xs
xsm
sm
md
lg

ตะวันทอแสง ตอนที่ 11

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ตะวันทอแสง ตอนที่ 11

ภายในเรือนหลังเล็ก ในเวลาต่อมา รสาเดินเข้ามาด้วยอารมณ์ขุ่นมัว หยุดยืนที่หน้าบ้านด้วยความเหนื่อยใจ ยืนตั้งหลักดึงใจให้กลับมา แต่พอรสาก้าวพ้นประตูเข้ามาได้ รสาก็เกิดอาการหน้ามืด เซทรุดลงไปกองกับพื้นเสียงดังโครม!

อีกด้านของห้อง ชีวินและพิทยาเดินคุยกันเข้ามา
“ทุกอย่างเรียบร้อย พร้อมส่งงานพรุ่งนี้ได้” พิทยาบอก
ชีวินพยักหน้า แล้วก็หันไปเห็นรสาสลบอยู่ที่พื้น
“รส”
พิทยาหันไปตามแล้วก็ตกใจพอกัน
“รส”

ในเวลายามเย็นที่โฮมสเตย์ของอาภรณ์ ชีวินค่อยๆ ประคองรสาลงนอนบนเตียง
“รสค่อยๆนะ”
รสาในอาการอ่อนเพลียเอนตัวลงนอนบนเตียง พิทยายืนอยู่ข้างๆ อาภรณ์เดินตามเข้ามาพร้อมกับถาดใส่ขวดน้ำ
“ยัยรสทำพี่ใจหายใจคว่ำหมด ดีนะ ที่ไม่ล้มหัวฟาดโต๊ะ ไม่งั้นตื่นมาความจำเสื่อมเหมือนนางเอกเกาหลีแน่” พิทยาบอก
รสายิ้มเหนื่อยๆบอก
“รสไม่อ่อนแอขนาดนั้นหรอกค่ะ”
“ก็เพราะคิดแบบนี้ ถึงได้ทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน แล้วเป็นไงล่ะ” ชีวินบอก
รสายิ้มเจื่อนๆบอก
“ก็ เป็นลมไง แหะๆ”
พิทยาส่ายหน้า
“ไม่ต้องมาทำตลกเลย วันนี้ไม่ต้องทำงานแล้ว ฉันอนุญาตให้พักยาว หยุดไปเลย”
พิทยาชูนิ้วขึ้นมา 5 นิ้วแล้วก็หดเหลือ 2 บอก
“สองวัน”
“โหย นึกว่าสักอาทิตย์นึง”
“ก็ 2 วันดูอาการถ้ายังไม่ดีขึ้นก็หยุดต่อได้ นอนพักมากๆนะรส แล้วนี่แน่ใจนะว่าจะไม่ไปหาหมอ”
“ค่ะ รสว่าคงแค่เพลียๆ ไม่จำเป็นต้องไปหรอกค่ะ นอนพักก็น่าจะดีขึ้น”
ชีวินหันมาพูดกับอาภรณ์
“ป้าครับ ถ้าอาการรสไม่ดีขึ้น รีบโทร.บอกผมเลยนะครับ เดี๋ยวผมจะได้พาไปหาหมอ”
“จ้ะ”
“อ้อ แล้วเรื่องส่งมอบงานให้คุณภคพงษ์วันพรุ่งนี้ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวพี่กับวินจัดการเอง”
รสาพยักหน้าอย่างเหนื่อยๆ พลางยกมือไหว้
“ค่ะ พี่พิทตี้ขอบคุณมากค่ะ”
พิทยารับไหว้แล้วก็เดินออกไปกับอาภรณ์ ชีวินมองรสาแล้วก็ยิ้มให้กำลังใจ รสายิ้มตอบ
“ไปก่อนนะรส หายไวๆ”
รสายิ้มรับ ชีวินเดินออกไป ประตูห้องปิดลง คำพูดของพิทยาดังก้องในความคิด
“อ้อ แล้วเรื่องส่งมอบงานให้คุณภคพงษ์วันพรุ่งนี้ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวพี่กับวินจัดการเอง”
รสาพูดเสียงลอยๆกับตัวเอง น้ำตาปริ่มเหมือนจะไหล แต่ก็ไม่ไหล รสาอ่อนเพลียทั้งใจทั้งกาย
“จบสักที นับจากนี้ เราคงไม่ต้องเจอกันอีก”

เวลากลางคืน ที่เรือนหลังเล็ก ภคพงษ์เล่นเปียโนเพลงเศร้า เหงา ดังกังวานไปทั่วบริเวณ พลางนึกถึงภาพตอนรสาหมางเมินเดินหนี และรสาพูดตัดรอนเหมือนไม่ใยดี
“คุณมีสิทธิ์สั่งฉันเรื่องงาน แต่คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งเรื่องส่วนตัวของฉัน ฉันรู้จักกับเค้ามาเป็นสิบปี ก่อนที่ฉันจะรู้ว่ามีคุณอยู่ในโลกนี้ด้วยซ้ำ คุณมีสิทธิ์อะไรมาห้ามฉัน”
ภคพงษ์หยุดเล่น นั่งนิ่ง คิดถึงรสาด้วยความเศร้า

ภายในบ้านเถลิงยศ ในวันต่อมา ภคพงษ์ถามด้วยความตกใจ
“รสาไม่สบาย”
เผด็จกับภคพงษ์ยืนคุยกันอยู่ที่มุมหนึ่งของบ้าน
“ครับ คุณพิทยาแจ้งให้อาทราบเมื่อครู่นี้เอง เดี๋ยวคุณพิทยากับคุณชีวินจะเป็นคนส่งมอบงานแทนคุณรสา”
“ผมฝากคุณอารับมอบงานแทนผมด้วยนะครับ” ภคพงษ์พูดอย่างเป็นห่วง
“แล้วคุณภัคจะไปไหนครับ”
“ผมจะไปดูรสา”
ภคพงษ์พูดจบแล้วก็เดินออกไปด้วยความเป็นห่วง เผด็จมองตามภคพงษ์ด้วยความงุนงง
“คุณภัคจะไปตอนนี้เลยเหรอครับ”

ภคพงษ์ไม่ตอบแต่รีบเดินออกไปอย่างเร็ว เผด็จมองตามแล้วก็ยิ้มนิดๆ

อาภรณ์เดินเข้ามาพร้อมกับชามข้าวต้ม รสานอนอยู่ในห้อง ใบหน้าแดงก่ำ เหงื่อออกชุ่มตัว ไข้ขึ้นสูง อย่างเห็นได้ชัด

“รส กินข้าวต้มหน่อยนะ เมื่อเช้าไม่ได้กินอะไรเลย เดี๋ยวจะยิ่งไม่มีแรง”
รสาไม่ตอบ อาภรณ์หันมาดูด้วยความแปลกใจ แล้วจับตัวรสาและสะดุ้ง
“รส รส อุ้ย ตัวร้อนจี๋เลย รส รส”
รสาไม่รู้สึกตัว อาภรณ์ตกใจลนลาน
“วิน”

อาภรณ์รีบวิ่งมาเปิดสมุดโทรศัพท์หาเบอร์ชีวิน ทันใดนั้นโทรศัพท์บ้านก็ดังขึ้น อาภรณ์ลนลานหันไปรับแล้วก็ดีใจ
“สวัสดีค่ะ คุณภัค”

รสานอนไข้ขึ้นอยู่บนเตียง มีหมอคอยตรวจอาการอยู่ข้างๆ ภคพงษ์ยืนอยู่ไม่ห่าง อาภรณ์และเปลี่ยนยืนอยู่
ถัดไป
“ต้องพาไปโรงพยาบาลมั้ยครับคุณหมอ”
“ยังไม่ต้องก็ได้ครับ เดี๋ยวหมอจะฉีดยาให้ ช่วงบ่ายหมอจะเข้ามาดูอีกที ถ้าไข้ยังไม่ลดค่อยพาไปโรงพยาบาล”
ภคพงษ์พยักหน้ารับทราบ หมอหันไปเตรียมอุปกรณ์ฉีดยารสา ภคพงษ์หันมาทางอาภรณ์
“คุณป้าไม่ต้องห่วงนะครับ คุณอาหมอเป็นหมอประจำครอบครัวผมเอง อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ถ้ามีอะไรด่วน คุณอาจะมาดูให้ทันที”
“ขอบคุณคุณภัคมากนะคะ”
ภคพงษ์พูดกับเปลี่ยน
“เดี๋ยวเปลี่ยนเอารถไปส่งอาหมอแล้วไม่ต้องกลับมารับฉันนะ วันนี้ฉันจะอยู่เฝ้าไข้รสา”
เปลี่ยนตกใจนิดๆบอก
“อะ ครับๆ ได้ครับ”
อาภรณ์ถามด้วยความแปลกใจ
“คุณภัคจะอยู่เฝ้าไข้ยัยรสเหรอคะ”
อาภรณ์ถามย้ำอีกทีเพื่อความมั่นใจ ภคพงษ์ยิ้มให้น้อยๆ แทนคำตอบ

ภคพงษ์เปิดน้ำใส่กะละมัง เทน้ำร้อนลงไป คนให้เข้ากันพออุ่น ยกไปวางไว้ข้างๆ รสา แล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กที่อยู่ในอ่างเช็ดตัวให้อย่างเบามือด้วยความรักและความเป็นห่วง รสานอนหลับไม่รู้เรื่อง เพราะฤทธิ์ไข้ ความเพลีย และยา
อาภรณ์ยืนมองอยู่ทางด้านหลังของภคพงษ์แล้วก็อมยิ้มนิดๆ อย่างเอ็นดู
หลังจากเช็ดตัวเสร็จ ภคพงษ์จะหันไปหยิบเอากะละมังไปเก็บ อาภรณ์รีบเดินเข้ามา
“เดี๋ยวป้าเอาไปเก็บให้จ้ะ”
“ขอบคุณครับ”
อาภรณ์ยิ้มรับ ภคพงษ์หันไปทางรสาและขยับให้รสานอนในท่าสบายๆ ก่อนจะเดินมาที่ปลายเตียง และค่อยๆ
นวดเท้าให้รสาอย่างอ่อนโยนเอาใจใส่ อาภรณ์ถึงกับมองค้างด้วยความตะลึง
อาภรณ์มองแล้วก็ยิ้มนิดๆ ก่อนจะรีบเดินถอยออกมา ปล่อยให้ภคพงษ์อยู่กับรสาสองต่อสอง
ภคพงษ์นวดเท้าให้รสาอย่างโรแมนติก ช่างเป็นภาพความรักที่สวยงามและน่ารักเหลือเกิน แต่รสากลับนอนไม่รู้เรื่องไม่รู้ราว
 
วินาทีนี้ภคพงษ์ไม่หลงเหลือร่องรอยของความเกลียดชังใดๆ ในหัวใจอันสงบนี้ มีเพียงรสาเท่านั้น

ภายในบ้านเถลิงยศ เมื่อเวลาเย็น เผด็จส่งเช็คให้กับพิทยา

“นี่เป็นค่าจ้างงวดสุดท้าย ขอบคุณมากนะครับ ที่ควบคุมดูแลอย่างดี คุณภัคพอใจกับผลงานมากครับ”
พิทยารับมาแล้วยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ ชีวินนั่งอยู่ข้างๆ
“ทางเราเองก็พยายามทำทุกอย่างให้คุณภัคพอใจอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะยัยรส ตั้งใจทำอย่างสุดฝีมือ ถ้ามีอะไรให้รับใช้อีก เรียกพิทได้เลยนะครับ”
เผด็จยิ้มรับ ชีวินหันมาทางพิทยาแล้วพูดเบาๆ
“เรียบร้อยแล้ว เรารีบกลับกันเถอะพี่ ผมว่าจะแวะไปเยี่ยมรส”
พิทยาพยักหน้ารับ ชักสีหน้ารำคาญนิดๆที่ชีวินไม่รู้กาลเทศะ
“เออรู้แล้วน่า”
เผด็จได้ยินแล้วก็คิดก่อนจะรีบพูดขึ้น
“อย่าเพิ่งรีบกลับสิครับ ผมให้สายใจเตรียมอาหารชุดใหญ่ไว้เลี้ยงฉลอง เชิญ อยู่ทานอาหารเย็นกับผมก่อนนะครับ สายใจจะได้ไม่ทำเก้อ”
ชีวินอึกอัก พิทยารีบบอก
“ได้เลยครับด้วยความยินดีอย่างยิ่ง”
ชีวินหันมาพิทยาร้อง “อ้าว” ที่โดนพิทยามัดมือชก
“ไปวิน ไปกินข้าวเป็นเพื่อนคุณเผด็จ แล้วก็ฉลองกันด้วย”
ชีวินยังนั่งโย้เย้จนพิทยาต้องหันมาว่ากระแทก
“อ้าว จะรีบไปเยี่ยมยัยรสไม่ใช่เหรอ รีบไปกินสิ รีบกินจะได้รีบกลับ”
พิทยาหันมายิ้มกับเผด็จ
“เชิญครับ”
เผด็จเดินนำไป พิทยาเดินตาม ชีวินจำต้องเดินตามไปด้วย เผด็จแอบยิ้ม...

