xs
sm
md
lg

พรพรหมอลเวง ตอนที่ 1

เผยแพร่:

พรพรหมอลเวงตอนที่ 1

แอร์โฮสเตสกำลังเดินดูแลความเรียบร้อย ของผู้โดยสารตามทางเดินบนเครื่องบิน ตันหยงนั่งยิ้มอยู่ในขณะที่ผู้โดยสารรอบตัวกำลังหลับไหล พนักงานต้อนรับเดินเข้ามาถาม

“ต้องการอะไรหรือเปล่าคะ”
“ไม่ค่ะ ขอบคุณ...เอ่อ..นี่อีกกี่ชั่วโมงจะถึงเมืองไทยคะ” ตันหยงถาม
“ประมาณ 2 ชั่วโมงค่ะ” พนักงานยิ้ม
“ขอบคุณค่ะ”
ตันหยงยิ้มตอบและแสดงอาการตื่นเต้นที่จะได้กลับเมืองไทย เจ้าหน้าที่เดินไป ตันหยงยิ้มแล้วหยิบไอแพดออกมาเปิดดู ที่หน้าจอเป็นรูปตันหยงกับพิรามยืนยิ้มอยู่คู่กัน

เหตุการณ์ในอดีตที่มาของรูปหวานย้อนกลับมาในห้วงคำนึงของตันหยง ครั้งนั้นพิรามบรรจงสวมแหวนให้ตันหยง ทั้งสองมีความสุข ส่วนผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายต่างก็ปลาบปลื้มยินดี ทั้งคู่ยิ้มให้กันอย่างมีความสุข ช่างภาพถ่ายรูป พิรามซับเหงื่อให้ตันหยง

ที่มุมหนึ่งในงานเลี้ยงของพิธีหมั้น
“ผมอยากแต่งงานกับหยงเร็วๆจัง” พิรามบอก
“เราก็หมั้นกันแล้วไงคะ” ตันหยงยกนิ้วให้พิรามดู
“หมั้นแล้ว คุณก็จะทิ้งผมไปเรียนต่อ ตั้ง 2 ปี” พิรามยิ้มอ้อน
ตันหยงใช้สองมือแตะแก้มพิรามแล้วยื่นหน้าเข้าหา “แค่ 2 ปีเอง”
“ให้ผมบินไปส่งคุณ ผมขอดูแลให้เรียบร้อยจนถึงวันเรียน”
“อย่าเลยค่ะ ใครรู้เข้า...”
“มันจะดูไม่ดี!” พิรามพูด ทั้งสองหัวเราะออกมา “อีกแล้ว... ไม่ดียังไง เราหมั้นกันแล้ว ไม่เห็นน่าเกลียดตรงไหนเลย ให้ผมไปนะ” พิรามอ้อน
ตันหยงพูดด้วยน้ำเสียงชัดเจน แต่ยิ้มน้อยๆ “หมั้นแล้ว แต่ยังไม่ได้แต่ง !” ตันหยงซีเรียสขึ้นมา “แล้วคุณก็ขึ้นเป็นผู้บริหารต่อจากคุณพ่อคุณแล้ว ไหนจะบริษัทของตัวเองอีกนะคะ ไม่ต้องห่วงหยง”
พิรามจนมุมจึงถอนใจ “สัญญาว่าเราจะคุยกันทุกวัน”
“หยงกลัวว่าคุณนั่นแหล่ะ จะยุ่งจนไม่มีเวลาคุยกับหยง”
“สำหรับหยง ผมว่างเสมอ” พูดจบพิรามก็สวมกอดตันหยง
“ห่างคุณแค่คืนเดียว ผมก็แทบจะขาดใจแล้ว นี่ตั้งสองปีเชียวนะ คุณตั้งใจจะทรมานผมใช่มั๊ย” พิรามก้มลงจะจูบตันหยง
ตันหยงดันหน้าพิรามไว้ “ก็ได้ ก็ได้ หยงสัญญาค่ะ ปล่อยก่อนเร็ว เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า...”
สุดนภานำทีมเพื่อนๆโห่ร้องพร้อมทั้งโผล่ออกมาจากที่ซ่อนแล้วก็ปรบมือให้
“พวกเรา น่าสงสารมดแถวนี้จังเลย สงสัยจมน้ำตาลตายแน่” สุดนภาแซว
ตันหยงเขินสุดๆ พิรามมองตันหยงด้วยความรัก

พอคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต ตันหยงก็ยิ้มแล้วมองหน้าพิรามในไอแพด
“ขอโทษนะ ที่ไม่ได้บอกว่าจะกลับวันนี้ หยงแค่อยากจะเซอร์ไพรส์คุณ”
ตันหยงหยิบไอแพดขึ้นมากอดไว้แนบอก ก่อนจะยิ้มอย่างมีความสุข


ที่ประตูผู้โดยสารขาเข้าของสนามบิน ตันหยงเดินเข้าประตูมา
“ถึงบ้านซะที ..”
ตันหยงมองรอบๆตัวอย่างตื่นเต้น

ปฐวีเดินออกจากประตูมาพร้อมๆ กับตันหยง แต่ต่างคนต่างก็ไม่สนใจกัน ปฐวีก้มหน้าถอดแว่นตาออกมาเช็ด ตันหยงเดินผ่านหน้าปฐวีไป ปฐวีสวมแว่นคืนแล้วเดินไปทางเดียวกับตันหยง


ตันหยงเดินมาถึงก็ล๊อคเก็บรถเข็น แล้วตันหยงพยายามจะดึงรถเข็นออกมาแต่ก็ดึงไม่ออก ปฐวีที่เดินตามมามองเห็นท่าทางตันหยงแล้วยิ้ม
“need a help!” ปฐวีถามแล้วยื่นมือไปดึงรถเข็นออกมาให้ตันหยง ก่อนจะมองหน้าตันหยง
“Thank you.” ตันหยงบอก
ตันหยงกับปฐวีมองหน้ากัน ปฐวียิ้มแล้วก็ชะงัก
“ขอบคุณค่ะ” ตันหยงพูดอีกครั้ง
ตันหยงเข็นรถตัวเองออกไป ปฐวียิ้มเขินๆ
“อ้าว นึกว่านักท่องเที่ยว ที่แท้ก็คนไทย”
ปฐวีขำตัวเองแล้วดึงรถเข็นของตัวเองออกมาก่อนจะเดินไป
ปฐวีและตันหยงเดินไปยืนรอกระเป๋าของตัวเองอยู่คนละฝั่งของสายพานลำเลียงกระเป๋า ปฐวีหันหน้าไปก็เห็นตันหยงกำลังตื่นเต้นและยิ้มมีความสุขที่ได้กลับบ้าน ปฐวีมองแล้วอมยิ้มอย่างมีความสุขตาม


