xs
sm
md
lg

ตะวันทอแสง ตอนที่ 8

เผยแพร่:

ตะวันทอแสง ตอนที่ 8

ภายในร้านเสื้อผ้า ปรางทิพย์กำลังลองชุดใหม่ เป็นขาสั้น น่ารักๆ เซ็กซี่แต่ก็ดูสดใสกว่าชุดแรก ปรางทิพย์มั่นใจมากขึ้น หันมายิ้มให้ภคพงษ์ที่ยิ้มตอบพร้อมกับชูนิ้ว ข้างๆ ภคพงษ์เห็นว่า มีกระเป๋าสะพายของปรางทิพย์วางอยู่ ทีมงานยิ้มแย้มอย่างพอใจ

“น้องปรางมาทางนี้เลยค่ะ พี่ขอถ่ายรูปส่งให้บอกอดูหน่อยนะคะ” สไตลลิสต์บอก
“ค่ะ”
ปรางทิพย์ขยับมาโพสท์ท่าตามที่สไตลิสต์ทำให้ดู ภคพงษ์นั่งมองแล้วก็นั่งยิ้มปลื้มภูมิใจที่มีน้องสาวน่ารัก
ปรางทิพย์หันมาเห็นภคพงษ์ยิ้มก็ออกอาการเขินๆ ปรางทิพย์หลบตาแล้วก็หันมาโพสท์ท่าต่อด้วยความตื่นเต้นเล็กๆ ตามประสาเด็กสาว
ภคพงษ์มองสักพัก เสียงโทรศัพท์มือถือปรางทิพย์ก็ดังขึ้น ภคพงษ์เหลือบไปดู ที่หน้าจอขึ้นรูปรัชนีและชื่อ “คุณแม่” ภคพงษ์คิด..ด้านมืดสั่งงานอีกครั้ง ภคพงษ์ตัดสินใจหยิบมือถือปรางทิพย์มากดรับ
“สวัสดีครับ”
รัชนีสะดุดกึก...หน้าเปลี่ยนสี ใจเต้นโครมคราม พยายามควบคุมอารมณ์และตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงห่างเหิน
“ขอสายปรางทิพย์ค่ะ”
น้ำเสียงเย็นชาของรัชนี ทำให้ภคพงษ์เจ็บจี๊ด
“น้องปรางกำลังถ่ายรูปอยู่ครับ คุณรัชนี” ภคพงษ์ห่างเหินใส่บ้างด้วยความสะใจ
รัชนีเม้มปากแน่น ทั้งกังวล ไม่เข้าใจและไม่ได้ดั่งใจ ภคพงษ์ยิ้มนิดๆ ที่เห็นรัชนีเงียบอึ้งไป ภคพงษ์พูดต่อทันที
“คุณรัชนีไม่ต้องห่วงนะครับ ผมรู้ว่าคุณ...รักลูกสาวคนนี้มาก”
น้ำเสียงภคพงษ์แอบแทรกความแค้น และน้อยใจลงไปจนรัชนีรู้สึกได้
“ผมจะดูแลลูกสาวคนนี้ของคุณอย่างดีที่สุด”
ภคพงษ์พูดจบก็วางสายไป รัชนีสะอึกกึก หันโทรศัพท์มาดู เห็นว่าสายถูกตัดไปแล้ว รัชนีรีบโทร.กลับไป
ภคพงษ์กดปิดเครื่องไปเลยแล้วก็ยิ้มนิดๆอย่างสะใจ
รัชนีสีหน้าเครียดกัดฟันกรอดพลางคิด
“ภคพงษ์....คิดจะทำอะไร”
รัชนีตกอยู่ในภาวะวิตกกังวลแล้ว
ภคพงษ์ยิ้มนิดๆที่มุมปากอย่าง“สะใจ” ภคพงษ์หันไปมองปรางทิพย์ที่กำลังโพสท์ท่าถ่ายรูปตามสไตลิสต์ อาจจะดูขัดเขินบ้าง แต่ก็น่ารักดี

รสาเดินอยู่ที่หน้าซูเปอร์มาร์เก็ต ชีวินเดินตามมา คิดแล้วก็ถามรสาตรงๆ
“รส เย็นนี้รสจะไปทำกับข้าวให้ภคพงษ์กินจริงๆเหรอ”
“จริงๆสิ นี่แค่ทำกับข้าวนะ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยวิน ทำไมซีเรียสจัง เห็นถามตลอดเลย”
ชีวินตอบไม่ได้ และไม่กล้าตอบ รสาพูดต่อ
“ถ้ารสทำกับข้าวไม่อร่อย คุณภัคเค้าคงไม่โกรธขนาดสั่งให้บริษัทเลิกซ่อมบ้านให้หรอกน่า ไม่ต้องห่วง”
รสาตอบขำๆ แล้วก็เดินไป ชีวินคิดแล้วก็ถามขึ้นอีก
“รสเคยสงสัยมั้ยว่า เวลาที่แมงเม่ามันบินเข้าไปในกองไฟ มันรู้หรือเปล่าว่าไฟร้อนแค่ไหน หรือมันบินเข้าไป ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าไฟจะทำให้มันอบอุ่น”
รสานิ่ง สูดลมหายใจเข้าปอด พอจะเข้าใจในความหมายของชีวิน
“รสไม่รู้เพราะรสไม่ได้เป็นแมงเม่า และรสก็ดูออกว่าไฟจริงๆ มันร้อน หรือว่ามันอุ่นวินไม่ต้องห่วงหรอกคนอย่างรสไม่มีทางโดนไหม้ง่ายๆ”
ชีวินมองด้วยความเป็นห่วง รสาตัดบททันที
“รสกลับไปทำงานก่อนนะ วินก็ตั้งใจทำงานล่ะ ไปล่ะ”
รสาโบกมือให้แล้วก็เดินจากไปอย่างสบายอารมณ์ ชีวินมองตามรสาด้วยความเป็นห่วงแล้วพูดเบาๆกับตัวเอง
“ขอให้ดูออกจริงๆเถอะ เฮ่อ”

