xs
xsm
sm
md
lg

ตะวันทอแสง ตอนที่ 9

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ตะวันทอแสง ตอนที่ 9

ในตอนกลางวันของวันต่อมา รสากับชีวินเดินตามเจ้าหน้าที่จัดงาน ซึ่งกำลังอธิบายเกี่ยวกับการเตรียมตัวสำหรับเดินแบบ

“งานแฟชั่นโชว์เริ่มตอนบ่ายสาม นางแบบมาเตรียมตัวได้ตั้งแต่เที่ยง เราเตรียมอาหารกลางวันไว้ พอแต่งตัวเรียบร้อย จะมีเจ้าหน้าที่มาตามให้ออกไปเตรียมตัวเพื่อขึ้นเวที”
รสาพูดด้วยความเกรงใจ
“แต่รสไม่เคยเดินมาก่อนเลยนะคะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ วันนี้เราจะมีเทรนเนอร์มาสอนหลักการเบื้องต้นให้ ฝึกแป๊บเดียวก็ได้แล้วค่ะ”
รสายิ้มรับยังเกรงๆ ชีวินยิ้มให้กำลังใจ
“รสทำได้อยู่แล้ว สู้ๆ”
รสาหันมายิ้มขอบใจ เจ้าหน้าที่เปิดแฟ้มแล้วก็รีบพูดขึ้น
“แหม่มลืมบอกไป คุณรสาได้เดินเป็นคนสุดท้ายในชุดฟินาเล่นะคะ”
รสาหันขวับมา
“หะ เดินปิดงานเลยเหรอคะ ปกติต้องเป็นคนสำคัญหรือคนที่มีชื่อเสียงไม่ใช่เหรอคะ”
“ใช่ค่ะ และคุณภคพงษ์ก็เลือกคุณรสาค่ะ”
รสาอึ้ง ชีวินเบือนหน้าไปทางอื่น เบื่อมุกนี้ของภคพงษ์เต็มทน
“แค่นั้นยังไม่พอ เครื่องเพชรที่คุณรสาใส่ คุณภคพงษ์ยังออกแบบเอง พอข่าวนี้กระจายออกไป มีแต่คนอยากรู้ว่าคุณรสาเป็นใคร”
รสาอึ้งอีกรอบ ชีวินมองหน้ารสา
“ไม่ได้พูดให้ตื่นเต้น แต่รับรองว่า ตอนคุณรสาออกมาต้องฮือฮาแน่นอนค่ะ แหม่มขอตัวไปจัดสถานที่ให้คุณรสาไปซ้อมเดินแบบก่อนนะคะ” เจ้าหน้าที่พูดด้วยความกระตือรือร้นแล้วเดินไป
รสาฟังแล้วรู้สึกใจเต้นโครมคราม ชีวินพูดขึ้นมาลอยๆ เหมือนจะช่วยดึงสติกลับมา
“คุณภคพงษ์ เค้าถนัดการตบหัวแล้วลูบหลังจริงๆ เฮ่อ”
รสาฟังแล้วก็ฉุกคิด ทั้งดีใจ ยั้งใจและสับสนวุ่นวายไปหมด


ภายในบ้านวงศ์เธียสถิตย์ ในเวลากลางคืน ปรางทิพย์ถามด้วยความแปลกใจ
“ดาราคนนั้นเค้าเป็นแฟนพี่ภัคเหรอคะ”
รัชนีและปรางทิพย์นั่งคุยกันอยู่ในห้องนั่งเล่น รัชนีตอบอย่างระมัดระวัง
“แม่ก็ไม่รู้ว่าเป็นหรือว่าอยากเป็น แต่ที่แน่ๆ เค้าไม่อยากให้ปรางไปยุ่งกับผู้ชายของเค้า”
“แต่ปรางก็ไม่ได้คิดแบบนั้นกับพี่ภัคนะคะ”
“ปรางไม่คิด แต่คนอื่นเค้าคิดนะลูก แม่บอกแล้วว่าให้ระวังตัว ทางที่ดีอยู่ห่างๆ ภคพงษ์ไว้เป็นดีที่สุด”
ปรางทิพย์เริ่มแอบดื้อ
“แล้วเราต้องไปแคร์ความคิดของคนอื่นด้วยเหรอคะ”
“ต้องแคร์สิลูก เราไม่ได้อยู่คนเดียวในสังคม ถ้าเราไม่แคร์สักวันเราจะตกเป็นเหยื่อ เป็นขี้ปากให้คนอื่นเค้านินทา” รัชนีสวนขึ้นทันที
ปรางทิพย์เริ่มนิ่งไม่เถียง แต่ในใจค้านไม่เห็นด้วย
“เพราะอย่างนี้ แม่ถึงไม่อยากให้หนูไปเดินแฟชั่นอะไรนั่น ถ้ามันมีข่าวไม่ดีออกมา มันไม่คุ้มกันเลยนะ” รัชนียังคงใช้จิตวิทยาเกลี้ยกล่อมไม่เลิก
ปรางทิพย์ฟังแล้วก็หันมาแย้ง
“แต่คุณแม่ก็รู้ว่าการได้ทำงานนี้ มันจะทำให้ปรางได้เรียนรู้อะไรตั้งมากมาย ปรางจะไม่ปฏิเสธเพียงเพราะกลัวคนนินทาหรอกค่ะ”
รัชนีจะอ้าปากแย้ง แต่ปรางทิพย์พูดต่อ
“ส่วนเรื่องผู้หญิงของพี่ภัค ปรางว่า คุณแม่ไม่ต้องกลัวนะคะ ปรางมั่นใจว่าพี่ภัคจัดการได้”
ปรางทิพย์ยิ้มอย่างมั่นใจในตัวภคพงษ์ รัชนีอึ้งจนพูดไม่ออก
“ตกลง ไม่ว่ายังไงปรางก็จะไม่ฟัง จะต้องเดินแฟชั่นให้ได้”
“ใช่ค่ะ ปรางไม่สนใจใคร ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น อย่างเดียวที่ปรางเฝ้ารอ คือการได้ทดลองทำงานในวงการแฟชั่น ยังไม่ได้เป็นดีไซเนอร์ได้ลองเป็นนางแบบก็ยังดี ปรางตื่นเต้นมากๆเลยค่ะคุณแม่ อยากให้ถึงวันงานเร็วๆ”
ปรางทิพย์ตื่นเต้นโดยไม่สนใจเรื่องที่รัชนีพยายามจะไซโคแม้แต่น้อย รัชนียิ่งเห็นปรางทิพย์ตื่นเต้นก็ยิ่งกลุ้มใจ
เบือนหน้าไปอีกทางอย่างเครียด
ปรางทิพย์วาดฝันถึงวันงานด้วยแววตาเป็นประกาย

ภายในงานแฟชั่น เวลากลางวัน เวทีงานตามแบบโมเดล สวย หรู ดูดี มีรสนิยม ไม่ใหญ่ ไม่เวอร์จนเกินไป
เผด็จเดินตรวจความพร้อม และมีเจ้าหน้าที่คอยรายงาน
“ทุกอย่างเรียบร้อยมั้ย” เผด็จถาม
“เวทีพร้อมทุกอย่างแล้วครับ ส่วนหลังเวทีตอนนี้นางแบบเริ่มทยอยมากันแล้ว”
เผด็จพยักหน้ารับ
“โอเค...ส่วนห้องวีไอพีที่คุณภัคให้เตรียมเรียบร้อยหรือเปล่า”
“เรียบร้อยครับ”
เผด็จพยักหน้ารับรู้ด้วยความสบายใจ

ภายในห้องแต่งตัวรวม มีโต๊ะสำหรับแต่งหน้าส่วนกลาง ชุดเสื้อผ้าที่แขวนรอ ทีมงานเดินกันขวักไขว่ นางแบบนั่งแต่งหน้าบ้าง นั่งเม้าท์ นั่งกิน ดูวุ่นวายพอควร
พักตร์วิมลเดินกรีดกรายเข้ามา มองกวาดสายตาไปรอบๆ อย่างเชิดหยิ่ง ทีมงานรีบเข้ามาพะเน้าพะนอตาม
มารยาท
“คุณแพตสวัสดีค่ะ”
“ที่ของแพตอยู่ตรงไหนคะ”
“เราจัดไว้ให้ทางด้านโน้นแล้วค่ะ ส่วนตัว แล้วก็ไม่วุ่นวายตามที่คุณแพต ต้องการค่ะ”

พักตร์วิมลยิ้มรู้สึกตัวเองวีไอพีขึ้นมาทันที พักตร์วิมลกำลังจะเดินไป

รสาและคัพเค้กเดินเข้ามาเหวอๆ เข้ามาในห้องแต่งตัว คัพเค้กแอบถ่ายรูปสุดฤทธิ์

“เราต้องทำยังไงต่อไปเนี่ย” รสาว่า
รสามองซ้ายมองขวา พักตร์วิมลกำลังจะนั่งแต่บังเอิญปราดสายตามาเห็นรสาเข้าพอดี ก็ชักสีหน้าขึ้นมาทันที
“นั่นมัน นังกรรมกรนี่ มันมาทำอะไรที่นี่”
พักตร์วิมลทนไม่ได้ ลุกขึ้นแล้วก็เดินพรวดพราดเข้าไปหา รสาทันที คัพเค้กปราดสายตาไปเห็นพอดี
“อุ้ยๆๆ คุณแพต พักตร์วิมล ว้าย ตัวเป็นๆเลยอ่ะ ตื่นเต้นๆ”
รสาได้ยินก็ชะงัก รับรู้ในทันทีว่าไม่สงบแน่ พักตร์วิมลดินมาหยุดตรงหน้าแล้วถาม
“มาผิดงานหรือเปล่า ที่นี่งานเดินแฟชั่นโชว์ไม่ใช่งานแบกหาม อย่างเธอน่าจะไปหลังโรงแรมนะ ฉันเห็นเค้ามีการก่อสร้างกันอยู่ ที่นั่นน่าจะเหมาะกับเธอ ไม่ใช่ที่นี่”
คัพเค้กอึ้ง อ้าปากกำลังจะสวน
“พี่รสไม่ได้มาแบกหามนะคะ แต่พี่รสมา...”
รสาจับมือคัพเค้กไว้ไม่ให้พูดอะไรต่อ ทันใดนั้นเสียงแหม่ม เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของงานที่เคยเจอกับรสามาแล้วก็ทักขึ้น
“คุณรสาคะ”
แหม่มรีบเดินเข้ามาพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“เชิญคุณรสาทางนี้เลยนะคะ เชิญค่ะ”
แหม่มจะพารสาไป พักตร์วิมลแทรกขึ้นอย่างไม่มีมารยาท
“เดี๋ยว จะพามันไปไหน”
“อ๋อ ไปแต่งตัวที่ห้องวีไอพีค่ะ” แหม่มบอก
พักตร์วิมลอึ้ง คัพเค้กตาโต ยิ้มสะใจ
“ว้าว วีไอพี”
“เชิญค่ะ”
แหม่มเดินนำไปทางด้านซ้ายมือ รสากับคัพเค้กรีบเดินตามไปทันที คัพเค้กพูดขึ้นอย่างลอยๆ
“ว้าวๆๆ รีบไปแต่งตัวที่ห้องวีไอพีกันดีกว่า ปล่อยให้พวกดาราอยู่ ห้องธรรมดาไปละกัน ฮิฮิ”
คัพเค้กสะใจอย่างแรง พักตร์วิมลได้แต่ยืนอึ้งอยู่กับที่
“วีไอพี นังกรรมกร ทำไมมันได้ไปห้องวีไอพี อ๊ายย”
คนในห้องหันมามองกันอย่างงงๆ สีหน้าของพักตร์วิมลฉายแววแค้นระคนริษยามาก


ความเดิมยังกรุ่นอยู่ไม่จางหาย ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ปรางทิพย์กับรัชนีเดินเข้ามาในห้องแต่งตัวพอดี ปรางทิพย์มองไปรอบๆ ด้วยความตื่นเต้น พักตร์วิมลหันตัวกลับมาด้วยความหงุดหงิด แล้วก็ชะงักที่เห็นรัชนีกับปรางทิพย์ พักตร์วิมลเชิดหน้าแล้วก็เดินเข้าไปกะรับน้องอย่างเต็มที่
“สวัสดีค่ะ คุณรัชนี”
รัชนีกับปรางทิพย์หันมา รัชนียิ้มให้นิดๆ อย่างถือตัว ปรางทิพย์ยกมือไหว้อย่างมีมารยาท
“สวัสดีค่ะ”
“อุ้ยไม่ต้องไหว้หรอก เราก็รุ่นๆเดียวกัน ไม่ได้จะห่างกันมาก ตัวจริง ดูหน้าซีดกว่าในรูปนะคะ หน้าจืดแบบนี้นี่เอง ตอนถ่ายแฟชั่นถึงต้องเมคอัพหนาๆ จนจำหน้าจริงแทบไม่ได้”
ปรางทิพย์มองอย่างงงๆ แต่ก็ยิ้มๆรับ รัชนีเชิดหน้านิดๆอย่างอึดอัด
“แล้วนี่มีที่นั่งหรือยังคะ”
“ยังค่ะ” รัชนีบอก
“งั้นมานั่งข้างๆแพตก็ได้นะคะ เดี๋ยวให้เด็กหาเก้าอี้มาให้ พอช่างประจำตัว แพตแต่งให้แพตเรียบร้อยแล้ว จะได้ให้เค้าแต่งให้ต่อ ใช้ของต่อจากแพต คงไม่ถือนะคะ”
พักตร์วิมลพูดเหมือนจะดีแต่แอบข่มในที
รัชนีเชิดหน้า ไม่ต่อปากต่อคำ ปรางทิพย์งงๆ แต่พอรู้ว่าพักตร์วิมลไม่หวังดีแน่ ทันใดนั้นทีมงานอีกคนก็เดินมา
“คุณปรางทิพย์คะ มาถึงนานหรือยังคะเนี่ย ขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ได้รีบมาต้อนรับ เดี๋ยวขอเชิญคุณปรางทิพย์ทางนี้เลยนะคะ”
“เดี๋ยว จะพากันไปไหน” พักตร์วิมลถาม
“ไปห้องวีไอพีค่ะ คุณภคพงษ์จัดห้องวีไอพีไว้ให้คุณปรางทิพย์ค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ เชิญทางนี้เลยค่ะ”
พักตร์วิมลหน้าเหวอ ทีมงานเดินนำพาปรางทิพย์ และรัชนีไป ปรางทิพย์แอบอมยิ้มอย่างสะใจ พักตร์วิมลเห็นแล้วก็กรี๊ดออกมา
“อ๊ายย”
คนในห้องแต่งตัวหันมามองอย่างสะใจเป็นที่สุด พักตร์วิมลต้องรีบเก๊กหน้านิ่งๆ เป็นนางเอกเหมือนเดิม แต่กัดฟันกรอด
“ทำไมนังสองคนนี้มันถึงได้แต่งตัวในห้องวีไอพี แล้วทำไมฉันต้องมาแต่งตัวในคอกหมูนี่ด้วย มันสองคนมันพิเศษกว่าฉันยังไง”
พักตร์วิมลแค้นใจสุดขีด

ประตูห้องวีไอพีถูกเปิดออก ภายในห้องมีแจกันดอกไม้ ชุดชา กาแฟ ขนม ผลไม้และของว่างวางไว้อย่างดี แหม่มเดินนำเข้ามา รสาและคัพเค้กที่เดินตามมาติดๆ รสามองไปรอบๆอย่างพิจารณา แต่คัพเค้กตาโตวาวด้วยความตื่นเต้น
“เชิญคุณรสาตามสบายนะคะ เดี๋ยวแหม่มจะไปตามช่างแต่งหน้าช่างทำผมมาให้ เครื่องดื่ม อาหาร ทุกอย่างทานได้ตามสบาย ห้องน้ำอยู่ทางโน้นค่ะ ตามสบายนะคะ”
แหม่มพูดจบก็เดินออกไป คัพเค้กกับรสายิ้มส่งอย่างเรียบร้อย พอประตูปิดลงปุ๊บ คัพเค้กก็ร้องออกมาด้วย
ความตื่นเต้น
“ว้าว เริ่ดอ่ะ พี่รสได้เป็นนางแบบวีไอพีของคุณภคพงษ์ มีห้องส่วนตัวด้วยอ่ะ ไฮโซที่สุด”
คัพเค้กพูดเสร็จก็เดินกินโน่นนี่ด้วยความสนุกสนาน รสามองไปรอบๆแล้วอมยิ้ม อารมณ์เผลอเพริศไปกับความพิเศษที่ได้รับ รสามองไปที่ช่อดอกไม้ที่วางอยู่พลางหยิบการ์ดขึ้นมาอ่าน การ์ดเล็กๆเขียนไว้ว่า “สำหรับรสา....ภคพงษ์” รสายิ้มมีความสุข


การ์ดอีกใบในมือรัชนี “สำหรับน้องปราง... พี่ภัค”
รัชนีเชิดหน้านิ่งมองด้วยความไม่พอใจแล้วก็แอบดึงการ์ดออกจากดอกไม้แล้วก็ขยำๆ ใส่กระเป๋า
ปรางทิพย์เดินพุ่งเข้ามาหารัชนีด้วยความตื่นเต้น
“พี่ภัคน่ารักที่สุดเลยนะคะคุณแม่ จัดห้องพิเศษให้ปรางด้วย ขนาดยัยดาราคนนั้นยังไม่ได้เลย”
รัชนีหันมาปราม
“ปรางอย่าพูดแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นนะลูก ไม่น่ารักเลย”
ปรางทิพย์หน้าจ๋อยนิดๆแล้วบอก
“ขอโทษค่ะ ปรางแค่หมั่นไส้นิดหน่อย”
ปรางทิพย์เหลือบไปเห็นดอกไม้พอดี
“ดอกไม้ของปรางหรือเปล่าคะ เอ มีการ์ดติดอยู่เปล่านะ”
รัชนีดึงดอกไม้กลับทันทีพลางว่า
“แม่ว่าปรางเตรียมตัวแต่งหน้า ทำผมดีกว่านะลูก”
เจ้าหน้าที่เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับช่าง
“ช่างมาพอดี”
ปรางทิพย์หันไป
“เชิญน้องปรางเริ่มแต่งหน้า ทำผมได้เลยค่ะ”

