xs
xsm
sm
md
lg

ป่านางเสือ 2 ตอนที่ 9

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ป่านางเสือ 2 ตอนที่ 9

ประตูลิฟท์เปิดที่ชั้นล่างของตึก ร่างของจักจั่นกับงิ้วก้าวออกมาจากลิฟท์
“เราต้องส่งข้อมูลให้หน่วยพิเศษเร็วที่สุด” งิ้วบอก
จักจั่นชี้ไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ทั้งสองตรงไปที่เคาน์เตอร์ พนักงานสาวหันมา
“สวัสดีค่ะ”
“หวัดดีด้วยจ้ะ มีคอมพิวเตอร์อยู่แถวนี้มั๊ย”
“ใช้ของหนูก็ได้ค่ะ”
พนักงานสาวยกแลบท็อปขึ้นมาวางบนเคาน์เตอร์ งิ้วรีบเสียบไดร์จิ๋วเข้าไปแล้วเริ่มคีย์ที่คีย์บอร์ดอย่างรวดเร็ว จักจั่นหันไปคุยกับพนักงาน
“หน้าตาสวย..แล้วยังใจดีอีกตะหาก เจ้านายไม่ว่านะ”
“อ๋อ..ของหนูเองค่ะ เอามาหาข้อมูลทำการบ้าน นายไม่ว่าค่ะ”
“ดีมาก..การศึกษาสำคัญที่สุด”
พนักงานยิ้ม งิ้วหันบอก
“เรียบร้อย..ขอบใจมากนะจ๊ะ”
“ขอให้เรียนจบสูงๆนะจ๊ะ”
“ขอบคุณค่ะ”
งิ้วกับจักจั่นยิ้มให้แล้วพากันเดินไป พนักงานสาวมองตามยิ้มๆ แล้วยกแลบท็อปจากเคาน์เตอร์เพื่อเก็บ
แต่แล้วก็ตาโตคาดไม่ถึง เพราะใต้แลบท็อป มีแบงก์พันอยู่ปึกใหญ่วางอยู่

จักจั่นกับงิ้วเดินมาที่รถของตน
“ไม่ยักรู้ว่า เวลาไปไหนมาไหนชอบพกเงินเป็นปึกๆ” งิ้วสงสัย
“เอามาจากในตู้เซฟของหมอน่ะ”
“อ้าว..เดี๋ยวตรวจเลขหมายน้องก็ซวยน่ะซิ”
“เงินสดๆ ไม่ได้ผ่านธนาคารหรอก...รู้น่า..แจกบ่อยๆรับรองได้เงินฟอกทั้งนั้น..”
“สุดยอด”
ทั้งสองเดินมาถึงรถ กำลังจะเข้าไป ทันใดนั้นจักจั่นตวัดปืน
“มีคนอยากเล่นด้วย”
งิ้วตวัดปืนขึ้นมาเช่นกัน ขณะที่รถเก๋งพรวดวิ่งผ่านเข้ามา พวกมันโผล่มาสาดกระสุนใส่ทั้งสองเสียงดังสนั่นหวั่นไหว งิ้วพุ่งข้ามหน้ารถลงไปทางด้านหลัง แต่จักจั่นยืนเท่ห์สาดกระสุนใส่ที่รถของพวกมัน...งิ้วโผล่ขึ้นมาช่วยยิงตามไป เสียงรถเลี้ยวออกหายไป..
“ไอ้พวกลอบกัด..เสียดายมันรอดไปได้”
“แน่ใจเหรอ”
งิ้วมองหน้า จักจั่นยิ้มแล้วเข้าไปในรถ งิ้วขึ้นตาม จักจั่นเคลื่อนรถออกไป เห็นรถของพวกมัน จอดเบียดเสาอยู่ เพราะในรถถูกยิงตายทั้งหมด จักจั่นเคลื่อนรถเลยไปแล้วจอด ทั้งสองเปิดประตูลงมา...ทั้งสองเดินไปที่รถกราดสายตามอง พบว่าคนขับรถกลายเป็นหญิงสาวพนักงานปลอมนั่นเองในมือถือปืน พร้อมกับมือปืนหน้ารถและหลังรถอีกสอง
“ที่แท้ยัยตัวแสบการตลาดนี่เอง”
“หน้าตาก็ดี..ไม่น่าเลือกทางผิด”
จักจั่นได้ส่ายหน้าปลงหันกลับไปที่รถ..งิ้วหันกลับเดินตามไปขึ้นรถ เคลื่อนออกไป

ที่หน่วยพิเศษ...งิ้วและจักจั่นสีหน้าไม่พอใจ หลังจากฟังที่นพพูด
“หมายความว่ายังไงทำอะไรไม่ได้” จักจั่นถาม
“เราไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด…เราไม่สามารถยืนยันได้ว่าพวกมันจะเล่นงานเจ้าหน้าที่ระดับสูง”
“แค่เตือนให้ทุกคนระวังตัว จัดกำลังคุ้มครองก็ไม่ได้เหรอ”
นพถอนใจ
“เราเป็นหน่วยลับไม่มีตัวตน คงได้แต่ส่งคนคอยดูอยู่ห่างๆเท่านั้น”
“ให้มันได้ยังงี้สิ” งิ้วหงุดหงิด
“ต้องรอให้พวกมันจับไปก่อนถึงจะเชื่อมั๊ง”
จักจั่นเดินออกไปเสียอารมณ์ งิ้วถอนใจเดินตาม…นพได้แต่ถอนใจเช่นกันทำอะไรไม่ได้

จักจั่นเดินมาที่ห้องทำงาน แล้วเดินไปเดินมาเสียอารมณ์
“พวกมันร้ายมาก…แค่เราได้กลิ่นมันก็จัดการกับหมอเจริญทันที”
งิ้วถอนใจเซ็งๆ
“จริงอย่างที่คุณนพว่า…เราก็แค่รู้ทันพวกมันแต่ไม่มีหลักฐาน”
“ถ้าท่านรองก้องเกียรติอยู่ละก็…สั่งการไปแล้ว”
“แบบนี้ก็เท่ากับว่าเรารอตั้งรับอย่างเดียว สาวเรื่องไปถึงใครมันตัดตอนหมด…”
“ใจเย็น..เรายังเหลือนายสัตยา ระหว่างนี้ลองหาดูซิว่า มีหมอศัลยกรรมคนไหนที่พวกมันจะเลือกให้ทำงานกับพวกมัน”
ทั้งสองคนพยักหน้าให้กัน อย่างพยายามที่จะสู้ต่อไป

งิ้วนั่งทำงานที่คอมพิวเตอร์ แล้วจ้องมองที่จอ อึดใจก็หันไปทางจักจั่นที่นั่งอยู่ตรงโซฟา
“มีหมอศัลยกรรมที่เก่งๆอยู่เป็นร้อย กว่าจะเช็คได้หมดทุกคนก็คงสายเกินไป”
“แล้วนายสัตยา..”
“ตอนนี้พวกมันมีแหล่งปฏิบัติการใหญ่ๆอยู่แค่สองจุดที่อินเตอร์บิส แล้ว ก็ ชายแดน…เลือกเอาได้เลย”
เสียงเคาะประตูนพเดินเข้ามา
“เราจับสัญญาณได้ว่า...อาวุธชุดใหม่กำลังเข้ามาทางอากาศ ตำแหน่งอยู่ในพื้นที่บ้านดอนเสือตลอดไปถึงชายแดนครับ”
“แน่อยู่แล้ว พวกมันมีค่ายตัดไม้และสถานีสำรวจป่าสามารถใช้เป็นที่ซ่อนได้อย่างดี” จักจั่นบอกทันที
“ขอบคุณมากคุณนพ”
งิ้วหันไปบอก นพเดินออกไป
“พวกมันได้ใจว่ามีนางงู….ขนกันเป็นว่าเล่น”
จักจั่นสีหน้าเคร่งเครียด…

ในราวป่า...ขบวนรถบรรทุกมีผ้าใบคลุมหลังแบบของทหารสองคัน นำด้วยขบวนรถจิ๊ปขนของผ่านเข้ามาตามเส้นทางในป่า ดาวกับอภิชาติ ยืนอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ในชุดใส่หน้ากากพร้อม มองไปที่ขบวนรถของพวกมัน รถจิ๊ปคันหน้า มีร่างของนาคีและฤทธิชัยนั่งอยู่ทางด้านหลัง
“ปล่อยคุณหนึ่งให้เป็นหน้าที่ของดาว”
“จะไม่ลองคิดหาทางตามที่อาจารย์บอกดูก่อนเหรอครับ”
“ความรักสยบมนต์นางงูได้…แต่ดาวไม่รู้ว่าจะทำยังไงดาวคิดว่าควรจบให้เร็วที่สุด”
อภิชาติได้แต่พยักหน้า ดาวพุ่งตัวไปยังทิศทางของขบวนรถ
“นายหนึ่ง…เสียใจด้วยเพื่อน”
อภิชาติบอกเศร้าๆ
ร่างของอภิชาติใส่หน้ากาก ยืนตระหง่านขวางเส้นทางของพวกมันอยู่ นาคีจ้องมองพร้อมที่จะขย้ำศัตรู คนขับค่อยๆจอดรถ นาคีดีดตัวลงมาพร้อมกับฤทธิชัย
“เอาเลยดีกว่า ขี้เกียจคุย”
อภิชาติสะบัดมือออกไปทั้งสองข้าง ระเบิดสองลูกปลิวออกไปที่รถบรรทุกทั้งสองคัน นาคีสะบัดมือ ออกไป ลูกระเบิดลอยกลับ อภิชาติพุ่งตัวหลบ ระเบิดเสียงดังสนั่น ร่างของอภิชาติแวบไปอยู่อีกด้านหนึ่งได้ทันท่วงที
“ไปเว้ยพวกเรา”
มือปืนร้องบอก พวกมันรีบพรวดรถออกไปทันที...ทันใดนั้นร่างของดาวปรากฏเหนือกิ่งไม้ สะบัดมือออกมาระเบิดสองลูกวิ่งไปที่รถบรรทุก แต่นาคีสะบัดมือออกไป ระเบิดสองลูกระเบิดตูมกลางอากาศ ขบวนรถบรรทุกหลุดพ้นไปได้

 
นาคียิ้มอย่างสะใจ ดาวไม่ตามยืนประสานสายตาท้าทาย นาคีขยับตัวแต่แล้วเสียงปืนดังเปรี้ยงๆ มาถูกนาคีแต่ไม่ระคาย
 
“นางงู…คนสวยมาเจอกันหน่อยดี้…เจอผมแล้วจะติดใจ”
นาคีตาวาว แต่แล้วฤทธิชัยกลับเป็นฝ่ายดีดตัวเข้าไปหาอภิชาติ เกิดการต่อสู้ประชิดตัว
“คุณอภิชาติ”
ดาวดีดตัวพุ่งไปเพื่อช่วยอภิชาติ แต่แล้วนาคีเข้ามาขวางไว้
“เราจะมีความสุขมากถ้าได้กำจัดท่าน”
ดาวยืนประจันหน้านาคี แต่สายตามองไปทางฤทธิชัยกับอภิชาติ ขณะนี้ อภิชาติเป็นฝ่ายถอย
เพราะไม่ต้องการทำร้ายฤทธิชัย ทันใดนั้นนาคีแวบเข้ามาถึงตัวตบเปรี้ยง ดาวกระเด็นไปฟุบอยู่กับพื้นดิน

นาคียิ้มก้าวเข้าไปใกล้ แต่แล้วร่างของดาวดีดตัวขึ้นมา ปืนในมือยิงใส่นาคีเปรี้ยงๆๆๆนาคีหงายไป ดาวฉวยโอกาสพุ่งหายเข้าไปในราวป่า นาคีตั้งตัวได้ดีดตัวตามไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่อภิชาติกับฤทธิชัยกำลังต่อสู้ติดพัน

ร่างของดาวพุ่งเข้าไปในดงไม้ แล้วร่อนลงในลานเล็ก นาคีร่อนตามลงมา
“พลังของเราสมบูรณ์เต็มที่แล้ว ท่านไม่มีทางรอด”
ดาวค่อยๆหันมาประจันหน้า ทันใดนั้นนาคีตาวาวคาดไม่ถึง เพราะเป็นจันจิราที่ใส่หน้ากาก
“ท่านไม่ใช่...”
“ไม่ใช่ก็เหมือนใช่…หรือว่ากลัว”
“ที่แท้ท่านคิดถ่วงเวลาเรา ไม่เป็นไรเราจัดการ ท่านได้ในพริบตา”
“ผิดแล้ว…ฉันไม่ได้ถ่วงเวลา แต่คิดจะระเบิดแกตะหาก”
ทันใดนั้นจันจิราพุ่งตัวออกไปจากลานเข้าไปหลังพุ่มไม้…
“ที่แท้…”
เสียงระเบิดตูมสนั่นหวั่นไหว ไฟลุกท่วมตรงที่นาคียืนอยู่ ร่างของนาคีลอยลิ่วแล้วตกลงมาในกองไฟ…ไฟลุกท่วมร่าง จันจิราโผล่ขึ้นมาจากพงไม้ มองอย่างตื่นเต้น แล้วก็พบว่าไฟค่อยๆหายไปในที่สุด ร่างของนาคีฟุบอยู่กับพื้นคว่ำหน้า อยู่จันจิราคาดไม่ถึง
“หรือว่า…”
แต่แล้วร่างของนาคีก็ขยับ หันหน้ามามองจันจิราด้วยสายตาดุดัน งูบนหัวเคลื่อนไหว ทันใดนั้นนาคีแวบหายกลายมาเป็นมายืนประจันหน้ากับจันจิรา
“อาวุธของท่านทำอะไรเราไม่ได้หรอก”
จันจิราถึงกับถอยหลังไปสองสามก้าว
“ไหนๆก็เสียเวลาแล้ว เรากำจัดท่านดีกว่า”
นาคีแวบเข้ามาถึงตัวจันจิรา ตวัดมือเข้าใส่โครม แต่แล้วเป็นร่างของไผ่เข้ามายกท่อนแขนสกัดไว้ได้พอดี
“เจอกันอีกแล้ว”
นาคีคาดไม่ถึง ถูกไผ่ยิงหมัดใส่ลอยลิ่วออกไป แต่นาคีก็ตั้งตัวได้ แต่แล้วเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว ไผ่กับจันจิราต่างมีปืนอยู่ในมือทั้งสองข้างสาดยิงเข้าใส่นาคี จนตั้งตัวไม่ติด นาคีเซถอยไป แต่แล้วร้องกรี๊ดพร้อมสะบัดมือปล่อยพิษใส่ไผ่และจันจิรา
“ระวัง”
ไผ่พุ่งเข้าชนร่างของจันจิราหลบพลังของนาคีได้ทัน กิ่งไม้ใบไม้ปลิวกระจายกลายเป็นไหม้เป็นเถ้ากระจายไปทั่วฟุ้งไปหมด เถ้าจางลง ร่างของจันจิรากับไผ่ หายไปแล้ว นาคีกราดสายตารอบโกรธ แต่แล้วก็นึกถึงฤทธิชัยขึ้นมา