ภคพงษ์ทำข้าวต้มอยู่ในครัวบ้านอาภรณ์ด้วยความคล่องแคล่ว และตั้งใจ ทำเสร็จแล้วก็ตักใส่ชามยกออกมา
วางบนโต๊ะให้อาภรณ์
“ผมทำข้าวต้มไว้ให้นะครับ เชิญคุณป้าทานตามสบาย ส่วนของรสาผมเตรียมไว้แล้ว ถ้าเค้ารู้สึกตัว เดี๋ยวผมจะอุ่นแล้วนำไปให้เค้าทานเอง”
อาภรณ์ยิ้มเคลิ้มบอก
“ขอบใจมากนะจ้ะ คุณภัคมาอยู่ที่นี่เป็นวันๆ ไม่เสียการเสียงานแย่เหรอคะ ที่จริงป้าดูแลรสาเองก็ได้นะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมทำด้วยความเต็มใจ ที่รสาป่วยก็เพราะทำให้ผม ผมต้องดูแลอย่างเต็มที่ ผมขอขึ้นไปดูรสาก่อนนะครับ”
“ค่ะ”
ภคพงษ์เดินเลี่ยงไป อาภรณ์มองตามแล้วก็ถอนใจ
“เฮ่อ รสเอ๊ย จะยังไงต่อไปล่ะเนี่ย”

รสายังนอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่บนเตียง ภคพงษ์เดินเข้ามาจับหน้าผาก ไล้ตามใบหน้าเหมือนจะปลอบประโลม แล้วก็พูดเบาๆ
“หายไวๆนะรสา”
ภคพงษ์ยิ้มอบอุ่น ก่อนจะละสายตาจากหน้ารสาแล้วมองไปรอบๆห้อง ภคพงษ์ลุกขึ้นแล้วเดินสำรวจไปรอบๆห้องด้วยความใส่ใจ เห็นภาพถ่ายรสากับพิมพรรณ สดใส น่ารัก ภคพงษ์ยิ้ม , ภาพถ่ายรสากับชีวิน ดูสนิทสนม กุ๊กกิ๊กน่ารัก ภคพงษ์หุบยิ้ม แววตาไม่พอใจจนต้องเบือนหน้าไปมองอย่างอื่นเลย
ที่โต๊ะทำงานรสา มีงานวางอยู่มากมาย เป็นสเก็ตช์ภาพบ้าน ภาพคน ภาพต่างๆ วาดเล่นบ้าง วาดจริงบ้าง
วางอยู่เต็มโต๊ะ ภคพงษ์มองแล้วส่ายหน้าในความรก พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับภาพสเก็ตช์ง่ายๆ เป็นรูปผู้ชาย
หน้าเคร่งขรึม เล่นเปียโน ภคพงษ์รู้ทันทีว่าเป็นตัวเอง
ภคพงษ์ยิ้มนิดๆ อย่างมีความสุข เป็นสุขที่อิ่มๆ นิ่งๆ สุขที่ทำให้ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ภคพงษ์หันไปมองยิ้มให้รสาที่นอนนิ่งอยู่ เป็นรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก และความรู้สึกที่แสนดี

เวลาเย็นที่บ้านวงศ์เธียรสถิตย์ ปรางทิพย์ยืนโทรศัพท์อยู่ที่มุมหนึ่งของบ้าน…ไม่มีคนรับสาย หลังวางสายแล้วก็บ่นๆ

“ทำไมพี่ภัคไม่รับสายนะ...สงสัยจะติดประชุม”
ปรางทิพย์ยิ้มอย่างไม่คิดมาก แล้วก็หันมาหยิบนิตยสารไฮโซขึ้นมาเปิดดู พอเห็นภาพข่าวของตัวเองกับภคพงษ์แล้วก็ขำเบาๆอย่างมีความสุข รัชนีเดินมาเห็นพอดีก็ถามขึ้น
“ มีอะไรตลกเหรอลูก”
ปรางทิพย์เงยหน้าขึ้นมาตอบ
“ข่าวของปรางกับพี่ภัคน่ะค่ะ รูปนี้ปรางยังหน้าตื่นๆอยู่เลย เห็นแล้วตลกดี”
รัชนีฟังแล้วรู้สึกร้อนรุ่มใจ ปรางทิพย์ยังคงพูดต่ออย่างมีความสุข
“เวลาไปไหนกับพี่ภัคมีแต่นักข่าวมาถ่ายรูป ตอนแรกๆปรางทำตัวไม่ค่อยถูก แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”
รัชนีรีบสวนขึ้นทันที
“แต่แม่ว่า มากไปก็ไม่ดีนะลูก ลูกกับเค้าก็ไม่ได้จะจริงจังอะไรกัน ลูกก็ยังเด็ก เป็นข่าวกับผู้ชายมากๆ เราจะเสียหาย โดยเฉพาะผู้ชายอย่างภคพงษ์”
รัชนีพูดจบก็เดินออกไปด้วยความหงุดหงิด อึดอัด ขัดใจ
ปรางทิพย์ค่อยๆหุบยิ้ม..แล้วก็ส่ายหน้าไม่เข้าใจความคิดของแม่แม้แต่นิดเดียว ปรางทิพย์ค่อยๆก้มลงมองรูปที่
ถ่ายคู่กับภคพงษ์อีกครั้งอย่างครุ่นคิด...


ในเวลาเย็น พิทยายืนอยู่คนเดียวที่หน้าบ้านเถลิงยศ พลางเหลียวซ้ายและขวาว่า ไม่มีชีวินอยู่ด้วย ก่อนถามย้อนอาภรณ์ด้วยความแปลกใจโคตรๆ
“คุณภคพงษ์เฝ้าไข้ยัยรส”
ที่ โฮมสเตย์ อาภรณ์พูดไปก็มองซ้ายมองขวาเพราะกลัวภคพงษ์จะมาได้ยินเหมือนกัน
“ใช่ค่ะ มาตั้งแต่เช้าพาหมอมาด้วย แล้วก็อยู่เฝ้าเช็ดตัวให้ทั้งวัน จนตอนนี้ไข้ลดลงมาเยอะแล้วค่ะ”
พิทยาตกใจ
“คุณภัคเนี่ยนะเช็ดตัวให้ยัยรส”
“นวดเท้าให้ด้วยนะคะ”
“ตาย นวดเท้าด้วย แล้วยัยรสรู้ตัวหรือยังครับป้า”
อาภรณ์ส่ายหน้า
“ป้าคิดว่าน่าจะยังนะ เพราะถ้าตื่นแล้ว คุณภัคจะต้องลงมาอุ่นข้าวต้มเอาไปให้ แต่นี่ยังไม่เห็นลงมา คงจะยังไม่ฟื้น”
พิทยาฟังแล้วก็คิด
“งั้นวันนี้ผมกับวินคงไม่สมควรจะเข้าไปเยี่ยมรสนะครับ พรุ่งนี้ค่อยไป น่าจะสมควรกว่า มาก”
อาภรณ์ตอบกลับด้วยความเต็มใจ แม้จะไม่ได้รู้ความหมายในคำพูดของพิทยา
“ได้เลยค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ แล้วพรุ่งนี้เจอกันค่ะ”
อาภรณ์วางสายไปแล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างถูกใจสุดๆ

ชีวินถามลั่นด้วยความแปลกใจจนพิทยาสะดุ้ง ตกใจ
“คืนนี้มีงานต่อ”
“ว้าย ตกกะใจหมด จะดังไปไหน ใช่ พอดีงานที่รสดูอยู่ เค้าต้องการแบบร่างพรุ่งนี้ ยัยรสมาป่วย ไม่มีคนทำ แกก็เสียบแทนหน่อยแล้วกัน”
ชีวินคิดแล้วบอก
“ก็ได้ แต่ผมขอแวะเยี่ยมรสแป๊บนึงนะครับ เดี๋ยวเข้าไปทำงานต่อ”
ชีวินพูดแล้วจะเดินออกไป แต่พิทยากระโดดล็อกไว้
“เฮ้ย ไม่ต้องไปหรอก ฉันโทร.ถามป้าอาภรณ์ ป้าบอกรสค่อยยังชั่วแล้ว ไม่ต้องห่วง แกไปตอนนี้ยัยรสก็หลับอยู่ดี แกเข้าออฟฟิศกับฉันดีกว่า พรุ่งนี้ฉันให้แกหยุดงานช่วงบ่ายแล้วค่อยไปเยี่ยมก็ได้”
“แต่”
พิทยารีบพูดต่อ
“เอาน่า ไปทำงานก่อน ไม่ต้องห่วงยัยรสหรอกเค้ามีคนดูแลอย่างดี”
ชีวินชะงัก
“ใคร ใครดูแลรส”
“ก็ป้าอาภรณ์ไง ป้าเค้าเฝ้าอย่างดีแกไม่ต้องห่วงหรอกน่า”

พิทยาเฉไฉตอบไป ชีวินฟังแล้วก็ต้องยอมทั้งที่ในใจยังเป็นห่วง

ตะวันทอแสง ตอนที่ 11 (ต่อ)

ช่วงเวลากลางคืน รสานอนหลับอยู่บนเตียง หน้าตายังแดงๆ ด้วยพิษไข้ เหงื่อยังซึมๆอยู่ อาภรณ์นั่งอยู่ข้างๆ มองด้วยความเป็นห่วง

“รสไม่ตื่นมากินอะไรเลย แล้วจะไหวเหรอคะคุณภัค ไข้ก็ลดลงมานิดหน่อยเอง”
“เมื่อเย็นตอนที่คุณหมอแวะมา คุณหมอให้น้ำเกลือไปแล้วครับ แล้วก็ฉีดยาให้อีก คงต้องรอดูอาการคืนนี้อีกทีว่าจะดีขึ้นหรือเปล่า”
อาภรณ์พยักหน้ารับรู้
“คุณป้าครับ คืนนี้ผมจะขออนุญาตนอนเฝ้าไข้รสาที่นี่ได้หรือเปล่าครับ”
อาภรณ์เลิกคิ้วถามด้วยแววตาไม่วางใจ
“นอนที่นี่ แล้วคุณภัคจะนอนยังไงคะ”
ภคพงษ์รีบบอก
“ผมนอนที่พื้นครับ”
“นอนพื้น มันจะดีเหรอคะ พื้นมันแข็งมากนะคะ นอนไปปวดหลังแย่”
“ไม่เป็นไรครับ ผมนอนได้ นะครับคุณป้า”
อาภรณ์ จำใจพยักหน้าหงึกๆ
“งั้นก็ ค่ะ แต่ป้าขออนุญาตเปิดประตูไว้นะคะ”
ภคพงษ์ยิ้มอย่างเข้าใจ
“ครับ ขอบคุณมากนะครับ”
“ป้านอนอยู่ห้องข้างๆ มีอะไรเรียกได้เลยนะคะ”
อาภรณ์เดินออกไป ภคพงษ์หันมองซ้ายมองขวา แล้วก็หยิบมาผ้าที่วางอยู่แถวนั้นมาปูที่พื้น พร้อมกับหยิบหมอนมาวางไว้เตรียมสำหรับนอน
อาภรณ์แอบชะโงกหน้ามามอง แล้วก็อมยิ้ม แล้วก็ค่อยๆหลบไปไม่ให้เห็น
ภคพงษ์เตรียมที่นอนเสร็จแล้วก็หันมาทางรสา พลางเดินมานั่งข้างๆบนเตียงจับหน้าผากเช็กความร้อนอีกครั้ง ก่อนจะเอามือออก และนั่งมองรสาอย่างมีความสุข ภคพงษ์ค่อยๆใช้มือเกลี่ยผมที่ปรกลงมาที่หน้าผากของรสาอย่างแผ่วเบา
ภคพงษ์คิดถึงรสาในช่วงเวลาดีๆที่ผ่านมา เช่น รสาในจังหวะน่ารักๆ ตั้งแต่เจอกันครั้งแรก ร้องเพลงเมาๆบนเวที ตอนสำรวจบ้าน ระหว่างที่ไประยองด้วยกัน และวิ่งเล่นที่ริมหาด ภคพงษ์คิดถึงแล้วก็ยิ้มเป็นสุข
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
ภคพงษ์ค่อยๆโน้มตัวเข้ามาข้างๆแก้ม กระซิบอย่างแผ่วเบา
“ผมรักคุณคนเดียวนะรสา”
ภคพงษ์กระซิบสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในใจมานานแสนนาน โดยไม่รู้เลยว่าเธอจะได้ยินหรือไม่
รสานอนนิ่ง คิ้วขยับนิดๆเหมือนจะรู้สึกตัว แต่ก็นอนนิ่งเหมือนเดิม
ภคพงษ์ค่อยๆยันตัวขึ้นจากข้างแก้ม มองรสาอีกครั้ง แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกดีๆ ภคพงษ์มองริม
ฝีปากอวบอิ่มแล้วอยากจะจุมพิตเบาๆ แต่ต้องหักห้ามใจ เบือนหน้าหนี ตัดใจลุกขึ้นจากเตียงก่อนที่อารมณ์จะพาไปให้ทำอะไรมากกว่านี้ ภคพงษ์เดินมายังที่นอนของตัวเอง แล้วก็ล้มตัวลงนอน ภคพงษ์นอนมองรสาที่นอนอยู่บนเตียงแล้วก็ยิ้มอย่างมีความสุข
รสาขยับตัวนิดๆ แต่ยังไม่สามารถลืมตาได้ คำพูดของภคพงษ์ดังก้องในโสตประสาท แต่ไม่รู้ว่าจริงหรือความฝัน “ผมรักคุณคนเดียว” รสายังหลับสนิท

