xs
xsm
sm
md
lg

มณีสวาท ตอนที่ 6

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


มณีสวาท ตอนที่ 6

ทางด้านภุชคินทร์พยายามเร่งเครื่องหนี แต่กลับถูกรถคันหนึ่งวิ่งมาจอดปาดหน้า ภุชคินทร์เบรกเอี๊ยดทันทีที่รถหยุด สุรินทร์ในชุดนินจาก็กระโดดแผล็วลงมา ฟึ่บๆๆ ว่องไวสมเป็นนินจา

ภุชคินทร์มองเห็นแค่ชายในชุดดำ กระโดดแผล็วไปรอบๆ ตัว ทุกอย่างหมุนไปเร็วมาก สุรินทร์ใช้มีดเจาะเข้าที่ประตูแล้วกระชากเปิดออก ภุชคินทร์ฉวยโอกาสตรงนั้นออกมาจะวิ่งหนี แต่สุรินทร์ใช้มีดเขวี้ยงใส่ มีดนั้นเฉียดใบหน้าภุชคินทร์ไปนิดเดียวเหมือนเป็นแค่ขู่ไม่ให้หนี มีดปักคาอยู่ที่รถ ภุชคินทร์ชะงัก มองนินจาคนนั้นงงๆ แน่ใจว่าไม่เคยรู้จัก และมากไปกว่าภุชคินทร์มั่นใจว่าไม่เคยมีเรื่องกันก่อน
“ความตายไม่น่ากลัวอย่างที่คิดหรอก...คุณชาย”
พูดจบสุรินทร์ก็เงื้อมือขึ้นจะแทง อำนาจที่ปลอมตัวนั่งอยู่ในรถมองภุชคินทร์อย่างปลดปลงว่าไม่น่ามาตายแบบนี้เลย แต่แล้วก่อนที่มีดของสุรินทร์จะปักลงร่างภุชคินทร์ พญางูตัวหนึ่งก็พุ่งมาจากข้างทาง อำนาจเบิกตาโพลง เพ่งมองงูอย่างตกใจ ตะโกนสุดเสียง
“ระวัง!”
ภุชคินทร์มองไปทางอำนาจ เสียงนั้นคุ้นหูเหมือนเคยได้ยิน งูใหญ่ตัวนั้นพุ่งตรงไปยังร่างของ
สุรินทร์ ฉกเข้าเต็มแรง แต่สุรินทร์ไวสมกับเป็นนินจา กระโดดหลบอย่างว่องไว ตามองเผชิญงูใหญ่ยักษ์นั้นอย่างไม่กลัว ตะโกนบอกอำนาจ
“จัดการเร็ว!” สุรินทร์บุ้ยใบ้ไปทางภุชคินทร์
กระจกรถอำนาจถูกเลื่อนลง เห็นเฉพาะมือของอำนาจถือปืนเล็งมาที่ร่างของภุชคินทร์
ภุชคินทร์ร้องลั่น “อย่า”
ปืนถูกยิงออกมาภุชคินทร์หลบอย่างรวดเร็ว และวิ่งหนีสุดฝีเท้า ในขณะที่อำนาจลงจากรถวิ่ง
ตาม สุรินทร์ไม่วิ่ง แต่ขว้างมีดใส่ภุชคินทร์ คราวนี้แม่นราวกับจับวาง มีดปักฉึก ถูกเข้าที่ต้นขา
ภุชคินทร์ร้องสุดเสียง “โอ๊ย”
ร่างสูงใหญ่เกือบล้มลง แต่กัดฟันวิ่งหนีไป อำนาจกระโจนขึ้นรถขับตาม ส่วนสุรินทร์ใช้วิชานินจา กระโดดลับหายไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีใครสังเกต งูใหญ่ตัวนั้นก็หายไปเหมือนกัน

ตามทาง สี่คนนั่งรถมาด้วยกัน โดยที่ไพศิษฐ์เป็นคนขับรถ นาถสุดากับพันเอกนรินทร์นั่งอยู่ด้านหลัง ในมือภิงคารถือพลอยครุฑธิการเอาไว้แน่น ผู้พันนรินทร์ยกมือไหว้พระวิงวอน
“ขออำนาจของครุฑธิการคุ้มครองคุณชายด้วยเถิดครับ”
ภิงคารยกมือไหว้ครุฑธิการอีกคน “ขออำนาจของครุฑธิการคุ้มครองนายชายด้วย”
ไพศิษฐ์เหลือบตามองสองคน ส่ายหัวที่เชื่อเป็นตุเป็นตะ นาถสุดาเห็นท่าทางของไพศิษฐ์จากกระจกก็ทำท่าไม่พอใจ ไพศิษฐ์ยิ้มแหะๆ ทำหน้าแหยๆ ขับรถต่อไป ภิงคารตะโกน
“นั่นรถนายชาย!”
ทุกคนเห็นรถภุชคินทร์จอดอยู่ ไพศิษฐ์จอดรถทันที ทุกคนรีบลงไปทันที ด้านล่างแทบไม่มี
ร่องรอยการต่อสู้ มีเพียงรถที่มีรอยมีดปักอยู่ ทุกคนมองหน้ากันใจคอไม่ดี
“แปลกมากครับ...ไม่มีร่องรอยต่อสู้อะไรเลย.. ยังกับมีนายชายอยู่คนเดียว”
นาถสุดาค้อนขวับ “คุณชายจะต่อสู้คนเดียวได้ยังไงคะ”
“ก็ไม่รู้ละ ผมพูดตามหลักฐาน”
ภิงคารมองตามรายทาง เห็นรอยเลือดหยด “นั่นเลือด!”
ผู้พันนรินทร์เพ่งมอง เห็นเหมือนควันจางๆ ผิดปกติ รูปร่างเหมือนงูเลื้อย พร้อมกันนั้นมีแสงเปล่งประกายเรืองๆ ออกมาจากพลอยครุฑธิการ นรินทร์ร้องขึ้นทันที
“ไปทางนั้นครับ”
ทุกคนไปตามที่นรินทร์ชี้ทันที

ภุชคินทร์วิ่งหนีมาด้วยความเจ็บปวด มองไปข้างหลังไม่มีรถผ่านไปมาซักคัน มีแต่รถ
อำนาจที่ขับรถตามมา ภุชคินทร์ตัดสินใจวิ่งหลบเข้าข้างทาง
ภุชคินทร์วิ่งอยู่ในพงหญ้า แต่ต้องชะงักเมื่อร่างของนินจาสุรินทร์กระโดดแผล็วจากไหนไม่รู้มา
ยืนขวางหน้า สุรินทร์หัวเราะเยาะหยัน
“จะหนีทำไมคุณชาย แต่ถึงจะหนีก็หนีไม่พ้นหรอก...บอกแล้วไง ความตายไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด”
ภุชคินทร์มองไปเบื้องหน้า ตั้งสติจะหนี แต่สุรินทร์ใช้เท้าตวัดเตะเข้าที่ร่างภุชคินทร์เต็มแรง ภุชคินทร์สู้แต่สู้ไม่ได้ ถูกสุรินทร์อัดซะหลายครั้ง เท่านั้นร่างของภุชคินทร์ก็ร่วงผล็อย ล้มลงไป จังหวะนั้นงูใหญ่ตัวเดิมโผล่มา มันโกรธจัด พุ่งเข้าใส่ร่างของสุรินทร์ทันที แต่สุรินทร์ใช้ความเชี่ยวชาญแบบนินจาฉากหลบอย่างรวดเร็ว และควักมีดลงอาคมที่เหน็บในกระเป๋าอีกข้าง แทงใส่งูตัวนั้นเต็มแรง

ร่างของงูใหญ่สะดุ้ง เลือดพุ่งกระฉูด แต่ไม่ถอย มันหันมามองสุรินทร์ตาขวาง โกรธมากทั้งที่เจ็บปวดสุดใจ

งูใหญ่พุ่งเข้าหาสุรินทร์ แต่อำนาจที่ตามมาใช้ปืนยิงใส่โดนจังๆ น่าแปลกที่งูตัวนั้นไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด

สุรินทร์ตะโกนบอก “มันเป็นงูปิศาจ!” ร้องตะโกนเสียงเข้มกว่าเดิม “และงูปีศาจมันต้องเจอ มีดลงอาคมอย่างนี้”
สุรินทร์เงื้อมีดขึ้น จ้องมองพญางูตัวนั้นแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน งูตัวนั้นจ้องตาตอบพร้อมสู้
“เก่งนักรึมึง”
สุรินทร์ใช้มีดเป็นอาวุธต่อสู้กับงูอย่างแคล่วคล่อง งูฉก สุรินทร์หลบเอามีดจ้วงใส่ ผลัดกันรุกผลัดกันรับ
ส่วนด้านนอกถนน กลุ่มของผู้พันนรินทร์นำทางเข้ามา ท่าทางทุกคนร้อนใจ
ขณะที่ด้านใน งูยิ่งโกรธ มันพุ่งหัวเข้ามาฉกที่ต้นแขนสุรินทร์ สุรินทร์ก็ใช้มีดอาคมปักใส่
ร่างงู มันตาค้างเจ็บปวดมาก สองคนไม่ยอมกัน เสียงสวบสาปฝีเท้าย่ำมา อำนาจบอกเบาแต่เข้ม
“มีคนมา”
เท่านั้นงูใหญ่ตัวนั้นก็ชะงัก ก่อนจะผละตัวเลื้อยออกไป สุรินทร์บอก
“หนีเร็ว”
“แล้วแก”
“ฉันเอาตัวรอดได้ รีบหนีไป”
อำนาจรีบหลบไปอย่างรวดเร็ว สุรินทร์ใช้มีดลงอาคมปักฉึกเข้าตรงบาดแผลของตัวเอง งัด
เอาเลือดปนพิษของงูออกมา ทันทีที่เลือดไหลออก สุรินทร์มีท่าทีคลายเจ็บปวดลง แต่ตาของเขาวาวโรจน์โกรธมาก และตามรอยงูตัวนั้นไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งร่างของภุชคินทร์นอนกองอยู่ตรงนั้น

ทุกคนตามรอยเท้าและเลือดของภุชคินทร์เข้ามาในป่า จนพบร่างของภุชคินทร์นอนหมดสติอยู่ ทุกคนมองตกใจ ภิงคารรีบวิ่งไปประคองภุชคินทร์
“ชายๆ”
ไพศิษฐ์เอามือตรวจดู จมูก ชีพจร “นายชายยังไม่ตาย”
นาถสุดาดีใจมาก “ครุฑธิการต้องช่วยคุณชายไว้แน่ๆ”
“รีบพาคุณชายส่งโรงพยาบาลเร็วครับ” นรินทร์ได้สติก่อนใคร
ภิงคารกับไพศิษฐ์ตรงเข้าประคองร่างภุชคินทร์ ผู้พันนรินทร์กวาดสายตามองเข้าไปในป่า สายตามีความเป็นห่วงปน นาถสุดาถาม
“มีอะไรเหรอคะพ่อ”
“มีคนเจ็บอยู่ตรงนั้น” ผู้เป็นพ่อบอก
ภิงคาร กับไพศิษฐ์ที่ประคองภุชคินทร์หันกลับมาดู นาถสุดาบอกไพศิษฐ์
“คุณศิษฐ์ไปกับพ่อนะคะ เดี๋ยวนาถพาคุณชายไปโรงพยาบาลเอง”
ไพศิษฐ์พยักหน้า นาถสุดามาช่วยภิงคารประคองภุชคินทร์ออกไป ผู้พันนรินทร์มุ่งหน้าเข้าไปในราวป่ามีไพศิษฐ์ตามไป

งูใหญ่เลื้อยมาในป่า ร่างกายสะบักสะบอม ท่าทางมันบาดเจ็บสาหัส เลือดที่ออกมาดำคล้ำแลดูน่ากลัว งูนั้นหยุดเลื้อย ก่อนค่อยๆ กลายร่างเป็นเจ้าอุรคา ที่หน้าซีดเจ็บปวดมาก
“ไม่...ไม่ใช่เวลานี้ มีดอาคมทำลายตัวข้าไม่ได้ ไม่ได้!”
เจ้าอุรคาหลับตาตั้งสมาธิพึมพำร่ายคาถาให้กลับคืนร่างงูตามเดิม แต่อ่อนแรงเต็มที เสียงฝีเท้าย่ำใกล้เข้ามา สมาธิเจ้าอุรคาแตกหันกลับไป เห็นสุรินทร์เดินมา สุรินทร์เองก็เห็นร่างเจ้าอุรคาที่ช่วงบนเป็นคนแต่ด้านล่างเป็นงู สองคนตะลึง เจ้าอุรคาอาศัยช่วงนั้นเลื้อยหนีไป สุรินทร์ตะโกนก้อง
“ยังไงแกก็หนีไม่รอดหรอกนังปีศาจ”
สุรินทร์ถือมีดตามเจ้าอุรคาไปรวดเร็ว
ไพศิษฐ์กับนรินทร์ที่เดินตามมา เงี่ยหูฟัง
“มีเสียงคน”
พันเอกนรินทร์ร้อนใจชี้บอกทาง “ทางนั้น”
ไพศิษฐ์ยกปืนขึ้นตะโกน
“นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ใครอยู่ตรงนั้นออกมา”
ร่างของสุรินทร์ชะงัก เสียงฝีเท้าย่ำใกล้เข้ามา สุรินทร์มองตามร่างของเจ้าอุรคาอย่าง
เสียดายก่อนจะวิ่งหนีฟึ่บๆๆๆ ลับหายไป
ไพศิษฐ์กับผู้พันนรินทร์ตามมา แต่ไม่เห็นใคร
“มันหนีไปแล้ว”
พันเอกนรินทร์กวาดสายตามอง แล้วเห็นเลือดสีดำคล้ำเป็นหย่อมๆ ไพศิษฐ์เข้ามาดู
“เลือด! แต่เหมือนไม่ใช่เลือดคน”
“ใช่! ไม่ใช่เลือดคน”
“แล้วมันเลือดอะไรครับ”

พันเอกนรินทร์เงียบไปไม่ยอมตอบ สายตาฉายชัดว่าทั้งกังวลและเป็นห่วงเจ้าอุรคาในร่างงูใหญ่ตัวนั้นมาก!