ร่างของอภิชาติกลิ้งลงไปกับพื้น ฤทธิชัยก้าวตามมา อภิชาติรีบดีดตัวขึ้นมา แต่ฤทธิชัยแวบเข้ามาถึงตัว ต่อสู้อีก 3 - 4 ท่าอภิชาติก็ถูกฤทธิชัยตบกระเด็นเสียหลักลงไปคลุกฝุ่นกับพื้น
อภิชาติดีดตัวขึ้นมา แต่ฤทธิชัยแวบเข้าติดชกเปรี้ยง ร่างของอภิชาติกระเด็นไปกระแทกต้นไม้ดังโครมทรุดลง ฤทธิชัยสีหน้าเยือกเย็นเดินเข้าหา อภิชาติขยับตัวขึ้นมาพิง ต้นไม้สายตาเบลอ ฤทธิชัยเข้าไปยืนตรงหน้า มือสะบัดออกมา ปืนติดอยู่ที่มือ ฤทธิชัยจ่อปืนเข้าหาอภิชาติที่ยังไม่ได้สติ ฤทธิชัยยิ้มเยือกเย็น นิ้วค่อยๆเหนี่ยวไก แต่แล้วเสียงสายลมร้อง ก้องดังขึ้นสายฟ้าคำราม ทันใดนั้นร่างของดาวพุ่งเข้ามากระแทกร่างของฤทธิชัย อย่างแรงจนกระเด็นกลิ้งไปกับพื้น ปืนหลุดจากมือทั้งสองต่างดีดร่างขึ้นมาประจันหน้ากัน
“คุณหนึ่ง”
ฤทธิชัยเหมือนไม่รู้จัก ดีดตัวเข้าหาดาวแล้วยิงหมัดดาวหลบวูบไปอีกทางหนึ่ง ฤทธิชัยแวบตามติดเกิดการปะทะหมัดไป 3-4 ท่าแต่แล้วดาวพลาดถูกหมัดเซไป ฤทธิชัยแวบตามเข้ามาอุ้งมือทั้งสองข้างคว้าคอของดาวไว้ได้ ดาวตัดสินใจคว้าโอบคอของฤทธิชัยเอาไว้แน่นเช่นกัน
“คุณ..อภิ..ชาติ..”
อภิชาติรู้ตัวกระพริบตา เห็นดาวถูกฤทธิชัยบีบคออยู่
“เร็ว..เข้า..”
อภิชาติกราดสายตาเห็นปืนตกอยู่ห่างออกไป ยกมือขึ้นเล็งไปที่ปืน ทันใด...ปืนขยับทีละนิดแล้ววิ่งเข้ามาที่มือ อภิชาติยกปืนเล็งไปที่ฤทธิชัย
“อโหสิ..เพื่อน”
แต่แล้วทันใดนั้นร่างของนาคี ปรากฏตรงหน้าอภิชาติ ตบปืนในมือของอภิชาติกระเด็นไป นาคียิ้มอย่างสะใจ ตบเปรี้ยง อภิชาติหน้าหันคว่ำไปที่พื้นนิ่งไป นาคีหันมาเห็นฤทธิชัยกำลังบีบคอดาว นาคีเดินเข้าไปใกล้
“เราจะให้ท่านตายด้วยมือของคนที่ท่านรัก”
ดาวอ่อนแรง จ้องฤทธิชัยด้วยความรัก ฤทธิชัยจ้องดาวด้วยสายตาว่างเปล่า อุ้งมือบีบเค้น มือของดาวที่โอบคอ ของฤทธิชัยค่อยๆคลายออก นาคีจ้องอย่างสะใจ ดาวสูดหายใจเฮือกสุดท้าย
“ดาว…รัก…คุณ”
นาคีจ้องมองอย่างสะใจ ดาวกำลังอ่อนแรง ใบหน้าฤทธิชัยดุดันมีหน้าของงูซ้อนอยู่ ทันใดนั้นเสียงสายลมร้องก้อง สายฟ้าคำราม ทันใดนั้นร่างของสายฟ้าพุ่งเข้าหานาคี นาคีปล่อยพลังปัดป้องร้องเสียงดัง ฤทธิชัยหันมามองนาคี แรงที่บีบคอดาวอ่อนลง ในขณะที่นาคีปัดป้องสายฟ้ากลายเป็นกลุ่มควันหายไป
ดาวตัดสินใจคว้าฤทธิชัยเข้ามาประกบริมฝีปากดูดพลังมนต์ จุดกลมแดงของนางงูออกจากร่างของฤทธิชัย
เข้าไปในร่างของดาวในที่สุด
นาคีหันมาเห็นร้องด้วยความโกรธ พุ่งเข้ามาปล่อยฝ่ามือกระแทกร่างของดาวกระเด็นไป นาคีตามติดตวัดมือร่างของดาวกระเด็นไปไกลทรุดนิ่งไป นาคีโมโหตามติดเงื้อมือ แต่แล้วเสียงปืนดังสนั่นขึ้นมา
ร่างนาคีเซ แล้วหยุดชงักหันกลับมาด้วยความโกรธ เป็นฤทธิชัยนั่นเอง อภิชาติรู้สึกตัว ตื่นเต้นที่ฤทธิชัยกลับคืน
“ไอ้…คุณ…หนึ่ง”
นาคีจ้องฤทธิชัยคาดไม่ถึง เห็นฤทธิชัยจ้องปืนมาที่ตน…ทำอะไรไม่ถูกในที่สุดแวบหายไป
ฤทธิชัยวิ่งเข้าไปดูดาวพลิกตัวกลับมา ทันใดนั้นสายตาของดาวเป็นประกาย มีใบหน้าของงูซ้อนขึ้นมา ทันใดนั้นดาวกระแทกร่างของฤทธิชัยกระเด็นออกไปฟุบที่พื้นดาวดีดตัวขึ้นมาหน้าตาดุดันกราดสายตาไปมาแล้วดีดตัวหายเข้าไปในแนวป่า ฤทธิชัยร้องเรียกแต่ทุกอย่างเงียบสงบ
“เพื่อน..”
ฤทธิชัยหันกลับมาทางอภิชาติรีบปราดเข้าไปดูอาการ
“เฮ้ยไอ้ชาติ”
อภิชาติดีใจที่ฤทธิชัยหายยิ้มอย่างอ่อนแรง
“เกิดอะไรขึ้นเพื่อน”
อภิชาติได้แต่ถอนใจ เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง

“ฉันถูกมนต์สะกด” ฤทธิชัยถามย้ำ

 
“ใช่…ต้องแก้ด้วยความรักเท่านั้น แต่ไม่รู้วิธีคุณดาวกับฉัน และทุกคนเลยตัดสินใจวางแผนที่จะ…”

“ดับชีวิตฉัน”
“ใช่”
“แต่พวกเราได้พรสวรรค์คุ้มครองไม่ใช่เหรอจะดับชีวิตฉันได้ยังไง”
“คุณดาวไปถามพระภิกษุ…ท่านบอกให้ท่องคาถาแผ่เมตตา ด้วยความตั้งใจจริง ตั้งใจที่จะช่วยให้ผู้นั้น พ้นกรรมก่อนจะเหนี่ยวไก”
ฤทธิชัยจ้องหน้าอภิชาตินิ่ง
“และแกเป็นผู้เหนี่ยวไก”
อภิชาติพยักหน้า
“คุณดาวรักแกมากเกินไปกว่าที่จะเหนี่ยวไกด้วยตัวเอง”
ฤทธิชัยถอนใจ
“คุณดาว”
“ส่วนฉันรักแกมากจนสามารถที่จะเหนี่ยวไกได้”
ฤทธิชัยจ้องซึ้งใจ
“ขอบใจมากเพื่อน”
“แต่เห็นได้ชัดว่าความรักของคุณดาวเหนือกว่า เสียสละกลืนมนต์ชั่วเข้าร่างตัวเอง”
ฤทธิชัยพูดไม่ออกได้แต่ถอนใจเหม่อลอย
“ตอนนี้ก็เป็นหน้าที่ของแกที่จะเป็นผู้เหนี่ยวไก เพื่อช่วยคุณดาวให้พ้นจากอำนาจชั่วร้ายอันนี้” อภิชาติบอกเศร้าๆ

ในกำแพงมนต์...คายามังนั่งสมาธิอยู่ ร่างของ นาคีปรากฏโกรธ คายามังลืมตาขึ้น
“ท่านบอกว่ามนต์ของท่าน สามารถสะกดชายของเราได้ตลอดไป”
“ใช่ ถูกต้อง แต่ข้าคาดไม่ถึงว่ามนต์จะถูก พลังดึงออกไปจากร่างได้ พวกมันต้องมีบุญวาสนาต่อกัน”
“เหลวไหล…เราจะกำจัดนางนั่นเอามนต์กลับคืนมาด้วยมือเราเอง”
“เจ้าโง่แล้วยังอวดเก่ง กำจัดนางนั่นเท่ากับทำลายมนต์ไปด้วย เจ้าทำตามที่ข้าบอกดีที่สุด”
“เรารอไม่ได้”
“ท่านคิดขัดคำสั่งข้าหรือไง”
“แล้วแต่ท่านจะคิด”
คายามังคว้าย่าม แต่แล้วนาคีปล่อยพลังตวัดย่ามของคายามังกระเด็นออกไปไกล คายามังหยุดจ้องนาคีเขม็ง นาคีจ้องอึดใจแล้วแวบหายไป คายามังตาลุกวาวโกรธแค้น
“นางงู…เจ้าบังอาจลองดีกับข้า”
ไผ่กับจันจิรามาพบฤทธิชัย และอภิชาติ
“ผมจะออกตามหาคุณดาว จนกว่าจะพบส่วนทุกคนยึดแผนเดิม” ฤทธิชัยบอกอย่างตัดสินใจ
อภิชาติ ไผ่ จันจิรา ต่างพยักหน้ารับ ฤทธิชัยเดินแยกไป ทุกคนมองตามสีหน้ากังวล จันจิราเข้ามาซบอกไผ่สะอื้นเบาๆ

ค่ำคืนนั้น...บนยอดไม้ ใกล้แอ่งน้ำ ชายฉกรรจ์ชาวบ้าน 3 คน นั่งซุ่มห้างยิงสัตว์อยู่ สองคนหลับอยู่ คนที่สามกำลังประทับปืนจ้องไปที่แอ่งน้ำ แล้วมองอย่างตื่นเต้น เมื่อเห็นดาวเดินออกมาจากราวป่า ตรงไปที่แอ่งน้ำ จึงรีบสะกิดให้เพื่อนสองคนตื่นขึ้นมา
“ผู้หญิง”
ชายสองคนขยับตัวมองไปที่แอ่งน้ำ แต่ปรากฏว่าว่างเปล่า ทั้งสองสองคน สีหน้ารำคาญหลับตาต่อไป ชายคนแรกเกาหัวยิกส่ายหน้า แล้วหันกลับไปมองที่แอ่งน้ำอีกครั้ง พลันสายตาเบิกโพลงพูดไม่ออกเมื่อเห็นงูลำตัวมหึมาเลื้อยลงน้ำไป

รุ่งเช้าของวันใหม่…
ที่หน่วยพิเศษ…จักจั่นอยู่ในอ้อมแขนของอภิชาติซบหน้ากับอกนิ่ง อภิชาติได้แต่ถอนใจ ขณะที่งิ้วที่ยืนอยู่ห่างออกไป หลังจากได้รู้เรื่องทั้งหมด พลอยเศร้าไปด้วย
“งิ้วเสียใจด้วยค่ะ หวังว่าสิ่งศักดิ์สิทธ์คุ้มครองคุณดาว”
งิ้วบอกอย่างเศร้าใจ

ที่หมู่บ้านชายแดน…ลุงเดชกับแสงนั่งทำความสะอาดอยู่ตรงลานชุมนุมของพวกมือปืน ขณะเดียวกัน รถจิ๊ปของสัตยาวิ่งเข้ามาจอด สัตยาก้าวลงมาจากรถ หัวหน้ามือปืนปราดเข้ามาใกล้
“เราจะเคลื่อนกำลังไปบ้านผาแดงภายในครึ่งชั่วโมง”
หัวหน้ามือปืนพยักหน้า แล้วเดินแยกไป

ที่หน่วยพิเศษ…ภายในห้องพักทำงาน งิ้วเดินไปมาตรงหน้าอภิชาติ จักจั่นนั่งอยู่อีกด้านหนึ่งห่างออกไป
“ที่แท้นายสัตยาไปโผล่ที่ชายแดน”
อภิชาติพยักหน้ารับ...
“นายสัตยาใช้ชีวิตชาวบ้านบีบให้คุณฤทธิชัยยอมจำนน แล้วคุมตัวไว้ในกำแพงมนต์…นายโจก็อยู่ที่นั่นด้วย เราลากตัวนายโจมาแล้วเค้นให้ได้ว่ากำแพงมนต์อยู่ที่ไหน”
งิ้วส่ายหน้า
“นายโจดับไปแล้ว พวกมันเก็บกันเอง แล้วส่งนายโจคนใหม่มาแทน”
“อืม…มันตัดช่องทางเราได้ก่อนทุกที”
“ยังเหลือนายสัตยาอีกคนที่รู้ตำแหน่งของกำแพงมนต์”
“หวังว่านายฤทธิชัยคงได้ตัวนายสัตยาก่อนที่จะถูกตัดตอน”
จักจั่นที่นั่งอยู่ห่างออกไป ออกความเห็น
“กำแพงมนต์เป็นความลับสุดยอดของมัน จักจั่นว่าช้าหรือเร็วนายสัตยาจะต้องถูกเก็บ นอกจาก มันจะเป็นนายใหญ่ซะเอง”
”ถ้ายังงั้นเราควรส่งเครื่องจับสัญญาณหัวใจไปที่บ้านดอนเสือเผื่อว่าผู้กองฤทธิชัยมีโอกาสเข้าใกล้นายสัตยา จะได้รู้ชัวร์ๆไปเลย” งิ้วเสนอ
อภิชาติพยักหน้าเห็นด้วย
“กู๊ดไอเดีย”
“งิ้วจัดการเอง”
งิ้วเดินออกไป จักจั่นลุกเดินเข้ามาใกล้อภิชาติต่างอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน
“สงสารพี่ดาว”
ทั้งสองกอดกันอย่างเศร้าๆ

ในลานป่าเล็กแห่งหนึ่ง มีแอ่งน้ำและน้ำตกเล็กๆใสสะอาด ดาวอยู่ที่ริมแอ่งกำลังวักน้ำขึ้นมาลูบไล้ใบหน้า แต่แล้วก็หันขวับมาทางด้านหลัง สายตาดุดัน ตรงหน้าคือชาวบ้าน 3 คย มีมีดเดินป่า และปืน กำลังยืนจ้องมาสายตาตื่นเต้น
“เจอสาวเว๊ยพวก”
“สวยเว๊ย”
“ข้าจองเว๊ย”

ดาวค่อยยืนขึ้นสีหน้าเย็นชาดุดัน

 
ในราวป่า…ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งทุกคนต่างมีอาวุธครบต่างเดินลุยป่าอย่างระมัดระวัง แต่แล้วก็ต้องหยุดกึกเมื่อพบฤทธิชัยที่อยู่ในชุดเดินป่ามีเป้สะพายหลัง
 
“เฮ้ย…เอ็งมาทำอะไรแถวนี้ เดี๋ยวก็ได้กลับบ้านเก่าหรอก”
“เกิดอะไรขึ้น” ฤทธิชัยถามอย่างแปลกใจ
“มีคนถูกงูกัดจนเละสามคน พิษมันแรงมากจนตัวไหม้”
“จากซากที่เหลือตัวของมันต้องใหญ่กว่าท่อนซุงอย่างน้อยสองเท่า”
“เรากำลังตามล่าตัวมัน”
ฤทธิชัยฟังที่ทั้ง 3 คนเล่า แล้วบอก...
“ผมเป็นพรานงู ตามล่ามันมานานแล้ว งูตัวนี้อันตรายมาก…ทุกคนกลับไปจะดีกว่า ผมจะจัดการกับมันเอง”
พวกชาวบ้านต่างมองหน้ากันในที่สุดต่างพยักหน้า ชายคนหนึ่งบอก
“มีถ้ำอยู่ข้างหน้าพวกสัตว์ชอบหลบเข้าไปอยู่ข้าจะพาเอ็งไป”
“ก็ได้”
พวกชาวบ้าน 2-3 คนเดินออกมา ชายคนนั้นหันไปสั่ง
“พวกเอ็งกลับไปก่อน ระวังหมู่บ้านให้ดี”
พวกชาวบ้านต่างทยอยกันกลับไป
“ตามมา”
ชายคนนั้นกับพวกชาวบ้านเดินนำออกไป ฤทธิชัยก้าวตามไป

กำจรนั่งเขียนข่าวอยู่ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น กำจรรับสาย
“อย่าบอกนะว่าแกจับนายใหญ่ของไอ้พวกแบล็คอีวิลได้แล้ว”
อภิชาติคุยโทรศัพกับกำจร
“ยังเว๊ย…”
“จะให้ฉันทำอะไรอีกล่ะ”
“แค่สืบข่าวให้หน่อยเพื่อน”
“ข่าวเรื่องอะไรเหรอเพื่อน”
“ทุกอย่างที่เกี่ยวกับศัลยกรรมตกแต่งความงาม”
“เอ…ฉันว่าคุณจักจั่นก็สวยดีอยู่แล้วนี่หว่า ขนาดกำลั…”
“เฮ้ยๆ อย่าเล่นลามปาม”
“เออ แกติดฉันหลายมื้อแล้วนะเพื่อน”
“เออ...ขอบใจเว๊ย”
กำจรยิ้มแล้ววางหู


ชายฉกรรจ์ กับ ชาวบ้าน 3 คนเดินนำทางฤทธิชัยไปตามแนวป่า
“ถ้ำอยู่ตรงหน้าไม่ไกล”
ทันใดนั้นเสียงสายลมร้องก้องอยู่เบื้องบน ฤทธิชัยพูดขึ้น
“เอาล่ะ…ส่งผมแค่นี้พอ”
ชายฉกรรจ์กับชาวบ้านต่างมองหน้ากันเป็นเชิงปรึกษา แล้วต่างพยักหน้าให้กัน
“ไปพวกเรากลับ”
ชายฉกรรจ์กับชาวบ้านพากันย้อนกลับไป ฤทธิชัยเดินผ่านไปอีกด้านหนึ่ง

นาคีอยู่ในถ้ำกราดสายตามองรอบๆ ด้วยความเศร้าสร้อย นาคีถอนหายใจแล้วเดินไปนั่งที่เตียง ในที่สุดถึงกับเอามือปิดหน้าร้องให้ออกมา งูบนหัวส่ายไปมา แต่แล้วก็หยุดร้อง ผลุดลุกขึ้นเหมือนสัมผัสอะไรบางอย่างได้
“ท่านพี่”