เช้าวันต่อมา แสงแดดสาดเข้ามา รสายังหลับแต่ดูสดใสขึ้นมากเมื่อเทียบกับเมื่อคืน เสียงคนเรียกชื่อรสาดังก้อง แต่รสายังแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงใคร ผู้หญิงหรือผู้ชาย
“รส รส”
รสาค่อยๆปรือตาตื่นอย่างไม่เต็มตานัก รสาเห็นเป็นเงาของคนที่ยืนอยู่ ยังดูไม่ชัดว่าเป็นใคร
“รส รส”
รสากระพริบตาถี่ๆ ภาพและเสียงค่อยๆชัดขึ้นตามอาการตื่น เงาลางๆที่เบลออยู่เริ่มชัดขึ้นจนเห็นเป็นหน้าอาภรณ์
“รส รส รสได้ยินป้าหรือเปล่า”
รสางัวเงียขึ้นอย่างแปลกใจ แต่ยังเบลอและมึนด้วยฤทธิ์ยา รสาพยักหน้าแต่ยังไม่เต็มตื่นดี
“นี่รู้หรือเปล่า เราหลับไม่รู้เรื่องไปตั้งสองวัน ตัวงี้ร้อนจี๋ไปหมดเลย ดีนะ ที่คุณภัคให้หมอมาดูแลอย่างดี ไม่งั้นป่านนี้คงยังไม่ฟื้น”
รสาแปลกใจ อยากจะพูดแต่อ้าปากไม่ขึ้น อาภรณ์พูดต่อ
“นี่ แล้วคุณภัคเค้าเฝ้าไข้รสทั้งคืนเลยนะ ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง เพิ่งให้คนรถเอาเสื้อผ้ามาให้ แล้วก็ไปอาบน้ำเมื่อกี้นี้เอง”
รสาฟังแบบเบลอๆ ตื่นเต้น ดีใจ แบบครึ่งหลับครึ่งตื่น
ทันใดนั้นเสียงภคพงษ์ก็ดังเข้ามา
“คุณป้าครับ”

รสาใจหายวาบเสียงภคพงษ์ดังเข้ามา อยากจะตื่นแต่ก็ยังไม่มีแรงพอ

ภคพงษ์เดินเข้ามาในชุดเตรียมไปทำงาน อาภรณ์หันมารายงาน

“เมื่อกี้รสขยับตัวนิด ๆ แต่ก็หลับต่อน่ะค่ะ”
ภคพงษ์พยักหน้ารับรู้บอก
“คงจะเพราะยาน่ะครับ คุณหมออยากให้รสได้พักเยอะๆ คุณหมอกำลังจะเข้ามา เห็นบอกว่าวันนี้รสก็น่าจะดีขึ้น”
ภคพงษ์มองรสาด้วยความเป็นห่วง อาภรณ์ยิ้มรับแล้วก็พูดขึ้นอย่างรู้ใจ
“งั้นเชิญคุณภัคตามสบาย ป้าขอตัวไปดูลูกค้าข้างล่างนะคะ”
อาภรณ์เดินออกไป เปิดโอกาสให้ภคพงษ์อยู่กับรสาสองต่อสอง
ภคพงษ์เดินมานั่งบนเตียงข้างๆ รสา ค่อยๆยื่นมืออุ่นไปลูบไล้ใบหน้าใสอย่างอ่อนโยน รสาตัวร้อนผ่าว ใจเต้นแรง ทั้งที่ยังไม่มีแรง รสาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกพิเศษของภคพงษ์ที่ส่งผ่านมาถึงเธอ
“หายไวๆนะรสา”
รสาได้ยินเสียงชัดเจน แต่ไม่มีแรงจะตอบโต้ เสียงทุ้มอุ่นของภคพงษ์ทำให้เธอสะท้านไปทั้งใจ
ภคพงษ์ยื่นหน้าเข้ามาเหมือนจะจูบที่หน้าผาก แต่แล้วเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ภคพงษ์ชะงักมอง
มือถือ สีหน้าซาตานเข้าสิงทันที รีบปรี่ไปอีกมุมนึง
“ครับ...น้องปราง พี่จะไปเดี๋ยวนี้”
ภคพงษ์จะปรี่เดินออกไปแล้วก็ชะงัก หันกลับมามองรสาด้วยสายตาที่อ่อนลงก่อนตัดใจพุ่งออกทันที รสาพยายามอยากจะลืมตาฟื้น แต่สู้ฤทธิ์ยาไม่ไหว

ภายในร้านกาแฟสวยๆ เวลากลางวัน ปรางทิพย์นั่งรอภคพงษ์อยู่ ลูกค้าในร้านมองๆ ยิ้มๆ แบบรู้จัก ปรางทิพย์ยิ้มๆ ตอบแบบมีมารยาท
ปรางทิพย์ชะเง้อมองภคพงษ์ที่เดินมาพอดี จึงรีบเรียกขึ้น
“พี่ภัคคะ”
ภคพงษ์รีบเดินมาหา ลูกค้าเดิมแทบจะกรี๊ด เห็น ‘คู่รักคนดัง’ ปรางทิพย์แอบมีอายๆ ไม่คุ้นกับอารมณ์แบบนี้
ภคพงษ์นั่งลง ตาวาวด้วยความอยากรู้
“ไงครับน้องปราง มีอะไรเหรอครับ”
ปรางทิพย์ถอนใจเฮือก
“ขอโทษด้วยนะคะ จริงๆ ปรางก็ไม่อยากรบกวนเวลาของพี่ภัค”
ภคพงษ์รีบพูดอย่างอยากรู้
“เรื่องของปรางกับคุณแม่ เอ่อ คุณแม่น้องปรางสำคัญต่อพี่มากกว่าอะไรทั้งนั้น ไม่รบกวนเลยครับ”
“พี่ภัค”
“ว่าไงครับ คุณแม่น้องปรางว่าอะไรพี่อีกแน่ๆ เลย ใช่มั้ย” ภคพงษ์พูดยิ้มๆ
ปรางทิพย์ยิ่งสงสารภคพงษ์
“พี่ภัค พี่ภัคอย่าโกรธคุณแม่เลยนะคะ คงเพราะคุณแม่รักปรางมาก คุณแม่มีลูกคนเดียวก็คือปราง”
ภคพงษ์ฟังแล้วรู้สึกเจ็บจี๊ดในหัวใจ แต่ยังทำยิ้มเนียน
“พี่เข้าใจดีครับ เข้าใจมาก ว่าแต่จะเล่าให้พี่ฟังได้รึยังว่าเกิดอะไรขึ้น”
ปรางทิพย์ถอนใจเฮือกบอก
“คือ ปรางไม่ทราบจะทำตัวยังไงดีน่ะค่ะ ระหว่าง ปรางกับพี่ภัค”
“หมายความว่า”
“ก็ไม่ทราบจะทำยังไงให้มันพอดีๆ น่ะค่ะ คุณแม่รู้สึกว่าปรางยังเด็ก แล้วก็ทำตัว เอ่อ มากไปกับพี่ภัค”
ภคพงษ์แอบสะใจที่ได้ยิน
“แล้วไงอีกครับ”
“คุณแม่มองว่าถ้าปรางเป็นข่าวกับผู้ชายมากๆ ก็จะเสียหาย แล้วอีกอย่าง...”
“อีกอย่างอะไรครับ”
“เอ่อ อีกอย่าง คุณแม่มองว่าปรางกับพี่ภัค ไม่ได้จะจริงจังอะไรกัน”
ภคพงษ์ตาวาวทันที เหมือนเกิดความคิดบางอย่าง
ปรางทิพย์รีบออกตัวซื่อๆบอก
“แต่ไม่ใช่นะคะ ปรางไม่ได้...”
ภคพงษ์รีบสวนแล้วตีหน้าเศร้า
“น้องปรางไม่ได้คิดจริงจังกับพี่เหมือนที่คุณแม่น้องปรางคิดใช่มั้ยครับ”
ปรางทิพย์อึ้ง
“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่อย่างนั้น พี่ภัคฟังปรางพูดให้จบก่อน คือ ปราง”
ภคพงษ์รีบเอามือปิดปากปรางทิพย์
“น้องปรางนั่นแหละ ฟังพี่พูดให้จบ”
ภคพงษ์ค่อยๆ เอามือออกจากปากแล้วจ้องตาปรางทิพย์เป๋ง ปรางทิพย์มองอย่างงงๆ
“ใครจะพูด จะมองยังไงพี่ไม่รู้ เพราะพี่รู้แต่หัวใจตัวเองเท่านั้นว่า พี่ภัคคนนี้จริงจังกับน้องปรางแค่ไหน”
ปรางทิพย์อึ้ง ขนลุก ตัวเบาหวิว
“พี่ภัค”
“ถ้าน้องปรางไม่เชื่อ...”
ภคพงษ์ลุกขึ้นยืนตรงหน้าปรางทิพย์ แล้วค่อยๆ คุกเข่าลงตรงหน้าปรางทิพย์ ปรางทิพย์แทบช็อก
“พี่ภัค”
ปรางทิพย์ตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูก ลูกค้าในร้านที่มองมาต่างตื่นเต้นไม่แพ้กัน
“พี่ภัค จะทำอะไรคะ ลุกขึ้นเถอะค่ะ ลุกขึ้น”
ปรางทิพย์พูดพลางรีบดึงให้ภคพงษ์ลุกขึ้น ภคพงษ์ยังคุกเข่าอยู่ จ้องตาเป๋ง
“เราแต่งงานกันนะครับ”
“พี่ภัค”
“แต่งงานกับพี่ภัคนะครับ..น้องปราง”

ปรางทิพย์อึ้งแบบโลกแทบจะหยุดหมุนตรงหน้า ภคพงษ์ยิ้มเย็นอย่างน่ากลัวมาก

ภายในบริษัทลงหลักปักฐาน พิทยาถามอีกครั้งด้วยความแปลกใจ

“อะไรนะครับ คุณภคพงษ์จะให้รสตกแต่งเรือนสีขาว”
เผด็จนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอธิบายอีกครั้งและส่งแฟ้มให้
“ใช่ครับ เรือนสีขาวเป็นอาคารเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากเรือนหลังเล็ก คุณภัคต้องการให้คุณรสาตกแต่งใหม่โดยเร็วที่สุด ถ้าเรียบร้อยแล้วจะเปิดบ้านจัดงานเลี้ยงฉลองไปพร้อมกัน”
พิทยาหยิบแฟ้มมาดูบอก
“แต่ตอนนี้รสป่วยอยู่นะครับ”
“คุณภัคบอกว่ารอได้ แต่ถ้าหายเมื่อไหร่ ขอให้คุณรสากลับเข้าไปทำงานทันที”
เผด็จพูดด้วยรอยยิ้มนิดๆ ด้วยความรู้ใจเจ้านาย
พิทยาอึ้งถามย้ำ
“ทันที”

