xs
sm
md
lg

คุณสามี (กำมะลอ) ที่รัก ตอนที่ 6

เผยแพร่:

คุณสามี(กำมะลอ)ที่รัก ตอนที่ 6


พิมภาพาตรีวิญเดินไปในโรงงานเห็นการทำงานของห้องต่างๆ แต่พิมพาพาตรีวิญเดินผ่านไป ตรีวิญแสดงอาการแปลกใจ
 

“ฉันคิดว่าคุณตรีวิญคงทราบข้อมูลเกี่ยวกับสายการผลิตที่ได้มาตรฐานสากลของNaree เป็นอย่างดีอยู่แล้ว”
พิมภามั่นใจกับสิ่งที่กำลังจะนำเสนอ ตรีวิญมองหน้าพิมภาอย่างสนใจว่าพิมภาจะมีอะไรนำเสนอ
“ครับ ผมอยากรู้เรื่องการรักษาปัญหาผิวด้วยแนวแพทย์แบบสมุทัย ที่ Naree นำมาใช้”
พิมภามองตรีวิญอย่างชื่นชมเหมือนคิดไม่ผิดเลยว่าตรีวิญต้องรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว
“พิมนึกอยู่แล้วว่าคุณตรีวิญน่าจะสนใจเรื่องนี้ นักวิชาการของเราพร้อมอยู่แล้วค่ะ”
พิมภาเดินนำทางตรีวิญไป ตรีวิญมองตามพิมภาด้วยสายตาสนใจ

พิมภาพาตรีวิญเข้ามาในห้องประชุมที่มีนักวิชาการของบริษัทนั่งรออยู่แล้ว
“นี่คือนักวิชาการด้านสมุทัยเวชศาสตร์ของเราค่ะ หรือ Functional Medicine...นี่คุณตรีวิญ Marketing Manager คนใหม่ของเราค่ะ”
ตรีวิญทักทายนักวิชาการของนารี อย่างสุภาพ
“เท่าที่ผมทราบ สมุทัยเวชศาสตร์คือการย้อนกระบวนการที่ทำให้ร่างกายเสียสมดุลจนเกิดเป็นโรคเรื้อรัง”
“ใช่ค่ะ เป็นการเข้าให้ถึงต้นเหตุของอาการป่วย เราต้องแยกระหว่างการบำรุงและการรักษานะคะ ผิวที่ป่วย บำรุงยังไงก็ไม่สวยสมบูรณ์แบบ เราต้องทำให้ผิวหายป่วยก่อนค่ะ”
ตรีวิญพึงพอใจกับคำตอบของพิมภาแต่เก็บอาการไว้พองาม
“ว่าต่อไปสิครับ”
“เราทดลองใช้หลักการเดียวกันเข้าให้ถึงปัญหาของผิวค่ะ ซึ่งถ้าประสบความสำเร็จ เราจะนำมาใช้กับเครื่องสำอางอื่นๆ ของ Naree ด้วย”
พิมภาร่วมกับนักวิชาการอธิบายถึงรายละเอียดต่างๆ อย่างคล่องแคล่ว
พิมภานำภาพขั้นตอนการทดสอบกับอาสาสมัครเปิดให้ตรีวิญดูด้วยไอแพท
พิมภาช่วยนักวิชาการอธิบายตรีวิญเป็นระยะๆ
ตรีวิญพึงพอใจกับการทดลองที่นักวิชาการแสดงให้ดู
ตรีวิญมองพิมภาอย่างชื่นชมในใจ

ส่วนที่บริษัทนารี ซูซี่เอียงซ้าย เอียงขวา โชว์เหนียงให้สาวๆ ใหญ่รุมดูอย่างตื่นเต้น
“เป็นไง เป๊ะเวอร์ ใช่มะ”
“มาก”
“ถามตรงๆ เลยนะเจ๊”
สาวใหญ่จับหน้าซูซี่หมุนซ้ายหมุนขวา
“เจ๊เอาเหนียงไปซ่อนไว้ที่ไหน บอกมานะ”
“มันเป็นศิลปะบนใบหน้า หลักการง่ายๆ แค่ซ่อนริ้วรอยไว้อย่าให้ใครหาเจอ ขอต้อนรับสู่ยุคของการร้อยไหม”
“ร้อยไหม”
“เจ็บมั๊ยอะเจ๊”
“เจ็บก็ทน ช้ำก็ต้องทน เคยได้ยินมั้ย เพราะว่ามันคุ้มกับความเป๊ะเวอร์”
ลัลนาที่ยืนฟังอยู่นานทนไม่ไหว
“เป๊ะเท่าลัลได้มะ” ลัลนาจับหน้าซูซี่ดู “หน้าตึง มือเหี่ยว คอย่น แถมแขนยังมีผังผืด” ลัลนาจับแขนซูซี่โบกไปมาเพื่อให้เห็นท้องแขนที่โบกสะบัดได้ “แล้วหน้าจะตึงไปเพื่อ...” ลัลนาหันมาเหวี่ยงบรรดาสาวใหญ่ “อยากร้อยกันนักใช่มั้ยคะ มาค่ะ ต่อแถวมาเลยลัลร้อยให้รับรองเก็บริมเม้มขอบให้อย่างดีเอามั๊ยค่ะ แล้วจะได้ปล่อยพี่ซูซี่ไปทำงานซะที”
บรรดาสาวใหญ่เห็นลัลนาเริ่มของขึ้น จึงค่อยๆ ถอยตัวเอาตัวรอดไป ลัลนาหันมาหาซูซี่ ซูซี่หน้าจ๋อย
“พี่ซูซี่ค้า ตอนนี้เราต้องรีบจัดการไอ้ตัวการที่มันทำลายชื่อเสียงของบริษัทของเรานะคะ”
“พี่รู้ค่ะแต่พี่จัดการอะไรไม่ได้เต็มที่ถ้าหน้าพี่มีรอยเหี่ยวย่นนี่ค้า”
“ก็เลยเอาเวลางานไปร้อยไหมดึงหน้า แถมยังกล้ามาอวดชาวบ้านเค้าอีก เอ๊ะนั่น” ลัลนาจับหน้าซูซี่มาดู “หมอลืมเก็บริมด้ายนี่ค่ะ”
“ว้าย ตายจริง”
ซูซี่ตกใจนึกว่าไหมโผล่จริงๆ