ปรางทิพย์ยิ้มอย่างตื่นเต้น

ในเวลาเดียวกัน ต่างกันตรงสถานที่ ปรางทิพย์เริ่มแต่งหน้าทำผม รสาเริ่มแต่งหน้าทำผมเหมือนกัน ส่วนพักตร์วิมลแต่งหน้าอยู่ที่เดิมด้วยความหงุดหงิด ช่างจะทำอะไรก็ดูจะขัดใจไม่เข้าตาไปหมด

“โอ้ย ปัดแก้มให้มันเบาๆหน่อยสิ ฉันเจ็บ”
นางแบบคนอื่นก็เริ่มแต่งหน้าทำผมกันอย่างมืออาชีพ บรรยากาศดูคึกคักจริงจัง
การแต่งหน้าทำผมเริ่มจะสำเร็จเสร็จสิ้น รสาสวยคม ปรางทิพย์สวยใส รัชนีมองปรางทิพย์ด้วยความเป็นห่วง
เจ้าหน้าที่หันมาพูดกับรัชนี
“น้องปรางหน้าสวยมากนะคะ แต่งไม่เยอะ ก็สวยใสปิ้งวิ้งมาแต่ไกล”
รัชนียิ้มนิดๆ อย่างมีมารยาท เจ้าหน้าที่พูดต่อ
“พอแต่งหน้าทำผมก็เปลี่ยนชุดเลยนะคะ เครื่องเพชรกำลังเดินทางมาแล้วค่ะ คุณภคพงษ์คุมมาเองเลยนะคะ”
ปรางทิพย์แอบตื่นเต้นนิดๆ ตอนได้ยินชื่อภคพงษ์ ปรางทิพย์มองตัวเองในกระจกพลางแอบคิดว่า ถ้าภคพงษ์เห็นเธอแบบนี้จะเป็นยังไงนะ จะชอบหรือเปล่า
รัชนีเห็นอาการของลูกสาวก็พอจะเดาออก รัชนีหวาดหวั่นในใจอย่างแรง


ภคพงษ์เดินเข้ามาพร้อมกับทีมบอดี้การ์ดและพนักงานถือกระเป๋าเครื่องเพชรมาเป็นแถวดูอลังการ พนักงานเปิดประตูเตรียมต้อนรับกันเป็นทาง
ด้านในห้องแต่งตัว ประตูเปิดออก ทีมงานเดินนำเข้ามา บอดี้การ์ดและพนักงานถือกระเป๋าเครื่องเพชรเดิน
เข้ามาที่โต๊ะสำหรับวางเครื่องเพชร กระเป๋าถูกวางลงและเปิดออกทีละใบ เผยให้ห็นเครื่องเพชรที่อยู่ในกระเป๋า นางแบบ ทีมงาน ที่ยืนอยู่แถวนั้นต่างมองด้วยความสนใจ
พักตร์วิมลแหวกคนออกมา พอเห็นเครื่องเพชรก็ตาวาว รีบหันมาถามทีมงาน
“เมื่อกี้บอกว่าภัคคุมเครื่องเพชรมาไม่ใช่เหรอ แล้วนี่ภัคอยู่ไหน”
พักตร์วิมลถามด้วยความอยากรู้

เมื่อผ้าม่านถูกเปิดออก รสายืนอยู่ในชุดราตรีสีขาวหรู หน้า ผม เป๊ะ สวยคม สง่า แปลกตา น่าตื่นตะลึง คัพเค้กและแหม่มถึงกับตะลึง
“พี่รสงามมาก”
“นี่ยังไม่มีเครื่องเพชรนะคะเนี่ย” แหม่มบอก
“แล้วเครื่องเพชรเมื่อไหร่จะมาคะ คัพเค้กอยากจะเห็นเป็นบุญตาสักครั้ง”
“มาแล้วค่ะ คุณภคพงษ์กำลังเอามาให้คุณรสาด้วยตัวเองค่ะ”
“ว้าว” คัพเค้กร้องอย่างลืมตัว
รสาทำนิ่งแต่ในใจก็แอบตื่นเต้น
ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น รสาใจเต้นตูมตามขึ้นมาอย่างแรง


ประตูห้องถูกเปิดออก ภคพงษ์ยืนอยู่หลังประตูพร้อมกับกล่องเครื่องเพชร ภคพงษ์ยิ้มนิดๆ เสียง
ปรางทิพย์ก็ดังเข้ามา
“พี่ภัค”
ปรางทิพย์ในชุดราตรีหรูสีน้ำเงินเข้ม สวย สง่า น่ารัก ขับผิวขาวให้ผ่องเด่น รีบลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้แต่งหน้า รัชนีนั่งอยู่ไม่ไกลลุกขึ้นเหมือนจะแทรกยั้งอารมณ์ตื่นเต้นดีใจของปรางทิพย์
“ปราง ลุกเบาๆลูก เดี๋ยวชุดของพี่เค้ายับหมด”
ภคพงษ์ปรายตามามองรัชนีอย่างรู้ทัน ปรางทิพย์รู้ตัว หันมาก้มหัวขอโทษเจ้าหน้าที่ที่นั่งดูแลอยู่
“ขอโทษนะคะ...พี่ภัคสวัสดีค่ะ”
ภคพงษ์ยิ้มรับ ก่อนจะหันมาทางยกมือไหว้รัชนี
“สวัสดีครับ..คุณรัชนี”
รัชนีรับไหว้ทักทายตามมารยาท
“สวัสดีค่ะ ขอบคุณนะคะที่จัดห้องพิเศษไว้ให้ปราง”
“ไม่เป็นไรครับ สำหรับน้องปราง แค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ”
ปรางทิพย์ยิ้มภูมิใจ ขณะที่รัชนีเชิดหน้าไปกับคำพูดของภคพงษ์ ภคพงษ์พยักหน้าให้เจ้าหน้าที่คนอื่นออกไปก่อน ทุกคนเดินออกไป เหลือกันอยู่ 3 คนในห้อง ภคพงษ์เริ่มสงครามทันที
ภคพงษ์หันมาทางปรางทิพย์
“น้องปรางสวยมากครับ พี่เกือบจำไม่ได้”
ปรางทิพย์ยิ้มอย่างมีความสุข
“ขอบคุณค่ะ”
รัชนีมองหน้าปรางทิพย์ที่มีความสุขแล้วเจ็บแปล๊บอยู่ในใจ
“พี่เตรียมเครื่องเพชรชุดพิเศษไว้ให้น้องปราง นี่ครับ”
ภคพงษ์เปิดกล่องออกมา เผยเครื่องเพชรสีน้ำเงินสวย งดงามอยู่ในกล่อง ปรางทิพย์ตื่นเต้นทันที
“สวยจังเลยค่ะ”
“พี่ใส่ให้นะ”
ปรางทิพย์ยิ้มเขิน ภคพงษ์ค่อยๆ คว้าเครื่องเพชรอย่างจงใจพลางมองหน้าท้าทายรัชนีไปด้วย พอตั้งท่าจะสวมให้ รัชนีลุกพรวดเดินเข้ามาแทรก แล้วก็หยิบเครื่องเพชรไป
“ดิฉันใส่ให้เองค่ะ คุณภคพงษ์คงจะงานยุ่ง เชิญไปเตรียมงานต่อเถอะค่ะ ทางนี้ดิฉันจัดการเอง”
ภคพงษ์มองหน้ารัชนีอย่างรู้ทัน และรู้สึกสนุกในเกมนี้มาก รัชนียิ้มเนียน เหมือนไม่ได้คิดอะไร ปรางทิพย์ทำหน้าไม่ถูก
“พี่ออกไปรอดูที่หน้าเวทีนะครับ”
“ค่ะ ปรางจะทำให้เต็มที่ และทำอย่างดีที่สุดค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
ภคพงษ์หันมายิ้มร้ายให้รัชนีอย่างตั้งใจจะประชด ก่อนจะเดินออกไปอย่างชิลๆ อย่างสะใจ
ปรางทิพย์ยิ้มร่าเริง มีความสุข รัชนียืนตัวสั่นด้วยความกลัวที่อยู่ในใจลึกๆ

ภาพตรงหน้าทำให้ใจเธอสะท้านไปทั้งร่าง

ที่แท้... เสียงเคาะประตูห้องแต่งตัวของรสา คือ ชีวิน

ภายในห้องแต่งตัวรสา ถุงอาหารว่าง จำพวกแซนด์วิช เค้กผลไม้ที่ชีวินถืออยู่ในมือถูกวางไว้ตรงกลางโต๊ะนั่งเล่นในห้องวีไอพีของรสา ชีวินนั่งหน้าแป้น ยิ้ม ตื่นเต้น
“รสสวยจัง”
รสายิ้มรับนิดๆ ในใจแอบแป้วที่ไม่ใช่ภคพงษ์
“นี่ขนาดยังไม่ครบชุดนะ” คัพเค้กบอก
“ขาดอะไร” ชีวินถาม
“เครื่องเพชรชุดพิเศษที่ออกแบบโดยคุณภคพงษ์ ตอนที่พี่วินเคาะประตู คัพเค้กยังนึกว่าเป็นคุณภัคมาพร้อมเครื่องเพชรซะอีก” ชีวินแอบชักสีหน้าอย่างเซ็งๆ
“รสผิดหวังหรือเปล่าที่เป็นวินไม่ใช่อีกคน”
คัพเค้กแอบมองเหล่ชีวินอย่างรู้ทัน รสาตอบยิ้มๆ
“รสจะต้องผิดหวังทำไม ก็วินมาพร้อมกับขนมร้านโปรดรส คนเห็นแก่กินอย่างเราไม่มีทางผิดหวังหรอก”
ชีวินยิ้มกว้าง
“ดี งั้นก็กินให้หมดนี่เลยนะ”
“จะกินได้ไง ปากแดงขนาดนี้ กินตอนนี้ก็กินลิปสติกเข้าไปด้วย พี่ช่างแต่งหน้ามาเห็นปากซีด ต้องโดนดุแน่ๆ”
“ก็กินแบบไม่ให้โดนลิปสติกสิ แบบนี้ไง คัพเค้กสาธิต” ชีวินพูดพลางหันไปหาคัพเค้ก
“ได้ค่ะ พี่รสดูให้ดีนะคะ เราต้องเจ่อปากแบบนี้”
คัพเค้กทำปากเจ่อๆ ริมฝีปากเผยอออกอย่างกว้างมาก แล้วก็ทำมือให้ชีวินป้อนเค้ก ชีวินรีบตักเค้กเข้าปากคัพเค้ก คัพเค้กใช้ฟันงับและเคี้ยวกลืนอย่างน่าเกลียดมาก รสาถึงกับขำคิกคัก
“ฮ่าๆๆน่าเกลียดอ่ะ นี่รสต้องทำท่านี้จริงๆเหรอ”
“จริงๆ อร่อยนะ มาเดี๋ยววินป้อนให้ ทำปากเหมือนที่คัพเค้กทำเมื่อกี้รับรองว่าไม่เลอะเทอะ ปากยังแดงเหมือนเดิม มา..อั้ม”
“อ้ำก็อ้ำ”
รสาทำปากเจ่อ อ้าริมฝีปากออกอย่างกว้าง ชีวินกับคัพเค้กรวมทั้งรสาเองต่างขำกันกลิ้ง
“น่าเกลียดกว่าคัพเค้กอีก”
รสารีบหุบปากถาม
“ว้าย จริงอ่ะ”
“ล้อเล่น ยังไงรสก็สวยที่สุดอยู่แล้ว”
รสาอึ้ง คัพเค้กคิกคัก ชีวินรีบเปลี่ยนเรื่อง
“อ่ะๆๆ อ้าปาก ไม่ต้องกว้างมาก”
รสาอ้าปากน้อยๆ ชีวินป้อน
“อ้ำ”
ทันใดนั้นประตูห้องแต่งตัวก็ถูกเปิดออก...ภคพงษ์เดินเข้ามาเห็นพอดี ภคพงษ์ชะงักกึก รสายังอ้าปากค้าง แต่ตาหันมาทางภคพงษ์
ชีวินกำลังป้อนเห็นอาการของรสาก็หันตาม เห็นภคพงษ์ยืนอยู่ สามคนมองหน้ากัน
คัพเค้กพูดออกมาเบาๆ อึ้งในความหล่อของภคพงษ์
“ว้าว”
ภคพงษ์ชักสีหน้าไม่พอใจกับภาพที่เห็น
“ขอเชิญพวกคุณออกไปสักครู่ ผมมีธุระต้องคุยกับรสา”
ภคพงษ์ออกคำสั่ง ในใจแอบหึงโดยไม่รู้ตัว ชีวินและคัพเค้กเดินออกมานอกห้อง ปิดประตูลง
“ว้าว หล่ออ่ะ”
คัพเค้กยังเพ้ออยู่ ชีวินส่ายหน้าแล้วก็มองเข้าไปในห้องด้วยความเป็นห่วงรสา


ภายในห้องแต่งตัว รสายืนทำตัวไม่ถูกว่าควรจะดีใจ โกรธ หรือตื่นเต้น รสาวางหน้าเฉยๆ ภคพงษ์ยืนอยู่อีกมุม มองรสาที่ยืนอยู่ ด้วยแววตาชื่นชม
“คุณแต่งตัวแบบนี้ก็ดูดีไปอีกแบบ”
รสากรอกตาอย่างงงๆแล้วถาม
“คำชมใช่มั้ยคะ”
ภคพงษ์ยิ้มขำๆ
“ชมสิ และจะยิ่งดูดีมากขึ้น”
ภคพงษ์เดินมาด้านหลังรสา พร้อมกับค่อยๆ หยิบเครื่องเพชรออกมาจากกล่อง และวางทาบลงที่คอรสาอย่าง
แผ่วเบา ภคพงษ์ใส่สร้อยให้รสาอย่างอ่อนโยน รสายืนนิ่ง ใจเต้น จากนั้นก็หยิบตุ้มหูมาใส่ให้อย่างระมัดระวัง รสาสะดุ้งนิดๆ
รสาอึ้งเหมือนโดนมนต์สะกด ภคพงษ์ใส่ตุ้มหูให้ทีละข้างในระยะประชิด รสาแอบตื่นเต้น ยืนตัวเกร็งใจเต้น
โครมคราม
ภคพงษ์ค่อยๆจับมือรสาขึ้นมา รสาสะดุ้ง จะดึงมือกลับ ภคพงษ์ดึงมือไว้และบรรจงสวมแหวนที่เข้ากับชุดอย่าง
แผ่วเบา พร้อมกับมองหน้ารสาไปด้วย รสาหลบไม่กล้าสบตา ภคพงษ์ยิ้มกับอาการเขินอายที่เป็นธรรมชาติของรสา ภคพงษ์ใส่แหวนเสร็จแล้วก็หันรสามาที่กระจก
รสาเห็นชุดเครื่องเพชรแล้วถึงกับตะลึง
“สวยมากเลยค่ะ”
ภคพงษ์พูดพร้อมกับพูดคล้ายกระซิบที่ข้างหู
“คุณเป็นแรงบันดาลใจให้ผมออกแบบเครื่องเพชรชุดนี้”
รสาหันขวับมาทางภคพงษ์อย่างไม่แน่ใจ
“ฉัน”
“ใช่ ปกติผมจะได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งรอบตัว จากการเดินทาง จากหนังสือ จากเพลง แต่คุณ เป็นผู้หญิงคนแรกที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผม ถ้าคุณคิดว่ามันสวย ก็เป็นเพราะคุณ”
รสาอึ้งไป ใจฟูฟ่อง เคลิบเคลิ้ม ก่อนจะใช้สติน้อยนิดดึงตัวเองกลับมา รสารีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“ฉันรู้มาว่าคุณให้ฉันเดินเป็นคนสุดท้าย ทำไมไม่ให้คนที่เค้าเป็นมืออาชีพกว่าฉันเป็นคนปิดงาน ถ้าเกิดฉันทำอะไรพลาดขึ้นมางานคุณจะเสียหาย”
“ไม่เป็นไร ผมไม่ถือ ต่อให้คุณทำผิดพลาดจนงานทั้งงานพังผมก็ไม่โกรธ ขอแค่อย่างเดียว ถ้าผมทำผิดขึ้นมาบ้าง ขอให้คุณอภัยให้ผม เท่านั้นก็พอ”
ภคพงษ์พูดแฝงไว้ด้วยความกังวลใจลึกๆ เหมือนอยากจะบอกอะไรบางอย่าง รสาฟังแล้วก็งง ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ

ปรางทิพย์ยืนอยู่หน้ากระจกมองเครื่องเพชรที่อยู่บนคอ ตุ้มหู และที่รัดต้นแขนด้วยความพอใจ รัชนีเดินเข้ามาในกระจก
“งานคงใกล้จะเริ่มแล้ว พร้อมหรือยังลูก”
“พร้อมค่ะ คุณแม่”
ทันใดนั้นประตูก็เปิดเข้ามา เจ้าหน้าที่โผล่หน้ามาเรียก
“คุณปรางทิพย์เชิญเตรียมตัวที่หลังเวทีเลยค่ะ”
ปรางทิพย์รับคำแล้วหันมาทางรัชนี
“ค่ะ แล้วเจอกันค่ะคุณแม่”
รัชนียิ้มรับ ปรางทิพย์เดินออกไป รัชนีหุบยิ้มมองตามไปด้วยความเป็นห่วง

