุ่ง คนเลวๆ แบบนั้นจะทำให้เอ็งต้องเจ็บ”
                “ท่านขุนเป็นคนดี ท่านไม่เคยทำเรื่องเลวๆ กับข้า”   
                สมมองชุ่มที่เข้าข้างขุนพิทักษ์
                “เอ็งรักท่านขุนใช่ไหม”
                ชุ่มตกใจที่สมถามแทงใจดำ
                “พี่สม!”
                “ท่านขุนมีคุณรำพึงแล้ว ลูกพระยากับทาสอย่างเอ็ง ยังไงเขาก็ไม่มีวันเลือกเอ็งหรอก”
                ชุ่มร้องไห้เจ็บปวดกับความจริง
                “ข้ารู้  ข้ารู้ทุกอย่างแต่...ข้าห้ามตัวเองไม่ได้  ข้า...”
                ชุ่มร้องไห้เสียใจ สมได้แต่ลูบหัวน้องสาวอย่างสงสาร แจ่มเดินเข้ามา
                “ไอ้สม!”
                ชุ่มรีบปาดน้ำตาหันหลังให้แจ่มทันที แจ่มเข้ามาพร้อมกับห่อยายื่นให้สม
                “คุณหญิงท่านรู้ว่าหลวงตามั่นอาพาธ เอ็งช่วยเอายาไปถวายหลวงตาทีนะ รีบไปล่ะ”
                “จ๊ะ”
                แจ่มเดินออกไป สมหันมา
                “พี่สม ข้าขอเอายาไปถวายเองนะพี่ ตอนนี้ข้าไม่อยากอยู่ตรงนี้”

                ชุ่มน้ำตาไหล สมอึ้งที่ชุ่มยอมรับว่าเจ็บกับเรื่องขุนพิทักษ์ สมส่งห่อยาให้ชุ่ม  ชุ่มรีบเดินออกไป สมมองตามอย่างกังวล

ภายในเรือน เวลากลางวัน คุณหญิงมณีสอนรำพึงทำอาหาร
                “ขั้นตอนที่สำคัญของการทำหรุ่ม คือการห่อ  ลองดูสิจ๊ะ”
                รำพึงวางพริกแกงและผักชีลงที่กลางแผ่นไข่แล้วตักไส้พอคำวางทับพริกและผักชีลงที่กลางแผ่นไข่ ก่อนพับห่อให้เป็นรูปสี่เหลียม   รำพึงหยิบใบผักชีวางแต่งสวยงาม
                ขุนพิทักษ์ไมตรีนั่งมองหน้ารำพึง  แต่จิตใจไม่ได้อยู่กับรำพึงเลย ขุนพิทักษ์ นึกถึงใบหน้าเศร้าหมองของชุ่มจนทนไม่ไหวจะลุกไป แต่รำพึงเรียกไว้
                “คุณพี่คะ ชิมสักคำสิคะ น้องอยากรู้ว่าถูกปากคุณพี่ไหม นะคะคุณพี่”
                ขุนพิทักษ์จำต้องลงนั่งแล้วชิมหรุ่ม รำพึงยิ้ม  จวงที่นั่งอยู่แอบยิ้มปลื้มให้รำพึง 
 
                ภายในโบสถ์ ชุ่มถวายยาให้กับหลวงตามั่น
                “คุณหญิงให้นำยามาถวายเจ้าค่ะ”  
                ชุ่มลังเลใจก่อนตัดสินใจพูด เพราะอยากให้หลวงตาชี้แนะ... เรื่องขุนพิทักษ์
                “หลวงตาเจ้าคะ...ข้ากลัวว่าท่านขุนพิทักษ์จะได้รับอันตราย”
                หลวงตามั่นมองหน้าชุ่ม
                “สิ่งใดที่เกิดขึ้น ล้วนถูกกำหนดเอาไว้แล้ว  ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถหนีบ่วงกรรมของตนเองได้”
                ชุ่มหน้าเสีย ชุ่มไหว้
                “เจ้าค่ะ   ข้าก็หวังเพียงว่าจะผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง”
                หลวงตามั่นมองชุ่มแล้วตัดสินใจหยิบแหวนพิรอดที่วางอยู่บนชั้นวางบูชาพระพุทธรูป มาวางตรงหน้าชุ่ม
                “โยมนำแหวนพิรอดวงนี้ไปมอบให้กับขุนพิทักษ์”
                ชุ่มดีใจ
                “แหวนจะช่วยปกป้องท่านขุนใช่ไหมเจ้าคะ”
                “มันเป็นเพียงเครื่องเตือนสติยามที่ตกอยู่ในอำนาจของกิเลส  จำไว้ สิ่งที่จะช่วยท่านขุนได้คือ สติ และ จิตใจที่ดีงามเพียงเท่านั้น”
                ชุ่มมองอย่างมีความหวัง ไหว้แล้วหยิบแหวนขึ้นมา 
                “ขอบคุณเจ้าค่ะ”
                ชุ่มรีบออกไป  หลวงตามั่นมองตามอย่างหนักใจ
 