เวลาต่อมา เจ้าอุรคากลับมาที่เฮือนภูจำปาในสภาพสะบักสะบอมเลือดโทรมกาย โผเผเข้ามาในห้องลับ ด้วยท่าทางเจ็บปวดแลดูน่าสงสารมาก ชรายุเห็นก็ตกใจปราดเข้ามาหาอย่างเป็นห่วง

“เจ้า”
จังหวะนั้นเองยมนาก็ปรากฏกายขึ้นพร้อมบอกเสียงดังในท่าทีฉุนเฉียว
“ข้าเตือนเจ้าแล้วอุรคาเทวี ข้าเตือนเจ้าแล้ว!! เหตุใดถึงไม่ฟังข้าเลย” ดูเหมือนยมนาจะโกรธจัดถึงกับเปลี่ยนสรรพนามจากปกติที่ใช้ เรา และท่าน
“แล้วท่านจะให้ข้ายืนมองท่านภุชเคนทร์ต้องตายเพราะน้ำมือคนชั่วหรอกหรือ”
“สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”
เจ้าอุรคาเดือดดาลตวาดก้อง “ไม่! ท่านภุชเคนทร์ไม่เคยทำร้ายใคร ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะพญา
สุบรรณคนเดียว พญาสุบรรณต้องชดใช้กรรมนั้น”
เจ้าอุรคาตะโกนก้อง เจ็บปวดคับแค้นใจมาก

เช้าวันต่อมา ภุชคินทร์ฟื้นแล้วแต่ยังนอนนิ่งอยู่บนเตียงในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล มีหม่อมภาณีกุมมือไว้ตลอดเวลา ท่าทางเป็นห่วงบุตรชายมาก
“เฮ้อ! แม่อยากรู้จริงๆ ว่าใครทำร้ายลูกแม่? มิน่าคืนนั้นแม่สังหรณ์ใจแปลกๆ”
ภิงคาร เอ่ยขึ้น “เท่าที่ผมกับศิษฐ์ตรวจดูที่เกิดเหตุ แทบไม่มีร่องรอยอะไรเลยครับพี่ภาณี จะมีแค่รอยเท้าของนายชายคนเดียว”
“มันจะเป็นไปได้ยังไง” หม่อมภาณีไม่อยากเชื่อเลย
ไพศิษฐ์เสริมขึ้น “เท่าที่ผมกับท่านภิงคารลองสันนิษฐานดู ก็อาจจะเป็นพวกนินจัตสุ กลุ่มเดิมหรือว่าไง นายชาย?”
“ใช่...กลุ่มนินจัตสุ” ภุชคินทร์ที่นอนลืมตามองเพดาน ครุ่นคิดหนัก “แต่น่าแปลก ฉันคิดว่ามีงูตัวใหญ่มาช่วยฉันไว้”
คราวนี้ทุกคนมองหน้ากัน นาถสุดาโพล่งขึ้น
“งูหรือคะ? แล้ว...พลอยครุฑธิการ”
ภิงคารยื่นครุฑธิการออกมา “ผู้การนรินทร์บอก...พลอยครุฑธิการจะคุ้มครองชายได้”
หม่อมภาณีหันมามองครุฑธิการในมือของภิงคารอย่างตกตะลึง พร้อมกับเอื้อมมาหยิบเอาไป
“พลอย...พลอยที่ท่านพ่อเคยให้ชาย...มันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“เจ้าอุรคาให้ผม” ภุชคินทร์เอ่ยขึ้น
หม่อมภาณีเงียบ อึ้งไป เจ้าอุรคาได้มายังไง ขณะที่นาถสุดาบอก
“แต่ที่นาถเจอ มันอยู่กับคุณฟีบี้ และคุณฟีบี้ก็บอกว่าคุณชาย ให้พลอยครุฑธิการกับเธอค่ะ”
พอได้ฟังภุชคินทร์ก็มีสีหน้าเครียดเคร่งขึ้นมาทันที และโกรธเฟื่องวลีมาก

ฝ่ายสองแม่ลูกอยู่ในห้องนอน เฟื่องวลีตีอกชกหัวท่าทีกลุ้มใจมาก
“ตายๆๆๆๆ ถ้าพี่ชายรู้เรื่องพลอยนั่นว่ามาอยู่กับเรา เราจะทำยังไงคะคุณแม่”
เฟื่องฟ้าบอกหน้าตาเฉย “ก็...แก้ตัวไป”
“จะแก้ตัวได้ยังไงคะ? ฟีบี้เข้าไปขโมยของในห้องเค้า”
“ไหนหลักฐาน....ห้องคุณชายมีหลักฐานมีกล้องวงจรปิดหรือไง? ลูกก็บอกไปสิว่าเดินเล่นในวังแล้วเก็บได้ก็แค่นั้น” เฟื่องฟ้าสอนลูก
“แล้วพี่ชายจะรู้สึกกับฟีบี้ยังไง เค้าต้องเกลียดฟีบี้แน่ๆ เลย เค้าต้องไม่เลือกฟีบี้เป็นแฟนแน่ๆ”
“ทั้งโลกมีคุณชายภุชคินทร์เป็นผู้ชายคนเดียวหรือไง”
เฟื่องวลีนิ่งฟัง เฟื่องฟ้าพูดต่อ
“บอกตรงๆ ตอนนี้แม่ไม่อยากได้คุณชายมาเป็นเขยแล้วล่ะ แม่กลัวผีงู มันจะมาทวงของๆ มันคืน”
เฟื่องวลีแหยงๆ “แสดงว่าพี่ชายมีเมียเป็นผีหรือคะ”
“แม่ก็ไม่รู้...แต่แม่ยังจำได้ติดตาเลยนะ ที่งูมีหน้าเป็นเจ้าอุรคาน่ะ...แล้วแม่ก็ยังจำได้...ว่างูหน้าผีที่เราเห็นในพุ่มไม้วันนั้นน่ะ หน้าตามันเหมือนคนติดตามเจ้าอุรคาชัดๆ”
“คนติดตามเจ้าอุรคา”
เฟื่องวลีนึกถึงตอนที่ชรายุโผล่พรวดมาตรงหน้าในงานครั้งก่อน เฟื่องวลีจำได้ปากคอสั่น
“จริงด้วยค่ะคุณแม่...ผีหน้างูตัวนั้น หน้ามันเหมือนคนติดตามเจ้าอุรคาจริงๆ ด้วย”
สองแม่ลูกมองหน้ากันท่าทางกลัวมาก
สองคนไม่รู้ว่าเวลาเดียวกันที่เฮือนภูจำปา ท่ามกลางบรรยากาศน่ากลัว ชรายุที่หัวเป็นคน ตัวเป็นงูหัวเราะก้องแบบสาแก่ใจชอบใจมาก

ตกคืนนั้น ภุชคินทร์เดินออกมาที่บริเวณระเบียงด้านนอก ท่าทางครุ่นคิด ไพศิษฐ์เดินตามออกมา
“ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ะ ตอนที่ตามหานาย ทุกคนเห็นแสงประหลาดพุ่งมาจากพลอยครุฑธิการ” ไพศิษฐ์พูดยิ้มๆ “ว่าที่พ่อตาฉัน...ขลังจริงๆ ท่านบอกว่าครุฑธิการปกป้องนายได้”
“ตอนที่เจ้าอุรคาให้พลอยครุฑธิการกับฉัน เจ้าเองก็บอกอย่างนั้น” ภุชคินทร์นึกขึ้นได้
ไพศิษฐ์หรี่ตามอง เพราะไม่เคยรู้ “เจ้าอุรคาให้นาย งั้นเจ้าของครุฑธิการตัวจริงก็ต้องเป็นเจ้าอุรคา”
ภุชคินทร์ฟังแล้วฉงน “ทำไมเหรอ”
“ฉันกับคุณนาถไปที่วัด...หลวงพ่อท่านฝากบอกกับคุณฟีบี้ ให้เอาครุฑธิการไปคืน เจ้าของ เพราะเจ้าของเค้าหวงมาก”
สองหนุ่มมองหน้ากันตะลึง คาดไม่ถึง ไพศิษฐ์เริ่มหัวเราะไม่ออก
“เจ้าอุรคาไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ ด้วย...และที่เธอเข้ามาใกล้นายก็เพราะต้องการอะไรบางอย่างจากนาย นายคิดสิชาย...ว่านายเคยทำอะไรกับเจ้าอุรคา นายเคยเกี่ยวพันอะไรกับเจ้าบ้าง...ทำไมเจ้าต้องตามติดนายตลอดเวลา”
ภุชคินทร์หน้าเครียดท่าทางปวดหัว “ฉันคิดไม่ออกจริงๆ ศิษฐ์ ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าระหว่างฉันกับเจ้าอุรคาเกี่ยวข้องเกี่ยวพันอะไรกัน” ราชนิกูลหนุ่มพูดเหมือนเพ้อๆ เหม่อลอย “ทุกครั้งที่ฉันคิด...ฉันเห็นแต่น้ำ...ฉันเห็นพญานาค...ฉันเห็นแต่เลือด ความเจ็บปวด”
ขณะพูดไปภุชคินทร์นึกเห็นภาพตามคำพูดของตนไปด้วย ภุชคินทร์หายใจรัว หอบถี่ เหมือนตกอยู่ใฝนภวังค์ และถูกดึงลงไปอีก
โดยเฉพาะภาพตอนพญานาคถูกพญาครุฑจิกกัดอย่างรุนแรง พญานาคเจ็บปวด ร่างกายฉีกขาดออกจากกัน ภุชคินทร์เอามือกุมหัว ร้องครวญคราง
“ฉันเจ็บปวดเหลือเกิน...เจ็บปวดเหลือเกินศิษฐ์ เจ็บ”
ภุชคินทร์พูดได้แค่นั้นร่างก็โงนเงนหมดสติล้มลง ไพศิษฐ์ตกใจมาก
“ชายๆๆๆ”

ไพศิษฐ์รีบประคองร่างของภุชคินทร์พาเข้าไปด้านในห้องอย่างรวดเร็ว

ภุชคินทร์ฝันถึงเหตุการณ์เดิมๆ อีก ยินเสียงน้ำกระเพื่อมดังเข้ามาจากค่อยๆ แล้วกระเพื่อมหนักขึ้นๆ ฟังดูวังเวงหลอนๆ ทั่วท้องน้ำท่ามกลางความเงียบสงัดของลำน้ำโขง

เห็นพญาสุบรรณตรงไปฉีกทึ้งร่างของนาเคนทร์นาคราชด้วยความโกรธแค้น ร่างของภุชเคนทร์ชุ่มโชกไปด้วยเลือด และเลือดนั้นไหลลงน้ำไม่ขาดสาย ภุชเคนทร์เจ็บปวดแทบขาดใจ พญาสุบรรณตะโกนก้อง
“จำไว้...เจ้าไม่มีทางแย่งอุรคาเทวีไปจากข้าได้”
อุรคาเทวีในร่างมนุษย์ประคองร่างภุชเคนทร์เอาไว้ ต่อว่าพญาสุบรรณอย่างเกรี้ยวกราด
“ไม่ว่าภพชาติไหน? ข้าก็ไม่มีวันรักคนใจร้ายใจดำเยี่ยงท่าน” อุรคาเทวีร้องไห้กอดภุชเคนทร์นาคราชด้วยความรัก “อย่าจากเราไป ท่านภุชเคนทร์อย่าจากเราไป”
ภุชเคนทร์ใกล้จะขาดใจตายลุกทุกทีๆ “ข้าไม่อยากจากท่าน...แต่ข้าเจ็บปวดเหลือเกิน....ข้าขอสาบาน...เกิดไม่ว่าภพชาติไหน ข้าจะไม่ขอเกิดเป็นนาคาอีก..ข้าจะไม่ขอเกิดเป็นนาคาอีก....”
ภุชเคนทร์พูดได้แค่นั้นก็แน่นิ่งขาดใจตายทันที อุรคาเทวีร่ำร้องครวญคร่ำปานจะขาดใจ
“ไม่...”

ที่วังนาเคนทร์ นารีวรรณหาวหวอดๆ ขณะนั่งอ่านตำรานาคีเทวี จากไอแพดบนเตียงในห้องนอน ท่าทีอินจัด
“พญาครุฑทำไมนิสัยไม่ดีอย่างนี้ เค้าไม่รักตัวแท้ๆ ยังจะมาตามรังควานเค้าอีก นี่ถ้าตำนานนาคีเทวีมีจริงๆ หนูนาจะไปช่วย...นาคา เอามีดสับกะโหลกครุฑบ้านั่นจริงๆ เชียวอีตาครุฑบ้าเอ๊ย!”
นารีวรรณคลิกเลือนไปดูหน้าอื่นในเน็ตต่อ หมดความสนใจแค่นั้น

สุบรรณอาละวาด โกรธแค้นเอามากๆ หลังรู้เรื่องในตอนเช้าวันต่อมา
“ทำไม? ทำไมไอ้คุณชายมันถึงไม่ตาย?”
“มีคนมาช่วยมันไว้ครับนาย”
สุบรรณขึ้นเสียง “ใคร”
“ผมไม่ทราบ รีบหนีออกมาก่อน”
สุบรรณตบหน้าอำนาจเต็มแรงเสียงดังผลัวะ “ทำไมแกขี้ขลาดอย่างนี้อำนาจ” ตาของสุบรรณวาววับขณะถาม "แกไม่อยากทำใช่มั้ย? แกไม่อยากฆ่าไอ้คุณชายใช่มั้ย”
“ผมกลัวเรื่องมันจะมาถึงนาย”
“จะมาถึงฉันได้ยังไง? พอแกจัดการมัน แกก็เก็บกวาดให้มันเรียบร้อยแค่นี้ก็หมดเรื่อง หรือจะให้ฉันจัดการเอง”
“ผมทำได้ครับนาย”
“งั้นก็รีบไปจัดการซะ”
“อีกเรื่องหนึ่งครับ ผมรู้สึกมีอะไรบางอย่างคอยปกป้องคุณชายอยู่”
สุบรรณเยาะหยัน “อะไร? แกจะแหกตาฉันเรื่องอะไร”
“ทุกครั้งที่เกิดเรื่องจะมีงูมาช่วยคุณชาย แล้วก็เป็นงูตัวเดิม”
คราวนี้สุบรรณนิ่ง ฟัง เพราะตนก็เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้อยู่เหมือนกัน
“แกพูดยังกับงูมันรู้เรื่อง ฟังภาษาคนได้งั้นแหละ”
จังหวะนั้นมีเสียงสุรินทร์แทรกขึ้น “ได้ครับนาย...เพราะมันไม่ใช่งูธรรมดาแต่มันเป็นงูปีศาจ...และผมก็เห็นไอ้งูปีศาจตัวนั้น มีหน้าตาเหมือนเจ้าอุรคา”
สุบรรณหันมามองสุรินทร์นิ่งอึ้ง ใจเต้นไม่เป็นส่ำ ห่วงเจ้าอุรคาโดยไม่รู้ตัว

สุบรรณร้อนใจขับรถมาจอดหน้าเฮือนภูจำปา แล้วก้าวลงมาเร็วรี่จะเดินเข้าไปด้านใน แต่เจอชรายุ ขวางไว้และบอก
“วันนี้เจ้าไม่สบาย”
“ก็ดี...ฉันจะได้ถือโอกาสมาดูแลเจ้า”
ชรายุยิ้มเยาะ “แต่ฉันไม่คิดว่าคนอย่างท่านสุบรรณอยากจะดูแลใคร ที่ท่านมา...เพราะอยากรู้ว่าเจ้าอุรคาบาดเจ็บ ตามที่ลูกน้องท่านบอกหรือเปล่า”
สุบรรณตกใจที่ชรายุอ่านใจตนออก ชรายุยิ้มเหมือนรู้ทุกอย่าง และบอกต่ออีก
“ใช่...เจ้าบาดเจ็บ...แต่บาดเจ็บเพราะใคร...ท่านน่าจะรู้....” ชรายุพูดเสียงเข้ม “เลิกทำตัวเช่นนี้ซะเถอะท่านสุบรรณ เลิกทำตัวเช่นนี้ซะเถอะท่านสุบรรณ”
เสียงของชรายุดังก้องอยู่อย่างนั้น สุบรรณเอามือปิดหูไว้ แต่เสียงของชรายุกลับดังก้องหูอยู่อย่างนั้น จนสุบรรณล้มลงไปที่พื้นบริเวณนั้น ซึ่งมีต้นพญานาคราชชูช่ออยู่

พอสุบรรณลืมตาตื่นขึ้นมา ก็เห็นว่าตนนอนอยู่ที่บ้านของนาถสุดา สุบรรณทะลึ่งพรวดขึ้น และเห็นนาถสุดานั่งอยู่ กำลังเอาผ้าเย็นเช็ดหน้าให้
“ยัยนาถ”
“ก็นาถน่ะสิคะ...พี่สุบรรณคิดว่าใครล่ะ”
สุบรรณทำท่างงๆ “พี่จำได้ว่าพี่ไปบ้านเจ้าอุรคา”
นาถสุดามองอย่างงวยงง “แต่ที่นาถเห็น...พี่สุบรรณนอนหมดสติอยู่ข้างต้นพญานาคราชในสวนนะคะ”
สุบรรณทำหน้างงหนัก พึมพำ “เป็นไปได้ยังไง”
จู่ๆ สุบรรณผุดลุกขึ้น นาถสุดาถามอย่างตกใจ
“พี่สุบรรณจะไปไหนคะ ยังไม่หายดีเดี๋ยวก็หน้ามืดอีกหรอก”
สุบรรณไม่ตอบเดินลิ่วออกไป พันเอกนรินทร์เดินออกมาด้วยใบหน้านิ่งสงบ นาถสุดาโอดครวญกับพ่อ
“พี่สุบรรณเป็นอะไรไม่รู้ค่ะพ่อ เป็นลมอยู่แท้ๆ จู่ๆ ก็ลุกพรวดเดินออกไป”
“สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ไม่มีใครหนีการกระทำของตัวเองได้พ้น” ผู้พันนอกราชการพูดลอยๆ
นาถสุดายิ่งสงสัย “พี่สุบรรณทำอะไร? คุณพ่อกำลังจะบอกว่า พี่สุบรรณจะมีเคราะห์หรือคะ”
นาถสุดาหน้าซีดเผือด เป็นห่วงสุบรรณมาก ผู้พันนรินทร์เดินกลับเข้าไปด้านใน ขณะที่นาถสุดาคว้ากุญแจเดินแกมวิ่งลักษณะย่องออกไป พันเอกนรินทร์หันมามองลูกสาวพลางส่ายหน้า

“รวมทั้งลูกเหมือนกัน นาถสุดา”

มณีสวาท ตอนที่ 6 (ต่อ)

