xs
sm
md
lg

เจ้าแม่จำเป็น ตอนที่ 16

เผยแพร่:

เจ้าแม่จำเป็น ตอนที่ 16


รถของฉายตะวันแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน...ตามด้วยรถชิณที่มิ้วเป็นคนขับมา

ทรงวุฒิลงจากรถด้านคนขับไปเปิดประตูรถก่อน แล้วช่วยฉายตะวันกับกิมเอ็งประคองชิณที่ยังไม่ได้สติลงจากรถ แจ่มวิ่งออกมารับ...พอเห็นสภาพชิณก็ตกใจ
“ว๊าย! เกิดอะไรขึ้นคะคุณท่าน...คุณชิณเป็นอะไรคะ”
“ไม่ต้องถามมาก รีบมาช่วยประคองคุณชิณไปเร็ว” ฉายตะวันสั่ง
“ค่ะๆ”
แจ่มมาช่วยทรงวุฒิ ประคองชิณเข้าบ้าน ฉายตะวัน กิมเอ็ง มิ้วเดินตามไปในบ้านฉายตะวันที่ตระหง่านอยู่ในความมืด

เช้าวันใหม่ ชิณนอนอยู่บนเตียง ค่อยๆ ลืมตาขึ้น พอได้สตินึกถึงกะละแมก็พรวดพราดลุกขึ้นมาทันที
“กะละแม” ยกมือจับต้นคอ ยังเจ็บๆ อยู่ เพราะโดนมิ้วตี “อู้ย”
ชิณเดินไปที่ประตูห้องบิดลูกบิดแต่เปิดไม่ได้...ประตูล็อค!!!
ที่หน้าห้อง แจ่มนั่งเฝ้าชิณอยู่ที่หน้าประตู พอได้ยินเสียงลูกบิดดังแกร๊กๆ แจ่มก็รีบลุกพรวดขึ้น พูดกับตัวเองเบาๆ
“คุณชิณฟื้นแล้ว”
ชิณบิดลูกบิดไปมาแล้วตะโกนโหวกเหวก
“แม่เปิดประตูให้ ผมหน่อย...จะมาขังผมไว้อย่างนี้ไม่ได้นะ เปิดประตู...ผมจะไปช่วยกะละแม...กะละแมเค้ากำลังเดือดร้อน ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ” ชิณเริ่มทุบประตู “แจ่ม...แจ่ม...อยู่แถวนี้หรือเปล่า มาเปิดประตูให้ฉันหน่อย”
แจ่มหน้าตาเหลอหลาเอาไงดี? ในที่สุดตัดสินใจบอก “แจ่มเปิดให้ไม่ได้ค่ะ คุณท่านสั่งไว้”
ส่วนในห้อง ชิณทุบประตูเสียงดังโครมคราม
“เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้นะแจ่ม...ฉันบอกให้เปิด”
ชิณพยายามจะพังประตูออกไปให้ได้


ฉายตะวันนั่งอยู่ที่ห้องรับแขกได้ยินเสียงโครมครามมาจากชั้นบนก็เครียด สักครู่หนึ่งแจ่มวิ่งเข้ามารายงาน
“คุณชิณตื่นแล้วค่ะคุณท่าน โวยวายใหญ่เลยว่าจะออกไปช่วยคุณกะละแม”
“ฉันได้ยินแล้ว” ฉายตะวัน หน้าเครียด
จะหวะนั้นกิมเอ็งกับมิ้วเดินเข้ามาในห้องรับแขกหน้าตาตื่น
“สวัสดีค่ะคุณพี่” กิมเอ็งเข้าไปนั่งข้างๆ ฉายตะวัน “คุณน้องได้ยินเสียงดังโครมคราม เกิดอะไรขึ้นแต่เช้าคะเนี่ย”
ฉายตะวันถอนหายใจ “เสียงชิณน่ะ ร้องโวยวายจะออกไปหาเด็กนั่น”
กิมเอ็งรีบยุส่ง “ต๊าย....ท่าทางคุณชิณจะหลงนังกะละแมเอามากๆ แบบนี้ไว้ใจไม่ได้นะคะ อย่าปล่อยให้คุณชิณหลุดออกไปได้นะคะคุณพี่ ถ้าคุณชิณหลุดไปได้คราวนี้ สงสัยจะไม่กลับมาแน่ๆ ค่ะ”
ฉายตะวันเครียดหนัก...กลัวเสียลูกชายไป
มิ้วเสริมทันควัน “ใช่ค่ะคุณป้า มิ้วว่าต้องเพิ่มกำลังคนเฝ้าพี่ชิณนะคะ”
กิมเอ็งใส่ไฟอีกดอก
“คุณน้องไม่ต้องบอก คุณพี่ก็น่าจะรู้ใช่ไหมคะว่านังร่างทรงนั่น มันแกล้งตีหน้าซื่อ สร้างภาพว่าเป็นคนดีเก่งแค่ไหน...หลอกใคร ใครก็เชื่อ” สบโอกาสแดกดันฉายตะวัน “ตอนนี้คุณชิณคงจะเชื่อหัวปักหัวปำแล้วล่ะค่ะ”
“แล้วฉันจะทำยังไงดี”
ฉายตะวันนิ่งไป แล้วก็เหมือนคิดอะไรได้ พูดขึ้นมาอย่างเด็ดขาด
“ฉันคิดออกแล้วว่าจะจัดการยังไง”
ฉายตะวันมุ่งมั่น...มีแผนการบางอย่างอยู่ในหัว

ส่วนชิณเดินวนไปวนมาอยู่ในห้องด้วยความกระวนกระวายเป็นห่วงกะละแม ล้วงหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงไม่เจอ ชิณหันไปเห็นโทรศัพท์บ้านที่วางอยู่หัวเตียง ชิณยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู...ปรากฎว่าไม่มีสัญญาณอีก
ชิณหัวเสียมาก...กระแทกโทรศัพท์ลงโครม “โธ่โว้ย...โทรศัพท์บ้านก็ตัดสัญญาณ มือถือก็ไม่มี แล้วจะออกไปช่วยกะละแมยังไงเนี่ย”

ชิณหน้าเครียด กลุ้มหนัก
ส่วนที่บ้านป๋านุ้ยกะละแมเดินย่องออกมาจากห้อง แล้วมองไปรอบๆ ด้วยความระมัดระวัง กะละแม เห็นลูกน้องนุ้ยยืนเฝ้าตามจุดต่างๆ อย่างหนาแน่น

