xs
xsm
sm
md
lg

เจ้าแม่จำเป็น ตอนที่ 18 จบบริบูรณ์

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เจ้าแม่จำเป็น ตอนที่ 18 อวสาน

ตกตอนเย็นวันนั้นกะละแมอยู่ที่หน้าบ้าน พูดโพล่งขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด

“กลับไปซะ”
ชิณยืนหน้าจ๋อยอยู่ตรงหน้ากะละแม
“อ้าว...ไล่ฉันทำไมเนี่ย ตอนนี้ฉันถูกตัดออกจากกองมรดก ไม่มีเงินติดตัวสักบาท ไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีข้าวกิน ถ้าเธอไม่ให้ฉันอยู่ด้วย ฉันก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน”
“นั่นมันเรื่องของคุณ ที่นี่ไม่ใช่สถานสงเคราะห์ ที่ใครนึกอยากจะอยู่ก็มาอยู่ได้ กลับไปอยู่บ้านคุณโน่น”
กะละแมจะเดินหนีเข้าบ้าน โต๊ด ติ่ง ตุ้งแช่ โทฟู่ที่แอบดูอยู่รีบหลบวูบเข้ามุม แต่ก็ยังแอบดูต่อ
ชิณรีบมาดักหน้ากะละแมไว้
“ให้ฉันอยู่ด้วยเถอะนะ ฉันจะช่วยงานเธอทุกอย่าง เธอจะสั่งให้ฉันทำอะไรก็ได้...ฉันยอมหมด”
กะละแมจ้องหน้าชิณเขม็ง “คุณเสียสติหรือเปล่า อยู่ดีๆ ก็อยากมาตกระกำลำบาก อยู่แบบจนๆ เนี่ยนะ คนรวยอย่างคุณอยู่ไม่ได้หรอก กลับไปเถอะ”
“ถ้าเธอไม่ลองให้ฉันอยู่ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าฉันจะอยู่ได้หรือไม่ได้” ชิณอ้อน
กะละแมชักจะเหนื่อยใจกับความดื้อของชิณ
“นี่คุณชิณ...ฉันถามจริงๆ เถอะ คุณทำแบบนี้ทำไม”
ชิณมองตากะละแมนิ่ง...กะละแมมองตอบ แล้วความรู้สึกหวั่นไหวก็เกิดขึ้นในใจของกะละแม
“ฉันต้องการพิสูจน์ความรักที่ฉันมีต่อเธอ”
กะละแมตาค้างคาดไม่ถึง...อึ้งไป
ลรรดากองเชียร์ โทฟู่ ติ่ง โต๊ด ตุ้งแช่...อึ้งไปตามๆ กัน ร้อง...ว้าววว
“ฉันอยากพิสูจน์ให้แม่เห็นว่า ถึงฉันไม่มีสมบัติอะไรติดตัวเลย เธอก็ไม่รังเกียจฉัน”
กะละแมทำหน้าซึ้ง แล้วก็ตอบว่า “ประสาท! คุณจะมาพิสูจน์อะไรแถวนี้ จะบ้าหรือเปล่า ทิ้งสมบัติ ทิ้งแม่มาหาฉันเนี่ยนะ น้ำเน่าที่สุด อีกอย่าง...คุณจะรักฉันได้ยังไง ฉันมันผู้หญิงลวงโลก อะไรก็ไม่มี บ้าหรือเปล่า...กลับไปเลย กลับไปแต่งงานกับคุณมิ้วของคุณโน่น แม่คุณจะให้แต่งกันเร็วๆ นี้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
“เรื่องแต่งงานของฉันกับมิ้วไม่ใช่เรื่องจริง พวกนั้นสร้างสถานการณ์ให้เธอเลิกยุ่งกับฉัน”
กะละแมสะอึกนิดๆ “งั้นเค้าก็ทำสำเร็จ เพราะฉันไม่อยากยุ่งกับคุณ กลับไปซะ”
“ฉันไม่กลับ” ชิณสวน แล้วมองหน้าอย่างรู้ทัน “ฉันรู้ว่าเธอทำเป็นผลักไส เพราะไม่อยากให้ฉันลำบาก ไม่อยากให้ฉันมีปัญหากับแม่ เธอเลยไล่ฉันกลับ” กะละแมสะอึก โดนจับได้ “แต่ฉันตัดสินใจแล้วว่าฉันจะมาอยู่กับเธอ ไม่ว่ายังไงฉันก็ไม่กลับ”
กะละแมชักรำคาญ...คิดหาทางแกล้งอยากให้ชิณเปลี่ยนใจ
“ได้...ถ้ายืนยันว่าจะอยู่ก็ไปอยู่ใต้ต้นไทรหน้าบ้านโน่น กิน อยู่ หลับ นอนตรงนั้น” ชี้ไปที่ใต้ต้นไทรหน้าบ้าน “อยู่ได้ก็อยู่...อยู่ไม่ได้ก็ไป”
“แค่เธอยอมให้ฉันอยู่ด้วย ฉันนอนตรงไหนก็ได้ ไม่มีปัญหา” ชินไม่หวั่น แถมมีหน้ามายิ้มกวนๆ ใส่อีก “ฉันจะอยู่จนกว่าเธอจะยอมรับว่า...เธอก็รักฉันเหมือนกัน”
กะละแมกัดฟันบอก “เพ้อ! ไม่มีวันหรอกจะบอกให้”
กะละแมกลั้นใจทำเป็นเชิดใส่แล้วเดินหนีเข้าบ้าน ชิณมองตามกะละแมแล้วยิ้มอย่างพอใจ แอบขำในความปั้นปึ่งของกะละแม

พอกะละแมเดินเข้ามาในบ้านแล้วก็หยุด...คิด นึกถึงตอนชิณบอกว่าจะ “พิสูจน์ความรัก” แล้วก็ยิ้มนิดๆ...แต่แล้ว...ภาพของฉายตะวันก็โผล่เข้ามา เป็นตอนที่ฉายตะวันบอกว่าให้เลิกยุ่งกับชิณ...กะละแมหุบยิ้มทันที
กะละแมหนักใจ ‘เอาไงดีวะ จะทำยังไงดีไอ้แม?’

ขณะที่กะละแมสับสนอย่างหนัก ฝ่ายชิณที่นั่งอยู่ที่แคร่ใต้ต้นไทรหน้าบ้าน ลมพัดเบาๆ ยิ้มมีความหวัง เป็นภาพสองคนในสองอารมณ์

เย็นนั้นโต๊ด ติ่ง และตุ้งแช่กำลังประชุมกันอยู่

“เฮ้ย...พวกเอ็งได้ยินเหมือนข้าหรือเปล่า ข้าไม่ได้หูฝาดใช่มั้ย” โต๊ดเอ่ยขึ้น
“ไม่ฝาดน้า คุณชิณบอกรักไอ้แมจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าเราจะตกถังข้าวสาร เราจะสบายกันแล้ว” ติ่งฝันหวาน
“แต่พี่แมเค้าไล่คุณชิณกลับ หรือเค้าไม่ได้ชอบคุณชิณ” ตุ้งแช่ตั้งข้อสังเกตุ
โต๊ดสรุป “เอาน่า...อย่าเพิ่งพูดอะไรกันมาก ข้าว่าเราก็ดูๆ กันไปก่อน เรื่องของคนสองคน อย่าไปสาระแนดีที่สุด”
ติ่งกับตุ้งแช่นิ่งไป แต่โต๊ดกลับดันอยากรู้ซะเอง

เวลาเดียวกันนั้น กิมเอ็งกับมิ้วนั่งเสนอหน้าอยู่ต่อหน้าฉายตะวันที่บ้านมหาทรัพย์พศาล แจ่มนั่งอยู่ที่พื้น ข้างๆ ฉายตะวัน
กิมเอ็งเสนอหน้ารายงาน “คุณน้องจัดการบอกกะละแมเรื่องงานแต่งงานของคุณชิณกับหนูมิ้วเรียบร้อยแล้วค่ะ ทุกอย่างผ่านไปได้อย่างดีเลิศ รับรองว่ากะละแมจะไม่มายุ่งกับกับคุณชิณอีกเด็ดขาด”
แจ่มทำหน้าเพลียสุดๆ ฉายตะวันไม่อยากพูด มิ้วมองไปรอบๆ บ้าน แล้วหันมาถามฉายตะวัน
“พี่ชิณออกจากโรงพยาบาลวันนี้ใช่มั้ยคะ ตอนนี้นอนพักอยู่ข้างบนหรือเปล่า มิ้วขอขึ้นไปเยี่ยมได้มั้ยคะ”
ฉายตะวันไม่ตอบเรื่องชิณ แต่ตัดสินใจถามเรื่องติ่งแทน
“นี่หนูมิ้ว ป้าถามอะไรสักอย่างสิ”
“มากกว่าอย่างนึงก็ถามได้ค่ะ ถามได้ทุกอย่างเลยค่ะคุณป้า” มิ้วระรื่นยิ้มกว้าง
“หนูมิ้วกับติ่งสนิทชิดเชื้อกันแค่ไหน แล้วตกลงเป็นอะไรกัน”
มิ้วหุบยิ้ม “ทำไมคะ...มันมาใส่ร้ายอะไรมิ้วคะ” ออกอาการร้อนตัว
“เค้าก็บอกว่ามิ้วหลอกใช้เค้าเป็นเครื่องมือกันกะละแมออกจากชิณ แล้วที่หนูมิ้วกับคุณกิมเอ็งมาดูแลป้าก็เพราะหวังจะจับชิณ หวังสมบัติของป้า”
กิมเอ็งหน้าเจื่อน มิ้วหน้าเสีย รีบแก้ตัว
มิ้วอึกอัก “เอ่อ...คือ...มันตอแหล มันโรคจิต มันชอบมาตามตื๊อมิ้ว มิ้วเลยไล่ตะเพิดไป มันคงโกรธก็เลยหาเรื่องใส่ร้ายมิ้ว คุณป้าอย่าไปฟังที่มันพูดนะคะ”
กิมเอ็งตอแหล “ที่คุณน้องกับหนูมิ้วมาดูแลคุณพี่ก็เพราะเป็นห่วง แล้วก็สงสาร เห็นสามีคุณพี่เพิ่งเสีย คุณชิณก็เอาแต่ทำงาน คุณน้องเลยอยากมาอยู่เป็นเพื่อนคุยให้หายเหงา เราสองคนแม่ลูกไม่เคยหวังอะไรเลย ไม่เค้ย...ไม่เคย เงินทองเราก็มีเยอะแยะ เราไม่ต้องการอะไรจากคุณพี่จริงๆ ค่ะ”
มิ้วยืนยัน “ใช่ค่ะใช่...อย่าไปฟังมันนะคะ”
ฉายตะวันทำเป็นพยักหน้า แต่ในใจเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง
กิมเอ็งรีบเปลี่ยนเรื่อง “แล้วตกลงคุณชิณอยู่ที่ห้องหรือเปล่าคะ”
ฉายตะวันนิ่ง ไม่อยากจะตอบ

เห็นชิณนั่งอยู่ที่แคร่ใต้ต้นไทรหน้าบ้านกะละแม ตบยุงแปะๆ สภาพอนาถา น่าสงสารเหมือนคนไม่มีที่ไป
จังหวะต่อมาชิณคอยชะเง้อเข้าไปในบ้าน มองกะละแมไปด้วยตบยุงไปด้วย ดูน่าสงสารมาก
ชิณมองเข้าไปในบ้าน เห็นกะละแมยืนอยู่ที่หน้าต่างแล้วมองชิณกลับมานิ่งๆ สองคนสบตากัน
ชิณยิ้มหน้าเจี๋ยมเจี้ยมให้กะละแม พยายามเรียกร้องความเห็นใจสุดฤทธิ์ แต่กะละแมไม่สนใจ เชิดใส่ แล้วเดินเข้าบ้านไป...ชิณหน้าเจื่อน
ขณะเดียวกันโต๊ดยืนอยู่มุมหนึ่งหน้าบ้าน เห็นทุกอย่างระหว่างชิณกับกะละแม
โต๊ดพึมพำเบาๆ “นังกะละแมมันเป็นอะไร อยู่ๆ ก็มาทำหยิ่ง”
โต๊ดครุ่นคิดด้วยความสงสัย

ตกกลางคืนกะละแมหันหลังให้หน้าต่างแล้วเดินเข้ามา แล้วก็ชะงักเพราะเห็นตุ้งแช่ยืนมองอยู่
“สงสารคุณชิณเค้าเนอะพี่แม ต้องนอนตากน้ำค้างน่าสงส๊าน...น่าสงสาร แผลที่ถูกยิงก็ยังไม่หายดี นอนใต้ต้นไทรแบบนั้นไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง”
“ก็อยากทำตัวเอง ช่วยไม่ได้”
“แต่เค้าทำไป เพราะรักพี่แมนะ”
คำพูดซื่อๆ ของตุ้งแช่ ทำเอากะละแมสะอึกเล็กน้อย
“เป็นเด็กเป็นเล็กรู้จักด้วยเหรอว่าความรักเป็นยังไง แก่แดดใหญ่แล้ว ไม่รู้อะไรอย่าพูดดีกว่า”
กะละแมตัดบท ทำเป็นไม่สนใจแล้วเดินหนีไป ตุ้งแช่ส่ายหน้าด้วยความไม่เข้าใจ

ตุ้งแช่เอาผ้าห่มและหมอน มายื่นให้ชิณ
“พี่แมให้เอามาให้” ตุ้งแช่ทำทีทำเป็นกระซิบ “พี่แมเค้าอาย แต่จริงๆ เค้าเป็นห่วงคุณชิณมากเลยนะ แต่เค้าไม่ให้บอก”
ชิณรู้ทัน “ฉันรู้ว่านายโกหก กะละแมไม่ใจอ่อนง่ายๆ หรอก แต่ก็ขอบใจมาก”
ตุ้งแช่ยิ้มแหะๆ “ยังไงคุณชิณก็ต้องอดทนนะครับ แช่เอาใจช่วย สู้ๆ”
ชิณยิ้มๆ
“แช่ไปก่อนนะครับ...นอนให้สบายนะครับ” ตุ้งแช่เดินเข้าไปบ้านไปยิ้มๆ

ชิณมองผ้าห่มกับหมอนในมือด้วยแววตามุ่งมั่น ‘สู้โว้ย’

ฝ่ายตุ้งแช่เดินเข้ามาในบ้านด้วยสีหน้าภูมิใจสุดฤทธิ์ ที่ได้เป็นกามเทพสื่อรัก ติ่งแอบดูเหตุการณ์อยู่ที่มุมเสา รีบโผล่หน้าออกมา ตุ้งแช่สะดุ้งเล็กน้อย

“ไปเสือกอะไรกับเค้าวะไอ้แช่ ไอ้แมไม่ได้บอกให้ทำซะหน่อย ระวังเถอะ ถ้าไอ้แมมันรู้ โดนแน่”
“ถ้าพี่ไม่บอก ฉันไม่พูด แล้วพี่แมจะรู้ได้ไง”
“เป็นเด็กเป็นเล็ก ยุ่งไม่เข้าเรื่อง”
“ฉันไม่ได้ยุ่งนะ ฉันก็แค่คิดว่าพี่แมเค้าเจอเรื่องแย่ๆ เพราะพวกเรามามากแล้ว ฉันก็อยากให้พี่แมเค้ามีความสุขบ้าง..ก็เท่านั้นเอง”
ติ่งคิดตาม เห็นด้วย ‘ฟังดูดีมีเหตุผล’

ชิณนอนอยู่ที่แคร่หน้าบ้าน พลิกตัวไปมาเพราะนอนไม่สบาย แต่ก็อดทนหวังจะให้กะละแมใจอ่อน ส่วนกะละแม เดินไปเดินมาอยู่ในบ้าน คอยแอบมองชิณจากทางหน้าต่างด้วยความเป็นห่วง
ด้านโต๊ดยืนมองกะละแมที่กำลังเดินไปเดินมา แอบดูชิณด้วยความเป็นห่วง แล้วก็ตัดสินใจเดินเข้าไปคุยด้วย
“กะละแม” กะละแมหันมา “เอ็งเป็นอะไร...ทำไมต้องทำแบบนี้กับคุณชิณ”
กะละแมไม่ยอมรับ “ฉันทำอะไร”
“ก็ทำปากแข็ง ใจแข็ง เอ็งคิดยังไงกับคุณชิณก็รู้อยู่แก่ใจ ส่วนคุณชิณเค้าคิดยังไงกับเอ็งเค้าก็พูดออกมาแล้ว เอ็งจะเล่นตัวให้เค้าต้องลำบากทำไม”
กะละแมเศร้า “ให้เค้าลำบากตอนนี้ดีแล้วน้า ดีกว่าให้เค้ามาลำบากกับฉันไปตลอดชีวิต ให้เค้าโดนยุงกัดจนทนไม่ได้ แล้วเผ่นหนีกลับไปเป็นคุณหนูเหมือนเดิมได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี”
โต๊ดได้ฟังก็เข้าใจกะละแมทันที แล้วก็ลองถามหยั่งเชิง
โต๊ดหยอด “แล้วถ้าเค้าไม่กลับ...เอ็งจะทำยังไง”
กะละแมชะงักคิด แล้วกัดฟันบอก
“ถ้าฉันไม่สนใจซะอย่าง คุณหนูอย่างเค้าจะทนไปได้สักกี่น้ำ”
กะละแมทำเป็นปากแข็ง

ชิณนอนพลิกตัวไปมาไม่รู้ตัวว่าโดนเมาท์...ยุงก็กัด น้ำค้างก็แรง หนาวก็หนาว...มหาเศรษฐีหนุ่มหล่อคิดในใจ เป็นคนจนนี่ลำบากจริงๆ

เช้าวันต่อมาฉายตะวันนั่งหน้าเศร้าๆ อยู่ที่โต๊ะกินข้าวคนเดียวเหงา แจ่มเอาข้าวต้มมาเสิร์ฟให้ฉายตะวัน เห็นฉายตะวันหน้าเศร้าๆ ก็อดถามไม่ได้
“คุณท่านจะไม่ไปตามคุณชิณกลับมาจริงๆ เหรอคะ”
“ฉันไม่ต้องไปตาม เดี๋ยวก็โดนกะละแมไล่กลับมาเอง ผู้ชายที่เหลือแต่ตัวผู้หญิงที่ไหนจะสนใจ ถึงตอนนั้นฉันอาจจะให้ชิณแต่งงานกับหนูมิ้วจริงๆ ก็ได้”
แจ่มฟังแล้วก็นิ่งคิดเหมือนมีอะไรจะพูด แต่ก็ลังเล...แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจพูดออกมา
“คุณท่านคะ วันนี้แจ่มขอทำเกินหน้าที่หน่อยนะคะ จะว่าแจ่มยุ่งเรื่องของเจ้านายก็ยอมค่ะ แจ่มทนไม่ไหวแล้ว วันนี้แจ่มขอพูดหน่อยนะคะ”
ฉายตะวันมองงงๆ “มีอะไรอยากพูดก็พูดมาสิ”
แจ่มระบายความในใจจนมองเห็นเป็นภาพทะลุปรุโปร่ง
“คุณมิ้วกับคุณกิมเอ็งน่ะค่ะ แจ่มว่าเค้าดูแปลกๆ ชอบยุให้คุณท่านกับคุณชิณเกลียดคุณกะละแม แถมยังเกาะคุณท่านติดหนึบยิ่งกว่าตุ๊กแกซะอีก ไปไหนมาไหนก็ไม่ค่อยจ่ายเงิน...กินอะไรแจ่มก็เห็นคุณท่านจ่ายคนเดียว...บางทีทำเนียนอยากได้โน่น อยากได้นี่ ตอดนิดตอดหน่อย เอาของฟรีตลอดเลย” ภาพจำตอนไปกินข้าว ซื้อของ ผ่านมุมมองของแจ่ม ผุดขึ้นในความคิดฉายตะวัน “บางทีเรื่องที่ติ่งบอกเมื่อวานอาจจะจริงก็ได้นะคะ
“ฉันก็ไม่ได้สังเกตอะไร คิดแค่ว่าเค้าเป็นเพื่อนที่ดี เพราะตั้งแต่คุณพงษ์เสีย ชิณก็ต้องทำงานที่บริษัทแทน จนแทบไม่มีเวลา ฉันก็ได้คุณกิมเอ็งกับหนูมิ้วนี่แหละ ที่คอยมาอยู่เป็นเพื่อน ช่วยทำนู่นทำนี่”
“แจ่มว่าเราลองไปเยี่ยมคุณกิมเอ็งกับมิ้วที่บ้านดูบ้างไหมคะ เผื่อจะได้รู้เขารู้เราเอาไว้บ้าง ระยะหลังคุณกิมเอ็งไม่ยอมให้คุณท่านไปที่บ้านเลย มันน่าแปลกนะคะ” แจ่มออกไอเดีย
“เค้าไม่ได้เชิญ อยู่ๆ เราโผล่ไปจะดีเหรอ”
“ดีสิคะ! ไปแบบไม่ให้รู้ตัวแบบนี้แหละค่ะ เผื่อเราจะได้เห็นอะไรดีๆ”
ฉายตะวันลังเลใจ ‘ไปหรือไม่ไปดี?’