ชีวินถามรสาด้วยความเป็นห่วง
“เค้ามาพูดอะไรกับรส”
รสายืนขยับชุดอยู่ คัพเค้กใช้มือถือถ่ายรูปเครื่องเพชรอย่างเมามัน
“ก็พูดเรื่องงาน” รสาพูดอ้อมแอ้ม
“เรื่องงาน ตอนนี้เนี่ยนะ”
“รสหมายถึง เค้าพูดถึงเรื่องงานออกแบบเครื่องเพชรชุดนี้น่ะ”
เจ้าหน้าที่เปิดประตูเข้ามา
“เชิญคุณรสาเตรียมตัวด้านนอกเลยค่ะ โชว์จะเริ่มแล้วค่ะ”
“ค่ะ”
รสาหันมาทางชีวินกับคัพเค้ก
“ไว้ค่อยคุยกันนะ...เจอกันจ้ะ”
รสารีบเดินออกไป คัพเค้กตามถ่ายรูปจนวินาทีสุดท้าย
“พี่รสเดินเบาๆ ระวังเพชรร่วง โอ้ย โค-ตะ-ระ เพชร จริงจริ๊ง”
คัพเค้กปลาบปลื้มชื่นชมอย่างแรง ผิดกับชีวินที่มองตามไปด้วยความกังวล

ยินเสียงเพลงจังหวะเร้าใจ กระหึ่มขึ้นดังไปทั่วบริเวณ

ตะวันทอแสง ตอนที่ 9 (ต่อ)

ด้านหน้าเวทีบรรยากาศคึกคัก เสียงเพลงดังต่อเนื่องกลางแสงไฟวูบวาบ ผู้คนเริ่มทยอยเดินเข้ามาประจำที่ เผด็จยืนต้อนรับแขกเหรื่อ พิทยาเดินเข้ามา เผด็จเห็นพอดีก็ทักทายกัน

“สวัสดีครับคุณพิทตี้”
พิทยายกมือไหว้
“สวัสดีครับ”
“ผมกันที่ด้านหน้าไว้ที่คุณพิทตี้และลูกน้องแล้วนะครับ” เผด็จบอกพลางบอกเจ้าหน้าที่
“เชิญไปที่นั่งวีไอพี”
“เชิญค่ะ”
พิทยาหน้าบานเดินตามเจ้าหน้าที่ พร้อมย้ำคำว่า “วีไอพี วีไปพี” ไปเบาๆ

ภายในงาน สุวิทย์นั่งอยู่แล้ว รัชนีเดินมานั่งด้วย
“ลูกเป็นไงบ้าง ตื่นเต้นหรือเปล่า “
“ไม่นะคะ ฉันยังตื่นเต้นมากกว่าซะอีก”
“ดีแล้ว จะได้ไม่ตื่นเต้นจนทำให้งานเค้าเสียหาย ผมว่างานนี้จัดได้ลงตัวดี ไม่ใหญ่ไม่เล็กเกินไป แขกมากันเยอะ ทั้งคนในแวดวงแล้ว ก็นักข่าวทั้งสายเศรษฐกิจและบันเทิง เด็กหนุ่มคนนี้เป็นที่สนใจของคนในสังคมมากจริงๆ”
รัชนีไม่ตอบโต้ แค่ยิ้มรับนิดๆ
“นี่ถ้าพ่อเค้ายังอยู่ต้องภูมิใจในตัวเค้ามากแน่ๆ”
สุวิทย์พูดด้วยความเข้าใจในหัวอกคนเป็นพ่อ รัชนีสะอึก แอบจุกในใจ
สุวิทย์หันไปเห็นว่าภคพงษ์เดินมา
“พูดถึงก็มาพอดี”
รัชนีหันไป เห็นภคพงษ์เดินมานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ภคพงษ์หันมายิ้มและก้มศรีษะให้สุวิทย์เป็นทักทาย สุวิทย์ยิ้มรับ ภคพงษ์ปรายตาไปทางรัชนีแล้วก็ตั้งใจส่งยิ้มแสนดี รัชนียิ้มรับเป็นมารยาทอย่างรู้ทันแล้วก็หันหน้าไปทางอื่น
ภคพงษ์ยิ้มสะใจ เผด็จเดินมาเห็นพอดีก็ส่ายหน้านิดๆ เผด็จเดินมานั่งข้างๆ ภคพงษ์
รัชนีเห็นทั้งภคพงษ์ และเผด็จนั่งอยู่ตรงหน้าก็ยิ่งทวีความอึดอัดเป็นทวีคูณ


อีกมุมหนึ่งของคนดู พิทยานั่งอยู่ในโซนวีไอพี นั่งแบบไม่ค่อยคุ้นชินกับการมาดูแฟชั่นโชว์ คัพเค้กและชีวิน
เดินเข้ามานั่งข้างๆ พิทยารีบหันไปเมาท์
“ยัยรสเป็นยังไงบ้าง สวยป่ะ”
“มากอ่ะ สวยแบบไม่เกรงใจนางแบบอาชีพกันเลยทีเดียว” คัพเค้กรายงาน
“เริ่ด ค่อยยังชั่ว ฉันนึกว่าจะมาขายขี้หน้าประชาชีที่นี่ซะแล้ว นี่ถ้ารู้ว่าจะสวยขนาดนี้ ฉันสั่งทำป้ายไฟมาให้ไอ้วินถือแล้ว ฮ่าๆๆ”
พิทยาหันมาทางชีวิน แล้วชะงัก... อื้อ เพราะชีวินมีสีหน้าเครียดมาก
พิทยาต้องรีบหันกลับไปถามคัพเค้ก
“ไอ้วินมันเป็นอะไรของมัน มาทำหน้าวัยทองใส่ฉันทำไมหะ”
“เรื่องเดิมๆ” คัพเค้กพูดพลางพยักเพยิดไปทางภคพงษ์
พิทยาหันไปมอง เห็นภคพงษ์นั่งหล่ออยู่ ก็ถอนใจ
“ดูจากคู่แข่งแล้วก็น่าจะเครียดอยู่”
พิทยาปรายตามาทางชีวินที่นั่งหน้าขรึมอย่างน่าสงสาร ชีวินมองภคพงษ์ด้วยความไม่พอใจ และแอบเจียมตัวลึกๆ คัพเค้กหันไปที่เวทีแล้วก็สะกิดบอกพิทยาด้วยความตื่นเต้น
“เริ่มแล้วๆๆ”
“ใครเดินเป็นคนแรก รสหรือเปล่า รสหรือเปล่า”
พิทยาถามด้วยความรู้สึกตื่นเต้น
เวทีแฟชั่นโชว์เป็นแบบเตี้ยๆ และมีเก้าอี้คนดูขนาบรันเวย์สองข้าง บนเวทีแฟชั่นเริ่มมีแสง สี สอดรับกับเสียง ขึ้นมาอย่างน่าสนใจ ตรงกลางเวทีประดับไปด้วยดอกไม้นานาชนิด และมีม่านดอกไม้อยู่ตรงกลาง

ทันใดนั้นม่านดอกไม้คลี่ออก เผยให้เห็นปรางทิพย์ยืนอยู่ตรงกลาง ในชุดสีน้ำเงินเข้ม สวย สง่า แฝงไว้ด้วยความน่ารัก
สุวิทย์มองด้วยความภูมิใจ รัชนีมองด้วยความพอใจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะปรายตาไปมองภคพงษ์
ภคพงษ์มองด้วยความเอ็นดู ยิ้มนิดๆ ก่อนที่จะหันมาเห็นรัชนีแอบมองตนอยู่ รัชนีแอบสะดุ้ง รีบรักษาฟอร์มหันกลับไป ภคพงษ์ยิ้มร้ายที่มุมปากอย่างมีแผน แล้วก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ถ่ายรูปปรางทิพย์
ปรางทิพย์ยิ้มอายๆ แล้วก็เดินอย่างตั้งใจ รัชนีตาวาว ฉุนกึกกับแผนยั่วยุ ของภคพงษ์
นักข่าวบันเทิงที่มาร่วมงานเริ่มจำได้ทันที คุยกันเสียงดัง
“เฮ้ย!นั่นสาวไฮโซที่มีข่าวกับคุณภคพงษ์นี่”
จากนั้นช่างภาพต่างก็รัวแฟลชใส่ทั้งภคพงษ์และปรางทิพย์เป็นชุด ภคพงษ์ยังแกล้งทำเป็นสนใจปรางค์ทิพย์มาก
จนรัชนีเริ่มไม่สบายใจมากกับภาพตรงหน้า

พิทยามองดูปรางทิพย์แล้วก็คิด
“นางแบบคนนี้หน้าคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหน”
คัพเค้กคิดตามแล้วก็นึกออก
“นึกออกแล้ว คนที่เป็นข่าวกับคุณภัคไงพี่พิทตี้ คนนี้แหละๆ ฉันจำตอนยิ้มได้ ดูดินักข่าวถ่ายรูปกันใหญ่เลย”
“คุณภัคให้เดินเปิดงานเลยเหรอเนี่ย”
คัพเค้กหันไปทางภคพงษ์
“คุณภัคถ่ายรูปด้วยพี่”
ชีวินหันไปมอง ภคพงษ์กำลังถ่ายรูปปรางทิพย์ด้วยมือถือของตัวเอง ช่างภาพรัวชัตเตอร์เป็นชุด ชีวินถอนใจเบาๆ เครียดแทนรสา


ปรางทิพย์เดินครบรอบหันมาโพสอีกที ช่างภาพรัวชัตเตอร์เห็นแสงแฟลชกระจาย ภคพงษ์ยิ้มพอใจ ข้างๆ เห็นว่าเผด็จไม่ค่อยสบายใจเท่าที่ควร รู้สึกได้ว่าภคพงษ์กำลังพยายามแกล้งรัชนี

ในขณะที่สุวิทย์ยิ้มเยื้อนพอใจ ส่วนรัชนีชักสีหน้านิดๆ ไม่พอใจ และเป็นกังวล

ที่หลังเวที พักตร์วิมลเบ้หน้ายืนแสตนด์บายเป็นคนต่อไป

“นังเด็กนี่มันได้เดินเปิดงานได้ยังไง”
พักตร์วิมลกัดฟันกรอดด้วยความริษยา...แล้วก็คิดแผนการณ์ร้ายขึ้นมาได้ พักตร์วิมลก้มลงมองเกาะอกของ
ตัวเอง แล้วก็ยิ้มร้าย ก่อนจะดึงเกาะอกให้ต่ำลง เห็นเนินขาวจั๊วะ พักตร์วิมลขยับๆ ดันทรงให้เข้าที่ ความเซ็กซี่อวบอิ่มอวดตัวกระจาย แล้วก็เดินพรวดขึ้นไป ออกหน้าเวทีเลย โดยที่แบ็คสเตจยังไม่ทันจะปล่อยตัว
“อ้าว...ดะ เดี๋ยวครับ”
พักตร์วิมลไม่สน เดินอกเด้งขึ้นเวทีไปทันที

บนเวทีแฟชั่นยามนั้น ปรางทิพย์ยังยืนโพสอยู่ ทันใดนั้นพักตร์วิมลก็เดินอกพุ่งขึ้นมาอีกมุมของเวที ปรางทิพย์ตกใจนิดๆ และมองอย่างงงๆ เพราะตัวเองยังไม่ได้เดินลงจากเวที
ด้วยความเป็นซุปตาร์ และหน้าอกอันโดดเด่น ทั้งช่างภาพทั้งคนดูต่างพุ่งสายตาไปที่พักตร์วิมลทันที
พักตร์วิมลยิ่งคึก โพสท่าเอ็กซ์ เซ็กซี่ แฝงน่ารัก สไตล์นางเอ๊กนางเอก กะฆ่าปรางทิพย์ให้ตายคาเวที และมันก็ได้ผล คนฮือฮา ช่างภาพรัวชัตเตอร์แทบไม่ทัน
ปรางทิพย์งงๆ หันซ้ายหันขวา แล้วก็ต้องหันหลังเดินลงเวทีไปแบบเหวอๆ
พักตร์วิมลสะใจ แล้วก็ออกเดินอย่างมาดมั่นไม่แคร์สื่อ
สุวิทย์มองด้วยความแปลกใจ รัชนีส่ายหน้า ดูออก ทั้งไม่พอใจ ทั้งสงสารลูก
“ร้ายจริงๆ” รัชนีว่า
“ผู้หญิงคนนี้ใคร เป็นดาราหรือเปล่า”
“ใช่ค่ะ เป็นทั้งดารา เป็นทั้งคู่ควงของภคพงษ์”
สุวิทย์พยักหน้าเข้าใจทันที ทั้งสองคนมองพักตร์วิมลที่เดินอยู่เวที และก็มองปฏิกิริยาของภคพงษ์ไป
ด้วย
พักตร์วิมลเดินมาถึงภคพงษ์ก็ส่งจูบให้อย่างน่ารัก ช่างภาพก็ถ่ายรูปกันอีก แต่ภคพงษ์นิ่งเฉยไม่ตอบโต้
แถมยังแกล้งก้มหน้าก้มตามองแต่มือถือ เหมือนจะดูรูปปรางค์ทิพย์ที่เพิ่งถ่ายไป พักตร์วิมลแอบจ๋อยมียัวะ
แต่ก็ยังเฟค ทำเป็นยิ้มและเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

พิทยาเห็นพักตร์วิมลแล้วก็เมาท์ทันที
“ต๊ายนี่มันแฟชั่นโชว์ระบบทรีดีชัดๆ พุ่งเข้าตามากๆ สามมิติสุดๆ”
“แซบเว่อร์อ่ะ นี่กะจะฆ่ากันให้ตายคาเวทีชัดๆ”
คัพเค้กอ่านเกมขาด
“เค้ามาซะตู้มขนาดนี้ ยัยรสจะเอาอะไรไปสู้กับเค้า”
ชีวินส่ายหน้ากับสาวๆ ของภคพงษ์


พักตร์วิมลเดินครบรอบแล้วหันมาโพสท่าเซ็กซี่ ช่างภาพรัวชัตเตอร์ พักตร์วิมลส่งจูบโปรยให้คนทั้งงาน เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนคลับได้พอควร พักตร์วิมลยิ้มพอใจ แล้วก็สะบัดหน้าเดินยิ้มกริ่มลงจากเวทีอย่างผู้ชนะ
ปรางทิพย์ยืนจ๋อยๆ อยู่ข้างเวที
พักตร์วิมลเดินลงจากเวที แล้วก็เดินมาหาพร้อมกับเยาะเย้ย
“คราวหน้า ถ้าได้มาเดินอีก บอกชั้นได้นะ ชั้นจะสอนให้ว่าทำยังไงคนดูเค้าถึงจะสนใจ ไม่ใช่เดินหน้าตาตื่นๆ ขาสั่นๆ แบบวันนี้ ที่นี่มันโลกของมืออาชีพ ไม่ใช่เวทีงานประจำปีของเด็กอนุบาลหมีน้อย”
พักตร์วิมลเชิดหน้า สะบัดนมใส่ปรางทิพย์แล้วก็เดินไปอย่างผู้ชนะ
ปรางทิพย์ได้แต่อึ้ง เสียความมั่นใจไปอย่างน่าสงสาร

บนเวทีนางแบบคนอื่นทยอยขึ้นมาก้าวเดินวาดลีลาอย่างมืออาชีพ รวดเร็ว รวบรัด กระชับ และน่าสนใจ
ภคพงษ์นั่งดูนิ่งๆ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร ไม่มีอะไรพิเศษ นานๆ ทีก็ปรายตามาทางรัชนีที่พยายามมองบนเวทีไม่สนใจภคพงษ์เหมือนเขาไม่มีตัวตน เผด็จแอบมองภคพงษ์ด้วยความเป็นห่วง

พิทยาเริ่มหงุดหงิดที่ยังไม่เห็นรสาบนเวที
“นี่ฉันนั่งดูจนคอจะเคล็ดหมดแล้ว มองไปมองมา รสายังไม่เห็นออกมาสักที หรือว่าหนีกลับบ้านไปแล้ว”
“ไม่มีทาง พี่รสเค้าไม่ป๊อดขนาดนั้นหรอก ที่ยังไม่ออกมา เพราะพี่รสเค้าได้เดินเป็นคนสุดท้ายในชุดฟี-น้า-เล่” คัพเค้กใส่จริตในน้ำเสียง
“หะ ยัยรสได้เดินปิดรันเวย์เหรอ โอ้ว - มาย - กอซ มันเริ่ดมาก” พิทยาหรือพิทตี้ เนื้อเต้น
ชีวินหันไปเห็นบนเวทีแล้วก็โพล่งขึ้น
“รสออกมาแล้ว”
พิทยาและคัพเค้กรีบหันไปทันที


บนเวทีเห็นรสาค่อยๆ ปรากฎตัวขึ้นในชุดขาวผ่อง และเครื่องประดับเพชรชุดหรู ความสวย ผสมสง่า บ่งบอกความเก๋ไก๋ แปลกตา ตรึงคนดูทั้งงานไว้ได้อย่างรวดเร็ว
รสารวบรวมสติ และเดินอย่างมาดมั่นบนรันเวย์ด้วยความชำนาญราวกับนางแบบมืออาชีพ ภคพงษ์มองด้วยความพอใจเป็นอย่างมาก เผด็จแอบเห็นแล้วก็อมยิ้ม
“คุณรสาสวยมากๆ เลยนะครับคุณภัค แถมยังเดินคล่องยังกะนางแบบมืออาชีพอีกต่างหาก”
ภคพงษ์ยิ้มเห็นด้วย แล้วก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ถ่ายรูปรสาเพื่อ...เก็บไว้ดูเอง เผด็จเห็นแล้วก็ยิ้มพอใจ
รัชนีและสุวิทย์มองรสาด้วยความชื่นชม

