xs
xsm
sm
md
lg

หยกเลือดมังกร ตอนที่ 20

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


หยกเลือดมังกร ตอนที่ 20
 

อู๊ดดี้ยิ่งปลุกปล้ำอย่างเมามันส์ ทันใดนั้นอ่างกับสลึงก็ช่วยกันกระชากอู๊ดดี้ออกมา กระแทกกับผนังอย่างแรง...โครม !! ดุจแพรโผเข้าไปหากิ่งเหมย


“กิ่งเหมย!”
“คุณแพร...มันทำอะไรคุณคะ”
ดุจแพรร้องไห้โฮ
“มัน...มันจะข่มขืนฉัน...ฮือๆ”
กิ่งเหมยตกใจ
“ไอ้สารเลว...แกทำพี่สาวฉัน!”
“พวกน้าจัดการให้เองกิ่งเหมย”
อ่างชกเข้าไปที่ท้องทีเดียวอู๊ดดี้จุกตัวงอ สลึงซ้ำเข้าที่หน้าหนักอีกหมัดทำเอาอู๊ดดี้เลือดกบปาก
“พวก...พวกแกเป็นใครวะ...ช่วยด้วย...ช่วยด้วย”
อ่างเข้าไปจับอู๊ดดี้มาล็อคคอแล้วเอามือปิดปาก
“ชู่วววว์...จุ๊ๆๆ ไม่มีใครเขามาช่วยเอ็งหรอกไอ้หน้าหล่อ เพราะเวลาที่เอ็งร้องโอ๊ยเนี่ย เขาจะคิดว่าเอ็งกำลังมีความสุข...นี่แน๊ะ!”
อ่างอัดซ้ำแถมให้สลึงมาช่วยซ้ำอีกหมัดจนอู๊ดดี้ร้องเจ็บโอดโอย
“พอแล้ว...พอแล้ว...ไม่เอาแล้ว”
“ขอเหมยคุยกับเขาหน่อยค่ะน้า”
สลึงกับอ่างช่วยกันลากอู๊ดดี้เข้าไปหากิ่งเหมยใกล้ๆ
“ฉันกิ่งเหมยนะคะ ฉันเป็นน้องสาวคุณแพร การที่พี่สาวฉันไม่รักคุณ ไม่ใช่ว่าเขาเกลียดขี้หน้าคุณ จนทำให้ทนคบกับคุณไม่ได้ เขาต้องการแค่เวลา ก็เลยให้โอกาสคุณเพราะ เชื่อว่าความดีของคุณจะทำให้ค่อยๆรักได้”
อู๊ดดี้อึ้งไป
“แพร...”
ดุจแพรร้องไห้สะอื้น
“แต่ในเมื่อคุณแสดงธาตุแท้ออกมาว่ามีสันดานไม่ต่างจากสัตว์ป่า ก็อย่าหวังว่าคุณ จะได้โอกาสมาแตะต้องพี่สาวฉันอีก...ไปกันเถอะค่ะคุณแพร”
กิ่งเหมยยื่นมือไปจับมือดุจแพรแล้วพากันออกไป อู๊ดดี้จะตาม
“แพร...แพร”
อ่างมองหยัน
“แกหมดโอกาสแล้วไอ้หน้าหล่อ”
อ่างกับสลึงกระชากอู๊ดดี้ขึ้นมาแล้วอัดเข้าตัวจังๆอีกคนละหมัดจนอู๊ดดี้หมดสติสลบเหมือด

มานพเจ็บใจขบกรามแน่นโกรธแค้นยังไม่หายพอๆกับแผลฟกช้ำบนหน้าที่มีรอยอยู่จากฝีมือหยกมานพถามชาญที่เพิ่งเข้ามา
“หมอดูอาการแม่ฉันแล้วว่าไงบ้าง”
“คงต้องใช้เวลานาน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะกลับมาเป็นปกติได้รึเปล่าครับนาย”
มานพหงุดหงิด
“ความหมายก็คือไม่มีทางหาย มันก็แค่พูดให้ฟังดูดีเท่านั้นแหละโว้ย”
“แต่หมอเขาว่า...ควรส่งคุณนายให้ไปอยู่โรงพยาบาลนะครับ”
“ส่งไปให้ทุกคนมันรู้ว่าหัวหน้าแกงค์พยัคฆ์เมฆามีแม่เป็นบ้าเนี่ยนะ...แล้วใครมันจะกลัวฉันวะ คิดมั่งสิเว้ย”
โหงวเห็นด้วยกับมานพ
“แกคิดถูกแล้วมานพ ถ้าจะยิ่งใหญ่เหนือทุกคนแกจะต้องมีจุดอ่อนให้น้อยที่สุด ไม่อย่าง นั้นแกจะตกเป็นเป้าให้พวกมันเล่นงานได้อีก”
ชาญหันมาถาม
“เอาไงครับนาย”
มานพนิ่งคิดตัดสินใจแล้วมองหน้าโหงว...เป็นไงเป็นกัน

ในห้องพักแคบๆมีแค่เตียงกับโต๊ะไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกอะไร มานพจับแขนพาดวงแขเข้ามา
“ต่อไปนี้แม่ต้องอยู่ที่นี่นะครับ จะมีคนคอยเฝ้าแม่อยู่หน้าห้อง เขาจะเอาอาหารเข้ามา ให้แม่วันละสามเวลา คอยอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าพาเข้าห้องน้ำให้”
ดวงแขกวาดตามองไปรอบๆห้องหน้าตาตื่นๆกลัวๆ เกาะแขนมานพแจ
“ไม่เอา...ฉันกลัว...กลัว...กลัว”
มานพพยายามแกะแขน
“แม่จะกลัวอะไร ไอ้พวกนั้นมันโดนเราฆ่าไปหมดแล้ว แม่อยู่ที่นี่ ไปนั่นแหละ จะได้ไม่ออกไปเพ่นพ่านเกะกะผมทำงาน”
มานพยังพยายามแกะแขนดวงแขออกอย่างไม่แยแส แต่ดวงแขยังไม่ยอมปล่อยมือ
“ไม่เอา...ปล่อยฉัน...ปล่อยฉันไป...ขอร้อง...ขอร้อง”
มานพเริ่มรำคาญ
“ผมพูดกับแม่ดีๆแล้ว...ถ้าแม่ไม่ฟัง...ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้”
ดวงแขร้องไห้หวาดกลัว
“ฮือๆ...ฉันกลัว...ฉันกลัว...ปล่อยฉันเถอะนะ...ขอร้องล่ะ...ฮือๆ”
มานพมองแม่แววตาเหมือนจะสงสารแต่กลับตัดสินใจจับไปที่ปลายเตียงที่มีโซ่ล่ามเอาไว้ แล้วเขาก็จัดการจับแม่ตัวเองล่ามโซ่ไม่ให้ตามเขาออกไปได้อีก
“ขอโทษด้วยนะครับแม่...ผมจะปล่อยให้แม่มาเป็นจุดอ่อนของผมไม่ได้เด็ดขาด”
มานพเหี้ยมเอาจริงแล้วรีบออกไป ดวงแขร้องโฮลั่นเสียงสั่นเครือน่าเวทนา
“ปล่อยฉันไปเถอะ...ฉันกลัวแล้ว...ฮือๆ..ปล่อยฉันไปนะ...ขอร้อง...ขอร้อง”

มานพออกมาจากห้องแล้วไปกำชับชาญ
“จัดผู้หญิงมาเฝ้าเอาไว้ อย่าให้ออกมาเพ่นพ่าน”
“ครับนาย”
มานพสั่งไปก็หันไปมองประตูที่มีเสียงดวงแขดังลั่นออกมาจากข้างใน โหงวเข้ามาจับบ่าตบเบาๆ
“แกต้องใจแข็งแบบนี้แหละไอ้ลูกชาย...เอาไว้วันที่แกใหญ่คับฟ้าจนไม่มีใครกล้าต่อกร กับแกเมื่อไหร่ ค่อยมาตอบแทนบุญคุณแม่แกก็ยังไม่สาย”
มานพพยักหน้ารับเห็นด้วยกับที่โหงวกล่อมเขาจนเนรคุณแม่ตัวเองอย่างเลือดเย็น เสียงดวงแขยังคงดังลอดออกมา
“ปล่อยฉันไป...ช่วยด้วย...ฮือๆ...ปล่อยฉัน...ฉันกลัวแล้ว...ช่วยด้วย...ฮือๆๆ”
ดวงแขถูกล่ามโซ่ร้องไห้อย่างน่าเวทนา

เจ้าสัวเล้งยืนรออยู่ที่บริเวณระเบียงใบหน้านิ่งขรึมจริงจัง ครู่หนึ่งนนท์ก็พาธงรบที่ยังมีสภาพบาดเจ็บตามตัวอยู่เพราะ ผลจากการถูกโหงวเล่นงาน
“ผมพาหมวดธงรบมาแล้วครับเจ้าสัว”
เจ้าสัวหันมามองหน้าธงรบแล้วบอกนนท์
“ฉันจะคุยกับเขาเอง...แกออกไปเถอะนนท์”
นนท์ชะงักไม่ไว้ใจธงรบ
“แต่ว่า...”
“ไม่เป็นไรหรอก...ไปเถอะ”
นนท์ยังอดเป็นห่วงเจ้าสัวไม่ได้ แต่เมื่อเจ้าสัวสั่งย้ำด้วยสายตา นนท์จึงจำเป็นต้องออกไปทิ้งให้เจ้าสัวอยู่กับธงรบที่จ้องเขม็งด้วยแววตาเอาเรื่อง
“เอาสิหมวด...ผมรู้ว่าคุณอยากเอาคืนผม”
เจ้าสัวชูมือขึ้นลักษณะยอมให้ ธงรบกัดฟันกรอดเจ็บใจปรี่เข้าไปง้างหมัดจะชก แต่กลับเปลี่ยนใจค้างหมัดกลาง อากาศห่างจากหน้าเล้งแค่ไม่ถึงคืบ
“ทำไมล่ะหมวด...ทั้งๆที่ผมเกือบจะปล่อยให้คุณตายอย่างหมารับใช้”
ธงรบลดมือลง
“ผมยอมรับว่าผมโมโหเจ้าสัว ถ้าไอ้หยกไม่ช่วยไว้ ผมก็คงเหมือนหมารับใช้ ตัวอื่นๆที่เจ้านายสั่งให้ไปตายอย่างไร้ค่า แต่คิดอีกทีถ้าผมโดนลูกชายทรยศหักหลัง ปล้นสมบัติที่สร้างมากับมือไปอย่างหน้าด้านๆ ผมยอมเสียทุกอย่างเพื่อคำว่าแก้แค้น”

“หมวด” เจ้าสัวเล้งอึ้งไป

เจ้าสัวเล้งเดินมานั่งที่ม้านั่งริมสระมีธงรบตามมายืนฟัง
 

“ผมขอบคุณมากที่หมวดเข้าใจการกระทำของผม”
“ผมมันเป็นพวกอารมณ์ร้อน ชอบลุยดะอยู่แล้ว เลยไม่ยากที่จะเข้าใจเจ้าสัว”
“แต่มันไม่ดีหรอกนะหมวด...ท่ามกลางคมมีดกับควันปืน พวกกะโหลกบางมักตายช้า ส่วนพวกกะโหลกหนาๆมักตายก่อน ถ้านายหยกไม่เตือนสติฉัน บางทีฉันอาจจะถูก มานพจัดการไปแล้วก็ได้”
“แล้วเจ้าสัวจะทำยังไงต่อไปครับ มานพรอดไปพร้อมกับสมบัติของเจ้าสัวแบบนี้ ลำพัง เป็นพยัคฆ์เมฆาก็ยากกำจัดอยู่แล้ว นี่ยังกลายเป็นพยัคฆ์ติดปีกอีก”
เจ้าสัวครุ่นคิดแล้วลุกขึ้น
“มานพยังทำอะไรฉันตอนนี้ไม่ได้ เพราะหุ้นที่ได้จากฉันไปมี แค่ครึ่งเดียว ฉันก็เลยยังเป็นเสี้ยนหนามที่ต้องงัดกันต่อไป แล้วยังมีไอ้หมาบ้าตงอีกคน ที่คอยคานอำนาจอยู่ในวงการ มันคงไม่ง่ายสำหรับมานพแน่”
“แต่กุนซือของเขาฝีมือดีไม่ใช่เหรอครับเจ้าสัว”
“ไอ้โหงวน่ะเหรอ...ใช่ มันนี่แหละไอ้วายร้ายที่สุดที่จะต้องระวัง มันพลาดมือจากการเล่น งานฉันไปแล้ว เพราะฉะนั้นเป้าหมายต่อไปก็คงไม่พ้น...”
เจ้าสัวหันมามองหน้าธงรบ

ตงกับเก่งพร้อมกับลูกน้องสองสามคนยืนรออยู่ ระหว่างนั้นเจ้าสัวเล้งนั่งรถเข้ามา ทันทีที่เจ้าสัวลงจากรถ เก่งพร้อมกับลูกน้องตงทุกคนก็ชักปืนออกมาพร้อมเล่นงานทันทีที่ตงสั่ง
“เจ้าสัวครับ...ผมว่าอย่าเลยดีกว่าครับ”
นนท์เตือนเจ้าสัวเพราะมากันแค่สองคนและตกอยู่ในวงของพวกตง
“ฉันบอกไอ้ตงมันไปแล้วว่าฉันต้องการมาแค่เจรจา”
เจ้าสัวพูดไปก็หันไปมองหน้าตงใช้สายตาเป็นเครื่องย้ำเตือนคำพูด เก่งกระซิบตง
“เสี่ยครับ...โอกาสดีแล้วนะครับ”
ตงนิ่งมองเจ้าสัวจิกหน้าครุ่นคิด พวกลูกน้องมือแตะปืนพร้อมสุดๆที่จะยิงถล่มเจ้าสัว ส่วนนนท์ก็พร้อมจะสู้ ตายเพื่อปกป้องเจ้านาย
“ถ้าแกแตะต้องเจ้าสัวล่ะก็...ข้ามศพฉันไปก่อน”
ตงหัวเราะ
“ฮ่าๆ ไอ้เล้ง...ฉันรู้จักสันดานแกดี...แกมันชอบใช้วิธีวัดใจกับคนอื่น”
“แล้วมันก็ใช้ได้ผลทุกครั้ง...กับคนที่ฉันรู้จักสันดานมันดีเหมือนกัน”
“ฮ่าๆ” ตงหันไปสั่งลูกน้อง “เก็บปืนพวกแกให้หมด...ฉันกับไอ้เล้งจะคุยกันตามลำพัง”
ตงสั่งเสียงดัง พวกลูกน้องเลยต้องเก็บปืนตามคำสั่ง เจ้าสัวเดินนำเข้าไปด้านใน ก่อนที่ตงจะตามไป

ตงตามเข้ามาด้านในโกดังแล้วยิ้มเยาะใส่
“เรื่องลูกชายแก...ฉันเสียใจด้วยนะเว้ยไอ้เล้ง”
เจ้าสัวเล้งหันมามองหน้านิ่ง
“ข่าวกระจายไปเร็วดีนี่”
“ไอ้เรื่องน้ำเน่าในบ้าน คนมันอยากสอดรู้สอดเห็นเยอะ ต่อให้นั่งเฉยๆอยู่บ้าน เดี๋ยวข่าว มันก็ลอยมาเข้าหูเอง ในฐานะที่เรามันก็ลูกผู้ชายเหมือนกัน...มันคงไม่มีอะไรทำให้ต้อง เสียหน้าเท่ากับรู้ว่าโดนหลอกให้เลี้ยงลูกเสือมาเป็นสิบๆปีหรอก”
“แต่น้ำเสียงแกไม่ได้แสดงความเห็นใจ มันฟังดูเหมือนสะใจมากกว่า”
“เฮ้ย...ถึงแกกับฉันจะเป็นศัตรูกัน แต่อย่างน้อยฉันก็เห็นใจแก...คนเรามันไม่ได้ฉลาด ตลอดเวลาหรอก มันก็ต้องมีเรื่องให้โง่บ้าง...ใช่มั้ยไอ้เล้ง...ฮ่าๆ”
“ใช่...ฉันยอมรับว่าโง่ แต่จะมีคนที่โง่กว่านั้น ถ้ามันไม่ยอมร่วมมือกับฉัน”
ตงชะงัก
“ฉันไม่ได้โง่เว้ย...แต่ฉันฉลาดพอที่จะไม่ยอมเป็นเครื่องมือให้แกหลอกใช้ไปจัด การกับปัญหาในครอบครัวของแก”
“ฉันไม่คิดจะยืมมือแก แต่มันถึงเวลาที่เราต้องช่วยกันตัดไฟแต่ต้นลม มานพมีไอ้โหงว คอยเป็นกุนซือให้อยู่ แกก็รู้ดีว่ามันเป็นคนยังไง”
“ใช่...ไอ้โหงวมันฉลาดเป็นกรด แต่ฉันไม่เห็นจะกลัวมันเลย ปัญหาของแกกับมัน แกก็ ต้องไปจัดการเอาเอง ส่วนฉัน...ก็แค่นั่งดูอยู่เฉยๆ ใครรอดแล้วเหนื่อยหมดแรง ฉันก็แค่ ยิงมันทิ้ง”
เจ้าสัวเข้าไปกระชากคอเสื้อตงอย่างหงุดหงิด
“โธ่เว้ย...นี่แกไม่เข้าใจเหรอไงวะ ตอนนี้ พวกมันเป็นเสือติดปีก ทั้งแกทั้งฉันจะไม่มีใครรอด”
ตงแกะมือเจ้าสัวแล้วผลักออกไปแรงๆ
“เลิกเสียเวลากล่อมฉันได้แล้วไอ้เล้ง...แกมันเป็นมังกร ลำบากแล้ว เพราะไม่ใช่แค่ลูกชายแกคนเดียวที่จะรอขย้ำแก ฉันด้วยนี่แหละที่จ้องจะ เล่นงานแกตอนที่แกกำลังมีจุดอ่อน”
ตงยิ้มร้ายจัดคอเสื้อให้เรียบร้อยแล้วเดินออกไป ทิ้งเจ้าสัวให้ยืนหน้าเครียด
“แกไม่ฟังคำเตือนฉัน...แล้วแกจะรู้จักพวกมันดีขึ้น...ไอ้ตง”

ในร้านมอเตอร์ไซค์ อ่างกับสลึงเอาห่ออาหารเหลาหรูๆทั้งเป็ดย่าง หูฉลาม หมูหันออกมานั่งกินกันอย่างเอร็ดอร่อย อ่างโวยวาย
“เฮ้ยๆ...เอ็งเลือกเป็ดปักปิ่งไปแล้วอย่ามายุ่งกับหมูหันของข้าสิวะ”
“แต่ๆ..ข้ายังไม่เคยกินหมูหัน ขอข้าลองสักชิ้น”
“งั้นเอาเป็ดมาแลกกันคนละครึ่ง...ครึ่งหมูครึ่งเป็ด”
“ได้...แล้วหูฉลามล่ะ ถ้วยมันเล็กนิดเดียว แบ่งกันคงไม่อิ่ม”
“เออว่ะ...งั้นเป่ายิ้งฉุบแล้วกัน”
สลึงเห็นด้วยกำลังจะเป่ายิ้งฉุบแต่ระหว่างนั้นหยกเข้ามา
“น้า...น้า”
อ่างตกใจ
“เฮ้ย...ซวยแล้วไอ้หยกมา...รีบเก็บเร็ว”
อ่างกับสลึงรีบหาอะไรมาคลุมๆอาหารบนโต๊ะไม่ให้หยกเห็น
“มีอะไรวะไอ้หยก”
“ฉันไปหากิ่งเหมยที่ศาลเจ้ากับที่บ้านไม่เจอ พวกน้ารู้รึเปล่าว่ากิ่งเหมยไปไหน”