มิ้วกับกิมเอ็งนั่งอยู่ในห้องรับแขกที่บ้าน...มิ้ววางโทรศัพท์แล้วโวยวาย
“โอ๊ย...พี่ชิณหายไปไหนเนี่ย โทร.ไปก็ไม่ติด บ้านคุณป้าก็ไม่อยู่ พี่ชิณไปไหนคุณป้าก็ไม่ยอมบอก...แล้วจะทำยังไงต่อ”
กิมเอ็งไม่ได้สนใจมัวแต่เช็คหุ้นผ่านไอแพด “หุ้นบ้าอะไรเนี่ย ซื้อปุ๊บราคาก็ดิ่งเหวปั๊บ ขายทิ้งก็มีแต่จะขาดทุน”
มิ้วหันขวับมา “ห๊ะ! ขาดทุนอีกแล้วเหรอคะ โอ๊ย...อะไรกันเนี่ย ผู้ชายก็หาย หุ้นก็ตก จะมีอะไรซวยกว่านี้อีกไหมเนี่ย!”
ทันใดนั้นเสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้น...ปิ๊งป่อง มิ้วกับกับเอ็งมองหน้ากันเหลอหลา
“ใครมาคะคุณแม่ บ้านเราไม่มีคนมาหานานแล้วนะคะ” มิ้วสงสัย
“หรือจะเป็นพวกเจ้าหนี้”
กิมเอ็งวิ่งไปแอบส่องที่หน้าต่าง เห็นเจ้าหน้าที่ธนาคารยืนอยู่หน้าประตูรั้วหน้าบ้าน
“ว๊าย...เจ้าหน้าที่ธนาคารค่ะ หลบค่ะคุณลูก...หลบเร็ว”
กิมเอ็งรีบปิดประตู หน้าต่างทุกบาน แล้วรูดม่านปิดสนิท
“เงียบไว้ค่ะคุณลูกขา ทำเหมือนไม่มีคนอยู่ เดี๋ยวพวกมันก็กลับ”
เสียงกริ่งดังอีก...ปิ๊งป่อง...ปิ๊งป่อง!
“ว๊าย...คุณแม่ขา มันกดกริ่งไม่หยุดเลยค่ะ ทำยังไงดีคะ”
“แอบค่ะ...หาที่แอบให้มิดชิด อย่าให้มันเห็นแม้แต่เงา”
มิ้วกับกิมเอ็งวิ่งหาที่หลบกันให้พล่าน

สองแม่ลูกหลบที่หลังโซฟา ในบ้านเงียบกริบ มีพัดลมที่หมุนส่ายไปมา พัดชายผ้าม่านปลิวไสว

เจ้าแม่จำเป็น ตอนที่ 18 อวสาน (ต่อ)

ฝ่ายพนักงานธนาคารกดกริ่งหน้าบ้านระรัว แต่ก็ไม่มีคนออกมาเปิดประตู พนักงานชะเง้อชะแง้เข้าไปในบ้านก็ไม่เห็นใครสักคน

พนักงานบ่นงึมงำ “มาทีไรก็ไม่เคยเจอเลย...เซ็งจริงๆ”
ขณะที่พนักงานกำลังจะกลับ รถฉายตะวันแล่นเข้ามาจอดพอดี
ฉายตะวันเดินลงจากรถ แจ่มกางร่มให้ ฉายตะวันเดินเข้ามาหาพนักงานธนาคาร
พนักงานพูดกับฉายตะวัน “มาหาคุณนายกิมเอ็งเหรอครับ ไม่มีคนอยู่หรอกครับ ผมมา กดกริ่งอยู่ตั้งนานไม่เห็นมีใครออกมาเลย เบื่อจริงๆ พวกชอบหนีหนี้” พูดจบก็ส่ายหน้าเซ็งๆ
ฉายตะวันกับแจ่มมองหน้ากันงงๆ
“ว่าไงนะคะ ใครเป็นหนี้ แล้วใครหนีหนี้”
“ก็คุณนายกิมเอ็งน่ะสิครับ เอาบ้านหลังนี้ไปจำนองไว้กับธนาคาร ขาดส่งเงินต้นมาหลายเดือนแล้ว นานๆ ถึงจะส่งดอกเบี้ยที ติดต่อก็ยาก... เฮ่อ!” พนักงานเล่าต่อ พร้อมกับส่ายหน้า
ฉายตะวันฟังแล้วก็อึ้ง แจ่มพยายามชะเง้อคอมองเข้าไปในบ้าน เห็นผ้าม่านในบ้านไหวๆ เหมือนมีคนอยู่ข้างใน
แจ่มสงสัย “แจ่มว่าน่าจะมีคนอยู่นะคะ เห็นผ้าม่านไหวๆ อยู่ค่ะ”
แจ่มลองเปิดประตูรั้วบ้านเข้าไป ประตูไม่ได้ล็อค
“อุ๊ย! ประตูไม่ได้ล็อค”
แจ่มหันมาทางพนักงานธนาคาร โป๊ะ เช๊ะ

ด้านมิ้วกับกิมเอ็งค่อยๆ โผล่หัวออกมาจากหลังโซฟา
“เสียงกริ่งเงียบไปแล้วค่ะคุณแม่ สงสัยจะไปแล้วมั้งคะ”
“คุณแม่ว่าเรารีบไปดูหน้าบ้านดีกว่า เดี๋ยวมันเอาคำสั่งศาลบ้าบออะไรมาแปะหน้าบ้านเราอีก จะอับอายขายขี้หน้าเพื่อนบ้าน”
“ไปค่ะ”
มิ้วกับกิมเอ็งจะรีบเดินมาที่ประตูด้วยความชะล่าใจคิดว่าพนักงานธนาคารกลับไปแล้ว พร้อมกับรีบเปิดประตูบ้านออกมาอย่างรวดเร็ว แต่แล้วกลับเห็นพนักงานธนาคารยืนจังก้าอยู่ที่หน้าประตู
สองแม่ลูกผงะด้วยความตกใจ
มิ้วโวยวายกับพนักงาน “ว้าย...แกเข้ามาถึงในบ้านฉันได้ยังไง”
“ก็ประตูรั้วไม่ได้ล็อค ผมก็เปิดเข้ามา อยู่ในบ้านก็ไม่ออกมานะครับ ปล่อยให้ผมกดกริ่งเรียกอยู่หน้าบ้านตั้งนาน” พนักงานว่า
“เอ่อ...คือ...คือว่าฉันนอนหลับอยู่น่ะ เลยไม่ได้ยินเสียงกริ่ง แหม...ถ้าได้ยินก็ออกมาเปิดให้ตั้งนานแล้วล่ะ” กิมเอ็งทำเป็นหาว “นี่ยังง่วงอยู่เลย...ขอไปนอนต่อก่อนนะ” แล้วทำท่าจะไปเนียนๆ
พนักงานพูดดักไว้ “เดี๋ยวสิครับ! คุณนายกิมเอ็ง ก่อนไปนอนผมขอแจ้งเรื่องสำคัญก่อน คุณต้องเก็บของแล้วย้ายออกจากบ้านภายในวันพรุ่งนี้นะครับ”
กิมเอ็งโวย “พรุ่งนี้จะบ้าเหรอ ทำไมฉันต้องย้ายด้วย เงินค่าบ้านฉันก็จ่ายอยู่เรื่อยๆ นะ งวดที่แล้วก็เพิ่งจ่าย อยู่ๆ จะมาไล่ฉันออกได้ยังไง”
“นั่นมันเงินกู้ก้อนใหม่ที่คุณกดจากบัตรเครดิต ไม่เกี่ยวกันครับ ถ้าคุณมีปัญหาอะไรสอบถามไปที่ธนาคารได้เลย แต่สำหรับพรุ่งนี้ต้องย้ายออกเท่านั้นครับ” พนักงานพูดด้วยหน้าตาจริงจัง
“แหม..ที่จริงฉันก็ไม่ได้จะมีปัญหาอะไร แค่ขอความเห็น” กิมเอ็งพูดหว่านล้อม “ฉันขอเวลาอีกหน่อยได้ไหม” นึกๆ “คืองี้...ฉันจะบอกอะไรให้...ลูกสาวฉันกำลังจะได้แต่งงานกับมหาเศรษฐีตระกูลมหาทรัพย์ไพศาลรู้จักเปล่า...คุณชิณ มหาทรัพย์ไพศาลน่ะ”
พนักงานมองหน้ากิมเอ็งประมาณว่า...แล้วไง?
กิมเอ็งโม้ต่อ “ตระกูลนี้เค้าทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีที่ดินทั่วราชอาณาจักรไทย ที่ดินซอยมหาลาภก็ของตระกูลนี้ รวยมั่กๆ ชนิดที่ว่าใช้สิบชั่วโคตรก็ไม่หมด ที่สำคัญลูกชายบ้านนี้หลงลูกสาวฉันหัวปักหัวปำ รับรองว่าจะเรียกสินสอดร้อย สองร้อยล้าน เค้าก็ยินดีจ่ายแน่นอนค่ะ พอแต่งงานปุ๊บ ฉันจะเคลียร์หนี้ปั๊บ หนี้ไม่กี่สิบล้านจิ๊บๆ เคลียร์หมดทันทีแน่นอน”
มิ้วอ้อนสุดชีวิต “ใช่...หนี้แค่ไม่กี่สิบล้าน ว่าที่สามีฉันเคลียร์หมดแน่นอน ฉันขอเอาตระกูลมหาทรัพย์ไพศาลเป็นประกัน”
ทันใดนั้นเอง ฉายตะวัน กับแจ่มที่ยืนฟังอยู่ก็เดินเข้ามา
“ขอบใจนะที่อุตส่าห์เอาตระกูลฉันมาเป็นประกัน”
มิ้วกะกิมเอ็งตกใจสุดชีวิต “คุณป้า” / “คุณพี่”
สองแม่ลูกอึ้งไป
“แต่ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นก็ได้ ฉันเกรงใจ” ฉายตะวันตอกใส่หน้าแล้วหันไปพูดกับพนักงาน “คุณเจ้าหน้าที่คะ ที่สิ่งที่สองคนนี้พูดเกี่ยวกับการแต่งงานเป็นเรื่องโกหก ลูกชายฉันไม่มีวันแต่งงานกับเค้าเด็ดขาด เค้าสองคนไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน”
ฉายตะวันตัดขาดอย่างเด็ดขาด ชั้วะ !!

ฉายตะวัน เดินออกมาจากในบ้านหน้าตาโมโหสุดขีด แจ่ม เดินตามฉายตะวันออกมา มิ้ว กะกิมเอ็งพยายามวิ่งตามมาอธิบาย
“เดี๋ยวค่ะ! เดี๋ยวค่ะคุณพี่ ฟังคุณน้องพูดก่อนนะคะ”
“ใช่ค่ะ ฟังก่อนค่ะ” มิ้วแก้ตัวพัลวัน “มันไม่ใช่อย่างที่คุณป้าเข้าใจนะคะ มิ้วกับคุณแม่ไม่เคยคิดจะหลอกเอาเงินคุณป้าเลยนะคะ”
มิ้วกับกิมเอ็งวิ่งมาดักหน้าฉายตะวัน
“เมื่อกี้ คุณน้องแค่พูดเล่น ล้อเล่นนะคะ แฮะ แฮะ”
“อย่าแก้ตัวอีกเลย อะไรเป็นอะไรฉันก็พอจะดูออก..ฉันแค่ไว้ใจคนง่ายเกินไป แต่ฉันไม่ได้โง่”

กิมเอ็งกับมิ้วสะดุ้ง...ทำหน้าไม่ถูก

ฉายตะวันพูดซีเรียสกับกิมเอ็ง

“อันที่จริงฉันก็เห็นว่าคุณกิมเอ็งเป็นเพื่อนสนิทคนนึงนะ ถ้ามีเรื่องเดือดร้อน แค่เอ่ยปากกับฉันตรงๆ ฉันก็ยินดีช่วยเหลือเต็มที่ แต่ไม่จริงใจกับฉัน ฉันรับไม่ได้”
กิมเอ็งพยายามแหล...แก้ตัว “คุณพี่เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้วค่ะ ที่คุณน้องไม่เอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากคุณพี่ก็เพราะเกรงใจ อีกอย่าง...คุณน้องไม่อยากให้คุณพี่เข้าใจผิด คิดว่าคุณน้องคบคุณพี่เพราะหวังผลประโยชน์ คุณน้องบริสุทธิ์ใจจริงๆ นะคะ”
ฉายตะวันยกมือขึ้นห้าม “พอเถอะ พูดอะไรตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ ฉันไม่อยากฟัง ต่อไปอย่าเจอกันอีกเลย ต่างคนต่างอยู่ก็แล้วกัน ส่วนเรื่องสร้างสถานการณ์การแต่งงานของชิณกับหนูมิ้วก็ยกเลิกไป เดี๋ยวฉันจะหาทางแก้ปัญหาของฉันเอง” แล้วหันมาทางแจ่ม “ไปแจ่ม...กลับบ้าน”
ฉายตะวันเดินออกไป แจ่มเดินตาม
กิมเอ็งกับมิ้วพยายามเรียกไว้ แล้วเดินตามไปติดๆ
“คุณพี่คะ...คุณพี่”
“คุณป้าคะ”
แจ่มหันมาขวางไว้...ฉายตะวันเดินล่วงหน้าไปก่อน
มิ้วถลึงตาใส่แจ่ม “หลบไป”
“ไม่ค่ะ...แจ่มไม่หลบ คุณมิ้วกับคุณนายกิมเอ็งเลิกยุ่งกับคุณท่านเถอะค่ะ ไม่งั้นแจ่มจะแฉเรื่องนี้ออกทีวี ออกหนังสือพิมพ์ ให้รู้กันทั้งวงการไฮโซเลย ว่าคุณสองคนเป็นไฮโซถังแตก รวยแต่เปลือก”
กิมเอ็งกับมิ้วชะงัก กลัวถูกแฉจริงๆ แจ่มชี้หน้าย้ำกับมิ้วกิมเอ็งอีกรอบ
“ย้ำอีกครั้ง ถ้าไม่อยากถูกแฉก็อย่ามาตอแยกับคุณท่านอีก เข้าใจ๋”
แจ่มขึ้นรถตามฉายตะวันไป
มิ้วกับกิมเอ็งมองตามแจ่มด้วยความเจ็บใจ ‘นังนี่...ฮึ้ย!!!’
พนักงานธนาคารเดินออกมาจากบ้าน บอกย้ำมิ้วกับกิมเอ็ง
“งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ แล้วก็อย่าลืมย้ายออก”
กิมเอ็งเหวี่ยงใส่ “แกแหละจะไปไหนก็ไป! แต่ฉันไม่ไป ไม่ย้ายเว้ย”
พนักงานเดินออกไป กิมเอ็ง มิ้ว มองตามอย่างอารมณ์เสีย ‘ซวยจริงๆ’
ฉายตะวันนั่งอยู่บนรถสีหน้าเครียดเคร่งถามแจ่มที่นั่งอยู่ข้างหน้ากับคนขับ
“ที่ฉันโดนครอบครัวกะละแม คุณนายกิมเอ็ง หนูมิ้วหลอก...เป็นเพราะฉันไว้ใจคนง่ายเกินไปใช่มั้ย ฉันเป็นคนชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้านเอง...ทุกอย่างเป็นความผิดของฉันเอง...” ฉายตะวันหน้าเศร้า
แจ่มสงสารฉายตะวัน ได้แต่มองตาปริบๆ ไม่กล้าพูดอะไร