รัชนีปรายตามาเห็นภคพงษ์ง่วนกับการถ่ายรูปรสา แอบแปลกใจนิดๆ

ชีวินมองแล้วก็ยิ้มปลื้มอย่างแรง คัพเค้กมองเพ้อ

“พี่รสสวยอ่ะ สวยขนาดนี้ลาออกไปเป็นนางแบบเหอะ”
“อ้าว นังคัพเค้ก ปากอัปมงคล” พิทยาบอก
คัพเค้กหันไปเห็นภคพงษ์กำลังถ่ายรูปรสาก็หันไปบอก
“พี่พิทตี้ ดูๆ คุณภคพงษ์เอามือถือมาถ่ายรูปพี่รส”
“แล้วไง...ตื่นเต้นทำไมหะ”
“อ้าวก็ในงานวันนี้ คุณภคพงษ์เอามือถือมาถ่ายรูปนางแบบอยู่แค่ 2 คนนะพี่ ฉันแอบดูอยู่ คนนึงก็ปรางทิพย์ อีกคนก็พี่รสนี่แหละ”
พิทยาพยักหน้า
“อือ แกนี่สาระแนได้โล่จริงๆ”
ชีวินฟังแล้วก็ไม่สบายใจ หันไปมองภคพงษ์ที่กำลังมองรสาด้วยความปลื้มอย่างเห็นได้ชัด ชีวินหน้าจ๋อยๆ ทั้งหึง ทั้งหวง และ ทั้งห่วง
รสายืนโพสอยู่กลางเวทีอย่างสวยสง่า

ปรางทิพย์มองรสาด้วยความชื่นชม
“สวยจัง”
พักตร์วิมลยืนเบ้หน้าอยู่มุมหนึ่งด้วยความหมั่นไส้
“นังกรรมกรมันได้ใส่ชุดฟินาเล่ได้ไง ใครเป็นคนจัดคิว ทุเรศ ไร้รสนิยม ถ้ารู้ว่างานนี้มีแต่นางแบบกะโหลกกะลาอย่าหวังเลยว่าฉันจะมา”
นางแบบที่ยืนอยู่แถวนั้นหันมามองตาขวางๆ พักตร์วิมลไม่แคร์
“มองอะไร ไม่เคยเห็นซุปตาร์อารมณ์เหวี่ยงหรือไง”
นางแบบส่ายหน้าแล้วก็เดินหนี ไม่อยากมีเรื่อง พักตร์วิมลเชิดใส่
ทีมงานแบ็คสเตจเดินเข้ามาพร้อมกับช่อดอกไม้ และเรียกให้นางแบบขึ้นไปบนเวทีอย่างพร้อมเพรียงอีกครั้ง
เพื่อปิดงาน
“ขอเชิญนางแบบทุกท่านขึ้นไปถ่ายรูปและเตรียมปิดงานค่ะ ขึ้นไปตามคิว แล้วก็ยืนตามที่มาร์คไว้นะคะ”
นางแบบคนอื่นทะยอยขึ้นไป พักตร์วิมลอิดออด เหลือบไปเห็นทีมงานถือช่อดอกไม้อยู่ ก็รีบถาม
“ดอกไม้ช่อนี้ จะให้ใคร”
“คุณภคพงษ์ เถลิงยศค่ะ”
พักตร์วิมลตาวาวบอก
“แพตเป็นคนให้เอง”
“ไม่ได้ค่ะ ตามคิววางไว้ว่าต้องเป็นคุณปรางทิพย์ นางแบบกิตติมศักดิ์ค่ะ”
พักตร์วิมลของขึ้นทันที
“แล้วฉันไม่กิตติมศักดิ์ตรงไหนหะ ไม่รู้ล่ะ ฉันจะต้องเป็นคนมอบ ถ้าไม่ให้มอบ ฉันก็ไม่ขึ้นเวที”
พักตร์วิมลสะบัดบ๊อบใส่แล้วก็ทำทีเป็นเดินไป ไม่ขึ้นเวที ทีมงานเรียกขึ้น
“เดี๋ยวค่ะคุณแพต”
พักตร์วิมลยิ้ม เหนือ แล้วก็หันมาอย่างมั่นใจ
“รู้แล้วใช่มั้ย คนอย่างฉัน อยากได้อะไรต้องได้ ส่งดอกไม้มา” พักตร์วิมลพูดพลางยื่นมือจะเอาช่อดอกไม้
ทีมงานกอดช่อดอกไม้ไว้
“ไม่ใช่ค่ะ คือจะบอกว่า ถ้าคุณแพตไม่ขึ้นเวทีแล้ว ก็ขอเครื่องเพชรคืนด้วยค่ะ”
พักตร์วิมลหน้าเสีย
ทีมงานตะโกนเรียก
“เจ้าหน้าที่ร้านเพชรคะ เก็บเครื่องเพชรจากคุณพักตร์วิมลด่วนด้วยค่ะ”
พักตร์วิมลหน้าเลิ่กลั่ก นางแบบคนอื่นๆ วี๊ดวิ้วสะใจกันสุดขีด
เจ้าหน้าที่ร้านเพชร 2 คนก้าวเข้ามา พักตร์วิมลชี้หน้า
“หยุดนะ อย่านะ พวกแกมาทำแบบนี้กับฉันไม่ได้นะ ไม่รู้หรือไงว่าฉันเป็นอะไรกับภัค ฉันจะฟ้องภัคให้หมดเลย คอยดู”
เจ้าหน้าที่ร้านเพชรมองหน้ากัน แล้วมองหน้าทีมงาน
“ในเมื่อคุณแพตจะไม่ขึ้นเวทีแล้วก็ต้องถอดค่ะ”
ทีมงานพยักหน้าให้เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ขยับจะเข้าอีก
พักตร์วิมลวี๊ด
“หยุดนะ อย่าก้าวเข้ามานะ”
พวกนางแบบหมั่นไส้ หัวโจกนางแบบนางหนึ่งประกาศลั่นบอกเจ้าหน้าที่
“เอาเลยค่ะ ถอดเลย พวกเราจะช่วยจับให้”
นางแบบหัวโจกพูดพลางพยักหน้าให้เหล่านางแบบที่รออยู่แล้ว
“ได้เล๊ย”
เหล่านางแบบกรูเข้ามารุมจับ แขน ขาพักตร์วิมลดูวุ่นวายตลก พักตร์วิมลร้องกรี๊ด ปากก็ด่าไป


รสายืนอยู่บนเวที นางแบบคนอื่นทยอยขึ้นมายืนเรียง คนดูปรบมือประสานกับเสียงเพลงปิดโชว์ ปรางทิพย์เดินขึ้นมาเป็นคนสุดท้าย มายืนข้างรสา สองคนมีจังหวะที่ได้มองหน้ากัน ปรางทิพย์ยิ้มให้ความความชื่นชม อย่างจริงใจ
รสาเห็นรอยยิ้มของปรางทิพย์แล้วก็ยิ้มได้ สามารถสัมผัสได้ถึงความจริงใจ ปรางทิพย์เดินมายืนข้างรสา ตามตำแหน่งที่ทีมงานจัดไว้แล้ว
ภคพงษ์นั่งอยู่ สปอร์ตไลท์สาดไปที่ภคพงษ์ พร้อมกับเสียงปรบมือของคนในงาน ภคพงษ์ลุกขึ้นรับเสียง
ปรบมือ มีทีมงานมาเดินนำขึ้นเวที ภคพงษ์เดินตามไป
ภคพงษ์ขึ้นมาบนเวทีแล้วก็ยิ้มให้รสา รสากำลังจะยิ้ม แต่เห็นปรางทิพย์ที่ยิ้มรับอย่างกว้างขวาง รสาเลยชะงักเริ่มไม่แน่ใจว่ายิ้มให้ใคร ภคพงษ์เดินไปเสียงปรบมือดังต่อเนื่อง
ทีมงานเดินเอาดอกไม้มาให้ปรางทิพย์ ปรางทิพย์รับมาและเดินไปให้ภคพงษ์อย่างรู้คิว เสียงปรบมือดังกึกก้อง
รัชนีรู้สึกชาไปทั้งตัว ไม่ชอบ ไม่อยากเห็นอะไรอย่างนี้
ภคพงษ์ยิ้มให้ปรางทิพย์ แถมทำตาหวานใส่อย่างตั้งใจ รสาเห็นแล้วถึงกับสะอึก ปั้นหน้าไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกยังไง รสาปรบมือและพยายามยิ้มกลบเกลื่อน
กลางเวทีปรางทิพย์ยืนคู่กับภคพงษ์แสงไฟวาบๆ พร้อมกับเสียงปรบมือที่ดังต่อเนื่อง
รัชนีนั่งนิ่งไม่ปรบมือ แววตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ภคพงษ์แอบปรายตามามองแล้วก็ยิ้มให้ด้วยความสะใจ รัชนีเห็นแววตานั้นก็รู้ว่า ที่คาดคิดไว้นั้น ใช่จริงๆ...มันเป็นแผนของภคพงษ์
ปรางทิพย์ยิ้มกว้างอย่างบริสุทธิ์ใจ โดยไม่รู้ว่า ตัวเองถูกใช้เป็นเครื่องมือแม้แต่น้อย
รสามองด้วยความอึดอัด หนักใจ ชีวินมองรสาด้วยความเห็นใจ
ภคพงษ์ยืนยิ้มอยู่กลางเวที ไม่ได้รับรู้เลยว่า ทำให้คนอื่นต้องเสียใจ อึดอัดใจมากแค่ไหน

รสาเบือนหน้าไป พยามยามฝืนกลืนความรู้สึกที่จุกหัวใจเหลือเกิน

ภายในห้องแต่งตัว รสากล่องแหวนเพชรถูกวางไว้ที่หน้าโต๊ะแต่งตัว รสาเปลี่ยนใส่ชุดลำลองเตรียมกลับบ้านแล้ว รสามองกล่องแหวนงงๆ แล้วก็เงยหน้าถามแหม่ม

“คุณภคพงษ์ไม่รับคืน”
“ใช่ค่ะ คุณภคพงษ์บอกกับเจ้าหน้าที่ว่าแหวนวงนี้เป็นของคุณรสาค่ะ”
“หะ เป็นของรส”
“ค่ะ คุณภคพงษ์บอกว่าไม่ต้องเอากลับมาบริษัท”
รสาอึ้งไป แหม่มรีบเปิดแฟ้ม พร้อมกับเตรียมซอง
“ส่วนนี่เป็นเช็คค่าเหนื่อยที่มาร่วมงานกับเราในวันนี้นะคะ รบกวนคุณรสเซ็นรับตรงนี้ด้วยนะคะ”
“เอ่อ ไม่เป็นไรค่ะ รสมาช่วยไม่คิดว่าเป็นงานที่ต้องมีค่าตอบแทน รสขอไม่รับเงินนะคะ”
แหม่มอึ้ง รสาหันไปหยิบกล่องแหวนเพชร แล้วหันมาถามต่อ
“ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณภัคอยู่ที่ไหนคะ”
รสาตั้งใจจะนำแหวนไปคืนด้วยตัวเอง


บริเวณหน้างาน รัชนีกับสุวิทย์กำลังจะเดินออกจากงาน
“คุณคะ เดี๋ยวรัชขอไปดูลูกก่อนนะคะ”
สุวิทย์หันไปเห็นคนรู้จักพอดี
“อ้าว นั่นคุณสุเมธนี่ มากับภรรยาซะด้วย เดี๋ยวเราเข้าไปทักเค้าสักหน่อย แล้วคุณค่อยไปหาลูกแล้วกันนะ ไป” รัชนียังไม่ทันจะได้แย้ง สุวิทย์ก็เดินเข้าไปทักทายเพื่อนอย่างสนิทสนม
“สวัสดีครับ คุณสุเมธ”
รัชนีจำต้องฝืนเดินไปกับสุวิทย์ทั้งที่ในใจเป็นห่วงลูกสาวมาก


ปรางทิพย์อยู่ในชุดเตรียมกลับบ้าน ทีมงาน 2-3 คนเก็บเครื่องเพชรใส่กล่องเรียบร้อย
“ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วขอบคุณค่ะ”
“ขอบคุณพี่ๆทุกคนนะคะ ขอบคุณค่ะ”
ปรางทิพย์ยกมือไหว้อย่างไม่ถือตัว ทีมงานยิ้มรับแล้วก็เดินออกไป ปรางทิพย์หันมาเตรียมหยิบกระเป๋าใบหน้า
มีความกังวลบางอย่างอยู่
เมื่อทีมงานเดินออกประตูไป ภคพงษ์ก็เดินสวนเข้ามาพอดี
“หายตื่นเต้นหรือยัง” ภคพงษ์ถาม
“หายแล้วค่ะ แต่กลุ้มใจแทน”
“กลุ้มใจเรื่องอะไร”
ปรางทิพย์ตอบตรงๆ
“ปรางกลัวว่าจะทำให้งานของพี่ภัคเสียหาย ปรางไม่ได้เป็นนางแบบมืออาชีพ กลัวว่าจะเดินเหมือนเด็กอนุบาลหมีน้อย ทำให้งานของพี่ภัคไม่น่าเชื่อถือ”
“อนุบาลหมีน้อย มีคนมาพูดแบบนี้ใช่มั้ย ถึงได้คิดมาก”
ปรางทิพย์ชะงักนิดๆ แต่ไม่กล้าบอกตรงๆว่าเป็นใคร กลัวจะกลายเป็นคนขี้ฟ้อง ปรางทิพย์เลือกเงียบแทบคำตอบว่าใช่
“อย่าไปฟังคำพูดของคนอื่น น้องปรางทำออกมาได้ดีมากๆ ไม่ทำให้งานพี่เสียหายแม้แต่นิดเดียว”
“จริงนะคะ”
ภคพงษ์พยักหน้า
“และเพื่อเป็นการขอบคุณ”
ภคพงษ์ล้วงหยิบสร้อยคอเก๋ไก๋ เส้นเล็กๆ เป็นทองคำขาว และมีจี้ห้อยอยู่ ดูมีราคาและน่ารัก
“พี่ให้”
ภคพงษ์พูดพร้อมรอยยิ้ม เหมือนพี่ชายให้ของน้องสาว ปรางทิพย์ตื่นเต้น
“พี่ภัคให้ปรางเหรอคะ”


รสาเดินมาได้ยินพอดี รสาชะงักกึก เสียงภคพงษ์ดังออกมา
“พี่ออกแบบให้เป็นพิเศษเลยนะครับ สำหรับปรางคนเดียว”
รสายืนอึ้ง ตัวชา ขยับขาไม่ออก ยืนฟังอยู่ตรงนั้น

ปรางทิพย์มยิ้มรับด้วยความดีใจ
“น่ารักมากๆเลยค่ะ”
“พี่เห็นว่าปรางชอบแฟชั่น ก็เลยสั่งให้เค้าทำจี้พิเศษขึ้นมาให้ มีชิ้นเดียวในโลกนะ”
ภคพงษ์ยิ้มๆ พูดอย่างอบอุ่น ไม่ได้มีแววเพื่อจะอวดแต่อย่างไร
ปรางทิพย์ยิ้มกว้าง พร้อมกับยกมือไหว้
“ขอบคุณพี่ภัคมากๆ เลยค่ะ”
“พี่ใส่ให้นะ”
ปรางทิพย์ตอบด้วยความเขินอาย
“ขอบคุณค่ะ”
ปรางทิพย์ค่อยๆหันหลังให้ภคพงษ์ ภคพงษ์ทาบสร้อยที่คอของปรางทิพย์และค่อยๆ ติดตะขอให้อย่างสุภาพ
รสาค่อยๆ ขยับตัวเข้ามามองเข้าไปในห้อง เห็นภคพงษ์ใส่สร้อยให้ปรางทิพย์พอดี รสาตัวชา ใจหายวาบ
นึกถึงตอนที่ภคพงษ์ใส่สร้อยให้ตัวเอง รสาใจเต้นโครมคราม ใจที่เคยฟูอย่างมีความสุข ตอนนี้แฟบแบนด้วยความเศร้า
ภคพงษ์ใส่สร้อยให้ปรางทิพย์ ตอกย้ำให้เห็นว่าเธอคิดไปเอง และเธอไม่ได้เป็นคนพิเศษหรือคนสำคัญสำหรับภคพงษ์แม้แต้นิดเดียว รสายืนตัวชา สะท้านไปทั้งร่าง ความผิดหวังถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน
ภคพงษ์ใส่สร้อยเสร็จแล้วก็จับไหล่ปรางทิพย์ และพูดอย่างอ่อนโยน
“น่ารักมาก”
ปรางทิพย์ยิ้มกว้าง เขินอายอย่างแรง

รสาเริ่มมีสติดึงตัวเองออกมาจากภาพที่เห็น หันหลังกลับกลั้นน้ำตาไว้ ในมือกำกล่องแหวนที่ภคพงษ์ให้มาไว้แน่น แล้วก็เดินกลับไปที่ห้องแต่งตัว

ตะวันทอแสง ตอนที่ 9 (ต่อ)

รสาเดินมาตามทางมีคนเดินสวนไปมา แต่รสาไม่ได้ยินเสียงอะไร และมองไม่เห็นใครทั้งนั้น มีเพียงเสียงหัวใจเต้น และเสียงฝีเท้าที่ดังก้องอยู่ในความคิด รสาเดิน...เดิน...เดิน กลับมาที่ห้องแต่งตัวของตัวเอง เปิดประตู เดินเข้าไป และปิดประตูลง