นาถสุดาขับรถตามรถสุบรรณมา แต่จู่ๆ ก็มีรถคันหนึ่งมาบังข้างหน้าเอาไว้ นาถสุดาเลยตามไม่ทันเลยคลาดกับสุบรรณไป

“อะไรกันตามมาติดๆ พี่สุบรรณขับรถไปทางไหนเนี่ย”
นาถสุดาตัดสินใจเบี่ยงรถไปทางด้านอื่น ทั้งที่รถของสุบรรณอยู่ด้านหน้านั่นเอง แต่
นาถสุดาไม่เห็น

สุบรรณขับรถมาตามทางด้วยความเร็วสูง ส่วนด้านหลังอากร และสมศักดิ์ สมุนคู่ใจของเสี่ยทรงยศขับรถที่ติดฟิล์มหนาทึบตามมา อากรคุยโทรศัพท์ผ่านลบูทูธ
“ตามเป้าหมายอยู่ครับเสี่ย...รับรองหนนี้ไม่พลาด”
สองคนยิ้มเหี้ยมให้กัน ขณะขับรถตามสุบรรณไป
ทางด้านสุบรรณ ถามตัวเองด้วยความงุนงง
“เรามาอยู่ที่บ้านนาถยังไง ในเมื่อ...เราไปหาเจ้าอุรคา”
สุบรรณเร่งเครื่องเร็วอีก ไม่ได้สนใจว่ามีใครขับรถตามมา อากรกับสมศักดิ์ได้ใจขับรถตามมา
ติดๆ คราวนี้นัยน์ตาเหยี่ยวของสุบรรณมองเห็น เขารีบควักมือเข้าไปในอกเสื้อจะหยิบปืนคู่ใจออกมา แต่อากรเลื่อนกระจกรถลง และยื่นปืนออกมา โดยไม่รอช้ากระสุนปืนพุ่งฝ่าความมืดตรงเข้ารถสุบรรณจังๆ
สุบรรณหักรถหลบก่อนจะควักปืนออกมายิงต่อสู้ ทว่ากระสุนทุกนัดถูกเบี่ยงเบนทิศทางอย่างน่าอัศจรรย์ใจด้วยอำนาจของเจ้าอุรคา มันไม่เฉียดอากรและสมศักดิ์เลยแม้แต่นิดเดียว
อากรยกปืนขึ้นเตรียมยิงสวนกลับทันใดก็ร้องโวยวาย
อากรตกใจร้องลั่น “เฮ้ย”
สมศักดิ์ด่า “จะแหกปากร้องทำไมวะ”
“มะ..มือฉัน”
สมศักดิ์มองตาม เห็นมีมือของใครคนหนึ่งจับมือของอากรบังคับให้ยิงเข้าใส่ตรงรถสุบรรณ ตำแหน่งที่สุบรรณอยู่หลายต่อหลายนัด สุบรรณสะดุ้งเมื่อกระสุนพุ่งเข้าใส่ร่าง
สุบรรณร้อง “โอ๊ย”
อากรตกใจมาก
“ผี...ผี...เผ่นโว้ย”
รถของอากรกับสมศักดิ์ แล่นฝ่าความมืดหนีไปอย่างรวดเร็ว
สุบรรณจอดรถ ข่มความเจ็บปวดเอาไว้ ไม่น่าเชื่อที่เขาเห็นร่างเจ้าอุรคาปรากฏขึ้นมาอย่างลางเลือนตรงหน้า
“เจ้าอุรคา”
สุบรรณพูดได้แค่นั้นก็หมดสติลง เจ้าอุรคามองสุบรรณอย่างสาแก่ใจ

ไพศิษฐ์กำลังเช็คงานวุ่นอยู่ในห้องทำงานที่สน.
“ไม่เห็นจะมีอะไรคืบหน้า ทั้งเจ้าอุรคาทั้งพวกนินจัตสุ”
อยู่ๆ จ่าชิดวิ่งเข้ามาหน้าตาตื่นเข้ามา “ผู้กองครับ”
“อะไรจ่า?”
“ท่านสุบรรณถูกลอบยิงครับ”
สีหน้าของไพศิษฐ์ตกใจมาก

ไม่นานนัก ตรงบริเวณที่เกิดเหตุข้างทางถูกกั้นห้ามเข้า ไว้เป็นพื้นที่การทำงานของเจ้าหน้าที่ ร่างของสุบรรณถูกหามส่งรถโรงพยาบาล
จ่าชิดบ่นอุบ “ถนนสายนี้เป็นไร เกิดอุบัติเหตุบ่อยซะจริง”
“ไม่มีอาถรรพ์อะไรหรอกน่าจ่า...ไม่ต้องมาหาเหตุ” ไพศิษฐ์เย้า
“มันก็ไม่แน่นะครับผู้กอง ที่ไหน มีคนตายบ่อยๆ ที่นั่นก็มักจะมีตัวตายตัวแทน”
จ่าชิดพูดแค่นั้นก็เดินเลี่ยงไปทำงาน ไพศิษฐ์หน้าเคร่ง บ่นบอกตัวเอง
“ไม่รู้ว่าใครเป็นตัวตายตัวแทน แต่ท่านรัฐมนตรี ถูกยิง เจอศึกหนักทั้งงานราษฎร์ งานหลวงแน่
ไพศิษฐ์”
ขณะที่ไพศิษฐ์เดินไปสำรวจพื้นที่เกิดเหตุ ในหางตาเหลือบเห็นเจ้าอุรคากับยมนายืนอยู่ไพศิษฐ์หันกลับมามองอีก แต่ไม่เห็นใครแล้ว ไพศิษฐ์ใจเต้นรัว ได้แต่ถามตัวเอง
“อะไรอีกวะเนี่ย?”
ไพศิษฐ์หันกลับไป คราวนี้ต้องสะดุ้งโหยง เมื่อจ่าชิดยืนอยู่ระยะประชิดไพศิษฐ์ร้องลั่น
“เฮ้ย”
“เฮ้ย! อะไรครับผู้กอง? ผมไม่ใช่ผีซักหน่อย เอ๊ะ!!หรือว่าตะกี้ผู้กองเห็นผี ยืนตัวแข็งทื่อเป็น
หินเชียว” จ่าชิดแซวหัวหน้า
“เปล่าไม่เห็นอะไร”
จ่าชิดบ่นไม่เลิกตามประสา “ไม่เห็นอะไร แล้วก็ทำหน้ายังกั๊บเห็นผี!”
ไพศิษฐ์ปราม “จ่า...”
“คร้าบ..ไปทำงานคร้าบ”

จ่าชิดวิ่งไปทำงานต่อ ไพศิษฐ์กวาดสายตามองดูรอบๆ แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

ส่วนที่ด้านหลังไพศิษฐ์ เจ้าอุรคากับยมนาปรากฏกายขึ้นอยู่ในเงาเลือนราง และมองดูเหตุการณ์กันอยู่ ก่อนที่ร่างทั้งสองร่างจะหายวับไป นาถสุดาจอดรถแล้ววิ่งลงมาเรียกเสียงดัง

“คุณศิษฐ์”
“นาถ มาได้ยังไง”
“นาถขับรถตามพี่สุบรรณ แต่แล้วจู่ๆ รถพี่สุบรรณก็หายไปไหนก็ไม่รู้...นาถเลยวนกลับรถมาดูใหม่ แล้วนี่เกิดเรื่องอะไรคะ”
ไพศิษฐ์ลังเลนิดๆ ก่อนบอก “ท่านสุบรรณถูกยิง”
“พี่สุบรรณถูกยิง”
สีหน้านาถสุดาเป็นห่วงสุบรรณอย่างมาก

ไม่นานต่อมาที่หน้าห้องฉุกเฉินคืนนั้น นาถสุดามีสีหน้าแววตาที่เป็นกังวลห่วงสุบรรณ ขณะถามผู้เป็นบิดา
“เป็นอย่างที่พ่อพูดจริงๆ พี่สุบรรณกำลังมีเคราะห์ แล้ว..แล้วพี่สุบรรณจะเป็นอะไรมากกว่านี้หรือเปล่าคะคุณพ่อ”
“แค่นาถไม่เป็นอะไร พ่อก็ดีใจแล้วลูก” นรินทร์เลี่ยงตอบ
“แปลว่า..นาถก็มีเคราะห์ร้ายเหมือนกันเหรอคะคุณพ่อ”
ไพศิษฐ์เห็นแฟนสาวออกอาการนอยด์จึงตัดบท “ไม่เอาน่านาถ...จะมาซักอะไรกันตอนนี้”
“ก็นาถอยากรู้...” นาถสุดามองบิดาด้วยแววตาเว้าวอน “พ่อรู้อะไร พ่อพูดมาสิคะ พ่อบอกนาถมาสิคะไม่ใช่อ้ำๆ อึ้งๆ พูดเป็นปริศนาอย่างนี้”
“นาถ...ใจเย็นๆ...ตั้งสติ...พ่อไม่ใช่ผู้วิเศษ พ่อบอกนาถได้อย่างเดียวก็คือ...ใครทำกรรมอะไรไว้ก็ต้องได้อย่างนั้น และความดีนี่แหละที่จะปกป้องทุกคน”
นาถสุดานิ่งคิด สีหน้ามีแต่ความลังเล ว้าวุ่นใจ

ขณะเดียวกันภายในเฮือนภูจำปา เจ้าอุรคาปรายตามองไปทางยมนา ถูกยมนาติเตียนเสียงดุ
“เจ้าคงรู้ตัวนะอุรคาเทวีว่าทำอะไรลงไป”
“ข้าไม่ได้ละเมิดอำนาจของท่าน เพียงแต่...”
ยมนาสวนคำออกมา “ช่วยนาถสุดา และทำร้ายพญาสุบรรณ”
“ข้าแค่คิดจะสั่งสอนเขาเท่านั้น” เจ้าอุรคาว่า
“แต่ข้ารู้..ว่าเจ้าจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ เจ้าต้องการทำลายเขา ทั้งๆ ที่รู้ว่าวันเวลาของเขายังมาไม่ถึง”
“ถ้าข้าคิดจะทำจริงๆ พญาสุบรรณคงตายไปนานแล้ว แต่นี่...ข้ายังให้โอกาส พาเขากลับไปยังบ้านนาถสุดา แต่ในที่สุดเขาก็รนออกมาหาที่เอง”
ยมนามีท่าทีอ่อนลง “ถ้าเรามาไม่ทัน ปืนกระบอกนั้นคงถูกบังคับให้ถูกเป้าหมายมากกว่านี้”
“ข้าบอกแล้วไง ข้าไม่คิดฆ่าเขา...คนใจร้ายใจดำอย่างพญาสุบรรณ ต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน ก่อนตายเขาต้องระลึกถึงสิ่งที่เขาทำกับข้า แล้วกล่าวคำขออภัยเมื่อนั้นข้าถึงจะยอมให้เขาตาย”
“อย่าลืม...ชาติภพเดิมเขาเป็นอะไร จะให้เขาคุกเข่าขอโทษเจ้า ย่อมเป็นไปไม่ได้”
เจ้าอุรคาโต้เสียงเข้มอย่างถือดี “แต่ข้าจะให้เขาทำให้ได้”
ยมนาระอานัก “อุรคาเทวี เจ้าคงลืมไปแล้ว ‘ไม่ถึงที่ตาย ไม่วายชีวาวาตม์ ใครพิฆาตเข่นฆ่าไม่
อาสัญ’ เป้าหมายความชิงชังของเจ้ายังไม่ถึงที่แตกดับ ถึงเจ้าจะใช้อำนาจอิทธิฤทธิ์ร้ายแรงเพียงใด เขาก็แคล้วคลาดไปได้ทุกครั้ง” ยมนากล่าวตอนนี้เน้นคำชัดเจน “เขายังไม่ถึงที่ตาย และเขาไม่มีทางขออภัยเจ้าเป็นอันขาด”
ขาดคำยมนาหายวับไปทันตา เจ้าอุรคามองขัดใจ
“ข้าไม่ยอม...ข้าไม่ยอม...ซักวัน พญาสุบรรณ ต้องคุกเข่าขออภัยข้าและท่านภุชเคนทร์”

เจ้าอุรคาตะโกนก้อง แค้นนี้ไม่มีทางสิ้นสุดจนกว่าจะได้ชำระสะสางเสร็จ

เวลาผ่านไป สุบรรณที่ตามตัวมีผ้าพันแผลจากการถูกยิง เดินเข้ามาในบ้าน ด้วยท่าทางองอาจเหมือนเดิม สุรินทร์แม้จะฉุนเฉียว แต่ก็ไม่กล้าออกตัวมาก

“ตกลง...นายจะไม่เอาเรื่องคนร้ายจริงๆ หรือครับ”
สุบรรณพยักหน้านิ่งๆ แต่เสียงเข้ม “ฮื่อ”
อำนาจนึกเป็นห่วง “ทำไมครับนาย? ในเมื่อตำรวจเค้าก็พร้อมช่วยนายเต็มที่”
“ฉันอยากรู้ตัวคนทำ ด้วยตัวฉันเอง” สุบรรณบอก
“ผมมั่นใจว่าเป็นไอ้พวกเสี่ยทรงยศแน่ๆ” อำนาจว่า
สุบรรณนิ่ง ท่าทีเหมือนคิดอะไรอยู่ สุรินทร์ถามอย่างรู้ทัน
“นายคิดว่าไม่ใช่...ใช่มั้ยครับ?”
สุบรรณนิ่งไปนิดก่อนตอบ “ตอนแรก ฉันคิดว่าใช่...แต่พอคนพวกนั้นไม่ได้บาดเจ็บอะไรเลย”
ขณะพูดสุบรรณนึกถึงตอนรู้ว่ากระสุนของตนไม่ถูกเป้าหมายแว้บๆ
สุรินทร์พูดเหมือนรู้อีก “ทั้งๆ ที่นักแม่นปืนอย่างนาย ไม่มีทางพลาดเป้าอย่างเด็ดขาด”
คราวนี้สุบรรณกับอำนาจหันมามองสุรินทร์กันเขม็ง สุรินทร์ยิ้มเจ้าเล่ห์ท่าทางเหมือนคนถือไพ่เหนือกว่า
“ผมบอกนายแล้วว่าเจ้าอุรคาไม่ใช่คนธรรมดา”
ถึงจะไม่ค่อยชอบหน้า แต่อำนาจก็ไม่เชื่อ “นายหมายความว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของเจ้าอุรคา”
“นายสุบรรณเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้ว่าใช่หรือไม่? เสน่ห์ของผู้หญิง ทำให้ผู้ชายถึงตายมานักต่อนักแล้วนะครับนาย”
สุบรรณนิ่งคิด สิ่งที่สุรินทร์พูด เริ่มก่อความสงสัยขึ้นมาในใจของสุบรรณเงียบๆ

คืนนั้น สุบรรณออกมาเดินเล่นในสวนหน้าบ้าน ท่าทางครุ่นคิดหนักใจ อำนาจเดินออกมาหาถามอย่างเกรงใจ “นายกำลังนึกถึง คำพูดของสุรินทร์”
สุบรรณนิ่งไปนิดก่อนบอก “คืนนั้น ฉันตั้งใจไปหาเจ้าอุรคา แต่ก็ไปไม่ถึง เกิดเรื่องบ้าๆ ขึ้นซะก่อน และที่บ้ากว่านั้น” สายตาประหวั่นแต่วางฟอร์มไม่กลัว “เหมือนอย่างที่สุรินทร์มันว่ากระสุนที่ฉันยิงออกไป ไม่ถูกเป้าหมายแม้แต่นัดเดียว....คนที่เจ็บกลับกลายเป็นฉัน” น้ำเสียงไม่มั่นใจนัก “มันเป็นได้ยังไงอำนาจ”
“นายกำลังสงสัยเจ้าอุรคา”
“ถ้าเป็นอย่างที่สุรินทร์พูด ฉันก็มีสิทธิ์พิสูจน์ไม่ใช่เหรออำนาจ”
อำนาจถามในท่าทีหวั่นๆ “แล้วถ้าเป็นเจ้าอุรคาจริงๆละครับ”
“ระหว่าง หัวใจ กับความยิ่งใหญ่ แกน่าจะรู้นี่อำนาจ ว่าฉันจะเลือกอะไร” สุบรรณ
ดวงตาของอำนาจหมองลง ท่าทางหนักใจ อีกมุมในสวนปรากฏเงาลางๆ ของใครคนหนึ่งขึ้นมา แต่งกายเหมือนนินจาอำพรางกาย ก่อนที่จะเห็นรูปร่างว่าเป็นของสุรินทร์อย่างชัดเจน ดวงตาของสุรินทร์มองหมิ่นสุบรรณตามเคย

