xs
xsm
sm
md
lg

สื่อรักสัมผัสหัวใจ ตอนที่ 11

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


The Sixth Sense สื่อรักสัมผัสหัวใจ ตอนที่ 11

กรรณากับก๊องยืนมองภาพศพเด็กถูกตำรวจคลุมด้วยผ้าขาวพาขึ้นรถ โดยมีพ่อแม่เด็กร้องไห้คร่ำครวญ ตำรวจอีกนายหิ้วจักรยานเด็กขึ้นรถไปด้วย พอรถแล่นออกไปวิญญาณของเด็กยืนอยู่ มองส่งยิ้มมาให้กรรณา โบกมือให้ แม้กรรณาจะไม่เห็นแต่ได้ยินเสียงร่ำลา
“ขอบคุณครับ ผมได้กลับบ้านแล้ว ขอบคุณครับ”
กรรณายิ้มให้
“ช่วยบอกผมหน่อยสิพี่กรร พี่รู้ได้ยังไงว่าเด็กมาตายอยู่ในบึงนั่นน่ะ?”
“ฉันเคยบอกแกตั้งหลายครั้งแล้ว ว่าฉันได้ยินเสียงวิญญาณ แกก็ไม่เชื่อ”
“ก็มันไม่น่าเชื่อนี่เจ๊”
“ไม่เชื่อก็อย่าเชื่อ ตามใจแก รีบไปเร็วๆ เข้า ยัยเนตรรออยู่”
กรรณาเดินนำไปที่รถมอเตอร์ไซค์
“เจ๊แกได้ยินเสียงผีจริงๆ เหรอวะเนี่ยะ บรื๋อ”
ก๊องหันมองรอบตัวอย่างกลัวๆ รีบวิ่งตามกรรณาไป

ก๊องขี่มอเตอร์ไซค์พากรรณาซ้อนท้ายมาถึงหน้าประตูรั้วบ้านเนตรศิตางศุ์ ก็เจอเข้ากับสายสืบตำรวจนอกเครื่องแบบสองคนที่ณัฐเดชส่งมาคอยเฝ้าประตูไม่ให้เนตรสิตางศุ์ออกไปไหน ก๊องจอดมอเตอร์ไซค์ปุ๊บก็เล่นก่อนเลย
“นี่คุณสองคนเป็นใคร มายืนทำอะไรหน้าบ้านนี้”
“น้องน่ะเป็นใคร มาทำไมที่นี่” สายสืบถาม
“อ้าว ผมถามพี่ก่อน พี่ก็ตอบผมมาก่อนเซ่ พี่เป็นใคร”
สายสืบอีกคนคว้าคอเสื้อก๊อง
“พี่เป็นตำรวจ น้องเดือดร้อนอะไรไหม๊”
“แฮ่ ไม่เดือดร้อนครับ ชื่นชมซะด้วยซ้ำ เป็นตำรวจ แล้วยังมารับจ๊อบเป็นยามหารายได้พิเศษอีก เป็นคนค้นคนตัวอย่างนะเนี่ย”
สายสืบทั้งสองแป่ว หน้าเสีย
“ไม่ได้เป็นยามเว้ย ฉันมาดูแลความปลอดภัยให้บ้านผู้กอง เข้าใจ๋”
“อ๋อ อย่างงั้นเหรอเพ่ งั้นหนูเป็นเพื่อนน้องสาวผู้กอง พี่คงไม่ว่าอะไรถ้าหนูจะเข้าไปหาเพื่อนหนูสักหน่อย นัดกันเอาไว้ นี่หนูมาสายแล้วเนี่ยะ”
สายสืบทั้งสองมองหน้ากัน สายสืบคนแรกพยักหน้า สายสืบอีกคนเปิดประตูรั้วให้ กรรณาเดินเข้าไป
“ขอบคุณครับ”
ก๊องจะเข็นรถตามเข้าไป แต่สายสืบยกมือขวางไว้
“เดี๋ยว เอ็งยังเข้าไปไม่ได้ จนกว่าจะตรวจอาวุธซะก่อน”
สายสืบทั้งสองค้นตามเนื้อตัวก๊อง ก๊องหัวเราะคิกคักอย่างบ้าจี้
“เบาๆ สิพี่ ผมเสียว คิกๆ”

เนตรสิตางศุ์โผกอดกรรณาร้องไห้ทันทีที่เห็นกรรณากับก๊องเข้าบ้านมา
“กรร กรรต้องช่วยเนตรนะ”
“โฮ่ยแก ร้องไห้เป็นเด็กอนุบาลไปได้ เพราะยังงี้พี่ณัฐถึงเห็นแกไม่โตซะที”
“ก็พี่ณัฐน่ะเผด็จการ พี่ณัฐใจร้าย นี่หมอวรรธก็เจ็บตัวมาก พี่ณัฐยังไม่ยอมให้เนตรไปเยี่ยมเค้าอีก”
“อ๋อ งั้นที่ฮอตไลน์เรียกเราสองคนมาที่นี่ จะให้เราช่วยออกไปเจอหมอวรรธงั้นสิ”
“ฉลาดจังเลยก๊อง”
“แต่ผมไม่โง่ทำอย่างงั้นหรอก”
“อ้าว ทำไมล่ะ”
“โธ่ ตำรวจสายสืบหน้าเหี้ยมสองคนเฝ้าประตูอยู่อย่างนั้นขืนผมพาพี่เนตรออกไป ผมต้องโดนกระทืบแน่ ไม่มีทางที่เราจะพาพี่เนตรออกไปได้หรอก”
“แต่ฉันมีทางว่ะ”
“หา”
กรรณายืนเกี่ยวหูกางเกง ยักคิ้ว เนตรสิตางศุ์ยิ้มมีความหวังขึ้นมาทันที

ก๊องขี่มอเตอร์ไซด์กลับออกมาจากบ้าน มีกรรณาซ้อนท้ายมาด้วย แต่ไม่เห็นหน้า
“กลับแล้วนะครับพี่”
ก๊องยิ้มโบกมือลาบอดี้การ์ดทั้งสอง กำลังจะขี่ผ่านพ้นประตูไปแล้ว แต่สายสืบคนหนึ่งเรียกไว้
“เฮ้ยเดี๋ยว”
ก๊องตกใจ เหยียบเบรก มอเตอร์ไซด์หยุดกึก หน้าเนตรสิตางศุ์ที่ปลอมตัวเป็นกรรณาชนจิ้มหลังก๊อง
“อู๊ย” เนตรศิตางศุ์กุมหน้าร้อง สายสืบเดินเข้ามา มองผ่านหลังเนตรสิตางศุ์
“ลืมเปิดไฟหน้า เดี๋ยวก็โดนจับหรอกน้อง”
“อ๋อ ครับๆ ขอบคุณเพ่ที่เตือน” ก๊องรีบเปิดไฟ
“ไปนะครับ”
ก๊องเร่งเครื่องออกไป เนตรสิตางศุ์เป่าปากอย่างโล่งอก
ในห้องเนตรสิตางศุ์ กรรณายืนแอบมองอยู่ที่หน้าต่างห้อง แล้วทำหน้าเลี่ยนมองตัวเองอยู่ในชุดกระโปรงหวานแหว๋วของเนตรสิตางศุ์
“อี๋ย!”

เนตรสิตางศุ์เดินร้อนใจเข้ามาในสถาบันนิติเวช ก๊องเดินตามมาแทบไม่ทัน
“นี่เจ๊ ช้าๆ หน่อยก็ได้ หมอคงไม่ได้เป็นไรมากหรอก อย่างมากก็แค่ฟกช้ำ ไม่ถึงขั้นร่อแร่”
เนตรสิตางศุ์หันขวับมาตีก๊อง ทำเอาก๊องสะดุ้ง
“ไปแช่งเค้าทำไม เกิดเขาเป็นอะไรขึ้นมาเพราะเนตร เนตรต้องเสียใจไปตลอดชีวิต”
“โอ้โห นี่ห่วงหมอมากไปป่ะเนี่ยะ ยังกับเป็นแฟนกันแน่ะ”
เนตรสิตางศุ์อาย หน้าแดง ระดมตีก๊องแก้เขิน
“เอ๊ะ ก๊องนี่ แฟนที่ไหน เพื่อนกัน”
ก๊องหัวเราะถลาถอยหลังหนี ชนเข้ากับพนักงานสาวคนหนึ่ง
“อุ้ย”
“ขอโทษครับ ขอโทษ เจ็บหรือปล่าวครับ ว้าว”
ก๊องต้องตะลึงเมื่อเห็นหน้าหวานๆ ของพนักงานสาว
“เอ่อ ไม่เป็นไรคะ มาธุระอะไรคะ”
“ฉันมาพบหมอวรวรรธน่ะค่ะ”
“หมอวรวรรธเหรอคะ อยู่ที่ห้องแล็บค่ะ”
“งั้นพี่เนตรไปหาหมอเถอะ ผมจะรออยู่ที่นี่ ไม่ต้องรีบนะครับ” ก๊องทำตาหวานใส่พนักงานสาว เนตรสิตางศุ์รีบเดินไป “นั่นเพื่อนพี่สาวผมนะครับ ไม่ใช่แฟน อย่าเข้าใจผิด แฮ่” พนักงานสาวทำหน้าเหลอเหลาเพราะไม่ได้ถามสักหน่อย แล้วเดินไป ก๊องเดินตาม “เอ่อ...เดี๋ยวสิครับคุณ นั่นอะไรหล่น?”
พนักงานหยุด มองหา
“อะไรคะ”
“หัวใจผมหล่นครับ ช่วยเก็บให้หน่อย”

พนักงานสาวค้อน เดินหนี ก๊องเดินหัวเราะชอบใจตามไป

เนตรศิตางศุ์ยืนอยู่หน้าห้องทำงานหมอวรวรรธเคาะประตูแต่ไม่มีเสียงตอบรับ เนตรศิตางศุ์เคาะอีก

“หมอคะ นี่เนตรเองค่ะ หมอเป็นยังไงบ้าง”
ไม่มีเสียงตอบรับ ทำให้เนตศิตางศุ์ใจไม่ดี นึกห่วงว่าหมอวรวรรธจะเป็นอะไรไป รีบเปิดประตูเข้าห้องไป พอเปิดประตูเข้ามาเธอต้องตกใจเมื่อเห็นหมอวรวรรธนอนฟุบอยู่บนโต๊ะทำงาน
“หมอ”
เนตรศิตางศุ์พูดพลางถอดแว่นออก ต้องตกใจอีกครั้ง แต่คราวนี้แทบช็อกเมื่อเห็นฝูงเหล่าวิญญาณที่แขนขาเนื้อตัวเหวอะวะจากการชันสูตรผ่าศพ กำลังรุมทึ้งเกาะกินวิญญาณหมอวรวรรธเพราะจิตของเขากำลังอ่อนแอ ทำให้สีหน้าหมอซีดไร้สีเลือด หายใจอ่อนระโหยโรยแรง เนตรศิตางศุ์รีบถลาเอาตัวเข้าไปโอบบังเขาไว้
“อย่าทำอะไรเค้านะ อ๊าย” เนตรศิตางศุ์รีบหันมายกมือไหว้ “ฉันสัญญาว่าจะพาหมอไปทำบุญอุทิศส่วนกุญศลให้พวกคุณ อย่าทำอะไรเค้าเลย เค้าเป็นคนดีนะคะ ถ้าพวกคุณทำให้เขาตาย พวกคุณก็จะยิ่งบาป วิญญาณก็จะต้องเวียนว่ายทนทุกข์ไม่ได้ไปสู่สุขคติเสียที”
วิญญาณต่างพากันคำรามก่อนจะถอยหายไป เนตรศิตางศุ์หันมามองหน้าหมอวรวรรธ สีหน้าหมอวรวรรธมีสีเลือดขึ้นทันตาหลังเหล่าวิญญาณได้ล่าถอยไป เนตรศิตางศุ์รู้สึกโล่งใจ
“หมอคะ หมอ ตื่นซีคะ”
หมอวรวรรธขยับตัว รู้สึกตัวตื่น ลืมตาขึ้นมอง เห็นหน้าเนตรสิตางศุ์
“ผมไม่ได้ฝันไปใช่ไหม๊เนี่ย ผมเห็นหน้านางฟ้าลอยอยู่ตรงหน้า”
เนตรศิตางศุ์น้ำตาคลอ
“ยังจะมีอารมณ์พูดเล่นอีกนะหมอ ดูซิสภาพเยินขนาดนี้ พูดมากเดี๋ยวก็ตายจนได้หรอก”
“ตายเพราะไม่ได้เห็นหน้าคุณเนี่ยะนะ หึๆ อาจจะจริง เพราะตอนที่หลับ ผมฝันเห็นหน้าคุณตลอดเวลา แต่เข้าไปหาคุณไม่ได้ เพราะมีพี่ชายคุณไล่ยิงผมอยู่”
เนตรศิตางศุ์ร้องไห้
“พี่ณัฐใจร้าย พี่ณัฐต่อยหมอ”
หมอวรวรรธเช็ดน้ำตาให้
“ไม่เอาซี อย่าร้องไห้ครับ ผมไม่เป็นไรมากหรอก กินยาแล้วนอนพักสักวันก็หาย พี่ณัฐน่ะทำถูกแล้ว พี่ชายต้องปกป้องน้องสาว ก็ผมเล่นพาคุณไปอยู่ถึงพัทยา ไม่กลับบ้านกลับช่อง พี่ณัฐไม่กระทืบผมตายก็ขอบคุณมากแล้ว”
“ก็หมอไม่ได้อยากพาเนตรไปซะหน่อย เนตรต่างหากที่บังคับจิตใจหมอ ให้ช่วยเหลือเนตร เนตรขอโทษที่ดึงหมอมาเดือดร้อนด้วย เนตรขอโทษค่ะ เนตรขอโทษๆ”
สองมือเนตรศิตางศุ์ไหว้ขอโทษหมอวรวรรธเป็นชุด หมอวรวรรธจับสองมือนั้นไว้ทันที
“พอเถอะครับ! คุณมาขอโทษผมทำไม ในเมื่อผมเต็มใจไปกับคุณ” เนตรศิตางศุ์อึ้งมองหน้าหมอวรวรรธ ขณะที่หมอวรวรรธจับมือเนตรศิตางศุ์ไว้ไม่ยอมปล่อย สายตามองเนตรศิตางศุ์อย่างเผยรักในใจ
“ที่จริง ผมไม่ยุ่งเรื่องคุณก็ได้ ถ้าผมไม่ยอมซะอย่าง ยังไงคุณก็บังคับผมไม่ได้หรอก แต่เพราะใจผมเป็นห่วงคุณ ห่วงผู้หญิงน่ารักคนนี้ว่าจะเป็นอันตราย ผมก็เลย...เอาตัวเข้ามาเกี่ยว เพราะอยากดูแลคุณ”
“หมอ...”
ทั้งสองมองสบตากัน เปิดเผยใจต่อกัน
“ทีนี้เข้าใจผมหรือยังครับ” เนตรศิตางศุ์ยิ้มเขิน หลบตา หมอวรวรรธยิ้มกว้าง “มาดูอะไรนี่สิครับ”
หมอวรวรรธจูงมือเนตรศิตางศุ์ไปที่โต๊ะแล็บ ยื่นแฟ้มให้
“นี่เป็นผลแล็บจากคอนแท็คเลนส์ของใบหม่อน เมื่อคืนผมตรวจเจออะไรบางอย่าง”
“เอ่อ หมอปล่อยมือเนตรก่อนซิคะ ไม่งั้นเนตรจะดูได้ยังไง”
หมอวรวรรธยิ้มกรุ้มกริ่ม ก่อนยอมปล่อยมือเนตรศิตางศุ์ เนตรศิตางศุ์เปิดอ่านดูแล้วมึนงง