ครู่ต่อมากะละแมมองไปทางตึกด้านหลัง เห็นคนเดินเข้าเดินออกมากผิดปกติ...กะละแมจะตามไปดูแต่เห็นลูกน้องนุ้ยยืนคุมอยู่เต็มไปหมด กะละแมมองตึกด้านหลังด้วยความสงสัยอีกครั้ง
กะละแมคิดถึงคำพูดของตำรวจ
“ป๋านุ้ยมันมีอิทธิพลมาก นี่ขนาดตำรวจรู้ว่ามันเปิดบ่อน พยายามเข้าไปจับหลายครั้งแล้ว แต่มันก็ไหวตัวทัน ปิดบ่อน ขนของหนีไปได้ทุกที นี่ผมก็กำลังพยายามรวบรวมหลักฐานมัดตัวมันอยู่”
กะละแมครุ่นคิดแล้วก็ตัดสินใจเดินกลับเข้าห้องไป

ด้านสาม ต. โต๊ด ติ่ง ตุ้งแช่ นั่งรวมตัวกันอยู่ในห้อง หน้าตาโต๊ดยังมีร่องรอยจากการโดนซ้อมเมื่อวาน ส่วนตุ้งแช่อาการดีขึ้น กะละแมเดินเข้ามาในห้อง
“สถานการณ์ข้างนอกเป็นยังไงบ้างวะนังกะละแม”
“ลูกน้องไอ้ป๋านุ้ยยืนคุมอยู่เต็มไปหมดเลยน้า โดยเฉพาะตึกที่อยู่หลังบ้าน พี่ติ่งรู้เปล่าว่าเป็นห้องอะไร”
“ข้าเดาว่ามันต้องเป็นที่ขายหวย มีคอมพิวเตอร์เพียบ เดี๋ยวนี้มันรับซื้อหวยกันแบบออนไลน์ ส่งหวยกันทางอินเตอร์เน็ต ฉันเคยเดินหลงเข้าไปครั้งนึง โดนมันเล่นงานแทบตาย...แต่อีกห้องนึงไม่รู้ว่าเป็นห้องอะไร แต่คิดว่ามันคงไม่ทำเรื่องดีแน่ๆ” ติ่งมั่นใจ
กะละแมคิดตาม “สงสัยจะเป็นบ่อนอย่างที่ตำรวจเค้าว่า พวกมันทำผิดกฎหมายกันแบบนี้ ไม่กลัวตำรวจกันบ้างหรือไง”
“ตำรวจจะเข้ามาได้ยังไง เอ็งดูสิ...พวกมันจัดเวรยามแน่นหนาขนาดนั้น” โต๊ดปวดตับ
“เวรกรรมของชาวบ้านจริงๆ นี่คงจะโดนมันหลอกเอาเงินจนหมดตัวทั้งหวยทั้งการพนัน” กะละแมหันมาทางติ่ง “แล้วงวดที่แล้วพี่ก็บอกตามโพยไอ้ป๋านุ้ยใช่มั้ย”
ติ่งพยักหน้า “ก็มันไม่มีทางเลือก ถ้าไม่ทำตามที่มันบอกก็ตายสถานเดียว”
“ฉันอยากช่วยให้ชาวบ้านตาสว่าง ไม่ต้องโดนหลอกอยู่แบบนี้ ถ้าชาวบ้านโดนหวยกินจนหมดตัว มันคงเป็นความผิดของฉันครึ่งนึงเหมือนกัน”
ติ่งกับโต๊ดมองหน้ากัน แล้วโต๊ดก็เข้าไปตบไหล่กะละแมเบาๆ เป็นการปลอบใจ
“ไม่ใช่ความผิดของเอ็งคนเดียวหรอกนังกะละแม...ข้าก็ผิดด้วย ที่จริงมันเป็นความผิดของข้าคนเดียว...คนเดียวจริงๆ” โต๊ดหน้าสลดเสียงเศร้า
กะละแมมองโต๊ดแล้วก็เศร้าไปด้วย...บรรยากาศแทบจะสิ้นหวัง

ขณะเดียวกันที่ริมกำแพงบ้านนุ้ย โทฟู่กับจักกายยืนอยู่ และมองไปที่กำแพงอย่างชั่งใจ ว่าจะปีนไปหากะละแมดีหรือไม่ดี
“ปีนเข้าไปแบบนี้ อุกอาจไปเปล่าคุณ... ถ้าโดนจับได้ขึ้นมา ข้อหาบุกรุกเลยนะ”
“ก็ฉันติดต่อไอ้แมไม่ได้ ติดต่อพี่ติ่งก็ไม่ได้ ตามหาไอ้แมที่ไหนก็ไม่เจอ มีที่นี่ที่เดียวที่ฉันคิดว่าไอ้แมมันน่าจะมา ถ้าฉันขอเข้าไปดีๆ ไอ้พวกนั้นมันไม่ให้ฉันเข้าแน่ๆ ฉันก็ต้องใช้วิธีนี้ ไม่งั้น คุณมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้มั้ยละ”
จักกายส่ายหน้า “ไม่มี”
“งั้นก็ต้องปีน” โทฟู่หันไปจะปีน
จักกายทักขึ้นอีก “แล้วจะปีนยังไง บันไดก็ไม่มี”
โทฟู่ยิ้มๆ “ก็คุณไง” จักกายร้องห๊ะ “นั่งลง”
จักกายเหวอ “เฮ้ยย”
“เร็วสิ!”
โทฟู่ลากจักกายมาที่กำแพงแล้วจัดการกดจักกายให้ก้มลง จักกายก้มตามงงๆ กว่าจักกายจะรู้ตัวว่าโทฟู่จะทำอะไรก็สายไปแล้ว... โทฟู่ใช้จักกายเป็นบันได เหยียบไปบนหลังจักกายเต็มๆ
จักกายบ่นอุบ “เฮ้ย!...นี่คุณ..ทำงี้เลยเหรอ”
โทฟู่ไม่สนใจปีนขึ้นไปบนกำแพง
“เอาน่า...อยู่เฉยๆ”
โทฟู่กับจักกายกำลังจะปีนกันอย่างทุลักทุเล ทันใดนั้น สมุนนุ้ยสองคนเดินผ่านมาพอดี หันไปเห็นจักกายกับโทฟู่กำลังจะปีนกำแพง
สมุนคนแรกตะโกน “เฮ้ย!!พวกมึงทำไรวะ”
จักกายโทฟู่ หันมาเห็นสมุนนุ้ยก็ตกใจ ‘ซวยแล้ว’
โทฟู่พยายามหาข้ออ้าง “เอ่อ...พวกเราทำลูกบอลตกไปในบ้านน่ะจ๊ะ เลยจะปีนเข้าไปเก็บ”
ลูกสมุนมองซ้ายมองขวาไปรอบๆ
“ลูกบอลไหนวะ ไม่เห็นจะมี” คนเดิมว่า
สมุนอีกคนมองโทฟู่ กับจักกาย เห็นจักกายใส่ชุดนักธุรกิจดูเนี้ยบ แต่งตัวไม่เห็นเหมือนคนเล่นบอลตรงไหน
มันหรี่ตามองไม่ไว้ใจคิดไปคิดมา “ไอ้นี่มันหน้าคุ้นๆ แหะ”
โทฟู่ จักกายเริ่มหน้าเสีย กลัวพวกสมุนนุ้ยจำได้ ตอนที่บุกมาครั้งที่แล้ว
ลูกคนที่สองดันนึกได้ “พวกมึงเป็นพวกที่มาป่วนเมื่อวันก่อนนี่หว่า ข้าจำได้...ยังจะมีหน้ากลับมาที่นี่อีก ไม่กลัวเจอตีนหรือไงวะ” หันตะโกนเรียกพวก “พวกเราๆ ไอ้พวกที่มันเปรี้ยวตีนมันมาให้พวกเราอัดถึงที่เลยเฟ้ย” พร้อมกับถกแขนเสื้อขึ้น แล้วบีบนิ้ว ดังกร๊อบๆ
จักกายกระซิบโทฟู่ ท่าทีกลัวๆ “ผมว่าเรากลับกันก่อนเถอะ”
โทฟู่เสียดาย ไม่อยากไป จักกายมองไปในบ้านเห็นพวกสมุนนุ้ยออกมาจากบ้านอีกหลายคน จักกายไม่สนใจรีบลากโทฟู่ออกไปเลย
“ไปเร็ว”