ฤทธิชัยก้าวเข้ามาในถ้ำอย่างระมัดระวังปืนในมือกราดไปมา ชายหนุ่มเดินไปอย่างระมัดระวัง เงาวูบผ่านไปด้านใน ฤทธิชัยกราดปืนตามแต่ไม่เห็นอะไร ค่อยๆเคลื่อนตัวไปตามหลืบหิน ทันใดนั้นเห็นเงาวูบวาบอยู่ตรงหน้าด้านใน กำลังขยับใกล้ออกมา ฤทธิชัยสายตาเพ่งไปข้างหน้าปืนในมือพร้อม เขานึกถึงสิ่งที่เขาได้คุยกับอภิชาติมาก่อนหน้านี้
“แต่พวกเราได้พรสวรรค์คุ้มครองไม่ใช่เหรอ จะดับชีวิตฉันได้ยังไง”
อภิชาติถอนใจ
“คุณดาวไปถามพระภิกษุ…ท่านบอกให้ท่องคาถาแผ่เมตตา ด้วยความตั้งใจจริง ตั้งใจที่จะช่วยให้ผู้นั้นพ้นกรรมก่อนจะเหนี่ยวไก”
เมื่อนึกถึงคำพูดของอภิชาติแล้ว ฤทธิชัยจ้องเขม็งไปข้างหน้า เงาร่างของงูตัวมหึมา ปรากฏทาบอยู่บนผนังถ้ำ กำลังจะโผล่ออกมา ฤทธิชัยพึมพำ
“คุณดาว…ขอให้เราได้รักกันอีกทุกๆชาติตลอดไป”
ฤทธิชัยเพ่งสายตานิ่ง แต่แล้วรู้สึกบางอย่างหันกลับมาทางด้านขวาอย่างรวดเร็ว ก็พบว่าดาวยืนอยู่ตรงหน้าห่างไม่ถึงคืบ สีหน้าเย็นชาดวงตาเป็นประกายดุร้าย ฤทธิชัยตะลึงคาดไม่ถึง
“คุณดาว”
ทันใดนั้นดาวตบโครม ฤทธิชัยกระเด็นไปหลังหลืบหิน ปืนกระเด็นจากมือ นิ่งสนิท ดาวสีหน้าเย็นชาแล้วเดินออกไป ร่างของฤทธิชัยไม่ไหวติง

นาคีแวบมา ตรงหน้าถ้ำ กราดสายตาไปมาแล้วมองเข้าไปด้านในถ้ำ ผมบนศีรษะกลายเป็นงูฟู่ฟ่อไปมา สักครู่ นาคีก็แวบหายไป
นาคีปรากฏตัวอีกครั้งในถ้ำ สายตากราดไปมา แต่แล้วคาดไม่ถึงเมื่อเห็นดาวอยู่ตรงหน้า สีหน้าดุดัน
“แกทำอะไรท่านพี่”
ดาวตาวาวแวบเข้ามาตบซ้ายขวาใส่นาคีอย่างดุร้าย นาคีปัดป้องสกัดไว้ได้ เกิดการต่อสู้ประชิดตัวอย่างดุเดือดตื่นเต้น การต่อสู้ผ่านไปหลายท่า หลายตลบ สุดท้ายนาคีตบดาวกระเด็นไปทรุดที่ก้อนหิน นาคีแวบตามไปติดๆมือหนึ่งคว้าคอของดาวซึ่งอ่อนแรงไว้ได้ บีบให้ดาวต้องอ้าปากหายใจมืออีกข้างหนึ่งของนาคียกขึ้นมา ใช้พลังดูดเอามนต์ที่สิงอยู่ในร่างของดาวออกมา
“ได้มนต์ของเราคืน…แล้วค่อยจบชีวิตท่าน”
ทันใดนั้น ดวงแดงๆ สะท้อนจากในท้องของดาว แล้วค่อยๆวิ่งขึ้นมาอย่างช้าๆ ผ่านขึ้นมาที่หน้าอก ในที่สุดลอยออกมาจากปากของดาว สูงขึ้นเหนือศีรษะแล้วค่อยๆลอยเข้าหามือของนาคี แต่แล้วเสียงปืนดังสนั่น จุดแดงแตกกระจายหายไปในอากาศ นาคีปล่อยร่างของดาวลงไปทรุดนิ่งที่พื้น หันกลับมาด้วยความโกรธ แต่แล้วก็ชะงักอึ้ง
“ท่านพี่”
ฤทธิชัยยืนจ้องปืนมา
“ถอยไป”
“ท่านพี่”
นาคีร้องให้น้ำตาคลอ ฤทธิชัยส่ายหน้า
“ผมรักคุณไม่ได้เราต่างคนต่างอยู่จะดีกว่า ไม่จำเป็นต้องเข่นฆ่ากัน”
ฤทธิชัยยังคงจ้องปืน นาคีจ้องฤทธิชัยน้ำตานองหน้า ทันใดนั้นเธอหันไปทางดาวที่สลบอยู่ ยกมือขวาขึ้นหมายปล่อยพลังใส่ เสียงปืนดังเปรี้ยงๆๆๆ นาคีเซถอยไป ฤทธิชัยแวบมายืนขวางตรงหน้า
“ถึงคุณจะทำร้ายผู้หญิงจนหมดโลก ผมก็รักคุณไม่ได้”

นาคีจ้องฤทธิชัยสายตาผิดหวัง สุดท้ายก็แวบหายไป ฤทธิชัยโยนปืนลงข้างตัว รีบทรุดตัวลงไปประคองดาวขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด ดาวนิ่งไม่รู้สึกตัว

อ่านต่อ หน้า 2

ป่านางเสือ 2 ตอนที่ 9 (ต่อ)


ดาวพิงที่ก้อนหินอยู่ ค่อยๆรู้สึกตัวขึ้นมา กราดสายตามองไปรอบๆ พยายามทบทวนความจำก่อนจะพึมพำออกมา

“คุณหนึ่ง…นางงู…คุณอภิชาติ”
ดาวยังนึกว่าอยู่ในช่วงต่อสู้ก่อนมนต์เข้าร่าง รีบตวัดปืนขึ้นมาทันที ทันใดนั้นเห็นเงา
เคลื่อนไหววูบวาบเข้ามาทางหน้าถ้ำ ดาวหลบไปทางหลังก้อนหินปืนในมือเตรียมพร้อมกราดตรงไป ทันใดนั้น ฤทธิชัยปรากฏตัวขึ้น
“คุณหนึ่ง”
ฤทธิชัยก้าวเข้ามา มองไม่เห็นดาวอยู่ที่เดิม ถึงกับแปลกใจกราดสายตามองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง ดาวพึมพำเบาๆ
“ดาวรักคุณ”
ดาวยกปืนเล็ง แล้วเหนี่ยวไกเปรี้ยง ฤทธิชัยตัวหมุนทรุดฮวบลงไป ดาวถึงกับเข่าอ่อนปืนหลุดจากมือ ทรุดลงเอามือปิดหน้าร้องให้ด้วยความเศร้าใจ ฤทธิชัยพูดเสียงแผ่วเบา
“คุณดาว”
ดาวขยับมือออกมองเห็นฤทธิชัยนั่งอยู่ตรงหน้า อึ้งตะลึงทำอะไรไม่ถูก
“ผมเอง…คุณหนึ่ง...”
ฤทธิชัยแบมือออกมีลูกปืนอยู่ในฝ่ามือ ดาวโผเข้าสู่วงแขนของเขาทันที ทั้งสองอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน
 
ค่ำคืนนั้น...ฤทธิชัยหนุนตักดาวอยู่
“นางงูคงรักผู้กองจริงๆนะคะถึงได้ตามมาเอามนต์คืน เพื่อจะสะกดคุณหนึ่งอีก”
“โชคดีผมได้โอกาสทำลายมันไปได้”
“ดาวจำอะไรไม่ได้เลย ครั้งสุดท้ายจำได้ว่ากำลังจะเอ้อ...”
ฤทธิชัยมองหน้า
“ดับชีวิตผม”
ดาวยิ้มเอามือกุมมือของฤทธิชัย
“ดาวทนเห็นคุณหนึ่งทรมานไปตลอดชีวิตไม่ได้”
“กลัวผมทรมาน หรือหึงที่ผมไปหลงนางงู”
ดาวยิ้ม
“ทั้งสองอย่างค่ะ”
ฤทธิชัยยิ้ม
“ดีที่ผมนิ่งลงไป ถ้าโผล่ขึ้นมาอีกคงโดนยิงซ้ำ”
“ค่ะ”
“อ้าว...”
ดาวอดยิ้มไม่ได้ ทันใดนั้นมีควันไฟลอยคลุ้งเข้ามาในถ้ำ ทั้งสองดีดตัวขึ้น
“ไฟไหม้”
“มีคนจุดไฟจะเผาเรา”
ฤทธิชัย กับ ดาว วิ่งออกมาทางหน้าถ้ำแต่ต้องถอยหนีควันที่ลอยหนาเข้ามา ทันใดนั้นมีเสียงปืนดังสนั่น กระสุนปลิวเข้ามาถูกก้อนหินรอบตัว ดาวแปลกใจ
“ทำไมพวกมันถึงรู้ว่าเราอยู่ที่นี่”
“ไม่ใช่พวกมัน…พวกชาวบ้าน…มาตามล่างูที่ฆ่าคน”
ดาวตกใจ
“แย่แล้ว ดาวฆ่าชาวบ้านเหรอคะ”
“ไม่ใช่ความผิดของคุณ”
ควันเริ่มลอยหนาเข้ามากระสุนปลิวว่อน
“เราต้องรีบออกไปแล้วค่ะ”
“ขืนออกไปคงได้ซัดกันดับ ผมไม่อยากทำร้ายพวกชาวบ้าน  เราเข้าไปในถ้ำหาทางออกทางอื่นดีกว่า”
ฤทธิชัยจูงมือดาวถอยเข้าไปในถ้ำ
 
พวกชาวบ้าน กำลังสุมไฟให้ควันเข้าไปในถ้ำ อีกส่วนหนึ่งยิงกราดเข้าไป ชายชายฉกรรจ์หัวหน้าชาวบ้านยกมือ พวกชาวบ้านหยุดยิง
“ป่านนี้งูคงกลืนไอ้หนุ่มนั่นเข้าไปทั้งตัวแล้ว”
“เฮ้อ…หมองูตายเพราะงูแท้ๆ”
ชาวบ้านต่างมองด้วยความหดหู่ใจ
 
ฤทธิชัยจูงมือดาวเข้ามาตามเส้นทาง วกวนของถ้ำ ในที่สุดก็เห็นแสงสว่างส่องมาจากด้านบน เป็นลำแสงส่องสว่างที่พื้นตรงหน้า
“ดูนั่น น่าจะเป็นแสงจากด้านบน”
ทั้งสองวิ่งเข้าไปตรงพื้นที่ แล้วเงยหน้าขึ้นดูเห็นช่องที่แสงผ่านลงมาใหญ่ พอที่จะออกไปได้ ต่างยิ้มให้กัน ฤทธิชัยชูกำปั้น
“เยส...”
 
ฤทธิชัยโผล่ขึ้นมา แล้วหันไปช่วยดาวที่ตามขึ้นมาติดๆทั้งสองก้าวขึ้นมาแล้วกราดสายตามอง ไปรอบๆ แต่แล้วทั้งสองก็เพ่งมองไปข้างหน้าอย่างคาดไม่ถึง เมื่อเห็นบางอย่าง
“ที่แท้พวกมันมาหลบอยู่ที่นี่เอง”
“เหมือนกับวิศวะคนที่เราพบแอบถ่ายโหลดเอาไว้เป๊ะเลย”
เบื้องหน้าเป็นหุบเขา มีจานดาวเทียมตั้งอยู่สองสามจาน มีรถบรรทุกจอดอยู่สองสามคัน มีช้างสามตัวกำลังขนของเข้ามาทางด้านหน้า มือปืนยืนเรียงรายกันตามจุดต่างๆนับสิบ ฤทธิชัยดึงกล้องส่องทางไกลจากเป้ออกมาส่องดู
“ที่แท้มันขนอาวุธ และกำลังคนจากชายแดนมารวมตั้งฐานกันอยู่ที่นี่”
“กำแพงมนต์ที่คุณหนึ่งเล่าให้ฟังต้องไม่ไกลจากที่นี่”
“เป็นไปได้”
ฤทธิชัยกราดกล้องส่องรอบๆ
“พวกมันเยอะเกินไป…เราต้องรีบแจ้งหน่วยพิเศษ ถล่มพวกมันให้ราบ”
“เราลงไปตรวจดูใกล้ๆดีกว่า”

ดาวขยับตัวทันที

พวกมือปืนเอาตาข่ายทหาร มาขึงระหว่างหุบเขาแล้วเอาใบไม้กิ่งไม้ มาสุมอำพรางสถานที่จากเบื้องบน ทางเข้ามีมือปืนยืน ระวังกันหลายจุด จุดละ 2-3 ดาวกับฤทธิชัยโผล่มาจากราวป่า ทั้งสองกราดสายตาสำรวจ ดาวกระซิบ

“ต้องเข้าทางด้านหน้าทางเดียว พวกมันได้เปรียบสุดๆ”
ทันใดนั้นมีขบวนรถวิ่งเข้ามาจากราวป่า เข้ามาตรงทางเข้าหุบเขา เป็นขบวนรถสองคัน มือปืน
เต็มรถ คันหน้าเป็นรถจิ๊ป สัตยานั่งข้างคนขับ ด้านหลังเป็น ลุงเดช และ แสง มีมือปืนโหนอยู่ข้างละคน ตามด้วยรถ ดาวตาโต
“ลุงเดช พ่อแสง”
“นายสัตยาด้วย”
ขบวนรถวิ่งเข้าไปด้านหน้า ผ่านด่านมือปืนที่ขวางอยู่อึดใจ ด่านก็ปล่อยให้ผ่านเข้าไป ดาวมองอย่างสงสัย
“ถูกพวกมันจับหรือเปล่า”
“ดูแล้วไม่น่าจะใช่…คงเป็นลุงเดช กับ พ่อแสง สวมรอยเป็นพวกนอกชายแดนเข้ามา”
“ไม่ดี…เสี่ยงมาก”
ดาวกราดสายตามองอย่างกังวล แต่แล้วฤทธิชัยหยุดเคลื่อนไหว เงี่ยหูฟังรอบตัว
“มีคนมา…เราต้องไปจากที่นี่”
 
 
ดาวและฤทธิชัยพุ่งผ่านราวป่าไปอย่างรวดเร็ว อึดใจก็มีพวกนินจา 5 คนพุ่งตามไปติดๆ นินจาทั้ง 5 คนร่อนลงมาในลานป่าพวกมันแยกย้ายกันตรวจหาร่องรอย ดาวกับฤทธิชัยซุ่มอยู่ในพุ่มไม้มองพวกมันอยู่
“พวกตรวจการณ์…ถ้าพวกมันเจอเราเสียแผนแน่”
แต่แล้วนินจาคนหนึ่งหันควับมา มือของมันตวัดมาทางพุ่มไม้ มีดสั้นสามเล่มปลิวเข้ามา ดาวกับฤทธิชัยดีดตัวตีลังกาหลบมีดแล้วร่อนลงมาตรงหน้าพวกมัน ต่างส่งเสียงทิพย์คุยกันพวกนินจาไม่ได้ยิน
“เราจะให้พวกมันรอดกลับไปไม่ได้”
“เก็บให้เงียบที่สุด”
“พวกมันก็จ้องจะเก็บเราเหมือนกัน”
ทันใดนั้นพวกมันคนหนึ่งพรวดออกไป
“อย่าคิด”
ฤทธิชัยดีดตัวตามออกไปอย่างรวดเร็ว ดาวกราดสายตามอง นินจา 4 คนตีวงเข้ามาล้อมไว้ ทันใดนั้นพวกมัน คนหนึ่งดึงพลุสัญญาณออกมาพร้อมจะปล่อยออกไป
ดาวแวบไปตรงหน้าของมันอย่างรวดเร็ว มือคว้าพลุไว้แล้วตบเปรี้ยงมันกระเด็นออกไป กระแทกต้นไม้ เสียงกระดูกหักดังกร๊อบร่วงลงนิ่งสนิท อีกคนหนึ่งพุ่งเข้ามาฟันด้วยดาบ ดาวเอาพลุรับ มันฟันจนพลุขาดเป็นสองท่อน ดาวแวบหายไปมันงงเงื้อดาบค้าง แต่แล้วดาวปรากฏตัวขึ้นที่เดิม ใช้ฝ่ามือกระแทกอกมันปลิวไปนิ่งอยู่ที่พื้น…อีกสองคนที่เหลือขยับตัวล้อมเข้ามาดาวกราดสายตามองเตรียมพร้อม มันคนหนึ่งแวบหายไปแล้วมาโผล่ตรงหน้าดาวฟันฉับ ดาวเอามีดสั้นรับไว้ได้เสียงดังสนั่น มันกดมีดดาวต้าน
นินจาอีกคนหนึ่งแวบมาโผล่ทางด้านหลังของดาว มันเสียบด้วยดาบเข้าทางด้านหลัง แต่ดาวแวบหายไปมันเสียบเอาเพื่อนมันเต็มๆ ดาวโผล่มายืนข้างๆมัน นินจารีบแวบหายไปอย่างรวดเร็ว ดาวสบัดมีดขึ้นไปในอากาศเสียงดังตึบ ร่างของนินจาปรากฏแล้วหล่นตุบลงมาที่พื้น มีดของดาวปักที่อกของมัน ดาวเดินเข้าไปที่ร่างของมัน
“อโหสิด้วย”
 
