xs
xsm
sm
md
lg

ป่านางเสือ 2 ตอนที่ 6

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ป่านางเสือ 2 ตอนที่ 6

ในค่ายหน่วยพิเศษ...อภิชาติประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วหันไปสั่งนพ

“ในเมื่อผลการสกัดพิษล้มเหลว..สั่งเจ้าหน้าที่ทุกคนให้ถอยทันทีที่เผชิญหน้ากับนางงู”
“ครับผม”
นพออกจากห้องไป อภิชาติหันไปสั่งงิ้ว
“คุณงิ้วก็เช่นกัน..ปล่อยให้พวกเราจัดการ”
งิ้วมองพิจารณา
“งิ้วรู้ว่าคุณสองคนมีฝีมือ...แล้วก็หวังดีแต่ในเมื่อคุณสองคนไม่ถอย..งิ้วก็ไม่ถอย”
จักจั่นตัดสินใจบอก...
“เรามีเรื่องที่จะบอกให้คุณงิ้วรู้..แต่คุณงิ้วต้องเก็บไว้เป็นความลับที่สุด”
“เพราะเราห่วงในความปลอดภัยของคุณ มากกว่าความลับของเรา” อภิชาติเสริม
งิ้วถอนใจ
“เฮ้อ..ก็ได้สาบาน”
“ที่เราไม่ถอยเพราะพิษนางงูทำอะไรเราไม่ได้.. พวกเราคือนางเสือ”
จักจั่นบอกความจริง งิ้วถึงกับพูดไม่ออก งิ้วมองนิ่งคิ้วขมวด
“พวกเราคือนางเสือจริงๆ”
งิ้วยิ้ม
“ไม่ตลก..”
จักจั่นจ้องอึดใจ ตวัดมือ ปาดผ่านหน้าของตนช้าๆ กลายเป็นใส่หน้ากากและอยู่ในเรียบร้อย
“เป็นไง..พอคุ้นๆมั๊ย”
“อืม..แค่ใส่หน้ากากเนี่ยนะ ขอโทษ งิ้วไม่ใช่วัยรุ่นสมองกลวง.. จะได้เชื่ออะไรง่ายๆ ต้องมีข้อพิสูจน์มากกว่านี้”
จักจั่นจ้องหน้างิ้ว ทันใดนั้นตวัดปืนขึ้นมายิงใส่อภิชาติเปรี้ยงๆ อภิชาติกระเด็นไปทรุดที่โซฟา....งิ้วตกใจคาดไม่ถึง ตวัดปืนในมือออกมาจ้องที่จักจั่น..ทันใดนั้นร่างของจักจั่นแวบมาอยู่ตรงหน้าคว้าปืนของงิ้วไปอย่างง่ายดาย...งิ้วถอยตัวตั้งท่าพร้อม..
“ผมไม่เป็นไรครับคุณงิ้ว”
งิ้วหันไปมองอภิชาติ แล้วหันมามองจักจั่นที่เอามือผ่านหน้าตนหน้ากากนางเสือหายไป
“เป็นไง..มากพอหรือยัง”
งิ้วเดินไปเดินมา แล้วหยุดมองจักจั่น แล้วก็อภิชาติ...ในที่สุดก็พยักหน้ายอมรับ
“ความจริง..งิ้วสงสัยตั้งแต่โดนระเบิดตดปลาวาฬนั่นแล้ว..ว่าคุณอภิชาติรอดมาได้ยังไง”
อภิชาติกับจักจั่นอดขำไม่ได้ ทำให้งิ้วพลอยยิ้มไปด้วย
“แล้ว...ตกลงคุณดาวกับคุณฤทธิชัย...”
อภิชาติกับจักจั่นพยักหน้า
“พี่ไผ่ แล้วก็จันจิราด้วย”
อภิชาติอธิบายเพิ่ม...
“เราทุกคนโชคดีได้รับพรจากสวรรค์..ซึ่งคุณไม่มีทางเชื่อ... ให้มีฝีมือพลังและรอดพ้นจากการบาดเจ็บทั้งปวง”
“เราถึงพอสามารถต้านนางงูได้..แม้ว่าจะยังไม่ชนะก็ตาม”
“เราหวังว่าคุณเชื่อเรา..อยู่ห่างนางงูไว้..ปล่อยให้เราจัดการ”
ทั้งสองคนช่วยพูด งิ้วถอนใจ...
“ไม่เชื่อ.. แต่ไม่อยากลบหลู่...ยินดีถอยให้พวกคุณๆนางเสือจัดการนางงูได้ตามสบาย”
อภิชาติกับจักจั่นยิ้มออกมาได้..
“จักจั่นดีใจที่คุณงิ้วไม่ลบหลู่”
“ไม่อยากตายด้วย”
ทั้งหมดยิ้มให้กัน เมื่อคุยกันได้อย่างเข้าใจ

ดาวเดินไปเดินมาอยู่ที่ลานหน้าบ้าน ลุงเดชเดินเข้ามาหา....
“ดาวคงเป็นห่วงผู้กอง”
“นิดหน่อยค่ะ..แต่ดาวกำลังหนักใจ ศัตรูมีทั้งกำลังคน กำลังเงิน คนมีฝีมือ อีกทั้งเส้นสาย ตอนนี้เรามืดแปดด้าน..ดาวรู้สึกว่าประเทศไทยกำลังตกอยู่ในอุ้งมือของพวกมัน โดยที่ประชาชนไม่รู้เรื่องอะไรเลย”
“ดาวทำดีที่สุดแล้ว...บางอย่างก็ต้องรอ..รอให้พวกมันเคลื่อนไหว เมื่อถึงเวลาเราก็จะเห็นช่องทางเอง..ที่สำคัญดาวอย่าเพิ่งท้อ”
ดาวดวงตาเป็นประกาย
“ดาวไม่ท้อหรอกค่ะ...ไม่ว่ามันจะทำอะไร ดาวจะต้องหยุดพวกมัน”
ลุงเดชพยักหน้ายิ้ม เสียงสายฟ้าคำราม เสียงสายลมร้องก้อง ดาวสีหน้าเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่น กราดสายตามองท้องฟ้า

ขบวนรถตู้วิ่งฝุ่นตลบไปตามเส้นทางในราวป่า ทันใดนั้นร่างของดาวร่อนออกมาสะบัดมือออกไป ถนนตรงหน้ารถระเบิดตูม รถเสียหลักจอดพรืด พวกมันเป็นสิบ ต่างดีดตัวลงมาจากรถ กราดปืนใส่ ดาวดีดตัวหลบไป แต่แล้วร่างของไผ่และจันจิรา ดีดตัวออกมาคนละด้าน ทุกคนอยู่ในชุดนางเสือสาดกระสุนเข้าใส่พวกมัน ล้มไปหลายคน จนสุดท้ายพวกมันทิ้งปืนยอมแพ้วิ่งเตลิดเข้าป่าไปหมด...
ไผ่เข้าไปเปิดประตูรถ ด้านใน เป็นกล่องกระดาษ บรรจุยาเสพติดเต็มคันรถ ไผ่หยิบมาห่อใหญ่ ให้ดาว และ จันจิราที่ ยืนระวังอยู่ด้านนอกดู
“ยาเสพติด”
“ระเบิดทำลายให้หมด”
ไผ่ถอยออกมาโยนยาเสพติดห่อใหญ่กลับเข้าไปในรถตู้..สะบัดมือปล่อยระเบิดออกไป รถระเบิดไฟลุกท่วม ทั้งสามคนมองอย่างสะใจ

วันต่อมา... ขบวนรถจิ๊ป มีพวกมันนั่งอยู่เต็มคัน ด้านหลังคือรถบรรทุกขนาดกลางวิ่งมาตามเส้นทางแนวป่าหลบหลีก
เสียงสายลมร้องก้อง ร่างของดาวร่อน มายืนบนกิ่งไม้แล้วพุ่งไปดักหน้าพวกมัน ในขณะที่ ไผ่ และ จันจิรา ต่างพุ่งออกมาคนละด้านไปดักทางพวกมัน รถจิ๊ปของมันวิ่งนำหน้าไป ก็เจอระเบิดตูมขวางหน้า มันเบรก ร่างของดาว ไผ่ จันจิรา ยืนขวางหน้า แล้วพากันกราดกระสุนเข้าใส่ ต่างล้มลงระเนระนาด

ดาวสะบัดมือไปที่รถบรรทุก ระเบิดตูมไฟท่วม

ชายสองคนยืนระวังอยู่หน้าบ้านป้าเนียน ส่วนที่ระเบียงบ้าน ลุงเดชกับแสงกำลังเตรียมตัวเดินทาง ป้านเนียนกับแม่สมพรยืนอยู่ด้วย ป้าเนียนหันมาหาแม่สมพร

“ดีแล้วที่แม่สมพรกับเด็กๆ มาอยู่ที่นี่”
“ฉันไม่อยากให้ใครเป็นห่วง”
แสงหันมาบอก
“พ่อจัด ไอ้เรืองกับ ไอ้ ก้อน คอยระวังไว้แล้ว”
“ฉันไม่คิดว่า พวกมันจะเสียเวลามายุ่งทางนี้หรอก” ลุงเดชบอก
ไผ่กับจันจิราเดินเข้ามา อาตงกับเม่งจูวิ่งเข้ามาเกาะแขนทั้งคู่
“ผมจัดเสบียงกระสุนทุกอย่างพร้อมเรียบร้อยแล้วครับ”
“ไผ่กับหนูจันคอยดูพวกมันทางนี้ แล้วก็...”
แสงยังพูดไม่จบ ไผ่สวนขึ้น
“ไม่ต้องห่วงครับพ่อ ผมดูแลแม่และทุกคนได้อยู่แล้ว”
แสงพยักหน้า โอบไหล่แม่สมพรอีกครั้งแล้วเดินออกไป
“ข้าไม่ปล่อยให้ไอ้แสงเป็นอะไรหรอกน่า”
แม่สมพรพยักหน้ากลั้นน้ำตาไว้ ไม่อยากให้ทุกคนเห็นความอ่อนแอ ...ลุงเดชเดินออกไป ไผ่กับจันจิรา เข้ามาโอบแม่สมพร เด็กๆต่างเข้ามายืนข้างๆ ต่างกังวลใจ ป้าเนียนถอนใจอย่างกังวล

ที่หน่วยพิเศษ...อภิชาติเปิดประตูห้องพักเข้ามา จักจั่นกับ งิ้วขยับตัวยืนขึ้นหันมา งิ้วถามทันที
“เป็นไง...”
“เงียบสนิท”
“จักจั่นว่าเราไปช่วยพี่ดาวที่บ้านดอนเสือสกัดพวกมันที่ชายแดนจะดีกว่า...อยู่ที่นี่ไม่มีอะไรคืบหน้า”
“ใจเย็นๆ เราแบ่งหน้าที่กันทำ รวมทั้งแผนตัดหางของมันด้วย”
งิ้วเห็นด้วย
“ใช่...อีกอย่างถ้าพวกมันเคลื่อนไหวทางชายแดน จะต้องมีสิ่งของยุทโธปกรณ์เข้ามาสนับสนุนต้องผ่านทางเราก่อนยังไงก็ได้บู๊ชัวร์”
ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น อภิชาติรับสาย
“ก็ได้...ที่ไหน...โอเค” อภิชาติวางสายหน้าเคร่งเครียด “ทางนายดำรงกลัวว่าพวกอินเตอร์บิสจะส่งคนไปเก็บ”
จักจั่นกับงิ้วต่างมองหน้ากัน...อภิชาติออกความเห็น
“ผมคิดว่าเราควรช่วยคุ้มกันนายดำรง”
งิ้วแย้งขึ้น
“เสียเวลาเปล่า...ไม่เกี่ยวกับเรา”
จักจั่นนิ่งคิด
“แต่ถ้านายดำรงหายเอ๋อ...เปิดเผยชื่อของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องได้ ทุกอย่างเป็นโมฆะ อินเตอร์บิสก็จบเหมือนกัน จักจั่นว่าน่าจะไปดูซะหน่อย”
อภิชาติเห็นด้วย
“งั้นผมไปดูนายดำรง คุณสองคนคอยดูความเคลื่อนไหวทางอินเตอร์บิส”
จักจั่นยิ้ม
“กู๊ดไอเดียสวีทฮาร์ท”

เย็นนั้น ลุงเดชขับรถกระบะลุยเข้ามาในป่าแล้วเลี้ยวเข้าจอดข้างทาง
“อีกห้ากิโลถึงชายแดน เราลงที่นี่”
ทั้งหมดลงจากรถ เอากิ่งไม้มาสุมแล้วเดินเข้าไปในแนวป่า

ฤทธิชัยกราดสายตามองพวกมือปืนที่ยืนคุมอยู่รอบๆหมู่บ้าน พวกมันตรวจค้นชาวบ้านที่จะเข้าหมู่บ้านทุกคน มือปืนกลุ่มหนึ่งขับรถจิ๊ปเข้ามา พวกมันยกมือตรวจค้นอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็ให้รถจิ๊ปผ่านเข้าไป
“พวกมันมากจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ถึงกับต้องมีบัตรผ่าน”
ฤทธิชัยเคลื่อนตัวหายเข้าไปในแนวป่า

รถจิ๊ปขับตามกันมาตามเส้นทางจากชายแดน เพื่อที่จะเข้าไปยังหมู่บ้าน ทันใดนั้นรถจี๊บก็หยุดกึก มือปืนกวาดสายตามอง แล้วชะงัก เมื่อพบว่าฤทธิชัยในชุดดำใส่หน้ากากดำ ยืนขวางอยู่ตรงถนน
คนขับพูดเบาๆสั่นๆ
“พวกนางเสือ...”
“ใครฆ่ามันได้มีรางวัลใหญ่”
หัวหน้ามองฤทธิชัยตาวาวด้วยความโลภ...ฤทธิชัยตวาดไล่
“มาทางไหน ออกไปทางนั้น แผ่นดินไทย ไม่ต้อนรับคนอย่างพวกเอ็ง”
ขาดคำของฤทธิชัยหัวหน้าตะโกนลั่น
“ฆ่ามัน”
พวกมือปืนตวัดปืนสาดเข้าใส่ ฤทธิชัยตวัดปืนยิงเปรี้ยงพวกมันร่วงจากรถไปหนึ่ง แล้วเขาก็ดีดตัวแวบหายเข้าไปในป่า หัวหน้าสั่งลูกน้องทันที
“ฆ่ามันเอาเงินมาแบ่งกันเว๊ย”
พวกมือปืนตามฤทธิชัยเข้าไปอย่างรวดเร็ว...

พวกมือปืนกระจายกำลังเข้ามาในลาน ทันใดนั้นเงาของฤทธิชัยแวบผ่านไป หัวหน้าส่งสัญญาณมือให้ทุกคนโอบล้อม เข้าไปใกล้ มือปืนคนหนึ่งเดินกราดปืนผ่านพุ่มไม้ เห็นพุ่มไม้ไหวๆ ก็ย่องจ่อปืนเข้าไป ทันใดนั้นเงาร่างของฤทธิชัยลงมาจากด้านบน กระแทกร่างของมันล้มไป มือปืนคนนั้นดีดตัวขึ้นแต่ฤทธิชัยเตะโครมเข้าปลายคาง สลบไป ฤทธิชัยมองแล้วยิ้มอย่างพอใจลากมันเข้าไปในพุ่มไม้

อีกด้านหนึ่งพวกมือปืนกำลังล้อมเข้าไป ทันใดนั้นเสียงปืนดังเปรี้ยงๆๆๆๆ หัวหน้าหันขวับไปทางเสียงปืนก่อนจะสั่งการ
“ทางโน้น...เร็วเข้า”
พวกมือปืนต่างพรวดไปทางเสียงปืน จนกระทั่งโผล่มาเจอฤทธิชัย ยืนกราดปืนยิงเข้าไปในแนวไม้...หน้าตามอมแมม พวกมือปืนล้อมไว้ หัวหน้าเข้าไปถาม
“เฮ้ย...ยิงอะไรของเองว๊ะ”
“พวกนางเสือ มันตามล่าฉันมาถึงนี่”
มือปืนต่างมองหน้ากัน มือปืนคนหนึ่งบอกกับหัวหน้า
“พี่...พวกเราหายไปคนหนึ่ง”
“สงสัยโดนมันลากไปแล้ว...ฉันไปก่อนล่ะ”
ฤทธิชัยทำท่าจะวิ่งออกไป หัวหน้าเรียกไว้
“เดี๋ยว...เอ็งจะไปไหน”
“ฉันมีคำสั่งให้ไปที่หมู่บ้านทางทิศใต้”
“เอ็งมากับข้าที่หมู่บ้านทิศเหนือก็ได้...มีที่ว่างพอดี”
มือปืนพากันเดินผ่านไป ฤทธิชัยลอบยิ้มแล้วเดินตามพวกมันไป

ลุงเดชกับแสงเคลื่อนกายไปตามแนวป่า มองไปข้างหน้าเห็นทางเข้าหมู่บ้าน มีพวกชายฉกรรจ์ยืนระวังเป็นจุด ประมาณ 5 คนยืนระวังอยู่ทางด้านหน้า มีขอนไม้มาสุมขวางทางเข้าไม่ให้ใครผ่าน แสงกวาดตามอง
“พวกมันยึดหมู่บ้าน”
ลุงเดชครุ่นคิด
“เราต้องเข้าไปเป็นพวกมัน...หาทางสืบแผนของมันให้ได้”
ทั้งสองเคลื่อนกายออกไป

รถจิ๊ปขับเข้ามาที่ทางเข้าหมู่บ้าน จนมาถึงด่าน ฤทธิชัยนั่งนิ่งอยู่บนรถกับพวกมัน หัวหน้ามือปืนที่คุมด่านเข้ามาถาม
“เฮ้ย...พวกเอ็งเป็นใคร จะไปไหน”
หัวหน้าที่นั่งอยู่บนรถรีบตอบกลับไป
“พวกข้าจะมาประจำที่นี่”
หัวหน้าด่านมองกราดทุกคน...ฤทธชัยทำไม่รู้ไม่ชี้
“บัตร...”
หัวหน้ามือปืนดึงบัตรดำออกมาให้มันดู หัวหน้าด่าน พยักหน้า แล้วเดินมายังทีละคน แต่ละคนควักบัตรออกมาให้มันดู มันพยักหน้าอย่างพอใจ จนกระทั่งเดินมายืนตรงหน้าฤทธิชัย...ชายหนุ่มมองหน้ามันอึดใจ ในที่สุดเอามือล้วงบัตรออกมาให้ดู มันพยักหน้าแล้วหันไปโบกมือให้มือปืนที่ด่านเปิดทางให้...รถจิ๊ปค่อยเคลื่อนออกไป

