xs
xsm
sm
md
lg

กี่เพ้า ตอนที่ 13

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


กี่เพ้า ตอนที่ 13

เหวินเยี่ยหันมามองเหม่ยอิง แววตาแค้นอยากจะฆ่าให้ตาย หลินเพ่ยคาดคั้นแม่เสียงดัง

“คุณแม่ทำแบบนี้ทำไม”
“เพราะแม่แกมันเลว เลี้ยงไม่เชื่อง”
เหม่ยอิงคุกเข่าอ้อนวอน
“คุณพี่ให้อภัยฉันเถอะ เราสองคนจะไม่ทำอีกแล้ว”
“นังอสรพิษ”
เหวินเยี่ยตบหน้าเหม่ยอิงจนเซถลาไปตามพื้น เสียงผู้คนร้องวี๊ด เหวินเยี่ยจะปราดไปตบอีก แต่หมิงเทียนห้ามไว้
“พอแล้วครับคุณพ่อ”
“ให้มันตายคามือฉัน มันก็ยังไม่สาสมกับความเลวของมัน”
เหวินเยี่ยผลักหมิงเทียนออกแล้วเข้าไปกระชากตัวเหม่ยอิงมาตบอีกจนเลือดไหลที่มุมปาก หลินเพ่ยมองภาพแม่โดนซ้อม ทำให้ภาพอันแสบเจ็บปวดสมัยเด็กกลับมา
หลินเพ่ยคู้ตัวกอดเข่า ตัวสั่นกลัว หวีดร้องสุดเสียงและช็อกตาค้าง
เหวินเยี่ยชะงักมือ เหม่ยอิง รีบเดินเซไปหาลูกสาว
“เพ่ยเพ่ย เพ่ยเพ่ย”
หลินเพ่ยตัวสั่น หวาดกลัวอยู่ในอ้อมกอดของเหม่ยอิงที่ร้องไห้ด้วยความเสียใจ
“เพ่ยเพ่ย แม่ขอโทษ”
แต่หลินเพ่ยไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง วนเวียนอยู่กับความกลัวของตัวเอง
เหวินเยี่ยหันไปมองจิ้นเจินที่คุกเข่าด้วยดวงตามาดร้าย จิ้นเจินหัวโขกพื้นคำนับถี่ๆ
“พี่เยี่ย ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ มันแค่อารมณ์ชั่ววูบ ให้อภัยผมด้วยพี่เยี่ย”
“ไอ้คนอกตัญญู”
เหวินเยี่ยถีบจิ้นเจินและจะเข้าไปกระทืบๆด้วยความแค้น หมิงเทียนเข้าไปล็อกแขนพ่อไว้
“พอเถอะครับคุณพ่อ”
เหวินเยี่ยยังไม่หยุดกระทืบ แต่สุดท้ายหมิงเทียนก็รั้งพ่อออกมาสุดแรงจนแยกออกมาได้
“ฟ้าดินต้องลงโทษแก”
ลี่ผิงร้องไห้ด้วยความสงสารน้อง เหวินเยี่ยพยายามจะกลับไปถีบจิ้นเจินอีกแต่หมิงเทียนรั้งไว้ ประมุขตระกูลเจ้านั่งลงทั้งเหนื่อย แค้น อับอายและเสียศักดิ์ศรีจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี สายตาที่เหลือบมองไปที่ประตูเห็นผู้คนยืนซุบซิบกัน
“แกสองคนออกไปจากบ้านฉัน อย่ากลับมาเหยียบที่นี่อีก ไป”
จิ้นเจินรีบเดินออกไป เหม่ยอิงจับแขนหลินเพ่ย
“เพ่ยเพ่ยไปกับแม่”
หลินเพ่ยสะบัดมือแม่ออกอย่างแรง
“ไม่ไป เพ่ยเพ่ยเป็นคุณหนูตระกูลเจ้า เพ่ยเพ่ยต้องอยู่ที่นี่”
“ที่นี่ไม่มีใครต้อนรับเราแล้ว ไปกับแม่เถอะ” เหม่ยอิงบอก
หลินเพ่ยกรี๊ดใส่หน้าเหม่ยอิง
“ไม่ไป”
เหม่ยอิงและทุกคนตื่นตะลึงงัน
“คุณหนูตระกูลเจ้าไม่ควรอยู่ในบ้านทุเรศๆ อยู่กับไอ้ขี้เมาใจร้ายนั่นอีก เพ่ยเพ่ยเป็นคุณหนูตระกูลเจ้า เพ่ยเพ่ยต้องอยู่ที่นี่เท่านั้น ต่อไปเพ่ยเพ่ยกับพี่รองก็จะแต่งงานกัน เพ่ยเพ่ยก็จะได้เป็นคุณนายใหญ่ของตระกูลเจ้า เพ่ยเพ่ยจะต้องได้ทุกอย่างของตระกูลเจ้า”
เหวินเยี่ยฟังแล้วก็โมโหบอก
“เพ่ยเพ่ย แกฟังฉันให้ดี นับจากนี้แกไม่ใช่คนของตระกูลเจ้าอีกต่อไป”
คำพูดของเหวินเยี่ยเหมือนฟางเส้นสุดท้ายทำให้สติของเพ่ยเพ่ยขาดผึงในทันที
“ไม่...” หลินเพ่ยกรีดเสียงดังอย่างไม่รู้ตัว
สติของหลินเพ่ยขาดผึง ตาค้างดื้นพราดลงกับพื้น ไม่รับรู้อะไรอีกแล้วพูดบ่นพึมพำซ้ำๆไปมา
“ฉันเป็นคุณหนูตระกูลเจ้า ๆๆ”
หมิงเทียนกับเหม่ยอิงช่วยกันจับหลินเพ่ยที่พร่ำแต่พูดว่า “ฉันเป็นคุณหนูตระกูลเจ้า” จนตาค้าง ลมหายใจหอบถี่ เหม่ยอิงร้องไห้แทบขาดใจ ทุกคนมองอย่างสลดใจ

วันใหม่ ภายในห้อง เหวินเยี่ยนั่งซึมเหมือนคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา ลี่ผิงกับหมิงเทียนมาแอบดูที่หน้าห้อง คุยกันไม่ให้เหวินเยี่ยได้ยิน
“ตั้งแต่เช้าคุณพ่อไม่พูดอะไรเลย” ลี่ผิงบอก
“อาการเหมือน...”
“เหมือนแม่ ตอนที่คุณพ่อพาเหม่ยอิงเข้าบ้าน”
“มีเรื่องในงานวันเกิด ป่านนี้คนคงเอาไปลือสนุกปาก สำหรับผู้ชายเรื่องพวกนี้มันเสียหน้ามากกว่าผู้หญิง”
“ไม่ได้มากไม่ได้น้อยไปกว่ากันหรอกหมิงเทียน ทั้งผู้หญิงผู้ชายมันก็คนเหมือนกัน ถ้าถูกนอกใจก็อับอายทุกคนแหละ”

ลี่ผิงกับหมิงเทียนได้แต่ยืนมองเหวินเยี่ยที่นั่งซึมอยู่ที่หน้าห้อง

 
ภายในห้อง จิ้นเจินเก็บข้าวของเสื้อผ้าลงกระเป๋าเดินทางล้อลากใบใหญ่ 1 ใบ อวี้เหลียนเปิดประตูเข้ามาในห้องคนเดียวก่อน

“ก่อนจะไป ไปหย่ากับฉันด้วย”
จิ้นเจินมองหน้า อวี้เหลียนไม่หลบสายตา
“นี่แก แกกล้าหรือ แกทำลายชีวิตฉัน แกทำลายทุกอย่างของฉัน อย่าอยู่เลย”
จิ้นเจินพุ่งเข้าไปหมายจะบีบคอเหลียน เจิ้นหลุนกับอี่เหวินมาขวางไว้ทัน ดึงจิ้นออกมาล็อกตัวไว้
“หยุดนะคุณจิ้น”
“พวกแกเข้ามาทำไม ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้”
“คุณพิ้งค์ให้พวกเรามาดู และก็มาทันเวลาจริงๆด้วย”
“ว่ายังไงเรื่องหย่า”
“ฉันหย่าให้อยู่แล้วล่ะนังจิ้งจอก แกก็ต้องถูกเฉดหัวออกไปเหมือนกัน แกต่างหากที่ไปไม่รอด”
อวี้เหลียนยิ้มไม่แคร์ จิ้นเจินเก็บข้าวของหิ้วออกไป

ที่หน้าบ้าน มีรถตู้จอดอยู่ 2 คันเพื่อรอรับเหม่ยอิงกับจิ้นเจิน จิ้นเจินเดินคอตกลากกระเป๋าเดินทางมา อี่เหวินกับเจิ้นหลุนเดินคุมตามมา คนรถยกกระเป๋าเดินทางใส่ท้ายรถ จิ้นเจินหันกลับไปมองคฤหาสน์ตระกูลเจ้าอย่างอาลัยอาวรณ์ ลี่ผิง หมิงเทียน อวี้เหลียน ซิ่วหลานเดินมาหา
“พี่เยี่ยไม่ยอมให้แกอยู่ในฮ่องกง พี่ก็เลยจะให้แกไปอยู่ที่ไต้หวันกับญาติของเรา”
จิ้นเจินพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหันไปมองอวี้เหลียนด้วยสายตาเคียดแค้น
“แล้วนังเหลียนล่ะ มันโดนไล่ออกเหมือนผมใช่ไหม”
“เปล่า คุณพี่ให้ฉันทำงานต่อ เพียงแต่ฉันต้องหย่าแล้วออกไปอยู่ข้างนอก”
จิ้นเจินแสยะมองอย่างดูถูก
“ฮึ คนอย่างแกจะไปได้สักกี่น้ำ”
“ที่ผ่านมา คนอย่างน้าเหลียนไม่เรียกว่าอ่อนแอหรอกครับ จนป่านนี้ น้าจิ้นยังไม่รู้อีกหรือ ว่าน้าทำตัวเอง มัวแต่โทษคนอื่นแล้วเมื่อไหร่จะได้แก้ไขความผิด”
จิ้นเจินสะบัดหน้าอย่างไม่แคร์เดินขึ้นรถ เจิ้นหลุนเรียกไว้
“เดี๋ยวครับคุณจิ้น คุณเยี่ยสั่งให้ผมยึดกำไลหยกคืนจากคุณด้วย”
จิ้นเจินถอดให้เจิ้นหลุนแล้วก้าวขึ้นรถ รถตู้ขับออกไป อี่เหวินกับเจิ้นหลุนยังอยู่แถวนั้น แต่ลี่ผิง หมิงเทียน อวี้เหลียน ซิ่วหลานจะเดินกลับจะเข้าบ้านขึ้นบันไดไปแล้วชะงัก
เหม่ยอิงหน้าเศร้า ช้ำจากรอยตบ เดินนำ โดยมีเป่าหลินเดินร้องไห้ลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 1 ใบตามหลังมา เหม่ยอิงพูดกับหมิงเทียน
“คุณชายรอง ฉันฝากเพ่ยเพ่ยด้วยนะคะ”
“ไม่ต้องห่วง เพ่ยเพ่ยเป็นน้องสาวผมคนหนึ่ง ผมไม่มีวันทิ้งเธอ ผมขอตัวไปดูเพ่ยเพ่ยที่โรงพยาบาลก่อน เมื่อตะกี้คุณหมอโทรมาตาม”
หมิงเทียนรีบออกไปทางโรงรถ ลี่ผิงเดินเข้ามาประจันหน้ากับเหม่ยอิงพลางพูดจาเยาะเย้ยถากถางอย่างสะใจ
“นี่คือวันที่ฉันรอคอย ฉันไม่ได้ทำอะไรเธอนะ เธอทำตัวเธอเองทั้งนั้น”
“ฮึ ระหว่างที่รอ มันกี่ปีนะเป็นสิบปี แกคงเจ็บปวดมากสิ รอจนแก่ ฮะฮะฮ่า ผัวแก่ๆ ก็เหมาะกับเมียแก่ๆ อย่างแกแล้วนี่”
“แก้แค้นน่ะ สิบปียังไม่สาย”
“แกหมายความว่าไง”
“ฮึฮึ เธอทำลายชีวิตอาจิ้นน้องชายฉัน ทำลายชีวิตครอบครัวฉัน ระหว่างเธอกับฉันมันไม่จบแค่นี้หรอก”
เหม่ยอิงอึ้ง ทั้งสองคนมองหน้ากัน เหม่ยอิงเดินไปขึ้นรถตู้ต่อโดยมีเป่าหลินลากกระเป๋าตาม คนรถไปเอากระเป๋าจากเป่าหลินไปขึ้นรถ เจิ้นหลุนซึ่งอยู่แถวรถตู้พูดกับเหม่ยอิง
“ขอโทษครับ คุณเยี่ยสั่งให้ผมเก็บกำไลหยกคืนจากคุณ”
“อาเป่า แกเก็บไว้ไม่ใช่หรือ เอาคืนเค้าไปสิ”
เป่าหลินล้วงกำไลจากกระเป๋ากางเกง
“อยู่นี่ค่ะ เป่าตั้งใจจะคืนให้คุณนายรองอยู่พอดี”
เป่าหลินส่งกำไลให้ แต่เหม่ยอิงไม่รับ แล้วบอกเจิ้นหลุน
“อยากได้ก็มาเอาไปสิ”
เจิ้นหลุนรับกำไลมาจากเป่าหลิน เหม่ยอิงเดินขึ้นรถตู้ไป รถตู้เคลื่อนออก หลุนถือกำไล 2 วงเดินกลับเข้าบ้าน
ลี่ผิง อวี้เหลียนมองสะใจที่จบเสี้ยนหนาม

เพกายืนเฝ้าดูเหตุการณ์ที่หน้าบ้านด้วยการแหวกม่านอยู่ที่ห้องโต๊ะมังกร เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยจบลง เพกาก็ปิดม่านลงแล้วเดินออกมายังห้องโถง เจิ้นหลุนเดินถือกำไลหยกสมบูรณ์เข้ามา 2 วง เพกาเดินเข้ามาหาและเรียกไว้
“อาหลุน ฉันขอดูกำไลของคุณเหม่ยอิงหน่อยสิ”
เจิ้นหลุนหยิบกำไลจากกระเป๋าสูทมาพิจารณาขนาดกำไลดูวงที่เล็กกว่าแล้วส่งให้
“อันนี้ครับ”
เพกาหยิบมาดู พิจารณาหารอยแตกหักอย่างละเอียดแล้วคิด
“แปลก...กำไลไม่มีรอยแตกแม้แต่นิดเดียว ก็แสดงว่าคุณเหม่ยอิงไม่ได้ฆ่าคุณเมย์ลี”
เพกาส่งกำไลคืนให้เจิ้นหลุน
“ขอบใจมากจ้ะ”
เจิ้นหลุนเดินกลับเข้าตึกไป ลี่ผิงกับอวี้เหลียนเดินเข้ามาจากทางหน้าตึกพอดี
“คุณไม่เป็นอะไรนะคะคุณเหลียน” เพกาว่า
“คุณจิ้นบอกว่าฉันไม่มีวันหย่า เดิมทีฉันก็คิดอย่างนั้น แต่พอทำลงไปจริงๆ ฉันกลับโล่งใจ แปลกมากๆเลยนะคะ”
“ขอโทษแทนจิ้นด้วยนะอาเหลียน ฉันละอายใจกับเธอจริง ๆ” ลี่ผิงบอก
“คุณพี่ทำหน้าที่พี่สาวดีที่สุดแล้วค่ะ เป็นฉัน...ฉันก็ต้องปกป้องน้องชาย”
“แล้วคุณเยี่ยเป็นยังไงบ้างคะ” เพกาถาม
“ไม่ยอมกินข้าว ดื่มน้ำชานิดหน่อย ยังไม่ยอมพูดกับใคร” ลี่ผิงบอก
“ฉันสร้างเรื่องเดือดร้อนให้บ้านตระกูลเจ้า ฉันขอโทษด้วยนะคะ”

“ทำไมต้องขอโทษล่ะคุณพิ้งค์ คนที่เปิดโปงเรื่องนี้คืออาเป่ากับฉันต่างหาก อาเป่าทำเพราะกลัวความผิด ส่วนฉันตั้งใจ” อวี้เหลียนบอก

 
“ไม่ใช่เหลียนคนเดียวนะที่โล่งใจ สิ่งที่ฉันรอมาตลอดชีวิตคือการเปิดเผยว่าเหม่ยอิงเป็นคนชั้นต่ำ ฉันไม่ต่างจากเหลียนที่ไม่กล้า แต่พอมีคนอื่นมาทำให้ ฉันก็โล่งใจ”

“จริงหรือคะ คุณนายใหญ่ไม่ว่าฉันหรือคะ”
ลี่ผิงพยักหน้าบอก
“ฉันเจ็บนะ ที่ต้องทนดูเหม่ยอิงชูคอเสวยสุขอยู่ในบ้าน ฉันหลอกตัวเองว่าเดี๋ยวอาจิ้นก็เบื่อมัน เดี๋ยวสวรรค์ก็ต้องลงโทษมัน แต่จนแล้วจนรอด สองคนนี้ก็ไม่เลิกกันซะที” ลี่ผิงว่า
“ถ้าไม่มีคนกล้าอย่างคุณ คนอ่อนแออย่างฉัน อย่างคุณพี่ ก็คงต้องทนกับคนเลวๆต่อไป ขอบใจมากนะคุณพิ้งค์” อวี้เหลียนพูดพลางจับมือเพกาอย่างขอบใจ
ลี่ผิงยิ้มเข้าไปแตะไหล่เพกา สายตาแสดงความขอบใจแทนคำพูด เพการู้สึกดีขึ้นที่คนทั้งสองเข้าใจตน