นินจาวิ่งอยู่ในราวป่าซิกแซก แวบไปมาโผล่ไปหลบอยู่ที่ต้นไม่ต้นหนึ่ง กราดสายตา ไปรอบๆ แต่พอหันกลับมาก็เผชิญหน้ากับฤทธิชัย มันพุ่งเข้าใส่ดาบในมือฟันไม่ยั้ง ฤทธิชัยหลบไปหลบมาแล้วตีลังกาไปทางด้านหลัง นินจาหันกลับมาก็เจอฝ่ามือกระแทกเข้าให้ที่หน้าอก มันเงื้อดาบค้าง แล้วค่อยๆหงายหลังล้มไป ฤทธิชัย สะบัดมือใบไม้ปลิวมากลบร่างของนินจาจนมิด
“เสียใจด้วย”
เงาร่างร่อนลงมา ฤทธิชัยหันไปเป็นดาวนั่นเอง
“ถ้านินจาพวกนี้ไม่กลับไปรายงานตามเวลา พวกมันต้องรู้ตัวแน่ๆ  กว่าหน่วยพิเศษจะมาคงไม่ทันการ”
“เห็นทีเราต้องลงมือเองซะแล้ว”
ทั้งสองพยักหน้าให้กันอย่างตัดสินใจ
 
 
สัตยานั่งอยู่ที่โต๊ะที่จัดไว้ใต้ตาข่ายพรางตา มีมือปืนสองสามคนยืนระวังอยู่ใกล้ๆ ลุงเดช แสง และ กลุ่มมือปืนนั่งบ้างยืนบ้างห่างออกไป ในขณะที่คนอื่นๆมีการขนอาวุธจากรถบรรทุกเข้าไปในซอกเขา ควาญช้างคุมช้างสองสามตัวขนของอยู่ เครื่องวิทยุที่ตั้ง อยู่บนโต๊ะดังขึ้น มือปืนรับสายแล้วส่งให้สัตยา
“ครับท่าน กำลังและอาวุธส่วนใหญ่มาถึงแล้ว ชุดที่สองกำลังเดินทางมา…เราวางกำลังป้องกันไว้อย่างดี”
สัตยาวางสาย หัวหน้ามือปืนเข้ามารายงาน
“พวกนินจาตรวจการณ์ยังไม่กลับมา”
“จัดเตรียมคนให้พร้อม นินจากลับมาเมื่อไหร่ให้รีบมารายงาน”
สัตยาเริ่มกังวลว่าจะต้องมีเรื่องไม่ดี
 
 
นินจาสองคนร่อนลงมาที่พื้น ทางด้านหน้าหุบเขาเดินตรงเข้าไปที่ทาง
เข้า มือปืนเปิดทางให้เข้าไป นินจาสองคนเดินผ่านพวกมือปืนหลายคนเข้าไป ทันใดนั้นมีมือปืนคนหนึ่งเข้ามาขวาง
“อีกสามคนไปไหน”
“พบร่องรอยผิดปกติให้คอยระวังอยู่ข้างนอก”
มือปืนพยักหน้าแล้วเดินออกไป นินจาสองคนหันเดินไปผ่านพวกมือปืน ผ่านพวกช้างที่เดินอยู่จนถึงซอกเขาลับตา นินจาคนหนึ่งขยับหมวกปีกขึ้น ที่แท้เป็นฤทธิชัย อีกคนหนึ่งขยับหมวกเป็นดาวนั่นเอง
“แบล็คอีวิลเตรียมกำลังมากยังงี้ นายใหญ่ของมันต้องคิดไม่ดี” ดาวพูดเบาๆ
“ชัวร์อยู่แล้ว ผมว่ามันกะยึดประเทศเลยมั้ง”
“เราถล่มที่นี่ให้ราบ ดับความหวังของมันซะก่อนแล้วตามล่าดับมันให้ได้”
“โห…แฟนผมดุน่าดู”
ดาวยิ้มเครียด
“สำหรับพวกชั่ว ดาวไม่เว้นอยู่แล้ว”
“ผมจะเข้าไปที่คลังอาวุธ หาระเบิดมาโยนเล่น เป็นการเปิดตัวสักลูกสองลูก”
“ดาวจะเข้าไปเล่นงานนายสัตยา”

ทั้งสองต่างยิ้มให้กัน ฤทธิชัยขยับหมวกให้ปิดหน้าแล้วเดินออกไป  ดาวกราดสายตามองรอบๆ เดินออกไปอีกทางหนึ่ง

มือปืนเดินเข้ามาหาสัตยาที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะที่มีแล็ปท็อป และอุปกรณ์วิทยุสื่อสารตั้งอยู่พร้อม

“พวกนินจากลับมาแล้วครับ”
สัตยาพยักหน้า เริ่มผ่อนคลาย มือปืนเดินออกไปนอกเต๊นท์ ผ่านลุงเดชและแสงที่นั่งพิงโขดหินอยู่ มีพวกมือปืนยืนบ้างนั่งบ้างอยู่ใกล้ๆ ลุงเดชและแสงลอบสบตากัน
“เราจะเอายังไงดีลุงเดช” แสงถามเบาๆ
“รอให้ไผ่มาก่อนแล้วให้พวกนางเสือจัดการ”
ลุงเดชขยับลูกซองขึ้นมาเอาด้ามปืนยันพื้นไว้ ทันใดนั้นมีดสั้นเล่มเล็กปลิวเข้ามาปักที่ด้ามลูกซองดังตึบ ลุงเดชรีบดึงมีดออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพูดออกมาเบาๆ
“หนูดาว”
แสงกราดสายตาไปยังที่มาของมีดสั้นอย่างรวดเร็ว ลุงเดชค่อยๆลุกขึ้น เดินฝ่าพวกมันมายังฝั่งตรงข้ามจนถึงมุม จึงเห็นนินจายืนอยู่ ลุงเดชขยับปืนในมือ ดาวในชุดนินจาส่งเสียงเบาๆ
“ลุงเดช ดาวเอง”
ลุงเดชหยุดทำไก๋ ยืนถือปืนใกล้ๆ
“ทันทีที่มีเสียงระเบิดดาวอยากให้ลุงเดช กับ พ่อแสง รีบออกไปจากที่นี่”
“แค่หนูดาวคนเดียวจะไหวเหรอ”
“คุณหนึ่งด้วย”
ทันใดนั้นเสียงหัวหน้ามือปืนดังขึ้น
“เฮ้ย ทำอะไรกันวะ”
ลุงเดชหันไปเป็นมองหัวหน้ามือปืนกับพวกมือปืนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่
“อยากลองวิชากับพวกนินจาหรือไง”
พวกมือปืนหัวเราะกัน ลุงเดชพูดเรียบๆ
“แค่อยากเห็นใกล้ๆ ว่าเป็นยังไงเท่านั้นเอง”
“อย่าไปยุ่งกับพวกมันจะดีกว่า”
ลุงเดชพยักหน้าแล้วเดินกลับไปที่แสง หัวหน้ามือปืนมองนินจา มือปืนคนหนึ่งทำท่ากังฟูแล้วส่งเสียง วู้ ว้า พวกมือปืนต่างหัวเราะกันแล้วเดินไป นินจายืนเฉยอยู่กับที่เหมือนเดิม
“พวกแกไม่ตายดีแน่”
ดาวมองไปที่ลุงเดชกับแสงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก้มหัวให้เล็กน้อย ลุงเดชกับแสงต่างพยักหน้าให้เช่นกัน ดาวกราดสายตาไปมา แล้วหลับตาลงพึมพำ
“พี่สายลม”
ทันใดนั้นเสียงสายลมร้องก้องบนท้องฟ้า ดาวพึมพำอีก
“พี่ไผ่”
เสียงสายลมร้องก้องบนท้องฟ้าอีกครั้งแล้วเสียงก็ค่อยห่างออกไป
 
 
ไผ่กำลังเล่นปล้ำอยู่กับอาตงกับเม่งจูตรงลานบ้าน แม่สมพร นั่งดูอยู่อย่างสนุก ห่างออกไปสมาชิกโจร 3-4 คนยืนรอบบ้าน แม่สมพรหันไปบอกไผ่
“แม่ว่าลูกรีบไปดูลุงเดชกับพ่อแสงได้แล้ว”
ไผ่คว้าอาตงกับเม่งจูไว้ในอ้อมแขน
“ไม่ต้องห่วงหรอกแม่ ลุงเดชกับพ่อแสงตอนนี้เป็นคนใกล้ชิดกินอยู่สบาย”
ทันใดนั้นอาตงก็พูดขึ้น
“พี่จัน...ป้าเนียน”
ทั้งหมดหันไปเห็นป้าเนียนกับ จันจิราเดินเข้ามาที่ลาน เด็กๆต่างเฮ ไปหาจันจิรา แม่สมพรถามทันที
“มากันทั้งสองคนใครอยู่ที่อนามัยจ๊ะ”
ป้าเนียนยิ้มแย้มบอก
“มีพยาบาลใหม่มาช่วยสองคน เงินเดือนนางเสือเป็นคนจ่าย”
ทั้งหมดต่างยิ้มให้กัน จันจิราส่งบางอย่างให้ไผ่
“คุณอภิชาติส่งเครื่องจับสัญญาณมาให้คุณหนึ่ง  จันเลยรีบเอามาให้พี่ไผ่ รายละเอียดคุณหนึ่งรู้หมดแล้ว”
ไผ่รับมาดู เป็นสร้อยห้อยวัตถุเล็กๆขนาดเท่าเหรียญสิบ ไผ่รีบสวมไว้ที่คอ ทันใดนั้นเสียงสายลมร้องก้องบนท้องฟ้า ไผ่เงยหน้าขึ้น เห็นสายลมบินวนแล้วร้องก้องไผ่หลับตาตั้งสมาธิอึดใจก็ลืมตา
“น้องดาว”
 
 
ฤทธิชัยอยู่ในชุดนินจากราดสายตาไปรอบๆแล้วดึงหมวกหลุบลงปิดหน้าเดินผ่านพวกมือปืนสองสามกลุ่มเข้าไปทางด้านในของหุบเขา ก่อนจะหลบวูบเข้าไปด้านใน...ฤทธิชัย กราดสายตายไปเห็นมือปืนเฝ้าทางเข้าอยู่สองสามคน ฤทธิชัยเดินเข้าไปหา มือปืนหันมาถาม
“เฮ้ย”..พวกนินจามาทำอะไรแถวนี้วะ”
มันขยับปืน แต่ฤทธิชัยแวบเข้าไปถึงตัวปล่อยหมัดใส่ พวกมันสามคนล้มทรุดลง ฤทธิชัยรีบเข้าไปด้านใน แต่แล้วเขาก็ต้องอึ้งเมื่อด้านในมีลังขนาดใหญ่เรียงซ้อนกันอยู่มากมาย
“โว้ย พวกมันคิดจะเปิดสงครามโลกหรือไง”
 
 
พวกมือปืนเดินกันมากลุ่มหนึ่ง ทันใดนั้น มือปืนคนหนึ่งใส่หมวกสาน เหลือบเห็นคนแวบเข้าไปในหลังหินใหญ่ มันหยุดแล้วเดินเข้าไปดูแต่แล้วมีมือเข้ามากระชากมันหายเข้าไป เสียงดังตึบๆ อึดใจร่างหนึ่งเดินออกมาในชุดที่ มือปืนใส่อยู่ คนๆนั้นขยับหมวกสานให้เข้าที่ เป็นดาวนั่นเอง ดาวค่อยเดินผ่านพวกมือปืนตรงไปที่เต๊นท์ของสัตยา โดยผ่านลุงเดชกับแสงที่นั่งอยู่
“ไงน้า...นั่งด้วยคน”
ลุงเดชกับแสงพยักหน้า ดาวนั่งลงข้างๆ
“ดาว จะเข้าไปคุมตัวนายสัตยา ลุงเดชกับพ่อแสง คอยระวัง  อยู่ห่างๆ ถ้าเกิดมีการผิดพลาดเฉยไว้ก่อน จะได้อยู่ปนกับพวกมันต่อไป”
ลุงเดชพยักหน้ารับ แสงเป็นห่วง
“ระวังตัวนะหนูดาว”

ดาวยิ้มแล้วเดินไป ลุงเดชกับแสงขยับตัวลุกขึ้นมองตามอย่างกังวล

ดาวเดินมาจากด้านนอกค่อยๆผ่านกลุ่มมือปืนเข้าไปทีละกลุ่ม ใกล้เข้าไป

เกือบจะถึงตัวสัตยาที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะ แต่แล้วหัวหน้ามือเดินเข้ามาขวาง
“เฮ้ย เอ็งเข้ามาทำไม”
สัตยาหันมามอง
“มีอะไรวะ”
“ไอ้นี่มันพรวดเข้ามา”
สัตยาจ้อง
“เอ็งจะเอาอะไร”
ทันใดนั้นดาวตบหัวหน้ามือปืนเปรี้ยงมันกระเด็นไป ดาวพรวดเข้าประชิดตัวสัตยา ปืนจ่อที่ด้านหลังของมัน พวกมือปืนรอบๆนับสิบ ต่างตวัดปืนขึ้นมาจ้องที่ดาว รวมทั้งลุงเดชกับแสงที่ปนเข้ามาด้วย
“ถ้าไม่อยากตายบอกพวกแกให้ถอยไป”
สัตยายิ้ม
“คุณดาว”
 
ฤทธิชัยเดินมาที่ลังลังหนึ่ง เอามือทุบโครมฝาลังแตกกระจุย ด้านในเต็มไปด้วยเงิน ฤทธิชัยคว้าเงินขึ้นมาปึกใหญ่
“เงินเพียบ…มิน่าใครๆถึงยอมตายทำงานให้มัน”
ทันใดนั้นฤทธิชัยหันขวับยกฝาลังขึ้นมา มีมีดสั้นสามสี่เล่มปลิวเข้ามาปักตึบๆๆๆๆ นินจาใส่หมวก 3 คนเรียงกันอยู่ เตรียมพร้อม ฤทธิชัยยิ้ม
“ไงเพื่อน…กำลังเบิกเงินพอดี”
 
ดาวจ่อปืนที่สัตยา ถูกล้อมด้วยมือปืนนับสิบรวมทั้งลุงเดชและแสง ดาวกราดสายตามองพวกมันสถานการคับขัน ทันใดนั้นรถจิ๊ปวิ่งเข้ามาจอดตรงหน้าเต๊นท์ ทุกคนหันไปมอง ร่างของโจก้าวลงมาจากรถ เดินฝ่าพวกมือปืนเข้ามาพร้อมกับมือปืนของมัน
“คุณดาว”
“นายโจ…”
ดาวจ้องมองใบหน้าของโจตรงแผลเป็นที่ดาวเคยทำไว้เป็นเครื่องหมาย แต่แผลไม่เรืองแสง
 
 
ในอดีต...ดาวในชุดนางเสือพุ่งตัวเข้าหาโจ...เห็นเป็นเงาจางๆพุ่งลอยเข้ามาแล้วถอยกลับไปยืนที่เดิม...โจเอามือปิดที่แก้มซ้ายของมันมันกัดฟันข่มความเจ็บปวด...มันขยับมือมาตรงหน้ามองดูเห็นมีเลือดติดอยู่ที่ฝ่ามือปรากฏว่าที่แก้มซ้ายของมันมีรอยมีดบาดเป็นทางประมาณ 2 นิ้วกว่าๆ
“ขอทำเครื่องหมายหน่อย คราวหน้าเจอกันอีก ฉันจะได้รู้ว่าเป็นคนเดียวกัน”
โจยิ้ม
“แกคิดว่าเครื่องหมายแค่นี้จะปลอมไม่ได้เหรอ”
ดาวยิ้มจ้องที่รอยมีดบาด เห็นรอยมีดเป็นแสงเรืองขึ้นมา
“รับรองว่ารอยของฉันแกปลอมไม่ได้”
ดาวยิ้มแล้วพุ่งออกไป โจเงยหน้ามองตาม นางเสือหายไปแล้วไม่เห็นแม้กระทั่งเงา โจแค้นเห็นรอยแผลที่แก้มซ้ายของมันอย่างชัดเจนแสงเรืองที่แก้มซ้ายค่อยหายไป
 
 
ดาวมองโจยิ้มๆ
“โจ สอง หรือว่า โจ สาม”
สัตยาได้ยินมองโจอย่างพิจารณา   โจจ้องดาวยิ้มไม่ใส่ใจ
“ทุกคนฟัง…ข้าจะนับ 1 ถึง 3 ถ้าคุณดาวยังไม่ยอมทิ้งปืน ข้าต้องการให้ทุกคนยิงทั้งสองคน”
สัตยาหน้าตื่น
“แกไอ้โจ”
สัตยาขยับตัวแต่ดาวกดไว้
“เดี๋ยว…อยู่รับลูกปืนด้วยกันก่อน”
สัตยาไม่พอใจ
“นายโจ...นายคิดจะกำจัดฉันเหรอ”
โจยักไหล่
“ชีวิตนายแลกกับศัตรูอย่างคุณดาว ถือว่าคุ้ม นายใหญ่ต้องชื่นชมนาย”
สัตยามองด้วยความแค้น โจเริ่มนับ
“หนึ่ง”
พวกมือปืนต่างขยับปืนจ้องมาที่ดาวกับสัตยา โจนับต่อ
“สอง ส…”
ทันใดนั้นลุงเดช กับ แสง พรวดเข้ามาประกบดาว ปืนลูกซองจ่อที่ดาวทั้งสองข้าง
“ส่งมา”
ดาวกราดตามองลุงเดชสุดท้ายส่งปืนให้ สัตยาพรวดลุกขึ้น แล้วตวัดมือตบเปรี้ยง แต่ดาวยกมือคว้าไว้ได้บีบมือของสัตยาจนหน้าบิด
“ปล่อย”
ดาวปล่อยมือสัตยาสะบัดมือออกอย่างไม่พอใจ สัตยาหันไปทางลุงเดชกับแสง
“เอ็งสองคนทำได้ดี”
โจเดินเข้ามา
“สวัสดีครับคุณดาว คุณฤทธิชัยล่ะ”
ดาวจ้องหน้าโจอย่างใจเย็น         
 