ลุงเดชกับแสงเดินเข้าไปหาพวกชายฉกรรจ์ที่ด้านหน้าหมู่บ้าน ชายฉกรรจ์ต่างยกปืนพร้อมยิง หัวหน้าเข้ามาขวาง
“พวกเอ็งมาจากไหน”
ลุงเดชหน้านิ่งบอกเสียงเรียบ
“ข้าจะไปหมู่บ้านทางเหนือ ขอพักซักคืน”
“พวกเอ็งมีบัตรหรือเปล่า”
ลุงเดชกับแสงมองหน้ากัน ลุงเดชอึกอัก
“พวกข้า...”
หัวหน้าจ้องปืนใส่ ลูกน้องรีบทำตาม
“เฮ้ย...ขยับ...เอ็งตาย”
ลุงเดชกับแสงต้องอยู่เฉยพวกมันเข้ามายึดปืนและข้าวของ
“ลากคอพวกมันไปมัดทิ้งไว้ในป่า ปล่อยให้มันตายอย่างทรมาน”
พวกชายฉกรรจ์ช่วยกันผลักช่วยกันคุมลุงเดชกับแสงออกไป แต่แล้ว หัวหน้าก็พูดขึ้น
“หยุดเว๊ย...”
ชายฉกรรจ์ต่างหยุด หัวหน้าเดินเข้ามาจ้องหน้าลุงเดชกับแสง
“เอ็งมีบัตรประชาชนทำไมไม่บอก”
ลุงเดชกับแสงต่างมองหน้ากัน แปลกใจ

รถจิ๊ปเข้ามาจอดที่หน้าบ้านชาวบ้านหลังหนึ่ง หัวหน้าสั่งการทันที
“เฮ้ย...เอ็งสองคน จัดการเคลียร์พื้นที่”
มือปืนสองคน กระโดดลงจากรถ แล้วขึ้นไปบนบ้าน...ฤทธิชัยกวาดตามอง อึดใจพวกมันก็ลากชาวบ้านหญิงชายสองคนลงมาจากบ้าน อีกคนหนึ่งโยนถุงผ้าตามมา
“รีบไป...ก่อนที่จะเจอลูกปืน”
ชายชาวบ้านรีบประคองผู้หญิงที่คว้าถุงผ้า แล้วพากันวิ่งออกไป ฤทธิชัยได้แต่วางเฉย หัวหน้าหันไปบอกสมุน
“เอาเว๊ยตามสบาย...บ้านข้าเอง”
พวกมือปืนต่างหัวเราะโดดลงจากรถพากันลุยขึ้นไปบนบ้าน...ฤทธิชัยค่อยๆก้าวลงมาจากรถสีหน้าเยือกเย็น

ที่ลานบ้านของหัวหน้า...ลุงเดช แสง หัวหน้า และชายฉกรรจ์อีก2-3 คน ต่างนั่งล้อมวงกัน
หัวหน้าหันมาคุยกับลุงเดชและแสง
“พวกฉันคอยดูไม่ให้พวกนอกชายแดนมายึดหมู่บ้าน...ยึดผืนแผ่นดินไทย”
ลุงเดชยิ้มดีใจ
“พวกฉันได้ข่าวว่ามีพวกมันเข้ามา ก็เลยมาคอยระวังพวกมันเหมือนกัน”
แสงยิ้มยินดี
“ฉันดีใจที่มีคนคอยป้องกันแผ่นดิน”

ทันใดนั้นเสียงปืนดังสนั่นมาจากทางด้านหน้า ทุกคนผุดลุกขึ้นแล้ววิ่งพรวดออกไป

สัตยาหน้าเคร่งเครียดหัวเสีย...กำจรพรวดเข้ามา

“เกิดอะไรขึ้นครับ...”
“คนร้ายคือผู้กองฤทธิชัย กับนายอภิชาติ จับตัวนายดำรงไป”
“คิดว่าเป็นการปิดปากที่นายดำรงจะแถลงข่าวเรื่องคณะกรรมการที่ฮั๊วการประมูลหรือเปล่าครับ”
“แน่นอนที่สุด...เพื่อปกปิดความผิดของตนที่ร่วมกันกระทำกับท่านรองก้องเกียรติ”
สัตยาเดินออกไป กำจรหันมาหากล้อง
“ถ้านายดำรงไม่สามารถจะแถลงข่าวได้...แน่นอนที่สุดอินเตอร์บิสจะเป็นผู้ได้รับสัมปทานของโครงการณ์ทั้งหมดแม้ว่าจะต้องรอผลการยืนยันอีกครั้ง แต่ก็เชื่อขนมกินได้เลยครับว่า ผลการยืนยันจะต้องเหมือนเดิม ผม กำจร แสงรุ่งเรืองรายงาน”
โจอยู่ในห้องทำงานมองภาพข่าวในจอทีวีก่อนจะปิดทีวี...โจหันมาทางจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีเงาของนายใหญ่อยู่ในจอ
“อาจารย์ คายามัง เหลวไม่เป็นท่า”
“แต่ก็ทำให้นายดำรงบ้า...จำอะไรไม่ได้นะครับ”
“ยังไม่ดีพอ...ถ้าเกิดพรุ่งนี้มันจำขึ้นมาได้ เราจะเดือดร้อน”
“ผมจะหาทางจบเรื่องนี้ให้ได้ครับ”
“ช้าไปแล้ว...ป่านนี้พวกนายดำรงต้องวางกำลังอย่างหนาแน่นจะเข้าไปเก็บมันไม่ใช่เรื่องง่าย...ท่าทางคุณนั่นแหละ จะเป็นฝ่ายจบ”
คอมดับวูบ...โจยกหูโทรศัพท์บนโต๊ะ....
“เตรียมรถ”

อภิชาติขับรถมาบนถนนสายหนึ่ง แล้วพูดขึ้น
“รีบติดต่อให้คนของนายดำรงมารับตัวไปดีกว่า”
ทุกคนมองดำรงที่นั่งเอ๋ออยู่ ฤทธิชัยหันไปหาอภิชาติ
“คงต้องยังงั้น...แต่ตอนนี้เร่งหน่อยเพื่อน รถคันนี้ต้องติด จีพีเอส บอกตำแหน่งชัวร์พวกมันต้องมีหน่วยสองตามมาแน่ๆ”
งิ้วมองกระจกข้าง
“ไม่ทันแล้วค่ะ มาแล้ว”
ทุกคนหันไป มีรถตู้ของพวกมันตามหลังมา

ที่โรงงานลึกลับ...นาคีนอนหลับตาพริ้มอยู่ในอ่างน้ำสีทอง ร่างของโจกับคายามังก้าวเข้ามา
“อาจารย์พลาด...แต่ผมถูกเล่นงาน แบบนี้ใช้ไม่ได้”
“มีคนฝีมือสูงมาขัดขวาง...แต่ไม่ต้องห่วง ยิ่งนานวัน นาคียิ่งพลังจะสูงขึ้น ของแบบนี้ต้องใช้เวลา
นายใหญ่ควรจะเข้าใจ”
โจเย็นลง
“อืม...ความจริงก็สวยดีนะ อาจารย์คิดว่า...”
คายามังยิ้ม
“ใครก็ตามที่คิดเชยชมนาคี...โดยที่นาคีไม่เต็มใจ จะต้องสังเวยชีวิต อย่างแน่นอน”
“เอาล่ะ...รีบจัดการให้ได้ก็แล้วกัน ไม่ยังงั้นนายใหญ่ ไม่เก็บอาจารย์ไว้แน่...”
โจเดินออกไป คายามังยิ้มเยาะดินออกไป...

ค่ำนั้น รถวิ่งไปบนถนนเปลี่ยว...ฤทธิชัยสะบัดหัวเหมือนไล่ภาพนางงู ออกไป ดาวนั่งใกล้สังเกตเห็นพอดี
“คุณหนึ่งเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
“ไม่เป็นไรครับ...แค่เห็นภาพหลอนนิดหน่อย”
ดาวมองกังวล...ฤทธิชัยหันไปเร่งอภิชาติ
“นี่นายจะให้พวกมันตามไปถึงไหนเพื่อน”
“แถวนี้ถิ่นฉัน...ข้างหน้ามีทางโค้ง...ทุกคนเตรียมตัว”
รถ เอส ยู วี วิ่งไปอย่างเร็ว สักครู่รถตู้ตามมา

รถตู้พวกมันวิ่งตามมาแต่พอเลี้ยวโค้ง คนขับก็ถึงกับตาเหลือก เพราะเห็นรถของ เอส ยู วีจอดขวางอยู่...มันเบรคเอี๊ยดหยุดห่างจากรถ เอส ยู วี แค่เส้นยาแดง...พวกมันถอนหายใจ แล้วรีบลงมาจากรถ ทั้งหมดมี 5 คน พวกมันกราดปืนไปมาล้อมรถ เอส ยู วี ทันใดนั้นเสียงฤทธิชัยดังขึ้น
“ทิ้งปืนให้หมด”
พวกมันหันกลับมาก็พบว่าฤทธิชัย ดาว จักจั่น งิ้ว ยืนอยู่ เล็งปืนมาที่พวกมัน ดาวยิ้มเย้ย
“อย่าคิด...พวกแกเร็วไม่พอ”
แต่แล้วพวกมันต่างตวัดปืนเข้าใส่...ฤทธิชัย ดาว จักจั่น งิ้ว สาดกระสุนเข้าใส่พวกมัน จนล้มคว่ำหมดในที่สุด จักจั่นถอนใจ
“พวกมันไม่กลัวตาย...หรือว่าโง่กันแน่”
ฤทธิชัยพูดขึ้นเรียบนิ่ง
“พวกมันไม่มีทางเลือก...ถ้าปล่อยให้เราหลุดไป พวกมันก็ต้องตายอยู่ดี”
ทั้งสามต่างเดินมามองร่างของพวกมัน จักจั่นมองปลงๆ
“นี่แหละที่เค้าว่า คบคนพาล...พาลพาไปหาผิด คบคนผิด...พาลพาไปตายกันหมด”
งิ้วมองจักจั่นอึ้งๆ
“โห...คิดได้ไงคล้องกันน่าดู”
ดาวกับฤทธิชัยต่างมองหน้าจักจั่นกลั้นยิ้ม...แล้วเดินออกไป...งิ้วหันมายิ้มให้จักจั่นแล้วรีบเดินออกไป จักจั่นรีบเดินตามไป อภิชาติ พาดำรงออกมาจากพุ่มไม้ข้างทาง
“ทุกคนสนุกกันใหญ่ แต่ผมต้องอยู่กับนายเอ๋อ...”
ทุกคนพากันยิ้มขำ

รถตู้คันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอดหน้าโรงงานลึกลับ มีเจ้าหน้าที่ และ นพ ยืนคอยอยู่ ฤทธิชัย ดาว อภิชาติ จักจั่น งิ้ว ก้าวลงมาจากรถ ดาวยิ้มให้นพ
“ขอบคุณมากนะคะ คุณนพ ที่ส่งรถไปรับ”
“สบายมากครับ...แล้วนายดำรง”
ฤทธิชัยเข้ามา
“ปลอดภัย...ส่งตัวไปให้พวกหุ้นส่วนเรียบร้อย”
อภิชาติท่าทางหิว
“มีอะไรทานมั๊ยครับคุณนพ...รู้สึกว่าท้องจะร้อง”
นพยิ้ม
“จัดไว้แล้วครับ...เชิญทุกคนด้านในเลยครับ”
อภิชาติยิ้มออกมาได้
“สุดยอด...ไปสาวๆ”
ทุกคนเดินไป ฤทธิชัย หันมาหานพ
“ที่นี่ปลอดภัยแค่ไหน”
“เราจัดกำลังคอยระวัง 24 ชั่วโมง ถ้ามีคนบุกรุกเราสามารถถอยและระเบิดทำลายทุกอย่างได้ภายในพริบตา...พวกมันจะไม่ได้ข้อมูลอะไรเลย”

ฤทธิชัยพยักหน้าอย่างพอใจ ตบไหล่นพเบาๆ แล้วเดินออกไป...นพหันกลับเดินไปอีกด้านหนึ่ง

ดาว จักจั่น และงิ้ว เดินมาถึงทางแยกไปห้องพัก งิ้วบ่นอย่างเสียดาย

“เสียดายไม่ได้ลุยกับนางงู”
“คุณงิ้วไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ จักจั่นคิดว่าต้องได้เจออีกแน่”
งิ้วยิ้มหน้าตาบ่งบอกพร้อมลุย
“แต่ขอบอกก่อนนะคะ นางงู ฝีมือร้ายกาจมาก อาจมีวิชาอาคมด้วย...ดาวไม่อยากให้คุณงิ้วประมาท” ดาวเตือน
งิ้วพยักหน้า
“รับทราบค่ะ...”
ทั้งหมดต่างยิ้มให้กัน
“กู๊ดไนท์ค่ะ”
งิ้วเดินออกไป ดาวกับจักจั่นต่างมองหน้ากัน ดาวหน้าเคร่งเครียด จักจั่นเห็นบางอย่าง
“เอ๊ะ...ไหล่พี่ดาว”
ไหล่ของดาว มีรอยเป็นจุด มีคราบสีดำซึมออกมาตรงเสื้อ
“ซู่ส์...ไปที่ห้องพักก่อน”
ดาวเดินออกไป...จักจั่นเป็นกังวล

ฤทธิชัยกับอภิชาติ นั่งคุยกันอยู่ในห้องพักของอภิชาติ ฤทธิชัยต่อว่า
“แกอย่าเว่อร์...”
อภิชาติเห็น ฤทธิชัยหน้าตาซีเรียสก็ทักขึ้น
“สีหน้าแกไม่ดีเลยเพื่อน”
“นางงู ฝีมือร้ายกาจน่ากลัวมาก”
อภิชาติยิ้ม
“แต่คงไม่ร้ายเท่านางเสือ...แฟนนาย”
ฤทธิชัยนิ่งไม่ตอบ...อภิชาติอึ้งๆไป
“อย่าบอกนะเพื่อน...”
ฤทธิชัยพยักหน้า
“คุณดาวกับคุณจักจั่นสองคน ยังเอาไม่อยู่ ฉันพรวดเข้าไปพอดี...นางงูเลยหนีไป”
“อย่างนี้ไม่ดีแน่...ถ้าพวกมันมีนางงูที่มีฝีมือเหนือนางเสือ แล้วใครจะหยุดพวกมันได้”
ฤทธิชัยกับอภิชาติต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด

จักจั่นกับดาวเดินเข้ามาในห้องพัก จักจั่นรีบปิดประตูดาวเดินไปที่โต๊ะนั่งลงแล้วตรวจดูที่ไหล่
“อะไรกันแน่คะพี่ดาว”
“เดี๋ยวก็รู้”
ดาวเอามือรองที่ใต้จุดดำ แล้วท่องมนต์ ปรากฏว่ามีแท่งสีดำออกมาจากจุดดำที่ไหล่แล้วหล่นลงที่ฝ่ามือที่รองรับอยู่ลักษณะเหมือนลิ่มเล็กๆที่ดำยาวประมาณครึ่งนิ้ว...แผลที่หัวไหล่หายไปในที่สุด จักจั่นมองอย่างสงสัย
“นางงูปล่อยอะไรมากันแน่”
ดาวเดินไปที่ชั้นวางแก้ว หยิบถ้วยกาแฟมาที่โต๊ะแล้วเทลิ่มพิษในฝ่ามือลงไปในถ้วยกาแฟ ทั้งสองเพ่งมองแท่งลิ่มสีดำที่อยู่ในถ้วยกาแฟ ทันใดนั้นก็ต้องประหลาดใจที่เห็นลิ่มสีดำค่อยๆละลาย เหมือนน้ำแข็งละลาย...ในที่สุดละลายเป็นน้ำเหลวอยู่ในถ้วยกาแฟดาวตะลึง
“พิษงู...”
“มาได้ยังไง...ต้องถูกงูฉกหรือกัดก่อนไม่ใช่เหรอพิษถึงจะเข้าร่าง”
ดาวหน้าเครียด
“นางงูร้ายกว่าที่เราคิดซะแล้ว”
“อย่าบอกนะว่านางงู ใช้พลังปล่อยพิษออกมา”
ดาวพยักหน้า
“พลังที่ทำให้พิษงูแข็งเหมือนลูกปืนที่ยิงเข้าร่างมนุษย์ หลังจากนั้นก็จะละลายเข้าสู่เส้นเลือดและเข้าหัวใจฆ่าศัตรูตายในที่สุด”
“โห...แสบมาก”
“พวกเราไม่เป็นไร เพราะได้พรจากสวรรค์ แต่คนอื่นๆคงยากที่จะพ้น”
“เราจะทำยังไงดีคะ ลุงเดช พ่อแสง กับพวกสมาชิกโจรยังพอจะพูดกันรู้เรื่อง แต่คนอื่นคงไม่มีใครเชื่อ”
“เราต้องกำจัดนางงู ให้เร็วที่สุด”
ดาวหน้าเคร่งเครียด...ทั้งสองต่างมองพิษงูสีดำที่อยู่ในถ้วยกาแฟ

ดาว จักจั่น อภิชาติ ฤทธิชัย อยู่ในห้องรับรองของหน่วยพิเศษ...อภิชาติพูดขึ้น
“เราจะกำจัดนางงู ได้ยังไง...ในเมื่อเราไม่รู้ว่านางงู อยู่ที่ไหน”
ดาวคิดๆ
“มีบางอย่างที่ทำให้ดาวคิดว่า คุณหนึ่งกับนางงู สามารถสื่อถึงกันได้”
อภิชาตินึกได้
“ใช่แล้วเพื่อน นางงู ปิ๊งนาย”
ฤทธิชัยชะงักนิ่งไปนิดก่อนจะตัดสินใจ
“ก็ได้ผมจะลองตั้งสมาธิดู”
ทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดกังวล ขณะเดียวกันนั้นงิ้วเข้ามา
“แอบมาคุยอะไรกันคะ”
ทุกคนหันไปมองงิ้วที่เดินยิ้มเข้ามา ทุกคนลอบสบตากัน
“ท่าทางจะเป็นเรื่องสำคัญ”
ดาวหันมาบอก
“เรากำลังคุยเรื่องที่พวกมือปืนของนายดำรง ตายเพราะถูกพิษงูแล่นเข้าสู่หัวใจ”
จักจั่นเสริม
“เรากำลังคิดว่าจะช่วยเจ้าหน้าทุกคนที่ต้องเผชิญกับนางงู ได้ยังไง”
“ไม่เห็นยากเลย...ถ้าเรามีตัวอย่างของพิษงู เราก็สามารถสกัดยาแก้พิษได้...ให้ทุกคนกินป้องกันไว้ก่อน” งิ้วแนะ
อภิชาติเข้าใจ
“เยส...เหมือนฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัด”
ดาวยิ้มออกมาได้
“เส้นผมบังภูเขาแท้ๆ...เก่งมากค่ะคุณงิ้ว”
ทุกคนต่างยิ้มอย่างตื่นเต้น
“ขอบคุณค่ะ...แต่ขอถาม ใครจะเป็นคนรีดพิษจากนางงู”
จักจั่นลอบสบตากับดาว
“เรื่องนี้ดาวจัดให้เองค่ะ”