ที่บริเวณใต้ถุนบ้านเช้านั้น กะละแมกำลังนั่งนวดแป้งซาลาเปาอยู่ ข้างๆ เห็นกระดาษที่จดวิธีทำตั้งอยู่
กะละแมนวดแป้งไปสักพักก็รู้สึกว่ามีลมพัดมา เหมือนมีคนมาพัดให้ กะละแมขมวดคิ้วแปลกใจ หันไปมอง เห็นว่าชิณเป็นคนพัด ‘มาตอนไหนฟะ’
ชิณส่งยิ้มหวานให้กะละแม พยายามเอาใจสุดฤทธิ์
“ฉันเห็นเธอร้อน ก็เลยพัดให้” ชิณพัดอย่างเร็ว
กะละแมปั้นหน้านิ่ง
“ไม่จำเป็น!” แล้วเอาเท้าเขี่ยพัดลมให้หันมา พัดลมเป่าอย่างแรง แย่งซีนพัดชิณ
ชิณยังไม่ลดละ พยายามต่อไป
“งั้นฉันช่วยนวดแป้งนะ”
ชิณวางพัดแล้วก็หันมาแย่งแป้งจากมือกะละแมไปนวดต่อ
“แล้วทำเป็นหรือไงหะ”
“อาม่าสอนแล้ว”
กะละแมไม่เชื่อ... ชิณไม่สนใจพยายามนวดแป้งต่ออย่างขยันขันแข็ง
เวลต่อมาชิณตีเนียนช่วยกะละแมทำซาลาเปา ทั้งนวดแป้ง ปั้นซาลาเปาจนเลอะเทอะไปหมด / ชิณปาดเหงื่อ แป้งเลอะหน้าชิณ กะละแมแอบขำ/กะละแมสอนชิณเอาไส้ใส่ในซาลาเปา/ชิณกะละแมช่วยกันเรียงซาลาเปาในหม้อและเอาไปนึ่งจนเสร็จ...ชิณมองหม้อซาลาเปาแล้วตบมือแปะๆ ด้วยความภูมิใจ
“นี่...ทำเป็นจริงๆเหรอเนี่ย? มั่วหรือเปล่า...แล้วที่บอกว่าม่าสอน สอนตั้งแต่เมื่อไหร่”
ชิณทำหน้าเจ้าเล่ห์
นึกถึงกลางดึกคืนวันที่นอนอยู่ที่แคร่หน้าบ้าน แล้วมีมือใครคนหนึ่งมาสะกิด ชิณสะดุ้งตื่นงัวเงียๆ หันไปเห็นอาม่ากับโทฟู่ยืนอยู่
ชิณตกใจร้อง “เฮ้ย”
“ตกใจทำไม ม่าเอง ไม่ใช่ผี” อาม่างง
ชิณสงสัยๆ “ดึกแล้ว อาม่ามาทำไมครับ”
โทฟู่พูดเบาๆ “พูดเบาๆ สิ เดี๋ยวไอ้แมก็ได้ยินหรอก” ชิณยิ่งงง “คืองี้...ฉันบอกม่าเรื่องที่คุณอยากเอาชนะใจไอ้แม...ม่าก็เลยมีวิธีจะแนะนำ” โทฟู่ยิ้มๆ
“ทำยังไง?” ชิณงงอยู่
“ทำซาลาเปา”
“หะ? ทำซาลาเปา”
ชิณสงสัย อาม่ายิ้มกริ่ม
อาม่าเริ่มสอนชิณทำซาลาเปา มีโทฟู่ค่อยเป็นลูกมือหยิบของให้ อาม่าสอนชิณผสมแป้ง ชิณตั้งใจฟังและพยักหน้าเข้าใจตามที่อาม่าสอน ต่อมาอาม่าสอนชิณนวดแป้ง แล้วส่งให้ชิณลองนวด อาม่าตีมือชิณ บอกว่าทำผิด แล้วอาม่าก็เอามานวดให้ชิณดูเป็นตัวอย่าง คราวนี้อาม่าสอนชิณใส่ไส้ลงไปในซาลาเปาแล้วปั้นชิณปั้นตามที่อาม่าสอนอย่างตั้งใจ
ชิณนึกแล้วพูดขึ้นมา “ม่าบอกว่า...เธอกำลังจะกลับตัว และหันมาทำซาลาเปาสูตรอาม่าขาย เมื่อคืนม่าก็สอนฉันทำทั้งคืน ฉันก็เลยลองทำทั้งคืนจนพอทำได้ ไม่ได้นอนเลยนะ”

กะละแมฟังชิณเล่าด้วยความซึ้งใจ ชิณรู้ทันยิ้มแฉ่ง
“ซึ้งอ่ะดิที่ฉันทุ่มเทขนาดนี้”
กะละแมตีหน้านิ่ง “เฉยๆ แค่ทำซาลาเปา ฉันไม่ใจอ่อนง่ายๆ หรอก กินได้หรือเปล่าก็ ไม่รู้”
“เดี๋ยวก็รู้” ชิณท้า
ซึ้งนึ่งซาลาเปามีควันลอยฉุยออกมาให้เห็นว่าสุกได้ที่ ชิณยกหม้อซาลาเปาลงจากเตาแล้วเปิดฝาหม้อ...ไอร้อนลวกมือชิณ
“โอ๊ย!” ชิณร้อนสะบัดมือไปมา
กะละแมตกใจเข้าไปจับมือชิณดูด้วยความเป็นห่วง
“ทำไมไม่ระวังเลย เจ็บมั้ย”
กะละแมเป่ามือชิณอย่างอ่อนโยน ชิณยิ้มได้ใจ ยิ่งสำออย อ้อนใหญ่
“โอ๊ยปวดแสบปวดร้อนมากเลย...อู้ย..เจ็บ”
กะละแมรู้สึกได้ถึงความแหลของชิณ เลยสะบัดมือออก
“มารยา!” แล้วเดินหนีด้วยความเสียฟอร์ม
ชิณขำที่โดนจับได้
“นี่เธอ! จะไปไหน? ไม่กินซาลาเปาแล้วเหรอ มาชิมซาลาเปาก่อนสิ” ชิณถือซาลาเปาตามกะละแมไปด้วย “กะละแมชิมเร็ว”
กะละแมหันมาจะอ้าปากจะด่าชิณ “ฉันไม่ช...” แต่ยังพูดไม่จบ
ชิณยัดซาลาเปาใส่ปากกะละแมอย่างรวดเร็ว หมับ!...
กะละแมจำต้องกิน แล้วก็บ่นอู้อี้ๆ ไปด้วย “ฉันไม่ได้อยากจะกินซะหน่อย ซาลาเปาไรเนี่ย”
กะละแมค่อยๆ อึ้งในความอร่อยของซาลาเปา
“อร่อยดีอ่ะ”
ชิณยิ้ม “อร่อยใช่มั้ย ฉันบอกแล้วว่าฉันทำเป็น ตกลงจะเอาไปขายเลยหรือเปล่า”
“ยัง! ฉันต้องชิมครบทุกไส้ก่อนว่าผ่านมาตรฐานรึเปล่า”
ชิณขำๆ “ได้เลยครับเจ้านาย”
กะละแมเดินกลับมาชิมซาลาเปาอย่างเอร็ดอร่อย
โต๊ดยืนดูอยู่ที่มุมหนึ่งห่างออกไป พึมพำออกมา
“ชาวบ้านยังโกรธอยู่เลย...ทำไปขายแล้วใครจะซื้อวะ”

โต๊ดท่าทางเป็นกังวล

ไม่นานนัก กะละแมตะโกนเรียกลูกค้าสุดฤทธิ์

“ซาลาเปารสเลิศจ้า...ซาลาเปาเนื้อนุ่มอร่อยๆ จ้า”
ชิณช่วยตะโกน “ซาลาเปารสเลิศจ้า...ซาลาเปาเนื้อนุ่มอร่อยๆ จ้า”
ชาวบ้านเดินผ่านไปผ่านมา ไม่สนใจกะละแม
กะละแมพยายามขายต่อ “ทำมาวันละไม่กี่ลูก หมดแล้วหมดเลย ช้าหมดอด เหลือไม่กี่ลูกแล้วนะจ๊ะ” กะละพูดเหมือนขายดี...มาก
ชิณมองตู้ซาลาเปา เห็นซาลาเปาเหลือตรึม.
“ไม่มีใครซื้อเลย...หรือเพราะฉันทำไม่อร่อย”
“คงใช่! พรุ่งนี้ฉันจะไม่ให้คุณทำแล้ว…ฉันจะทำเอง”
“อ้าว!...ไม่ปลอบใจกันเลยหรือไง”
“ไม่! ฉันพูดตรงแบบนี้แหละ ทนไม่ได้ก็กลับบ้านไป”
ชิณฮึดฮัด ไม่ยอม “ฉันไม่กลับ! พูดแรงกว่านี้ฉันก็ไม่กลับ”
กะละแมอ้าปากจะด่าต่อ ติ่งมาพอดีก็รีบแทรกขึ้น
“แม...แม..ใจเย็นๆ แล้วนี่ขายเป็นไงบ้าง”
ติ่งมองซาลาเปาเหลืออยู่เยอะก็ถามเครียดๆ
“โห เหลือเพียบเลย”
กะละแมพยักหน้ารับจ๋อยๆ
ติ่งลองกินซาลาเปา “เฮ้ย...มันก็อร่อยนี่หว่า” ชิณยิ้มเอาหน้า “ไมขายไม่ได้”
“มันไม่เกี่ยวกับว่าซาลาเปาอร่อยหรือไม่อร่อยหรอก แต่มันเป็นเพราะชาวบ้านยังไม่ให้อภัยพวกเรา เลยไม่มีใครมาซื้อ” กะละแมว่า
“สงสัยเย็นนี้ฉันต้องกินซาลาเปาแทนข้าว” ติ่งถอนหายใจ...เฮ้อ
สามคนนั่งลงมองซาลาเปาเจ้าปัญหาตรงหน้าแล้วถอนหายใจ เฮือกๆๆ พร้อมกัน
กะละแมคิดๆ ว่าจะเอาไงดี...แล้วกะละแมคิดออก ปิ๊ง!
“เราต้องเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส”
ติ่ง ชิณ มองกะละแมอยากรู้ ‘จะทำอะไร?’

ไม่นานต่อมาของเย็นวันนั้น เห็นซึ้งนึ่งซาลาเปาตั้งแหมะอยู่บนโต๊ะกลางซอยมหาลาภ ข้างร้านเต้าหู้ของอาม่า กะละแม ติ่ง และชิณ ยืนอยู่ข้างๆ
ชิณถามเพราะไม่แน่ใจ “แน่ใจนะว่าวิธีนี้จะได้ผล”
“ก็ต้องลองดู ดีกว่าทิ้งซาลาเปาไว้เฉยๆ”
ติ่งส่งโทรโข่งให้กะละแม
“สู้ๆ นะ”
กะละแมรับโทรโข่งมา ท่าทางมุ่งมั่น แล้วก็ปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้อย่างมาดมั่น ยกโทรโข่งขึ้นมาประกาศ ดูเหมือนกำลังจะก่อม็อบหาเสียง
กะละแมพูดใส่โทรโข่งทักทาย “สวัสดีจ้ะพ่อ แม่ พี่ น้อง”
ชาวบ้านแถวนั้นหันมามองกะละแมเป็นตาเดียวกัน ชิณแอบอายนิดๆ ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน
กะละแมพูดต่อ “วันนี้ฤกษ์งามยามดี อดีตร่างทรงกะละแม ขอกลับตัวกลับใจเป็นคนดี เลิกต้มเลิกตุ๋น หันมานึ่งซาลาเปาขายอย่างเดียว...วันนี้แจกฟรีกินฟรี เป็นการขอโทษพ่อแม่พี่น้องที่ทำผิดไป วันนี้กะละแมสำนึกผิดแล้วจ้า...จ้า...จ้า...” เสียงแอคโค่ดังก้อง “เชิญพ่อแม่พี่น้องมากินซาลาเปาฟรีได้เลยจ้า”
ไอ้ปื๊ดเด็กผีจอมแก่นในซอยมหาลาภวิ่งมาหากะละแม
“แจกฟรีจริงเหรอพี่แม”
“อื้อ! กินเลยปื๊ด”
กะละแมบอก ชิณส่งซาลาเปาให้ปื๊ด
“อ่ะนี่...ไส้ครีม ลองกินดูนะ” ชิณลูบหัวปื๊ดอย่างเอ็นดู
ปื๊ดรับซาลาเปามากำลังจะกิน แต่ป้าชาวบ้านคนหนึ่งห้ามไว้
“ไอ้ปื๊ด!” ปื๊ดชะงัก “อย่ากินของโจร ของพวกคดโกง หลอกลวงต้มตุ๋น”
กะละแม ติ่งหน้าเสีย ชิณมองด้วยความสงสาร
“ใช่จ้ะ ฉันมันเป็นโจร...แต่ตอนนี้โจรกลับใจแล้ว ขอให้พ่อ แม่ พี่ น้องยกโทษให้ฉันด้วยนะจ๊ะ” กะละแมยกมือไหว้ “ฉันกราบขอโทษ และขอให้ทุกคนให้โอกาสฉันได้ทำมาหากินอย่างสุจริตด้วยนะจ๊ะ...ยกโทษให้พวกฉันเถอะนะ”
ชิณมองกะละแมด้วยความชื่นชม
ปื๊ดมองกะละแมแล้วก็มองซาลาเปาในมือด้วยความอยากกิน
“ปื๊ดไม่โกรธพี่แม คุณครูสอนว่าเราต้องใจกว้างให้โอกาสคน” จอมแก่แดดว่า
ชาวบ้านแอบสะอึกกับคำพูดของเด็ก ‘กูใจแคบเหรอ’ กะละแมยิ้มขอบใจปื๊ด
ปื๊ดกัดซาลาเปากินอย่างเอร็ดอร่อย
“หืม...อร่อยมาก” พลางเคี้ยวตุ้ยๆ
ชาวบ้านเห็นปื๊ดกินอย่างอร่อย ก็กลินน้ำลายอยากกินบ้าง
ป้าชาวบ้านคนหนึ่งกระซิบถาม “อร่อยจริงป่าววะไอ้ปื๊ด”
กะละแมได้ยินรีบชิงตอบก่อน
“ลองชิมดูสิจ๊ะป้า จะได้รู้ว่าอร่อยจริงหรือเปล่า”
ป้าชาวบ้านทำเป็นหยิบแบบมีฟอร์ม...กัดไปคำนึงรู้สึกว่าอร่อยแต่เก๊กไว้ก่อน
“เป็นไงบ้างป้า...อร่อยใช่มั้ย”
“ก็งั้นๆ” ป้าคนนั้นว่า แต่กินเอาๆ
ติ่งแซวป้าขำๆ “ไม่อร่อยเลยเนอะ...งั้นๆ”
ชาวบ้านค้อนขวับแล้วเดินหนีไป กะละแมสะกิดติ่งไม่ให้พูดมาก แล้วมองทุกคนยิ้มๆ
“กินเลยจ้า...เต็มที่เลยนะ”
ชิณมองกะละแมด้วยความชื่นชม ที่อดทนพูดกับชาวบ้านอย่างใจเย็น จนชาวบ้านเริ่มใจอ่อนนิดๆ
ชาวบ้านเริ่มมามุง หยิบซาลาเปากินมากขึ้นเหมือนจะใจอ่อนนิดๆ กะละแม ชิณ ติ่งช่วยกันแจก
ซาลาเปา...ชิณแจกไปก็มองหน้ากะละไป แล้วก็ยิ้มๆ ด้วยความชื่นชม ในความตั้งใจจริงของกะละแม
กะละแมหันมาเห็นชิณยิ้มก็สะบัดหน้าหนี...ชิณจ๋อย แล้วก็หันไปแจกซาลาเปาต่อ
“กินเลยจ้ะ นี่จ้ะ ไส้ผัก นี่ก็ไส้หมูสับ ฉันทำเองนะ” ชิณบอก
ติ่ง เฝ้ามองกะละแมด้วยแววตาครุ่นคิด และเริ่มคิดว่าตัวเองทำตัวไม่มีประโยชน์ ไร้สาระไปวันๆ 

ตกตอนเย็นๆ ติ่งเดินกลับบ้านท่าทางครุ่นคิด...มองกะละแมที่เดินตัวปลิวนำหน้าไป โดยมีชิณถือซึ้งซาลาเปาเปล่าๆ เดินคู่อยู่กับกะละแม
ติ่งคิดๆ แล้วก็นึกถึงคำด่าของมิ้ว
“ฉันจะบอกอะไรให้ จะได้หายโง่สักที... ฉันไม่เคยคิดพิศวาทแกเลยแม้แต่นิดเดียว ....แกนี่มันโง่แล้วยังไม่รู้จักเจียมตัวเหมือนน้องสาวแกไม่มีผิด แกมีอะไรบ้างที่ฉันจะสนใจ นี่เปิดหูเปิดตาซะแล้วฟังให้ดีๆ คนที่ฉันรักและจะแต่งงานด้วยมีแต่พี่ชิณ และคนที่รวยกว่าพี่ชิณเท่านั้น น้ำหน้าอย่างแกอย่ามาสะเออะ!”
ติ่งนึกถึงคำพูดกะละแมที่ให้ความสำคัญกับการเรียนหนังสือ
“ฉันก็ต้องมีความรู้ ฉันไม่คิดจะหลอกชาวบ้านไปจนตายหรอก ฉันต้องเรียนให้จบ แล้วก็ทำงานสุจริตกับเขาสักที”
ติ่งสำนึกพูดกับตัวเองอย่างมาดมั่น
“เราต้องเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น”
ติ่งมุ่งมั่นขึ้นมาทันที

แล้วค่ำคืนนั้นโต๊ดถึงกับตกใจ สำลักข้าวออกมากลางวงข้าว
“เอ็งจะหางานทำ”
กะละแมวางช้อนลง “พี่ติ่งไม่สบาย เป็นไข้ตัวร้อน หรือว่าโดนผีเข้า”
“ถ้าพี่บอกฉันว่าจะไปแปลงเพศ ฉันยังไม่ช็อกเท่านี้เลย” ตุ้งแช่พูดให้ขำ
ทว่าติ่งไม่ขำ และพูดหน้าเข้ม จริงจัง สีหน้าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“ฉันพูดจริงๆ นะ...ความจริงที่คุณมิ้วด่าฉัน มันก็ถูกทุกอย่าง ฉันเองก็ไม่เคยพิจารณาตัวเองเลย ว่ามีคุณสมบัติเพียงพอให้ใครเค้าชอบหรือเปล่า...ฉันไม่คู่ควรเป็นพ่อของลูก” ทุกคนส่ายหัว...มีเมียก่อนดีมั้ย “แม้แต่เป็นพี่ชายที่ดี ฉันยังทำไม่ได้เลย...แค่น้องคนเดียวฉันยังดูแลไม่ได้” ติ่งหันไปทางกะละแมขณะพูดประโยคต่อมา “ฉันปล่อยให้แกเป็นหัวหน้าครอบครัว ทั้งๆ ที่ฉันเป็นผู้ชายแท้ๆ”
ทุกคนตั้งใจฟังติ่ง เห็นติ่งท่าทางเอาจริง...ก็เริ่มอินตาม
ติ่งพูดต่อเศร้าๆ “ฉันเป็นพี่ที่แย่มาก...ฉันมันไม่เอาไหน”
กะละแมพยายามปลอบ “พี่ติ่งอย่าคิดมากเลย ฉันไม่เคยโทษพี่เลยนะ ถึงพี่จะไร้สาระ จะโง่ จะไม่เอาไหน” กะละแมเน้นคำจนติ่งสะดุ้ง...อ้าวนังน้องเวรนี่ “แต่สำหรับฉัน...พี่เป็นพี่ที่ดี...” ติ่งซึ้ง...เออ ค่อยยังชั่ว “อย่างตอนอยู่บ้านป๋านุ้ย ถ้าไม่ได้พี่ ฉันคงแย่”
“ขอบใจนะเว้ยไอ้แม...แต่ต่อไปนี้ฉันจะตั้งใจเรียน จะทำงานหาเลี้ยงทุกคนเอง อาจจะนานหน่อย แต่ขอให้ทุกคนรอ” ติ่งบอกอย่างมาดมั่น “ซักวันฉันจะต้องดูแลทุกคนให้ได้ ฉันจะเป็นผู้ชายที่ดีพร้อม อย่างคุณชิณให้ได้!”
พลางติ่งหันไปมองชิณที่นั่งตบยุงอยู่ที่มุมหนึ่ง ยิ้มแฉ่งคิดในใจ ‘โอ้ว my idol’
โต๊ด กะละแม ยิ้มให้กำลังใจติ่ง แต่ตุ้งแช่ก็ถามด้วยความสงสัย
“แล้วพี่ติ่งจะไปทำงานที่ไหน”