นินจาคนหนึ่งพุ่งเข้าฟันใส่ ฤทธิชัยตวัดมือเงินปึกใหญ่ กระแทกอกมันดังตึบ มันกระเด็นลอยไปตกที่พื้นดิ้นแล้วดับ
“รับเงินชั่วอาจทำให้ตายได้”
นินจาที่เหลือพุ่งเข้ามา ฤทธิชัยตวัดดาบที่เอวขึ้นมารับ แล้วตวัดฟันโต้กลับไปพวกมันต่างบุกเข้ามา เกิดการต่อสู้ประชิดตัวกันอย่างตื่นเต้นแวบไปมา สุดท้ายผ่านไปอึดใจฤทธิชัยจัดการหมดทุกคน
“พวกมันมีกี่คนกันแน่…ยิ่งเก็บยิ่งโผล่”
ทันใดนั้นเสียงโจดังขึ้น
“มากกว่าที่คิด”
ฤทธิชัยหันกลับมา โจกับสัตยา ยืนอยู่ มีร่างของดาว ถูกคุมอย่างใกล้ชิดด้วยลุงเดชและแสง พร้อมด้วยมือปืนนับสิบ ฤทธิชัยจ้องลุงเดช และแสง แล้วสบตากับดาว ดาวพยักหน้าช้าๆ ฤทธิชัยเคร่งเครียด
 
ฤทธิชัยกับดาวถูกมัดมือโยงติดกันยืนอยู่ตรงกลางลานชุมนุมในหุบเขา ทั้งสองกราดตามองพวกมันที่ล้อมไว้นับสิบๆรวมทั้งลุงเดชและแสงที่ยืนห่างออกมาจากพวก
มันเล็กน้อย แสงขยับปืนในมือขึ้นช้าๆ ลุงเดชห้ามไว้
“ใจเย็น…รอจนกว่าจะถึงเวลา”
สัตยาเดินเข้ามาในเต๊นท์ตามด้วยโจ สัตยาหันกลับไป
“เสียใจด้วยที่คุณดาวยอมซะก่อนแผนที่นายจะกำจัดฉันเลยล้มเหลว”
โจยิ้ม
“ไอ้ฤทธิชัยรู้เรื่องกำแพงมนต์ นายรู้ที่ตั้งของกำแพงมนต์อยู่ไปก็ไม่เป็นผลดีต่อองค์กร”
“เฮอะ นายก็รู้ เหมือนกัน”
“โน..เป็นนายโจที่รู้…แล้วก็โชคไม่ดีเหมือนนาย”
สัตยาถึงกับอึ้งคาดไม่ถึง 
“นาย…นายคือโจคนที่สองจริงๆ”
โจยิ้ม
“โนอีกแล้ว...ฉันเป็นโจคนที่สาม”
สัตยากราดสายตามองอย่างตื่นเต้น
“จัดการสังหารนางดาวกับไอ้ฤทธิชัยซะ ถ้าพลาด อาจมีสัตยาคนที่สองก็ได้”

โจเดินออกไป สัตยามองตามอย่างแค้นใจ

อ่านต่อ หน้า 3 พรุ่งนี้ เวลา 09.30น.

ป่านางเสือ 2 ตอนที่ 9 (ต่อ)


สัตยาเดินเข้ามาที่ดาวกับฤทธิดาวที่ถูกมัดโยงติดกันอยู่ตรงกลางลาน สัตยาจ้องมองแล้วยิ้มอย่างพอใจ...
“ใครเป็นศัตรูของแบล็คอีวิลมีแต่ตายสถานเดียว”
ดาวยิ้ม
“นายเคยนับมั่งหรือเปล่าว่าแบล็คอีวิล สั่งเก็บคนในองค์กรอย่างนายไปกี่คนแล้ว”
สัตยาหุบยิ้ม ฤทธิชัยจ้องหน้า
“บอกนายใหญ่แกด้วย…โผล่ออกมาจากรูเมื่อไหร่ถูกเด็ดหัวแน่”
“น่าเสียดายที่ฉันได้เด็ดหัวพวกแกก่อน”
หัวหน้ามือปืนเดินเข้ามาถาม
“จะให้ผมลากพวกมันไปยิงทิ้งมั๊ยครับคุณสัตยา”
“ไม่ต้องเสียเวลาลากไปไหน ยิงตรงนี้เลย”
ลุงเดชกับแสงชะงัก สัตยามองดาวกับฤทธิชัยอย่างเย้ยหยัน
“ได้ข่าวว่าแกสองคนตายยากตายเย็น อยากจะดูซะหน่อยว่าคราวนี้จะรอดไปได้ยังไง”
หัวหน้ามือปืนหันไปสั่งสมุน
“พวกเองถอยห่างออกมา ใครถูกลูกหลงข้ายิงซ้ำนะเว๊ย”
มือปืนต่างถอยออกมาจากดาวและฤทธิชัยทยอยมายืนตรงด้านหน้า พร้อมกับยกปืนขึ้นจ้อง
ไปที่ฤทธิชัยกับดาว แสงขยับปืนในมือลุงเดชจับเอาไว้ แสงพูดเบาๆ
“เรารอไม่ได้แล้ว”
“เอ็งจัดการนายสัตยา ข้าจะเล่นงานไอ้หัวหน้า”
ทั้งสองขยับปืน พวกมือปืนต่างพร้อมนิ้วของพวกมันอยู่ในโกร่งไก หัวหน้าตะโกนลั่น
“ทุกคนพร้อม”
ทันใดนั้นเสียงสายลมร้องก้องบนท้องฟ้า พวกมันต่างขยับตัวตื่นเต้น เสียงสายฟ้าคำราม
“นางเสือ”
พวกมือปืนเริ่มเสียขบวนสับสน…ทันใดนั้นฤทธิชัยสะบัดเชือกขาด คว้าข้อมือของดาวเอาไว้
“ผมจะเหวี่ยงคุณออกไป”
“ดาวจะรีบกลับมาช่วยคุณ”
สัตยาออกคำสั่ง
“ยิง”
พวกมือปืนเหนี่ยวไกเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว ฤทธิชัยหมุนตัวเหวี่ยงดาวปลิวออกไป...ดาวลอยออกมาเข้าไปในดงไม้
ทันใดนั้นเงาร่างพุ่งมาคว้าร่างของดาวไว้ได้ แล้วร่อนลงกับพื้นอย่างปลอดภัย เป็นไผ่นั่นเองในชุดนางเสือ
“พี่ไผ่”
“รอคิวอยู่นานแล้ว”
ดาวยกแขนผ่านตัวกลายเป็นชุดนางเสือแล้วพุ่งออกไป…ไผ่รีบตาม


พวกมือปืนเหนี่ยวไกยิงสนั่นหวั่นไหว ฤทธิชัยเซไปตามแรงกระสุน ทันใดนั้นร่างของนาคีปรากฏมาบังตรงหน้าของฤทธิชัยกระสุนปืนทำอะไรนาคีไม่ได้ พวกมือปืนต่างตกใจคาดไม่ถึง ลุงเดชตะลึง
“นางงู ไอ้แสงหลบ”
ลุงเดชกับแสงพุ่งตัวลงกับพื้น…ทันใดนั้นนาคีตวัดมือปล่อยพิษเข้าใส่พวกมือปืน เสียงดังตึบๆๆๆ พิษที่แข็งจนเหมือนกระสุนปืนพุ่งเข้าใส่ร่าง พวกมือปืนล้มกันระนาว สัตยารีบพุ่ง
ตาลีตาเหลือกหลบหลังพวกมือปืนที่ถูกพิษล้มแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว พวกมือปืนล้มทีละคน


ดาวกับไผ่อยู่ในแนวป่า กราดตามองอย่างคาดไม่ถึง
“เราปล่อยให้นางงูจัดการพวกมัน”
ไผ่ยิ้ม
“นางงูเป็นแบบนี้ พวกมันคงเต้นแน่ๆ”

สัตยาวิ่งหนีตาลีตาเหลือกออกมา เห็นรถจิ๊ปของโจกำลังเคลื่อนออกไปยังทางออกด้านหน้า
“หยุดก่อน”
รถจิ๊ปหยุดกึกสัตยาวิ่งไปถึงโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว
“นางงูบ้าไปแล้ว เล่นงานพวกมือปืนจนเรียบ”
โจหน้าเคร่งเครียด รถจิ๊ปพรวดออกไปอย่างรวดเร็ว

ร่างของพวกมือปืนนอนกันระเนระนาด ฤทธิชัยยืนกราดสายตามองอย่างคาดไม่ถึง
“ท่านพี่”
ฤทธิชัยหันกลับไปเห็นนาคีอยู่ตรงหน้า นาคีเดินเข้ามาใกล้
“ท่านพี่บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครรอดจากพิษของคุณ”
“พวกมันเป็นคนชั่ว และคิดจะทำร้ายท่านพี่ ทำไมต้องสนใจ…เราไปกันเถอะ”
“ผม…”
ฤทธิชัยกราดสายตาไป เห็นแสงกับลุงเดชนอนราบกับพื้นอยู่ในกลุ่มของพวกมือปืน…
แสงเริ่มขยับตัวโงหัวเพื่อดูเหตุการณ์ ลุงเดชพูดเบาๆ
“ไอ้แสงอย่าเพิ่ง”
แสงรีบนอนราบนิ่งลงไปแต่ไม่พ้นสายตาของฤทธิชัย ทันใดนั้นฤทธิชัยพุ่งออกไป นาคีตื่นเต้นดีใจ รีบดีดตัวตามไป ลุงเดชกับแสงผ่อนลมหายใจ ค่อยๆขยับตัวลุกขึ้นมา ทันใดนั้นร่างของไผ่กับดาวร่อนลงมา
“พ่อ ลุงเดช เป็นยังไงบ้าง”
แสงโล่งใจ
“เกือบไปเหมือนกัน”
“คุณหนึ่งล่อนางงูออกไปข้างนอก ก่อนที่มันจะจัดการลุงกับไอ้แสง”
แสงหันไปบอกไผ่
“รีบตามไปเร็ว…”
ลุงเดชบอกทั้งสอง
“ไปเถอะลุงกับแสงไม่เป็นไร”
ดาวพยักหน้าพุ่งออกไป ไผ่ตาม ลุงเดชกับแสงแต่งถอนหายใจ มองไปเห็นพวกมือปืนนอนเต็มไปหมด

ฤทธิชัยร่อนลงในลานป่า ตามด้วยนาคี
“ผมขอบคุณที่มาช่วย…เราควรจะจากกันตรงนี้”
“แต่นาคีมารับท่านพี่”
“เสียใจด้วย”
“ท่านพี่ขัดขืนนาคีไม่ได้หรอก”
ทันใดนั้นเสียงดาวดังขึ้น
“ท่านแน่ใจเหรอ”
นาคีหันมาพบดาวกับไผ่ยืนอยู่ก็ยิ้มหยัน
“ท่านคือคนที่เราต้องกำจัด”
นาคีพุงเข้าหาปล่อยหมัดใส่ ดาวยกมือกันแล้วโต้กลับ ฤทธิชัยเข้ามาขวางไว้
“เห็นแก่คุณที่ช่วยผม วันนี้เราอย่าเป็นศัตรูกันดีกว่า”
นาคีสีไม่พอใจ ผมบนศรีษะเป็นงูส่ายๆไปมา ในที่สุดนาคีก็แวบหายไป
“โชคดีคุณสองคนมาได้ทันเวลา ขอบคุณมากคุณไผ่”
“ด้วยความยินดี ผมขอตัวไประเบิดรังของมันก่อน”
ไผ่พุ่งออกไป ดาวเอามือผ่านตัวเองคราบนางเสือหายไป เดินเข้ามาใกล้ฤทธิชัย
“ดูเหมือนว่านางงูจะเชื่อฟังคุณหนึ่งดีนะคะ”
“อืม…นางงูถูกมนต์สร้างขึ้นมาให้ทำชั่ว”
“ความจริงก็น่าสงสารเหมือนกัน”
“เราคงทำอะไรไม่ได้ คงต้องแล้วแต่บุญกรรม”
ทันใดนั้นเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ไฟลุกโชติช่วง ดาวกับฤทธิชัยต่างมองหน้ากัน
“แบบนี้ความดันไอ้นายใหญ่ต้องขึ้นสูงแน่”

ทั้งสองต่างยืนดูแสงไฟที่ลุกโชติช่วงอย่างสะใจ

 
ลุงเดช กับ แสง นั่งอยู่บนหลังช้าง คนละตัวต่างมองไฟที่ลุกโชติช่วง ทันใดนั้นเสียงสายฟ้าร้องก้อง ตามด้วยเสียง ของสายลม ลุงเดชกับแสงต่างยิ้มให้กัน
 
“ข้าว่าคราวนี้มันต้องหมดอย่างน้อยเป็นพันๆล้าน”
“แต่ฉันว่ายังจิ๊บจิ๊บนะลุงเดช องค์กรใหญ่อย่างพวกมันต้องมีเป็นหมื่นล้านแสนล้าน”
“เออ...มีเท่าไหร่ก็ให้มันขนเข้ามา วันนึงมันต้องหมดล่ะวะ”
แสงยิ้มขำช้างทั้งสองค่อยๆเดินออกไป


ในห้องประชุมลึกลับ ชายสูงอายุ 5 คนนั่งอยู่ตรงหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ติดผนัง ในจอเป็นนายใหญ่ที่เป็นเงามองไม่เห็นหน้า ชายสูงอายุคนหนึ่งโวยขึ้น
“ท่านทำให้องค์กรของเราเสียเงินเป็นหมื่นๆล้าน โดยไม่มีอะไรคืบหน้า”
ชายสูงอายุอีกคนพูดขุฃึ้นบ้าง
“เราคิดว่าท่านจบแต่เพียงเท่านี้จะดีกว่า”
นายใหญ่พยายามยืนยัน
“ผมขอรับรองว่างานยังดำเนินไปด้วยดี ผลการพิจารณาโครงการณ์ต่างๆจะประกาศ ภายในเร็วๆนี้ เราได้ทุกโครงการแน่นอน”
ชายสูงอายุถอนใจก่อนจะพูดเสียงเข้ม
“เราจะให้โอกาสสุดท้ายกับท่าน ถ้าไม่ได้ทุกโครงการท่านจบแน่”
จอดับวูบไป

ในห้องทำงานของทีมอภิชาติในหน่วยพิเศษ กำจร แสงรุ่งเรือง กำลังรายงานข่าวอยู่ในจอทีวี
“ผลการพิจารณาโครงการต่างๆหลายโครงการณ์ มูลค่านับแสนๆล้านได้ประกาศออกมาแล้ว เดี๋ยวนะครับ ท่านรองศักดามาพอดี”
ศักดาเดินมากับบอดี้การ์ดสองสามคน กำจรเข้ามาสัมภาษณ์
“ท่านคิดว่าการอนุมัติของคณะกรรมการ มีนอกมีในหรือเปล่าครับ”
“ผมคิดว่าไม่มีแน่นอน ทุกอย่างโปร่งใส”
“ทำไมมีแต่ อินเตอร์บิสกับบริษัทในเครือเท่านั้นที่ได้สัมปทานทั้งหมดละครับ”
“ขอบอกว่าโปร่งใสครับ ขอตัวก่อนครับ”
ศักดาเดินผ่านไปขึ้นรถตู้ที่จอดอยู่ กำจรจะตามไปถามต่อแต่ถูกบอดี้การ์ดกันไว้ ในที่สุดรถตู้ก็วิ่งออกไป กำจรหันหน้าเข้าหากล้อง
“ครับ เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่บ้านเมืองทำงานกันอย่างโปร่งใสอีกครั้ง หวังว่าจะทำให้อันดับของประเทศในเรื่อง คอรัปชั่นซึ่งขณะนี้อยู่ในอันดับต้นๆ ดีขึ้น...ลดลงไปอยู่ในอันดับท้ายๆเลยนะครับ ผมกำจร แสงรุ่งเรือง รายงาน”
จอทีวีดับวูบลง

อภิชาติ จักจั่น และ งิ้ว ยืนบ้างนั่งบ้างอยู่น่าจอทีวี อภิชาติเคร่งเครียด
“เราต้องรีบหาหลักฐานมาหยุดยั้ง อินเตอร์บิสให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ก่อนที่พวกมันจะขนทรัพยากรณ์ทุกอย่างออกไปจนหมดประเทศ”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น จักจั่นรับสาย
“พี่ดาว”
อภิชาติกับงิ้วหันมาฟังอย่างตั้งใจ จักจั่นยิ้ม
“จักจั่นรู้อยู่แล้วค่ะ ความดีย่อมชนะในที่สุด”
จักจั่นวางสาย
“พี่ดาวกับคุณหนึ่งพ้นจากมนต์ร้ายแล้วค่ะ”
ทุกคนยิ้มอย่างมีความสุข