เวลาต่อมา เพกามองดูสวนโบตั๋นอยู่อย่างเพลิดเพลินเพราะช่วงที่ผ่านมานี้มีแต่เรื่องร้ายๆมากมาย หมิงเทียนเดินมาหาเอาแฟ้มเอกสารมาให้ดู
ข้างในแฟ้มเป็นรายงานสถิติคนป่วย คนตายจากการถูกยิงรูป
“อาทิตย์นี้ก็เหมือนเดิม ไม่มีคนป่วยและคนตายจากกระสุนปืนที่ลักษณะเหมือนอาเหว่ย แสดงว่าเขายังรอดอยู่”
เพการับมาดูเปิดทุกแผ่น
“คุณพิ้งค์..เราดีกันเถอะนะ ผมจะตามข่าวเหว่ยมาให้คุณทุกวันเลย”
เพกาเสียงอ่อนลงบ้าง
“คุณเพ่ยเพ่ยเป็นไงบ้างคะ”

ที่โรงพยาบาลบ้า ภายในห้องคนป่วย หลินเพ่ยอยู่ในห้องถูกมัดมือมัดเท้าไว้กับเตียง โวยวายร้องลั่น ดิ้นรน พยาบาลกำลังจะฉีดยาให้แต่ยังไม่สำเร็จ
“ปล่อย ฉันจะกลับบ้าน ปล่อยๆ”

หมิงเทียนกับเพกาเดินมาถึงหน้าห้องเพื่อจะเยี่ยมหลินเพ่ยก็ได้ยินเสียงร้องโวยวายอยู่
“ปล่อย ปล่อย มาจับฉันไว้ทำไม”
“คุณเข้าไปเถอะค่ะ” เพกาบอก
หมิงเทียนพยักหน้าและเปิดประตูเข้าไปในห้อง เพกาไม่เข้าไปแอบดูอยู่ที่ช่องกระจกหน้าห้อง

หมิงเทียนเดินเข้าไปหา หลินเพ่ยกำลังอาละวาดใส่พยาบาล
“ฉันเป็นคุณหนูตระกูลเจ้า แกทำอะไรฉัน ฉันจะให้คุณพ่อเล่นงานแก”
หมิงเทียนเดินมาข้างเตียงพลางลูบผมหลินเพ่ยอย่างอ่อนโยน
“พี่รอง พี่มารับเพ่ยเพ่ยกลับบ้านแล้ว”
“เพ่ยเพ่ย ไม่ว่ายังไง เพ่ยเพ่ยก็เป็นน้องสาวพี่นะ”
“พี่รอง พี่รองของเพ่ยเพ่ย”
หลินเพ่ยน้ำตาไหลรินเริ่มสงบลง พยาบาลอาศัยช่วงที่หลินเพ่ยคุยกับหมิงเทียนฉีดยาให้
“แก.. ฉันจะฆ่าแก”
หลินเพ่ยดิ้นอาละวาดอีก
“เพ่ยเพ่ย ใจเย็นๆ พี่อยู่นี่”
เดี๋ยวเดียวหลินเพ่ยก็หยุด อาการสงบลงเพราะฤทธิ์ยา เพกามองผ่านกระจกด้วยแววตาสงสาร

บริเวณทางเดินชั้นเดียวกับห้องพักคนไข้ เพกากับหมิงเทียนเดินคุยกันมา
“น่าสงสารคุณเพ่ยเพ่ยเธอนะคะ รับกรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ แล้วนี่คุณเยี่ยจะเอาไงกับเพ่ยเพ่ยคะ”
“คุณพ่ออยากให้เพ่ยเพ่ยย้ายออกไปอยู่ที่คอนโด”
“ทำไมคะ”
“ผมว่าคุณพ่อเห็นเพ่ยเพ่ยแล้วจะยิ่งคิดถึงแม่เขา ตอนนี้คงต้องเอาแบบนี้ไปก่อน ทั้งเพ่ยเพ่ย ทั้งคุณพ่อต้องการเวลาไว้อนาคตค่อยว่ากันใหม่”
“ก็จริงนะคะ เวลาเยียวยาได้ทุกอย่าง”
“คุณเหม่ยอิงหนีไปมาเก๊า เพ่ยเพ่ยไม่มีใคร คุณจะว่าไหมครับคุณพิ้งค์ ถ้าผมมาเยี่ยมเพ่ยเพ่ยบ่อย ๆ”
“เพื่อนกันยังมานอนเฝ้าไข้ให้กันได้ แล้วนี่คุณสองคนโตมาด้วยกัน ถึงไม่ใช่พี่น้องแท้ ๆ แต่ก็สนิทกันมาก หมั่นมาเยี่ยมเธอเถอะค่ะ เธอได้หายเร็ว ๆ”
หมิงเทียนมีสีหน้าขอบใจ

ที่หน้าคฤหาสน์ตระกูลเจ้ามีรถตู้จอดอยู่ 1 คัน
ภายในห้องรับแขกโต๊ะมุก อวี้เหลียนบอกลาเหวินเยี่ยกับลี่ผิง โดยมีอี่เหวินกับเจิ้นหลุนลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่คนละ 2 ใบอยู่ห่างไปแถวประตู
“อพาร์ทเม้นท์ของฉันอยู่ฝั่งเกาลูนค่ะคุณพี่”
“ทำไมไม่เช่าอยู่ฝั่งฮ่องกงล่ะ มีอพาร์ทเม้นท์ออกเยอะแยะ” ลี่ผิงบอก
“พอดีบริษัทบัญชีที่ฉันหุ้นเปิดกับเพื่อนอยู่ฝั่งเกาลูนค่ะ”
“อันที่จริงเธอไม่เห็นต้องลาออกจากบริษัท เปลี่ยนใจอยู่ช่วยงานต่อเถอะอาเหลียน” เหวินเยี่ยบอก
“ฉันแต่งงานกับคุณจิ้นเพราะพ่อแม่เห็นว่าเหมาะสม ตลอดชีวิตแต่งงานฉันอยู่ใต้อาณัติคุณจิ้น จะกิน จะนอน จะทำอะไรต้องขออนุญาตคุณจิ้น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันกำหนดเส้นทางของตัวเอง ให้ฉันได้ใช้ชีวิตที่ฉันต้องการเถอะนะคะคุณพี่”
“เมื่อเธอแน่วแน่ ฉันก็ขออวยพร ให้เธอโชคดี กิจการรุ่งเรือง” เหวินเยี่ยบอก
“ขอบคุณค่ะคุณพี่”
อวี้เหลียนหยิบกำไลหยกจากกระเป๋าสะพายยื่นส่งให้เหวินเยี่ย
“เก็บไว้ อาเหลียนฉันรับเธอเข้าเป็นคนตระกูลเจ้าแล้ว วันหน้ามีอะไรให้ฉันช่วย มาหาได้ทุกเมื่อ ประตูบ้านนี้เปิดต้อนรับเธอเสมอ”
อวี้เหลียนซาบซึ้งใจ
“ขอบคุณอีกครั้งค่ะคุณพี่”
อวี้เหลียนใส่กำไลหยกกลับเข้าข้อมือขวาตนเองแล้วลุกขึ้นยืนมือซ้ายกุมมือขวาคำนับลาเหวินเยี่ยกับลี่ผิง
“ฉันลาค่ะคุณพี่”
เหลียนเดินเข้าไปแตะไหล่ซิ่วหลานที่ยืนอยู่แถวประตู
“ฉันไปล่ะนะอาซิ่ว”
“อย่าลืมกลับมาเยี่ยมที่นี่บ้างนะคะคุณเหลียน”
อวี้เหลียนพยักหน้าและเดินออกไปจากห้อง อี่เหวินกับเจิ้นหลุนลากกระเป๋าเดินทางรวม 4 ใบตามไป
เหวินเยี่ยกับลี่ผิงมองตามอวี้เหลียนไปด้วยความอาลัยรักและสงสาร

ทั้งสองคนและคนรถช่วยกันขนกระเป๋าใส่ท้ายรถตู้ อวี้เหลียนหันกลับไปมองอาคารกว้างใหญ่ของตระกูลเจ้าอีกครั้งแล้วยิ้มอย่างพอใจที่ได้ออกไป

 
ภายในห้องอาหาร เพกา หมิงเทียน เหวินเยี่ย ลี่ผิง นั่งทานอาหารมื้อเที่ยง เก้าอี้ว่างอยู่หลายตัว บรรยากาศเหงาหงอย เหวินเยี่ยสีหน้านิ่งสงบเยือกเย็น จนมองไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ เพกามองคนบนโต๊ะอาหารอย่างใช้ความคิด

“ตอนนี้สมาชิกตระกูลเจ้าเหลือแค่คุณหมิงเทียน คุณเยี่ยและคุณนายใหญ่ 1 ใน 3 นี้ ต้องมีคนนึงเป็นฆาตกร”
เพกามองหมิงเทียน
“คุณหมิงเทียนเหรอ ตัดออกไป”
เพกามองลี่ผิง
“คุณนายใหญ่รักคุณเมย์ลีเหมือนลูกสาวแท้ ๆ ไม่มีทางฆ่าคุณเมย์ลีได้”
เพกามองเหวินเยี่ยแล้วชะงัก

ภายในห้อง เพกาหยิบแผนภูมิฆาตกรที่ทำไว้ออกมาจากที่ซ่อน ขีดชื่อเหม่ยอิงออกแล้วใช้ปากกาวงใบหน้าของเหวินเยี่ย
“หรือว่าเป็นคุณนะ คุณเยี่ย”
ภายในห้องทำงาน เวลากลางคืน เหวินเยี่ยสีหน้า แววตาเครียดจัดนั่งเก้าอี้โยกอยู่ภายในห้องที่มืดสนิท ภาพที่เหวินเยี่ยรู้ความจริงว่าเหมยอิงเป็นชู้กับจิ้นเจินจนมีการตบตีทำร้ายเหม่ยอิงและกระทืบจิ้นเจินผ่านเข้ามา
เหวินเยี่ยขบกรามแน่น แววตาสะท้าน มือที่วางอยู่บนพนักแขนกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน

วันใหม่ เหวินเยี่ยในชุดพร้อมเดินทางเดินลงจากบันได เจิ้นหลุนหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าตามลงมายังโถงบันไดชั้นล่างด้วย
ลี่ผิงกับเพกาและซิ่วหลานเดินมาจากทางหลังบ้านด้านห้องรับแขก ทุกคนรู้เรื่องจากซิ่วหลานว่า เหวินเยี่ยจะเดินทางจึงรีบมา
“คุณพี่ คุณพี่จะไปไหนคะ” ลี่ผิงถาม
“ญี่ปุ่น”
“ไปทำไมคะ”
“ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่ให้คนติฉินนินทา สมเพชตัวเอง”
“ให้ฉันตามไปดูแลคุณพี่นะคะ อาซิ่ว...ไปช่วยฉันจัดเสื้อผ้า”
เหวินเยี่ยเสียงเข้มบอก
“ฉันจะไปคนเดียว”
“ให้ฉันไปด้วยเถอะค่ะ ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำให้คุณพี่รำคาญ เราไปญี่ปุ่นแล้วเลยไปเที่ยวยุโรปเลยดีกว่าค่ะ ช่วงนี้บรรยากาศกำลังสวยเชียว”
“ผิง ฉันให้เธอเป็นใหญ่ในบ้าน แต่ไม่ได้ให้เธอเป็นใหญ่เหนือฉัน เธอไม่มีอำนาจคิดแทนฉัน ว่าฉันควรหรือไม่ควรทำอะไร”
เหวินเยี่ยเดินออกไป เจิ้นหลุนเดินตาม ลี่ผิงมองตามอย่างน้อยใจ เพกาแตะมือปลอบ
“คุณนายใหญ่”
ลี่ผิงเดินขึ้นห้องไป เพกามองตามเหวินเยี่ยด้วยสายตาเคือง
“คนอะไรไร้น้ำใจ”
เพกามองตามลี่ผิงด้วยความเศร้าและเห็นใจ

ภายในห้องนอน ลี่ผิงนั่งลูบรูปถ่ายของหมิงซานอย่างเศร้าหมองและหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต
“หมิงซาน หมิงซาน”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่เพกาจะเปิดประตูถือถาดน้ำชาเข้ามา
“ชาร้อนๆ ค่ะคุณนายใหญ่”
ลี่ผิงไม่สนใจน้ำชาของเพกาเลย เอาแต่กอดรูปหมิงซานร้องไห้ เพกามองอย่างสงสารและพยายามจะปลอบใจ
“เราออกไปชอปปิ้งข้างนอกกันดีไหมคะ คุณนายใหญ่ได้ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง น่าจะช่วยให้คุณนายใหญ่สบายใจขึ้น”
“ฉันไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ฉันต้องการหมิงซานคนเดียว”
เพกาคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดีได้แต่ถอนหายใจ สายตาของเพกาเหลือบมองไปเห็นปิ่นปักผม ที่มีลักษณะเรียบแต่สวยงาม ประเมินจากสายตาก็รู้ว่า ต้องเป็นผู้มีอันจะกินเท่านั้นถึงจะมีไว้ในครอบครอง ปิ่นนั้นวางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง เพกายังชวนคุยไปเรื่อย
“ปิ่นของคุณนายใหญ่สวยจังเลยค่ะ คุณนายใหญ่ซื้อมาจากไหนคะ วันหลังพาฉันไปซื้อบ้างได้ไหมคะ”
ลี่ผิงไม่สนใจกับคำถามชวนคุยของเพกาเอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญ
“ถ้าหมิงซานอยู่ ฉันคงจะมีความสุขมากกว่านี้”
“คุณนายใหญ่ยังมีคุณหมิงเทียนอีกคนนะคะ”
“หมิงเทียนไม่มีทางแทนที่หมิงซานได้”
“ทำไมล่ะคะ ในเมื่อคุณหมิงเทียนก็รักคุณมากเหมือนกัน”
“เพกา เธอไม่ใช่คนจีน เธอไม่เข้าใจวัฒนธรรมเราหรอก สำหรับเรา ลูกชายคนโตคือความหวัง ลูกชายคนรองคือความรัก ฉันฝันว่าหมิงซานจะเป็นผู้สืบสกุลเจ้า เป็นประธานบริษัท แต่แล้วความหวัง ความฝันของฉันก็จบไปพร้อมกับชีวิตของหมิงซาน”
เพกาทอดถอนหายใจยาวด้วยความสงสารหมิงเทียนที่ไม่เคยอยู่ในใจพ่อแม่ได้เท่าพี่ชายเลย

ในเวลาต่อมา เพกานั่งอยู่ในสวนโบตั๋น หมิงเทียนเดินยิ้มนิดๆเข้ามาในชุดทำงาน
“ซิ่วบอกว่าคุณต้องการพบผม”
เพกา มองหมิงเทียนอย่างซาบซึ้ง
“ค่ะ ยังไม่ได้ขอบคุณคุณเลยที่คุณช่วยฉันจากคุณนายรอง ขอบคุณนะคะ"
“ถ้าผมไม่ช่วย คุณก็ไม่เป็นอะไรอยู่ดี คุณเหม่ยอิงแค่จะขู่คุณเท่านั้น เขาไม่ได้คิดจะทำร้ายคุณจริงๆ”
เพกากลอกตาเล็กน้อยนึกเซ็งที่หมิงเทียนไม่มีอารมณ์โรแมนติก
“ฟังแล้วยิ้มเฉยๆ ก็ได้ค่ะ”
หมิงเทียนทำหน้างง ไม่เข้าใจที่เพกาพูด
“คุณคงเคยชินกับการทำเพื่อคนอื่น แต่ไม่เคยชินกับการฟังคำขอบคุณจากคนที่คุณช่วยเหลือใช่ไหมคะ"
หมิงเทียนนิ่งแทนคำตอบว่าใช่
“คุณหมิงเทียนคะ คุณฟังฉันให้ดีนะคะ ไม่ว่าใครจะมองไม่เห็นสิ่งที่คุณทำ แต่ฉันเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำเพื่อฉัน ฉันซาบซึ้งใจมากจริงๆ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”
“ไม่เป็นไร ผมขอแค่ให้คุณไม่โกรธ เข้าใจผมเรื่องเหว่ยก็พอ”

“ค่ะ ฉันจะพยายามเข้าใจคุณ แต่คุณก็ต้องเข้าใจฉันกับคุณเมย์ลีด้วย”

อ่านต่อหน้า 2 

กี่เพ้า ตอนที่ 13 (ต่อ)


หมิงเทียนหุบยิ้มในทันที

“คุณเมย์ลีทำให้ฉันเห็นภาพกำไลหยกของฆาตกร แต่เหว่ยไม่มีกำไลหยก ฉันถึงมั่นใจว่าเหว่ยไม่ใช่ฆาตกร"
“คุณอยากรู้ไหมว่าใครฆ่าเมย์ลี”
เพกาแปลกใจ
“ผมนี่แหละ ฆ่าเมย์ลี”
เพกามองอย่างไม่เชื่อ
“คุณหมิงเทียน”
“ผมบอกให้เมย์ลีขัดคำสั่งพ่อแม่ เมย์ลีถึงต้องตาย”
หมิงเทียนสะเทือนใจจนหมดเรี่ยวแรงทิ้งตัวนั่งลง พลางปิดหน้าอยากลืมสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต
“เกิดอะไรขึ้นคะ”
หมิงเทียนส่ายหน้าน้ำตารื้น เจ็บปวดต่อเรื่องราวในอดีต เพกาวางมือบนมือหมิงเทียน
“เล่าให้ฉันฟังเถอะค่ะ เราจะช่วยกันทำลายความเจ็บปวดของคุณ”
หมิงเทียนสบตาเพกาก็เห็นความแน่วแน่ในแววตาของเธอ จึงเกิดความมั่นใจ ตัดสินใจเล่าให้เพกาฟัง
“ผม พี่ใหญ่ เหว่ยเรียนที่อเมริกา พอผมจบผมไม่อยากเรียนต่อก็เลยกลับมาทำงานที่ฮ่องกง ผมเริ่มสานต่อความสัมพันธ์กับเมย์ลี นับวันเรายิ่งรักและมั่นใจในกันและกันมากขึ้น แต่พี่ใหญ่เรียนจบเตรียมจะกลับบ้าน”