ช่วงเวลาเดียวกันนั้นกรรัมภาอยู่ที่คลีนิกหมอรุทธ์ กรรัมภาถอดแว่นกันแดดออกโชว์ตาสวยบอกกับพนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์
“ฉันมาพบหมอรุทธ์ค่ะ”
พนักงานค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง
“นัดไว้รึปล่าวคะ”
“เปล่าค่ะ พอดีฉันผ่านมาแถวนี้ ก็เลยแวะมา”
ลาภเดินเข้ามาในเคาน์เตอร์
“วันนี้หมอมีคิวลูกค้าแน่นเอี๊ยดแล้วครับ ไม่มีเวลาพบคุณ”
“หมอบอกว่าฉันเป็นลูกค้าคนพิเศษจะมาเมื่อไหร่ก็ได้”
“ผมแนะนำว่าคุณควรจะไปหาหมอคนอื่นจะดีกว่า หน้าสวยๆ ของคุณมัดใจหมอรุทธ์ไม่ได้หรอก ที่หมอดีกับคุณ ก็แค่เรื่องศัลยกรรม”
พนักงานต้อนรับมองหน้าลาภ ไม่เข้าใจที่ลาภพูดแบบนี้ กรรัมภาฟังแล้วงงๆ กำลังจะถาม แต่หมอรุทธ์เดินออกมาจากห้องตรวจพอดี
“คุณแก้ม” หมอรุทธ์หันไปขอบคุณลูกค้าสาวที่เพิ่งฉีดโบทอกซ์จนปากบวมเจ่อออกมา ลูกค้าเดินผ่านกรรัมภาออกไป หมอรุทธ์เดินเข้ามาหากรรัมภา มองหวานใส่ “ผมกำลังนึกถึงคุณ คุณก็มาพอดี”
“แต่แก้มไม่ได้นัดไว้ พนักงานที่นี่บอกว่าหมอไม่ว่างจะให้แก้มพบ”
หมอรุทธ์เหล่มองไปที่ลาภอย่างไม่พอใจ
“ใครบอก นายเหรอลาภ”
ลาภหน้าเสีย
“เอ่อ...”
“คุณแก้มเป็นลูกค้าพิเศษของผม นายจำไว้นะ เธอจะมาพบผมเมื่อไหร่ก็ได้ทุกเวลา”
“เอ่อ...ครับ”
“เชิญเธอเข้าไปรอผมในห้องทำงานก่อน เดี๋ยวผมเสร็จลูกค้าคนนี้แล้วจะเข้าไป”
“ได้ครับ เชิญทางนี้ครับคุณแก้ม”
ลาภเดินผายมือให้กรรัมภาเดินตามไป
“ตามสบายนะครับคุณแก้ม เดี๋ยวผมจะรีบไปหา”
“โอเคค่ะ”
กรรัมภาเดินตามลาภไป หมอรุทธ์มองตาม...แววตาเจ้าชู้นั่นซ่อนเรื่องราวสยองบางอย่างไว้

ลาภเปิดประตูห้องทำงานหมอรุทธ์รอ กรรัมภาเดินเข้ามามองห้องทำงานที่หรูหราของหมอรุทธ์
“เชิญคุณตามสบาย หวังว่าคุณจะเป็นรายสุดท้าย ที่มีโอกาสเข้ามาในห้องนี้”
“เอ๊ะนี่!” กรรัมภาจะด่า แต่ลาภรีบออกไปซะก่อน กรรัมภาฉุน
“ไอ้นี่มันคอยกันท่าน่าดู น่ารำคาญจริงๆ” กรรัมภาหันไปมองห้องทำงานของหมอรุทธ์
“อยากรู้นัก ในห้องนี้จะนอกจากคนพิเศษอย่างเราแล้ว จะมีใครมีโอกาสเข้ามาในห้องนี้”

กรรัมภาพูดพลางถอดถุงมือเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ตรงโต๊ะทำงานของหมอรุทธ์ ทันทีที่มือจับไปที่พนักวางแขนเก้าอี้ กรรัมภาก็สะดุ้ง เมื่อเห็นภาพหญิงสาวมากมายที่เข้ามาในห้องนี้ เดินวนอยู่รอบตัวกรรัมภา เสียงพูดจ้อกแจ้กจอแจไปทั่วห้องแทบฟังไม่ได้ศัพท์ กรรัมภาหันไปมุมไหนก็เห็นมุมนั้น มีทั้งเสนอตัว และอ้อนวอนหมอรุทธ์ให้ทำศัลยกรรมให้ กรรัมภาสุดจะเซ็ง

“โฮ๊ย รมณ์เสีย ผู้หญิงเยอะแยะเต็มห้องไปหมดเลย หึ หมอนะหมอ นึกว่าแก้มจะเป็นคนพิเศษสำหรับหมอคนเดียวซะอีก เอ๊ะนั่น”
กรรัมภาสะดุ้งลุกขึ้นยืน เมื่อเห็นน้องออนซ์เดินเข้ามานั่งทับที่เก้าอี้เธอบอกกับหมอรุทธ์ที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงาน
“ช่วยอัพไซส์หน้าอกให้ออนซ์อีกครั้งนะคะหมอ ออนซ์ไม่อยากเสียปาณัทไป ออนซ์อยากมัดใจเค้าให้ได้”
“ขอบคุณมากนะคะหมอ”
“ว้าย”
กรรัมภาสะดุ้งอีกครั้ง เมื่อเห็นใบหม่อนเดินทะลุตัวเธอที่ยืนตรงเข้าไปที่เก้าอี้ ซึ่งตอนนี้ภาพน้องออนซ์หายไปแล้ว
“ขอบคุณที่มอบใบหน้างามไม่มีที่ตินี้ให้กับใบหม่อน ปาณัทเค้าคลั่งไคล้มาก”
กรรัมภาได้ยินอย่างนั้นก็รีบควักมือถือขึ้นมากดโทรหาเนตรสิตางศุ์ทันที
“ฮัลโหล ยัยเนตรเหรอ”
“ไม่ใช่ ฉันเอง...กรร”
“อ้าว แล้วยัยเนตรไปไหน”
“มันก็ไปหาหมอวรรธน่ะสิ ลืมเอามือถือไป ฉันต้องมาปลอมตัวอยู่แทนมันที่บ้านนี่แกมีไร เสียงตื่นเต้นซ๊ายังกะเจอปาร์ค จุน จี”
“ตอนนี้ฉันเข้ามาอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของหมอรุทธ์แล้ว”
“เยส แกนี่มันเจ๋งจริงๆ เลย แล้วแกเจออะไรบ้าง”
“ฉันเห็นพวกอยากสวยเข้ามาหาหมอให้ช่วยทำศัลยกรรมเต็มไปหมดเลย รวมทั้งยัยน้องออนซ์กับใบหม่อนด้วย”
“ฮะ เห็นใบหม่อนด้วยเหรอ แล้วหมอรุทธ์ทำอะไรใบหม่อนบ้างล่ะ”
“ทำอะไร ก็ทำสวยให้แม่นั้นน่ะซิ หมอรุทธ์เค้าไม่ใช่ฆาตกรโรคจิตซะหน่อยจะได้ไปฆ่ายัยนั่น”
“แกเห็นภาพแค่นั้น ก็รู้แล้วเหรอว่าไม่ใช่ อย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปหาหลักฐานต่อไปก่อน อย่าให้ความหล่อมาบังตาหล่อน เข้าใจไหม”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ยัยเนตร คุยกับใครอยู่ในห้องน่ะ?” ณัฐเดชถามอยู่หน้าห้อง กรรณาถึงกับช็อก
“พี่ณัฐกลับมาแล้ว ทำไงดีล่ะแก”
“ไม่รู้ย่ะ เก่งนักนี่ เอาตัวรอดให้ได้แล้วกัน แบร่”
กรรัมภากดสายทิ้ง
“ฮัลโหล ฮัลโหล...” กรรณากำหมัดใส่โทรศัพท์
“ยัยเพื่อนทรยศ ไม่ช่วยกันคิดเลย”
“ยัยเนตร ได้ยินไหม ทำอะไรอยู่ เปิดประตูให้พี่ซิ”
กรรณาเดินพล่านทำอะไรไม่ถูก
“ทำไงดีวะ ถ้าพี่ณัฐจับได้ว่าฉันช่วยให้ยัยเนตรแอบออกไปหาผู้ชาย ฉันจมดินแน่”
“ได้ยินมั้ย บอกให้เปิดประตู อย่าให้พี่พังเข้าไปนะ”
กรรณารีบอุดจมูกข้างหนึ่งบีบเสียงเล็กแหลมแบบเนตรศิตางศุ์พูดออกมา
“เนตรกำลังนวดหน้า พอกตัวอยู่ในห้องน้ำ พี่ณัฐมีอะไรเหรอ เรียกอยู่ได้”
“อ้าว ก็ไม่รู้นี่ เห็นขังตัวเองอยู่ในห้อง กินอะไรบ้างหรือยัง?”
“กินแล้ว มีอะไรรึเปล่าคะ เนตรกำลังพอกหน้า พูดไม่ถนัด”
“นี่ใจคอจะไม่เปิดประตูออกมาให้เห็นหน้ากันหน่อยเหรอ”
“ไม่! เนตรกำลังโป๊ แค่นี้นะ เนตรจะเข้าห้องน้ำแล้ว”
กรรณาทำเป็นเดินไปปิดประตูห้องน้ำเสียงดัง แล้วย่องมาพังเสียงณัฐเดชที่ประตู ณัฐเดชยืนคิดเอะใจอยู่ที่ประตูครู่หนึ่ง
“ทำไมเสียงยัยเนตรอู้อี้แปลกๆ คงจะร้องไห้มาทั้งวันสิท่าไม่นะไอ้ณัฐ อย่ายอมใจอ่อน จะให้ยัยเนตรเจอกับไอ้หมออีกไม่ได้เด็ดขาด งั้น พี่กลับเข้าไปเคลียร์งานที่หน่วยก่อนนะ เย็นๆ จะรีบกลับมาซื้อของอร่อยๆ มาให้กิน”
ณัฐเดชเดินลงบันไดไป กรรณาทรุดนั่งลงจับหน้าอกอย่างโล่งอก

กรรัมภากำลังเปิดดูลิ้นชักที่โต๊ะทำงานของหมอรุทธ์
“ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสงสัยเลย”
กรรัมภาหันไปเห็นลิ้นชักที่หลังโต๊ะทำงานหมอรุทธ์ เดินไปเปิดดูทีละชั้น จนมาสะดุดที่เก็บแฟ้มรูปถ่ายตอนทำศัลยกรรมของลูกค้าVIPชั้นหนึ่ง เลยเปิดค้นดูเจอแฟ้มชื่อใบหม่อน กำลังจะหยิบออกมาก็ได้ยินเสียงคนเดินมาที่ประตูเสียก่อน กรรัมภาตกใจเงยหน้ามองไปที่ประตู
หมอรุทธ์เปิดประตูเข้ามา กรรัมภากลับมานั่งยิ้มหวานกลบเกลื่อนอยู่ที่เก้าอี้
“รอนานไหมครับคุณแก้ม”
“นานสิคะ”
“เอ่อ...ขอโทษครับ พอดีหน้าลูกค้าเค้ามีปัญหามาก ผมก็เลยต้องคุยนานหน่อย”
กรรัมภาหัวเราะคิก
“แหม แก้มไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย จะบอกว่ารอได้ค่ะ ถึงคิวแก้มแล้วใช่ไหมคะ”
กรรัมภาเดินจะผ่านหมอรุทธ์ไปที่ประตู
“เดี๋ยวครับคุณแก้ม”
หมอรุทธ์คว้าแขนกรรัมภาดึงไว้ จนกรรัมภาเซตัวมาแอบอิงอยู่กับหมอรุทธ์
“อุ้ย”
หมอรุทธ์มองหวานฉ่ำไปที่หน้าของกรรัมภาที่อยู่แทบชิดจมูก
“คุณแก้มยังไม่บอกผมเลยครับ ว่าวันนี้คุณแก้มมาหาผม จะให้ผมทำอะไรให้เริ่มจากแก้ไขรูปจมูกก่อนดีมั้ยครับ”
“อุ้ย ยังหรอกค่ะ แก้มยังไม่ทันเตรียมตัวเตรียมใจมาผ่าดั้งหรอกค่ะ วันนี้ขอมานวดหน้า จี้กระก่อนน่ะค่ะ นี่ หมอเห็นมั้ยคะ มีกระโผล่มาที่ข้างจมูกตั้งจุดนึงแน่ะ น่าเกลี๊ยดน่าเกลียด หมอต้องรีบเลเซ่อร์กำจัดให้แก้มเดี๋ยวนี้เลยนะคะ”
“ได้ครับ เชิญที่ห้อง”
กรรัมภาเดินออกไป หมอรุทธ์ยืนสีหน้าผิดหวัง หัวเสียนิดๆ ก่อนจะเดินตามออกไป

 
ขณะนั้นเนตรศิตางศุ์กำลังนั่งคุยกับหมอวรวรรธที่กำลังเปิดคอมฯให้เนตรศิตางศุ์ดูภาพสัตว์ทะเลที่มีพิษ
 
“ตอนนี้ยัยแก้มคงดำเนินแผนสืบหาข้อมูลจากหมอรุทธ์อยู่ค่ะ”
“ไม่ใช่ว่าผมสบประมาทนะครับ แต่เปรี้ยวปรี๊ดไร้สาระอย่างเพื่อนคุณ จะสืบได้เหรอครับ”
“คุณน่ะรู้จักเพื่อนฉันน้อยไป แค่ยัยแก้มแตะตัวคุณ เพื่อนฉันก็รู้ลึกถึงตับไตไส้พุงของคุณหมดแล้ว...รู้ลึกถึงขนาดว่าคุณเคยผ่านผู้หญิงมากี่คน”
“โอ้โห”
“เคยทิ้งผู้หญิงคนไหนบ้าง”
“ขนาดนั้นเลยเหรอครับ”
หมอวรวรรธหัวเราะขำๆ เนตรศิตางศุ์นึกได้ว่าพูดมากไปแล้ว เลยเฉไฉหันไปชี้รูปในคอมฯ
“เอ่อ นั่นตัวอะไรคะหมอ?”
“อ๋อ บุ้งทะเลน่ะครับ เค้าว่าขนของมันมีพิษ ถ้าแทงถูกตัวเราล่ะก็ จะทำให้เกิดอาการคัน แล้วก็ติดเชื้อได้ครับ ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคน”
“ไม่คิดเลยนะคะว่าใต้ทะเลจะมีสัตว์มีพิษมากมายขนาดนี้ แล้วพิษของสัตว์ตัวไหนล่ะค่ะ ที่อยู่บนคอนแท็คเลนส์ของใบหม่อน จนสามารถฆ่าใบหม่อนได้”
“ผมตอบได้เลยครับ ว่าผมไม่รู้ โธ่คุณ ก็ผมไม่เชี่ยวชาญเรื่องพิษวิทยานี่ครับแต่ผมมีเพื่อนเชี่ยวชาญเรื่องพิษ ผมจะรีบส่งให้เพื่อนตรวจสอบให้เร็วที่สุดครับ”
“งั้นระหว่างที่รอ เราก็ต้องกลับไปที่โรงละครอีกครั้งนึง”
“ว่าไงนะ ไปอีกแล้วเหรอครับ”
“หมอก็คิดดูซีคะ มันต้องเป็นคนใกล้ตัวใบหม่อนถึงจะแอบใส่ยาพิษที่คอนแท็คเลนส์ของใบหม่อนได้ เนตรมั่นใจว่าต้องเป็นใครคนใดคนหนึ่งที่โรงละครนั่นแหละค่ะ หมอไปสืบกับเนตรนะคะ...นะ”
“โอ๊ย”
หมอวรวรรธทำเป็นจับอกเจ็บเอียงซบไหล่เนตรศิตางศุ์ เนตรศิตางศุ์เขินลุกพรวด หมอวรวรรธแทบหน้าคว่ำ
“เย้ย”
“หมอยังเจ็บอยู่ งั้น รอให้หมอหายดีเสียก่อนนะคะ ไว้เนตรจะติดต่อมา ตอนนี้เนตรต้องรีบกลับบ้านก่อนล่ะค่ะ ป่านนี้พี่ณัฐกลับบ้านหรือยังก็ไม่รู้”
“อ๋อ นี่คุณแอบหนีมาหาผมเหรอครับ คุณทำอย่างงี้ไม่ดีเลยนะครับ แต่ผมชอบ มันน่ารักดีครับ” เนตรศิตางศุ์ยิ้มก้มเขินๆ
“ไปครับ...ผมเดินไปส่ง”
หมอวรวรรธลุกเดินไปกับเนตรศิตางศุ์ เปิดประตูห้องออกไปต้องชะงักมอง เมื่อเห็นกับผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินตรงมาที่ห้อง หมอวรวรรธมองจ้องไปอย่างคุ้นหน้า แล้วต้องตะลึง เมื่อสาวสวยมั่นคนนั้นส่งยิ้มให้
“สบายดีเหรอค่ะวรรธ” สุพิชชาทักหมอวรวรรธ
“พีช”
เนตรศิตางศุ์อึ้งมองหน้าหมอวรวรรธทีสุพิชชาที เห็นสายตาที่สุพิชชามองหมอวรวรรธแล้ว ชักรู้สึกว่าไม่ใช่แค่คนรู้จักกันธรรมดาเสียแล้ว