                เวลาเย็น ขุนพิทักษ์ เดินเคียงคู่รำพึงมาที่ท่าน้ำ จวงที่รู้งานสบตากับรำพึงแล้วรีบลงเรือไปก่อน
รำพึงหันมา แต่เห็นว่าขุนพิทักษ์มองไปทางเรือนทาสตลอดเวลา รำพึงชะงักไม่เดินต่อ ขุนพิทักษ์รู้สึกตัวหันมองว่าเป็นอะไร
                รำพึงสีหน้าเศร้า
                “คุณพี่คะ น้องอยากรู้ว่าน้องทำอะไรผิด”
                “ทำไมน้องถึงพูดแบบนั้น”
                “สายตาของคุณพี่เหมือนกำลังมองหาใครอยู่  หรือว่าน้องไม่สำคัญพอที่จะให้คุณพี่ใส่ใจ  ตัวคุณพี่อยู่กับน้อง แต่ใจไปอยู่กับใครคะ” รำพึงน้ำตารื้นอย่างจงใจ
                ขุนพิทักษ์ชะงักกับคำถามของรำพึง แล้วรีบแก้ตัว
                “พี่เพียงกำลังคิดเรื่องที่จะเอาชนะไอ้ไวในวันพรุ่งนี้ มันจะได้เลิกคิดจะแย่งน้องรำพึงจากพี่อีก”   
                ขุนพิทักษ์ กอดรำพึงอย่างเอาใจ
                “ขอให้เป็นจริงอย่างคำที่พูด หากชีวิตของคุณพี่ยังเป็นของน้องดังคำสัญญา น้องจะคอยเอาใจช่วยคุณพี่ เพื่อความรักของเรา”
                รำพึงยิ้มเย็นก่อนจะลงเรือไป ขุนพิทักษ์ถอนใจมองเรือที่แล่นห่างออกไป ขุนพิทักษ์ รีบเดินกลับจะไปทางเรือนทาส แต่ชุ่มวิ่งเข้ามาหาก่อน
                “ท่านขุนเจ้าคะ!  ท่านขุน” 
                ขุนพิทักษ์ เห็นชุ่มวิ่งเข้ามาอย่างกระตือรือร้น
                “มีอะไร  ทำไมเอ็งต้องรีบร้อนขนาดนี้”
 
                ภายในสวน ชุ่มมอบแหวนพิรอดให้ ขุนพิทักษ์ มองแหวน
                “ข้าอยากขอให้ท่านขุนสวมแหวนพิรอดติดตัวไว้ตลอด”   
                ขุนพิทักษ์ ขำ
                “เอ็งนี่มันงมงายนัก แหวนวงแค่นี้จะมาช่วยอะไรข้าได้”
                “ข้าแค่อยากให้มันช่วยเตือนใจท่าน ทุกครั้งที่ท่านมองแหวน ท่านจะได้คิดถึงคุณหญิงว่า ท่านเป็นห่วงท่านขุนมากแค่ไหน”
                “แล้วถ้าข้ามองแหวนแล้วคิดถึงเอ็งล่ะ  ได้ไหม”

                ชุ่มไม่เคลิ้มด้วย  

อ่านต่อพรุ่งนี้ เวลา 09.00น.