ในอดีต บริเวณโรงแรมฮาร์เบอร์พลาซ่า ที่ฮ่องกง ช่วงนั้น หมิงซานและเหว่ยเรียนต่อปริญญาเอกที่อเมริกา หมิงเทียนกลับมาทำงานที่ฮ่องกงก่อน เขานัดเจอสุคนธาในวันหนึ่ง
“ฉันต้องไปดูงานที่อเมริกาสองเดือน รู้สึกไม่สบายใจเลย”
“ทำไมคะ”
“อาทิตย์หน้าพี่ใหญ่จะกลับบ้าน ถ้าเกิดช่วงเวลานี้ พ่อบังคับเธอแต่งงานล่ะ เมย์ลี”
“ฮู้ย คงไม่มั้งคะ คุณชายใหญ่ตระกูลเจ้าแต่งงานคงต้องใช้เวลาเตรียมงาน คงไม่รีบขนาดนั้นหรอก”
“ฉันรู้จักพ่อดี เมย์ลี รับปากฉันอย่าง”
“รับปากอะไรคะ”
“ทันทีที่ฉันกลับจากอเมริกา เราจะไปจดทะเบียนสมรสกัน”
สุคนธาตกใจมาก
“จดทะเบียนสมรส แอบจดหรือคะ”
“ใช่ ไม่มีเวลาแล้ว จดทะเบียนสมรสแล้วค่อยไปบอกพวกเขา”
“คุณชาย ท่านเป็นพ่อแม่เรานะ ทำแบบนั้นเหมือนทรยศท่าน”
“ท่านต่างหากที่บงการชีวิตเรา บงการมากไปแล้ว มานี่”
หมิงเทียนลากสุคนธาเดินตามไป

หมิงเทียนพาสุคนธามาที่หน้าตึกสีเหลือง บริเวณฮ่องกงปาร์ค ท่าทางหมิงเทียนร้อนรนด้วยลางสังหรณ์ของเขาเอง
“สำนักงานตรงนั้น เราแค่เข้าไปเซ็นชื่อนะเมย์ลี แต่งงานกันเถอะ”
“เขาเลี้ยงฉันมา ฉันเป็นเด็กกำพร้า ชีวิตฉันจะเป็นยังไงถ้าไม่มีเขา บุญคุณเขาท่วมหัว"
“แต่เขากำลังทำลายชีวิตของเรา พี่ใหญ่ไม่มีวันมีความสุขถ้าต้องแต่งงานกับเธอ แล้วเธอ เหว่ย แล้วฉันล่ะ ทุกคนจะเหมือนตกนรกทั้งเป็น”
“ให้ฉันบอกเขา ให้ฉันพูดกับคุณพ่อกับคุณแม่ก่อน”
“เขาจะยิ่งเร่งการแต่งงานให้เร็วขึ้น เชื่อฉัน วันที่ฉันกลับจากอเมริกา ฉันจะยังไม่กลับบ้าน ฉันจะมารอเธอที่นี่ ที่ตรงนี้ เราจะเข้าไปจดทะเบียนสมรส เราจะแต่งงานกัน”
สุคนธาลำบากใจและลังเลใจสุดๆ

หมิงเทียนเสียใจ คร่ำครวญต่อหน้าเพกา
“ถ้าผมเสียสละความสุขตัวเอง ปล่อยให้เมย์ลีแต่งงานกับพี่ใหญ่ เมย์ลีอาจยังมีชีวิตอยู่"
“ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ”
“ไม่ ผมผิด ผมไม่ละความพยายามโทรมากล่อมเธอทุกวันให้ทำตามแผนของผม ในที่สุด เธอก็ตกลง เธอยอมแต่งงานกับผม แต่เธอบอกว่า ก่อนจะถึงวันนั้น เธอมีเรื่องสำคัญต้องทำให้สำเร็จ ผมมารู้จากอาซิ่วทีหลังว่าเรื่องอะไร”

ในอดีต วันใหม่ บริเวณโต๊ะมุกภายในห้องรับแขก สุคนธาลาเหวินเยี่ยกับลี่ผิงเพื่อไปนอนค้างที่บ้านอาหัวโดยซิ่วหลานไปด้วย อี่เหวินยืนรอข้างตัวมีกระเป๋าแฮนด์แบค 2 ใบ
“ตั้งใจจะไปไหว้พระวัดไหนบ้างล่ะ” เหวินเยี่ยถาม
สุคนธาละอายใจเพราะโกหกจึงไม่กล้าสบตาเยี่ย
“วัดหยกค่ะ แล้วหนูก็จะไปไหว้ศาลเจ้าแม่ทับทิมที่เกาะฉางโจวด้วย อยากไปขอพรก่อน แต่งงาน”
สุคนธาเหลือบมาสบตาซิ่วหลานที่สีหน้าตื่นกลัวเหวินเยี่ยกับลี่ผิงจับโกหกได้
“เจ้าแม่ทับทิมบนเกาะฉางโจวมีไว้ให้ชาวประมงขอพรก่อนออกทะเล คนป่วยขอพรให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ พ่อว่าไม่น่าไปขอพรแต่งงานนะ" เหวินเยี่ยบอก
สุคนธาสีหน้าเลิ่กลั่ก ซิ่วหลานรีบช่วยพูดกลบเกลื่อน
“คุณหนูจะไปขอพรให้คุณชายใหญ่สุขภาพดีค่ะ คุณชายใหญ่เรียนหนัก กลับมาก็ทำงานเลย เกรงจะล้มป่วยเอา”
“ใช่ค่ะ หนูเป็นห่วงสุขภาพคุณชายใหญ่”
“แต่งงานแล้ว เมย์ลีก็ดูแลเรื่องอาหารการกินพี่เค้าให้ดีล่ะ คนทำงานหนักต้องบำรุงเยอะๆ” ลี่ผิงบอก
“ค่ะคุณแม่”
“ไปกันได้แล้วล่ะ ขับรถระวังล่ะอาอี่ อย่าแซงบนเขา” เหวินเยี่ยบอก
“ครับคุณเยี่ย”
อี่เหวินยกกระเป๋าเดินทาง สุคนธากับซิ่วหลานลอบยิ้มให้กันที่หลอกเหวินเยี่ยกับลี่ผิงสำเร็จ

บริเวณหมู่บ้านชาวประมง บ้านอาหัวตั้งห่างออกมาจากกลุ่มบ้านชาวบ้าน ภายในบ้านอาหัว อี่เหวินกินซาลาเปาอย่างเอร็ดอร่อย สุคนธาอยากให้อี่กลับไปไว ๆ
“ใส่ถุงเอาไปกินที่บ้านเถอะอาอี่”
สุคนธาจัดแจงเอาซาลาเปาใส่ถุงยัดใส่มืออี่เหวินที่เริ่มบ่นพึมพำ
“จะรีบไล่ไปไหนล่ะครับคุณหนู”
สุคนธาไปยืนตรงประตูเฝ้าดูจนอี่เหวินลับสายตาก็รีบปิดประตู อาหัวกับอาฟ่งแปลกใจกับอาการของสุคนธา
“หนูมีเรื่องขอให้อาหัวช่วยค่ะ แต่อาหัวกับอาฟ่งห้ามบอกใคร คุณพ่อคุณแม่กว้างขวางรู้จักคนเยอะ เรื่องอาจถึงหูท่าน เรื่องนี้มีแค่หนู อาซิ่ว คุณหมิงเทียนเท่านั้นที่รู้”
“ผมกับอาฟ่ง เราเป็นคนรักษาสัจจะ เราสัญญาจะไม่บอกใครครับ”
สุคนธาพยักหน้าไว้ใจอาหัวกับอาฟ่ง
“ผู้ชายที่หนูจะแต่งงานด้วย คือคุณหมิงเทียนค่ะ”

อาหัวกับอาฟ่งตกใจ

 
“ที่ผ่านมา ผมดูออก คุณชายรองกับคุณหนูรักกัน แต่ไม่คิดว่าคุณหนูจะกล้าขัดคำสั่งคุณเยี่ย”
 
“เพื่อคุณหมิงเทียนหนูต้องกล้าค่ะ เราวางแผนจะแอบจดทะเบียนสมรสกัน แต่อาหัวคะ แต่งงานทั้งที หนูก็อยากมีชุดแต่งงานสวย ๆ เหมือนเจ้าสาวคนอื่น อาหัวตัดชุดกี่เพ้าเป็นชุดแต่งงานให้หนูได้มั้ยคะ หนูจะใส่วันจดทะเบียนสมรส”
อาหัวมีสีหน้ากังวลบอก
“คุณเยี่ยไม่ใช่คนที่ให้อภัยใครง่าย ๆ นะครับ”
สุคนธาอึ้งแล้วก้มหน้ายอมรับความจริง
“หนูเข้าใจค่ะ ถ้าอาหัวไม่อยากเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้” สุคนธาพูดเสียงอ่อย
ความเงียบเกิดขึ้นชั่วอึดใจ ซิ่วหลานมองหน้าฟ่งและมองหน้าพ่อ แล้วพยักหน้าโน้มน้าวให้ทำ
“พ่อจ๊ะ”
อาหัวถอนใจ
“สุภาษิตว่าอย่ายอมแพ้ ตราบเท่าที่ยังมีความหวัง แต่อย่าหวังจนเกินเหตุผลเพราะนั่นสะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนามากกว่าการพินิจพิจารณา”
“อาหัวกำลังจะบอกว่าหนูฝันเกินเอื้อมใช่ไหมคะ”
“ถ้าคุณชายใหญ่รักคุณหนูก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ เฮ้อ”
อาหัวเดินไปหยิบสายวัดตัวแล้วบอก
“กางแขนสิครับคุณหนู ผมจะวัดตัว”
สุคนธาดีใจมากบอก
“ขอบคุณค่ะอาหัว”
“อาฟ่งเอาปากกากับกระดาษมาจด”
อาหัววัดตัว สุคนธายิ้มแก้มปริ ซิ่วหลานพลอยปลื้มใจ

เวลากลางคืนของวันใหม่ในอดีต อาหัวหรี่ตาวาดลายกี่เพ้าดอกโบตั๋นในกระดาษเพราะสายตาเริ่มไม่ดีแล้ว
อาหัวยิ้มและพยักหน้านิดๆ พอใจในฝีมือของตัวเอง

อาหัวกับอาฟ่งช่วยกันเลือกม้วนผ้าหลากหลายสีสัน แต่อาหัวก็เลือกม้วนผ้าสีแดงสด ทั้งคู่พยักหน้าพอใจ

อาหัวใช้มือเย็บชุดกี่เพ้าสีแดงที่ยังเป็นแค่โครงสร้าง สุคนธานั่งข้าง ๆ ดูอาหัวเย็บชุด ถัดไปด้านหลัง ซิ่วหลานกับอาฟ่งกำลังจัดโต๊ะกินข้าว
“กี่เพ้าของคุณหนูชุดนี้ ผมจะเย็บด้วยมือทั้งหมด เย็บด้วยมือประณีตกว่าใช้จักรเย็บครับ”
“ใครบ้างเคยเหลียวมอง เบื้องหลังชุดกี่เพ้าที่งดงามคือ นิ้วเจ็บระบมหยาบกร้านของช่างตัดกี่เพ้า ถ้ากี่เพ้า...วัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาเป็นพันปีจะต้องสูญหาย น่าใจหายนะคะ” สุคนธาบอก
อาหัวยิ้ม ด้ายหมดลงพอดี อาหัวพยายามสนด้ายเข้ารูเข็มไม่ลง เพราะสายตาเริ่มไม่ดี
“หนูทำให้ค่ะ”
สุคนธาสนด้ายเข้าเข็มให้อาหัว ซิ่วหลานเดินมานั่งคุยด้วย
“ผมเริ่มหูตาฝ้าฟาง อีกไม่กี่ปีคงตัดกี่เพ้าไม่ได้ กี่เพ้าของคุณหนูจะเป็นกี่เพ้าชุดสุดท้ายของผม ผมอยากให้งานชิ้นนี้เป็นผลงานทรงคุณค่าที่สุดในชีวิตช่างตัดกี่เพ้า เพื่อฝากให้คนรุ่นหลังได้จดจำ”
ซิ่วหลานฟังพ่อพูด น้ำตาพาลจะไหล
“จำไว้นะซิ่ว กี่เพ้าของพ่อชุดนี้จะประกาศความเป็นเราให้โลกรู้ ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร กี่เพ้าจะอยู่คู่กับคนจีน”
ซิ่วหลานน้ำตาไหลพยักหน้า เข้าใจชีวิตและปณิธานของพ่อดี
“และกี่เพ้าชุดนี้จะเหมือนคุณหนูเมย์ลี สัญลักษณ์ของการไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมจำนน สัญลักษณ์ของคนกล้าหาญ สัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง”
สุคนธาน้ำตาไหลลง จับมืออาหัวแทนคำขอบคุณ

ภายในสวนโบตั๋น หมิงเทียนยืนทอดอาลัยนึกถึงความผิดพลาดในอดีต
“หลังจากนั้นไม่นาน คุณพ่อระแคะระคายแผนของผม”
เพกาตกใจถาม
“ใครบอกท่านคะ”
“ไม่มีใครบอก ความสุขของเมย์ลีคงปิดบังสายตาคุณพ่อไม่ได้ คุณพ่อลองโทรเช็คพนักงานที่ไปทำงานกับผม ถึงรู้ว่า ผมจะบินกลับฮ่องกงก่อนกำหนด ท่านส่งผมไปดูงานที่อเมริกาเพื่อไม่ให้ผมอยู่เป็นอุปสรรคแผนแต่งงานของท่าน”
“แล้วคุณเมย์ลีทำยังไงคะ”
หมิงเทียนไม่ตอบแต่นึกถึงอดีต

วันใหม่ในอดีต อี่เหวินขับรถไปรับสุคนธากับซิ่วหลานกลับมาจากบ้านอาหัว รถแล่นเข้ามาจอดที่คฤหาสน์ตระกูลเจ้า ซิ่วหลานและสุคนธาลงจากรถ อี่เหวินเปิดท้ายเอากระเป๋าแฮนด์แบค 2 ใบ ซิ่วหลานกระซิบกับสุคนธา
“พ่อตัดชุดกี่เพ้าใกล้เสร็จแล้ว ซิ่วอยากเห็นคุณหนูใส่ใจจะขาดแล้วค่ะ”
สุคนธาหน้าตาแช่มชื่น เจิ้นหลุนสีหน้าเครียดเดินออกจากบ้านมาหา
“คุณท่านกับคุณนายใหญ่รออยู่ที่ห้องโถงครับคุณหนู”
สุคนธากับซิ่วหลานมองหน้ากันด้วยความไม่สบายใจ

ภายในห้องรับแขกโต๊ะมุก เหวินเยี่ยกับลี่ผิงหน้าบึ้ง หมิงซานนั่งอยู่ก่อนแล้ว สุคนธาเดินเข้ามานั่งลง พยายามระงับอาการตระหนกไม่ให้เห็น
“เมย์ลีมาแล้ว คุณพ่อมีอะไรจะบอกครับ”
“พ่อจะบอกเราสองคนว่ากำหนดวันแต่งงานเลื่อนขึ้นมา เป็นสิ้นเดือนนี้”
หมิงซานกับสุคนธาตกใจพอกัน หมิงซานเริ่มต้นโวยส่วนสุคนธาได้แต่นั่งหน้าเสีย
“ไหนคุณพ่อว่าจะให้แต่งต้นปีหน้าไงครับ”
“เหตุผลส่วนตัวของพ่อน่ะ” เหวินเยี่ยบอก
“แต่นี่ชีวิตผมนะครับ ผมควรมีสิทธิ์เลือกวันแต่งงานของตัวเอง”
“แกไม่มีสิทธิ์ ชีวิตแกเป็นของฉัน ฉันเลือกคณะให้แกเรียน เลือกงานให้แกทำและฉันจะเลือกวันแต่งงานให้แก วันที่ 30 พฤศจิกานี้แกต้องแต่งงานกับเมย์ลี”
หมิงซานพยายามหาข้ออ้าง
“แต่หมิงเทียนยังไม่กลับ หมิงเทียนต้องเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวนะครับ"
“ให้คนอื่นเป็นแทน”
“พี่ชายแต่งงาน น้องชายไม่มาได้ยังไงครับ”
เหวินเยี่ยตวาด
“ฉันว่าได้ก็ต้องได้ แกสองคนไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น รอวันที่จะเป็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวอย่างเดียว"

หมิงซานหมดแรงทรุดนั่ง สุคนธากลั้นน้ำตาไว้

 
หมิงซานหลังรู้ว่าต้องแต่งงานสิ้นเดือนนี้ ถึงกับเดินไปเดินมา ว้าวุ่น รอเหว่ยเหออยู่ที่ บริเวณ Museum of art เหว่ยหิ้วถุงขนมมา
 