ภายในร้านเสื้อ ปรางทิพย์ลองอีกชุด และโพสท์ท่าถ่ายรูปอยู่ที่เดิม แต่เริ่มคล่องขึ้น ภคพงษ์เดินมาถาม
“น้องปรางอยากทานอะไรมั้ยครับ”
ปรางทิพย์ยิ้มแฉ่งแล้วบอก
“โกโก้เย็นได้มั้ยคะพี่ภัค”
“หวานมากมั้ย”
“ไม่ค่ะ เอาแบบขมๆเลย ปรางชอบ”
ภคพงษ์ยิ้มรับแล้วบอก
“ได้ครับ เดี๋ยวพี่ซื้อมาให้”
ปรางทิพย์ยกมือไหว้
“ขอบคุณค่ะ”
“และคนอื่นล่ะครับ”
สไตลิสต์ท่าทางตื่นเต้นเว่อร์บอก
“ เกรงใจ๊เกรงใจ...แต่ อะไรก็ได้ค่ะแล้วแต่ คุณภคพงษ์จะกรุณา”
“ได้ครับ”
ภคพงษ์ยิ้มรับและเดินออกไป คล้อยหลังภคพงษ์ สไตลิสต์ก็หันมาเมาท์กับปรางทิพย์ทันที
“คุณภคพงษ์เนี่ยน่ารักมากเลย นั่งรอตั้งนานไม่บ่นสักคำ แถมยังดูแลเทคแคร์...น่าร้ากเวอร์”
ปรางทิพย์ยิ้มรับ
เขียวหวานแทรกถามด้วยความสาระแน
“คุณภคพงษ์กำลังจีบน้องปรางอยู่เหรอคะ”
ปรางทิพย์ถึงกับชะงักตกใจรีบแก้ตัวพัลวัน
“ปล่ะ..เปล่านะคะ ไม่ได้จีบค่ะ...แค่มาเป็นเพื่อนเฉยๆค่ะ ไม่ได้จีบจริงๆค่ะ”
สไตลิสต์เหล่แบบไม่เชื่อแล้วบอก
“แหม..น่าเสียดาย แต่ถ้าคุณภคพงษ์จีบน้องปรางเมื่อไหร่ ต้องรีบคว้าไว้เลยนะคะ เพอร์เฟคแบบนี้หาไม่ได้อีกแล้วใน 3 โลก...เชื่อพี่” สไตลิสต์ยุสุดฤทธิ์
ปรางทิพย์ได้แต่ยิ้มเขินๆ ไม่กล้าคิดไปไกลขนาดนั้น แต่ก็แอบตื่นเต้นนิดๆ

ปรางทิพย์มองตามหลังภคพงษ์ไป แล้วก็อมยิ้มนิดๆ
ภคพงษ์เดินออกมาบริเวณหน้าร้านเสื้อผ้า ขณะที่อีกมุมหนึ่งรสาเดินออกมาพอดี ทว่ารสาอยู่ในจังหวะหันไปมองทางอื่นก็เลยมองไม่เห็นภคพงษ์

ภคพงษ์เดินเลี้ยวเข้าไปอีกมุมหนึ่งของตึก รสาหันมาทางภคพงษ์พอดีในจังหวะที่ภคพงษ์เดินเข้ามุมไป ก็ไม่เห็นกัน คลาดกันไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
รสาเดินผ่านมาที่หน้าร้านเสื้อผ้าแล้วปราดสายตาเข้าไปในร้านเห็นว่ามีการถ่ายแบบกันอยู่ รสาเห็นปรางทิพย์กำลังโพสต์ถ่ายรูปน่ารักๆ แล้วเดินผ่านร้านไป โดยไม่รู้เลยว่า..เธอจะต้องเจอกับผู้หญิงคนนี้อีกครั้งในอนาคตอันสั้น

รัชนียังยืนอยู่ที่เดิม พยายามจะกดโทรศัพท์โทร.หาปรางทิพย์แต่ก็ไม่ติด สุวิทย์เดินมาหาและถามด้วยความสงสัย
“ลูกปิดมือถือเพราะกำลังทำงานอยู่มั้งคุณ โทร.ไปก็ไม่ติดหรอก ถ้าทำงานเสร็จแล้ว ลูกคงโทร.กลับมาเอง”
“แต่รัชว่าคนปิดมือถือไม่ใช่ปรางแน่นอน”
“ไม่ใช่ลูก แล้วจะเป็นใคร”
รัชนีจะพูดชื่อภคพงษ์ แต่ก็พูดไม่ออก
“ก็คงจะใครสักคนที่ไม่อยากให้ลูกคุยกับรัช”
“ใครเค้าจะทำแบบนั้น ไม่มีหรอก ผมว่าคุณคิดมากเรื่องลูกเกินไปนะ เป็นอะไรรึเปล่า เมื่อก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้”
รัชนียังหน้าเครียดอยู่
สุวิทย์เริ่มสงสัย
“รัช คุณอยู่กับผมมานาน คุณรู้ดีว่าผมไม่ชอบการมีความลับ ที่คุณเป็นห่วงลูกมากแบบนี้มีอะไรหรือเปล่า มีอะไรที่ผมควรรู้หรือเปล่า”
รัชนีนิ่งคิดมองหน้าสุวิทย์ แล้วก็ยิ้มออกมาอย่างเป็นปกติ
“ไม่มีค่ะ คุณพูดถูก รัชอาจจะคิดมากเกินไป ปกติอยู่กับลูกแค่สองคน ไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่พอกลับมาเมืองไทยลูกก็เริ่มจะสังคมของตัวเอง รัชก็คงจะ..จะยังทำใจไม่ได้ ยังรับไม่ได้น่ะค่ะ”
“เอาน่า สักพักก็ชิน”
“รัชว่า เรากลับเข้าไปในงานดีกว่านะคะ”
สุวิทย์ยิ้มรับแล้วก็เดินกลับออกไป คล้อยหลังสุวิทย์ รัชนีก็กลับมาเครียดเหมือนเดิม ความหวาดหวั่นยังคงอยู่ไม่ไปไหน


ภายในบ้านเถลิงยศ สายใจยื่นกระดาษจดสูตรอาหารให้รสา
“นี่ค่ะ..สูตรมัสมั่นแล้วก็หมูอบที่คุณภัคชอบทาน”
รสารับมาแล้วก็ยิ้มนิดๆ พร้อมกับยกมือไหว้
“ขอบคุณมากค่ะ”
สายใจรับไหว้แล้วบอก
“ปกติคุณภัคไม่เคยเอ่ยปากขอให้ใครทำอาหารให้นะคะ ทำให้สุดฝีมือเลยนะคะคุณรสา”
รสายิ้มเขินๆ
“โห...จะพยายามนะคะ แต่จะได้แค่ไหน รสก็ไม่รู้เหมือนกัน งั้นรสกลับก่อนนะคะ เห็นคุณภัคบอกว่าจะไปถึงที่บ้านไม่ดึกมาก เดี๋ยวรสทำไม่ทัน”
“ค่ะ เชิญตามสบายเลยค่ะ”
รสายกมือไหว้
“สวัสดีค่ะ”
รสายกมือไหว้ลาแล้วก็เดินออกไปอย่างมุ่งมั่น สายใจมองตามแล้วก็ยิ้มด้วยความเอ็นดู