อาตงกับเม่งจู วิ่งเข้ามาหาดาว ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ป้าเนียน ไผ่ แม่สมพร จันจิรา ฤทธิชัย แม่สมพรยิ้มออกมาอย่างโล่งอก
“เฮ้อ หมดทุกข์หมดโศกกันซะที”
ป้าเนียนหันมาหาฤทธิชัยกับดาว
“นางงู นางเงอ อะไรนี่มันร้ายกาจจริงๆ คุณหนึ่งกับหนูดาวต้องระวังให้มาก อย่าให้มันสะกดเอาอีก”
ทั้งหมดต่างยิ้มกันอย่างมีความสุข บรรยากาศสดใส ไผ่บอกกับทุกคน
“ผมต้องขอตัวก่อน เดี๋ยวลุงเดช กับ พ่อแสงจะคิดถึง”
“จันจะไปส่งพี่ไผ่”
จันจิราเดินออกไปกับไผ่ ดาวหันไปหาเด็กๆ
“เม่งจู กับ อาตง เราไปนั่งรถเล่นกันดีกว่า”
เด็กทั้งสองดีใจ
“เย้”
ทุกคนต่างยิ้มกัน

ฤทธิชัยขับรถ ดาวนั่งด้านหน้า เม่งจู กับ อาตง นั่งอยู่ด้านหลัง ฤทธิชัยถามขึ้น
“คุณดาว คิดว่าเด็กจะจำที่ตั้งของกำแพงได้เหรอครับ”
“เด็กๆมักจะมีจินตนาการและความจำที่ดี อาจจะเวิคร์ก็ได้”
“อีกทางหนึ่ง คือลากตัวนายโจ กับ นายสัตยามาเค้นหาความจริงก็ได้”
“จากที่ผ่านมา พวกมันทุกคนยอมตาย แต่ไม่ยอมคายความลับ”
“อืมใช่...หรือไม่ก็ถูกเก็บซะก่อน”
“แน่อยู่แล้ว…ถ้าเกิดโชคดี เม่งจูกับอาตงจำได้ เราอาจจะจบพวกมันได้ทันที”
ดาวมีความหวังขึ้นมา...รถจิ๊ปแล่นผ่านเข้าไปในราวป่า

อภิชาติ งิ้ว จักจั่น กำลังนั่งกันที่โต๊ะกินข้าว งิ้วกำลังกดบนแป้นคีย์บอร์ดอย่างรวดเร็ว
“อย่างที่บอก มีหมอศัลยกรรมเก่งๆ ในเอเซียเกือบ 50 คน”
“เราต้องเช็คข้อมูลให้หมดทุกคน จักจั่นเชื่อว่ามันมีแผนที่จะสร้างตัวแทน ของบุคคลที่มีตำแหน่งสำคัญๆ”
อภิชาติคิดๆ
“เช็คด้วยว่าถ้าต้องผ่าตัดเปลี่ยนโฉม ใช้เวลาอย่างน้อยกี่วัน”
งิ้วหยุดแล้วเอานิ้วมือทั้งสองข้างมาประกบกัน แล้วดันไปข้างหน้าทำท่าบริหารนิ้วมือ
“สงสัยคงต้องจิ้มกันจนนิ้วง่อยแน่ เฮ้อ กาแฟซักแก้วคงจะดี”
จักจั่นยิ้ม
“เดี๋ยวจัดการให้”
“ผมจะให้คนติดตามพวกรัฐมนตรีทุกคน”
จักจั่นเดินไปออกไปที่เคาเตอร์ในครัวซึ่งมีพวกกาแฟ ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น นพ ก้าวเข้ามา
“ขอโทษครับ นายดำรงขอพบคุณอภิชาติครับ”

ทุกคนต่างมองหน้ากันอย่างสงสัย

 
อภิชาติก้าวเข้ามาในห้องพักของดำรง
 
“ว่ายังไงครับคุณดำรง”
“เอ้อ…คือผมคิดว่า ในเมื่อผลการตัดสินเรื่องสัมปทานออกมาแล้ว...พวกอินเตอร์บิสคงไม่สนใจที่จะ...”
อภิชาติพูดต่อทันที
“เก็บคุณแล้ว”
ดำรงยิ้มเจือน
“ครับ...ผมขอขอบคุณที่ช่วยผม ผมคิดว่าผมกลับบ้านดีกว่า”
“เชิญตามสบายครับ…ผมจะให้หน่วยพิเศษจัดรถไปส่ง”
“คุณอภิชาติมีอะไรที่จะให้ผมรับใช้ ผมยินดี”
อภิชาติยิ้ม
“ไม่แน่นะครับ อาจจะมี”
อภิชาติเดินออกไป ดำรงมองตามยิ้มอย่างพอใจ

อภิชาติก้าวเข้ามาในห้อง งิ้วกับจักจั่นหันไป อภิชาติหันมาบอกสองสาว
“นายดำรงขอกลับบ้าน”
อภิชาติทรุดตัวนั่งลงพร้อมเปิดแลบท็อปของตน หาข้อมูล
“ก็ดี…หมดเรื่องหมดราวกันซะที” จักจั่นหันมาหางิ้ว “พูดถึงนายดำรง…ท่านณุพันธ์เป็นไงบ้าง”
งิ้วมือง่วนอยู่กับคีย์บอร์ด
“คุณพ่อสบายดี ทางหน่วยจัดเซฟเฮ้าส์ให้เป็นพิเศษปลอดภัยแน่นอน”
“ดีแล้ว คุณงิ้วจะได้ลุยพวกมันได้เต็มที่”
งิ้วหยุดมองจอ
“การผ่าตัดเปลี่ยนแปลงใบหน้า ต้องพักให้แผลเข้าที่อย่างน้อยที่สุดสองอาทิตย์”
จักจั่นยิ้มๆ
“ไม่เลวนี่ จักจั่นไปทำมั่งดีกว่า”
อภิชาติมองจอ
“โว่...โว่…อะไรกันนี่”
“จักจั่นพูดเล่นหรอกค่ะ หน้าเดิมสวยอยู่แล้ว”
“ไม่ใช่หรอกครับ”
จักจั่นหน้างอ
“อ๋อ…จักจั่นไม่สวยเหรอ”
“ไม่ใช่...คือ...ผมกำลังพูดถึงเรื่องท่านรองศักดา พร้อมรัฐมนตรีหลายท่าน กำลังจะไปเยือนต่างประเทศเป็นเวลาสองอาทิตย์”
งิ้วนิดคิดได้
“เข้าล็อคเป๊ะ”
จักจั่นคิดตาม
“พวกรัฐมนตรีเดินทางออกไป แต่ขากลับเป็นคนใหม่เข้ามาแทน”
“ภายใต้การนำของ ท่านรองศักดา ย่อมไม่มีใครสงสัยอย่างแน่นอน”
งิ้วหน้าเครียด
“ที่สำคัญเรายังไม่มีหลักฐานยืนยันหรือวิธีการที่จะหยุดพวก มันได้เลย”
ทั้งหมดต่างหน้าเคร่งเครียดกังวล

นาคีปรากฏร่างขึ้นในถ้ำแปลกใจที่ คายามังรออยู่แล้ว
“ท่านปลุกเสกมนต์สะกดให้เราได้แล้วหรือยัง”
“นายใหญ่ไม่พอใจที่เจ้าทำร้ายคนช่วยศัตรู”
“ใครจะทำร้ายคนรักของเราไม่ได้”
“เอาล่ะแล้วก็แล้วไป…ข้าเอามนต์สะกดมาให้เจ้า”
“ท่านอาจารย์พูดจริง”
“ถ้าข้าให้เจ้าแล้ว เจ้าต้องกำจัดศัตรูตามคำสั่ง”
นาคีดีใจ
“แน่นอนที่สุด”
“ก็ได้”
คายามังหยิบย่ามมาค่อยๆล้วงมือลงไปในย่าม
“เอ…อยู่ไหน”
“ท่านอย่าล้อข้าเล่น รีบส่งมาให้ข้า”
นาคีเข้ามาใกล้ยื่นมือมาด้วยความดีใจ ทันใดนั้น คายามังดึงดาบอาคมออกมาจากย่ามส่งแสงประกาย นาคีร้องด้วยความตกใจ
“ท่าน…ท่านโกหก”
คายามังท่องมนต์ นาคีถึงกับอ่อนแรง คายามังสะบัดมือมีเชือกสีเงินมาคล้องคอของนาคีแล้วรัดติดอยู่ที่คอ นาคีหายใจติดขัดอ่อนแรง
“ท่านอาจารย์”

“เจ้าต้องทำตามที่ข้าสั่ง” คายามังสั่งเสียงเข้ม

 
คายามังกำลังนั่งสมาธิอยู่ มือปืนเข้ามารายงาน คายามังลืมตาขึ้น
 
“คุณโจต้องการให้ท่านไปพบ”
“ทำไมพวกนั้นไม่มาที่นี่”
มือปืนส่ายหน้า คายามังไม่พอใจแต่ก็ลุกขึ้นออกไปโดยดี

รถจิ๊ปสองคันจอดอยู่ โจกับสัตยา พร้อมมือปืน 5 คนยืนระวังอยู่ รถของคายามังเข้ามาจอด คายามังก้าวลงมาจากหน้าตาไม่พอใจ
“ทำไมพวกท่านต้องให้ข้าออกมาถึงนี่”
“ศัตรูกำลังเข้าใกล้กำแพงมนต์ ต่อไปนี้เราจะพบกันข้างนอก”
คายามังชำเลืองมองโจกับสัตยาอย่างพิจารณา สัตยายืนหน้าเคร่ง คายามังถามเสียงนิ่ง
“ท่านต้องการอะไร”
โจจ้องหน้าคายามัง
“นางงูของท่านทำให้ศัตรูคนสำคัญหนีไป และทำให้องค์กรเสียหายเป็นหมื่นล้าน นายใหญ่ต้องการให้กำจัดนางงูทิ้ง”
“แต่ตอนนี้เราสยบนาคีได้แล้ว”
โจหน้าเคร่งเครียดยิ้มเยาะ
“ถ้ามีผลงานดี…นายใหญ่อาจให้โอกาสท่านก็ได้ เราแค่นำคำสั่งมาบอกท่านเท่านั้น ขอให้ท่านโชคดี”
โจเดินไปขึ้นรถ สัตยาขึ้นตาม ขบวนรถของโจออกไป คายามังมองตาม

อภิชาติเดินไปเดินมา จักจั่นกับงิ้ว ยืนหน้าเคร่งอยู่ใกล้ๆ อภิชาติหันมาหาสองสาว
“เรามีเวลาอีก10 วัน ก่อนที่ พวกรัฐมนตรีจะเดินทาง เราต้องหาตัวหมอและสถานที่ การดำเนินการของพวกมันให้ได้”
จักจั่นเซ็งๆ
“โห…ซื้อหวยยังมีสิทธิ์ถูกมากกว่าอีก”
“เราจะจับตาดูนายโจคนใหม่แล้วก็ท่านรองศักดาทุกฝีก้าว”
งิ้วเสนอ
“ทำไมเราไม่จับตัวท่านรองศักดาซะเลย ไม่มีท่านรองก็ไม่มีการเดินทาง”
“ท่านรองมีตำแหน่งสำคัญ หายตัวไปเรื่องบานปลายแน่ ถึงเราจะหยุดการเดินทางได้ มันก็มีวิธีอื่นอยู่ดี ถ้าเราหาสถานที่มันได้ เราก็ได้ตัวหมอ ได้ช่วยรัฐมนตรี มีหลักฐานครบหยุดแผนมันได้แน่นอน”
งิ้วกับจักจั่นมองหน้ากัน จักจั่นยิ้มออกมา
“โอเค ดาลิ่งค์”
ทั้งหมดต่างยิ้มให้กัน


จักจั่นกับงิ้วจอดรถอยู่ฟั่งตรงข้าม อินเตอร์บิส ทั้งสองต่างยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ จักจั่นถามขึ้นลอยๆ
“มานี่ก็นานแล้ว ไม่คิดถึงแฟนเหรอ”
“คิดถึง แต่ชาติกับหน้าที่ต้องมาก่อน”
“จักจั่นว่าเราโชคดีนะ ที่มีผู้ชายดีๆเป็นคู่ชีวิตร่วมอุดมการณ์เดียวกัน”
“บอกตามตรง ถ้าเปลี่ยนชีวิตใหม่ได้ขอเป็นดาราแล้วก็แต่งงานกับคนรวยๆ ใช้ชีวิตช็อปปิ้งไปวันๆดีกว่า”
จักจั่นยิ้ม
“ความจริงคุณงิ้วก็สวยเข้าขั้นดารา ยังไม่สายเกินไปที่จะแต่งงานกับคนรวยๆ”
“ปัญหาก็อยู่ที่ว่าหาคนรวยๆที่ไม่โกงกินบ้านเมืองได้ยากเต็มที ไม่บรรพบุรุษกิน ตัวเองก็กิน”
“สมัยนี้ไม่มีใครสนหรอก รวยก็ถือว่าดีกันทั้งนั้นนายดำรง”
“แหวะ จ้างให้ก็ไม่เอา”
“ไม่ได้ให้สนนายดำรง แต่ให้ดู”
จักจั่นหันไปก็เห็นดำรงออกมาจากอินเตอร์บิส ขึ้นรถตู้เคลื่อนออกไป
“ที่แท้นายดำรงกับอินเตอร์บิส มีได้มีเสีย เลวจริงๆ”
“เห็นม๊ะ บอกแล้วไง หาคนรวยๆดีๆยาก”
จักจั่นเคลื่อนรถออกไป
“อย่างนี้ต้องคุยกันหน่อย”

จักจั่นขับตามดำรงมาจนกระทั่งเห็นรถดำรง เลี้ยวเข้าไปในโรงแรมหรูแห่งหนึ่งจึงเลี้ยวตามเข้าไป...ในล็อบบี้ของโรงแรม พนักงานวางเครื่องดื่มลงกับโต๊ะของดำรงแล้วออกไป ดำรงนั่งอยู่กับสาวสวยคนหนึ่ง มือปืนยืนอยู่ข้างหลังห่างออกไปสองคน ดำรงยกแก้วขึ้นยื่นไปตรงหน้า
“ดื่มซิจ๊ะหนู”
ทันใดนั้นจักจั่นกับงิ้วนั่งลงบนเก้าอี้ว่างที่เหลือตรงหน้าดำรง
“ชีวิตน่าอิจฉาจริง ว่ามั๊ยคุณงิ้ว”
ดำรงชะงัก
“คุณจักจั่น”
งิ้วหันไปบอกสาวสวย
“น้อง ไปเดินเล่นก่อนไป”
สาวสวยรีบลุกออกไปอย่างรวดเร็ว มือปืนสองคนขยับตัวเข้ามา แต่ดำรงยกมือห้าม มือปืนสองคนถอยออกไป จักจั่นมองหน้าดำรง
“เราคอยระวังคุณไม่ให้ถูกเก็บ เสียทั้งกำลังคนแต่คุณกับแอบมากุ๊กกิ๊กกับอินเตอร์บิส”
“คุณ...คุณจักจั่นเข้าใจผิด...ผมไม่มีอะไรกับอินเตอร์บิส ในเมื่อพวกมันได้สัมปทานไปแล้ว ผมก็แค่มาแสดงตัว เลิกราต่อกัน ผมไม่อยากเป็นศัตรูกับใคร”
งิ้วสวนทันที
“ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร”
จักจั่นเสริม
“คำนิยามยอดนิยมของผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน”

ดำรงหน้าเสียยิ้มไม่ออก จักจั่นกับ งิ้วหน้าเคร่งเครียด
 
อ่านต่อหน้า 4

ป่านางเสือ 2 ตอนที่ 9 (ต่อ)


งิ้วกับจักจั่นเดินเข้ามาหน้าหงิก อภิชาติเงยหน้าจากคอมพิวเตอร์ขึ้นมอง

“ท่าทางอารมณ์จะดีทั้งคู่”
งิ้วเดินไปที่ตู้เย็นเปิดออกแล้วหยิบน้ำผลไม้ออกมาสองขวด โยนให้จักจั่นขวดนึง จักจั่นรับไว้แล้วเดินไปนั่งที่โซฟา งิ้วเดินไปนั่งใกล้ๆจักจั่น อภิชาติหันมาถาม
“ได้เรื่องอะไรมั่งหรือเปล่า”
จักจั่นส่ายหน้า
“เหลว ยกเว้นเจอนายดำรง ไปสวามิภักษ์กับอินเตอร์บิส”
“เราเลยตามไปดู นายดำรงยอมรับว่ากลัวตายไม่อยากมีเรื่อง”
“อืม...แต่ผมว่าพักเรื่องนายดำรงไว้ก่อน เราต้องมุ่งประเด็นไปที่ ศัลยกรรม กับพวกรัฐมนตรีไว้ก่อน”
จักจั่นทำมือตะเบ๊ะ
“เยสเซ่อร์”
ทั้งหมดต่างยิ้มให้กัน

ไผ่ กับ จันจิรา อยู่ในแนวป่า ตรงหน้าคือค่ายตัดไม้ วิวัฒน์ยืนสั่งการอยู่อึดใจก็ขึ้นรถจิ๊ปขับออกไป ไผ่หันมาบอกจันจิรา
“รอให้มันขนออกมาก่อนแล้วค่อยจัดการ”
“แต่พวกมันได้สัมปทานถูกต้องนะพี่ไผ่”
“เราก็ได้สัมปทานถูกต้องเหมือนกัน”
จันจิรายิ้ม
“จริงด้วย สัมปทานยึดไม้อนุมัติโดยท่านเจ้าป่าเจ้าเขาแห่งบ้านดอนเสือ”
ทั้งสองต่างยิ้มให้กัน
“ระหว่างนี้เราไปเล่นงานธุรกิจที่พวกมันไม่ได้สัมปทานกันดีกว่า”
จันจิราดีใจ
“เย้…ได้เที่ยวบ่อนอีกแล้ว”