ตันหยงเข็นรถพร้อมสัมภาระของตัวเองพร้อมกับลากกระเป๋าออกมามองหาคนมารอรับ
“ทำไมยังไม่มานะ”
ตันหยงหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมาโทร.ออก

“คุณแม่คะ”
บุหงากดรับโทรศัพท์ด้วยท่าทางตื่นเต้น ขณะที่พินิจนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ข้างๆ

“หยงหรือลูก”
บุหงาหันไปสะกิดพินิจ พินิจรีบวางหนังสือพิมพ์แล้วเข้ามาฟังด้วย
“มาถึงนานหรือยัง หนูรออยู่ตรงไหนเนี่ย...”
“หนูเพิ่งมาถึงค่ะ รอตรง ผู้โดยสารออก คุณแม่ถึงหรือยังคะ” ตันพยงถาม
“รอแป๊บนึงนะลูก แม่กำลังเข้าที่จอดรถ สัญญาณไม่ดี...เดี๋ยวแม่โทรหานะจ๊ะ”
บุหงากดปิดโทรศัพท์แล้วหันไปมองพินิจ
“จะเป็นอะไรหรือเปล่าเนี่ย ลูกจะโกรธเรามั๊ย”
“จะโกรธอะไรได้ ขี้คร้าน จะยิ้มหน้าบานน่ะสิ” พินิจบอก
บุหงานึกได้) ไม่ได้การ ต้องโทรแจ้งข่าวก่อน”
“ทำยังกะหนังสายลับเฮ้อ...แม่กับว่าที่ลูกเขยคู่นี้ อะไรก็ไม่รู้”
บุหงาค้อนแล้วรีบต่อโทรศัพท์ทันที พินิจยิ้มแล้วอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ

ตันหยงกดวางสายแล้วเดินเข็นกระเป๋าไป เธอมองร้านค้าในสนามบินแก้เบื่อ สองสามีภรรยาชาวต่างชาติเข็นรถเข็นที่มีข้าวของเต็มไปหมดพร้อมกับคุยโวยวายโดยไม่มองคนอื่นมาตามทางเดินอีกฝั่ง
แล้วรถเข็นสองสามีภรรยาชาวต่างชาติก็มาชนรถของตันหยงเข้าอย่างจังจนกระเป๋าเล็กของตันหยงกระเด็นไป ขวดเหล้าในรถเข็นของสองสามีภรรยาหล่นแตก กระเป๋าตันหยงกระเด็นไปตกตรงหน้าปฐวี ปฐวีหยิบขึ้นมามองหาเจ้าของ
“โอ๊ยตายแล้ว... I am sorry” ตันหยงพูด
สองสามีภรรยาโวยวายเป็นภาษาเกาหลี
“นี่คุณ เข็นรถยังไงไม่รู้จักดู ทำข้าวของเสียหาย คุณต้องชดใช้นะ”
ตันหยงพูดเป็นภาษาอังกฤษ “คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไม๊ ชั้นฟังไม่รู้เรื่องหรอกแล้วคุณก็มาชนชั้นเองนะ จะโวยวายทำไมเนี่ย ชั้นสิเป็นฝ่ายเสียหายอุตส่าห์ขอโทษตามมารยาทก่อนแล้วนะ ชั้นจะเรียก ซิคิวริตี้ มาคุยแล้วกัน” ตันหยงส่ายหัว
ตันหยงหันมองหา รปภ. แต่ยังไม่เห็น สองสามีภรรยาเกาหลียังโวยวายไม่เลิก ตันหยงเริ่มหงุดหงิด ปฐวีเข็นรถเข็นเดินเข้ามาแล้วหยุดยืนดูเหตุการณ์ สองสามีภรรยาโวยวายไม่หยุด ตันหยงชะงัก
ภรรยาพูดเป็นภาษาเกาหลี “คุณทำของชั้นเสียหายคุณต้องชดใช้ ไม่งั้นชั้นจะแจ้งความ”
ตันหยงชะงักแล้วหันกลับมาโต้ตอบอย่างสุภาพ
“I do not understand. What you say.”
ตันหยงถอนใจด้วยความเซ็ง