ในห้องลับ เจ้าอุรคายืนนิ่ง ดวงตามีทั้งความเจ็บแค้น เจ็บปวด เหมือนจะใจอ่อนแต่ไม่
“ไม่ พญาสุบรรณ ไม่ว่าท่านจะทำอย่างไร ข้าก็ไม่มีวันใจอ่อน” เจ้าอุรคาเน้นคำ “รักต้องไม่ทำร้าย”
เจ้าอุรคาได้แต่บอก ย้ำเตือนความรู้สึกตัวเอง

ภุชคินทร์ออกจากโรงพยาบาลมาพักที่บ้านแล้ว แต่ท่าทางยังอิดโรยเดินขณะออกมานั่งที่เก้าอี้ในสวนกับผู้กองเพื่อนซี้ ไพศิษฐ์มองภุชคินทร์อย่างจับกิริยา
“ไง..โอเคมั้ย”
“ก็โอเคสิ...ฉันถึงกลับมาอยู่บ้าน นายถามทำไม”
ไพศิษฐ์มองจ้อง “ก็ วันนั้นนายแย่มาก ฉันกลัวว่านายจะทรุดลงไปอีก”
“วันไหน”
“ก็วันที่อยู่โรงพยาบาล แล้วฉันให้นายคิดถึงเจ้าอุรคาไง”
ภุชคินทร์ทำหน้าครุ่นคิดเหมือนคิดตามไปด้วย ขณะที่ไพศิษฐ์ว่าต่อ แอบสังเกตภุชคินทร์แบบลุ้นๆ
“นายคิดถึงเจ้า แล้วนายก็บอกว่าเห็นพญานาค เห็นน้ำ เห็นเลือด แล้วนายก็ทำท่าเจ็บปวดเหมือนกับจะขาดใจตายให้ได้ จนฉันต้องเรียกหมอมาดูนายไง”
ภุชคินทร์ถามเหมือนจำไม่ได้ “แล้วหมอว่ายังไง”
“หมอตรวจอาการไม่เจอ...” มองจ้องเพื่อนท่าทีงงๆ “นี่นายจำเหตุการณ์วันนั้นไม่ได้จริงๆ เหรอ”
ภุชคินทร์บอกท่าทีกลัวๆ อยู่เหมือนกัน “ฮื่อ จำไม่ได้”
ไพศิษฐ์มองภุชคินทร์ อย่างคนไม่อยากเชื่อ แต่เมื่อต้องมาเจอกับตัว ไพศิษฐ์ก็ว้าวุ่นใจ
“ฉันว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้วล่ะชาย”
“ไม่ธรรมดายังไง”
“ฉันว่านายต้องมีอะไรเกี่ยวพันกับเจ้าอุรคา เกี่ยวกับกับพญานาค กับความเจ็บปวดอะไรสักอย่างไม่อย่างนั้น ชีวิตนายไม่เกี่ยวพันกับเรื่องพวกนี้หรอก”
ไพศิษฐ์วิเคราะห์ตามเหตุผล สีหน้าของภุชคินทร์ตะลึง ครุ่นคิดตาม...เออมันก็จริง

ภุชคินทร์เดินเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนตรงไปที่โต๊ะทำงาน เปิดดูคอมพิวเตอร์ที่ตนเปิดค้างไว้ พยายามเซิร์ชข้อมูลที่เคยเจอ ตำนานพญานาค แต่หายังไงก็ไม่พบ ภุชคินทร์นิ่วหน้า
“เราหาไม่เจอจริงๆ”
ภุชคินทร์ลองเซิร์ชหาข้อมูลอีก ระหว่างนั้นมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ แล้วนารีวรรณก็เดินเข้ามาพร้อมเครื่องดื่ม
“คุณแม่ให้เอาน้ำขิงมาให้พี่ชายคะ...” มองดูพี่ชายเห็นหน้าเครียดๆ ก็สงสัย “พี่ชายหาอะไรหรือคะ”
“ตำนานนาคี แต่พี่หายังไง พี่ก็หาไม่เจอ”
นารีวรรณทำหน้างง “ไม่เจอได้ยังไงคะ หลายวันก่อน หนูนายังหาเจอเลย”
ภุชคินทร์มองน้องสาวอย่างงุนงงสงสัย ส่วนนารีวรรณก็มองพี่ชาย งงหนักเข้าไปอีก
“มะ….หนูนาช่วยพี่ชายหาค่ะ” นารีวรรณนั่งลงเซิร์ชพลางเล่า “ยิ่งอ่านบทความในนั้น หนูนาก็ยิ่งเกลียดพญาครุฑมากเท่านั้น”
“ทำไม”
“ก็พญาครุฑนิสัยไม่ดีนี่คะ ฆ่าพญานาคจนตาย”
“ทำไมต้องฆ่า”
“ก็...พญาครุฑเขารักนาคีเทวี แต่นาคีเทวีไม่รัก ไปรักนาคา พญาครุฑโกรธ เลยพยายามหาทางแยกทั้งคู่ออกจากกันแต่ก็แยกไม่ได้เพราะนาคีเทวีกับนาคารักกันมาก พญาครุฑก็เลยฆ่านาคา นาคาต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน แต่นาคีเทวีก็ไม่ยอมรักพญาครุฑ นาคีเทวีบอก...ไม่ว่าชาติไหน ก็จะรักแต่นาคาคนรักของเธอแต่เพียงผู้เดียว ตอนอ่านนะคะ หนูนาโมโห๊โมโหพญาครุฑ เค้าไม่รักตัวแท้ๆ ยังจะตามรังควานอีก ยังคิดเลย นี่ถ้าเป็นเรื่องจริง หนูนาจะเอามีดสับกะโหลกอีกตาครุฑบ้านั่นเลย”
ภุชคินทร์ตะลึง ฟังไปด้วย คิดตามไปด้วย ในขณะที่นารีวรรณทำหน้ายุ่ง เพราะในจอคอมพิวเตอร์ไม่มีข้อมูลตำนานนาคีที่เธอเคยอ่าน จนนารีวรรณบ่นอุบ
“อ้าว! ทำไมทีนี้ถึงไม่เจอล่ะ วันก่อนหนูนายังอ่านยันสว่างเลย”
ภุชคินทร์ไม่ได้ใส่ใจฟังคำถามหรือคำบ่นของนารีวรรณเลย บรรยากาศรอบตัวดูอื้ออึง เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งคล้ายเจ้า อุรคาดังขึ้น เสียงนั้นก้องกังวาน เหมือนอยู่ในภวังค์
“นาคาต้องตายอย่างทรมานทุกข์ทรมาร แต่นาคีเทวีก็ไม่ยอมรักพญาครุฑ นาคีเทวีบอกไม่ว่าชาติไหน ก็จะรักแต่นาคา คนรักของเธอแต่เพียงผู้เดียว”
ใบหน้าของภุชคินทร์ซีดเผือด ความรู้สึกเจ็บปวดก่อตัวขึ้นมาอีกในบัดดล นารีวรรณเรียก
“พี่ชายคะพี่ชาย”

ภุชคินทร์ไม่ตอบรับใดๆ แต่วิ่งออกนอกห้องไปอย่างรวดเร็ว

ภุชคินทร์วิ่งออกมายังสนามหน้าตึกใหญ่ของวัง เหมือนคนควบคุมตัวเองไม่อยู่ บรรยากาศรอบๆ ตัวมืดครึ้มไปหมด จู่ๆ คลื่นมิราจจากแสงแดดที่แผดจ้า ก็แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นน้ำพัดมาเป็นระลอก

ราชนิกูลหนุ่มตื่นตะลึงเมื่อเห็นภาพตรงหน้าคือ พญาครุฑและนาคา กำลังต่อสู้กัน เหมือนว่ากำลังมองละครเวทีที่เล่นอยู่ตรงหน้า ภุชคินทร์ได้แต่ตะโกนถามตัวเองอย่างวยงง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเรา ภุชคินทร์ เกิดอะไรขึ้นกับเรา”
ในจังหวะที่เห็นเป็นภาพนาคาถูกพญาครุฑทำร้ายนั้น ภุชคินทร์โก่งตัวขึ้น เจ็บปวดเหมือนถูกทำร้ายเหมือนเดิม
“โอ๊ะ โอ๊ย”
ภุชคินทร์ล้มตัวลงกอดร่างตัวเองขดตัวงอก่องอขิง ดิ้นรนด้วยความเจ็บปวดไปทั่วกายา

เจ้าอุรคาอยู่ในห้องลับที่เฮือนภูจำปา จ้องมองภาพที่เกิดขึ้นที่วังนาเคนทร์ น้ำตาไหลพราก พูดพร่ำด้วยเสียงแผ่วๆ
“ภุชเคนทร์ ท่านจะต้องจำได้...ท่านจะต้องจำได้...จำได้...ว่าท่านสาบานอะไรเอาไว้”
เจ้าอุรคาสุดกลั้นร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวดใจ พูดเสียงแผ่วเหมือนเดิม
“ท่านต้องถอนคำสาบาน...ได้ยินมั้ย...ภุชเคนทร์ ท่านต้องถอนคำสาบาน”
เจ้าอุรคาร้องไห้ ชรายุมองเจ้าอุรคาอย่างสงสารน้ำตาไหลตาม บอกคล้ายเตือนสติ
“ข้าก็อยากให้เป็นเช่นนั้น....แต่...”
“แต่อะไรชรายุ”
“ท่านภุชเคนทร์เห็นภาพเหล่านั้นได้...ด้วยอำนาจของเจ้า....แต่ท่านภุชเคนทร์ไม่ได้จดจำอดีตชาติของตัวเองได้....ด้วยหัวใจ”
สิ้นคำพูดสุดท้ายของชรายุ เจ้าอุรคาก็ร้องไห้โฮออกมาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างยิ่งยวด

มีอีกคนที่ร่วมรับรู้ในเรื่องความรักความแค้นครั้งนี้ นั่นคือพันเอกนรินทร์ที่กำลังนอนอยู่ในห้องที่บ้าน ภายใต้ดวงตาที่ปิดสนิท กลับมองเห็นเป็นภาพของพญาครุฑ นาคา และนาคีเทวี ในอดีตที่ผ่านมา ความรัก การทำร้าย ความเจ็บปวด อีกทั้งยังเห็นว่าทั้งสาม นาคา นาคี พญาครุฑนั้นคือ ภุชคินทร์ เจ้าอุรคา และสุบรรณ แต่เห็นเป็นแค่ภาพลางๆ ไม่ชัดเจนนัก ยินเสียงของเจ้าอุรคาที่คำรามดังก้องด้วยความโกรธแค้น
“พญาสุบรรณ ท่านต้องตาย...ท่านต้องตาย.....”
เหงื่อของผู้พันแตกพลั่ก เมื่อซึมซับรับรู้ถึงความเจ็บปวด เคียดแค้น ชิงชัง บรรยากาศของการอาฆาตจองเวร พันเอกนรินทร์ได้แต่พึมพำผ่านสังขารที่ยังคงหลับสนิทอยู่
“อย่า...อย่า...”

นาถสุดาเดินมาเคาะประตูห้องของผู้เป็นพ่อ
“คุณพ่อคะคุณพ่อ”
เงียบไม่มีเสียงตอบ นาถสุดาตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป เห็นร่างของพันเอกนรินทร์นอนอยู่บนเตียงนิ่ง
“คุณพ่อ”
นาถสุดาวิ่งไปหาพ่อด้วยความตกใจ ผู้พันนรินทร์พูดเหมือนคนละเมอ
“น้ำ นาค งู ครุฑ ความตาย!”

นาถสุดาพาผู้เป็นพ่อมาที่โรงพยาบาล และเวลานั้น ร่างของพันเอกนรินทร์นอนพักอยู่บนเตียงแล้ว ขณะที่นาถสุดากับสุบรรณเปิดประตูห้องเดินออกมาด้วยกัน โดยระหว่างที่เดินออกมาด้านนอกตามทาง สุบรรณก็เอ่ยขึ้น
“พี่ตกใจแทบแย่ นึกว่าคุณอาจะเป็นอะไรมาก เพราะที่ผ่านมาไม่เคยเห็นคุณอาเจ็บป่วยอะไรซักที”
“นาถคิดว่าที่คุณพ่อล้มป่วยนี่มีสาเหตุน่ะค่ะพี่สุบรรณ”
“อะไร?” สุบรรณฉงน
“ก็การที่คุณพ่อมีญาณสมาธิ เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้พลังชีวิตของคุณพ่อลดลง...นี่แหละค่ะ เวลามีคนมาขอให้คุณพ่อเป็นที่ปรึกษา นาถเลยไม่อยากให้ท่านทำ นาถไม่ชอบให้มีคนมาเรียกคุณพ่อว่าหมอดู เพราะคุณพ่อไม่ได้ใช้วิชาโหราศาสตร์ทำนายทายทัก แต่คุณพ่อใช้ญาณสมาธิ ดูอดีตและอนาคต”
สุบรรณสะดุดหู พึมพำออกมา “อดีต อนาคต”
“ก่อนหน้าที่พี่สุบรรณจะถูกลอบยิง คุณพ่อก็เห็นว่าพี่สุบรรณมีเคราะห์...วันนั้น นาถก็ขับรถตามพี่สุบรรณไป ตั้งใจจะไปเตือน แต่เหมือนมีอะไรมาบังตา นาถตามพี่สุบรรณไม่ทัน” นาถสุดาเล่าเรื่องแปลกประหลาดให้สุบรรณฟัง
สุบรรณนึกได้ “วันนั้นพี่ตั้งใจไปหาเจ้าอุรคา”
“แล้วเจอมั้ยคะ”
“ไม่เจอ...คงเป็นอย่างที่คุณอาบอกนั่นแหละ พี่กำลังมีเคราะห์ เลยเกิดเรื่องขึ้นซะก่อน”
“พี่สุบรรณอยากรู้ใช่มั้ยคะ? ว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันคืออะไร”
“ใช่...รวมทั้งเรื่องที่คุณอาเคยให้เชือกกล้วยกับพี่ด้วย...แล้วคุณอาก็บอก ปีนี้พี่ปีชงกับงูที่ผ่านมา หลายต่อหลายครั้ง พี่ก็เห็นงู ทั้งๆ ที่พี่ไม่น่าไปข้องเกี่ยวอะไรกับงูได้เลยจนพี่ไม่แน่ใจ ว่าเคยทำเวรทำกรรมอะไรกับงูไว้หรือเปล่า”
“นาถก็อยากรู้ค่ะ เคยพยายามถามคุณพ่ออยู่เหมือนกัน”
“แล้วคุณอาว่ายังไง”
“สัตว์โลกต้องเป็นไปตามกรรม ไม่มีเว้นแม้แต่ผู้ใด”
นาถสุดาบอก
ที่สถานที่ซักแห่ง ที่ดูอย่างไรก็ไม่ใช่โลกมนุษย์ แต่คล้ายกับทางไปนรก ยมนาในชุดยมบาลยืน
อยู่ พลางพึมพำ ราวกับกำลังฟังสุบรรณและนาถสุดาคุยกันอยู่
“ไม่เว้นแม้แต่เจ้า...อุรคา”
ที่ด้านหลังของยมนา เห็นยมฑูตสุวรรณนำวิญญาณดวงหนึ่งไปยังนรก เห็นนรก และผู้คนที่ทำชั่ว โดยมีนายนิรยบาล กำลังเอาหอกทิ่มแทงผู้คนที่ทำชั่ว วิญญาณเหล่านั้นร้องครวญครางเจ็บปวด

ยมนามองภาพตรงหน้าอย่างสลดหดหู่ใจ

มณีสวาท ตอนที่ 6 (ต่อ)

วันต่อมา ขณะที่ไพศิษฐ์กำลังจะเดินออกจากสน. จ่าชิด ลูกน้องคู่ใจเข้ามาถามแซวๆ

“จะกลับแล้วเหรอครับผู้กอง”
ไพศิษฐ์อำกลับ “ถามแบบน่าลดขั้นจริงๆ เลยจ่า ก็..นี่ตอนกลางวัน เลยจะแว้บออกไป ดูแลทุกข์สุขของประชาชนหน่อย”
“คุณนาถหรือครับ”
ไพศิษฐ์หัวเราะขำ “รู้ดีอย่างนี้จะลดขั้นหรือเพิ่มขั้นดี”
“เพิ่มขั้นเถอะครับ...เพราะผมมีข้อมูลอะไรดีๆ มาบอกผู้กอง” จ่าพูดเป็นนัย
ไพศิษฐ์ฉวนสนใจทันที “อะไร”
“ก็เรื่องที่ผู้ต้องหาหายไปจากห้องขัง อย่างปราศจากร่องรอย เหลือเอาไว้ก็แต่...รอยเลื้อยของงู ไว้ให้ดูต่างหน้า ผมได้เบาะแสแล้วครับ”
“เบาะแสอะไร”
จ่าชิดยื่นหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่ค่อนข้างเก่าให้ ไพศิษฐ์รับมาอ่านทันที