ในเวลาเย็นที่ร้านสื้อผ้า ทีมงานยืนคุยกับปรางทิพย์และภคพงษ์อยู่ในร้านเสื้อ ปรางทิพย์ถามขึ้นด้วยความตกใจ
“ต้องลองชุดใหม่ทั้งหมดเหรอคะ”
“ใช่ค่ะคือพี่ส่งรูปที่เราลองชุดมาตั้งแต่ตอนบ่ายให้ทางบอกอดู บอกอชอบมาก อยากเปลี่ยนจากแฟชั่นด้านใน มาให้น้องปรางขึ้นปกเลยค่ะ”
ปรางทิพย์ตาโตตื่นเต้น
“ขึ้นปกเลยเหรอคะ”
“ค่ะ แต่ถ้าขึ้นปก คงต้องเปลี่ยนชุดเป็นอีกเซตที่มันแซบกว่านี้ ทางร้านกำลังไปเอามาให้จากสาขาอื่น อาจจะต้องใช้เวลาอีกสักประมาณชั่วโมงกว่าๆ ไม่ทราบว่าน้องปรางสะดวกหรือเปล่าคะ”
ปรางทิพย์คิดหนัก แล้วหันมาทางภคพงษ์ด้วยความเกรงใจ
“ปรางสะดวกนะคะ แต่ว่า...เอาอย่างนี้ดีกว่าค่ะ เดี๋ยวปรางโทร.บอกคุณแม่ให้ส่งคนรถมารับ เผื่อพี่ภัคมีธุระต่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลารอ”
ปรางทิพย์กำลังจะเดินไปหยิบโทรศัพท์ ภคพงษ์ตัดสินใจในแวบนั้นทันที แล้วคว้าแขนปรางทิพย์ไว้
“ไม่เป็นไรครับ พี่รอได้ เดี๋ยวพี่ไปส่งน้องปรางที่บ้านเอง พี่รับปากคุณแม่ ว่าจะดูแลน้องปรางอย่างดี พี่ก็ต้องดูแลให้ดีที่สุด”
ทีมงานแอบกิ๊วก๊าวเมื่อเห็นภคพงษ์จับมือปรางทิพย์ เมื่อรู้ตัวก็ค่อยๆ ปล่อยมือออก ปรางทิพย์ยิ้มยกมือไหว้“ขอบคุณพี่ภัคมากนะคะ”
ภคพงษ์ยิ้มรับนิดๆ เริ่มคิดแผนร้ายเพิ่มขึ้นทุกที ณ ขณะจิตนี้ คิดอยากจะแกล้งรัชนีให้ถึงที่สุดจนลืมรสา ไปชั่วขณะ


ภายในห้องครัวโฮมสเตย์ของอาภรณ์ สูตรแกงมัสมั่นและหมูอบของสายใจแปะอยู่ที่ผนังห้องครัว รสากำลังหั่นมันฝรั่งเตรียมทำแกงมัสมั่นอย่างตั้งใจ อาภรณ์เดินมาถาม
“วันนี้ท่าฝนจะตกหนัก รสกลับมาแต่เย็น แถมยังเข้าครัวทำกับข้าวอีก ต้องมีอะไรพิเศษแน่ๆ”
รสาหันมาบอก
“ไม่พิเศษหรอกค่ะ แค่มีแขกจะมาขอทานข้าวด้วย แล้วก็เรียกร้องให้ทำกับข้าวให้เป็นการแลกเปลี่ยน”
“แขกใครเหรอ ป้ารู้จักหรือเปล่า”
“คุณภคพงษ์น่ะค่ะ” รสาตอบเรียบๆ
“อ๋อ คุณภัค หะ คุณภคพงษ์จะมาเหรอ”
“ค่ะ”
“แล้วเค้าก็ขอให้รสทำกับข้าวให้กินเนี่ยนะ”
“ค่ะ”
อาภรณ์คิดแล้วพูดเบาๆ
“ แบบนี้ไม่ธรรมดาแน่ๆ”
“คะ”
อาภรณ์รีบเฉไฉ
“ปล่ะเปล่าจ้ะ ไม่มีอะไร อ้อ รสไม่ต้องทำเผื่อป้านะ ป้ากำลังจะออกไปกินโต๊ะแชร์กับเพื่อน รสก็กินกับคุณภัคตามสบายนะ ป้าไม่กวนแล้ว รสจะได้มีสมาธิทำอาหารอร่อยๆ คนกินจะได้ติดใจ”

อาภรณ์ยิ้มกริ่ม แล้วก็เดินออกไป รสาขมวดคิ้ว แล้วก็ยิ้มๆไม่ใส่ใจ หันกลับมาทำกับข้าวต่อ
รัชนีรีบเดินเข้ามาในบ้านวงศ์เธียรสถิตย์ คนรับใช้เดินเข้ามารับกระเป๋า