ทันทีที่ประตูปิดลงรสาถึงกับน้ำตาร่วง สิ่งที่ฝืนเก็บไว้ถูกปลดปล่อยออกมาด้วยความเสียใจ สับสน
รสาร้องไห้แล้วนึกถึงตอนที่ภคพงษ์ใส่สร้อยให้ตัวเอง และบอกว่าเธอเป็นแรงบันดาลใจ ภาพตอนที่ใส่สร้อยให้ปรางทิพย์ซ้อนเข้ามา ภคพงษ์บอกว่าทำพิเศษให้ปรางทิพย์
ตอนรสานั่งรอกินข้าว และชีวินโทร.มาบอกว่าภคพงษ์อยู่กับปรางทิพย์ ภคพงษ์บอกว่าเธอมีสิทธิ์โกรธเพราะเธอคือคนพิเศษ
ตอนภคพงษ์ทำดีให้ต่างๆ นานา และปิดท้ายตอนที่ยูโฮะ โวยวายใส่พักตร์วิมล ความทรงจำเก่าๆ ที่เธอลืมไปแล้ว ตอนนี้มันกลับมาเยาะเย้ยเธออีกครั้ง
กระทั่งตอนที่ยูโฮะพูดใส่พักตร์วิมล ทุกถ้อยคำเธอยังจำได้
“ตอนนี้ฉันหลุดออกมาจากการรอคอยที่สิ้นหวังแล้ว เหลือแต่หล่อนที่ยังมีความหวังลมๆ แล้งๆ ไปวันๆ... ผู้ชายอย่างภคพงษ์ เถลิงยศ ไม่เคยคิดจะรักใคร และไม่คิดจะจริงจังกับใคร ... ผู้หญิงก็เป็นเหมือนนาฬิกา เสื้อผ้า แว่นตา ที่เค้าเลือกมาใส่ในแต่ละวัน ถ้าเบื่อก็วางทิ้ง อยากใส่เมื่อไหร่ก็หยิบมาใส่”
รสาสะท้อนใจกับภาพของตัวเองในขณะนี้...ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะกลายเป็นหนึ่งในเสื้อผ้า นาฬิกา
ของภคพงษ์ รสาพูดกับตัวเองด้วยเสียงที่สั่นเครือ
“พลาดแล้วรสา เธอพลาดแล้ว”
รสากำกล่องแหวนไว้ในมือ และเอาแขนทั้งสองข้างกอดตัวเองร้องไห้ รสาเริ่มรู้ตัวแล้วว่าเธอตกหลุมรัก
ภคพงษ์เข้าแล้ว
ใครคนหนึ่งเดินเข้ามาหยุดยืนมองรสานั่งหันหลังร้องไห้ รสารู้สึกตัวก็รีบเช็ดน้ำตาก่อนจะค่อยหันมา ชีวินมองนิ่งๆ อย่างเข้าใจ
“กลับเหอะรส เหนื่อยมากแล้ว”
รสาฝืนกลืนน้ำตา ชีวินเดินเข้าไปใกล้
“วินไปส่ง”
รสาใจแข็งพยักหน้า ชีวินมองแล้วถอนใจเฮือก


รัชนีและสุวิทย์ยืนอยู่ข้างหน้า ปรางทิพย์เดินมาหน้าตาสดใส รัชนีถามด้วยความระแวง
“ปรางทำอะไรอยู่ลูก ทำไมนานจัง ไหนบอกว่าเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จตั้งนานแล้ว”
“ปรางคุยกับพี่ภัคนิดหน่อยน่ะค่ะ”
รัชนีชะงัก สุวิทย์เห็นแล้วก็พูดขึ้นอย่างรู้ใจ
“ก็ดีแล้วลูก พ่อกับแม่จะได้มีเวลาคุยกับเพื่อน พ่อก็เพิ่งจะคุยเสร็จเมื่อกี๊นี้เอง” สุวิทย์ตัดบท “งั้นเราก็กลับกันเลยดีมั้ย? พ่อให้ที่บ้านจัดอาหารไว้ฉลองให้ลูกสาวคนสวยของพ่อ” ยิ้มพลางลูบหัวลูกสาว “วันนี้ปรางสวยมากๆ เลยลูก สวยจนพ่อแทบจะจำไม่ได้”
ปรางทิพย์ยิ้มปลื้ม
“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ”
ปรางทิพย์กับสุวิทย์คุยกันสนุกสนาน ในขณะที่รัชนียังอารมณ์ขุ่นๆ ที่รู้ว่า ปรางทิพย์กับภคพงษ์คุยกัน พลัน
สายตาก็เหลือบไปเห็นสร้อยที่ภคพงษ์ให้ ห้อยอยู่ที่คอปรางทิพย์
“สร้อยอะไรน่ะลูก”
“อ๋อ...สร้อยของพี่ภัคค่ะ”
รัชนีชะงัก ปรางทิพย์พูดต่อ
“พี่ภัคเค้าสั่งทำพิเศษให้ มีเส้นเดียวบนโลกนะคะคุณแม่ พี่ภัคบอกว่าให้เป็นการขอบคุณที่ปรางมาเดินแบบให้วันนี้ค่ะ”
ปรางทิพย์ตอบด้วยความตื่นเต้น มีความสุข รัชนีตัวชา สุวิทย์มองแล้วก็ชม
“น่ารักดีนะ เหมาะกับปราง คุณภัคนี่เค้าก็ช่างคิดเนอะ นึกว่าจะทำเป็นแต่เครื่องประดับสำหรับผู้ใหญ่ ทำให้เด็กวัยรุ่นใส่ก็ได้ด้วย ใช้ได้ๆ”
สุวิทย์ชื่นชมภคพงษ์อย่างเห็นได้ชัดว่าปลื้มมาก ปรางทิพย์ยิ้มปลื้มด้วย
มีเพียงรัชนีคนเดียวที่ยืนหน้าเครียดปลื้มไม่ออกอยู่คนเดียว

เวลากลางคืน ภายในสวนของบ้านวงศ์เธียรสถิตย์ รัชนียืนอยู่คนเดียวครุ่นคิดถึงภาพตอนภคพงษ์และปรางทิพย์อยู่ด้วยกัน ในเหตุการณ์ต่างๆ เมื่อนึกถึงปรางทิพย์ตอนมองภคพงษ์ด้วยความปลื้ม และยิ้มอายๆ ต่างๆนานาๆ ประดังเข้ามาในสมองของรัชนีราวสายน้ำไหล

รัชนีเริ่มคิดหาทางดึงปรางทิพย์ออกจากภคพงษ์ให้ได้ ก่อนที่เรื่องจะบานปลาย และเลวร้ายมากไปกว่านี้

ภายในเรือนหลังเล็ก เวลากลางคืน ภคพงษ์ยังอยู่ในชุดเดิมจากงาน แต่ถอดสูทออกปลดกระดุมเชิ้ต อารมณ์รีแล็กซ์ กำลังบรรเลงเพลงพริ้วอยู่กับเปียโนหลังโปรด ภคพงษ์ยิ้มกริ่มก่อนจะหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข แล้วภาพต่างๆ ของสงครามระหว่างเขากับรัชนีที่ดำเนินผ่านคนกลางคือ ปรางทิพย์ก็ผ่านเข้ามาในภวังค์แห่งความสุนทรีนั้น
เสียงเพลงจากพริ้วแผ่วนั้นก็ถูกรัวหนักอย่างบ้าคลั่งด้วยความโกรธสุดขีด ก่อนจะหยุดอย่างเหนื่อยหอบ
สายใจยื่นถาดใส่แก้วน้ำเข้ามาใกล้หน้าภคพงษ์
“เหนื่อยก็พักเถอะนะคะคุณหนู ทานน้ำหน่อยค่ะ”
ภคพงษ์รู้ความหมายที่สายใจพูด ก็เบือนหน้าหนี พูดขึ้นลอย ๆ
“ใครว่าเหนื่อย แค่นี้เอง มันเพิ่งจะเริ่ม ผมไม่เหนื่อย แถมยังสนุกมาก”
“สนุกที่ได้ทำร้ายจิตใจผู้หญิงคนนึงน่ะเหรอครับ” เสียงเผด็จดังเข้ามา
ภคพงษ์หันขวับมองไปที่เผด็จซึ่งยืนอยู่
“มันไม่ถึงเศษเสี้ยวที่ผู้หญิงคนนั้นทำไว้กับผม”
เผด็จถอนใจ เดินเข้ามาใกล้
“แล้วผู้หญิงอีกคนนึงล่ะครับ”
ภคพงษ์ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
สายใจถอนใจ
“นั่นสิคะ ป่านนี้...” สายใจไม่กล้าพูดต่อได้แต่ถอนใจอีกเฮือก

ภคพงษ์ก็ยังไม่เข้าใจ

รสาในชุดนอนกำลังนั่งอยู่บนเตียง สีหน้ายังเจ็บปวดกับการกระทำของภคพงษ์ที่ผ่านมา รสาสะอื้นฮักๆๆ น้ำตาไหล ก่อนจะล้มตัวลงนอนร้องไห้สะอื้นอยู่บนเตียง

“โง่ ยัยรสา..เธอมันโง่เอง เธอมันโง่”

ชีวินนั่งริมฟุตบาท แหงนมองหน้าต่างห้องนอนรสาตาไม่กระพริบ เห็นไฟยังเปิดอยู่ก็ถอนใจเฮือกอย่างเป็นห่วง มองๆ ซักพักก็ลุกขึ้น ตัดสินใจหยิบมือถือจะโทรหารสา แต่เหลือบมองเห็นห้องนอนรสาดับไฟมืด ชีวินชะงัก ถอนใจ
“กู๊ดไนท์.. ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะรส”
ชีวินเก็บมือถือ มองหน้าต่างสั่งลาอีกทีก่อนจะหันหลังเดินกลับออกไปท่ามกลางความมืด

วันต่อมา ปรางทิพย์ถามด้วยความตกใจ
“คุณแม่จะส่งปรางไปเรียนที่ฝรั่งเศส”
รัชนีตอบพร้อมกับส่งแฟ้มให้
“ใช่..คุณแม่ถามเพื่อนที่อยู่ที่โน่นแล้ว เค้าบอกว่าที่ฝรั่งเศสมีโรงเรียนเกี่ยวกับแฟชั่นดีไซน์ที่น่าสนใจมากมาย ถ้าปรางไปเรียนเค้าจะหาที่ฝึกงานให้ เค้าพอจะรู้จักกับดีไซเนอร์ดังๆหลายคน ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ แม่เลือกมาสองสามที่ให้ปรางลองเลือกดูว่าชอบที่ไหน”
“แต่ถ้าปรางไปเรียน ปรางก็ต้องไปอยู่ที่โน่น แล้วคุณพ่อกับคุณแม่ล่ะคะ”
“แม่ก็ไปๆมาๆ ส่วนคุณพ่อไม่ต้องห่วง แม่จะดูแลเอง”
“แล้วเรื่องภาษาล่ะคะ ภาษาฝรั่งเศสของปรางอ่อนแอมากนะคะคุณแม่ ปรางเคยเรียนในโรงเรียนนิดหน่อยเอง”
“แม่ลงเรียนภาษาฝรั่งเศสให้ปรางไว้แล้ว เริ่มเรียนตั้งแต่พรุ่งนี้ เป็นคอร์สเร่งรัด แล้วค่อยย้ายไปเรียนเพิ่มที่โน่น”
ปรางทิพย์อึ้งไปหาเหตุผลอิดออดไม่ได้เลยเพราะรัชนีเตรียมไว้หมดแล้ว
“คุณแม่..จะให้ปรางไปให้ได้ใช่มั้ยคะ”
“ใช่..แม่ทำทุกอย่างเพื่ออนาคตที่ดีของปราง”
ปรางทิพย์นิ่ง อยากจะเถียง แต่ไม่รู้ว่าจะเถียงอะไร ปรางทิพย์สับสนเสียใจและไม่อยากไป
“นอกจากเรื่องเรียนแล้ว มีอีกหนึ่งเรื่อง เอาสร้อยที่ภคพงษ์ให้มาให้แม่ เดี๋ยวแม่จะเอาไปคืนเค้า”
ปรางทิพย์จี๊ดขึ้นทันที
“ทำไมคะคุณแม่ ทำไมคุณแม่ต้องเอาไปคืนพี่ภัคด้วย”
“เพราะแม่ไม่อยากให้เค้าเห็นปรางเป็นเหมือนผู้หญิงคนอื่น ของที่เค้าให้มาอาจจะให้ด้วยความไม่บริสุทธิ์ใจ เรารับมาเท่ากับรับความไม่หวังดีของเค้ามาด้วย”
ปรางทิพย์มองหน้ารัชนี ในใจเริ่มคัดค้านและเห็นว่าแม่ทำเกินกว่าเหตุ
“ได้ค่ะ ปรางคืนให้พี่ภัคก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่า ปรางต้องไปคืนด้วยตัวเอง”
รัชนีชะงัก ปรางทิพย์แววตาแข็งกร้าวขึ้น การต่อต้านรัชนีได้เริ่มขึ้นแล้ว ความคิดกบฎที่ซ่อนอยู่ในตัวปรางทิพย์ได้โอกาสดีดตัวออกมาสำแดงฤทธิ์เดช เป็นอคติที่รัชนีสร้างขึ้นมาให้ลูกด้วยตัวเธอเอง

ภายในเรือนหลังเล็ก เวลากลางวัน คนงานเริ่มเคลียร์เก็บงาน เก็บของขึ้นรถ รสาเดินตรวจงานอีกครั้งเพื่อความเรียบร้อย
“งานระบบเรียบร้อยดี เหลืองานสีกับงานซ่อม หัวหน้าเร่งให้รสหน่อยนะคะ รสอยากจะรีบปิดงานแล้ว อย่างช้าไม่น่าจะเกินอาทิตย์หน้า”
“ได้ครับ”
หัวหน้าช่างเดินแยกไป รสาเดินดูรอบๆด้วยความพอใจ...
“ใกล้จะจบสักที”
รสาพูดลอยๆ อย่างมีหวังพลางเดินกลับมาที่โต๊ะทำงาน หยิบโทรศัพท์มือถือมาเชคเมล แล้วก็สะดุดเข้ากับข้อความของห้าว
“พี่ห้าวส่งข้อความมาให้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”
รสาเปิดอ่าน
“ขอโทษด้วยที่ไม่ได้ไปดูรสเดินแฟชั่น ที่รีสอร์ตมีงานเข้า เอาไว้ค่อยคุยกัน ถ้าว่างอย่าลืมกลับมาบ้านบ้างนะ เจอกันจ้ะ”
รสาคิดแล้วก็กดโทร.กลับไป

ภายในห้องพิมพรรณ ห้าวกำลังนั่งเล่นกีต้าร์อย่างอารมณ์เซ็งๆ เหงาๆ ในใจกังวลเรื่องพิมพรรณ โทรศัพท์ดัง ห้าววางกีต้าร์แล้วกดรับด้วยความดีใจ
“รส งานเมื่อวานเป็นไงบ้าง ถ่ายรูปไว้บ้างเปล่า เอามาให้ดูบ้างนะ อยากเห็น”
รสายิ้มนิดๆ
“ได้เลยจ้ะ เดี๋ยวจะลองขอคนจัดงานให้นะ เออ ว่าแต่ช่วงนี้ลูกค้าเข้าเยอะมากเลยพี่ห้าว”
ห้าวหน้าเสียลงนิดๆเพราะโกหกแต่พยายามฟอร์มเนียนๆ
“อื้อ...งานเข้าเยอะเลย พี่กับลุงกับป้าก็เลยไม่ได้ไป รสไม่โกรธนะ”
รสารีบตอบ
“ไม่โกรธหรอกจ้ะ เรื่องแค่นี้เอง เออแล้วพิมล่ะ พิมเป็นยังไงบ้าง รสมัวแต่ยุ่งไอ้เรื่องเดินแฟชั่นเนี่ย ไม่ได้คุยกับพิมเลย ไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้าง”
ห้าวหน้าเสียกว่าเดิม
“ก็เรื่อยๆ ตามประสา พี่ว่า รสไม่ต้องกังวลเรื่องพิมหรอก งานยุ่งไม่ใช่เหรอ ไปตั้งใจทำงานเถอะ รีบเคลียร์งานจะได้รีบกลับ แล้วก็มาดูเองกับตา เดี๋ยวรสก็รู้เองว่าพิมเป็นยังไง”
รสาตะขิดตะขวงใจ แต่ไม่อยากซักมาก เห็นห้าวไม่อยากเล่า
“ก็ได้จ้ะ งั้นรสไปทำงานต่อก่อนนะ แล้วเจอกันจ้ะ”
รสาวางสายไปด้วยความงุนงง
“วันนี้พี่ห้าว พูดแปลกๆ”
รสาแปลกใจรู้สึกค้างคาใจอย่างประหลาด

ส่วนทางด้านห้าวยืนอยู่กลางห้องพิมพรรณ ภายในห้องโล่งว่าง ข้าวของที่วางอยู่หายไปหมด แม้แต่ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ก็ถูกถอดออกไปหมด ห้าวถอนใจเบาๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น

เผด็จเดินเข้ามาภายในบ้านภคพงษ์ นำกล่องแหวนที่รสามาฝากไว้กับตนมาคืนให้ 

“คุณรสาฝากให้มาคืนคุณภัคครับ”
เผด็จคุยกับภคพงษ์อยู่ในห้องทำงาน ภคพงษ์ถามอย่างแปลกใจ
“รสาเอาไปให้คุณอาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“เมื่อเช้าครับ คุณรสาแวะไปหาผมที่ทำงาน”
ภคพงษ์ขมวดคิ้วอย่างสงสัย
“ทำไมไม่เอามาคืนให้ผมด้วยตัวเอง วันนี้ผมก็อยู่บ้านทั้งวัน รสาต้องมาทำงานที่เรือนหลังเล็กอยู่แล้ว”
“คุณรสาอาจจะทราบว่าถ้าคืนกับคุณภัคเอง คุณภัคอาจจะไม่รับคืนก็ได้นะครับ”
ภคพงษ์คิดแล้วก็หันมาบอกเผด็จ
“เดี๋ยวผมคุยกับรสาเอง”
ภคพงษ์เก็บกล่องแหวนมา เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามา”
เปลี่ยนเปิดประตูเข้ามา
“คุณภัคครับ มีแขกที่ชื่อปรางทิพย์มาขอพบครับ”
เผด็จชะงักนิดๆ