ลูกสมุนนุ้ยวิ่งตามออกมานอกบ้าน แต่ปรากฎว่าพวกจักกายหนีไปแล้ว สมุนนุ้ยเซ็ง...อดอัดคนรับอรุณ
เวลานั้นไข่ลวกสามฟองนอนอยู่ก้นแก้วแล้ว มือของดวงเอื้อมเข้ามาหยิบไปยกซดรวดเดียวหมด ก๋อยยืนคอยพัดวีดวงไม่ห่าง นุ้ยเดินเข้ามา เห็นเปลือกไข่กองอยู่ที่พื้นตรึมก็งง

“ไอ้ดวง...ทำไมโด๊ปไข่ลวกเยอะขนาดนี้”
ดวงยกมือปาดปากปื้ด “อ้าวป๋า...จะบอกก็ได้ แต่ถ้าบอกง่ายๆ ก็ไม่มันส์ ป๋าลองเดาเล่นๆ ดีกว่า ว่าทำไมหนูถึงต้องโด๊ปไข่ลวกเยอะขนาดนี้ หนูมีเวลาให้ป๋า 20 วินาที” มันหันไปดีดนิ้วให้ก๋อย “เริ่มจับเวลา”
ก๋อยรู้งานทำเสียงติ๊กต่อกๆ เป็นนาฬิกาจับเวลาทันที
“ติ๊กต่อก...ติ๊กต่อก”
นุ้ยบ้าจี้เล่นตามดวง
“เอ่อ...จะชกมวย”
ดวงบอก “ผิด”
นุ้ยทานต่อ “จะแข่งยกน้ำหนัก”
ดวงบอก “ผิด”
“จะ...จะ...” นุ้ยคิดไม่ออก...เสียงนาฬิกาจากก๋อยก็เร่งเร้าเหลือเกิน “จะไปทำอะไรวะ”
ดวงเร่งยิกๆ “เร็วป๋าจะหมดเวลาแล้ว”
นุ้ยชักรำคาญ พูดเสียงดังลั่น “ไม่เล่นแล้วโว้ย”
ก๋อยหุบปากเงียบกริบ...เสียงนาฬิกาหายไปทันที
“โธ่ป๋า...ไม่สนุกเลย อ่ะๆ บอกก็ได้ ป๋าจำไม่ได้เหรอว่าคืนนี้ฉันมีนัดกับน้องกะละแม” ดวงยิ้มฝันหวาน “น้องกะละแมบอกว่าหนูจะเอาอะไรก็จะให้ทุกอย่าง คืนนี้หนูจะขอให้หมดตัวเลย” ว่าแล้วก็หัวเราะขำคิกๆ ท่าทางหื่นและดูลามกมาก
นุ้ยส่ายหน้าในความหน้าหม้อของลูกชาย แต่ยังไม่ทันได้ด่าอะไรลูกน้องคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามารายงาน
“ป๋าครับ มีคนมาหากะละแมครับ”
นุ้ยงง “มาหานังร่างทรง ?...ใครวะ”
นุ้ย ดวง ก๋อยงง...นึกไม่ออกจริงๆ ว่าใครจะมาหากะละแม