สลึงตอบทันที “รู้”

“เฮ้ยไอ้สลึง”
 

อ่างกับสลึงทำหน้าลับลมคมนัยกัน
“เอ่อ...เออว่ะ...ไม่รู้ พวกข้าไม่รู้หรอกว่า...กิ่งเหมยไปไหน”
อ่างหลบตา
“เออ...ไม่รู้เลยว่ะ เอ็งลองไปหาดูที่อื่นแล้วกัน”
หยกหรี่ตาสงสัย
“พวกน้าไม่รู้จริงๆนะ”
อ่างเสียงแข็ง
“บอกไม่รู้ก็คือไม่รู้สิวะ”
“ก็ได้...งั้นเดี๋ยวฉันไปดูที่อื่น”
หยกทำทีเป็นเดินออกไป สองน้าโล่งอกเลยหันมากินอาหารเหลาบนโต๊ะ
“ไอ้หยกไปแล้ว...มาลาภปากต่อเถอะ”
หยกย้อนกลับเข้ามา
“น้า !...อาหารเหลาเต็มโต๊ะแบบนี้ ฉันว่าพวกน้าเลิกโกหกฉันได้แล้ว”
สลึงกับอ่างหน้าเหวอทั้งๆที่ปากยังคาอาหารเหลาอยู่

สองน้านั่งหน้าจ๋อยหลังจากหยกรู้เรื่อง
“น้าขอโทษนะไอ้หยก”
“โธ่เอ้ยน้า...กิ่งเหมยให้น้าไปหาเรื่องคนอื่นแบบนั้น ทำไมน้าไม่บอกฉันสักคำ”
สลึงเสียงอ่อย
“ก็...กิ่งเหมยขอไว้ว่าอยากจัดการเอง”
อ่างอธิบาย
“อีกอย่างข้าเห็นว่ามันเป็นเรื่องของคุณแพร ก็เลยไม่อยากให้เอ็งไปยุ่งอีก เพราะเดี๋ยวมัน จะอีรุงตุงนังเป็นปัญหาให้เอ็งกับกิ่งเหมยเหมือนคราวที่แล้ว”
หยกชะงัก
“น้า !”
สลึงตบปากอ่าง
“นี่แน๊ะ...ปากเสีย”
หยกส่ายหน้าระอา
“พวกน้านี่...พอกันเลย แล้วนี่เสร็จธุระแล้วทำไมกิ่งเหมยยังไม่กลับ”
สลึงหันมาบอก
“คุณแพรน่าสงสาร...กิ่งเหมยก็เลยอยากปรับทุกข์กันต่อ”
อ่างปลอบ
“เอ็งไม่ต้องห่วงหรอกน่า...เขาพี่น้องกัน มานั่งกินอาหารเหลากับพวกข้าดีกว่า”
“ขอบใจน้า...แต่ฉันอิ่มแล้ว”
หยกปฏิเสธแล้วเดินออกไป สองน้าหันมาโซ้ยกันต่ออย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หยกรีบเดินมาตามทางเดินในตรอก ระหว่างนั้นธงรบเข้ามาจับบ่า
“ผู้หญิงเขามีเรื่องอยากคุยกัน แกอย่าไปยุ่งเลยดีกว่า”
“หมวด”
“ฉันได้ยินแกคุยเมื่อกี้นี้แล้ว รอหาจังหวะแกออกมานี่แหละ”
“ถ้าจะมาขอบคุณเรื่องที่ผมช่วยเอาไว้ล่ะก็...ไม่จำเป็นหรอก ยังไงผมก็ไม่ยอมปล่อยให้ พวกเดียวกันถูกฆ่าตายแน่นอน”
“ไม่อยากรับคำขอบคุณก็ไม่เป็นไร...ไว้โอกาสหน้าถ้าแกตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียว กัน ฉันรับปากว่าจะไม่ปล่อยให้แกตายเหมือนกัน” ธงรบตบบ่าหยกแทนคำขอบคุณ “วันนี้ฉันไปพบเจ้าสัวเล้งมา มีเรื่องอยากจะบอกให้แกรู้ไว้ จะได้เตรียมตัวรับมือก่อน”
“เรื่องอะไร” หยกแปลกใจ

รถของตงวิ่งมาตามถนน ตงนั่งยิ้มสะใจ
“ไอ้เล้งเอ้ย...งานนี้สงสัยแกต้องมีเก้าชีวิตแล้ว ไม่งั้นแกไม่รอดเงื้อมือทั้งฉัน ทั้งไอ้โหงว แล้วก็ไอ้มานพแน่...ฮ่าๆ”
ตงหัวเราะชอบใจได้ครู่เก่งที่ได้รับโทรศัพท์ติดต่อมาก็หันมารายงาน
“เสี่ยครับ...คนของเรารายงานมาว่า สืบพบที่กบดานของพวกแก๊งค์เครือข่ายพยัคฆ์เมฆา พวกมันใช้ที่นั่นเป็นที่พักยาเสพติด ก่อนส่งขายให้ลูกค้าครับ”
ตงนิ่งคิดอย่างสนใจแล้วยิ้มร้าย
“ในที่สุดฟ้าดินก็เข้าข้างฉัน ในเมื่อพวกมันเคยอหังการ์ ปล้นยาของฉันไป...ก็ถึงเวลาที่มันจะต้องโดนเอาคืนบ้าง”
“งั้นงานนี้ก็ลุยเต็มที่เลยนะครับ”
“เออสิวะ...ฮ่าๆ”
รถตงวิ่งไปตามถนนพร้อมกับเสียงหัวเราะ

หยกกับธงรบคุยกันอยู่ที่ตรอกศาลเจ้า
“เสี่ยตงคือเป้าหมายต่อไปของพยัคฆ์เมฆา”
“ใช่...เจ้าสัวเล้งไม่อยากให้เสี่ยตงตกเป็นเป้าของพวกมันเลยไปเจรจาให้ร่วมมือกันสู้กับ พวกพยัคฆ์เมฆา”
“นั่นมันไม่ได้ผลหรอก คนอย่างเสี่ยตงต่อให้หลังชนฝาก็ไม่มีทางร่วมมือกับเจ้าสัวเล้งแน่”
“แกคิดถูก...และนอกจากจะไม่ร่วมมือแล้ว มันยังจ้องจะเล่นงานเล้งซ้ำด้วย...หึ...ฉันบอก แล้วไงว่าพวกมาเฟีย ยังไงมันก็ต้องเอาตัวเองรอดไว้ก่อน”
หยกฟังหมวดธงรบแล้วครุ่นคิดสังหรณ์ใจไม่ดี
“ถ้าเสี่ยตงกำลังเป็นเป้าหมายของมานพ...คนรอบๆตัวของเสี่ยตงก็ต้องตกอยู่ในอันตราย”
“ฉันถึงมาเตือนแกไง...มันคิดว่าแกเป็นพวกของไอ้เสี่ยตง มันต้องตามเล่นงานแกด้วยแน่”
“ลำพังผมไม่เท่าไหร่ พอรับมือได้...แต่ที่ผมเป็นห่วง ผมกลัวว่ามานพจะเล่นสกปรก”
“ยังไงวะไอ้หยก”
หยกหันมามองหน้าธงรบหน้าเครียด
ในโรงกลึงแห่งหนึ่ง คนงานกำลังทำงานตามปกติ แต่ระหว่างนั้นรถกระบะของแก๊งค์ตงก็ขับเข้ามาจอดแล้วเปิดฉากระดมกราดยิงใส่พวกคนงาน กระสุนปลิวว่อนสนั่นหวั่นไหว คนงานล้มตายเป็นเบือ ตงเดินเข้ามามองศพที่เกลื่อนกราดแล้วยิ้มชอบใจ ระหว่างนั้นเองลูกน้องพยัคฆ์ เมฆาคนหนึ่งโผล่เข้ามายิง เปรี้ยง!!กระสุนพลาดเป้าไม่โดนตง ส่วนคนยิงวิ่งหนีออกไป ตงมองตามแล้วจิกหน้าร้าย
“อย่าให้มีใครรอดไปได้แม้แต่คนเดียว”
เก่งรับคำสั่งหันไปพยักหน้าให้พวกลูกน้องที่เหลือไล่ตามไป แล้วเหลือแค่ตงกับเก่งและลูกน้องอีกคน
“เข้าไปค้นดูข้างในว่าพวกมันซุกยาเอาไว้ที่ไหน”
“ครับเสี่ย”

กลุ่มลูกน้องตงไล่ตามและไล่ยิงลูกน้องพยัคฆ์เมฆาคนเดียวที่วิ่งหนีตายเข้ามาอีกด้านของโรงกลึง พอมันวิ่งมาจนสุดทางไม่มีทางให้หนีต่อมันก็หันปืนมาสู้ พวกลูกน้องตงยิ้มร้ายชอบใจที่จะได้ระดมยิงใส่ แต่ทันใดนั้นมานพกับพวกพยัคฆ์เมฆาคนอื่นๆที่ซ่อนตัวอยู่ก็ ก้าวออกมาเต็มแผง ล้อมกรอบพวกลูกน้องตงเอาไว้ซะเอง มานพยิ้มร้าย
“สันดานหมาล่าเนื้อ...แค่ปล่อยเหยื่อล่อมันก็วิ่งตามไม่คิดชีวิตแล้ว”

พวกลูกน้องตงหน้าเสียที่กลายเป็นฝ่ายตกหลุมพราง

ตงยืนดูเก่งกับลูกน้องอีกคนค้นหายาเสพติด เก่งหาจนเจอ

“เจอแล้วครับเสี่ย”
ตงรีบเดินตามไปดูเก่งที่เจอกองลังไม้ซึ่งมีผ้าใบคลุมอยู่ เก่งเปิดผ้าใบออกแล้วงัดลังไม้ออกมาทั้งคู่คิดว่าจะ เจอยาอยู่ในนั้นแต่กลับพบแค่ไพ่พยัคฆ์เมฆาใบเดียว ตงตกใจ
“เวรแล้ว...มันขุดหลุมดักพวกเรา”
ตงจะรีบถอยออกไปแต่โหงวก็เดินเข้ามาแล้วยิง เปรี้ยง !! ลูกน้องตงตายคาที่เหลือตงกับเก่งสองคน
“ไอ้โหงว !!...ที่แท้ก็แผนแก”
ตงชักปืนจะยิงโหงว แต่มานพและพวกลูกน้องพยัคฆ์เมฆาคนอื่นๆก็ลากตัวลูกน้องตงเข้ามา โหงวยิ้มเหี้ยม
“น่าเสียดายนะไอ้ตง สมัยเป็นจับกังท่าเรือ ถ้าลื้อสนใจเข้าโรงเรียน หัดเรียนอ่าน เขียนเหมือนอย่างคนอื่น ลื้อก็คงจะฉลาดไม่พลาดโง่โดนหลอกง่ายๆแบบนี้”
“ไอ้โหงว...ไอ้พวกอวดฉลาดอย่างแก โดนฉันระเบิดสมองกระจายมานับไม่ถ้วนแล้วโว้ย”
ตงจะยิงโหงว แต่มานพกลับจ่อยิงใส่ท้ายทอยลูกน้องตงที่ลากคอมาด้วยตายคาที่อย่างเลือดเย็น ทำเอา ตงชะงัก
“เป็นผมนะครับเสี่ย...ผมจะวางปืนแล้วใช้สติคิดว่า ถ้าจะรอดกลับไปได้ ต้องทำยังไง มากกว่าตะโกนโหวกเหวกอวดศักดาว่าตัวเองเป็นได้แค่...ไอ้หมาบ้าแก่ๆที่กำลังจน ตรอกรอโดนรุมสกรัม”
มานพพูดเสร็จก็หันไปยิงใส่ลูกน้องคนอื่นๆของตงจนตายเกลี้ยง เป็นการขู่ให้ตงกับเก่งถึงกับยืนหน้าเสีย

ดุจแพรกับกิ่งเหมยอยู่ด้วยกันที่ม้านั่งริมน้ำ
“ขอบใจมากนะกิ่งเหมย...แต่ฉันไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ เธอกลับไปหาหยกเถอะ ป่านนี้เขา คงเป็นห่วงเธอแย่แล้ว”
“แต่ฉันไม่อยากทิ้งคุณให้อยู่คนเดียวนะคะ เอาอย่างนี้ดีกว่า ไปอยู่กับฉัน ไม่ต้องกลับไป ที่นั่นอีกแล้ว”
“ฉันทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกกิ่งเหมย เธอกับหยกกำลังจะสร้างครอบครัวด้วยกัน ฉันจะไป เป็นส่วนเกินได้ยังไง”
“แต่คุณเป็นพี่สาวฉัน ฉันจะไม่ทิ้งให้คุณต้องทนอยู่กับผู้ชายเลวๆหรอกค่ะ”
“ใครว่าฉันจะทนอยู่กับเขาล่ะ...ฉันจะหนีไปอยู่ต่างประเทศคนเดียว”
กิ่งเหมยตกใจ
“คุณแพร”
“เธอไม่ต้องห่วงฉันหรอกกิ่งเหมย...ฉันอยู่คนเดียวได้ ขอแค่ให้เธอกับหยกมีความสุข ด้วยกัน แค่นี้ฉันก็ดีใจแล้ว”
ดุจแพรพูดไปก็ดึงกิ่งเหมยมาสวมกอดเอาไว้ แต่ระหว่างนั้นสายตาของเธอเหลือบไปเห็นชาญกับพวกลูกน้องที่ พากันเดินเข้ามา พวกมันมองเธอด้วยรอยยิ้มอย่างไม่น่าไว้ใจ ดุจแพรชะงัก กิ่งเหมยแปลกใจ
“มีอะไรเหรอคะคุณแพร”
“เอ่อ...ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ ฉันว่าเรารีบไปกันเถอะ ให้ฉันพาเธอกลับนะ”
ดุจแพรรีบลุกขึ้นจูงมือพากิ่งเหมยเดินออกไปทันที ชาญกับพวกลูกน้องใจเย็นเดินตาม

ดุจแพรรีบพากิ่งเหมยเดินเร็วๆเพราะรู้ว่ากำลังถูกตาม
“คุณแพร ทำไมต้องรีบเดินด้วยคะ หรือว่ามีใครตามเรามา”
ดุจแพรไม่ทันจะตอบชาญก็ก้าวมาขวางทางพร้อมกับลูกน้องที่ปิดทางหน้าหลัง
“จะรีบไปไหนล่ะครับคุณหนูดุจแพร”
“พวกแกตามฉันมาทำไม”
“คุณมานพสั่งให้ผมมารับตัวคุณหนูไปครับ”
ดุจแพรชะงัก
“มานพ...ทำไมเขาจะต้องส่งคนมารับตัวฉันไป”
“เรื่องนั้นไว้คุณหนูไปถึงที่แล้วก็จะรู้เอง”
กิ่งเหมยบีบมือดุจแพรแน่น
“อย่านะคะคุณแพร...ห้ามตามพวกมันไปเด็ดขาด”
“จ้ะกิ่งเหมย...” ดุจแพรสั่งชาญ “ไปบอกเจ้านายแกว่าฉันไม่มีธุระอะไรกับเขา”
ดุจแพรสั่งแล้วจะพากิ่งเหมยออกไป แต่ชาญกลับก้าวมาขวางอีกแล้วมองหน้าตาเอาเรื่อง
“ผมมาขอร้องดีๆ แต่ถ้าคุณหนูไม่ให้ความร่วมมือ ผมก็คงต้องใช้กำลัง”
“ถ้าพวกแกแตะต้องฉันแม้แต่นิดเดียวล่ะก็...”
ดุจแพรพูดไม่จบชาญก็กระชากตัวดุจแพรออกมาจากกิ่งเหมยทันที
“จะทำไมผมเหรอครับ”
“ปล่อยนะ...บอกให้ปล่อย”
“พวกแกทำอะไรพี่สาวฉันน่ะ...ปล่อยนะ...ปล่อยเธอ”
กิ่งเหมยยกไม้เท้าขึ้นฟาดไปมั่ว เลยช่วยดึงความสนใจจากชาญไปได้ ดุจแพรจับมือมันมากัดเต็มแรง
“หนีเร็วกิ่งเหมย”
ดุจแพรรีบจูงมือพากิ่งเหมยวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ชาญกับพวกรีบไล่ตาม

ดุจแพรวิ่งกระหืดกระหอบพากิ่งเหมยมาหลบที่หลังพุ่มไม้
“พวกมันต้องการพาตัวคุณไปทำไมคะคุณแพร”
“ฉันไม่รู้กิ่งเหมย...ฉันไม่รู้”
“เอาอย่างนี้แล้วกันนะคะ...ฉันอยู่กับคุณจะถ่วงคุณเปล่าๆ ทิ้งฉันไว้ที่นี่แล้วรีบหนีไป”
“ไม่ได้นะกิ่งเหมย...ฉันไม่ทิ้งเธอไว้หรอก”
“แต่สภาพฉันแบบนี้ คุณพาฉันหนีไปไหนไม่ได้หรอกค่ะ...ไปเถอะค่ะคุณแพร ไม่ต้องห่วง”
ดุจแพรนิ่งมองกิ่งเหมยแล้วหันไปทางพวกชาญที่ไล่ตามมาจนเกือบจะทัน
“พวกมันมากันแล้ว...ทิ้งฉันไว้แล้วรีบหนีไปหาหยก เขาต้องช่วยคุณได้แน่”
“กิ่งเหมย”
ดุจแพรหนักใจคุ่นคิดมองมือตัวเองที่กุมแน่นกับมือกิ่งเหมยแล้วตัดสินใจค่อยๆปล่อยมือจากเธอ
“ฉัน...ฉันขอโทษนะกิ่งเหมย”
กิ่งเหมยยิ้มรับ
“คุณทำถูกแล้วค่ะคุณแพร...หนีไปซะอย่าให้ฉันเป็นตัวถ่วงคุณ”
ดุจแพรค่อยๆเดินออกมาเหมือนว่าเธอจะทิ้งกิ่งเหมยไว้ที่นั่นคนเดียว แต่ทว่า...เมื่อพวกชาญเข้ามาถึงดุจแพร กลับเดินไปหาพวกนั้น
“ฉันอยู่นี่...ฉันไม่หนีพวกแกแล้ว”
กิ่งเหมย ตกใจ
“คุณแพร!”
ดุจแพรหันมาน้ำตาคลอ
“โทรตามหยกให้เขามารับเธอกลับไปนะกิ่งเหมย บอกเขาว่าฉันไม่ เป็นอะไรหรอก ฉันดูแลตัวเองได้”
ดุจแพรเดินเข้าไปหาชาญแล้วยอมให้พวกมันจับตัวไปด้วยกัน กิ่งเหมยมองไม่เห็นว่าดุจแพรถูกพาตัวไปทางไหน
“คุณแพร...คุณพร...อย่าทำนี้สิคะ...คุณแพร”
กิ่งเหมยจะวิ่งตามแต่สะดุดล้มแล้วร้องตะโกนเรียกเสียงดัง
“คุณแพร!!”