“คุณปรางกลับมาหรือยัง” รัชนีรีบถาม
“ยังค่ะ”
รัชนีหน้าเครียดดูนาฬิกา
“ยังไม่กลับ นี่มันจะทุ่มแล้วนะ”
สุวิทย์เดินเข้ามาแล้วบอก
“พอดีทางหนังสือเค้าเปลี่ยนให้ปรางมาขึ้นปก ก็เลยต้องลองชุดกันใหม่ ตอนนี้คุณภคพงษ์รออยู่ เรียบร้อยแล้วจะขับรถมาส่ง”
“คุณรู้ได้ยังไงคะ”
“ภคพงษ์เค้าโทร.หาผมเอง”
รัชนีรู้สึกระแวง รีบพุ่งจะออกไป
“รัชไปรับลูกเองดีกว่าค่ะ”
สุวิทย์คว้าแขนไว้แล้วมองตา
รัช เป็นอะไรรึเปล่า”
รัชนีหลบตา รู้ตัวว่าเริ่มมีพิรุธ
“เอ่อ ดึกแล้ว เกรงใจเค้า”
“ตอนแรกผมก็บอกว่าจะไปรับเอง แต่คุณภัคยืนยันว่ามาส่ง เค้าบอกว่ารับปากคุณไว้ว่า จะดูแลปรางให้ดีๆ เค้าก็เลยต้องทำตามที่พูดไว้ เค้ายังบอกอีกนะว่า พ่อเค้าเป็นคนสอนให้เค้ารักษาคำพูด จะว่าไปภคพงษ์เค้าพูดถึงพ่อบ่อยๆ.. สงสัยจะรักพ่อมาก”สุวิทย์ว่า
สุวิทย์ยิ้มชื่นชม แต่รัชนีตัวชา
“ผมบอกแล้วว่า เด็กคนนี้ใช้ได้ คุณไม่ต้องห่วงนะ”
สุวิทย์ยิ้มปลอบใจ รัชนีฝืนยิ้มตอบ ก่อนจะเบือนหน้าไปแล้ววิตกหนักกว่าเก่า

ภคพงษ์นั่งอยู่ด้วยสีหน้าปกติ แต่เหลือบมองนาฬิกาข้อมือด้วยความร้อนใจลึกๆ นาฬิกาเวลาทุ่มเกือบครึ่ง
ภคพงษ์หันไปดูปรางทิพย์ที่กำลังลองชุด สไตลิสต์หันมาบอกภคพงษ์ด้วยความเกรงใจ
“ชุดสุดท้ายแล้วค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ ธรรมดาก็ไม่ช้าแบบนี้หรอกค่ะ พอดี มันมีการเปลี่ยนแปลงกระทันหันก็เลยใช้เวลานานกว่าปกติ”
“ไม่เป็นไรครับ..ผมรอได้“
ปรางทิพย์ยิ้มปลื้มใจ หันไปถ่ายรูปต่อ คพงษ์หันกลับมามองนาฬิกาอีกครั้ง
นาฬิกาบ้านอาภรณ์เวลาบอก ทุ่มครึ่ง อาหารถูกวางบนโต๊ะอย่างสวยงาม มีมัสมั่นและหมูอบ จานชามช้อนวางพร้อม รสาเดินไปมา รออยู่ที่หน้าบ้าน รสาหันมามองที่นาฬิกาแล้วพึมพำ
“จะมากี่โมงเนี่ย”
รสาเริ่มหิวนิดๆ แล้วก็หันไปมองที่หน้าบ้านอีกที

รัชนีเดินไปมาในบ้านด้วยความร้อนใจ หันมาดูนาฬิกาอีกที เกือบสองทุ่ม รัชนีคิดเครียด

ปรางทิพย์โพสท์ท่าสุดท้ายถ่ายเสร็จปุ๊บ สไตลิสต์ปรบมือ
“เสร็จเรียบร้อยแล้วค่า น้องปรางเก่งมั่กๆ”
“ขอบคุณค่ะ ปรางรีบเปลี่ยนชุดเลยนะคะ แป๊บนึงนะคะพี่ภัค”
ภคพงษ์ยิ้มรับ ปรางทิพย์วิ่งเข้าไปในเปลี่ยนเสื้อผ้า ภคพงษ์หันมาดูนาฬิกาอีกที..สองทุ่มครึ่ง
ภคพงษ์คิด บริเวณด้านนอกร้านของร้านเสื้อ ที่ด้านหลังภคพงษ์ไม่ห่างออกไป ชีวินที่เสร็จงานเดินผ่านมาแล้วก็ชะงัก เมื่อเห็นภคพงษ์ยืนอยู่
ชีวินอึ้งไปที่เห็นภคพงษ์นั่งอยู่ในร้านเสื้อผ้า ณ เวลานี้

รสานั่งเซ็งมองอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ อาภรณ์เพิ่งกลับจากกินโต๊ะแชร์เดินกลับเข้ามา พอเห็นรส และอาหารเต็มโต๊ะก็แปลกใจ มองซ้ายมองขวา
“อ้าว รส คุณภัคยังไม่มาอีกเหรอ นี่ป้าคิดว่าอิ่มแล้วนะเนี่ย”
“ยังค่ะ”
“คุณภัคบอกหรือเปล่าว่าจะมากี่โมง”
“ไม่ได้บอกค่ะ”
“อ้าว...แล้วทำไมไม่โทร.ถาม”
“โตๆกันแล้วก็ต้องมีความรับผิดชอบคำพูดตัวเองสิคะ ไม่ใช่เด็กๆที่จะต้องโทร.ตาม”
“สรุปว่าไม่โทร”
รสายังไม่ทันจะตอบ โทรศัพท์ก็ดังขึ้น รสารีบหันขวับไปดู
“นั่นไง คุณภัคโทร.มาแล้ว”
รสาแอบคิดเหมือนกันว่าใช่ รีบเดินไปรับ แต่พอหยิบโทรศัพท์มาดูก็หน้าเสียนิดๆ กดรับ

ชีวินยืนคุยโทรศัพท์อยู่มุมหนึ่ง บริเวณหน้าร้านเสื้อผ้า
“แขกรสยังไปไม่ถึงใช่มั้ย”
รสามองไปที่โต๊ะกินข้าวอันว่างเปล่า พยายามตอบด้วยน้ำเสียงปกติ
“วินรู้ยังไง”
ชีวินหันไปมองภคพงษ์ในร้านอีกครั้ง พร้อมกับตอบกลับไปทางโทรศัพท์
“เพราะเรารู้ว่าตอนนี้เค้าอยู่ที่ไหน”
ภคพงษ์ยืนรอปรางทิพย์อยู่ ทันใดนั้นปรางทิพย์ก็เดินออกมาจากห้องเปลี่ยนชุด และเดินมาหา
ภคพงษ์อย่างสนิทสนม ชีวินมองด้วยแววตาเคือง ชีวินพูดต่อ
“และอยู่กับใคร”
รสาสะอึก ใจหายวาบ ตัวชา พูดอะไรไม่ออก ภคพงษ์เดินออกมาจากร้านพร้อมกับปรางทิพย์
ชีวินมองด้วยความเคือง ในใจสงสารรสาอย่างแรง
“รส...รสยังอยู่หรือเปล่า”
รสาพยายามรวบรวมสติแล้วตอบกลับไป
“อยู่ วินบอกมาเถอะ รสรอฟังอยู่”
ชีวินคิดแล้วก็ตอบ
“วินเห็นภคพงษ์เดินอยู่กับผู้หญิง เพิ่งจะออกจากร้านเสื้อผ้าเมื่อกี้นี้เอง”
รสาถึงกับทรุด ค่อยๆหย่อนตัวลงนั่ง อาภรณ์มองด้วยความแปลกใจ
“รส..รสใจเย็นนะ”
“ขอบใจมากนะวิน”
รสาพยายามทำเป็นชิล
“รสจะได้ไม่ต้องรอเค้า... แค่นี้ก่อนนะ หิวแล้ว”
รสาวางสายไป ใจเต้นโครมคราม ตัวชาวาบๆ ชีวินวางสายแล้วก็หันไปมองภคพงษ์ที่เดินอยู่กับปรางทิพย์ห่างออกไป