ที่สวนหน้าบ้าน ฉายตะวัน กิมเอ็ง และมิ้วยืนรออยู่ ท่าทางระวังตัวสุดฤทธิ์ เพราะมีลูกน้องนุ้ยยืนเฝ้าประชิดตัวอย่างน่าอึดอัด
ครู่หนึ่งนุ้ย ดวง ก๋อย เดินกร่างเข้ามา
“มาหานังร่างทรงกะละแมทำไม” นุ้ยมองอย่างไม่ไว้ใจ
ฉายตะวันมองนุ้ยอย่างระวังตัว ดวงจำฉายตะวันได้ รีบกระซิบบอกนุ้ย
“ป้าคนนี้เป็นแม่ไอ้เจ้าของที่ซอยมหาลาภ”
ก๋อยกระซิบด้วย “ลูกชายมันคนที่ซ้อมพี่ดวงที่โรงแรมม่านรูดเมื่อวานนี้ไงป๋า”
นุ้ยพยักหน้า “อ๋อ....” ลากเสียงยาวแล้วมองมาอย่างน่ากลัว
ฉายตะวันสยอง ตัวลีบเล็กแต่ก็ฝืนทำเป็นเด็ดเดี่ยว กิมเอ็งกับมิ้วที่ยืนหลบอยู่ข้างหลังฉายตะวันดันๆ ให้ฉายตะวันพูด
กิมเอ็งบอกเบาๆ “เข้าเรื่องเลยค่ะคุณพี่”
มิ้วพูดเบาๆ ด้วย “พูดเลยค่ะคุณป้า จะได้รีบกลับ” พลางมองไปรอบๆ อย่างสยอง “ที่นี่มันรังโจรชัดๆ”
ฉายตะวันบอกกับนุ้ย “ฉันมาที่นี่ เพราะฉันมีธุระสำคัญจะคุยกับกะละแม”
นุ้ยยิ้มร้ายออกมา “สำคัญหรือไม่สำคัญก็ไม่สำคัญ ตอนนี้นังร่างทรงมันเป็นคนของฉัน มันไม่มีสิทธิ์มีธุระกับคนอื่น”
ดวงผสมโรง “ใช่...โดยเฉพาะกับลูกชายป้า กลับไปบอกมันด้วยว่าอย่ามายุ่งกับน้องกะละแมอีกไม่งั้น...ตาย” ท้ายประโยคดวงทำเสียงโหดเหี้ย...มใส่
กิมเอ็งกับมิ้วมองดวงแบบหวาดๆ
“พวกคุณไม่ต้องห่วง ฉันไม่ได้จะมาเอาตัวกะละแมกลับไป” ฉายตะวันเชิดหน้า พูดด้วยเสียงเด็ดเดี่ยว “ฉันมาเพื่อที่จะบอกให้เค้าเลิกยุ่งกับลูกชายฉัน”
นุ้ย ดวง ก๋อย มองหน้ากันงงๆ
ก๋อยย้อนถามฉายตะวัน “อำหรือเปล่าป้า...ไม่เชื่อหรอก”
“นั่นสิ...เมื่อก่อนเห็นรักกันดี เดี๋ยวนี้ทำเป็นหมางเมิน โม้ป่าว” ดวงไม่เชื่อ
“ถ้าไม่ไว้ใจ ระหว่างที่ฉันคุยกับกะละแม พวกคุณจะอยู่ฟังด้วยก็ได้
นุ้ยคิดๆ ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้อง
“ไปเรียกนังร่างทรงมา”
“ครับป๋า” ลูกน้องเดินไป
ก๋อยท้วง “ป๋าคิดไงยอมพวกมันง่ายๆ เสียเชิงมาเฟียหมด”
“ก็ให้มันคุยกันให้จบๆ จะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายกันอีก” นุ้ยหันมาบอกฉายตะวัน “เชิญเข้ามาในบ้านก่อน”
จากนั้นนุ้ยเดินนำฉายตะวันเข้ามาในบ้าน

ฉายตะวัน มิ้ว และกิมเอ็ง เดินตามไปท่าทางกลัวๆ และไม่ไว้ใจ นุ้ยเองก็ไม่ไว้ใจพวกฉายตะวันเหมือนกัน
เจ้าแม่จำเป็น ตอนที่ 16 (ต่อ)

ฉายตะวัน มิ้ว และกิมเอ็ง ยืนรอกะละแมอยู่... มีนุ้ย ดวง และก๋อยยืนคุมเชิงอยู่ใกล้ๆ ครู่หนึ่งกะละแมเดินตามหลังลูกน้องนุ้ยออกมา หน้าตางงๆ คิดไม่ออกว่าใครมาหา...แต่แล้วกะละแมก็งงหนักกว่าเดิมเมื่อเห็นฉายตะวันยืนอยู่กับมิ้วและกิมเอ็ง ก็ตกใจ