ทุกคนยิ้ม...ต่างตื่นเต้นที่สามารถหาทางต้านนางงูร้ายได้

ป่านางเสือ 2 ตอนที่ 6 (ต่อ)

นพเดินกราดสายตาไปรอบๆ จนมาถึงจุดที่มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งยืนอยู่

“เรามีแขกสำคัญ คืนนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ”
“ครับผม”
นพพยักหน้าเดินผ่านไป

ฤทธิชัยนั่งสมาธิอยู่บนเตียง ภาพในสมาธิปรากฏเป็นทิวทัศน์สวยงามยามกลางวัน ร่างของฤทธิชัยเดินอยู่ท่ามกลางแมกไม้ ตรงหน้ามีนาคียืนอยู่
“ท่านต้องการพบเรา”
“ผมเพียงแต่ไม่ต้องการเป็นศัตรูกับคุณ”
นาคียิ้มหวานเดินเข้าใกล้
“แต่เราพึงใจท่าน...ตั้งแต่แรกที่ได้สบตาท่าน”
“ผมเสียใจที่ต้องปฏิเสธ ผมมีคนรักอยู่แล้ว”
นาคีถอนใจ
“ถ้าเพียงท่านยอมให้เราอยู่ในอ้อมกอดท่านสักครั้ง...เรายินดีที่จะไปโดยดี”
ฤทธิชัยนิ่งคิด นาคีเดินเข้ามาใกล้ ทันใดนั้นร่างของดาวปรากฏมาขวางไว้พอดี นาคีคาดไม่ถึง ดาวดันฝ่ามือออกไป นาคีดีดตัวถอยไปได้ทัน สายตาแวววาวพุ่งเข้าหาดาวกระแทกฝ่ามือออกมา ดาวเอาฝ่ามือรับต้านไว้ แต่สู้แรงนาคีไม่ได้เซ นาคีเงื้อมือพร้อมที่จะซ้ำดาวแต่ฤทธิชัยพุ่งตัวเข้ามาขวางไว้ถูกฝ่ามือของนาคีกระแทกลอยกลิ้งไปกับพื้น ดาวตกใจ
“คุณหนึ่ง”

ฤทธิชัยลืมตาขึ้น เห็นดาวกำลังสู้กับนางงู อยู่ตรงหน้า ดาวถูกนาคีกระแทกกระเด็นไป นาคีฟาดซ้ำแต่ ฤทธิชัยพุ่งเข้าไปเอาแขนรับไว้ได้ทันท่วงที นาคีจ้องฤทธิชัยอย่างผิดหวัง พอดีดาวเข้ามาผลักฝ่ามือเข้าใส่ถูกนาคีกระเด็นออกไป นาคีจ้องดุดันในที่สุดแวบพุ่งพรวดออกจากประตูไป
“จะรีบไปไหน”
ดาวแวบพรวดออกประตูตามไป
“ระวัง”
ฤทธิชัยแวบตามออกไปติดๆ

นาคีแวบออกมา แต่แล้วร่างของดาวก็แวบตามมา ต่อสู้กันตรงลาน เจ้าหน้าที่รักษาการสองคนหันมาเห็นพอดี วิ่งเข้ามาปืนในมือกราดไปที่การต่อสู้ พอดีนาคีกระแทกร่างของดาวกระเด็นออกไป เจ้าหน้าที่ตะโกนสั่ง
“หยุด...”
นาคีหันมาสะบัดมือใส่ ร่างของเจ้าหน้าที่สองคนลอยออกไปทรุดที่พื้น ดาวพุ่งเข้าใส่แต่นาคีสะกัดไว้ได้ พร้อมตอบโต้ ทั้งสองสู้กันดุเดือดแต่นาคีจะเหนือกว่าในที่สุด ดาวก็ตกเป็นรอง พอดีฤทธิชัยแวบเข้ามาขวาง นาคีโกรธเข้าลุยทั้งเตะต่อยคาราเต้กังฟู ฤทธิชัยรับได้สองชุดก็ถูกนาคีกระแทกกระเด็นออกไป ทันใดนั้น เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว นาคีกระดอนไปตามแรงปืน หันหน้าควับมองเป็นอภิชาติ จักจั่น งิ้ว ถือปืนจ้องมา นาคีจ้องมายังทั้งสามคน พลันสายตามีแสงแวบออกมา ดาวรีบตะโกนบอก
“ระวัง...อย่ามองแสง”
ทุกคนรีบหันหน้าหนีหลับตา นาคีแวบสองครั้งก็ข้ามกำแพงโรงงานออกไป ฤทธิชัยกราดปืนตามแต่ไม่ทัน ดาวเดินเข้ามาพร้อมกับอภิชาติ งิ้ว และ จักจั่น งิ้วพึมพำ
“นางงู ร้ายกาจอย่างที่ว่าจริงๆ”
ทุกคนต่างมองหน้ากัน ในขณะที่นพกับเจ้าหน้าที่ 4-5 คนพากันวิ่งเข้ามายังที่เกิดเหตุ

รถตู้สองสามคันจอดอยู่นพยืนสั่งการให้เจ้าหน้าที่ต่างขนของขึ้นรถกันวุ่นวาย นพเดินมาที่กลุ่มของดาว ฤทธิชัย จักจั่น อภิชาติ และ งิ้ว ฤทธิชัยหน้าเครียด
“ขอโทษด้วยคุณนพ พวกเราทำให้พวกมันรู้ฐานลับของคุณ”
อภิชาติจ๋อยๆ
“อีกแล้ว”
นพยิ้ม
“เรื่องเล็กครับ พวกเราต้องย้ายทุกๆเดือนอยู่แล้วเพื่อไม่ให้พวกมันรู้...ผู้กองจะให้ไปส่งที่ไหนครับ”
“ผมกับคุณดาวจะกลับบ้านดอนเสือ”
“ผม คุณจักจั่น คุณงิ้ว คิดว่าจะหลบอยู่กับพวกคุณซักพัก...คอยจับตาดูนายดำรงแล้วก็พวกมัน”
งิ้วเสริม
“แล้วคอยตามผลเรื่องพิษงูด้วยค่ะ”
นพยิ้มรับ
“ด้วยความยินดีครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ”
นพเดินออกไป ดาวหันไปหาจักจั่น
“จักจั่นระวังตัวด้วย นางงู มีฝีมือ ถ้าวู่วามจะทำให้คนอื่นได้รับอันตราย”
“เจ้าค่ะ...”
ทุกคนยิ้ม ฤทธิชัยตบบ่าอภิชาติ
“เพื่อน ฝากดูสาวๆ ด้วย”
อภิชาติยิ้มรับ
“แน่นอนอยู่แล้ว”
ดาวยิ้มให้งิ้ว
“แล้วพบกันค่ะคุณงิ้ว”
งิ้วยิ้มตอบ
“ถ้าเจอนางเสือละก็...บอกให้มาช่วยปราบนางงู ด้วยนะคะ ด่วนสุดๆ”
ทุกคนต่างยิ้ม ดาวยิ้มรับ
“ได้ค่ะ...แต่เห็นฝีมือนางงู แล้ว...ไม่มั่นใจเหมือนกันว่า นางเสือจะปราบไหวหรือเปล่า”
ฤทธิชัยก้าวมายืนตรงหน้าดาวสบตา
“ผมมั่นใจว่าไหว”
ดาวจ้องตอบหน้าเคร่งไม่มีรอยยิ้ม

สายๆของวันใหม่...ป้าเนียนกับจันจิราดูแลคนเจ็บอยู่ที่สถานีอนามัย ป้าเนียนหันไปถามคนเจ็บ
“ทุกคนได้ข่าวนายเกื้อตายแล้วใช่มั๊ย...จำไว้เป็นตัวอย่างก็แล้วกัน...เอาเงินเค้ามาแล้วไม่ใช้ก็เป็นแบบนี้”
คนเจ็บแย้งขึ้น
“ก็เพราะนางเสือนั่นแหละ ปิดค่าย ทำให้ไอ้เกื้อไม่มีงานไม่มีเงิน”
จันจิราขัดขึ้น
“เป็นเพราะนายเกื้อเอาเงินของนายวิวัฒ์มากินเหล้ามาเล่นการพนันจนหมดตัวมากกว่า”
ป้าเนียนหน้านิ่ง
“ไม่มีใครให้เงินใช้ฟรีๆหรอก”
ชาวบ้านคนหนึ่งเถียง
“ถ้าค่ายตัดไม้ไม่ปิด...มันก็ยังทำงานได้เงิน”
เสียงพวกชาวบ้านและคนเจ็บส่งเสียงเห็นด้วย ป้าเนียนกับจันจิราต่างมองหน้ากัน ป้าเนียนพึมพำ
“ถ้าไอ้พวกนี้ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ไอ้พวกซื้อเสียงคงไม่ได้เข้าไปนั่งในสภา บ้านเมืองต้องเจริญขึ้นเป็นร้อยเท่า”

จันจิราอดขำไม่ได้

อาตงนั่งอยู่บนไหล่ของไผ่ ขยับขึ้นขยับลง อาตงหัวเราะอย่างสนุก จันจิรา ยืนตบมือให้จังหวะกับเม่งจู แม่สมพรกับแสงนั่งอยู่ที่แคร่หน้าลาน มองอย่างสนุกไปด้วย

ทันใดนั้นเสียงสายลมร้องก้องมา ไผ่หยุดเต้นกราดสายตาไปบนท้องฟ้าลุงเดชเดินเข้ามาเข้ามา
“สายของเราเห็นขบวนพวกมัน...รายงานว่าพวกมันใช้เส้นทางหลัก ไม่หลบเหมือนทุกครั้ง”
แสงเดินมา ไผ่หย่อนอาตงลงจากบ่า
“ไปเล่นกับแม่สมพรก่อนไป”
เด็กสองคนวิ่งไปที่แม่สมพร เสียงสายลมร้องก้องมาอีก ไผ่คิดๆ
“มันคิดท้าทายนางเสือ แสดงว่ามัน ต้องเตรียมพร้อมมาอย่างแน่นอน”
แสงหน้านิ่งเอาจริง
“เราก็สนองพวกมันให้เต็มที่”
สมาชิกโจรเข้ามา
“พวกเราพร้อมแล้วครับ”
ไผ่หันมาบอกแสงกับลุงเดช
“ผมกับจันจิราจะล่วงหน้าไปก่อน”
จันจิราเดินเข้ามายืนใกล้กับไผ่ ลุงเดชเตือน
“ระวัง...อย่าประมาท”
“ครับผม”
ไผ่กับจันจิราก้าวออกไป ลุงเดชกับแสงมองตาม เสียงสายล้มร้องก้องมา ตามด้วยเสียงของสายฟ้า ลุงเดชฟังหน้าเคร่งเครียด แสงมองลุงเดชอย่างแปลกใจ
“มีอะไรหรอลุงเดช”
“สายลมกับสายฟ้า...ผิดปกติยังไงไม่รู้”
“คิดมากน่า...ฉันว่าก็เหมือนเดิมทุกครั้งนั่นแหละ”
แสงเดินออกไป...ลุงเดชหน้าเคร่งเดินตามไป

รถจิ๊ปบรรทุกพวกมือปืน 4-5 คนอาวุธพร้อม วิ่งนำรถบรรทุกคอนเทนเนอร์ขนาดกลาง วิ่งมาตามเส้นทางถนนในป่า ไผ่ในชุดทีมนางเสือพุ่งเหนือยอดไม้ ไปดักหน้าพวกมัน ตามด้วยร่างของจันจิราในชุดนางเสือ ผ่านหายเข้าไปในยอดไม้ตามไผ่ไปติดๆ

ไผ่พุ่งออกมาจากยอดไม้ ร่อนลงบนกิ่งไม้ใหญ่เหนือเส้นทาง...ตามด้วยร่างของจันจิราที่ร่อนลงมายืนคู่กัน เสียงสายลมร้องก้อง เสียงสายฟ้าคำรามก้อง จันจิราแปลกใจ
“เสียงของสายลมกับสายฟ้า ดูเหมือนดุดันตื่นเต้นกว่าทุกครั้ง”
“บางอย่างน่าสงสัย ระวังตัวให้ดี”
ทันใดนั้นตรงหน้าขบวนรถของพวกมันโผล่มาตามเส้นทาง ไผ่หันมาหาจันจิรา
“พร้อม”
จันจิราพยักหน้า ทั้งสองต่างร่อนลงมาขวางเส้นทาง คนขับรถเบรกเอี๊ยด ขบวนรถหยุด...ไผ่ประกาศก้อง
“ข้าบอกพวกเอ็งแล้ว ว่าถ้ากลับมาอีก ตายสถานเดียว”
พวกมือปืนต่างโดดลงจากรถ นาคีค่อยๆยืนขึ้นมา จันจิราพึมพำเบาๆ
“มีคนใหม่มาอีกแล้ว”
นาคี แวบลงมาที่พื้นประจันหน้ากับไผ่และจันจิราที่ยืนอยู่บนกิ่งไม้ นาคียิ้มเหี้ยม
“ท่านพบเราวันนี้ ก็มีแต่ตายสถานเดียว”
นาคีโบกมือ พวกสมุนของมันต่างรีบขึ้นรถแล้วขับออกไป ไผ่จ้องนาคีตาไม่กระพริบ ส่งพลังเสียงทิพย์บอกจันจิรา
“พี่คิดว่านี่คือนางงู...ทันทีที่พี่ลงมือรีบไปเตือนลุงเดชให้ถอยไปก่อน”
“แต่ว่า...”
“ไม่ต้องแต่ รีบไป”
ขาดคำไผ่ตวัดปืนในมือยิงกราดไปที่นาคีอย่างรวดเร็วถี่ยิบ...จันจิราแวบพุ่งหายเข้าไปในราวป่าอย่างรวดเร็ว ในขณะที่นาคี พุ่งม้วนตัวหลบกระสุนของไผ่ไปได้อย่างง่ายดาย กระสุนเลยไปถูกร่างของพวกมือปืนคว่ำไปสองคน นาคีร่อนลงกับพื้น...ทันใดนั้นปืนในมือก็ตวัดขึ้นมายิงสาดใส่ไผ่อย่างรวดเร็ว ไผ่ดีดตัวหลบไปได้เช่นกัน ทันใดนั้น นาคีดีดตัวพุ่งเข้าหาไผ่แล้วเข้าต่อสู้ประชิดตัวอย่างสูสี แต่แล้วนาคีได้เปรียบ กระแทกไผ่กระเด็นลอยทรุดไปที่พื้นแต่ไผ่ดีดตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทั้งสองต่างตวัดปืนเข้าหากัน

จันจิราพุ่งดิ่งออกมาจากแนวไม้ แต่แล้วเงาร่างสามเงาของพวกนินจา พุ่งเข้าสกัด จันจิราม้วนตัวร่อนลงมาที่พื้นดิน นินจาทั้งสามร่อนลงมาล้อมไว้
“ที่แท้พวกมันวางแผนมา”
จันจิรากราดสายตาเตรียมหาทางฝ่าวงล้อมออกไป นินจาสามคนเคลื่อนตัวไปมาพร้อมจู่โจม

ลุงเดช แสง และ สมาชิกโจรนับสิบ เคลื่อนตัวเข้าใกล้จุดหมายเข้าไปทุกที เสียงสายลมร้องก้อง สายฟ้าคำราม ลุงเดชกับแสงหยุดพลางยกมือส่งสัญญาณทุกคนหยุดการเคลื่อนไหว แสงนิ่งคิด
“อืม...สายลมกับสายฟ้า เสียงผิดปกติอย่างที่ลุงเดชว่า”
ทันใดนั้นเสียงปืนดังสนั่นมา ลุงเดชตะโกนลั่น
“ทางโน้น...เร็วเข้า”
ทั้งหมดพุ่งไปตามเสียงปืนทันที

ไผ่กราดยิงใส่ นาคีพุ่งตัวหลบพลางยิงสวนกลับมาเสียงปืนดังสนั่นจนกระสุนหมดด้วยกันทั้งคู่ นาคียิ้ม ตวัดมือโยนปืนทิ้งแล้วดีดตัวพุ่งเข้าหา ไผ่ตวัดมือไปทางด้านหลังเก็บปืนแล้วตวัดมือกลับมาแสงวับแววพุ่งตามมือ ออกมาด้วยเป็นมีดสั้นดิ่งเข้าหานาคี...นางงูพลิ้วหลบลงมายืนประจันหน้าไม่เป็นอะไร
“ฝีมือมีดสั้นของท่าน ยังอ่อนไป”
ไผ่ยืนนิ่งไม่ตอบ นาคีดีดตัวพุ่งเข้าหาทั้งสองต่อสู้ประชิดตัวอย่างดุเดือดแต่แล้วนาคีได้เปรียบเตะโครมไผ่เสียหลักลอยออกไป นาคีขยับตัวจะตามแต่ทันใดนั้นเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวร่างของนาคีหมุนติ้วสองรอบแล้วหยุดหลบพ้นลูกปืนได้อย่างง่ายดาย ลุงเดช แสง และ สมาชิกโจรนับสิบล้อมอยู่ นาคียิ้มเยือกเย็น ไผ่รีบตะโกนบอก
“ลุงเดช พ่อแสง ทุกคนถอยไป”

นินจาพุ่งเข้าใส่ จันจิราปะทะต่อสู้ประชิดตัว สามรุมหนึ่ง จันจิราคล่องตัวขึ้นพลิ้วตัวไปมาสกัดพวกมันไว้พลางตอบโต้จนพวกมันเข้าไม่ติดผลลัพธ์เสมอสูสี ต่างต่อสู้ติดพันกัน

นาคียิ้มเหี้ยม
“ไอ้พวกมนุษย์ผู้ชาย คิดรุมทำร้ายผู้หญิง”
นาคียกมือสองข้างรวบรวมพลังผมงูบนหัวขยับไปมาน่ากลัว...นาคีผลักมือสองข้างใส่ลุงเดชและแสงและพวกสมาชิกโจร ลุงเดชสั่งการ
“ล้มมันให้ได้”
พวกสมาชิกนับสิบยิงกราดกระสุนใส่นาคีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ไผ่ตะโกนลั่น
“ระวัง...”
ไผ่ดีดตัวพุ่งเข้าขวางพลังของนาคี แต่ช้าไปร่างของสมาชิกโจรร่วงกราวทรุดไปจนหมด ไผ่ขวางบังลุงเดชและแสงได้ทันท่วงที ไผ่จ้องประสานสายตากับนาคี
“ท่านก็ถูกพิษงูของเรา”