ภายในห้องนอนของรสา ที่โฮมสเตย์ของอาภรณ์ รสาค่อยๆยันตัวขึ้นในอาการเบลอๆ พิทยานั่งอยู่ที่เก้าอี้ ข้างๆ เตียงนอนรสา แม้รสาจะมีอาการดีขึ้นแต่ก็ยังเห็นว่าเพลียอยู่
“ทันที” รสาถามย้ำ
“ใช่ พี่บอกว่ารสป่วย แต่คุณเผด็จก็ยังยืนยันว่าคุณภัคอยากให้รสทำงานให้”
รสาสุดจะงง ได้แต่ถอนใจเบาๆ อย่างไร้เรี่ยวแรง พิทยามองหน้ารสาแล้วก็ถามตรงๆ
“รส พี่ถามตรงๆนะ รสกับคุณภัคเป็นอะไรกันแน่”
รสาชะงัก ตอบไม่ถูก พิทยาเห็นเงียบก็พูดต่อ
“จะหาว่าพี่สาระแนก็ได้นะ แต่พี่อยากจะรู้จริงๆ บอกพี่มาเถอะ”
“พี่พิทคะ ระหว่างรสกับเค้า มันไม่มีอะไรจริงๆค่ะ เค้าจ้างงานพี่พิท แล้วพี่พิทก็จ้างรส มันก็แค่นั้น” รสาพูดเสียงเหนื่อยๆ
พิทยาถอนใจ หน่ายกับความปากแข็ง
“เฮ่อ ที่พี่ถามเพราะพี่หวังดี เท่าที่พี่เห็นคุณภัคเค้าก็เป็นคนดี เป็นสุภาพบุรุษ อาจจะเจ้าอารมณ์ไปบ้าง แต่เค้าก็แคร์รสมากๆ ป้าภรณ์เล่าให้พี่ฟังหมดแล้วเรื่องที่เค้ามาดูแลรส”
รสายังนิ่ง พิทยาขยับเก้าอี้เข้ามาแล้วก็พูดน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“รสเองก็แคร์เค้ามาก รู้ตัวหรือเปล่า”
รสาหันมามองหน้าพิทยา ไม่แย้งแต่ก็ไม่ยอมรับ
“เธอน่ะมีสัญชาตญาณความเป็นแม่สูง แล้วก็ใจอ่อน ขี้สงสาร เธอพร้อมจะให้ความรักอันมากมายของเธอกับใครก็ได้ที่ขาด และหนึ่งในนั้นก็คือ คุณภคพงษ์”
รสาได้ยินก็สะอึก คราวนี้ไม่เถียง แต่ตอบเสียงเรียบๆ
“ถ้ามันเป็นความจริง รสคงโง่มากที่ทำแบบนั้น เพราะมีผู้หญิงมากมายที่พร้อมจะให้ความรักกับเค้า”
รสาระบายออกมาอย่างอ่อนเพลีย ขอบตาร้อนผ่าวๆ
“ใช่ มีผู้หญิงมากมายที่รักคุณภัค แต่จะมีสักกี่คนที่จะรักเค้าอย่างจริงใจ รักเค้า ไม่ใช่รักเงินของเค้า คุณภัคเค้าไม่ใช่คนโง่ เค้าดูออกว่ารสคือคนที่จริงใจกับเค้าที่สุด ตอนแรกพี่ไม่แน่ใจ แต่พอคุณเผด็จบอกเรื่องงานใหม่ พี่รู้เลยว่า...คุณภัคเค้ารักเธอ”
รสาชะงักกึก...หน้าแดงใจเต้นแรง
“เค้าจะคิดยังไงกับผู้หญิงอื่นพี่ไม่รู้ แต่พี่รู้ว่าเค้ารักและเป็นห่วงรสมาก พี่พูดในฐานะที่เป็นพี่ ไม่ใช่เจ้านาย พี่อยากให้รสเปิดใจและถามใจตัวเองว่ารสคิดยังไงกับคุณภคพงษ์ ก่อนที่รสจะปฎิเสธงานนี้”
พิทยาวางแฟ้มเรือนสีขาวไว้บนเตียง รสาค่อยๆปรายตามามอง แววตาเต็มไปด้วยความสับสน ภาพถ่ายเรือนสีขาวที่อยู่ในแฟ้ม

เวลาเย็นผ่านมา แฟ้มงานเดิมถูกย้ายมาวางอยู่บนโต๊ะทำงาน รสาเดินเข้ามาในห้องนอนด้วยท่าทางที่ยังเพลียๆ เบลอๆ แต่อาการดีขึ้นมาก รสาเดินจะมานอนต่อ เหลือบไปเห็นแฟ้มเรือนสีขาวก็สะดุดนิดๆ หันไปมอง แล้วค่อยๆเดินไปหยิบมาดู คำพูดของพิทยาดังก้องเข้ามา
“ใช่ มีผู้หญิงมากมายที่รักคุณภัค แต่จะมีสักกี่คนที่จะรักเค้าอย่างจริงใจ ไม่ได้รักแค่เปลือก คุณภัคเค้าไม่ใช่คนโง่ เค้าดูออกว่ารสคือคนที่จริงใจกับเค้าที่สุด ตอนแรกพี่ไม่แน่ใจ แต่พอคุณเผด็จบอกเรื่องงานใหม่ พี่รู้เลยว่า คุณภัคเค้ารักเธอ”
รสาคิดหนัก
“พี่อยากให้รสเปิดใจและถามใจตัวเองว่ารสคิดยังไงกับคุณภคพงษ์ ก่อนที่รสจะปฎิเสธงานนี้”
รสาคิดหนัก คำบอกรักของภคพงษ์ดังก้องเข้ามาอีกครั้ง แม้จะอยู่ภาวะไม่แน่ใจแต่คำนั้นยังติดหู
“ผมรักคุณคนเดียวนะรสา”
รสาถอนใจเฮือกใหญ่ด้วยความสับสน
ทันใดนั้นเสียงอาภรณ์ก็ดังเข้ามา
“รส มีคนมาเยี่ยมจ้ะ”

รสาหันไปด้วยความแปลกใจ อาภรณ์ยืนอยู่ ด้านหลังเห็นสายใจเดินเข้ามา สายใจยิ้มให้อย่างมีความเมตตา

ปิ่นโต และกล่องอาหารอย่างดี ถูกวางไว้บนโต๊ะทำงานรสา สายใจอธิบายพร้อมรอยยิ้ม

“เย็นนี้คุณหนูติดประชุมสำคัญมาเยี่ยมคุณรสาไม่ได้เลยสั่งให้ป้าทำอาหารและมาดูแลแทนค่ะ คุณหนูติดประชุมจริงๆนะคะ ไม่ได้ไปทำอย่างอื่น”
สายใจแอบหยอดอย่างรู้ใจ รสายิ้มนิดๆ
“ถึงเค้าไม่ได้ไปประชุมจริงๆ มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับรสนี่ค่ะ รสต้องขอบคุณป้าใจมากนะคะที่ทำอาหารมาให้” รสาพูดพลางยกมือไหว้ สายใจจับมือรสาไว้
“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องขอบคง ขอบคุณอะไรป้าหรอก ไปขอบคุณคุณหนูเถอะค่ะ ป้าแค่ทำตามคำสั่ง”
รสานิ่งไป หน้าตาสลดลงด้วยความไม่สบายใจ สายใจมองแล้วก็รู้ใจ พูดเสียงอ่อนโยน
“คุณหนูเป็นห่วงคุณรสาจริงๆนะคะ”
รสายังนิ่งๆ เศร้าๆ สับสน สายใจคิดๆ ตัดสินใจบอกอะไรบางอย่าง
“เรื่องข่าวของคุณหนูกับคุณปรางทิพย์ ป้าไม่อยากให้คุณต้องเก็บมาคิดมาก เพราะจริงๆแล้ว มันไม่มีอะไร”
รสาขมวดคิ้วหันมามองหน้าสายใจ สายใจย้ำด้วยเสียงจริงจัง
“ไม่มีอะไรจริงๆนะคะ ป้าพูดอะไรมากไม่ได้ เอาเป็นว่า ป้าอยากให้คุณรสาสังเกตดีๆ คุณจะเห็นว่าคุณหนู กับคุณปรางทิพย์หน้าคล้ายกัน และถ้าเคยเห็นคุณรัชนี แม่ของคุณปรางทิพย์ คุณรสาก็จะเห็นว่าทั้งสามคนหน้าตาคล้ายกัน”
รสาอึ้ง สงสัยอย่างหนัก
“อะไรนะคะ หมายความว่า ... “
รสายังไม่ทันพูดต่อ สายใจก็สวนขึ้น
“อย่าถามอะไรต่ออีกนะคะ ป้าพูดได้แค่นี้จริงๆ”
สายใจหน้าตาหนักใจมากจนรสาไม่กล้าถามต่อ ได้แต่เก็บความสงสัยโคตรๆ ไว้ในใจ

อาหารของสายใจถูกเทใส่จาน วางไว้บนโต๊ะกินข้าวที่ห้องรับแขกข้างล่าง รสานั่งครุ่นคิดถึงเรื่องหน้าตา แม้จะยังเพลียๆ แต่แววตาไม่ปล่อยวาง ชีวินเดินมาพร้อมกับแก้วน้ำและยา
“ยาก่อนอาหารจ้ะ”
ชีวินเห็นรสานั่งคิดๆ เหม่อๆ ก็ถามขึ้น
“รส..เป็นยังไงบ้าง ไหวมั้ย ถ้าไม่ไหว รสเอนหลังที่เตียงแล้ววินป้อนก็ได้นะ”
“ไม่เป็นไรจ้ะ ยังไหวอยู่ ขอบใจมาก”
รสาพยายามยิ้ม และหันมาหยิบยากับน้ำมากิน ชีวินหันมานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“วินขอโทษที่มาเยี่ยมช้า พอดีพี่พิทตี้ให้รีบทำงานส่ง กว่าจะเสร็จก็เย็น รถติดอีก มาถึงก็ค่ำพอดี”
รสาฟังนิ่งๆ ค่อยๆกินซุปไปด้วย เหม่อๆ คิดๆ ชีวินเห็นก็ถามขึ้น
“ที่รสเป็นแบบนี้เพราะพิษไข้ หรือว่าเพราะพิษนายภคพงษ์”
รสาชะงักไม่ตอบ ชีวินพูดต่อ
“ป้าภรณ์บอกว่า เค้ามานอนเฝ้าตั้งแต่เมื่อคืน เค้าทำอะไรให้รสไม่สบายใจอีกหรือเปล่า”
รสาส่ายหน้าบอก
“รสกับเค้าไม่ได้คุยกันสักคำ พอตื่นมาเค้าก็กลับไปแล้ว”
ชีวินมองแล้วก็เป็นห่วง
“รู้เรื่องที่เค้าให้รสไปทำบ้านอีกหลังแล้วใช่มั้ย”
รสาพยักหน้า ชีวินมองแล้วถามต่อ
“รสจะรับทำหรือเปล่า”
รสานิ่งไม่ตอบ หน้าตากลุ้มใจไม่ใช่น้อย ชีวินเห็นแล้วก็ใจหายแวบ
“ถ้ายังไม่พร้อมที่จะคิด ก็อย่าเพิ่งตัดสินใจ วินว่าตอนนี้พักผ่อนก่อน พอร่างกายแข็งแรง มีสติเต็มที่แล้วค่อยคิด”
ชีวินพยายามฝืนยิ้มเพื่อให้รสาสบายใจ รสายิ้มรับ ชีวินพยายามทำตัวสดใสให้รสารู้สึกดี
“กินข้าวเหอะ ป้าสายใจทำแต่ของอร่อยๆมาให้ทั้งนั้นเลย กินเยอะๆจะได้หายเร็วๆ แล้วก็มาช่วยวินทำงาน รู้เปล่ารสป่วยนะ พี่พิทตี้ถมงานมาให้วินเพียบเลย เพราะฉะนั้นรีบหายเลย ก่อนที่วินจะตายคาออฟฟิศ”
ชีวินยิ้มน่ารัก รสาพยักหน้ายิ้มตาม
“โอเคๆ รสจะรีบหาย วินก็อย่าเพิ่งรีบตายแล้วกัน”
ชีวินกับรสาหัวเราะเบาๆขึ้นมาพร้อมกัน มิตรภาพสวยงาม อบอุ่น แผ่ออกมาจนสัมผัสได้ ชีวินยิ้มดีใจที่รสาดู
สดชื่นขึ้น พอรสาก้มหน้ากินข้าวต้ม ชีวินก็ค่อยๆหุบยิ้ม แววตาเศร้าเล็กๆ มองรสาด้วยความสงสารและเป็นห่วง

ชีวินขับรถมาเรื่อยๆ บนถนน พลางคิดถึงเรื่องรสา ที่ป้าอาภรณ์บอกว่าภคพงษ์มาเฝ้าตั้งแต่เมื่อคืน และนึกถึงตอนที่ชีวินถามรสาว่า “รสเคยสงสัยมั้ยว่า เวลาที่แมงเม่ามันบินเข้ากองไฟ...” และรสาตอบชีวินว่า “วินไม่ต้องห่วงหรอก คนอย่างรสไม่มีทางโดนไหม้ง่ายๆ”
ชีวินมีหน้าตาเป็นห่วงรสาด้วยความรักที่ยังมั่นคงอยู่เสมอ
“รส..วินขอให้รสเข้มแข็ง มีแรงบินออกมาจากกองไฟกองนี้ให้ได้เร็วที่สุด ก่อนที่หัวใจรสจะไหม้เป็นผุยผงด้วยเถอะนะ”