ตงถูกจับมัดตัวติดอยู่กับเก้าอี้ส่วนเก่งถูกคุมตัวเอาไว้ใกล้ๆ

หยกเลือดมังกร ตอนที่ 20 (ต่อ)
 

“พวกแกมันก็ดีแต่ลอบกัด...แน่จริง มาวัดกันอย่างอันธพาลสิวะ”

โหงวยิ้มหยัน
“ให้ลื้อลุยตัวๆกับมานพน่ะเหรอ...หึๆ...ไอ้ตง ลื้อมันปูนนี้แล้ว ถ้าขืนอั้วปล่อยให้ดวล กับมานพล่ะก็ ลื้อโดนหั่นเป็นชิ้นๆแน่”
“ก็แค่ไอ้เด็กเมื่อวานซืน...ฝีมือมันไม่เท่าไหร่หรอก อย่างเก่งมันก็แค่หลอกไอ้เล้งได้”
โหงวหันมาหามานพ
“ว่าไงมานพ...มันท้าแก”
มานพมองตงแล้วยิ้มร้ายก่อนจะเข้าไปชกเปรี้ยงที่หน้าจนตงเลือดกบปาก
“ยุคนี้มันไม่ใช่ยุคที่จะต้องวัดกันด้วยศักดิ์ศรี แต่วัดกันด้วย” มานพชี้ที่หัวตัวเอง “นี่ต่างหาก”
ตงเจ็บแค้น
“แก...ถ้าฉันหลุดออกไปได้ล่ะก็ พยัคฆ์เมฆาของแกจะโดนฉันถล่มไม่มีเหลือ”
มานพหัวเราะล่า
“ฮ่าๆ!...แกจะเอาพวกจากไหนมาถล่มฉันวะไอ้หมาบ้าตง เพราะอีกเดี๋ยวพวกแกทั้งหมด ก็ต้องแปรพักต์มาอยู่กับฉันแล้ว”
“คนของฉันมันคำสั่งฉันคนเดียว แกไม่มีทางเอาพวกมันไปจากฉันได้หรอก”
โหงวจ้องหน้า
“ต้องได้สิวะไอ้ตง เพราะตอนนี้พวกอั้วกำลังรอถล่มเครือข่ายของลื้ออยู่ ถ้าลื้อไม่โทรไป บอกให้พวกมันยอมแปรพักต์ ก็เตรียมตัวดูลูกสาวลื้อตายต่อหน้าได้เลย”
ตงอึ้ง
“แพร...นี่พวกแก”
มานพยิ้มร้ายแล้วหันไปที่ทางเข้า ชาญพาดุจแพรที่มีผ้าดำคลุมหัวเข้ามา พอเปิดออกเห็นพ่อตัวเองก็ตกใจ
“ป๋า!”
“แพร!”
เก่งตกใจ
“คุณหนู”
เก่งพยายามขัดขืนเพื่อเข้าไปช่วยลูกสาวเจ้านายแต่ก็ถูกพวกมานพจัดการเล่นงานรุมอัดจนสลบเหมือด โหงวยิ้มหยัน
“เพราะลื้อมันฉลาดน้อยไปไงไอ้ตง...ถ้าลื้อเชื่อไอ้เล้งล่ะก็...ลื้อกับลูกก็คงไม่ต้องมาเจอ แบบนี้ ฮ่าๆ”
ตงจ้องหน้าโหงวอย่างเจ็บใจกัดฟันกรอดเจ็บแค้นสุดๆ

หยกพากิ่งเหมยกลับเข้ามามีธงรบอยู่ด้วย
“เธอต้องตามหาคุณแพรให้เจอ ต้องช่วยเธอให้ได้นะหยก”
“ไม่ต้องห่วงนะกิ่งเหมย ฉันจะตามหาคุณแพรให้เจอ”
หยกจับมือกิ่งเหมยมาบีบแน่นให้คลายกังวลก่อนจะรีบเดินออกไป

หยกเดินออกมาเจอกับธงรบที่รออยู่
“กิ่งเหมยเป็นไงบ้าง”
“ปลอดภัยดีครับ คุณแพรยอมให้พวกมันจับตัวไป เพราะไม่อยากให้กิ่งเหมยมารับ เคราะห์ไปด้วย”
“แสดงว่าพวกพยัคฆ์เมฆาเริ่มลงมือเล่นงานเสี่ยตงแล้ว คุณแพรถึงได้กลายเป็นไพ่ใบ สำคัญที่พวกมันใช้บีบบังคับเสี่ยตง”
“เราต้องหยุดพวกมันนะครับหมวด”
“แต่ว่า...”
“หมวด ! นี่ไม่ใช่เวลาที่เราจะต้องมาห่วงแต่จะหาทางจับพวกมันนะครับ ถ้าเสี่ยตงเกิด ไม่ยอมเจอรจากับมานพ หมวดก็รู้ว่ากรรมของเสี่ยตงจะตกมาที่คุณแพรยังไงบ้าง”
“ฉันรู้น่า...ฉันก็ห่วงคนบริสุทธิ์เหมือนแก แต่จะทำอะไรได้วะหยก เราไม่มีข้อมูลให้ตาม ไปช่วยนะเว้ย”
หยกหันมาหน้าเครียดหงุดหงิดสบถอย่างเจ็บใจ
“โธ่เว้ย”

ตงถูกแก้มัดแล้วพาเข้ามาในห้องแคบๆกับดุจแพรสองต่อสอง
“แพร...เป็นยังไงบ้างลุก พวกมันทำอะไรแพรรึเปล่า”
“เปล่าค่ะป๋า พวกมันแค่จับตัวแพรมา แต่แพรได้ยินพวกมันพูดกัน”
“มันว่าอะไร”
“มันบอกว่า ถ้าใช้แพรบังคับป๋าไม่ได้ มันจะ...จะให้พวกมันทุกคนทำร้ายแพร”
ดุจแพรไม่กล้าพูดออกมาได้แต่น้ำตาคลอกอดตัวเองแล้วสั่นกลัว
“ป๋า...แพรกลัว”
ตงรีบกอดลูก
“ไม่ต้องกลัวนะแพร ป๋าจะไม่ยอมให้มันทำอะไรแพรแน่”
ตงกอดลูกสาวไว้แน่นและจิกตาร้ายขบกรามแน่นเอาเรื่องสุดๆ
“ไอ้มานพ...มึงกับกูต้องตายกันไปข้าง”
“ป๋าคะ...ป๋าบอกแพรมาได้มั้ย พวกมันจะใช้แพรบังคับอะไรป๋า”
ตงนิ่งไม่อยากพูด
“ป๋า...บอกแพรมาสิ พวกมันต้องการอะไรจากป๋า”
“มันอยากให้ป๋ายอมเป็นพวกมัน ทุกอย่างที่ป๋าสร้างมากับมือ ทั้งคนของป๋า ธุรกิจของ ป๋า จะต้องเป็นของมันทั้งหมด”
“ถ้าพวกมันต้องการแค่นั้น...ป๋าก็ยกให้พวกมันไปเลย”
“แพร...ป๋าทำอย่างนั้นไม่ได้”
ดุจแพรอึ้ง
“ป๋า !!”
ระหว่างนั้นชาญเข้ามาพร้อมกับลูกน้อง
“หมดเวลาพ่อลูกคุยกันแล้ว”
ชาญเข้าจับตัวตงแต่โดนปัดอย่างแรง
“อย่ามาโดนตัวฉันนะเว้ย”
ชาญโมโหชักปืนออกมาจ่อไปที่ดุจแพรอย่างข่มขู่
“อย่าหาเรื่องดีกว่าน่าเสี่ย...นายผมอุตส่าห์ใจดียอมให้มีการเจรจาแล้ว เพราะฉะนั้น อย่า...อย่าหาเรื่อง”
ชาญพยักหน้าให้ลูกน้องพาตัวดุจแพรออกไป ดุจแพรตื่นกลัว
“ป๋า...ป๋า...ช่วยแพรด้วย”

ตงได้แต่มองตามเพราะทำอะไรไม่ได้ จิกตาโกรธสุดฤทธิ์

ตงถูกจับมัดเก้าเก้าอี้ ส่วนดุจแพรก็ถูกจับมัดกับเก้าอี้อีกตัวให้สองพ่อลุกนั่งมองหน้ากัน

“ปล่อยลูกสาวฉันไปนะเว้ย...ลูกฉันไม่เกี่ยวอะไรด้วย ปล่อยเธอไป”
“ป๋า...ป๋า...ฮือๆ”
ดุจแพรร้องไห้น่าเวทนาสงสาร มานพกับโหงวตามเข้ามาเย้ยหยันกันเต็มที่
“ไม่ต้องกลัวหรอกครับคุณแพร...ถ้าพ่อคุณยอมเจรจาคุยกับผมอย่างว่าง่าย ผมรับรอง ว่าคุณจะปลอดภัย”
มานพพูดไปก็เอามือลูบแก้มดุจแพรอย่างโลมเลีย
“เอามือสกปรกของแกออกไปจากตัวลูกสาวฉันนะเว้ย”
“ถ้าแกหวงลูกสาวแกนักนะไอ้ตง...แกก็ควรจะรู้ว่าต้องทำยังไง”
โหงวเอาโทรศัพท์ออกมาแล้วยื่นให้ตงพร้อมพูดกับปลายสาย
“ไม่...ฉันไม่มีวันยอมให้พวกแกชุบมือเปิดเชิดเอาทุกอย่างจากฉันไปหรอกเว้ย”
“พูดอย่างนี้ก็แสดงว่าแกไม่ได้หวงลูกสาวจริงนี่หว่าไอ้ตง”
โหงวหัวเราะเสียงดังแล้วพยักหน้าให้มานพค่อยลงมือลูบไล้ใบหน้าดุจแพร หอมแก้มฟอกใหญ่ ดุจแพร พยายามจะขัดขืนแต่ถูกมัดเอาไว้เลยอยู่ในสภาพน่าเวทนาสงสาร
“ป๋า...ช่วยแพรด้วย...ฮือๆๆ...ช่วยแพรด้วย”
“แพร...อย่านะเว้ย...อย่าแตะต้องลูกสาวฉัน”
“แกอยากให้ลูกสาวแกปลอดภัย แกก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน...คิดให้ดีนะไอ้ตง...ลูกสาว คนเดียวของแก กับน้ำพักแรงที่แกสร้างมากับมือ แกจะเลือกเอาอย่างไหนไว้”
“ป๋า…ช่วยแพร...ช่วยแพรด้วย...ฮือๆ”
ตงมองลูกสาวอย่างหนักใจขบกรามแน่นอึดอัดกดดันสุดๆ

หยกเดินไปเดินมากระวนกระวายใจอยู่ได้ครู่ เจ้าสัวเล้งก็เดินเข้ามาพร้อมกับนนท์
“หยก”
“เจ้าสัว...ได้ข่าวอะไรมาบ้างรึเปล่าครับ”
เจ้าสัวส่ายหน้า
“ฉันไม่รู้ว่าพวกมันเอาตัวไอ้ตงกับลูกสาวไปไว้ที่ไหน รู้แต่ว่าตอนนี้คนของ พวกมันเข้าไปคุมพื้นที่ของไอ้ตงเอาไว้หมดแล้ว”
หยกเข้าใจได้ทันที
“รอแค่คำสั่งยอมแพ้ของเสี่ยตง”
เจ้าสัวพยักหน้า
“ใช่...ถ้าไอ้ตงยอมแพ้ แกงค์หมาบ้าของมันจะกลายเป็นพวกเดียวกับพยัคฆ์เมฆา”
นนท์หนักใจ
“งานนี้พวกเราเจอศึกหนักแน่ครับเจ้าสัว”
เจ้าสัวพยักหน้ารับ หยกคิดๆ
“แล้วถ้าเสี่ยตงปฏิเสธล่ะครับ”
“ฉันรู้จักนิสัยของไอ้โหงวดี เรื่องชั่วๆมันทำได้ทุกอย่าง ขอแค่ให้มันได้อยากที่มันต้องการ”
หยกเป็นห่วงดุจแพร
“คุณแพร...”

ตงเจ็บใจโกรธแค้น ที่ต้องทนดูมานพกำลังลวนลามซุกไซร้ซอกคอลูกสาวไม่หยุด
“ป๋า...ฮือๆ..ช่วยแพรด้วย...ป๋า...ช่วยแพรด้วย”
โหงวมองหน้าตง
“ว่าไงล่ะไอ้ตง...แกบอกลูกสาวแกไปแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าพวกฉันต้องการอะไร ถ้าแกให้ ไม่ได้แกก็ต้องทนนั่งดูลูกสาวแกถูกหยามเกียรติ”
ตงโกรธมาก
“โธ่เว้ย !! พวกมึงต้องตาย อย่าให้กูรอดไปได้นะเว้ย”
โหงวเข้าไปจิกหัวตงให้เงยหน้ามองกันชัดๆ
“เลิกทำตัวเป็นไอ้แก่หัวดื้อซะทีเถอะวะ ไอ้ตงเอ้ย...นี่มันยุคของเด็กรุ่นใหม่แล้ว ถ้าแกยังขืนดันทุรังสู้กับมานพต่อ นอกจากแก จะต้องเสียทุกอย่างไปแล้ว ชีวิตแกก็จะไม่เหลือ เชื่อฉันเถอะวะ วางมือแล้วปลด เกษียณตัวเอง รอเป็นอากงอุ้มหลาน อย่างน้อยก็ยังได้แก่ตาย”
มานพหันมายิ้มร้ายกับตงแล้วรับเอามีดพกจากชาญมาตัดเชือกที่มัดมือดุจแพรออก
“บอกตรงๆนะครับคุณแพร ผมน่ะถูกใจคุณมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่พยายามมากแค่ไหน คุณก็ไม่เคยเห็นใจผมสักที เอาเป็นว่าวันนี้ผมจะให้โอกาสคุณ มองหน้าผมชัดๆแล้ว คิดดูอีกทีว่าคุณจะช่วยยืดชีวิตคุณกับพ่อคุณได้ยังไง”
ดุจแพรร้องไห้น้ำตาไหลพราก
“ป๋า...ฮือๆๆๆ...ป๋า”
“พูดสิครับคุณแพร”
“ฮือๆๆๆ...ป๋า...ช่วยแพรด้วย”
ตงทนเห็นน้ำตาลูกสาวที่อยู่ในสภาพน่าเวทนาสุดๆแล้วก็ทนไม่ไหวตัดสินใจ
“ฉันยอมแล้ว...อยากได้อะไรก็เอาไป...ขอลูกสาวฉันไว้คนเดียวก็พอ”
โหงวกับมานพมองหน้ากันแล้วหัวเราะชอบใจ โหงวเอาโทรศัพท์ยื่นให้ตงพูด
“สั่งคนของแกทั้งหมดด้วยไอ้ตง”
ตงพูดใส่โทรศัพท์
“พวกแกทุกคนฟังฉัน...เวลานี้ฉันไม่ใช่หัวหน้าพวกแกอีกต่อไปแล้ว หัวหน้าคนใหม่ของพวกแกคือ” ตงมองมานพแค้นๆ “พยัคฆ์เมฆา”
โหงวตัดสายโทรศัพท์แล้วหัวเราะเสียงดังลั่นอย่างสะใจพร้อมๆกับมานพ ส่วนตงได้แต่น้ำตาคลออย่างเจ็บใจ ที่พ่ายแพ้อย่างหมดสภาพ
ธงรบมาหาหยกบนดาดฟ้า นำข่าวของตงมาบอกให้รู้
“ว่าไงนะหมวด...เสี่ยตงยอมแพ้แล้วเหรอ” ธงรบถามอย่างแปลกใจ
“ใช่...ข่าววงในจากพวกมาเฟียเพิ่งยืนยันแน่นอนแล้วว่า เสี่ยตงเป็นคนสั่งให้พรรคพวกตัว เองทุกคน แปรพักตร์ไปอยู่กับพยัคฆ์เมฆาเรียบร้อยแล้ว”
หยกถอนใจ
“ในที่สุดมานพก็ทำสำเร็จ พวกมันกำลังจะเป็นพยัคฆ์ร้ายที่ใครก็แตะต้องไม่ได้”
“ถ้าไอ้เสี่ยตงมันยอมเชื่อเจ้าสัวเล้ง หายนะก็คงไม่ออกมาแบบนี้” ธงรบบอกอย่างเจ็บใจ
“ต่อไปเลือดคงต้องนองถนน อย่างที่เจ้าสัวเล้งบอกไว้จริงๆ”
ธงรบกับหยกมองหน้ากันอย่างเครียดๆ ระหว่างนั้นกิ่งเหมยใช้ไม้เท้าคลำทางเดินเข้ามา
“หยก..หยก..เธอกลับมาแล้วใช่มั้ย”
“กิ่งเหมย ฉันอยู่นี่” หยกเดินไปรับ
“เป็นไงบ้าง..เจอตัวคุณแพรรึเปล่า”
“ทำไมเธอไม่รออยู่ที่บ้าน”
“ก็ฉันเป็นห่วงคุณแพร เธอช่วยฉันไว้นะหยก เธอยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้ฉันปลอดภัย ว่ายังไงล่ะหยก..คุณแพรยังปลอดภัยดีอยู่รึเปล่า”

หยกจับมือกิ่งเหมยมาบีบเบาๆ

หยกพากิ่งเหมยมาหาดุจแพรถึงที่บ้าน ทันทีที่สองพี่น้องเจอหน้ากันก็ปรี่เข้าสวมกอดร้องห่มร้องไห้

“คุณแพร..เป็นยังไงบ้างคะ”
“กิ่งเหมย..ฮือๆ”
ดุจแพรเอาแต่สวมกอดกิ่งเหมยแล้วร้องไห้อย่างกับเด็กๆ
“ไม่เป็นไรนะคุณแพร..เราอยู่ด้วยกันแล้ว ไม่มีใครทำอะไรคุณแพรอีกแล้วนะคะ”
กิ่งเหมยลูบหลังปลอบใจพี่สาวอย่างเป็นห่วง หยกยืนดูสองสาวแล้วไม่อยากอยู่ขัดเลยปล่อยให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน ตามลำพังให้ปลอบโยนกันไป