สายใจพูดขึ้นด้วยความแปลกใจ
“ลูกสาวคุณผู้หญิงมาเหรอคะ”
เผด็จพูดด้วยความหนักใจ
“ใช่..สายใจอยากจะออกไปดูหน้าหน่อยมั้ย”
สายใจคิดแล้วก็ตอบ
“คงไม่ต้องหรอกค่ะ ถ้าคุณหนูเธอเห็นว่าฉันควรจะได้เห็น เดี๋ยวสักพักเธอคงจะพามาแนะนำเอง”
เผด็จพยักหน้าเห็นด้วย
“ถึงกับบุกมาที่บ้านแบบนี้ เห็นทีว่าจะไม่ใช่เรื่องธรรมดา”
สายใจคิดอย่างเป็นกังวล


ปรางทิพย์คืนสร้อยให้ภคพงษ์ ภคพงษ์ตาวาวสะใจแว่บนึงก่อนจะรับมา แล้วทำถามเนียนๆ
“คุณแม่บอกหรือเปล่าว่าทำไมให้เอามาคืนพี่”
ปรางทิพย์อึกอักไม่กล้าตอบตามความจริง ได้แต่พูดเลี่ยงๆ
“คือ คุณแม่เกรงใจน่ะค่ะ เห็นว่ามันเป็นของมีราคา ก็เลยไม่ให้ปรางรับไว้ พี่ภัค อย่าโกรธคุณแม่เลยนะคะ”
ภคพงษ์แอบน้อยใจวูบ ก่อนจะปรับความรู้สึก ทำยิ้มเนียน
“เฉพาะเรื่องนี้ ได้ครับพี่จะไม่โกรธ”
ปรางทิพย์ยิ้มนิดๆ
“ขอบคุณพี่ภัคนะคะที่เข้าใจ...นอกจากเรื่องนี้ มีอีกเรื่องที่ปรางอยากจะบอกค่ะ”
ภคพงษ์รอฟัง
“คุณแม่จะส่งปรางไปเรียนที่ฝรั่งเศสค่ะ”
ภคพงษ์อึ้ง
“คุณแม่ให้เพื่อนหาที่เรียน ที่ฝึกงานไว้ให้แล้ว”
“น้องปรางจะไปเมื่อไหร่” ภคพงษ์ถามทั้งที่ยังอึ้งๆ
“น่าจะอีกสัก 3 เดือนค่ะ คุณแม่ให้เรียนภาษาที่สมาคมฝรั่งเศสไปก่อน แล้วค่อยไปเรียนต่อที่โน่น”
ภคพงษ์ ฟังคำตอบแล้วก็ตาวาว ยิ้มหวานกะทันหัน
“สมาคมฝรั่งเศส โธ่ อยู่ใกล้แค่นี้เอง เอาไว้ระหว่างที่น้องปรางไปเรียนภาษาพี่จะขออนุญาตแวะไปหา พาไปทานข้าวจะได้หรือเปล่าครับ”
“ด้สิคะ ดีเลยค่ะ ปรางกำลังหาเพื่อนอยู่พอดี”
“พี่รับปากว่าจะไปทานข้าวเป็นเพื่อนให้บ่อยที่สุด เท่าที่จะทำได้ วันนี้น้องปรางรีบกลับหรือเปล่า ให้พี่พาเดินเล่นรอบๆบ้านก่อนนะครับ”
“ค่ะ”
ปรางทิพย์พยักหน้ายิ้ม รีบตอบด้วยความดีใจ ภคพงษ์ยิ้มแอบร้าย


ภคพงษ์และปรางทิพย์เดินเล่นตามมุมต่างๆของบ้าน ภคพงษ์เดินแนะนำไปว่าตรงนี้เป็นอะไรปราง
ทิพย์ฟังด้วยความตื่นเต้น และก็เริ่มชวนคุย หลังๆการเดินเป็นว่า ภคพงษ์เดินฟังปรางทิพย์เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้
ฟังอย่างสนุกสนาน ปรางทิพย์เล่าเรื่องต่างๆ ให้ภคพงษ์ฟังด้วยความสบายใจ
สองคนเดินคุยกันในสวน มีใบไม้ร่วงติดผมปรางทิพย์ ภคพงษ์ดึงตัวปรางทิพย์มาใกล้ ดึงใบไม้ออกให้ ทั้ง 2 คนจ้องตากัน ปรางทิพย์ยกมือไหว้ขอบคุณ ภคพงษ์แอบอึ้งนิดๆ แต่ก็มิวายทำเป็นหวานใส่น้องต่อไป
ที่มุมหนึ่ง ชีวินยืนมองอยู่
ชีวินกำลังคุมช่างสวนขนต้นไม้ไปเรือนหลังเล็ก ชีวินอึ้งกับภาพที่เห็น เพราะภคพงษ์ดูมีความสุขมากๆ

รสาฟังนิ่ง หน้าเสีย ใจเสียแล้วทรุดลงนั่ง
“รส”
“เค้าจะอยู่กับใครก็เรื่องของเค้า รสไม่สนใจ แล้วก็ไม่อยากรู้”
“วินไม่น่าเอามาเล่า”
“ใช่ วินไม่น่าเอาเรื่องไร้สาระแบบนี้มาเล่าให้รสฟังเลย เสียเวลา”
ชีวินอึ้ง รสาลุกพรึ่บ
“รสไปทำงานต่อก่อนนะ วินก็รีบเคลียร์เรื่องสวนให้รสด้วยนะ จะได้รีบจบๆงานนี้สักที”
ชีวินมองตามอย่างเป็นห่วง ก่อนจะพึมพำ
“ไม่ต้องห่วง วินก็อยากจะรีบๆจบเหมือนกัน”
ชีวินถอนใจเฮือก

รสาพรวดมาทรุดลงนั่งร้องไห้
“ภคพงษ์ คุณเป็นอะไร คุณคิดอะไรอยู่ ตกลง..คุณต้องการอะไรกันแน คุณทำแบบนี้ทำไม”
รสาสะอื้นซักพัก ก่อนจะปาดน้ำตา

“พอแล้ว รสา พอแล้ว พอซะที ภคพงษ์”

เป็นไปตามการคาดหมายของสายใจ ภคพงษ์เข้ามายิ้มแฉ่ง

“ป้าสายใจครับ”
ปรางทิพย์ยกมือไหว้สายใจอย่างอ่อนน้อม
“สวัสดีค่ะ”
สายใจรับไว้ พร้อมกับมองหน้าปรางทิพย์อย่างพิจารณา
“คุณปรางทิพย์ หน้าเหมือนคุณผู้...เอ่อ”
ภคพงษ์มองหน้าสายใจที่เกือบหลุดคำว่า คุณผู้หญิง
“คุณแม่...มากนะคะ”
“ป้าสายใจรู้จักคุณแม่ปรางด้วยเหรอคะ”
“ก็...เคยเห็นจากในรูปน่ะค่ะ”
“นี่ขนาดคุณแม่เป็นคนไม่ชอบออกสื่อนะคะเนี่ย ป้าสายใจยังรู้จัก แสดงว่าคุณป้าต้องเป็นคนที่ติดตามข่าวสารครบทุกสื่อเลยนะคะเนี่ย”
ปรางทิพย์พูดด้วยความสดใส สายใจยิ้มตาม ด้วยความเอ็นดู
“สมกับที่พี่ภัคชมให้ฟัง”
“คุณภัคเอาป้าไปขายอะไรอีกล่ะคะ”
“พี่ภัคบอกว่า โตมาได้เพราะมีป้าสายใจเป็นคนเลี้ยงดู สอนทุกอย่าง สอนมากกว่าแม่แท้ๆอีกนะคะ”
สายใจแอบหน้าเสียก่อนจะยิ้มรับอย่างถ่อมตัว
ภคพงษ์พูดขึ้น
“ถ้าน้องปรางมีโอกาสต้องเล่าเรื่องนี้ให้คุณแม่ฟังด้วยนะครับ เผื่อจะทำให้คุณแม่รู้จักพี่มากขึ้น ฝากบอกด้วยว่า..พี่รักป้าสายใจมากกว่าแม่แท้ๆของตัวเอง”
สายใจหันมามองหน้าภคพงษ์อย่างอึ้งนิดๆที่กำลังหลอกใช้ปรางทิพย์เป็นเครื่องมือสื่อสารไปหารัชนี ภคพงษ์แอบยิ้มร้ายๆที่มุมปาก
“ได้เลยค่ะ ปรางจะเล่าให้คุณแม่ตามนี้ ทุกคำพูดเลยค่ะ”
“ทุกคำพูดนะครับ”
“ค่ะ..ทุกคำพูดเลยค่ะ”
“น่ารักที่สุดครับ”
ปรางทิพย์ยิ้มรับด้วยความไร้เดียงสา ภคพงษ์ยิ้มรับแอบสะใจอยู่ในที สายใจเห็นวิธีของภคพงษ์แล้ว เริ่มหวาดหวั่นใจหนักขึ้น


ในเวลาต่อมา ปรางทิพย์ยืนลาภคพงษ์อยู่หน้าบ้าน
“ปรางกลับก่อนนะคะ ขอบคุณที่พาเดินเล่นในวันนี้นะคะ บ้านพี่ภัคสวยมาก”
“สัญญานะครับว่าน้องปรางจะมาเที่ยวอีกบ่อยๆ บ้านเถลิงยศยินดีต้อนรับน้องปรางเสมอ” ภคพงษ์พูดอ้อน
ภคพงษ์ยื่นมือให้จับสัญญา ปรางทิพย์มองขำๆ
“สัญญาค่ะ”
ทั้ง 2 คนจับมือกัน ภคพงษ์จับแน่นจนปรางทิพย์รู้สึกเอ๊ะๆ ค่อยดึงมือออกอย่างอายๆ
“ขอบคุณพี่ภัคมากนะคะ ปรางกลับก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ”
ปรางทิพย์ยกมือไหว้อย่างสวยงาม แล้วก็ยิ้มกว้างอย่างสดใส ก่อนจะขึ้นรถตู้ไป คนขับรถปิดประตูแล้วก็ขับ
ออกไป ภคพงษ์ยืนส่งอยู่หน้าบ้าน ยิ้มหวานค่อยๆ กลายเป็นสายตาอาฆาตสะใจ

ปรางทิพย์ยิ้มอย่างมีความสุข ใจพองโต เหมือนคนมีความรัก ชีวินเปิดประตูรถที่จอดอยู่ข้างรั้วบ้านภคพงษ์ให้รสานั่งหน้า รถปรางทิพย์แล่นผ่าน ก่อนสะดุดสายตาหันไปมองรสาด้วยความสนใจ ปรางทิพย์เพ่งมองอีกที
ปรางทิพย์จำรสาได้แม่นยำ แม้จะพบกันครั้งเดียวในงานเดินแฟชั่นก็ตาม
“พี่นางแบบคนนั้นนี่มาทำอะไรที่บ้านพี่ภัค”
ปรางทิพย์คิดด้วยความอยากรู้ประสาเด็ก

ภคพงษ์เดินเข้ามาในห้องทำงานด้วยอารมณ์อาฆาต สายตาปราดไปเห็นกล่องแหวนที่ให้รสาวางอยู่ สายตาก็แยแววอ่อนลง และนึกถึงรสาขึ้นมาทันที
“รสา” ภคพงษ์พึมพำ

ในเวลาเย็น เปลี่ยนรายงานด้วยเสียงฉะฉาน
“คุณรสากลับไปแล้วครับ “
ภคพงษ์หน้าเซ็งเล็กๆ ผิดหวังหน่อยๆ
“กลับไปพร้อมกับคุณชีวินเมื่อกี้นี้เองครับ”
ภคพงษ์ชะงักกึก...แอบหึง แต่แล้วเสียงของพักตร์วิมลก็ดังขึ้น
“สวัสดีค่ะภัค”
ภคพงษ์หันไปตามเสียง พักตร์วิมลยืนอยู่ที่ประตู หน้าจิกสุดฤทธิ์
“ได้เจอกันสักทีนะคะ”
พักตร์วิมลมาพร้อมมารยาพันเล่มเกวียน...บรรยากาศมาคุเริ่มแผ่ซ่าน


ประตูห้องถูกปิดลง ในห้องเหลือภคพงษ์และพักตร์วิมลสองคน นางเอกสาวเริ่มโอดครวญ
“แพตไม่เข้าใจ ภัคเป็นอะไร ทำไมถึงได้เย็นชากับแพตแบบนี้”
“ผมเคยบอกคุณแล้ว ว่าผมไม่ชอบคนพูดจาไม่รู้เรื่อง” ภคพงษ์ตอบนิ่งๆ
“แค่แพตไปเหวี่ยงใส่นังกรรมกร...นังอินทีเรียนิดเดียว ทำไมภัคต้องโกรธแพตขนาดนี้ด้วย จะต้องไปแคร์มันทำไม”
ภคพงษ์ทำหน้าเบื่อๆ
“แล้วที่ภัคให้มันเดินแฟชั่นเป็นคนสุดท้าย เด่นที่สุดน่ะ คิดอะไรอยู่ รู้หรือเปล่าว่ามันมีแฟนแล้ว”
ภคพงษ์ชะงักนิดๆ
“แฟนมันประกาศต่อหน้าแพต แถมยังบอกด้วยว่ารักกันมาก ปกติภัคไม่เคย ไปยุ่งกับคนที่มีแฟนแล้ว ทำไมครั้งนี้ถึงได้ลดตัวลงไปขนาดนี้ ไหนจะยัยเด็กอนุบาลหมีน้อยนั่นอีก ทำไมถึงต้องให้ความสำคัญมันมากขนาดนั้น แต่กับแพต...เพอร์เฟคทุกอย่าง ทำไมถึงได้ผลักไสไล่ส่งต่างๆนานา”
พักตร์วิมลบีบน้ำตาน่าสงสารอย่างมาก
“แพตแค่รักคุณมากจนไม่อยากเสียคุณไป แพตทำผิดตรงไหนคะ แพตผิดตรงไหน”
ภคพงษ์มองด้วยความเห็นใจแล้วก็พูดขึ้น
“แพต...หยุดร้องไห้เถอะ”
พักตร์วิมลเงยหน้าขึ้นในบทบาทนางเอ๊ก...นางเอก ดูน่าสงสารมากมาย แพทพยายามยื่นหน้าใกล้กัน กะว่าภคพงษ์คงจะจูบปลอบใจ แต่แล้วภคพงษ์ก็พูดต่อ
“มาสคาร่าเลอะหมดแล้ว”
“หะ อะไรนะคะ”
วิญญาณห่วงสวยผุดขึ้นมา วิญญาณนางเอกกระเจิง พักตร์วิมลรีบควักกระจกออกมาส่อง น้ำตานางเอกเหือดแห้งหายไปในพริบตา ในกระจกหน้ายังสวยงามตามปกติ ไม่มีมาสคาร่าไหลเยิ้มแม้แต่น้อย
“ไหนคะภัค ไม่เห็นจะเลอะเลย”
พักตร์วิมลเงยหน้าจากกระจกแล้วก็พบว่าภคพงษ์หายไปแล้ว
“ภัคคะ ภัค ภัค!”
พักตร์วิมลพยายามส่งเสียงร้องเรียก แต่ไม่มีการตอบรับ ภคพงษ์ย่องหายไปอย่างเงียบกริบ พักตร์วิมลถึงกับ
กรี๊ดออกมา
“อ๊าย...นี่ภัคแกล้งหลอกแพตเหรอหะ ภัค ฮึ่ย บ้าจริงๆ ยังคุยกันไม่รู้เรื่อง ชิ่งกันงี้เลยเหรอ ภัคอ่ะ”
พักตร์วิมลสุดแค้นใจ

รสากับชีวินนั่งกินข้าวอยู่ที่โฮมสเตย์ อาภรณ์คอยดูแลอยู่ไม่ห่าง
“ป้าก็เสียดาย ไม่ได้ไปดูรสเดินแฟชั่น พอดีลูกค้าเข้าเพียบ แล้วตกลงเป็นไงบ้าง เดินไปเหยียบเท้าใครเค้าหรือเปล่า”
รสาไม่ขำ ไม่สนมุกป้า นั่งเขี่ยข้าวอย่างเซ็งๆ ชีวินรีบพูดสร้างบรรยากาศ
“ไม่เลยครับ ตรงกันข้ามทำได้ดีมาก มีแต่คนคิดว่าเป็นนางแบบมืออาชีพ ใช่ป่ะ”
ชีวินศอกกระทุ้งใส่รสาเบาๆ
“เว่อร์!! วินเว่อร์”
“อ้าวจริงๆนะ คนข้างหลังวิน เดากันใหญ่ว่าเป็นดาราคนโน้นคนนี้ คัพเค้กกับพี่พิทตี้ก็ได้ยิน ไม่เชื่อไปถามดูได้”
รสามองเหล่ชีวิน
“เว่อร์ไม่หยุดใช่มั้ย นี่แน่ะ”
รสาจับผักอะไรแถวนั้นยัดปากวิน วินปัดพัลวัน จับนู่นนี่ใส่ปากรสามั่ง แก้แค้นสนุกสนานกันใหญ่
บรรยากาศในบ้านเต็มไปด้วยความรักความอบอุ่น ทันใดนั้นอาภรณ์ก็เงยหน้าขึ้นเห็นผู้มาเยือน อาภรณ์สะดุ้ง
นิดๆ
“อุ้ย รส แขกเข้า”
รสากับชีวินหันไปตามสายตาของอาภรณ์แล้วก็อึ้งด้วยกันทั้งคู่ ภคพงษ์ยืนอยู่เห็นรสานั่งกินข้าวอยู่กับชีวินก็ชะงักกึก...ความอบอุ่นเรียบง่ายเมื่อครู่หายวับไป...บรรยากาศแห่งรักสามเส้าปรากฎขึ้นมาแทน
ภคพงษ์มองรสาและมองชีวิน
ชีวินมองภคพงษ์และหันมามองรสา
รสาเบือนหน้าจากภคพงษ์ เหมือนไม่อยากจะมอง ภคพงษ์อึ้งไปนิดๆ กับปฎิกริยาของรสา สามารถสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่ไม่สู้จะดีนัก
 