ชีวินถอนใจเบาๆ มองภคพงษ์ด้วยความไม่พอใจอย่างแรง
รสายังนั่งอึ้งอยู่ สมองหยุดการสั่งงานไปชั่วขณะ ช็อกเล็กๆ งงหน่อยๆ อาภรณ์เดินมาถามด้วยความสงสัย

“รสา...วินโทร.มาว่าไงบ้าง มีอะไรหรือเปล่า”
รสาตาลอยๆ ในใจสับสน สมองวุ่นวาย หันมามองอาภรณ์แล้วตอบนิ่งๆ
“ไม่มีค่ะ รส...กินข้าวก่อนนะคะ”
“อ้าว”
รสาหันมาตักข้าวใส่จานแล้วก็นั่งลง กินอาหารที่อยู่ข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยความเศร้า สับสน และน้อยใจ รสากินเร็วจนเกือบจะสำลัก อาภรณ์หันไปรินน้ำให้ด้วยความเป็นห่วง
“ใจเย็นรส ใจเย็นๆนะ”
“ขอบคุณค่ะ”
รสารับน้ำมาดื่มแล้วก็ก้มหน้าก้มตากินต่อ อาภรณ์มองด้วยความเห็นใจ

ชามมัสมั่นและหมูอบยังเหลืออยู่กว่าครึ่ง ถูกนำมาวางในครัว รสายืนอยู่ด้วยสีหน้าครุ่นคิด เคร่งเครียด รสากำลังจะเททิ้งแต่ก็เสียดายวางไว้ที่เดิม ก่อนจะล้างจานข้าวตัวเองวางอยู่ในอ่าง รสาเปิดน้ำเตรียมจะล้าง แต่สมองมันดันแว่บไปนึกถึงคำพูดของชีวิน
“วินเห็นภคพงษ์เดินอยู่กับผู้หญิง เพิ่งจะออกจากร้านเสื้อผ้าเมื่อกี้นี้เอง”
รสาหน้าเศร้าก๊อกน้ำมีน้ำไหลออกมา เหมือนน้ำตาของรสาที่ไหลอยู่ข้างในใจ

น้ำพุที่หน้าบ้านวงศ์เธียรสถิตย์พวยพุ่งอย่างพลุ่งพล่าน รัชนียังคงเดินไปมาอยู่ในห้องรับแขกด้วยความร้อนใจไม่เป็นอันทำอะไร อีกมุมสุวิทย์เดินมาในชุดเตรียมนอน สุวิทย์มองรัชนียืนรออยู่ในห้องรับแขกแล้วก็ส่ายหน้า
เสียงรถภคพงษ์ดังเข้ามา รัชนีหันไปที่หน้าบ้านทันที


ปรางทิพย์และภคพงษ์เดินเข้ามาในบ้าน
“ปรางต้องขอบคุณพี่ภัคมากนะคะที่ไปเป็นเพื่อนปรางทั้งวันเลย”
“ไม่เป็นไรครับ”
รัชนีวิ่งออกมา สุวิทย์เดินตามมา
“ปราง”
ภคพงษ์หันไปเผชิญหน้ากับรัชนีแล้วยกมือไหว้
“สวัสดีครับ”
รัชนีและสุวิทย์รับไหว้
ปรางทิพย์รีบเข้ามาอ้อนรัชนี
“แม่คะ...วันนี้ปรางสนุกๆมากๆเลยค่ะ นี่แค่พี่ๆเค้าให้ลองชุดแล้วก็ลองมุมกล้องนะคะ ถ้าวันถ่ายแบบจริงๆต้องสนุกกว่านี้แน่ๆเลยค่ะ”
“ดีจ้ะ... แล้วปรางปิดมือถือทำไมน่ะลูก แม่โทร.เข้าไม่ได้เลย”
ปรางทิพย์หยิบโทรศัพท์มาดู
“ปรางไม่ได้ปิดนะคะ เอ๊ะ ปิดจริงๆด้วย มันปิดได้ยังไง”
“พอดีตอนน้องปรางลองชุด คุณแม่โทร.มาพี่ก็เลยรับให้ แล้วตอนวางคงจะพลาดไปกดปุ่มปิดเครื่องโดยไม่รู้ตัว ต้องขอโทษด้วย”
รัชนีมองหน้าภคพงษ์อย่างไม่เชื่อ ปรางทิพย์ยิ้มบอก
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“ผมต้องขอบคุณคุณภัคด้วยนะครับ ปรางวันถ่ายจริงถ้าไม่มีเพื่อนก็ชวนพี่เค้าไปด้วยสิ”
รัชนีพูดแทรกทันที
“ไม่เป็นไรค่ะ รัชไปเองดีกว่า กวนคุณภคพงษ์บ่อยๆ คงไม่ดี แค่วันนี้...ก็มากพอแล้ว”
รัชนียิ้มๆให้ภคพงษ์ แต่แววตาแข็งกระด้าง ภคพงษ์มองตอบแล้วว่า
“ไม่มากเลยครับ ผมยินดีจะทำให้มากกว่านี้อีก”
รัชนีอึ้ง ภคพงษ์เปลี่ยนเป็นยิ้มเลือดเย็น
“ไม่ต้องเกรงใจนะครับ.. ผมเป็นลูกคนเดียว ไม่มีน้องสาว น้องปรางก็เหมือนเป็นน้องของผม ผมยินดีที่จะดูแลอย่างเต็มที่”
สงครามประสาทของสองคนแม่ลูกกำลังเริ่มระอุ รัชนีเชิดหน้านิดๆอย่างไม่ยอมรับ สุวิทย์ยิ้มรับ..ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
“ผมได้ยินแบบนี้ก็สบายใจ เอ้อ เรากำลังจะทานข้าวกันอยู่พอดี อยู่ทานด้วยกันก่อนนะครับ”
“ขอบคุณครับ แต่ผมมีนัดแล้ว ขอตัวนะครับ”
ภคพงษ์ยกมือไหว้ และหันมาทางปรางทิพย์
“วันถ่ายแบบ ถ้าน้องปรางต้องการให้พี่ไปเป็นเพื่อน โทร.บอกได้เลยครับ...พี่ยินดีมาก”
ภคพงษ์พูดพลางแอบปรายตามาถากถางรัชนีนิดๆ ปรางทิพย์ยกมือไหว้
“ขอบคุณมากค่ะ สวัสดีค่ะ”
ภคพงษ์ยิ้มรับและเดินกลับออกไป ปรางทิพย์มองตามแล้วยิ้ม
 