บ่วงบาป ตอนที่ 4 (ต่อ)

สมดึงชุ่มเดินเข้ามาที่เรือนทาส
“กลับเข้าเรือนแล้ว ไม่ต้องขึ้นไปที่เรือนใหญ่อีก”
“แต่ข้าต้องทำงาน”
สมสั่ง
“ชุ่ม...อย่าเข้าใกล้ท่านขุนอีก!”
ชุ่มลำบากใจบอก
“ข้าต้องรับใช้คุณหญิงแล้วข้าจะไม่เจอท่านขุนได้ยังไง”
ชุ่มสู้สายตาพี่ชายและไม่ได้เดินหนี สมมองตามคิดหาวิธี

ขุนพิทักษ์ เดินกลับเข้ามาที่หน้าเรือน คุณหญิงมณีรออยู่
“ลูกคิดอย่างไรกับหนูรำพึง”
“ทำไมคุณแม่ถามอย่างนี้ขอรับ ลูก...”
ขุนพิทักษ์ หยุดไปนิดก่อนตอบ
“ลูกก็ต้องรักน้องรำพึงสิขอรับ”
“พระยาเทวราช ท่านมียศฐาบรรดาศักดิ์ ลูกจะทำเล่น ๆ กับหนูรำพึงคงไม่สมควร”
“คุณแม่..คุณแม่ต้องการบอกอะไรลูก”
“ถ้าคิดจะเลือกหนูรำพึงก็อย่าทำอะไรที่รู้ว่ามันจะสร้างปัญหา ไม่มีผู้หญิงคนใดอยากได้สามีที่ชื่นชมหญิงอื่นมากกว่าตน พระยาเทวราชไม่มีทางยอมแน่ถ้าลูกทำให้หนูรำพึงต้องเสียใจ”
ขุนพิทักษ์อึดอัดไม่ตอบ แล้วเดินเลี่ยงขึ้นเรือนไป คุณหญิงมณีเดินตามขึ้นไป
“พ่อพิทักษ์”
ขุนพิทักษ์ ชะงัก
“ลูกเป็นลูกพระยา ลูกรู้ผิด รู้ชอบ รู้ว่าสิ่งไหนควรไม่ควร..ใช่ไหม”
ขุนพิทักษ์อึ้ง สมเดินเข้ามา
“คุณหญิงขอรับ กระผมมีเรื่องจะขอความเมตตาขอรับ”
คุณหญิงมณีนั่งลง
“เอ็งมีเรื่องอะไรก็ว่ามา”
“กระผมจะขอให้ชุ่มมันกลับไปอยู่กับพ่อแม่ขอรับ”
ขุนพิทักษ์ กับคุณหญิงมณีอึ้ง
“ทำไมล่ะ”
“ชุ่มมันห่วงพ่อแม่มาก กระผมเลยมาขอความเมตตาจากคุณหญิง”
ขุนพิทักษ์ โพล่งขึ้นทันที
“ไม่ได้! ชุ่มจะไปไหนไม่ได้”
“ท่านขุนจะเก็บมันไว้เพื่ออะไรหรือขอรับ” สมถามด้วยน้ำสียงเรียบนิ่ง
ขุนพิทักษ์ กับสมต่างจ้องหน้ากันดูไม่มีใครยอมใคร คุณหญิงมณีตัดสินใจ
“ให้นังชุ่มมันเป็นคนตัดสินใจเองก็แล้วกัน ข้าเอ็นดูมัน แต่ถ้ามันไม่สบายใจที่จะอยู่ ข้าก็จะไม่ห้าม”
ขุนพิทักษ์ ถามสม
“เอ็งใช่ไหมที่เป็นคนอยากให้ชุ่มไป”
คุณหญิงมณีปรามลูกชาย แล้วหันไปบอกสม
“พ่อพิทักษ์! … ไอ้สม ให้ชุ่มมันมาบอกกับข้าเองว่ามันจะไป ข้าถึงจะอนุญาต”
“ขอรับ”
สมรีบออกไป ขุนพิทักษ์บอกกับคุณหญิงมณี
“คุณแม่ กระผมไม่ยอมให้ชุ่มไปนะขอรับ ชุ่มต้องอยู่ที่นี่”
“ทำไมลูกถึงไม่ยอม ชุ่มก็เป็นแค่ทาสคนนึง”
“สำหรับกระผม ชุ่มไม่ใช่ทาส!”
“แล้วมันเป็นอะไร ตอบแม่ได้ไหม”
ขุนพิทักษ์ คิดนิดหนึ่งก่อนตอบ
“กระผมสบายใจ..ทุกครั้งที่เห็นหน้าชุ่ม”
คุณหญิงมณีเครียดเมื่อได้ฟังคำตอบ