หัวหน้าทัวร์วิ่งถือธงกระหืดกระหอบเข้ามาตามลูกทัวร์คู่นี้พร้อมกับส่งภาษาเกาหลีบอกให้รีบไป
“โอย อยู่นี่เอง ยังกะจับปูใส่กระด้ง ไปเร็วๆ --@#$$%%^&*())_” หัวหน้าทัวร์พูดเกาหลีให้ไปเร็วๆ แล้วพยายามต้อนไป
สามีภรรยาเกาหลีแข่งกันฟ้องว่าผู้หญิงคนนี้ชนขวดเหล้าหล่นแตก หัวหน้าทัวร์มองงงๆ แล้วแปล
“อ้าว เค้าบอกคุณชนของเค้าเสียหาย จะให้ชดใช้”
ตันหยงพูดกับหัวหน้าทัวร์ “คุณสองคนนี่เข็นรถเข้ามาชนชั้นเอง แล้วยังจะให้ชั้นชดใช้อะไร ชั้นไม่ได้เป็นฝ่ายผิดนะ”
หัวหน้าทัวร์หันไปพูดกับลูกทัวร์เป็นภาษาเกาหลี “เค้าบอกว่าเค้าไม่ผิด”
“ถ้าไม่ชดใช้ จะแจ้งความ” สองสามีภรรยาเกาหลีบอก
“เค้าบอกว่าคุณต้องชดใช้ ไม่งั้นเค้าจะแจ้งความ”
สองสามีภรรยายิ่งโวยวาย ตันหยงก็เถียงแบบไม่ยอมแพ้
“คุณดูสิคะ เค้ามาชนรถชั้นเอง กระเป๋าชั้นก็กระเด็นไปโน่น อย่างนี้ชั้นยังต้องชดใช้อีกหรือ”
หัวหน้าทัวร์มองซ้ายที ขวาทีแล้วเริ่มเอามือกุมหัว
“โอ๊ย เปลี่ยนอาชีพดีกว่าไม๊เนี่ย”
ปฐวีเดินเข้ามาเสนอ
“ขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดสิครับ”
หัวหน้าทัวร์มองหน้าปฐวีแล้วยิ้มดีใจเพราะเห็นด้วย เธอหันไปพูดกับนักท่องเทียวเป็นภาษาเกาหลี
“งั้นไปดูภาพจากกล้องวงจรปิด” หัวหน้าทัวร์พูดไทยต่อ “ไป ไป” หัวหน้าทัวร์จับมือลูกทัวร์ “ไปขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดกัน ขอเชิญไปดูพร้อมๆกันเลย” หัวหน้าทัวร์พูดกับตันหยง
“ยินดีค่ะ” ตันหยงบอก
สองสามีภรรยาหันมามองหน้ากันแล้วซุบซิบ
“เราเปลี่ยนใจแล้ว เสียเวลา” สามีชาวเกาหลีพูด
หัวหน้าทัวร์ส่ายหัว “อ้าว เปลี่ยนใจซะแล้ว เฮ้อ. คงไม่มีปัญหาแล้วค่ะ ขอโทษนะคะโอ๊ย จะบ้าตาย งั้นก็ไปไป” หัวหน้าทัวร์พูดเกาหลี “งั้นไปเร็ว ไป ไป” หัวหน้าทัวร์หันมาขอโทษอีกรอบ
ตันหยงพูดกับปฐวี “ขอบคุณนะคะ”

ปฐวียิ้มก่อนจะหยิบกระเป๋าส่งให้ตันหยง ตันหยงขอบคุณ ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ของตันหยงก็ดังขึ้น ตันหยงรีบเลี่ยงไปรับ ปฐวียิ้มเจื่อน
“อะไรนะคะ ตรงไหนนะ ได้ค่ะ หยงจะไปตรงประตู 8”
ตันหยงรีบเข็นรถลิ่วออกไปทันที ปฐวีมองตามยิ้มๆ ก่อนจะหันหลังเดินไปอีกทาง
ตันหยงนึกได้จึงหันมามองด้านหลังแต่ก็ไม่เห็นปฐวีแล้ว

ตันหยงเสียดายแต่ก็เดินเข็นรถมุ่งไปที่ประตู 8 ปฐวีกับตันหยงเดินแยกกันไปคนละทาง
ปฐวีมองหาคนมารับแต่ก็ไม่เห็น สักพักก็มีมือเล็กๆ มาสะกิดตัวเขา ปฐวีหันขวับมาเห็นแล้วยิ้ม เห็นเมริน หรือ น้องเมย์ ยืนกระตุกเสื้อของเขาอยู่พร้อมกับยิ้มให้ ปฐวีอุ้มเมรินขึ้นมา

“น้องเมย์ มาก็ไม่บอกน้าก่อน”
“เมื่อกี้น้าวีมองใครเหรอคะ”เมรินถาม
ปฐวียิ้มเขิน “..ก็มองหาสาวน้อยของน้าวีคนนี้ไง”
ประภัสสรเดินยิ้มเข้ามา ปฐวียิ้มทัก
“พี่สร ขอบคุณนะครับอุตส่าห์มารับผม”
“ขอบคุณแม่หลานสาวตัวดีเถอะ บ่นถึงแต่น้าวีจน พี่เริ่มจะน้อยใจแล้ว” ประภัสสรพูดยิ้มๆ
ปฐวีมองเมริน “จริงหรือ แหม คิดถึงน้าวีจริงหรือเปล่า อย่างนี้น้าวีต้องขอหอมให้ชื่นใจหน่อยแล้ว ไหนหอมแบบไหนนะ”
“หอมแก้มซ้าย หอมแก้มขวา หอมโหนก.....” เมรินบอก
“จมูกปุ๊กปิ๊ก” ปฐวีพูด
ปฐวียิ้มแล้วจูบปลายจมูก เมรินยังนิ่ง ปฐวีแกล้งเอาหนวดถูแก้มเมริน เมรินจั๊กจี๋ แล้วสองน้าหลานก็หัวเราะกันคิกคัก
“พอแล้ว วีก็ เล่นเป็นเด็กเชียว ไปป่านนี้ที่บ้านคงคอยแย่แล้วละ” ประภัสสรบอก
“ครับพี่สร เห็นมั๊ย...โดนคุณแม่ดุแล้ว เดี๋ยวกลับบ้าน น้าจะเอาหนวดถูแก้มน้องเมย์ให้หายคิดถึงเลย”
ปฐวีอุ้มเมรินแล้วเดินไป ประภัสสรมองแล้วยิ้มเศร้าๆ


ตันหยงเข็นรถมาที่หน้าประตูทางออก 8 เธอมองไปรอบๆตัวอย่างผิดหวัง
“อะไรกันนี่ ไหนบอกว่าอยู่ที่ประตู 8 ไง”
ตันหยงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจะกดโทรออก แต่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเสียก่อน ตันหยงกดรับ
“ต้องการให้รถไปส่งที่บ้านหรือเปล่าครับ” เสียงพิรามดังจากปลายสาย
ตันหยงยิ้มดีใจ “พิราม...”
ตันหยงหันกลับไปมองทางด้านหลังก็เห็นพิรามยืนถือโทรศัพท์มองเธออยู่พร้อมดอกไม้ช่อโตในมือ
ทั้งคู่เดินเข้ากัน ตันหยงดีใจมาก
“คุณรู้ได้ยังไง” ตันหยงถาม
“ผมคิดถึงคุณจังเลย ตันหยง”
พิรามเดินมาส่งช่อดอกไม้ให้ตันหยงแล้วทำท่าจะกอดหอม แต่ตันหยงเบี่ยงแก้มหลบ
“นี่มันที่สาธารณะ อายเค้า”
“เฮ้อ....คุณไม่คิดถึงผมหรือ” พิรามถาม
“คิดถึงสิคะ ....ไปกันเถอะค่ะ”
“ก็ได้....ไปครับ”
พิรามเข็นรถให้ตันหยง แล้วทั้งคู่ก็เดินควงแขนกันออกไป