คืนนั้น ที่ร้านขายของเก่าของนาถสุดา มะลิกำลังปิดร้าน ขณะที่นาถสุดาอ่านหนังสือพิมพ์ที่ไพศิษฐ์เอามาให้ นาถสุดาอ่านพลางถามแบบงงๆ
“นึกยังไงคะคุณศิษฐ์ ถึงได้เอารูปรอยเท้าพญานาคมาให้นาถดู”
“ก็..นาถมีความรู้ทางด้านนี้ ผมเลย...อยากปรึกษานาถ...นาถคิดยังไงกับรอยเท้าพญานาค”
นาถสุดายิ้มอย่างรู้ทัน “คุณศิษฐ์ไม่เชื่อ และคุณศิษฐ์ก็กำลังสงสัยเรื่องที่เคยเกิดขึ้นที่โรงพัก”
ไพศิษฐ์ยิ้มเจื่อนๆ “ก็ไม่เชิง...อย่างนั้น...เพียงแต่ผม…”
นาถสุดาสวนขึ้นมา “นาถไม่อยากให้คุณศิษฐ์ล้อเล่นกับความเชื่อ”
“ผมไม่ได้ล้อเล่น”
“สิ่งที่คุณศิษฐ์ทำนั่นล่ะคะเค้าเรียกว่าล้อเล่น คุณศิษฐ์คิดว่าคนร้ายอาจจะเป็นพญานาคถึงได้หายไปในตอนกลางคืน แล้วเหลือไว้ก็แต่รอยเท้า”
“ก็แล้วนาถจะให้ผมคิดยังไง จู่ๆ เค้าก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แล้วยังรูปร่างหน้าตาคล้ายกับคนของเจ้าอุรคาอีก”
นาถสุดาย้อนถาม “คุณศิษฐ์คิดว่าเจ้าอุรคาเป็นพญานาค”
ไพศิษฐ์พูดอุบอิบ “ผมไม่มั่นใจ แต่วันที่พูดถึงเจ้าอุรคาแล้วนายชายตัวขดตัวงอด้วยความเจ็บปวด
ราวกับเคยเจอเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยตัวมันเอง ผมรู้สึกแปลกๆ เหมือนเรื่องทุกเรื่องเจ้าอุรคาจะเกี่ยวข้องด้วย”
นาถสุดานิ่ง ตามองที่หนังสือพิมพ์ เห็นเป็นภาพข่าวรอยเท้าพญานาคปรากฏที่บริเวณบ้านของชาวบ้านคนหนึ่ง นาถสุดาบอก
“นาถไม่ทราบหรอกค่ะว่าเกิดอะไร”
“แล้วท่านผู้การ”
“ช่วงนี้คุณพ่อป่วย นาถไม่อยากรบกวนอะไรท่าน อีกอย่าง...นาถไม่อยากให้คุณศิษฐ์เข้าไปยุ่งอะไรเรื่องนี้ด้วยเลยค่ะ กรรมใครกรรมมัน”
ไพศิษฐ์ดื้อตาใส มองมาตาแป๋ว “แต่นายชายเป็นเพื่อนผม และผมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องติดตามคดี ผมต้องรู้ความจริง”
“ความจริงเรื่องพญานาคนี่หรือคะ” นาถสุดามองหนังสือพิมพ์ และพูดกึ่งประชด “งั้นถ้าถามนาถ...นาถก็เชื่อค่ะ เชื่อว่าเป็นพญานาคออกมาเล่นน้ำในในตอนกลางคืน”
ไพศิษฐ์มองแฟนสาวเหวอๆ นาถสุดาเชื่อด้วยหรือ นาถสุดายิ้มรู้ทัน
“นาถว่าแล้วว่าคุณศิษฐ์ต้องไม่เชื่อ แต่นี่คือความเชื่อของชาวอีสานค่ะ พญานาค คือเทพเจ้าแห่งน้ำ สามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ แล้วก็ยังดำรงร่างเป็นพญานาคา พญานาคีได้ ถ้าอยากเห็นคุณศิษฐ์ก็ไปพิสูจน์เองค่ะ..เพราะนาถได้ยินมาว่าที่ใต้บาดาลมีทางเชื่อมไปยังวังพญานาคด้วย”
ไพศิษฐ์ยืนอึ้ง เหมือนคิดอะไรอยู่ นาถสุดาเรียก
“คุณศิษฐ์....คิดอะไรอยู่คะคุณศิษฐ์”
“ผม..ผมรู้สึกเหมือนตัวเองจะเป็นบ้า เพราะที่นายชายเล่าให้ผมฟัง” ไพศิษฐ์หลับตาลงขณะบอก “มีน้ำ มีนาค มีงู ครุฑ มีความเจ็บปวด ความตาย”
นาถสุดาพึมพำเบาๆ “น้ำ นาค งู ครุฑ ความตาย!”

ไม่นานหลังจากนั้น อำนาจบอกไพศิษฐ์และนาถสุดาที่มาถามหาสุบรรณ
“นายไม่อยู่”
“พี่สุบรรณไปไหนคะ”
“นายไม่ได้บอกครับ คงเป็นธุระส่วนตัว”
นาถสุดานิ่วหน้า “นาถเป็นห่วงพี่สุบรรณ”
“คงไม่เป็นอะไรมั้งครับนาถ” ไพศิษฐ์ปลอบ
“แต่คุณพ่อบอกว่าช่วงนี้พี่สุบรรณมีเคราะห์ อำนาจ ช่วยตามพี่สุบรรณหน่อยได้มั้ย”
“ครับ...ผมจะให้คนตาม นายสุบรรณให้ครับ”
อำนาจรับคำท่าทางห่วงสุบรรณเหมือนกัน

ครู่ต่อมา ขณะที่ไพศิษฐ์เดินนำนาถสุดามายังรถ นาถสุดามีท่าทีกังวลใจไม่หาย ไพศิษฐ์ถาม
“ทำไมจู่ๆ ถึงได้ห่วงท่านสุบรรณขนาดนี้ล่ะนาถ”
“ก็ที่คุณศิษฐ์พูดล่ะค่ะ น้ำ นาค งู ครุฑ ความตาย”
“ผมพูดถึงนายชาย ไม่ใช่พี่ชายคุณนี่”
“มันก็เหมือนกันนั่นล่ะค่ะ คุณพ่อบอกว่าปีนี้พี่สุบรรณดวงชงกับงูตัวพี่สุบรรณเองก็บอก...ว่า ช่วงนี้มีงูเข้ามาเกี่ยวพันด้วยเยอะมาก พี่สุบรรณไม่แน่ใจ ว่าเคยทำเวรทำกรรมอะไรไว้กับงูไว้หรือเปล่า แล้วคุณศิษฐ์ก็รู้...ว่างูน่ะอาฆาตแรง”
ไพศิษฐ์นิ่งไป เหมือนเริ่มรู้สึกอะไรแปลกๆ “อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น ทั้งนายชาย ทั้งท่านสุบรรณ”
“แล้วดูสิ..อำนาจบอกจะให้คนไปตามพี่สุบรรณ จนป่านนี้ ยังไม่เห็นมีใครออกมาอีกถ้าพี่สุบรรณเป็นอะไรไป นาถไม่ยอมแน่ๆ”
นาถสุดาเดินกลับเข้าไปด้านในคฤหาสน์ ไพศิษฐ์ร้องเรียก
“ใจเย็นๆ ก่อนครับนาถ ใจเย็นๆ”

ไพศิษฐ์รีบเดินตามนาถสุดาเข้าไป

นาถสุดาเดินลิ่วเข้ามาในคฤหาสน์ ตามหลังด้วยไพศิษฐ์ แต่แล้วสองคนก็ต้องชะงักแปลกใจตามกัน เมื่อเห็นด้านในไม่มีคนเลยซักคน

ไพศิษฐ์กวาดสายตามอง “แปลก ผมมาที่นี่อยู่บ่อยๆ แต่ทำไมวันนี้ผมรู้สึกแปลกๆ กับที่นี่ชอบกล”
“นาถก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกันค่ะ”
นาถสุดาเดินลึกเข้าไปด้านใน ความเงียบวังเวงแม้แต่เสียงย่างเท้าก็ดูจะดังก้องๆ สองคนมอง
หน้ากัน นาถสุดาถามเบาๆ
“เป็นไปได้มั้ยคะว่าพี่สุบรรณ จะสร้างห้องลับไว้ในนี้”
ไพศิษฐ์ไม่ตอบ แต่เดินนำนาถสุดาเข้าไป

สุบรรณขับรถมาตามทางท่าทางเคร่งเครียด ก่อนมาจอดที่หน้าเฮือนภูจำปา แล้วก้าวเดินลงไป
“ถึงไม่มีใครบอก ผมก็จะต้องรู้ให้ได้...ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเรา…เจ้าอุรคา...และถึงตอนนี้เจ้าจะไม่รักผม แต่ผมจะใช้หัวใจรักของผม ทำให้เจ้ารักผมให้ได้”
จู่ๆ สุบรรณเดินกลับมาขึ้นรถ สุรินทร์ในคราบนินจา ซึ่งเห็นแค่เงาแว้บๆ กระโดดลงจากรถ ยืนมองตามรถของสุบรรณที่แล่นออกไปอย่างไม่พอใจ
สุรินทร์มองอย่างเหยียดหยาม “ผู้ชายที่ยึดมั่นความรักอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่มีทางเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้หรอกท่านสุบรรณ....ไอ้สุรินทร์นี่แหละ จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่กว่าใครทุกคน”
สุรินทร์มองไปยังเฮือนภูจำปา ก่อนจะเดินลับหายฝ่าประตูเข้าไป

เฮือนภูจำปาทั้งหลังตกอยู่ในความมืดสนิท บรรยากาศเงียบสงัด แลดูน่ากลัว แลเห็นดวงตาของเจ้าอุรคาที่จ้องมองมายังสุรินทร์ที่ลอบเข้ามาด้านใน สุรินทร์กวาดสายตามองไปรอบๆ
“เราจะต้องพิสูจน์ให้ได้...ว่าเจ้าอุรคาไม่ใช่คน!”
สุรินทร์ค่อยๆ ย่องเข้าไป ส่วนที่พื้นดิน เห็นกอหญ้าที่นิ่งสงบ เริ่มเคลื่อนไหว และเหล่าอสรพิษก็
ค่อยๆ เลื้อยกายตามสุรินทร์ไป

สุรินทร์ใช้วิชานินจากระโดดแผล็วๆ เข้าไปในเฮือนภูจำปา ภายในเงียบสนิท ไม่มีผู้ใดเลย สุรินทร์ปรากฏกายขึ้นในห้องโถง เพ่งมองไปที่รูปปั้นนาคีตัวใหญ่ที่วางอยู่บนแท่น ข้างๆ คือพญาครุฑและนาคาอีกหนึ่งตัว ที่น่าสยดสยองก็คือ ปากของพญาครุฑคาบคอของนาคาเอาไว้
สุรินทร์เพ่งมองเหมือนรู้ “สัญลักษณ์ของนาคา นาคี และพญาครุฑ”
สุรินทร์เขม้นมองแต่ยังไม่รู้ว่าเกี่ยวอะไรกับเจ้าอุรคาและคนอื่นๆ แต่รู้ว่าไม่ปกติ
ขณะที่สุรินทร์เหลือบมองไปที่นาคีตัวใหญ่ เหมือนว่าดวงตาของนาคีมองเพ่งมายังตน สุรินทร์สะดุ้งตกใจ
“เฮ้ย! ยังกับของจริงๆ”
สุรินทร์เดินเข้าไปจับสัมผัสรูปปั้น แล้วต้องสะดุ้ง ค่อยๆ ยื่นมือเข้าไปจับอีก คราวนี้แช่อยู่นาน
“รูปปั้น อุ่นยังกับมีชีวิต เป็นได้ยังไง? ต้องมีอะไรแน่”
สุรินทร์กวาดสายตามองไปทั่วบริเวณบ้าน จับบริเวณหน้าอกที่ติดกล้องขนาดจิ๋วอยู่ ก่อนเดินลึกเข้าไปด้านใน
ด้านหลังสุรินทร์ ชรายุปรากฏร่างขึ้น เคลื่อนกายจะก้าวตามไป แต่แล้วเจ้าอุรคากลับปรากฏร่างขึ้น พูดห้ามแผ่วเบา
“ไม่ต้อง ชรายุ ใครอยากเข้า ก็ให้มันเข้าไป แล้วมันจะได้รู้ ไม่ว่าผู้ใดที่เข้าไป ไม่มีโอกาสได้รอดกลับออกมา”
เจ้าอุรคาเป็นฝ่ายเดินตามสุรินทร์เข้าไปเอง

ขณะเดียวกันที่ด้านในคฤหาสน์ของสุบรรณ ไพศิษฐ์กับนาถสุดาเดินเข้ามาเรื่อยๆ ไพศิษฐ์เอ่ยขึ้น
“ไม่มีห้องลับอะไรหรอกนาถ”
“แล้วทำไม มันดูวังเวง แล้วคนก็หายไปไหนกันหมด”
ไพศิษฐ์อมยิ้มขำๆ “ก็ที่นี่มันที่ส่วนตัว ลูกน้องท่านสุบรรณไม่กล้าเข้ามายุ่มย่ามหรอก ยิ่งรู้ว่าคุณอยู่
ในนี้ ยิ่งไม่มีใครกล้าเข้ามา”
“นาถไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นหรอกนะค่ะ” นาถสุดามองเข้าไปด้านใน “พี่สุบรรณเคยบอกนาถว่าให้คนสนิทอยู่ในนั้น”
“งั้นก็เข้าไป อำนาจอาจจะอยู่ในนั้นแหละ”
สองคนเดินเข้าไป

ด้านอำนาจเดินมาหยุดที่ประตูหน้าห้องของสุรินทร์ ร้องเรียก
“สุรินทร์ สุรินทร์”
เงียบไม่มีเสียงตอบ อำนาจพึมพำ
“มัวทำอะไรอยู่”
อำนาจเปิดประตูเข้าไป เห็นห้องทั้งห้องมืดสนิท ไม่มีแม้เงาสุรินทร์ มีเพียงภาพจากคอมพิวเตอร์ที่ทำงานอยู่ เห็นเป็นลักษณะภาพแอบถ่าย โดยลิงค์มาจากกล้องจากสถานที่ไหนซักแห่ง อำนาจเพ่งตามอง ภาพเคลื่อนไหวตลอดเวลา จึงเห็นไม่ชัดเจน
จังหวะนั้นมีเสียงฝีเท้าเดินมาข้างหลัง อำนาจหันมายกปืนเล็งมาดบอดี้การ์ดป้องกันตัวเอง นาถุสดาที่เดินเข้ามาร้องกรี๊ด ไพศิษฐ์รีบบอก
“ฉันเอง”
“ผู้กองกับคุณนาถเข้ามาทำไม”
“ก็ฉันไม่เห็นเธอไปตามพี่สุบรรณมาพบฉันซักทีนี่..แล้วนี่อะไร”
นาถสุดากับไพศิษฐ์เพ่งตามองไปที่จอคอมพิวเตอร์ ที่กำลังเป็นภาพเคลื่อนไหว ไพศิษฐ์ถามทันที
“แอบถ่ายอะไร”
“ไม่ทราบเหมือนกันครับ” อำนาจว่า
“ไม่ทราบได้ยังไง”
อำนาจเงียบไม่ตอบ นาถสุดาถามอีก
“มีอะไรบอกมาเถอะ ฉันเป็นน้องของพี่สุบรรณ คุณศิษฐ์ก็เป็นคนของพี่สุบรรณ ไม่มีอะไรน่าเป็นความลับหรอก”
อำนาจนิ่งไปนิดก่อนบอก “ผมไม่ทราบจริงๆ ห้องนี้เป็นห้องพักของสุรินทร์”
ไพศิษฐ์ทวนชื่อ “สุรินทร์” งงๆ
“บอดี้การ์ดของท่านสุบรรณอีกคนครับ” อำนาจบอก
“นี่มันภาพอะไร? มาจากไหน” นาถสุดาซัก
“ผมก็ไม่ทราบครับ”
“เหมือนกับภาพแอบถ่ายเลย”

สิ้นคำพูดของไพศิษฐ์ ทุกสายตาก็จ้องไปที่จอคอมพิวเตอร์นั่น อยากรู้ว่าถ่ายอะไร และถ่ายจากที่ไหน?