หมอวรวรรธพาสุพิชชาเข้ามาคุยในห้องทำงาน สุพิชชาบอกกับหมอวรวรรธด้วยน้ำเสียงสีหน้าสุดทุกข์
“คุณพ่อพีชกำลังป่วยหนัก ท่านคงไม่มีโอกาสกลับมาบริหารโรงพยาบาลได้อีกแล้ว”
“ไม่มีทางรักษาหายเลยเหรอ?”
สุพิชชาส่ายหน้า
“หมอที่เก่งที่สุดในประเทศ ก็ช่วยอะไรไม่ได้ค่ะ พอขาดผู้นำ โรงพยาบาลก็เหมือนเรือที่ขาดกัปตัน ไว้ใจใครไม่ได้เลย พีชดูแลโรงพยาบาลคนเดียวไม่ไหว พิชต้องการคนช่วย แต่มองไม่เห็นใครเลย คุณพ่อก็เลย นึกถึงวรรธ ท่านไว้ใจวรรธมากที่สุด”
“ผมไม่ได้ทำงานที่โรงพยาบาลของคุณมาหลายปีแล้ว ผมคงช่วยอะไรคุณไม่ได้หรอกพีช”
“แต่ตอนที่วรรธอยู่ที่โรงพยาบาล วรรธเคยอยู่เคียงข้างคุณพ่อ เคยช่วยงานท่านมาก่อน วรรธบริหารโรงพยาบาลแทนคุณพ่อได้นะคะ”
“พีช ถ้าผมคิดจะบริหารโรงพยาบาลแทนคุณพ่อคุณ ผมคง คงไม่เอาตัวเองออกมาทำงานอยู่ที่นิติเวชนี่หรอก”
“แล้วเราคงไม่ต้องเลิกกันใช่ไหม๊คะ”
“อะไรที่มันผ่านมาแล้ว ผมว่าเราอย่าเอามันมานั่งพูดกันอีกเลย ผมเอาใจช่วย ขอให้คุณพ่อหายป่วยเร็วๆ”
“วรรธไม่อยากช่วยอะไรพีช ก็ไม่เป็นไร แต่ช่วยไปเยี่ยมคุณพ่อหน่อยได้มั้ยคะ ถ้าได้เห็นวรรธ คงต่อลมหายใจให้คุณพ่อได้อีกเฮือกนึง นะคะวรรธ พีชขอร้อง”
หมอวรวรรธอึ้งมองหน้าสุพิชชาด้วยความเห็นใจ

ที่รีสอร์ทของติณห์ ญาณินนั่งอิงๆ พนักเตียง กำลังปิดขวดวิตามินหลังจากกินเสร็จแล้ว แล้วทำฝาหล่น ฝากลิ้งไปตามพื้น ญาณินเซ็งความซุ่มซ่ามตัวเอง วางขวดลงที่โต๊ะข้างเตียง พยายามจะลุกจากเตียงไป เดินไปได้นิดๆแล้วเซๆ เกาะขอบหน้าต่างไว้ ติณห์เดินเข้ามาพอดี
“ญาณิน คุณจะไปไหน...”
“เปล่าค่ะ คือ ฝาขวดวิตามินหล่น”
“อ้อ...ไหนล่ะ” ติณห์มองหา “อ้อ...เจอล่ะ” ติณห์ก้มลงเก็บให้ “แล้วไหน ขวดวิตามิน”
ญาณินมองไปแทนคำตอบ ติณห์เดินไป แล้ววางดอกไม้ที่ถือมาลง แล้วลงมือปิดขวดให้ ญาณินมองติณห์ งงๆ แปลกใจ ติณห์เงยมา ยิ้มให้
“เรียบร้อย...เออ...ดอกไม้นี่...ผมคงต้องใส่ใน vase ต้องไปหาข้างนอก ใช่ไหม”
“แจกันเหรอคะ เอ้อ...ใส่ในแก้วน้ำตรงนั้นก่อนก็ได้ค่ะ แล้วเอาน้ำในเหยือกตรงนั้น”
“โอเคๆ” ติณห์จัดการหงายแก้วน้ำทรงสูงที่คว่ำบนถาดคู่กับเหยือก เอาดอกไม้ปักลงไป เอาน้ำเทใส่ ติณห์หันมา ยิ้มสดใส “ใช้ได้มั้ย ฝีมือผม”
“ดอกไม้พวกนั้น”
“ผมเก็บมาให้คุณไง ดอกไม้เยี่ยมคนป่วย สวยดีนะ”
“ค่ะ สวยมาก ขอบคุณมาก คุณใจดีมาก”
“มันไม่ใช่ดอกไม้แพงๆ แต่มันก็เป็นดอกไม้ในสวนของเราเอง”
“ดีกว่าดอกไม้แพงๆ อีกค่ะ”
“จริงเหรอ”
“จริงสิคะ เพราะ...” ญาณินเขิน ไม่กล้าพูด
“เพราะอะไร”
“เปล่าค่ะ”
“อะไรกัน คุณทำท่าเหมือนจะพูดอะไร”
“ช่างเถอะค่ะ ไม่สำคัญหรอก”
“สำคัญสิครับ ผมอยากรู้ ว่าดอกไม้พวกนี้มันดีก่าของแพงๆ เพราะอะไร”
“เพราะ คุณติณห์เป็นคนเก็บมาเองกับมือ และที่สำคัญคือ...”
“คือ?”
“เป็นดอกไม้โปรดของฉัน” ติณห์ยิ้มชื่นใจ “เอ...หรือว่าป้าออเป็นคนเก็บ”
“ผมเก็บ..ผมเก็บมาให้คุณ...ผมตั้งใจเก็บมาจริงๆ นะครับ”

ทั้งสองยิ้มกัน
 
อ่านต่อหน้า 2

The Sixth Sense สื่อรักสัมผัสหัวใจ ตอนที่ 11 (ต่อ)

ติณห์เดินเป็นหลัก ให้ญาณินเกาะแขน

“ไม่ทราบรู้ป้าออไปไหน”
“ไปจ่ายกับข้าวกับทนายสมชาติครับ”
“ไหนว่าจะเฝ้าฉันไม่ให้คลาดสายตา แล้วแบบนี้ถ้ามีใครมาทำอันตรายอะไร ชั้นจะทำยังไงล่ะ”
“ป้าออก็ไม่อยากไปหรอกครับ แต่ผมเองที่อาสาจะมาเป็นคนดูแลคุณ ใครจะมาทำอะไรคุณ ต้องฆ่าผมก่อน”
“จะมีเรื่องน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือคะ”
“ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลย ว่าแค่ผมอยากจะทำรีสอร์ทแค่นี้เอง ทำไมต้องมีอุปสรรค อันตรายซะยังกับทำสงคราม ถ้าคุณจะถอดใจไป ผมก็ไม่ว่านะ ญาณิน ผมมาคิดๆ แล้ว ผมชักห่วงคุณมากกว่าจะห่วงรีสอร์ทแล้ว”
“คุณจะเลิกล้มรีสอร์ทไม่ได้นะคะ”
“ผมไม่เลิกล้มหรอก แต่ว่าคนที่ทำคุณมันน่าจะเป็นศัตรูของผมมากกว่า ผมกำลังคิดว่า...คุณน่าจะกลับกรุงเทพ ไปให้พ้นพวกศัตรูของผมจะดีกว่าไหม แล้วทุกอย่าง...ก็ปล่อยให้ผู้รับเหมาดูแล ผมจะเป็นคนไปส่งคุณเอง เพราะผมคงทนไม่ได้ ถ้าคุณจะมาเป็นอันตรายอะไรอีก เพราะผมเป็นต้นเหตุ”
“แล้ว คุณล่ะ คุณจะสู้ไปตามลำพัง”
“ผมต้องทำได้สิ ผมเป็นผู้ชายนะ ที่ดินผืนนี้ก็ของต้นตระกูลผม ตายเป็นตายสิ”
“ไม่นะ ชั้นไม่ยอม ชั้นเป็นห่วงคุณ”
“อะไรนะ”
“คือ ชั้น ชั้นตั้งใจจะพูดว่า ชั้นเป็นห่วงงาน ต่างหากค่ะ”
ติณห์มองหน้า รู้สึกซึ้งใจ ญาณินหลบตา หันหลังให้ติณห์ ญาณินหน้าเหยเกที่หลุดความในใจกับติณห์จนได้

ญานินนั่งเช็คงานในคอมฯ แลปท็อปอยู่ ติณห์ยกถาดใส่น้ำหวานแดงแก้วยักษ์ น้ำแข็งลอยสองแก้วมาวาง
“เป็นไงครับ นายหญิง มาคุมงานเองเลย ยังขาดเหลืออะไรอีกไหมครับ”
“ตายแล้ว พอแล้วค่ะ พอแล้วๆๆ ที่พามานี่ก็เป็นบุญคุณมากแล้วค่ะคุณติณห์ ฉันไม่ได้อยากจะรบกวนคุณเลย”
“ขาคุณก็ยังเจ็บอยู่แล้ว แต่คุณก็ยังดื้อ จะมาดูไซด์งานอีก เพราะฉะนั้นผมก็เลยต้องดัดแปลงการทำงานของคุณ ให้มันกลายเป็นการพักผ่อนที่รื่นรมย์ไงครับ”
ทั้งสองต่างจิบน้ำแดงกันไปพลาง
“รื่นรมย์ คุณรู้จักคำนี้ด้วย แปลว่าอะไร รู้ไหมคะ”
“รื่นรมย์ มันเหมือนกับ ร่มรื่นไหมครับ”
ญาณินหัวเราะ
“ไม่เหมือนค่ะ แต่ความร่มรื่น ก็เป็นความรื่นรมย์อย่างนึง”
“คุณสอนภาษาไทยผมเยอะๆ สิ ผมอยากพูดให้เก่งเท่าคุณเลย”
“ไม่มีทาง”
“อย่ามาดูถูกนะ ผมเป็นคนหัวเร็ว”
“เค้าเรียกว่าหัวไวค่ะ” ติณห์หัวเราะ
“ความจริง การคุมงานนี่ ก็มีความสุขดีนะ”
“จริงเหรอคะ”
“จริงสิ เวลาคุณยิ้มบ่อยๆ อารมณ์ดีๆ แล้วไม่ทะเลาะกับผม เราสองคน จะเป็นบัดดี้ที่แฮปปี้มากๆ เลยนะ”
ญาณินมองหน้าติณห์ มองปากแดงแล้วยิ้มขำ
“คุณตลกอะไร”
“คุณกินน้ำแดงแล้วปากแดงแจ๋เลย ตลกยังกับทาลิปสติก”
“จริงเหรอ ผมก็สวยน่ะสิ”
ติณห์แกล้งทำเป็นสาวตบญาณินแบบเขินๆ แต่แรงไปหน่อย ญาณินหัวคะมำ
“เอ้า เจ็บนะ”
“โอ้...Sorry… Very sorry ขอโทษครับ” ติณห์พยุงญาณินขึ้นมา สองคนหัวเราะ ติณห์มองหน้าญาณิน
“คุณก็เหมือนกัน ปากแดง...สวยมาก”
ทั้งสองมองปากกันไปมา แล้วต่างเขินๆ หลบตาพร้อมกัน แล้วทั้งคู่ก็หันกลับมาจะคุยกันพอดี เลยปล่อยก๊ากออกมาชุดใหญ่ เพ็ญนภายืนมองภาพนั้นอยู่อีกมุมอย่างอึ้งๆ

เมื่อกลับมาที่ริเวอร์มูน เพ็ญนภาเดินพล่านหงุดหงิดอยู่คนเดียว คิดถึงเรื่องติณห์กับญาณินอย่างหึงหวงโดยเฉพาะตอนที่ติณห์เดินอุ้มญาณินไปส่งที่บ้านพัก
...........................
“คุณนี่ช่างห่วงพี่ชายเสียจริงๆนะครับเพนนี ถ้าห่วงมากล่ะก็ ช่วยไปบอกเค้าด้วยถ้าผมเห็นเค้าเข้าใกล้คุณญาณินอีกครั้ง ผมจะไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น”
..........................
ติณห์กับญาณินนั่งหวานกัน
เพ็ญนภาคว้าหมอนอิงเขวี้ยงทิ้งอย่างหงุดหงิด กำนันพงษ์เดินเข้ามาพอดี ตกใจ รับหมอนไว้แทบไม่ทัน
“ชะเอ้ย! เป็นอะไรไปครับคุณเพนนี”
“เป็นอะไรน่ะเหรอ ฉันจะเป็นบ้าน่ะสิ กำนันรู้เรื่องที่มีไอ้โม่งแอบเข้าไปที่รีสอร์ทของติณห์ แล้วกระทืบนังญาณินหรือยัง?”
“คุณติณห์ให้ทนายสมชาติโทรมาบอกผมแล้วครับ”
“ฝีมือของใคร กำนันรึป่าว”
“เอ่อ เปล่าครับ”
“งั้นมันฝีมือใครล่ะ โง่ที่สุดเลย ทำอะไรไม่มีสมอง” กำนันพงษ์สะอึก
“ไปเล่นงานนังยิปซีแบบนั้น ติณห์ก็สงสารมันน่ะสิ รู้มั้ยตอนนี้ติณห์วางเวรยามเฝ้ารีอสร์ทแน่นหนา อย่าได้หวังเลยว่าพวกเราจะได้ที่ดินของติณห์มาได้ ตราบใดที่นังญาณินยังอยู่ ติณห์กำลังหลงเสน่ห์มันเข้าแล้ว ฮือๆ”

กำนันพงษ์มองเพ็ญนภา คิดเสี้ยม

 
“ถ้าอย่างงั้น ผมว่าคุณเพนนีต้องทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นคุณต้องเสียของรักไปแน่”
 
“จะให้ฉันทำอะไรก็บอกมาซี ฉันจะทำทุกอย่าง ฉันไม่ยอมเสียติณห์ไปให้นังนั่นเด็ดขาด”
“เสน่ห์ไง ผมรู้จักหมอทำเสน่ห์ที่เก่งมากอยู่คนนึง”
“ฮะ ทำเสน่ห์เหรอ”
“ครับ เมื่อไหร่ที่คุณทำให้คุณติณห์หลงคุณหัวปักหัวปำได้ ไม่ว่าคุณจะชี้นิ้วสั่งอะไรคุณติณห์ คุณติณห์ก็จะทำตามที่คุณเพนนีสั่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะขายรีสอร์ทให้พ่อคุณ หรือเฉดหัวแม่ญาณินไปให้พ้นทาง” เพ็ญนภานิ่งคิดตัดสินใจ กำนันพงษ์หันไปหยิบปากกากับกระดาษบนโต๊ะ จดเบอร์มือถือลงไป พลางพูด “เสี่ยปิงไม่อยู่ งั้นผมกลับก่อนนะครับ แล้วถ้าคุณเพนนีตัดสินใจได้ล่ะก็ นี่ครับเบอร์โทรหมอทำเสน่ห์”
กำนันพงษ์ฉีกกระดาษจดเบอร์ยื่นให้เพ็ญนภา

ที่สำนักหมอผีสมคิด ควันกำยานฟุ้งอบอวลอยู่ในห้องทำพิธีหมอผีสมคิดกำลังทำพิธีปล่อยผีไอ้หล้าไปจัดการเสี่ยจำเริญ โดยมีรูปถ่ายเสี่ยจำเริญวางอยู่ในอ่างเงินตรงหน้า ครู่เดียวรูปเสี่ยจำเริญก็ไฟติดพรึ่บเป็นควันลอยขึ้นรวมตัวกลายเป็นหน้าวิญญาณผีไอ้หล้า
“ไม่ว่าไอ้เสี่ยจำเริญจะอยู่ที่ไหน วิญญาณของแกจะติดตามมันไป มีโอกาส จัดการมันซะ ให้มันบาดเจ็บสาหัส ไม่ต้องเอาให้ถึงตาย”
ผีไอ้หล้าบิดคอแกรกๆ ไปมา เหมือนรับคำสั่ง แล้วสลายไปเหมือนกับหมอกควันที่จางไป ทิ้งรอยคราบน้ำเมือกๆ เปียกๆ ไว้ที่พื้น หมอผีสมคิดขบฟันตาอาฆาตแค้น เสียงมือถือดังขึ้น
“ฮัลโหล”
“ขอสายหมอสมคิดค่ะ” เสียงเพ็ญนภาดังมาตามสาย
“นั่นใครโทรมา”
เพ็ญนภายืนพูดมือถืออยู่ที่ระเบียงริมแคว
“ฉันชื่อเพนนีค่ะ เอ่อ กำนันพงษ์แนะนำให้ฉันมาทำเสน่ห์กับหมอค่ะ”