ตันหยงกับพิรามเดินมาขึ้นรถที่จอดอยู่ พิรามเปิดประตูรถให้ตันหยง
“เชิญครับ คุณผู้หญิง”
“ขอบคุณค่ะ คุณผู้ชาย”
ตันหยงขึ้นรถไป พิรามรอจนตันหยงขึ้นรถเรียบร้อยแล้วพิรามก็ขึ้นรถขับออกไป
ตันหยงพยายามจะดึงเข็มขัดมาคาดแต่ก็ติด พิรามขยับตัวมาดึงเข็มขัดเพื่อคาดให้ ตันหยงขยับตัวอย่างอึดอัดเล็กน้อยแล้วบ่นออกมา
“นี่คุณกับคุณแม่ พร้อมใจกันวางแผนแกล้งหยงใช่ไม๊นี่”
พิรามยิ้ม “ทีจะกลับมา ทำไมไม่บอกผม ผมน้อยใจแล้วนะ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ หยงตั้งใจจะเซอร์ไพร์ซคุณต่างหาก”
“คิดถึงผมไม๊” พิรามแกล้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ
ตันหยงยิ้มอายแต่ไม่ตอบ เธอหันหน้าออกไปอีกทาง พิรามขับรถยิ้มๆ

ปฐวีที่อุ้มเมรินกับประภัสสรเดินเข้ามาที่รถที่จอดอยู่ ลุงสายรีบวิ่งไปรับข้าวของจากปฐวี
“ขอบใจมากนะลุงสาย”
แล้วทุกคนก็ขึ้นรถออกไป


เวลาผ่านไป บุหงากอดตันหยงไว้อย่างคิดถึงมาก ตันหยงกอดแม่แล้วผละไปกอดพ่อด้วย
ตันหยงประจบ “หยงคิดถึงคุณแม่กับคุณพ่อมากที่สุดเลย”
“ไม่ต้องมาปากหวานเลยเรา เป็นยังไงบ้างลูก เดินทางปลอดภัยดีนะจ๊ะ” บุหงาถาม
“ค่ะ เริ่มจะมีปัญหาก็ตอนถึงเมืองไทยนี่แหละ คุณพ่อกับคุณแม่ร่วมมือกับพิรามแกล้งหยง”
“แกล้งอะไรกัน ดูพูดเข้า พิรามเค้าอยากจะไปรับหยง แม่ก็เห็นด้วย”
ตันหยงทำงอน “...นั่นแหละค่ะ ร่วมมือกันรุมหยง”
“แล้วลูกวางแผนจะทำอะไรต่อล่ะ เรียนจบแล้ว” พินิจถามขึ้น
“หยงตั้งใจว่าจะทำงานซักพัก”
“ไม่ได้นะ คุณพ่อคุณแม่ครับ ผมขออนุญาตแต่งงานกับหยงนะครับ” พิรามบอก
พินิจกับบุหงามองหน้ากันแล้วยิ้มขำ


ตันหยงกับพิรามเดินคุยกันอยู่หน้าบ้าน ตันหยงทำเป็นงอน
“คุณไม่เคยบอกหยงมาก่อนเลยนี่นา”
“งั้น ผมบอกหยงตอนนี้เลยแล้วกัน”
พิรามจับมือตันหยงไว้ก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้าพร้อมยื่นกล่องแหวนให้เธอ
“คุณตันหยง...คุณจะให้เกียรติเป็นเจ้าสาวของผมได้มั๊ยครับ”
ตันหยงตะลึง เธอเห็นแหวนทับทิมล้อมเพชรอยู่ในกล่องก็ยื่นมือไปแตะแหวนด้วยความตื่นเต้น พิรามแกล้งปิดกล่องงับนิ้วตันหยงไว้ ตันหยงตกใจแล้วตีมือพิราม ทั้งคู่ขำกัน
“อย่าปฏิเสธผมนะหยง ผมขาดใจตายแน่” พิรามรีบบอก
ตันหยงลังเลก่อนตอบ “ค่ะ...หยงตกลงค่ะ”
พิรามเข้ากอดตันหยงด้วยความดีใจ ก่อนจะจับตันหยงหมุนเหวี่ยง ตันหยงร้องลั่น ทั้งคู่หัวเราะกัน
“หยงขอไปบอกคุณพ่อคุณแม่ก่อน”

ตันหยงเดินออกไป พิรามรีบตามไปจับมือแล้วเดินคู่กันไป
บุหงายืนชะเง้อมองลุ้นๆ พินิจนั่งอ่านหนังสือไปมองบุหงาไปแล้วยิ้มขำ บุหงาเห็นตันหยงกับพิรามเดินเข้ามา บุหงารีบทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ พินิจยิ้มขำ

“หยงตกลงแล้วครับ ผมจะให้คุณพ่อคุณแม่มาคุยกับคุณอาอีกครั้งหนึ่งอย่างเป็นทางการ เราจะแต่งงานกันให้เร็วที่สุด” พิรามบอก
ตันหยงเขิน “ใครบอกคุณว่าจะแต่งเร็วที่สุด”
“อ้าว....ไม่รู้ล่ะ คุณอาทั้งสอง ตกลงนะครับ” พิรามถาม
บุหงายิ้มปลื้ม
“แม่ดีใจกับลูกทั้งสองคนด้วยนะจ๊ะ วันนี้อยู่ทานข้าวด้วยกันนะจ๊ะ อาสั่งให้เค้าทำกับข้าวโปรดลูกไว้ตั้งหลายอย่าง”
“นะคะ พิราม หยงมีของมาฝากคุณด้วย” ตันหยงอ้อน
พิรามทำท่าจะพยักหน้าแต่แล้วเสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น ตันหยงเห็นรูปพัดชาขึ้นที่หน้าโทรศัพท์ของพิราม
“คุณพัดชาค่ะ” ตันหยงบอก
พิรามทำหน้าอึดอัดก่อนจะเดินเลี่ยงไปรับโทรศัพท์
“มีอะไรหรือ .....เสร็จธุระแล้วจะรีบไป” พิรามพูดใส่โทรศัพท์แล้วรีบกดปิดโทรศัพท์ก่อนจะเดินกลับมาด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ
“ผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ พอดีลูกค้าที่ดีลกันมีปัญหานิดหน่อยครับ”
“อ้อ..งั้นหรือจ๊ะ ไว้โอกาสหน้าก็ได้ ไปทำงานเถอะพ่อคุณ” บุหงาบอก
ตันหยงน้อยใจ “...งานด่วนหรือคะ”
“ขอโทษด้วยนะหยง คราวนี้ธุระสำคัญจริงๆ ขอตัวก่อนนะครับ”
“ฝากความคิดถึงถึงคุณพัดชาด้วยนะคะ” ตันหยงบอก
พิรามชะงักนิดหนึ่งแล้วไหว้ลาพินิจกับบุหงาแล้วเดินจากไป ตันหยงมองตามอย่างงอนๆ
“ว๊า...ไม่รู้ธุระอะไรด่วนนักหนา”
“ไม่เอาน่าลูก พิรามเค้างานยุ่งจะตาย เค้าอุตส่าห์ทิ้งงานไปรับ แล้วยังจะมาทำงอแงอีกหรือลูก”
ตันหยงแอบยิ้ม “คุณพ่อขา คุณแม่ไม่ยอมเข้าข้างหนู”
ทั้งบุหงากับพินิจหัวเราะเฮฮาออกมา