รัชนีมองปรางทิพย์แล้วรีบมองตามภคพงษ์ไปอย่างวิตกกังวลสุดๆ
ตะวันทอแสง ตอนที่ 8 (ต่อ)

กรุงเทพฯ ตอนกลางคืนรถเริ่มบางตา ภคพงษ์ขับรถอย่างรวดเร็วเร่งรีบเพื่อไปหารสา ในมือก็กดโทรศัพท์ไปด้วย ที่หน้าจอขึ้นชื่อ “รสา” แล้วก็กดโทร.ออก

รสานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานในชุดอยู่บ้าน หญิงสาวยังมีอาการเซ็งๆ พยายามรวบรวมสติแล้วเปิดคอมพ์ทำงาน

โทรศัพท์มือถือดังขึ้น รสาหันไปดู ที่หน้าจอขึ้นชื่อ “ภคพงษ์” รสามองแล้วก็คิด ตัดสินใจ... ไม่รับ หันมาทำงานต่อ ที่หน้าจอยังขึ้นชื่อภคพงษ์ สว่างวาบๆ เรียกร้องความสนใจ

“ไม่มีคนรับสาย”
ภคพงษ์พึมพำ ก่อนจะกดวางแล้วก็เร่งเครื่องให้เร็วขึ้นด้วยความไม่สบายใจ

โทรศัพท์ดับไปแล้ว รสาปรายตามามองแล้วก็คิด..ตัดสินใจไม่โทร.กลับ ใจแข็ง กลับมาทำงานเหมือนเดิม
รสากำลังทำงานอย่างตั้งใจ เสียงออดดังขึ้น รสาสะดุ้งนิดๆ แอบคิดว่าเป็นภคพงษ์หรือเปล่า ทันใดนั้นเสียงอาภรณ์ก็ดังขึ้นมา
“รสจ้ะ...มีแขกมาหาน่ะ”
ชามมัสมั่นและหมูอบถูกวางบนโต๊ะอีกครั้ง คนที่นั่งรอกินยิ้มแป้นอยู่ตรงหน้ารสาคือ ชีวิน
“ขอบใจจ้ะ”
รสายิ้มรับแล้วก็นั่งลงฝั่งตรงข้าม อาภรณ์ยืนอยู่ไม่ห่างออกไป
“กินให้หมดเลยนะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว ถึงไม่อร่อยวินก็ต้องกินให้หมด รสอุตส่าห์ลงมือทำทั้งที จะปล่อยให้เหลือได้ไง”
อาภรณ์มองชีวินแล้วก็ยิ้มด้วยความเอ็นดู แกมสงสาร
เสียงออดดังขึ้นอีก อาภรณ์เดินออกไป
“ป้าเองจ้ะ”
ชีวินลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อย
“เป็นไง” รสาถาม
ชีวินชูนิ้วบอก
“สุดยอด”
ชีวินพูดทั้งที่อาหารเต็มปาก รสามองแล้วก็ยิ้มๆ

อาภรณ์เดินหน้ากร่อยเข้ามา
“รส”
“ใครมาคะป้า”
อาภรณ์ไม่ตอบ แต่หันไปมองด้านหลัง รสากับชีวินหันไปตามสายตาของอาภรณ์ ภคพงษ์เดินตามมา เห็นรสานั่งอยู่กับชีวินพอดีก็ชะงัก เช่นเดียวกับรสาที่ชะงักเช่นกัน ชีวินมองภคพงษ์ แล้วก็มองรสา แล้วก็กินต่ออย่างไม่สนใจ
ภคพงษ์พยายามควบคุมอารมณ์ รสานั่งนิ่ง ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว ชีวินยังคงกินอยู่อย่างเอร็ดอร่อย
“รส กับข้าวฝีมือรสอร่อยที่สุดเลย” ชีวินพูดกวนแล้วก็ตักคำสุดท้ายเข้าปาก
ภคพงษ์มองแอบเคืองในใจ รสายังคงนิ่ง ไม่พูด ไม่แสดงออกใดๆ จนอาภรณ์รู้สึกอึดอัดแทน
“ป้าขอตัวไปนอนก่อนนะ อยู่ๆก็ง๊วงง่วง เชิญคุยกันตามสบายนะ”
ภคพงษ์ยกมือไหว้
“สวัสดีครับ”
“ป้าภรณ์สวัสดีครับ” ชีวินบอก
“สวัสดีค่ะ ๆ เชิญตามสบายนะ”
พูดจบอาภรณ์ก็ชิ่งไปอย่างแนบเนียน ชีวินเก็บซ้อนจานอย่างเรียบร้อย อิ่ม อร่อย หมดเกลี้ยง
“วินบอกว่าจะกินให้หมด มันก็หมดจริงๆ เห็นมั้ยว่าวินเป็นคนรักษาคำพูด พูดแล้วก็ต้องทำให้ได้”
ชีวินแอบประชดหน้าซื่อๆ ภคพงษ์สะอึกนิดๆ รู้ว่าโดนประชด ภคพงษ์มองหน้ารสาที่ทำเป็นไม่สนใจ แล้วก็คุยกับชีวินเหมือนภคพงษ์ไม่มีตัวตน
“ดีมาก รสฝากวินเอาจานไปเก็บในครัวให้ด้วยนะจ้ะ รสต้องรีบไปทำงานต่อ”
“ได้เลย เดี๋ยวล้างให้ด้วย”
“ขอบใจมาก พรุ่งนี้เจอกันที่ออฟฟิศ”
“จ้ะ”
ภคพงษ์ยืนเป็นส่วนเกินอย่างน่าสงสาร รสาจะลุกขึ้นไปทำงาน ชีวินลุกขึ้นจะเอาจานไปเก็บ ภคพงษ์พูดขึ้น