“เหว่ย”
เหว่ยเหอโชว์ขนม
“ทาร์ตไข่ ไปอเมริกาตั้งหลายปี คิดถึงไอ้นี่ที่สุด หากินที่ไหนก็ไม่เหมือนฮ่องกง"
หมิงซานเข้าไปกอดกลัวต้องพรากจากกัน
“เกิดอะไรขึ้น เป็นอะไรไปครับคุณชาย”
“พวกเขาบังคับฉันให้แต่งงานกับเมย์ลีสิ้นเดือนนี้”
เหว่ยตะลึงทำขนมหล่นตกแตก
“ทำไมถึงรีบด่วนขนาดนั้น”
“เราจะทำไงดี เราจะทำยังไงกันดี”
หมิงซานร้อนรน เหว่ยเหอรู้สึกกลุ้มใจขึ้นมาทันที

ภายในห้องนอน หมิงซานกลุ้มใจกินเหล้าเมามาย เจิ้นหลุนดึงแก้วเหล้ามาจากหมิงซาน
“พอแล้วครับคุณชายใหญ่ เดี๋ยวก็เมาตายหรอกครับ”
“เอาคืนมา”
หมิงซานยกขวดเหล้าขึ้นซด แล้วนึกขึ้นได้ แววตาเปลี่ยนเป็นโกรธจัด
“นังตัวน่าขยะแขยงมันอยู่ที่ไหน”
“ใครครับ”
หมิงซานไม่ตอบลุกผลุนผลันออกไป เจิ้นหลุนเดินตามประกบทันที
“คุณชายใหญ่จะไปไหนครับ”

ภายในห้อง สุคนธาก็ว้าวุ่นไม่ได้ต่างกัน พยายามใช้มือถือโทรหาหมิงเทียน
“ปิดมือถือ”
“อีกเดี๋ยวคุณชายรองก็โทรกลับค่ะ” ซิ่วหลานบอก
สิ้นคำ หมิงซานเปิดประตูผ่างเข้ามาในสภาพที่เมาจัดมากจนแทบจะยืนไม่อยู่ สายตามองสุคนธาด้วยแววตารังเกียจและโกรธจัด เจิ้นหลุนตามมาด้วย
“เป็นไง กำลังจะได้เป็นสะใภ้ตระกูลเจ้า สมใจพ่อเธอแล้วสิ”
เจิ้นหลุนพยายามจะประคองหมิงซาน แต่ก็โดนหมิงซานปัดออก
“คุณชายใหญ่พูดเรื่องอะไรคะ”
“ก็พ่อเธอไม่ใช่เหรอ ยกให้เธอมาเป็นลูกบุญธรรม คนจีนน่ะมันแปลว่าให้มาเป็นสะใภ้ พ่อฉันถึงบังคับให้ฉันแต่งงานกับเธออยู่นี่ไงเล่า”
“ถ้าพ่อยังมีชีวิตอยู่ พ่อจะไม่มีวันยอมให้ฉันแต่งงานกับคุณ”
หมิงซานคว้าบีบแขนสุคนธาแน่น
“งั้นเธอก็ปลุกพ่อเธอขึ้นมาสิ หรือไม่เธอก็ตายตามพ่อเธอไปซะ การแต่งงานบ้าๆ นี่จะได้จบสิ้นซักที”
“แล้วทำไมคุณชายใหญ่ไม่พูดกับคุณพ่อตรงๆ ว่าไม่อยากแต่งงานกับฉัน”
“ถ้าฉันทำได้ ฉันทำไปนานแล้ว”
“คุณชายใหญ่ทำได้ แต่ไม่กล้าทำ”
“ถ้าเธอกล้าเธอก็ทำสิ”
สุคนธาน้ำตาไหลรู้สึกเจ็บปวดแขนที่ถูกบีบ
“ถ้าเธอไม่ทำ ฉันจะทำให้ชีวิตเธอเจ็บปวดกว่านี้ร้อยเท่าพันเท่า ฉันจะไม่แตะต้องเธอแม้แต่ปลายเล็บ ฉันจะทำให้เธอรู้ทุกวันว่าฉันรังเกียจเธอแค่ไหน ฉันจะทำให้วิญญาณพ่อเธอรู้ว่าเขาคิดผิดที่ยกเธอให้กับตระกูลเจ้า วิญญาณพ่อเธอจะต้องนอนตายตาไม่หลับ คอยดูก็แล้วกัน”
หมิงซานผลักเมย์ลีออกจนกระเด็นไปกระแทกพื้น
“คุณหนู”
ซิ่วหลานปราดไปประคองแล้วร้องไห้ด้วยความสงสาร สุคนธาน้ำตาไหลมองตามหมิงซานไปอย่างเกลียดชัง

กลางคืนวันเดียวกัน สุคนธานอนหลับ กระสับกระส่ายฝันร้าย ในฝันเป็นภาพหมิงซานด่าเมย์ลี
“ฉันจะทำให้เธอรู้ทุกวันว่าฉันรังเกียจเธอแค่ไหน ฉันจะทำให้วิญญาณพ่อเธอรู้ว่าเขาคิดผิดที่ยกเธอให้กับตระกูลเจ้า วิญญาณพ่อเธอจะต้องนอนตายตาไม่หลับ คอยดูก็แล้วกัน”
เมย์ลีสะดุ้งตื่นน้ำตานองหน้า
“ไม่”
สุคนธานั่งร้องไห้อยู่ท่ามกลางความมืดอย่างคนหมดสิ้นหนทาง
“พ่อขา แม่ขา หนูจะทำยังไงดี”

วันใหม่ สุคนธาสีหน้าอมทุกข์นั่งซึมอยู่ริมหน้าต่าง ซิ่วหลานถือกล่องใบขนาดย่อมเข้ามา ด้วยท่าทางตื่นเต้น
“คุณหนูขา มาแล้วค่ะ พ่อซิ่วเร่งตัดให้เพิ่งให้คนเอามาให้เมื่อตะกี้นี้เอง”
ซิ่วเปิดฝากล่องออก ข้างในเป็นชุดกี่เพ้าลายโบตั๋นงดงามมาก
“สวย เหมือนอย่างที่คุณหนูฝันไว้เลยไหมคะ” ซิ่วหลานถาม
สุคนธามองชุดกี่เพ้าอย่างตกตะลึงแล้วยกมือขึ้นแตะชุดกี่เพ้าอันงดงาม น้ำตาไหลเป็นทาง ยิ่งชุดสวยมากเท่าไหร่ เธอดูจะยิ่งสะเทือนใจมากเท่านั้น
“ความฝันก็คือความฝันไม่มีวันเป็นจริง”
“โธ่...คุณหนูของซิ่ว คุณหนูต้องเข้มแข็งไว้นะ คุณหนูเป็นคนดีไม่เคยคิดร้ายกับใคร เสียสละเพื่อคนอื่นมาตลอด ซิ่วเชื่อว่าคนดีจะต้องได้รับสิ่งดีๆ อย่างเช่น ความรักจากคุณชายรอง”
ซิ่วหลานยิ้มแซวพยายามทำให้สุคนธาอารมณ์ดี เธอยิ้มตอบนิดๆ แล้วตัดสินใจจะทำอะไรบางอย่าง
“คุณหมิงเทียนมอบความรักให้หนูแล้ว หนูจะต้องทำหน้าที่รักษามันไว้ให้ได้ใช่ไหมคะซิ่ว”
“คุณหนูจะทำอะไรคะ”
“หนูจะทำเพื่อทุกคนและเพื่อตัวหนูเองค่ะ”
สุคนธาแววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวอย่างที่ซิ่วหลานไม่เคยเห็นมาก่อน

ในสวนโบตั๋น หมิงเทียนหยุดเล่าตอนสำคัญ แต่ เพกาอยากรู้จึงรีบถามต่อ
“คุณเมย์ลีทำอะไรคะ”

“ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด”

 
ในอดีต วันใหม่ สุคนธาสีหน้าขึงขัง แววตามั่นใจเดินมาที่ห้องโถงในชุดกี่เพ้าลายโบตั๋น
 
“หนูไม่แต่งงานกับคุณชายใหญ่ ได้ยินไหมคะ หนูไม่แต่ง”
เพกาอึ้งไม่อยากเชื่อ
“คุณเมย์ลีกล้าทำถึงขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
“ความอดทนของคนเรามีขีดจำกัด เมย์ลีคงอดทนมามากพอแล้ว เธอคงไม่อยากจะทนอีกต่อไป”

สุคนธาน้ำตาไหลพราก ระเบิดความคับแค้นใจทั้งปวงออกมา
“ถ้าคุณพ่อคุณแม่บังคับหนู หนูจะพูด คนทั้งฮ่องกงจะได้รู้ว่าคุณชายใหญ่เป็นเกย์”

เพกาตะลึง
“คุณเมย์ลีขู่จะแฉคุณหมิงซาน คุณเยี่ยกับคุณนายใหญ่ว่ายังไงคะ”
“ไม่มีใครรู้ว่าพวกท่านคิดอะไร แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่เมย์ลีพูด ทำให้ใครหลายคนเดือดร้อน เมย์ลีถึงต้องตาย เมย์ลี ผมขอโทษ ผมผิดเอง ผมผิดเอง” หมิงเทียนปิดหน้าร้องไห้
“เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของคุณ คุณต้องลืมเรื่องทั้งหมด อย่าให้อดีตมาหลอกหลอนคุณ เพราะไม่ใช่แค่คุณที่เป็นทุกข์ แต่ทั้งคุณเมย์ลีและฉันก็จะไม่เป็นสุขไปด้วย เราต่างอยากเห็นคนที่เรารักมีความสุข คุณทำเพื่อเราได้ไหมคะ”
หมิงเทียนมองเพกาดีใจที่ได้ยินคำว่ารักจากเธอ เขาดึงเพกามากอดแน่น กำแพงของอดีตพังทลายลงไปแล้ว
“ถ้าคุณติดต่อกับวิญญาณเมย์ลีได้จริง ผมฝากขอบใจเมย์ลีด้วยที่ช่วยส่งคุณมาให้ผม”
เพกายิ้มมีความสุขในอ้อมกอดของหมิงเทียน

ในเวลากลางคืนวันเดียวกัน ภายในห้องดอกไม้ เพกาอาบน้ำแล้วกำลังหวีผมอยู่หน้ากระจก สีหน้าครุ่นคิดถึงสิ่งที่เพิ่งรู้มาจากหมิงเทียน... คำพูดของสุคนธาทำให้ใครหลายคนเดือดร้อน
“ใครล่ะที่น่าจะเดือดร้อนที่สุด”
ซิ่วหลานเปิดประตูถือถาดวางแก้วนมเข้ามา
“นมอุ่นๆ ค่ะ”
เพกายังอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองจึงไม่ได้ยิน ซิ่วหลานต้องเรียกเสียงดัง
“คุณพิ้งค์คะ”
“คะ ซิ่วเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
“เมื่อตะกี้ค่ะ แหม...เพิ่งจะได้รับอะไรดีๆ ทำเอาจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยนะคะ”
“ได้รับอะไรคะ”
“อ้าว คุณชายรองยังไม่ได้ให้วะ...” ซิ่วหลานจะพูดว่าแหวน แต่เปลี่ยนใจและเปลี่ยนเรื่องทันที
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ คุณพิ้งค์ดื่มนมเถอะค่ะ เดี๋ยวจะหายร้อน คุณนายใหญ่ให้ซิ่วเอามาให้คุณค่ะ”
“คุณนายใหญ่ดูเผินๆ เหมือนดุ แต่จริงๆ แล้วใจดีมากเลยนะคะ มีน้ำใจด้วย”
“คุณนายใหญ่ต้องวางตัวให้น่าเกรงขามเอาไว้ค่ะ ไม่อย่างงั้นก็ปกครองคนในบ้านไม่ได้”
เพกาพยักหน้ารับแล้วถาม
"แล้วคุณเยี่ยล่ะคะ ที่จริงแล้วเป็นคนยังไง”
“อย่างที่เห็นเลยค่ะ คุณเยี่ยให้ความสำคัญอยู่สองอย่างคือ งานและชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล ใครหน้าไหนทำให้ชื่อเสียงตระกูลเจ้ามัวหมอง ท่านไม่เอาไว้หรอกค่ะ ดูคุณจิ้นกับคุณเหม่ยอิงเป็นตัวอย่างสิคะ”
เพกาคิด
“งั้นถ้าคุณเมย์ลีจะแฉเรื่องคุณหมิงซานเป็นเกย์ทำให้ชื่อเสียงตระกูลเจ้าย่อยยับ คุณเยี่ยก็คงไม่ปล่อยคุณเมย์ลีไว้เหมือนกัน”
เพกาพยักหน้าอย่างมั่นใจว่าเหวินเยี่ยฆ่าสุคนธา

วันใหม่ บริเวณโถงบันไดชั้นล่าง ลี่ผิงเดินมาส่งอาเฉินที่ขอตัวลากลับพลางกุมมือไหว้แบบจีน
“ลานะครับคุณนายใหญ่”
“ว่างๆก็แวะมาหากันใหม่ มีเรื่องอะไรจะให้ฉันช่วยเหลือก็บอกนะ”
“ครับ”
อาเฉินออกไปทางประตูข้างบ้านด้านห้องรับแขก ลี่ผิงรีบเดินไปหาเหวินเยี่ยที่เพิ่งกลับจากญี่ปุ่นโดยมีเจิ้นหลุนหิ้วกระเป๋าเดินทางตามเข้ามาที่ประตูข้างฝั่งห้องกินข้าว
“คุณพี่กลับมาแล้ว หิวไหมคะ เดี๋ยวฉันจะให้อาซิ่วหาของว่างมาให้”
“ไม่ต้อง ฉันจะไปห้องพิพิธภัณฑ์ ห้ามใครรบกวน”
เหวินเยี่ยเดินออกไปเลย ลี่ผิงหน้าเสีย

ภายในพิพิธภัณฑ์ เพกากำลังให้หย่งซานดูชุดกี่เพ้าดอกโบตั๋น หย่งซานทึ่งในฝีมือปัก ตัดเย็บ
“ผลงานชั้นบรมครู”

“พ่อของอาซิ่วเป็นคนตัดค่ะ ฉันรับปากคุณหมิงเทียนว่าจะซ่อมรอยขาดให้ แต่ยังหาเส้นไหมสีเดียวกับชุดไม่ได้เลยค่ะ คุณหย่งซานพอจะแนะนำฉันได้ไหมคะ"
“ผมว่าคุณน่าจะไปขอคำปรึกษาจากคนตัดชุดดีกว่าครับ เขาต้องรู้ว่าเขานำเส้นไหมมาจากที่ไหน”
“จริงด้วย”
เหวินเยี่ยเข้ามาเห็นกี่เพ้าลายโบตั๋นของสุคนธาพอดีก็อารมณ์เสียอย่างฉับพลัน
“เอาชุดอัปมงคลนี่ออกไป”
“ชุดมงคลต่างหากค่ะ นี่ชุดแต่งงานคุณเมย์ลีกับ...คุณหมิงเทียนไม่ใช่หรือคะ”
“ไม่ใช่ สองคนนั่นไม่มีวันได้แต่งงานกัน เมย์ลีแต่งกับหมิงซาน”
“แต่ที่ฉันรู้กี่เพ้าดอกโบตั๋นเป็นชุดแต่งงานในฝันของเธอ ถ้าซ่อมเสร็จ ฉันตั้งใจเอาไปให้เธอที่สุสาน” เพกาบอก
“พอกันที ฉันอดทนกับเธอมามากพอแล้ว ฉันจะไม่ทนกับเธออีกแล้ว เพกา ขึ้นไปเก็บเสื้อผ้า เธอต้องกลับเมืองไทย เดี๋ยวนี้”
“แล้วกี่เพ้ามาดามซ่ง”
“ซ่อมได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น เธอไปเก็บของ เดี๋ยวนี้”
เพกาสบตาไม่ยอมแพ้เหวินเยี่ย

ในเวลาต่อมา เจิ้นหลุนยกกระเป๋าเดินทางและแฮนด์แบคของเพกาไปขึ้นรถ เพกาไหว้ล่ำลาลี่ผิง
“ฉันต้องคิดถึงคุณนายใหญ่มาก”
ลี่ผิงส่งห่อผ้าห่อหนึ่งให้เพกา
“ฉันก็จะคิดถึงเธอ ฉันให้เป็นที่ระลึก”
เพการับมาเปิดดูเห็นว่าเป็นปิ่นปักผมที่เธอเคยบอกว่าสวย
“ฉันเห็นว่าเธอชอบ หมิงเทียนซื้อให้ฉันจากเมืองนอก ฉันคงจะพาเธอไปซื้อไม่ได้ ฉันให้เธอ”
"แต่"
"รับเถอะ ถ้ามาคราวหน้า อย่าลืมปักมาให้ฉันดูด้วยนะ"
เพกายิ้มแล้วรับปิ่นแล้วยกมือไหว้ เหวินเยี่ยดุ เพกาหน้าหงิกทันที

“อิดออดอยู่นั่นแหละ”

กี่เพ้า ตอนที่ 13 (ต่อ)

 
“ไปนะคะอาซิ่ว ขอบคุณที่ดูแลฉันอย่างดี”