ที่ตลาดหญิงจำเริญ เสี่ยจำเริญเดินออกจากร้านกาแฟร้านประจำ ทักทายคนแถวนั้นที่รู้จัก รถบรรทุกสี่ล้อขนผักใกล้ๆ เห็นคนงานกำลังขนของขึ้น คนขับรถบรรทุกกำลังยืนซดขวดเอ็ม150 อยู่ข้างรถ มีหยดน้ำเมือกๆ หยดลงพื้นไปตามทางที่คนขับรถยืนหันหลังอยู่
อยู่ๆ คนขับหยุกชะงัก ขวดเอ็ม150 ร่วงตกจากมือแตก คนขับรถบรรทุกหันมามองเสี่ยจำเริญที่กำลังเดินมาแต่ไกล เห็นหน้าคนขับเปลี่ยนเป็นหน้าผีไอ้หล้า ผีไอ้หล้าบิดคอแกรกๆ ช้าๆ มองเสี่ยจำเริญอย่างกระหายเลือด ก่อนจะเดินไปเปิดประตูรถบรรทุกขึ้นไปนั่งประตูปิด
ผีไอ้หล้าสตาร์ทเครื่องขับออกไปทันที เข่งของหล่นกระจาย เหล่าพ่อค้าแม่ค้าเอะอะ
“เฮ้ยๆ อะไรกันวะ ยังขนของขึ้นไม่หมดเลย จะรีบไปไหน”
ผีไอ้หล้าใส่เกียร์เร่งความเร็ว แสยะฟันดำของมัน ขับรถพุ่งไปหาเสี่ยจำเริญราวเบรกแตก เสี่ยจำเริญยังคงเดินไม่รู้เรื่อง จนกระทั่งได้ยินเสียงคนข้างหลังร้องเอะอะ
“ฮือ เสียงอะไร?”
เสี่ยจำเริญเหลียวหลังไปมอง แล้วต้องตกใจตาเหลือกเมื่อเห็นรถบรรทุกพุ่งตรงมายังตัวเอง แม่ค้าคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น
“เสี่ยหลบเร็ว หลบ...หลบ”
เสี่ยจำเริญหลบเข้าข้างทาง แต่รถบรรทุกยังซิ่งเข้าหาไม่ลดละ เสี่ยจำเริญออกวิ่งหนีสุดชีวิต รถวิ่งไล่จี้เสี่ยจำเริญชนเข่งแผงขายของระเนระนาด จังหวะนั้นเองมีรถตุ๊กๆ คันหนึ่งแล่นออกจากซอยมาตัดหน้า ผีไอ้หล้าไม่เบรกชนตุ๊กๆ คันนั้นไถลมาชนทับเสี่ยจำเริญอีกที
“อ๊าก”
เสียงผู้คนกรี๊ดร้องลั่นตลาด พร้อมกับรถหยุดนิ่ง พ่อค้าแม่ค้ารีบวิ่งมาดูที่รถ เห็นคนขับที่ถูกผีไอ้หล้าเข้าสิงตายคาพวงมาลัย มีเมือกน้ำไหลออกมาจากปาก
“เสี่ยอยู่ไหน เร็ว ช่วยกันหาเสี่ยเร็ว”
คนช่วยกันค้นซากรถ แล้วร้องกรี๊ดลั่นตลาด เมื่อเห็นกับสภาพโชกเลือดของเสี่ยจำเริญนอนอยู่ใต้ซากรถตุ๊กๆ
“เสี่ย”

ไตรรัตน์ยังอยู่อยุธยาเมื่อรู้ข่าวเสียจำเริญ
“ฮะ อะไรนะ เตี่ยถูกรถชนเหรอ” สุคนธรสเดินเข้ามาได้ยิน ตกใจมาก “แล้วตอนนี้เตี่ยเป็นยังไงครับ...ยังไม่รู้สึกตัวเลยเหรอ...ผมจะรีบกลับเดี๋ยวนี้ครับ”
ไตรรัตน์กดวางสาย จะเดินไป
“เดี๋ยวคุณ! เสี่ยเป็นอะไรมากไหม”
ไตรรัตน์ส่ายหน้าไม่รู้
“ตอนนี้เตี่ยอยู่ในห้องไอซียู ผมต้องรีบไป ฝากลาพ่อแม่คุณด้วย”
สุคนธรสจับแขนไตรรัตน์ไว้ ให้กำลังใจเขา
“ทำใจดีๆ ไว้ค่ะ พ่อคุณต้องไม่เป็นอะไร ฉันจะไปกับคุณ”
ไตรรัตน์มองหน้าสุคนธรส รู้สึกอุ่นใจที่มีสุคนธรสอยู่ด้วย

เจ๊หญิงร้องไห้กระซิกๆ อยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ขณะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ไตรรัตน์กับสุคนธรสฟัง
“ป๊าอีเดินออกมาจากร้านกินโต๊ะแชร์ อยู่ๆ รถมันมาจากไหนไม่รู้ มันก็พุ่งชนป๊า แม่ค้าแถวนั้นบอกว่าป๊าวิ่งหนีแล้ว แต่หนีไม่ทัน ดวงป๊าคงกำลังซวยเหมือนอย่างที่อาจารย์สมคิดบอกไว้จริงๆ”
“แล้วคนขับรถล่ะครับ”
“ตายคาที่”
สุคนธรสฟังเก็บข้อมูล พยาบาลเปิดประตูพรวดออกมาจากในห้องฉุกเฉิน ไตรรัตน์และครอบครัวปราดเข้าไปหา
“ป๊าผมเป็นไงบ้างครับ”
“โคม่าอีกแล้วค่ะ”
“อาป๊า”
เจ๊หญิงจะเป็นลม ไตรรัตน์กับเสาวภาประคอง
“คุณหมอต้องการเลือดไปให้คนไข้ พวกคุณมีใครมีเลือดกรุ๊ปเดียวกับคนไข้บ้าง”
“ผมครับ”
“งั้นเชิญทางนี้เลยค่ะ”
พยาบาลพาไตรรัตน์ออกไป เจ๊หญิงกับเสาวภาตามไปดู สุคนธรสกำลังจะตามแต่ได้กลิ่นแปลกๆ ไล่ดมหากลิ่นหยุดอยู่แถวหน้าห้องฉุกเฉิน
“กลิ่นชั่วร้าย กุมาริกา กุมาริกา”
กุมาริกาไม่ปรากฎตัว สุคนธรสเรียกใหม่
“โกล...เด้นท์...เบบี้”
กุมาริกาปรากฏตัว
“เรียกหนูทำไมจ๊ะ”
“เข้าไปดูในห้องหน่อยสิ ว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า”

กุมาริกาเดินไปชิดกำแพง ทิ่มหน้าเข้าไปในกำแพง

 
กุมาริกาโผล่หน้าทะลุกำแพงเห็นทีมแพทย์และพยาบาลกำลังรุมรักษาเสี่ยจำเริญอย่างชุลมุน โดยมีผีไอ้หล้านั่งคร่อมร่างเสี่ยจำเริญ มือของมันทะลุเข้าไปในร่างของเสี่ยจำเริญตรงตำแหน่งหัวใจ เครื่องวัดชีพจรเกือบจะเป็นเส้นตรง
 
กุมาริกาอ้าปากค้างตกใจ มือทะลุออกมาจากกำแพงแล้วดึงเอาปากตัวเองออกไป กุมาริกาถือปากยื่นมาพูดกับสุคนธรส
“ผีที่ไหนไม่รู้พี่รส มันจะฆ่าเสี่ยจำเริญ”
“ไอ้หมอผีสมคิดแน่ๆ พี่เข้าไปไม่ได้ เธอช่วยหน่อยนะ”
“โน พล็อบแบ็ม”
กุมาริกากระโดดลอยทะลุกำแพงเข้าไปในห้อง ภายในห้องฉุกเฉินผีไอ้หล้าหน้าตาอำมหิตพยายามทำให้หัวใจเสี่ยจำเริญหยุดเต้น ข้างผีไอ้หล้าหมอกำลังเตรียมฉีดยา เข็มฉีดยาใหญ่มาก เห็นยาปรี๊ดออกมาจากเข็มดูน่ากลัว
หมอปักเข็มลงไปบนแขนผีไอ้หล้าที่กำลังบีบหัวใจเสี่ยจำเริญอยู่ ผีไอ้หล้าร้อกอ๊าก ชักแขนออกจากหน้าอกเสี่ยจำเริญ หันมองหมออย่างโกรธแค้น แต่หมอกลับเป็นกุมาริกา
“ฮ่าๆ ทำร้ายคนอื่นบาปกรรมไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดนะน้า”
แล้วกุมาริกาก็ซัดผีไอ้หล้าด้วยต้นแขนกระเด็นหลุดจากตัวเสี่ยจำเริญไป ระหว่างที่กุมาริกากับผีไอ้หล้าสู้กัน เหล่าทีมแพทย์ไม่มีใครเห็น ก้มหน้ารักษาเสี่ยจำเริญต่อไป เส้นชีพจรเสี่ยจำเริญขยับขึ้น ทีมแพทย์มีความหวัง
กุมาริกาลอยไปขี่คอผีไอ้หล้า จิกผมผีไอ้หล้าอย่างแรง
“ไม่ปล่อยใช่ไหม นี่แน่ๆ”
“อ๊ากก”
จู่ๆ เกิดลำแสงสีดำล้อมรอบเตียงเสี่ยจำเริญ

หมอผีสมคิดกำลังหลับตาทำปากขมุบขมิบท่องคาถา แสงสีดำในห้องฉุกเฉินเพิ่มจำนวนขึ้น กุมาริกาโดนแสงดำก็กระเด็นลอยทะลุออกนอกกำแพง
“โอ๊ย”
ผีไอ้หล้ากระโดดขึ้นคร่อมเสี่ยจำเริญอีกครั้ง กดหัวใจเสี่ยจำเริญทันที เส้นชีพจรเสี่ยจำเริญขยับช้าลง ทีมแพทย์มองหน้ากันงงๆ
กุมาริกากระเด็นทะลุกำแพงออกมานั่งพับอยู่ข้างนอกด้วยสีหน้าเจ็บปวด
“โกลเด้นท์เบบี้”
“พี่รส มีคนช่วยมัน เสี่ยไม่รอดแน่ๆ”
“เขาต้องรอด”
สุคนธรสบอกเสียงเด็ดเดี่ยวแล้วลุกขึ้นเดินไปหน้าประตูห้องฉุกเฉิน ล้วงกระเป๋าหยิบผ้ายันต์ลายคิตตี้ออกมาพนม แล้วกางผ้ายันต์ออกแปะบนกระจกให้ลายผ้ายันต์เข้าข้างในห้อง มือสุคนธรสยันผ้าเอาไว้ไม่ให้ผ้าหล่น ปากขมุบขมิบท่องคาถา
ยันต์บนผ้าพุ่งเป็นแสงสีทองไปที่ผีไอ้หล้า แต่เส้นสีดำขวางเอาไว้ สีดำกับสีทองต่อสู้ พันกันไปมา แสงสีดำมีอานุภาพแรงกว่า เกือบคลุมแสงสีทองได้มากกว่า
“โกลเด้นท์เบบี้ ไปบอกทุกคนให้ช่วยเสี่ยจำเริญด้วย ฉันคนเดียวคงไม่ไหว”
“ทันทีจ้ะ”
กุมาริกาหายตัว
ญาณินรีบเดินกระเผลกๆ เข้ามาใต้ต้นไม้ใหญ่บริเวณรีสอร์ทติณห์ กุมาริกายืนรอหน้าตาร้อนรนอยู่
“มีอะไรโกลเด้นท์เบบี้”
“พี่รสให้หนูมาบอกพี่ให้ช่วยเสี่ยจำเริญด้วย เสี่ยกำลังจะโดนวิญญาณผีของหมอสมคิดฆ่า”
“ได้”
กุมาริกาหายตัวแว๊บมาหาเนตรศิตางศุ์ที่บ้าน
“ได้จ้ะ ขอบใจมากจ้ะ” เนตรศิตางศุ์บอก
“หนูไปก่อนนะ”
กุมาริกาหายตัวแว๊บมาหากรรณาที่บริษัทซิกส์เซ้นส์
ก๊องกับกรรณารีบจอดมอเตอร์ไซค์วิ่งเข้าบริษัท กุมาริกาวิ่งอยู่ข้างๆ คอยเล่าเรื่องเสี่ยจำเริญอยู่ ก๊องเกาหัวงงๆ เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น กรรณาวิ่งมาถึงกลาสเฮ้าส์ สมทบกับกรรัมภาที่รออยู่แล้วทั้งคู่รีบนั่งท่าสมาธิ มือพนม แล้วเริ่มสวด

ที่โรงพยาบาลสุคนธรสหลับตา ท่องคาถา แล้วผ้ายันต์ปล่อยแสงสีทอง หมอผีสมคิดท่องคาถาจะเอาชนะสุคนธรสให้ได้ ผีไอ้หล้ากดหัวใจเสี่ยจำเริญแรงขึ้น เส้นชีพจรเกือบจะเป็นเส้นตรงแล้ว หมอผีสมคิดยื่นมือไปข้างหน้า ค่อยๆ กำมือ มือผีไอ้หล้าจมอยู่ในร่างของเสี่ยจำเริญขยับตามแรงบังคับจากหมอผีสมคิด
หมอผีสมคิดบิดมือ มือผีไอ้หล้าบิดตาม เส้นชีพจรเสี่ยจำเริญเป็นเส้นตรง วิญญาณเสี่ยจำเริญเริ่มขยับออกจากร่าง
“พี่รส”
กุมาริกาเรียกอย่างตกใจ สุคนธรสเห็นดังนั้นก็ตกใจรีบตั้งสมาธิสวดมนต์ต่อ
บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่รีสอร์ทติณห์ ญาณินนั่งสมาธินิ่ง สวดมนต์ แน่วแน่ ห้องนอนเนตรสิตางศุ์ เนตรศิตางศุ์นั่งสมาธิ พนมมือสวดมนต์ กรรณา กรรัมภา สวดมนต์นั่งอยู่ในสมาธิ
หมอผีสมคิดอมยิ้ม แต่ยังคงเกร็งมือบีบอยู่อย่างนั้น เส้นชีพจรเสี่ยจำเริญยังคงนิ่งเป็นเส้นตรง หมอ พยาบาล รีบเอาเครื่องปั๊มหัวใจมาปั๊มหัวใจเสี่ยจำเริญโดยเร็ว ผีไอ้หล้ายังคงบีบหัวใจเสี่ยจำเริญไม่หยุด
ห้าสาวนั่งสวดมนต์ แผ่บารมี บุญกุศลที่มีให้เสี่ยจำเริญ รอบๆ ตัวห้าสาว แสงสีทองสว่างเรืองรองออกมาดูสวยงาม แสงสีทองค่อยๆ มารวมตัวกันเป็นก้อนใหญ่ในห้อง ICU แล้วค่อยๆ กลายเป็นใบเสมาสีเงินสีทอง ลอยทั่วห้อง วิญญาณเสี่ยจำเริญมองใบเสมาเหล่านั้นอย่างตื่นตะลึง ผีไอ้หล้ามองตกใจ เส้นสีดำเริ่มจางหาย ใบเสมาเหล่านั้นกระจายเต็มทั่วห้อง ผีไอ้หล้าแสบทั้งตัวจนทนไม่ได้
“อ๊าก”
ผีไอ้หล้ากระเด็นลอยหายไป เส้นสีดำเลือนหาย วิญญาณของเสี่ยจำเริญกลับเข้าไปในร่าง เครื่องวัดชีพจรขยับแรงขึ้นจนเป็นปกติ
“เย้ เล่นกับใครไม่เล่น”
กุมาริการ้องอย่างดีใจ สุคนธรสดีใจแต่ยังยันมือไว้บนประตู หมอเปิดประตูออกมา สุคนธรสหน้าทิ่มเข้าไปในห้องหมองง สุคนธรสแหะๆ
หมอเดินออกไปกุมาริกาเดินเข้ามาหาสุคนธรส
“ยอดเลยพี่รส พวกเราช่วยชีวิตคนดีๆ อีกแล้ว สุขใจจัง”
“ใช่ ยังไงความดีก็ยังชนะความชั่ว”

หมอผีสมคิดลืมตาด้วยความโกรธจัด
“สักวันฉันจะฆ่านังนี่ด้วยมือของฉันเอง”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ลูกค้าที่นัดเอาไว้มาแล้วครับ” หาญบอก
“วันนี้ฉันไม่รับแขก”
หมอผีสมคิดบอกอย่างหงุดหงิด สักพักมีเสียงเพ็ญนภาโวยวายใส่หาญดังมาจากข้างนอก
“ฉันโทรมานัดแล้วจะไม่รับได้ยังไง ไม่รู้หรือไงว่าฉันลูกใคร”