ภายในบ้านเช่าตอนกลางคืน วาริชชักสีหน้า โวยวายด้วยความไม่พอใจ
“พิมท้อง แล้วปล่อยให้ท้องได้ยังไง”
พิมพรรณหน้าเสีย
“ทำไมพูดแบบนี้ เรากำลังจะมีลูก มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีนะ”
วาริชส่ายหน้าอย่างหงุดหงิด
“เงินจะกินข้าว จะจ่ายค่าเช่าบ้านยังไม่มีเลย ดันจะมีลูกโผล่มาอีก มันน่ายินดียังไงห๊ะ”
พิมพรรณเจ็บแปลบ พยายามตั้งสติแล้วหาทางออก
“เรื่องเงิน ลองถามพ่อแม่ที่เชียงใหม่ดูได้หรือเปล่า หรือเราจะย้ายไปอยู่กับพวกเค้าที่เชียงใหม่ก็ได้นะ พิมลาออกจากงานแล้วไปได้ทันที”
วาริชหันมาบอก
“ครอบครัวที่ไหน พ่อแม่ตายไปหมดแล้ว ที่เชียงใหม่ไม่มีใครทั้งนั้น”
พิมพรรณอึ้ง ช็อกที่รู้ความจริง
“ไม่มี แล้วที่เคยบอก”
วาริชสวนขึ้นทันที
“ก็โกหกไง ถ้าไม่พูดแบบนั้นแล้วจะไว้ใจเหรอ จะบอกให้นะ ฉันไม่มีอะไรทั้งนั้น ถ้าฉันมี ฉันไม่โง่มาแต่งงานกับผู้หญิงจืดชืดน่าเบื่ออย่างเธอ”
พิมพรรณ เสียใจอย่างแรง น้ำตาร่วงไม่รู้ตัว
“วาริช ตกลงที่ผ่านมา มันมีอะไรที่เป็นจริงบ้าง มีอะไรบ้าง ที่คุณบอกว่ารักฉัน จริงๆ แล้วคุณเคยรักฉันบ้างหรือเปล่า หะ เคยรักฉันบ้างมั้ย”
วาริชเสียงแข็ง
“ถ้ารักแล้วอดอยาก จะรักไปทำไม จะบอกให้นะ ถ้าจะเก็บลูกไว้ก็ใช้มันให้เป็นประโยชน์ ทำให้พ่อเธอใจอ่อน ยอมให้ฉันเข้าไปอยู่ในบ้าน แต่ถ้าทำไม่สำเร็จก็เอาออกไปซะ ฉันไม่มีปัญญาเลี้ยง”
วาริชประกาศอย่างเลือดเย็นแล้วก็เดินออกไป

พิมพรรณปล่อยโฮด้วยความเจ็บปวดและเสียใจ ความหวังทั้งมวลพังทลายลงต่อหน้า

ตะวันทอแสง ตอนที่ 11 (ต่อ)

เช้าวันต่อมา เผด็จเดินจากหน้าร้านเถลิงยศจิเวลรี่เข้ามาในร้าน พนักงานยกมือไหว้สลอนตามทาง เผด็จเดินตรงมาถึงที่หน้าห้องทำงาน เลขาเดินมารายงาน

“คุณเผด็จคะ มีแขกมารอพบค่ะ”
เผด็จฟังแล้วคิด ใคร!?

รสานั่งอยู่ในห้องทำงานเผด็จด้วยท่าทางนิ่งสงบ หน้าสดใสขึ้น
“รสมีเรื่องสำคัญที่อยากจะถามคุณเผด็จค่ะ ถ้ารสได้คำตอบแล้ว รสถึงจะตัดสินใจว่าจะรับงานใหม่นี้หรือไม่”
เผด็จนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ทั้งสองคนเผชิญหน้ากัน ตรงกลางมีแฟ้มเรือนสีขาววางอยู่
เผด็จคิดแล้วก็ตัดสินใจ
“ถามได้เลยครับ”
เผด็จรอฟัง รสามองหน้าแล้วก็ยิงถามตรงๆ
“คุณภัคกับคุณปรางทิพย์ เป็นอะไรกัน”
เผด็จสะอึกนิดๆ กับคำถาม แม้จะทำใจ แต่ไม่คิดว่าจะตรงขนาดนี้ รสามองหน้ารอคำตอบอย่างใจจดจ่อ เผด็จ
พูดไม่ออก
“ป้าใจบอกบางอย่างกับรส แต่ไม่ได้บอกทั้งหมด รสอยากรู้ว่าความจริงมันคืออะไร ถ้ารสไม่ได้คำตอบ รสขออนุญาตไม่รับงานนี้ค่ะ”
รสาเลื่อนแฟ้มเรือนสีขาวไปให้เผด็จ เผด็จมองแฟ้มแล้วก็เงยหน้าตอบ
“คุณปรางทิพย์เป็นน้องสาวของคุณภัค”
รสาชะงัก
“น้องสาว”
“คุณรัชนีเป็นแม่ของคุณภัค”
รสาเหวอหนักเข้าไปอีก อึ้งซ้ำสอง
เผด็จลุกขึ้นและตัดสินใจเริ่มต้นเล่าเรื่องทั้งหมด
“คุณรัชนีเลิกกับคุณพรตตอนคุณภัคอายุ ๕ ขวบ ๒ ปีต่อมาคุณพรตเสีย เธอกลับมาเพื่อรับมรดก แต่พอรู้ว่าไม่ได้อะไร ก็ทิ้งคุณภัคอีกครั้ง และไม่เคยกลับมาอีกเลย”
รสาอึ้ง ฟังแล้วรู้สึกสงสารภคพงษ์
“เราไม่ได้ข่าวจากเธอตลอดเวลายี่สิบปีที่ผ่านมา และไม่นาน คุณรัชนีก็กลับมาประเทศไทยพร้อมครอบครัวใหม่”
รสาถามอย่างงงๆ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ
“แล้วทำไม คุณภัคถึงทำแบบนี้กับ กับน้องสาวตัวเอง”
เผด็จพูดด้วยความหนักใจ
“เรื่องนี้ผมไม่แน่ใจ ผมรู้แค่ว่า คุณภัคเสียใจมากที่คุณรัชนีโกหก และปกปิดอดีตของตัวเองทำเหมือนไม่รู้จัก และไม่มีลูกชายอีกคนอยู่บนโลกนี้”
“แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำแบบนี้กับน้องสาว ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย”
เผด็จถอนใจ
“เพราะเหตุนี้ ผมถึงอยากให้คุณรสารับงานนี้ คุณเป็นคนเดียวที่จะทำให้คุณภัคมีสติ และล้มเลิกสิ่งที่กำลังทำอยู่ ตอนนี้ไม่มีใครที่จะหยุดคุณภัคได้ นอกจากคุณ”
รสาอึ้งไป สมองนึกทบทวนถึงภาพต่างที่ได้เห็น เมื่อตอนภคพงษ์อยู่กับปรางทิพย์ในช่วงเวลาต่างๆ มากมาย แว่บเข้ามาอย่างเร็ว รสาอึ้งไปอย่างไม่อยากเชื่อ

11.4-2
ภายในบ้านวงศ์เธียรสถิตย์ รัชนีถามย้ำด้วยความแปลกใจและตกใจเป็นอย่างมาก

“แต่งงาน ใครจะแต่งงานกับใคร”
ปรางทิพย์ตอบด้วยน้ำเสียงสดใส
“พี่ภัคกับปรางไงคะคุณแม่”
รัชนีอึ้ง
“ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ ปรางไปเอาความคิดนี้มาจากไหน”
“ก็มาจากคุณแม่ไงคะ”
รัชนีงง ขมวดคิ้ว สีหน้าเครียด ปรางทิพย์อธิบายต่อ
“วันก่อนคุณแม่บอกว่า ความรักของปรางกับพี่ภัคไม่ใช่เรื่องจริงจัง ปรางยังเด็ก มีข่าวมากๆ จะเสียหาย พี่ภัคก็เลยบอกว่าเค้าจริงจังกับปรางมาก เค้าพร้อมจะรับผิดชอบ และพร้อมจะแต่งงานกับปรางทันทีที่คุณแม่ยินยอม”
รัชนีหน้าชา หลุดปากออกมาอย่างลืมตัว
“แต่งไม่ได้ ปรางกับภคพงษ์แต่งงานกันไม่ได้”
ปรางทิพย์ถึงกับสะดุ้ง ตกใจที่รัชนีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
“ทำไมคะคุณแม่ พี่ภัคแสดงความจริงจังกับปรางตามที่คุณแม่ต้องการ แล้วทำไมคุณแม่ถึงไม่ยอมให้เราแต่งงานกัน”
“ปรางยังเด็กอยู่นะลูก อายุแค่ 18 จะแต่งงานได้ยังไง คนข้างนอกเค้าจะคิดยังไง”
“คุณแม่ของพี่ภัคก็แต่งงานตอนอายุ 18 ค่ะ”
รัชนีสะอึก หน้าชาวาบขึ้นมาทันที
“พี่ภัคเล่าให้ปรางฟังเอง คุณพ่อเค้าเจอกับคุณแม่แค่ปีเดียวก็แต่งงานกัน แล้วก็มีพี่ภัคเลย ตอนนั้นคุณแม่เค้าอายุแค่ 18 เองนะคะ อายุน้อยกว่าปรางด้วยซ้ำ เพราะอีกไม่กี่วันปรางก็จะ 19 แล้ว ถ้าคุณแม่ตำหนิว่าปรางไม่เหมาะที่จะแต่งงานก็เท่ากับว่าคุณแม่พี่ภัคด้วยนะคะ”
รัชนีอึ้งซ้ำสอง คราวนี้ถึงกับทรุดลงไปนั่งที่โซฟา บอกลูกสาวเสียงสั่น
“ไม่ได้ ไม่ว่ายังไง แม่ก็ไม่ยอมให้แต่งงานกัน มันเป็นไม่ได้ เป็นไปไม่ได้”
ปรางทิพย์สวนอย่างแรงและกรีดเสียงสูง
“ทำไมคะ ทำไมมันถึงเป็นไปไม่ได้ ทำไม คุณแม่บอกปรางมาสิคะว่าทำไม...ทำไม”
รัชนีอึกอัก แต่ปรางทิพย์ร้องไห้ รัชนีทนไม่ได้สวนออกมา
“เพราะปรางกับเค้าเป็น...” รัชนีพูดแล้วหยุดไว้แค่นั้น
รัชนีใจสั่นรัว ปากสั่นระริก น้ำตาคลอ สติเกือบจะหลุด แต่ยั้งไว้ได้ทันในเสี้ยววินาทีสุดท้าย
ปรางทิพย์น้ำตาอาบแก้มถาม
“เป็นอะไรคะ ปรางกับพี่ภัคเป็นอะไร”
รัชนีกัดปากไม่ยอมพูดหันหน้าหนี
“ภคพงษ์เป็นคนที่ปรางจะแต่งงานด้วยไม่ได้ รู้ไว้แค่นี้ก็พอ”
รัชนีพูดจบก็เบือนหน้าหนีความจริง ก่อนจะเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

ปรางทิพย์น้ำตาอาบแก้มทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง และไม่เข้าใจ

รัชนีเดินมาถึงมุมหนึ่งที่ปลอดภัย แล้วก็หยุดเดิน ค่อยๆเอามือยันกำแพงแล้วก็ปล่อยโฮออกมาด้วยความอึดอัด เสียงปรางทิพย์ดังก้องย้ำซ้ำเติม

“คุณแม่ของพี่ภัคก็แต่งงานตอนอายุ 18 ค่ะ พี่ภัคเล่าให้ปรางฟังเอง คุณพ่อเค้าเจอกับคุณแม่แค่ปีเดียวก็แต่งงานกัน แล้วก็มีพี่ภัคเลย ตอนนั้นคุณแม่เค้าอายุแค่ 18 เองนะคะ อายุน้อยกว่าปรางด้วยซ้ำ เพราะอีกไม่กี่วันปรางก็จะ 19 แล้ว ถ้าคุณแม่ตำหนิว่าปรางไม่เหมาะที่จะแต่งงาน ก็เท่ากับว่าคุณแม่พี่ภัคด้วยนะคะ”
รัชนีน้ำตาไหลพราก เจ็บปวด เสียใจ และอึดอัดเต็มทน