หน้าอกของไผ่ มีจุดดำปรากฏอยู่หลายจุด ลุงเดชคาดไม่ถึง แสงตะลึง

จันจิรากระแทกร่างของนินจาคนหนึ่งกระเด็นออกไป หญิงสาวดีดตัวถอยห่างพลางตวัดปืนออกมาจากด้านหลัง

“คิดจะถ่วงเวลาเหรอ”
จันจิราสาดกระสุนเข้าใส่พวกนินจาสามคน พวกมันดีดตัวเร็วหลบแล้วพรวดหายเข้าแนวป่าไปจันจิราพุ่งตัวกลับไปทางด้านเสียงปืน

ไผ่จ้องประสานตากับนาคีใบหน้ามีเหงื่อผุด นาคียิ้มก้าวเข้ามาใกล้ แต่แล้ว เสียงจันจิราก็ดังขึ้น
“พี่ไผ่”
ทุกคนหันขวับไปร่างของจันจิรายืนอยู่สายตาจ้องที่ไผ่เห็นหน้าอกเต็มไปด้วยจุดดำ จันจิราหน้าซีดเผือด นาคีจ้องมองจันจิราเขม็ง ทันใดนั้นจันจิราแวบเข้ามายืนตรงหน้าไผ่ ขวางระหว่างนาคีกับทุกคน ตวัดปืนขึ้นเล็งที่นาคี ใบหน้ามีน้ำตาไหลอาบแก้มนาคีจ้องเขม็ง
“แกต้องผ่านฉันไปก่อน”
นาคีนิ่งอึดใจผมที่เป็นงูกลายเป็นผมเหมือนเดิม ครั้งนี้เห็นแก่ความรักของผู้หญิงด้วยกัน
นาคีแวบพุ่งหายไปในแนวป่า ร่างของไผ่ทรุดลงนั่งสมาธิที่พื้น
“พี่ไผ่”
จันจิราปราดเข้าไป ไผ่หน้าเคร่งใช้สมาธิ ลุงเดชเข้ามาบอก
“หนูจันถอยมาก่อน”
จันจิราถอยออกมา ทั้งหมดจ้องที่ไผ่เป็นตาเดียว ทันใดนั้นจุดดำๆที่หน้าอกของไผ่เป็นเหมือนถูกพลังผลักออกมาจากด้านใน แท่งลิ่มสีดำพุ่งหลุดออกมาตกที่พื้น อึดใจก็ละลายกลายเป็นของเหลว ทุกคนต่างมองอย่างคาดไม่ถึง ไผ่ยังคงหลับตาอยู่

รถตู้ของหน่วยพิเศษแล่นเข้ามาในค่ายอาสา ผ่านด่านชาวบ้านอาสาโบกมือให้เข้าไป ดาวกับ ฤทธิชัยก้าวลงมาจากรถ รถตู้วิ่งออกไป
“คุณดาวเงียบมาตลอดทาง ไม่สบายหรือเปล่า”
ดาวยิ้ม
“เปล่าค่ะ แค่รู้สึกสังหรณ์ใจยังไงไม่รู้”
ทันใดนั้นเสียงสายลมร้องก้อง เสียงสายฟ้าคำรามร้อนรน ดาวกราดสายตาตั้งใจฟัง
“ไม่ดีแล้วค่ะ”

ไผ่ค่อยๆลืมตาขึ้นแล้วดีดตัวขึ้นเตรียมพร้อม สายตากราดไปมารวดเร็ว พอรู้ตัวยังนึกว่ายังต่อสู้อยู่ไม่รู้ว่าตนวูบไป แสงรีบบอก
“มันไปแล้วลูก”
ไผ่กราดสายตาไปรอบๆเห็นร่างสมาชิกโจรนับสิบ เขาพึมพำออกมา
“นางงู”
ลุงเดชหน้าเศร้าสลด
“พวกเราสูญเสียอย่างคาดไม่ถึง”
เสียงสายลมร้องก้อง ทุกคนขยับตัว ดาวกับฤทธิชัยร่อนลงมาจากที่สูงแล้วพรวดไปตรงที่ ร่างพวกสมาชิกโจร กราดสายตามองอย่างเศร้าใจ ดาวหันมาดวงตามีน้ำตาคลอ ในที่สุดก็เข้ามากอดซบอกฤทธิชัยร้องให้สะอึกสะอื้น ลุงเดช แสง ไผ่ จันจิราทั้งหมดต่างเศร้าเสียใจ เสียงสายลมร้องก้อง สายฟ้าคำรามเสียงยาวเบาแบบซึมเศร้า

ดาวซบอยู่ที่อกของฤทธิชัย แล้วค่อยๆถอยออกมา ตั้งสติระงับอารมณ์ได้ มือปาดน้ำตา แล้วหันมาทางไผ่ จันจิรา ลุงเดช แสง ซึ่งต่างก็เศร้าใจ
“พี่เสียใจ”
ดาวส่ายหน้า
“ดาวก็ต้านนางงู ไม่อยู่เหมือนกัน ไม่ใช่ความผิดของพี่ไผ่หรอกค่ะ”
ทุกชะงักอึ้ง ฤทธิชัยพูดขึ้น
“ตอนเผชิญหน้ากัน พวกเราสามคนถึงทำให้มันล่าถอยไปได้”
ดาวหน้าเครียด
“เราประมาทเกินไป เราปะทะกับนางงูหลายครั้งแต่ทำอะไรไม่ได้แม้แต่เส้นผม”
ไผ่หน้าเข้ม
“แต่นางงูก็ประมาทพี่ จนพลาดได้เหมือนกัน”
ทุกคนต่างมองมาที่เขา ไผ่ยิ้มดุดันชี้ไปที่ต้นไม้ทางด้านขวา ทุกคนหันไปมองแล้วคาดไม่ถึง เมื่อเห็นมีดสั้นของไผ่ที่พุ่งใส่นาคีแล้วนาคีคิดว่าไผ่ฝีมือไม่ถึงปักที่คอของงูซึ่งคือผมของนาคี ติดอยู่ที่ต้นไม้ ทุกคนต่างปราดเข้าไปมองดูอย่างตื่นเต้น ไผ่กระชากมีดสั้นออก ส่วนหัวงูติดอยู่ใบมีด ฤทธิชัยยืนมือมาไผ่ส่งให้ ฤทธิชัย รับมีดมามองดูหัวงู
“ดี...ผมจะรีบส่งไปให้หน่วยพิเศษตรวจ หาทางสกัดยาแก้พิษของมันให้ได้”
ทันใดนั้นไผ่เซและล้มลง แสงรับไว้ได้ทันท่วงที จันจิราตกใจ
“พี่ไผ่...”

ที่สถานีอนามัย... ดาวหน้าเคร่งเครียดมองไผ่ที่นอนอยู่บนเตียง ป้าเนียนยืนอยู่ข้างๆ จันจิราโล่งใจ
“พี่ไผ่ขับพิษออกหมดแน่นอน...ปลอดภัยแล้วค่ะ”
ป้าเนียนยิ้ม
“คงเพลีย...ตื่นขึ้นมาก็วิ่งลุยเหมือนเดิม”
ดาวฝืนยิ้มพยักหน้าไม่พูดแล้วเดินออกจากห้องไป ป้าเนียนกับจันจิราต่างมองหน้ากัน
“ป้าไม่เคยเห็นหนูดาวเงียบแบบนี้เลย”
จันจิราถอนใจ
“นางงู ฝีมือน่ากลัวจริงๆป้า หนูเพิ่งเห็นพี่ไผ่พ่ายแบบนี้เป็นครั้งแรก”
ป้าเนียนกังวลใจ ทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างเตียงพูดไม่ออก จันจิรามองไผ่แล้วถอนใจ

ที่ค่ายสมาชิกโจร...ทั้งหมดกำลังปรึกษากัน
“ดาวไม่มีทางเลือก ศัตรูมีพลังสูงเกินที่ดาวกับทุกคนจะต้านได้”
ลุงเดชหน้าเครียด
“เราจะต้องได้ต่อสู้ร่วมกันอีก แต่ไม่ใช่คราวนี้”
แสงหันไปบอกสมาชิกโจร
“พวกเรายังมีกินมีใช้อยู่ได้สบายเหมือนเดิมจบเรื่องร้ายเมื่อไหร่...ข้าจะเรียกพวกเรากลับมา”
พวกสมาชิกโจรที่เหลือเพียงแค่สิบต่างส่งเสียงงึมงำ ในที่สุด...ต่างเดินเรียงกันผ่าน ดาว ฤทธิชัย
ลุงเดช แสง ไผ่ จันจิรา ป้าเนียน แม่สมพร ที่จูง อาตงกับเม่งจูต่างยกมือไหว้ลา แล้วพากันออกไปจนหมด...ดาวหันมาทางทุกคน
“ลุงเดช พ่อแสง ก็เหมือนกัน ดาวอยากให้...”
แสงส่ายหน้า
“ไม่มีทาง”
ลุงเดชหน้าตาจริงจัง
“อย่าหวังว่าลุงเดชกับไอ้แสงจะถอย”
ฤทธิชัยมองทุกคนด้วยความตื้นตันใจ ที่มีความรักความผูกพันกัน ฤทธิชัยไม่กล้าพูดอะไรเพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องของครอบครัวมากกว่า ดาวหันไปหาแม่สมพร
“แม่สมพรช่วย...”
แม่สมพรขัดขึ้น
“ทุกคนเป็นลูกๆของแม่ ผู้กองกับคุณอภิชาติ ก็เหมือนลูกหลานแม่ไม่ยอมให้พ่อแสงถอย...
ปล่อยให้ใครมาทำอะไรลูกหลานของแม่เด็ดขาด”
ดาว ฤทธิชัย ไผ่ และจันจิรา พูดไม่ออก สุดท้ายย่อตัวคุกเข่าลงต่อหน้า แม่สมพร ลุงเดช และแสง

ป้าเนียนถึงกับเอามือปาดน้ำตาด้วยความตื้นตันใจ ในความรักและเสียสละที่ทุกคนมีต่อกัน

เช้าวันใหม่...จักจั่นซบอยู่กับอกของอภิชาติร้องให้สะอึกสะอื้น อภิชาติหน้าซึม...งิ้วเปิดประตูพรวดเข้ามา

“ได้รายงานเรื่อ...”
งิ้วชงักเมื่อเห็นสถานการณ์ จักจั่นค่อยๆผละออกจากอกของอภิชาติ
“ขอโทษค่ะ...เดี๋ยวค่อยกลับมาดีกว่า”
งิ้วหันตัวจะไป จักจั่นรีบบอก
“ไม่เป็นไรแล้วค่ะ”
อภิชาติถอนหายใจ ทั้งสองไม่ได้บอกเรื่องสมาชิกโจรและการสูญเสียเพราะงิ้วไม่รู้ว่า พวกของตนเป็นกลุ่มนางเสือ งิ้วหันกลับมาไม่ถามอะไรเพราะคิดไม่ควร เดินเข้ามาใกล้ จักจั่นถามเรียบๆ
“มีรายงานอะไรคะ”
“คือ...เรื่องพิษงูตัวอย่างที่คุณดาวให้มา”
อภิชาติสนใจขึ้นมาทันที
“ได้เรื่องมั๊ยครับ”
งิ้วส่ายหน้า
“เป็นเรื่องแปลกมาก...เรามีข้อมูลเกี่ยวกับพิษงูทุกชนิดในโลก...แต่ ไม่มีตรงกับพิษที่ส่งไปให้ตรวจเลย”
งิ้วหงุดหงิดเสียอารมณ์

สายลมบินอยู่บนท้องฟ้าแล้วส่งเสียงร้องก้อง ขบวนรถขนของของพวกมันวิ่งไปบนถนน ดาว ไผ่ ฤทธิชัย ลุงเดช แสง จันจิรา ยืนชุมนุมกันอยู่ในราวป่าอีกด้านหนึ่ง ดาวบอกแผนการ
“ดาว คุณหนึ่ง ไผ่ จะรุมต้านนางงู...จันจิรา ลุงเดช พ่อแสงลุยเข้ายึดรถของพวกมัน”
ฤทธิชัยแย้ง
“ผมกลัวว่านางงู จะ เปลี่ยนทิศไปหา ขบวนรถนะครับ เห็นได้ชัดว่ามันกำลังเร่งระบายของ ถ้าเป็นยังงั้นคุณจัน...ลุงเดช พ่อแสง จะเสี่ยงมากเกินไป”
ดาวคิด แล้วตัดสินใจ...
“งั้นเอายังงี้ ทันที่นางงู เปลี่ยนทิศ...พี่ไผ่รีบไปสมทบทางด้านขบวนรถทันที เราจะรีบตามไปติดๆ”
“ได้...บวกกับ สายลม และ สายฟ้า คอยช่วย เราน่าจะรับมือได้”
“โชคดีทุกคน”
ดาวพูดจบดีดตัวออกไป ฤทธิชัย กับ ไผ่รีบตาม ลุงเดชหันมาบอก
“ไปพวกเรา”
ลุงเดช แสง จันจิรา ก้าวออกไปด้านหนึ่ง

ในค่ายหน่วยพิเศษ...งิ้วหันมาบอก
“จะดีมากถ้ารู้ว่าเป็นงูชนิดไหน ยิ่งได้ตัวมาได้ยิ่งดี”
จักจั่นกับอภิชาติลอบสบตากัน...อภิชาติพยักหน้าเป็นเชิงว่าผมบอกเอง
“คุณเชื่อเรื่องความดีชนะความชั่วมั๊ยครับคุณงิ้ว”
งิ้วเบ้ปาก
“ฉันโตที่อเมริกา...แล้วก็เห็นพวกคนชั่วโกงกินบ้านเมือง...เดินเสวยสุขช็อปปิ้งอยู่ทุกวันขอโทษที่ไม่เชื่อ”
อภิชาติยิ้ม
“ไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่...นางเสือเผชิญกับนางงู ได้หัวงูจากผมของนางงู ส่งมาให้คุณดาว...หน่วยพิเศษกำลังเอาไปตรวจสอบอยู่ในขณะนี้”
งิ้วยิ้มพยักหน้า แต่ยังเบ้ปาก
“เอาไว้ได้ยาสกัดพิษงูก่อน แล้วฉันอาจจะเชื่อ”
งิ้วเดินออกไปจากห้อง จักจั่นกับอภิชาติต่างยิ้มส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ที่งิ้วไม่ยอมเชื่อเรื่องนี้
“ถามจริง คุณอภิชาติเชื่อเหรอคะ...ความดีชนะความชั่ว”
“สมัย 16 ตุลามีพลังนักศึกษาประชาชนทำให้คนพวกนี้ไม่มีแผ่นดินจะอยู่มาแล้ว”
“จักจั่นว่ากรรมตามสนองไม่ทันใจ”
อภิชาติตวัดหน้ากากดำของตนมาจากด้านหลัง
“เราถึงต้องมีตัวช่วยนี่ไง”
อภิชาติเอาหน้ากากทาบที่ใบหน้าของตน...จักจั่นยิ้มพยักหน้าอย่างพอใจ

ดาว ฤทธิชัย ไผ่ ในชุดทีมนางเสือ พุ่งฉิวไปตามยอดไม้ แล้วหายไปในแนวป่า...ไผ่ร่อนมายืนขวางถนน ขวางขบวนรถตามลำพัง ขบวนรถวิ่งตรงมาแล้วจอด นาคีนั่งผงาดอยู่บนรถจิ๊ปนำขบวนยิ้มจำไผ่ได้
“เราพบกันอีกแล้ว...นึกว่าฝีมือมีดสั้นของท่านยังอ่อนแต่ที่แท้ ท่านสนใจเส้นผมของเรา”
“คราวต่อไปคือหัวใจของท่าน”
“เราเห็นแก่ผู้หญิงของท่าน...ถึงได้...”
นาคีพูดไม่ทันจบก็หันขวับมามอง ดาวกับฤทธิชัยที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งในชุดนางเสือ นาคียิ้ม
“อืม...อย่างนี้ก็ยิ่งสนุก”
นาคีกราดสายตามองแต่แล้วหยุดกึกสบตากับฤทธิชัย นาคีมีเพ่งอย่างสนใจสงสัย ดาวสังเกตเห็นพึมพำ
“แย่แล้ว...มันจำคุณหนึ่งได้”
ดาวพุ่งเข้าหานาคีเพื่อไม่ให้นาคีจำฤทธิชัยได้
“รับมือ”
ดาวพุ่งเข้าใส่กระแทกร่างนาคีที่ยืนอยู่ต่างลอยไปยืนที่พื้น นาคีกลับหันจ้องไปยังฤทธิชัย ดาวส่งเสียงให้ฤทธิชัยได้ยิน
“คุณหนึ่งถอยไปนางงูจำคุณหนึ่งได้...”
ฤทธิชัยจ้องสบตากับนาคี...ทันใดนั้น ฤทธิชัยก็พุ่งตัวเข้าไปในแนวป่า
“ตามมา”
นาคีไม่สนดาวกับไผ่ พุ่งตามฤทธิชัยไปอย่างรวดเร็ว...พวกมือปืนที่เหลือต่างขยับตัว แต่แล้ว ลุงเดช แสง และ จันจิรา ก็ปรากฏตัวขึ้น
“ใครขยับ...ตาย”
ฤทธิชัย พุ่งผ่านไป ตามด้วยร่างของนาคี...อึดใจ ร่างของดาว กับ ไผ่ ก็ ผ่านไป

ฤทธิชัยร่อนลงมา ยืนที่ลานเล็ก นาคีร่อนตามลงมาติดๆ ทั้งสองประจันหน้ากัน นาคีเพ่งมองฤทธิชัย เสียงสายลมกับสายฟ้าร้องก้อง นาคีกราดสายตามอง ทันใดนั้นธอยกมือขวาขึ้นมา ปรากฏเป็นงูตัวหนึ่งอยู่ในมือ ฤทธิชัยตวัดปืนจ้อง นาคียิ้ม แล้วสะบัดมืองูหายไป...ฤทธิชัยจ้องเขม็ง

ดาว กับ ไผ่ พุ่งผ่านแนวไม้มาร่อนลงที่ลานเล็ก ไผ่ร่อนตามมา ดาวกวาดตามอง
“เอ๊ะหายไปได้ยังไง”
ทันใดนั้น เงาวูบมาจากราวป่า ดาวรีบเตือนไผ่
“ระวัง”
ทั้งสองต่างเตรียมพร้อมทันใดนั้น เงาวูบโผล่ออกมาจากแนวป่า เป็นส่วนหัวของงูตัวหนึ่งสูงเท่าต้นไม้ แววตาดุร้ายจ้องมา ดาวกับไผ่ ถึงกับยืนนิ่งขาตรึงอยู่กับที่

ฤทธิชัย ถือปืนจ้องไปที่นาคี
“เราจำท่านได้...ครั้งแรกที่เราลืมตา เราอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของท่าน”
“เป็นอุบัติเหตุ...เราช่วยทุกคนอยู่แล้ว ท่านไม่ต้องสนใจ”
“แต่เราซาบซึ้งใจ...หัวใจของเราร่ำหาแต่ท่าน”
“ขอบคุณ แต่ เสียใจ”
นาคีตาวาวแวบแล้วกลับเป็นหวานซึ้ง ตวัดมือวนที่ราวป่า ปรากฏเป็นเหมือนวุ้นแล้วมีภาพดาวกับไผ่กำลังวิ่งหนีงูตัวมหึมาที่ไล่ล่าอยู่ ฤทธิชัยตะลึง
“ถ้าท่านไม่รับไมตรีจากเรา คนของท่านต้องมีอันเป็นไป”
ฤทธิชัยหันมาตวัดปืนยิงใส่นาคี เสียงดังสนั่นหวั่นไหว นาคีแวบหลบ แล้วมายืนอยู่ตรงหน้า ฤทธิชัยตวัดมือออกไปกระแทกร่างนาคีลอยไปประทะต้นไม้ดังโครม จอภาพดับวูบลง นาคีแวบมายืนประจันหน้า
“ท่านช้าแม้แต่นิดเดียว คนของท่าน...”