ประตูเปิดเพ็ญนภาก้าวเข้ามาในห้องอย่างโมโห หาญพยายามจะห้าม หมอผีสมคิดมองเพ็ญนภาตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาเป็นประกาย ความหงุดหงิดหายไปทันที

 
ญาณินเดินกลับมาคุมคนงาน ป้าอรวรรณกางร่มให้ญาณิน ติณห์หยิบเก้าอี้มาให้
 
“เก้าอี้ครับ ยืนนานๆ เดี๋ยวเมื่อย”
“ขอบคุณค่ะ” ป้าอรวรรณยิ้มชอบใจ
“คุณติณห์คะ คุณจะว่าอะไรไหมคะ ถ้าฉันจะขอเบิกค่าโอทีให้คนงานเพิ่ม” ญาณินบอกกับติณห์
“ทำไม”
“งานจะได้เสร็จเร็วๆ ไงคะ”
“คุณณิน”
“ยิ่งรีสอร์ทเสร็จเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผลดีกับพวกเรา “ทุกคน” ไงคะ พวกเราจะได้กลับกรุงเทพฯ ไปอยู่กันแบบสบายๆ ปลอดภัยๆ”
“ดีครับ ผมก็เห็นด้วย คุณไปได้เร็วเท่าไหร่ ผมก็สบายใจ”
“ฮะ อะไรนะคะ” ป้าอรวรรณทำเสียงตกใจ
“ตราบใดที่ผมยังจัดการกับปัญหาของพวกศัตรูที่มาปองร้ายคนที่นี่ไม่ได้ ผมก็อยากวางคุณญาณินไว้ในที่ๆปลอดภัยที่สุดครับ ป้าออ”
“โอ ว้าว” ป้าอรวรรณหันมามองญาณิน “แบบนี้ ก็แปลว่า...”
“แปลว่า...คุณติณห์เป็นนายจ้างที่ดีน่ะค่ะ ห่วงสวัสดิภาพของหนูและของพวกคนงานด้วยไงคะ ป้าอย่าคิดมากสิคะ”
ติณห์มองยิ้มๆ แล้วทำเป็นเดินไปดูตัวงานใกล้ๆ ตรวจนั่นนี่ แต่จริงๆ แอบหันไปคิดหนัก ตัดสินใจว่าตกลงควรทำไงดี

ภายในห้องทำพิธีที่สำนักหมอผีสมคิด เทียนสีดำจุดอยู่ตามจุดต่างๆ ของห้อง เพ็ญนภาในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำสีดำเงาวับวาวอยู่กลางห้อง มีเทียนสีดำล้อมรอบเป็นวงกลมตรงหน้าเพ็ญนภามีอ่างใหญ่แบบอ่างอาบน้ำสีชมพูตั้งอยู่ ข้างในมีน้ำสีดำๆ
เพ็ญนภามองไปรอบๆ กลัวอยู่บ้างแต่ก็ทำใจดีสู้เสือ หมอผีสมคิดยืนพนมมือให้แท่นพิธี แล้วหันหน้ามาหาเพ็ญนภา
“ฉันต้องทำอะไรบ้าง”
“นึกถึงหน้าผู้ชายคนนั้นไว้ก็พอ ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉัน”
เพ็ญนภาหลับตานึกถึงติณห์ อยู่ๆ น้ำในอ่างก็เดือดปุดๆ จนเกิดควันสีขาวลอยโขมงเต็มปากหม้อ หมอผีสมคิดเห็นดังนั้นก็จ้องเพ็ญนภาตาเขม็ง ปากขมุบขมิบท่องคาถา
เพ็ญนภาค่อยๆ ก้าวไปในอ่างคล้ายโดนสะกด ในหัวนึกถึงแต่ภาพติณห์ ติณห์มองมาด้วยแววตารักใคร่
“เพนนี ไอเลิฟยู”
ติณห์ยื่นหน้าทำปากจู๋มาหาคล้ายกำลังจะจูบใครบางคน เพ็ญนภาทำปากจู๋รอรับ...เสื้อคลุมเพ็ญนภาโดนเหวี่ยงลงบนพื้น
เพ็ญนภานอนลงในอ่างจมตัวลงในน้ำสีดำ ที่มีฟองควันปุดๆๆ พาดผมห้อยออกมานอกอ่าง ขณะที่หมอผีสมคิดยังท่องคาถา เงาดำของกาตัวใหญ่ และเสียงกาๆๆ ทาบลงบนร่างเพ็ญนภาที่นอนหลับตาพริ้มในอ่างน้ำสีดำ
ความดำของน้ำค่อยๆ แทรกเข้าไปในตัวเพ็ญนภา ผิวเริ่มคล้ำขึ้น ไล่จากคอขึ้นไปที่ใบหน้า จนเพ็ญนภาผิวคล้ำไปทั่ว
ความดำค่อยๆ เคลื่อนผ่านผมมาที่ปลายผมที่ห้อยเหนือพื้นแล้วที่สุดปลายผมนั้นก็มีน้ำดำๆ ค่อยๆ หยดลงมาทีละหยดทีละหยด ลงไปในขวดที่หมอผีสมคิดเอามารองไว้ ดูน่ากลัว...

ส่วนที่โรงพยาบาลสุคนธรสค้นย่ามตัวเอง แล้วหยิบสายเชือก-ร่มสีเหลืองออกมา ยกมือพนม จบที่หัว ก่อนจะส่งให้เจ๊หญิง
“ให้เสี่ยใส่คอเอาไว้นะคะ พระพุทธคุณจะได้คุ้มครอง”
“ขอบใจหนูรสมาก”
ไตรรัตน์ยกตัวเสี่ยจำเริญขึ้นเล็กน้อย เจ๊หญิงเอาเชือกคล้องคอให้เสี่ยจำเริญ ไตรรัตน์จัดการช่วยผูกให้ เป็นปมที่ดูมั่นคง ไม่ให้หลุดง่าย สุคนธรสมองอย่างพอใจ

รถไตรรัตน์ขับเข้ามาจอดหน้าบริษัทซิกส์เซ้นส์ สุคนธรสกับไตรรัตน์ลงจากรถ ไตรรัตน์เปิดท้ายเอากระเป๋าเสื้อผ้าให้สุคนธรส ไตรรัตน์หน้าเครียดๆ เรื่องพ่อ สุคนธรสเห็นใจ
“อีกไม่กี่วันเสี่ยจะต้องฟื้น ฉันมั่นใจ”
ไตรรัตน์ยิ้มนิดๆ
“ขอจับมือหน่อยได้ไหม”
“พ่อคุณกำลังจะเป็นจะตาย ยังจะมีอารมณ์ทะลึ่งอีกนะคุณ”
“ผมไม่ได้จะแตะอั๋งคุณสักหน่อย ผมแค่อยากได้กำลังใจ”
สุคนธรสเข้าใจจึงยื่นมือไปจับมือไตรรัตน์ บีบมือเขาเบาๆ ไตรรัตน์ยกมืออีกข้างกุมมือสุคนธรสเอาไว้ สุคนธรสหลบสายตาวูบหนึ่งอย่างเขินอาย แล้วค่อยๆ ยิ้มให้กันอย่างอบอุ่น
กุมาริกาโผล่หน้ามาตรงกลาง ร้องเพลงแซว ดัดเสียงเป็นชายและหญิง
“ช. ทะเลสีดำ ญ.ไม่นานก็เช้า
ช. ค่ำคืนเหน็บหนาว ญ. จับมือฉันไว้
ช.ทะเลสีดำ ญ. ไม่ต้องหวั่นไหว
ช. จะทำเช่นไร ญ. กอดฉันไว้เธอ ”
“เดี๋ยวเถอะ” สุคนธรสดุ ไตรรัตน์ตกใจ ชักมือออกจากสุคนธรส “ฉันไม่ได้ว่าคุณ”
“แล้วว่าใคร”
“ไปดีกว่า เดี๋ยวงานเข้า” กุมาริกาหายตัวไป
“ไม่มีอะไรหรอก คุณกลับไปอยู่เป็นเพื่อนคุณพ่อคุณแม่ได้แล้ว ขอบคุณมากที่มาส่ง”
ไตรรัตน์ยิ้มรับแล้วขึ้นรถขับออกไป สุคนธรสมองจนรถลับตา สีหน้าห่วง กังวลมากๆ

กรรณามีสีหน้าแค้นๆ เมื่อสุคนธรสเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
“ไอ้หมอสมคิดอีกแล้ว”
“เราไปเผาสำนักมันเลยดีกว่า”
“นี่ คิดอะไรที่มันไม่เกรียนเป็นมั่งไหม ไอ้ก๊อง”
“บอกพี่ณัฐจับมันไปเข้าคุกตลอดชีวิตเลย”
“ตำรวจทำอะไรมันไม่ได้หรอก ตราบใดที่เรายังไม่มีหลักฐาน ตอนนี้ฉันก็ได้แต่คอยเฝ้าระวัง ไม่ให้ไอ้หมอสมคิดมันทำอะไรครอบครัวนายไตรรัตน์เค้าได้อีก”
“ได้สะใภ้เป็นแม่หมอผี...มันก็ดียังเงี้ยแหละ”
สุคนธรสมองก๊องตาเขียว ก๊องจ๋อยหลบหลังกรรณา
“แต่แม่นายไตรก็เคารพเชื่อฟังไอ้หมอสมคิดดีไม่ใช่เหรอ แล้วมันจะคิดฆ่าพ่อนายไตรทำไม”

“ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกัน”
 
อ่านต่อหน้า 3

The Sixth Sense สื่อรักสัมผัสหัวใจ ตอนที่ 11 (ต่อ)

หมอผีสมคิดยืนมองเพ็ญนภาขับรถออกไปด้วยแววตาพึงพอใจ หาญยืนอยู่ด้วย

“โชคดีนะครับ วันนี้มีของสวยๆ งามๆ มาช่วยให้ท่านลืมเรื่องเสี่ยจำเริญไปได้”
“เรื่องเสี่ยจำเริญ ฉันไม่ได้ลืมสักหน่อย มันอาจจะยังไม่ตาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า บิ๊กโปรเจ็กต์ของชั้นล้มเหลวซักกะหน่อย หึ”
กล้าเดินออกมาจากข้างใน
“ท่านครับ เจ๊หญิงโทรมาครับ”
หมอผีสมคิดยิ้มร้าย ไม่ได้แปลกใจ
“เห็นไหมล่ะ ยังไม่ทันขาดคำ”

คืนนั้นติณห์เดินมาหาญาณินที่เรือนพัก ติณห์ต้องรวบรวมความมั่นใจก่อนจะเคาะประตู
“คุณณินครับคุณณิน”
ป้าอรวรรณเปิดผ้าม่าน
“คุณณินนอนแล้วค่ะ”
“แต่ไฟในห้องยังเปิด”
“ตอนนี้คุณณินต้องเปิดไฟนอนค่ะ ป้องกันพวกแขกไม่ได้รับเชิญ แถวนี้พวกโจรร้ายใจทมิฬมันชุกชุม แล้วไม่ทราบดึกดื่นป่านนี้ นายจ้างยังจะมีอะไรมาใช้งานลูกจ้างอีกหรือคะ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ คือ...คือว่า...เอิ่ม แบบว่า...เอิ่ม... ผมฝากขนมให้คุณณินหน่อยสิครับ”
ป้าอรวรรณแอบคิกคัก
“ส่งมาใกล้ๆ ประตูนะคะ ดึกมากแล้ว ป้าไม่อยากอ้าประตูมากเดี๋ยวมีใครมาเห็นเข้า จะเอาไปนินทาได้ว่านายจ้างหนุ่มหล่อ มุดเข้าหาลูกจ้างสาวสวย”
ติณห์ยื่นถุงขนมจ่อประตู อยู่ๆ ประตูเปิดกระแทกใส่หน้าติณห์
“โอ๊ย”
ป้าอรวรรณดึงถุงขนมจากมือติณห์ไปแล้วปิดประตูอย่างเร็ว ไม่ทันได้สังเกตว่าเกิดอะไรขึ้นกับติณห์ ติณห์คลำหน้าป้อยๆ จงใจเสียงดังให้ญาณินได้ยิน
“อูย โอ๊ย ประตูกระแทกหน้า เจ็บจังเลย กลับบ้านไม่ไหวแล้ว...เจ็บ”

ญาณินได้ยินเสียงโอดครวญของติณห์ก็ชะเง้อมองไปนอกบ้าน ป้าอรวรรณถือถุงขนมเข้ามา
“เขาฝากขนมมาให้ค่ะ”
“คุณติณห์เป็นอะไรคะป้า”
“น่าจะโรคสำออยนะคะ ตะกี้ยังดีๆ อยู่เลย”
“เราน่าจะออกไปดูเขาหน่อยนะคะ”
ญาณินจะออกไปดูติณห์ ป้าอรวรรณขวาง
“ไม่ได้นะคะคุณหนู คุณหนูห้ามออกไปพบเค้าเด็ดขาด ตอนนี้เค้าเป็นฝ่ายรุกแล้ว เราต้องฟอร์มเล่นตัวบ้างไรบ้าง...”
“แต่เค้าน่ารักขึ้นมากเลยนะคะ”
“ใจแข็งไว้ค่ะ ต้องให้เค้าใช้ความพยายามให้มากกว่านี้อีกเคยได้ยินไหมคะ ได้ง่ายเสียง่าย ได้ยากเสียยาก”
“หือ ไม่เคยได้ยิน”
“เราต้องทรมานเค้าให้สาสมค่ะ เราโดนทำร้ายในที่ของเค้า เค้าย่อมรู้สึกผิดที่ดูแลเราไม่ได้ แต่เราต้องแน่ใจว่าเค้าไม่ใช่แค่รู้สึกผิดธรรมดาๆ แต่เค้าควรจะสำนึกได้แล้ว ว่าที่จริงใครกันแน่ที่ทำทุกอย่างเพื่อเค้ามาตลอด แล้วคนๆนั้น มีคุณค่า ที่คู่ควรมากขนาดไหน และเค้าต้องทำอะไรให้ได้มา ซึ่งเพชรอันเลอค่าอมตะนั้น”
ญาณินมึน

ขณะที่ติณห์นอนหลับสนิท ติณห์ฝันว่าตัวเองเดินเข้ามาด้วยท่าทางหงอยๆ ขณะที่ญาณินยืนถือดอกไม้ช่อที่ติณห์เคยให้ ญาณินหันมาเห็นติณห์
“ขอบคุณมากนะคะคุณติณห์ ที่ให้ดอกไม้ชั้น”
“เอ้อ ผมก็...ก็เดินเก็บมาตามทางนี่แหละครับ”
“นั่นสิคะ ดูก็รู้ ว่าคุณหาแต่ของง่ายๆ อย่างพวกดอกไม้ริมทาง เอื้อมไปเด็ดถึงก็เป็นอันว่าใช้ได้ อะไรยากๆ...คุณคงไม่ลงทุนหรอก”
“โอ้ โน ไม่จริงเลยครับ ใจจริง ผมอยากจะ ให้อะไรคุณณิน...ที่มันสเปเชี่ยลมากๆ”
“แน่นอนค่ะ ผู้หญิงพิเศษ ก็ย่อมจะอยากได้อะไรๆ พิเศษ จากชายคนพิเศษ”
ญาณินยื่นหน้าจูบแก้มติณห์ ส่งตาหวาน ติณห์ตาค้าง มือญาณินยื่นมาตบหัวติณห์เบาๆ ติณห์รู้สึกทะแม่ง หันไปมองเต็มตา กลายเป็นมือหลวงพิชัยภักดีที่ตบหัวติณห์อยู่
“แกรนด์ปา”
หลวงพิชัยภักดีหัวเราะ ตบหัวติณห์ แล้วลูบผมเบาๆ
ติณห์กลิ้งตกเตียง
“เฮ้ย”
ติณห์ครางเจ็บปวด เกาะเตียงลุกขึ้นมาจึงเห็นดอกกุหลาบสีขาววางอยู่บนเตียง ติณห์หยิบดอกไม้ขึ้นมางงๆ
“มาจากไหน หรือว่าขอบคุณครับแกรนด์ปา”
ติณห์คว้าผ้าเช็ดตัว วิ่งเข้าห้องน้ำ ขณะนั้นหลวงพิชัยภักดีนั่งไขว่ห้างคาบดอกกุหลาบ เก๊กท่าเท่ห์อยู่ที่หน้าต่าง
“อย่าให้เสียชื่อหลานอดีตคาสโนว่านะไอ้ติณห์”