“รสา...ผมขอโทษที่มาช้า”
ภคพงษ์กล่าวขอโทษอย่างเรียบง่าย และรู้สึกผิดจริงๆ รสาหันมาตอบอย่างเรียบง่าย ไม่ใส่อารมณ์ ไม่วีน ไม่เหวี่ยง แต่ยิ้มๆ

“ไม่เป็นไรค่ะ โชคดีที่ดิฉันไม่ได้รอนาน ขอตัวก่อนนะคะ”
รสายิ้มให้ตามมารยาทแล้วก็เดินขึ้นบ้านไป
“รสา”
รสาไม่หยุด เดินขึ้นบ้านไปเลย ภคพงษ์ยืนอยู่กับชีวินแค่สองคน ภคพงษ์รู้ว่า ไม่ควรเซ้าซี้ตอนนี้ ภคพงษ์หันมามองชีวินแล้วก็ก้มหน้านิดๆ ทำนองว่าขอตัวกลับ ก่อนจะเดินออกไป
ชีวินมอง คิด แล้วก็ตัดสินใจ
ภคพงษ์กำลังจะเปิดประตูออกไป ชีวินเดินตามมา
“เดี๋ยวก่อนครับ”
ภคพงษ์หยุดเดิน หันมา
“รสเค้ารู้แล้วว่าทำไมคุณถึงมาช้า”
ภคพงษ์ขมวดคิ้ว ชีวินพูดต่อ
“ผมเห็นคุณอยู่กับผู้หญิงอีกคน ในเวลาที่คุณควรจะอยู่กับรส”
ภคพงษ์คลายปมที่คิ้ว เข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
“ผมไม่รู้ว่าคุณคิดยังไงกับรส แต่ผมขอให้รู้ไว้ว่า รสไม่ใช่ของเล่นของคุณ ถ้าคุณไม่เห็นคุณค่า ขอความกรุณาช่วยออกไปไกลๆ”
ชีวินพูดนิ่มๆ แต่หนักแน่น และจริงใจ พูดจบก็หันหลังจะเดินไป ภคพงษ์ตัดสินใจพูดขึ้น
“ถ้าผมไม่เห็นคุณค่า ผมคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้”
ชีวินหยุดเดิน ชะงักนิดๆ แล้วหันมา
“และผมก็ขอให้คุณรู้ไว้ด้วยว่า ผมไม่เคยคิดว่า รสาเป็นของเล่นของผม”
ภคพงษ์มองหน้าชีวินด้วยแววตาหนักแน่น ชีวินนิ่งอึ้งไป
ภคพงษ์หันหลังแล้วก็เดินออกไปเลย ชีวินคิดหนัก


รสานั่งทำงานที่ห้อง แต่ในใจยังคิดถึงภคพงษ์ รสาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปที่ด้านหน้าเห็นภคพงษ์เดินออกจากบ้านไปแล้ว รสาคิด...แววตาเต็มไปด้วยความสับสน และไม่เข้าใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ภคพงษ์มาบอกให้ทำอาหาร เมื่อตอนกลางวัน / สายใจบอกว่าภคพงษ์ไม่เคยอยากกินของใคร / รสารอแล้วรออีก / ชีวินบอกว่าภัคพงษ์ไปกับผู้หญิงอื่น / ภคพงษ์ขอโทษ
รสาคิดแล้วก็สับสน และไม่แน่ใจ


เช้าวันต่อมาที่รีสอร์ตพร้อม พร้อมและวิมลช่วยกันจัดโต๊ะริมหาด ทำความสะอาดหาดของตัวเอง
ห้าววิ่งมากระหืดกระหอบ
“ลุง ป้า”
พร้อมกับวิมลหันมา
“มีอะไรวะไอ้ห้าว เรียกซะตกอกตกใจ”
“ปะ...ไปที่ล็อบบี้หน่อยจ้ะ มีคนเค้าอยากเจอ”
พร้อมกับวิมลแปลกใจ - ใคร!?

วาริชนั่งยิ้มหน้าแป้นอยู่ที่ล็อบบี้ ข้างๆเป็นพิมพรรณนั่งด้วยสีหน้ามีความสุข พร้อมกับวิมลนั่งหน้างงๆ อยู่อีกฝั่ง ห้าวยืนกอดอกคุมเชิงอยู่ตรงกลาง
“ที่ผมมาวันนี้...เพราะมีเรื่องสำคัญจะมาเรียนคุณพ่อคุณแม่ครับ”
พร้อมผงะแล้วถาม
“ใครเป็นพ่อนาย”
“ตอนนี้อาจจะยัง แต่อีกไม่นานครับ...เพราะผมมาวันนี้เพื่อจะมาสู่ขอพิมครับ”
พร้อม วิมล สะดุ้ง ห้าวคลายมือออกจากการกอดอก พิมพรรณยิ้มอย่างมีความสุข
“สู่ขอ”
วาริชจับมือพิมพรรณ
“ครับ ผมกับพิม เรารักกัน อยากจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน”
พิมพรรณยิ้มรับ ห้าวมองหน้าพิมพรรณ งง !!
“เรา...อยากจะแต่งงานกันครับ”
“ไม่ได้” พร้อมบอก
วาริชสะดุ้ง พิมพรรณหน้าเสีย
“เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน พ่อแม่เป็นใครก็ไม่รู้ หัวนอนปลายเท้าเป็นยังไงก็ไม่รู้จะไปแต่งงานกันได้ยังไง แล้วนี่มีอย่างที่ไหน มาสู่ขอผู้หญิง ไม่มีผู้ใหญ่มาสักคน ทำกันชุ่ยๆแบบนี้ได้ยังไง”
“พ่อ” วิมลหน้าเสียแล้วจับเข่าพร้อมให้ใจเย็น
ห้าวยืนดูอยู่เห็นด้วยกับพร้อม ห้าวค่อยๆหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วก็กดข้อความ
“ผมขอโทษครับคือ วันนี้มันฉุกละหุก ผมอยากจะรีบแต่งงานกับพิมเร็วๆ ก็อาจจะลืมธรรมเนียมไปบ้าง แต่ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะรีบให้พ่อกับแม่แล้วก็ผู้ใหญ่มาคุยกับคุณพ่อคุณแม่โดยเร็วที่สุด”
“ไม่ต้อง จะเป็นใครก็ไม่ต้องมาทั้งนั้น เพราะข้าไม่ให้แต่ง”
พิมพรรณหน้าเสีย วาริชหน้าเสียกว่า ห้าวกดส่งข้อความหารสา