“คุณนายเข้ามาที่นี่ทำไมคะ ที่นี่มันอันตรายมากนะคะ”
ฉายตะวันสวนกลับหน้านิ่ง “เธอไม่ต้องมาเล่นละครแกล้งทำเป็นห่วงฉันอีกแล้ว...ฉันไม่เชื่อ”
กะละแมสะอึก กิมเอ็ง กับมิ้วแอบแสยะยิ้มสะใจ
ฉายตะวันมองไปรอบๆ บ้าน “ไหนชิณว่าเธอกำลังเดือดร้อน ดิ้นรนจะต้องออกมาช่วยเธอให้ได้ แต่ที่ฉันเห็นเธอก็อยู่สุขสบายดี บ้านช่องใหญ่โต มีคนดูแลแน่นหนา”
กะละแมชะงัก...พูดไม่ออก
“เข้าเรื่องเลยแล้วกัน ตั้งแต่นี้ต่อไป อย่ามายุ่งกับลูกชายฉันอีก เธอต้องการเงินเท่าไหร่ถึงจะยอมเลิกยุ่งกับชิณก็บอกมาฉันยินดีจ่าย แต่ช่วยออกไปจากชีวิตลูกชายฉันด้วย”
กะละแมอึ้ง...หน้าชา น้ำตารื้นแต่ก็พยายามกลั้นไว้ แล้วพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น
“ได้ยินมั้ยคุณพี่บอกให้เธอออกไปจากชีวิตคุณชิณ” กิมเอ็งแดกดัน
ดวงยืนอยู่ใกล้ๆ รีบเข้ามาเสือก
“นี่ซิ้มพูดดีๆ หน่อย” กิมเอ็งสะอึก ‘ใครซิ้ม’? “ใครออกไปจากชีวิตใครกันแน่...ไอ้คุณชิณนั่นแหละต้องออกไปจากชีวิตน้องกะละแมว่าที่เมียฉัน”
มิ้วนึกแผนการอะไรบางอย่างได้ เลยแกล้งทำเป็นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถือ แล้วแอบถ่ายคลิปกะละแมไว้ กะละแมมองไปเห็นว่ามิ้วแอบถ่ายคลิปอยู่ รู้ทันทีว่าจะต้องเอาไปให้ชิณดู กะละแมเลยยิ่งพยายามเล่นละครเพื่อให้เรื่องทุกอย่างจบ
กะละแมพูดกับกิมเอ็ง “ไม่ต้องห่วงหรอก ถึงคุณนายไม่บอก ฉันก็ไม่คิดจะกลับเข้าไปในชีวิตคุณชิณอีกแล้ว จะบอกให้ก็ได้ว่าที่ผ่านมา ฉันหลอกใช้คุณชิณ และตอนนี้คุณชิณก็ไม่มีประโยชน์กับฉันอีกแล้ว”
ฉายตะวันอึ้ง ไม่อยากเชื่อ
กิมเอ็งแกล้งพูดชงเต็มที่ “เพราะมีไอ้กล้ามปูนี่มันเป็นเป้าหมายใหม่ของเธอใช่มั้ย ถึงได้ยอมเลิกเกาะคุณชิณง่ายๆ” กิมเอ็งปิดจ๊อบด้วยการยิ้มเยาะ
ดวงฉุน “ใครเรียกกล้ามปู! เค้าเรียกว่าฟิตแอนด์เฟิร์ม” พร้อมกับถกแขนขึ้นโชว์กล้าม
กะละแมยอมรับ “ใช่! ตอนนี้ฉันกำลังคบหาดูใจอยู่กับพี่ดวง (หันมาเกาะแขนดวง ทำเป็นโชว์) พี่ดวงรักฉัน และก็ดีกับฉันมาก...”
ดวงอึ้งๆ งงๆ บุญหล่นทับ รีบฉวยโอกาสโอบกอดกะละแมกลับ แสดงความเป็นเจ้าของสุดฤทธิ์กะละแมอึดอัดแต่ก็ยอมปล่อยเลยตามเลย เพราะอยากให้ฉายตะวันสบายใจ
ฉายตะวันอึ้ง แปลกใจ มิ้วได้ที เลยรีบแอบถ่ายคลิปต่อ
กิมเอ็งช่วยชงคำถาม “สรุปที่ผ่านมาแกหลอกคุณชิณ”
“ใช่ค่ะ...ฉันหลอกคุณชิณ ฉันหลอกทุกคน ช่วยไม่ได้คุณชิณอยากโง่เอง ดันเชื่อฉันง่ายๆ ยังไงก็ฝากบอกคุณชิณด้วยว่าขอบคุณที่ยอมโง่ให้ฉันหลอก แล้วบอกด้วยว่าเลิกยุ่งกับฉันสักที เพราะก็ฉันเบื่อกับพวกคุณเต็มทน” กะละแมบอกช้าๆ ชัดๆ “ฉันต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่กับพี่ดวงที่นี่”
ฉายตะวัน มิ้ว และกิมเอ็ง อึ้งที่กะละแมพูดแบบนี้
“ถ้าพวกคุณหมดธุระ ก็เชิญกลับไปได้แล้ว!” กะละแมทำเป็นแข็งกร้าวแต่ในใจรู้สึกผิดสุดๆ
“ไม่ได้ยินเหรอ น้องกะละแมบอกให้กลับไปได้แล้ว” ดวงหันไปสั่งลูกน้อง “ส่งแขก”
สมุนดวงเดินมาไล่ ฉายตะวัน มิ้ว และกิมเอ็ง สามคนเลยต้องรีบเดินออกไป
ฉายตะวัน มิ้ว กิมเอ็งเดินออกมาจากบ้านนุ้ย มิ้วหยิบโทรศัพท์มือถือที่แอบถ่ายคลิปออกมาดูอย่างภูมิใจ
“ไม่น่าเชื่อเลยนะคะคุณแม่ ว่านังกะละแมมันจะโง่ พูดออกมาจนหมดเปลือกจนเราได้หลักฐานชิ้นสำคัญแบบนี้”
กิมเอ็งตั้งข้อสังเกตเสริม “แต่คุณแม่ว่ามันแปลกๆนะคะ ที่ยัยร่างทรงมันพูดด่าตัวเองเป็นคนเลวอย่างโน้นอย่างนี้ แถมยังด่าคุณชิณอีก ดูโง่ๆผิดฟอร์มมันยังไงไม่รู้”
มิ้วตัดบท “อย่าคิดมากเลยค่ะคุณแม่...มันพูดอย่างนั้นก็ดีแล้ว ไม่งั้นเราก็ไม่ได้หลักฐานที่จะทำให้พี่ชิณตาสว่างนะคะ” หันไปหาฉายตะวัน “จริงมั้ยคะคุณป้า”
ฉายตะวันนิ่ง เหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ ไม่อยากเชื่อว่ากะละแมจะร้ายขนาดนี้
มิ้วเรียกซ้ำอีก “คุณป้าคะ...คุณป้า”
“หะ? หนูมิ้วว่าอะไรนะ”
“คุณป้าเป็นอะไรคะเนี่ย ดูสีหน้าไม่ค่อยดีเลย”
มิ้วกิมเอ็งมองฉายตะวันสงสัยๆ

ด้านกะละแมนั่งเศร้าน้ำตาซึม ได้ดวงพยายามปลอบ
“โธ่...ไม่เอาไม่ร้องไห้นะจ๊ะน้องกะละแม ....มามะ พี่ดวงให้ยืมไหล่ซับน้ำตา”
“ไม่ต้อง” กะละแมเผลอทำเสียงดุ ดวงสะดุ้ง
“อะไรอ่ะ เมื่อกี้ยังหวานซี๊ดกะพี่ดวงอยู่เลย”
นุ้ย ก๋อย เดินมากวนตีน มาซ้ำเติม
“เป็นยังไง...โดนผู้ดีเค้าเฉดหัวส่ง...ถึงกับอึ้งไปเลย” นุ้ยเปิดก่อน
ก๋อยหัวเราะเยาะ เป็นลูกคู่ “คริคริ สมน้ำหน้า”
กะละแม รีบปาดน้ำตาทิ้ง มองค้อนก๋อยอย่างแค้นๆ
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวก่อนนะ” กะละแมจะไปนุ้ยเรียกไว้
“เดี๋ยว...จะรีบไปไหน...คุยกันให้จบก่อนสิ... จะว่าไปแล้ว คนปลิ้นปล้อนหลอกลวงอย่างแกมันก็เหมาะกับลูกชายข้า” ดวงสะดุ้ง ชมหรือด่าวะ “ตอนนี้แกก็หมดที่พึ่งแล้ว ทางที่ดี ยอมเป็นพวกเดียวกับข้าดีกว่า เผื่อว่าชีวิตความเป็นอยู่จะดีขึ้น”
นุ้ยเกลี้ยกล่อมกะละแมต่อ
“ฉันก็อยู่นี่แล้วไง...จะให้ทำอะไรอีก”
“ก็ทำสิ่งที่แกถนัด...” นุ้ยเน้นคำชัดๆ “กลับมาเป็นร่างทรงหลอกชาวบ้าน เอาเงินมันมาให้ข้า...ช่วยกันทำมาหากิน ของง่ายๆ ที่แกชำนาญ แค่สั่นๆ” นุ้ยทำท่าสั่นเป็นร่างทรงประกอบ “สองสามที ก็ได้เงิน เห็นมะ...ไม่ยาก”
กะละแมอึ้ง...นุ้ยขายของต่อ
“ยังไงพวกแกก็ไม่มีที่ไปแล้ว...ถ้าคิดจะอยู่ที่นี่ต่อก็ต้องถือคติ อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น”
“ป๋า ปั้นอย่างอื่นได้มั้ยหนูไม่ชอบเล่นควาย...หนูชอบเล่นอย่างอื่นมากกว่า” ดวงมองกะละแมแล้วยิ้มหื่น
นุ้ยหันมาด่าดวง “นี่มันสำนวนโว้ย” แล้วเล่นงานกะละแมต่อ “ข้าจะไม่ถามหรอกนะว่าจะทรงหรือไม่ทรง แต่ข้าจะถามว่า จะทรงดีๆ หรือ จะทรงด้วยเลือด” นุ้ยยิ้มร้ายขู่