ภายในเรือนทาส ชุ่มตกใจกับเรื่องที่สมเล่า
“ไปจากที่นี่!”
“ใช่ พรุ่งนี้เอ็งต้องไปเรียนคุณหญิงว่าเอ็งต้องการไปจากที่นี่”
ชุ่มสารภาพ
“แต่ข้าไม่อยากไป”
“ชุ่ม...ท่านขุนมีคุณรำพึงอยู่แล้ว ถ้าเอ็งปล่อยให้ตัวเองถลำลึกไปมากกว่านี้ คนที่ต้องช้ำใจคือเอ็ง”
ชุ่มร้องไห้ สมลูบหัวชุ่มด้วยความสงสารแต่ต้องเด็ดขาดเพื่อให้ชุ่มตัดใจ
“ยอมรับความจริงเถอะวะชุ่ม เอ็งกับท่านขุนไม่มีวันรักกันได้”
“พี่สม..ฉัน”
สมขอร้อง
“พรุ่งนี้เอ็งไปหาคุณหญิงนะ เชื่อพี่...”
ชุ่มได้แต่พยักหน้ารับคำด้วยความเสียใจ
บริเวณหน้าเรือนทาส ขุนพิทักษ์ ซุ่มอยู่
ไม่นาน สมก็ลุกเดินออกไปจากเรือนทาส
“เป็นไปได้ก็อย่าไปเจอท่านขุนอีก ถ้าเอ็งไม่อยากเจ็บไปมากกว่านี้ มาลงกลอนประตูซะ”
ชุ่มลุกตามมาลงกลอนประตู
เมื่อขุนพิทักษ์ เห็นสมเดินลงจากเรือนไป ขุนพิทักษ์รอจนแน่ใจว่าสมไปแล้วก็รีบเข้าไปเคาะเรือนชุ่ม
“ชุ่ม ! นี่ข้าเอง ขุนพิทักษ์ เปิดประตูให้ข้าหน่อย ชุ่ม!”

ข้างในเรือน ชุ่มสะดุ้งที่ได้ยินเสียงเคาะ ชุ่มมองประตูไม่ยอมเปิด ชุ่มได้แต่กอดเข่าร้องไห้ ขุนพิทักษ์ ยังพยายามเคาะเรียกแต่ชุ่มก็ไม่เปิดประตู ขุนพิทักษ์ร้อนใจแต่ทำอะไรไม่ได้

เวลาเย็น รำพึงกับจวงเดินขึ้นมาบนเรือนเจอพระยาเทวราช
พระยาเทวราชถามเสียงแข็ง
“ไปไหนมา ทำไมถึงได้กลับมาเย็นป่านนี้”
“ลูกไปเรือนคุณหญิงมณีมาค่ะ”
พระยาเทวราชไม่พอใจบอก
“นี่แล่นไปหาผู้ชายถึงเรือนเลยเหรอ”
จวงเห็นท่าไม่ดีรีบปลีกตัวออกไป
“ทำตัวไม่ต่างจากผู้หญิงราคาถูก หรือว่าเลือดแม่มันแรง!”
รำพึงตาวาว กัดริมฝีปากสะกดอารมณ์เต็มที่
“สำนึกบ้างไหมว่าเจ้าแบกหน้าตาของพ่ออยู่บนบ่า หรือว่าการอบรมจากพ่อมันข่มเลือดทาสของแม่ไม่ได้”
รำพึงอดทนสุดขีด
“ลูกเพียงแค่ไปเยี่ยมคุณป้า ไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายใดๆ อีกไม่นานทุกอย่างก็จะเป็นไปตามตามข้อตกลง
คุณพี่จะมาสู่ขอลูก”
พระยาเทวราชชะงักไป
“คุณพ่อให้คำมั่นกับลูกแล้วนะคะ!”
พระยาเทวราชอึ้ง เถียงไม่ออก พระยาเทวราชไม่พอใจจะเดินออกไป
จวงโผล่หน้ามา เห็นว่าปลอดภัยก็รีบเข้ามาหารำพึง
“คุณรำพึงเจ้าขา ทำไมบอกแบบนั้นกับท่านพระยา แล้วถ้าวันพรุ่งท่านขุนพิทักษ์เกิดแพ้ขึ้นมาล่ะเจ้าคะ จะทำยังไง”
รำพึงโดนจี้ใจดำ จึงฟาดมือตบหน้าจวง ผัวะ!
“หุบปากไปเลยนังจวง”
จวงตกใจก้มหน้างุดด้วยกลัวอารมณ์ของรำพึง
รำพึงบอก
“พรุ่งนี้คุณพี่ต้องชนะ คุณพี่ต้องมาสู่ขอข้า!”