ที่ร้านดอกไม้ในตัวเมืองกาญจนบุรี พนักงานหยิบดอกกุหลาบขาวออกจากตู้แช่
“มีกี่ดอกผมเหมาหมดเลยนะครับ เดี๋ยวผมจะไปหากาแฟดื่มรอที่ร้านตรงหัวมุม เสร็จแล้วเอาไปส่งให้ผมด้วย”
ติณห์กำลังจะออกไปจากร้าน ตาขวาติณห์กระตุก “คุณสมชาติเคยบอกว่า ขวาซ้ายร้ายดี”
“ขวาร้ายซ้ายดีค่ะ”
“อ้อ ครับๆ จะเจอเรื่องร้ายอะไรอีกเนี่ย”

ญาณินใส่เสื้อคลุมอาบน้ำเดินออกมาจากห้องน้ำ เพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ แล้วเปิดตู้เสื้อผ้าเลือกชุด ญาณินหันไปหันมา มองมาที่เตียงเห็นชุดกระโปรงลายดอกวางบนเตียง ญาณินมองตาโต
“อ้าว ป้าออจัดชุดนี้ไว้ให้เราได้ไง ใจตรงกันเลย”
ที่หน้าห้องหลวงพิชัยภักดีกระโดด ดีใจ

“เอาล่ะ คราวนี้สำเร็จแน่ๆ”

ติณห์เข้ามานั่งที่ร้านกาแฟ พนักงานนำน้ำเปล่ามาเสิร์ฟให้ แล้วหยิบสมุดกับปากกาจากผ้ากันเปื้อน รับออเดอร์ 

“กาแฟร้อน”
ติณห์สนั่งพนักงาน จังหวะนั้นเสียงเพ็ญนภาดังมาจากข้างหลัง
“น้ำส้มคั้นค่ะ” ติณห์สะดุ้ง หันไป เพ็ญนภายิ้มๆ ทำหน้าซื่อใส “ติณห์เข้าเมืองมาทำอะไรคนเดียวคะ ไม่เห็นชวนกันบ้างเลย”
“นั่งสิครับ เพนนี”
พนักงานช่วยเลื่อนเก้าอี้ให้ เพ็ญนภายังไม่นั่ง
“เอ๊ะ หรือคุณนัดพบกับใคร ไม่ต้องการบุคคลที่สามหรือเปล่าคะ”
“ไม่มีหรอกครับ ผมมาซื้อของนิดหน่อย แล้วเพนนีมาคนเดียวหรือว่า...”
“มาคนเดียวค่ะ เพนนีเหงา หมู่นี้ติณห์ดูยุ่งๆ นะคะ”
“รับอะไรเพิ่มไหมครับ” พนักงานถาม
“เพนนี จะทานอะไร”
“ทำไมติณห์พูดจาเป็นทางการจัง ยังกับเราไม่ใช่คนสนิทกัน ตอนนี้ยังค่ะ เพนนีไม่หิว” เพ็ญนภาหันไปมองหน้าพนักงาน
“รีบเสิร์ฟเครื่องดื่มให้เร็วๆ หน่อยก็ดีนะเธอ”
“ครับผมๆ”
พนักงานออกไป เพ็ญนภามองตามพนักงานไปอย่างมีแผน

พนักงานทำเครื่องดื่มวางกาแฟร้อนและน้ำส้มคั้นบนเคาน์เตอร์
“โต๊ะ 10”
พนักงานบอก แล้วหันกลับไปทำเครื่องดื่มต่อ จังหวะนั้นเพ็ญนภาย่องเข้ามาล้วงหยิบขวดแก้วเล็กๆ ข้างในมีน้ำดำๆ ออกจากกระเป๋า หันซ้ายหันขวาแน่ใจว่าไม่มีใครเห็นก็เปิดจุกขวด กำลังจะหยดลงไปในแก้วกาแฟร้อนขณะนึกถึงเหตุการณ์ที่สำนักหมอผีสมคิด
หมอสมคิดส่งขวดแก้วให้เพ็ญนภา
“เอาให้เขากิน แค่หยดเดียว เขาจะรักจะหลงหนู ถ้าไม่ได้ผลฉันยินดีคืนเงิน”
“เพื่อความชัวร์”
เพ็ญนภาเทใส่ลงไปทั้งขวด พนักงานออกมาเพ็ญนภารีบหลบ พนักงานยกถาดกาแฟไปเสิร์ฟโต๊ะติณห์ เพ็ญนภาหลบหลังเสาแอบมองอย่างลุ้นๆ
พนักงานเสิร์ฟเครื่องดื่มเสร็จก็ออกไป ติณห์กดเช็คข้อความในโทรศัพท์มือถือ มือยกกาแฟขึ้นจิบ เพ็ญนภาจ้อง ปากค่อยๆ อ้า ลุ้นสุดชีวิต แก้วกาแฟใกล้จะแตะปากติณห์แล้ว
“คุณครับ” ติณห์ชะงัก เพ็ญนภาอ้าปากค้าง
“นั่นโกโก้ของโต๊ะโน้น ขอโทษครับ ผมเสิร์ฟผิด”
ติณห์วางแก้วบนที่รอง พนักงานกำลังยกแก้วกาแฟมุ่งหน้าไปอีกโต๊ะซึ่งมีชายหนุ่มตัวอ้วน ใส่แว่นหนาเตอะนั่งอยู่ เพ็ญนภาถึงกับอึ้ง
“ไม่”
เพ็ญนภาวิ่งไป กางแขนขวางพนักงานไว้
“อะไรครับคุณ”
“เอากาแฟแฟนชั้นคืนมา”
“นี่มัน...โกโก้นะครับ”
“นั่นแหละ เอาโกโก้แฟนชั้นคืนมา”
“แต่มันเป็นของ”
เพ็ญนภาเข้าไปยกถ้วยนั้นมา
“ชั้นไม่สน ชั้นจะให้เค้าดื่มโกโก้ เธอไปชงให้ลูกค้าคนนั้นใหม่ก็แล้วกัน” เพ็ญนภาควักแบ๊งค์ร้อย วางให้ “ตกลงว่าไง”
พนักงานงง รับเงินไป

ติณห์มองงงๆ เมื่อเพ็ญนภามายืนยิ้มตรงหน้า เพ็ญนภาวางถ้วยโกโก้ให้ติณห์
“ติณห์คะ ไหนๆ เค้าเสิร์ฟโกโก้มาแล้ว คุณก็ดื่มเถอะค่ะ”
“อ้าว why?”
“ก็คุณดื่มกาแฟมามากแล้ว it’s no good for your heart. มันไม่ดีกับหัวใจคุณ เพราะมันจะทำให้คุณใจเต้นแรง ประสาทเสีย นอนไม่หลับ ในที่สุดคุณก็ต้องพึ่งยานอนหลับ แล้วสุดท้าย...คุณก็ต้องตาย...แบบไมเคิล แจ็คสัน”
“โอ้ คุณช่างมีอิเมจิเนชั่นรุนแรงมากๆ”
“ชั้นไม่ได้จินตนาการนะคะ ชั้นมีเหตุผล เพราะฉะนั้น งั้น คุณดื่มโกโก้ซะ”
“โอเคๆ” ติณห์ยก กำลังจะดื่ม ดมๆ วางแก้วลง เพ็ญนภาลุ้นค้าง
“มีกลิ่นอะไรหรือคะ”
“หอมดี น่ากิน”
“อ้าว แล้วทำไม”
“แบบนี้มันต้องขอนมสดมาเพิ่ม ถ้ากาแฟผมชอบแบบดำสนิท แต่ถ้าเป็นโกโก้...ผมชอบให้ใส่นมเยอะๆ”
“ได้เลยค่ะ” เพ็ญนภารีบพุ่งไปที่เคาน์เตอร์ “ขอนมสดค่ะ ด่วนเลย ด่วนๆๆ” พนักงานงงๆ คว้านมให้ทั้งขวด เพ็ญนภาวิ่งเอามาให้ เทลงไปพรวด “อ่า ใส่นมเยอะๆ แล้ว ดื่มสิคะ”
“ฮะ นมเย็นเจี๊ยบแบบนี้ ใส่ลงไป มันก็หายร้อนหมดแล้วสิครับ”
“ก็เป็นโกโก้อุ่นไงคะ กำลังดีเลย ดื่มเลยค่ะ ติณห์ อย่าเรื่องมาก”
“แล้วน้ำส้มคุณล่ะ ไม่ดื่มเหรอครับ”
“ได้ มาดื่มพร้อมกันเลยค่ะ ฮ่าๆ เอ้า ชน”
เพ็ญนภายกแก้วน้ำส้มมา ยื่นท้าชน ติณห์ งงปนขำ
“อ้า เชียร์ส”
ทั้งสองชนแก้ว
“หมด” เพ็ญนภากระดกน้ำส้ม
“เยส” ติณห์กระดกโกโก้ร้อนจนหมด
เพ็ญนภาคว่ำแก้วโชว์ ว่าหมดจริง
“ดู หมดจริงๆ เห็นไหมคะ” ติณห์ทำบ้าง
“ลุ้คแอ็ทมี” ติณห์วางแก้ว ร่าเริง หัวเราะ โกโก้เปื้อนริมผีปากบน เพ็ญนภามองอย่างรอผล “หน้าผมมีอะไรเหรอ...อ๋อ ปากผมเปื้อนเหรอ” ติณห์รีบเอากระดาษมาเช็ด
“ทำไมถึง ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
“อะไรจะเกิดขึ้นล่ะ”
“เปล่าค่ะ แต่อะไรกันเนี่ย ชั้นโดนต้มรึไง”
อยู่ๆ ก็เกิดควันสีดำลอยมาจากทุกทิศทุกทางพุ่งเข้าใส่ติณห์ ติณห์กระตุก ตาแข็งทื่อ เหล่าควันสีดำลอยวนอยู่ในตัวของติณห์แล้วซึมหายเข้าไปในตัวติณห์ ติณห์กระพริบตาถี่ๆ แล้วหมดแรง ทรุดฮวบ พิงพนัก
“ติณห์ เป็นอะไรหรือว่า...”
อยู่ๆ ตาติณห์เบิกกว้างขึ้นมามองหน้าเพ็ญนภา จากสายตาของติณห์ เขาเห็นหน้าเพ็ญนภามีสายรุ้งวิ๊งๆ เป็นรัศมี ดูสวยงามเรืองรอง
“เพนนี คุณสวยจัง”
เพ็ญนภาตาลุก ดีใจสุดๆ

“เยส”

 
ติณห์กุมกับมือเพ็ญนภามาอย่างแนบแน่นขณะเดินออกจากร้านกาแฟ
 
“เอ๊ะ” ติณห์ทำหน้างง
“อะไรคะ ติณห์”
“นี่...ผมมากับคุณเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิคะ”
“เหรอ...แล้วเรามาทำอะไรกันเหรอ”
“อ้าว ก็เรามามาเดินเล่นค่ะ”
“อ้อ เดินเล่นนะ เดินเล่น”
“ติณห์คะ”
“หือ”
เพ็ญนภาอยากจะทดสอบจึงหันไปมองรอบๆ ว่าจะถามไรดี เห็นนกบนสายไฟชี้นก
“นั่นอะไรคะ ติณห์”
“ไหน อ๋อ นก”
“ไม่ใช่นกค่ะ นั่นไม้”
“อ๋อ ใช่ ไม้ นั่นไม้ ไม้สวยมาก”
“ว้าว แบบนี่เอง ที่เรียกว่า ชี้นกเป็นไม้”
มีหมาข้างถนนผ่านมา
“ติณห์ ดูแมวสิคะ”
“โถ แมว น่าสงสารเนอะ แมวข้างถนน”
“โอ สุดยอด ชี้หมาเป็นแมวก็ยังได้อีก...หมอสมคิดนี่เทพจริงๆ”
คนขายดอกไม้ถือช่อดอกไม้เดินมา คนขายรีบเข้ามาทักติณห์
“คุณคะ ดอกไม้เสร็จแล้วค่ะ”
“ดอกไม้ ดอกไม้อะไร” ดวงตาติณห์ดูว่างเปล่า
“อ้าว ก็คุณสั่งดอกไม้ช่อนี้ไงคะ”
เพ็ญนภามองอย่างสงสัย
“อ้อ ที่แท้ คุณเข้าเมืองมาเพื่อสิ่งนี้เองเหรอติณห์”
“เพื่อสิ่งนี้.เพื่ออะไร”
“คุณเข้ามา สั่งดอกไม้”
“ผมสั่งดอกไม้ ใช่ๆ ผมสั่งดอกไม้ให้ใครเหรอ” ติณห์งงนึกไม่ออกว่าสั่งให้ใคร
“ให้เพนนีไงคะ จะใครซะอีกล่ะ”
“ใช่จริงด้วย ผมต้องสั่งดอกไม้ให้คุณอยู่แล้ว จะไปสั่งให้คนอื่นได้ไงเท่าไหร่ครับ” ติณห์ถามคนขาย เพ็ญนภายิ้มมีชัยชนะ ในที่สุดก็สำเร็จ

ติณห์ขับรถเข้ามาจอดหน้าบ้านพัก หลวงพิชัยภักดีวิ่งออกมาจากในบ้าน
“ไปหาดอกไม้ถึงปีนังหรือไงวะ หายไปซะนาน แม่หนูญาณินแต่งตัวคอยจะเป็นสายบัวรอเก้ออยู่แล้ว”
ญาณินในชุดสวย เดินเล่นอยู่แถวนั้น
“น่าน หลานตา อย่ารอช้า ได้จังหวะแล้ว ลงมือเลยๆ” ติณห์เดินลงมา มือเปล่า ท่าทางเบลอๆ เซๆ มึนๆ
“อ้าว ดอกไม้ล่ะ ดอกไม้ดีๆ แพงๆ ไม่ใช่ดอกไม้ริมทาง ที่คู่ควรกับผู้หญิงสูงค่า”
ญาณินเห็นติณห์ มองแปลกๆ ติณห์ดูเหมือนคนจะเป็นลม ญาณินห์สงสัย ห่วง เดินเข้ามาหา
“คุณติณห์ ไปไหนมาคะ แล้วคุณเป็นอะไร ท่าทางไม่ดีเลย”
ติณห์มองญาณิน ภาพที่เห็นญาณินมีหน้าตาดุดัน ถมึงทึง และมีรัศมีสีเขียวๆ คล้ำๆรอบๆ ดูน่ากลัว
“คุณไปไหนมา ไม่สบายหรือเปล่า อะไรกันคะ แดดก็ร้อน ยังออกไปอีก ไหวรึเปล่าเนี่ย” ติณห์ได้ยินญาณินถามด้วยน้ำเสียงตะคอก ติณห์มองญาณิน รู้สึกกลัวๆ อึดอัด ไม่สบายใจ
“ผม ผมขอตัว” ติณห์รีบเดินโผเผจากไป ญาณินมองตามอย่างเป็นห่วงและกังวลจึงตามไป
“คุณติณห์คะ ไหวมั้ยคะ” ติณห์หันมา เห็นญาณินยืนเท้าเอวตะคอกใส่แบบรุนแรง “ไหวมั้ย หา!”
ติณห์สยอง เหวอ...รีบวิ่งหัวซุนจากไป
“อะไรของเค้า” ญาณินงงกับท่าทางของติณห์
“อ้าว...เฮ้ย เป็นอะไรของมัน” หลวงพิชัยภักดีเองก็แปลกใจ

วันต่อมาไตรรัตน์เปิดประตูเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยของเสี่ยจำเริญจึงเห็นหมอผีสมคิดยืนข้างเตียงเสี่ยจำเริญ หมอผีสมคิดถือแท่งเหล็กปลายไม้เป็นกะโหลกเหล็กเล็กๆ จิ้มลงบนร่างของเสี่ยจำเริญ ปากขมุบขมิบท่องคาถา หาญกับกล้ายืนอยู่ปลายเตียงเสี่ย
“ทำอะไรกันน่ะ”
ไตรรัตน์ถามเสียงห้วน หมอผีสมคิดหยุดท่อง
“ม้าให้อาจารย์สมคิดมาปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกจากตัวอาป๊า อาป๊าจะได้ฟื้นสักที”
“ร่างกายป๊าพร้อมเมื่อไหร่ ป๊าก็จะฟื้นขึ้นมาอีก ไม่จำเป็นต้องพึ่งพ่อมดหมอผีที่ไหน”
“ไตรรัตน์” เจ๊หญิงปรามลูกชายอย่างไม่พอใจ หมอผีสมคิดหันไปทำพิธีต่อ ชี้มือมาทางไตรรัตน์โดยไม่มอง
“เจ๊ให้เค้าออกไปก่อน”
“ออกไปก่อน นะลูกนะ แม่ขอร้อง”
“ม้าครับ”
“ถ้าเค้าไม่ออกจะเป็นผลร้ายต่อดวงวิญญาณของเสี่ยจำเริญ การขัดขวางพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ จะก่อผลร้ายอย่างมิอาจคาดเดาได้”
“ตายจริง โธ่ น่ากลัวจังเลย ลูก ม้าขอร้องล่ะ”
ไตรรัตน์ไม่มีท่าทีจะออกไปจากห้อง
“ถ้าเค้าไม่ไป ผมจะกลับ แล้วถ้าพวกคุณต้องการความช่วยเหลือ ค่อยโทรไปตามผมใหม่ก็แล้วกัน