ฤทธิชัยไม่ฟังพุ่งออกไป...นาคีมองตามสายตาแวววาวโกรธแค้น

ป่านางเสือ 2 ตอนที่ 6 (ต่อ)

ดาวหันกลับไปมองทางด้านหลัง แล้วพุ่งออกไป งูฉกเข้ามา ดาวกลิ้งไปกับพื้น แต่พอหงายขึ้นมา ปืนอยู่ในมือทั้งสองข้างสาดกระสุนเข้าใส่ เสียงดังสนั่นหวั่นไหว

หัวงูกระดอนกลับไปทางด้านหลังตามแรงกระสุน แต่แล้วก็กลับมาชูคอได้เหมือนเดิม ขู่ฟ่อพร้อมที่จะฉก ทันใดนั้นเสียงปืนดังสนั่นมาอีก หัวงูกระดอนส่ายตามแรงกระสุนแล้วหันมาอีกด้านหนึ่ง...
ไผ่ เหนี่ยวไกยิง แต่แล้วเงาวูบผ่านแวบเข้ามาเป็นส่วนหางของู กระแทกร่างของไผ่ลอยไปชนต้นไม้โครมแล้วกลิ้งไปกับพื้นนิ่งสนิท ดาวตะโกนลั่น
“เฮ้...ทางนี้”
ดาวสาดปืนใส่อีก งูหันกลับมา ดาวยิงจนกระสุนหมด งูขู่ฟ่อๆ ดาวถอย แต่แล้วร่างของฤทธิชัยแวบมาดึงดาวไว้ทางด้านหลัง แล้วสาดกระสุนเข้าใส่งู หัวงูถอยตามแรงกระสุนจนกระสุนหมด ฤทธิชัยกันดาวไว้ทางด้านหลัง หัวงูขู่ฟ่อแล้วยกสูงพร้อมฉก ฤทธิชัยกับดาว ไม่มีทางหนีพ้นได้...

.
ฤทธิชัยกับดาวยืนอยู่ทางด้านหลัง มองสูงขึ้นมาที่หัวงู ที่พร้อมจะฉก หัวงูขู่ฟ่อๆน่ากลัว ขยับจะฉกลงมา ดาวก้าวออกมาตรงหน้าฤทธิชัย
“สายลม...สายฟ้า”
ทันใดนั้นเสียงสายลมร้องก้อง เสียงสายฟ้าคำราม ร่างมนต์ของสายลม บินพุ่งเข้าใส่หัวงู ร่างของสายฟ้าพุ่งเข้าใส่ลำตัวของงู พอประทะกัน เป็นแสงจ้าขึ้นมาแวบหนึ่ง แล้วทั้งหมดก็หายไป ฤทธิชัยกับดาวต่างหันมามองหน้ากัน ถอนใจ ต่างอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน ภาพของทั้งสองปรากฏอยู่บนจอวุ้น นาคีจ้องมองอย่างแค้นใจดวงตาแวววาว

ฤทธิชัยกับดาวอยู่ในอ้อมกอดของกันและกันเสียงสายลมสายฟ้าร้องก้อง ดาวกับฤทธิชัยถอยออกต่างยิ้มให้กัน
“ขอบใจสายลม”
“ขอบใจสายฟ้า”
ทันใดนั้นเสียงไผ่ดังขึ้น
“ขอบใจ...ที่ลืมพี่ไผ่”
ดาวกับฤทธิชัยหันมาก็เห็นไผ่ปัดฝุ่นตามตัวเดินเข้ามา...ดาวยิ้มๆ
“ขอบใจพี่ไผ่”
ไผ่ยิ้มเดินเข้ามา
“เฮ้อ...เกือบเดี้ยงกันหมดแล้ว”
ฤทธิชัยถอนใจ
“โชคดีที่สายลมกับสายฟ้า รวมพลังกันต้านมันได้”
ดาวแย้งขึ้น
“ไม่ใช่หรอกค่ะ...ความจริง งูที่เราเห็นเป็นภาพมนต์ นางงู แค่ขู่เราเท่านั้น”
ไผ่แปลกใจ
“มันต้องการอะไรกันแน่”
“มันต้องการคุณหนึ่ง” ดาวบอกทันที

ลุงเดช แสง จันจิรา ยืนอยู่ที่ขบวนรถ เล็งปืนส่อง พวกมือปืนต่างยกมือยอมแพ้ ลุงเดชส่งเสียงขู่
“พวกเอ็งโชคดี ที่ข้าไม่อยากให้มือของข้าต้องเปื้อนเลือดพวกเอ็ง”
แสงตวาด
“รีบไปให้พ้นเร็วที่สุดก่อนที่พวกข้าจะเปลี่ยนใจ”
พวกมือปืนต่างรีบวิ่งหายเข้าไปในแนวป่า จันจิราหันไปถาม
“เราจะทำยังไงกับของพวกนี้คะ”
“เผามันให้วอด” แสงสั่ง

ที่สำนักงาน...โจคุยกับนายใหญ่ที่จอคอมพิวเตอร์
“ยาเสพติดมูลค่ามหาศาล ทำลายจนหมดท่านกับ อาจารย์คายามังต้องรับผิดชอบ”
จอคอมพิวเตอร์ดับวูบ...โจเสียอารมณ์ผลุดลุกขึ้น

ในโรงเก็บของลึกลับ...นาคีนอนแช่อยู่ในอ่างน้ำสีทองหน้าเหม่อลอย มองที่ผิวน้ำเห็นหน้าของฤทธิชัยลอยอยู่ในผิวน้ำ โจกับคายามังเดินเข้ามา นาคีเอามือกวาดผิวน้ำ ภาพของฤทธิชัยหายไป โจกับคายามังเดินเข้ามาถึง คายามังถามเสียงเข้ม
“นาคี...เกิดอะไรขึ้น ทำไมปล่อยให้ศัตรูนำสินค้าไป”
โจโวยวาย
“เราเสียหายหนัก อย่างนี้ใช้ไม่ได้”
นาคียกมือขึ้นกรงเล็บเหมือนบีบ โจเสียงครอกๆ พูดไม่ออก ตาเหลือก คายามังตวาด
“นาคีปล่อยเดี๋ยวนี้”
นาคีกางมือออก โจหายใจแรง ไอคอกแคก หน้าซีด นาคีแวบหายไป

คายามังมองตามอย่างสงสัยระแวง

คายามังนั่งสมาธิอยู่ในห้องมีมีดอาคมวางอยู่ตรงหน้า ทันใดนั้นมีควันจางลอยขึ้นมาจากมีดอาคม พลันมีภาพของฤทธิชัยกับดาวอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน ดวงตาของคายามังพลันเปิดขึ้นมาสีหน้าขุ่นเคือง

ที่ศูนย์ลึกลับของหน่วยพิเศษ...อภิชาติ จ้องที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มีภาพของก้องเกียรติ ศักดา สัตยา ณุพันธ์ โจ ขึ้นมา อภิชาติสีหน้าเคร่งเครียด

“มันจะปลอมเป็นใครกันแน่”
นพเดินเข้ามา
“เชิญคุณนพ”
นพเดินเข้ามาใกล้ชำเลืองมองที่จอคอมพิวเตอร์
“หาตัวนายใหญ่เหรอครับ”
“อืม...กำลังหาจุดอ่อนเผื่ออาจจะเห็นอะไรบ้าง”
“หัวงูที่คุณดาวส่งมาตรวจเรื่องพิษถึงหน่วยพิสูจน์แล้วครับ”
“ดีครับ...ขอทราบผลทันทีนะครับ”
“ได้ครับ”
นพเดินออกไป...อภิชาติหันกลับไปมองที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อ

ที่หน่วยพิสูจน์หลักฐาน...เจ้าหน้าที่หน่วยพิเศษยกกล่องพลาสติกสีแดง ประทับตราว่า ด่วน ลับเฉพาะ ยื่นให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์ในชุดขาว
“ผู้กองนพ ต้องการรายงานทันที”
“ได้ครับ”

กล่องแดงวางลง เจ้าหน้าที่พิสูจน์สองสามคน มีคนหนึ่งอาวุโสมีอายุห้าสิบกว่าๆ เจ้าหน้าที่ ค่อยๆเปิดกล่องออก เห็นหัวงูอยู่ข้างใน...เจ้าหน้าที่ต่างมองหน้ากัน
“เป็นงูอะไรกันแน่ ผมไม่เคยเห็นมาก่อน”
เจ้าหน้าที่อาวุโสพึมพำ
“งูเก็งกอง”
“มีจริงด้วยเหรอ”
ทันใดนั้น หัวงู ขยับแล้วกลายเป็นงูเต็มตัว ขู่ฟ่อๆน่ากลัว เจ้าหน้าที่ต่างถอย คนหนึ่งไปกดปุ่มสีแดงข้างโต๊ะ เสียงสัญญาณออดๆๆๆ ดังขึ้น ทันใดนั้น ร่างของ นาคีปรากฏ ผมเป็นงู งูที่ขู่ฟ่อๆพุ่งไปที่หัวของนาคี เจ้าหน้าที่ถอยกรูด เจ้าหน้าที่ติดอาวุธพรวดเข้ามา นาคีดวงตาดุดัน เจ้าหน้าที่กราดปืนยิงดังสนั่นหวั่นไหว นาคีโกรธตวัดมือเข้าใส่เจ้าหน้าที่ทรุดลงจนหมด นาคีมองอย่างเยือกเย็นแล้วแวบหายไป

รถตู้วิ่งเข้ามาจอดที่หน้าอินเตอร์บิส ร่างของคายามังก้าวลงมา...จักจั่นขับรถมาจอดที่ถนนฝั่งตรงข้าม งิ้วที่นั่งข้างๆมองคายามังอย่างสงสัย
“ใครน่ะ...ท่าทางเหมือนพวกพราหมณ์”
จักจั่นมองอย่างเข้าใจ
“ที่แท้เป็นยังงี้เอง”
งิ้วหันมามองหน้าจักจั่นอย่างงงๆ
“เป็นยังไง”
“พราหมณ์ที่คุณงิ้วเห็นเมื่อกี้ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องเรื่องนางงู”
“ล้อเล่นน่า...คุณจักจั่นกำลังจะบอกว่า”
จักจั่นพยักหน้า
“ใช่...ที่คุณเห็นไม่ใช่พราหมณ์ แต่เป็นอาจารย์ทางด้านอาคม”
“นางงู ที่คุณฤทธิชัยเห็นถูกปลุกเสกขึ้นมายังงั้นเหรอ”
จักจั่นหน้าเคร่งเตรียด
“จักจั่นคิดว่าชัวร์”
งิ้วมองหน้าจักจั่นอย่างพิจารณา จักจั่นสายตามองไปข้างหน้าจริงจัง

โจโยนภาพถ่ายของอภิชาติกับฤทธิชัยที่ถูกแอบถ่ายมาหลายภาพลงมาทีละภาพจนถึงภาพของฤทธิชัยที่เห็นหน้าชัดสุด คายามังยืนมองอยู่ตรงหน้าโต๊ะของโจ
“อาจารย์บอกว่าที่นางงู ล้มเหลวเพราะไปหลงใหลศัตรูในรูปนี้”
คายามังพยักหน้า โจส่ายหน้าเซ็ง
“ไอ้หมอนี่มันคือผู้กองฤทธิชัย เราพยายามกำจัดมันกับพวกมานานแล้ว แต่ก็ล้มเหลวถึงได้พึ่งท่านให้นางงู ไปจัดการ แต่กลับกลายเป็นว่านางงู ไปหลงมัน...มันเกิดบ้าอะไรขึ้นมา”
คายามังเคร่งเครียด
“ศัตรูของท่านนางเสือ มีฝีมือสูง นาคีขาดสมาธิ แบบนี้ยิ่งยากต่อการทำลาย ถ้าท่านกำจัดคนๆนี้ได้...ชัยชนะจะเป็นของท่าน”
โจจ้องมองคายามังหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะจ้องมองที่รูปของฤทธิชัย
“อาจารย์ไม่ควรมาหาผมที่นี่ เสี่ยงเกินไป คราวหลังให้คนติดต่อมาทางออนไลน์ หรือโทรศัพท์มา”
“ข้าไม่ต้องการพูดกับเครื่องอะไรทั้งนั้น”
คายามังหัวเสียเดินออกไป...โจส่ายหน้าอย่างรำคาญ เอามือลูบแผลเป็นที่ถูกนางเสือทิ้งไว้ให้

คายามังพร้อมมือปืนก้าวออกมาจากหน้าอาคาร มือปืนโบกมือ รถตู้วิ่งเข้ามาจอดรับ มีมือปืนลงจากรถมาเปิดประตูให้คายามังขึ้นรถ มือปืนกลับไปขึ้นรถทางด้านหน้า รถตู้เคลื่อนออกไป จักจั่นพึมพำ
“ตามไปดูหน่อยเป็นไร”
“จะตามไปขอหวยเหรอ...ฉันว่าเราจับตาเฝ้าไอ้โจอยู่ที่นี่ดีกว่า นายใหญ่อาจจะโผล่มา หรือมันอาจจะพาเราไปหานายใหญ่ก็ได้”
“ยาก สมัยนี้ติดต่อทางออนไลน์ง่ายกว่า ไม่เสี่ยงด้วยนานๆ จะมีคนโผล่มาให้เราเห็น ตามไปดีกว่า”
จักจั่นเคลื่อนรถตามรถตู้ของคายามังออกไป

รถของจักจั่นตามหลังของรถตู้ของคายามังมา งิ้วยังบ่นไม่หยุด
“ถ้านายฤๅษีนี่มีเรื่องสำคัญทำไมถึงไม่ติดต่อกันออนไลน์ ทำไมถึงต้องเสี่ยงมาหานายโจด้วยตัวเอง”
“จักจั่นว่านายฤๅษีนี่คงไม่ยอมใช้มากกว่า เอาน่า ถ้าตามไปแล้วเหลว จะพาไปเลี้ยงไอติม”
งิ้วเหล่ แล้วพิงเบาะถอนใจเซ็ง จักจั่นยิ้มขำ

รถตู้ของคายามัง แล่นมาจอดตรงหน้าโรงงานลึกลับ พวกมือปืนเปิดประตูออกให้รถตู้แล่นเข้าไป รถของจักจั่นวิ่งผ่านเลยไป แล้วจอดซุ่มข้างทาง งิ้วเหล่มอง
“นี่จะตามตาฤๅษีเข้าไปข้างในอย่างนั้นเหรอ”
“ไม่เห็นเหรอว่ามือปืนเพียบ แสดงว่าต้องมีอะไรสำคัญ”
“อย่างดีก็แค่ ยาบ้า ของเถื่อน อาวุธ ส่งหน่วยพิเศษมาถล่มก็ได้หาเบาะแสนายใหญ่สำคัญกว่า เราควรจะกลับไปดูที่อินเตอร์บิส”
“ถ้าไม่อยากเข้าไป...รออยู่นี่เดี๋ยวมา รับรองว่าดูเฉยๆ ไม่มีการถล่มบู๊ล้างผลาญ”
งิ้วมองหน้า
“แน่ใจเหรอ”
“เยส...คนเดียวเร็วกว่าด้วย”
“ก็ได้...แต่ต้องออนไลน์”
“โอเค...”
งิ้วส่งเครื่องวิทยุขนาดเล็กที่เสียบไว้ในหูแบบไร้สายให้จักจั่น ทั้งสองต่างเสียบไว้ในช่องหูของตน
“เช็ค...”
“เช็ค...”
“ถ้าเกินครึ่งชั่วโมงจะเข้าไปตาม”
จักจั่นยิ้ม
“ไม่ถึงหรอก อีกสิบห้านาทีเจอกัน”
จักจั่นเปิดประตูรถออกไป งิ้วส่ายหน้าเซ็งๆ เพราะไม่เห็นด้วย...