ตงนั่งหน้าเครียดกัดฟันกรอดอยู่ในห้องทำงาน ด้วยความรู้สึกทั้งหดหู่ และเจ็บแค้น
.... เขาทนเห็นน้ำตาลูกสาวที่อยู่ในสภาพน่าเวทนาสุดๆแล้วก็ทนไม่ไหว ต้องตัดสินใจ
“ฉันยอมแล้ว..อยากได้อะไรก็เอาไป..ขอลูกสาวฉันไว้คนเดียวก็พอ”
โหงวกับมานพมองหน้ากันแล้วหัวเราะชอบใจ โหงวเอาโทรศัพท์ยื่นให้
“สั่งคนของแกทั้งหมดด้วยไอ้ตง”
ตงพูดใส่โทรศัพท์
“พวกแกทุกคนฟังฉัน..เวลานี้ฉันไม่ใช่หัวหน้าพวกแกอีกต่อไปแล้ว หัวหน้าคนใหม่ของพวกแกคือ ...พยัคฆ์เมฆา”
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ตงกำหมัดแน่นตาแดงก่ำเจ็บปวดรวดร้าวสุดๆ ระหว่างนั้นเก่งพาสภาพตัวเองที่โดนหนักมาไม่ใช่ น้อยเข้ามารายงานเจ้า
“เสี่ยครับ”
“ว่าไง..เหลือพวกที่ยังฟังคำสั่งฉันอยู่รึเปล่า”
เก่งเอาแต่ก้มหน้าไม่กล้าเงยหน้าสบตา ตงเข้าไปดึงคอเสื้อเก่งมาตะคอกถาม
“ตอบฉันมาสิเว้ย..อย่าเอาแต่เงียบ แกต้องไม่กลับ มาคนเดียว จะต้องพาพวกที่มันยังจงรักภัคดีกับฉันอยู่กลับมาด้วยสิวะ”
“ผมพยายามแล้วครับเสี่ยแต่เพราะคำประกาศยอมแพ้ของเสี่ยต่อหน้าพยัคฆ์เมฆาถูก บอกต่อๆกันไปเหมือนไฟลามทุ่ง ตอนนี้พวกมันก็เลย...”
ตงเจ็บใจไม่ต้องรอให้เก่งรายงานเสร็จก็ผลักอกเก่งจนถลา”
“ฉันไม่เชื่อ..เป็นไปไม่ได้ ฉันสร้างพวกมันมากับมือ ถ้ามันไม่ยอมกลับมาทำงานให้ฉันอีก ฉันจะไประเบิดหัวพวกมันเรียงตัว”
ตงหันไปหยิบปืนบนโต๊ะแล้วหุนหันออกไป

ตงตาขวางอย่างเอาเรื่องถือปืนเดินออกมาที่ห้องโถง
“เสี่ยครับ..อย่าทำอย่างนี้เลย ผมขอร้องล่ะครับ”
เก่งพยายามตามมาห้ามแต่โดนตงหันไปผลัก
“อย่ามาห้ามฉันนะเว้ย..กว่าที่ฉันจะกลายมาเป็นเจ้าพ่อได้อย่างทุกวันนี้ ฉันต้องสร้าง ทุกอย่างมาด้วยหยาดเหงื่อ ด้วยเลือดที่ต้องเสียไปไม่รู้เท่าไหร่ ฉันจะไม่ยอมเสียมันไป”
หยกเข้ามา
“แต่ถ้าเจ้าสัวไปลุยกับพวกมันอีกครั้งล่ะก็ คราวนี้มันคงไม่ไว้ชีวิตเจ้าสัวอีกแน่”
“ไอ้หยก”
“ขอปืนให้ผมเถอะครับเสี่ย”
หยกแบมือขอปืนจากตงด้วยความหวังดี แต่ตงกลับยกปืนขึ้นเล็ง
“หลบไปไอ้หยก..ใครมาขวางทาง ฉันจะถือว่ามันเป็นศัตรูกับฉัน”
“ถ้าผมไม่หลบล่ะครับ”
“ฉันก็จะระเบิดสมองแกไง”
นิ้วตงแตะไกเตรียมจะยิงจริงๆ แต่หยกใช้ความไวเข้าไปแย่งปืนแล้วจัดการปลดแม๊กกาซีนออกจากปืนอย่างรวดเร็ว ตงเจ็บใจเลยจะใช้หมัดเล่นงานแต่ก็ถูกหยดจับแขนมาล็อคแล้วกดตัวเอาไว้
“ปล่อยฉันนะเว้ยไอ้หยก ฉันยังเป็นเจ้านายแกอยู่ ถ้าแกไม่ฟังคำสั่งฉัน ฉันเอาแกตายแน่”
“ไม่ครับ..ยังไงผมก็ปล่อยให้เสี่ยไปอาละวาดไม่ได้ เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเสี่ยแล้วลูก สาวเสี่ยล่ะ เขาจะอยู่ยังไง”
ตงนิ่งไป
“เมื่อก่อนเสี่ยอาจจะเคยได้ชื่อว่าเป็นไอ้หมาบ้าลุยฟัดได้ไม่เลือกหน้า แต่ตอนนี้เสี่ยต้อง ยอมรับความจริง..แกงค์หมาบ้าของเสี่ยมันจบลงแล้ว”
“ไม่ !! แกไม่รู้หรอกไอ้หยก..จากไอ้จับกังแบกข้าวสารที่เคยถูกพวกนักเลงรุมซ้อม มัน ต้องปากกัดตีนถีบ ต้องยอมให้คนดื่นดูถูก เพื่อจะให้มีวันนี้ วันที่มีแต่คนเกรงกลัวมัน !! ฉันจะไม่ยอมกลับไปเป็นแบบเดิมอีก..จะไม่มีใครมาดูถูกฉันอีกแล้ว”
ตงฮึดแรงกระแทกศอกเข้าช่องท้องหยก แต่ก็ต้องชะงักเพราะเจอดุจแพรกับกิ่งเหมยที่พากันออกมาขวางทาง
“ถ้าหยกห้ามแล้วแต่คุณก็ยังไม่ฟัง..ฉันกับคุณแพรก็จะไม่ห้ามคุณอีก” กิ่งเหมยบอกเครียดๆ
“ป๋าคะ..เชื่อที่หยกบอกป๋าเถอะค่ะ ถึงป๋าจะต้องพ่ายแพ้ไม่เหลืออะไรเลย แต่ป๋าก็ยัง เหลือแพรอยู่อีกคนนะคะ”
ดุจแพรพยายามปลอบ ตงยังยืนเจ็บใจมองหน้าลูกสาวอย่างตัดสินใจ กิ่งเหมยตอกย้ำอีกครั้งให้เขาตงได้คิด
“แต่ถ้าคุณยังไม่ฟังอีก..ฉันก็จะถือว่าการพบหน้ากันครั้งนี้ของเรา จะเป็นการร่ำลากัน ครั้งสุดท้ายในฐานะพ่อลูก”
ตงชะงักมองกิ่งเหมยนิ่งอย่างยากที่จะตัดสินใจ แต่แล้วตงก็หุนหันเดินออกไป

ตงหน้าตาโกรธแค้นเดินหน้าตึงเอาจริงออกมาถึงหน้าตัวบ้าน แต่ระหว่างนั้นเมื่อหยุดนิ่งหันกลับไป มองตัวบ้าน ความคิดบางอย่างของตงก็แวบเข้ามา เป็นความคิดของคนที่ยังไม่ยอมแพ้และจะไม่ยอมไป เสี่ยงตายอย่างไร้ประโยชน์ ระหว่างนั้นดุจแพรตามออกมา ส่วนหยกก็ช่วยจูงกิ่งเหมยออกมาด้วย
“ป๋า !!”
“แพร..ป๋าขอโทษ”
ตงรีบเดินกลับไปดึงลูกสาวมาสวมกอดเอาไว้ ดุจแพรดีใจจนร้องไห้
“อย่าโกรธป๋านะแพร ป๋าเอาแต่หุนหันจนลืมคิดถึงลูก”
“ไม่ค่ะป๋า..แพรไม่โกรธป๋าเลย ขอแค่ให้ป๋าคิดได้ ขอแค่ให้เราได้อยู่ด้วยกัน แค่นี้แพรก็ ดีใจแล้ว”
ตงกอดลูกสาวแล้วหันไปที่กิ่งเหมย
“กิ่งเหมย...”
“แม้เราจะไม่เคยมีความผูกพันกัน แต่ในตัวฉันมีเลือดของคุณอยู่ ฉันอยากให้คุณกลับ เนื้อกลับตัว แล้วหันมาดูแลพี่สาวฉัน” กิ่งเหมยบอกอย่างจริงใจ
“ขอบใจนะกิ่งเหมย..เพราะเธอช่วยเตือนสติฉัน”
ตงพูดไปแล้วก็เดินเข้าไปหากิ่งเหมยแล้วดึงกิ่งเหมยมากอดเอาไว้ กิ่งเหมยชะงักตกใจที่อยู่ๆตงก็มากอด
“ขอบใจมาก..ลูกสาวของป๋า”

กิ่งเหมยผงะอยู่ครู่แต่ก็ค่อยๆคลายความตกใจลงยอมกอดตงกลับในฐานะผู้ให้กำเนิด ดุจแพรพลอยยิ้มดีใจ

ตงกลับเข้ามาที่ห้องทำงาน นั่งคิดดูมีอะไรบางอย่างใน เก่งตามเข้ามา

“เสี่ยครับ ถึงเสี่ยจะตัดสินใจวางมือแล้ว แต่ขอให้ผมได้อยู่ทำงานรับใช้เสี่ยได้มั้ยครับ”
“ตอนนี้ฉันไม่เหลือใครอีก แล้วทำไมแกยังจงรักภัคดีกับฉันอีกวะไอ้เก่ง”
“ผมมันก็ไอ้นักเลงปลายแถว หัวซุกหัวซุนเกือบโดนยิงตายมาก็หลายครั้ง ที่รอดมาได้ ก็เพราะเสี่ยให้โอกาส แล้วยังมีอยู่มีกิน ได้ส่งเงินไปให้พ่อแม่ได้อยู่สุขสบายอีก บุญคุณ ของเสี่ย ยังไงชาตินี้ผมก็ใช้ไม่หมด”
ตงพยักหน้ารับแล้วเข้ามาจับบ่าเก่งมาบีบเบาๆ
“ขอบใจมากไอ้เก่ง..ที่ฉันเลี้ยงแกและไว้ใจแกให้มาเป็นมือขวาฉัน ก็เพราะหวังว่าวันนึง แกจะยอมสู้จนถวายหัว ยืนข้างฉันในวันที่เลือดเข้าตา”
“หมายความว่ายังไงครับเสี่ย..ก็เสี่ยบอกคุณหนูว่าจะวางมือ”
ตงยิ้มร้าย
“หึๆๆ..ฉันก็แค่โกหกให้ลูกสาวไม่ต้องมาห่วงฉันก็แค่นั้น เพราะคนอย่างไอ้หมา บ้าตง มีแต่ลุยกัดงับไม่เลือกหน้า ชาตินี้มันไม่ยอมให้ใครมาเรียกว่าหมาจนตรอกเว้ย”
เก่งยิ้มร้ายไปกับนายด้วย
“ได้เลยครับเสี่ย ขอแค่เสี่ยสั่งมา ผมก็พร้อมลุยกับเสี่ยด้วยชีวิต ผมเลย”
“ฉันเอาคืนมันแน่..แต่แค่ต้องรอ..รอจังหวะดีๆก่อน” ตงบอกอย่างมั่นใจ ในสิ่งที่ตัวเองคิด

หยกอยู่ที่ม้านั่งด้านนอกบนดาดฟ้า เอาปืนขึ้นมาวางบนโต๊ะหน้าครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา....
“..เจ้าสัว..คุณจะให้ผมใช้หนี้ชีวิตคุณยังไงก็บอกมา” หยกถามเจ้าสัวเล้ง
“เธอเป็นคนที่มีหัวใจเด็ดเดี่ยวมากนะหยก เพราะฉะนั้นฉันจะไม่ดูถูกเกียรติของเธอ ถ้ามี หนทางถอนตัวออกจากวงการนี้ได้ก็ควรจะรีบทำ”
หยกแปลกใจ
“ถอนตัว”
“ใช่..ที่ฉันเตือน เพราะสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นมันจะหนักหนาสาหัสและทำให้คนอย่าง เธอถอยหลังกลับไม่ได้อีก ฉันเชื่อว่าถ้าเราเจอกันอีกครั้ง..มันจะไม่เป็นแบบนี้”
“ไม่คุณตาย ผมก็ตาย”
หยกหยิบปืนขึ้นมาหน้าเคร่งเครียด นึกถึงคำพูดที่พูดไว้กับธงรบ....
“ในที่สุดมานพก็ทำสำเร็จ พวกมันกำลังจะเป็นพยัคฆ์ร้ายที่ใครก็แตะต้องไม่ได้”
ธงรบเจ็บใจ
“ถ้าไอ้เสี่ยตงมันยอมเชื่อเจ้าสัวเล้ง หายนะก็คงไม่ออกมาแบบนี้”
“ต่อไปเลือดคงต้องนองถนน อย่างที่เจ้าสัวเล้งบอกไว้จริงๆ”
ระหว่างนั้นหยกได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา สัญชาติญาณระวังภัยทำให้หยกหันปากกระบอกปืนไปทันที
“หยก !!”
“กิ่งเหมย”
หยกชะงักหน้าเสียเพราะหันปืนใส่กิ่งเหมยอย่างไม่ตั้งใจ โชคดีที่กิ่งเหมยมองไม่เห็นหยกเลยรีบลดปืนลง
“มาทำอะไรอยู่ข้างนอกเหรอหยก”
“ไม่มีอะไรหรอกกิ่งเหมย..รู้สึกว่ามีลมหนาวพัดเข้ามา นานๆจะได้สัมผัสสักทีเลยออกมา รับลมหนาวสักหน่อย”
“เธอนี่ ทำเป็นเด็กๆไปได้..เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก”
“นั่นสิ..ถ้าฉันเป็นหวัดขึ้นมา เธอคงไม่ยอมให้ฉันเข้าใกล้แน่ๆ ถ้าเป็นแบบนั้นฉันคงต้อง ลงแดงตายแน่ๆเลยกิ่งเหมย”
หยกพูดไปก็กระเซ้าเย้าแหยาด้วยการเข้าไปกอดทันที กิ่งเหมยตกใจรีบตี รีบทุบ
“ไอ้บ้าหยก..นิดนึงก็ไม่ได้เลยนะ ถึงเนื้อถึงตัวตลอด”
“ก็ไอ้หยกมันรักของมันนี่”
หยกยังไม่หยุดขโมยหอมแก้มอีกชุดใหญ่จนกิ่งเหมยต้องเหยียบเท้าซะ
“นี่แน๊ะ..พอได้แล้ว มัวแต่เล่นอยู่ได้ ฉันมีเรื่องไม่สบายใจอยากคุยกับเธอจริงๆจังๆนะ”
“อะไรเหรอกิ่งเหมย”
“ก็เรื่องพวกมาเฟียนั่นแหละ..คุณแพรเล่าให้ฉันฟังว่านายมานพเคยมีปัญหากับเธอ”
“ใช่..ฉันกับไอ้หมอนั่นเคยมีเรื่องกันมาก่อน”
กิ่งเหมยไม่สบายใจ
“งั้นก็แย่น่ะสิหยก ตอนนี้เขากำลังกลายเป็นเจ้าพ่อใหญ่ ถ้าเกิดเขาอยากแก้ แค้นเธอล่ะ”
“ไม่หรอกกิ่งเหมย ฉันถอนตัวออกมาแล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องเกี่ยวข้องกับพวกมันอีก”
“แต่ว่า...”
หยกจับมือกิ่งเหมยมาบีบเบาๆให้คลายกังวล
“เชื่อฉันสิกิ่งเหมย ถ้าเรายึดมั่นในความดี ความดีก็จะเป็นเกราะปกป้องคุ้มครองเรา”
กิ่งเหมยยังสีหน้าไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ หยกเลยโอบไหล่เธอมาอิงแอบอย่างอ่อนโยน
“ไม่ต้องห่วงกิ่งเหมย..ฉันไม่ปล่อยให้เธอเป็นม่ายขันหมากแน่”
กิ่งเหมย(ชะงักกระทุ้งศอกใส่ทันที
“ไอ้บ้าหยก !!”
สองคนนั่งอิงแอบแล้วยิ้มมีความสุข

เจ้าสัวเล้งนอนอยู่บนเตียง ฝันถึงอดีตที่ยังจำฝังใจ เจ้าสัวเพ้อออกมาเบาๆ
“พราวแสง...พราวแสง”
ภาพในความฝันของเขา เป็นภาพเหตุการณ์อดีตของเขากับพราวแสงขณะที่เธอครุ่นคิดตัดสินใจเรื่องสำคัญที่จะบอกเล้ง
“คิดอะไร...เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ”
พราวแสงนิ่งไปสีหน้ากังวลให้เห็น
“พราวแสง..ถ้าเธอกลัวเรื่องอนาคตของเรา ฉันสัญญาว่าจะไม่เป็นแบบนั้น ทันทีที่เรา ล่องไปถึงนครสวรรค์ ฉันจะไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนของเตี่ยฉัน อิทธิพลของ เขาจะช่วยปกป้องเรา และช่วยให้ฉันกอบกู้สมบัติของตระกูลกลับมาได้”
“ถ้านั่นจะทำให้คุณสบายใจขึ้น ฉันก็ดีใจด้วย...แต่ฉันอยากรู้ว่า การล้างแค้นจะจบลง รึเปล่า..เพราะถ้า....”
“ทำไมเหรอพราวแสง”

“เปล่า...ไม่มีอะไร”

หยกเลือดมังกร ตอนที่ 20 (ต่อ)
 

“เปล่า...ไม่มีอะไร”“เธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ตราบใดที่เธอเป็นหนึ่งในคนของตระกูลฉัน ฉันจะปกป้องเธอ ด้วยชีวิต

เล้งพูดไปก็ถอดสร้อยที่มีหยกรูปมังกรสีแดง สมบัติประจำตระกูลมาสวมให้พราวแสง
“หยกมังกรวารีสมบัติประจำตระกูลฉัน จะพิสูจน์ให้เห็นว่าชีวิตเธอมีค่าที่สุดสำหรับฉัน”
พราวแสงกำหยกมังกรวารีที่สวมคอแล้วมองเล้ง แต่ทันใดนั้นเสียงปืนดังลั่งไปทั่วคุ้งน้ำ...เปรี้ยง!!
เจ้าสัวสะดุ้งตัวตื่นเหงื่อแตกซึมเต็มหน้า หลังจากตั้งสติได้แล้วก็หันไปมองหยกเลือดมังกรครึ่งชิ้นที่ วางอยู่ตรงหัวเตียง เขาหยิบมามองอย่างเศร้าๆ

วันใหม่...เจ้าสัวเล้งเดินตามลูกน้องออกมาที่หน้าบ้านเตรียมตัวจะออกไปด้วยกัน แต่นนท์เข้ามาถามอย่างสงสัย
“เจ้าสัวจะไปไหนครับ”
“ฉันมีเรื่องของพราวแสงที่ยังคาใจอยู่ ถ้าสิ่งที่พราวแสงพูดกับฉันในตอนนั้นไม่ใช่สิ่งที่ ฉันคิดเอาเองฝ่ายเดียวล่ะนนท์”
“ที่เจ้าสัวเชื่อว่าคุณพราวแสง อยากให้เจ้าสัววางมือจากการแก้แค้นน่ะเหรอครับ”
“ไม่รู้สินนท์..ฉันอาจจะไม่เหลือใครอยู่กับฉันแล้ว ก็เลยเก็บเอาเรื่องของพราวแสงมาคิด ไปเรื่อยเปื่อย จนทำให้เมื่อคืนนี้ฉันนอนไม่หลับทั้งคืน”
“คนอย่างเจ้าสัวถ้าสงสัยอะไรแล้วก็ต้องรู้ที่มาที่ไปให้ได้ เอาเป็นว่าผมจะไปสืบมาให้ แล้วกันครับ”
“ไม่ต้องหรอกนนท์ แกยังมีหน้าที่ต้องคอยดูแลคนของเรา แล้วยังเรื่องของพวกไอ้ตงกับ มานพอีก ฉันอยากให้แกตามดูความเคลื่อนไหวแล้วคอยรายงานฉัน”
“ได้ครับเจ้าสัว”
เจ้าสัวงตบบ่านนท์แล้วเดินออกไป นนท์มองตามอย่างเป็นห่วง...

คมทวนกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ระหว่างนั้นอ่างรีบเข้ามาตาม
“พี่คมทวน..พี่คมทวน”
“มีอะไรวะไอ้อ่าง จะมาหาข้าวฟรีกินแต่เช้าเหรอไงวะ”
“แหม..พี่นี่รู้ทันฉันเรื่อย..เย้ย..ไม่ใช่ ฉันอุตส่าห์รีบมาบอกพี่เรื่องสำคัญของไอ้เจ้าสัวเล้ง”
คมทวนย้อนถามทันที
“เจ้าสัวเล้ง..ทำไมวะ”
“เมื่อกี้นี้ฉันเห็นมันมาป้วนเปี้ยนอยู่ในตรอก ได้ยินว่ามันกำลังถามหาชาวบ้านที่พอจะรู้ เรื่องของพราวแสงอยู่น่ะสิพี่”
คมทวนชะงักหน้าเสีย รีบทิ้งกระป๋องรดน้ำต้นไม้แล้วรีบออกไปทันที

บริเวณหนึ่งของตรอก สลึงแอบดูเจ้าสัวที่ยืนรออยู่กับลูกน้องอย่างจับตามอง ครู่หนึ่งลูกน้องอีกคนก็พาชาว บ้านคนหนึ่งเข้ามา
“นี่ครับเจ้าสัว..ชาวบ้านคนนี้พอจะรู้จักพราวแสงอยู่บ้างครับ”
เจ้าสัวยิ้มให้
“แกรู้จักพราวแสงแน่นะ”
“ถ้าใช่พราวแสงเมียไอ้คมทวนล่ะก็รู้จักแน่ เพราะตอนมันตายฉันยังไปงานศพมันอยู่เลย”
“งั้นถ้าฉันถามอะไรเกี่ยวกับพราวแสงแล้ว แกก็น่าจะตอบฉันได้”
“ก็อยู่ที่ว่าเจ้าสัวอย่างคุณจะถามอะไร แล้วก็อยู่ที่ว่า เงินจะถึงรึเปล่า”
เจ้าสัวควักแบงค์พันออกมาหลายใบแล้วยัดใส่มือชาวบ้าน สลึงเห็นแล้วก็ชะงักหน้าเสีย
“พี่..พี่คมทวนทำไมยัง..ยังไม่มาอีกวะ”
สลึงได้แต่ยืนมองหน้าเครียดๆ ระหว่างนั้นเจ้าสัวก็ถามชาวบ้าน
“แกรู้จักพราวแสงกับคมทวนตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ก็ตั้งแต่ที่ไอ้คมทวนพาพราวแสงมาอยู่ที่ตรอกศาลเจ้าวันแรกเลย เพราะฉันนี่แหละที่ เป็นคนให้สองคนนั้นเช่าบ้านอยู่ ตอนนั้นพราวแสงกำลังท้องโตใกล้คลอดเต็มที”
“พราวแสงท้องแก่ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่แล้วเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ..เจ้าสัวสงสัยอะไรเหรอ”
เจ้าสัวยังไม่ทันจะถามต่อระหว่างนั้นคมทวนเข้ามาพอดี
“ไอ้เล้ง !!”
เจ้าสัวชะงักหันไปเห็นคมทวนเข้ามายืนจังก้าเอาเรื่อง พร้อมกับอ่างและสลึงที่ยืนประกบพร้อมมีเรื่อง
“นี่แกยังไม่เลิกยุ่งกับเรื่องของฉันกับพราวแสงอีกเหรอวะ..ไสหัวไปให้พ้นเลย” คมทวนโวยวาย
“เออ..เออ..ไป..ไปเลย..อย่ามาเกะกะ..อยู่..อยู่แถวนี้ ไม่งั้น..เจ็บ..เจ็บตัว” สลึงเสียงดังใส่
ชาวบ้านเห็นคมทวนไม่พอใจและจะมีเรื่องกับเจ้าสัวเลยรีบชิ่งออกไปไม่รู้เรื่องก่อนเลย เจ้าสัวมองตามชาวบ้านอย่าง หงุดหงิดที่ไม่ได้ถามเรื่องของพราวแสงต่อ
“พราวแสงเคยช่วยชีวิตฉันและเธอก็รักฉัน เพราะฉะนั้นฉันมีสิทธิ์รู้เรื่องของเธอ”
“ถ้าพราวแสงรักแก..เธอก็ต้องกลับไปหาแกสิวะ แต่ที่เธอไม่เคยคิดกลับไปเพราะเธอ เกลียดแก”
“ไม่จริง..ฉันว่าพราวแสงมีเหตุผลอื่นที่จำเป็นบังคับเธออยู่มากกว่า”
“มันไม่มีเหตุผลอะไรหรอกเว้ยไอ้เล้ง นอกจากเรื่องเดียวก็คือ..ใครที่อยู่ใกล้ๆแกชีวิตมัน จะสั้น ไม่ตายโหงก็ต้องตายห่าเพราะวงการมาเฟียของแก”
เจ้าสัวมองคมทวนอย่างเจ็บใจ ลูกน้องไม่พอใจจะเข้าไปเอาเรื่อง อ่างพร้อมสู้
“มาเลยเว้ย..พวกข้าสามคนน่ะนักมวยเก่า ถึงจะแก่แต่ก็ยังเก๋าอยู่นะเว้ย”
เจ้าสัวยกมือห้ามลูกน้อง
“ไม่ต้อง !!”
“ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า มัน...มันกลัวเราว่ะ..ไอ้..ไอ้อ่าง” สลึงหัวเราะชอบใจ
“ถ้าแกยืนยันว่าพราวแสงไม่อยากกลับไปหาฉันเพราะกลัวฉันจริงๆล่ะก็..งั้นฉันอยากจะ ขอหยกเลือดมังกรของฉันคืน”
คมทวนชะงักนิ่งครุ่นคิด
“หยกชิ้นนั้นคือสมบัติของตระกูลฉัน มันมีไว้เพื่อให้เป็นสมบัติของทายามังกรวารีเท่านั้น ในเมื่อพราวแสงก็จากไปแล้ว มันก็คงไม่มีประโยชน์ที่แกจะเก็บมันไว้อีก คืนมันมาให้ ฉันเถอะ”
เจ้าสัวแบมือขอหยกคืน คมทวนนิ่งคิดแล้วถามกลับ
“ถ้าแกได้หยกคืนไปแล้ว แกจะรับปากฉันรึเปล่าว่าแกจะไม่มาเหยียบที่นี่อีก และจะลบ เรื่องของพราวแสงไปจากชีวิตแก”
“ถ้าพราวแสงต้องการแบบนั้น..ฉันก็ทำให้ได้”
คมทวนเห็นเจ้าสัวยืนยัน จึงตัดสินใจล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเอาหยกเลือดมังกรครึ่งชิ้นของพราวแสงออกมาวางลงมือเจ้าสัว ทันทีที่ได้หยกคืนเจ้าสัวก็กำแน่น
“ในเมื่อแกรับปากแล้ว..ก็รีบไปซะ”
เจ้าสัวกำหยกแล้วมองหน้าคมทวนก่อนจะเดินออกไปพร้อมลูกน้อง คมทวนมองตามแล้วถอนหายใจคิดว่าต่อไปนี้ ความลับของหยกคงจะปิดฉากได้เสียที

เสียงปืนดังสนั่นจากในภัตตาคารอาหารจีน ด้วยฝีมือของชาญและลูกน้องพยัคฆ์เมฆาที่ยิงกราดข่มขวัญ จนลูกค้าใน ภัตตาคารร้องดังลั่น ตงกับเก่งรีบเข้ามาสวนกับลูกค้าที่พยายามวิ่งหนีลูกปืน
“นี่พวกแกมาทำบ้าอะไรที่นี่วะ”ตงโวยวาย
“คุณมานพมีเรื่องต้องคุยกับเสี่ย”
“เรียกมาคุยกันดีๆก็ได้เว้ย ทำแบบนี้ธุรกิจฉันก็ป่นปี้หมดสิวะ”
“ธุรกิจของเสี่ย...ลืมไปแล้วเหรอครับ..ว่าไม่มีอะไรที่เป็นของเสี่ยอีกแล้ว ตอนนี้เสี่ยก็เป็นได้แค่ลูกจ้างคนหนึ่งของคุณมานพเท่านั้น”
เก่งกัดฟันเจ็บใจอยากจะลุยเอาเรื่องแต่ตงยกมือกันไว้
“อดทนไว้ก่อน..ยังไม่ใช่ตอนนี้”
เก่งพยายามอดทน
“ครับเสี่ย”
ตงหันไปเผชิญหน้ากับชาญ
“ฉันพร้อมคุยกับเจ้านายของแกแล้ว”
“อะไรนะครับเสี่ย..พูดอีกทีให้ผมได้ยินชัดๆ”
ตงกัดฟัน
“ฉันพร้อมคุยกับเจ้านายของฉันแล้ว !!”
ชาญหัวเราะชอบใจ
“นั่นแหละถูกต้องแล้วครับเสี่ยตง”

ชาญเดินนำตงเข้าไปข้างใน เก่งจะตามแต่โดนลูกน้องคนอื่นๆยกมือกันไม่ให้ตามไป

ในห้องส่วนตัว...ตงตามชาญเข้ามาเห็นมานพกำลังลงมือซ้อมใครบางคนอยู่โดยมีลูกน้องมานพจับตัว เอาไว้ให้ซ้อม ตงยังไม่มองไม่เห็นเพราะมานพยืนบัง
 

“เสี่ยตงมาแล้วครับนาย”
“รอเดี๋ยว..ฉันยังไม่หนำใจ”
มานพกระแทกหมัดเข้าใส่อีกหมัดจังๆก่อนจะถอยออกมาให้ตงเห็นว่าคนที่ซ้อมอยู่ก็คืออู๊ดดี้
“อู๊ดดี้ !!” ตงตกใจ
อู๊ดดี้หน้าตายับสภาพดูไม่จืดเลย
“คุณ..คุณอา...ช่วย..ช่วยผมด้วย”
“ไอ้มานพ...นี่แกซ้อมอู๊ดดี้ทำไมวะ” ตงโวยวาย
“หึๆๆ..ข้อหาน่าหมั่นไส้”
“หมั่นไส้..แกไปหมั่นไส้อะไรมัน รู้มั้ยว่าพ่อมันเป็นใคร”
“รู้สิ..ทำไมจะไม่รู้จัก แต่ไม่เห็นจะต้องกลัวเลย เพราะถ้าพ่อมันยังอยากเกาะเก้าอี้เอาไว้ ไม่ให้ใครมาแย่งไป ยังไงก็ต้องพึ่งพวกเราให้คอยเป็นมือเป็นเท้าจัดกาเรื่องสกปรกๆให้ อยู่แล้ว มันถึงได้ยอมให้ลูกชายมันมาดองกับมาเฟียไง”
ตงกัดฟันเจ็บใจ
“มานพ...แกมันผยองมากเกินไป สักวันแกจะไม่ได้ตายดี”
“ฉันน่ะเหรอจะไม่ได้ตายดี..ฮ่าๆ เงินกับอำนาจยิ่งมีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งซื้อทุกอย่างให้มา อยู่ในมือได้มากเป็นเงาตามตัว ไอ้พวกที่ไม่เหลืออะไรเลยต่างหากคือพวกไม่ได้ตายดี”
“งั้นถ้าแกสะใจแล้วก็ปล่อยอู๊ดดี้ไป”
“ฉันปล่อยมันไปแน่ แต่ต้องหลังจากที่มันยอมบอกว่า..มันจะยกเลิกการแต่งงานกับดุจแพร แล้วไม่เข้าใกล้ผู้หญิงของฉันอีกเด็ดขาด”
“ผู้หญิงของแก ?”
มานพยิ้มร้ายให้ตงแล้วหันไปซัดอู๊ดดี้อีกหลายหมัดอย่างเมามัน และโหดเหี้ยมจนตงถึงกับอึ้ง

ดุจแพรคุยกิ่งเหมยอยู่ที่บริเวณดาดฟ้า
“เตรียมตัวจะเดินทางแล้วเหรอคะคุณแพร”
“ใช่จ้ะกิ่งเหมย..วันนี้ฉันเพิ่งไปติดต่อเรื่องวีซ่าแล้วก็จัดการเรื่องตั๋วเครื่องบิน คิดว่าไปเร็ว ที่สุดได้เท่าไหร่ก็จะไปทันที”
“น่าใจหายจังเลยนะคะ..อยู่ๆก็จะไม่ได้เจอกันแล้ว”
“นั่นสิ..ฉันก็เลยอยากมาชวนเธอกับหยกให้ไปอยู่ด้วยกันที่โน่น”
กิ่งเหมยส่ายหน้า
“เมืองนอกน่ะเหรอคะ..ไม่หรอกค่ะคุณแพร”
“ทำไมล่ะกิ่งเหมย..ที่โน่นปลอดภัยกว่าที่นี่เยอะ เธอกับหยกจะได้มีความสุขอยู่ด้วยกัน ฉันช่วยพาเธอสองคนไปได้จริงๆนะ”
หยกเดินเข้ามา
“ขอบคุณครับคุณแพร..แต่ผมกับกิ่งเหมยทิ้งที่นี่ไปไม่ได้หรอก”
“หยก”
หยกเข้ามาโอบไหล่กิ่งเหมยแสดงความรักและเป็นห่วง
“ใช่ค่ะคุณแพร..ที่นี่เป็นบ้านที่เราโตมาด้วยกัน ความทรงจำทุกอย่างของฉันกับหยกอยู่ ที่นี่ เพราะฉะนั้นเราจะไม่ทิ้งความทรงจำของเราไปไหนเด็ดขาดค่ะ”
“แต่ว่า…”
“ไม่ต้องเป็นห่วงพวกเราหรอกครับ..เราฝ่าฟันเรื่องร้ายๆมาด้วยกันเยอะแยะแล้ว คงไม่มี อะไรที่มาทำให้ผมกับกิ่งเหมยต้องพรากจากกันได้อีกแล้วล่ะครับ”
หยกพูดไปก็มองกิ่งเหมยแล้วโอบไหล่บีบแน่น ดุจแพรเห็นความรักของทั้งคู่แล้วก็อดดีใจปลื้มไปด้วยจนน้ำตาซึม

นพซัดอู๊ดดี้เข้าไปอย่างหนักก่อนจะจิกหัวอู๊ดดี้ขึ้นมา
“อา..อาช่วย..ช่วย..ผมด้วย”
มานพหัวเราะสะใจ
“ไอ้เสี่ยตงมันช่วยแกไม่ได้หรอกเว้ย เพราะมันกลายเป็นลูกน้องฉันไปแล้ว เหลือก็แต่ แกเท่านั้นที่จะช่วยตัวเองได้ ว่าไง...จะเลิกยุ่งกับผู้หญิงของฉันได้รึยัง”
อู๊ดดี้พยักหน้าหงึกๆ
“ฉัน..ฉันจะไม่..ไม่ยุ่งกับ...ดุจ..ดุจแพรอีกแล้ว”
“ว่าไงนะ..พูดให้ได้ยินชัดๆ”
ตงขัด...
“พอได้แล้วมานพ !! ถ้าแกอยากได้ตัวลูกสาวฉัน แกต้องมาคุยกับฉันไม่ใช่ไปทำร้ายคน ที่มันไม่รู้เรื่องอะไรด้วย”
“คุยกับแก..ใช่..ฉันรอคำนี้อยู่เลยเสี่ยตง..ฮ่าๆๆๆ”
มานพหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องลากตัวอู๊ดดี้ออกไปแต่ก่อนจะถูกพาออกไป ตงเข้าไปดูสภาพอู๊ดดี้
“อาขอโทษด้วยนะอู๊ดดี้ รีบไปจากเมืองไทยซะแล้วไม่ต้องกลับมาอีก”
อู๊ดดี้ปรือตาขึ้นมามองแล้วคอพับหมดสติอย่างน่าเวทนา มานพเข้ามาบีบไหล่ตง
“ทีนี้ก็ถึงเวลาที่เราต้องมาคุยกันซะที...คุณพ่อตา ฮ่าๆ”

เจ้าสัวเล้งเอาหยกเลือดมังกรที่ได้มาจากคมทวน มาประกบกับหยกอีกครึ่งชิ้นของตนเอง นิ่งมองอย่างเสียใจ
“เจ้าสัวครับ” นนท์เดินเข้ามา
“ว่าไง..ได้เรื่องมาแล้วเหรอ”
“ครับ..ตอนนี้คนของไอ้ตงยอมเข้าพวกกับมานพหมดแล้ว และยังได้ข่าวมาว่าพวกกลุ่ม เล็กกลุ่มน้อยที่ไม่เคยคิดเข้าร่วมกับใครก็พา กันตบเท้าเข้าไปเป็นพวกมันมากขึ้นเรื่อยๆ”
“ฉันไม่คิดเลยว่าในช่วงชีวิตของฉัน ฉันจะพลาดทำเรื่องที่ไม่สมควรให้อภัยตัวเองได้เป็น ครั้งที่สอง...ครั้งแรกคือการปล่อยให้พราวแสงไปจากชีวิตฉัน..และอีกครั้งคือการทำให้มานพกลายเป็นพยัคฆ์ร้ายที่น่ากลัวที่สุด”
เจ้าสัวถอนใจยาวกับความผิดพลาดที่ทำให้หนักใจ
“เจ้าสัวอย่าเพิ่งหมดกำลังใจนะครับ ถึงจะพลาดไปแล้ว แต่เจ้าสัวก็ไม่เคยก้มหัวให้กับ คำว่าแพ้”
เจ้าสัวหันมามองนนท์ด้วยสีหน้าครุ่นคิด ระหว่างนั้นลูกน้องรีบเข้ามาอย่างรีบร้อน
“เจ้าสัวครับ...เกิดเรื่องแล้วครับ พวกพยัคฆ์เมฆามันบุกไปเล่นงานคนของเราที่ท่าเรือ”
เจ้าสัวกับนนท์พากันอึ้งไปทันที

เจ้าสัวเล้งกับนนท์พร้อมลูกน้องมาที่บริเวณโกดังท่าเรือ เขารีบรุดเข้ามาพบคนของตัวเองที่เป็นพวกคนงานนอน บาดเจ็บล้มตาย เพราะผลจากการเพิ่งถูกถล่มไปไม่นาน หลายคนหัวร้างข้างแตก นอนร้องโอดโอย
เส้าสัวเข้าเข้าช่วยประครองลูกน้องคนหนึ่งที่เลือดท่วมตัว สภาพน่าเป็นห่วง
“อดทนเอาไว้นะ..อย่าเพิ่งเป็นอะไร”
“เจ้า...เจ้าสัวครับ..ผม..ผมขอโทษ..ผม..ผมจะกลับไปสู้กับพวกมัน..เพื่อ..เพื่อเจ้าสัว”
“ลื้อสู้เพื่ออั้วมาพอแล้ว..ต่อไปนี้..อั้วต้องสู้เพื่อพวกลื้อต่างหาก”
เจ้าสัวบีบมือลูกน้องแน่นแล้วชวยประคองขึ้นมายืนอยู่ท่ามกลางเสียงร้องและคราบเลือดของลูกน้อง
“พาคนเจ็บทุกคนไปโรงพยาบาล รักษาชีวิตทุกคนเอาไว้ให้ได้ อย่าให้มีใคร ตายเพิ่มอีกเด็ดขาด”
นนท์เข้ามาช่วยเจ้าสัวประคองพรรคพวกที่บาดเจ็บ เจ้าสัวกัดฟันจนขึ้นสัน หมัดกำแน่น
“ไอ้โหงว..อย่าคิดว่าแกจะลอยนวลไปได้...นนท์..แกดูแลทางนี้แทนฉัน ส่วนพวกแก....ไปกับฉัน”
เจ้าสัวหันไปสั่งลูกน้องกลุ่มหนึ่ง ทุกคนพยักหน้ารับแล้วพากันเดินตามเจ้าสัวออกไป

โหงวยืนแอคท่ากวนอยู่ข้างๆรถที่จอดรอเจ้าสัวเล้งอยู่ เพราะรู้ว่ายั่วโมโหแล้วเจ้าสัวต้องมา ครู่หนึ่งเจ้าสัวพร้อมลูกน้องเดิน หน้าเอาเรื่องมาตามทางที่ทอดยาวก่อนจะหยุดจ้องเขม็งไปที่โหงว ทั้งคู่ยืนห่างกันได้พอสมควร
“อั้วว่าแล้วว่าลื้อต้องมา ต่อให้ลื้ออายุมากขึ้นเท่าไหร่ แต่สันดานลื้อก็ไม่เคยเปลี่ยน แค่จี้ ให้ถูกจุดก็ยั่วให้ลื้อโมโหได้แล้ว..ฮ่าๆ”
“ไอ้โหงว..จิ้งจอกอย่างแกมันต้องเจอกับฉัน”
เจ้าสัวเล้งกำหมัดแน่นแล้วจะเดินเข้าหา แต่ต้องชะงักเพราะเจอลูกน้องของพยัคฆ์เมฆาก้าวออกมาจากสองข้างทาง ยืนเรียงแถว 7-8 คน ตลอดแนวทางยาวที่มุ่งไปถึงตัวโหงว

“ใจเย็นๆหน่อยสิวะไอ้เล้ง..อั้วอายุมากกว่าลื้อ แถมยังขาเป๋อีก ถ้าอั้วตัวๆกับลื้อ อั้วก็ เสร็จลื้อสิวะ..ฮ่าๆ..!”