ทางด้านสุรินทร์เดินตรงเข้าไปยังด้านในห้องลับ แต่แล้วต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อก้าวพ้นประตูก็เลื่อนปิดเข้าหากันทันที

“เฮ้ย!”
สุรินทร์ร้องด้วยความตกใจ แล้วหันหลังกลับไปมองอย่างระแวดระวังภัย
ส่วนทางด้านสามคนที่คฤหาสน์ของสุบรรณ เพ่งตามองที่จอคอมพ์เขม็ง
“ที่ไหน” นาถสุดาสงสัยมาก
“นั่นสิ..ผมคุ้นตาชะมัดเลย” ไพศิษฐ์บอก
“แต่บรรยากาศแบบนี้ ผมคิดได้ที่เดียว” อำนาจเอ่ยขึ้น
นาถสุดาซัก “ที่ไหนอำนาจ”
อำนาจมีทีท่าลังเลไม่แน่ใจนัก “เหมือน...เฮือนภูจำปาของเจ้าอุรคา”
“เฮือนภูจำปา”
ไพศิษฐ์กับนาถสุดาพูดพร้อมๆ กัน จากนั้นก็มองหน้ากัน ก่อนหันไปจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อ
ภาพจากกล้องของสุรินทร์ยังคงเห็นเป็นความมืด แต่พอจับภาพเลือนๆ ได้ว่าเป็นผนังห้อง สุรินทร์หน้าตาเลิ่กลั่ก แต่ก็ตั้งหลักรับ เสียงของเจ้าอุรคาก็ดังขึ้นอย่างทรงอำนาจ
“ตกใจทำไมเจ้าคนบุกรุก”
สุรินทร์ตะโกนถามผ่านความมืด “แกเป็นใคร? อยู่ที่ไหน ออกมา”
เจ้าอุรคาหัวเราะเยือกเย็น “ถือว่าเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันจะให้ ก่อนที่แกจะตายก็แล้วกัน”
เหมือนมีแสงจันทร์สาดผ่านเข้ามาจากด้านบน สุรินทร์เงยหน้าขึ้นไปมอง แต่แล้วต้องเบ้หน้าอย่าง
รังเกียจสยดสยอง เมื่อเห็นงูมากมายก่ายกอง เลื้อยไปมาอยู่บนปากถ้ำ ยิ่งเมื่อลำตัวดำมะเมื่อมของงูกระทบเข้ากับแสงจันทร์นวล ยิ่งเพิ่มความน่ากลัว สยดสยอง บางตัวทำท่าจะหล่นลงมาสุรินทร์ทำท่าขยะแขยง
สามคน ที่คฤหาสน์ของสุบรรณ แต่ละคนทำหน้าแหยงๆ
“งูเยอะขนาดนี้ เฮือนภูจำปาของเจ้าอุรคาแน่ๆ” ไพศิษฐ์ว่า
นาถสุดาขวาง “อาจจะไม่ใช่ก็ได้ค่ะ คนของพี่สุบรรณจะไปที่นั่นทำไม”
“ก็ตามพี่สุบรรณของคุณไง” ไพศิษฐ์บอก
นาถสุดามองภาพในจออีก ซึ่งเห็นแต่ภาพความมืด และเงาเลือนรางเหมือนเดิม

ส่วนสุรินทร์จะเดินออกมาจากห้องลับ แต่ต้องสะดุ้งอีกเมื่อเจ้าอุรคายืนอยู่ตรงนั้น
สามคนที่คฤหาสน์สุบรรณ ไม่เห็นอะไร? เป็นแต่ลักษณะกล้องถูกกระชาก เหมือนคนถ่ายจะ
ตกใจ
สุรินทร์หน้าซีด พอตั้งสติได้ก็โมโห
“เจ้าอุรคา”
“ใช่! ฉันเอง ตกใจเหรอ”
“ฉันจะต้องตกใจทำไม ในเมื่อฉันรู้ดีอยู่แล้ว ว่าแกไม่ใช่คน”
เจ้าอุรคาหัวเราะ “ไม่ใช่คน...แล้วฉันเป็นอะไร”
สุรินทร์บอก “เป็นงู เป็นปิศาจ”
“งู?..ปิศาจ...อย่างนี้น่ะหรือ”
พูดจบ ร่างอันงดงามของเจ้าอุรคาก็ค่อยๆ กลายเป็นนางพญางู ตัวใหญ่ยักษ์ แม้จะรู้ตัวมาก่อน แต่เมื่อเห็นอย่างจังตรงหน้า สุรินทร์ก็จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง รีบถอยหลังกรูดเมื่อร่างอันสูงใหญ่ของพญางูเลื้อยเข้ามา
ทางด้านคฤหาสน์สุบรรณ จากภาพเห็นชัดเจนว่าคนถ่ายล้มลง
“กล้องเป็นอะไร” อำนาจสงสัย
“นั่นสิ..เค้าเห็นอะไร” ไพศิษฐ์ก็งง
ฝ่ายสุรินทร์ ถอยหลังกรูด งูเจ้าอุรคายืนตัวขึ้นสูง และชูคอแผ่แม่เบี้ย เห็นเป็นร่างของสุรินทร์อยู่ภายใต้แม่เบี้ยของพญางูใหญ่ ส่วนสามคนถึงกับผงะ เมื่อเห็นลำตัวของงูจากกล้อง แต่เห็นแค่ลำตัวช่วงกลาง ไม่เห็นด้านบน ด้านล่าง คืองูสูงใหญ่มาก
สามคนร้องพร้อมกัน “งู”
ทั้งสามคนระทึกจ้องมองภาพตรงหน้าใจเต้นไม่เป็นส่ำ
ขณะที่สุรินทร์บอกเจ้าอุรคา “คิดหรือว่าฉันจะกลัวแกเหรอ นังปีศาจ”
นางพญางูอุรคาฉกลงมาอย่างรวดเร็ว เป็นจังหวะเดียวกันกับที่สุรินทร์ควักมีดออกมา เร็วจน
ไม่มีใครคาดถึง สุรินทร์ขว้างมีดเข้าที่ลิ้นพญางูสุดแรง มีดนั้นไม่ใช่มีดธรรมดาแต่เป็นมีดลงอาคม ร่างของพญางูผงะ กรีดเสียงร้องโหยหวนออกมาอย่างเจ็บปวด
“เป็นไงล่ะ นังงูปีศาจ ถูกมีดลงอาคมเข้าให้”
สุรินทร์หัวเราะอย่างย่ามใจ ก่อนเงื้อมีดลงอาคมขึ้นมาอีก
“แกตาย!”
สุรินทร์เงื้อมีดลงมาอีกและมีดก็ปักฉึกเข้าที่ลำตัวนางพญางูเจ้าอุรคา

ขณะเดียวกันนั้น ภุชคินทร์ขับรถมาตามด้วยความเร็ว ก่อนที่จะกลับรถไปอีกฝั่ง จอดข้างทาง ท่าทางเคร่งเครียด กลุ้มหนัก ได้แต่บอกตัวเอง
“อย่าภุชคินทร์ อย่าคิดตามคำพูดของไพศิษฐ์ เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนาค น้ำ งู เจ้าอุรคา”
ภุชคินทร์ถอนใจ เหมือนข่มความรู้สึกของตัวเอง แต่เสียงของผู้หญิงเสียงคล้ายเจ้าอุรคาดังขึ้นในหัว
“นาคาต้องตายอย่างทรมาน แต่นาคีเทวีก็ไม่รักพญาครุฑ นาคีเทวีบอก...ไม่ว่าชาติไหน ก็จะรักแต่นาคา”
สีหน้าภุชคินทร์อยากรู้มากขึ้น เสียงของไพศิษฐ์ ดังก้องขึ้นอีก
“นายต้องมีอะไรเกี่ยวพันกับเจ้าอุรคา กับพญานาค กับน้ำ ไม่อย่างนั้น ชีวิตนายไม่เกี่ยวพันกับเรื่องพวกนี้หรอก”
สีหน้าของภุชคินทร์เวลานี้สับสนวุ่นวายใจมาก ก่อนจะตัดสินใจกลับรถขับไปทางเดิม ส่วนที่ด้านหลังรถของสุบรรณวิ่งมาด้วยความเร็วสูง แทบชนกับรถภุชคินทร์ สุบรรณด่าออกมา
“บ้าเอ๊ย! ขับรถยังไงวะ” สุบรรณหันกลับไปมอง “รถคุณชายภุชคินทร์” แล้วนึกขึ้นได้ก็ตกใจ “บ้านเจ้าอุรคา”

สุบรรณรีบเลี้ยวรถกลางถนน ขับตามรถภุชคินทร์ไปทันที

ฟากสามคนมองภาพจากคอมพิวเตอร์ตรงหน้าด้วยใจระทึก ขณะที่สุรินทร์ที่อยู่ในห้องลับหัวเราะดังลั่น

“ทันทีที่แกตาย ฉันจะดูดวิญญาณของแก และพลังชีวิตของฉันก็จะเพิ่มมากขึ้น ที่ได้ดูดกลืนวิญญาณของพญานาคี ฉันจะเป็นใหญ่ในโลก เจ้าอุรคา ฮ่าๆๆๆๆ”
สุรินทร์หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง กดมีดลึกจนมิดด้าม คมมีดทะลุร่างของพญางูใหญ่อุรคาออกมา นาถสุดาเอามือปิดตาเมื่อเห็นลำตัวของงูถูกมีดแทง แล้วร่างของพญางูอุรคาก็หยุดนิ่ง ก่อนจะผงกหัวขึ้นมากลายเป็นใบหน้าเจ้าอุรคาแต่ปราศจากบาดแผลใดๆ สุรินทร์งุนงงตกตะลึง เจ้าอุรคาหัวเราะ
“คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง แกทำอะไรฉันไม่ได้หรอก มีแต่แกนั่นแหละ จะต้องตาย”
ใบหน้าของเจ้าอุรคากลายร่างเป็นนางพญางูใหญ่ขึ้นมาอีก และตรงเข้าไปตวัดรัดร่างของสุรินทร์สุดแรงเกิด สุรินทร์ไม่ยอม ท่องคาถาอาคมสู้ เจ้าอุรคาไม่กลัว รัดร่างของสุรินทร์แน่นเข้าไปอีก จนกล้องขนาดจิ๋วร่วงหล่นสู่พื้นดิน จับภาพจากกล้องเห็นร่างของสุรินทร์ถูกรัดแน่น อำนาจตะลึง
“สุรินทร์”
นาถสุดาตกใจ “เค้าต้องตายแน่ๆ เลย คุณศิษฐ์ทำไงดีคะคุณศิษฐ์”
“ผมก็ไม่รู้”
ลำตัวของงูใหญ่เลื้อยผ่านกล้อง ภาพในจอมืดมิด และจากนั้นสามคนก็ไม่เห็นอะไรอีกเลย
ไพศิษฐ์ร้องลั่น “เฮ้ย! เป็นอะไรๆ”
“กล้องเสียแน่ๆ เลยค่ะ” นาถสุดาว่า
“กล้องหรือคอมพ์เสีย” ไพศิษฐ์ตบคอมพ์ใหญ่ ตามประสาคนใจร้อน
“ผมว่าคอมพ์มันจะเสียเพราะผู้กองมากกว่าครับ” อำนาจเซ็ง

ที่ห้องลับในเฮือนภูจำปา นางพญางูเจ้าอุรคาใช้แรงรัดร่างของสุรินทร์แน่นขึ้นๆ สุรินทร์หน้านิ่ว พยายามสู้สุดใจ ในขณะเดียวกันก็ทำท่าหายใจผะแผ่วใกล้หมดลมเต็มที แต่แล้วชรายุก็โผล่เข้ามาหน้าตาตื่น
“เจ้า ท่านภุชเคนทร์กับท่านสุบรรณกำลังมาที่นี่”
เจ้าอุรคาชะงัก ดวงหน้าโกรธกริ้ว คลายร่างออก ร่างของสุรินทร์นอนแน่นิ่ง ยังไม่ตายแต่แทบ
ตาย เจ้าอุรคากัดฟันกรอด บอกอย่างโกรธแค้น
“อย่าเพิ่งดีใจไป แกไม่มีทางได้ออกไปจากที่นี่ ไม่มีทาง”
เจ้าอุรคาคลายร่างออกจากร่างของสุรินทร์ แปรเปลี่ยนเป็นเจ้าอุรคาที่งดงามดังเดิม ทิ้งร่างของ
สุรินทร์นอนหมดสติหายใจแผ่วๆ อยู่ตรงนั้นภายในห้องลับ

ภุชคินทร์จอดรถที่หน้าเฮือนภูจำปา รีบลงจากรถ ตามมาด้วยสุบรรณ ที่มาถึงไล่เลี่ยกัน สองหนุ่มมองหน้า เขม่นกันอยู่ในที สุบรรณถามอย่างไม่พอใจ
“คุณชายมาหาเจ้าอุรคาทำไมดึกดื่น”
“แล้วท่านสุบรรณล่ะครับ” ภุชคินทร์ย้อนถาม
“ผมนัดเจ้าอุรคาเอาไว้”
แต่แล้วเสียงของเจ้าอุรคาดังขัดขึ้น
“แต่ดิฉันจำได้ว่าไม่ได้นัดใคร”
ภุชคินทร์หันไปมองเจ้าอุรคายืนยิ้มอยู่ สุบรรณรู้สึกเสียหน้า รีบแก้กับเจ้าอุรคา
“คนของเจ้าคงไม่ได้บอก ผมจะมาคุยกับเจ้าเรื่องงานการกุศลช่วยเหลือผู้ประสบภัยโครงการเดียวกับที่หม่อมภาณีเคยคุยกับเจ้าเอาไว้”
“ดิฉันไม่ยักกะรู้ ว่าเป็นโครงการเดียวกัน”
“หน่วยงานผมรับผิดชอบอยู่”
“แล้วคุณชายล่ะคะ”
ภุชคินทร์งอนนิดๆ “ไม่มีอะไรครับ...มีเรื่องอยากจะคุยกับเจ้านิดหน่อย งั้นไว้วันหลังดีกว่า ผมขอตัว
กลับก่อนแล้วกัน”
พอพูดจบภุชคินทร์ก็ขึ้นรถขับออกไปทันที เจ้าอุรคามองตามด้วยสายตาแห่งความผิดหวังอย่างแรง
สุบรรณยิ้มอย่างผู้ชนะ “ผมขอเข้าไปคุยข้างในนะครับเจ้า”
เจ้าอุรคาบอกหน้านิ่งเสียงเยือกเย็น “ดึกมากแล้ว ดิฉันว่าไม่เหมาะ ไว้เจอกันใหม่ค่ะ”
พูดแค่นั้น เจ้าอุรคาก็หมุนตัวเข้าไปด้านใน สุบรรณมองตามอย่างเคืองขุ่นตามนิสัยชอบเอาชนะ
“คนอย่างผม ไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆหรอก รู้จักผมน้อยไปแล้วเจ้าอุรคา”

ฝ่ายภุชคินทร์ขับรถมาแล้วจอดข้างทาง อารมณ์ไม่ดี
“ดึกดื่นขนาดนี้ ยังให้ผู้ชายเข้าไปคุยในบ้านอีก ผมไม่เข้าใจคุณจริงๆ เจ้าอุรคา”
ภุชคินทร์ขับรถออกไป อย่างโกรธเคือง

ขณะเดียวกันเจ้าอุรคายืนนิ่งด้วยความน้อยใจ ชรายุถามเสียงแผ่ว
“ท่านภุชเคนทร์กลับไปแล้ว”
เจ้าอุรคาพยักหน้า ท่าทีน่าสงสาร “เขาไม่เคยทำอะไรเพื่อข้าเลย”
“นั่นเป็นสิ่งที่ท่านภุชเคนทร์แตกต่างจากท่านสุบรรณ ท่านสุบรรณพร้อมที่จะแย่งชิงทุก
อย่างที่ได้มา แต่ท่านภุชเคนทร์พร้อมจะปล่อยทุกอย่างให้เสียไป..แม้กระทั่งหัวใจตัวเอง” ชรายุว่า
เจ้าอุรคาบอกเสียงแผ่วๆ “โดยไม่เคยถามข้าเลย ....ว่าข้ารู้สึกเช่นใด”
“เพราะท่านภุชเคนทร์เจ็บปวดมามาก มาก..จนต้องสาบานเช่นนั้น...และมันก็ทำให้เป็นสิ่งที่สืบทอดอยู่ในกมลสันดาน..นั่นคือ...ความรักไม่ใช่การแย่งชิง”