ซิ่วหลานเศร้า อาลัยอาวรณ์เพกาบอก
“โชคดีนะคะ”
เพกากอดซิ่วหลานพลางกระซิบข้างหู
“บอกคุณหมิงเทียน ฉันจะเอากี่เพ้าโบตั๋นไปซ่อมที่บ้านอาหัว จะค้างอยู่ที่นั่นจนกี่เพ้าโบตั๋นซ่อมเสร็จ”
ซิ่วหลานรับฟังอย่างแนบเนียน
“สตาร์ทรถเลยอาหลุน” เหวินเยี่ยสั่ง
“คุณเยี่ยคะ ถ้าฉันเคยทำไม่ดีกับคุณ ฉันกราบขอโทษด้วย แต่ขอให้คุณรู้เอาไว้นะคะว่า สิ่งที่ฉันทำไปทั้งหมด ฉันไม่มีเจตนาร้ายกับใคร ฉันแค่อยากช่วยคุณเมย์ลีตามหาฆาตกรที่ฆ่าเธอ”
“งั้นเธอก็ไปตามจับไอ้เหว่ยซะสิ”
เพกาจ้องตากับเยี่ยอย่างท้าทาย
“คุณและฉันรู้ดีว่าฆาตกรไม่ใช่เหว่ย สักวันเหว่ยจะต้องพ้นจากข้อกล่าวหา เพราะฉันเชื่อเรื่องเวรกรรม ไม่มีใครหนีเวรกรรมพ้น”
ลี่ผิงชักสีหน้าเล็กน้อยที่ไม่ชอบใจในคำพูดของเพกา ภัณฑารักษ์สาวไทยยกมือไหว้อำลาเหวินเยี่ยแล้วขึ้นรถ เจิ้นหลุนขับรถออกไป เหวินเยี่ยมองตามอย่างโกรธๆ
“ปากเก่งไปเถอะเพกา”

หมู่บ้านประมง เม่งหง แฟนสาวของอี่เหวินหิ้วกระเป๋าของเพกาเข้ามาที่บ้านอาหัว
“คุณเพกา อาซิ่วโทรมาบอก ผมก็ห่วงแทบแย่”
“อาอี่เขาแอบให้เม่งหงไปรับที่สนามบิน ไม่เคยรู้เลยว่าอี่มีแฟนสวยขนาดนี้”
“ฉันเพิ่งเรียนจบค่ะเลยกลับมาอยู่กับพ่อแม่ที่นี่ บ้านฉันอยู่ห่างไปสองสามถนนนี่เองค่ะ” เม่งหงบอก
เพกายิ้มรับ
“นั่งพักก่อนค่ะ เชิญ” อาฟ่งบอก
เพกานั่งลงแล้วนึกขึ้นได้จึงเปิดกระเป๋าออก
“อาหัวคะ ฉันมีอะไรให้คุณดู”
เพกาหยิบชุดกี่เพ้าลายโบตั๋นออกมาวาง อาหัวใช้นิ้วแหย่รอยขาดตรงอกชุดกี่เพ้าลายโบตั๋น อาหัวเศร้าใจแสนเสียดายกี่เพ้าชุดนี้
“ภัณฑารักษ์คุณเยี่ยแนะนำให้เอาชุดมาให้อาหัวช่วยซ่อมค่ะ” เพกาบอก
อาหัวตัดสินใจพูด
“ผมตัดกี่เพ้าชุดนี้มากับมือ รักมาก แต่คุณหนูเมย์ลีใส่ชุดนี้ตอนถูกฆ่าตาย อาถรรพ์ ลางร้าย ครอบงำกี่เพ้าชุดนี้อยู่ ไม่ควรเก็บไว้นะครับ เผาทิ้งซะ”
“คนที่อยากให้ซ่อมกี่เพ้าคือคุณหมิงเทียนค่ะ”
“คุณหมิงเทียน”
เพกาพยักหน้า
“ไม่น่าเชื่อใช่ไหมล่ะคะ ในใจลึกๆ คุณหมิงเทียนคงอยากแก้ปัญหาเหมือนกับฉัน เพียงแต่เป็นเรื่องยากลำบากสำหรับเขา”

วันเดียวกัน บริเวณสวนโบตั๋น หมิงเทียน ซิ่วหลานและอี่เหวินแอบคุยกันเรื่องเพกา

“คุณพิ้งค์รีบออกไปคงอยากให้คุณเยี่ยสบายใจ เธอว่าเธอจะอยู่ที่หมู่บ้านประมงซ่อมกี่เพ้าโบตั๋นจนเสร็จ ท่าทางคงใช้เวลาหลายวัน”
หมิงเทียนพยักหน้า
หมิงเทียนสั่ง
“อาอี่ โทรหาเม่งหง ฝากไปหาโรงแรมให้คุณพิ้งค์ด้วย บอกเขาว่าให้รอผมอยู่ที่หมู่บ้านประมง ผมจะตามไปทีหลัง"
“ได้ครับคุณชายรอง”
อี่ยกหูโทร. หมิงเทียนไม่สบอารมณ์นักที่เพกาออกไปจากบ้าน

เม่งหงติดต่อโรงแรมเล็ก ๆ ในย่านหมู่บ้านชาวประมง ให้เพกาพัก ตัวโรงแรมเป็นห้องตึกแถวคูหาเดียว ชั้นล่างมีเคาน์เตอร์ต้อนรับ และมุมทานอาหาร มีโต๊ะอาหาร 2 ชุดเล็ก เจ้าของโรงแรมเป็นอาแป๊ะแก่ ๆ
คนปองร้ายแอบดูอยู่หน้าโรงแรม

เม่งหงช่วยเพกาหิ้วกระเป๋าต่อเนื่อง 2 ใบเข้ามาในห้องพัก ยังมีคนแอบมองอยู่เหมือนเดิม

บริเวณมุมโทรศัพท์ในห้องรับแขกโต๊ะมุก เหวินเยี่ยคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าดุ เย็นชา เหมือนมีนัย
“ดีมาก ฝากจัดการด้วย”
ลี่ผิงยกของว่างมาให้เหวินเยี่ย
“ใครโทรมาคะคุณพี่”
เหวินเยี่ยไม่ตอบแต่เดินหนีไป ลี่ผิงสีหน้าเศร้ายกของว่างมาเก้อ

วันใหม่ บริเวณหลังบ้านของอาหัวที่เป็นลานปูนกว้าง อาหัวสอนเพกาย้อมเส้นไหม อาฟ่งเตรียมดอกโบตั๋นสดจำนวนนับสิบไว้ให้ เพกานำปิ่นปักผมที่ผิงให้มาเสียบผมแล้วลงมือหั่นดอกโบตั๋นเป็นฝอย อาหัวยืนดูหม้อต้มน้ำที่เริ่มเดือด เพกาหั่นดอกโบตั๋นเสร็จพอดี
“ทำยังไงต่อคะอาหัว”
“ตำให้ละเอียดแล้วใส่ในห่อผ้าขาวบางครับ”
เพกาทำตามคำอาหัว ตำฝอยโบตั๋นจนละเอียด จากนั้นห่อใส่ผ้าขาวบาง น้ำในหม้อเดือดระอุ ไอน้ำพวยพุ่ง
“ใส่โบตั๋นลงไปในหม้อครับ”
เพกาใส่ห่อโบตั๋นลงหม้อน้ำเดือด น้ำในหม้อค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพู เพกาตื่นเต้น
“อุ๊ย ได้สีชมพูแล้ว”
“เพิ่งได้สีชมพูพื้นๆ ครับ ช่างตัดกี่เพ้าแต่ละคนมีเคล็ดคลับ เปลี่ยนสีดอกโบตั๋นเป็นสีชมพูเฉดต่าง ๆ เคล็ดคลับของผมคือ นี่ครับ”

อาหัวหยิบกล่องโลหะที่ภายในมีผงละเอียดสีเทาดำส่งให้เพกา
“ขี้เถ้าต้นผักขมหนาม”
“ต้นผักขมหนาม สมุนไพรไทยนี่คะ”
“ของจีนเราก็มีครับ ต้นผักขมหนามใช้รักษาโรค แต่ผมเอามาย้อมเส้นไหม เลือกเอาต้นแก่มาตากให้แห้ง เผาจนเป็นขี้เถ้า ผมเผาไว้ตั้งแต่เมื่อวานจะได้ทุ่นเวลา”
อาหัวผสมขี้เถ้าต้นผักขมหนามกับน้ำสะอาด
“น้ำที่ได้เรียกว่า น้ำด่าง”
เพกาทำหน้าฉงน
“น้ำด่าง”
อาหัวอธิบายอย่างใจเย็น

“น้ำด่างมีหลายชนิด โซดาไฟก็เป็นน้ำด่างชนิดหนึ่ง ยังมีด่างทับทิม แล้วก็น้ำด่างขี้เถ้า น้ำด่างแต่ละอย่าง ทำให้ได้สีดอกโบตั๋นคนละเฉดสี"



 
น้ำด่างขี้เถ้าต้นผักขมหนามตกตะกอน
 
“คุณเพกาเทน้ำขี้เถ้าต้นผักขมหนามลงในหม้อ รินเฉพาะที่เป็นน้ำใสๆ ระวังอย่าให้ตะกอนตกลงไปนะครับ"
เพกาเทน้ำขี้เถ้าต้นผักขมหนามอย่างช้า ๆ และระมัดระวังตามคำสั่ง
“ทีนี้คอยดูนะครับ”
เพกาจ้องตาไม่กะพริบ สีชมพูอ่อน ๆ ในหม้อต้มค่อยๆ กลายเป็นสีชมพูสดสวย
“โอ้ มหัศจรรย์”
“ธรรมชาติมอบความงดงามให้มนุษย์มาหลายร้อยหลายพันปี ภูมิปัญญาพวกนี้ดูเชยล้าสมัย คนเดี๋ยวนี้จึงไม่สนใจ”
“ฉันคนหนึ่งค่ะ สนใจ ทึ่งมาก”
อาหัวยิ้มปลาบปลื้มกับคนรุ่นใหม่อย่างเพกา ที่สนใจกรรมวิธีย้อมเส้นไหมแบบโบราณ อาหัวอธิบายต่ออย่างมีความสุข
"นี่เรายังไม่ได้สีเส้นไหมที่ต้องการนะครับ ต้องต้มแก่นไม้ฝางเคี่ยวอีก 6ชั่วโมง”
เพกายืนดูอย่างเพลิดเพลิน
“อาหัวอยู่มั้ย”
เสียงอาจือร้องเรียก เพกากับอาหัวหันไปทางหน้าบ้าน

อาจือยืนเรียกอาหัว สักพักอาหัว เพกาและอาฟ่งเดินออกมาจากในบ้าน พออาจือเห็นหน้าเพกาก็ตกใจ ผงะถอยกรูด
“ผี”
“ไม่ใช่ผี อาจือ นี่คุณเพกาช่างซ่อมกี่เพ้าจากเมืองไทยเธอมาทำงานที่บ้านคุณเยี่ย”
“คนบ้านตระกูลเจ้า ฮึ่ย!”
อาจือจ้องเพกาด้วยสายตาชิงชังไม่พอใจ แล้วผลุนหลันออกไป
“อาจือหาว่าตระกูลเจ้าใส่ร้ายเหว่ยเหอลูกชายจนหมดอนาคต”
เพกาฟังไม่ถนัดถามย้ำ
“ลูกชายชื่ออะไรนะคะ”
“เหว่ยเหอ....เหลียงเหว่ยเหอ”
เพกาอึ้งไปเมื่อได้พบกับแม่ของเหว่ยเหอ
ในเวลาต่อมา อาหัวกับเพกาถือปิ่นโตกับข้าวและยามาให้อาจือที่บ้าน เพกากวาดตามองสภาพบ้านของอาจือที่เป็นตึกแถวเดี่ยว เล็ก ๆ โทรม ๆ ยากจน ตามผนังบ้านแขวนเครื่องมือทำประมงเก่า ๆ ที่ไม่ได้ใช้งานนานแล้ว
“แม่ของเหว่ยอยู่คนเดียวเหรอคะ”
“ครับ อาจือมีลูกชายคนเดียว สามีไม่อยู่แล้ว เรื่องอาเหว่ยทำให้อาจือเสียใจมากจนร่างกายอ่อนแอ โรคไตก็กำเริบ อาจือคิดฆ่าตัวตายหลายครั้ง ผมต้องคอยเตือนสติ ความตายไม่ช่วยแก้ปัญหา เป็นการหนีปัญหาต่างหาก”
“เห็นไหม อีกชีวิตแล้วที่ต้องทรมานเพราะหาฆาตกรตัวจริงไม่พบ”
อาจือเดินอย่างคนขี้โรคเดินออกมาจากหลังบ้าน อาจือตกใจที่เห็นเพกา
“นี่คุณ คุณมาทำไม”
“ฉันเอายามาให้“
อาจือเมินใส่เพกา
“เอากลับไป”
“อาจือคะ ฉันอยู่ข้างเหว่ย ฉันเชื่อว่าเหว่ยบริสุทธิ์ อาจือช่วยติดต่อเหว่ยให้ฉันได้มั้ยคะ"
“ เจ้าเหวินเยี่ยส่งคุณมาหลอกถามที่อยู่อาเหว่ยล่ะสิ ต่อให้ฆ่าฉันให้ตาย ฉันก็ไม่บอก"
“คุณเพกาเธอไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลเจ้าเลยซักนิด หนำซ้ำเธอยังเป็นเพื่อนอาเหว่ย คุณเพกาเธอหวังดี อยากช่วยอาเหว่ย” อาหัวบอก
“คนตระกูลเจ้าสอนบทเรียนฉัน อย่าเชื่อใจใครง่าย ๆ อาเหว่ยเข้าออกบ้านตระกูลเจ้าตั้งแต่เด็กเหมือนเป็นสมาชิกบ้านตระกูลเจ้า แล้วดูสิ...คนบ้านตระกูลเจ้าทำกับอาเหว่ยยังไง”
อาจือหน้ามืดจะเป็นลม เพกาช่วยประคอง
“อาจือ”
“ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน”
อาจือปัดมือเพกาออกแล้วเดินเข้าไปในห้องหลังบ้านเลย เพกาหน้าจ๋อยมองอาหัว

วันใหม่ เพกากับอาฟ่งช่วยกันเตรียมกล่องข้าว อาหัวถือถาดวางพวกดอกไม้ เปลือกไม้แห้งประเภทแก่นไม้ฝางสำหรับย้อมผ้าเข้ามาเห็นพอดี
เพกาเสียบปิ่นปักผมที่ลี่ผิงให้เอาไว้
“คุณเพกาแน่ใจนะครับว่ายังอยากจะไปหาอาจืออีก อาจืออาจจะไม่ต้อนรับคุณเหมือนเดิม”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันมีวิธี”
“วิธีอะไรครับ”
“คนไทยเขาเรียกว่า ตื้อเท่านั้นที่ครองโลกค่ะ ฉันไปก่อนนะคะ”
เพกาหิ้วกล่องข้าวออกไป อาหัวกับอาฟ่งมองตามเพกาด้วยความเอ็นดู

เพกาหิ้วกล่องข้าวเข้ามาในบ้านพลางมองหาอาจือ
“อาจือ อาจือคะ”
ไม่มีเสียงตอบ แต่อยู่ๆ ก็มีเสียงล้มตึงดังออกมาจากในบ้าน
“อาจือ”
เพกาวางกล่องข้าวแล้ววิ่งเข้าไปในบ้านทันที

บริเวณครัว เพกาวิ่งเข้ามาเจออาจือนอนสะลึมสะลืออยู่บนพื้น
“อาจือ”
เพกาหันไปเห็นหม้อข้าวต้มบนเตาถ่านเอียงกะเท่เร่ เนื่องจากอาจือหน้ามืดกระทันหันขณะกำลังจะยกหม้อขึ้นจากเตา น้ำที่มีควันร้อนระอุกำลังจะหกลงมาใส่ตัวอาจือ เพกาตกใจจะจับหม้อขึ้น แต่มันร้อนมาก เพกาชักมือออกอย่างเร็วแล้วสะบัดมือเร่าๆ พลางมองหาผ้าขี้ริ้ว
“ผ้า ผ้า”

เพกาไม่เจอผีขี้ริ้วจึงตัดสินใจดันตัวอาจือออกห่างหม้อข้าวต้มได้สำเร็จ ครั้งเมื่อเห็นผ้าขี้ริ้ววางอยู่จึงนำไปจับหม้อข้าวต้มขึ้นตั้งใหม่ อาจือมองภาพทั้งหมดอยู่แล้วสลบเหมือดไป

อ่านต่อพรุ่งนี้เวลา 09.30น.