ติ่งคิดไม่ตกสักที ‘จะไปหางานที่ไหนวะ’

เจ้าแม่จำเป็น ตอนที่ 18 อวสาน (ต่อ)

เช้าวันต่อมา สามคนอยู่ที่หน้าร้านเต้าหู้ในซอยมหาลาภ จักกายหันมาพูดกับติ่ง

“ที่ห้างผมมีตำแหน่งงานว่างหลายตำแหน่ง แล้วผมจะดูตำแหน่งที่เหมาะสมให้”
ติ่งยิ้มหน้าบานด้วยความดีใจ
“คุณกายพูดแบบนี้แปลว่าจะรับผมเข้าทำงานใช่มั้ยครับ”
“รับครับ...ถ้าคุณมีความตั้งใจจริงที่อยากทำงานสุจริต ผมก็อยากให้โอกาส”
ติ่งยิ้มหน้าบานกว่าเดิม “ขอบคุณมากครับ...จะให้ผมทำตำแหน่งอะไรก็ได้ ผมทำได้หมด ขอแค่ไม่ต้องหลอกลวง คดโกงใครเหมือนเมื่อก่อนก็พอ”
โทฟู่ยิ้มให้จักกายด้วยความขอบคุณ...จักกายยิ้มตอบนิดๆ
โทฟู่ยังอดถามไม่ได้ “คุณรับพี่ติ่งเข้าทำงานง่ายๆ แบบนี้เพราะเกรงใจฉันหรือเปล่า”
“ผมบอกแล้วไงว่าผมอยากให้โอกาสจริงๆ”
“ถ้าเป็นแบบนี้ฉันก็สบายใจ ฉันไม่ชอบระบบเส้นสาย อยากให้คุณพิจารณาตามความสามารถมากกว่า”
“ผมเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ชอบเส้นสายเหมือนกัน ถ้าเพื่อนคุณทำไม่ได้ผมก็ไม่จ้าง” จักกายว่า
ติ่งรีบพูด “ผมทำได้ครับ ผมจะพยายามทำให้เต็มที่ ขนาดนักธุรกิจพันล้านอย่างคุณชิณยังไปทำซาลาเปาขายกับไอ้แมได้เลย ผมก็ต้องทำให้ได้เหมือนกัน”
ติ่งนึกได้
“อ้อ...พูดถึงซาลาเปา...นี่ครับซาลาเปาที่คุณกายสั่งให้ผมเอามาให้” ติ่งหยิบกล่องซาลาเปาที่วางอยู่ข้างๆ มาส่งให้จักกาย
จักกายมองกล่องซาลาเปาแล้วยิ้มพอใจ
“ขอบคุณมาก”
โทฟู่มองจักกายด้วยความสงสัย
“คุณคงไม่ได้สั่งซาลาเปาไปกินเองใช่มั้ย”
จักกายสัพยอก “คุณนี่รู้ทันผมจริงๆ...ใช่...ผมไม่ได้กินเอง” ชายหนุ่มยิ้มๆ
“แล้วคุณส่งไปให้ใคร”
จักกายไม่ตอบ มองกล่องซาลาเปา แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์เหมือนมีแผนการอะไรบางอย่างในใจ
ตามองที่กล่องซาลาเปาอยู่อย่างนั้น

ไม่นานหลังจากนั้น กล่องซาลาเปากล่องนั้นถูกจักกายยื่นส่งให้ฉายตะวัน ขณะนั่งลงในห้องรับแขกที่บ้านมหาทรัพย์ไพศาล
“พอดีผมไปซอยมหาลาภมาครับ เจอซาลาเปาเจ้าอร่อยก็เลยซื้อมาฝากคุณป้า”
“ขอบใจจ้ะ...” ฉายตะวันเปิดกล่องออกดู “น่ากินเชียว...” จักกายยิ้มพอใจ
ฉายตะวันหยิบซาลาเปาขึ้นมาชิม แล้วทำหน้าปลื้ม ‘อืม...อร่อย’
แจ่มกลืนน้ำลาย ‘เอื๊อก’ อยากกินบ้าง
“รสชาติดีนะ แป้งก็นุ๊มนุ่ม ฉันไม่เคยรู้เลยว่าในซอยมหาลาภมีซาลาเปาอร่อยๆแบบนี้ขายด้วย
จักกายเห็นฉายตะวันชอบก็อมยิ้ม
“เมื่อก่อนคนทำเปิดสำนักทรงน่ะครับ”
ฉายตะวันแทบจะสำลักซาลาเปาออกมา
จักกายพูดต่อ “แต่ตอนนี้เค้ากลับตัวกลับใจ เปลี่ยนอาชีพมาขายซาลาเปาแล้ว” ชี้ไปที่อีกไส้ “มีไส้ครีมคัสตาสที่คุณป้าชอบด้วยนะครับ... ลูกชายคุณป้าเป็นคนทำเองกับมือ”
ฉายตะวันอึ้งๆ
“ถ้าคุณป้าทานแล้วติดใจ จะไปซื้อเองก็ได้นะครับ ขายอยู่ที่ข้างร้านน้ำเต้าหู้ในซอยมหาลาภ”
“ป้าคงกินแค่นี้แหละ แต่ยังไงก็ขอบใจกายมากนะที่อุตส่าห์เอามาฝากป้า”
จักกายยิ้มๆ “เดี๋ยวผมต้องไปธุระต่อ ผมขอตัวก่อนนะครับคุณป้า พอดีมีนัดกับลูกค้า”
“จ้ะ...ไปเถอะ”
“งั้นผมลาเลยนะครับ สวัสดีครับ” จักกายยกมือไหว้แล้วเดินออกไป
ฉายตะวันมองซาลาเปาตรงหน้าครุ่นคิดๆ แจ่มรีบสอดทันที
“ไม่น่าเชื่อ คุณชิณจะไปเป็นพ่อค้าขายซาลาเปา...เราไปแอบดูคุณชิณกันมั้ยคะคุณนาย แจ่มอยากเห็นคุณชิณขายซาลาเปาค่ะ”
ฉายตะวันทำเป็นไม่สนใจ “จะไปดูทำไม ลูกแบบนั้นฉันตัดหางปล่อยวัดแล้ว ถ้าเธออยากไปก็ไปสิ! ฉันไม่ไป” แจ่มงง อ้าวเหรอ..?
ฉายตะวันทำเป็นปากแข็ง แต่พอเห็นกล่องซาลาเปาก็หวั่นไหว...นึกเป็นห่วงชิณ

เย็นนั้นกะละแมถือชามแป้งทำซาลาเปาออกมา จะนั่งทำซาลาเปาหน้าบ้าน เห็นชิณนั่งทับที่อยู่ กะละแมเซ็ง
“ยังไม่ออกไปจากบ้านฉันอีกเหรอ”
ชิณลุกขึ้นมาคุยกับกะละแม
“บ้านเธอ แต่ที่ดินแม่ฉัน ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น” ชิณรีบเปลี่ยนเรื่อง “เธอจะทำซาลาเปาเหรอ มาฉันช่วย”
ชิณรีบดึงชามแป้งออกจากมือกะละแมมา อยากช่วยเต็มที่
“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ต้อง!ฉันทำเอง” กะละแมไม่ยอมดึงชามกลับมา
“แต่ฉันอยากช่วย...” ชิณยื้อชามกลับมา
ชิณกับกะละแมยื้อชามแป้งไปมา ไม่มีใครยอมใคร ในที่สุดกะละแมก็ปล่อยมือออก ชามแป้งเลยสะบัดอย่างแรง แป้งกระเด็นใส่หน้าชิณ หน้าชิณขาวโพลน เต็มไปด้วยแป้ง กะละแมตกใจ แต่ก็อดสมน้ำหน้าไม่ได้
“สมน้ำหน้า”
ชิณค่อยๆ เอามือเช็ดแป้งออกจากหน้า ปัดแป้งที่เลอะตามตัวอย่างเซ็งๆ เอิ่ม...กะละแมมองชิณแล้วเริ่มรู้สึกผิดนิดๆ อยากจะเข้าไปช่วย แต่ก็พยายามห้ามใจไว้ ทรงวุฒิเดินถือกระเป๋าใส่เสื้อผ้าของชิณเข้ามาพอดี
“สวัสดีครับคุณชิณ คุณกะละแม”
ชิณหันไปหาทรงวุฒิ พอทรงวุฒิเห็นชิณหน้าขาวเลอะเทอะทั้งตัวก็ตกใจ แต่พอมองไปรอบๆ เห็นชิณ เห็นกะละแม และชามแป้งตกอยู่ที่พื้นก็ถึงบางอ้อ
“ท่าทางผมจะมาได้จังหวะพอดี” ส่งกระเป๋าเสื้อผ้าให้ชิณ “นี่ครับ เสื้อผ้า สบู่ ยาสระผม ครีมอาบน้ำ ข้าวของเครื่องใช้ พร้อมอุปกรณ์ยังชีพ ผมจัดมาครบเลยครับ”
“ขอบใจมาก” ชิณรับกระเป๋ามา “แล้ววิตามินบำรุง เอามาด้วยรึเปล่า”
“เอามาครับ ผมจัดมาให้เรียบร้อย มีทั้งวิตามินเอ...บี...ซี...ดี ถึงแซดเลยครับ”
ชิณยิ้มพอใจ
“งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” ทรงวุฒิเดินออกไป
กะละแมมองกระเป๋าเสื้อผ้าสุดหรูของชิณ แล้วก็ประชด
“เยอะเนอะ...! ถ้าติดหรู อยากสบายแบบนี้ ก็กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม เลยไป”
“ไม่มีทาง!...ฉันไม่ไป !! ถามจริงเถอะ ที่ฉันมาอยู่ก็ไม่ได้รบกวนอะไรเธอเลย ข้าวของฉันก็เตรียมมาเอง ทำไมต้องไล่ฉันด้วย”
“เพราะฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ! จบมั้ย”
“ไม่จบ” ชิณเถียงกลับ “ที่เธอทำแบบนี้ เพราะหวังว่าฉันจะเลิกยุ่งกับเธอล่ะสิ...จะบอกให้นะว่า ไม่มีทาง! ชัดมั้ย”
ชิณมาดมั่น ไม่มีทางยอมเด็ดขาด
กะละแมอ่อนใจในความดื้อของชิณ ได้แต่ถอนใจด้วยความเหนื่อย
“ฮึ่ย”

จากนั้นกะละแมหันหลังให้ชิณด้วยความเหนื่อยจะเถียง ชิณยิ้มกริ่มที่ชนะ ร้อง เย้... เหมือนเด็กๆ

เย็นนั้น ฉายตะวัน กับแจ่มอยู่ในชุดอำพรางตัวนิดๆ มีผ้าคลุมหัว ใส่แว่นตากันแดดสีดำขนาดใหญ่แอบดูชิณอยู่ที่มุมหนึ่ง

แจ่มแซวๆ “ไหนคุณนายว่าจะไม่มาไงคะ”
ฉายตะวันไม่ตอบ เอาแต่แอบมอง เห็นชิณพยายามช่วยกะละแมทำซาลาเปา
ในที่สุดชิณก็ได้ช่วยกะละแมปั้นซาลาเปา กะละแมดูเหมือนไม่เต็มใจให้ชิณช่วยเท่าไหร่ ชิณดูเหนื่อยแต่สีหน้ากลับมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ชิณหันมาออดอ้อนกะละแม
ชิณออดอ้อน “โอ๊ย... เหนื่อย เหนื่อยมากเลย เกิดมาไม่เคยเหนื่อยแบบนี้มาก่อนในชีวิต”
กะละแมทำเป็นเอาใจเสียงหวาน “เหนื่อยมากเลยเหรอ...”
ชิณได้ทียิ่งอ้อนอีก “มาก...”
กะละแมเสียงแข็ง “ถ้าเหนื่อยมากก็กลับบ้านไปสิ! จะมาทนอยู่กับฉันทำไม”
“โห...ที่พูดน่ะ อยากได้กำลังใจ ไม่ได้อยากให้ไล่”
“กำลังใจไม่มี มีแต่กำปั้น” กะละแมชูกำปั้นใส่ “จะเอาหรือเปล่า”
“โหย...โหดอ่ะ โอเคๆ ไม่บ่นแล้วคร้าบคุณเจ้าของบ้าน” ชิณขำ “แอ๊บโหดเป็นกับเค้าด้วย กลัวตายล่ะ หึๆๆ”
ชิณหัวเราะแล้วก้มหน้าก้มตาปั้นซาลาเปาต่อไปอย่างขยันขันแข็ง
ฉายตะวันถึงกับอึ้งๆ
“นั่นลูกฉันจริงๆ เหรอ”
“แจ่มไม่เคยเห็นคุณชิณยิ้มมีความสุขแบบนี้มาก่อนเลยนะคะ” แจ่มว่า
ระหว่างนั้นมีเสียงทรงวุฒิดังมาจากด้านหลังฉายตะวัน
“จริงครับ! คุณชิณดูมีความสุขมาก”
ฉายตะวันกับแจ่มหันไปตามเสียง เห็นทรงวุฒิยืนยิ้มอยู่
ฉายตะวันงง “มาได้ไง”
“ขับรถมาครับ” ทรงวุฒิพูดขำๆ แล้วก็พูดต่อ “ตั้งแต่ผมทำงานกับคุณชิณมา ไม่เคยเห็นคุณชิณมีความสุขขนาดนี้มาก่อนเลย ปั้นซาลาเปาลูกละสิบบาท ดูมีความสุขกว่าประมูลงานร้อยล้านได้”
“คุณทรงวุฒิมาทำไมคะ” แจ่มสงสัย
“ผมเอาของมาให้คุณชิณน่ะครับ...ว่าแต่....คุณท่านมาทำอะไรที่นี่ครับเนี่ย? แหม....อย่าบอกนะว่าแอบมาดูคุณชิณเพราะเป็นห่วง” ทรงวุฒิ ยิ้มอย่างรู้ทัน
ฉายตะวันทำหน้าไม่ถูก โดนจับได้
“ลูกแบบนี้ฉันจะห่วงทำไม...แจ่มลากฉันมา ฉันก็เลยจำใจต้องมา” โยนให้แจ่มซะงั้น “แล้วฉันก็กำลังจะกลับแล้วด้วย !! แจ่มกลับ”
ฉายตะวันทำเป็นไม่สนใจชิณ พูดจบก็หันหลังเดินกลับไปเลย
แจ่มกะทรงวุฒิยิ้มขำๆ ในท่าทางของฉายตะวัน

ค่ำคืนนั้นที่หน้าบ้านไม้หลังเล็กดูซอมซ่อ ยินเสียงมิ้วร้องกรี๊ดดังออกมาจากในบ้านเช่า
“อ๊าย”
สองแม่ลูกอยู่ในบ้านไม้ซอมซ่อ... มิ้วเห็นสภาพแล้วร้องกรี๊ดรับไม่ได้
“อ๊าย......ทำไม..ทำไมชีวิตฉันถึงตกต่ำแบบนี้ทำมาย”
มิ้วกับกิมเอ็ง นั่งพักลงที่พื้น ข้างๆ มีกระเป๋าเดินทางวางอยู่ 4-5 ใบ
มิ้วโวยวาย “โดนเค้าไล่ออกจากบ้านตัวเองยังไม่พอ ยังต้องมาอยู่บ้านเช่าซ่อมซ่อนี่อีก ทำไมชีวิตมันถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนแบบนี้คะคุณแม่”
มิ้วมองไปรอบๆ บ้าน เห็นว่าบ้านไม้ดูเก่า มีเสาตกมันอยู่กลางบ้าน มีหยากไย่เกาะอยู่เต็มไปหมด ดูน่าขนลุก
มิ้วออกอาการหลอนๆ กลัวๆ “บ้านเก๊า...เก่า อยู่กันมากี่ชั่วโคตรแล้วก็ไม่รู้ อาจจะมีผีสิงก็ได้นะคะคุณแม่ เค้าถึงให้เราเช่าในราคาถู๊ก...ถูก”
กิมเอ็งท้าทายเหมือนลบหลู่ “มีผีก็ดีสิคะ คุณแม่จะได้ขอหวยซะเลย วินาทีนี้ ผีสาง เทวดา นางไม้ก็ไม่กลัวทั้งนั้น”
จู่ๆ ก็มีเสียงจิ้งจกร้องทัก.... มิ้วแอบหลอน แต่กิมเอ็งไม่กลัวแถมแหกปากตะโกนท้าทาย
“ดวงมันซวย ดวงมันตกถึงขนาดนี้ ผีเผอที่ไหนฉันก็ไม่กลัวทั้งนั้น ออกมาเลย...แน่จริงก็ออกมาสิ ออกมาเลย...ออกมา”
มิ้วร้องห้าม “คุณแม่ คุณแม่อย่าค่ะ”
“ออกมาสิ...ฉันบอกให้ออกมา!!! ออกมา...มา..มา..มา” กิมเอ็งลากเสียงยาวหลอนๆ แล้วจู่ๆ กิมเอ็งก็ชักๆ สั่นๆ เป็นลมสลบไป
มิ้วตกใจพยายามเรียกสติ “คุณแม่!... คุณแม่...คุณแม่เป็นอะไรไปคะ”
กิมเอ็งลืมตาพรึ่บ! กระเด้งตัวขึ้นมาแล้วหันขวับมามองมิ้วตาแข็ง กิมเอ็งพูดด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเหมือนคนละคน ดูน่ากลัวโคตรๆ
“แกเป็นใคร”
มิ้วงง “คุณแม่...คุณแม่เป็นอะไรไปค่ะ”
กิมเอ็งพูดเสียงแข็ง “ใครเป็นแม่แก”
มิ้วตกใจ ห๊ะ!
“ก็คุณแม่ไงคะ...คุณแม่กิมเอ็งของมิ้วไงคะ”
“ข้าไม่ใช่นังกิมเอ็ง ข้าเป็นเจ้าแม่ปลาบู่ทอง”
“ห๊ะ! เจ้าแม่ปลาบู่ทอง”
กิมเอ็งยังคงจ้องมิ้ว แววตาดุดัน...จนมิ้วเริ่มกลัว
กิมเอ็งพูดเสียงแข็ง “ใช่...เพราะแม่เอ็งลบหลู่ข้า...ข้าจะมาเอาแม่เอ็งไปอยู่ด้วย แม่เอ็งจะต้องตาย...”
พูดจบกิมเอ็งก็ยกมือขึ้นบีบคอตัวเอง พรึ่บ! กิมเอ็งชักหายใจไม่ออก
มิ้วพยายามจับมือกิมเอ็งไว้ไม่ให้บีบคอตัวเอง
“คุณแม่! แม่คุณ…อย่าทำอะไรแม่ฉันนะ”
กิมเอ็งเสียงแข็งน่ากลัวและโหดเหี้ยม “ไม่! ข้าไม่ปล่อย มันจะต้องตาย” แล้วก็หัวเราะอย่างน่าสยดสยอง จากนั้นกิมเอ็งยิ่งบีบคอตัวเองแรงขึ้นๆ กิมเอ็งสั่น ชักๆ หายใจไม่ออก ตาเหลือกเหมือนคนกำลังจะตาย
มิ้วรีบพนมมือ ตัวสั่นด้วยความกลัว
“อย่าทำอะไรคุณแม่เลยนะ...ปล่อยคุณแม่ไปเถอะ...ฉันจะทำบุญไปให้ ฉันไหว้ล่ะ” มิ้วร้องไห้โฮ “อย่าเอาแม่ฉันไปเลยนะ”
มิ้วพนมมือไหว้ปลกๆ กลัวสุดชีวิต แต่แล้วจู่ๆ กิมเอ็งก็หัวเราะ
“ฮ่าๆๆ....ช็อกขนาดนั้นเลยเหรอคะคุณลูก” มิ้วยังอึ้งอยู่ “โอ๋ๆๆ...ขวัญเอ๋ยขวัญมา...คุณแม่ไม่ไปไหนหรอกค่ะ”
มิ้วเหวอ “นี่คุณแม่แกล้งเหรอคะ...มิ้วหัวใจแทบวาย”
กิมเอ็งยิ้มพอใจ “แสดงว่าคุณแม่ก็เล่นเนียนเหมือนกันนะเนี่ย”
“เนียนมากค่ะ....คุณแม่เล่นเนียนยิ่งกว่านังกะละแมอีกนะคะ” กิมเอ็งชะงักคิดๆ “แล้วคุณแม่นึกยังไงจู่ถึงได้เล่นละครเป็นคนทรงเจ้าแบบนี้..” มิ้วชะงัก ฉุกคิดเอ๊ะ “อย่าบอกนะว่าคุณแม่ทำแบบนี้เพราะว่า...”