เจ้าอุรคาน้ำตาไหลออกมาด้วยความน้อยใจ

มณีสวาท ตอนที่ 6 (ต่อ)

เช้าวันใหม่ เฟื่องวลีเดินลิ่วออกมาด้านนอกบ้านภิงคาร เฟื่องฟ้าเดินหน้าตึงตามมา ถามอย่างไม่พอใจ

“ที่เดินหนีแม่เนี่ย หมายความว่ายังไงฟีบี้”
“ก็ฟีบี้ไม่เห็นด้วย กับสิ่งที่คุณแม่จะให้ทำ”
“มันเสียหายตรงไหน ที่ลูกจะติดต่อ ทำตัวสนิทสนมกับท่านสุบรรณ”
“ก็ฟีบี้ไม่ได้ชอบท่านสุบรรณ ฟีบี้ชอบพี่ชาย”
“แต่คุณชายไม่ได้ชอบลูก”
“So what? แล้วไงคะ”
“แล้วไง คุณชายไม่ได้ชอบลูก ลูกก็จีบเค้าไม่ติดนะสิจ้ะลูกจ๋า หมู่นี้...คงไม่ค่อยได้กินปลาสิน่ะจ๊ะ ถึงได้คิดไม่ออก”
“คิดออกค่ะ แล้วก็คิดได้แยบยลกว่าคุณแม่ด้วย”
“หมายความว่ายังไง” เฟื่องฟ้าเป็นฝ่ายงง?
“ความรักคือการแย่งชิง และถ้าฟีบี้จะเข้าหาท่านสุบรรณ ก็เพื่อให้ท่านสุบรรณเป็นหมาก
ตัวหนึ่งในการแย่งชิงพี่ชายเท่านั้นค่ะ”
เฟื่องวลียิ้มอย่างเริงร่า ที่คิดแผนออก

ขณะที่ไพศิษฐ์กับนาถสุดาขับรถมาจอดในบ้านหน้าคฤหาน์ เฟื่องวลีก็ขับรถเข้ามาจอดเหมือนกัน สามคนลงมามองหน้ากัน บรรยากาศเหมือนตอนเจอกันที่วังนาเคนทร์เด๊ะ นาถสุดาทัก
“นาถไม่คิดเลยว่าจะได้เจอคุณฟีบี้ที่นี่”
เฟื่องวลียิ้มกริ่ม “ฟีบี้ก็ไม่คิดเหมือนกันค่ะว่าจะได้เจอคุณนาถ กับ...” เว้นจังหวะเหมือนไม่อยาก
เอ่ยชื่อ “ผู้กอง ที่นี่”
ไพศิษฐ์ย้อนเอา “ไม่โทร.มาบอกผมก่อนละครับว่าจะมา ผมจะได้ไม่มา”
“เพราะไม่คิดว่าผู้กองจะมาน่ะสิคะ”
ไพศิษฐ์หัวเราะลั่น “ลืมไปแล้วเหรอครับ ว่าผมเป็นตำรวจติดตามท่านสุบรรณ แต่คุณฟีบี้สิครับไม่ทราบเป็นอะไรกับท่านสุบรรณ”
เฟื่องวลีมองหน้าไพศิษฐ์อย่างไม่พอใจ นาถสุดาปราม
“พอเถอะค่ะคุณศิษฐ์”
จังหวะนั้นสุบรรณเดินออกมา พร้อมอำนาจ ทุกคนยกมือไหว้ สุบรรณถามงงๆ
“มีอะไรหรือครับคุณฟีบี้”
“คุณแม่ให้ฟีบี้มาปรึกษาท่านสุบรรณ เกี่ยวกับงานกุศล ช่วยเหลือผู้ประสบภัยค่ะ”
“งั้นรอสักครู่นะครับ พอดีผมติดธุระอยู่” สุบรรณหันมาพูดกับนาถสุดาและไพศิษฐ์ “ผู้กอง นาถ เข้ามาคุยกันข้างใน”
สุบรรณเดินนำทุกคนเข้าไปข้างในโดยไม่สนใจเฟื่องวลีสักนิด เฟื่องวลีหน้าเหวอไปเลย
“ธุระอะไรนักหนา”
เฟื่องวลีออกอาการกระเง้ากระงอดไม่พอใจ ก่อนมองตาม ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์แอบย่องตามเข้าไป

ภายในห้องประชุม สุบรรณถามทั้งสามคนอย่างแปลกใจ
“มีเรื่องอะไรกัน? ถึงได้นัดคุยกันทั้งสามคน”
“เรื่องสุรินทร์น่ะครับ” อำนาจเอ่ยขึ้น
“สุรินทร์ทำไม”
ไพศิษฐ์เดินเปิดภาพจากกล้องที่ลิงค์มายังคอมพิวเตอร์ให้สุบรรณดู แต่เห็นภาพค่อนข้างมัวๆ เห็นลำตัวงู และสุรินทร์เหมือนต่อสู่กับสิ่งที่มองไม่เห็น สุบรรณมองภาพตรงหน้าอย่างงุนงง
สุบรรณไม่เข้าใจ “นี่มันอะไร”
“ภาพสุดท้ายที่จับได้ว่า สุรินทร์มีชีวิตอยู่”
“นาถคิดว่า..ตอนนี้คนของพี่สุบรรณไม่น่าจะปลอดภัยค่ะ”
“และที่พวกเราคิด สถานที่เกิดเหตุ น่าจะเป็นบ้านเจ้าอุรคาครับท่าน” ไพศิษฐ์ว่า
“บ้านเจ้าอุรคา”
น้ำเสียงของสุบรรณประหลาดใจ และลึกไปกว่านั้น น้ำเสียงของสุบรรณเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ได้
ยินเลย
ส่วนที่ด้านนอก เฟื่องวลีได้ยินทุกอย่าง ทำหน้างง ไม่เข้าใจ ได้แต่พึมพำด้วยความสงสัย

“มีเรื่องอะไรที่บ้านเจ้าอุรคา”

ส่วนเสี่ยทรงยศอยู่ภายในห้องโถงที่บ้าน หน้าเครียดกำลังเฉ่งลูกน้องที่ทำงานพลาด

“พวกแกสองคนฝีมือแย่มาก ทำไมไม่ฆ่าไอ้สุบรรณให้มันตายไปเลยวะ”
สมศักดิ์พูดด้วยท่าทางยังหวาดกลัวอยู่ “เราสองคนก็ตั้งใจอย่างนั้นล่ะครับเสี่ย แต่..แต่”
“แต่อะไรวะ” เสี่ยถาม
“เราสองคนถูกผีหลอก”
ทรงยศด่า ตะคอก “ผีบ้าอะไรของพวกแกวะ”
“จริงๆ ครับ เสี่ยก็น่าจะรู้ ว่าท่านสุบรรณ แม่นปืนขนาดไหน แต่ในคืนนั้น กระสุนไม่ถูกเราสองคนแม้แต่นัดเดียว” อากรบอก
“แต่มือของผมสิครับเสี่ย มือของผม เหมือนมีใครก็ไม่รู้ มาจับ บังคับให้ยิงท่านสุบรรณแล้วอย่างที่เห็น ท่านสุบรรณต้องเข้าห้องไอซียู” สมศักดิ์บอกอีก
ทรงยศหรี่ตาโกรธไม่หาย “แต่มันก็ไม่ตายอยู่ดี...สมกับเป็นแมวเก้าชีวิตจริงๆ ไอ้สุบรรณ แต่อย่าคิดว่าฉันจะยอมแพ้”
“เสี่ยจะให้เราสองคนลอบฆ่าท่านสุบรรณอีก” อากรถามขึ้น
ทรงยศมอง อยากตบกะโหลก “ถ้าฉันทำอย่างนั้นอีก ฉันคงโง่ตายห่า แล้วก็คงเป็นนายพวกแก
ไม่ได้”
สมศักดิ์รีบประจบใหญ่ “ผมก็ว่าอย่างนั้นละครับ และก็เชื่อว่า คนอย่างเสี่ยทรงยศ ต้องมีวิธีที่ดีกว่า
เก่า ชนิดจับมือใครดมไม่ได้”
ทรงยศยิ้มพอใจ “แต่คราวนี้ไอ้สุบรรณมันจะต้องเจ็บปวด แทบดิ้นตาย...เพราะเป้าหมายของฉันจะพุ่งตรงไปยัง คนที่ไอ้สุบรรณมันรักแทน พวกแกไปสืบดู ไอ้สุบรรณมันรักใคร แล้วรีบจัดการให้เร็วที่สุด”
“ครับเสี่ย” สองคนรับคำพร้อมกันอย่างขันแข็ง
ทรงยศยิ้มร้ายเจ้าเล่ห์ เหมือนกำลังมองหน้าสุบรรณอยู่ “จุดอ่อนของแกอยู่ที่หัวใจ..แล้วฉันก็จะทำลายหัวใจของแกไอ้สุบรรณ”

เวลาเดียวกันเจ้าอุรคาอยู่ที่เฮือนภูจำปา ดวงตาแน่วนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยความเกรี้ยวกราด ได้ยินที่สามวายร้ายคุยกัน
“ข้าไม่เคยทำร้ายใครก่อน แต่มนุษย์บางคน มันรนหาที่เอง เหมือนกับแก...ไอ้สุรินทร์”
เจ้าอุรคาลดสายตามองลงต่ำที่พื้น เห็นร่างของสุรินทร์นอนอยู่ แทบเท้าของเจ้าอุรคา

ทุกคนเดินออกมาด้านหน้าคฤหาสน์ สุบรรณบอกเฟื่องวลีที่ยังรออยู่
“ขอโทษนะครับ วันนี้ผมไม่สะดวกคุยด้วยพอดีผมมีธุระด่วน คงต้องคุยกับคุณฟีบี้วันหลัง”
“ไม่เป็นไรค่ะ พอดีฟีบี้ก็มีธุระเหมือนกัน แล้วเจอกันค่ะ” เฟื่องวลีบอก
สุบรรณเดินออกไปขึ้นรถกับอำนาจ ไพศิษฐ์หันมายั่วเฟื่องวลีต่อ
“คุณฟีบี้เลยเสียเที่ยวเลย”
เฟื่องวลียิ้มเยาะคุยข่มไปงั้นๆ “ไม่เสียหรอกค่ะ ถึงไม่ได้คุยกับท่านสุบรรณ ฟีบี้ก็ได้คุยกับพี่ชาย
แทน”
พูดแค่นั้นเฟื่องวลีก็หมุนตัวเดินขึ้นรถ ไพศิษฐ์หน้ายุ่ง
“เฮ้ย!”
นาถสุดาแซว “หึงคุณชายเหรอคะ”
ไพศิษฐ์อมยิ้มขำ “รสนิยมผมยังเหมือนเดิมนะครับนาถ”
“แล้วคุณศิษฐ์จะร้องทำไม”
“ก็ผมเป็นห่วงนายชาย...ถ้าท่านสุบรรณ มีฉายา แมวเก้าชีวิต คุณฟีบี้ก็มีฉายาเหมือนกัน”
นาถสุดางง “ฉายาอะไรคะ”
“ปลิงสาว...กัดไม่ปล่อย”
“คุณศิษฐ์”
นาถสุดาตีแขนดังเผียะ แต่ไพศิษฐ์หัวเราะลั่น มองตามเฟื่องวลีอย่างระอา

ทางด้านภุชคินทร์หน้านิ่ว ผุดลุกผุดนั่งไม่เป็นสุข
“ทำไมผมต้องคิดถึงคุณด้วย เจ้าอุรคา?” ภุชคินทร์เน้นคำเตือนตัวเอง “เรื่องงาน มันแค่เรื่องงานเท่านั้น”
“งานอะไรคะพี่ชาย” นารีวรรณถามขึ้น
ภุชคินทร์สะดุ้ง มองหน้าน้องสาวเก้อๆ
“งาน..ให้นายศิษฐ์”
“หนูนาก็นึกว่าพี่ชายมีเรื่องอะไรซะอีก”
“พี่จะมีเรื่องอะไร”
“ก็วันนั้น พอหนูนาเล่าตำนานนาคีเทวี จู่ๆ พี่ชายก็พรวดพราดออกไป หนูนาเลยนึกว่า พี่ชายจะไปตามหานาคีเทวีน่ะสิคะ”
นารีวรรณแค่พูดแซวเล่น แต่ภุชคินทร์นิ่งไป นารีวรรณไม่รู้ตัวพูดต่อ
“ก็พญานาคเคยมาปรากฏตัวที่วังของเรา ถ้านาคีเทวีจะมาอีกตัวก็คงไม่แปลก ดีซะอีกถ้ามาจริงๆ หนูนาจะได้ถามซะเลยว่า เรื่องที่เกิดในตำนานเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า...และถ้าจริง..หนูนาจะไปตามล่าพญาครุฑมาเบิ๊ดกะโหลกให้ค่ะ”
“พูดจาอะไรเหลวไหลใหญ่แล้วนะหนูนา”
“ไม่เหลวไหลหรอกค่ะ เป็นเรื่องมหัศจรรย์ต่างหาก ไม่อย่างนั้น จู่ๆ ตำนานนาคีที่หนูนาอ่านเจอจะหายไปได้ยังไง”
คำพูดนั้นของนารีวรรณ ทำให้ภุชคินทร์เงียบกริบ ได้แต่พึมพำ
“ใช่..ตำนานนาคีเทวีจะหายไปได้ยังไง”

เวลาเดียวกันเจ้าอุรคาเพ่งมองรูปปั้นครุฑงับคอนาคในห้องโถงที่เฮือนภูจำปา ราวกับกำลังส่งกระแสจิตถึงภุชคินทร์
“มาเถิดท่านภุชเคนทร์ กลับมา อย่าใจดำกับข้านักเลย...ข้าจะทำให้ท่าน จดจำได้ทุกอย่าง รวมทั้ง คำสาบานระหว่างเรา”

ดวงตาของเจ้าอุรคามองที่นาคตัวนั้น มีแต่ความโศกเศร้า เว้าวอน

ภุชคินทร์เดินลิ่วออกจากในบ้านตรงมาที่รถ บอกตัวเองอย่างเครียดๆ

“เราจะต้องรู้ให้ได้ ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเรา เจ้าอุรคา”
ขณะที่ภุชคินทร์จับประตูรถจะเปิดเข้าไปนั่งแต่รถของเฟื่องวลีกลับแล่นเข้ามาจอดเทียบ
“ฟีบี้”
เฟื่องวลีรีบลงจากรถร้องถาม “พี่ชายจะไปไหนคะ”
ภุชคินทร์บอกเสียงเข้ม “ธุระ”
“แต่ฟีบี้มีเรื่องจะคุยกับพี่ชาย”
“ไว้วันหลังแล้วกันนะฟีบี้” ภุชคินทร์จะไป
เฟื่องวลีไม่พอใจ แต่พยายามคุมเสียง “แล้วถ้าเป็นเรื่องของเจ้าอุรคาล่ะ พี่ชายจะฟังฟีบี้ก่อนได้มั้ยคะ”
มือภุชคินทร์ที่จะเปิดประตูรถชะงัก ถามสนใจ “มีอะไร”
“ท่านสุบรรณกำลังจะไปที่บ้านเจ้าอุรคา เพราะสงสัยว่าคนของท่าน ถูกเจ้าอุรคาลอบทำร้ายค่ะ”