เจ๊หญิงกลัวลนลาน

“ไตรรัตน์ ถ้าแกอยากเป็นลูกกตัญญู ก็อย่ามาขัดขวางพิธีของท่านอาจารย์ ถ้าเกิดอะไรกะป๊าแก แกจะรับผิดชอบไหวมั้ย

“ไหว ผมขอรับผิดชอบทั้งหมดเอง”
“ไตรรัตน์ ออกไปเดี๋ยวนี้” เจ๊หญิงตวาดไตรรัตน์อึ้ง “จะออกหรือไม่ออก”
ไตรรัตน์เจ็บปวด เดินออกไป หมอผีสมคิดกับสมุนสบตากันอย่างมีชัย

ไตรรัตน์นั่งกุมขมับ เซ็ง อารมณ์เสียอยู่หน้าห้อง แต่แล้วก็สุดทนลุกพรวดหันจะเดินกลับไปที่ห้อง หมอผีสมคิด กล้า หาญ เดินวางท่ามาพอดี ไตรรัตน์จ้อง แววตาประกาศความเป็นศัตรู หมอผีสมคิดมองไตรรัตน์หัวจรดเท้าแล้วจ้องตอบ ไตรรัตน์มองแบบไม่เกรง หมอผีสมคิดและพวกรุมจ้องไตรรัตน์แล้วเดินผ่านไตรรัตน์ไป กล้า หาญ หัวเราะยียวน แล้วตามหมอผีสมคิดกลับไป ไตรรัตน์มองตาม แค้นๆ
ภายในหิ้งเจ๊หญิงกำลังปักธูปที่มุมห้องควันโขมง ไตรรัตน์เดินมาถึงเทน้ำจากขวดใส่ธูป ดับธูปหมด
“เอ๊ะ ลูก”
“ห้องนี้ ต้องการอากาศบริสุทธิ์ แม่ห้ามจุดธูปอีกเด็ดขาด”
“นี่มันธูปที่อาจารย์จุดไว้นะลูก”
“แม่ห้ามเอาพวกมันมายุ่งกับป๊าอีกเด็ดขาด”
“แกไม่รู้อะไร แกอย่าพูดดีกว่า”
“ทำไมผมจะไม่รู้ พวกมันเป็นแก็งค์ต้มตุ๋น 18 มงกุฏ”
“ในสายตาแก แม่กับป๊าดูโง่ขนาดนั้นเชียวเหรอ”
เจ๊หญิงสะบัดออกไป ไตรรัตน์ไม่สบายใจแล้วจับมือเสี่ยจำเริญ
“ฟื้นเร็วๆ นะป๊า ผมขอร้อง”
ที่คอเสี่ยจำเริญไม่มีสร้อยพระของสุคนธรสอยู่แล้ว

หมอวรวรรธจอดมอเตอร์ไซค์ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง หมอวรวรรธลงจากรถ ถือถุงของฝากที่พกมาด้วยมองรอบๆจึงเห็นสุพิชชากับพ่อของเธอและบุรุษพยาบาล กำลังออกกำลังแบบรำไทเก๊กแบบนุ่มๆ อ่อนโยนอยู่ที่สนามหน้าบ้าน หมอวรวรรธเดินเข้าไปหา ทุกคนหันมาหมอวรวรรธยกมือไหว้พ่อสุพิชชา
“อาจารย์ แข็งแรงดีนะครับ”
พ่อสุพิชชามองหมอวรวรรธยิ้มๆ
“ยังขี่มอเตอร์ไซค์ ทำตัวเป็นร็อคเก้อร์ไม่เลิกอยู่อีกหรือหมอตาหนู”
“ครับผม”
สุพิชชารีบเข้ามา
“พีชไปบอกหมอเองค่ะ ว่าพ่อ อยากพบ”
“ใช่ ชั้นอยากพบเธอมาก เธอคือลูกศิษย์คนที่ชั้นเคยไว้วางใจที่สุด ในทุกๆ เรื่องนะ หมอตาหนู ไม่รู้ว่าเธอจะลืมหรือยัง”
“ผมไม่ลืมครับ นี่ของเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจารย์ชอบรังนกครับ”
“ขอบใจ” พ่อสุพิชชารับถุงมา ส่งให้บุรุษพยาบาล
“ชั้นชอบมากจริงๆมันนานมากแล้วนะ ที่ชั้นเคยคิดว่า...เธอ...เป็นยิ่งกว่าลูกศิษย์...แต่เธอเป็นเหมือนลูกชายชั้นคนนึงเลยทีเดียว”
หมอวรวรรธอึ้งๆ สุพิชชามองสบตาหมอวรวรรธ ประมาณถามว่า ไงล่ะ เห็นไหมล่ะ

หมอวรวรรธมองพ่อสุพิชชากินยานับสิบๆ เม็ดอย่างอ้ำอึ้ง
“ถึงแม้จะเป็นโรงพยาบาลของชั้นเองก็เถอะ ชั้นไม่ขอรับคีโมอีกแล้ว พอกันที ตายเป็นตายจะได้หมดเวรหมดกรรมซะที ขออยู่แบบสงบๆ ในวาระสุดท้าย ที่บ้านนี่แหละ ก็เลยต้องกินยาพวกนี้แทนไงล่ะ”
“พ่อพูดถึงคุณอยู่คนเดียว พ่อไม่ต้องการใครเลยนะคะ” สุพิชชาบอก
“ผมก็รำลึกถึงอาจารย์เสมอ บุญคุณอาจารย์ ความเมตตาที่มีต่อผม ผมไม่เคยลืม”
“เธอมีศักยภาพ มากกว่าจะทำงานชันสูตรให้กรมตำรวจไปวันๆ เธอควรจะคิดดูดีๆ นะ หมอตาหนู”
สุพิชชามองหมอวรวรรธอย่างกดดัน หมอวรวรรธยิ้มออกจะแหยๆ

คืนนี้นหมอวรวรรธเดินไปมาอยู่ในห้องทำงานอย่างว้าวุ่นใจ ท่ามกลางศพ 4-5 ศพ ที่นอนตามเตียง เมื่อนึกถึงคำพูดของพ่อสุพิชชา
“เธอมีศักยภาพ มากกว่าจะทำงานชันสูตรให้กรมตำรวจไปวันๆ เธอควรจะคิดดูดีๆ นะ หมอตาหนู”
หมอวรวรรธหงุดหงิด
“ไม่จริงซะหน่อย ประเทศเราต้องการหมอชันสูตรที่ดี...เราอยากทำงานรับใช้ประเทศชาติมากกว่าอยากเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลรวยๆ มีแต่ประชุม ประชุม ประชุม ศพพวกนี้ต้องการความยุติธรรม ที่เรามีหน้าที่ต้องหาให้พวกเค้า”
พวกผีลุกมา ตบมือเกรียว เชียร์กันเซ็งแซ่
“เย้ๆ , ใช่แล้ว,..แม่นๆ, เยสๆ, ถูกต้องนะคร้าบ” พวกผีเข้ามารุมล้อมหมอวรวรรธ “แจ่มว้าวมากเลยค่ะ หมอขา,..มันต้องอย่างงี้ หมอวรวรรธ, นายหล่อมากๆ,..เจ๋งหวะ,..ซึ้งจริงๆ นะเนี่ย”
หมอวรวรรธไม่เห็น ไม่รู้เรื่อง ถอนใจแบบเหงาๆ พวกผีเลือนหายไป ในที่สุดหมอวรวรรธก็หยิบโทรศัพท์ออกมา กดโทรหาเนตรศิตางศุ์
ขณะนั้นเนตรศิตางศุ์กำลังดูภาพสัตว์ทะเลชนิดต่างๆ อยู่ในหนังสือ เนตรศิตางศุ์เปิดดูหนังสือด้วยหน้าตาจริงจัง หมกมุ่น จดข้อมูลไปพลาง เสียงโทรศัพท์ดัง เนตรศิตางศุ์หยิบโทรศัพท์มากดรับโดยไม่มองว่าใครโทรมา
“ฮัลโหล”
“ผมนะ เนตร...พี่ณัฐอยู่แถวนั้นป่าวครับ”
“คุณหมอ เนตรกำลังนึกถึงคุณหมอเลยค่ะ”
“นึกถึง ในแง่ดี หรือไม่ดีครับ”
“ปักเป้า”
“ปักเป้า”
“ปลาปักเป้าเป็นสัตว์ทะเลมีพิษ เป็นไปได้ไหมคะหมอว่าพิษที่อยู่ในคอนแท็คเลนส์ของคุณใบหม่อนจะเป็นปลาปักเป้า”
“โห ที่แท้ก็เอาแต่คิดเรื่องอื่น”
“เนตรขอโทษค่ะ ใบหม่อนรอความช่วยเหลือจากเนตรอยู่ เนตรอยากช่วยเธอได้เร็วๆ หมอว่า ใบหม่อนจะพอให้ข้อมูลเราได้ไหมคะ ว่าใครที่ในโรงละคร ที่มีความรู้เรื่องพวกนี้”
“จริงสิ ใบหม่อนอาจตอบได้”
“เราก็จะหาตัวฆาตกรได้ ปลดปล่อยใบหม่อนได้ แล้วชั้นก็จะได้ค่าทำงานงานแรกของตัวเอง หมอคะ เนตรต้องการไปหาใบหม่อนด่วนที่สุด ที่สุดของที่สุดหมอต้องช่วยเนตรนะคะ”

หมอวรวรรธเหวอ
 
อ่านต่อหน้า 4

The Sixth Sense สื่อรักสัมผัสหัวใจ ตอนที่ 11 (ต่อ)

ตีห้าของวันรุ่งขึ้นเนตรศิตางศุ์เดินไปเดินมาอยู่ในห้องที่ยังปิดไฟมืดจนกระทั่งมีเสียงเคาะที่หน้าต่าง เนตรศิตางศุ์วิ่งไปเปิด หมอวรวรรธปีนขึ้นมา

“จูเลียตๆ เปิดๆ”
“โอ โรมิโอ นี่คุณหมออยากเป็นโรมิโอมากเหรอคะ”
“จะดีหรือครับ เพราะโรมิโอกะจูเลียต สุดท้ายมันตายกันทั้งคู่เลยนะครับ”
“แล้วหมอมาทางนี้ทำไม”
“จะให้ผมกดกริ่งเรียกพี่ชายคุณรึไง”
“ก็จริง พี่ณัฐหูไวด้วย”
“หุย น่ากลัวจัง รีบไปกันเถอะครับ เรามีเวลาไม่มาก”
เนตรศิตางศุ์กับหมอวรวรรธปีนบันไดลงไป

หมอวรวรรธกระโดดลงมาจากกำแพง เนตรศิตางศุ์พยายามปีนสุดชีวิตแต่ยังนอนแผ่ค้างอยู่ข้างบน
“คุณเนตรสู้ๆ”
เนตรศิตางศุ์หลับตา กระโดดลงไป ทั้งสองย่องๆ ผ่านหลังนายตำรวจนอกเครื่องแบบสองนายที่คอยเฝ้าอยู่หน้าบ้าน หมอวรวรรธและเนตรศิตางศุ์ย่องมาที่รถ หมอวรวรรธรีบใส่หมวกกันน็อกให้ทั้งสองมองตากัน ทันใดผีที่ตามหมอวรวรรณมาโผล่เพียบ
“จุ๊กกรู๊ๆ”
“เหวอ นี่หมอยังไม่ไปทำบุญให้พวกสัมภเวสีอีกเหรอ”
เนตรศิตางศุ์รีบควักแว่นมาใส่ ผีหายแวบไป
“ก็มันยังไม่มีเวลาอ่ะ เห็นผีอีกแล้วหรอ”
“เพียบค่ะ”
“งั้นถ้ากลัว ก็กอดผมแน่นๆ ก็ได้”
“บ๊อง”
เนตรศิตางศุ์ทุบไปหนึ่งทีอย่างอายๆ หมอวรวรรธหัวเราะ ขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ขับพาออกไป

หมอวรวรรธขับมอเตอร์ไซค์โดยมีเนตรศิตางศุ์ซ้อนท้ายมาตามถนนเลียบทะเล แสงพระอาทิตย์ขึ้นอยู่ข้างหลังร่ำไร บรรยากาศโรแมนติก หมอวรวรรธจับมือเนตรศิตางศุ์มากอดเอวแต่เนตรศิตางศุ์ขัดขืน
อีกด้านหนึ่งที่บ้านเนตรศิตางศุ์ ณัฐเดชมาเคาะประตูห้องเนตรศิตางศุ์
“เนตร เนตร” ไม่มีเสียงตอบ ณัฐเดชบิดลูกบิด ลูกบิดล็อค
“เนตร จะอยู่แต่ในห้องเหรอ ออกมาเจอพี่บ้าง”
ณัฐเดชยกกุญแจขึ้นมาแกว่ง “ถ้างั้นพี่ถือวิสาสะเปิดแล้วนะ”
ยังเงียบอยู่ ณัฐเดชตัดสินใจไขกุญแจแล้วเปิดเข้าไปในห้อง บนเตียงมีร่างคนนอนคลุมโปงอยู่แต่ณัฐเดชไม่เชื่อ ปราดเข้าไปกระชากผ้าห่มออกถึงเห็นหมอนข้างอยู่ในข้างใน
“เนตร เนตรอยู่ไหน”
ณัฐเดชไปดูในห้องน้ำก็ไม่เห็นเนตรศิตางศุ์ ณัฐเดชโกรธมาก

กรรณาตะโกนใส่โทรศัพท์เมื่อณัฐเดชโทรมาโวยวายเรื่องเนตรศิตางศุ์
“จะตะโกนทำไมคะ ฟังไม่รู้เรื่องค่ะคุณ”
กรรัมภาเพิ่งมาถึงบริษัทเปิดประตูเข้ามา ขณะที่สุคนธรสเดินถือชามข้าวต้มมาจากทางครัว
“ใคร”
“คุณพี่ณัฐเดช”
กรรณาบอกแล้วกดสปีกเกอร์โฟน เสียงณัฐเดชดังออกจากโทรศัพท์ สามสาวจ่อหน้าใกล้โทรศัพท์
“กู๊ดมอร์นิ่งค่ะพี่ณัฐ” กรรัมภาทักณัฐเดชเสียงหวาน
“พี่นิ่งไม่ไหวแล้ว เนตรอยู่ไหน เรียกเนตรมาคุยเดี๋ยวนี้”
“เนตรไม่ได้อยู่ที่นี่ค่ะ เนตรไม่อยู่ที่บ้านเหรอคะ”
“ถ้าอยู่ พี่จะโทรมาถามเรอะ”
“อ้าว”
“ใจเย็นๆ นะคะพี่ณัฐ เนตรอาจจะกำลังเดินทางมาที่นี่ก็ได้ พี่ณัฐโทรเข้ามือถือเนตรหรือยังคะ”
“โทรไม่ติด พวกเราไม่รู้จริงๆ ใช่ไหมว่าเนตรอยู่ไหน”
“ไม่รู้ค่ะ”
“อย่าโกหกพี่”
“วันนี้วันพระ รสถือศีลห้า โกหกไม่ได้ค่ะ”
“เอ๊ะ หรือว่าเนตรไปกับหมอวรรธ”
สุคนธรสกับกรรณาจุ๊ปากไม่ให้กรรัมภาพูด แต่สายไปแล้ว ณัฐเดชโกรธมาก
“ดีนะที่พี่ไม่ได้ถือศีล เพราะวันนี้พี่ต้องได้ฆ่าคนแน่ๆ”
ณัฐเดชวางสายไป สามสาวถึงกับเหวอ
“ไอ้เนตรเอ้ย หาเห็บใส่หัวอีกแล้ว”