กิมเอ็งพยักหน้าพบเส้นทางทใหม่ ‘ใช่เลยคุณลูกขา’

หลายวันต่อมา ป้ายหน้ารั้วบ้านเช่าของกิมเอ็งเขียนข้อความว่า ‘สำนักทรงเจ้าแม่ปลาบู่ทอง’ สภาพหน้าบ้านเป็นไม้โทรมๆ ถูกตกแต่งเป็นสำนักทรง บรรยากาศดูเข้มขลัง ข้างหน้ามีแท่นไม้สำหรับให้คนนั่งเป็นที่ประทับของเจ้าแม่
 
สภาพทุกอย่างเหมือนบ้านเช่าโต๊ดที่กะละแมเคยเปิดสำนักทรงไม่ผิด โดยด้านหลังที่ประทับของเจ้าแม่ มีรูปภาพปลาบู่ทองขนาดใหญ่มหึมา มีการเจิมสามจุดที่รูป มีโต๊ะหมู่บูชาสำหรับวางอุปกรณ์ทำมาหากิน เช่น ลูกประคำ รูปปั้นเทพเจ้าต่างๆ หัวกระโหลก เครื่องรางของขลัง ทั้งของไทย จีน พราหมณ์ หมอผี วางมั่วซั่วกันไปหมด
ตรงทางเข้าเห็นมิ้วนุ่งขาวห่มขาวยืนรับแขก และขายกลีบดอกกุหลาบบูชาเจ้าแม่อยู่
ชาวบ้านหลั่งไหลเข้ามาในสำนักทรงเต็มไปหมด
มิ้วพูดนิ่มๆ เนิบๆ “สวัสดีค่ะคุณพ่อ คุณแม่ คุณพี่ คุณน้องซื้อกลีบดอกกุหลาบแล้วก็เชิญทางนี้เลยค่ะ...กลีบกุหลาบพันปีถาดละเก้าสิบเก้าบาท สำหรับรับเสด็จเจ้าแม่ เพื่อกุศลในชาตินี้และชาติหน้านะคะ...เชิญค่ะๆ เจ้าแม่กำลังจะประทับแล้วค่ะ”
มิ้วขายของด้วยเสียงเป็นมิตรและเปี่ยมเมตตา

ฉายตะวันกับแจ่มด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าบ้านกิมเอ็ง มองเข้าไป จะเข้าดี ไม่เข้าดี
“ที่นี่แหละค่ะ แจ่มได้ยินคนในซอยเค้าเมาธ์กันว่าเป็นสำนักทรงของคุณกิมเอ็ง เรารีบเข้าไปดูกันเถอะค่ะคุณท่าน”
ฉายตะวันลังเล “จะดีเหรอ”
แจ่มไม่ตอบลากฉายตะวันเข้าไปเลย

ฉายตะวันแจ่มเดินเข้ามาในบ้าน มิ้วเห็นฉายตะวันกับแจ่มเดินเข้ามา ก็ตกใจชะงักเล็กน้อย
มิ้วตั้งสติได้ก็ตัดสินใจเดินเข้าไปรับฉายตะวัน ด้วยกิริยาสงบนิ่ง เหมือนคนละคนมั่กๆ
มิ้วยกมือไหว้ พูดเนิบๆ “สวัสดีค่ะคุณป้า คิดไม่ถึงเลยนะคะว่าคุณป้าจะมาที่นี่”
“ป้าก็คิดไม่ถึงเหมือนกันจ้ะว่าจะเจอหนูมิ้วที่นี่....” ฉายตะวันเหวอ “แล้วเป็นไงมาไงหนูมิ้วถึงมาเปิดสำนักทรงได้”
มิ้วโม้เต็มสูบ “เรื่องมันเหลือเชื่อมากเลยค่ะคุณป้า พูดไปก็เหมือนโม้...แต่ในวันที่เราหมดหวัง หมดหนทางจากทุกสิ่ง มิ้วกับคุณแม่กำลังเศร้าอยู่ที่ริมแม่น้ำ แล้วจู่ๆ มิ้วกับคุณแม่ก็เห็นแสงสีทองส่องประกายมาจากในน้ำค่ะ” สีหน้าขณะเล่าตื่นเต้นดู “ทันใดนั้นเอง เจ้าแม่ปลาบู่ทองก็ได้ปรากฎกายขึ้นแล้วประทานพรให้คุณแม่...ท่านบอกว่าคุณแม่มีองค์ปลาบู่ทองค่ะ”
แจ่มแซว “องค์ปลาบู่ หรือหน้าปลาบู่คะ” มิ้วฉุนจิกตามองเคืองๆ แจ่มรีบแก้ “เอ่อ...แจ่มหมายถึงกายเจ้าแม่น่ะค่ะ...เป็นคนหรือเป็นปลา” แล้วไป)
มิ้วคิดๆ พยายามแถ “เอ่อ...หัวเป็นปลา ตัวเป็นคนค่ะ”
“งั้นก็คล้ายนางเงือกสิคะคุณมิ้ว” แจ่มสงสัยต่อ
“เอ่อ... ก็เงือกๆ แบบนั้นแหละค่ะ” มิ้วว่า
แจ่มฉุกคิดสงสัยอีก “เอ๊ะ...แต่เงือกหัวเป็นคน ตัวเป็นปลานะคะคุณมิ้ว จะเหมือนกันได้ยังไง”
มิ้วรีบเปลี่ยนเรื่อง “เอ่อ...มันก็สปีชี่เดียวกันนั่นแหละ เล่าไปก็คงไม่จบง่ายๆ” หันมาทางฉายตะวัน “มิ้วว่าเชิญคุณป้านั่งก่อนดีกว่าค่ะเดี๋ยวเจ้าแม่จะประทับแล้ว”
มิ้วเดินเลี่ยงไป ฉายตะวันส่ายหน้าด้วยความไม่เชื่อ

เวลาต่อมาลูกศิษย์ นั่งรับเจ้าแม่จนเต็มสองฝั่งทางเดินตั้งแต่ประตูตัวบ้าน มาจนถึงบริเวณทรง มีฉายตะวันแจ่มนั่งรวมอยู่ด้วย
มิ้วเดินไปรับเจ้าแม่ “ร่างทรงมาแล้วค่ะ”
ประตูบ้านถูกผลักออกมา เผยให้เห็นกิมเอ็งในชุดสีทองอร่าม เดินออกมาอย่างสงบนิ่ง ท่าทางสำรวมสุดฤทธิ์ กิมเอ็งค่อยๆ ก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ มีชาวบ้านที่นั่งสองข้างทางคอยโปรยกลีบดอกกุหลาบให้กิมเอ็งเดินเหยียบ
ชาวบ้านมองกิมเอ็งท่าทางเลื่อมใสสุดฤทธิ์
กิมเอ็งเดินมานั่งที่แท่นประทับ ลูกศิษย์ลูกหากราบเจ้าแม่ด้วยท่าทางเหมือนถวายบังคมกษัตริย์
ฉายตะวัน กับแจ่มเหวอๆ จำต้องทำตาม
กิมเอ็งเริ่มร่ายคาถาอย่างจริงจัง ใส่อารมณ์สุดๆ เป็นคาถาจีน
“นเมียวโฮเรเงเคียว นโม นเมีย องค์ไต๋ซื่อกวยก๋วยจั๊บโฮเมียว ซารังเฮโย!” มั่วโคตรๆ
ต่อมาไม่นาน กิมเอ็งค่อยๆ สั่นงั่กๆๆๆๆ องค์ประทับอย่างแรง แรงขึ้น...แรงขึ้น กิมเอ็งจัดเต็มสุดๆ แล้วก็ล้มฟุบลงไปกับพื้น ก่อนจะกระเด้งขึ้นมา พรึ่บ!
“เจ้าแม่ประทับแล้วค่ะ” มิ้วร้องขึ้น
ฉายตะวันตกใจ แล้วมองกิมเอ็งอึ้งๆ ‘ไม่อยากจะเชื่อ’
ไม่นานต่อมา ฉายตะวันแจ่มเดินออกมาจากบ้านเช่ากิมเอ็ง
“ถ้าไม่เห็นกับตา ฉันคงไม่เชื่อแน่ๆ”
แจ่มงง “ไม่เชื่อว่าเจ้าแม่มีจริง หรือไม่เชื่อว่าคุณกิมเอ็งเป็นร่างทรงคะ”
“ไม่เชื่อว่าคุณกิมเอ็งมาตั้งสำนักทรงหลอกชาวบ้าน ส่วนเรื่องเจ้าแม่ร่างทรงจะมีจริงมั้ยฉันก็ไม่รู้ ฉันรู้แต่ว่าเวรกรรมมีจริง แล้วมันก็คงตามมาทันในชาตินี้ด้วย” ฉายตะวันถอนหายใจปลดปลง
“คุณนายโกรธมั้ยคะ”
“ไม่หรอก...คนทำยังไงก็ได้อย่างนั้น”
“แปลกดีนะคะ คนปกติหันไปหลอกชาวบ้าน คุณนายไม่โกรธ แต่คนที่เคยหลอกชาวบ้านกลับมาขายซาลาเปา ทำไมยังโกรธอยู่ล่ะคะ”
แจ่มพูดพาซื่อ แต่ฉายตะวันสะอึก กึก! เออจริง!...

คืนนั้นกะละแมกำลังนวดแป้งทำซาลาเปา ติ่งกำลังตั้งใจอ่านหนังสือ ส่วนตุ้งแช่กำลังนั่งทำโครงงานวิทยาศาสตร์มีชิณคอยช่วย ชิณแอบมองกะละแม กะละแมหันหลังหลบ...ทำเป็นรังเกียจ แต่จริงๆ เขิน
โต๊ดเดินเข้ามาเงียบๆ แล้วแอบมองทุกคน โต๊ดมองไปที่ลูกหลานทีละคน ทั้งตุ้งแช่ กะละแม และติ่ง โต๊ดมองภาพตรงหน้า แล้วยิ้ม อิ่มอกอิ่มใจ รู้สึกหมดห่วง
โต๊ดเดินมาหาทุกคน “พวกเอ็งอยู่กันพร้อมหน้าก็ดีแล้ว ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอก”
ชิณจะลุก “ผมออกไปข้างนอกก่อนนะครับ พวกคุณจะได้คุยกัน”
“ไม่เป็นไรครับ เชิญนั่งฟังด้วยกันก็ได้ครับ”
ชิณนั่งลงชิณหันมาหาโต๊ด ติ่ง ตุ้งแช่ และกะละแม ตั้งใจฟัง
โต๊ดตัดสินใจพูดออกมา “ตอนนี้เรื่องทุกอย่างก็สงบแล้ว...เรื่องร้ายๆ ก็ค่อยๆ คลี่คลาย ข้าก็หมดห่วง...ข้าตัดสินใจแล้ว...ข้าจะบวชตลอดชีวิต”
ติ่ง ตุ้งแช่ และกะละแม ตกใจร้อง ห๊ะ?
“บวชแบบโกนผม” ติ่งถามย้ำ โต๊ดพยักหน้า “ใส่ผ้าเหลือง” โต๊ดพยักหน้า “ถือศีล บิณฑบาตร ห้ามกินข้าวหลังเที่ยงอะนะ” โต๊ดพยักหน้าอีกพลางบอก
“เออ”
“ถ้าน้าบวชแล้วพวกฉันล่ะ พวกฉันจะทำยังไง” กะละแมสงสัย
ตุ้งแช่พูดเสียงเศร้าๆ “ใช่พ่อ...แล้วแช่ล่ะ? แช่ไม่มีแม่คนนึงแล้ว แล้วพ่อยังจะทิ้งแช่ไปอีก” ตุ้งแช่ทำท่าเหมือนจะร้องไห้
โต๊ดรีบปลอบตุ้งแช่ “พ่อก็ไม่ได้ไปไหนไกลซักหน่อย ถ้าเอ็งคิดถึง ก็ไปหาพ่อที่วัด”
ติ่งสงสารตุ้งแช่ “น้าไม่ห่วงไอ้แช่มันเหรอ ฉันว่าน่าจะรอให้มันโตกว่านี้ก่อนนะ”
“เวลานี้แหละดีที่สุด ตอนนี้อะไรๆ มันก็ลงตัวแล้ว” โต๊ดหันไปทางทางตุ้งแช่ “ไอ้แช่ก็ได้ทุนถึงปริญญาตรี” คราวนี้หันไปทางติ่ง “ส่วนเอ็งก็กลับตัวกลับใจหางานทำ” แล้วมองไปทางกะละแม “ส่วนเอ็งก็ได้ทุนจากคุณนาย แถมยังมีคนดีๆ คอยดูแล” โต๊ดมองหน้าชิณแล้วยิ้มๆ
ชิณยิ้มกลับให้โต๊ด
กะละแมหันมาแขวะชิณเบาๆ “ยิ้มทำไม ไม่ได้หมายถึงคุณซะหน่อย”
ชิณหุบยิ้ม
กะละแมหันมาทางโต๊ดแล้วพูดทักท้วง “แต่ว่าน้า...”
โต๊ดพูดขัดขึ้น “อย่าขัดศรัทธาข้าเลย ข้าอยากสั่งสอนพุทธศาสนิกชนให้เป็นคนดี อย่าทำผิดแบบข้าอีก ให้ข้ามีโอกาสได้ชดใช้บาปกรรมที่ทำไว้เถอะนะ”
ติ่ง ตุ้งแช่ และกะละแม ต่างพูดไม่ออก อึ้งไปตามๆกัน ‘โต๊ดเอาจริง’

ไม่นานหลังจากนั้น อาม่า โทฟู่ และบรรดาชาวบ้านทั้งซอยมารวมกันอยู่ที่หน้าบ้านเต็มไปหมด เหมือนมีม็อบเล็กๆ โต๊ดเดินนำ กะละแม ติ่ง และตุ้งแช่ ออกมาจากในบ้าน
ชิณรออยู่หน้าบ้าน เห็นกะละแมเดินออกมา ก็รีบตามมาสมทบยืนข้างกะละแม
เชอร์รี่โวยวายกับอาม่า “เรียกพวกฉันมาที่นี่ทำไม บอกไว้ก่อนนะ ถึงพวกฉันจะยอมซื้อซาลาเปาไอ้แมมัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกฉันจะลืมเรื่องทุกอย่างหรอกนะโว้ย” อาการเชอร์รี่ไม่ยอมเต็มที่
อาม่าปราม “อย่าเพิ่งโวยวาย ฟังอาโต๊ดเค้าก่อน”
โต๊ดพูดอย่างจริงใจ “ฉันไม่ได้จะขอให้ทุกคนลืมหรอกจ้ะ แต่ที่ฉันเชิญทุกคนมาในวันนี้ เพราะว่าอยากจะขอขมาลาโทษทุกคน”
ชาวบ้านมองหน้ากันแปลกใจ ‘ลาอะไรของมัน’
“ฉันจะไปบวช”
ทุกคนตกใจ แต่ก็อดด่ากลับไม่ได้
“มารศาสนาอย่างเอ็งเนี่ยนะจะบวช สะกดคำว่าความดีเป็นแล้วเหรอวะ” เชอร์รี่นำร่อง
ป้าส้มลิ้มตาม “ใช่! คนที่เคยหากินบนความเชื่อของชาวบ้านจะไปเป็นพระ ถุย”
อาม่าทนไม่ไหว “พวกลื้อพูดแรงไปเปล่า อาโต๊ดเค้าตั้งใจจริง แล้วเค้าก็กลับตัวแล้ว อย่าใจแคบนักเลย”
โต๊ดเข้าใจดี “ม่าอย่าว่าพวกเค้าเลย ที่พวกเค้าพูดมามันก็ถูกทุกอย่าง ฉันยอมรับ ทุกคนจะด่าจะว่าฉันยังไงก็ได้ แต่ฉันขอให้ทุกคนยกโทษให้ฉันด้วย”
ว่าแล้วโต๊ดก้มลงกราบเท้าชาวบ้านเพื่อเป็นการขอโทษอย่างจริงใจ
“อโหสิกรรมให้ฉันเถอะนะ”
ชาวบ้านตกใจกันเป็นแถบๆ ‘เฮ้ย...กราบเลยเหรอวะ’
กะละแม ติ่ง และตุ้งแช่นั่งลงไปที่พื้นแล้วยกมือไหว้ชาวบ้านด้วย
กะละแมไหว้ “ยกโทษให้น้าโต๊ดด้วยนะจ๊ะ ถ้าพวกน้าๆ จะแค้น จะด่าจะว่าอะไรก็ให้มาลงกับฉันแทน”
ตุ้งแช่ไหว้แล้วว่า “ลงกับแช่ก็ได้จ๊ะ แช่เป็นลูก แช่ยอมรับกรรมแทนพ่อ...ยกโทษให้พ่อแช่เถอะนะป้าๆ ลุงๆ”
ป้าส้มลิ้ม เสียงดัง “ไม่! พวกฉันเจ็บแล้วจำโว้ย”
พวกกะละแมสะอึก ชิณเห็นท่าไม่ดีเลยช่วยพูด
“เอ่อ...ขอโทษนะครับ” ชาวบ้านหันมาทางชิณ “ผมอาจจะเป็นคนนอก แต่ผมขอพูดอะไรซักนิดได้มั้ยครับ”
ชาวบ้านตั้งใจฟัง
“แม่ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยโดนหลอกเหมือนกับพวกคุณ และผมก็พยายามเปิดโปงพวกน้าโต๊ดมาตลอด...แต่ทำไมผมถึงยอมให้อภัยทุกคนรู้มั้ยครับเพราะผมรู้ว่าพวกน้าโต๊ดเองก็ได้รับกรรมของพวกเค้าไปแล้ว”
ชาวบ้านตั้งใจฟัง กะละแมมองชิณซึ้งๆ
“อย่างเรื่องป๋านุ้ย พวกเค้าจะร่วมมือกับพวกนั้นหลอกทุกคนก็ได้ แต่น้าโต๊ดกับกะละแมก็เลือกที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่อเปิดโปงป๋านุ้ย เพราะไม่อยากให้ทุกคนต้องโดนหลอกอีก พวกน้าโต๊ดเลือกที่จะเปิดโปงตัวเอง ทั้งๆที่รู้ว่าทุกคนจะต้องโกรธ และผมว่าสิ่งเหล่านี้ก็น่าจะพิสูจน์ว่าน้าโต๊ดอยากกลับตัวจริงๆ”
ชาวบ้านทุกคนอึ้งไปตามๆกัน
ลุงมากช่วยพูด “ที่คุณชิณพูดมามันก็ถูกนะพวกเรา ตอนนี้ไอ้โต๊ดมันก็กลับใจแล้ว มันกำลังใจไปบวช ถ้าพวกเราขัดศรัทธานรกจะกินหัวเอานะโว้ย”
ป้าส้มลิ้มเออออ “เออๆๆ ข้ารู้แล้ว...อันที่จริงฉันก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากหรอก แต่ที่ทำใจแข็งไปเพราะไม่อยากเสียหน้า”
เชอร์รี่ยอมอโหสิ “ในเมื่อพวกเอ็งกลับใจ พวกข้าก็พร้อมให้อภัย”
“จริงๆ นะน้า”
ชาวบ้านพยักหน้า กะละแม ติ่ง โต๊ด ตุ้งแช่ดีใจ
ชาวบ้านช่วยกันพยุงโต๊ดให้ลุกขึ้น...โต๊ดลุกขึ้นมา น้ำตาคลอเบ้า...ความซาบซึ้ง ความตื้นตันแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
“ขอบใจจ้ะ...ขอบใจทุกคนเลย...ขอบใจที่ให้โอกาสคนชั่วๆ อย่างฉันได้กลับตัว”
ติ่ง ตุ้งแช่ กะละแม โทฟู่ และชิณ มองเหตุการณ์ตรงหน้าซึ้งๆ

กะละแมหันมองหน้าชิณอย่างซึ้งใจ ที่ช่วยพูดจนชาวบ้านยอมยกโทษให้

 ติดตาม "เจ้าแม่จำเป็น" ตอนที่ 18 อวสาน(ต่อ) เวลา 09.00 น.