ซูซี่ประคองหน้ามาเหมือนกับว่ากลัวหน้าจะโย้จริง
“น้องลัลเนี่ยใจร้ายนักนะคะ หน้าพี่มีไหมแพลมจริงรึเปล่าก็ไม่รู้”
“แพลมจริงก็ให้หมอเก็บเม้มเย็บริมให้สิคะ หมอพี่ซูซี่เก่งไม่ใช่เหรอคะ แต่ต้องหลังจากที่เสร็จงานของเราก่อน” ลัลนาพาซูซี่มาหยุดที่หน้าห้องวิจัย “ยายพิม ไม่ว่าเธอจะไปลั้นลาอยู่ที่ไหน ขอให้รู้ไว้ว่า ลัลนากำลังจะลงมือปฎิบัติการ”

พิมภาเดินนำตรีวิญออกมาที่หน้าโรงงาน ตรีวิญพึงพอใจกับการนำชมโรงงานของพิมภาวันนี้
“คุณพิมช่วยนำข้อมูลของสมุทัยเวชศาสตร์มาให้ผมศึกษาอีกทีนะครับ โครงการนี้ใครเป็นคนเริ่มเหรอครับ”
“นักวิชาการของเรากับพิมค่ะ” ตรีวิญแปลกใจ “พิมเคยป่วยเป็นภูมิแพ้เรื้อรังค่ะ พอป่วยมากๆ ก็เริ่มมีปัญหากับการทำงาน พิมไม่อยากให้อาการป่วยมาทำให้พิมทำงานได้ไม่เต็มที่น่ะค่ะ ก็เลยลองไปหาหมอสมุทัยหาต้นเหตุที่ทำให้ป่วยเพื่อรักษาให้ตรงจุด แล้วก็เลยเกิดไอเดียว่าน่าจะนำแนวคิดมาใช้กับผลิตภัณฑ์ของเรา”
“เป็นความคิดที่ดีมากครับคุณพิม” ตรีวิญชมด้วยน้ำเสียงชื่นชมที่ไม่มากไม่น้อยเกินไป แต่ก็มากพอที่จะทำให้พิมภาหัวใจพองโต “เที่ยงแล้ว ผมเป็นเจ้ามือมื้อกลางวันให้นะครับ เป็นการขอบคุณที่คุณพิมเป็นวิทยากรให้ผมทั้งวัน”
“จะดีเหรอคะ” โทรศัพท์มือถือพิมภาดัง เห็นว่าเป็นฤชวีโทรเข้ามา “ขอตัวซักครู่นะคะ”

พิมภาเดินแยกตัวไป ตรีวิญมองตาม
 
พิมภากดรับโทรศัพท์หงุดหงิดนิดๆ
 

“คุณต้น คุณมีอะไร”
พิมภาหันไปมองตรีวิญที่รออยู่ไกลๆ อย่างกังวล
“คุณทานข้าวกลางวันหรือยังครับ”
“ยัง โทรมาเพื่อถามแค่นี้เหรอ ฉันต้องมารับโทรศัพท์ฟังคำถามไม่มีสาระจากคุณ มันเสียเวลาฉัน ที่จะต้องมานั่งตอบคำถามแบบนี้”
“แยกไม่ออกเหรอครับว่า มันไม่ใช่ประโยคคำถาม แต่มันเป็นการแสดงความเป็นห่วง”
พิมภาชะงักไปนิดนึงที่ ฤชวีเป็นห่วง
“คุณจะห่วงฉันเรื่องอะไร”
“ก็วันนี้คุณได้รับ...”
“รับ รับอะไร”
“ช่างมันเถอะครับรู้แค่ผมเป็นห่วงก็พอ ไปทานข้าวกลางวันเถอะครับ”
พิมภางงที่ฤชวีเลิกลาแค่นี้ เลยถือโอกาสกวนต่อ
“แล้วไม่อยากรู้เหรอว่าฉันจะไปทานข้าวกับใคร”
“ในละครที่ผมเขียน ถ้านางเอกถามพระเอกว่า..” ฤชวีทำเสียงเลียนแบบพิมภา “ไม่อยากรู้เหรอว่าฉันไปทานข้าวกับใคร”....แปลว่า นางเอกต้องการให้พระเอกหึงนะครับ” พิมภาอึ้งอ้าปากค้าง ชี้หน้าตัวเอง พูดแบบไม่มีเสียงแบบด่าตัวเองว่าไปชงให้เค้าย้อนทำไม “แต่ในความเป็นจริง คุณจะไปทานข้าวกับใครมันก็สิทธิ์ของคุณ เพราะผมมันก็แค่สามีกำมะลอ” พิมภาอึ้ง “แค่นี้นะครับคุณพิม”
ฤชวีวางสาย พิมภาอึ้ง งงๆ สับสนกับตัวเอง
“โทรมาแสดงความเป็นห่วงชั้น”พิมภายิ้ม “แล้วก็กวนประสาทชั้นด้วย”
พิมภาโกรธ แล้วพิมภาก็หน้าเสียทรงปรับอารมณ์ตัวเองไม่ถูกว่าควรจะยิ้มปลื้มที่ฤชวีแสดงความเป็นห่วงดี หรือว่าควรจะโกรธที่ฤชวีกวนประสาทดี ตรีวิญเห็นว่าพิมภาปลีกตัวมานานแล้ว เลยเดินเข้ามาดู
“คุณพิม เป็นอะไรรึเปล่าครับ”
พิมภาพยายามปรับรูปหน้าให้เข้าที่
“เปล่านิคะ”
“ก็คุณ” ตรีวิญลังเลไม่รู้ว่าควรพูดดีมั๊ย “เดี๋ยวยิ้ม เดี๋ยวหน้าบึ้ง” พิมภาจับหน้าตัวเอง กังวลว่าทำจริงมั๊ย “คุณพิมไม่สบายรึเปล่าครับ”
“เปล่าค่ะ”
พิมภาหน้าแหยๆ ที่เสียหน้าต่อหน้าตรีวิญ เลยพาลนึกโกรธฤชวีตัวต้นเหตุ