“อย่าคิดว่าไอ้พวกนี้จะขวางทางอั้วได้..มันก็แค่ก้อนกรวดที่ขวางทางอั้วเท่านั้น”

เจ้าสัวเดินดุ่ยลุยหน้า เข้าเผชิญหน้ากับลูกน้องโหงวที่เข้ามาประมือกับเขาทีละคน โดยมีลูกน้องร่วมลุยด้วย เจ้าสัวสู้อย่างหนักหน่วงโชว์เชิงมวยเหนือชั้น ส่วนลูกน้องก็ลุยเอาเรื่องเหมือนกัน แต่ฝีมือไม่ถึงโดนพวกโหงวเล่นงานจนหมอบไปหลายคน เหลือเจ้าสัวที่ยืนหยัดสู้อย่างถึงที่สุด โหงวยืนมองการต่อสู้ของเจ้าสัวที่บุกบั่นเข้ามาใกล้ตัวเองทุกทีๆ

ตงรีบกลับเข้ามาในบ้านเรียกหาลูกสาวเสียงดังลั่น
“ยัยแพร..ยัยแพร”
ป้าจั่นเข้ามา
“มีอะไรเหรอคะเสี่ย”
“รีบไปเก็บของเดี๋ยวนี้เลยป้าจั่น ยัยแพรจะต้องไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้เลย”
ป้าจั่นแปลกใจ
“อ้าว..ทำไมล่ะคะเสี่ย ก็ไหนว่ายังต้องเคลียร์เรื่องธุรกิจให้เรียบร้อยก่อนไงคะ”
“ฉันไม่มีเวลาแล้ว มันต้องการตัวลูกสาวฉัน ฉันจะไม่ยอมให้มันแตะต้องยัยแพรเด็ดขาด”
“เอ่อ..แต่ว่า...”
“โธ่เว้ย..ไม่ต้องมาอ้ำๆอึ้งๆ รีบไปพายัยแพรลงมา”
“คุณหนูไม่ได้อยู่ที่นี่ค่ะเสี่ย”
ตงตกใจ
“ไม่อยู่ที่นี่..แล้วอยู่ไหน”

ในศาลเจ้า...กิ่งเหมยกับดุจแพรไหว้เทพเจ้าอยู่ด้วยกัน ส่วนหยกยืนรออยู่ข้างหน้า
“ฉันไหว้ขอพรให้เทพเจ้าคุ้มครองคุณแพร” กิ่งเหมยบอก
“ฉันก็ขอให้เทพเจ้าปกป้องคุ้มครองเธอกับหยกเหมือนกันนะ”
กิ่งเหมยยิ้ม
“งั้นเราสองคนก็ขอพรเหมือนกันน่ะสิคะ”
“ใช่จ้ะ..แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะฉันยังมีพรอีกสองข้อที่ขอกับเทพเจ้า”
“พรอะไรอีกคะ”
ดุจแพรยิ้ม
“ฉันขอให้มีคนบริจาคดวงตาให้เธอเร็วๆ และขอให้ได้มีโอกาสกลับมาอุ้มหลานเร็วๆ”
“อุ้มหลาน...” กิ่งเหมยชะงักเขิน “คุณแพร !!”
“ไม่ต้องเขินฉันหรอกน่ากิ่งเหมย ฉันรู้ว่าทันทีที่หยกแต่งงานกับเธอปุ๊บ เขาต้องรีบมีลูก กับเธอทันทีแน่ๆ เธอน่ะเตรียมรับศึกหนักจากนายหยกได้เลย หมอนั่นคงไม่อยากมีคนเดียวแน่”
“คุณแพรเนี่ย..ไม่เอาแล้ว..พูดอะไรก็ไม่รู้”
กิ่งเหมยอายจนต้องเบือนหน้าหลบ ดุจแพรยิ้มขำได้ครู่ หยกก็รีบร้อนเข้ามา
“คุณแพร..คุณต้องรีบกลับบ้านไปเดี๋ยวนี้”
“ทำไมเหรอหยก”
“เสี่ยโทรมาสั่งให้ผมพาคุณกลับไปด่วน”
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอหยก” กิ่งเหมยสงสัย
“ฉันถามแล้ว แต่เสี่ยไม่ยอมบอกเลย ยังไงผมว่าเชื่อคุณพ่อคุณไว้ก็ดี เขาคงรู้ว่าต้องเกิด เรื่องไม่ดีกับคุณแน่”
หยกคว้าข้อมือดุจแพรขึ้นมาแล้วจะรีบพาออกไป
“กิ่งเหมย...กิ่งเหมย..”ดุจแพรยังไม่อยากจากกิ่งเหมยไป
“ไปเถอะค่ะคุณแพร..หยกจะช่วยปกป้องคุณ..ฝากพี่สาวฉันด้วยนะหยก”
หยกรีบจูงมือพาดุจแพรออกไปจากศาลเจ้า กิ่งเหมยเอียงหูฟังเสียงทั้งคู่ออกไปด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

เจ้าสัวเล้งลุยกับพวกมันมาตามทางยาวจนเห็นว่าพวกมันนอนบาดเจ็บ ร้องโอดโอยจนเหลืออีกแค่ 2 คนก็ถึงตัวโหงวจนทำให้โหงวเริ่มใจคอไม่ดี ส่วนลูกน้องเจ้าสัวก็ร่วงไปหมด เจ้าสัวโชว์ฝีมือจัดการไปได้อีกคนแต่พอจะจัดการอีกคนเจ้าสัวก็พลาดท่าเสียทีถูกมันเล่นสกปรกเอามีดพกออกมาแทงโดนแขนจนเสียจังหวะ มันเลยพลิกกลับมาเล่นงานเจ้าสัวไม่ยั้งมือ จนเจ้าสัวเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดน ลากตัวมาให้โหงว
“ฮ่าๆๆ...อั้วนึกว่าลื้อจะอึดกว่านี้ซะอีกนะไอ้เล้ง สงสัยสังขารลื้อจะไม่ได้แล้วว่ะ”
“ไอ้โหงว !! สารเลวอย่างแกไม่มีวันได้ยิ่งใหญ่หรอก เมื่อไหร่ที่มานพเห็นว่าแกหมดประ โยชน์ มันจะฆ่าแกทิ้ง”
“ลื้อคิดว่าอั้วไม่รู้จักสันดานสายเลือดของอั้วเหรอวะไอ้เล้ง ถึงอั้วจะไม่ได้เลี้ยงมันมา แต่อั้วก็ดูมันออก ลองถ้ามันทรยศกับพ่อที่เลี้ยงมันมาได้แล้วทำไมกับพ่อขี้คุกอย่างอั้ว มันจะทรยศไม่ได้”
“ลื้อรู้ แต่ลื้อยังช่วยสร้างมันให้เป็นพยัคฆ์ร้าย”
“เพราะอั้วฉลาดไงไอ้เล้ง..ลำพังไอ้เป๋พิการอย่างอั้ว จะเอาอะไรไปต่อกรกับมังกรอย่าง ลื้อ ถ้าไม่หลอกใช้ให้มานพเป็นคนจัดการ”
“ไอ้จิ้งจอก”
“หึๆๆ…ใช่..อั้วมันเป็นไอ้จิ้งจอก และจะเป็นจิ้งจอกตัวสุดท้ายที่ยืนอยู่บนซากศพพวกโง่ๆ อย่างลื้อ”
โหงวชักปืนออกมาแล้วจ่อไปที่เจ้าสัว นิ้วแตะไกพร้อมจะสังหารเจ้าสัว สายตาของทั้งคู่จ้องเขม็ง วาระสุดท้ายของเจ้าสัวกำลังมาถึงแล้ว
“อั้วรอเวลานี้มานานพอแล้วไอ้เล้ง”
โหงวกำลังจะยิงเจ้าสัว แต่นนท์พาลูกน้องทั้งหมดที่เหลืออยู่เข้ามาช่วย พวกมันระดมยิงใส่ไม่หยุด โหงวรีบวิ่งหนีกลับไปที่ รถพร้อมกับลูกน้องอีกคนแล้วบึ่งออกไปทันที ทิ้งลูกน้องคนอื่นๆให้ถูกนนท์ยิงตายเป็นใบไม้ร่วง นนท์รีบประคองเจ้าสัว
“เป็นยังไงบ้างครับเจ้าสัว”
“ขอบใจนนท์”
เจ้าสัวตบบ่านนท์แล้วมองไปตามทางที่โหงวหนีไปอย่างเจ็บใจ

หยกขับรถของดุจแพรกำลังมุ่งหน้าพาเธอไปส่งบ้าน ดุจแพรนั่งข้างหยกแต่ตลอดทางเธอเอาแต่มองเขาจนเขาสงสัย
“มีอะไรเหรอครับคุณแพร..ผมรู้สึกว่าคุณมองผมมาตลอดทางเลย”
ดุจแพรชะงัก
“เอ่อ..เปล่าซะหน่อย..ฉันมองข้างทางน่ะ”
“ข้างทางน่ะ คุณมองฝั่งโน้นก็ได้นะครับ”
ดุจแพรจ๋อย
“ฉันขอโทษนะหยก..ฉันแอบมองเธอจริงๆ แต่ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดนะ ฉันกับเธอ เราจบกันไปแล้ว”
“งั้นคุณมองทำไม”
“ที่จริงฉันไม่อยากไปเลยนะหยก ฉันไม่อยากจากเธอกับกิ่งเหมยเลย ชาตินี้ฉันจะได้เจอ คนดีๆอย่างเธออย่างกิ่งเหมยอีกรึเปล่าก็ไม่รู้”
หยกฟังดุจแพรที่พูดด้วยเสียงเศร้าๆแล้วก็อดสงสารไม่ได้ เลยละสายตาจากถนนหันไปมอง ไม่รู้ว่ามีตะปูเรือใบโรยอยู่กลางถนนแต็มไปหมด หยกละมือจากพวงมาลัยมาบีบมือดุจแพรเบาๆเป็นการให้กำลังใจ
“เราก็แค่อยู่ห่างกันแค่นั้นเองนะครับ..ไม่ได้จากกันไปอยู่คนละโลกกันสักหน่อย”
ดุจแพรพอยิ้มขึ้นได้
“นั่นสินะ”
ตูม !!

เสียงยางล้อรถระเบิดแตกดังขึ้นทันที รถส่ายไปมาเพราะยางแตกกะทันหันหยกเลยต้องรีบประครองพวง มาลัยรถเอาไว้แล้วรีบชิดข้างทาง

หยกรีบลงมาดูที่ล้อรถ ดุจแพรสงสัยลงมาถาม

“อยู่ๆยางแตกได้ยังไงน่ะหยก”
หยกลุกขึ้นมาแล้วเดินมาที่ดุจแพรด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“มีคนวางตะปูเรือใบ”
ดุจแพรสงสัย ไม่ทันไรเสียงจอดรถเอี๊ยดก็ดังขึ้น...รถตู้ของพวกลูกน้องพยัคฆ์จอดห่างไม่ไกล พวกมันลง จากรถพร้อมกับปืนที่ยิงใส่หยกกับดุจแพรทันที..เปรี้ยงๆๆๆ
หยกรีบกระโจนหลบแล้วพาดุจแพรไปหลบข้างรถพร้อมชักปืนยิงต่อสู้กลับไปไม่ยั้ง
“รีบหนีไปครับคุณแพร”
“แล้วเธอล่ะหยก”
“ไม่ต้องห่วงผม..คุณรีบหนีไปก่อน..เร็วครับ”
หยกยิงใส่พวกมันถ่วงเวลาให้ดุจแพรรีบวิ่งหนีออกไปแล้วค่อยตามดุจแพรไปทีหลัง แต่พวกมันก็ยังไล่ตาม

หยกหลอกล่อพวกลูกน้องพยัคฆ์เมฆาส่วนหนึ่งให้ไล่ตามตัวเองมาแล้วเปิดฉากซุ่มยิงใส่จนพวกมัน ตายไปคนสองคน แต่พอพวกมันตามมาอีก 2 กระสุนหยกก็หมด เลยต้องเปลี่ยนมาเป็นสู้กับพวกมันด้วยเชิงมวย ซุ่มโจมตี
ดุจแพรหนีมาหลบอย่างตื่นกลัว พอตั้งสติได้ก็รีบเอาโทรศัพท์ออกมาจะกดโทรออกแต่กลับถูกลูกน้อง พยัคฆ์เมฆาโผล่มาแย่งมือถือไปจากมือแล้วโยนทิ้ง ดุจแพรตกใจผงะถอยแล้วหันไปคว้าท่อนไม้ข้างตัว
“อย่านะ..อย่าเข้ามา”
ลูกน้องพยัคฆ์เมฆายิ้มร้ายไม่กลัวเดินเข้าใส่ แม้จะถูกดุจแพรใช้ท่อนไม้เล่นงานแต่มันก็ไม่สะทกสะท้าน คว้าหมับแย่งมาได้แล้วตบหน้าดุจแพรทันที..เพี๊ยะ !!
ดุจแพรหน้าหันจะถอยหนี มันยิ้มร้ายจะตามไปลากตัวแต่ก็เจอหยกตามเข้ามากระชากคอเสื้อเหวี่ยงออกมาแล้ว เจอหยกประเคนหมัดเข่าศอกจัดให้ชุดใหญ่จนโงนเงน หยกคว้าคอเสื้อมันขึ้นมาจะจัดการแต่เสียงดุจแพรห้ามดัง
“พอได้แล้วหยก !!”
หยกชะงักหันไปแล้วอึ้ง เพราะดุจแพรถูกพวกมันอีกคนที่เข้ามาใช้ปืนจ่อดุจแพรเอาไว้
“คุณแพร !!”
ลูกน้องตวาด
“อย่านะเว้ย..พวกข้าแค่ต้องพานังนี่ไป..เอ็งไม่เกี่ยวอะไรด้วยก็ถอยไป”
“ฉันไม่ยอมให้แกพาตัวคุณแพรไปเด็ดขาด”
แต่หยกพูดไม่ทันขาดคำลูกน้องพยัคฆ์เมฆาที่เพิ่งถูกหยกเล่นงานก็ลุกขึ้นมาใช้ไม้ฟาดเข้าที่หลังจนหยกเซ จากนั้นมันก็เล่นงานทั้งเตะทั้งต่อยและตีด้วยไม้
“อย่านะ..อย่าทำเขา..ปล่อยเขาไป ฉันยอมไปกับพวกแกแล้ว !!”
“คุณแพร !!”
หยกจะฮึดลุกขึ้นแต่ก็ถูกมันเอาท่อนไม้มารั้งคอไม่ให้ขยับ
“แกพาตัวนังนั่นไปให้เจ้านาย..ส่วนไอ้นี่ข้าจะจัดการมันเอง”
ลูกน้องคุมตัวดุจแพรออกไปท่ามกลางเสียร้องของดุจแพร
“อย่านะ..อย่าทำอะไรเขา..ปล่อยเขาไป..อย่า..อย่า”
“คุณแพร !!”
หยกไม่สามารถตามไปช่วยดุจแพรได้ เพราะถูกมันเอาไม้งัดคอไว้จนหน้าดำหน้าแดง

ดุจแพรถูกลากตัวมาที่รถตู้ เธอพยายามร้องขอความช่วยเหลือและดิ้นสู้
“ช่วยด้วย..ปล่อยฉันนะ...ช่วยด้วย”
ดุจแพรดิ้นจนมันรำคาญเลยจัดการชกท้องเธอทีเดียว ดุจแพรจุกตัวงอก่อนจะหมดสติฮวบ จากนั้นมันก็พาเธอ ขึ้นรถตู้ขับออกไป

หยกหน้าดำหน้าแดง เพราะโดนมันเอาท่อนไม้งัดคอจนเกือบจะเสร็จมันอยู่รอมร่อ แต่หยกก็ฮึดแรงเฮือก กระแทกศอกเข้าไปจนมันเสียจังหวะแล้วแก้เกมส์ หันมาเป็นฝ่ายรุกเล่นงานมันหนักๆจนมันสลบเหมือด แต่นั่นก็ ทำช้าเกินไปเพราะหยกช่วยดุจแพรจากพวกมันไว้ไม่ได้

นนท์เข้ามารายงานเจ้าสัวเล้งในห้องทำงาน
“พวกคนงานที่ท่าเรือตอนนี้ปลอดภัยดีทุกคนแล้วครับเจ้าสัว”
“สั่งให้ดูแลทุกคนให้ดีด้วยนะนนท์ คนที่เหลืออยู่ก็อย่าให้พวกเขาเสียขวัญ เอาคำสั่งฉัน ไปบอกว่าเจ้าสัวเล้งจะปกป้องทุกคนของมังกรวารีอย่างเต็มที่”
“ได้ครับเจ้าสัว แต่เท่าที่ผมคุยกับพวกเราแล้ว ทุกคนที่ยังมีแรงอยู่พร้อมจะสู้ไปกับศึก ใหญ่ครั้งนี้ด้วย ขอแค่เจ้าสังสั่งมาเท่านั้น”
“ไอ้โหงวมันพยายามยั่วให้ฉันโมโหเพื่อเปิดศึกใหญ่กับพวกมัน เพราะตอนนี้มันพร้อมกว่าเรา”
“เรื่องกำลังคนของเราอาจจะด้อยกว่า แต่กำลังใจของเรามีมากกว่าแน่นอนครับ”
“ขอบใจนนท์ ฉันเป็นหัวหน้าไม่ใช่นักปลุกระดม แม่ทัพที่ฉลาดการรบจะต้องไม่พาคนไป ตายเพื่อตอบสนองความสะใจของตัวเอง”
“แล้วเจ้าสัวจะทำยังไงครับ”
เจ้าสัวนิ่งไอย่างครุ่นคิด