คุณหญิงปรงทองกำลังนั่งเอนหลังอยู่ที่บ้าน ส่วนคุณแม้นวาดนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ด้านข้าง สักพักปฐวีก็อุ้มเมรินเข้ามาในห้อง โดยมีประภัสสรเดินตามเข้ามา ปฐวีก้มลงกราบคุณหญิง
“เป็นยังไงบ้าง เจ้าวี เหนื่อยมั๊ยลูก” ปรงทองถาม
“ไม่หรอกครับ แค่สัมมนาทางวิชาการ ผมมีของมาฝากคุณย่ากับย่าแม้นด้วยนะครับ”
แม้นวาดยิ้มปลื้ม
“แหม..คุณวีช่างมีน้ำใจคิดถึงคนแก่ หิวหรือเปล่า เดี๋ยวแม้นไปสั่งให้เค้าจัดของว่างดีกว่า”
แม้นวาดรีบลุกขึ้นแล้วเดินเลี่ยงไป
“เจ้าน่ะมันปากหวานจริงๆ มิน่าล่ะยายแม้นถึงได้ปลื้มนักปลื้มหนา” ปรงทองพูดกับเมริน “ไง เจ้าเมย์เกาะน้าแจเชียว มาให้ย่าชื่นใจหน่อยสิ”
เมรินเดินมากราบปรงทองแล้วไปนั่งด้านข้างในระดับที่ต่ำกว่า ปรงทองมองเมรินอย่างเอ็นดู
“ทำไมแววตามันถึงได้หงอยเหงาอย่างนี้ล่ะ เป็นเด็กเป็นเล็กต้องสดใสร่างเริงสิลูก” ปรงทองพูดกับประภัสสร “นี่แน่ะแม่สร เค้าว่าแม่เศร้า ลูกมันก็จะเศร้าตามไปด้วยนะ”
ประภัสสรยิ้มเจื่อน
“แล้วนี่ พ่อเมธีไปไหนซะล่ะ หมู่นี้ไม่ค่อยเห็นหน้าเห็นตาเลย”
“ติดงานที่ต่างจังหวัดค่ะ แต่วันนี้สัญญาว่าจะกลับมาทานข้าวเย็น” ประภัสสรบอก
ประภัสสรหลบตาทุกคน ปฐวีมองประภัสสรอย่างเห็นใจ
“ไปคุยกันที่โต๊ะอาหารไม๊ครับ ไปน้องเมย์ ช่วยกันประคองคุณย่าไปทานของว่างเร็ว” ปฐวีบอก
ปฐวีกับเมรินช่วยกันฉุดดึงปรงทองให้ลุกขึ้น ปรงทองหัวเราะอย่างมีความสุข ส่วนประภัสสรมองอย่างเศร้าๆ


ปฐวี ปรงทอง ประภัสสร เมริน และแม้นวาดนั่งร่วมโต๊ะอาหารพร้อมหน้ากัน แม้นวาดคอยดูแลอาหารจำพวกข้าวตังหน้าตั้ง เมี่ยงลาว ปัฐวีมองอาหารแล้วพูดออกมา
“ย่าแม้นนี่รู้ใจผมจริงๆ”
แม้นวาดยิ้มปลื้ม
ปฐวีจัดข้าวตังเป็นคำเล็กๆ มาป้อนให้เมริน
“มานี่ อาป้อนเอง”
ปรางค์ทิพย์ ปรงแก้ว และปรงขวัญเดินเข้ามาในห้อง เธอเห็นปฐวีกำลังป้อนขนมเมรินก็มองนิ่งด้วยความอิจฉา
“แหม..อยู่กันพร้อมหน้าเชียวนะคะ ปรงแก้ว ปรงขวัญ ไปกราบคุณยายสิลูก”
ปรงแก้วและปรงขวัญยังยืนนิ่ง ปรางค์ทิพย์แอบผลักลูกทั้งสองคนให้เข้าไปกราบปรงทอง
“เป็นยังไงบ้างละ ไม่ค่อยมาให้ยายเห็นหน้าเห็นตาเลย” ปรงทองถาม
“ตอนนี้กำลังเรียนพิเศษล่วงหน้า จริงสิ ทั้งสองคนสอบได้ที่ 1 ค่ะ คะแนนนำลิ่ว ถ้ารักษาระดับนี้ได้ ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยคงติด 1 ใน 50 ระดับประเทศแน่ๆ” ปรางทิพย์คุย
“มันยังเด็กยังเล็กแค่นี้ จะรีบแข่งขันกันไปไหน” ปรงทองว่า
“แหม...ว่าแบบนั้นก็ไม่ได้นะคะคุณยาย ขืนโง่ๆเซ่อจะไปสู้ใครเค้าได้ จริงมั๊ย น้องสร” ปรางทิพย์ย้อนถาม
ประภัสสรอ้ำอึ้ง “..ค่ะ คุณพี่”
“เออ...แล้วยายเมย์ล่ะ สอบได้ที่เท่าไหร่ อย่าบอกนะว่าเกือบตก ...พี่ว่า เราน่าจะพายายเมย์ไปวัดไอคิวบ้าง จะได้รู้ว่าสติปัญญาต่ำกว่าเกณท์มาตรฐานหรือเปล่า ชืนปล่อยไว้ มีหวัง จะตกต่ำเหมือน..เอ่อ...”
ปรางค์ทิพย์ทำหน้าเยาะเย้ย ประภัสสรหลบตาต่ำ เมรินหงอย
“น้องเมย์ไม่ได้สติปัญญาต่ำหรอกครับพี่ปรางค์ ผมดูแลอยู่ คะแนนไอคิวเทสต์ก็มาตรฐาน” ปฐวีบอก
“งั้นหรือ งั้นพี่ก็ยินดีด้วยนะคะ น้องสร แสดงว่า น้องเมย์คงจะเป็นลูกแม่ ได้แม่มาเยอะ” ปรางค์ทิพย์นึกได้ “อ้าวแล้วนี่พ่อน้องเมย์ไปไหนล่ะ มานั่งตักคุณอา ทำเป็นกาฝากไปได้”
ประภัสสรหน้าเสีย ปรางค์ทิพย์แอบยิ้มสะใจ
“พอเถอะ” ปรงทองตัดบท “นี่เด็กๆ หิวกันหรือเปล่า มาทานของว่างกับย่าดีกว่า”
ปรางค์ทิพย์ไม่พอใจแต่จำใจต้องนิ่งไว้ เธอแอบมองประภัสสรพร้อมส่งสายตาแค้น