รสากำลังจะเดินออกไปจากบ้าน เตรียมไปทำงาน หน้ายังเซ็งอยู่ ทันใดนั้นมีข้อความเข้ามา รสาหยิบมาอ่านแล้วก็ตกใจ
“ไอ้หน้าหนวดมาสู่ขอพิม อาพร้อมโกรธอย่างแรง”
รสาอึ้ง
“วาริชมาสู่ขอพิม”

พร้อมยังย้ำอีกครั้ง
“ต่อให้ขนมาทั้งโคตรก็ไม่ให้แต่งเว้ย”
พิมพรรณหน้าเสีย วิมลมองแล้วก็สงสารลูก
“พ่อใจเย็นๆ ค่อยๆคุยกันก่อนก็ได้”
“ไม่ ไม่ต้องคุยทั้งนั้น ข้าไม่ไว้ใจเอ็ง หน้าอย่างเอ็งไม่มีทางจะดูแลลูกสาวข้าได้ ข้าไม่ยกให้เว้ย กลับไปได้แล้ว มาทางไหน ไปทางนั้น”
พร้อมหันหลังให้อย่างไม่ไยดี
พิมพรรณหน้าเสีย ห้าวยิ้มนิดๆ วาริชเห็นสถานการณ์ไม่ค่อยดี ก็โพล่งขึ้นมาเลย
“แต่ผมกับพิมมีอะไรกันแล้วนะครับ”
พร้อมช็อก วิมลอ้าปากค้าง ใจพ่อใจแม่หายวาบทันที
พิมพรรณสะอึก หน้าร้อนผ่าวด้วยความอาย และความกลัว ห้าวหันมาทางไอ้วาริชด้วยความแค้น
“แกพูดอะไรนะ”
วาริชยืดอกอย่างหน้าไม่อาย
“ผมกับพิม เราสองคนมีอะไรกันแล้ว และที่ผมมาวันนี้เพราะผมเป็นลูกผู้ชาย ผมถึงกล้ารับผิดชอบ ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นคงไม่รับผิดชอบเหมือนผม”
วาริชพูดออกมาอย่างหน้าด้าน
พร้อมช็อกหนักกว่าเดิมถึงกับทรุดเซ ห้าวแค้นจัดพุ่งเข้าไปทันที
“พูดออกมาได้ยังไง ไอ้...”
ห้าวพุ่งเข้ามากระชากคอเสื้อวาริชกำลังจะชก เสียงพิมพรรณร้องดัง
“พี่ห้าว”
แต่เสียงวิมลดังกว่า
“พ่อ”
ทุกคนหันขวับไปแล้วก็อึ้ง พร้อมช็อก...ลงไปนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น วิมลรีบเข้าไปเขย่าตัว พร้อมกับส่งเสียงร้องโวยวายตกใจ
“พ่อ พ่อ .. พ่อ”
พิมพรรณ และห้าว ตกใจร้องขึ้นมาพร้อมกัน
“พ่อ"/ "ลุง”

พร้อมนอนแน่นิ่งอาการน่าเป็นห่วง
พร้อมนอนหลับหายใจอ่อนๆ อยู่บนเตียงภายในโรงพยาบาล วิมลและห้าวยืนอยู่ที่ด้านหนึ่งของเตียง อีกด้านเป็นหมอและพยาบาล

“คนไข้ปลอดภัยแล้วนะครับ หมอจะให้พักสักวันสองวันดูอาการ”
“ขอบคุณคุณหมอมากค่ะ” วิมลบอก
หมอและพยาบาลเดินออกไป วิมลกับห้าวหันมามองพร้อมที่นอนอยู่ด้วยความโล่งอก

บริเวณหน้าห้องพักคนไข้ พิมพรรณเดินไปมาพลางชะเง้อมอง รอฟังข่าวด้วยความร้อนใจ วาริชนั่งทำหน้าเซ็งๆอยู่ไม่ห่าง แล้วก็พยายามปั้นหน้าให้ดูอาทรก่อนจะพูดขึ้น
“พิมจ๊ะ..ใจเย็นๆ ไม่ต้องคิดมากนะ พ่อคุณคงไม่เป็นอะไรมากหรอก ท่านเป็นคนดี พระท่านคุ้มครองอยู่แล้ว” พิมพรรณฟังแล้วก็ยังไม่รู้สึกดีขึ้นมากนัก
วิมลกับห้าวเดินมาหาพอดี พิมพรรณหันไปเห็นก็รีบวิ่งเข้าไปถามทันที
“แม่..พ่อเป็นยังไงบ้าง”
วาริชรีบเสนอหน้า ทำเป็นห่วงด้วย
“คุณพ่อเป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ”
ห้าวหันขวับมา
“ใครเป็นพ่อแก”
วาริชชะงักกึก พิมพรรณหน้าเสีย
“พี่ห้าว...อย่าเพิ่งหาเรื่องดีกว่า พิมอยากรู้อาการของพ่อ”
“หมอบอกว่าปลอดภัยแล้ว ให้นอนต่ออีกวันสองวัน”
พิมพรรโล่งอก วาริชก็ทำเป็นโล่งอกด้วย พร้อมกับสาระแน
“งั้น ระหว่างที่คุณพ่อ...”
ห้าวมองตาดุบอก
“เอ่อ คุณอานอนอยู่ที่นี่ ผมอาสามาเฝ้าท่านนะครับ คุณแม่ เอ่อ คุณอาจะได้ไม่ต้องลำบาก”
ห้าวสวนขึ้นทันที
“ไม่ต้อง ! ถ้าแกมาอยู่มีหวัง ลุงฉันได้ช็อกวันละแปดรอบ อีกอย่างพวกฉันเฝ้ากันเองได้ไม่ลำบาก กลับไปได้
กำลังโหลดความคิดเห็น...