 
ภายในโรงพยาบาลเล็กๆ อาจือนอนอยู่บนเตียงก่อนจะค่อยๆ รู้สึกตัวฟื้นขึ้น เพกากับอาหัวเฝ้าอยู่ไม่ห่าง
 
เพกาหันมาเห็นอาจือฟื้นก็ดีใจ
“อาจือเป็นยังไงบ้างคะ”
อาจือมองเพกาด้วยแววตาอ่อนโยนนิดหนึ่งก่อนตัดสินใจ
“อาหัว ฉันอยากกลับบ้าน”
เพกาจ๋อย อาหัวมองเพกาอย่างเห็นใจ
“นอนพักอยู่ที่โรงพยาบาลก่อนแหละดีแล้ว ขืนอาจือกลับไปอยู่คนเดียว เป็นลมเป็นแล้งไปไม่มีใครเห็นจะแย่ นี่โชคดีนะที่คุณเพกาไปช่วยอาจือไว้”
อาจือเมินหน้าไปทางอื่นไม่อยากใจอ่อนกับเพกา
“อาจือ ความโกรธเข้าประตูหน้า สติปัญญาก็โผออกประตูหลัง คุณเพกาเธอไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลเจ้า เธอแค่ไปทำงานที่นั่น เธอเป็นเพื่อนอาเหว่ยนะอาจือ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะอาหัว ฉันเข้าใจ ถ้าเป็นฉัน ฉันก็คงไว้ใจคนที่ข้องเกี่ยวกับคนที่ทำร้ายลูกชายตัวเองไม่ได้ง่ายๆ เหมือนกัน”
จู่ๆ อาจือก็น้ำตาไหลพูดขึ้น
“อาเหว่ยพูดเสมอว่าจะไม่ให้ความยากจนทำลายชีวิตเขา สักวันหนึ่งเขาจะพาฉันไปทุกๆที่ที่ฉันอยากไป เราจะได้กินทุกอย่างที่เราอยากกิน ไม่อดมื้อกินมื้อเหมือนที่ผ่านมาเขาตั้งใจเรียนจนสอบชิงทุนไปอเมริกาได้ อาเหว่ยมีอนาคตสดใสรออยู่ แต่คนบ้านตระกูลเจ้าทำลายอนาคตอาเหว่ย”
เพกาจับมืออาจือปลอบใจ
“ฉันนี่แหล่ะค่ะ จะเอาชีวิตที่สดใสของเหว่ยกลับมาคืนให้ เชื่อใจฉันนะคะ”
อาจือสบตาเพกา เห็นความจริงใจในแววตาของหญิงสาว
“แล้วที่ฉันต้องติดต่อเหว่ยให้ได้เพราะฉันเป็นห่วง เหว่ยถูกยิง”
อาจือตกใจมากถาม
“อาเหว่ยถูกยิง ที่ไหน เมื่อไหร่ ใครยิง”
“เหว่ยหนีตำรวจค่ะเลยถูกยิง คุณหมิงเทียนคอยเช็กคนป่วยคนตายให้ ไม่มีคนลักษณะเดียวกับอาเหว่ย เราก็เลยเชื่อว่าอาเหว่ยคงไม่เป็นไรมาก”
อาจือร้องไห้โฮ
“โธ่ อาเหว่ยลูกแม่ไม่รู้ป่านนี้เป็นตายร้ายดียังไง”
“อาจือต้องบอกเราแล้วล่ะ อาเหว่ยซ่อนตัวที่ไหนเราจะได้ไปช่วย” อาหัวบอก
“ฉันไม่รู้จริงๆอาหัว ทุกครั้งอาเหว่ยเป็นคนโทรมา”
เพกานึกขึ้นได้บอก
“ฉันขอเบอร์ที่เหว่ยโทรมาหาอาจือหน่อยสิคะ ฉันจะลองโทรกลับ”
“อาเหว่ยเปลี่ยนเบอร์ไปเรื่อย ๆ กลัวตำรวจแกะรอยได้”
“เฮ้อ แล้วทีนี้จะทำยังไงดีล่ะ” อาหัวว่า
“ทำได้อย่างเดียวค่ะคือรอเหว่ยติดต่อกลับมา”
สีหน้าทั้งสามคนไม่สบายใจพอกัน

ในเวลาต่อมา เท้าลึกลับเดินเข้ามาในบ้านอาจือ
เหว่ยเหอในสภาพแข็งแรงดีแล้วมองไปรอบๆบ้านด้วยความเป็นห่วง เขาตามหาแม่ในทุกห้อง แต่ไม่พบ
“แม่ไปไหน”

เหว่ยเหอยืนชมวิวฮ่องกงที่ Central ferry pierพลางกดโทรศัพท์มือถือหาแม่ที่นอนอยู่ที่โรงพยาบาล
“แม่ครับ ผมเอง”
อาจือที่นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ใช้มือถือรุ่นเก่าๆคุยกับลูกชาย อาจือดีใจมาก ร้องไห้ออกมา หลังจากรอคอยโทรศัพท์ลูกชายมายาวนาน
“เหว่ย เหว่ยลูกแม่ มีคนบอกว่าลูกถูกยิงจริงหรือ”
“แค่ถากไป นอนป่วยอยู่หลายวัน แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว แม้แต่สวรรค์ยังไม่ต้องการผม”
“อย่าพูดอย่างนั้น ลูกยังมีแม่นะ แม่นอนไม่หลับเลยเห็นลูกหายไป”
“เพราะแม่นี่ล่ะ แม่คนเดียว ถ้าไม่งั้นโลกนี้คงไม่มีความหมาย ผมไปหาแม่ที่บ้าน แม่ไม่อยู่หรือ แม่เป็นอะไรหรือเปล่า”
“โรคเก่า ผู้หญิงคนไทยชื่อเพกาพาแม่มาหาหมอ เขาจัดการค่าใช้จ่ายให้ทุกอย่าง เขาบอกว่าเขาเป็นเพื่อนของลูก เขาอยากเจอลูก”
“เฮ้อ” เหว่ยเหอรู้สึกเหนื่อยใจพลางครุ่นคิดจะให้เพกาเจอดีไหม

เพกาหย่อนเส้นไหมสีขาวนวลซึ่งเป็นสีธรรมชาติลงในอ่างย้อมสีชมพูอย่างตั้งอกตั้งใจ
ที่ด้านหลัง ฝ่ามือใหญ่ของอาเฉินกำลังจับเชือกขึงให้ตึง หมายจะเอาเชือกรัดคอเพกา อาเฉินก้าวเดินไปอย่างช้าๆ และแผ่วเบา
เพกาตั้งหน้าตั้งทำงานจึงไม่รู้ว่าชีวิตตนเองกำลังตกอยู่ในอันตรายยิ่งยวด
จังหวะนั้น เสียงมือถือดังขึ้น เพกาหันไปทางโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างหลัง แต่คนร้ายไม่อยู่ซะแล้ว

ที่โรงพยาบาล จือโทรหาเพกา
“คุณยังอยากเจออาเหว่ยอยู่ไหม”
เพกาตื่นเต้นดีใจมาก
“อยากสิคะ ตอนนี้เค้าอยู่ที่ไหนคะ”

เท้าของเพกาเหยียบเชือกเส้นเดิมที่อาเฉินทำหล่นอยู่

 
ในเวลาต่อมา ชุดกี่เพ้าลายดอกโบตั๋นวางแผ่อยู่บนโต๊ะ มีอุปกรณ์เตรียมซ่อมวางอยู่ด้วย เพกาคุยกับอาหัว
 
“อาหัวคะ แถวนี้มีรถไปโรงแรมแถวมงก๊กไหมคะ อาจือบอกว่าเหว่ยอยู่แถวนั้น ฉันจะไปตามหาเหว่ย”
“เหว่ยติดต่อมาแล้วเหรอครับ เขาเป็นยังไงบ้าง”
“อาจือบอกว่าเขาสบายดีแล้ว”
“ค่อยยังชั่ว เดี๋ยวผมให้คุณเพกาติดรถไปกับชาวบ้านแถวนี้ก็ได้ คุณเพกาจะไปเมื่อไหร่”
“พรุ่งนี้ค่ะ”
เสียงมือถือดังขึ้น เพกามองเบอร์แล้วสีหน้าดีใจมากรีบกดรับสาย
“คุณหมิงเทียน”
อาหัวยิ้มทำมือว่าจะลุกไปเพื่อให้เพกาได้คุยส่วนตัวกับหมิงเทียนทางโทรศัพท์

หมิงเทียนคุยโทรศัพท์ขณะที่ห้องยังเปิดประตูแง้มไว้ เขาหันหลังให้ประตูเดินเดินพูดใส่มือถือ
“ซ่อมกี่เพ้าใกล้เสร็จหรือยังครับ”
“ยังเลยค่ะ”
“ถ้าผมไม่ติดต้องเคลียร์งาน ผมจะไปอยู่เป็นเพื่อนคุณ”
“ไม่ดีมั้งค่ะ มันไม่งาม”
“งั้นคุณก็มาหาผมสิ ผมจะให้อี่ขับรถไปรับคุณ ผมเสร็จงานแล้วเราไปหาอะไรกินกัน”
“เอ่อ”
หมิงเทียนเสียงเข้มถาม
“คุณไม่คิดถึงผมบ้างหรือไง”
“ฉันกำลังคิดอยู่ค่ะว่าจะไปหาคุณวันไหนดี”
“พรุ่งนี้”
เพกาเสียงดังอย่างลืมตัวเพราะตั้งใจไปหาเหว่ยเหอ
“โอ๊ะๆ พรุ่งนี้ไม่ได้ค่ะ”
“ทำไมล่ะ”
ที่หน้าประตูห้องมีสายตาใครบางคนแอบฟังอยู่
“งั้นผมจะให้อาอี่ไปรับเข้ามาทานข้าวกันในเมืองนี้ จะซื้อของอะไรเดี๋ยวไปซื้อด้วยกัน ผมจะรอที่ออฟฟิศจะได้อยู่กับคุณทั้งวัน”
ที่ประตูหน้าห้องมีเสียงตึงๆ เหมือนคนมาเกาะอยู่ยืนแอบฟังอยู่ หมิงเทียนหันขวับไปมอง
“ใคร”
หมิงเทียนเดินออกไปดูที่ประตู แต่ไม่เห็นใคร
“มีอะไรเหรอคะ” เพกาถาม
“เปล่า ตกลงตามนี้นะ พรุ่งนี้เช้าอี่จะไปรับ อย่าแต่งตัวสวยมากล่ะ ผมไม่ชอบให้ใครมองคุณ”
หมิงเทียนวางสายหันไปทำงานต่อที่เครื่องคอมพิวเตอร์ต่อ เพกาเซ็งและคิดหนัก
“ทำไมต้องนัดพรุ่งนี้พร้อมกันด้วย สีชมพูไม่ออกอีกแล้วพิ้งค์เอ้ย”

เช้าวันใหม่ บริเวณห้องโถงบันไดชั้นล่าง อี่เหวินเดินออกจากทางห้องรับแขกจะออกไปประตูข้างด้านห้องอาหารเพื่อไปโรงรถ เป่าหลินที่กำลังเช็ดทำความสะอาดกรอบรูปอยู่ก่อนแล้วเรียกไว้
“อาอี่...จะเอารถออกไปข้างนอกใช่มั้ย”
“ใช่... มีอะไรเหรอ”
“รถไม่อยู่ อาหลุนเอาไปเข้าศูนย์เช็กระยะให้ตั้งแต่เมื่อวาน รถได้วันนี้ นี่อาหลุนเค้าฝากใบรับรถไว้ให้”
เป่าหลินล้วงใบรับรถจากกระเป๋ากางเกงส่งให้อี่เหวินที่รับมาดูแล้วบ่นฮุบ
“รถยังไม่ทันถึงรอบเช็กระยะสักหน่อย จะเอาไปเช็กทำไม”
“จะไปรู้เหรอ”
เป่าหลินจะเดินกลับไปห้องทำงานต่อ อี่เหวินดูนาฬิกาข้อมือและพูดกับตัวเอง
“ต้องไปเอารถที่ศูนย์อีก คุณพิ้งค์รอแย่เลย”
เป่าหลินชะงักหันมาถาม
“ใครรอนะ”
อี่เหวินรีบโกหกใส่
“คุณชายรองไง เดี๋ยวคุณชายรองรอแย่ ไปล่ะ”
อี่เหวินรีบเดินออกไปทางหน้าบ้านเพื่อเรียกรถแท๊กซี่ เป่าหลินไม่ติดใจอะไรทำงานเช็ดกรอบรูปต่อไป

บริเวณโรงเรียนเล็กๆในหมู่บ้านประมง เพกานั่งรออยู่ที่มุมนั่งรอที่ชั้นล่าง คิดตัดสินใจว่า จะไปดีหรือไม่
อี่เหวินเดินถือกุญแจรถมาหาเพกาแบบเร็ว
“มาแล้วครับคุณพิ้งค์ ขอโทษทีนะครับที่มาช้า”
เพกายิ้มเจื่อนๆ เพราะไม่อยากไป

ไกลออกไป สายตาใครบางคนจับจ้องมา เห็นอี่เหวินขึ้นรถฝั่งคนขับ ภายในมีผู้หญิงนั่งไปด้วย ใครคนนั้นกำลังพูดกับมือถือ
“เตรียมรับศพพวกมันได้เลยครับ”
อี่เหวินขับรถออกไปโดยที่ไม่รู้ว่า มีระเบิดเวลาติดอยู่ใต้ท้องรถ

ที่สวนโบตั๋น หมิงเทียนเดินเข้ามาเห็นเพกายืนหันหลังอยู่
“คุณพิ้งค์ ทำไมมาที่นี่ เรานัดกันในเมืองนี่ครับ”
หมิงเทียนจับไหล่เพกาให้หันหน้ามา สภาพใบหน้าของเพกาเละ น่ากลัว ดุสยดสยอง เพการ้องไห้กระซิก

หมิงเทียนตกใจสะดุ้งตื่นจากหลับบนเก้าอี้ทำงาน ในบริษัท เจ้าฟาร์มาซี
“คุณพิ้งค์”
หมิงเทียนรู้ตัวว่าฝันไปก็ถอนหายใจโล่งอก
“เผลอหลับไปได้ยังไง”
หมิงเทียนขยับคอ คลึงหัวตา แล้วหยิบปากกาเตรียมทำงานต่อ
โทรศัพท์มือถือหมิงเทียนดัง หมิงเทียนรับสายฟังอยู่แล้วตกใจ
“ฮัลโหล ว่าไงนะ”

ภายในห้องโล่งๆสำหรับพักศพรอญาติมารับในโรงพยาบาล ลี่ผิง ซิ่วหลาน เจิ้นหลุนวิ่งเข้ามายืนร้องไห้อยู่หน้าสองศพที่มีผ้าคลุม ปลายเท้าศพทั้งสองเปรอะเลอะด้วยเลือด ไฟไหม้เป็นบางส่วนโผล่มาให้เห็นว่าเป็นศพผู้หญิงและศพผู้ชาย
ลี่ผิงร้องคร่ำครวญ
“อาอี่ พิ้งค์”
หมิงเทียนเปิดประตูวิ่งเข้ามาเห็นก็ตะโกนก้อง
“ไม่จริง”
หมิงเทียนวิ่งเข้าไปจะกอดศพ แต่เจิ้นหลุนห้ามหมิงเทียนไว้
“อย่าดูเลยครับคุณชายรอง รถระเบิดจน...จนจำหน้าพวกเขาไม่ได้เลยครับ”

หมิงเทียนอึ้งแล้วยิ่งร้องไห้จะกอดศพเพกาให้ได้ แต่เจิ้นหลุนดึงตัวไว้

กี่เพ้า ตอนที่ 13 (ต่อ)


“คุณพิ้งค์ ผมขอโทษ ผมปกป้องคุณไม่ได้” หมิงเทียนร้องคร่ำครวญ

ทันใด ประตูห้องก็ถูกเปิดออก เพกาวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนใจ
“อี่”
ทุกคนในห้องตะลึงเมื่อหันไปเห็นเพกา
“คุณพิ้งค์”
หมิงเทียนโผเข้าไปกอดเพกาแน่นทั้งดีใจและโล่งใจ
“คุณจริงๆ ใช่ไหม คุณยังไม่ตาย คุณยังอยู่กับผมใช่ไหม”
“ค่ะ ฉันปลอดภัยดี”
ลี่ผิงนิ่วหน้ากำมือด้วยความเจ็บใจ
“ซิ่วบอกว่าอี่ขับรถไปรับเธอ ถ้าศพผู้หญิงนี้ไม่ใช่เธอแล้วเป็นใคร” ลี่ผิงถาม
“เม่งหงค่ะ”
หมิงเทียนและทุกคนอึ้ง เพกานึกถึงการตัดสินใจก่อนหน้านี้

เพกานั่งลังเลอยู่ว่าจะไปดีหรือไม่ อี่เหวินถือกุญแจรถเดินเร็วเข้ามาหา
“มาแล้วครับคุณพิ้งค์ ขอโทษทีนะครับที่มาช้า”
เพกายิ้มแล้วจู่ๆ ก็ตัดสินใจ
“ฉันไม่ไปแล้วดีกว่า”
“อ้าว ทำไมล่ะครับ”
“เอ่อ...ฉัน ฉันไม่ค่อยสบายน่ะ ฝากขอโทษคุณหมิงเทียนด้วยนะ”
“แต่...”
เม่งหง แต่งตัวคล้ายเพกาวิ่งมาหาอี่เหวินด้วยอาการหอบเหนื่อย
“เฮียอี่ เฮียอี่”
“อ้าว...หง แต่งตัวสวยเชียวจะไปไหนหรือ”
“บริษัทเขาเรียกตัวฉันสัมภาษณ์น่ะ เพิ่งโทรมาเมื่อกี้ เขาถามว่า ฉันจะมาสัมภาษณ์วันนี้ทันไหม ฉันจำได้ว่าเฮียจะมารับคุณเพกาเลยรีบแต่งตัวแทบไม่ทัน"
เพกาได้ทีบอก
“ดีๆเลย เท่ากับอาอี่ไม่ได้ขับมาเสียเที่ยว”

เพกาเล่าทั้งน้ำตาแล้วปล่อยโฮ
“พออี่ออกไป ฉันนั่งรถจะเข้าไปในเมือง ฉันถึงรู้ว่ารถอี่ระเบิด พวกเขาตายเพราะฉัน”
“ไม่เอาคุณพิ้งค์ อย่าโทษตัวเอง”
เพการ้องไห้ หมิงเทียนกอดปลอบใจ ในบรรยากาศเศร้าสร้อย