เช้าวันใหม่ แจ่มกับชุ่มกำลังช่วยกันจัดของที่จะนำไปวัด คุณหญิงมณีออกมาจากห้องแล้วถาม
“พ่อพิทักษ์ล่ะ”
“ยังไม่เห็นเลยเจ้าค่ะ”
คุณหญิงมณีพูดกับแจ่ม
“ไปถามสิว่าจะไปวัดกับข้าไหม”
“บ่าวเกรงว่าจะโดนตะเพิดออกมานะเจ้าคะ”
คุณหญิงมณีปรายตามองดุๆ แจ่มมีอาการเกรง
“เจ้าค่ะ”
คุณหญิงมณีเดินไปนั่งในที่ตั่งด้านหน้าเรือน แจ่มเลิ่กลั่กกลัวโดนฤทธิ์ขุนพิทักษ์ แล้วตัดสินใจหันไปโบ้ยให้ชุ่ม
“นังชุ่ม เอ็งไปถามท่านขุนทีสิวะ”
“แต่คุณหญิงให้น้าแจ่ม”
แจ่มตัดบททำตาดุ
“ก็ข้ายังเตรียมของไปวัดไม่เสร็จ เอ็งไปแทนข้าทีเถอะน่า ไปสิ”
ชุ่มอึกอักลำบากใจ แต่ก็จำต้องลุกไป

ที่หน้าห้องนอนขุนพิทักษ์ ชุ่มเคาะประตู
“ท่านขุนเจ้าคะ ท่านขุน!”
เงียบไม่มีเสียงตอบรับจากด้านใน ชุ่มเคาะแรงขึ้น
“ท่านขุนเจ้าคะ!”
ประตูเปิดผัวะเข้าไปตามแรงเคาะ ชุ่มมองเข้าไปในห้องเห็นว่า ภายในห้องไม่มีใครอยู่ ชุ่มตัดสินใจก้าวเข้าไปมองหา ชุ่มคิด ๆ แล้วตกใจ
“หรือว่า...”
ชุ่มคิดว่าขุนพิทักษ์ไปดวลแล้วจะหันหลังกลับ แต่สายตาของชุ่มมองเห็นผ้าแพรของรำพึง แล้วเห็นแหวนพิรอด ดาบ กริช วางอยู่ที่มุมหนึ่ง ชุ่มขยับเข้าไปมองยิ่งแปลกใจ
“ดาบก็ยังอยู่...แล้วท่านขุนหายไปไหน”
แจ่มเดินเข้ามาในห้อง
“นังชุ่ม!”
“น้าแจ่ม...”
“ทำไมเข้ามานานนัก แล้วท่านขุนล่ะ”

“ไม่อยู่จ๊ะ”

บนเรือน คุณหญิงรับรู้ด้วยความชินชา
“งั้นก็ช่างเถอะ ลูกข้าไม่เคยสนใจเรื่องไปวัดอยู่แล้ว”

คุณหญิงมณีกับแจ่ม ตามด้วยชุ่มเดินลงมาจากเรือน คุณหญิงมณีชะงัก พลอยทำให้ชุ่มกับแจ่มที่ตามลงมาชะงักไปด้วย ชุ่มกับแจ่มมองตามสายตาคุณหญิงมณีเห็นว่า ขุนพิทักษ์ยืนอยู่ที่ทางเดินไปท่าน้ำ
ขุนพิทักษ์ หันมายิ้มให้กับทุกคน
“คุณแม่ ลูกรอตั้งนาน”
“รอ”
“กระผมจะไปวัดกับคุณแม่ จะไปกันหรือยังขอรับ”
คุณหญิงมณีจะเดินไป ขุนพิทักษ์ยังรีรอจนแจ่มกับชุ่มกำลังจะเดินผ่าน ขุนพิทักษ์ จงใจเดินไปตีคู่กับชุ่ม
ชุ่มเห็นขุนพิทักษ์ เข้ามาใกล้
ขุนพิทักษ์พูดเบาๆ
“ชุ่ม...ข้า...”
ชุ่มไม่ฟังรีบเร่งเดินก้มตัวแซงหน้าคุณหญิงมณีไปที่ท่าน้ำ
“ชุ่ม!”
ชุ่มไม่หันกลับมา ขุนพิทักษ์ รีบเดินตามไป แจ่มเข้ามาใกล้คุณหญิงอย่างอยากรู้
“คุณหญิงเจ้าคะ ท่านขุนกับนังชุ่ม”
คุณหญิงมณีพูดเสียงเรียบ ๆ แต่เด็ดขาด
“รีบไปได้แล้ว”
แจ่มปิดปากทันทีแล้วเดินตามเงียบๆ คุณหญิงมณีเดินตามไปอย่างหนักใจ