ดาวขับรถวิ่งไปตามเส้นทาง เม่งจู กับ อาตง นั่งอยู่ทางด้านหลัง ดาวหันมาบอกเด็กทั้งสอง
“เด็กๆ เรากลับบ้านไปกินหนมกันดีกว่า”
เด็กๆดีใจ
“เย้”
ดาวยิ้มสนุกกับเด็กๆ ฤทธิชัยจ้องมองพลอยยิ้มไปด้วย ดาวหันมาเห็นฤทธิชัยมองมา
“อะไรคะ”
“เห็นสายตาคุณมองเด็กๆผมก็เลยคิดว่า เผื่อคุณอยากจะมีลูกเสือมั่ง”
ดาวตาโต
“คุณหนึ่ง”
ฤทธิชัยยิ้มทำเป็นพยักหน้าชวนให้มีน้อง ดาวยิ้มเขิน แต่แล้วสายตาฤทธิชัยเห็นเงาวูบผ่านแวบใน แนวไม้
“คุณรีบพาเด็กไปกินขนมก่อนได้เลย ผมจะตามไปที่หลัง”
ดาวกราดสายตาเห็นเงาแวบ
“ได้ค่ะ...เอ้าเด็กๆบ๊ายบายลุงหนึ่งก่อน”
เด็กๆโบกมือ
“บ๊าย บาย ลุงหนึ่ง”
“บ๊าย บาย อย่ากินหนมหมดนะ”
เด็กๆต่างยิ้มขำ ฤทธิชัยพุ่งออกไปจากรถเข้าไปในแนวป่า เด็กๆต่าง โบกมือให้ ดาวเด็กทั้งสอง
“เด็กๆ เกาะให้แน่นๆนะจ๊ะ แถวนี้มีหลุมเยอะ”

รถของดาววิ่งมา พวกนินจาสามคนยืนดักอยู่บนกิ่งไม้สูงพร้อมจู่โจมแต่แล้วเสียงฤทธิชัยดังขึ้น
“ทางนี้เพื่อน”
นินจาสามคนหันกลับมา เจอฤทธิชัยยืนอยู่บนกิ่งไม้ถัดไป
“ถ้าพวกท่านจากที่นี่ไปภายในหนึ่งนาที เราก็ไม่ต้องส่งพวกท่านไปเกิดใหม่”
นินจาต่างมองหน้ากัน ทันใดนั้นสองคนพุ่งไปหาฤทธิชัย อีกคนหนึ่งดีดตัวลงไปที่หน้ารถของดาวที่ผ่านมาพอดี นินจายืนตุบบนกระโปรงหน้ารถ เด็กๆมองอย่างตื่นเต้น
“เด็กๆเกาะแน่นนะจ๊ะ แล้วหลับตาด้วย”
เด็กทั้งสองคนหลับตาปี๋ นินจาตวัดดาบออกมามือเกาะที่ขอบกระจกหน้ารถจิ๊ปเงื้อดาบหมายฟัน ดาวเบรกเอี๊ยด ร่างของนินจาลอยตกลงไปที่พื้น มันตั้งตัวได้พุ่งกลับขึ้นมาหา ดาวตวัดมือออกไปมีดสั้นพุ่งปักที่แสกหน้าของมันอย่างจัง มันร่วงลงที่พื้นนิ่งสนิท ดาวหักรถหลบออกไปอย่างรวดเร็ว
“เด็กๆ เก่งมาก น้าดาวให้ขนมคนละสองถุงเลย”
เด็กๆพากันดีใจ
“เย้”
อาตงชูสามนิ้ว
“สามถุง”
ดาวยิ้ม
“โอเคเลย”
รถวิ่งผ่านไป

ฤทธิชัยต่อสู้กับพวกนินจาประชิดตัวอย่างตื่นเต้น ฤทธิชัยชกเปรี้ยง นินจาคนหนึ่งกระเด็นออกไป คนหนึ่งพรวดเข้ามาฟันแต่วืดเพราะฤทธิชัยแวบหายไป มันหันตามก็เจอฤทธิชัยยิงเปรี้ยงเข้าให้มันกระเด็นทรุด อีกคนหนึ่งแวบเข้ามาฟันโครมฤทธิชัย เอามือรับดาบไว้พอดี ฤทธิชัยเหนี่ยวไกยิงเปรี้ยงมัน กระเด็นไปทรุดดับ
“ฉันต้องนับถือพวกแก ยอมตายไม่ยอมหนี”

ฤทธิชัยถอนใจ สะบัดมือพวกใบไม้ปลิวมาทับร่างของพวกนินจาสองคนใบไม้ปลิวว่อนจนมองอะไรไม่เห็น

 
ค่ำนั้น ในคอฟฟี่ช็อปของโรงแรม วิวัฒน์น นั่งกินข้าวอยู่กับสาวๆสองคน มีมือปืนยืนอยู่ใกล้ๆโต๊ะ แต่แล้วมีมือปืนก็เข้ามาที่โต๊ะ
 
“อั๊วบอกแล้วไงว่าห้ามรบกวน”
“คือ มีเรื่องด่วนครับ”
“จะด่วนอะไรกันนักวะ”
“คือ ไฟไหม้ที่บ่อนครับ”
วิวัฒน์ตกใจ
“ไอ้บ้าเอ๊ย...บ่อนไหน”
“ทุกบ่อนเลยครับ”
วิวัฒลุกพรวดเดินออกไปอย่างรวดเร็ว พวกมือปืนรีบเดินตามออกไป...ไผ่กับจันจิรานั่งอยู่ อีกโต๊ะหนึ่ง ไผ่ชูแก้ว
“เอ้าดื่มให้บ่อนของนายวิวัฒน์”
“กับผลงานของเรา”
ทั้งสองต่างยิ้มชนแก้วกัน

วันใหม่...จักจั่นกับงิ้วนั่งอยู่ในรถคนละคันจับตามองฝั่งตรงข้ามคืออินเตอร์บิส ทั้งสองคุยติดต่อกันทางวิทยุจิ๋ว จักจั่นหน้าตาเซ็งๆ
“น่าเบื่อจริงๆต้องมานั่งรอไอ้คนพวกนี้”
“ใจจริงอยากจะเข้าไปเป่าส่งพวกมันไปนรกให้จบๆ”
“เหมือนกัน แต่ผลก็คือมันมีคนใหม่มาแทน”
“นั่นน่ะซิ ไอ้พวกนี้ต้องจับตอนซะให้หมด”
จักจั่นปล่อยขำ…แต่แล้วก็เห็นสัตยาเดินออกมากับมือปืน 2 คน
“นายสัตยา”
งิ้วชะงัก
“นึกว่าอยู่ชายแดนซะอีก”
รถตู้วิ่งเข้ามาจอด สัตยากับมือปืนขึ้นรถไป
“แฟนเก่าไม่ใช่เหรอ ตามไปดี้”
“ชัวร์ ได้อยู่แล้ว”
งิ้วออกรถตามรถตู้ออกไป จักจั่นมองตามยิ้มขำ อึดใจยกนาฬิกาขึ้นดู
“โอเค น่าจะได้เวลาแล้ว หนึ่ง สอง สาม”
โจเดินออกมาพร้อมมือปืน 2 คน รถตู้อีกคันหนึ่งเข้ามาจอดรับ โจกับมือปืน 2 คนขึ้นรถ
รถตู้ออกมาจากอินเตอร์บิส เลี้ยวไปอีกทางหนึ่ง
“นายไปไหนฉันไปด้วย”
จักจั่นพึมพำแล้วออกรถตามรถตู้คันที่สองไป


ศักดาออกมาจากบ้านขึ้นรถที่รออยู่ รถเคลื่อนออกออกจากบ้านไป พอพ้นประตูบ้าน
ก็มีรถเก๋งขับตามไป ที่แท้เป็นอภิชาตินั่นเอง

รถตู้ของสัตยา วิ่งเข้าไปจอดหน้าศูนย์การค้า รถของงิ้วค่อยๆจอดห่างออกไป
“ช็อปปิ้งเหรอ มากไปหน่อยแล้วมั้ง นายสัตยา”
สัตยากับมือปืนลงจากรถแล้วเดินเข้าไปในศูยน์การค้า งิ้วลงจากรถแล้วเดินตามเข้าไป

รถตู้ของโจมาจอดตรงข้างหน้าโรงเรียนอนุบาล มีเด็กหลายคนเล่นอยู่สนามหญ้าด้านหน้ามีรถจักจั่นตามมาจอดห่างออกไป จักจั่นพึมพำ
“โรงเรียนอนุบาล…อย่าบอกนะว่ามาส่งลูก”
รถตู้เปิดประตูออก…ร่างของโจกับมือปืนก้าวลงมา แต่แล้วหันมาทางรถของจักจั่น แล้วเดินตรงเข้ามา
“พวกมันจะเล่นเกมอะไรกันแน่”
โจกับมือปืนเดินเข้ามาใกล้ จักจั่นกราดสายตามองรอบๆ
“แย่แล้ว”
จักจั่นตัดสินใจเปิดประตูรถออกไปเผชิญหน้ากับพวกมัน
“ว่าไง”
โจยิ้ม
“อยากจะเชิญไปด้วย”
จักจั่นมองยิ้มๆ
“ถ้าฉันไม่ไปเด็กที่สนามหน้าโรงเรียนอาจได้รับอันตราย”
โจยิ้มกว้าง
“นึกแล้วว่าคุณต้องรู้ทันผม ถ้าไม่รังเกียจ ขออนุญาตใส่กุญแจมือ”
จักจั่นยักไหล่ มือปืนสองคนเดินเข้ามาใกล้ จักจั่นยื่นมือออกไป ทันใดนั้นเธอก็ตบเปรี้ยงไอ้คนหนึ่งหน้าหัน เซวูบ จักจั่นยิ้มส่งมือให้พวกมันอีกคนใส่กุญแจมือแต่โดยดี
“กุญแจมือมีสิทธิ์หลุดได้เหมือนกัน”
“ผมรู้ ก็เลยเตรียมการไว้เป็นพิเศษ”
มือปืนคนหนึ่งยกหลอดฉีดยาขึ้นมา
“ผมขอแนะนำว่าคุณอยู่เฉยๆเป็นดีที่สุด”
จักจั่นได้แต่มองระงับอารมณ์

งิ้วสงสัยเดินกราดสายตา ไม่เห็นร่างของสัตยากับมือปืน เห็นแต่คนเดินดูของหน้าร้านกันประปราย
แต่แล้วงิ้วหยุดเดินแล้วหมุนตัวกลับมา สัตยากับมือปืนยืนอยู่ตรงหน้า
“สวัสดีครับคุณงิ้ว ผมว่าคุณไปกับผมดีกว่า”
งิ้วมองสัตยาแล้วกราดสายตามองรอบๆเห็นหนุ่มสาวเดินช็อปปิ้งกัน
“คุณคงไม่อยากให้หนุ่มสาวพวกนั้นต้องเป็นอะไรไปด้วยฝีมือของลูกน้องผม”
“พวกแกอาจจะมีอันเป็นไปซะก่อนก็ได้”
“อาจจะ แต่คุณคงไม่สามารถช่วยได้ทันหมดทุกคน”
งิ้วมองเห็นนักเรียนเดินคุยกันยิ้มแย้มแจ่มใส งิ้วยิ้มๆ
“งั้นนั่งกินกาแฟกันก่อนดีมั๊ย”
สัตยาสั่งสมุน
“ใส่กุญแจมือ”
มือปืนเดินเข้ามาที่งิ้วคนหนึ่งมีกุญแจมืออยู่ในมือ งิ้วมองเสียอารมณ์ แต่ยอมให้ใส่แต่โดยดี

รถตู้ของ ศักดาวิ่งเข้าไปในวัดแห่งหนึ่ง อภิชาติขับตามมา
“คิดจะบวชออกรายการทีวีหรือเปล่าว๊ะเนี่ย”
อภิชาติค่อยๆเคลื่อนรถตามเข้าไป รถตู้เลี้ยวเข้าไปจอดตรงที่ว่าง อภิชาติจอดห่างออกไป ศักดา
ลงมาจากรถพร้อมมือปืน ยืนสั่งการมือปืนสองสามประโยค มือปืนพยักหน้าแล้วหันตัวเดินเข้ามาที่รถของอภิชาติที่จอดอยู่
“เราพลาดซะแล้ว”
มือปืนเดินมาถึงรถ อภิชาติเลื่อนกระจกลง
“ท่านรองเชิญครับ”
อภิชาติเปิดประตูลงจากรถแล้วเดินไปที่ศักดา
“ดีใจที่พบคุณอีก คุณอภิชาติ”
อภิชาติยิ้ม
“ผมกำลังสงสัยว่าคนเลวทำบุญแล้วจะได้บุญหรือเปล่า”
“ได้บุญหรือเปล่าผมก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าผมซื้อที่ดินบนสวรรค์ไว้เรียบร้อยแล้ว”
“ระวังนะครับ ถ้าเป็น ส.ป.ก. อาจถูกเอาคืนเสียเงินฟรี”
ศักดายิ้มตัดบท
“เราไปกันดีกว่า ป่านนี้คุณจักจั่นกับเพื่อนคงรออยู่แล้ว”
“ถ้าผมไม่ยอม ชีวิตของพระและทุกคนที่อยู่ในวัดจะเป็นอันตราย”
“อะไรประมาณนั้น”

มือปืนเข้ามาคว้าแขนอภิชาติแล้วใส่กุญแจมือเรียบร้อย อภิชาติยิ้มอย่างใจเย็น

 
อภิชาติลืมตาขึ้นมา สายตาพร่าพราง มึนงง กราดสายตาพบว่า ร่างของตนอยู่ในชุดคนป่วย
ถูกมัดอยู่บนเตียง หันไปทางขวาก็พบร่างของจักจั่น ในชุดคนป่วยถูกมัดอยู่เช่นกัน ทางซ้ายคืองิ้วในสภาพเดียวกัน คนทั้งสามอยู่ในห้องเล็กห้องหนึ่งไม่มีหน้าต่างใดๆทั้งสิ้น ทันใดนั้นประตูเปิดออก โจก้าวเข้ามา
 
“พวกคุณนี่แปลก ยอมให้ตัวเองถูกจับเพื่อช่วยเหลือคนแปลกหน้า”
อภิชาติเห็นใบหน้าของโจบิดไปเบี้ยวมาเนื่องจากฤทธิ์ยา แม้กระทั้งเสียงของโจยังเหมือนกับฟังเทปที่ยืด
“นาย…นี่…อัปลักษ์ สุด...สุด”
“อ๋อ...เหรอ ทำใจซะคุณอภิชาติ เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมง…หน้าคุณก็จะเหมือนกับหน้าผม”
โจหัวเราะอย่างสะใจอภิชาติสายเบลอศรีษะมึนงง แต่เข้าใจความหมายอย่างชัดเจน


ดาวเดินไปมาอยู่ในเซฟเฮ้าส์ กำลังรอสายอยู่อีกด้านหนึ่ง อึดใจก็วางแล้วกดใหม่
“คุณนพเหรอคะ ไปไหนกันหมดติดต่อใครไม่ได้เลย”
“ท่าทางจะไม่ดีซะแล้วครับคุณดาว ทุกคนมีวิทยุบอกตำแหน่ง แต่ตอนนี้สัญญาณหายไปหมดเลยครับ”
“นานแค่ไหนแล้วคะ”
“อย่างน้อย 4 ชั่วโมงแล้วครับ เรากำลังติดตามอยู่อย่างใกล้ชิด”
“ได้ข่าวแล้วรีบแจ้งให้ดาวทราบด้วยนะคะ”
ดาววางสายหน้าตากังวล

กำจรอยู่หน้าคอม กำลังเขียนข่าวอยู่ นักข่าวลูกน้องเข้ามารายงาน
“พี่ผมจะไปงานแถลงข่าวงานสัมนาศัลยกรรมตกแต่งเพื่อความงาม ไปมั๊ยพี่”
กำจรขำ
“แกคิดจะผ่าตัดแปลงเพศหรือไง”
“ปล่าวพี่…งานนี้ดารามากันเพียบ ผมแค่ไปดูสาวๆ”
“อืม...เดี๋ยวนี้ใครๆก็ทำศัลยกรรมกันทั้งนั้น อีกหน่อยผู้หญิงสวยๆคงหน้าตาเหมือนกันหมด”
“ดีครับ ผมชอบ”
นักข่าวออกไป กำจรส่ายหน้าอดขำไม่ได้ พึมพำกับตนเอง
“รู้งี้เป็นหมอศัลยกรรมซะก็ดี”
กำจรนั่งพิมพ์งานต่อไป แต่แล้วก็หยุด คิดอึดใจ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดสาย
“ชาติเว๊ย โทรกลับด้วยเว๊ยมีข่าวเรื่องศัลยกรรม”