ฤชวีวางสายจากพิมภา เห็นว่ามิ้นท์นั่งอยู่ในห้องฟังฤชวีคุยกับพิมภาอยู่ตั้งนานแล้ว
“พี่พิมนี่เค้าก็เฮี้ยว เปรี้ยว ซ่า ใช่ย่อยนะเนี่ย”
“ก็เยอะอยู่”
“แต่พี่ต้นก็เอาอยู่ และท่าทางจะชอบด้วย แบบนี้มันเข้าตำรา ยิ่งเหวี่ยงยิ่งรักนะเนี่ย” ฤชวีอมยิ้มเขินๆ “แล้วนี่นัดมิ้นท์มาดูพี่สำเร็จโทษพี่พิมแค่นี้น่ะเหรอ”
“พี่จะให้มิ้นท์ช่วยออกแบบปกนิยายเรื่องใหม่ ส่วนคุณพิมพี่แค่โทรไปเช็กอะไรนิดหน่อย”
“เช็กอะไรนิดหน่อย อะแน่ จะเช็กว่าหัวใจพี่ต้นที่ฝากไว้กับเค้า ยังอยู่ดีอยู่มั้ย ใช่ป่ะ”
“มิ้นท์สนใจเป็นนักเขียนหน้าใหม่ของสำนักพิมพ์นี้มั้ย พี่จะบอกกิ่งให้”
“ไม่ดีกว่า มิ้นท์ไม่อยากดับอนาคตพี่ต้น แล้วพี่ต้นโทรไปทำไม”
“พี่แค่อยากเช็กว่าข้อมูลถึงมือเค้ารึยัง”
“ข้อมูลอะไรพี่”
“ข้อมูลที่มันจะทำให้เค้าพ้นจากความยุ่งยาก”
ฤชวีพูดแค่นั้นไม่อธิบายอะไรเพิ่ม

พิมภาเดินหงุดหงิดไม่พอใจตัวเองกลับมาหาตรีวิญ
“นี่ฉันอ่อนแอถึงขนาดรู้สึกดีมากเวลามีใครมาบอกว่าเป็นห่วงตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่นะไม่ โดยเฉพาะกับนายนั่น มันเป็นแค่การแสดง”
ตรีวิญเห็นพิมภาเดินบ่นคนเดียวก็รู้สึกแปลกใจไม่คิดว่าพิมภาที่รักษาภาพมาตลอดจะมีอาการนี้ ตรีวิญแอบอมยิ้ม แต่เก็บสีหน้า
“ใครแสดงอะไรเหรอครับคุณพิม”
พิมภาตกใจ
“เปล่าค่ะ”
“ตกลงคุณพิมสะดวกไปทานข้าวกับผมหรือเปล่าครับ”

พิมภามองตรีวิญอย่างลังเล
 
 
พิมภานั่งอยู่ตรงข้ามตรีวิญในร้านอาหารแห่งหนึ่ง
 

“ทานอะไรดีครับคุณพิม”
“แล้วแต่คุณตรีวิญเลยค่ะ”
“ขอเมนูอาหารไทยด้วยครับ” ตรีวิญหันไปบอกบริกร บริกรนำเมนูมาให้ตรีวิญ ตรีวิญสั่งอาหารไทยสองสามอย่าง “ผมขอ ต้มข่าไก่ ยำยอดมะพร้าวอ่อนกุ้งสด”
พิมภาเก็บข้อมูลจากอาหารที่ตรีวิญสั่ง
“ทอดมันหน่อกะลาของที่นี่ก็อร่อยนะคะ”
“งั้น ขอทอดมันหน่อกะลาด้วยครับ เท่านี้ก่อนครับ” ตรีวิญส่งเมนูคืนให้บริกร “ที่จริงคุณพิมมีนัดอยู่แล้วรึเปล่าครับ”
“เปล่านี่คะ อ๋อ โทรศัพท์เมื่อกี้เหรอคะ คนดูแลบ้านโทรมาน่ะค่ะ”
“สนิทกันมากใช่มั้ยครับ”
“ทำไมเหรอคะ” พิมภาถามอย่างแปลกใจ
“ก็ผมเห็นคุณพิมคุยไป ยิ้มไป เหมือนเวลาที่คุยกับคนที่สนิทสนมกันมาก”
“สนิทที่ไหนล่ะคะ กวนประสาทพิมจะตาย คุยด้วยก็เสียเวลา”
“แต่คุณก็ยอมเสียเวลาคุยกับเค้า”
พิมภาอึ้ง เพราะจริงอย่างที่ตรีวิญพูดทุกอย่าง
“คุณตรีวิญช่างสังเกตจังนะคะ”
“สังเกตเพื่อการวิเคราะห์ครับ”
พิมภาชะงักไปนิดนึง ที่ได้ยินว่าตรีวิญบอกว่าที่จับสังเกตพิมภาเพราะต้องใช้ในการวิเคราะห์คน
“แล้วคุณตรีวิญวิเคราะห์พิมว่าไงค่ะ”
“คุณพิมเป็นคนรอบคอบ ใส่ใจผู้ร่วมงานดูจากที่คุณให้ข้อมูลที่ผมน่าจะสนใจอย่างตรงจุด ถึงจะดูเป็นคนเอาจริงเอาจังแต่คุณก็มีมุมสนุกสนาน ดูจากที่คุณยอมเสียเวลาคุยกับคุณดูแลบ้านที่คุณบอกว่ากวนประสาทคุณ”
“นี่คุณใช้จิตวิทยาวิเคราะห์พิมเหรอคะ” ตรีวิญยิ้ม ไม่ตอบ “งั้น ขออนุญาตนะคะ...คุณตรีวิญมั่นใจในตัวเองสูง ดูจากที่พิมให้คุณเป็นคนสั่งอาหาร คุณก็สั่งโดยไม่ลังเล แต่ก็พร้อมเปิดรับรับข้อเสนอแนะที่ประโยชน์ เพราะคุณก็ยอมรับในสิ่งที่พิมเสนอ ที่สำคัญถึงไปอยู่เมืองนอกหลายปีแต่ก็ไม่ได้ทำให้คุณเสียความเป็นไทยไปเลย ดูจากที่คุณเลือกสั่งอาหารไทยและสุดท้าย คุณเป็นคนประมาณการและคาดการณ์ได้ดี ดูจากอาหารที่สั่งแค่พอสำหรับสองคน ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป”
ตรีวิญยิ้มเป็นการยอมรับการวิเคราะห์ของพิมภา
“คนรอบคอบอย่างคุณ ไม่น่าปล่อยให้ใครมาใส่ร้ายได้”
“ตอนที่เกิดเรื่อง พิมกำลังยุ่งกับการจัดการปัญหาส่วนตัวอยู่ค่ะ”
“ผมเชื่อว่าคุณเป็นมืออาชีพพอที่จะรู้ว่า เราต้องแยกระหว่างงานกับเรื่องส่วนตัว” พิมภาอึ้ง “เราอยู่ในโลกของการแข่งขัน คุณก็รู้ว่าเราพลาดไม่ได้” ตรีวิญเตือนพิมภาด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ “ทุกอย่างแก้ไขได้ครับ ใช้ความผิดพลาดครั้งนี้พัฒนาตัวเองนะครับคุณพิม”
“ค่ะ”
“เราเป็นทีมเดียวกันแล้ว เราจะช่วยกันแก้ปัญหานี้ครับ”
พิมภารู้สึกอุ่นใจที่ได้ยินว่าตรีวิญจะไม่ทิ้ง