เมรินมองหน้าปรางค์ทิพย์แบบจ๋อยๆ
พรพรหมอลเวงตอนที่ 1 (ต่อ)

ปฐวีอุ้มเมรินเดินออกมาหน้าบ้าน ประภัสสรเดินเศร้าตามมา ปฐวีแอบมองพี่สาวอย่างเป็นห่วง

“น้าวีคะ ลูกกาฝากแปลว่าอะไรคะ” เมรินถามขึ้น
ปฐวีมองหน้าประภัสสรอึ้งๆ
“น้องเมย์ถามทำไมคะ” ปฐวีถามกลับ
“น้องเมย์อยากรู้นี่คะ ป้าปรางค์ชอบบอกว่าเมย์เป็นลูกกาฝาก” เมรินบอก
“งั้นน้าวีก็เป็นน้ากาฝากด้วยดีมั๊ย เพราะน้าวีก็รักหลานคนนี้ที่สุดเลย” ปฐวีพูด
“จริงนะคะ” เมรินถาม
“จริงสิ น้าวีสัญญา” ปฐวีบอก
ทั้งสองเกี่ยวก้อยสัญญากัน
สายแก้วเดินเข้ามาจากอีกทางแล้วเข้ารับเมรินไปจากปฐวี
“มาค่ะ คุณน้องเมย์ ไปอาบน้ำกันดีกว่า”
สายแก้วพาเมรินเดินจากไป ปฐวีมองตามจนสายแก้วลับตาแล้วหันไปหาประภัสสร
“พี่ปรางค์ชอบพูดจาอะไร ไม่นึกถึงจิตใจของเด็ก เป็นผู้ใหญ่เสียเปล่า พูดไม่รู้จักคิด” ปฐวีว่า
“แต่พี่ปรางค์เค้าก็พูดจริงไม่ใช่หรือ” ประภัสสรเศร้า
“พี่สรต้องหนักแน่นนะครับ คำพูดของคนอื่นน่ะ เราจะเอามาใส่ใจไม่ได้เราต้องสนใจคนของเรามากกว่า”
“พี่ปรางค์พูดอะไรมันก็ไม่สำคัญ เท่าการกระทำของคุณเมธีหรอกจ๊ะวี”
“เค้าก็พูดไปอย่างนั้นแหละ อย่าคิดมากซิครับ ถ้าพี่ไม่สบายใจ น้องเมย์ก็จะพลอยเศร้าไปด้วยนะครับ”
ประภัสสรยิ้มเศร้า “พี่จะพยายามไม่ใส่ใจ พี่ขอตัวก่อนนะจ๊ะ”
ประภัสสรเดินหน้าเศร้าเข้าบ้านไป ปฐวีถอนหายใจยาวด้วยความหนักใจ


เมรินนั่งวาดภาพระบายสีอยู่ โดยมีสายแก้วคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ
“คุณแม่ขา ทำไมคุณพ่อยังไม่กลับมาล่ะคะ” เมรินถามประภัสร
“คุณพ่อไปทำงานค่ะ น้องเมย์ เดี๋ยวก็คงจะกลับมา”
“คุณพ่อสัญญาว่าจะกลับมาทานข้าวกับเมย์ด้วย” เมรินหันมองประภัสสรแล้วยิ้ม
“จ๊ะ”
เมรินก้มหน้าระบายสีต่อ ประภัสสรมองนาฬิกาอย่างอึดอัดก่อนจะแอบเดินย่องออกไป แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออกแต่ก็พบว่าไม่มีสัญญาณ


รีสอร์ทแห่งหนึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการตกแต่ง เมธียืนคุยงานอยู่กับลูกน้องและเจ้าของรีสอร์ท
“รับรองครับว่างานนี้ต้องเสร็จทันเวลา”
“ผมเชื่อฝีมือคุณครับคุณเมธี เพราะโปรเจ็คต่อไป จะใหญ่กว่านี้อีก คงต้องให้คุณเมธีเป็นผู้ดูแล” เจ้าของรีสอร์ทบอก
เมธีมั่นใจมาก “ขอบคุณที่วางใจผมครับ”
“ฝากด้วยนะครับ”
เจ้าของรีสอร์ทพูดจบก็เดินไป เมธีถอนหายใจแล้วยกนาฬิกาขึ้นมาดู เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก็เห็นว่ามีสายที่ไม่ได้รับของประภัสสร 5 สาย เมธีกดจะโทรออก ทันใดนั้นลูกน้องของเขาก็วิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน
“บอสครับ มีปัญหาระบบเสียงในห้องจัดเลี้ยงครับ”
“อ้าว แล้วคนวางระบบล่ะ” เมธีถาม
“กลับไปแล้วครับ เมื่อวานทดสอบก็ไม่มีปัญญา จู่ๆ เกิดใช้ไม่ได้ ซะอย่างงั้น”
เมธีฟังจบแล้วก็พยักหน้าก่อนจะรีบเดินนำไป ลูกน้องเมธีเดินตามไปอย่างเร่งรีบ