ที่หมู่บ้านชายแดน ลุงเดชกับแสง นั่งชุมนุมกับพวกมือปืนนับสิบอยู่ตรงลาน รถจิ๊ปวิ่งเข้ามาสองคัน คันหน้ามีสัตยานั่งอยู่กับพวกมือปืนวิ่งเข้ามาในหมู่บ้าน แสงหันมาบอกลุงเดช
“ไอ้หมอนี่ไม่ยักกะถูกพิษนางงู”
ลุงเดชยิ้มเยาะ
“ไอ้คนพวกนี้เคยออกหน้าซะเมื่อไหร่ วันนั้นข้าเห็นมันวิ่งหางจุกตูด”
รถจิ๊ปวิ่งเข้ามาจอดตรงหน้ากลุ่มมือปืน สัตยาก้าวลงมาจากรถ
“ข้าอยากให้ทุกคนลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อนเรื่องจิ๊บจ้อย เงินกำลังส่งมาให้พวกเราใช้กันอย่างเหลือเฟือรวมทั้งอาวุธและทุกอย่าง ขอให้ทุกคนวางใจ เราจะเป็นผู้ชนะในที่สุด”
เสียงพวกมือปืนเฮกัน ลุงเดชเบ้หน้า
“แค่เอ่ยคำว่าเงิน ทุกคนก็ลืมหมดทุกอย่าง”
“หมดไปก็ส่งเข้ามาใหม่ เริ่มงานชั่วๆของมันต่อไป”
“คนชั่วมันไม่มีวันหยุดทำชั่วหรอกไอ้แสง มีแต่คนดีเท่านั้นที่จะหยุดทำดี”
แสงได้แต่มองสัตยาไม่ตอบ

บริเวณแอ่งน้ำสวยงามที่นาคีเคยมาเดินเล่นกับฤทธิชัย นาคีนั่งซึมอยู่ ใกล้ริมแอ่งน้ำนั้น ทันใดนั้น คายามังปรากฏตัวขึ้นเดินเข้ามาหา นาคีหันมามองสายตาเฉยเมย
“นายใหญ่ต้องการให้เจ้าไปกำจัดศัตรู”
นาคีนั่งเฉยไม่สนใจ คายามังจ้องด้วยความโกรธ ท่องคาถาพึมพำ ทันใดนั้น นาคีถึงกับเอามือจับที่คอของตนอาการหายใจไม่ออก คายามังหยุดท่องมนต์ นาคีหายใจแรงอาการกลับคืนเป็นปรกติ
“ถ้าเจ้าฉลาดก็จัดการกับศัตรูคนอื่นๆซะ แล้วข้าจะช่วยพูดให้นายใหญ่ยกเว้นคนที่เจ้ารัก”
นาคียืนขึ้นจ้องหน้าคายามังด้วยความชังแล้วหายแวบไป คายามังยิ้มอย่างพอใจ

ฤทธิชัยกับดาวเดินคู่กันอยู่ในหน้ากระท่อมเล็กๆ
“คุณหนึ่งแน่ใจเหรอคะว่าจะอยู่ที่นี่ก่อน”
“ครับ นาคียังสัมผัสได้ว่าผมอยู่ที่ไหน ผมไม่อยากให้ใครต้องได้รับอันตราย แล้วจะได้คอยดูเหตุการณ์แถวชายแดนด้วย”
“ก็ดีค่ะ...จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดาวไม่คิดว่านาคีจะทำร้ายคุณหนึ่ง”
“นาคีมีพลังสูง ถูกอาคมบังคับ จึงลงมือรุนแรงไม่รู้จักการไว้ชีวิต อย่าปะทะได้เป็นดี”
“ดาวรู้ค่ะ พวกเราหลบเลี่ยงอยู่แล้ว”
ทั้งสองยิ้มต่างอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน

รถจิ๊ปของดาววิ่งมาตามทางคดเคี้ยวของราวป่า เสียงสายลมร้องก้อง สายฟ้าคำราม ดาวกราดสายตาไปมา จ้องระวังภัย ทันใดนั้นเธอก็ต้องเหยียบเบรคเอี๊ยด เมื่อนาคียืนขวางอยู่
“นาคี”
นาคีตวัดมือขึ้นมา ปืนอยู่ในมือ ยิงสาดมา ดาวดีดตัวพุ่งลงมาจากรถแล้วดีดตัวขึ้นมายิงสาดใส่ นาคีแวบหายโผล่ทางโน้นที ทางนี้ที พร้อมกับใกล้เข้ามา ดาวยิงสกัดแต่ไม่ถูกจนนาคีแวบเข้ามายืนตรงหน้าเอาปืนจ่อ ดาวคว้าข้อมือนาคีไว้ได้ ตวัดปืนใส่ นาคีคว้าข้อมือดาวไว้ได้ ทั้งสองออกแรงดันกันไว้
“เราใช้อาวุธปืนของมนุษย์ ท่านจะได้ไม่หาว่าเราเอาเปรียบนอนตายตาหลับ”
ดาวยิ้ม
“แล้วแต่ท่านจะคิด”
ดาวสะบัดมือแวบหายไป แล้วโผล่ห่างออกไปในแนวป่า นาคีตวัดปืนในมือตามแต่ดาวเหนี่ยวไกสาดกระสุนใส่ถูกร่างของนาคีเซไป ดาวยิงอีกชุดเปรี้ยงๆๆๆ ถูกปืนในมือของนาคีกระเด็นไปอยู่ที่พื้น
“ดูเหมือนว่าท่านยังไม่ชำนาญเท่าไหร่”
นาคีสะบัดมือไปที่ปืน ปืนวิ่งเข้ามาที่มือ นาคีกราดปืนไปที่ดาวแต่ดาวหายไปแล้ว นาคีกราดสายตามองรวดเร็วแล้ว แวบหายไป

ร่างของดาวพุ่งเข้าไปแนวป่า จากยอดไม้หนึ่ง ไปอีกยอดไม้หนึ่งแล้วพุ่งตัวลงหลบในพุ่มไม้หนาพุ่มหนึ่ง ตวัดปืนในมือขึ้นเตรียมพร้อม สายตากราดไปมา แต่แล้วเสียงสายลมดังก้อง สายฟ้าคำราม ดาวหันขวับไปทางด้านหลังของตน ถึงกับยืนนิ่งอยู่กับที่ เพราะตรงหน้าคือ หัวของงูตัวมหึมาโผล่ขึ้นมาเหนือพงไม้จ้องลงมาที่ดาวอย่างดุร้าย ที่ลำคอของงูสังเกต เห็นเชือกสีเงินรัดอยู่
“นาคี”
งูใหญ่ฉกโครมลงมาดาวพุ่งตัวหลบได้ทันแต่แรงฉกแรงจนแผ่นดินสะเทือนกระแทกร่างของดาวปลิวไปกลิ้งอยู่กับพื้น งูใหญ่ชูคอขึ้นสูง ดาวกลิ้งตัวตวัดปืนยิงเปรี้ยงๆๆๆๆ งูส่ายหัวไปมาแล้วฉกโครมลงมาอีก ดาวดีดตัวหลบแล้วแวบห่างออกไป วิ่งสุดฝีเท้า งูใหญ่พุ่งตัวตามติด ดาววิ่งมาถึงหน้าผาสูงเบื้องล่างเป็นน้ำ งูพรวดเข้ามาชูคอสูง ดาวจนมุมหันมายืนประจัญหน้าต่างจ้องประสานตากัน ทันใดนั้นงูพุ่งเข้ามาฉกสุดแรง แต่แล้วเงาร่างของฤทธิชัยพุ่งเข้าพาร่างของดาวหลบกลิ้งไปกับพื้น งูพุ่งฉกเลยตกไปยังแอ่งน้ำเบื้องล่าง
“คุณหนึ่ง”
ทั้งสองลุกขึ้นมา
“ตามผมมา เร็วที่สุด”

ฤทธิชัยดีดตัวออกไปดาวตามไปติดๆ

 
อภิชาติถูกรัดที่ข้อมือและข้อเท้าอยู่บนเตียงในห้อง ในโกดังเก็บของใหญ่แห่งหนึ่ง เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆค่อยๆลำดับเหตุการณ์ เขายังเห็นห้องหมุนอยู่อย่างช้าๆในที่สุดก็ชัดและนิ่ง จึงท่องคาถาแล้วส่งเสียงภายในออกไป
 
“คุณจักจั่น...คุณจักจั่น”
อีกห้องหนึ่งถัดไป เสียงพุ่งไปยังร่างของจักจั่นที่ถูกมัดเช่นเดียวกันกับอภิชาติ
“คุณจักจั่น”
จักจั่นยังคงนิ่งอยู่
“สวีทฮาร์ท คุณได้ยินผมหรือเปล่า...สวีทฮาร์ท ดาร์ลิง”
จักจั่นตอบกลับมาเบาๆงัวเงีย
“เยส ดาร์ลิง ขอนอนต่ออีกนิดนะคะ”
อภิชาติอดยิ้มไม่ได้
“ห้างเปิดแล้วนะ ช้อปไม่ทันไม่รู้ด้วย”
จักจั่นลืมตาพรึบขึ้นมาทันที กราดสายตาไปมา พบว่าตัวเองถูกมัดอยู่ ขยับตัวไปมา
“คุณชาติ คุณอยู่ไหนคะ”
อภิชาติยิ้ม
“นึกแล้ว...ขอให้ได้ช็อปเถอะ”
“เราอยู่ที่ไหนกันเนี่ย”
“พวกเราถูกพวกมันบังคับให้จำยอม จำได้หรือยัง”
จักจั่นนึก
“อ๋อ...ใช่แล้ว อย่างนี้ต้องตบสั่งสอน”
อภิชาติขำ
“คุณงิ้วล่ะ อยู่ด้วยหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ จักจั่นอยู่คนเดียว”
“โอเค...ใจเย็นๆ...ขอคิดแป๊บนึง”
เขาหันไปทางหน้าประตูเห็นพวกมือปืนอยู่หน้าห้องกำลังไขกุญแจเข้ามา พร้อมชายคนหนึ่งในชุดหมอสีขาว
“แค่นี้ก่อนนะ...เดี๋ยวผมจะไปหา”
อภิชาติหลับตาลงเหมือนเดิม จักจั่นพึมพำ
“เฮ้อ...นึกว่าจะได้ไปช็อปปิ้งซะอีก”

มือปืนคนหนึ่งยืนอยู่หน้าห้อง อีกคนหนึ่งเข้าไปข้างในกับหมอ...
“ระวังหน่อยนะหมอ”
“ผมฉีดยาสลบไว้แล้ว...พวกมันไม่ฟื้นง่ายๆหรอก”
หมอเดินเข้าไป ตรวจอภิชาติอย่างใกล้ชิด เปิดตาดู จับคอ ฟังหน้าอก ทันใดนั้นปืนสั้นที่มือปืนพกอยู่ถูกดึงออกมาจากเอว โดยที่มือปืนไม่รู้ตัว หมอตรวจไปเรื่อยๆ
“กว่าจะฟื้นขึ้นมา หน้ามันก็เปลี่ยนเป็นนักโทษประหารไปแล้ว”
มือปืนพูดขึ้น
“หมอ”
หมอหันไปถึงกับอึ้งคาดไม่ถึง เมื่อเห็นมือปืนยกมือขึ้น ตรงหน้ามีปืนสั้นลอยอยู่ในอากาศส่องตรงหน้ามันอยู่ ทันใดนั้นอภิชาติ ลืมตาขึ้นมา
“วางปืนลงกับพื้น”
มือปืนรีบวางปืนกลในมือของมันลงกับพื้น
“ถอยไปที่มุมห้อง”
มือปืนกับหมอถอยไปยืนที่มุมห้องปืนที่ลอยอยู่ส่องตาม ทันใดนั้นอภิชาติตวัดมือเข็มขัดที่พันธนาการอยู่ขาดผึง เขาดีดตัวขึ้นมานั่งบิดขี้เกียจไปมา
“อืม...เมื่อยสุดๆ”
อภิชาติเอามือกระชากเข็มขัดที่มัดเท้าอยู่ แล้วดีดตัวลงมาจากเตียง ยิ้มให้มือปืนกับหมอ

ณ หมู่บ้านชายแดน...เสียงปืนดังเปรี้ยง ร่างของชาวบ้านกระเด็นมาฟุบที่พื้น ชาวบ้านจำนวนมากวิ่งผ่านไป รถจิ๊ปวิ่งเข้ามาจอด สัตยานั่งอยู่หน้ารถ กับพวกมือปืน พวกมันต่างลงมาจากรถ ลุงเดชและแสงรวมอยู่ด้วย
“จับพวกมันไว้ใครขัดขืนฆ่าอย่างเดียว ลุงเดช แสง ฉันตั้งให้แกสองคนเป็นคนคุมงานนี้”
ลุงเดชรับคำ
“ครับคุณสัตยา”
“นางงูมันบ้าไปแล้ว มันฆ่าคนของเราไปเยอะเราต้องรวบรวมชาวบ้านมาเป็นแรงงานของเราให้มากที่สุด งานใหญ่กำลังใกล้เข้ามาแล้ว”
ลุงเดชกับแสงลอบสบตากัน มองไปที่พวกชาวบ้านนับสิบที่ถูกต้อนให้รวมกลุ่มกันอยู่กลางลานหมู่บ้าน เสียงสายลมร้องก้องบนท้องฟ้า ลุงเดชกับแสงกราดสายตาไปรอบๆ...ไผ่ยืนซุ่มมองอยู่ในราวป่า

ฤทธิชัยร่อนลงมาจากที่สูงลงสู่ลานเล็กๆ ดาว ร่อนตามลงมาติดๆ ฤทธิชัยเดินเข้ามาใกล้ดาว
“ผมคิดว่าต่อไปนี้คุณกับผมต้องอยู่ด้วยกันดีที่สุด”
“คุณหนึ่งคิดว่า…”
“ครับ ไม่ใช่เพียงนาคีสามารถสัมผัสได้ว่าผมอยู่ที่ไหน แต่สามารถสัมผัสได้ว่าคุณอยู่ที่ไหนด้วย”
“นาคีตามหาคุณหนึ่งเพื่อความรัก แต่ตามหาดาวเพื่อกำจัด”
ฤทธิชัยพยักหน้าแล้วกอดดาวไว้ในอ้อมอก
“เราต้องรวมพลังกันถึงจะมีทางรอด”
ทั้งสองต่างอยู่ในอ้อมกอดของกันและกันแต่ครุ่นคิดกังวล
“หวานกันจนไม่รู้ตัวเลยนะครับ”
ไผ่ยืนกอดอกเหล่อยู่
“มาขัดจังหวะทำไมมิทราบ”
ไผ่เดินเข้ามาใกล้ทั้งสอง
“พวกมันกำลังรวบรวมพวกชาวบ้านเป็นการใหญ่ เหมือนกำลังจะสร้างค่ายใหม่อย่างเร่งด่วน”
ฤทธิชัยนิ่งคิด
“แปลกมาก ปกติมันจะหายไปก่อนแล้วไปโผล่ ที่ลึกลับที่ไหนซักแห่ง”
“อืม แปลกจริงอย่างที่คุณหนึ่งคิด” ดาวเห็นด้วย
“ผมว่ามีอะไรบางอย่างที่สำคัญ ที่พวกมันรอไม่ได้” ไผ่ครุ่นคิดสงสัย
“หน่วยพิเศษกำลังไม่พอที่จะต้านนางงู กำลังของทางการก็ถูก ท่านรอง ศักดาคุมอยู่ เราทำอะไรไม่ได้เลย”
ฤทธิชัยกังวลมาก ดาวแนะขึ้น
“ที่เราทำได้ตอนนี้ก็คือ...สกัดทุกอย่างที่พวกมันส่งเข้ามา”
เสียงสายลมร้องก้อง ทุกคนต่างนิ่งฟังสัญญาณจากสายลม
“ไอ้พวกนี้ยิ่งสกัด ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่า”

ไผ่พุ่งออกไป ดาวกับฤทธิชัยดีดตัวตามออกไป
 
จบตอนที่ 9 
 
อ่านต่อตอนที่ 10 พรุ่งนี้ เวลา 09.30น.
ป่านางเสือ 2 ตอนที่ 8
ป่านางเสือ 2 ตอนที่ 8
ที่บริเวณหน้ากระท่อมในป่าลึก...สมาชิกโจร 4-5 คน ยืนระวังเป็นจุดๆ เม่งจูกับอาตงนอนหลับอยู่บนเตียง สมพรกับดาวนั่งอยู่ข้างเตียง สมพรเอาผ้าห่มให้เด็กทั้งสอง ดาวลุกขึ้นเดินออกไป สมพรขยับผ้าห่มให้เด็กๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมา ดาวกับจักจั่น ปรึกษากันอย่างเคร่งเครียด “เด็กสองคนเคยเข้าไปในกำแพง แต่จำไม่ได้ว่าอยู่ตรงไหน” “พวกมันเคลื่อนไหวกำลังตรงชายแดน จักจั่นคิดว่ากำแพงต้องอยู่แถวๆนั้น” “พี่เคยปล่อยมนต์ไว้ที่พวกนินจา เพื่อตามรอยพวกมัน แต่พวกมันหายไปอย่างไม่มีร่องรอย แม้แต่สายลมก็ไม่เห็น พี่คิดว่าต้องเป็นกำแพงมนต์แน่นอน” “แบบนี้เราก็ไม่มีทางหาเจอ” “ทำลายคนได้เมื่อไหร่ ก็ทำลายมนต์ได้เมื่อนั้น”
กำลังโหลดความคิดเห็น...