กิ่งแก้วอ่านทรีทเม้นท์นิยายเล่มใหม่ของฤชวี ฤชวีรอฟังคอมเม้นต์จากกิ่งแก้ว มิ้นท์ลุ้นไปด้วย กิ่งแก้วอ่านจบแล้วก็ลุกหนีไปที่ริมหน้าต่างหันหลังให้ฤชวี
“กิ่ง นิยายเล่มใหม่ของผมมันไม่สนุกขนาดนั้นเลยเหรอ”
กิ่งแก้วหันหน้ามาปาดน้ำตาที่คลอๆ อยู่
“ใครว่าล่ะ โดนมากเลยต้น กิ่งอ่านแค่ทรีทเม้นท์ยังสงสารพระเอกขนาดนี้ ถ้าต้นลงมือเขียนมาแบบเต็มๆ มีหวัง กิ่งน้ำตาแตกไปสามวันแน่”
ฤชวีกับมิ้นท์อดขำกิ่งแก้วไม่ได้
“กิ่งชอบผมก็ดีใจ”
“งั้นมิ้นท์เตรียมออกแบบปกไว้ได้เลย”
“ไม่ใช่แค่กิ่งนะที่ชอบ กิ่งเชื่อว่าผู้หญิงไม่ต่ำกว่าล้านคนต้องกดไลท์ให้กับนิยายเรื่องนี้ของต้น พระเอกที่เป็นตัวแสบในสายตานางเอก แต่ที่จริงยอมทำทุกอย่างเพื่อความสำเร็จของนางเอก แถมนางเอกไม่เคยจะชายตามอง เพราะมีชายในฝันอยู่แล้วเค้าก็เลยเป็นได้แค่”
“สามีกำมะลอ”
กิ่งแก้วทำหน้าทั้งซึ้งทั้งปลื้ม แต่มิ้นท์รู้ดีว่าฤชวีหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างฤชวีกับพิมภา
“ต้นคิดคำนี้ได้ยังไงน่ะ มันโดนมากเลย”
มิ้นท์พยายามจะส่งสายตาห้ามกิ่งแก้วไม่ให้ถาม แต่ว่าไม่ทัน
“มีคนช่วยคิดน่ะ”
กิ่งแก้วมองหน้าฤชวีที่จ๋อยไป แต่ว่าก็สายไปแล้ว ฤชวีแอบรู้สึกเจ็บๆ ที่นึกถึงคำว่าสามีกำมะลอที่พิมภาชอบเรียกฤชวีโดยที่ไม่รู้ความหมาย เสียงมือถือฤชวีดังขึ้น เห็นว่าเป็นสายของเกษมโทรเข้ามา ฤชวีปลีกตัวมารับสาย
กิ่งแก้วยังปลื้มกับงานของฤชวี ในขณะที่มิ้นท์แอบสนใจอาการของฤชวี
“ได้ข้อมูลแล้วใช่มั้ยคุณเกษม ขอบคุณมากครับ งั้นรีบส่งเลยนะครับ ที่สำคัญขอให้เป็นความลับที่สุด” ฤชวี
วางสาย
“คุณเกษมได้ข้อมูลแล้วเหรอ”
“อืม คุณพิมจะได้เลิกกลุ้มซะที ยิ่งได้ข้อมูลคนที่คิดร้ายกับคุณพิมเร็วเท่าไหร่ คุณพิมก็จะยิ่งพ้นมลทินเร็วเท่านั้น”
“ทุ่มเต็มที่ขนาดนี้ไม่ได้ใจให้มันรู้ไป”

ฤชีวียิ้ม มิ้นท์กับกิ่งแก้วสบตากันยิ้มๆ แล้วมองฤชวีว่าเป็นเอามาก
 
 
เมื่อกลับถึงห้องทำงาน พิมภาเตรียมข้อมูลสมุทัยเวชศาสตร์ให้กับตรีวิญอย่างอารมณ์ดี นันทิกานต์แอบมองอาการพิมภาแบบเซ็งๆ
 

“คุณพิมภาคะ”
“คะ คุณนันทิกานต์”
แต่พิมภาก็ยังไม่วางมือจากข้อมูล
“กรุณาเก็บอาการหน่อยดีมั้ยค่ะ”
“เก็บอาการเรื่องอะไรคะ”
“ก็ตั้งแต่คุณพิมภากลับจากพาคุณตรีวิญไปตรวจโรงงาน คุณพิมภาก็มีอาการลั้นลาจนน่าหมั่นไส้เหลือเกินค่ะตอนเนี๊ย”
“อ้าว ผิดด้วยเหรอคะ ที่ดิฉันมีความสุขกับการทำงาน”
“ขออนุญาตแก้ไขให้ถูกต้องค่ะ มีความสุขกับคนที่ทำงานด้วยมากกว่า”
“ฉลาดนะค้า สมองดีนะค้าคุณนันทิกานต์เนี่ย”
“มันก็ยังมิสำนึก ลั้นลากับชายที่มิใช่สามี กริยาเช่นนี้ ดิฉันเห็นว่า...เสื่อมค่ะ”
“แค่สามีกำมะลอนะค้า”
นันทิกานต์จ้องหน้าพิมภาดุๆ
“ไอ้พิม ช่วยกรุณานึกถึงตอนที่แกไปอ้อนวอนคุณต้นให้มาช่วยเป็นสามีของแกหน่อย แล้วแกไปเรียกเค้าแบบนั้น แบ่งสมองมาคิดซักหน่อยมั๊ยว่าเค้าจะรู้สึกยังไง”
“จะไปรู้สึกอะไร พ่อนักเขียนนั่นเป็นคนคิดคำนี้ขึ้นมาเองนะ”
“วันนึงนะพิม แกจะต้องเสียใจที่แกทำแบบนี้”
“แกเป็นหมอดูหรือไง ถึงมาเที่ยวทำนายแบบนี้”
“ฉันแช่ง”
“ไอ้แนน”
พิมภากับนันทิกานต์จะทะเลาะกันเดียเข้ามาพร้อมเอกสารปึกหนึ่งพอดี
“พี่พิม มีเอกสารมาส่งให้ค่ะ”
“จากไหน”
“ไม่มีชื่อผู้ส่งค่ะ”
เดียยื่นเอกสารให้พิมภาแล้วก็ออกไป พิมภาเปิดออกดูแล้วตกใจ นันทิกานต์ยื่นหน้ามาดูตกใจไปอีกคน