บนเรือ สมอยู่ตำแหน่งคัดท้ายเรือด้านหลังสุด ถัดมาเป็นชุ่ม และแจ่ม และเป็นคุณหญิงที่หันหลังให้กับท้ายเรือ ส่วนขุนพิทักษ์ นั่งอยู่ที่หัวเรือ แต่หันหน้ามาทางชุ่ม
ขุนพิทักษ์ อยู่หน้าเรือหันหน้าเข้าหาคุณหญิงมณี
เรือแล่นไป ขุนพิทักษ์ มองไปทางชุ่มอย่างรอคอย พยายามจะสบตาและอยากจะพูดด้วย แต่ชุ่มเมื่อหันมาสบตาปุ๊บก็จะเมินไปทางอื่นตลอดเวลา ขุนพิทักษ์ หงุดหงิดงุ่นง่าน

บนศาลาวัด ขุนไวพิชิตพลกราบหลวงตามั่น
“กระผมมากราบขอพรจากหลวงตาขอรับ”
“การให้พร คือการให้สิ่งดี ๆ เพื่อต่อยอดคุณความดีของผู้ที่ได้รับพร แต่หากจะนำพรนั้นไปต่อยอดการกระทำที่เกิดจากโลภะ โมหะ โทสะ ก็ไม่มีพรอะไรจะบังเกิดผลแก่เอ็งได้”
“สิ่งที่เป็นของกระผม มันก็ต้องเป็นของกระผม กระผมจะไม่ยอมเสียมันไปเพราะวิธีการของคนชั่ว”
“ตอบโต้ความชั่วด้วยความชั่ว บาปกรรมก็ไม่มีวันหมดสิ้น!”
ขุนไว สะอึก
“หากเห็นคนอื่นชั่วแล้วเรายังเดินตามรอยเขา เรานั้นย่อมเลวร้ายกว่า เข้าใจไหมเจ้าไว”
ขุนไว สายตาสับสนสลับกับแข็งกร้าวมาก แต่สุดท้ายคงไม่มีใครเปลี่ยนความตั้งใจได้
ขุนไว ไม่ตอบก้มกราบหลวงตาก่อนเดินออกไป หลวงตามั่นมองตามอย่างหนักใจ

คุณหญิงมณี ขุนพิทักษ์ เดินนำ แจ่ม ชุ่ม สมที่ถือของตามเข้ามาที่หน้าศาลา ขณะนั้น ขุนไวพิชิตพลเดินลงมาจากศาลาก็ชะงักที่เห็นคุณหญิงมณีกับขุนพิทักษ์
แจ่มพูดกับชุ่มและสม
“เสือพบสิงห์ วัดคงไม่แตกนะ”
ขุนไว ไหว้สวัสดีคุณหญิงมณี
“เป็นอย่างไรบ้างขุนไว”
“ก็...สบายดีขอรับ”
“เรื่องเก่าๆ ลืมได้ก็ลืมมันไปนะพ่อนะ”
“ขอรับ..หลวงตาอยู่บนศาลาน่ะขอรับ คงรอคุณหญิงอยู่”
คุณหญิงมณีเดินขึ้นไป แจ่มกับสมรีบถือของตามขึ้นไป ชุ่มเห็นขุนไว เดินเข้าไปหาขุนพิทักษ์ ก็รีรอยังไม่ตามขึ้นไป
“ข้าจะไปรอเอ็งตามที่นัดหมาย อย่าตาขาวจนมุดหัวอยู่แต่ในกระดองล่ะ”
ขุนพิทักษ์ โกรธ
“เอ็งเตรียมคอรอรับดาบข้าได้เลย!”
ทั้งคู่ต่างยืนจ้องหน้ากันด้วยสายตาคลั่งแค้น ชุ่มมองอย่างกังวล