รสายืนมองอยู่ที่หน้าเรือนสีขาวด้วยแววตาครุ่นคิด ภคพงษ์เดินเข้ามาหาทางด้านหลังอย่างดีใจ
“รสา”
รสาหันมามองหน้า แววตาเปลี่ยนไป ไม่ใช่เกลียดเหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามและ
ความไม่เข้าใจ ภคพงษ์ชะงักเมื่อเห็นแววตาคู่นั้น
“หายดีแล้วเหรอ”
รสาพยายามดึงสติกลับมา
“ค่ะ ดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณสำหรับทุกอย่างระหว่างที่ฉันไม่สบาย”
“ผมทำด้วยความเต็มใจ แล้วก็ดีใจที่หายป่วย”
ภคพงษ์มองรสาด้วยความรัก แววตาอบอุ่น รอยยิ้มน่ารัก ทำให้รสาต้องเบือนหน้าหนีก่อนที่จะใจอ่อน
“คุณเผด็จบอกว่าคุณต้องการให้ฉันตกแต่งบ้านหลังนี้”
ภคพงษ์หันไปมอง
“ใช่ เรือนสีขาวเป็นเรือนหอที่พ่อผมสร้างให้แม่ สำหรับพักระหว่างก่อสร้างเรือนหลังใหญ่ แต่มันคงเล็กเกินไป แม่ผมเค้าไม่ชอบ พ่อเลยต้องสร้างเรือนหลังเล็กขึ้นมาให้เค้า”
ภคพงษ์เดินไปพูดไป น้ำเสียง แววตา เต็มไปด้วยความเกลียดชังคนที่กำลังพูดถึง
“ผมก็เลยอยากจะซ่อมแซมมันขึ้นมาใหม่ แล้วทำให้มันสวยที่สุด”
รสาพูดต่อ
“เพื่อจะทำให้คนที่ทิ้งมันไปต้องรู้สึกเสียดายอย่างนั้นเหรอคะ”
รสาพูดเป็นนัยๆ ภคพงษ์ชะงักหันมามองหน้ารสาด้วยความแปลกใจว่า ทำไมเธอถึงรู้ใจ สองคนมองตากันหนึ่งอึดใจ รสาก็เบือนหนีมามองไปตัวบ้านที่ตั้งอยู่ตรงหน้า
“คุณอาจจะเห็นว่าบ้านเป็นเพียงสิ่งของ ไม่มีชีวิต แต่จริงๆ แล้วบ้านทุกหลังมีพลังบางอย่างซ่อนอยู่ ถ้าคุณสร้างขึ้นด้วยความรักมันก็จะเป็นที่บ้านอบอุ่นน่าอยู่ แต่ถ้าสร้างขึ้นมาเพราะต้องการแก้แค้นหรือต้องการประชดใครสักคน มันจะเป็นบ้านที่ไม่น่าอยู่ และไม่มีความสุข”
ภคพงษ์มองรสาด้วยความแปลกใจมากขึ้น รสาหันมามองหน้าภคพงษ์
“ฉันไม่รู้ว่าคุณใช้อารมณ์ไหนซ่อมแซมบ้านหลังนี้ แต่ฉันจะทำมันด้วยความรักหวังว่า ความรักอันน้อยนิดที่มี มันอาจจะทำให้บ้านหลังนี้กลายเป็นบ้านที่อบอุ่นและน่าอยู่ขึ้นมาได้บ้าง”
ภคพงษ์มองหน้ารสาด้วยความไม่แน่ใจว่า เธอรู้หรือไม่รู้กันแน่ รสาสรุปอย่างหนักแน่น
“ฉันตกลงรับงานนี้ค่ะ”
รสาตัดสินใจ

ภคพงษ์ยิ้มนิดๆ ด้วยความพอใจ สองคนยืนอยู่ที่หน้าเรือนสีขาว รสามองภคพงษ์ด้วยความไม่เข้าใจ มีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในความคิด

ทันใดนั้น โทรศัพท์ภคพงษ์ดังขึ้น ภคพงษ์มองมือถือแล้วสีหน้าเปลี่ยนไปทันที รอยยิ้มเมื่อครู่หายวับ รสาสังเกตเห็นได้ ภคพงษ์กำลังจะรับสาย

“ขอโทษนะ”
รสาพูดขึ้นทันทีก่อนที่ภคพงษ์จะเดินไป
“คุณภคพงษ์คะ”
ภคพงษ์ชะงัก หันมามอง
“บ้านของคุณจะอบอุ่น จะน่าอยู่ได้ก็เพราะคุณนะคะ”
แต่ในที่สุด ภคพงษ์ก็ตัดสินใจหันหลังกลับรับโทรศัพท์แล้วเดินจากรสาไป
“คุณภัค”

ภายในสวนที่ไม่มีผู้คน ภคพงษ์วิ่งพรวดเข้ามาหยุดมองปรางทิพย์ที่น้ำตาหยดไหล
“พี่ภัค”
ภคพงษ์แอบใจแป้วนิดนึงที่เห็นน้ำตาน้องสาว แต่แล้วซาตานก็เข้าสิงอีก พุ่งเข้ามาโน้มตัวจับไหล่ทั้ง 2 ข้างของปรางทิพย์อย่างอยากรู้สุดๆ เพราะความสะใจ
“น้องปราง ใครทำอะไรน้องปรางครับ บอกพี่ซิ”
ปรางทิพย์มองอย่างซึ้งใจ
“พี่ภัค”
ปรางทิพย์โผกอดเอวอย่างน้องสาวพลาง ร้องไห้โฮ กอดแน่น
“พี่ภัค”
ภคพงษ์อึ้งไปกับสัมผัสนี้จนเผลอลืมตัวเอามือลูบหัวปรางทิพย์อย่างพี่ชายปลอบน้องสาว เหมือนสัญชาตญาณระหว่างสายเลือดมันปรากฏออกมาโดยอัตโนมัติ
“ไม่ร้อง ไม่ร้อง ใครทำอะไร บอกพี่นะครับ”
“คุณแม่ค่ะ คุณแม่”
ภคพงษ์หลุดจากอารมณ์พี่ชายที่แสนดีทันที ตาวาว ชะงัก ดึงปรางทิพย์ออกจากตัว จ้องหน้า เสียงแข็ง
อย่างลืมตัว
“ทำไม เค้าทำอะไรอีก”
ปรางทิพย์แอบตกใจ มองภคพงษ์งงๆ ก่อนจะมองมือภคพงษ์ที่บีบไหล่ 2 ข้างของปรางทิพย์อยู่ ภคพงษ์สะดุ้ง รู้สึกตัว
“ขอโทษครับน้องปราง พี่เป็นห่วงน้องปรางมากไปหน่อย คุณแม่ทำอะไรน้องปรางเหรอครับ”
ปรางทิพย์ถอนใจและส่ายหน้า
“คุณแม่ไม่ยอมให้เราแต่งงานกันค่ะ พี่ภัค”
ภคพงษ์ยิ้มมุมปากอย่างสะใจและถามลอยๆ
“ทำไมล่ะครับ ทำไมเค้าถึงไม่ยอม”
“คุณแม่บอกว่า...”
ภคพงษ์เสียงเข้มตวัดสายตามองปรางทิพย์ที่กอดเอวตัวเองอยู่ทันที
“บอกว่าอะไรครับ”

“คุณแม่บอกว่าพี่ภัค เป็น...”

ภคพงษ์กระชากตัวปรางทิพย์อย่างแรง ให้ลุกขึ้นมาจ้องหน้าเป๋งอย่างลืมตัว

“บอกว่าพี่เป็นอะไร เป็นอะไร”
ปรางทิพย์ตกใจมากกับท่าทีของภคพงษ์
“พี่ภัค ปราง เจ็บค่ะ”
ภคพงษ์รู้สึกตัวก่อนจะถามอีก
“พี่ขอโทษ เค้าบอกว่าพี่เป็นอะไรครับน้องปราง”
ปรางทิพย์สีหน้าเศร้าบอก
“คุณแม่บอกว่าพี่ภัค”
ภคพงษ์จ้องตาเป๋ง ปรางทิพย์พูดต่อ
“เป็นคนที่ปรางจะแต่งงานด้วยไม่ได้”
ภคพงษ์ตาวาวด้วยความโกรธ พลางคิด
“แค่นี้เหรอ ชั้นเป็นได้แค่นี้เหรอ ไม่กล้านี่ ขี้ขลาด ไม่กล้าบอกว่าชั้นเป็นใครเหรอ คุณรัชนี”
คิดจบภคพงษ์กลับยิ้มมุมปาก กลายเป็นสะใจซะอย่างนั้น
“พี่ภัคอย่าเพิ่งโกรธนะคะ ปรางเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณแม่ถึงไม่ชอบพี่ภัคขนาดนี้”
“อีกไม่นาน ทุกคนจะได้เข้าใจแน่ๆ” ภคพงษ์พูดอย่างสะใจ
“ว่าไงนะคะพี่ภัค” ปรางทิพย์ได้ยินไม่ชัด
“อ๋อ เปล่า พี่คิดว่าท่านคงจะมีเหตุผลของท่าน พี่เข้าใจว่าใครๆ ก็ต้องรักต้องเป็นห่วงลูกตัวเองกันทุกคน”
“พี่ภัค ปรางอยากให้คุณแม่เห็นอย่างที่ปรางเห็นเหลือเกินว่าพี่ภัคเป็นคนดีขนาดไหน”
ภคพงษ์พูดลอยๆ หยันๆ อย่างลืมตัว
“เค้าคงไม่เคยเห็นหรอก”
ปรางทิพย์ไม่ทันได้ยินก็ถามต่อ
“พี่ภัคคะ ปรางควรจะทำยังไงดีคะ”
ภคพงษ์รู้สึกตัว ตั้งใจพูดกับปรางทิพย์
“ไม่เป็นไร น้องปรางใจเย็นๆ นะครับ เราเพิ่งจะเริ่มต้น น้องปรางไม่ต้องทำอะไร ทำตัวให้น่ารัก เป็นน้องปรางที่น่ารักของพี่ภัคเหมือนเดิม นอกนั้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่ภัคคนนี้เอง เข้าใจมั้ยครับ”
ภคพงษ์เปลี่ยนการแสดงออกจากพี่ชายมาเป็นแบบคนรักในทันที ปรางทิพย์มองภคพงษ์อย่างฮีโร่ อุ่นใจที่สุด
ปรางทิพย์พยักหน้าอย่างเด็กๆ บอก
“ค่ะ..ปรางจะเชื่อพี่ภัค”
ภคพงษ์ตาวาว
“ดีมากครับ น้องปรางต้องเชื่อพี่ภัค น่ารักที่สุด”
ภคพงษ์ดึงปรางทิพย์เข้ามากอด ปรางทิพย์หวิว มีความสุขที่สุด ภคพงษ์กำลังสนุกสุดขีดในเกมนี้มาก

ภายในบริษัทลงหลักปักฐาน ยามเย็น ชีวินถามด้วยความไม่เข้าใจ
“รสแน่ใจเหรอว่าจะรับงานนี้”
รสากำลังเตรียมงาน จัดเอกสารไป ตอบไป
“แน่ใจ”
“ก่อนหน้านี้เห็นอยากจะรีบปิดจ๊อบเรือนหลังเล็ก แต่อยู่ๆ ทำไมถึงรับงานนี้”
รสายังไม่เงยหน้า
“รสเห็นว่ามันเป็นงานเล็กๆ ทำไม่ถึงอาทิตย์ก็เรียบร้อย”
ชีวินเดินมาหยุดตรงหน้า ช้อนมองตารสา
“แล้ว”
รสาเงยหน้า
“แล้วก็รับงานนี้ไง”
“ไม่เชื่อ”
“ช่วยไม่ได้”
ชีวินเสียงจริงจัง
“รส มีเหตุผลอื่นใช่มั้ย บอกวินได้หรือเปล่า”
ชีวินถามตรงๆ ด้วยความจริงใจ รสาชะงัก หยุดเก็บของแล้วก็เงยหน้ามองชีวิน คิดและตัดสินใจตอบ
“ขอโทษนะวิน รสบอกไม่ได้จริงๆ”
ชีวินจุกอก แต่ก็ยังฝืนเข้าใจ
“ไม่เป็นไร วินรอได้ รสอยากบอกเมื่อไหร่ วินพร้อมฟังเสมอ”

ชีวินพยายามจะยิ้มแม้จะยากเย็น รสามองชีวินทั้งสงสารและซึ้งใจ แต่พูดอะไรไม่ได้จริงๆ

ตะวันทอแสง ตอนที่ 11 (ต่อ)

ตะวันโพล้เพล้ เวลายามเย็นภายในบ้านเช่าบรรยากาศดูหมองมัว พิมพรรณนั่งพูดเสียงเศร้าอยู่กับห้าวและวิมล

“พิมรู้จ้ะ...พิมไม่เคยลืมว่าทุกคนเป็นห่วง แต่พิมสบายดี จริงๆ จ้ะ”
“สบายดีแต่ทำไมดูหน้าซีดๆ เซียวๆ ตาก็บวม ร้องไห้มากหรือเปล่า” ห้าวถาม
พิมพรรณรีบบอก
“เปล่านะ พิมไม่ได้ร้องแต่อาจจะนอนน้อย เพราะเริ่มแพ้ท้อง นอนไม่ค่อยหลับ”
“แล้วนี่ผัวเราพาไปหาหมอฝากท้องหรือยัง”
“เอ่อ ยังเลยจ้ะ แต่วาริชบอกว่าจะพาไปวันสองวันนี้แหละ”
“แล้วตอนนี้มันไปไหน” ห้าวถาม
“ไปดูคอมพ์ให้ลูกค้าจ้ะ”
“ลูกค้า หรือว่า กิ๊ก”
พิมพรรณหน้าเสีย วิมลหันขวับมาเอ็ด
“ห้าว คนกำลังท้องกำลังไส้ จะมาพูดให้ใจเสียทำไม แล้วทำไมวันนี้พิมไม่ไปทำงาน หรือว่าแพ้ท้องจนไปไม่ไหว”
“เอ่อ เปล่าจ้ะ คือ พิมลาออกแล้ว”
วิมลกับห้าวตกใจ
“พิมไม่กล้าไปทำงาน กลัวคนอื่นรู้ว่าท้อง ทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงานเป็นเรื่องเป็นราว พิมอายเค้าจ้ะแม่”
พิมพรรณน้ำตาซึมๆ วิมลกอดด้วยความสงสาร
“โธ่..ลูกแม่”
“แม่ พิมอยากกลับบ้าน แม่คุยกับพ่อหน่อยสิจ๊ะ พิมขอกลับบ้าน พ่อจะให้พิมกลับได้หรือเปล่า”
วิมลกอดพิมพรรณแล้วลูบผมพลางร้องไห้ตามไปด้วย ห้าวมองด้วยความสงสารสุดหัวใจ ทั้งสงสาร ทั้งแค้นแทนน้องสาว