ที่หน้าห้องวิจัย นิคมเดินออกมาเจอลัลนากับซูซี่ที่ยืนรออยู่ ลัลนากับซูซี่ยิ้มหวานให้นิคม
“คุณลัลมีธุระอะไรกับผมเหรอครับ”
“คุณนิคมค่ะ รองพื้นตัวใหม่กับแป้งวิงค์ของเรา ในฐานะนักวิจัยคุณนิคมคิดว่าเป็นยังไงบ้างคะ”
“คือ ผมมั่นใจมากว่าคุณภาพของเราทิ้งห่างคู่แข่งแน่นอน”
“แล้วพอจะมีทางที่คู่แข่งจะไล่ตามเราทันมั๊ยคะ”
นิคมชักงงกับคำถามของลัลนา ซูซี่
“ก็ถ้ามีใครเอาสินค้าตัวอย่างที่เป็นความลับบริษัทไปให้กับบริษัทคู่แข่ง ก็ไม่ยาก”
“พวกคุณกำลังจะกล่าวหาผม”
“ถ้าคุณยอมสารภาพ ก็แค่ไล่ออก แต่ถ้าไม่ฉันจะแจ้งความ ว่าคุณละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัท” นิคมอึ้ง “กล้าทำลายความน่าเชื่อถือในอาชีพของตัวเอง ก็ต้องกล้ายอมรับผลที่จะเกิดนะคุณนิคม”
ลัลนาจ้องนิคมอย่างเอาจริง แสดงความเป็นนางเสือออกมาให้ได้เห็น
“ผมไม่เคยทำเรื่องเลวๆ ผิดจรรยาบรรณอาชีพตัวเองแบบนั้น ก่อนจะกล่าวหาใครคุณต้องมีหลักฐาน ไม่อย่างนั้นผมไม่ยอม”
“แล้วคิดเหรอว่าฉันจะหาไม่ได้”
“มันไม่มีแน่นอน” ลัลนาจ้องนิคม นิคมมองอย่างยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง “ถ้าไม่มีธุระแล้วผมขอตัว”
นิคมเดินออกไป
“น้องลัลหาหลักฐานได้แล้วจริงเหรอคะ” ซูซี่หันมาถามลัลนา
“ถ้าจริงแล้วลัลจะมาล้วงตับนายนี่ทำไมล่ะคะ ก็พูดข่มให้แสดงพิรุธไปงั้น เพราะถ้าตัวอย่างจะหลุดได้ก็จากนิคมคนเดียว แต่นายนี่ก็ดูจะมั่นใจว่าไม่ได้ทำ”
“แล้วเอาไงต่อค่ะ”
“งานนี้เราควานต่อมั่วๆ ซั่วๆ ก็เหนื่อยเปล่า ต้องหาแนวร่วมค่ะ”
“ใครคะ แนวร่วม”
“เจ้าทุกข์โดยตรงของเรื่องนี้ไงคะ”

พิมภากับลัลนายืนกอดอกดูเชิงกัน
“ขอบอกไว้ก่อนว่าการปรองดองครั้งนี้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว เพื่อผลประโยชน์ของบริษัท”
“โอเคดีลตามนั้น เธอรู้ใช่ไหมว่าใครเป็นหนอน?”
“เธอก็รู้ว่าใครจงใจเล่นงานเธอ?”
“กางไพ่มา”
“นายนิคมเป็นคนเอารองพื้นและแป้งตัวอย่างของเราออกไปให้กับคนนอกแน่นอน”
พิมภาได้ยินข้อมูลจากลัลนา มั่นใจในข้อมูลของตัวเองมากขึ้น หันหน้าไปมองนันทิกานต์ นันทิกานต์รู้ว่าพิมภาให้เอาเอกสารออกมาให้ลัลนาดู
“โอเคงั้นเธอดูนี่”
นันทิกานต์เอาเอกสารที่เพิ่งได้มาวางบนโต๊ะ เป็นภาพของปราสินีกับนิคมนัดเจอกันและภาพปราสินีกับเบอรี่ที่นัดพูดคุยกัน
“เป็นนายนิคมจริงๆ”
“เธอสืบได้เก่งมาก”
“เธอชมฉัน รู้ตัวมั้ย”
“รู้ ฉันตั้งใจ แต่ฉันชมตามเนื้อผ้า ไม่ได้ชื่นชมอะไรนัก อย่าจริงจังมาก”
นันทิกานต์เห็นพิมภากับลัลนาตั้งท่าจะใส่กันอีกจึงขัดขึ้นมา
“เอาเรื่องงานของเราต่อมั้ย”
“นั่นสิ เดี๋ยวพี่จะช่วยจำไว้ให้ว่าทะเลาะกันถึงไหนแล้ว”
“โอเคซื้อ” พิมภากับลัลนาพูดพร้อมกัน
“ปราสินีทำงานให้ใคร” ลัลนาถามขึ้นมา พิมภาหันมามองหน้าลัลนา
“เธอไม่รู้เหรอว่าเมเนเจอร์คนใหม่ของบริษัทซันชายน์คือใคร”