บนศาลา คุณหญิงมณีสนทนากับหลวงตา ขุนพิทักษ์ นั่งอยู่ข้างคุณหญิง ชุ่ม แจ่ม สมนั่งอยู่ด้านหลัง
หลวงตามั่นมองขุนพิทักษ์
“อาตมายินดีที่เห็นโยมพิทักษ์มาร่วมทำบุญกับคุณหญิง”
“กระผมก็แค่มาเป็นเพื่อนคุณแม่...” ขุนพิทักษ์ตอบอย่างเซ็งๆ
คุณหญิงมณีปราม
“พิทักษ์...”
หลวงตามั่นพูดกับขุนพิทักษ์
“เพียงได้มาอนุโมทนาบุญ ไม่ว่าจะมาด้วยเหตุใด ก็ถือว่าได้ร่วมบุญ”
“ขอรับ...”
“แล้วเรื่องบวช...ได้ตัดสินใจแล้วหรือยัง”
ขุนพิทักษ์ ชะงักกึกด้วยความอึดอัด คุณหญิงมณีพยายามพูด
“พ่อพิทักษ์ ถ้าลูกยอมบวช”
“กระผมมีธุระ”
ขุนพิทักษ์ชักสีหน้า ลุกเดินออกไปเลย
“พิทักษ์!”

คุณหญิงมณีหันมาหาหลวงตามั่น

“อิฉันต้องกราบขอโทษแทนลูกของอิฉันด้วยนะคะ”
หลวงตามั่นนิ่งไม่ถือโทษ ชุ่มละล้าละลัง อยากลงไปแล้วตัดสินใจ ชุ่มบอกกับแจ่ม
“ข้าลงไปเอาจานมาใส่ของถวายนะจ๊ะ”
“อืม...แล้วรีบขึ้นมาล่ะ”
ชุ่มรีบลงไปจากศาลา

ชุ่มเดิน ๆ ตามหาขุนพิทักษ์
“หายไปไหนแล้วนะ หรือว่าจะกลับไปที่เรือน”
ชุ่มรีบเดินจะกลับไปที่เรือน ขณะที่วิ่งผ่านครัว ได้ยินเสียงเมียสัปเหร่อพูดขึ้น
“ที่ชายป่าตะวันออกน่ะเหรอพี่ นี่พวกโจรป่ามันเข้ามาปล้นถึงแถวนั้นแล้วเหรอพี่”
ชุ่มชะงักที่ได้ยินคำว่า ชายป่าตะวันออก
“มันไม่ได้ไปปล้น ข้าแอบได้ยินพวกมันว่าจะไปเล่นงานท่านขุน... ขุนไหนสักคนที่ไปประลองกันที่ชายป่าตะวันออก”
“ท่านขุน!”
สัปเหร่อกับเมียหันมาเห็นชุ่มรีบวิ่งออกไปเลย

ขุนไว ก้าวลงจากเรือนกระชับดาบในมือ สายตามุ่งมั่น
“วันตายของเอ็งมาถึงแล้ว ไอ้พิทักษ์!”

ภายในห้อง ขุนพิทักษ์ หยิบกริชขึ้นมาพกกับตัว พลางมองที่ผ้าแพรและแหวนพิรอด
“ท่านขุน สัญญากับข้าได้ไหมว่าท่านจะสวมแหวนไว้ตลอด”