พร้อมตอบเสียงเข้ม
“ได้ ไม่มีปัญหา ให้มันกลับมาวันนี้ เดี๋ยวนี้เลย แต่มันต้องกลับมาคนเดียว ผัวมันไม่เกี่ยว”
วิมลหน้าเสีย ห้าวยืนกอดอกฟังอยู่ไม่ห่าง
“พ่อ คนเค้าเป็นผัวเมียกัน พ่อจะให้ลูกเรากลับมาคนเดียวแบบนี้ เท่ากับไปพรากผัวพรากเมียเค้านะ”
“ถ้างั้น มันก็ไม่ต้องกลับ”
“พ่อจะไม่ยอมลดทิฐิลงบ้างเลยเหรอจ๊ะ”
“แม่ก็ไปบอกให้ลูกสาวลดความหลงผัวลงบ้างสิ ถ้ามันทำได้ ฉันก็จะลองทำดู แต่เท่าที่เห็น และเป็นอยู่ มันไม่มีวันทำได้ ขนาดฉันให้มันเลือก มันก็ยังเลือกผัวแทนที่จะเลือกพ่อ”
พร้อมยิ่งพูดอารมณ์ยิ่งขึ้น น้ำตาซึมๆ แต่ไม่ไหล
“ไม่ใช่มันคนเดียวที่เสียใจ ฉัน ก็เสียใจเหมือนกัน”
พร้อมพูดด้วยความแค้นและทิฐิอันแรงกล้า วิมลส่ายหน้าจนปัญญาไม่รู้จะพูดยังไง

ขณะเดียวกันห้าวมองแล้วก็หนักใจ

รสานอนคุยโทรศัพท์อยู่ในห้องนอน น้ำเสียงเต็มไปด้วยด้วยความหนักใจ

“คิดแล้วก็สงสารพิม ทำยังไงอาพร้อมถึงจะยอมอ่อนลงบ้าง”
ห้าวเดินคุยอยู่ริมทะเล
“ยาก ทิฐิ ความยึดมั่น ถือมั่น ไม่ยอมปล่อยวางของลุงไม่เข้าใครออกใคร คนเราถ้าไม่ยอมซะอย่าง ทำยังไงมันก็ไม่ยอม”
รสาฟังแล้วก็พาลคิดไปถึงภคพงษ์
“นั่นสินะ ถ้าคนคนนั้นไม่ยอมเปลี่ยน เราจะไปเปลี่ยนความคิดเค้าได้ยังไง”
ห้าวขมวดคิ้วอย่างงงๆ
“รสพูดแปลกๆ เป็นอะไร ไม่สบายหรือป่าว”
รสายิ้มนิดๆ
“ก็ไข้ขึ้นจนเพ้อน่ะ แต่ว่าตอนนี้”
ห้าวตกใจมากรีบพูดแทรก
“หา...ไข้ขึ้นจนเพ้อ อะไรเนี่ย ไม่สบายขนาดนี้ทำไมไม่บอกกันเลย แล้วนี่เป็นไงมั่ง มีใครพาไปหาหมอรึยัง โธ่เอ๊ยรส แค่นี้นะ”
รสาอ้าปากหวอ
“เดี๋ยวพี่ห้าว อะไรเนี่ย จะบอกว่าตอนนี้หายดีแล้ว เฮ่อ”
รสากลับมาคิดถึงภคพงษ์
รสาพูดเบาๆ
“ฉันต้องทำยังไงถึงจะเปลี่ยนความคิดของคุณได้นะ...คุณภคพงษ์”
รสาคิดถึงภคพงษ์แล้วก็หนักใจ

คืนนั้น รสาหลับไปแล้ว จู่ๆ มืออาภรณ์ทุบประตูห้องรสาเสียงดัง จนรสาสะดุ้งงัวเงียตื่น
“อะไรอ่ะ ใครอ่ะ เดี๋ยวจ้ะ”
รสาเดินง่วงๆ ไปเปิดประตู ที่หัวอาภรณ์มีโรลม้วนผม ยืนขยี้ตาอย่างง่วงอยู่
“อ้าว ป้าคะ ดึกแล้วมีอะไรคะ ทำไมยังไม่นอน”
อาภรณ์หาวหวอด
“ก็อยากจะนอนอยู่หรอก แต่นอนไม่ได้ มีแขกมาหา”
“แขก มาหาป้าเหรอคะ ใครคะ”
อาภรณ์ส่ายหน้า
“ฮื่อ มาหารส”
“มาหารส”
“แต่จะเป็นใคร ไปดูเองดีกว่า”
พูดแล้ว อาภรณ์ก็หาวใส่อีก รสายืนอย่างงงๆ

รสาเดินช้าๆ เข้ามามองคนที่ยืนรออยู่ แขกค่อยๆ หันมา เห็นเป็นภคพงษ์
“คุณภัค”
ภคพงษ์ยิ้มน้อยๆ ชูถุงโจ๊ก
“ผมแวะซื้อโจ๊กมาให้คุณ”
“โจ๊ก เนี่ยนะ”
“ก็ บำรุงคนที่เพิ่งหายป่วย”
รสามอง มาไม้ไหนอีกเนี่ย
“แล้วก็แทนคำขอบคุณอีกครั้ง ที่ตกลงรับงานเรือนสีขาวให้ผม”
รสามองอย่างจับผิด
“คงไม่ใช่แค่นั้นมั้งคะ ที่ทำให้คุณลงทุนซื้อโจ๊กมาให้ฉันกลางดึกอย่างนี้”
ภคพงษ์ยังวางฟอร์ม
“ไม่มีอะไร แค่นี้จริงๆ”
รสามอง
“แค่นี้ล่ะผมกลับก่อน”
รสาขยับจะเรียกภคพงษ์
“เดี๋ยวค่ะ คุณ”
รสาสะดุดพื้นตรงนั้น หน้าทิ่ม ภคพงษ์รับไว้ทัน ทั้ง 2 คนหน้าใกล้ชิดกันมากมองสบตากัน เสียงใครคนหนึ่งดังแทรกเข้ามา

“เฮ่ย ปล่อยรสเดี๋ยวนี้”

รสากับภคพงษ์ เหลียวขวับ เห็นเป็นห้าวยืนจังก้าอยู่ ถือชะลอมใส่ผลไม้จากระยองมาเต็ม 2 มือ

“เอ็งทำอะไรรส ไอ้ไฮโซ”
โดยไม่ฟังเสียงใคร ห้าวโยนชะลอมทิ้ง ปรี่เข้าต่อยภคพงษ์เปรี้ยงทันที รสาร้องห้ามเสียงหลง
“อย่า พี่ห้าวอย่า หยุดเดี๋ยวนี้ รสบอกให้หยุด”
ห้าวไม่หยุด กระชากร่างภคพงษ์มาใกล้
“แกฉวยโอกาสตอนรสไม่สบายรังแกรสเหรอวะ ไอ้นรก อย่าอยู่เลย”
ห้าวเงื้อหมัดเต็มที่ รสาพุ่งเข้าผลักห้าวกระเด็นแล้วกอดภคพงษ์ไว้
“จะบ้าเหรอพี่ห้าว ต่อยคุณภคพงษ์ทำไม เค้าไม่ได้ทำอะไรรส พี่ห้าวนั่นแหละรังแกคุณภคพงษ์”
ห้าวอึ้ง ทั้งโดนเค้าด่า ทั้งเห็นเค้ากอดผู้ชายต่อหน้า
“แล้ว แล้วทำไมรสต้องกอดมันด้วยล่ะ” ห้าวถามซื่อๆ
รสาสะดุ้ง เพิ่งจะรู้สึกตัวว่ากอดเค้าจึงรีบปล่อยมือทันที ด้วยความอายเลยเฉไฉเม้งใส่ห้าวเป็นการกลบเกลื่อน
“มาทางไหนไปทางนั้นเลยนะพี่ห้าว บ้านนี้ไม่ต้อนรับนักเลง รู้ไว้ด้วย”
ห้าวชี้หน้าภคพงษ์
“รส จำไว้เลย ไอ้ไฮโซ”
ห้าวทั้งงอนทั้งเสียใจพรวดออกจากบ้านไปเลย รสาใจแป้วเหมือนกัน ภคพงษ์มองรสายิ้มๆ
“เค้าคงอุตส่าห์จะเอาผลไม้มาเยี่ยมคุณ”
รสาทำเป็นพาล
“ก็คุณนั่นแหละ”
“ก็ผมอะไร จู่ๆ คุณก็หกล้มใส่ผม แล้วตะกี๊ยังมากอดผมอีก แล้วผมนั่นแหละอะไร”
รสาไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน เถียงไม่ออก
“ไม่รู้ คุณกลับไปได้แล้ว ฉันง่วงนอน”
พูดจบรสาก็เดินออกไป ภคพงษ์มองตามแบบพลางส่ายหน้า พึมพำ
“รสา”
ภคพงษ์ยิ้มๆ เอ็นดูก่อนจะถอนใจเฮือก

บนถนนสายนั้นในเวลากลางคืน ห้าวเดินเซ็ง โกรธฟัดเหวี่ยงเป็นไอ้จิ๊กโก๋บ้านนอกอกหักอยู่ท่ามกลางแสงสีบนถนนเมืองกรุงอย่างน่าสงสาร
“พี่ห้าวอุตส่าห์รีบจะมาเฝ้าไข้น้องรส แต่ดูน้องรสทำกับพี่ห้าวดิ เว๊ย”
ห้าวโดดเดี่ยวท่ามกลางแสงสีศิวิไลซ์

ภายในบ้านวงศ์เธียรสถิตย์เช้าวันต่อมา สุวิทย์ถามด้วยความแปลกใจ
“คุณจะให้ลูกเลิกคบกับภคพงษ์งั้นเหรอ”
รัชนียืนอยู่ตรงข้ามตอบเสียงนิ่ง แต่หนักแน่น
“ใช่ค่ะ”
“แต่ผมอนุญาตให้เค้าคบกันไปแล้ว อยู่ๆ ไปเปลี่ยนใจ มันจะเสียผู้ใหญ่เปล่าๆ”
“แต่ถ้าปล่อยไว้ เราอาจะต้องเสียลูกไปนะคะ”
สุวิทย์ส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ รัชนีอธิบายต่อ
“ภคพงษ์ทำให้ปรางไม่สนใจเรียน เมื่อวันก่อนก็พูดเรื่องแต่งงาน รัชว่ามันเกินไปแล้วนะคะ ภคพงษ์พูดแบบนี้ทำไม รู้ทั้งรู้ว่าปรางยังเด็กอายุก็แค่... ไม่เท่าไหร่ จะแต่งงานได้ยังไงกัน ลูกเราพอฟังแล้วก็เก็บไปฝันเป็นเรื่องเป็นราว รัชว่าถ้าปล่อยไปแบบนี้ ไม่ดีกับอนาคตลูกแน่ๆ ค่ะ”
สุวิทย์คิดแล้วก็เห็นด้วย
“เรื่องแต่งงานผมก็เห็นด้วยว่ามันเร็วเกินไป”
“ทางที่ดี เราควรจะแยกสองคนนี้ให้ห่างกันให้มากที่สุด รัชจะส่งปรางทิพย์ไปฝรั่งเศสอาทิตย์หน้า”
สุวิทย์ชะงักหันมามองหน้ารัชนีเหมือนจะแย้ง รัชนีรีบพูดดักคอ
“รัชตัดสินใจแล้วค่ะ ถ้ามีอะไรผิดพลาดหลังจากนี้รัชขอรับผิดชอบเอง”
สุวิทย์เห็นรัชนีเสียงแข็งก็อ่อนลงเพื่อตัดปัญหา
“คุณพูดถึงขนาดนี้ ผมก็ไม่อยากขัด เอาเป็นว่าผมปล่อยให้คุณจัดการก็แล้วกัน”
สุวิทย์พูดด้วยความไว้วางใจ รัชนีคิดถึงปรางทิพย์ด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว

รัชนีคว้าโทรศัพท์มือถือของปรางทิพย์ที่วางอยู่มาไว้ที่ตัว ปรางทิพย์แต่งตัวเตรียมไปเรียนเดินออกมาจากห้องน้ำก็มองด้วยความแปลกใจ
“คุณแม่จะเอาโทรศัพท์ปรางไปไหนคะ”
ไม่แต่เพียงมือถือ รัชนีหยิบโน้ตบุ๊กไปด้วย
“นี่คุณแม่จะทำอะไรกันแน่คะ” ปรางทิพย์ยิ่งแปลกใจ
“วันนี้ไม่ต้องไปโรงเรียน แม่จ้างครูพิเศษมาติวตัวต่อตัวให้ที่บ้าน และโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์พวกนี้แม่จะเก็บไว้เอง ปรางจะได้ไม่เสียสมาธิ ทุ่มเทให้การเรียนเต็มที่ เตรียมตัวไปฝรั่งเศสอาทิตย์หน้า”
“อาทิตย์หน้า... แต่คุณแม่บอกปรางว่า...”
รัชนีสวนทันที
“แม่เปลี่ยนใจแล้ว และคุณพ่อก็เห็นด้วย เราสองคนไม่อยากให้ลูกคบกับภคพงษ์”
ปรางทิพย์มีอารมณ์ขึ้นมาทันที
“ไม่จริง ปรางไม่เชื่อ คุณพ่อต้องไม่คิดแบบนั้น ปรางไม่ยอม”
“ปราง ถ้าปรางรักแม่ ปรางต้องเชื่อแม่ ปรางต้องเชื่อฟังแม่นะลูก”
ปรางทิพย์สับสน เสียใจ ผิดหวัง น้ำตาร่วงลงมาอย่างง่ายดาย
“ได้ค่ะ ปรางจะฟังคุณแม่ ปรางจะเชื่อคุณแม่ เพราะปรางรักคุณแม่นะคะ แล้วคุณแม่ล่ะค่ะ...คุณแม่รักปรางบ้างหรือเปล่า”
รัชนีขอบตาร้อนผ่าว มองลูกสาวที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ตรงหน้า พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล รัชนีตอบเสียงสั่นทั้งที่พยายามจะเข้มแข็ง
“เพราะแม่รักลูก แม่ถึงต้องทำแบบนี้”
รัชนีกัดฟันหันหลังและเดินออกไปจากห้องพร้อมกับโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ ปรางทิพย์ค่อยทรุดตัวลงนั่งที่เตียงและร้องไห้ไม่หยุด

ปรางทิพย์นั่งร้องไห้อยู่ในห้อง รัชนียืนร้องไห้อยู่หน้าห้อง สองคนร้องไห้อยู่คนละด้านของกำแพง สุวิทย์ยืนดูอยู่ เห็นทั้งสองคนร้องไห้แล้วก็ถอนใจด้วยความเศร้า

หน้าเรือนสีขาว มีการยกย้ายของออก ตัดแต่งต้นไม้ และเปลี่ยนม่าน รสายืนคุยกับหัวหน้าคนงานชุดเดิม
“งานนี้ไม่เยอะมาก พี่จัดช่างชุดใหญ่ลงให้รสหน่อยแล้วกัน จัดหนักมาอาทิตย์หน้าก็คงเรียบร้อย”
“ครับ”

หัวหน้าคนงานรับคำแล้วก็เดินไปคุมลูกน้องต่อ รสาเดินไปดูที่อีกมุมหนึ่งของบ้าน

รสาเดินสำรวจมาที่มุมหนึ่งของข้างๆบ้าน ภคพงษ์เดินมาหา พร้อมรอยยิ้ม รสาเงยหน้าขึ้นมาเห็นภคพงษ์ก็ชะงักนิดๆ คำพูดที่ได้ยินในภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นก็ดังก้องเข้ามา

“ผมรักคุณคนเดียวนะรสา”
รสาอึ้งไป แอบตื่นเต้นเล็กๆ ภคพงษ์มองมาที่รสา ด้วยความแปลกใจ
“เป็นอะไรทำไมหน้าแดง”
รสาตกใจรีบจับหน้าตัวเอง
“ไม่มีอะไร ไม่แดงสักหน่อย”
ภคพงษ์ยิ่งมองยิ่งขำบอก
“เห็นหน้าตัวเองเหรอถึงรู้ว่าไม่แดง”
รสาชะงักทำขรึมกลบเกลื่อน
“คุณมาหาฉันมีอะไรหรือเปล่าคะ ต้องการจะให้ทำอะไรเพิ่มเติมจากแบบที่ให้ไปหรือเปล่า”
“ไม่มี ผมแค่จะมาบอกว่า ผมดีใจมากที่คุณรับงานนี้”
ภคพงษ์มองหน้ารสาด้วยความรัก พร้อมรอยยิ้ม รสาหลบสายตา
“รอพูดคำนี้ตอบงานเสร็จดีกว่าค่ะ บางทีคุณอาจจะไม่ชอบงานฉันก็ได้”
“พูดตอนนี้ก็เหมือนเท่ากัน เพราะคุณไม่เคยทำให้ผมผิดหวังอยู่แล้ว และที่สำคัญ..การที่คุณรับงานมันทำให้ผมรู้ว่า คุณไม่ได้โกรธผมแล้ว”
ภคพงษ์ยิ้มน่ารัก รสาหันมาบอก
“ไม่จริงค่ะ ถ้าคุณทำสิ่งที่มันน่าโกรธ ฉันก็ยังโกรธคุณอยู่ แล้วคุณทำอะไรที่มันไม่สมควร ทำอะไรที่มันน่าโกรธอยู่หรือเปล่า”
รสาจ้องตารอคำตอบ ภคพงษ์หุบยิ้มแล้วก็ไม่ตอบ แต่เฉไฉไปเรื่องอื่น
“ผมมีประชุมพอดี ต้องรีบไป เย็นนี้จะรีบกลับมาถ้าคุณยังไม่กลับ ทานข้าวด้วยกันนะ”
รสาจะปฏิเสธ
“ฉัน”
“ผมมีของบางอย่างจะให้คุณ แล้วเจอกัน”
ภคพงษ์ยิ้มนิดๆ แล้วก็เดินไป รสาส่ายหน้า รสาบ่นเบาๆ
“ใครบอกว่าฉันจะรอ”
รสาเชิดหน้านิดๆ แต่ในใจก็ยังตอบตัวเองไม่ได้อยู่ดีว่า จะรอหรือไม่รอ

เมื่อรถของภคพงษ์แล่นออกมาจากบ้านเถลิงยศ ที่มุมหนึ่งของหน้าบ้านที่ห่างออกไป รัชนีนั่งรออยู่ในรถตู้อย่างใจเย็น ทันทีที่รถของภคพงษ์แล่นออกจากตัวบ้าน รัชนีก็พยักหน้าให้คนขับเคลื่อนรถเข้าสู่ตัวบ้านในทันที

สายใจเดินเข้ามาด้วยความตกใจ แปลกใจ และประหลาดใจ ที่เห็นรัชนียืนอยู่ที่มุมหนึ่งหน้าบ้าน
“คุณผู้หญิง”
“ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย”
สายใจตอบเสียงขรึม
“เรื่องคุณหนูกับคุณปรางทิพย์ใช่มั้ยคะ”
รัชนีอึ้งไปแล้วก็พยักหน้าด้วยความหนักใจ

สายใจ กับรัชนีนั่งคุยอยู่ที่มุมประจำของสายใจ
“ฉันไม่รู้จะทำยังไง ฉันทำทุกอย่างแล้ว แต่ภคพงษ์ก็ยังไม่ยอมหยุด”
สายใจตอบด้วยความเข้าใจ
“คุณผู้หญิงคะที่คุณหนูทำลงไปทุกอย่าง เพราะเหตุผลเดียวเท่านั้น คือ ต้องการให้คุณบอกความจริงกับทุกคน และยอมรับว่าคุณหนูมีตัวตนอยู่บนโลกนี้”
รัชนีอึ้งไปและหนักใจที่สุด สายใจพูดต่อด้วยเสียงสั่นเครือ
“คุณหนู รักคุณผู้หญิงมากนะคะ ตั้งแต่เล็กจนโต คุณหนูเฝ้ารอวันที่คุณผู้หญิงจะกลับมา คุณหนูอาจจะไม่แสดงออกและดิฉันกับคุณเผด็จรู้ดีว่าคุณหนูไม่เคยลืมคุณเลยนะคะ”
รัชนีใจเต้นแรง ขอบตาร้อนผ่าว ใจสั่นด้วยความรู้สึกที่ยากจะบอก
สายใจพูดไปร้องไห้ไป
“ตอนเด็กๆ ทุกวันเกิด คุณหนูจะไม่ยอมเป่าเค้ก และรอ รอให้คุณผู้หญิงมาหาเธอ คุณหนูเล่นเปียโนเพลงที่คุณชอบทุกวัน และก่อนนอนก็จะถามดิฉันทุกคืนว่าเมื่อไหร่คุณผู้หญิงจะกลับมา คุณหนูน่าสงสารมากนะคะ”
รัชนีฟังแล้วพยายามเก็บความรู้สึกไว้ภายใต้ใบหน้าที่เหมือนจะนิ่งชา แต่น้ำตากลับไหลออกมาอย่างยากจะกลั้นไว้
“ฉันรู้ แต่ตอนนี้ฉันกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่ฉันจะต้องทำตอนนี้คือก้าวผ่านปัจจุบันไปให้ได้ และไม่ทำสิ่งผิดพลาดอีกในอนาคต ฉันเหมือนคนที่กำลังอยู่บนหลังเสือ ถ้าฉันกระโดดลงไปตอนนี้ ฉันก็ต้องตาย”
“แต่ถ้าคุณผู้หญิงจะยังคงอยู่บนนั้นต่อไป มันก็ต้องเหนื่อย นะคะ”
คำพูดของสายใจตอกย้ำทำให้เห็นว่า ไม่มีทางออกที่ดีสำหรับรัชนีจริงๆ


รูปถ่ายของภคพงษ์ตอนเด็กวางอยู่บนเปียโนในห้องรับแขก รัชนีหยิบมาดูแล้วก็ร้องไห้ ร้องไห้ และร้องไห้
อย่างหนักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รัชนียอมให้อดีตเข้าครอบงำเธอเกือบจะเต็มตัว
ด้านหลังรัชนี รสาเดินถือแฟ้มเข้ามา แต่พอเห็นรัชนียืนอยู่ รสาก็รีบหลบวูบ และแอบยืนนิ่ง อยู่หลังประตู
รัชนียังคงร้องไห้อย่างน่าสงสาร แล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองรูปพรตที่ติดอยู่
“ฉันควรจะทำยังไงดีคะคุณ ฉันควรจะทำยังไงกับลูกดี”
รัชนีร้องไห้ต่อหน้ารูปของพรตอย่างน่าเวทนา
รสายืนนิ่งอยู่ไม่ไกล เสียงร้องไห้ของรัชนีดังสะท้านเข้าไปในใจ จากคำพูดที่ได้ยิน เธอรู้ได้ทันทีว่าผู้หญิงคน
นี้คือแม่ของภคพงษ์

รัชนียืนร้องไห้อยู่ในห้อง ขณะที่รสายืนแข็งทื่ออยู่หน้าห้อง ผู้หญิงสองคนที่ล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่งกับชีวิตของภคพงษ์ สะเทือนใจอยู่ในอาการต่างใจ

โปรดติดตามลุ้นรัก "รสา-ภคพงษ์" ตอนต่อไป
ตะวันทอแสง ตอนที่ 10
ตะวันทอแสง ตอนที่ 10
ภายในรีสอร์ตของพร้อมยามนั้น ห้าวกำลังคุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงลิงโลด ออกอาการดีใจมาก “รสจะกลับมาเสาร์อาทิตย์นี้เหรอ” รสาคุยอยู่มือถืออยู่กับห้าว ที่มุมหนึ่งของสวนสวยอันร่มรื่น หน้าเรือนหลังเล็ก “จ้ะ...งานเกือบจะเสร็จแล้วก็เลยไปได้…เออ พี่ห้าว พิมเปลี่ยนเบอร์มือถือเหรอ รสโทร.หาหลายวันแล้วไม่ติดเลย นี่พิมกลับมาจากโรงเรียนหรือยัง รสคุยด้วยหน่อยสิ” ห้าวอึกๆ อักๆ ก่อนตัดสินใจบอกความจริง “เอ่อ...รส คือ พิมไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว” รสาหน้าเสียและตกใจ “ไม่อยู่ หมายความว่ายังไง” ห้าวพูดด้วยเสียงเศร้า “พิมย้ายออกไปได้สักพักแล้ว” รสารีบถาม “อะไรนะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมพี่ห้าวไม่บอกรสสักคำ”
กำลังโหลดความคิดเห็น...