นาคียืนประจันหน้ากับคายามัง ในห้องของเธอ
“เจ้าต้องหักใจ...เจ้าจะหลงใหลศัตรูไม่ได้”
นาคีไม่พอใจ
“ข้าไม่สนใจ”
คายามังหรี่ตามองอึดใจ
“ก็ได้...ถ้าท่านกำจัดคนอื่นๆให้หมดไป ข้าจะยินยอมให้เจ้าได้สมหวัง”
นาคีดวงตาเป็นประกาย
“ท่านไม่หลอกข้า”
“แน่นอน”
“ได้...” นาคีตอบรับทันที

มือปืนสองสามคนยืนอยู่ตรงหน้าประตูรั้ว จักจั่นพุ่งผ่านข้ามหัวของมันไปข้างในโรงงานลึกลับ...ด้านในตรงประตูทางเข้าโรงเก็บของ มือปืน สองสามคนยืนเตร่ไปมา คุยกัน จักจั่น แวบเร็วผ่านพวกมันเข้าไป...จักจั่นแวบมายืนอยู่ตรงข้างลังเก็บของ มองไปเห็นมือปืน อีกสองคนเฝ้าหน้าประตู แต่แล้วประตู
ก็เปิดออก คายามัง ก้าวออกมาแล้วเดินจากไป มือปืนหันไปล็อคกุญแจแล้วเดาะกุญแจในมือ ก่อนจะหันมาถามเพื่อน
“ข้างในมีอะไรแน่วะถึงห้ามไม่ให้พวกเราเข้าไป”
“เอ็งอย่าสอดรู้ เดี๋ยวถูกไอ้อาจารย์นั่นเสกหนังควายเข้าท้องละก็เดี้ยงแน่”
มือปืนยิ้ม เดาะกุญแจเล่น
“กุญแจอยู่ในมือ...เอ็งไม่สนเหร...”
มันพูดได้แค่นั้น กุญแจก็ปลิววูบออกไปมันตาเหลือกมองตาม เห็นกุญแจอยู่ในมือจักจั่น
“ข้าสน...เข้าไปดูกันดีกว่า”
มือปืนสองคนตวัดปืนขึ้นมา แต่ช้าไป จักจั่นแวบเข้าไประหว่างมันสองคนชกเข้าที่ปลายคางของพวกมันเสียงดังตึบๆสองครั้งมันสองคนทรุดลง จักจั่นเดาะกุญแจในมือเล่น ยิ้มอย่างพอใจ
จักจั่นถือปืนกราดเข้าไปในห้องตรงหน้ามีม่านบางๆขวางอยู่ แล้วเธอก็ต้องตื่นเต้นเมื่อเห็นอ่างน้ำสีทองตั้งอยู่ตรงหน้า
“ใครเอาอ่างน้ำฮ่องเต้มาตั้งไว้นี่”
จักจั่นขยับตัวเข้าไป ทันใดนั้นก็สะดุ้งเมื่อเสียงงิ้วดังขึ้นมาในวิทยุที่เสียบอยู่ในหู
“นี่...ทำอะไรอยู่ ออกมาซะที”
จักจั่นกระซิบ
“ซู่ส์...ใจเย็นก่อน ขอดูอีกแป๊บ”
งิ้วนั่งอยู่ในรถหงุดหงิดมาก ยกนาฬิกาขึ้นดู ไม่พูดอะไร...จักจั่นเดินเข้าไปใกล้อ่างแล้ววนไปทางด้านหน้าเห็นนาคีนอนหลับตาแช่น้ำในอ่างอยู่ จักจั่นตะลึงคาดไม่ถึง
“นางงู”
งิ้วได้ยินจากวิทยุ
“ว่าไงนะ”
“นางงู...นอนจำศีลอยู่ที่นี่”
“รีบออกมาเร็วเข้า”
จักจั่นตวัดปืนขึ้นเล็งตรงแสกหน้าของนาคี
“ขอเวลาสองนาที”
งิ้วตื่นเต้นมือยกขึ้นจับปลายคางของตนนิ่งฟัง...จักจั่นหน้าเคร่งเครียดนิ้วค่อยๆเหนี่ยวไก แต่แล้วนาคีลืมตาขึ้นมา แสงจากดวงตาสว่างสาดออกมาจนมองอะไรไม่เห็น...ในขณะที่เสียงปืนดังเปรี้ยง แสงสว่างจ้าค่อยๆจางลง ร่างของจักจั่นยืนถือปืนนิ่งอยู่ ในอ่างน้ำ ไม่มีร่างของนาคี ทันใดนั้นร่างของนาคีปรากฏขึ้นเดินยิ้มเข้ามาตรงด้านหน้าร่างของจักจั่นที่ถือปืนนิ่งอยู่ ดวงตาเหม่อลอย ตรงหน้าผากของนาคีเห็นกระสุนจากปืนของจักจั่นถูกพลังดันออกมาหล่นลงกับพื้นผมบนหัวเป็นงู
“ท่านถูกพลังสายตาของเราสะกด ร่างกายหมดความรู้สึกอย่างน้อยอึดใจหนึ่ง”
นาคีเดินวนเวียนร่างของจักจั่น ยิ้มเยาะ
“นานพอที่จะให้เราปลิดชีวิตของท่านได้”
นาคียิ้มพลันผมที่เป็นงูมีตัวหนึ่งยื่นตัวยาวออกมาที่ใบหน้าของจักจั่นใกล้เข้าไปใกล้เข้าไป ทันใดนั้นเสียงปืนดังเปรี้ยงหัวงูขาดกระเด็นไป นาคีหันขวับมาเห็นงิ้วยืนถือปืนจ้องอยู่ตรงหน้า

“ฮัลโหล...อยากเจอมานานแล้ว”

ภายในโรงเก็บของ...งิ้วสาดกระสุนเข้าใส่นาคี แต่นาคีแวบหายไปมา งิ้วกราดปืนตามยิงแต่ไม่ถูก

ร่างของนาคีปรากฏอยู่ตรงหน้างิ้ว ปัดปืนงิ้วหลุดจากมือไปที่พื้น งิ้วชกเปรี้ยงเข้าให้ถูกใบหน้านาคีอย่างจัง

นาคีแค้นปล่อยหมัดเข้าใส่ งิ้วปัดป้องได้สองสามครั้งก็ต้านไม่ไหวถูกชกเข้าให้ที่หน้าอกกระเด็นไปที่พื้น
ใกล้ที่ปืนตกอยู่ งิ้วขยับหมายจะคว้าปืนแต่นาคีใช้พลังหยุดร่างของงิ้วไว้ งิ้วเอื้อมไม่ถึง นาคีสะบัดมือให้งิ้วที่นอนอยู่กับพื้นหันหน้ากลับมา แล้วทำมือเป็นกรงเล็บขย้ำ งิ้วเอามือคว้าที่คอตัวเองหายใจไม่ออก ลมหายใจติดขัด
“ฝีมือของเจ้ายังด้อยนัก” นาคียิ้มเยาะ
งิ้วใช้มือทั้งสองข้าง พยายามแยกกรงเล็บของนาคีออกจากลำคอ หายใจติดขัด สุดท้ายปล่อยมือข้างหนึ่ง เอื้อมมาหยิบปืนที่อยู่ใกล้ๆ นาคีไม่สนใจ งิ้วเอื้อมถึงปืน แต่หมดแรงยกแขนไม่ไหว
“เจ้าคงตายก่อนที่จะได้เหนี่ยวไก”
งิ้วขยับปืนไปมากับพื้น ที่แท้เล็งไปที่จักจั่นที่ยืนถือปืนนิ่งดวงตาเหม่ออยู่ งิ้วเหนี่ยวไก ผ่านจักจั่นไป เสียงเปรี้ยงดังสนั่น
จักจั่นสะดุ้งตื่นจากภวังค์ กระพริบตาถี่เรียกสติหันกลับมาเห็นนาคีกำลังยืนตรงหน้างิ้ว ใช้ฝ่ามือบีบคองิ้วอยู่ จักจั่นตวัดปืนใส่ พร้อมปล่อยกระสุนเปรี้ยงๆๆๆๆๆ
นาคีเซไป งิ้วหายใจเฮือกใหญ่สูดลมเต็มปอด ขณะที่ร่างของจักจั่นแวบเข้ามาถีบร่างของนาคีกระเด็นไปไกลกลิ้งไปกับพื้น จักจั่นส่งมือให้ งิ้วคว้าหมับ จักจั่นพางิ้วพรวดออกไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว นาคีดีดร่างขึ้นมา สายตาน่ากลัว แต่แล้วก็ซวนเซ ตาพร่าพราย จะล้มแต่แล้วคายามังเข้ามาพอดี
“นาคี”
คายามังพรวดเข้ามาประคองนาคีไว้ได้...


จักจั่นดึงงิ้วพรวดออกมาที่ด้านหน้า เจอพวกมือปืนขวางอยู่ สองสามคน จักจั่น ยิงกราดใส่พวกมันคว่ำไป พวกมันโผล่มาอีกสาม จักจั่นกระสุนหมด เหวี่ยงร่างของงิ้วหมุนเข้าไปกระแทกพวกมันจนกระจายกระเด็นไปคนละทาง จักจั่นสะบัดมือไปที่ปืนของพวกมันที่ตกอยู่กับพื้นติดมือขึ้นมา แล้วกราดใส่พวกมัน ล้มคว่ำไป แล้วแวบไปคว้างิ้วที่ยังยืนคว้างอยู่วิ่งพรวดจากประตูไปอย่างรวดเร็ว...

จักจั่นเป็นคนขับรถ ขณะที่งิ้วนั่งอยู่ข้างๆ สีหน้ายังตื่นเต้นออกลูกฉุน...
“ไหนบอก..เข้าไปแป๊บเดียว...อีกสิบห้านาที่เจอกันแล้วไง..เกือบไม่รอด”
จักจั่นยิ้ม
“ก็เห็นว่าอยากเจอนางงูไม่ใช่เหรอ”
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงยืนค้างเป็นหุ่นแบบนั้น”
“หลบแสงจากตาของนางงู ไม่ทัน”
“โห..เล่นมีแสงแบบนี้เราก็แย่นะซิ”
“ยังมีแย่กว่านั้น กระสุนปืนทำอะไรมันไม่ได้”
งิ้วคาดไม่ถึง พูดไม่ออก จักจั่นสีหน้าเคร่ง ขับรถตะบึงไป

ดาว กับทุกคนที่ค่าย ปรึกษาถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น....
“การปล้นที่ผ่านมาเราโชคดีได้ความสำเร็จ แต่เชื่อว่าคราวหน้าจะต้องยากกว่านี้” ดาวบอก
ฤทธิชัยนึกเครียดๆ
“ปัญหาก็คือ นางงูจำผมได้....สัมผัสผมได้ ผมไปที่ไหน นางงูปรากฏตัวที่นั่น ดังนั้นผมควรจะต้องอยู่ห่างทุกคน”
ดาวพยักหน้าเห็นด้วย แต่ลุงเดชแย้ง
“ไม่จำเป็นหรอก ถ้ามันมา เราก็ช่วยกันรับมือ”
“เสี่ยงเกินไปค่ะ...ดาวเชื่อว่านางงูไม่ทำอันตรายคุณหนึ่ง ยิ่งคุณหนึ่งยื้อนางงูให้อยู่ได้นานเท่าไหร่...พวกเราก็ยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น”
ทุกคนต่างมองหน้ากันอย่างไม่สบายใจ แสงถามขึ้น...
“แล้วคุณฤทธิชัยจะไปอยู่ที่ไหน”
ฤทธิชัยยิ้ม
“ไกลจากพวกเราที่สุด”
ทุกคนต่างมองหน้ากัน ต่างยอมรับสภาพแต่โดยดี..
“เริ่มตั้งแต่วินาทีนี้”
“ดาวจะไปส่งคุณหนึ่งซักระยะหนึ่งก่อนที่นางงูจะสัมผัสได้”
ฤทธิชัยพยักหน้า ทั้งสองเดินแยกไป ไผ่ จันจิรา ลุงเดช แสง ต่างมองตามหดหู่ใจ

ร่างของฤทธิชัยร่อนลงมาในลานเล็กๆในราวป่า ตามด้วยดาว ทั้งสองต่างมองกันในที่สุดอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน
“ดาวจะพยายามมาหาคุณหนึ่งบ่อยๆค่ะ”
“ครับ..ผมจะคอยจับตาดูพวกมัน”
ทั้งสองยิ้มต่างอยู่ในอ้อมกอดของกันและกันอีกครั้ง...


ที่หน่วยพิเศษ...แพทย์ตรวจดวงตาของจักจั่นที่นั่งอยู่บนเตียงที่จัดไว้ ข้างๆมีอภิชาติกับงิ้วยืนอยู่
“เรียบร้อยดีครับ ไม่มีการกระทบกระเทือนใดๆ”แพทย์บอก เมื่อถอยออกมา
“ขอบคุณค่ะ”
จักจิ่นยิ้มออก อภิชาติรีบถาม
“แล้วทางสมองล่ะครับ”
“ก็ปกติดีครับ”
จักจั่น อภิชาติ งิ้ว ต่างมองหน้ากันเสียงเคาะประตู นพเข้ามารายงานอย่างเครียดๆ
“เจ้าหน้าที่ห้องแลปที่ตรวจเรื่องพิษงูตายหมดแล้วครับ”
ทั้งหมดต่างมองหน้ากันอย่างตกใจ คาดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้...

ในห้องประชุม...บนโต๊ะมีเครื่องคอมพิวเตอร์วางอยู่ต่อสายให้ ไปปรากฏที่จอด้านหน้าห้อง
“นี่คือภาพ...ที่ได้มาจากกล้องนิรภัยที่ติดตั้งไว้ในห้องแลป”
ภาพปรากฏขึ้นบนเจอ เป็นภาพที่นางงูปรากฏตัวในห้องแลป ฆ่าทุกคนตายเป็นขาวดำ ถูกกดค้างตรงหน้านางงู
“อย่าบอกนะว่ามันตามหัวที่ขาดมา” งิ้วบอก
“จะให้รีไวน์ให้ดูอีกทีหรือเปล่า” จักจั่นถาม
“ไม่ต้อง”
งิ้วจ้องมองทุกคน อภิชาติกับจักจั่นมองหน้างิ้วประมาณว่า เชื่อหรือยังล่ะ

ในโรงเก็บสินค้าแห่งใหม่...โจเดินไปมาอย่างไม่พอใจ โวยใส่คายามัง...
“เพราะอาจารย์ไปหาผม ถึงได้เกิดเรื่องไหนว่าไม่มีใครต้านนาคีได้”
“นาคีเก่งก็จริง แต่ก็ไม่สามารถต้านคนมีวิชาสูง หลายคนพร้อมๆกันได้..ยิ่งตอนจำศีลยิ่งอ่อนแอ คนของท่านไม่ดีพอปล่อยให้ศัตรูเข้าไปถึงตัวนาคีได้..”
“แล้วตอนนี้นาคีเป็นยังไงบ้าง”
“กระสุนถูกแสกหน้าอย่างจัง..ซึ่งเป็นจุดอ่อนทั่วไปของงูอยู่แล้ว ดีที่นาคีแข็งแกร่ง พักจำศีลซักหน่อยก็เป็นปกติ”
โจพยักหน้าแล้วเดินออกไป

ฤทธิชัยก้าวออกมาจากแนวป่า โอบกิ่งไม้มากองหนึ่ง เดินมาที่กองไฟแล้วกองลงข้างๆ หยิบสองสามท่อนโยนเข้าไปในกองไฟ...ทรุดตัวลงนั่งที่เต้นท์เล็กๆ ซุ่มอยู่ในพงไม้ ..กราดสายตาไปรอบๆ เสียงสายฟ้าคำรามแว่วมา

“ขอบใจสายฟ้า ที่อยู่เป็นเพื่อน”

ในค่ายหน่วยพิเศษ...อภิชาติประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วหันไปสั่งนพ

“ในเมื่อผลการสกัดพิษล้มเหลว..สั่งเจ้าหน้าที่ทุกคนให้ถอยทันทีที่เผชิญหน้ากับนางงู”
“ครับผม”
นพออกจากห้องไป อภิชาติหันไปสั่งงิ้ว
“คุณงิ้วก็เช่นกัน..ปล่อยให้พวกเราจัดการ”
งิ้วมองพิจารณา
“งิ้วรู้ว่าคุณสองคนมีฝีมือ...แล้วก็หวังดีแต่ในเมื่อคุณสองคนไม่ถอย..งิ้วก็ไม่ถอย”
จักจั่นตัดสินใจบอก...
“เรามีเรื่องที่จะบอกให้คุณงิ้วรู้..แต่คุณงิ้วต้องเก็บไว้เป็นความลับที่สุด”
“เพราะเราห่วงในความปลอดภัยของคุณ มากกว่าความลับของเรา” อภิชาติเสริม
งิ้วถอนใจ
“เฮ้อ..ก็ได้สาบาน”
“ที่เราไม่ถอยเพราะพิษนางงูทำอะไรเราไม่ได้.. พวกเราคือนางเสือ”
จักจั่นบอกความจริง งิ้วถึงกับพูดไม่ออก งิ้วมองนิ่งคิ้วขมวด
“พวกเราคือนางเสือจริงๆ”
งิ้วยิ้ม
“ไม่ตลก..”
จักจั่นจ้องอึดใจ ตวัดมือ ปาดผ่านหน้าของตนช้าๆ กลายเป็นใส่หน้ากากและอยู่ในเรียบร้อย
“เป็นไง..พอคุ้นๆมั๊ย”
“อืม..แค่ใส่หน้ากากเนี่ยนะ ขอโทษ งิ้วไม่ใช่วัยรุ่นสมองกลวง.. จะได้เชื่ออะไรง่ายๆ ต้องมีข้อพิสูจน์มากกว่านี้”
จักจั่นจ้องหน้างิ้ว ทันใดนั้นตวัดปืนขึ้นมายิงใส่อภิชาติเปรี้ยงๆ อภิชาติกระเด็นไปทรุดที่โซฟา....งิ้วตกใจคาดไม่ถึง ตวัดปืนในมือออกมาจ้องที่จักจั่น..ทันใดนั้นร่างของจักจั่นแวบมาอยู่ตรงหน้าคว้าปืนของงิ้วไปอย่างง่ายดาย...งิ้วถอยตัวตั้งท่าพร้อม..
“ผมไม่เป็นไรครับคุณงิ้ว”
งิ้วหันไปมองอภิชาติ แล้วหันมามองจักจั่นที่เอามือผ่านหน้าตนหน้ากากนางเสือหายไป
“เป็นไง..มากพอหรือยัง”
งิ้วเดินไปเดินมา แล้วหยุดมองจักจั่น แล้วก็อภิชาติ...ในที่สุดก็พยักหน้ายอมรับ
“ความจริง..งิ้วสงสัยตั้งแต่โดนระเบิดตดปลาวาฬนั่นแล้ว..ว่าคุณอภิชาติรอดมาได้ยังไง”
อภิชาติกับจักจั่นอดขำไม่ได้ ทำให้งิ้วพลอยยิ้มไปด้วย
“แล้ว...ตกลงคุณดาวกับคุณฤทธิชัย...”
อภิชาติกับจักจั่นพยักหน้า
“พี่ไผ่ แล้วก็จันจิราด้วย”
อภิชาติอธิบายเพิ่ม...
“เราทุกคนโชคดีได้รับพรจากสวรรค์..ซึ่งคุณไม่มีทางเชื่อ... ให้มีฝีมือพลังและรอดพ้นจากการบาดเจ็บทั้งปวง”
“เราถึงพอสามารถต้านนางงูได้..แม้ว่าจะยังไม่ชนะก็ตาม”
“เราหวังว่าคุณเชื่อเรา..อยู่ห่างนางงูไว้..ปล่อยให้เราจัดการ”
ทั้งสองคนช่วยพูด งิ้วถอนใจ...
“ไม่เชื่อ.. แต่ไม่อยากลบหลู่...ยินดีถอยให้พวกคุณๆนางเสือจัดการนางงูได้ตามสบาย”
อภิชาติกับจักจั่นยิ้มออกมาได้..
“จักจั่นดีใจที่คุณงิ้วไม่ลบหลู่”
“ไม่อยากตายด้วย”
ทั้งหมดยิ้มให้กัน เมื่อคุยกันได้อย่างเข้าใจ