ชุ่มในอาการเหนื่อย รีบฝืนวิ่งเข้ามาที่เรือนอยู่ไม่ไกลด้วยความหวัง
ภายในห้อง ขุนพิทักษ์ มองแล้วตัดสินใจ มือของขุนพิทักษ์ยื่นลงไปตรงกลางระหว่างผ้าแพรกับแหวนพิรอดนั้น
ชุ่มเปิดประตูเข้ามา
“ท่านขุนเจ้าคะ”
ภายในห้องไม่มีร่างขุนพิทักษ์ ชุ่มหันไปมองตรงมุมที่วางดาบ กริช ดาบ และผ้าแพรของรำพึงหายไป เหลือเพียงแหวนพิรอดของชุ่มไว้
ชุ่มหยิบแหวนขึ้นมา แล้วนึกถึง
“แล้วถ้าข้ามองแหวนแล้วคิดถึงเอ็งล่ะ ได้ไหม”
ขุนพิทักษ์ ดึงผ้าแพรของรำพึงออกมาเย้ยขุนไว
“ยังไงเอ็งก็ไม่มีทางแย่งน้องรำพึงไปจากข้าได้!”
ชุ่มกำแหวนในมือแน่น น้ำตาร่วง
“ท่านคงรักคุณรำพึงมาก..ใครก็คงห้ามท่านไม่ได้ … คุณรำพึง!”
ชุ่มได้สติวางแหวนไว้แล้วรีบวิ่งออกไปทันที
บนเรือนพระยาเทวราช เวลากลางวัน รำพึงสีหน้าใจเย็นนั่งปักผ้าอยู่ ขณะที่จวงถูบ้านด้วยอาการกระสับกระส่ายส่งเสียงฟึดฟัด กระแทกผ้าลงที่พื้นอย่างหงุดหงิด รำพึงหันไปถาม
“นังจวง เอ็งเป็นอะไร”
“ก็บ่าวร้อนใจนี่เจ้าคะ บ่าวอยากจะรู้ว่าใครจะชนะ ได้ครอบครองคุณรำพึงของบ่าว”
“ไม่ต้องมาร้อนใจแทนข้า ยังไงคุณพี่ก็ต้องมาบอกข้าอยู่ดีว่าคุณพี่เป็นผู้ชนะ”
รำพึงยิ้มอย่างมั่นใจ
“แล้วถ้าขุนไวเป็นผู้ชนะล่ะเจ้าคะ คุณรำพึงจะทำยังไง จะไม่ไปดูการประลองจริงๆเหรอเจ้าคะ”
รำพึงได้ยินจวงพูดอย่างนั้นก็ชักร้อนใจเริ่มปักผ้าไม่เป็นสุข จวงเหลือบมองเห็นรำพึงเริ่มปักผิดปักถูกจนหงุดหงิด ทนไม่ไหวลุกขึ้นพรวด จวงยิ้มสนุกถาม
“จะไปดูการประลองใช่ไหมเจ้าคะ”
“ข้าจะไปดูคุณพี่พิทักษ์ชนะให้เห็นกับตา”
รำพึงรีบเดินลงจากเรือน จวงยิ้มที่แยงสำเร็จรีบตามไป

ขุนพิทักษ์ก้าวเข้ามาที่จุดนัดประลองยังป่าด้านตะวันออก ขุนไวยืนรออยู่แล้วหันหลังกลับมา

สมกำลังจะเดินกลับไปที่เรือนคุณหญิงมณี สมเห็นชุ่มอยู่ไกลๆกำลังวิ่งไปอีกทาง
“ไปไหนของมันวะ นังชุ่ม”
“ชุ่ม!” สมร้องเรียก

ชุ่มวิ่งไป ไม่ได้ยินเสียงเรียก สมวิ่งตามไป

จบตอนที่ 4

อ่านต่อตอนที่ 5 เวลา 17.00น.
มณีสวาท ตอนที่ 4
มณีสวาท ตอนที่ 4
แม้จะดึกมากแล้ว แต่นาถสุดายังไม่เข้านอน ออกมาเดินเล่นทอดอารมณ์อยู่ในสวนหน้าบ้าน มองไปยังต้นพญานาคราช พร้อมกับพึมพำกับตัวเอง “เราก็เห็นต้นพญานาคราชตั้งแต่เด็ก แต่ไม่มีครั้งไหนที่เราจะตาฝาดเห็นต้นไม้กลายเป็นงูเหมือนบ้านเจ้าอุรคา” นาถสุดานึกถึงเหตุการณ์ตอนไปบ้านเจ้าอุรคา และเห็นรูปแกะสลักเป็นพญานาค และถูกหาว่าตาฝาดเห็นต้นพญานาคราชเป็นงู กระทั่งเหตุการณ์บนโรงพักคนร้ายหายไป มีแต่รอยเลื้อยของงู นาถสุดาครุ่นคิด พึมพำอีก “ทำไม..ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเจ้าอุรคาถึงมีแต่งู พญานาค อสรพิษ” ระหว่างนั้นพันเอกนรินทร์เดินเข้ามาหา
กำลังโหลดความคิดเห็น...