ภคพงษ์รู้สึกใจเต้นแรง ทั้งหึงและหวงกับภาพที่เห็น

ตะวันทอแสง ตอนที่ 9 (ต่อ)

ภคพงษ์ร้อนใจ ตรงดิ่งและพาตัวเองมาอยู่ที่โฮมสเตย์ของอาภรณ์ กำลังยื่นกล่องเครื่องเพชรคืนให้รสา

“ผมเอามาให้”
รสามองและตอบเสียงดุ
“ฉันไม่รับ”
“อาเผด็จบอกว่าค่าตัวคุณก็ไม่รับ ถือว่านี่เป็นของขวัญตอบแทนน้ำใจจากผมก็แล้วกัน”
“ฉันไม่ได้ทำเพื่อคุณ ฉันทำเพื่อคุณเผด็จ และป้าสายใจ และฉันไม่ต้องการอะไรตอบแทนทั้งนั้น”
“โกรธอะไรอีก ผมทำอะไรผิด โดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า” ภคพงษ์ถามตรงๆ
“พอเถอะ เลิกล้อเล่นกับความรู้สึกของฉันได้แล้ว”
ภคพงษ์ขมวดคิ้วไม่เข้าใจ รสาอารมณ์เริ่มขึ้นก่อนใส่เต็มที่
“วันดีคุณก็ดึงฉันขึ้นไปจนสูงสุดฟ้า วันร้ายก็กระชากลงมาติดดิน คุณเห็นฉันเป็นอะไร หา พอได้แล้ว ฉันเหนื่อย” รสาพูด ออกมาจากใจ น้ำตาคลอจางๆ ที่เบ้าตา
ภคพงษ์อึ้ง
“ผมไม่เคยคิดจะล้อเล่นกับความรู้สึกของคุณ”
รสาสวนเสียงแข็ง
“คุณไม่คิด แต่คุณทำ”
ภคพงษ์อึ้งไปอีก รสาพูดต่อ
“คุณทำได้เลยโดยที่คุณไม่ต้องคิด เพราะมันคือคุณไงล่ะ เพราะคุณคือ ภคพงษ์ เถลิงยศ ผู้ไม่เคยสนใจความรู้สึกของใครทั้งนั้น”
ภคพงษ์พยายามจะแย้ง
“แต่ผมสนใจความรู้สึกของคุณนะรสา ถ้าผมไม่สน ผมคงไม่มา”
ภคพงษ์ขยับจะเข้าหา รสาส่ายหน้า ยกมือห้ามและเดินถอยห่าง
“พอเถอะ อย่าดึงฉันให้ลอยขึ้นไปอีกเลย ยิ่งคุณดึงฉันขึ้นไปสูงเท่าไหร่ ตอนที่ฉันตกลงมันยิ่งเจ็บมากเท่านั้น”
รสามองหน้า แววตาสั่นระริก น้ำตาปริ่มจะไหล
ภคพงษ์ยังจะพยายามจะอธิบาย “รสา”
รสาสวนเสียงแข็ง แววตากร้าวดุทันที
“รอบตัวคุณมีผู้หญิงมากมายมาให้คุณหาความสนุก เว้นฉันไว้สักคน ฉันจะได้รีบทำงานของคุณให้เสร็จ แล้วเราจะได้ไม่ต้องเจอกันอีก”
รสาพูดจบก็หันหลังเดินเข้าบ้านไป ภคพงษ์ตะโกนเรียกตามหลัง
“รสา รสา”

ในเวลาเดียวกันชีวินและอาภรณ์นั่งรออยู่ที่เดิม ชีวินกระสับกระส่ายนิดๆ อาภรณ์นั่งอยู่ห่างๆ ทั้งคู่ร้อนใจพอกัน รสาเดินหน้าเหวี่ยงเข้ามา
“รส”
“พรุ่งนี้เจอกันที่ไซต์งานนะ”
รสาพูดจบก็ขึ้นบ้านไปเลย ชีวินกับอาภรณ์ได้แต่มองตามด้วยความงุนงง ภคพงษ์พรวดเข้ามาติดๆ
“รสา...รสาคุยกันก่อน”
ชีวินหันขวับมาทางภคพงษ์พร้อมกับเดินเข้ามาขวาง
“รสไม่อยากคุยกับคุณ กลับไปได้แล้ว”
สองชายเผชิญหน้ากัน ภคพงษ์มองชีวินด้วยสีหน้าไม่พอใจ ชีวินมองกลับอย่างไม่ยอมเหมือนกัน

ส่วนรสาเดินพรวดเข้ามาในห้อง ปิดประตูแล้วก็ทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง...พยายามจะทำตัวให้เข้มแข็ง ทั้งที่ในใจยังอาวรณ์ ตัดใจไม่ลง

ขณะเดียวกัน ภคพงษ์ยื่นกล่องเครื่องเพชรให้ชีวิน
“ผมฝากคืนให้รส”
ชีวินมองแล้วก็ตอบเสียงห้วน
“รสไม่อยากรับ เอากลับไปซะ”
ภคพงษ์สวน
“แต่ผมตั้งใจให้ ถึงเค้าไม่อยากรับ ผมก็ไม่เอากลับคืน”
ชีวินของขึ้น ภคพงษ์เองก็พร้อมลุย อาภรณ์รีบเข้ามาแทรก
“เอ่อ เอ่อ ใจเย็นๆ กันก่อนนะคะหนุ่มๆ เอาอย่างนี้แล้วกัน ป้ารับไว้ก่อน เดี๋ยวป้าคุยกับรสให้นะคะว่า เค้าจะรับหรือไม่รับ”
ภคพงษ์หันมาทางอาภรณ์
“ขอบคุณคุณป้ามากครับ ฝากบอกรสว่าถ้าเค้าไม่ต้องการก็ทิ้งมันไป แต่ผมไม่รับคืน”
“จ้ะๆ”
“สวัสดีครับ”
ภคพงษ์ยกมือไหว้อาภรณ์แล้วก็เดินออกไปเลย โดยไม่สนใจชีวินแม้แต่น้อย
ชีวินมองตามด้วยความหมั่นไส้ พออาภรณ์เห็นภคพงษ์เดินลับตัวไปก็เปิดกล่องดู
“กล่องอะไร ทำไมยัยรสไม่รับ”
อาภรณ์เปิดกล่องเครื่องเพชรออก พอเห็นก็ตาโต
“คุณพระ เครื่องเพชร ตายแล้ว น้ำงามซะด้วย นี่ถ้ายัยรสไม่เอา ป้าไม่ทิ้งนะ เอาไปขายเอาเงินไปทำบุญก็ยังดี งามจริงๆ ตายๆๆ”
อาภรณ์ตกอกตกใจอย่างมาก ชื่นชมกับเครื่องเพชร
ชีวินไม่สนใจสักนิดได้แต่มองไปที่ห้องรสาด้วยความเป็นห่วง

ภคพงษ์เดินมาที่นอกบ้านพัก แล้วมาหยุดยืนตรงหน้าระเบียงห้อง แต่ไม่มีวี่แววของรสา ภคพงษ์ตัดสินใจเดินออกจากบ้านด้วยแววตาไม่สบายใจ กังวล และเป็นห่วง

รสาค่อยๆ เดินออกมาที่ระเบียงก็เห็นภคพงษ์เดินหันหลังกลับออกไป รสามองตามด้วยความเศร้า และหันหลังให้อย่างตัดใจ

ภายในบ้านวงศ์เธียรสถิตย์ยามนั้น รัชนีนั่งรออยู่ในบ้านด้วยใจร้อนรุ่ม ปรางทิพย์เดินเข้ามาในบ้านอย่างมีความสุข รัชนีถามเสียงดุ

“แค่เอาของไปคืน ทำไมหายไปตั้งนาน”
ปรางทิพย์หยุดเดินหันมาตอบอย่างอารมณ์ดี
“พอดี พี่ภัคพาเดินเล่นรอบๆ บ้านน่ะค่ะ ก็เลยกลับมาช้าไปหน่อย ปรางต้องขอโทษคุณแม่ด้วยนะคะที่ไม่ได้โทร.บอกก่อน”
รัชนีลืมตัว ตวาดแว๊ดขึ้น
“แล้วทำไมไม่โทร.”
ปรางทิพย์อึ้ง รัชนีเริ่มรู้สึกตัว และปรับอารมณ์คุยต่อ
“แม่ถามเพราะเป็นห่วง ปรางก็รู้ว่าภคพงษ์เป็นคนยังไง”
“ใช่ค่ะ ปรางรู้ว่าพี่ภัคเป็นคนดี และให้เกียรติปราง ปรางถึงกล้าไปหาเค้าที่บ้าน ถ้าพี่ภัคไม่น่าไว้ใจ ปรางคงไม่กล้าทำแบบนี้”
รัชนีฟังแล้วรู้สึกเคืองก่อนพูดเสียงเข้ม
“ปรางรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังแก้ตัวแทนภคพงษ์ ปรางไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน”
“แล้วคุณแม่รู้ตัวหรือเปล่าคะว่า กำลังจับผิดปรางกับพี่ภัค คุณแม่ก็ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน”
รัชนีจุก ปรางทิพย์พูดต่อ เสียงอ่อนลง เหมือนรู้ตัว
“ปรางขอตัวนะคะ พรุ่งนี้มีเรียนแต่เช้า”
ปรางทิพย์เดินขึ้นบ้าน รัชนีนั่งอยู่ที่เดิม แววตาครุ่นคิด หวั่นใจมากขึ้นทุกที

ภคพงษ์เดินเข้ามาในบ้าน ทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟาหรู แล้วก็หันไปมองโทรศัพท์มือถือ ภคพงษ์หยิบมาไล่ดูชื่อ “รสา” คิดชั่งใจจะโทร.หรือไม่โทร. แต่แล้วตัดสินใจไม่โทร. วางโทรศัพท์ไว้ข้างๆ
ทันใดนั้นโทรศัพท์ดังขึ้น ภคพงษ์หยิบมาดู ในใจแอบคิดว่าอาจจะเป็นรสา แต่พอเห็นชื่อ แววตาก็แข็งกร้าวขึ้นมาทันควัน ภคพงษ์กดรับโทรศัพท์
“สวัสดีครับคุณรัชนี”

รัชนีคุยโทรศัพท์เสียงเครียด
“สนุกมากพอแล้วนะ หวังว่าจะคงจะจบ”
รัชนีคุยอยู่ในมุมหนึ่งของบ้านซึ่งเป็นมุมปลอดภัย
“โตๆ กันแล้ว เลิกเล่นเป็นเด็กๆ สักที” รัชนีสำทับ
ภคพงษ์ยิ้มร้าย
“ผมไม่เคยเล่น ที่ทำทุกอย่าง...ผมเอาจริง”
รัชนีอารมณ์เริ่มขึ้น
“แต่เธอก็รู้ว่ามันไม่มีทางเป็นจริง เธอกับปรางทิพย์ มันเป็นไม่ได้ ที่เธอทำทุกอย่างเพื่อต้องการจะแกล้งฉัน”
ภคพงษ์ยิ้มร้ายอีก น้ำเสียงกวนสุดๆ
“แกล้ง ทำไมผมจะต้องแกล้งคุณ คุณมองผมในแง่ร้ายเกินไปแล้วครับคุณรัชนี คุณออกจะเป็นนางฟ้าในสายตาคนอื่น คนดีอย่างคุณ ผมจะกล้าคิดร้ายได้ยังไง”
รัชนีพูดโพล่งออกไปเลย
“ไม่จริง ฉันรู้นะ...ที่เธอพยายามจะหว่านเสน่ห์ใส่ปรางทิพย์ เพราะต้องการจะแกล้งฉันทำให้ฉันไม่สบายใจ และมันก็สำเร็จ สะใจรึยัง”
ภคพงษ์ยิ้มเยาะ รัชนีเสียงอ่อนลงเล็กน้อยเหมือนจะพยายามขอความเห็นใจ
“มันคงจะสะใจเธอพอแล้ว หยุดสักที เลิกยุ่งกับปรางทิพย์ได้แล้ว เค้ายังเด็ก เค้าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น”
ภคพงษ์สวนออกไปเลย
“ก็ทำให้เค้ารู้สิ ไม่เห็นยาก บอกความจริงเค้าไปว่าคุณกับผมเป็นอะไรกัน แค่คุณบอกทุกอย่างก็จบ กล้าบอกหรือเปล่า”
รัชนีพูดไม่ออก เงียบกริบ ภคพงษ์สัมผัสได้ถึงความเงียบและความไม่กล้า กิริยาอ้ำอึ้งของรัชนี ทำให้ภคพงษ์ยิ่งแค้นใจ
“ถ้าคุณไม่กล้าและอยากจะเก็บผมไว้เป็นลูกลับๆ ในอดีตที่ไม่อยากจดจำ คุณก็ก้มหน้ารับกรรมไปแล้วกัน เพราะผมจะไม่หยุดแค่นี้แน่”
ภคพงษ์วางสายไป หนุ่มรูปงามกัดกรามกรอดด้วยความแค้น ในห้วงมโนกรรมนี้ ทำให้เขาลืมรสาไปสนิท

“ภัคพงษ์ ภัคพงษ์ ตาภัค” รัชนีรีบเรียกไว้ เสียงวางสายดังขึ้นมา
รัชนีวางสายตามไปด้วยความไม่สบายใจ คำพูดโต้เถียงกับภคพงษ์ดังก้อง
“เลิกยุ่งกับปรางทิพย์ได้แล้ว เค้ายังเด็ก เค้าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น”
“ก็ทำให้เค้ารู้สิ ไม่เห็นยาก บอกความจริงเค้าไปว่าคุณกับผมเป็นอะไรกัน แค่คุณบอก ทุกอย่างก็จบ กล้าบอกหรือเปล่า ถ้าคุณไม่กล้าและอยากจะเก็บผมไว้เป็นลูกลับๆในอดีตที่ไม่อยากจดจำ คุณก็ก้มหน้ารับกรรมไปแล้วกันพราะผมจะไม่หยุดแค่นี้แน่”
รัชนีหวาดหวั่นใจอย่างหนัก

บรรยากาศของการเชือดเฉือนเริ่มคุกรุ่น ต่างคนต่างไม่ยอม และดูเหมือนจะไม่มีทางออก

บริเวณหน้าบ้านเถลิงยศตอนเช้าวันต่อมา สายใจนั่งเลือกผักอยู่ที่มุมประจำ ปุยนุ่นกับเปลี่ยนเดินเข้ามาพร้อมกับทำท่าเกี่ยงกันไปมา

“แกถามดิ” ปุยนุ่นว่า
“แกนั่นแหละถาม” เปลี่ยนบอก
สายใจชักรำคาญ พูดออกมาอย่างรู้ทัน
“ไม่ต้องถาม ทั้งสองคนนั่นแหละ เพราะถึงถามข้าก็ไม่ตอบ”
ปุยนุ่นกับเปลี่ยนร้อง “อ้าว” ขึ้นพร้อมกัน
“แล้วป้ารู้เหรอว่าฉันจะถามเรื่องอะไร”
สายใจเงยหน้าบอก
“ทำไมจะไม่รู้ เอ็งอยากรู้เรื่องแขกที่มาหาคุณหนูเมื่อวานนี้ใช่มั้ย”
ปุยนุ่นตาโตวาว รีบพุ่งเข้ามาหาพลางเกาะแข้งเกาะขา
“ใช่แล้วจ้ะ ป้าใจนี่สุดยอดอ่ะ แค่ฉันอ้าปากก็รู้แล้วว่าจะถามอะไร ตกลง ผู้หญิงคนที่น่ารักๆ ที่มาหาคุณภัคเมื่อวานเป็นใครป้า แฟนใหม่คุณภัคหรือเปล่า แล้วคุณรสาล่ะป้า คุณรสารู้เรื่องนี้หรือเปล่า”
สายใจมองหน้า ปุยนุ่นสะดุ้ง
“ก็ข้าบอกไปแล้วไงว่าข้าไม่ตอบ เรื่องของเจ้านายจะสาระแนรู้ไปทำไม แล้วงานที่ข้าสั่งให้ไปทำ เรียบร้อยหรือยัง”
“ยังจ้ะ” ปุยนุ่นเสียงจ๋อยๆ
“งั้นก็รีบไปทำสิ เรือนหลังเล็กซ่อมเกือบจะเสร็จแล้ว รีบเข้าไปทำความสะอาดแล้วก็ย้ายของเข้าไปเลย จะมามัวสอดรู้สอดเห็นเรื่องเจ้านายทำไม”
“น่าน โดน สม” เปลี่ยนบอก
สายใจหันมาทางเปลี่ยน
“เอ็งก็เหมือนกันไอ้เปลี่ยน แทนที่จะห้ามกัน ดันเป็นไปกับเค้าด้วย แยกย้ายกันไปทำงาน แล้วก็หยุดจุ้นจ้านเรื่องเจ้านายได้แล้ว”
สายใจหยิบตะกร้าผักแล้วก็ลุกขึ้นแล้วสะบัดหน้าใส่ด้วยความเคือง ก่อนจะเดินเข้าครัวไป เปลี่ยนส่ายหน้าอย่างเซ็ง
“ซวยจริงๆ โดนด่าเพราะความแจ๋ของแกแท้ๆ”
เปลี่ยนส่ายหน้าอย่างเอือมระอาแล้วก็เดินไป ปล่อยให้ปุยนุ่นอยู่กับความสาระแนต่อไปอย่างไม่รู้ตัว