เจ้าแม่จำเป็น ตอนที่ 18 อวสาน (ต่อ)

ตกเย็น กะละแม ช่วยโต๊ดจัดเตรียมเครื่องอัฏฐบริขารประดามีเพื่อบวช ทั้งจีวร บาตรพระ ย่าม มุ้ง หมอน เสื่อ ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว ร่ม ปิ่นโต เทียนแพ

“เรื่องไอ้แช่ น้าไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะช่วยดูแลมันเอง อีกอย่างมันเป็นเด็กฉลาด เอาตัวรอดได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว”
โต๊ดซึ้งใจนัก “ขอบใจเอ็งมากๆ นะเว้ยไอ้แม ขอบใจเอ็งจริงๆ”
“ไม่เป็นไรน้า ฉันดูแลไอ้แช่แค่นี้ ยังไม่เท่ากับที่น้าเลี้ยงดูฉันกับพี่ติ่งมาทั้งชีวิตเลย...ถ้าไม่ได้น้า ชีวิตฉันก็ไม่รู้จะเป็นยังไง”
ว่าแล้วกะละแมก้มลงกราบโต๊ด สำนึกในบุญคุณ
“ฉันขอบคุณน้ามากนะจ๊ะ ที่เลี้ยงดูฉันกับพี่ติ่ง”
โต๊ดลูบหัวกะละแม แอบน้ำตาซึม “จะมาทำซึ้งอะไรตอนนี้...ข้าเองก็ไม่ได้เลี้ยงดูเอ็งได้ดีอะไรนักหรอก แถมยังบังคับให้ทำอะไรผิดๆ อีก...” โต๊ดละอายใจและรู้สึกผิด
กะละแมกะโต๊ด มองหน้ากันด้วยความซาบซึ้ง
“เรื่องเอ็งกับคุณชิณน่ะ...ข้าอยากเตือนเอ็งด้วยความหวังดี เอ็งน่าจะเปิดใจตัวเองบ้าง อย่าปิดตัวเองให้มากนักเลย...เอ็ง มัวแต่ห่วงคนอื่น อย่าลืมความรู้สึกของตัวเองด้วย”
กะละแมคิดแล้วพูด “คุณนายท่านมีบุญคุณกับฉันมาก ทั้งๆ ที่ฉันทำผิดขนาดนี้ แต่คุณนายยังให้ทุนฉันเรียนจนจบไม่สั่งยกเลิกทุน ถ้าฉันยังยุ่งกับคุณชิณอีก ฉันคงกลายเป็นคนอกตัญญู ฉันทำไม่ได้หรอก”
“จริงของเอ็ง...คุณนายดีกับพวกเรามากๆ ไอ้แช่เองก็ได้ทุนเรียนถึงปริญญา พูดแล้วข้าก็ยังรู้สึกผิดต่อคุณนายไม่หาย ข้าอยากไปขอขมาคุณนาย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะโดนไล่ตะเพิดออกมาหรือเปล่า”
โต๊ดมองไปที่ธูปเทียนแพด้วยความไม่แน่ใจ

ธูปเทียนแพดอกไม้ในพานสำหรับขอขมาตั้งอยู่บนโต๊ะ ฉายตะวันนั่งอยู่ตรงหน้า แจ่มนั่งรับใช้
อยู่ข้างๆ
โต๊ดค่อยๆ ก้มลงกราบเท้าฉายตะวันแบบเบญจางคประดิษฐ์สามครั้ง ตามหลักพิธีการขอขมาลาโทษที่ถูกต้อง ก่อนที่โต๊ดร่ายบทขอขมา
“กรรมใดที่ฉันได้เคยล่วงเกินต่อคุณนาย ด้วยกายก็ดี วาจาก็ดี ด้วยใจก็ดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งที่รู้ และไม่รู้ เพื่อความบริสุทธิ์แห่งเพศพรหมจรรย์ ขอคุณนายอโหสิกรรมให้ฉันด้วยเทอญ”
โต๊ดมองหน้าฉายตะวันลุ้นๆ ว่าฉายตะวันจะยอมยกโทษให้มั้ย
ฉายตะวันมองโต๊ดหน้านิ่งๆ ครุ่นคิด ก่อนจะเอื้อมมือมาแตะที่พาน เพื่อเป็นการยอมอโหสิกรรมให้
“ฉันอโหสิกรรมให้ทุกอย่าง และขอให้นายโต๊ดอโหสิกรรมแก่ฉันด้วย ฉันขออนุโมทนาต่อนายโต๊ดที่ได้บวชในพุทธศาสนา”
โต๊ดดีใจน้ำตาคลอเบ้าที่ฉายตะวันยอมอโหสิกรรมให้
“ขอบคุณครับ...ไอ้โต๊ดดีใจเหลือเกินที่คุณนายยอมอโหสิกรรมให้”
ฉายตะวันพูดอย่างปลงๆ “หลังจากฉันเห็นคุณนายกิมเอ็งเปิดสำนักทรง ฉันก็เข้าใจแล้วว่าบางทีคนเรามันก็หมดหนทาง นายโต๊ดเองก็คงเหมือนกัน คงทำไปเพราะไม่มีทางเลือก...ตอนนี้นายโต๊ดก็กลับตัวแล้ว ฉันก็ขออนุโมทนาบุญด้วย”
โต๊ดและฉายตะวันยิ้มให้กัน เวลานี้ไม่มีอะไรติดค้างใจกันอีกต่อไป

รุ่งเช้า กะละแม ติ่ง ตุ้งแช่ อาม่า โทฟู่ ชิณ และจักกาย ยืนรอหลวงตาโต๊ดออกมาจากโบสถ์
สักครู่หนึ่งหลวงตาโต๊ด โกนผมเรียบร้อย อยู่ในผ้าเหลือง เดินออกมาจากโบสถ์ด้วยท่าทางสงบนิ่ง
ทุกคนยกมือไหว้ สีหน้าเต็มไปด้วยความเลื่อมใส
หลวงตาโต๊ดมองทุกคนลูกหลานทีละคน มอง ตุ้งแช่ กะละแม ติ่ง ชิณ อาม่า โทฟู่ จักกาย
หลวงตาโต๊ดหมดห่วง คลายกังวลจากทุกสิ่ง และเดินไปอย่างสงบนิ่ง
กะละแม ติ่ง ตุ้งแช่ ชิณ อาม่า โทฟู่จักกายมองตามหลังหลวงตาโต๊ดไปด้วยความเลื่อมใส....ก่อนจะหันมายิ้มให้กัน ดีใจที่โต๊ดได้พบทางสงบของชีวิต
ชิณหันมาพูดกับกะละแมอย่างจริงจัง
“น้าโต๊ดเค้าก็ปล่อยวางไปคนหนึ่งแล้ว แล้วเมื่อไหร่เธอจะปล่อยวาง แล้วยอมรับซักทีว่าเธอรักฉัน”
“คุณต่างหากที่ควรจะยอมรับความจริง ว่าฉันไม่ได้รู้สึกอะไร แล้วก็ควรกลับบ้านไปซะที”
“ต่อให้เธอไล่ฉันซักร้อยรอบพันรอบฉันก็ไม่ไป” ชิณยิ้มทะเล้นใส่
“แต่คุณต้องไป!” กะละแมพูดจริงจัง “ฉันขอร้องล่ะ คุณกลับบ้านไปซะทีเถอะนะ อย่าให้ฉันต้องลำบากใจไล่คุณอีกเลย”
ท่าทางสีหน้าและน้ำเสียงกะละแมจริงจังมาก พูดแล้วก็เดินไป...ชิณถอนใจ ‘ใจแข็งจริงๆ’

ชิณเดินออกมาทางหน้าวัด เห็นฉายตะวันยืนรออยู่...ชิณตกใจนิดๆ คาดไม่ถึงว่าฉายตะวันจะมา
“แม่...”
ฉายตะวันมองหน้าชิณนิ่งๆ แล้วถาม
“เมื่อไหร่จะกลับบ้านสักที”
“ผมยังกลับไม่ได้”
“ชิณ..เลิกทำตัวเป็นเด็กๆ ชอบเอาชนะ และไม่ยอมรับความจริงสักที ผู้หญิงคนนั้นทำท่ารังเกียจ ผลักไสไล่ส่งเราขนาดนั้น ยังไม่เห็นธาตุแท้ของเค้าอีกเหรอหะ”
“ที่กะละแมทำแบบนั้น เพราะเค้าไม่อยากให้ผมลำบาก ไม่อยากให้ผมทะเลาะกับแม่ เค้าแกล้งทำเป็นด่าผม...ไล่ผม...เพราะอยากให้ผมกลับบ้าน ผมรู้ว่าจริงๆ แล้วเค้าก็รักผมเหมือนกัน”
ฉายตะวันส่ายหน้า ไม่เชื่อ “รู้ได้ยังไงว่าเค้าทำแบบนี้เพราะความหวังดี เค้าอาจจะทำเพราะเห็นว่าเราเหลือแต่ตัวก็ได้ เรามองเค้าในแง่ดีเกินไป เหมือนที่ชิณเคยบอกว่าแม่มองเค้าในแง่ดีเกินไป ชิณอาจกำลังโดนหลอกเหมือนแม่ก็ได้”
ชิณหนักใจ..ทำไงดี?
ฉายตะวันตัดพ้อ “ถ้าเค้าปฏิเสธแบบนี้ไปเรื่อยๆ ชิณต้องทำยังไง ทิ้งทุกอย่างไปนอนใต้ต้นไทร พิสูจน์สิ่งที่ไม่จริง ไปจนแม่แก่ตายเลยหรือไง”
ชิณสะอึก...รู้สึกผิด แล้วก็ตัดสินใจบางอย่าง
“ผมไม่รอนานขนาดนั้น..ผมต้องหาทางทำให้กะละแมเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมาให้ได้”
ชิณพูดด้วยความมุ่งมั่น ฉายตะวันส่ายหน้า ไม่เห็นด้วย
“ความรู้สึกที่แท้จริงของเด็กนั่นก็คือ...ถ้าเราไม่รวย เค้าก็ไม่เอา”
ชิณสะอึก...แอบหวั่นไหว หรือว่าจะจริง

เช้าวันต่อมา บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าของจักกายดูใหญ่โต โอ่อ่า หรูหรา เห็นป้ายชื่อห้างเขียนว่า ‘KS Center’
ตรงทางเข้าห้าง ถูกจัดตกแต่งเป็นงานเปิดตัวห้างสรรพสินค้า บรรยากาศดูหรูหรา มีพรมแดงปูจากที่จอดรถเข้าไปในตัวห้าง มีซุ้มดอกไม้จัดเต็มไฮโซสุดๆ ทั้งลูกค้าเหล่าบรรดาเซเลปไฮโซ ทีมงานยืนรอการมาของจักกายอย่างใจจดใจจ่อ นักข่าวรออย่างสนใจ
ครู่ต่อมารถลีมูซีนหรูของจักกายค่อยๆ แล่นมาจอดเทียบที่หน้าห้างอย่างสง่างาม
ภายในรถ เห็นจักกายในชุดสูทนั่งอยู่ข้างโทฟู่ในชุดเดรสหรูสีโทนเดียวกันกับจักกาย ดูเข้ากันมั่กๆ
โทฟู่ดูประหม่า ตื่นเต้น ไม่ชินกับชุดที่ใส่ ในขณะที่จักกายดูสบายอารมณ์ โทฟู่มองออกไปนอกรถ เห็นช่างภาพ นักข่าวรอถ่ายรูปอยู่เต็มไปหมด โทฟู่อึ้งๆ ‘งานใหญ่เว่อร์’
โทฟู่หันมาโวย “โห..ไหนคุณบอกว่างานเปิดตัวห้างของคุณจัดแบบเล็กๆ กันเองๆ ไง แล้วนี่อะไร งานใหญ่เว่อร์ แถมนักข่าวเพียบ”
“เปิดห้าง น่ะจัดเล็กๆ แต่ที่มากันเยอะเพราะผมจะ “เปิดตัวคนสำคัญ” นักข่าวก็เลยสนใจมากหน่อย” จักกายว่า
“เปิดตัวคนสำคัญ” โทฟู่ทำเป็นไม่รู้ “ใครเป็นคนสำคัญของคุณ”
“ก็คุณไง! คนสำคัญของผม หรือต้องให้ย้ำว่าสำคัญขนาดไหน”
โทฟู่ชะงัก เขิน หน้าแดงก่ำ แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อ พนักงานก็เปิดประตูให้อย่างสุภาพ
“เชิญครับ”
“ถ้านักข่าวถามว่าคุณเป็นอะไรกับผม ก็บอกเค้าไปเลยว่า คุณเป็นแฟนผม” พูดจบจักกายก็เดินลงจากรถไป
“เฮ้ย! ฉันเป็นแฟนคุณตั้งแต่เมื่อไหร่ คุณกาย..กาย..จักกาย” โทฟู่โวยลั่นรถ จักกายไม่สน ลงจากรถไปแล้ว “อะไรเนี่ย...เนียนจริงๆ” โทฟู่บ่นๆ แต่ก็ยิ้ม

โทฟู่ลงรถตามจักกายไป จักกายยื่นแขนให้ควง โทฟู่ยิ้มเขินๆ ‘ก็ได้ย่ะคุณแฟน’ แล้วก็ควงแขนจักกาย
จักกายยิ้มพอใจแล้วก็ควงโทฟู่เดินเข้าไปในงาน...นักข่าวมากมายรุมถ่ายรูปทั้งสอง ฟึ่บๆๆ
โทฟู่กับจักกายเดินควงคู่เข้าไปในงานดูสง่างาม เหมาะสมกันสุดๆ

วันต่อมาภาพโทฟู่กับจักกายในงาน กลายมาเป็น...ภาพข่าวจักกายกับโทฟู่ในหนังสือพิมพ์ ซึ่งอยู่ในมือกะละแม
กะละแมเพ่งดูรูปโทฟู่กับจักกายอยู่อย่างชื่นชม
“สวย...แกสวยมากเลยว่ะไอ้ฟู่”
กะละแมพับหนังสือพิมพ์ เผยให้เห็นโทฟู่นั่งอยู่ตรงหน้ากะละแม โทฟู่ยิ้มอายๆ
“เค้าพาแกออกงานเปิดตัวแบบนี้ ฉันว่าเค้าคงจริงจังกับแกแล้วแหละ ดีใจด้วยนะฟู่ แกจะได้เป็นฝั่งเป็นฝาซักที” กะละแมแซวๆ
“ดีจงดีใจอะไรกัน เค้าเห็นฉันเป็นของเล่นหรือเปล่าก็ไม่รู้ อีกอย่างกายเค้าก็ขี้เบื่อจะตาย คบกันวันนี้ไม่รู้วันไหนจะเขี่ยฉันทิ้ง พูดตรงๆนะ เรื่องอนาคตไม่อยากคาดหวัง หนุ่มฮอตอย่างเค้า ยากจะเดาใจ ไม่เหมือนแก เจอคนชัดเจนอย่างคุณชิณ โชคดีแล้ว” โทฟู่แวะจอดเรื่องชิณจนได้
“โชคดียังไง” กะละแมไม่เข้าใจ
“ก็เค้ายอมสละทุกอย่างเพื่อแก ให้กายเค้าทิ้งทุกอย่างมาเพื่อฉันแบบนี้ เค้าไม่มีทางทำแน่ๆ” กะละแมอึ้ง...เห็นด้วย “แกลองคิดดูดีๆ จะมีผู้ชายสักกี่คน ที่ทำแบบนี้เพื่อผู้หญิงที่ตัวเองรัก”
กะละแมแอบใจอ่อนยวบ..แต่ก็ฝืนฮึดใจแข็งขึ้นมาอีก
“แต่ฉันไม่ต้องการ”
“แล้วแกต้องการอะไร” โทฟู่คาดคั้น
“ฉันต้องการให้เค้ากลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม! และอย่ามายุ่งกับฉันอีก”
“ทำไมแกคิดแบบนั้นวะ”
กะละแมนิ่งคิดๆ แล้วตัดสินใจพูดออกมาจากใจ น้ำเสียงจริงจังปนเศร้านิดๆ
“ความรักของฉันกับเค้ามันเป็นไปไม่ได้จริงๆ ฉันกับเค้ามันต่างกันเกินไป เราไม่มีอะไรที่เหมาะสมกันเลยแม้แต่นิดเดียว เค้าเกิดมา บนกองเงินกองทอง มีทุกอย่างพร้อม แต่ฉันต้องดิ้นรนหาทุกอย่างด้วยตัวเอง ครอบครัว การศึกษา การใช้ชีวิต มันต่างกันทุกอย่างจะไปด้วยกันได้ยังไง”
โทฟู่อึ้งๆ สงสารเพื่อน แล้วลองถามหยั่งเชิง
“แล้วที่คุณชิณยอมมาอยู่กับแกตั้งหลายวัน แกไม่ใจอ่อนบ้างเลยเหรอ”
กะละแมตอบหนักแน่น “ต่อให้เค้ามาเฝ้าฉันตลอดชีวิต ฉันก็ไม่คิดจะใจอ่อน ฉันไม่อยากฝืนในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้”
ทันใดนั้นโทฟู่ก็เหลือบไปเห็นว่าชิณยืนอยู่ โทฟู่พูดออกมาด้วยความตกใจ
“คุณชิณ!”