ลัลนารอฟังว่าใคร
 
อ่านต่อเวลา 17.00น.
ที่บริษัทซันชายน์ ปราสินีเดินเข้ามาที่โต๊ะที่มีป้ายหน้าโต๊ะ Brand Manager ปราสินีใช้มือลูบป้ายเบาๆ อย่างสะใจ
“ขอบใจนะพิม ที่ทำให้ฉันเหยียบหัวเธอขึ้นมานั่งบนตำแหน่งนี้ เพื่อนรัก”
เอกพลเดินเข้ามา
“ชอบห้องทำงานที่พี่ให้คนจัดไว้ให้มั้ย”
ปราสินียิ้ม เดินไปหาเอกพล
“คุยกับท่านประธานคิมแล้วใช่ไหมค่ะ ท่านประธานว่าไงบ้าง”
“งานนี้สำเร็จได้ก็เพราะคุณ ท่านประธานจะว่ายังไง นอกจากคุณเก่งมาก”
“แล้วพี่เอกล่ะคะ ไม่เห็นชมปลาบ้างเลย”
“ชมสิครับ” เอกพลกอดปราสินี “ปลาเก่งที่สุด” แล้วหอมแก้มเบาๆ “ขอบคุณนะครับ คนเก่ง”
เสียงโทรศัพท์ดัง ปราสินีรับโทรศัพท์
“โอเคค่ะ แล้วพบกันนะคะ” ปราสินีวางสายแล้วหันมาคุยกับเอกพล “พี่เอกช่วยบอกท่านประธานเพิ่มด้วยว่า นอกจากเราจะทำลายชื่อเสียงของ Naree ได้สำเร็จ ปลายังมีสินค้าใหม่มานำเสนอด้วย”
เอกพลมองอย่างพอใจ

ลัลนารู้จากพิมภาแล้วว่าเอกพลคือเมเนเจอร์คนใหม่ของซันชายน์
“น้องปลาเป็นแบรนด์เมเนเจอร์ แล้วเอกพลสามีเก่า เอ๊ยว่าที่สามีเก่าของน้องพิม เป็นมาร์เก็ตติ้งเมเนเจอร์ของซันชายน์เหรอคะ”
“ไอ้เอกพลนี่มันเลวจริงๆ เธอนี่ก็โง่เนอะที่จะไปแต่งงานกับมัน”
“กรุณาใช้คำว่าเคย เคยโง่”
“ตอนนี้ฉลาดแล้วว่างั้น”
“ใช่ ฉลาด ถึงได้เลือกมาคุยกับคนฉลาดอย่างเธอ”
“อันนี้ถือว่าฉลาดมาก แล้วเธอจะเอาไงต่อ แจ้งความจับเลยมั้ย”
“ไม่”
“อย่าบอกนะว่ายังซึ้ง ยังอินกับนายนั่น”
“แจ้งจับมันธรรมดาไป ไม่สะใจคุณพิมภาหรอก” นันทิกานต์บอกแล้วมองอย่างรู้นิสัยเพื่อน
“ใช่ ฉันต้องการคำสารภาพจากคนผิด Naree ต้องได้รับการขอโษอย่างเป็นทางการ”
“ร้าย”
“ม้าก มาก”
“แต่ฉันชอบ”
“ฉันก็ว่าแล้วว่าเธอต้องถูกใจ”
“แผนของเธอเป็นไงว่ามา”
พิมภากับลัลนาสุมหัวกันวางแผนการ ซูซี่ยังงงๆ กับท่าทีที่เข้ากันดีเหมือนไม่เคยทะเลาะกันมาก่อนของพิมภาและลัลนา นันทิกานต์เห็นอาการของซูซี่จึงพูดขึ้นมา
“ไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของสองคนนี้ ณ เวลานี้หละสิ ผลประโยชน์ต่างตอบแทน ไม่มีอะไรยั่งยืน เดี๋ยวก็ทะเลาะกันใหม่ มิตรภาพเฉพาะกิจเพื่อบริษัท”
“เก๋นะยะ มิตรภาพเฉพาะกิจ”
“ชอบก็เมมไว้”
ซูซี่ท่องเมมคำว่ามิตรภาพเฉพาะกิจไว้ให้ขึ้นใจ

ปราสินีมาหานิคมตามที่นัด
“คุณปลา ตอนนี้คุณปลาไปทำงานที่ไหนครับ”
“ปลายังไม่มีงานหรอกค่ะ แล้วช่วงนี้นิคมงานยุ่งมากไหมคะ”
“ก็เพิ่งวิจัยลิปสติกตัวใหม่สำเร็จน่ะครับ” นิคมหยิบลิปสติกตัวอย่างออกมาให้เห็น “ตัวนี้จะช่วยเติมเต็มร่องบริเวณริมฝีปากให้เต็มอิ่ม มันจะต้องบูมมากแน่ๆ”
“ปลาอยากลองใช้ดูจัง” ปราสินีจะจับมา แต่นิคมขยับเอาเก็บใส่กระเป๋าเหมือนเดิม
“มันยังเป็นความลับอยู่ครับ พรุ่งนี้ผมจะต้องเอาไปเสนอคุณพิม รอเปิดตัวก่อนแล้วผมจะเอามาให้คุณปลานะครับ”
“ค่ะ” ปราสินียิ้มแต่ตามองที่กระเป๋านิคมตลอดอย่างมุ่งหมาย
“คุณปลาครับ ผมไม่ได้ไปงานแต่งของคุณพิม แต่ผมได้ยินเขาพูดเรื่องคุณกับแฟนคุณพิมมีอะไรกัน ผม...”
คุณสามี(กำมะลอ)ที่รัก ตอนที่ 6 (ต่อ)