กะละแมคิดๆ...ในแววตามีความเข้มแข็ง แฝงความแค้นอย่างเห็นได้ชัด
เวลาเดียวกัน ทรงวุฒิเดินถือแฟ้มเอกสารเข้ามาในบ้านมหาทรัพย์ไพศาล แจ่มเดินเข้ามารับ

“สวัสดีค่ะคุณทรงวุฒิ”
ทรงวุฒิฉันเอาเอกสารมาให้คุณชิณเซ็นต์ คุณชิณล่ะ
แจ่มกำลังจะอ้าปากตอบ ทันใดนั้นก็มีเสียงกระแทกประตูดัง...พลั่กๆๆๆ เสียงนั้นดังมาจากชั้นสอง แจ่มกับทรงวุฒิตกใจ แหงนหน้ามองไปที่ต้นเสียงชั้นสอง
“คุณชิณ”
แจ่มกะทรงวุฒิตาเหลือก รีบวิ่งขึ้นไปบนชั้นสอง อย่างรีบร้อน


ชิณถูกขังอยู่ในห้อง กำลังตั้งท่าวิ่งเข้าชนประตูอย่างแรง...เสีบยงดังพลั่ก!
ทรงวุฒิ แจ่ม วิ่งขึ้นมาหยุดที่หน้าห้องชิณ และมองหน้ากันเอาไงดี
ชิณตะโกนออกมาจากในห้อง “ปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นฉันจะวิ่งชนประตูไปเรื่อยๆ จนกว่าฉันหรือประตูจะพังกันไปข้างนึง” จากนั้นก็มีเสียงดังพลั่ก
ทรงวุฒิพยายามกล่อม “หยุดเถอะครับคุณชิณ...ทำแบบนี้ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอกครับ...เจ็บตัวเปล่าๆ”
“ใช่ค่ะคุณชิณ พอเถอะค่ะ แจ่มขอร้อง...”
ชิณยังวิ่งชนประตูอยู่ไม่ลดละ เสียงดังปึงปัง
แจ่มตะโกนออกมาจากหน้าห้อง “คุณชิณทำอย่างนี้เจ็บตัวเปล่าๆ นะคะ”
ชิณชนจริงเจ็บจริง เริ่มคิดได้...และยอมหยุดแบบมีฟอร์ม
“ฉันยอมหยุดก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าพวกเธอต้องหาอะไรบางอย่างมาให้ฉัน” ชิณบอก
แจ่มและทรงวุฒิอยู่ที่หน้าห้องชิณ มองหน้ากัน ‘ชิณจะเอาไรวะ’

เวลาผ่านไปแจ่ม กับทรงวุฒิยืนอยู่ในสวน บริเวณที่ตรงกับหน้าต่างห้องชิณ ข้างๆเห็นว่ามีตะกร้อสอยมะม่วงพิงกำแพงไว้อยู่
แจ่มกอดโทรศัพท์มือถือของตนไว้อย่างอาลัยอาวรณ์ บ่นๆ
“เอาโทรศัพท์แจ่มให้คุณชิณ แล้วแจ่มจะใช้อะไรคุยกับพี่เบิ้มหน้าปากซอยล่ะ”
ทรงวุฒิทำเป็นปลอบ “ฉันก็อยากให้โทรศัพท์ฉันหรอกนะ แต่โทรศัพท์ฉันต้องเอาไว้ติดต่อกับลูกค้า อย่าลีลาเลย เดี๋ยวคุณท่านกลับมาแล้วจะซวยกันหมด”
ทรงวุฒิดึงโทรศัพท์จากมือแจ่ม แล้วมาใส่ในปากตะกร้อสอยมะม่วง
ชิณรออยู่ที่หน้าต่างห้องชั้นสอง ขณะตะโกนลงมา
“ถ้าส่งโทรศัพท์ให้ผมทางประตูก็หมดเรื่อง วุ่นวายจริง”
ทรงวุฒิที่อยู่ข้างล่าง ตะโกนตอบชิณที่อยู่ข้างบน
“ผมรู้ทันคุณชิณหรอก ถ้าผมเปิดประตูคุณชิณก็จะหนีออกมา เพราะฉะนั้น เพื่อความไม่ประมาทวิธีนี้ดีที่สุด”
ชิณมองทรงวุฒิเซ็งๆ ทรงวุฒิค่อยๆยื่นตะกร้อสอยมะม่วง ไปที่หน้าต่างห้องชิณ ชั้นสอง
แจ่มมองตามโทรศัพท์ตัวเองที่อยู่ในปากตะกร้อ กำลังถูกส่งไปที่ห้องชิณอย่างอาลัยอาวรณ์ ตะกร้อขึ้นมาถึงที่หน้าต่างพอดี ชิณหยิบโทรศัพท์มาจากปากตะกร้อ ที่ด้านล่างทรงวุฒิเก็บตะกร้อสอยมะม่วงลงมา แจ่มมองตามเห็นว่าชิณรับโทรศัพท์แล้วก็โล่งอก
“เฮ้อ....” แจ่มตะโกนบอกชิณ “เบอร์คุณแมอยู่ในเครื่องนะคะ ส่วนเงินในโทรศัพท์แจ่มเหลือแค่สิบบาท แจ่มใช้โปรฯ แบบไม่เหมาๆนาทีละสามบาท คุณชิณคุยได้สามนาทีเท่านั้น ทำเวลาด้วยนะคะ” แจ่มนึกได้ “แล้วก็อย่าลืมเติมเงินคืนแจ่มสามเท่า รวมค่ายืมเครื่องเบ็ดเสร็จสองร้อยบาทถ้วนค่ะ” ชิณปรายตามองดุๆ แจ่มยิ้มเจื่อน อู้ย... “แจ่มล้อเล่นค่ะ”
ชิณได้โทรศัพท์ก็รีบกดโทรศัพท์หากะละแมทันที