บริเวณภายนอกโบสถ์คริสต์ใกล้สุสาน ทุกคนแต่งชุดดำ สีหน้าเศร้าหมองกำลังจะเดินกลับมาขึ้นรถ ลี่ผิงคล้องแขนหมิงเทียนเดินมาตามทาง
“รอกันตรงนี้นะครับ เดี๋ยวผมไปเอารถมารับ” เจิ้นหลุนบอกก่อนวิ่งออกไป
ระหว่างที่ทุกคนยืนรอ ลี่ผิงระบายกับลูกชาย
“ความตาย งานศพ ชีวิตของแม่ต้องเจออีกกี่หนกันนะ”
“คุณแม่อย่าคิดมากครับ อาอี่กับอาหงเค้าสองคนไปอยู่ด้วยกันบนสวรรค์แล้ว”
โทรศัพท์หมิงเทียนสายเข้า ตำรวจโทร.มา
“ฮัลโหล...อะไรนะครับ...ได้ครับ เดี๋ยวผมไป”
“ใครโทรมา”
“ตำรวจครับ ตำรวจพบเศษวัตถุระเบิดในซากรถ รถอาอี่โดนวางระเบิด”
“วางระเบิด” เพกาโพล่งขึ้น
ทุกคนต่างนิ่วหน้าสงสัยและตกใจระคนประหลาดใจ
“นี่หมายความว่ามีคนหมายปองชีวิตฉัน” เพกาว่า
เพกาคิดไม่ถึง น้ำตาคลอขึ้นทันที เหวินเยี่ยพุ่งสายตามาที่เพกา แววตาคู่นั้นแทรกความโกรธ เกลียด ดูกำกวมพิกล เพกาอึ้ง งุนงงไม่รู้เหตุผลที่เหวินเยี่ยกล่าวโทษ
“อาเหว่ยวางระเบิดรถหมายจะฆ่าเธอ แต่อี่กับแฟนต้องมาตายแทน”
“ถ้าเป็นฝีมืออาเหว่ยจริง เราก็โทษคุณพิ้งค์ไม่ได้นะครับ” หมิงเทียนบอก
“ทำไมจะไม่ได้ เพกาประกาศจะจับฆาตกรเข้าคุก อาเหว่ยมันเลยตามฆ่า อาอี่ตายเพราะเธอ คนของฉันต้องรับเคราะห์แทนเธอ”
เพการู้สึกผิดมาก ร้องไห้แล้วเดินหนีจากทุกคนไป
“คุณพ่อครับผมขอ อย่าพูดให้คุณพิ้งค์รู้สึกแย่ไปกว่านี้ เธอก็เสียใจไม่แพ้พวกเรา”
หมิงเทียนเดินตามไป เหวินเยี่ยหน้าถมึงทึงโกรธเพกา

เพกาวิ่งเข้ามาร้องไห้ในบริเวณมุมสวยใกล้โบสถ์คริสต์ พลางพูดพร่ำ
“อี่ หง ฉันขอโทษ ฉันเสียใจ”
เพการ้องไห้อย่างหนัก สักครู่หมิงเทียนตามเข้ามาหยุดยืนมองเพกาด้วยความสงสาร
“เพกาคนเดิม คนที่เข้มแข็ง คนที่สอนให้ผมต่อสู้หายไปไหน”
“ก่อนหน้าฉันมาทุกอย่างสงบสุขอยู่แล้ว แต่เพราะฉันขุดคุ้ยเรื่องนี้ ฆาตกรถึงลุกขึ้นมาใหม่ ลุกขึ้นมาทำให้อี่ตาย ถ้าฉันเป็นบ้า ถ้านิมิตพวกนั้นเป็นของปลอมล่ะ ถ้าผีเมย์ลีไม่มีจริง ถ้ามันเป็นเรื่องเพ้อฝันของฉันเอง”
“จะมีผีเมย์ลีหรือไม่มี คุณต้องไม่ถอยหลังกลับ ก่อนหน้านี้ผมเคยหนีอดีตตัวเอง คุณบอกผมให้สู้ มาถึงวันนี้ผมเปลี่ยนไปแล้วรู้ไหม”
เพกามองหน้าหมิงเทียน
“เมย์ลีเป็นคนรัก อี่เป็นคนสนิท ทั้งสองคนทำเพื่อผมมาตลอด คนดีๆสองคนตายไปเพราะฆาตกรใจร้าย เราจะหยุดไม่ได้แล้วคุณพิ้งค์ อย่ายอมแพ้ อย่ายอมแพ้ตอนนี้”
เพกาโผเข้ากอดหมิงเทียน หมิงเทียนกอดเพกาแน่น
“คุณหมิงเทียน”
“ลุกขึ้นสู้ใหม่นะครับ กลับไปบ้านตระกูลเจ้ากับผม เราต้องเจอความจริง เราต้องเจอฆาตกร”
“ค่ะ”
เพกาตื้นตันใจ สักพักเพกาคลายกอดออก
“แต่ก่อนจะกลับไป ฉันขอไปทำหน้าที่ของฉันให้เสร็จก่อนนะคะ”
หมิงเทียนแปลกใจ

หลายวันผ่านมา เพกานั่งซ่อมชุดกี่เพ้าลายดอกโบตั๋นด้วยสีหน้าเศร้าซึมเพราะยังเสียใจเรื่องอี่เหวินอยู่ แล้วเพกาก็ซ่อมรอยขาดบนชุดกี่เพ้าดอกโบตั๋นเสร็จสิ้น
“เป็นยังไงบ้างคะอาหัว”
อาหัวใช้ลูบชุดเพราะตามมองไม่เห็นแล้ว
“เท่าที่สัมผัสเก็บรอยได้เนียนดี ผมไม่ค่อยเจอคนรุ่นใหม่ที่ชอบชุดโบราณ ฝากรักษากี่เพ้าด้วยนะครับ”
“ค่ะ”
โทรศัพท์มือถือเพกามีสายเข้ามาพอดี เพกาดูเบอร์โชว์ก็ดีใจรีบกดรับสายทันที

“เหว่ยคุณอยู่ไหน”

 
ทิวทัศน์ทะเลสวยงาม บริเวณ Harbour Hotel เหว่ยเหอตัดสินใจยอมให้เพกามาพบ เขานั่งรออยู่ก่อน เพกาวิ่งเข้ามามากอดทันทีด้วยความดีใจที่เขาไม่ได้ถูกยิงตาย เหว่ยเหอสีหน้ายิ้มๆ
“เหว่ย ฉันขอโทษ ฉันดีใจแค่ไหนรู้ไหมที่รู้ว่าคุณไม่ตาย”
“ผมไม่ได้พิศวาสผู้หญิงนะ กอดผม ก็ไม่ทำให้ผมใจอ่อนหรอก”
“บ้าจริง ยังมีอารมณ์ขันอีก”
“ขอบคุณมากที่ดูแลแม่ให้”
“คุณดูแลฉัน ฉันจะดูแลแม่คุณ ต่อไปนี้ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ฉันจะดูแม่คุณให้”
เหว่ยเหอพยักหน้า เพกาอธิบาย
“วันนั้นหมิงเทียนแอบเอามือถือของฉันไป ฉันไม่รู้เรื่อง”
“นึกอยู่เหมือนกันว่าคุณคงไม่ทรยศผม ไม่งั้นผมโดนจับตั้งนานแล้ว”
“เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะ เราเข้าใกล้ฆาตกรเต็มทีแล้ว เราต้องทำได้”
“เราเสี่ยงมากนะคุณพิ้งค์ ก่อนคุณจับฆาตกรได้ ผมอาจถูกจับก่อนหรือไม่อีกที คุณก็...จบลงเหมือนอี่”
“ฉันไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ฉันขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้ นี่เบอร์มือถือใหม่ของฉันใช้เฉพาะคุณกับฉัน จะไม่เกิดเรื่องแบบคราวที่แล้วอีก ฉันสัญญา"
เพกายัดกระดาษใส่ให้ในมือเหว่ยเหอ ก่อนมองซ้ายมองขวาแล้วเดินไป เหว่ยเหอมองกระดาษที่มีเบอร์มือถืออยู่แล้วครุ่นคิด ถอนใจ

วันใหม่ รถหมิงเทียนวิ่งเข้ามาจอดหน้าตึกภายในคฤหาสน์ตระกูลเจ้า ซิ่วหลานและเจิ้นหลุนรออยู่แล้วแถวนั้นรีบวิ่งมาที่รถด้วยความดีใจ
หมิงเทียนและเพกาลงจากรถ
“ซิ่วดีใจที่คุณพิ้งค์กลับมาอยู่ที่นี่”
“ผมก็ดีใจครับ” เจิ้นหลุนบอก
“พอรู้จากคุณชายรอง ซิ่วทำความสะอาดห้องดอกไม้ไว้รอเลย”
“เดี๋ยวผมเอากระเป๋าไปไว้ที่ห้องให้นะครับ”
เจิ้นหลุนไปเอากระเป๋าเดินทางของเพกา 2 ใบจากท้ายรถ ซิ่วหลานเข้าไปช่วยด้วย
“สู้ๆนะครับคุณพิ้งค์” หมิงเทียนบอก
เพกาพยักหน้าด้วยแววตามุ่งมั่น

บริเวณโถงบันไดชั้นล่าง ลี่ผิงเดินลงบันไดมาหน้าตายิ้มแย้มที่เห็นหมิงเทียนพาเพกาเข้ามาในห้องโถง โดยมีเจิ้นหลุน และซิ่วหลานช่วยถือกระเป๋าเดินทางของเพกาตามหลังมา
เพกายกมือไหว้ลี่ผิง
“สวัสดีค่ะ คุณนายใหญ่”
“กินข้าวมาแล้วหรือยังล่ะ”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ”
เหวินเยี่ยออกมาจากทางห้องรับแขกด้วยสีหน้าไม่พอใจมาก
“กลับมาทำไมเพกา”
“ผมให้เธอกลับมาเก็บงานชุดกี่เพ้ามาดามซ่งให้เสร็จสมบูรณ์”
หมิงเทียนมีสีหน้าท้าทายเหวินเยี่ยแบบสุดๆอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เหวินเยี่ยถ่ายเทความโกรธจากเพกามาลงที่หมิงเทียนทันที
“เพกาทำให้คนสนิทแกตาย แกไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ แกนี่มันใจอ่อนไม่เอาไหนเหมือนตอนเด็กๆไม่มีผิด”
หมิงเทียนนึกน้อยใจพ่อ
“อันที่จริงคุณพ่อน่าจะชินนะครับ เพราะในสายตาคุณพ่อ ผมเป็นลูกชายไม่เอาไหน ไม่มีดีซักอย่าง สู้พี่ใหญ่ไม่ได้”
“แกเคยทำให้ฉันกับแม่แกปลาบปลื้มใจเหมือนที่หมิงซานทำหรือเปล่าล่ะ สมัยเรียนก็เกกมะเหรกเกเร โตเป็นหนุ่มก็ก่อเรื่องแย่งคู่หมั้นพี่ชายตัวเอง”
“ผมไม่ได้แย่ง เมย์ลีกับผมรักกัน”
“แกมันเห็นแก่ความสุขตัวเองมากกว่าครอบครัว แกยุเมย์ลีให้ท้าทายฉัน วันนั้นถ้ามันไม่ใส่ชุดกี่เพ้าดอกโบตั๋นออกมาประกาศจะแต่งงานกับแก หมิงซานก็ไม่เตลิดขับรถออกไปตาย”
“เลือกได้ คุณพ่อคงอยากให้ผมตายแทนพี่ใหญ่สินะครับ”
“ใช่”
เหวินเยี่ยโพล่งออกมาแล้วก็ตกใจ หมิงเทียนเสียใจ น้อยใจพ่อมาก ลี่ผิง เพกา ซิ่วหลาน เจิ้นหลุนต่างเสียใจแทนหมิงเทียนที่เหวินเยี่ยพูดทำร้ายจิตใจลูกชายเกินไป
“ไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ผมก็ยังเป็นลูกชายที่ไม่มีค่าเลยในสายตาคุณพ่อ”
หมิงเทียนผลุนผลันออกไปทางสวนโบตั๋น เพกาเรียกและตามไป
“คุณหมิงเทียน”
เหวินเยี่ยตะโกนด่าตาม
“แกรู้ตัวก็ดีแล้ว จะได้ไม่คิดสร้างปัญหาให้ฉันปวดหัวอีก”
ลี่ผิงทนไม่ไหว ระเบิดตวาดเหวินเยี่ยเป็นครั้งแรกในชีวิต
“พอกันทีคุณพี่ ฉันทนไม่ไหวแล้ว ฉันทนทุกอย่างมาตลอดชีวิตของฉัน บทเรียนจากหมิงซาน ไม่ได้สอนคุณพี่เลยรึไง”
เหวินเยี่ยอึ้งมากเพราะไม่เคยโดนลี่ผิงเกรี้ยวกราดใส่แบบนี้ ซิ่วหลานกับเจิ้นหลุนตะลึงเลิกลั่กตาโตมองหน้ากันที่เห็นคุณนายใหญ่อาละวาดคุณท่าน
“นี่ นี่ เธอขึ้นเสียงกับฉันหรือ”
“ถ้าหมิงเทียนเป็นอะไรไปอีกคน ฉันจะหนีไปจากคนบ้าอำนาจอย่างคุณพี่ คุณพี่ต้องถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวจะได้สำนึกบ้าง”
ลี่ผิงโกรธเกรี้ยวเดินขึ้นบันไดชั้นบน เหวินเยี่ยยังอึ้งตะลึงไม่หายที่ถูกเมียที่อยู่ใต้อาณัติมาตลอดชีวิตด่าเอา เหวินเยี่ยสีหน้าบึ้งตึง
ซิ่วหลานกับเจิ้นหลุนแหยง ยืนกันนิ่งกลัวโดนหางเลข
“ยืนอยู่ทำไม ไปให้พ้น”
“ค่ะ ๆ”
ซิ่วหลานกับเจิ้นหลุนรีบช่วยกันเอากระเป๋าเดินทางของเพกาขึ้นไปไว้ที่ห้องดอกไม้ เหวินเยี่ยยืนเครียดอยู่คนเดียว

หมิงเทียนนั่งคุยกับเพกาในสวนโบตั๋น ระบายความน้อยใจพ่อให้เพกาฟัง
“คุณพ่อไม่เคยรักผม”
“พ่อคุณไม่ได้ตั้งใจพูดอย่างนั้นค่ะ ท่านกำลังโมโหเลยโพล่งออกมา”
“ตั้งแต่เด็กผมเป็นลูกชัง พี่ใหญ่เป็นลูกรัก ผมทำอะไรไม่เคยถูกใจคุณพ่อโดนด่าโดนตีตลอด”
“ก็ตอนเด็ก ๆ คุณซนมากนี่คะ พ่อก็ต้องตี”
“ตอนอยู่ประถมแม่ยังคอยโอ๋ผม แต่พอขึ้นมัธยมแม่ก็ตีผมด้วย คนจีนเรามีคติการเลี้ยงลูก พอลูกโตอย่าตามใจ ไม่อย่างนั้นลูกจะเหลิง”
“บ้านฉันไม่เหมือนบ้านคุณ พ่อกับแม่ไม่เคยตีฉัน ยิ่งแม่ฉันโอ๋ฉันมาก ตอนเด็กๆ เวลาฉันสอบได้คะแนนไม่ดีหรือแข่งกีฬาสีแพ้ แม่ชอบทำแบบนี้ค่ะ”
เพกาโอบหมิงเทียนให้เขาซบไหล่เธอ หมิงเทียนรู้สึกอบอุ่นสบายใจผ่อนคลาย รอยยิ้มเริ่มปรากฏบนใบหน้าหมิงเทียน
“วิธีนี้ได้ผลกับคุณเหมือนกันแฮะ”

หมิงเทียนกอดเพกากลับและยิ้มมีความสุขขึ้น



 
ซิ่วหลานกับเจิ้นหลุนเดินเข้ามาในห้องครัวเพื่อคุยกันเรื่องเจ้านายกัน
 
“อยู่บ้านตระกูลเจ้ามาตั้งเป็นสิบๆปี เพิ่งเคยเห็นคุณนายใหญ่ด่าคุณเยี่ย คุณนายใหญ่ต้องเหลืออดแล้วจริง ๆ” ซิ่วหลานว่า
“พูดก็พูดเถอะอาซิ่ว ฉันว่างานนี้คุณเยี่ยผิด ไปพูดกับคุณชายรองแบบนั้นได้ยังไง คุณชายรองก็เป็นลูกเหมือนกัน”
“นั่นสิ”
“ถ้าคุณเยี่ยไม่เลิกบงการชีวิตคนอื่น สักวันท่านจะไม่เหลือใคร ดูอย่างวันนี้สิ ลูกไปทาง เมียไปทาง”
ซิ่วหลานพยักหน้าเห็นด้วย