ปราสินีวางมือบนมือนิคม
“อย่าไปเชื่อนะคะ พิมกับปลาทะเลาะกันแรงมาก ปลาก็เลยถูกแกล้งจนปลาต้องลาออก” ปราสินีบีบน้ำตา
“อย่าร้องไห้นะครับ ผม ผมเชื่อคุณปลาครับ”
“ขอบคุณค่ะ นิคมดีกับปลาเสมอ ปลา...” ปราสินีจิกตาหว่านเสน่ห์ ปราสินีกุมมือนิคม เป็นการย้ำคำพูด แล้วปราสินีก็ทำเป็นพลาดปัดแก้วน้ำหกใส่เสื้อนิคม “ขอโทษค่ะ ปลามัวแต่ดีใจจนไม่ทันระวัง”
“ไม่เป็นไรครับ ผมขอไปห้องน้ำแป๊บนะครับ”
นิคมขอตัวไปห้องน้ำ ปราสินีได้โอกาสตัดสินใจขโมยตัวอย่างลิปสติกจากกระเป๋าของนิคม ทันทีที่ปราสินีเก็บลิปสติกลงกระเป๋า พิมภา ลัลนา นันทิกานต์เข้ามานั่งประกบและฝั่งตรงข้าม
“สวัสดีจ๊ะปลา”
ปราสินีตกใจแต่เก็บอาการ
“พวกเธอมาทำไม”
“ก็ยายพิมน่ะสิ ไม่สวยเป๊ะเวอร์อย่างฉัน ก็เลยอยากเติมปากเพิ่ม เธอมีลิปใหม่ๆ แนะนำมั๊ย”
ปราสินีชะงักเล็กน้อยเสียงแข็ง
“ไม่มี” ปราสินีจะลุก พิมภากับลัลนายกมือจับไหล่ปราสินีคนละข้างแล้วกดมือพร้อมกันให้ปราสินีนั่งลง
“แท่งที่เธอเพิ่งเก็บลงกระเป๋าเมื่อกี้ไง ของตัวอย่างฉันก็ใช้ได้นะ”
“พวกเธอพูดอะไรกัน”
“แสดงว่าต้องการภาพยืนยัน จัดมาค่ะคุณซูซี่”
ซูซี่เอากล้องที่ซ่อนไว้ข้างหลังออกมาเปิดให้ปราสินีดูเป็นภาพตอนปราสินีขโมยตัวอย่างสินค้า ปราสินีหน้าเสียที่โดนจับได้ ปราสินีจะแย่งกล้องยื้อกับซูซี่แต่พิมภากับลัลนาช่วยกันจับมือปราสินี นันทิกานต์เข้ามารวบจากด้านหลังดึงให้มาติดเก้าอี้
“ปล่อยฉันนะ ยัยแนน” ปราสินีสะบัดแรงมาก
“อื้อหือ ตัวเท่าเมี่ยงแรงบัฟโฟโล่เชียวนะ”
นิคมออกมา ปราสินีเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้อ่อนแอทันที
“นิคมคะ ช่วยปลาด้วยค่ะ พวกพิมจะรุมทำร้ายปลา”
“เจ้าบทบาทซะด้วย” ลัลนาหันไปยิ้มกับนิคม “หายโง่แล้วใช่ไหมคะคุณนิคม”
“ครับ”
ปราสินีตกใจมองนิคมว่าหมายความว่ายังไง
“ปลาจ๊ะ เป็นเพื่อนกันมาสิบกว่าปี ฉันไม่คิดเลยนะว่าเธอจะใช้เสน่ห์หลอกใช้ ผู้ชายเก่งแบบนี้ นี่เธอคงหลอกเอาสินค้าตัวอย่างจากนิคมไปให้ทางซันชายน์มาตลอดเลยใช่ไหม”
“หน้าหนอนบ่อนไส้มันเป็นอย่างนี้เอง”
ซูซี่ชี้นิคม
“แต่หน้าโง่น่ะเป็นแบบนี้ใช่ไหมคะ” ซูซี่ชะงักเมื่อเห็นนิคมมอง “อุ๊บ พี่ก็พูดไปตาม เหตุการณ์น่ะค่ะ”
“ไม่จริงนะคะ นิคมอย่าไปฟังพวกนี้นะคะ ปลาไม่เคยหลอกใช้คุณ”
นิคมเจ็บใจแล้วหันไปทางพิมภา
“ผมช่วยพวกคุณแล้ว”
“ไม่ต้องห่วง ฉันกับลัลจะรายงานคุณสุว่าคุณไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”
“ผมขอตัวนะครับ”
นิคมหยิบกระเป๋าแล้วเดินออกไป
“คุณนิคม” ปราสินีจะลุกหนีแต่พิมภากับลัลนากดไว้แน่น “ปล่อยฉันนะ”
“ปล่อยแน่ แต่หลังจากที่เราเคลียร์กันแล้วนะ”
“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย! พวกนี้จะทำร้ายฉัน”
ปราสินีพยายามสะบัด นันทิกานต์กับซูซี่ไม่ยอมให้ไป คนในร้านมองอย่างสนใจ ผู้จัดการร้านเข้ามา
“มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”
“คนพวกนี้จะทำร้ายฉันค่ะ” ปราสินีหฟ้องผู้จัดการ ผู้จัดการพูดกับพิมภา ลัลนา
“ผมคงต้องขอให้คุณปล่อยคุณคนนี้”
พิมภากับลัลนามองหน้ากัน
“ฉันไม่ปล่อย นี่มันเป็นเรื่องส่วนตัว คุณไม่เกี่ยว”
“ช่วยฉันด้วยนะคะ”
“ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องให้ตำรวจจัดการ”
พิมภายิ้มเข้าทาง
“ก็ดีนะลัล ไม่ต้องลากไปโรงพักให้เหนื่อยจะได้เคลียร์กันทีเดียวหลายคดี วิวาท ขโมยของ เอ๊ ลิปนี่เราจดลิขสิทธิ์แล้วใช่ไหมแนน”
“สดๆ ร้อน ๆ เมื่อเช้าเลยจ๊ะ” ซูซี่ชูกล้อง
“หลักฐานเราก็พร้อม”
ปราสินีตกใจ
“เรียกตำรวจมาเลยค่ะ” พิมภาบอกกับผู้จัดการ ผู้จัดการจะไป
“เดี๋ยวค่ะ” ปราสินีรีบเรียก ผู้จัดการชะงักหันมา “ไม่ต้องเรียกตำรวจมาหรอกค่ะ พวกนี้เขาเป็นเพื่อนฉันเอง เราเข้าใจผิดกันนิดหน่อย ขอโทษนะคะที่ทำให้วุ่นวาย”
“ไม่มีอะไรให้ช่วยแน่นะครับ”
“ค่ะ”
ผู้จัดการเดินไป ลัลนากับพิมภามองปราสินี ลัลนายิ้มร้ายๆ
“เข้าใจอะไรง่ายดีนะ งั้นตามพวกฉันมา”
 