เวลาเดียวกันนั้นที่เฮือนภูจำปา บรรยากาศอึมครึม เข้มขลัง เจ้าอุรคายืนมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความเหน็ดเหนื่อยหัวใจ แต่เสียงยังเข้ม และทรงอำนาจเหมือนเดิม
“มันเป็นเรื่องของเรากับท่านภุชเคนทร์ และพญาสุบรรณเท่านั้น ใยคนอื่นถึงต้องมาวุ่นวาย”
“ในเมื่อทุกอย่างไม่ใช่ปัจเจก แต่ละปัจจัยย่อมมีผลแห่งการสืบเนื่อง ไม่มีใครสามารถแยกออกจากกันและกันได้ ตราบใดที่ไม่ปล่อยวาง” ชรายุว่า
พลันนั้นเองยมนาปรากฏกายขึ้น มองเจ้าอุรคาท่าทีระอาเหลือแสนขณะพูด
“เพราะนี่คือสัจธรรม”
เจ้าอุรคาเสียงสั่นเครือ รู้ทั้งรู้แต่ยังทำไม่ได้ “สัจธรรม”
“ก็ขนาดว่าเขาเปลี่ยนภพชาติกันไปแล้ว แต่เจ้าก็ยังตามมาวุ่นวายยึดติด คิดจะให้เขาเป็นอย่างเดิม ตามที่เจ้าต้องการ แล้วทำไมเรื่องทุกข์ใจร้อนใจจะไม่บังเกิดขึ้นกับเจ้า” ยมนาพูดเสียงเข้มตอนท้ายประโยค “แต่นี่คือสิ่งที่เจ้าเลือกเอง”
เจ้าอุรคานิ่ง คล้ายนิ่งคิด รับฟังอย่างสะเทือนใจ ยมนาลดน้ำเสียงพูดอ่อนโยนเตือนสติ ในฐานะปิยมิตร
“ยังมีสิ่งที่งดงามมากมายนักในความเป็นพญานาคีของเจ้า อุรคา...กลับไปทำหน้าที่ของเจ้าดีกว่า”
เจ้าอุรคาปฏิเสธเสียงแข็ง “ไม่ ชีวิตข้าไม่มีอะไรงดงามได้อีก ถ้าไม่มีท่านภุชเคนทร์ ท่านก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าเราใช้เวลานานแค่ไหนกว่าท่านภุชเคนทร์จะมาเกิดในชาติภพนี้”
“ทิฐิถือดีของเจ้า เคยสร้างทุกข์ให้คนที่เจ้ารักแค่ไหน ถึงวันนี้เจ้ายังตามมาสร้างทุกข์ให้เขาอีก อุรคา...เจ้าน่าจะรู้ดี อย่างไรเสีย พญาสุบรรณไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่เพราะอดีตกาล เขาก็สาบานที่จะตามเป็นทาสรักต่อเจ้าเช่นกัน”
เจ้าอุรคาอึ้งนิ่งงันไป ชรายุมองเจ้าอุรคาด้วยความสงสารและเห็นใจ

ไม่นานนักรถของสุบรรณแล่นมาจอดที่หน้าเฮือนภูจำปา ไพศิษฐ์ นาถสุดา อำนาจ ก้าวตามเดินลงมา
ทุกคนเห็นประตูไม้หน้าเฮือนภูจำปาปิดแน่นสนิท สุบรรณพูด แกมออกตัวไม่ได้อยากมา เพราะตนไม่คิดว่าเจ้าอุรคาเป็นคนร้าย
“เหมือนไม่มีคนอยู่”
“ปกติ บ้านของเจ้าอุรคาก็เงียบเชียบแบบนี้ล่ะครับ” อำนาจว่า
นาถสุดาถามด้วยท่าทีเกรงใจ “พี่สุบรรณทำเหมือนไม่อยากเข้าไป”
สุบรรณนิ่ง และไพศิษฐ์ก็จับอาการนั้นออก ผู้กองหนุ่มจดสายตามองสุบรรณอย่างตั้งใจ
“ก็... ถ้าเจ้าของบ้านไม่อยู่ เราจะดึงดันเข้าไป ก็คงไม่เหมาะ” สุบรรณบอก
ไพศิษฐ์ท้วงขึ้น “แต่มาถึงนี่แล้ว...ผมว่าลองดูดีกว่า...อาจจะมีคนอยู่ก็ได้”
ไพศิษฐ์เดินนำไป ทำท่าจะกดออดประตู แต่แล้วประตูกลับเปิดออกเสียก่อน ไพศิษฐ์ชะงัก เห็นชรายุเดินออกมามองไพศิษฐ์ พูดจาเหน็บแนมเนิบๆ ฟังดูน่ากลัว
“เป็นตำรวจแล้วยังมาทำลับๆ ล่อๆ อย่างกับคนร้าย กล้องวงจรปิดจับภาพพวกคุณอยู่ ไม่ใช่ผีสางที่ไหน เปิดประตูให้คุณหรอก”
เหมือนมีมวลพลังบางอย่างแผ่กระจายอยู่ตรงนั้น ทำให้ทุกคนมองชรายุนิ่ง แทบจะลืมหายใจ นาถ
สุดาเผลอเอามือกอดตัวเองเอาไว้ รู้สึกหนาวยะเยือกอย่างน่าแปลกประหลาด
“เจ้าอุรคาอยู่ข้างใน”
พูดแค่นั้นชรายุก็หันตัวเดินกลับเข้าไป สุบรรณและอำนาจตามเข้าไป ไพศิษฐ์กวาดสายตามองด้านบนตามวิสัยตำรวจ บอกนาถสุดางงๆ
“เค้าบอกอยู่ตลอดว่ามีกล้องวงจรปิด แต่มันอยู่ไหนล่ะผมไม่เห็นมีสักตัวเลย”
นาถสุดามองตามแต่ก็ไม่เจอ ตัดสินใจเดินเข้าข้างใน ไพศิษฐ์เดินตามกวาดตามองรอบๆ บ้านแววตาสงสัย และทันทีที่ทุกคนเข้าไป ประตูไม้ก็ค่อยๆ เลื่อนปิด โดยไม่มีคนล็อกแต่อย่างใด
ที่ด้านหลังเวลานั้น อากรกับสมศักดิ์ที่แอบขับรถตามสุบรรณตั้งแต่บ้านมา มองภาพเฮือนภูจำปาและชรายุอย่างสนใจ สองคนมองหน้า
“บ้านใครวะ” สมศักดิ์งง
“เจ้า...เจ้าอะไรซักอย่าง” อากรนึกออก “เจ้าอุรคา”
สมศักดิ์จำได้ “อ้อ! ฉันจำได้แล้ว ที่ถูกโจรกรรมเพชรพร้อมกับเจ้าประกายคำที่เป็นคดีใหญ่โต”
“แต่เพชรของเจ้าอุรคายังอยู่ ที่ถูกโจรกรรมไปเป็นของเจ้าประกายคำคนเดียว”
“งั้น...เราต้องหาทางขโมยเอาเพชรของเจ้าอุรคาให้ได้” สมศักดิ์หัวเราะลั่น “ยิงปืนนัดเดียวได้นก
สองตัว เลยโว้ยอากร”

สมศักดิ์ยิ้มเจ้าเล่ห์ท่าทีกระเหี้ยนกระหือรือ เห็นชั่วตามกัน

ส่วนที่ด้านในตรงบริเวณโถงของเฮือนภูจำปา เจ้าอุรคาบอกสุบรรณด้วยท่าทางทรงอำนาจเหมือนเดิม โดยไม่มองหน้า

“ที่นี่ไม่มีอะไรที่พวกคุณต้องการ”
ไพศิษฐ์โพล่งดักคอออกมาอย่างกวนๆ ตามนิสัย “แล้วเจ้ารู้ได้ยังไงครับ ว่าพวกผมต้องการอะไร”
ชรายุมองไพศิษฐ์แววตากร้าวไม่พอใจ แต่เจ้าอุรคากลับตอบนิ่งๆ เหมือนเดิม
“ก็ถ้าไม่ต้องการอะไร แล้วพวกคุณจะมาที่นี่กันทำไม”
ไพศิษฐ์ย้อน “เหมือนเจ้าจะรู้ไปซะทุกอย่างนะครับ”
เจ้าอุรคาเยื้อนยิ้ม “ก็เราไม่ใช่คนมักคุ้น ที่จะต้องแวะเวียนมาถามไถ่มิใช่หรือ” เจ้าหญิงผู้ลึกลับจ้องหน้าทีละคน “ทุกครั้งที่มา พวกคุณต้องมีปัญหามาเสมอ”
สุบรรณหน้าเจื่อนนิดๆ ท่าทีเกรงใจ “ขอโทษครับเจ้า...เหมือนคนของผม...จะสูญหาย...หลังจากมาที่นี่ผมเลยอยากจะขอตรวจดู”
เจ้าอุรคาย้อนถามออกไป “จะบอกว่าคนของคุณมาบุกรุกที่บ้านของฉันอย่างนั้นน่ะหรือ”
ทุกคนอึ้ง เงียบกริบ ที่โดนตำหนิซึ่งหน้า ไพศิษฐ์ปากดีโพล่งออกมาตามนิสัย
“ก็อาจจะเป็นเจ้า ที่ล่อหลอกให้เขามา”
ชรายุมองมาอย่างโกรธขึ้ง “คนอย่างเจ้าอุรคาน่ะหรือ จะมีแขกอย่างพวกคุณ อย่าลามปาม แค่นี้ก็ถือว่าเจ้าให้เวลาพวกคุณมากพอแล้ว เชิญ”
นาถสุดารีบพูดด้วยเสียงอ่อนน้อม “ขอโทษค่ะ อาจจะเป็นเพราะพวกเราห่วงคนของเรามากเกินไป จนเผลอแสดงกิริยาที่ไม่สมควรออกไป”
“และพักนี้สุรินทร์ก็พูดถึงเจ้าบ่อยมาก เหมือนเขามีความสนใจในตัวเจ้าเป็นพิเศษ พวกเราเลยคิดว่า เขา...อาจจะอยู่ที่นี่” อำนาจผสมโรง
ไพศิษฐ์ยังปากดีอีก “ถ้าเจ้าบริสุทธิ์ใจ ก็เปิดบ้านให้ผมดูหน่อยแล้วกัน”
“ไหนหมายค้น?” ชรายุถามเสียงขุ่น
ทุกคนอึ้งอีก สุบรรณถอนหายใจเฮือกใหญ่ลำบากใจ
“ผมขอโทษ ที่วู่วาม ไม่ได้ห้ามปรามคนของผม จนมาสร้างความวุ่นวายให้กับเจ้า” สุบรรณบอกทุกคน “กลับ”
ไพศิษฐ์กับอำนาจ แสดงออกอย่างชัดเจน ว่าอยากค้น ค้านพร้อมกัน
“แต่ท่าน” / “นายครับ”
สุบรรณสวนเสียงเข้ม “กลับ!”
เจ้าอุรคาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอันทรงอำนาจ “ได้...แม้ไม่ได้เป็นแขกรับเชิญ แต่เพื่อเกียรติของฉันเอง” เจ้าสั่งการเสียงเข้ม “ชรายุเปิดบ้านให้เขาดู ทุกห้องที่เขาต้องการ ไม่เว้นแม้แต่ห้องของข้า”
เจ้าอุรคาหมุนตัวเดินจะเข้าไปด้านใน ชรายุมองไม่พอใจ ตวัดเสียง
“เชิญ”
ชรายุเดินนำเข้าไป ทุกคนเดินตาม ไพศิษฐ์กับอำนาจ ท่าทางอยากรู้สุดๆ ส่วนนาถสุดากับสุบรรณเกรงใจมากมาย

ทางด้านภุชคินทร์ขับรถมาตามทาง มุ่งหน้าสู่เฮือนภูจำปา สองข้างทางมีต้นไม้เรียงรายกันอยู่ เฟื่องวลีมองบ้านหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าอย่างตื่นตะลึง บ้านไม้หลังสูงตั้งตระหง่าน ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้รกทึบ ราวกับอยู่ท่ามกลางหุบเขา เหนือขึ้นไปเห็นคล้ายหมอกจับตัวกันลอยอ้อยอิ่ง มองเผินๆ ดูคล้ายผู้หญิงกำลังสยายผม
“นี่หรือคะบ้านเจ้าอุรคา?...โห! ยังกับบ้านผีสิง”
ภุชคินทร์ฉุนปนรำคาญ จอดรถด้วยท่าทีไม่พอใจ “การพูดจาไม่เป็นมงคล ถือว่าเป็นสิ่งไม่ดีกับตัวเองนะ”
“ก็เหมือนบ้านผีสิงจริงๆ นี่คะพี่ชาย”
“แล้วจะไปหรือเปล่า”
“ไปค่ะ”
เฟื่องวลีตอบอ่อยๆ ได้แต่ก้มหน้าค้อน ภุชคินทร์ขับรถต่อไป

ที่ด้านในเฮือนภูจำปา เหมือนมีสายตาของเจ้าอุรคาเฝ้ามองทุกคนตลอดเวลา ชรายุเดินนำทุกคนค้นหาสุรินทร์ทุกซอกทุกมุม แต่ก็ไม่มีใครพบอะไร ชรายุหันมาถาม น้ำเสียงเย็นชาและเยือกเย็น
“เฮือนหลังนี้เปิดให้พวกคุณดูทุกที่แล้ว คิดว่า ฉันจะเอาคนของพวกคุณซ่อนอยู่ที่ไหนอีกมั้ย”
สุบรรณมองอำนาจเป็นเชิงตำหนิ ดุเสียงแผ่วเบาแต่เข้ม
“แกกำลังทำให้ฉันเสียผู้ใหญ่”
อำนาจยังมั่นใจ แย้งเบาๆ “แต่จากภาพที่เราเห็น..สุรินทร์อยู่ที่นี่จริงๆ ครับนาย”
อำนาจกวาดสายตามองอย่างมั่นใจ ว่าสุรินทร์น่าจะอยู่ที่ไหนซักที่ ส่วนไพศิษฐ์เอามือลูบคลำตาม
ฝาผนัง ทำเหมือนเฮือนภูจำปาจะมีห้องลับ ชรายุมองดุ นาถสุดาปรามไพศิษฐ์
“คุณศิษฐ์คะ...พอเถอะค่ะ ที่นี่ไม่ได้มีห้องลับอะไรอย่างที่คุณคิดหรอก”
“แต่ผมว่ามี” ไพศิษฐ์มั่นใจ
“ถ้ามี..ก็หาให้เจอ” ชยารุเยาะ “เพราะบางทีคนของคุณอาจจะถูกซ่อนไว้อยู่ข้างๆ คุณก็ได้”
ไพศิษฐ์ชำเลืองมองชรายุท่าทีเคืองๆ เอามือลูบคลำผนังอีก จังหวะนั้นมือของเจ้าอุรคาที่ยืนอยู่ ณ อีกที่หนึ่ง ยกขึ้น ทันใดนั้นเองม่านสีขาวจางๆ ก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างของสุรินทร์นอนกองอยู่แทบเท้าของไพศิษฐ์นั่นเอง
สุรินทร์ที่ท่าทางยังเจ็บปวดอ่อนแรงจากการถูกงูรัด ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาตื่นเต้นดีใจที่เห็นสุบรรณ กับอำนาจ สุรินทร์ร้องลั่น
“นาย..ช่วยผมด้วย อำนาจช่วยฉันด้วย”

ทว่าด้วยมนต์พรางตัวของเจ้าอุรคา จึงไม่มีใครได้ยินเสียงหรือมองเห็นสุรินทร์สักคน

ติดตาม "มณีสวาท" ตอนที่ 7
มณีสวาท ตอนที่ 2
มณีสวาท ตอนที่ 2
หลังเกิดไม่นานนัก มีบรรดาไทยมุงต่างพากันมายืนอออยู่เต็มหน้าร้านตา บ้างเม้าธ์มอยหน้าตาตื่น บ้างตั้งคำถามกันระงม ร้านอาหารถูกปิดแล้ว มีเทปสีเหลืองของตำรวจติดคาดเป็นเขตห้ามเข้า บริเวณด้านในมีตำรวจหลายนายเดินอยู่เต็มพื้นที่ ด้านเฟื่องวลีเอาแต่ร้องห่มร้องไห้สะอึกสะอื้นเนื้อตัวสั่น ทว่าน่ารำคาญมากกว่าน่าสงสาร แถมเกาะแขนภุชคินทร์แจ ขณะที่เจ้าหน้าที่นำศพของเสี่ยปิงออกมา ส่วนอีกด้าน ผู้กองไพศิษฐ์และตำรวจคนอื่นๆ พากันตรวจดูสถานที่เกิดเหตุเพื่อเก็บหลักฐาน ถัดไปนักข่าวรุมสัมภาษณ์สุบรรณ โดยมีอำนาจยืนประกบ “ท่านสุบรรณพอจะทราบมั้ยครับว่า สาเหตุการตายของเสี่ยปิงเกิดจากอะไร” “ไม่ทราบครับ แล้วก็ยังไม่ได้คุยกับเจ้าหน้าที่เลย พอดี ผมเสร็จประชุมผ่านมา เห็นเหตุการณ์เลยแวะเข้ามาดู”
กำลังโหลดความคิดเห็น...