วันใหม่ ภายในพิพิธภัณฑ์ เพการะมัดระวังในการสวมกี่เพ้ามาดามซ่งที่ซ่อมรอยขาดเรียบร้อยแล้ว ใส่หุ่นโชว์ โดยมีซิ่วหลานช่วย
“อู้หู ไม่เห็นรอยขาดเลย คุณพิ้งค์เก่งจังค่ะ”
“เหลือแค่เก็บรายละเอียดและทำความสะอาดทีนี้ก็มีเวลาทุ่มเทจับฆาตกรเต็มที่”
“คุณพิ้งค์ขา ไม่รักตัวกลัวตายบ้างหรือคะ อาอี่เพิ่งโดนคนร้ายวางระเบิดตายไปนะคะ หยุดเถอะค่ะ”
“ฉันกำลังทำเพื่อคุณเมย์ลี เพื่ออี่ เพื่ออาเหว่ยและอาจือ แต่เอาเถอะฉันจะระวังตัวมากขึ้นนะซิ่ว ฉันสัญญา”
“ซิ่วเป็นกำลังใจให้ก็แล้วกันค่ะ คุณพิ้งค์หิวไหมคะ เดี๋ยวซิ่วไปเตรียมอะไรไว้ให้ทาน”
“ขอบคุณค่ะ”
ซิ่วหลานเดินออกไป เพกากำลังเก็บของบนโต๊ะ
หย่งซานถือกล่องใส่กำไลหยกเข้ามานั่งที่โต๊ะตัวเองแล้วเรียงกำไลหยกในกล่องที่มีช่องไว้ใส่กำไลเก้าอัน แต่ละช่องมีชื่อภาษาอังกฤษ ช่องครึ่งหนึ่งว่างอยู่ เพราะยังได้มาไม่ครบ ภายในกล่องตอนนี้มีของกำไลของจิ้นเจินและเหม่ยอิง 2 อันที่ไม่แตก และที่แตกเป็น 2 ชิ้นอีก 1 วงยังไม่ได้ซ่อม
เพกาเข้าไปทักหย่งซาน พลางยกมือไหว้
“สวัสดีค่ะคุณหย่งซาน กลับมาจากเมืองจีนเมื่อไหร่คะ”
“เมื่อวานนี้เอง พอดีคุณเยี่ยให้ส่งกำไลหยกตระกูลเจ้า ไปแสดงที่พิพิธภัณฑ์ในนิวยอร์ก เขาจะจัดนิทรรศการกลุ่มคหบดีในเซี่ยงไฮ้ ผมก็เลยเข้ามารวบรวมจัดใส่กล่อง”
เพกาพยักหน้ารับรู้ แล้วมองลงไปเห็นกำไลอันหนึ่งหัก 2 ท่อน พลางนึกถึงนิมิตที่ฆาตกรฆ่าสุคนธา และกำไลหยกถูกบีบแตกเป็นสองชิ้นตรงพื้นห้อง
เพกาถามขึ้น
“กำไลแตกวงนั้นของใครคะ”
“ของคุณเยี่ยครับ”
เพกาอึ้ง
“ของคุณเยี่ย”
“ครับ คุณเยี่ยมีกำไลหยก 2 อัน อันแรกคุณเยี่ยทำแตกก็เลยสั่งทำอันใหม่ขึ้นมา”
“ทำไมถึงแตกคะ”
“ไม่รู้สิครับ คุณเยี่ยไม่ยอมบอก”
“น่าเสียดายนะคะ. แล้วแตกนานหรือยังคะ”
“ก็หลายปีแล้วเหมือนกัน น่าจะแถวๆวันที่คุณหมิงซานตาย”
ข้อมูลใหม่สำหรับเพกาในหนนี้ เต็มไปด้วยความมั่นใจว่า เหวินเยี่ยต้องเป็นฆาตกรฆ่าสุคนธาแน่
ภายในห้องดอกไม้ เพกาเดินเข้ามามองกระจกและ พูดกับตัวเองอย่างมั่นใจ
“หมดข้อกังขาแล้ว กำไลหยกคุณเยี่ยแตก เค้าเป็นฆาตกรล้านเปอร์เซ็นต์ ต้องบอกคุณหมิงเทียน”
เพกาจะโทรศัพท์แต่เปลี่ยนใจ พลางนึก
“คุณเยี่ยมีอิทธิพล เขาอาจจะหาทางเอาตัวรอดได้ เราต้องหาหลักฐานมัดตัวเขาให้ดิ้นไม่หลุด”
เพกาคิดว่าจะเริ่มต้นที่ไหนดี

ภายในห้องครัว เพกาถามซิ่วหลานถึงเวลาตายของสุคนธา ระหว่างนั้นเพกากินของว่างที่ซิ่วหลานทำให้กินไปด้วย
“คุณหนูเมย์ลีถูกฆ่าราว ๆ หนึ่งทุ่ม ถึง สองทุ่มค่ะ”
“อาซิ่วแน่ใจหรอคะ เวลาไม่คลาดเคลื่อน”
“วันนั้นซิ่วไปเอาชุดกี่เพ้าดอกโบตั๋นจากบ้านพ่อ กลับถึงบ้านประมาณ 5โมง คุณหนูลองชุดแล้วลงไปทะเลาะกับคุณเยี่ยแล้วกลับขึ้นห้องตอน 1 ทุ่มซิ่วเดินผ่านมา ยังได้ยินเสียงคุณหนูเมย์ลีร้องไห้ในห้อง ซิ่วมาหาคุณหนูอีกทีตอนสองทุ่ม คุณหนูตายแล้ว”
“งั้นเวลาตายของคุณเมย์ลีอยู่ระหว่าง หนึ่งทุ่ม ถึง สองทุ่ม ช่วงนั้นคนในบ้านทำอะไร อยู่ที่ไหนกันคะ"
“ซิ่วอยู่ในครัวกับอาอี่ อาเป่า อาหลุน คุณนายรองกับคุณหนูเพ่ยเพ่ยไปข้างนอกตั้งแต่เช้ากลับมามืดประมาณหกโมง คุณชายใหญ่ก็ขับรถออกไปเกิดอุบัติเหตุน่ะค่ะ ตอนนั้นคุณนายใหญ่เป็นคนรับสายจากตำรวจ”
“คุณเยี่ยล่ะคะ”
“หลังทะเลาะกับคุณหนูเมย์ลี คุณเยี่ยก็ออกไปสนามบินค่ะเห็นว่าไปร่วมงานการกุศลที่เซี่ยงไฮ้ค่ะ”
“มีใครเห็นตอนคุณเยี่ยออกไปหรือเปล่า”
“ไม่มีนะคะ”
เพกาคิด “ไม่มีพยาน”
เพกาคิดอะไรได้ก็ลุกเดินออกไป
“อ้าว อิ่มแล้วเหรอคะ”

ภายในห้องทำงานของหมิงเทียน ในบริษัทเจ้าฟาร์มาซี เสียงเคะประตูดังขึ้น เพกาเปิดประตูเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนใจจนหมิงเทียนรู้สึกแปลกใจ
“คุณพิ้งค์มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
“ไม่มีค่ะ ไม่...มี มีค่ะ คือว่าฉันได้ข้อมูลจากอาซิ่วว่าคุณเมย์ลีตายระหว่างเวลาหนึ่งทุ่มถึงสองทุ่ม ช่วงนั้นพ่อคุณบอกคนที่บ้านว่าจะไปสนามบิน ฉันอยากเช็กให้แน่ใจว่าคุณพ่อไปที่นั่นจริงไหม”
“นี่คุณว่าคุณพ่อผมเป็นฆาตกรงั้นเหรอ”
“ท่านเป็นผู้ต้องสงสัยค่ะ”
หมิงเทียนนิ่วหน้าอย่างไม่ชอบใจ เพการับรู้และรีบอธิบาย
“คุณลองคิดดูนะคะ คุณเมย์ลีตายหลังจากที่เธอประกาศว่าจะแฉเรื่องคุณหมิงซานเป็นเกย์ คุณเยี่ยที่ห่วงชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลไม่มีวันปล่อยให้คุณเมย์ลีทำแบบนั้นแน่ แล้วฉันก็รู้มาว่ากำไลหยกของคุณเยี่ยแตกซึ่งก็เป็นวันเดียวกับที่คุณเมย์ลีถูกฆ่า”
“กำไลคุณพ่อแตก”
“ค่ะ คุณหย่งซานบอกฉันว่ากำไลคุณเยี่ยแตกวันที่คุณหมิงซานตาย ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่คุณเมย์ลีถูกฆ่า คุณเห็นด้วยกับฉันแล้วใช่ไหมว่าพ่อคุณมีน้ำหนักเป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุด”
“ผมรู้จักคุณพ่อผมดี ถึงท่านจะเป็นยังไง แต่ท่านก็ไม่ได้มีจิตใจโหดเหี้ยมถึงขนาดจะฆ่าใครได้”
“แต่ถ้าเราจะเช็กมันก็ไม่เสียหายนี่คะ ถ้าเรามีหลักฐานยืนยันว่าคุณพ่อคุณไปสนามบินก่อนที่คุณเมย์ลีจะถูกฆ่า เราจะได้แน่ใจว่าพ่อคุณบริสุทธิ์”

หมิงเทียนนิ่งตัดสินใจ

 
ผ่านเวลาไป … ในวันเดียวกัน เพกายังนั่งอยู่ในห้องทำงานของคุณชายรองแห่งตระกูลเจ้า หมิงเทียนเดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมซองใส่เอกสาร เพกาขยับอย่างตื่นเต้น หมิงเทียนส่งซองเอกสารให้
 
“สำเนาตั๋วเครื่องบินและเอกสารการยืนยันการเดินทางของวันนั้น ผมขอมาจากเลขาฯของคุณพ่อผม และเขาก็เดินทางไปกับคุณพ่อผมด้วย”
เพการับไปเปิดดู
“คุณเยี่ยมีพยานและหลักฐานยืนยันว่าไม่ได้อยู่บ้านเวลาที่คุณเมย์ลีตาย”
หมิงเทียนพยักหน้า
“คุณพ่อผมไม่ใช่ฆาตกร”
เพกาอึ้งไป

เย็นวันนั้น ในห้องดอกไม้ เพกาดูชาร์ตฆาตกรที่เหลือชื่ออยู่สามคนด้วยสีหน้าเศร้า สับสน บนโต๊ะมีซองเอกสารเดินทางของเหวินเยี่ยวางอยู่ เพกาใช้ปากกาขีดฆ่าชื่อเหวินเยี่ย
“ถ้าตัดชื่อคุณเยี่ยออกไปก็เหลือผู้ต้องสงสัยแค่สองคน”
“คุณนายใหญ่กับคุณหมิงเทียนกำไลไม่ได้แตก กับคุณหมิงเทียนที่กำไลแตก คุณหมิงเทียนเนี่ยหรือ นี่มันอะไรกัน หรือว่าเราคิดผิดทั้งหมด ตกลงฆาตกรเป็นคนในตระกูลเจ้าหรือเปล่า โอ๊ย สับสนจริง”
เพกานอนแผ่ถึงทางตันอีกแล้ว
ประตูห้องดอกไม้ค่อยๆแง้มเปิดนอดเดียวอย่างบางเบา “ใครบางคน” แอบมองจากช่องประตูเห็นเพกานอนแผ่อยู่
เพกานึกถึงเหว่ยเหอลุกขึ้นยืนหยิบมือถือเครื่องใหม่ออกจากกระเป๋าสะพายแล้วกดโทรหาเหว่ยเหอ และรอสายอยู่ครู่หนึ่ง
เย็นวันเดียวกัน เหว่ยเหอยืนมองวิวอยู่ที่ยอร์ชคลับ ในใจครุ่นคิดถึงเรื่องฆาตกร เสียงมือถือดังขึ้น เหว่ยดูเบอร์โชว์แล้วกดรับสาย
“ได้เรื่องอะไรไหม”
“ฉันเหนื่อย สับสนจนบอกไม่ถูก” เพกาว่า
“อยากได้กำลังใจหรือ”
“ก็ทำนองนั้น ฉันแค่อยากถาม มันคุ้มไหมที่ฉันทำไปทั้งหมดนี่”
เหว่ยเหอไม่ตอบคำถามนั้น แต่บอกว่า
“โลกหมุนได้ด้วยความรัก”
“กับหมิงซานอีกล่ะสิ” เพกาพูดโทรศัพท์อย่างยิ้มๆล้อเหว่ยเหอ
“ไม่ใช่ ผมหมายถึงความรักในเพื่อนมนุษย์น่ะ คุณเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยผม คนที่คุณไม่รู้จัก คุณมีความรักในเพื่อนมนุษย์”
“คุณเสี่ยงชีวิตมาเตือนฉันเหมือนกัน สำหรับคุณเวลานั้น ฉันก็เป็นคนที่คุณไม่รู้จัก"
เหว่ยเหอเพิ่งนึกถึงกระดาษที่เขียนคำว่า “ตาย” เตือนเพกาแล้วหัวเราะออกมา
“จริงสินะ พิ้งค์ โลกหมุนได้เพราะความรักเล็กๆ ความดีเล็กๆ การต่อสู้เล็กๆ ของคนธรรมดาอย่างเรา”
“โลกหมุนได้เพราะความรักเล็กๆงั้นหรือ”
“สู้ต่อไปนะ เราใกล้ถึงเส้นชัยแล้ว ผมเชื่ออย่างนั้น”
“ค่ะ”
เพกาวางสายจากเหว่ยเหอรู้สึกมีกำลังใจขึ้นเป็นกอง

ภายในห้อง เพกาเดินไปเดินมาใช้ความคิดอยู่ในห้อง
“คุณนายใหญ่รักคุณเมย์ลีเหมือนลูก ส่วนคุณหมิงเทียนถึงจะกำไลแตก แต่วันที่คุณเมย์ลีตายเขาอยู่เมืองนอก ยังไงคุณเยี่ยก็น่าสงสัยที่สุด ถ้าคุณเยี่ยไม่ได้ไปเมืองนอกก็คงฟันธงได้แล้วว่าเขาเป็นฆาตกรฆ่าคุณเมย์ลี”
หน้าต่างลมพัดวูบจนชายผ้าม่านปลิว แรงลมทำให้ซองเอกสารหลักฐานการเดินทางของเยี่ยบนโต๊ะปลิวตกพื้น ตั๋วเครื่องบินของเยี่ยโผล่ออกจากซอง เพกาก้มมองตั๋วแล้วหยิบขึ้นมาและคิดอะไรได้
“มีตั๋วเครื่องบินก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องขึ้นเครื่องไปจริง”
เพกายิ้ม

วันใหม่ที่เมืองไทย ห้องทำงานของภุมรี เจ้าของสายการบินเอกชน ภุมรีพูดกับเพกา
“ว่าไงพิ้งค์ เป็นไงบ้างจ๊ะ”
“มีเรื่องมารบกวนค่ะ คุณอาเป็นเจ้าของสายการบินเอกชน คุณอาเช็กได้ไหมคะว่าใครขึ้นเครื่องบินตามที่ซื้อตั๋วไว้หรือเปล่า”
“เช็กได้สิ ของพวกนี้ มีบันทึกไว้หมดนั่นแหละ”
“งั้นเช็กคุณเจ้าเหวินเยี่ยให้พิงค์หน่อยสิคะ”
ภุมรีอึ้งไป ไม่เข้าใจว่าจะว่าเช็กทำไม
“คุณเจ้าเหวินเยี่ยน่ะหรือ”
“ค่ะ”

ที่ฮ่องกง บริเวณ Central ferry pier ของวันใหม่ เหว่ยเหอเดินมามองวิวและเสียงความคิดก็ดังแทรกเข้ามา
“คุณชายใหญ่ คุณพิ้งค์บอกว่าเราจะพบฆาตกรแล้ว เขาอยากให้ผมคิด คิดให้ออก”
เหว่ยมองไปข้างๆภาพอดีตอันหวานชื่นของเขากับหมิงซานผ่านเข้ามา ภาพแล้ว ภาพเล่า
เหว่ยเหอยิ้มให้ภาพนั้นแล้วกลับมาครุ่นคิดต่อ
“ผมต้องคิดให้ออก ช่วยเราด้วยนะครับคุณชายใหญ่ ช่วยผมกับคุณพิ้งค์ด้วย”
เหว่ยเหอพยายามคิด

ภายในบ้านอาจือตอนกลางคืน เหว่ยเหอนั่งกินข้าวฝีมือแม่อย่างเอร็ดอร่อยด้วยตะเกียบ และกับข้าว 2 อย่างที่มีแต่ผัก อาจือมีความสุขมากนั่งมองลูกชายแล้วบอก
“ผู้หญิงไทยคนนั้นบอกว่าสักวันหนึ่งลูกจะได้กลับมาอยู่กับแม่เป็นครอบครัว โดยไม่ต้องหลบซ่อน”
“ผมไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนกล้าหาญมีน้ำใจเท่าคุณพิ้งค์”
เหว่ยเหอกินอิ่มและดื่มน้ำ
“คืนนี้ค้างบ้านนะอาเหว่ย ลูกไม่ได้มาหาแม่หลายเดือนแล้ว แม่คิดถึง”
“ก็ดีครับ ผมจะได้มีเวลาคิดเรื่องคืนนั้น... ช่วงนั้นคุณหมิงซานเหมือนคนบ้า เขากินเหล้า งานการไม่ทำ หงุดหงิดกับทุกคน”
“ตอนนั้นลูกอยากขัดขวางการแต่งงานไหม”
“ผมสับสน คุณหมิงซานชวนผมให้หนีไปอเมริกาให้ทิ้งทุกอย่าง”
“ทิ้งตำแหน่งคุณชายใหญ่ตระกูลเจ้า ตำแหน่งมหาเศรษฐีเนี่ยนะ”
เหว่ยเหอพยักหน้า

“ครับแม่ ผมตกใจมาก ผมตัดสินใจแอบเข้าไปในบ้านตระกูลเจ้าเพื่อพูดกับเมย์ลี ผมจำได้ดี”
 
จบตอนที่ 13 
 
อ่านต่อตอน ที่ 14 ตอนอวสานพรุ่งนี้ เวลา 09.30น. 
กำลังโหลดความคิดเห็น...