ดาวเดินไปเดินมาอยู่ที่ลานหน้าบ้าน ลุงเดชเดินเข้ามาหา....
“ดาวคงเป็นห่วงผู้กอง”
“นิดหน่อยค่ะ..แต่ดาวกำลังหนักใจ ศัตรูมีทั้งกำลังคน กำลังเงิน คนมีฝีมือ อีกทั้งเส้นสาย ตอนนี้เรามืดแปดด้าน..ดาวรู้สึกว่าประเทศไทยกำลังตกอยู่ในอุ้งมือของพวกมัน โดยที่ประชาชนไม่รู้เรื่องอะไรเลย”
“ดาวทำดีที่สุดแล้ว...บางอย่างก็ต้องรอ..รอให้พวกมันเคลื่อนไหว เมื่อถึงเวลาเราก็จะเห็นช่องทางเอง..ที่สำคัญดาวอย่าเพิ่งท้อ”
ดาวดวงตาเป็นประกาย
“ดาวไม่ท้อหรอกค่ะ...ไม่ว่ามันจะทำอะไร ดาวจะต้องหยุดพวกมัน”
ลุงเดชพยักหน้ายิ้ม เสียงสายฟ้าคำราม เสียงสายลมร้องก้อง ดาวสีหน้าเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่น กราดสายตามองท้องฟ้า

ขบวนรถตู้วิ่งฝุ่นตลบไปตามเส้นทางในราวป่า ทันใดนั้นร่างของดาวร่อนออกมาสะบัดมือออกไป ถนนตรงหน้ารถระเบิดตูม รถเสียหลักจอดพรืด พวกมันเป็นสิบ ต่างดีดตัวลงมาจากรถ กราดปืนใส่ ดาวดีดตัวหลบไป แต่แล้วร่างของไผ่และจันจิรา ดีดตัวออกมาคนละด้าน ทุกคนอยู่ในชุดนางเสือสาดกระสุนเข้าใส่พวกมัน ล้มไปหลายคน จนสุดท้ายพวกมันทิ้งปืนยอมแพ้วิ่งเตลิดเข้าป่าไปหมด...
ไผ่เข้าไปเปิดประตูรถ ด้านใน เป็นกล่องกระดาษ บรรจุยาเสพติดเต็มคันรถ ไผ่หยิบมาห่อใหญ่ ให้ดาว และ จันจิราที่ ยืนระวังอยู่ด้านนอกดู
“ยาเสพติด”
“ระเบิดทำลายให้หมด”
ไผ่ถอยออกมาโยนยาเสพติดห่อใหญ่กลับเข้าไปในรถตู้..สะบัดมือปล่อยระเบิดออกไป รถระเบิดไฟลุกท่วม ทั้งสามคนมองอย่างสะใจ

วันต่อมา... ขบวนรถจิ๊ป มีพวกมันนั่งอยู่เต็มคัน ด้านหลังคือรถบรรทุกขนาดกลางวิ่งมาตามเส้นทางแนวป่าหลบหลีก
เสียงสายลมร้องก้อง ร่างของดาวร่อน มายืนบนกิ่งไม้แล้วพุ่งไปดักหน้าพวกมัน ในขณะที่ ไผ่ และ จันจิรา ต่างพุ่งออกมาคนละด้านไปดักทางพวกมัน รถจิ๊ปของมันวิ่งนำหน้าไป ก็เจอระเบิดตูมขวางหน้า มันเบรก ร่างของดาว ไผ่ จันจิรา ยืนขวางหน้า แล้วพากันกราดกระสุนเข้าใส่ ต่างล้มลงระเนระนาด

ดาวสะบัดมือไปที่รถบรรทุก ระเบิดตูมไฟท่วม

ป่านางเสือ 2 ตอนที่ 6 (ต่อ)

บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สำนักงานของโจเวลานั้น ปรากฏเป็นเงาของนายใหญ่

“เกิดอะไรขึ้นกับนางงูของอาจารย์คายามัง ของที่ลำเลียงส่งมา เสียหายยับเยินหลายร้อยล้าน”
“คือ..คือ..” โจพูดไม่ออก
“รีบจัดการแก้ไขโดยเร็ว” นายใหญ่ตวาด
จอดับวูบลง โจถอนหายใจ

รถตู้พรวดเข้ามาจอดหน้าโกดังเก็บของ โจก้าวลงจากรถมาหน้าเคร่งเครียดเดินเข้าไปด้านในอย่างร้อนลน เขาเดินตรงเข้าไปหาคายามัง
“อาจารย์บอกว่านาคีพักหน่อยก็หาย สองวันที่ผ่านมาสินค้าเสียหายนับร้อยล้าน”
“เราผิดเอง...ตอนนี้พลังของนาคีกลับคืนเหมือนเดิมนาคีพร้อมแล้ว”
โจพยักหน้าไม่พูดเดินออกไปอย่างรวดเร็ว...ทันใดนั้นเสียงนาคีดังขึ้น
“ท่านอาจารย์อยากให้เรากำจัดคนผู้นี้หรือไม่...”
นาคีเดินเข้ามา
“ถึงเวลาเมื่อไหร่ เราจะบอกเจ้า”
นาคีดวงตาเยือกเย็น...


ดาว ไผ่ จันจิราอยู่ที่เซฟเฮาส์
“งานที่ผ่านมาเราไม่ได้เผชิญกับนางงูเลย ดูเหมือนว่าการที่คุณหนึ่งไม่อยู่ ด้วย...เป็นผลดีตามคาด”ดาวพูดขึ้น
ทั้งสามยิ้มอย่างพอใจ ไผ่เปรยๆ
“นี่ถ้าลุงเดช และ พ่อแสง รู้คงโกรธที่เราไม่ให้ไปด้วย”
“ดาวไม่แน่ใจว่านางงูจะโผล่มาหรือเปล่าน่ะซิ”
“จันว่า ลุงเดช กับ พ่อแสง ต้องเข้าใจที่พวกเราเป็นห่วง”
ทั้งสามต่างยิ้มสบายใจ

โจอยู่ในสำนักงาน เดินเข้ามาที่โต๊ะทำงาน เปิดฝาแล็บท็อปขึ้น กดให้เปิดคอมพิวเตอร์ ใบหน้ามืดของนายใหญ่ปรากฏขึ้น
“มีความผิดพลาดนิดหน่อย แต่ตอนนี้นาคีพร้อมแล้ว”
“คุณแน่ใจ”
“ครับท่าน...นาคีเพียงแต่ต้องใช้เวลาจำศีลเพิ่มพลังเท่านั้น...เรื่องฝีมือไม่ต้องห่วง ครั้งสุดท้ายพวกนางเสือยังต้านไม่อยู่...จุดจบของนางเสือใกล้เข้ามาแล้วครับท่าน”
“ดี...เริ่มเปิดงานที่ชะงักทุกจุด...เตรียมรับสินค้า...อาวุธและอุปกรณ์ชุดใหม่ที่ กำลังเดินทางเข้ามา...สั่งให้กำลังคนชุดใหม่นอกชายแดนเคลื่อนตัวเข้ายึดหมู่บ้านแนวชายแดนให้หมด แล้วแสตนบายรอคำสั่ง”
“ครับ...”
“ถ้าท่านรองก้องเกียรติรู้ว่าเรากำลังจะประสพความสำเร็จคงกระอักเลือดตายแน่”
ขาดคำนายใหญ่จอดับวูบ...โจยิ้มพอใจในผลงาน

ในหน่วยพิเศษ...เจ้าหน้าที่ประจำคอมพิวเตอร์ ถอดหูฟังที่ครอบหัวอยู่ออกแล้วหันมาทางนพที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
“เราจับเสียงได้แต่เวลาไม่พอ...ยังจับตำแหน่งพวกมันไม่ได้ครับ”
นพพยักหน้าตบไหล่เป็นเชิงขอบใจ แล้วเดินออกไป เจ้าหน้าที่สวมหูฟังกลับเข้าที่ฟังต่อไป

ในกำแพงวุ้น...มือปืน 2 คนเดินมาตามทางแล้วผ่านหน้ากรงขังของก้องเกียรติตัวจริง เพื่อไปเปลี่ยนเวรกับมือปืนสองคนที่เดินเดินออกไป ก้องเกียรติมองตาม เห็นโจเดินเข้ามา ก้องเกียรติตะคอกถาม
“นายใหญ่หดหัวอยู่ที่ไหนล่ะ ถึงได้ส่งท่านมา”
โจยิ้มเยาะ
“งานยุ่ง...เตรียมตัวที่จะยึดครองประเทศไทย”
ก้องเกียรติยิ้ม
“ผมกลัวว่านายใหญ่กับพวกคุณ จะไม่มีประเทศให้ซุกหัวอยู่มากกว่า”
โจหุบยิ้ม
“นางเสือกับคนสนิทของท่านสองคนกำลังใกล้ดับ อีกไม่นานท่านรองก็จะได้ออกจากที่นี่...” โจยิ้มเยาะ “ไปร่วมฉลองความสำเร็จของเรา...ก่อนที่จะรับโทษที่จัดไว้ให้”
โจหัวเราะเดินออกไป ก้องเกียรติมองตาม สายตามีแววกังวล...
“คุณฤทธิชัย คุณอภิชาติ พวกคุณทำอะไรกันอยู่”

ที่หน่วยพิเศษ...งิ้วกำลังตรวจดูข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ อภิชาติยืนดูอยู่ข้างๆ อีกด้านจักจั่นตรวจอาวุธของตน อยู่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจักจั่นเงยหน้าขึ้นมองมาที่ อภิชาติกำลังรับสายฟังรายงาน
“ขอบคุณมาก พยายามต่อไป”
อภิชาติวางสาย
“ฝ่ายข้อมูลแจ้งมา...ยังจับตำแหน่งอะไรไม่ได้เลย”
งิ้วหน้าเครียด
“แบบนี้...เราไม่มีทางเข้าถึงตัวนายใหญ่ของมัน”
จักจั่นเบ้หน้า
“เชอะ...ไม่จำเป็นหรอก เราจัดการกับนางงู...ทำลายทั้งกำลังคน กำลังเงิน วันนึงมันต้องหมดตูดหัวหดกลับไป”
จักจั่นกระชากลูกเลื่อนยกปืนเล็งทำเสียง ฟิ้วๆๆๆ อภิชาติยิ้มๆ
“เริ่มตัดที่หางไปก่อน เดี๋ยวก็ไปถึงหัวเองนั่นแหละ”
“ใช่แล้วดาร์ลิ้ง”
ทั้งหมดต่างยิ้มอย่างพอใจ แต่แล้ว งิ้วก็นึกอะไรได้
“เดี๋ยวก่อน”
จักจั่นหันมามอง
“อะไรอีกล่ะ”
“ความจริงหางไม่ได้มีแค่นางงูเท่านั้น...”

จักจั่นกับอภิชาติต่างมองหน้ากัน และต่างนึกออก

รถกระบะของมีมือปืนของวิวัฒน์อยู่เต็มรถกำลังขับช้าๆ ผ่านตลาด พวกชาวบ้านเดินตามเฮกันอย่างสนุกผ่านป้าเนียน ไผ่ และ จันจิรา ที่ยืนอยู่หน้าสถานีอนามัย ไผ่หน้าเครียด

“พวกมันเปิดค่ายตัดไม้อีกจนได้”
จันจิรามองแค้นๆ
“แน่ละ...พวกมันกำลังได้เปรียบ”
ป้าเนียนยกมือพนมท่วมหัว
“สาธุ...ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยกำจัดนางงู แล้วพวกมันให้พ้นไปจากแผ่นดินด้วยเถิด...”
ไผ่กับจันจิราต่างโอบป้าเนียนเป็นเชิงปลอบให้กำลังใจ ทั้งสามมองขบวนของพวกมันผ่านไป

ในค่ายอาสา...ดาวเดินตรวจรอบๆผ่านชาวอาสา ดาวยิ้มทักทาย ลุงเดช กับ แสงที่เดินเข้ามาหา ลุงเดชบอกดาวสียงเครียด
“นายวิวัฒน์เปิดค่ายตัดไม้อีกแล้ว”
แสงหนักใจ
“ชาวบ้านต่างเฮกลับไปทำงานกับพวกมัน”
ดาวพยักหน้าคิดไม่ตก ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเห็นเป็นเบอร์จักจั่น ดาวกดรับสาย
“พี่ดาว...คิดถึงจัง”
“พี่ก็คิดถึงเรา...มีอะไรเหรอ...พวกมันเริ่มเคลื่อนไหว”
ลุงเดช กับแสง ต่างก็นิ่งฟัง สิ่งที่จักจั่นเล่า

ดาววางสายหันมาบอก ลุงเดชกับแสงหน้าเคร่งเครียด
“จักจั่นได้รายงานจาก สายตรวจพิเศษทางอากาศ พบการเคลื่อนไหวตลอดแนวชายแดนของพวกมัน”
แสงเป็นกังวล
“พวกชาวบ้านแถวนั้นต้องเคราะห์ร้ายแน่ๆ”
ลุงเดชตัดสินใจ
“ลุงกับไอ้แสง จะไปดูเผื่อจะหาทางช่วยชาวบ้านได้บ้าง”
ดาวมองสองคนอย่างเป็นห่วง
“แต่ว่า...”
แสงตัดบท
“แค่พวกมือปืนเคลื่อนกำลัง นางงูคงไม่โผล่ไปให้เสียเวลาหรอก”
ดาวพยักหน้า
“ลุงเดชกับพ่อแสงไปช่วยชาวบ้านทางทิศใต้ของชายแดน ดาวจะไปส่งข่าวให้คุณหนึ่งไปทางทิศเหนือ”
ลุงเดชกับแสงต่างพยักหน้าเห็นด้วย แสงหันมามองหน้าดาว
“เท่ากับว่าให้ผู้กองพานางงูไปโผล่ให้ไกลจากพวกเรามากที่สุด”
“นั่นแหละค่ะที่ดาวต้องการ”
ลุงเดชเป็นกังวล
“นางงูร้ายกาจมากถ้าเจอแล้วพลาดพลั้งลุงอยากให้ดาวถอย...อย่าถือทิฐิ ถอยวันนี้เพื่อชัยชนะในวันหน้า”
ดาวพยักหน้าแล้วพุ่งออกไป...ลุงเดชกับแสงมองตามอย่างกังวลใจ

ที่โกดังเก็บของ...โจเดินมาในห้อง คายามังที่นั่งสมาธิอยู่ลืมตาขึ้น
“ผมเชื่อว่าพวกไอ้ฤทธิชัย กับ นางเสือ มันต้องแยกกันสกัดการทำงานของพวกเราทุกจุด ผมสงสัยว่าแบบนี้...นาคีจะแยกตัวไปสกัดพวกมันได้ยังไง”
คายามังยกมือขึ้นแล้วยื่นสร้อยให้
“สร้อยเส้นนี้คือสัญลักษณ์ ของนาคี”
โจรับสร้อยไปดูเห็นตัวสร้อยเป็นสายร่มสีดำ แขวนรูปงูกำลังจะฉกอยู่ คายามังส่งย่ามให้
“แจกจ่ายให้หัวหน้าหน่วยของท่าน ทุกหน่วยใส่สร้อยปลุกเสกเอาไว้”
โจรับย่ามมาอย่างสงสัย
“ทำตามที่เราบอก...ตัวท่านใส่ไว้ก็ดีเหมือนกัน”
โจได้แต่พยักหน้า แล้วเดินออกไป...คายามังหลับตาสมาธิต่อ

ดาวร่อนลงมาที่ราวป่า กราดสายตามองรอบๆ แล้วหันขวับ ฤทธิชัยปรากฏตัวขึ้น...ทั้งสองต่างเข้าสู่อ้อมอกของกันและกันต่างยิ้มให้กัน อึดใจก็ถอยออกแล้วเดินคุยกันไป
“พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวเข้าหมู่บ้านทางชายแดน”
ฤทธิชัยพยักหน้า
“ผมจะไปตรวจดู”
ดาวหยุดเดิน
“ลุงเดชกับพ่อแสงไปทางทิศใต้ ของคุณหนึ่งไปชายแดนทางทิศเหนือ...”
ฤทธิชัยพยักหน้า ดึงดาวเข้ามาในอ้อมกอดอีกครั้งหนึ่ง...ที่บนกิ่งไม้เหนือทั้งสอง งูตัวหนึ่งม้วนตัวชูหัว
จ้องดาวกับฤทธิชัยทุกฝีก้าว
“งั้นดาวไปก่อนนะคะ...”
“แล้วผมจะพบคุณดาวได้อีกเมื่อไหร่”
“ดาวตามหาคุณเองค่ะ”
ดาวถอยออกจากอ้อมอกของฤทธิชัยแล้วพุ่งออกไป...ฤทธิชัยมองตามแต่แล้วหันขวับขึ้นมาบนยอดไม้ แต่ไม่เห็นอะไร ฤทธิชัยขมวดคิ้วอย่างสงสัย กราดสายตาไปทั่ว

ที่หน่วยพิเศษ...หน้าจอคอมพิวเตอร์ มีรูป สัตยา ศักดา โจ อยู่หน้าจอ งิ้วมองๆแล้วเอ่ยขึ้น
"สามคนนี่ ล้วนเป็นส่วนหางที่เราควรหาทางกำจัด นอกเหนือจากนางงู”
อภิชาติยิ้ม
“ใช่แล้ว...เก่งมากคุณงิ้ว”
“แทนที่จะตามเล่นงานนายใหญ่ของมัน...เราตามเล่นงานคนพวกนี้ จับมันขังไว้ที่ไหนซักแห่ง”
จักจั่นเห็นด้วย
“นายใหญ่ไม่มีใครรับคำสั่ง มันต้องโผล่หัวออกมาแน่นอน”
อภิชาติขัดขึ้น
“เดี๋ยวก่อน”
จักจั่นหันมามอง
“อะไรอีกล่ะ”
“ผมเกรงว่ามันจะส่งตัวปลอมมาแทนที่สามคนนี้อีกน่ะซิ”

จักจั่นกับงิ้วเครียดกันไปอีกรอบ

ดาวพุ่งไปตามแนวยอดไม้ไปยังต้นไม้ต้นหนึ่ง แล้วยืนบนกิ่งไม้ใหญ่...ทันใดนั้นเสียงสายลมร้องก้อง ดาวกราดสายตาแล้วพุ่งไปตามเสียงของสายลม พุ่งไปจนไปหยุดอยู่บนกิ่งไม้อีกต้นหนึ่ง เสียงสายลมร้องก้องบนท้องฟ้า