ในห้องทำงานของมานพในเล้าจ์...ดุจแพรที่หมดสติเริ่มรู้สึกตัวเพราะมีคนมาเช็ดตัวให้ พอลืมตาขึ้นมาเห็นเป็นมานพก็ตกใจ
“ถอยไปนะ..อย่ามาใกล้ฉัน”
“ใจเย็นๆสิครับคุณแพร ผมกำลังช่วยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้คุณอยู่นะครับ”
“แกไม่ต้องมาทำเป็นหวังดีกับฉัน แกให้ลูกน้องไปพาตัวฉันมา”
“ก็ถ้าคุณยอมลดทิฐิลงแล้วยอมคุยกับผมดีๆ ไม่มองว่าผมเป็นไอ้วายร้าย ผมก็คงไม่ต้อง ส่งคนไปทำให้คุณตกใจหรอก”
“ความชั่วความเลวของแกมันแทบจะสุมทับตัวจนจะมิดอยู่แล้ว ยังกล้ามาให้ฉันเลิกมอง ว่าแกเป็นไอ้วายร้ายเนี่ยนะ..หน้าแกนี่มันหนายิ่งกว่าผนังคอนกรีตอีก”
มานพเจ็บใจที่ดุจแพรว่าเขาซะเสียหาย เลยเงื้อมือจะตบแต่ดุจแพรเชิดหน้าให้อย่างท้าทาย
“เอาสิ..แสดงสันดานป่าเถื่อนตัวเมียของแกออกมาเลย จะได้รู้กันไปว่าอย่างแกก็ทำได้ แค่ผู้หญิงเท่านั้น”
มานพเจ็บใจจิกหน้ามองดุจแพรแล้วลดมือลงไม่ตบ แต่เปลี่ยนเป็นเอามือบีบปากเธอแทน
“ปากดีแบบนี้..เรื่องอะไรจะทำให้มีรอยช้ำ สู้สงบปากสงบคำด้วยปากฉันดีกว่า”
มานพพยายามจะปลุกปล้ำดุจแพรซึ่งเธอก็พยายามสู้สุดฤทธิ์แต่แรงมานพเยอะกว่าเลยถูกจับกดลงกับโซฟา
“อย่านะ..ปล่อยฉัน..ช่วยด้วย..ช่วยด้วย”

โหงวเดินคุยมากับลูกน้องในบริเวณเล้าจน์
“ไอ้เล้งน่ะเหรอติดต่อมาหามานพ”
“ครับเฮีย..เห็นว่ามีเรื่องอยากคุยด้วย”
โหงวยิ้มร้าย
“หึๆๆ...มันคงรู้ตัวแล้วว่าถ้าคิดจะชนกับพยัคฆ์เมฆาตรงๆ มันนั่นแหละที่จะ เป็นฝ่ายต้องเจอกับหายนะ..ฮ่าๆๆๆ”
โหงวเดินนำลูกน้องมาทางห้องทำงานแต่เจอชาญยืนเฝ้าประตูอยู่
“มานพล่ะ”
“อยู่ข้างในครับ”
โหงวจะเข้าไปแต่ชาญขวาง
“คุณมานพไม่ว่าง..ต้องรอจนกว่าจะเสร็จธุระ”
“ธุระอะไรของมัน”
ชาญไม่ยอมบอกแต่โหงวอ่านจากสีหน้าก็พอจะรู้ เลยไม่สนใจผลักชาญไปไกลแล้วเปิดประตูเข้าไปทันที

ดุจแพรกำลังถูกมานพปลุกปล้ำอย่างบ้าคลั่ง
“ช่วยด้วย..ช่วยด้วย..ออกไปนะ....”
ดุจแพรเริ่มสู้ไม่ได้อ่อนแรงและโดนมานพซุกไซร้ ทันใดนั้นโหงวโผล่เข้ามากระชากมานพออกมา
“หยุดทำเรื่องไม่เรื่องซะทีได้มั้ยมานพ”
“เตี่ย !! นี่เคี่ยเข้ามายุ่งอะไรด้วย” มานพหันไปมองชาญ “ฉันบอกให้แกเฝ้าไว้ไม่ให้ใครมายุ่งไง”
“แกไม่ต้องไปโทษคนอื่น ไอ้ชาญ..พาดุจแพรออกไปข้างนอกก่อน”
ชาญจำเป็นต้องฟังคำสั่งโหงว เข้าไปเอาเสื้อสูทสวมทับให้ดุจแพร มานพหงุดหงิด
“ผมรอเวลาได้ดุจแพรมาเป็นเมียตั้งนานแล้ว ทำไมเตี่ยต้องมาห้ามผมอีก ทั้งๆที่ไอ้เสี่ยตงมันยอมยกลูกสาวมันให้มาเป็นเมียผมแล้ว”
คำพูดของมานพทำเอาดุจแพรถึงกับอึ้งหน้าเสีย
“ไม่จริง..เป็นไปไม่ได้ ป๋าไม่มีทางยกฉันให้แก”

“หึ..คิดว่าคุณรู้จักพ่อตัวเองดีแล้วเหรอครับคุณแพร..พอถึงเวลาจวนตัวเข้า ผมขออะไร มันมันก็ให้หมดทุกอย่าง”

หยกเลือดมังกร ตอนที่ 20 (ต่อ)

“ไม่จริง..ฉันไม่เชื่อ”

โหงวรำคาญ
“ไอ้ชาญ..พาคุณดุจแพรออกไป”
ชาญรีบพาดุจแพรออกไป โหงวหันมาที่มานพแล้วปรี่เข้าไปเอามือบีบหน้าแรงๆ
“ฉันไม่สนใจว่าแกจะเล่นสกปรกกับไอ้ตงยังไงมันถึงยอมยกลูกสาวให้แก แต่นี่มันยัง ไม่ใช่เวลามาสนุกกับการมีเมีย ตราบใดที่แกยังล้มไอ้เล้งไม่ได้ แกต้องรอฟังคำสั่งฉัน เท่านั้น”
มานพแกะมือโหงวแล้วสะบัดหน้าไม่พอใจ
“งั้นก็รีบไปถล่มไอ้เล้งกันตอนนี้เลย”
“ระหว่างที่แกกำลังทำเรื่องบ้าๆอยู่ที่นี่ ฉันบุกไปถล่มยั่วโมโหมันมาแล้ว และตอนนี้ไอ้เล้ง ก็กำลังหลงกลเดินมาติดกับฉัน”
มานพหันมามองโหงวอย่างสงสัย
“กับดักอะไร”

เจ้าสัวเล้งรออยู่ครู่นนท์ก็เอาโทรศัพท์เข้ามาให้
“มันโทรกลับมาหาเจ้าสัวแล้วครับ”
“ขอบใจนนท์”
เจ้าสัวรับโทรศัพท์จากนนท์มา แล้วนิ่งมองอยู่ครู่ก่อนจะคุยผ่านโทรศัพท์กลับไป
“ว่างจะคุยกับฉันได้แล้วเหรอมานพ”
“ช่วงนี้ธุระฉันยุ่งมาก ไหนจะธุรกิจ ไหนจะลูกน้อง ทุกอย่างมันประดังเข้ามาไม่หยุด”
“ฉันไม่แปลกใจหรอก อำนาจเมื่ออยู่ในมือใครแล้วย่อมต้องมีแต่คนอยากเข้าหาเพื่อรอ ส่วนแบ่งผลประโยชน์ แต่รู้ไว้ด้วยนะ ถ้าอำนาจเสื่อมก็จะถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลังอย่างไร้ ค่า และจะลงเอยด้วยการถูกทรยศหักหลัง”
“แกเลิกพล่ามไร้สาระได้แล้วไอ้เล้ง ตอนนี้แกกับฉันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก เพราะ ฉะนั้น..อย่าสะเออะมาทำเป็นสอน”
“แกมีกุนซือดีอยู่กับตัวแล้ว ฉันจะไปสอนแกได้ยังไง ก็แค่พูดความจริงที่สักวันแกต้อง เจอให้รู้ตัวเอาไว้”
“งั้นก็คงเป็นแกนั่นแหละไอ้เล้ง ที่กำลังจะกลายเป็นพวกอำนาจเสื่อมเลยรักตัวกลัวตาย คิดอยากเจรจากับฉัน”
เจ้าสัวนิ่งไปครู่อย่างใจเย็น
“ฉันไม่อยากให้มีคนตายมากไปกว่านี้แล้วมานพ ฉันถึงอยากคุย กับแกตามลำพัง”
มานพนิ่งฟังแล้วหันไปมองหน้าโหงวว่าจะให้เอายังไง โหงวพยักหน้ารับ มานพเลยตอบไป
“ได้..นัดเจรจากันก็ดี เพราะฉันเองก็อยากรู้ว่ามังกรอย่างแกจะยอมก้มหัวให้พยัคฆ์อย่าง ฉันได้ยังไง”
มานพพูดไปแล้วก็กดตัดสายแล้วหันไปมองหน้าโหงว
“มันตกลงแล้ว..ทีนี้ล่ะ..มันได้เดินมาตกหลุมดักมังกรแน่..ฮ่าๆ”

ตงกระชากคอเสื้อหยกอย่างฉุนเฉียว
“ฉันอุตส่าห์ไว้ใจแก แต่แกปล่อยให้มันเอาตัวยัยแพรไปได้ยังไงวะ..แกมันไม่ได้เรื่อง !!”
ตงผลักหยกไปแรงๆก่อนจะหันมาหงุดหงิดหัวเสีย
“ผมจะไปสืบมาให้ได้ว่าพวกมันพาคุณหนูไปที่ไหนครับเสี่ย” เก่งบอก
ตงถอนใจเฮือก
“ไม่มีประโยชน์หรอกไอ้เก่ง..ถึงรู้ว่าแพรอยู่ที่ไหน ฉันก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว”
“แต่ว่า...”
ตงยกมือขึ้นปรามไม่ให้เก่งพูดอะไรขึ้นมาอีก เพราะเจ็บใจจนจนใจ หยกมองอย่างไม่เข้าใจ
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ถ้าเสี่ยยอมถอยให้พวกมันหมดแล้ว แล้วทำไมมันถึงยังต้องการ ตัวคุณหนูอีก...บอกผมมาสิครับเสี่ย..มันบังคับอะไรเสี่ย”
“มานพมันชอบลูกสาวฉัน…มันว่าสมบัติทุกอย่างที่เป็นของฉันก็คือของๆมัน”
หยกอึ้ง
“หมายถึงคุณหนูด้วย”
ตงน้ำตาคลอเจ็บปวดกวาดข้าวของบนโต๊ะล้มระเนระนาด
“ฉันจำเป็นต้องบอกมันว่าฉันยอมยกยัยแพรให้ แล้วตั้งใจว่าจะรีบกลับมาพายัยแพรหนี แต่มันคงรู้ทันฉันมันเลยส่งคนมาดักฉุดยัยแพรไป”
ตงเจ็บใจโกรธแค้นสุดๆรีบเข้าไปกระชากคอเสื้อหยกมาเสียงจริงจังเชิงบังคับ
“ฟังฉันให้ดีนะไอ้หยก..ฉันโกหกยัยแพรกับกิ่งเหมยว่าฉันยอมวางมือ แต่คนอย่างไอ้หมา บ้าตงไม่มีวันก้มหัวให้ใคร ฉันแค่รอเวลาที่จะเล่นงานมัน แล้วนี่ก็ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะสู้ อย่างหมาจนตรอก”
“เสี่ย !! เสี่ยไม่เหลือใครแล้ว แล้วเสี่ยจะเอาอะไรไปสู้”
“ฉัน..ไอ้เก่ง แล้วก็แกไง”
หยกชะงักอึ้งมองตง

กิ่งเหมยนั่งรออยู่อย่างเป็นห่วง ระหว่างนั้นหยกเดินเข้ามาอย่างเงียบๆยืนมองกิ่งเหมยอย่างหนักใจ แต่พอจะเข้าไปหาธงรบก็เข้ามาแตะไหล่
“คิดให้ดีๆนะเว้ยไอ้หยก..ว่าแกควรจะบอกคุณกิ่งเหมยรึเปล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณแพร”
หยกถอนใจ
“สองคนนั้นเขาเป็นพี่น้องกัน ผมจะไปปิดเรื่องนี้ได้ยังไง”
“แต่กิ่งเหมยเขากำลังอยู่กับความหวัง รออนาคตที่กำลังมีแกและชีวิตครอบครัวที่สงบสุข ถ้าแกไปบอกว่าแกต้องร่วมมือกับเสี่ยตง เอาชีวิตไปลุยโดยไม่รู้ว่าจะรอดตายรึเปล่า แกไม่สงสารกิ่งเหมยเหรอ”
หยกนิ่งไปอย่างครุ่นคิดและเครียด ธงรบเลยย้ำอีกประเด็นให้รู้
“มีอีกเรื่องที่ฉันเพิ่งรู้มาจากเจ้าสัวเล้ง”
“อะไรอีกครับหมวด”
“เจ้าสัวเล้งตัดสินใจนัดพบกับมานพตามลำพังเพื่อเปิดการเจรจาสงบศึก”
“เจรจาสงบศึก”
“ใช่..เพราะเจ้าสัวไม่อยากให้มีคนตายมากไปกว่านี้ แต่แกก็รู้ว่าวงการนี้มันเป็นยังไง”
“ครับหมวด...การพบกันของเจ้าสัวกับมานพจะไม่ใช่การเจรจาเพื่อสันติ แต่เป็นการเป่า นกหวีดเริ่มสงครามใหญ่มากกว่า”
“ใช่...ทีนี้แกก็คงรู้นะว่าจะบอกกิ่งเหมยยังไง”
หยกหันไปมองกิ่งเหมยอย่างตัดสินใจ
ดุจแพรกอดตัวเองอยู่บนเตียงที่เธอถูกจับมาขังเอาไว้ เธอกลัวและระแวงดวงแขที่เอาแต่นั่งจ้อง เธอตาถลนชนิดไม่วางตา
“สวย..สวยจังเลย”
ดวงแขพยายามจะลุกเข้ามาใกล้เพื่อลูบเนื้อลูบตัวดุจแพร
“อย่า..อย่าเข้ามา..ไปให้พ้นฉันนะ”
ดุจแพรพยายามถอยหนีไปจนชิดกำแพง ดวงแขแสยะยิ้มอย่างน่ากลัวเพราะไร้สติ แต่ดวงแขก็เข้าไม่ ถึงตัวดุจแพรเพราะติดโซ่ที่ล่ามเธอเอาไว้ ทำให้เริ่มคลั่ง
“ปล่อย..ปล่อยฉันนะ..บอกให้ปล่อย..ฉันจะฆ่าพวกแก..ปล่อย..ปล่อยฉัน !!”
ดวงแขตะโกนลั่น บ้าคลั่งเสียงดังยิ่งทำให้ดุจแพรตกใจกลัวตัวสั่นเอามือปิดหู ระหว่างนั้นโหงวกับลูกน้องเข้ามา
“หุบปากเธอได้แล้วดวงแข เสียงร้องของแกมันทำให้ฉันปวดประสาท”

“แก..ฉันจะฆ่าแก..ฉันฆ่าพวกแกให้หมด..ไอ้พวกเลว..พวกแกทำร้ายฉัน ฉันทำฆ่าพวก แก..ฆ่า..ฆ่า..ฆ่าๆ”

“แกมันบ้า..ไอ้พวกกระจอกพวกนั้นต่างหากที่ทำร้ายแก ไม่ใช่ฉัน”

“ฉันจะฆ่าให้หมด..ฆ่าให้หมด พวกสารเลว ฮ่าๆ”
ดวงแขตาขวางถลนดุดัน เคียดแค้นผู้ชายทุกคนเพราะผลจากการถูกรุมโทรมและเอาแต่หัวเราะสลับร้องไห้ โหงวรำคาญหันไปสั่งลูกน้อง
“ไปทำให้มันเงียบที”
ลูกน้องรับคำสั่งแล้วเดินหน้าตาเอาเรื่องเข้าไปหาดวงแขที่เริ่มกลัวรีบถอยไปหลบมุม ดุจแพรเห็นลูกน้องโหงวลงมือทุบตี ตบหน้าสั่งสอนดวงแขให้เงียบก็มองอย่างกลัวมาก โหงวหันมามอง
“แย่หน่อยนะคุณหนูที่ต้องมาอยู่กับนังบ้าในนี้”
“หยุดเถอะอย่าไปทำร้ายเขาเลย..เขาสติไม่ดี เขาไม่รู้เรื่องหรอก”
“หึๆ!..ยิ่งนังนั่นสติไม่ดียิ่งต้องลงมือสั่งสอนให้หลาบจำ”
“แต่…”
“จุ๊ๆ!..พอได้แล้วครับคุณหนู ก่อนจะห่วงคนอื่น ควรจะห่วงตัวเองก่อนดีกว่า ถ้าไม่อยาก เห็นพ่อตัวเองถูกมานพปิดบัญชี คุณหนูก็ควรคิดถึงข้อเสนอของมานพ”
“ไม่ !! ฉันไม่มีวันยอมให้คนเลวๆอย่างมันมาแตะเนื้อต้องตัวฉัน”
“ไม่..ไม่ๆ ไม่ใช่อย่างที่คุณหนูเข้าใจแล้ว ถึงพวกผมจะเป็นอันธพาลแต่ก็มีสันดานของ ลูกผู้ชายอยู่เหมือนกัน ผมคุยกับมานพแล้วว่าผู้หญิงดีๆก็ควรจะต้องให้เกียรติ ไม่ควร ทำระยำไม่เห็นค่า”
ดุจแพรสงสัย
“หมายความว่ายังไง”
“ในเมื่อมันก็ชอบพอคุณมานาน ผมก็เลยเสนอให้มันจัดการทุกอย่างให้เป็นเรื่องเป็นราว”
ดุจแพรตกใจ
“ฝันไปเถอะว่าฉันจะยอมแต่งงานกับมัน”
“ก็ตามใจนะครับ..ตอนนี้คุณหนูอาจจะยังหยิ่งจองหอง แต่หลังจากพรุ่งนี้พอมานพมัน เอาศพพ่อคุณมาให้ดู คุณหนูจะต้องเสียใจที่ทำเรื่องง่ายๆให้เป็นเรื่องยาก” โหงวหันไปสั่งลูกน้อง “ พอแล้ว”
ลูกน้องโหงวหยุดซ้อมดวงแข แล้วทิ้งเธอเอาไว้ในสภาพนอนตัวกลมร้องครวญครางระบบเจ็บตัว ดุจแพรหันไปมองดวงแขอย่างน่าเวทนาสงสารและเครียดเรื่องตัวเอง