ประภัสสรกดโทรศัพท์ปิดด้วยความหงุดหงิด เธอหันกลับมาเห็นเมรินจ้องตาแป๋ว ประภัสสรรีบยิ้มเอาใจ
ประภัสสรพยายามถามกลบเกลื่อน “วาดรูปอะไรคะ”
“รูปบ้านเราไงคะ นี่คุณพ่อ คุณแม่ แล้วก็เมย์”
“อ้าว แล้วไม่มีพี่สายแก้วหรือคะ” สายแก้วถามขึ้น
“มีสิคะ แต่พี่สายแก้วอยู่ในครัว ทำกับข้าวอยู่ไง” เมรินตอบ

ทุกคนหัวเราะขำเมริน ประภัสสรมองเมรินแล้วแอบถอนหายใจด้วยความเศร้า
ปรางค์ทิพย์อยู่กับปรงแก้วและปรงขวัญที่กำลังนั่งทำแบบฝึกหัดกองโต ปรางค์ทิพย์เดินชะเง้อมองไปทางฝั่งบ้านประภัสสร

“หนอยนังเมย์นี่ ร้ายเหมือนพ่อมันไม่มีผิด ป้วนเปี้ยนออเซาะคุณย่า เดี๋ยวก็ประจบน้า อย่างนี้มีหวังสมบัติคงยกให้มันกันหมด เจ็บใจนัก”
พูดจบปรางค์ทิพย์ก็หันมามองปรงแก้วปรงขวัญที่นั่งวาดภาพการ์ตูนในสมุดแบบฝึกหัด ปรางค์ทิพย์ตวาดแว๊ดจนเด็กทั้งสองสะดุ้งและกลัว
“ให้มันได้อย่างนี้สิ นังลูกโง่ ให้เรียนก็ไม่ตั้งใจเรียน ประจบประแจงก็ไม่เป็น อีกหน่อยคงถูกเฉดหัวออกจากบ้านแน่”
“คุณแม่ขา แก้วขอพักเล่นตุ๊กตาได้มั๊ยคะ แก้วทำแบบฝึกหัดครบ 500 ข้อแล้วนะคะ” ปรงแก้วบอก
“ขวัญก็อยากเล่นแต่งตัวให้น้องหมี นะคะคุณแม่” ปรงขวัญร้องขอ
“ไม่ได้ เดี๋ยวก็ต้องเตรียมตัวเรียนเปียโนต่อ”
“ขอพักวันนึงได้มั๊ยคะคุณแม่”
“ไม่ได้..นี่แกสองคน ไม่รู้หรือ ชั้นเสียเงินไปมากมายแค่ไหน เพื่อให้แกมีเทียมหน้าเทียมตาคนอื่น อีแค่เรียนเปียนโนมันจะเหน็ดจะเหนื่อยอะไร มัวแต่เล่นตุ๊กตา เล่นแล้วมันได้อะไรขึ้นมา”
เด็กทั้งสองจ๋อย
“ชั้นไม่ยอมให้แกสองคนพักหรอก อย่ามาทำหน้าเศร้านะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าจะว่าชั้นได้ว่าเลี้ยงพวกแกไม่มีความสุข” ปรางทิพย์ว่า
บุญศรีเดินเข้ามาจากอีกทาง
“คุณแก้วคุณขวัญคะ ได้เวลาไปเรียนเปียโนแล้วค่ะ”
“แต่แก้วไม่อยากไปนี่คะ แก้วเหนื่อย” ปรงแก้วบอก
ปรางค์ทิพย์ตวาด “...นี่นังแก้ว อย่ามาทำเป็นขี้เกียจหลังยาว เหมือนพ่อจริง..จริ๊ง ถ้าอยากจะเป็นลูกชั้นก็ตั้งใจเรียนเข้า ไปสิ ทั้งสองคนนั่นแหละ”
ปรงแก้วกับปรงขวัญชะงักแล้วจ๋อยไม่กล้าสบตาแม่
“นี่ บุญศรี หล่อนคอยดูอย่าให้แม่แก้วแม่ขวัญเหลวไหลนะ วันเกิดคุณย่ามันจะได้เล่นให้เป็นของขวัญ ดูซินังเด็กปัญญาก่อนนั่น เอาอะไรมาสู้” ปรางทิพย์สั่ง
“ค่ะ คุณปรางค์ เชื่อมือบุญศรีเถอะ เรื่องแบบนี้ บุญศรีถนัด”
บุญศรีรับคำอย่างมั่นใจ ปรางค์ทิพย์ยิ้มพอใจ
“ยังไงชาตินี้ลูกแก ไม่มีวันสู้ลูกชั้นได้หรอก ยัยประภัสสร”