ปราสินีจำต้องยอมให้นันทิกานต์กับซูซี่ลากตัวออกไป
 
อ่านต่อพรุ่งนี้ เวลา 09.30น.
ปราสินีถูกจับนั่งลงที่เก้าอี้ในห้องทำงานพิมภา
“เธอจะทำอะไร”
“หนังสั้น ให้เธอเป็นนางเอก” พิมภายื่นมือถือให้ปราสินี “ตามยัยเบอรี่ตัวประกอบของเธอมาด้วย ฉันต้องการให้เธอสองคนสารภาพออกมาว่าทำอะไรลงไปบ้าง”
ปราสินีนิ่งไม่มีท่าทีว่าจะทำตาม
“จะไม่มีการลงมือใดๆ ถ้าไม่จำเป็น”
“แต่ถ้ามีคนดื้อดึง ฉันว่าจำเป็น”
“จะดีเหรอคะน้องลัล ที่นี่เป็นเขตปลอดความรุนแรงนะคะ”
“แต่ถ้าแถวนี้มีคนชอบความรุนแรง เราก็ควรจัดไป” ลัลนาตบโต๊ะปัง ปราสินีชักกลัว หันไปมองหน้าพิมภาที่เชื่อว่าน่าจะเป็นที่พึ่งได้
“พิม”
“ฉันคนหัวอ่อน เพื่อนว่าไงฉันก็ว่าตามนั้น”
“เพื่อน เธอสองคน” ปราสินีมองพิมภากับลัลนา
“ยังไงเราสองคนก็เป็นเพื่อนร่วมงานกัน เป็นคนบริษัทเดียวกัน และเราก็กำลังจะทำเพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือล้างมลทินให้กับบริษัท”
ลัลนาพอใจกับคำตอบของพิมภา
“รีบเรียกยัยเบอรี่มา เราจะได้เริ่มการถ่ายทำกันซะที ตั้งชื่อเรื่องว่าอะไรดี”
“คำสารภาพของเพื่อนเก่าดีมั๊ย”
“ร้ายอะ แต่ซื้อ โทรเดี๋ยวนี้”
ปราสินียอมโทรหาเบอรี่
“เบอรี่เหรอจ๊ะ ช่วยมาที่ Naree หน่อยสิ...พี่อยากให้มาแอคติ้งเพิ่มเติมหน่อย แบบว่าเข้ามาเอาเรื่องให้ถึงที่สุด คราวนี้พี่จะอยู่ด้วย ช่วยกันสองคน โอเคนะ”
ซูซี่มองปราสินีแบบอนาถใจ
“งูพิษ”
“ตัวเป็นๆ เลยหละ”
พิมภากับลัลนาสบตากันพอใจ

ภาพบนจอมอนิเตอร์เห็นเป็นคลิปวีดีโอที่พร้อมเผยแพร่ เป็นภาพเบอรี่โวยวายด่าปราสินี
“เป็นบ้าอะไรของพี่เนี่ยพี่ปลา สารภาพอะไร พี่เป็นคนจัดฉาก เขียนสคริปท์ แล้วก็จ้างฉันมาใส่ความยัยพิมภา มาทำลายชื่อเสียงบริษัท Naree พี่จะให้ฉันสารภาพอะไรเรื่องทั้งหมดมันเกิดจากพี่คนเดียว บอกเค้าไปสิ”
ภาพในคลิปปราสินีจ๋อยพูดอะไรไม่ได้ ลำบากใจที่จะรับสารภาพ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
“ค่ะ เรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือของฉันเอง”
สุกัญญากับตรีวิญที่ดูคลิปอยู่
“จะเอายังไงต่อไป” สุกัญญาถามขึ้นมา
“โพสท์คลิปนี้ลงในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กและปราสินีต้องลงข่าวหนังสือพิมพ์เพื่อเป็นการขอโทษ” ลัลนาบอก
“แล้วเรื่องที่ซันชายน์ก็อปปี้งานของนารี”
“ปล่อยให้ผู้บริโภคไปสืบกันเองดีกว่าค่ะ สังคมโซเชียนเนทเวิร์คตอนนี้ไม่มีอะไรที่เป็นความลับ”
“แบบนั้นเราจะได้เครดิตที่ไม่พาดพิง แต่สามารถกดดันให้ซันชายน์ให้ถอนสินค้าออกได้ เพราะถ้าซันชายน์ไม่ยอมเราจะฟ้อง และเราก็มีคลิปที่สามารถใช้เป็นหลักฐานได้ทุกเมื่อว่าซันซายน์เคยให้คนขโมยผลงานของนารีออกไปก๊อปปี้”
“ดี พี่เห็นด้วยกับวิธีนี้ คุณตรีวิญว่าไงคะ”
“นุ่มนวลแต่เด็ดขาดดีครับ แบบนี้เราไม่ต้องเสียเวลาวางแผนพีอาร์เพื่อเรียกความมั่นใจจากลูกค้าด้วยซ้ำ”
ตรีวิญชมและสบตาพิมภา ลัลนาแทรกตัวเข้ามารับคำชมด้วย
“คุณสองคนทำงานได้ดีมาก แสดงให้เห็นถึงความเป็นทีมเวิร์คที่ดี ผมพอใจมาก”
สุกัญญายิ้มพอใจที่ทุกอย่างลงเอยได้
“คุณสุคะ พิมมีเรื่องอยากจะขอ” สุกัญญามองว่า เรื่องอะไร “เรื่องปราสินีค่ะ” สุกัญญาถอนหายใจเดาออกว่าพิมภาจะขอให้ยกโทษให้ปราสินี “ปลายอมสารภาพเรื่องทั้งหมด ถ้าคุณสุจะกรุณาไม่ให้เรื่องถึงตำรวจ”
“จะดีเหรอพิม”
“แค่นี้ปลาก็คงจะหางานที่อื่นทำได้ยากแล้ว สิ้นความน่าเชื่อถือ ก็หมดอนาคตเท่านี้ก็น่าจะพอแล้วนะคะสำหรับปลา”
สุกัญญาสบตาตรีวิญเป็นการถามความเห็น
“ถ้าคุณพิมภาคิดว่าดีแล้ว ก็ให้เป็นไปตามนั้นก็ได้ครับ”
“ขอบคุณมากค่ะ”
ลัลนาอดไม่ได้ที่จะกัดพิมภา
“นางเอกเนอะ”
 
ตรีวิญมองพิมภาอย่าแปลกใจที่คนที่มุ่งมั่นแข่งขันเรื่องงาน จะมี
กำลังโหลดความคิดเห็น...