ขณะเดียวกันภายในห้องพักโต๊ด กะละแมกำลังนั่งเครียดเรื่องฉายตะวันอยู่ เสียงโทรศัพท์กะละแมดังขึ้น กะละแมมองไปที่หน้าจอ เห็นว่าเป็นชื่อแจ่ม กะละแมตัดสินใจรับโทรศัพท์ แต่กลับได้ยินเสียงชิณพูดขึ้นมา
“ฮัลโหล กะละแม...”
กะละแมได้ยินเสียงชิณก็อึ้งๆ พูดอะไรไม่ออก...
“กะละแม...กะละแม...ได้ยินฉันมั้ย นี่ฉันเองนะ”
กะละแมตัดใจกดตัดสายโทรศัพท์เศร้าๆ
ชิณกดโทรออกหากะละแมอีกครั้งด้วยความร้อนใจ กะละแมกดตัดสายโทรศัพท์อีกครั้ง กดปิดเครื่อง แล้วก็เอาไปยัดไว้ในลิ้นชัก
ตุ้งแช่นอนอยู่ ส่วนโต๊ดติ่งก็นั่งเบียดกันอยู่ที่เตียง และมองอาการกะละแมงงๆ
ชิณโทรหากะละแมอีกครั้ง แต่กะละแมปิดเครื่อง ชิณหงุดหงิด ยิ่งร้อนใจ
“เธอตั้งใจจะหนีฉันใช่มั้ยกะละแม” ชิณครวญ

ตุ้งแช่ยังคงนอนพักฟื้นอยู่ ส่วนโต๊ด ติ่ง มองหน้ากันสงสัยๆ ติ่งทนความอยากรู้ไม่ไหว ถามขึ้นเป็นคนแรก
“ใครโทร.มาวะ ทำไมไม่รับ” ติ่งสงสัย
“คุณชิณโทรมาน่ะแต่ฉันไม่กล้ารับหรอก...คุณนายมาพูดกับฉันขนาดนี้แล้ว ฉันยังจะมีหน้าไปคุยกับลูกชายเค้าอีกได้ไง” กะละแมบอกขณะเดินมานั่งใกล้ๆ พวกโต๊ดหน้าเศร้าๆ
“เฮ้อ....เวรกรรมของเอ็ง....” โต๊ดนึกได้ “เอ่อ...แล้วเรื่องเข้าทรงน่ะ เอ็งคิดยังไงถึงได้รับปากว่าจะเข้าทรงอีกหะ..เอ็งก็รู้ว่าที่พวกมันทำแบบนั้นเพราะต้องการจะจับเอ็งไว้ไม่ให้ไปไหน... แล้วถ้าเอ็งหลวมตัวทำ มันก็จะยิ่งมีหลักฐานมันตัวเอ็งว่าเป็นพวกต้มตุ๋น เป็นเจ้าแม่กำมะลอนะเว้ย”
“ฉันรู้น้า”
“รู้แล้วทำไมถึงยังไปรับปากมันวะ” ติ่งงง
“เพราะฉันจะใช้วิธีเดียวกับที่มันคิด...แก้เผ็ดมัน” กะละแมมาดมั่น อย่างมีแผนแล้ว
โต๊ดงง “งงเว้ย...นี่เอ็งไม่ต้องพูดให้มันซับซ้อนซ่อนเงื่อนได้มั้ย บอกมาตรงๆเลยมา เอ็งจะทำไงห๊ะ”
“ฉันก็จะให้ตำรวจเข้ามาจับพวกมันเข้าคุกน่ะสิ”
ติ่งกะโต๊ดร้องเสียงดัง “จับเข้าคุก”
กะละแมเซ็ง “เบาๆ สิน้า พูดเสียงดัง เดี๋ยวพวกมันก็ได้ยินกันหมดหรอก”
ติ่งถามเบาๆ “ตำรวจจะเข้ามาในนี้ได้ยังไงถึงตำรวจจะมาจริง แกคิดเหรอว่า คนอย่างพวกมันจะยอมให้จับง่ายๆ”
โต๊ดเห็นด้วย “ใช่! อีกอย่างพวกมันเส้นใหญ่จะตาย อาจจะมีสายเป็นตำรวจอยู่ก็ได้ ถ้าเราแจ้งผิดแจ้งถูก มันรู้ขึ้นมาจะซวยกันหมดนะเว้ย”
“ไม่ต้องห่วง ฉันมีตำรวจที่ไว้ใจได้” กะละแม เอานามบัตรนายตำรวจออกมา “ตำรวจคนนี้อยากกวาดล้างแก๊งค์ป๋านุ้ยอยู่ เค้าต้องช่วยเราแน่ๆ...” ติ่งโต๊ดดีใจ แต่กะละแมขัดขึ้น “แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่างานนี้มันต้องมีหน่วยพลีชีพ ยอมเสียสละออกไปหาตำรวจ” พูดจบกะละแมมองไปที่ติ่ง
ติ่งหุบยิ้มทันที “แกมองฉันแบบนี้หมายความว่าไงวะ อย่าบอกนะว่า...”
“ฉันจะให้พี่ติ่งเอาของสำคัญออกไปให้ตำรวจคนนี้! แล้วก็บอกแผนการของเราทั้งหมด”
ติ่งตกใจ “แกจะบ้าเหรอ...ไม่เห็นหรือไง...สมุนไอ้ป๋านุ้ยมันยืนกันแน่นแบบนี้ มดสักตัวยังเดินออกไปไม่ได้เลย...แล้วแกจะให้ออกไปไงวะ”
“ฉันมีวิธี...” กะละแมยิ้มเจ้าเล่ห์

ติ่งเครียด โต๊ดมองหน้าติ่ง ‘จะรอดมั้ยวะ’
ต่อมาไม่นาน ดวงยิ้มแป้น...ปากแทบจะฉีกถึงรูหู