โทฟู่ตกใจนำ กะละแมหันไปเห็นชิณยืนอยู่ก็ตกใจตาม “แย่แล้วพูดไปซะเยอะเลย”

ชิณยืนหน้าเครียด นิ่ง ถามกะละแมเสียงขรึม

“ถ้าฉันมาเฝ้าเธอตลอดชีวิต เธอก็จะไม่มีวันใจอ่อนจริงๆ เหรอ”
ชิณ กะละแม ยืนเผชิญหน้ากัน มีโทฟู่อยู่ตรงกลาง
กะละแมกัดฟัน “ใช่! ฉันไม่มีวันใจอ่อน ไม่ว่าจะเป็นวันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ ปีหน้า หรือ10 ปีข้างหน้า ฉันก็ยืนยันคำเดิมว่า ฉันไม่มีวันรักคุณ เรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้”
“ทำไมล่ะกะละแม ฉันไม่เข้าใจ ทำไมมันจะเป็นไปไม่ได้”
“เราอยู่ในโลกของความจริง ไม่ใช่ในละครที่เจ้าชายกับยาจกจะมารักกันได้...คุณเป็นถึงนักธุรกิจพันล้าน มีหน้ามีตาในสังคม ฉันเป็นสิบแปดมงกุฎที่หลอกลวงชาวบ้านไปวันๆ” กะละแมย้ำ “ฉันและคุณ...เราไม่สมควรมาเจอกันตั้งแต่แรกแล้ว”
“แต่ฉันรักเธอนะกะละแม”
ชิณมองกะละแมด้วยความจริงใจ กะละแมมองตา แล้วก็กัดฟันตอบ
“ฉันก็ไม่ได้ห้ามให้คุณรักฉัน คุณอยากรักก็รักไป แต่ฉัน...ไม่ได้รักคุณ! คุณอยากจะเสียเวลาก็เรื่องของคุณ แต่ฉัน..รักคุณไม่ได้จริงๆ”
ชิณและโทฟู่อึ้ง ชิณผิดหวัง
“เธอรังเกียจฉัน มากขนาดนี้เลยเหรอกะละแม”
“ใช่!” กะละแมฝืนใจพูด Wฉันรังเกียจคุณ อยากให้คุณออกไปจากชีวิตฉันซักที ฉันเบื่อ ฉันรำคาญคุณจะแย่อยู่แล้ว”
ชิณมองหน้ากะละแมด้วยแววตาผิดหวังอย่างแรง แล้วก็ตัดสินใจ
“ได้...ในเมื่อเธอพูดถึงขนาดนี้ ฉันก็จะเป็นฝ่ายไปเอง แล้วจะไม่กลับมาให้เธอเห็นหน้าอีกตลอดไป”
กะละแมกัดฟันพูด “เชิญค่ะ ประตูอยู่ทางโน้น”
“ไอ้แม”
โทฟู่ดึงแขนกะละแมเหมือนจะเตือนสติ แต่กะละแมเชิดหน้ายืนยันสิ่งที่พูด ชิณมองหน้ากะละแม ต่างคนต่างไม่ยอมกัน และชิณก็..จำต้องยอมแพ้หันหลัง และเดินอ้าวๆๆๆ ออกไปด้วยความเสียใจ โกรธ ผสมกันมั่วไปหมด กะละแมมองตามหลังชิณ แล้วรู้สึกใจหายนิดๆ อยากจะเดินตามไป แต่ก็ห้ามใจไว้
โทฟู่โวยวาย “ไอ้แม่ ทำไมต้องพูดแรงขนาดนี้ด้วย”
กะละแมไม่ตอบ ทรุดนั่งลงกับพื้นเศร้าๆ โทฟู่มองกะละแมแล้วส่ายหน้า
“ท่าทางคุณชิณจะเสียใจมาก ฉันจะลองไปเคลียร์ให้ก็แล้วกัน”
โทฟู่รีบวิ่งตาม ตะโกนเรียกชิณ “คุณชิณค่ะ คุณชิณ เดี๋ยวค่ะ”
กะละแมนั่งลงกับพื้นร้องไห้เสียใจอยู่คนเดียวอย่างเดียวดาย

ส่วนชิณเดินออกมาจากซอยมหาลาภอย่างสิ้นหวัง ใจลอยคิดไปถึงคำพูดของกะละแม
“เราอยู่ในโลกของความจริง ไม่ใช่ในละครที่เจ้าชายกับยาจกจะมารักกันได้...คุณเป็นถึงนักธุรกิจพันล้าน มีหน้ามีตาในสังคม ฉันเป็นสิบแปดมงกุฎที่หลอกลวงชาวบ้านไปวันๆ ฉันและคุณ...เราไม่สมควรมาเจอกันตั้งแต่แรกแล้ว”
“แต่ฉันรักเธอนะกะละแม” ชิณบอก
“ฉันก็ไม่ได้ห้ามให้คุณรักฉัน คุณอยากรักก็รักไป แต่ฉัน..ไม่ได้รักคุณ ! คุณอยากจะเสียเวลาก็เรื่องของคุณ แต่ฉัน..รักคุณไม่ได้จริงๆ”
ชิณหน้าเศร้า โทฟู่วิ่งตามมาจนทัน
“คุณชิณ! คุณชิณคะ”
ชิณไม่ได้ยินเสียงโทฟู่ ...ยังคงเดินเศร้าๆ ใจลอยๆ ข้ามถนนไป ทันใดนั้นสียงแตรก็ดังขึ้นสนั่น
ชิณหันหน้าไป....ไฟรถสาดเข้าหน้าชิณอย่างแรง ชิณตกใจยกมือขึ้นปิดหน้าร้องลั่น
“อ๊ากกก”
โทฟู่มองเหตุการณ์ตรงแล้วตะโกนเรียกเสียงดัง
“คุณชิณ”

ขณะเดียวกันเหมือนเป็นลางร้ายบอกเหตุ จู่ๆ แจกันตกลงพื้น เพล้ง! กะละแมสะดุ้งตกใจ หันไปเห็นว่าแจกันดอกไม้ที่หิ้งพระตกลงมาแตก กะละแมใจคอไม่ดี
ติ่ง กะตุ้งแช่ นั่งอยู่แถวหิ้งพระพอดี เลยเดินเข้าไปช่วยกันเก็บแจกันที่แตก
ติ่งแปลกใจ “ตกลงมาได้ไงวะ ลมก็ไม่มี” หันมาถามตุ้งแช่ “แกวางแจกันไม่ดีหรือเปล่าไอ้แช่”
“ฉันวางดีแล้วนะพี่ติ่ง” ตุ้งแช่นึกได้ “หรือว่าจะเป็นลาง”
ทันใดนั้นโทฟู่ก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาหากะละแม
“ไอ้แม...ไอ้แม...!!! แย่แล้ว”
กะละแมหันมามองโทฟู่ ใจคอไม่ดี
โทฟู่ละล่ำ ละลัก “คุณชิณ...คุณชิณ...” แล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
กะละแมหน้าเสีย กลัวสิ่งที่จะได้ยิน “คุณชิณทำไมแก บอกฉันมาสิ”
“คุณชิณโดนรถชน”
กะละแม ตกใจสุดขีด ‘ห๊ะ?’

เย็นนั้นฉายตะวันนั่งร้องไห้อยู่หน้าห้องฉุกเฉิน มีแจ่มคอยปลอบใจอยู่ข้างๆ
“ทำไมชิณต้องมาเป็นแบบนี้ด้วย” ฉายตะวันร้องไห้
“คุณท่านอย่าร้องค่ะ เดี๋ยวแจ่มร้องตาม” ว่าแล้วตัวเองก็จะร้องตามจริงๆ สะอื้นฮั่กๆ “โธ่..คุณชิณ”
จักกายและทรงวุฒิยืนหน้าเศร้าห่างออกไป กะละแมวิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น พร้อมกับโทฟู่ ติ่ง และตุ้งแช่
กะละแมพุ่งเข้าไปถามฉายตะวันด้วยความเป็นห่วงชิณ ลืมตัวว่าฉายตะวันโกรธอยู่
“คุณชิณเป็นยังไงบ้างคะคุณนาย”
ฉายตะวันมองหน้ากะละแมสายตาเย็นชา แล้วพูดเสียงแข็ง
“ยังมีหน้ามาถามอีกเหรอ ที่ลูกฉันต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะเธอ เพราะเธอคนเดียวชิณ กี่ครั้งแล้วที่ชิณต้องเจ็บตัวเพราะเธอ ต้องรอให้เค้าตายก่อนมั้ย เธอถึงจะพอใจ”
กะละแมรู้สึกผิดมาก
“หนูขอโทษค่ะคุณนาย หนูผิดเอง คุณนายจะด่าหนูยังไงก็ได้ แต่ตอนนี้บอกหนูก่อนได้ไหมคะว่าคุณชิณเป็นยังไงบ้าง หนูเป็นห่วงเค้าจริงๆ”
ฉายตะวันไม่ตอบ สะบัดหน้าแล้วเดินหนีไปยืนอีกมุมหนึ่งไม่ไกลนัก
กะละแมหน้าเสีย ติ่ง ตุ้งแช่พลอยสลดไปด้วย โทฟู่กับจักกายสบตากัน สงสารกะละแม
กะละแมหันไปถามแจ่ม เสียงสั่นๆ ใจเสีย “พี่แจ่ม..คุณชิณเป็นยังไงบ้าง คุณชิณ..เป็นอะไรมากหรือเปล่าจ๊ะ”
แจ่มหน้าเศร้า “คุณชิณอาการสาหัสมากค่ะคุณแม หมอบอกว่าสมองตาย อาจต้องเป็นเจ้าชายนิทราไปตลอดชีวิต” แจ่มร้องไห้โฮ “โธ่...คุณชิณของแจ่ม ไม่น่าต้องมาเป็นแบบนี้เลย...โชคร้ายจริงๆ” พร้อมกับปาดน้ำตา
กะละแมเซจนเกือบทรุด...โทฟู่รีบเข้ามาประคองไปนั่งที่เก้าอี้
“คุณชิณ” กะละแมน้ำตาไหลริน
“แกอย่าร้องไห้เลย คุณชิณเป็นแบบนี้แกก็น่าจะพอใจ...แกอยากให้เขาไปจากชีวิตแกอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
ฉายตะวันได้ยินก็ปรายตามองโทฟู่เคืองๆ ‘พูดแปลกๆ’
กะละแมร้องไห้โฮ “ฉันแค่อยากให้เค้ากลับบ้าน ฉันไม่ได้อยากให้เค้าเป็นแบบนี้” ไม่กล้าพูดกับฉายตะวัน เลยขอแจ่มแทน “พี่แจ่ม...แมขอเข้าไปดูคุณชิณหน่อยได้มั้ย”
แจ่มไม่กล้าอนุญาต...หันไปถามฉายตะวันที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก
“ให้คุณแมเข้าไปได้มั้ยคะคุณท่าน”
กะละแมมองฉายตะวัน...ลุ้นๆ ว่าจะยอมให้เข้ามั้ย
ฉายตะวันพยักหน้าเศร้าๆ ไม่มองหน้ากะละแม แล้วทำเป็นเชิดหน้าพูดกับแจ่ม
“ใครอยากเข้าก็เข้าไปสิ ตอนนี้ตาชิณมีสภาพไม่ต่างไปจากผัก คงไม่มีใครมาหลอกได้อีกแล้ว” ด่ากระแทกเสียงใส่ “อยากจะเข้าไปก็เชิญ”
กะละแมยกมือไหว้ทั้งน้ำตา “ขอบคุณค่ะคุณนาย ขอบคุณค่ะ”
กะละแมพูดจบก็รีบวิ่งเข้าไปในห้องฉุกเฉิน โทฟู่หันไปสะกิดจักกายให้ตามกะละแมเข้าไป
ฉายตะวัน ติ่ง ตุ้งแช่ ทรงวุฒิ และแจ่ม ยืนรออยู่หน้าห้องสีหน้าเศร้า สลด

ชิณนอนแบบไม่ได้สติอยู่บนเตียง ใส่เครื่องช่วยหายใจและอุปกรณ์มากมาย มีสายระโยงระยาง สภาพดูแย่มาก
กะละแมเปิดประตูเข้ามาเห็นสภาพชิณก็อึ้ง กะละแมน้ำตาร่วงโดยไม่รู้ตัว หน้าชา ความรู้สึกชาไปหมด
กะละแมเดินเข้าไปจับมือชิณอย่างเลื่อนลอย จักกาย โทฟู่เดินตามเข้ามา ยืนเฝ้าดูอยู่ใกล้ๆ

กะละแมจับมือชิณร้องไห้คร่ำครวญ “คุณชิณ...ฉันขอโทษ ฉันผิดเองที่ไล่คุณ..ฉันขอโทษนะ..ฉันขอโทษจริงๆ ที่ฉันทำแบบนั้น เพราะฉันไม่อยากให้คุณต้องมาลำบาก ฉันไม่อยากทำให้คุณกับแม่ต้องทะเลาะกัน ฉันไม่มีค่ามากพอที่คุณจะต้องสละทุกอย่างเพื่อฉัน”
กะละแมร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ

ที่หน้าห้องฉุกเยามนั้น..ฉายตะวันค่อยเดินเข้ามา แอบฟังกะละแม

ชิณนอนนิ่ง..กะละแมมองชิณด้วยความสงสารและรู้สึกผิด กะละแมเริ่มระบายความรู้สึกออกมา
“ผู้หญิงอย่างฉัน ไม่คู่ควรกับคุณ ฉันทำผิดมามาก...มากเกินไป ฉันไม่สมควรจะได้รับความรักจากคุณ” น้ำตาไหลพราก “...และฉันก็ไม่อยากทำร้ายคุณด้วยความรักของฉัน ฉันถึงไม่เคยบอกว่าฉันรักคุณ...” กุมมือชิณแน่น “ฉันรักคุณนะคุณชิณ...คุณอยากได้ยินคำนี้ไม่ใช่เหรอ ตื่นมาสิ ลืมตาขึ้นมาฟัง.. คุณชิณ..ฟื้นขึ้นมาสิ..ฟื้นขึ้นมา” กะละแมปล่อยโฮ
โทฟู่มองกะละแมด้วยความสงสาร แล้วบอก
“พี่แจ่มบอกคุณชิณต้องเป็นเจ้าชายนิทรา ตอนนี้ไม่ว่าแกจะพูดอะไร คุณชิณก็ไม่รับรู้หรอก ฉันว่าเรากลับกันเถอะ อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์”
กะละแมร้องไห้เศร้า แล้วก็ค่อยๆ ปาดน้ำตา พูดเสียงเด็ดเดี่ยว “แกกลับไปเถอะ ฉันจะอยู่ดูแลคุณชิณ เค้าเป็นแบบนี้เพราะฉัน ฉันต้องรับผิดชอบ ฉันจะขอคุณนายเป็นคนดูแลคุณชิณตลอดไป”
“ตลอดไปเนี่ยนะ แกก็เห็นว่าคุณชิณเค้าโคม่าเป็นตายเท่ากัน แกจะดูแลเค้าไปถึงเมื่อไหร่”
กะละแมมองหน้าโทฟู่มุ่งมั่น “จนกว่าเค้าจะฟื้น ถ้าเค้าไม่ฟื้น ฉันก็จะดูแลเค้าจนกว่าฉันหรือเค้าจะตายจากกัน”
โทฟู่กะจักกาย อึ้ง กะละแมมองหน้าชิณที่หลับอยู่ด้วยความรัก
“ฉันจะอยู่ดูแลคุณ ฉันจะไม่ทิ้งคุณไปไหน แต่คุณต้องฟื้นมาฟังฉันบอกรักคุณนะ...ขอแค่คุณฟื้นขึ้นมาฉันจะยอมตามใจคุณทุกอย่าง ฉันจะไม่ด่า จะไม่ไล่คุณไปไหนอีกแล้ว ฉันจะบอกรักคุณทุกวัน บอกจนคุณเบื่อที่จะฟัง...ฉันรักคุณนะคุณชิณ”
กะละแมพูดออกมาจากใจ
ด้านฉายตะวันแอบฟังอยู่...คิดตาม แววตาอ่อนโยนลง ด้านหลังเห็นติ่ง ตุ้งแช่ ทรงวุฒิ แจ่ม ค่อยเดินตามเข้ามาทุกคนดูเศร้าๆ

กะละแมจับมือชิณร้องไห้...ทันใดนั้นนิ้วมือชิณที่กะละแมจับอยู่ก็กระดิกกึกๆๆๆ
กะละแมช็อก “คุณ..คุณชิณ...คุณชิณรู้สึกตัวแล้ว” หันไปบอกโทฟู่ด้วยความดีใจ “ไอ้ฟู่...นิ้วคุณชิณกระดิกแล้ว เค้ารู้สึกตัวแล้ว”
โทฟู่ยิ้มดีใจกับกะละแม สักพักนิ้วเท้าของชิณก็กระดิก...ดิ๊ก ดิ๊ก...แบบไม่ปกติ
กะละแมเอะใจ...มองชิณด้วยความสงสัย ‘ชักจะยังไงๆ ซะแล้ว’
แล้วสักพักคิ้วชิณก็กระดิก...ยักคิ้ว แผล่บๆ กะละแมผงะ ถอยกรูด...แล้วชิณก็ลืมตา...ปิ๊ง
กะละแมร้องดังลั่น “เฮ้ย”
ชิณหันขวับมาทางกะละแมแล้วยิ้มกวน
“เธอรักฉันจริงๆ เหรอ”
กะละแมตกใจ “เฮ้ย...อะไรเนี่ย”
“เธอจะดูแลจนกว่าเราจะตายจากกันไปจริงๆ เหรอ”
กะละแมช็อกอยู่ “เอ่อ...”
โทฟู่มองกะละแมกับชิณยิ้มๆ แล้วเดินไปเลื่อนม่าน ที่ตั้งอยู่หน้าประตูออก
“คุณนายคะ...ละครจบแล้วค่ะ”
กะละแมตกใจ หันขวับไปมอง เห็นฉายตะวันยืนอยู่พร้อมแจ่ม ติ่ง ตุ้งแช่ และทรงวุฒิ
กะละแมเหวอ “นี่มันอะไรกัน”
ชิณจัดการถอดอุปกรณ์และเครื่องช่วยหายใจออก แล้วกระโดดลงจากเตียง
กะละแมมองชิณตาค้าง รู้เรื่อง “คุณหลอกฉัน”
ชิณยิ้มกวน “เธอก็หลอกฉันเหมือนกัน หลอกเยอะด้วย หลอกตั้งหลายเรื่อง ที่แย่ที่สุดคือ “หลอกว่าเธอไม่ได้รักฉัน” ฉันก็ต้องใช้วิธีเกลือจิ้มเกลือ ถ้าไม่ทำแบบนี้เธอก็ไม่ยอมสารภาพว่ารักฉันสักที”
กะละแมงง หันขวับมาทางโทฟู่
“ไอ้ฟู่...แกสมรู้ร่วมคิดด้วยเหรอ”