โหงวเดินออกมาเจอมานพที่รออยู่ อยากจะเข้าไปเอาตัวดุจแพรออกมา
“ว่าไง”
“ใจเย็นๆไอ้ลูกชาย เตี่ยช่วยกล่อมให้แล้ว แต่แกควรจะให้เวลาผู้หญิงเขาตัดสินใจ ไปบัง คับขืนใจให้เขายอมเรา ยังไงมันก็สู้ให้เขาเต็มใจยอมเราเองไม่ได้หรอก”
มานพยังหงุดหงิด
“เชื่อเตี่ยสิวะ..ถ้าเขายอมเราอย่างเต็มใจ ถึงเวลาขึ้นเตียงแล้วความสนุกมันผิดกันเยอะ”
มานพหันมามองแล้วยิ้มชอบใจ
“ก็ได้ครับเตี่ย งั้นผมไปเตรียมตัวเปิดศึกใหญ่กับพวกมัน แล้วกัน”
มานพเดินออกไป โหงวหันมาที่ลูกน้องตัวเองที่เอามือแตะเอวหาอะไรบางอย่าง
“เป็นอะไรของลื้อวะ...หาอะไร”
“เอ่อ..เปล่าครับเฮีย”
ลูกน้องไม่กล้าบอกโหงวว่าทำปืนหายไปตอนไหนไม่รู้ โหงวไม่ได้สนใจอะไรเดินออกไป ลูกน้องรีบเดินตาม

ดุจแพรเห็นดวงแขนอนร้องครวญครางบาดเจ็บ ตัวขดกลมอย่างน่าเวทนาก็สงสาร
“คุณ..คุณ..ให้ฉันช่วยคุณนะ”
ดุจแพรอยากจะเข้าไปช่วยเลยลุกเข้าใกล้ แต่กลับเจอดวงแขหันมามองตาขวางๆ
. ”ฉันเกลียด..เกลียดพวกมันทุกคน..มันสมควรตาย”
ดุจแพรตกใจเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นดวงแขกำปืนที่แอบเอามาจากลูกน้องโหงว เธอกลัวว่าดวงแขจะยิงเธอ
“อย่าทำอะไรฉันเลยนะ..ฉันไม่ได้ทำร้ายคุณ”
ดวงแขหันปากกระบอกปืนมาที่ดุจแพร จะทำร้ายแต่ก็ลดปืนลงแล้วนั่งมองปืนและยิ้มเยาะ
“ฉันจะฆ่าพวกมันให้หมด..พวกสารเลวต้องตาย..ตาย..ตายๆ ฮ่าๆ”
ดวงแขมีสติอยู่แต่กับความคิดต้องการแก้แค้นพวกผู้ชายเลวๆ โดยไม่สนใจดุจแพร ทำให้เธอโล่งอกแต่ก็ยังคง กังวลถึงอนาคตตัวเองอยู่

หยกเดินเข้ามาหากิ่งเหมยที่รออยู่ตรงบริเวณดาดฟ้า
“ฉันเองกิ่งเหมย” หยกบอกเมื่อเดินเข้ามาใกล้
“ตกลงมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ทำไมเสี่ยตงต้องรีบให้เธอพาคุณแพรกลับไป”
“คุณแพรตกเป็นเป้าปองร้าย เสี่ยก็เลยรีบให้ฉันพากลับไป”
กิ่งเหมยตกใจ
“แล้วเธอจะปลอดภัยรึเปล่า”
“ปลอดภัยสิ ตอนนี้คุณแพรอยู่กับเสี่ยตง และกำลังเตรียมจะบินไปต่างประเทศแล้ว”
“จริงนะหยก..ฉันก็ใจหายใจคว่ำกลัวจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณแพรซะอีก”
“ฉันว่าเธอเลิกเป็นห่วงคนนั้นคนนี้ซะที มาห่วงเรื่องของเราดีกว่า”
หยกแกล้งกระเซ้าเย้าแหย่ด้วยการเข้าไปกอด กิ่งเหมยตกใจ
“เอาอีกแล้วนะหยก”
“แหม..แค่กอดเฉยๆเอง ขอเถอะนะกิ่งเหมย ฉันอยากกอดเธออยู่อย่างนี้สักพักนึง”
หยกพูดไปก็กอดกิ่งเหมยอย่างอบอุ่นและทะนุถนอม ทำเอากิ่งเหมยอมยิ้ม
“เธอนี่ขี้อ้อนจริงๆเลยนะหยก”
“ก็มีเธอให้ฉันอ้อนได้ ถ้าไม่อ้อนเธอแล้วจะให้ไปอ้อนใครได้ล่ะ..จริงมั้ย”
“ก็ได้..ให้กอดเฉยๆนะ..แค่นับถึง 10 ก็พอ เริ่มนับเลยนะ..หนึ่ง..สอง..สาม...”
“ทำไมนับเร็วนักล่ะกิ่งเหมย”
กิ่งเหมยยิ้มแกล้ง
“ก็ถ้าขออะไรได้ง่ายๆเธอก็จะเบื่อฉันเร็วนี่...4 5 6 7 8….”
กิ่งเหมยนับรัวแล้วแต่เห็นหยกยังหลับตากอดเธอนิ่งๆ เหมือนต้องการซึมซับความรักจากเธอเอาไว้ให้มากที่สุดจนดูน่าสงสาร เลยหยุดนับปล่อยให้หยกกอดเธอเอาไว้ต่ออีกครู่
ส้มเช้งกับอ่าง หิ้วของกินพะรุงพะรังเข้ามาในที่พักหยก
“กิ่งเหมย..ไอ้หยก..พวกฉันเตรียมของมาทำสุกี้กินเพียบเลย”
ส้มเช้งเข้ามาแล้วไม่เห็นทั้งคู่
“อ้าว..ไอ้หยกกับกิ่งเหมยไม่อยู่ที่นี่เหรอเนี่ย”
“ก็มาด้วยกันแล้วน้าจะไปรู้มั้ยล่ะส้มเช้ง” อ่างบ่น
“เอ้า..ก็น้าบอกว่าคืนนี้ไอ้หยกมันชวนพวกเรามาทำสุกี้กินกันไง”
“แหะๆ..ไอ้หยกไม่ได้ชวนหรอก แต่น้าอยากกินเองก็เลยอ้างมัน”

“โหน้า..นี่เขาเรียกแผนสูงนะเนี่ย ไอ้เราก็อุตส่าห์ซื้อของมาเพียบ แล้วสองคนนั่นไม่อยู่จะ ทำยังไงล่ะ”

“ใคร..ใครว่าไม่..ไม่อยู่..สอง..สองคนนั่น..อยู่..อยู่ข้าง..ข้างนอก”
 

“เอ้า..แล้วมันสองคนทำอะไรกันอยู่ล่ะ”
สลึงยิ้มกรุ้มกริ่ม

สลึงพาส้มเช้งกับอ่างมาแอบดูหยกกับกิ่งเหมย ที่กำลังกอดกันนิ่งเนิ่นนานอย่างอิ่มอุ่น
“หยก..ฉันนับถึงสิบไปตั้งนานแล้วนะ..จะไม่ปล่อยฉันจริงๆเหรอ”กิ่งเหมยถาม
“ก็ยังรู้สึกดีอยู่เลยนี่..ขอต่อจากสิบเป็นร้อยได้มั้ย”
“แล้วถ้าฉันให้เธอถึงร้อย..เธอก็ต้องขอฉันถึงพัน”
“พอครบพันฉันก็ขอเธอถึงหมื่น”
“ไอ้บ้าหยก..แบบนั้นคืนนี้ฉันก็ต้องยืนให้เธอกอดจนขาแข็งน่ะสิ”
“ถ้าเธอเมื่อย..ฉันก็จะอุ้มเธอเอง”
ระหว่างนั้นหยกกับกิ่งเหมยได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของพวกส้มเช้ง ที่มาแอบดูหยกกับกิ่งเหมยสวีทหวาน
“หวานเลี่ยนแบบนี้..ข้าว่าไม่ต้องแต่งมันแล้วล่ะ..พาเข้าห้องให้จบๆไปเลยดีกว่า” อ่างแซว
“ไม่ได้นะน้า..ฉันอุตส่าห์ตัดชุดแต่งงานให้ไอ้เหมยมัน ผู้หญิงเขาจะสวยที่สุดก็คือวัน แต่งงาน..รู้กันมั่งมั้ย” ส้มเช้งแย้ง
“แหม..น้าก็แค่ล้อเล่น”
“ไม่..ไม่ต้อง..ล้อ..ล้อเล่นกันแล้ว..ไอ้หยก..มัน..มันพากิ่งเหมยหนี..พวกเรา..ไป..ไปแล้ว”
มเช้งกับอ่างหันไปไม่เห็นหยกกับกิ่งเหมยแล้ว

หยกจูงมือพากิ่งเหมยมาที่มอเตอร์ไซค์
“จะพาฉันไปไหนน่ะหยก”
“ไปที่ไหนก็ได้ที่มีแค่เราสองคน”
“เธอจะบ้าเหรอหยก..นี่มันก็โมงกี่ยามแล้ว”
“ก็ฉันอยากใช้เวลาทุกนาทีที่มีเธออยู่ข้างๆให้คุ้มค่าที่สุดไง”
กิ่งเหมยสงสัย
“พูดแบบนี้หมายความว่าไง”
“ไม่มีอะไรหรอกกิ่งเหมย..ขึ้นรถเถอะ”
หยกเอาหมวกกันน็อคมาสวมให้กิ่งเหมย แล้วจัดการรัดสายให้ก่อนจะพาเธอซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์แล้วขับ ออกไป

เจ้าสัวเล้งเข้ามาหยุดอยู่หน้าภาพถ่ายของบรรพบุรุษ และคนในตระกูลที่ได้ตายจากไปแล้ว เขาคุกเข่าลงตรงหน้าภาพถ่ายด้วยความเคารพ แล้วหยิบธูปขึ้นมาจุดไฟเพื่อกราบไหว้
ด้านนอก ธงรบเข้ามาเจอกับนนท์
“เจ้าสัวล่ะ”
“คืนนี้เจ้าสัวจะกราบไหว้บรรพบุรุษ และทุกคนที่หลั่งเลือดไปเพื่อตระกูลมังกรวารี”
“แสดงว่าเจ้าสัวรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพรุ่งนี้”
นนท์พยักหน้ารับ
“ถ้าแกรู้แล้วแกก็ควรไปเตรียมตัว”
“ไม่ต้องเตือนฉันหรอก..ไอ้ฉันมันตัวคนเดียว..แกนี่แหละที่ควรจะไปบอกลูกน้องของเจ้า สัวทุกคนว่า คืนนี้ควรกลับไปอยู่กับลูกเมีย กลับไปตักตวงความสุขเอาไว้ให้มากที่สุด เพราะพอพรุ่งนี้มาถึง โชคอาจจะไม่เข้าข้างให้ได้กลับไปเจอคนรักอีก”
ธงรบตบบ่านนท์แล้วมองหน้ากัน นนท์พยักหน้ารับเพราะเห็นด้วยกับธงรบก่อนจะเดินออกไปขึ้นรถตัวเองที่จอดอยู่ แต่ยังไม่ทันเปิดประตูเข้าไปนั่งโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ธงรบหยิบมากดรับสาย
“ครับ..ผมธงรบ…โรงพยาบาลเหรอครับ”

หยกขี่มอเตอร์ไซค์มีกิ่งเหมยซ้อนท้ายไปที่บริเวณริมน้ำสวยงาม เขาเอาพลุมาถือกับกิ่งเหมยแล้วนับ..หนึ่ง..สอง..สาม..พลุพุ่งขึ้นฟ้าแตกเป็นสีประกายวิบวับ
“สวยมั้ยหยก”
“พลุหรือว่าเธอ”
“บ้า..ต้องพลุสิ..เพราะฉันน่ะสวยกว่าพลุอยู่แล้ว เธอถึงได้รักฉันไง..ใช่มั้ย”
“เหรอ..รู้ได้ไงว่าฉันรักเธอเพราะเธอสวย”
“งั้นเธอรักฉันเพราะอะไร”
“เพราะว่า...”
“เพราะอะไรบอกมาเดี๋ยวนี้นะหยก”
หยกมองกิ่งเหมยแล้วชี้นิ้วไปที่หัวใจเธอเบาๆ
“เพราะเธอเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฉัน และเป็น หัวใจอีกดวงที่ฉันฝากเอาไว้ในตัวเธอไง”
“แล้วถ้านี่เป็นหัวใจของเธอ แล้วหัวใจของฉันล่ะ..อยู่ที่ไหน”
หยกจับมือกิ่งเหมยขึ้นมาแตะที่หัวใจตัวเอง
“มันเต้นอยู่ในตัวฉันอยู่นี่ไง”
“งั้นก็หมายความว่าเราสองคนจะพรากจากกันไม่ได้เลยใช่มั้ย”
“ใช่..เพราะถ้าเราอยู่ห่างกัน..คงคิดถึงกันแย่แน่เลย”
“ยี้..น้ำเน่า”
“ถึงจะน้ำเน่าแต่ก็รักอ่ะ”
หยกยิ้มให้กิ่งเหมยแล้วค่อยๆดึงเธอเข้ามาใกล้แล้วจูบที่หน้าผากเบาๆอย่างนุ่มนวล ระหว่างนั้นเสียงเป่า นกหวีดของยามก็ดังแทรกเข้ามา..ปรี๊ดๆ!
“ไอ้น้อง..ที่นี่เขาห้ามจุดพลุ”
“อยู่ไม่ได้แล้วกิ่งเหมย...รีบไปเถอะ”
หยกรีบจูงมือพากิ่งเหมยวิ่งหน้าตั้งหนียามที่วิ่งไล่กวดทันที

หยกอุ้มแบกหลังพากิ่งเหมยเดินกลับมาตามทางเดินเข้าศาลเจ้า กิ่งเหมยหลับอยู่บนแผ่นหลัง หยกด้วยความเหนื่อยอ่อน
“:คืนนี้สนุกมั้ยกิ่งเหมย”
หยกไม่ได้ยิยเสียงตอบ หันไปดูเห็นกิ่งเหมยหลับไปแล้ว”
“หลับไปแล้วเหรอเนี่ย...สงสัยจะพาวิ่งซะเหนื่อย”
หยกอมยิ้มแล้วแบกพากิ่งเหมยกลับไปที่บ้าน เขาวางเธอลงบนเตียง กิ่งเหมยหลับลึกไม่รู้ตัว หยกเลยช่วยเอาผ้าห่มมาห่ม ให้แล้วนั่งอยู่ข้างๆกุมมือเธอ มองหน้าเธอยามหลับใหล พยายามใช้เวลาอยู่กับกิ่งเหมยให้นานที่สุด กิ่งเหมยละเมอ…
“หยก..ฉันอยากมองเห็นหน้าเธออีกครั้งจังเลย”
หยกเห็นกิ่งเหมยละเมอออกมา ก็ก้มลงไปหอมหน้าผากเบาๆ
“ฝันของเธอต้องเป็นจริงสักวันแน่นอนกิ่งเหมย..และวันที่เธอลืมตาขึ้นมาเห็นได้อีกครั้ง ฉันจะยืนอยู่ตรงหน้าเธอเพื่อให้เธอเห็นเป็นคนแรก”
หยกกุมมือกิ่งเหมยที่หลับไม่รู้เรื่อง

วันใหม่...เสี่ยตงเตรียมพร้อม ค่อยๆบรรจุลูกปืนใส่แม๊กกาซีนทีละนัดๆ ส่วนตาก็มองไปที่ภาพถ่าย ของตัวเองกับลูกสาว ระหว่างนั้นเก่งเข้ามา
“ทุกอย่างพร้อมแล้วครับเสี่ย ผมได้พวกที่พร้อมจะลุยกับเรามาเพิ่มด้วย อาจจะไม่มาก แต่ฝีมือมันก็ช่วยเราได้เยอะ”
“แล้วไอ้หยกล่ะ..มันรับปากฉันแล้ว ถ้ามันไม่โผล่หัวมาฉันจะตามไปยิงกบาลมันก่อน”
เสี่ยตงพูดไปก็ยกปืนขึ้นมาหน้าเหี้ยม เป็นจังหวะที่หยกเข้ามาพอดี
“ผมเป็นลูกผู้ชายพอ รับปากใครแล้วก็ต้องคำนั้น”
เสี่ยตงมองหยกแล้วยิ้มพอใจ แล้วไถลปืนอีกกระบอกไปตามโต๊ะและหยุดตรงหน้าให้หยกรับไป
“ถ้ามีแกลุยไปกับฉันด้วย..ฉันถึงมั่นใจว่าพวกมันต้องโดนฉันถล่มให้ราบเป็นหน้ากลอง”
หยกหยิบปืนขึ้นมาแล้วมองหน้าเสี่ยตงอย่างจริงจัง

เจ้าสัวเล้งหยิบหยกเลือดมังกรครึ่งชิ้นที่ได้มาจากคมทวนขึ้นมานิ่งมองอย่างจริงจัง ส่วนอีกครึ่งชิ้นของตัวเอง ยังเก็บไว้ในกล่อง
“พราวแสง..หยกชิ้นนี้อยู่ติดตัวเธอมาตลอดจนเธอหมดลมหายใจ นั่นหมายความว่าลึกๆ แล้วเธอก็ยังไม่ลืมฉัน ฉันหวังว่าเธอจะเป็นกำลังใจให้ฉันยุติปัญหานี้ให้ได้ แต่ถ้าฉันทำ พลาดขึ้นมา..ฉันก็จะตามไปอยู่กับเธอที่ปรโลก”
เจ้าสัวพูดกับหยกของพราวแสง แล้วเอามาสวมคอเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ระหว่างนั้นนนท์เข้ามาตามมีธงรบมาด้วย
“คนของเราพร้อมแล้วครับเจ้าสัว

เจ้าสัวพยักหน้ารับ แล้วหยิบปืนประจำตัวบนโต๊ะขึ้นมาเหน็บในอกเสื้อสูทอย่างพร้อมก่อนจะเข้าไปที่ธงรบ

โปรดติดตามตอนที่ 21

อุบัติเหตุ ตอนที่ 20 จบบริบูรณ์
อุบัติเหตุ ตอนที่ 20 จบบริบูรณ์
อารุมนอนคว่ำเปิดหลังซึ่งมีรอยแผลแดงเป็นทางยาวที่ถูกไม้ฟาด วิศนีเอาสำลีชุบแอลกอฮอลล์ทาแผล ค่อยๆ แตะไปตามรอยแผล อารุมสะดุ้งนิดๆ เพราะความแสบ “ทนหน่อยนะคะ มีตั้งหลายแผล” วิศนีค่อยๆ เช็ดแผลให้ อารุมกลั้นความเจ็บ แล้วหันมามองเธอยิ้มๆ “คุณห่วงผม” วิศนีชะงัก เขิน “เปล่าซะหน่อย” “ถ้าคุณไม่ห่วง คุณคงปล่อยให้ผมกลับไปทั้งที่เลือดออกเต็มหลังแล้ว” วิศนีชะงัก หยุดทำแผลทันที อารุมลุกขึ้นนั่ง จับมือเธอไว้ “วิศนี ยอมรับเถอะครับว่าคุณยังพอจะรู้สึกอะไรกับผมอยู่บ้าง ต่อให้คุณจำได้ไม่หมดทุกอย่าง แต่ก็มีอะไรระหว่างเราที่คุณรู้สึกคุ้นเคยใช่ไหม” วิศนีรีบเก็บอุปกรณ์ทำแผล ลุกขึ้น
กำลังโหลดความคิดเห็น...