“ฉันว่า แขกคุณภัคเมื่อวานต้องสำคัญมากแน่ๆ ป้าใจถึงได้ปิดปากเงียบไม่พูดถึง อยากรู้จริงๆว่าเป็นใคร”

ในห้องเรียนภาษาตอนเช้า ปรางทิพย์นั่งเขินๆอยู่คนเดียว คนอื่นๆ ทยอยเดินเข้ามา ทันใดนั้นเสียงข้อความดังเข้ามา ปรางทิพย์เปิดอ่าน

“ตั้งใจเรียนนะครับ กลางวันพี่จะรับไปทานข้าวเป็นรางวัล”
ปรางทิพย์ยิ้มมีความสุขขึ้นมาทันที ปรางทิพย์พิมพ์กลับไป
“ขอบคุณค่ะ ปรางจะตั้งใจเรียนสุดๆเลยค่ะ เจอกันค่ะ ”
อาจารย์ฝรั่งเดินเข้ามาในห้อง และทักทายเป็นภาษาฝรั่งเศส
“Bonjour”
ปรางทิพย์ยิ้มนิดๆ เหมือนเด็กสาวที่กำลังอินเลิฟ ก่อนรีบเก็บโทรศัพท์ และหันมาตั้งใจเรียนร่วมกับเพื่อนคนอื่นๆในห้อง

ภายในบ้านเถลิงยศ ภคพงษ์เปิดอ่านข้อความของปรางทิพย์แล้วยิ้มร้ายก่อนจะหันไปหยิบกุญแจรถเตรียมออกจากบ้าน แต่สายตาพลันไปเห็นรสาที่กำลังดูผังสวนกับต้นไม้ที่ลงไว้ ภคพงษ์กำลังจะเดินเข้าไปหา รสาหันมาเห็นพอดี ก็หันหน้าหนี
ชีวินเดินเข้ามาหารสาพอดี
“รสหิวยัง ไปกินข้าวกัน”
ภคพงษ์ชะงัก ไม่พอใจ รสาแกล้งโดดกอดไหล่ชีวินอย่างซี้
“ไปสิ กำลังหิวพอดี”
“วันนี้ออกไปกินข้างนอกนะ วินเลี้ยงเอง เงินค่าจ๊อบเพิ่งออก ป๋าจัดเต็ม”
“ได้เลย”
ชีวินกับรสาเดินไป คุยไป ด้วยความสนุกสนาน และสนิทสนม ภคพงษ์จำใจต้องหันหลังให้ภาพบาดตา และเดินออกจากบ้านไป รสาแอบหันมามอง เห็นภคพงษ์หันหลังเดินไป ใจแอบแฟ่บ
“มีอะไรหรือเปล่า”
“ไม่มีจ้ะ รีบไปเหอะ หิว”
รสาฝืนยิ้มให้ชีวิน แล้วก็เดินไป ชีวินยิ้มรับ แต่แอบหันมามองตามสายตาของรสาที่เห็นว่าภคพงษ์หันหลังเดินไป ชีวินรู้ทันทีว่ารสายังมีใจ และกำลังพยายามตัดใจอยู่ ชีวินแอบเจ็บนิดๆ แต่ยังกัดฟันสู้ต่อไป

บริเวณหน้าโรงเรียนสอนภาษาช่วงเวลากลางวัน บรรดานักศึกษาทยอยเดินออกจากห้อง ภคพงษ์นั่งรออยู่ที่หน้าห้องเรียนอย่างเท่ ปรางทิพย์เดินออกมาเกือบเป็นคนสุดท้ายและเห็นสาวๆเดินออกมาก่อนหน้าต่างแอบซุบซิบๆถึงความหล่อของภคพงษ์
ภคพงษ์เรียกขึ้นด้วยความดีใจ
“พี่ภัค รอนานมั้ยคะ”
“ไม่นานครับ แล้วน้องปรางหิวหรือยัง”
“หิวแล้วค่ะ เรารีบไปทานกันเลยดีกว่านะคะ ปรางต้องกลับมาเรียนต่อช่วงบ่าย”
“ได้เลยครับ”
ภคพงษ์ยื่นมือมาช่วยถือกระเป๋าที่ใส่หนังสือเรียน
“พี่ถือให้ครับ”
ปรางทิพย์ส่งให้อย่างเขินๆ
“ขอบคุณค่ะ”
ภคพงษ์รับมาแล้วก็ยิ้มให้ ปรางทิพย์ยิ้มรับอายๆ สองคนเดินไปตามทาง ปรางทิพย์สังเกตว่า มีคนมองในความหล่อของภคพงษ์เยอะมากจนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้หญิงที่พิเศษที่ได้เดินเคียงข้างภคพงษ์ ปรางทิพย์ยิ้มนิดๆ อย่างมีความสุข

ภายในร้านอาหาร ชีวินและรสานั่งอยู่ในร้าน ซึ่งมีอาหารวางอยู่เต็มโต๊ะ
“เยอะไปมั้ยคะป๋า”
“เอาน่า กินแก้เครียดไง กินเยอะๆ จะได้อารมณ์ดี”
ชีวินตักอาหารให้รสา
“อะนี่ ของโปรดจัดไป”
รสายิ้มรับ
“ขอบใจจ้ะ”
ชีวินตักอาหารให้รสาอย่างใส่ใจ บรรยากาศเต็มไปด้วยมิตรภาพดีๆ


บริเวณหน้าร้านอาหาร ภคพงษ์เดินมากับปรางทิพย์ ภคพงษ์กำลังมองหาโต๊ะที่เหมาะสม แล้วก็ต้องชะงักเพราะเห็นชีวินกำลังตักอาหารให้รสาที่นั่งหันหลังให้ภคพงษ์ ชีวินชะงักเหมือนกัน
“สงสัยอาหารที่สั่งมาจะไม่พอ”
รสาเลิกคิ้วอย่างงงๆ ชีวินมองหน้า
“ถ้าอยากให้รสอารมณ์ดี อาจจะต้องสั่งมามากกว่านี้”
ชีวินปรายตาไปที่ภคพงษ์ เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ รสาแปลกใจ แล้วก็หันไปมองตามสายตาชีวิน
พนักงานร้านอาหารเดินมาพาภคพงษ์กับปรางทิพย์เดินไปที่โต๊ะอีกมุมหนึ่ง ภคพงษ์จำต้องถอนสายตาจากรสาแล้วเดินตามพนักงานไป
รสาหันมาเห็นภคพงษ์กับปรางทิพย์เดินไปด้วยกันก็จุกแน่นหัวใจขึ้นมาทันที ค่อยๆหันมาทางชีวิน
“รสว่า เราใส่กล่องกลับไปกินที่ไซต์งานดีกว่า”
ชีวิน รีบหันไปเรียกพนักงาน
“ได้ๆ ช่วยเอาอาหารใส่กล่องแล้วคิดเงินเลยนะครับ”
พนักงานยกอาหารไป ชีวินหันมามองหน้ารสาด้วยความเห็นใจ
รสาใบหน้านิ่งขรึม ดุ และเอาจริง รสาดื่มน้ำพยายามทำปกติ เหมือนจะให้น้ำไปดับความร้อนในใจ

ภคพงษ์ส่งเมนูให้พนักงานหลังจากสั่งอาหารเสร็จแล้ว พนักงานเดินไป ภคพงษ์หันมามองรสาก็เห็นรสาและชีวินลุกจากโต๊ะ ชีวินถือถุงอาหารกลับไปด้วย ภคพงษ์ขมวดคิ้วทั้งไม่พอใจ ไม่เข้าใจและเสียใจ น้อยใจลึกๆ

ปรางทิพย์เห็นภคพงษ์มองใครสักคน ก็หันไปตามสายตาแล้วจำได้ทันที
“พี่นางแบบคนนั้นนี่คะ พี่เค้าสวยจังเลย ปรางชอบบุคลิคพี่เค้าจัง สมาร์ท สบายๆ พี่ภัคว่ามั้ยคะ”
ภคพงษ์สะดุ้งนิดๆ ออกจากภวังค์ แล้วทำไก๋
“น้องปรางหมายถึงคนไหน”
ปรางทิพย์หันมาทางภคพงษ์
“ไม่ต้องมาทำเป็นถาม ก็คนที่ภัคมองอยู่น่ะค่ะ อ้อ แล้วปรางเคยเห็นพี่เค้าที่บ้านพี่ภัคด้วยนะคะ พี่เค้ามาทำอะไรที่บ้านพี่ภัคคะ”
ภคพงษ์ชะงักนิดๆ คิดก่อนจะตอบ
“เค้าเป็นมัณฑนากรมาดูแลการซ่อมแซมเรือนหลังเล็กให้พี่”
“แค่นั้นเหรอคะ”
“แค่นั้น”
“ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างคุณภคพงษ์จะไม่สนใจผู้หญิงสวยๆอย่างนี้ แต่ถ้าพี่ภัคชอบเค้าก็คงจะต้องอกหัก”
ภคพงษ์เลิกคิ้ว ปรางทิพย์พูดต่อ
“ก็เพราะพี่คนสวยเค้ามีแฟนแล้วไงคะ ดูเค้าสมกันดีนะคะ”
ปรางทิพย์มองตามแล้วก็ยิ้มชื่นชม ภคพงษ์ปรายตามองตามรสากับชีวินที่เดินออกจากร้านไป
ชีวินมองรสาที่หน้าซึมๆก่อนตัดสินใจยื่นมือมาจับข้อมือแล้วก็จูงรสาไป รสามองหน้าชีวินอย่างงงๆ ทำท่าจะดึงมือกลับ ชีวินทำเป็นไม่สนใจ ลากข้อมือไปเลย ภคพงษ์ปรายตามองด้วยความไม่พอใจ


พอเดินออกมาพ้นหน้าร้านอาหาร รสาดึงมือกลับอย่างสุภาพ
“ขอบใจนะวิน”
“รส ถ้าทำงานไม่ไหว วินดูต่อให้ได้นะ รสเอาอาหารกลับไปกินกับคัพเค้กที่ออฟฟิศก็ได้ พักสักวัน”
“ไม่หรอก แค่นี้เล็กน้อย เรารีบไปกิน แล้วก็รีบลุยงานต่อดีกว่า อีกนิดเดียวก็จะจบแล้ว”

รสาพูดด้วยความหวังและตัดใจแบบสุดๆ

ภายในร้านอาหารยามนั้น ภคพงษ์นั่งอึ้งๆ ยังครุ่นคิดถึงเรื่องรสาจนปรางทิพย์ถามขึ้น

“คิดอะไรอยู่คะ”
ภคพงษ์ดึงสติกลับมา แล้วก็เฉไฉกลับเข้าแผนร้าย
“อ๋อ..คิดเป็นห่วงเด็กน้อยแถวนี้ กลัวว่าถ้าคุณแม่ทราบว่ามาทานข้าวกับพี่ อาจจะโดนดุ”
ปรางทิพย์หน้าง้ำนิดๆ
“แหม ปรางไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ เดือนหน้าก็จะ19 แล้วนะ”
ภคพงษ์ยิ้มแล้วหลอกถาม
“คุณแม่ดุบ้างหรือเปล่าที่ไปไหนมาไหนกับพี่แบบนี้”
“เอ่อ ถ้าไม่ทราบก็คงไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
“แสดงว่าถ้าทราบก็จะโดนดุใช่มั้ย”
ปรางทิพย์ อึกอักแล้วก็ตัดสินใจพูดตรงๆ
“เอ่อ คุณแม่เป็นอะไรก็ไม่ทราบค่ะ หมู่นี้ดูไม่ค่อยจะยอมฟังเหตุผลของปรางเลย แล้วก็ เอ่อ อคติกับพี่ภัคมากด้วย อาจจะเป็นเพราะพี่ภัคเจ้าชู้มากมั้งคะ”
ภคพงษ์รีบตอบ
“เคยครับเคยเจ้าชู้ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว”
ภคพงษ์พูดพร้อมกับยิ้มหยอดหวาน ปรางทิพย์ยิ้มตาม
“ถ้าเป็นความจริง สักวันคุณแม่ก็คงจะเข้าใจ”
ปรางทิพย์พูดยิ้มๆก่อนจะเศร้าลงนิดๆแล้วพูดต่อ
“บางทีปรางก็รู้สึกว่าตัวเองยังเหมือนเด็กๆ คุณแม่ยังคอยคุมตลอดเวลา ไม่ได้คิด ไม่ได้ทำอะไรด้วยตัวเอง”
ภคพงษ์ตอบแบบเศร้าๆ
“แต่มันก็น่าจะดีกว่า เป็นลูกที่แม่ไม่สนใจ”
“แต่ถ้ามันมากไป ก็อึดอัดนะคะ บางทีปรางก็อยากจะเป็นเหมือนพี่มัณฑนากรคนสวยคนเมื่อกี้ พี่เค้ายังดูเด็กอยู่เลย อายุน่าจะมากกว่าปรางไม่มาก แต่เค้าดูเป็นตัวของตัวเอง มั่นใจ จะไปไหนมาไหนกับแฟนก็ได้ ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆ”
คำพูดของปรางทิพย์แทงใจดำของภคพงษ์อย่างแรง จนทนไม่ได้จึงต้องพูดออกมา
“บางทีเค้าอาจจะเป็นแค่เพื่อน ไม่ได้เป็นแฟนก็ได้”
ปรางทิพย์ได้ยินไม่ถนัด
“อะไรนะคะ”
“เปล่าไม่มีอะไร รีบทานเถอะ มีเรียนต่อตอนบ่ายไม่ใช่เหรอ”
“จริงๆด้วย ปรางก็มัวแต่เมาท์เพลิน ต้องรีบแล้ว”
ปรางทิพย์พูดจบก็รีบก้มหน้าก้มตากินอย่างรีบ จนซอสเลอะที่มุมปาก ภคพงษ์มองยิ้มๆ แล้วก็หยิบผ้าเช็ดปาก เอื้อมมาเช็ดให้อย่างอ่อนโยน
ปรางทิพย์ชะงักมีอาการเคลิ้มเหมือนเด็กสาวที่ตกอยู่ในความฝัน

ภายในบ้านวงศ์เธียสถิตย์ รัชนีเดินเข้ามา มองซ้ายมองขวาหาปรางทิพย์ แต่ไม่เห็น คนรับใช้เดินมาพร้อมแก้วน้ำ รัชนีรีบถาม
“คุณปรางทิพย์ยังไม่กลับจากเรียนอีกเหรอ รถออกไปรับตั้งแต่กี่โมง”
ทันใดนั้นปรางทิพย์ก็เดินเข้ามาด้วยแววตาเปี่ยมสุข แต่ก็พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด
“กลับมาแล้วค่ะ”
คนรับใช้วางแก้วแล้วรีบเดินออกไป
รัชนีหันมาทางปรางทิพย์ถามด้วยรอยยิ้ม
“เป็นไงลูก เรียนวันแรก ยากมั้ย ทันเพื่อนหรือเปล่า”
“ทันค่ะ ไม่ค่อยยากเท่าไหร่”
“ดีจ้ะ เออ แล้วกลางวันทานข้าวที่ไหน มีเพื่อนทานข้าวหรือเปล่า”
ปรางทิพย์ชะงักนิดก่อนจะตอบเลี่ยง
“มีค่ะ ก็ทานร้านแถวๆที่เรียน ปรางขอไปทำการบ้านก่อนนะคะ การบ้านเยอะมาก”
ปรางทิพย์พูดจบก็รีบเดินเลี่ยงขึ้นห้องไปเลย รัชนีมองตามด้วยความโล่งอก
“อีกไม่นานก็ไม่ต้องเจอกันแล้ว คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”
รัชนีพยายามปลอบใจตัวเองในแง่ดี


ปรางทิพย์นั่งอยู่ในห้องนอน คิดถึงตอนที่ภคพงษ์เช็ดปากให้ และตอนเดินคู่กันในโรงเรียน ปรางทิพย์ยิ้มอย่างมีความสุข เหมือนเด็กสาว มีความสุขกับความรักครั้งแรก


โปรดติดตามลุ้นรัก "รสา-ภคพงษ์" ตอนที่ 10
ตะวันทอแสง ตอนที่ 7
ตะวันทอแสง ตอนที่ 7
เวลาเช้า ภายในบ้านภคพงษ์ยืนแต่งตัวอยู่หน้ากระจก ถายใต้สีหน้าที่นิ่งขรึมมีแววของความร้อนรนใจซุกซ่อนอยู่ ภคพงษ์พยายามจะผูกเนคไทครั้งแล้วครั้งเล่า ผูกแล้วแก้ แก้แล้วผูกก็ไม่สวยและไม่เป็นที่พอใจ จนสุดท้ายต้องกระชากออกจากคอแล้วตั้งสติใหม่ ระหว่างนั้นสายตาภคพงษ์เหลือบไปมองแฟ้มประวัติของสุวิทย์ที่เปิดค้างที่หน้ารูปรัชนีถ่ายคู่กับสุวิทย์ ความทรงจำเมื่อตอนรัชนีที่ทิ้งภคพงษ์ไปแว่บเข้ามาสั้นๆ ด้วยความสะเทือนใจ ...ภคพงษ์ร้องเรียกว่า...แม่ ภคพงษ์มองแล้วก็เบือนหน้าหนีพร้อมกับเอามือปิดแฟ้มอย่างแรง ก่อนจะตั้งสติอีกทีแล้วหยิบเนคไทมาผูกอีกครั้ง แววตานิ่งขึ้น ภคพงษ์สามารถรวบรวมสติผูกเนคไทได้อย่างสวยงามสำเร็จ ! ภคพงษ์มองตัวเองในกระจกอีกครั้ง วันที่พร้อมจะเผชิญหน้า
กำลังโหลดความคิดเห็น...