โทฟู่ยิ้มกริ่ม เริ่มเล่าเหตุการณ์ต่างๆ

เริ่มตั้งแต่ตอนที่ชิณยังคงเดินเศร้าๆ ใจลอยๆ ข้ามถนนไป ทันใดนั้นเสียงแตรก็ดังขึ้นสนั่น ชิณหันหน้าไป....ไฟรถสาดเข้าหน้าชิณอย่างแรง ชิณตกใจยกมือขึ้นปิดหน้าร้อง

“อ๊าก”
ที่แท้เป็นรถที่ทรงวุฒิขับจอดเบรก เอี๊ยดที่หน้าชิณพอดี เป๊ะ! โทฟู่มองเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วตะโกนเรียกเสียงดัง
“คุณชิณ” วิ่งเข้ามาบอกชิณ “พร้อมนะคะ คุณรีบไปที่โรงพยาบาลเร็ว ฉันให้กายไปรับคุณนายมารอที่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้วค่ะ”
ชิณพยักหน้า แล้วรีบขึ้นรถไป

ติ่ง และตุ้งแช่กำลังนั่งอยู่แถวๆ หิ้งพระ กะละแมนั่งเศร้าๆ อยู่ใกล้ๆ ที่แจกันบนหิ้งพระ เห็นว่ามีด้ายเส้นบางๆ ผูกเอาไว้ ปลายด้ายยาวมาถึงที่ติ่งอยู่ จังหวะนั้นโทรศัพท์มือถือติ่ง สั่น! ติ่งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เห็นโทฟู่ส่งข้อความมาว่า ‘พร้อมแล้ว’
ติ่ง กะตุ้งแช่ พยักหน้าให้กัน แล้วติ่งก็กระตุกด้ายที่ผูกแจกันไว้ แจกันตกลงมาแตก เพล้ง!
กะละแมสะดุ้งตกใจ หันไปเห็นว่าแจกันดอกไม้ที่หิ้งพระตกลงมาแตก กะละแมใจคอไม่ดี ติ่งโทษตุ้งแช่ ส่วนตุ้งแช่ว่าเป็นลางไม่ดี
ทันใดนั้นโทฟู่ก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาหากะละแม
“ไอ้แม...ไอ้แม...!!! แย่แล้ว!!”

ขณะเดียวกันจักกายพาฉายตะวันกับแจ่มมาที่หน้าห้องฉุกเฉิน ฉายตะวันดูตื่นเต้นๆ ลนลานทำอะไรไม่ถูก
“ป้าต้องทำอะไรบ้าง”
“คุณป้ายืนรอตรงหน้าห้องฉุกเฉินตรงนี้นะครับ พอกะละแมมาคุณป้าก็ทำเป็นร้อนใจเดินไปเดินมา พอกะละแมมาถึงคุณป้าก็เล่นเป็นคุณป้าจริงๆ ลองคิดว่าถ้าทุกอย่างเป็นความจริง คุณป้าจะด่าว่าอะไรบ้าง”
“โอเค..สบายมาก ถนัด”
แจ่มรีบแทรกเข้ามาถาม
“แล้วแจ่มหล่ะค่ะ แจ่มต้องเศร้าขนาดไหน ต้องร้องไห้ประมาณไหนคะ” แจ่มแกล้งทำหน้าเศร้าสุดชีวิต แล้วก็ร้องไห้ออกมา น้ำตาสั่งได้ยิ่งกว่านางเอกละคร “แบบนี้พอมั้ยคะคุณกาย”
“เยอะไปครับ ชิณแค่อาการสาหัส ยังไม่ตาย”
“อ่อ..โอเคค่ะ เข้าใจและ”แจ่มยิ้ม แหะๆ
ฉายตะวันคิดแล้วก็สงสัย
“ถามจริงๆเหอะ แน่ใจนะว่าวิธีนี้จะสำเร็จ ป้าจะได้รู้จริงๆเหรอว่ากะละแมคิดยังไงกับชิณกันแน่”
“ผมก็ไม่แน่ใจ...แต่อีกไม่นานเดี๋ยวเราก็รู้เองว่าจะสำเร็จหรือเปล่า”
จักกายยิ้มเจ้าเล่ห์ ในขณะที่ฉายตะวันดูกังวลมาก

ที่ห้องฉุกเฉิน กะละแมฟังเรื่องจบถึงกับหน้าเหวอ...คาดไม่ถึง
“นี่ทุกคนรวมหัวกันหลอกฉันเหรอ”
ทุกคนพยักหน้าพร้อมกัน “ใช่”
กะละแมหันมาทางชิณ เห็นชิณยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่ ก็ฟาดไปหนึ่งป๊าบ
“โอ๊ย...มาตีฉันทำไมเนี่ย”
“ก็คุณหลอกฉันทำไม เอาความเป็นความตายมาล้อเล่นแบบนี้ ฉันไม่สนุกด้วยหรอกนะ...” ยังพูดไม่จบ
กะละแมจะบ่นอีกยาว...ชิณเลยโขมยหอมแก้มหนึ่งฟอด
กะละแมตกใจ “เฮ้ย...มาหอมฉันทำไมเนี่ย”
“เธอก็เคยหลอกฉันเหมือนกัน ต่อไปถ้าหลอกอีก จะทำมากกว่านี้อีก”
ติ่ง แช่ ฟู่ แจ่ม ทรงวุฒิ ร้องฮิ้ว...กริ๊วกร๊าว กันไป
ฉายตะวันแทรก “นี่...เบาๆ กันหน่อย ที่นี่โรงพยาบาลนะ แค่มาขอใช้สถานที่เล่นละครแม่ก็อายเค้าจะแย่ ถ้าเพื่อนแม่ไม่ได้เป็นเจ้าของโรงพยาบาลเค้าไม่ยอมให้ทำแบบนี้หรอกนะ”
ฉายตะวันพูดจบก็หันมามองหน้ากะละแม
“แต่จะว่าไป...ลงทุนเล่นละครกันขนาดนี้ สิ่งที่ได้มาก็ถือว่าคุ้ม เพราะฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าเธอคิดยังไงกับชิณกันแน่ และเธอก็พิสูจน์ให้ฉันเห็นแล้วว่า เธอรักลูกชายฉันจริงๆ ต่อให้ชิณนอนเป็นท่อนไม้ เธอก็ไม่ทิ้งเค้า”
กะละแมยิ้มเขิน
“ฉันยกโทษให้ สำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา...เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะ” ฉายตะวันยิ้มให้กะละแมแววตาอบอุ่น อ่อนโยนเหมือนเคย
โทฟู่ จักกาย ติ่ง ตุ้งแช่ แจ่ม ทรงวุฒิร้อง...เย้! ออกมาพร้อมกัน
กะละแมกับชิณยิ้มรับ...กะละแมยกมือไหว้ฉายตะวันแล้วร้องไห้ออกมาด้วยความซึ้งใจ
“ขอบคุณค่ะที่ให้โอกาสหนู หนูจะไม่ทำให้คุณนายผิดหวังอีกเด็ดขาด”
ชิณดึงร่างกะละแมมากอด
“ไม่ใช่แค่เธอคนเดียว” พูดกับฉายตะวัน “เราสองคนจะไม่ทำให้แม่ผิดหวังครับ เราจะรีบมีหลานให้แม่อุ้มเร็วๆ” ทุกคนฮาครืน
กะละแมหันขวับมา “เฮ้ยยย...มีหลานอะไรกัน” จากนั้นก็หน้าแดงอายม้วน
ทุกคนหัวเราะครื้นเครง...รับหน้าแต่ละคนแฮปปี้ มีความสุข
โทฟู่กับจักกายยืนจับมือกันยิ้มมีความสุขไปกับกะละแมและชิณด้วย ชิณและกะละแมสบตากัน ยิ้มเขินๆ

วันเวลาผ่านไป ที่หน้าบ้านพักตากอากาศของชิณ ถูกตกแต่งให้เป็นสถานที่สำหรับจัดงานแต่งงาน...บรรยากาศน่ารัก อบอุ่น เป็นกันเอง...
ตามมุมต่างๆ ถูกตกแต่งอย่างน่ารัก ทั้งซุ้มดอกไม้ ซุ้มค็อกเทล ตรงกลางตั้งเป็นเวทีเล็กๆ ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ตะกร้าของชำร่วยเป็น ขนมกะละแมในแพ็คเกจน่ารักๆ
ชิณ ฉายตะวัน ติ่ง ตุ้งแช่ จักกาย ทรงวุฒิ แจ่ม และอาม่า ยืนรอเจ้าสาวอยู่อย่างตื่นเต้นๆ
ชิณดูร้อนรนตื่นเต้นกว่าใคร...ทันใดนั้นเสียงโทฟู่ก็ดังขึ้น
“เจ้าสาวมาแล้วค่ะ”
ทุกคนหันไปตามเสียง เห็นกะละแมในชุดเจ้าสาวเดินเข้ามากับโทฟู่ กะละแมที่ทุกคนเห็นดูสวย สง่า เหมือนเจ้าหญิงในเทพนิยาย ชิณมองตาค้าง อึ้งในความสวยของกะละแม...ฉายตะวันที่ยืนอยู่ข้างๆ อดแซวชิณไม่ได้
“สวยใช่มั้ย” ฉายตะวันยิ้มๆ
“มากกก...ครับ” ชิณบอกมองกะละแมไม่วางตา
แจ่มบอกกับฉายตะวัน “ในที่สุดคุณชิณก็ได้แต่งงานสมใจคุณท่านสักทีนะคะ อีกไม่นานก็คงมีหลานให้คุณท่านอุ้มสมใจ”
ฉายตะวันมองกะละแมแล้วยิ้ม...ปลื้มลูกสะใภ้คนนี้มาก
ติ่ง กะตุ้งแช่มองกะละแมในชุดเจ้าสาวแล้วยิ้มปลื้มๆ แล้วอยู่ๆ ติ่งก็ร้องไห้โฮออกมา ตุ้งแช่ตกใจ
“ร้องไห้ทำไมพี่ติ่ง นี่มันงานมงคลนะ”
“ก็ฉันใจหายนี่ ไอ้แมต้องไปมีครอบครัวใหม่กับคุณชิณ ฉันก็เหลือตัวคนเดียว ฮือๆๆ”
“เหลือตัวคนเดียวที่ไหน ฉันยังอยู่ทั้งคน” ตุ้งแช่ส่ายหน้าเซ็งติ่ง

ส่วนจักกายพูดกับอาม่า
“อาม่าอยากเห็นโทฟู่ใส่ชุดเจ้าสาวแบบนี้บ้างมั้ยครับ เดี๋ยวผมจัดให้” พร้อมกับยิ้มกริ่ม
อาม่ามองดุ “ไม่...” จักกายหุบยิ้มแทบไม่ทัน “...ยังไม่ถึงเวลา รอให้อาฟู่เรียนจบก่อน” อาม่ายิ้มๆ
จักกายมองอาม่าแล้วยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง...แล้วไป เฮ่อ
ชิณเดินเข้ามารับกะละแม แล้วยื่นแขนให้กะละแมควง กะละแมคล้องแขนชิณ แล้วทั้งสองก็เดินไปบนเวทีเล็กๆ ด้านหน้า
บรรยากาศงานแต่งงานมีทรงวุฒิเป็นพิธีกรในงาน...ฉายตะวันกับอาม่าพูดอวยพรกะละแมและชิณ
...กะละแมและชิณตัดเค้กแต่งงาน...ชิณหอมแก้มกะละแม กะละแมหอมแก้มชิณ...กะละแมถ่ายรูปกับทุกคน...
กะละแมโยนดอกไม้ โทฟู่รับได้...โทฟู่หันไปมองสบตากับจักกายแล้วสองคนก็ยิ้มให้กันแบบมีความหมายว่า
อาจเป็นคู่แต่งงานคู่ต่อไป

คลื่นซัดเข้าหาฝั่งลูกแล้วลูกเล่า...ชิณเดินจูงมือกะละแม เดินเล่นอยู่ที่บริเวณชายหาดแห่งนั้น
“จำได้มั้ย ที่เธอเคยบอกว่าคงไม่มีผู้หญิงที่ไหนชอบผู้ชายแข็งกระด้าง ปากจัด ด่าไฟแล่บแบบฉัน” ชิณยิ้มขำๆ
กะละแมหยุดเดินแล้วก็คิด ‘บอกเมื่อไหร่หว่า?’ แล้วสองคนก็นึกเหตุการณ์ออก ตอนฉายตะวันรูป และวันเดือนปีเกิดให้กะละแมดูดวงให้ชิณที่สำนักทนง
โดยกะละแมทำเป็นคลำๆ รูป “ไม่มีแฟน...ฮ่าๆๆๆ” ขำ “มันก็น่าอยู่หรอก ลูกชายเอ็งน่ะมันเอาแต่ทำงานแข็งกระด้าง ปากก็จัด ด่าไฟแล่บแบบนั้น ผู้หญิงที่ไหนเขาจะเอา”

ชิณจับมือทั้งสองข้างของกะละแมขึ้นมา แล้วมองหน้าตากะละแมซึ้งๆ
“แต่สุดท้ายเธอก็เลือกฉัน”
“นี่คุณจะหาว่าฉันกรรมตามสนองใช่มั้ย ที่ว่าคุณไว้เยอะ”
“เปล่า...ฉันแค่อยากขอบคุณเธอ”
กะละแมแปลกใจ “ขอบคุณอะไรฉันคะ”
ชิณมองตากะละแมแล้วพูดซึ้งๆ “ขอบคุณที่เธอยอมให้โอกาสผู้ชายบ้างาน แข็งกระด้าง ปากจัด ด่าไฟแล่บคนนี้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธอ... ขอบคุณที่เธอรักฉัน เหมือนที่ฉันรักเธอ”
กะละแมยิ้มเขิน “ฉันก็ต้องขอบคุณคุณเหมือนกัน ที่ยอมให้โอกาสผู้หญิงอย่างฉัน ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง”
“กะละแม...ต่อไปเราจะไม่โกหก หลอกลวงกันอีกแล้วนะ” ชิณขอคำมั่น
กะละแมยืนยันเสียงหนักแน่น “ไม่แล้วค่ะ...ฉันเข็ดแล้ว ฉันโชคดีที่ทำผิดแล้วยังมีคนให้อภัย แต่ถ้าฉันยังทำผิดอีก ต่อไปก็คงไม่มีใครอภัยให้ฉันแล้ว”
ชิณสบตากะละแมแล้วยิ้มอบอุ่นให้กำลังใจ
“ฉันมีของขวัญจะให้เธอด้วยนะ” กะละแมมองด้วยความสงสัย ชิณพูดต่อ “ฉันจะให้ที่ดินในซอยมหาลาภเป็นของขวัญวันแต่งงานกับเธอ”
กะละแมอึ้ง “มันมากเกินไป ฉันรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ”
“ฉันไม่ได้จะยกที่ดินให้หรอกน่า ไม่ต้องอึ้งขนาดนั้น” ชิณยิ้ม “ที่ฉันบอกว่ายกให้..หมายความว่า..ฉันจะไม่ไล่ที่ ไม่ไล่ชาวบ้าน แล้วก่อสร้างคอนโดหรือห้างสรรพนสินค้าอีกแล้ว แต่ฉันจะพัฒนาชุมชนมหาลาภให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พัฒนาพื้นที่เพิ่มมูลค่าโดยไม่ทำลายของเดิมที่ดีอยู่แล้ว ฉันอยากจะเก็บที่นั่นไว้เป็นอนุสรณ์ความรักของเราสองคน”
กะละแมยิ้ม “ขอบคุณค่ะ มันเป็นของขวัญที่มีค่ามากที่สุด นี่ถ้าเจ้าแม่มีจริง เจ้าแม่ต้องดีใจมากๆ เลยค่ะ”
ชิณยิ้มตาม
“เจ้าแม่มีจริงหรือเปล่าผมไม่รู้ .. แต่ผมรู้ว่าผู้หญิงประหลาดๆที่ทำให้ผมมีความสุขมีอยู่จริง.. เท่านี้ก็พอ” ชิณยิ้มแววตาอบอุ่น กะละแมยิ้มตาม
“ฉันจะถือว่า..คำว่า “ประหลาด” เป็นคำชมนะคะ” กะละแมหัวเราะฮ่าๆ
ชิณหัวเราะตาม สองคนสบตากันแล้วยิ้มให้กันอย่างมีความสุข

คลื่นซัดเข้าหาฝั่งเป็นระลอก ชิณกับกะละแมกอดกันอยู่ริมชายหาดแห่งนั้น ไกลออกไปที่ขอบฟ้าลิบตาเห็นพระอาทิตย์กำลังตกดิน...บรรยากาศสุดแสนโรแมนติก

จบบริบูรณ์ โปรดติดตาม "คู่กรรม" เร็วๆ นี้
เจ้าแม่จำเป็น ตอนที่ 17
เจ้าแม่จำเป็น ตอนที่ 17
ที่บริเวณบ่อนหลังบ้านยามนั้น ลูกน้องนุ้ยถูกยิงล้มลงในห้องขายหวย ตำรวจเล็งปืนไปที่ลูกน้องนุ้ยอีกคนที่กำลังจะลุกขึ้นมาต่อสู้ “วางอาวุธ” ลูกน้องนุ้ยวางปืนแล้วยกสองมือขึ้นเหนือหัว “ยอมแล้วครับ...ยอมแล้ว อย่ายิงนะครับ” ตำรวจคนที่เล็งปืน ส่งสัญญาณให้ตำรวจอีกคนเข้าไปรวบตัวลูกน้องนุ้ยและใส่กุญแจมือ กำลังตำรวจอีกทีมบุกเข้าไปในบ่อนแล้ว ลูกน้องนุ้ยเห็นก็ตกใจร้องเสียงดัง “เฮ้ย...ตำรวจ” นักพนันได้ยินก็แตกตื่น วิ่งหนีกันจ้าละหวั่น เสียงวี้ดว้าย โวกเวก ดังสนั่นหวั่นไหว วุ่นวายมากๆ ตำรวจยิงปืนขึ้นฟ้าหนึ่งนัด...ปัง!!! “ทุกคนอยู่ในความสงบ ตำรวจปิดทางเข้าออกไว้หมดแล้ว ไม่มีทางหนีออกไปได้”
กำลังโหลดความคิดเห็น...