ลุงสายกับป้าแก้วกำลังวุ่นวายอยู่กับการทำกับข้าว สายแก้วเดินเข้ามาในครัว
“วันนี้แม่ทำอะไรตั้งเยอะแยะ” สายแก้วถาม
“วันนี้คุณเมธีจะกลับมาทานข้าว” ป้าแก้วบอก
“อ้าว..แม่รู้ได้ยังไงเนี่ย”
“คุณเมย์คุยอวดตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว ท่าทางดีใจเหลือเกิ๊น..แม่คุณเอ๊ย...คุณเมธีก็งานยุ่งเหลือเกิ๊น”
“ก็นั่นแหละแม่ คุณปรางค์ก็คอยยุให้รำตำให้รั่ว สงสารคุณสรไม่เถียงซักคำ ถ้าเป็นชั้นนะ...”
ลุงสายรีบปราม “หยุดเลย นั่งสายแก้ว เรื่องของเจ้านาย เรามีอะไรก็ทำไป”
บุญศรีที่ยืนแอบฟังอยู่อีกทางพูดขึ้น
“นินทาอะไรเจ้านายชั้น!! มีของว่างให้คุณแก้วคุณขวัญหรือเปล่า”
“จัดไว้แล้ว อยู่โน่น....” ป้าแก้วชี้ไป
“ทำกับข้าวซะเยอะแยะ จะมีแขกที่ไหนมา” บุญศรีถาม
“ก็คุณเมธี...” สายแก้วจะตอบ
ป้าแก้วรีบสะกิดไม่ให้สายแก้วพูด สายแก้วจึงหุบปาก
“โธ่...ก็แค่จะกลับมากินข้าวทำเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตไปได้ ....ก็ไอ้แค่ลูกคน..”
“นี่พี่บุญศรี...มันจะมากไปแล้วนะ ลูกอะไร”
บุญศรียักไหล่ “ชั้นก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่นา... เชอะ ไม่อยากจะลดตัวลงไปเกลือกกลั้ว ไหนล่ะ ของว่างคุณๆของชั้น”
ป้าแก้ว รีบหยิบถาดของว่างมาส่งให้ บุญศรีรับถาดไปแล้วทิ้งหางตาใส่สายแก้ว
“หมั่นไส้นักเชียว ทำเป็นใหญ่ มันก็ไอ้ขี้ข้าเหมือนกันแหละวะ” สายแก้วว่า
“นี่นังสายแก้ว อย่าแบ่งข้าแบ่งนายเลย หลานคุณหญิงท่านทุกคน เราต้องให้ความเคารพ” ลุงสายบอก
“ชั้นรู้หรอกน่าพ่อ...แต่พี่บุญศรี มันชอบพูดจากระทบกระแทกนี่นา”
“เอ็งก็อย่าไปฟัง อย่าให้เป็นเรื่องคุณหญิงท่านจะไม่สบายใจ” ป้าแก้วเตือน

สายแก้วประชด “จ้ะแม่...ถ้าเกิดวันไหน พี่บุญศรีแกเฮี้ยนขึ้นมา ยุให้คุณแก้วคุณขวัญรังแกคุณเมย์ แม่กับพ่อจะปล่อยให้เลยตามเลยหรือเปล่าจ๊ะ”
ลุงสายกับป้าแก้วมองหน้ากัน ป้าแก้วยกตะหลิวขึ้นมาเคาะหัวสายแก้ว


ประภัสสรยืนมองออกไปที่หน้าประตูบ้านแต่ก็ยังไม่มีวี่แววของเมธี นาฬิกาบอกเวลาสี่ทุ่มแล้ว เมรินนั่งหาวคอพับคออ่อนอยู่ที่โซฟา โดยที่สายแก้วคอยดูแลอยู่
“พาคุณเมย์ขึ้นไปนอนเถอะ สายแก้ว” ประภัสสรบอก
“ค่ะคุณผู้หญิง”

สายแก้วพาเมรินเดินขึ้นไป ประภัสสรหยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรหาเมธีอีกครั้ง
เมธีกำลังยืนคุมลูกน้องซ่อมระบบเครื่องเสียงอยู่ที่รีสอร์ท เขากางแปลนแล้วอธิบายให้ลูกน้องฟังอย่างจริงจัง แฟ้มงานกับโทรศัพท์ของเมธีถูกกองเอกสารวางทับอยู่บนโต๊ะที่ห่างออกมา


ประภัสสรนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร เข็มนาฬิกาเดินไปเรื่อยๆ ประภัสสรนั่งน้ำตาไหล สายแก้วเดินเข้ามามองประภัสสรอย่างเห็นใจ
“คุณผู้หญิงคะ คุณน้องเมย์หลับแล้วค่ะ” สายแก้วบอก
ประภัสสรรีบเช็ดน้ำตา “หรือจ๊ะ ขอบใจมาก สายแก้วเก็บโต๊ะได้เลย”
“คุณผู้หญิงยังไม่ได้ทานอะไรเลยนะคะ”
“ชั้นทานไม่ลงหรอก”
ประภัสสรลุกขึ้นแล้วเดินไป สายแก้วมองตามอย่างเป็นห่วง


เมรินนอนหลับอยู่บนเตียง ประภัสสรเดินเข้ามามองลูกสาวอย่างเศร้าๆ
“คุณพ่อเค้าไม่รักเราแล้วละ น้องเมย์จ๋า”
ประภัสสรนั่งร้องไห้เงียบๆ


ปฐวีนั่งมองพระจันทร์บนท้องฟ้า เขานึกถึงตอนที่เจอตันหยงครั้งแรกแล้วก็ช่วยเธอดึงรถเข็น นึกถึงตอนที่ตันหยงยืนเถียงกับสามีภรรยาชาวเกาหลีอย่างเอาเป็นเอาตาย นึกถึงตอนที่ตันหยงขอบคุณเขา พอเขาจะพูด ตันหยงก็รับโทรศัพท์แล้วเดินจากไป
ปฐวีคิดแล้วก็ยิ้ม
เสียงปรงทองดังขึ้น “คิดอะไรอยู่จ๊ะ ตาวี”
ปฐวีหันไปเห็นปรงทองเดินเข้ามา ปฐวีรีบเดินเข้าไปประคองให้มานั่งที่โต๊ะ
“คุณย่า ยังไม่นอนหรือครับ”
“จะให้รีบนอนไปไหน เมื่อถึงเวลาย่าก็คงได้พักยาวแล้วละ”
“โธ่ คุณย่ายังแข็งแรง อยู่เป็นมิ่งขวัญของลูกหลานไปอีกร้อยปีได้เลยครับ”
“สังขารคนเรามันไม่เที่ยงหรอก ย่าอายุมากแล้วอยากจะวางมือเรื่องธุรกิจซะที”
“อะไรกัน คุณย่ายังสาวออก เหมือนคนอายุ 50 มากกว่า”
“ปากหวานนะเราเนี่ย” ปรงทองถอนใจ “อะไรมันก็ไม่แน่นอน ดูพ่อกับแม่ของเราสิ จู่ๆก็ปุปปับไปเพราะอุบัติเหตุ ซ้ำร้าย แม่ของแม่ปรางค์ก็เป็นมะเร็งทิ้งย่าไปอีกคน มีที่ไหน แม่ต้องมาเผาลูก”
“โธ่ คุณย่าครับ อย่าไปพูดถึงเรื่องนั้นอีกเลย”
“ย่าไม่เศร้าหรอก เพีย
กำลังโหลดความคิดเห็น...