ดาวกราดสายตามองเห็นร่มชูชีพห้อยคอนเทนเนอร์สัมภาระ กำลังลอยลงมาจากท้องฟ้า ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ดังห่างออกไป หญิงสาวยิ้มเครียด
“พวกนี้เล่นทุกรูปแบบ”
ดาวกวาดตามองไป ทันใดนั้นก็เห็นรถบรรทุกเปิดขนาดกลางและรถจิ๊ปวิ่งออกมาจากราวป่า มีพวกมือปืนนั่งกันเต็ม
“มันวิ่งรถบรรทุกเปล่าตบตาเจ้าหน้าที่ ผ่านด่านเข้ามาถึงนี่จนได้”
ดาวพุ่งตัวไปยังทิศที่พวกมันขับรถมุ่งหน้าไป

รถจิ๊ปวิ่งนำรถบรรทุกเข้าไปตามแนวถนน...ทันใดนั้นเสียงสายฟ้าคำรามก้องดังขึ้น ขบวนรถเบรกกึก ทุกคนกวาดตามองตรงหน้าไม่เห็นอะไร คนขับสะกิดมือปืนที่นั่งข้างๆพลางชี้ไปทางด้านบน ดาวในชุดนางเสือร่อนลงมายืนบนหน้ารถจิ๊ป หัวหน้ายืนขึ้นชักปืนจะยิง ดาวตบเปรี้ยง หัวหน้ากระเด็นลอยลงไปจากรถจิ๊ป กลิ้งที่พื้น พวกที่เหลือต่างดีดตัวลงรถ ตวัดปืนขึ้นมาหา แต่ช้าไป ดาวกราดปืนยิงใส่พวกมันถูกเข่า ขา ไหล่ ทรุดร้องกันระงม หัวหน้าค่อยๆยืนขึ้นมา ดาวเล็งปืนขู่
“รีบกลับไปถ้ายังอยากจะรอด”
พวกมือปืนตาลีตาเหลือกขึ้นรถ แต่ทันใดนั้น นาคีก็ปรากฏตัว ดาวถึงกับอึ้งคาดไม่ถึง

ในหน่วยพิเศษ...อภิชาติ จักจั่น งิ้ว มองภาพของ สัตยา ศักดา และ โจ ที่จอคอมพิวเตอร์ งิ้วนิ่งคิด
“ถูกของคุณอภิชาติ ถ้ามันส่งตัวปลอมมาแทน ยากที่เราจะรู้”
ทั้งสามมองหน้ากัน ต่างคิดหาไอเดียใหม่ๆ สักครู่จักจั่นก็คิดบางอย่างออก
“ถ้าเราสามารถทำให้พวกมันมีความผิดทางกฎหมายแบบที่มันทำกับท่านรองก้องเกียรติ...ออกสื่อให้คนรู้”
อภิชาติคิดตาม
“มันก็ส่งตัวปลอมออกมาไม่ได้...นักข่าวเราก็มีแล้ว กำจรเพื่อนเก่า”
งิ้วเห็นด้วย
“เยส...อาจจะเวิร์ค ตามนี้ไปก่อน มันแก้เกมมา...เราค่อยแก้เกมไป ดีกว่านั่งรอให้พวกมันลงมือฝ่ายเดียว”
อภิชาติยิ้ม
“งั้นเราเริ่มตามแผนได้เลย”
ทั้งหมดต่างยิ้มให้กัน

ดาวจ้องนาคีที่ยืนเพ่งสายตาดุร้ายมา นาคีแต่งชุดรัดกุมสีขาว มีเข็มขัดขาวคาดเอวมีปืนสีเงินดาวขาวเหน็บอยู่ ดาวพึมพำ
“คุณหนึ่งไม่อยู่ที่นี่...ทำไมนางงูถึงมาได้”
ดาวนิ่งอึดใจแล้วตวัดปืนกราดยิงใส่เป็นชุด นาคีพุ่งหลบแล้วกระชากปืนยิงสาดมาเช่นกัน ต่างคนต่างยิงต่างแวบหายย้ายตำแหน่ง จนกระทั่งต่างฝ่ายต่างหยุดยิงจ้องปืนใส่กัน หน้าอกของนาคีมีรอยกระสุนแต่ค่อยๆจางหายไป นาคียิ้มแล้วพุ่งตัวเข้าหาดาว ทั้งสองต่อสู้ประชิดตัว ต่างรุกรับเตะต่อยกันหลายครั้งจนกระทั่งดาวเริ่มเสียเปรียบ ถูกหมัดเข้าไปหลายครั้ง ท้ายสุดก็ถูกกระแทกแรงกระเด็นถอยห่างออกไป มุมปากมีเลือดออก นาคียิ้ม ดาวจ้องหน้านิ่ง นึกถึงคำพูดของลุงเดชที่เตือนเธอมาก่อนหน้านี้
‘นางงูร้ายกาจมากถ้าเจอแล้วพลาดพลั้งลุงอยากให้ดาวถอย...อย่าถือทิฐิ ถอยวันนี้เพื่อชัยชนะในวันหน้า’
คิดได้อย่างนั้น ดาวก็สะบัดมือแสงแวบวับพุ่งเข้าใส่นาคีเป็นมีดสั้น 2-3 เล่มพุ่งเร็วมาก นาคีดีดตัวหลบตีลังกาลงมากับพื้นกราดสายตา แต่ดาวหายไปแล้ว นาคียิ้มเยาะรอยกระสุนที่หน้าอกค่อยๆจางหายไป...นาคีหันมามองพวกมือปืนดวงตาดุ เส้นผมที่เป็นงูอยู่บนหัวส่ายไปมา
“มองอะไร”
หัวหน้าหันไปสั่งลูกน้อง
“ไปเว๊ย...รออะไรว๊ะ รีบไปขนของ”
พวกมือปืนรีบขับรถพรวดออกไป นาคีดวงตาเย็นชาดุร้าย พุ่งตัวหายไปในราวป่า

ที่เซฟเฮาส์ดาว บ้านดอนเสือ...ดาวนั่งสมาธิอยู่บนเตียง รอยกระสุนที่หน้าอกค่อยๆจางหายไป หญิงสาวยกมือขึ้นรองรับเลือดที่กระอักออกมาจากมุมปาก ก่อนจะถอนหายใจแรง...
รถของไผ่เข้ามาจอดตรงหน้าบ้าน ไผ่กับจันจิรา ลงมาจากรถ จันจิราคว้ากระเป๋าพยาบาล ไผ่วิ่งนำจันจิราขึ้นไปบนบ้าน

จันจิราใช้ผ้าซับตามใบหน้าของดาวที่นั่งเอนหลังพิงหมอนอยู่บนเตียง ดาวค่อยเอามือจับมือของจันจิราออกไป ไผ่ยืนอยู่ข้างๆเตียงมองอย่างเป็นห่วง
“พี่ไม่เป็นไรหรอก พี่ไปหาคุณหนึ่ง คาดไม่ถึงว่านางงูอยู่ที่นั่นแล้ว...เผลอให้มันตามมาจนได้”
จันจิราหน้าเครียดกังวล
“อย่างนี้ก็แย่น่ะซิ...นางงูสัมผัสถึงคุณหนึ่งได้ตลอดเวลาพี่ดาวจะไปหาคุณหนึ่งได้ยังไง”
“ไม่แย่หรอก แผนของเราคือให้นางงูอยู่ติดพันกับคุณหนึ่งห่างจากพวกเราให้มากที่สุด”
“จันนับถือพี่ดาวจริงๆที่ยอมสละความสุขของตัวเอง เป็นจันคงไม่ยอม จะต้องหาทางจัดการกับนางงูก่อน”
ไผ่เอามือยีหัวจันจิรา...ดาวถอนหายใจฝืนยิ้ม ไผ่หันมาบอก
“ผักผ่อนซะ”
“จันไปก่อนนะจ๊ะ”
ดาวยิ้ม ไผ่กับจันจิราเดินออกไป แต่ดาวเรียกไว้
“เดี๋ยวก่อน”
ทั้งสองหันมา
“ไม่ต้องบอกเรื่องที่จ๊ะเอ๋กับนางงูนะ...ไม่อยากให้ลุงเดช พ่อแสงแม่พรต้องเป็นห่วง”

ไผ่กับจันจิราต่างพยักหน้าแล้วเดินออกไป ดาวหลับตาลง

ชายสองคนยืนระวังอยู่หน้าบ้านป้าเนียน ส่วนที่ระเบียงบ้าน ลุงเดชกับแสงกำลังเตรียมตัวเดินทาง ป้านเนียนกับแม่สมพรยืนอยู่ด้วย ป้าเนียนหันมาหาแม่สมพร

“ดีแล้วที่แม่สมพรกับเด็กๆ มาอยู่ที่นี่”
“ฉันไม่อยากให้ใครเป็นห่วง”
แสงหันมาบอก
“พ่อจัด ไอ้เรืองกับ ไอ้ ก้อน คอยระวังไว้แล้ว”
“ฉันไม่คิดว่า พวกมันจะเสียเวลามายุ่งทางนี้หรอก” ลุงเดชบอก
ไผ่กับจันจิราเดินเข้ามา อาตงกับเม่งจูวิ่งเข้ามาเกาะแขนทั้งคู่
“ผมจัดเสบียงกระสุนทุกอย่างพร้อมเรียบร้อยแล้วครับ”
“ไผ่กับหนูจันคอยดูพวกมันทางนี้ แล้วก็...”
แสงยังพูดไม่จบ ไผ่สวนขึ้น
“ไม่ต้องห่วงครับพ่อ ผมดูแลแม่และทุกคนได้อยู่แล้ว”
แสงพยักหน้า โอบไหล่แม่สมพรอีกครั้งแล้วเดินออกไป
“ข้าไม่ปล่อยให้ไอ้แสงเป็นอะไรหรอกน่า”
แม่สมพรพยักหน้ากลั้นน้ำตาไว้ ไม่อยากให้ทุกคนเห็นความอ่อนแอ ...ลุงเดชเดินออกไป ไผ่กับจันจิรา เข้ามาโอบแม่สมพร เด็กๆต่างเข้ามายืนข้างๆ ต่างกังวลใจ ป้าเนียนถอนใจอย่างกังวล

ที่หน่วยพิเศษ...อภิชาติเปิดประตูห้องพักเข้ามา จักจั่นกับ งิ้วขยับตัวยืนขึ้นหันมา งิ้วถามทันที
“เป็นไง...”
“เงียบสนิท”
“จักจั่นว่าเราไปช่วยพี่ดาวที่บ้านดอนเสือสกัดพวกมันที่ชายแดนจะดีกว่า...อยู่ที่นี่ไม่มีอะไรคืบหน้า”
“ใจเย็นๆ เราแบ่งหน้าที่กันทำ รวมทั้งแผนตัดหางของมันด้วย”
งิ้วเห็นด้วย
“ใช่...อีกอย่างถ้าพวกมันเคลื่อนไหวทางชายแดน จะต้องมีสิ่งของยุทโธปกรณ์เข้ามาสนับสนุนต้องผ่านทางเราก่อนยังไงก็ได้บู๊ชัวร์”
ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น อภิชาติรับสาย
“ก็ได้...ที่ไหน...โอเค” อภิชาติวางสายหน้าเคร่งเครียด “ทางนายดำรงกลัวว่าพวกอินเตอร์บิสจะส่งคนไปเก็บ”
จักจั่นกับงิ้วต่างมองหน้ากัน...อภิชาติออกความเห็น
“ผมคิดว่าเราควรช่วยคุ้มกันนายดำรง”
งิ้วแย้งขึ้น
“เสียเวลาเปล่า...ไม่เกี่ยวกับเรา”
จักจั่นนิ่งคิด
“แต่ถ้านายดำรงหายเอ๋อ...เปิดเผยชื่อของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องได้ ทุกอย่างเป็นโมฆะ อินเตอร์บิสก็จบเหมือนกัน จักจั่นว่าน่าจะไปดูซะหน่อย”
อภิชาติเห็นด้วย
“งั้นผมไปดูนายดำรง คุณสองคนคอยดูความเคลื่อนไหวทางอินเตอร์บิส”
จักจั่นยิ้ม
“กู๊ดไอเดียสวีทฮาร์ท”

เย็นนั้น ลุงเดชขับรถกระบะลุยเข้ามาในป่าแล้วเลี้ยวเข้าจอดข้างทาง
“อีกห้ากิโลถึงชายแดน เราลงที่นี่”
ทั้งหมดลงจากรถ เอากิ่งไม้มาสุมแล้วเดินเข้าไปในแนวป่า

ฤทธิชัยกราดสายตามองพวกมือปืนที่ยืนคุมอยู่รอบๆหมู่บ้าน พวกมันตรวจค้นชาวบ้านที่จะเข้าหมู่บ้านทุกคน มือปืนกลุ่มหนึ่งขับรถจิ๊ปเข้ามา พวกมันยกมือตรวจค้นอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็ให้รถจิ๊ปผ่านเข้าไป
“พวกมันมากจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ถึงกับต้องมีบัตรผ่าน”
ฤทธิชัยเคลื่อนตัวหายเข้าไปในแนวป่า

รถจิ๊ปขับตามกันมาตามเส้นทางจากชายแดน เพื่อที่จะเข้าไปยังหมู่บ้าน ทันใดนั้นรถจี๊บก็หยุดกึก มือปืนกวาดสายตามอง แล้วชะงัก เมื่อพบว่าฤทธิชัยในชุดดำใส่หน้ากากดำ ยืนขวางอยู่ตรงถนน
คนขับพูดเบาๆสั่นๆ
“พวกนางเสือ...”
“ใครฆ่ามันได้มีรางวัลใหญ่”
หัวหน้ามองฤทธิชัยตาวาวด้วยความโลภ...ฤทธิชัยตวาดไล่
“มาทางไหน ออกไปทางนั้น แผ่นดินไทย ไม่ต้อนรับคนอย่างพวกเอ็ง”
ขาดคำของฤทธิชัยหัวหน้าตะโกนลั่น
“ฆ่ามัน”
พวกมือปืนตวัดปืนสาดเข้าใส่ ฤทธิชัยตวัดปืนยิงเปรี้ยงพวกมันร่วงจากรถไปหนึ่ง แล้วเขาก็ดีดตัวแวบหายเข้าไปในป่า หัวหน้าสั่งลูกน้องทันที
“ฆ่ามันเอาเงินมาแบ่งกันเว๊ย”
พวกมือปืนตามฤทธิชัยเข้าไปอย่างรวดเร็ว...

พวกมือปืนกระจายกำลังเข้ามาในลาน ทันใดนั้นเงาของฤทธิชัยแวบผ่านไป หัวหน้าส่งสัญญาณมือให้ทุกคนโอบล้อม เข้าไปใกล้ มือปืนคนหนึ่งเดินกราดปืนผ่านพุ่มไม้ เห็นพุ่มไม้ไหวๆ ก็ย่องจ่อปืนเข้าไป ทันใดนั้นเงาร่างของฤทธิชัยลงมาจากด้านบน กระแทกร่างของมันล้มไป มือปืนคนนั้นดีดตัวขึ้นแต่ฤทธิชัยเตะโครมเข้าปลายคาง สลบไป ฤทธิชัยมองแล้วยิ้มอย่างพอใจลากมันเข้าไปในพุ่มไม้

อีกด้านหนึ่งพวกมือปืนกำลังล้อมเข้าไป ทันใดนั้นเสียงปืนดังเปรี้ยงๆๆๆๆ หัวหน้าหันขวับไปทางเสียงปืนก่อนจะสั่งการ
“ทางโน้น...เร็วเข้า”
พวกมือปืนต่างพรวดไปทางเสียงปืน จนกระทั่งโผล่มาเจอฤทธิชัย ยืนกราดปืนยิงเข้าไปในแนวไม้...หน้าตามอมแมม พวกมือปืนล้อมไว้ หัวหน้าเข้าไปถาม
“เฮ้ย...ยิงอะไรของเองว๊ะ”
“พวกนางเสือ มันตามล่าฉันมาถึงนี่”
มือปืนต่างมองหน้ากัน มือปืนคนหนึ่งบอกกับหัวหน้า
“พี่...พวกเราหายไปคนหนึ่ง”
“สงสัยโดนมันลากไปแล้ว...ฉันไปก่อนล่ะ”
ฤทธิชัยทำท่าจะวิ่งออกไป หัวหน้าเรียกไว้
“เดี๋ยว...เอ็งจะไปไหน”
“ฉันมีคำสั่งให้ไปที่หมู่บ้านทางทิศใต้”
“เอ็งมากับข้าที่หมู่บ้านทิศเหนือก็ได้...มีที่ว่างพอดี”
มือปืนพากันเดินผ่านไป ฤทธิชัยลอบยิ้มแล้วเดินตามพวกมันไป

ลุงเดชกับแสงเคลื่อนกายไปตามแนวป่า มองไปข้างหน้าเห็นทางเข้าหมู่บ้าน มีพวกชายฉกรรจ์ยืนระวังเป็นจุด ประมาณ 5 คนยืนระวังอยู่ทางด้านหน้า มีขอนไม้มาสุมขวางทางเข้าไม่ให้ใครผ่าน แสงกวาดตามอง
“พวกมันยึดหมู่บ้าน”
ลุงเดชครุ่นคิด
“เราต้องเข้าไปเป็นพวกมัน...หาทางสืบแผนของมันให้ได้”

ทั้งสองเคลื่อนกายออกไป

โปรดติดตามตอนต่อไป
ป่านางเสือ 2 ตอนที่ 5
ป่านางเสือ 2 ตอนที่ 5
ภายในถ้ำ...ไผ่ กับ จันจิราซุ่มอยู่มุมหนึ่ง เห็นพวกมันตามจุดต่างๆ บ้างนั่งบ้าง นอนบ้าง มีพวกหญิงชาวเขา เดินถือเสบียงมาแจก “มันจับพวกผู้หญิงชาวเขามาด้วย” จันจิราพึมพำเบาๆ แต่แล้วเห็นพวกมันต้อนชายชาวเขาแบกกล่องออกมาจากด้านใน “พวกมันขนอะไรออกมา” “น้องจันอยู่นี่ พี่จะเข้าไปดู มีอะไรยิงอย่างเดียว” จันจิราพยักหน้า ไผ่เคลื่อนกายออกไป จันจิราตวัดปืนขึ้นมาอยู่ในมือทั้งสองข้าง ไผ่แวบมาซุ่มตรงมุมหนึ่ง เห็นลานด้านในของพวกมัน มีคนทำงานกันหลายสิบคน บนโต๊ะตรงกลางมีเครื่องทำยาบ้า ผสมยาเสพติด ตั้งอยู่เต็มไปหมด เหนือโต๊ะ มีสายไฟขึงผ่าน เต็มไปด้วยหลอดไฟ ส่องสว่าง “แหล่งผลิตยาของมันนี่เอง ถึงได้คุมเข้ม”
กำลังโหลดความคิดเห็น