“แหม...น้องกะละแมนึกยังไงจ๊ะ ถึงได้ชวนพี่ดวงออกไปชอปปิ้ง”
เวลาต่อมาที่บริเวณหน้าบ้าน ดวงเดินควงกะละแมมาที่รถเก๋งคันหรูที่จอดคู่กับรถกระบะ กะละแมเหลือบมองมาทางติ่งที่กำลังหมอบคลานมาที่รถกระบะ
กะละแมตอบติ่ง “แหม...ก็ไม่มีอะไรหรอกจ๊ะ...ก็พรุ่งนี้ฉันต้องทำพิธีทรง แต่ก็ยังไม่มีของทำพิธี ก็เลยอยากชวนพี่ดวงไปซื้อของทำพิธีด้วยกัน หรือว่าพี่ดวงไม่อยากไปกับฉันจ๊ะ” แล้วทำเป็นงอนเดินหนีไปอีกทาง เพื่อดึงดูดความสนใจดวง
ได้ผลดวงต้องรีบเดินตามไปง้อ ติ่งได้ที รีบย่องมาขึ้นท้ายรถกระบะ
“เปล่านะ! พี่ดวงอยากไปสิ ทำไมไม่อยากไป พี่ดวงก็แค่สงสัยแค่นั้นเอง”
“พี่ดวงสงสัยในความรักของฉันเหรอ” ทำงอนหนักไปอีก
ดวงรีบง้อ “พี่ดวงขอโทษ พี่ดวงจะไม่สงสัยแล้ว... อย่าเพิ่งงอนสิ มามะ พี่ดวงขับรถไปให้...ไปกันเลยมั้ยจ๊ะ”
จากนั้นดวงเดินไปเปิดตูรถเก๋งให้กะละแม กะละแมช็อก ฉิบหายพี่ติ่งอยู่รถกระบะนี่หว่า
กะละแมยังยืนนิ่ง ค้างอยู่ ‘เอาไงดีวะ’ กะละแมพยายามแถ
“เอ่อ... แต่ฉันอยากนั่งคันนี้” ชี้ไปที่รถกระบะ “เราไปคันนี้เถอะนะพี่ดวง” ลากดวงไปที่รถกระบะ
“แต่ไหนๆ จะไปเดทกับน้องกะละแมทั้งที ก็ต้องใช้รถหรูหน่อย”
“แต่กะละแมชอบคันนี้ กะละแมเคยฝันว่าอยากจะเดทกับคนรักด้วยรถสปอร์ตเปิดประทุนแบบนี้น่ะจ๊ะโรแมนติกดี”
“อ๊ะอ๊ะอ๊ะ...ถ้าน้องแมว่างั้น พี่ดวงก็ไม่ขัดข้องจ๊ะ”
ดวงยอม ยิ้มกริ่มเดินพรวดมาที่รถเพื่อเปิดประตูให้กะละแม ติ่งรีบหมอบมุดเข้าไปแบบสุดๆ จนหัวไปชนกับกระบะ ดัง
โป้ก!
ดวงสะดุ้ง! “เอ๊ะ...เสียงอะไร”ทำท่า จะเดินไปดู
กะละแมรีบจับไว้ “พี่ดวงอย่าไปเลยจ้ะ เสียเวลาฉันต้องซื้อของอีกเยอะ...เสียงตุ๊บตั๊บนิดๆ หน่อยๆ ไม่มีอะไรหรอก...ก็คงจะเป็นลูกมะพร้าวตกน่ะจ๊ะ” ดวงงงๆ มีต้นมะพร้าวตรงไหนฟะ “เรารีบไปกันเถอะ”
กะละแมรีบลากดวงมา แต่ดวงไม่ค่อยอยากจะเชื่อ
“แต่พี่ดวงว่า....เสียงมันดังที่ท้ายรถนะ”
กะละแมดุ “ก็บอกว่าไม่มีอะไรไงเล่า”
ดวงสะดุ้งหน้าซีด ดุฉิบหาย “ไม่มีก็ไม่มี....ไปจ๊ะไป”
ดวงรีบเปิดประตูให้กะละแม กะละแมขึ้นรถไป แต่ดวงก็แอบเหล่ๆหลังรถ
กะละแมเสียงดัง “พี่ดวง”
“จ๊ะ ไปจ๊ะ”
ดวงขึ้นรถแล้วขับออกไปอย่างแรง
ที่ท้ายรถเห็นติ่งหน้าทิ่ม กลิ้งไปตามแรงของรถ

ด้านชิณโทรหากะละแมไม่ติด ก็หงุดหงิด ยิ่งอยากออกจากห้องหนักกว่าเก่า
“แจ่มเปิดประตูเดี๋ยวนี้ ฉันจะออกไปหากะละแม”
ทรงวุฒิ กับแจ่มพยายามเกลี้ยกล่อมกับชิณสุดชีวิต
“ไหนคุณชิณบอกว่าถ้าให้โทรศัพท์แล้วคุณชิณจะไม่ทำอย่างนี้แล้วไงคะ”
“ใช่ครับ คุณชิณหยุดเถอะครับ คุณชิณโวยวายอย่างนี้มาเป็นชั่วโมงแล้วนะครับ”
ชิณโวยวายอยู่ในห้อง
“ไม่รู้ล่ะ เปิดประตูเดี๋ยวนี้ ฉันจะออกไปหากะละแม... ไม่เปิดเหรอ นี่แน่ะ”
ชิณทุ่มเทสุดตัววิ่งใส่ประตู
แจ่ม ทรงวุฒิอยู่ที่หน้าห้อง สะดุ้งตามเสียงกระแทกของประตู
ทันใดนั้นเอง เสียงของฉายตะวันก็ดังขึ้น
“เปิดประตูให้ชิณ”
ทรงวุฒิ แจ่มหันมาตามเสียง เห็นฉายตะวัน เดินมาพร้อมกับมิ้วกิมเอ็งที่เดินขนาบข้าง
แจ่มแปลกใจ “เปิดประตูเหรอคะ”
“ใช่”
ชิณกำลังตั้งหลัก และพุ่งเข้าหาประตูสุดแรง ด้วยเวรกรรมแต่ชาติปางก่อน ประตูก็ถูกเปิดออก...ชิณถลาเบรคไม่ทัน พรวดออกไปชนกับทรงวุฒิเข้าเต็มแรง...และล้มกลิ้งกันไป
“ว้าย...พี่ชิณ”
ชิณรีบลุกขึ้น และหันมาเผชิญหน้ากับฉายตะวัน
ชิณรัวเป็นชุด “แม่ขังผมไว้เป็นเด็กๆ แบบนี้ได้ยังไงครับ...ผมโตแล้วนะครับ เราน่าจะพูดกันด้วยเหตุผล ไม่ใช่มาบังคับกันแบบนี้...” ชิณหยุดหายใจ แล้วพูดต่อ “และที่ผมจะออกไปก็เพื่อช่วยกะละแม กะละแมกำลังตกอยู่ในอันตราย เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ”
“ชิณไม่ต้องห่วงเด็กนั่นหรอก...เค้ายังสบายดีอยู่ครบสามสิบสอง ไม่มีแม้แต่รอยแมวข่วน” ฉายตะวันบอก
ชิณ แจ่ม และทรงวุฒิสงสัย
“แม่รู้ได้ยังไง”
“แม่เพิ่งไปเจอเด็กนั่นมาเมื่อกี้นี้เอง”
“ผมไม่เชื่อว่ากะละแมจะไม่เป็นไร...ผมจะไปหากะละแม ผมจะไปดูด้วยตาตัว
กำลังโหลดความคิดเห็น...