ณัฐเดชเดินฉับๆ อย่างโมโหมาที่รถ ชักปืนออกมาเช็คกระสุนแล้วเหน็บใส่กางเกง กำลังจะขึ้นรถ แต่โทรศัพท์มือถือดังขึ้นซะก่อน
“ว่าไงจ่า”
ลูกน้องณัฐเดชที่อยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งโทรเข้ามา
“ผู้กองครับ มีคนมาบ้านไอ้เบิ้มครับ ท่าทางจะเอายามาส่งกัน เอายังไงต่อดีครับ”
“เดี๋ยวผมไป” ณัฐเดชวางสาย “ อึ๋ย ทำไมต้องมาส่งกันตอนนี้วะ”
ณัฐเดชบ่นอย่างโมโหแล้วขึ้นรถขับออกไป

ใบหม่อนมีสีหน้าตกใจเมื่อเนตรศิตางศุ์บอกว่าเธอตายเพราะคอนแท็คเลนส์มียาพิษ
“ฉันตาย เพราะคอนเทคเลนส์มียาพิษ”
“ค่ะ”
“ฮือๆ ไม่น่าเลย ชั้นไม่ได้ใส่คอนแท็คเลนส์เพื่อการมองเห็นด้วยนะ ชั้นสายตาดีอยู่แล้ว แต่ชั้นใส่เพื่อความงาม...คอนแท็คเลนส์ชั้น...เป็นบิ๊กอายส์...สีไลแล็ค มันทำให้ตาฉันสวยขึ้นมากกกก...นี่ชั้นตาย...เพราะความอยากสวยหรือเนี่ย”
เนตรศิตางศุ์พยายามป่านปากใบหม่อน
“คุณตายเพราะมีคนทำค่ะ เราพบแล้ว ว่าพิษที่ใส่ลงไป มันเป็นพิษจากสัตว์ทะเล แสดงว่าคนๆ นั้น ต้องมีความรู้อย่างดี ในเรื่องพวกนี้ ใบหม่อนพอจะนึกออกไหมว่าใครในโรงละครนี้ที่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องสัตว์ทะเลบ้าง”
“ฮือๆ ช่างร้ายเหลือ ช่างร้ายเหลือ”
“ใครคะ”
“ไม่รู้ ฮือๆ”

“คิดดูให้ดีๆ นะคะ”

 
ใบหม่อนปิดหน้า ส่ายหัวไปมา หมอวรวรรธเข้ามา
 

“ผมเช็ครอบแล้ว ยังไม่มีใครมาทำงาน”
“เราจะรู้ได้ไงคะ ว่าใครศึกษาหรือสนใจเรื่องสัตว์ทะเลแถวๆ นี้บ้าง”
“เอางี้ ตอนนี้ยังไม่มีใครมา อาจค้นตามห้อง ตู้ หรือมุมส่วนตัว ว่าใครอ่านหนังสือศึกษา หรือสนใจเรื่องนี้”
“ได้ค่ะ แยกย้ายๆ อีกสิบนาทีกลับมาเจอกันตรงนี้นะคะ”
เนตรศิตางศุ์รีบไป หมอวรวรรธมองรอบๆ อย่างหวาดๆ
“คุณใบหม่อนครับ ถ้ามีอะไรก็ส่งเสียงเบาๆ อย่ามาเต็มๆ นะครับ ถึงผมจะเป็นหมอ แต่ผมก็กลัวผี”
หมอวรวรรธเดินไปอีกทางอย่างหวาดๆ ใบหม่อนตามหมอวรวรรธไป

เนตรศิตางศุ์เดินเข้ามาในห้องคอสตูม มองซ้ายมองขวาเช็คว่าไม่มีใคร ระหว่างนั้นมีสายตา“ใครบางคน” แอบมองจากมุมหนึ่ง เห็นเนตรศิตางศุ์เข้าไปในห้องคอสตูม มันกระชับมีดปลายแหลมที่อยู่ในมือทันที

ลูกน้องณัฐเดชซุ่มอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง ณัฐเดชเดินเข้ามา
“มันยังอยู่กันใช่ไหม”
“ครับ ลุยเลยนะครับ”
ลูกน้องกระชับปืนขยับจะลุย
“เดี๋ยว” ณัฐเดชกดโทรศัพท์โทรออกปลายสายยังปิดเครื่องณัฐเดชหงุดหงิดแล้วเก็บโทรศัพท์ “ไปได้”
ณัฐเดชนำลูกน้องเข้าไป ลูกน้องงงแล้วตามไป

ภายในบ้านขณะนั้นไอ้เบิ้มกับเพื่อนกำลังเช็คยาเสพติดในกระเป๋าหนัง ณัฐเดชกับลูกน้องโผล่มา
“ยกมือขึ้น นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ” ไอ้เบิ้มกับเพื่อนวิ่งกระเจิงไปคนละทาง “เฮ้ย หยุดเดี๋ยวนี้”
ณัฐเดชตามไอ้เบิ้มไป ลูกน้องตามเพื่อนไอ้เบิ้ม

เนตรศิตางศุ์ค้นหาในห้องคอสตูมโดยไล่เปิดดูตามตู้ ลิ้นชัก เจอหนังสือรูปปลา
“บิงโก! นี่มัน ลิ้นชักใคร ศึกษาเรื่องปลาด้วย” เนตรศิตางศ์รีบเปิดดู “จะมีเรื่องยาพิษจากปลาไหมเนี่ย”กลายเป็นตำรากับข้าวที่ทำจากปลา “อ้าว กลายเป็นตำราอาหารเมนูปลา แต่ก็น่าสนใจนะ หา ปลาช่อนเอามาทำเค้กได้ด้วย”
อยู่ๆ ประตูห้องเปิดออกเอง เนตรศิตางศุ์ผลุบหลบข้างหลังตู้หลับตาปี๋ ตัวสั่นกลัว แต่ไม่มีเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ เนตรศิตางศุ์ค่อยๆ ลืมตาแล้วโผล่หน้าออกไปดู ประตูเปิดอ้าแต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น

ทางด้านณัฐเดช ขณะนั้นไอ้เบิ้มวิ่งหนีเข้ามา ณัฐเดชตามมากระโดดถีบไอ้เบิ้ม ไอ้เบิ้มล้มหน้าคว่ำ ณัฐเดชกำลังจะเข้าไปใส่ไอ้เบิ้ม ไอ้เบิ้มชักปืนยิงสวนณัฐเดช ณัฐเดชกลิ้งตัวหลบหลังเสาได้ทันอย่างเฉียดฉิว ลูกน้องณัฐเดชตามมาสมทบ โทรศัพท์ณัฐเดชดังณัฐเดชหยิบโทรศัพท์มาโยนให้ลูกน้อง
“จ่ารับสายสิ ถ้าเป็นเนตรบอกให้ถือสายรอแป๊บ” ณัฐเดชเล็งปืนยิงไอ้เบิ้ม ไอ้เบิ้มล้มลงณัฐเดชวิ่งเข้าไปล็อคตัวจับแขนไพล่หลังแล้วตะโกนถามลูกน้อง “เนตรหรือเปล่าจ่า”
“ไม่ใช่ครับ เขาโทรมาขายประกัน”
ณัฐเดชจับแขนไอ้เบิ้มล็อคแน่นระบายความหงุดหงิด ไอ้เบิ้มร้องจ๊าก

เนตรศิตางศุ์ค่อยๆ ย่องไปที่ประตู ยื่นหน้าออกไปมองข้างนอก มองซ้ายมองขวาไม่เห็นใคร
“สงสัยลมพัด”
เนตรศิตางศุ์หันหลังจะกลับเข้าไป จู่ๆ ก็มีมือหนึ่งซึ่งใส่ถุงมือยางปิดปากเนตรศิตางศุ์หมับ เนตรศิตางศุ์ตาโตพยายามส่งเสียงร้องแต่มือนั้นก็ลากเนตรศิตางศุ์เข้าไปในห้องคอสตูมแล้วปิดประตูปัง

เนตรศิตางศุ์ถูกลากเข้ามาด้านในสุดของห้องคอสตูม เนตรศิตางศุ์พยายามส่งเสียงร้องและดิ้นต่อสู้แต่ก็ไม่เป็นผล คนร้ายรัดตัวเนตรศิตางศุ์แน่นแล้วชูมีดขึ้นจะแทงเนตรศิตางศ์ เนตรศิตางศ์ตาโตด้วยความตกใจ
คนร้ายแทงมีดลงมาที่เนตรศิตางศุ์ แต่เนตรศิตางศุ์จับแขนคนร้ายพอดีมีดเลยไม่ถึงตัวเนตรศิตางศุ์ คนร้ายแข็งแรงเกินกำลังของเนตรศิตางศ์ มีดค่อยๆ ใกล้เข้าที่ตัวเนตรศิตางศุ์แม้เนตรศิตางศุ์จะออกแรงสุดกำลังดันแขน คนร้ายไว้ ใบหม่อนทะลุห้องคอสตูมเข้ามาพอดี แล้วใบหม่อนก็ต้องผงะ
“ว้าย เนตร”
เนตรศิตางศุ์ไม่ได้ยินมัวแต่ดูปลายมีดที่ใกล้เข้ามา เนตรศิตางศุ์พยายามดิ้น แต่ไร้ผล
“ยัยเนตร! ไม่นะ ไม่ ปล่อยยัยเนตรเดี๋ยวนี้”
ใบหม่อนเข้าไปง้างมือคนร้ายทันที คนร้ายออกแรงเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผลจึงนึกว่าเป็นเนตรศิตางศุ์ดันแขนตนไว้ ใบหม่อนออกฤทธิ์ทำให้ไม้แขวนเสื้อบริเวณนั้นลอยมากระแทกที่หัวคนร้ายอย่างจังถึงกับทรุด มีดหลุดมือ ใบหม่อนสะบัดมือ มีดสไลด์ไปตามพื้นจนนิ่งที่มุมห้อง เนตรศิตางศุ์พยายามจะวิ่งหนี คนร้ายตะคลุบขาเนตรศิตางศุ์ไว้ได้
“ช่วยด้วย”
คนร้ายลุกขึ้นมาคว้าตัวเนตรศิตา
ศุ์ แล้วล็อกคอไว้ ใบหม่อนร้องสุดเสียง กระจกบานเล็กบานน้อยแตกโพล้ะ กระจัดกระจาย เศษกระจกเล็กๆ ลอยมาปักที่แขนทะลุเสื้อคนร้าย แต่คนร้ายไม่สะทกสะท้าน ใบหม่อนแวบไปง้างมือคนร้ายไว้ทันที
“ปล่อยยัยเนตรเดี๋ยวนี้”
แต่ไม่เป็นผล คนร้ายแข็งแรงและสมาธินิ่งเกินกว่าจะพบสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น...ไม่มีใครมาทำลายความแน่วแน่ที่จะฆ่าเนตรศิตางศุ์ได้
ใบหม่อนเห็นอาการเนตรศิตางศุ์ไม่ดีและตัวเองก็ทำอะไรไม่ได้ จึงคิดจะไปตามหมอวรวรรธมาช่วย ใบหม่อนรีบทะลุกำแพงกลับไป
ใบหม่อนลอยทะลุกำแพงผ่านมาริโอ้และแองเจโล่ที่เมาจากเมื่อคืน นอนหลับกองกันอยู่ในห้องๆ หนึ่ง ใบหม่อนลืมนึกถึงจึงลอยทะลุห้องนั้นผ่านไป สองฝาแฝดนอนอยู่ 2 วินาทีผ่านไป ใบหม่อนลอยกลับมาในห้องนั้น แล้วหยุดมองทั้งสอง ตัดสินใจต้องทำอะไรซักอย่าง
“ไม่ทันแล้ว”
ใบหม่อนพุ่งเข้าสิงร่างมาริโอ้ทันที มาริโอ้ลืมตาลุกพรวดขึ้นมา แววตากลายเป็นใบหม่อน
“แกเป็นไรวะมาริโอ้” แองเจโล่เพิ่งฟื้น ถามขึ้นมา
“ช่วยยัยเนตร ช่วยยัยเนตร! ” มาริโอ้จะรีบไปช่วยเนตรศิตางศุ์ แต่ลืมตัวจะวิ่งทะลุผนังไป คราวนี้ชนโครม มาริโอ้ลงไปกองกับพื้น “โอ๊ย”
“ฮ่าๆ เล่นไรของแกวะ ยังไม่หายเมาหรือไง”
มาริโอ้รีบยันตัวเหมือนร่างกายโดนบังคับ แล้วเดินตุปัดตุเป๋ออกจากห้องไป แองเจโล่งง
“อ้าว เฮ้ย จะไปไหน”
เนตรศิตางศุ์กำลังจะแน่นิ่ง แต่อยู่ๆ ประตูถูกเปิดผลัวะออก มาริโอ้ที่ถูกใบหม่อนสิงยืนอยู่

“ปล่อยยัยเนตรเดี๋ยวนี้”

 
เนตรศิตางศุ์เห็นภาพเบลอๆ เพราะกำลังจะหมดสติ เห็นมาริโอ้เป็นใบหม่อนยืน มีควันๆ กระจายลอยอยู่

คนร้ายเห็นมาริโอ้ก็รีบเอาเนตรศิตางศุ์บังตัวเองไว้และดึงเชือกให้แน่นขึ้น มือเนตรศิตางศุ์ปัดป่ายไปทั่วไม่มีทิศทาง เห็นใบหม่อนวิ่งเข้ามาช่วย
มาริโอ้วิ่งเข้ามาช่วยเนตรศิตางศุ์แต่ยังเข้าไม่ถึงตัว เพราะคนร้ายบิดตัวหลบ มาริโอ้จึงตัดสินใจผลักทั้งเนตรศิตางศุ์ทั้งคนร้ายไปอัดกำแพงอย่างจัง
เนตรศิตางศุ์หลุดออกจากคนร้ายร่วงลงไปกองหอบแฮ่กๆ กับพื้น มาริโอ้ตบคนร้าย ซ้ายที ขวาที แต่ไม่โดน
คนร้ายหลบได้หวุดหวิด แองเจโล่ตามหลังเข้ามา
“มีอะไรวะมาริโอ้ เฮ้ย แกเป็นใคร”
คนร้ายคว้ากรรไกรที่วางอยู่มา กวัดแกว่ง
“ว้าย เล่นกรรไกรเลยเหรอ”
แองเจโล่หันมองหน้ามาริโอ้ งง ไม่เชื่อหูตัวเอง
“ว้าย”
“อย่าคิดว่าชั้นจะกลัวแกนะ” คนร้ายถือมีดเข้าใส่ มาริโอ้พยายามหลบ แต่แล้วมาริโอ้ก็ถูกมีดถากๆ ที่ต้นแขน
“ว้าย”
“ว้าย” แองเจโล่ร้องตามมาริโอ้แล้วนึกได้ “เฮ้ย แกไอ้เลว”
แองเจโล่โยนกองเสื้อใส่คนร้าย เสื้อจำนวนมากคลุมหัวคนร้าย ทำให้คนร้ายมองไม่เห็น แองเจโล่เข้ารวบคนร้ายจนลงไปล้มระเนระนาดที่พื้น แต่ผิดจังหวะไปนิด คนร้ายถีบแองเจโล่จนหน้าหงาย
คนร้ายลุกขึ้นมาตั้งตัวได้ รีบพุ่งเข้าไปจะเอากรรไกรแทงเนตรศิตางศุ์ที่นอนฟุบอยู่ พอดีหมอวรวรรธวิ่งเข้ามาก่อน หมอวรวรรธโดดถีบคนร้ายจนกระเด็น กรรไกรหลุดมือแล้วคนร้ายก็ตัดสินใจผลักทุกคนวิ่งหนี
“จับตัวมันให้ได้นะคะหมอวรวรรธ ชั้นจะดูแลเนตรเอง”
มาริโอ้ร้องบอก หมอวรวรรธวิ่งไล่ตาม
“นะคะ” แองเจโล่ทวนคำ มองมาริโอ้อย่างงๆ
“งงอะไรไม่ทราบ ไอ้หน้าภาชนะหุงต้ม” มาริโอ้บอกแล้วหันไปเห็นเนตรศิตางศุ์ “ยัยเนตร”
แล้วใบหม่อนก็ออกจากร่างมาริโอ้ มาริโอ้ฟุบคาอกแองเจโล่ที่กอดรับเอาไว้พอดี แองเจโล่ทำหน้าสยองๆ

คนร้ายวิ่งหนีออกมาด้านนอก ปาณัทกำลังเดินเข้ามาพอดี คนร้ายชะงักจะถอยหลัง แต่หมอวรวรรธตามมาห่างๆ
“จับมันครับคุณปาณัท มันมาทำร้ายคุณเนตร” หมอวรวรรธตะโกนบอก คนร้ายจึงตัดสินใจชกปาณัททันที “คุณปาณัท”
ปาณัทล้มคว่ำไป หมอวรวรรธวิ่งเข้ามา คนร้ายจะวิ่งหนีแต่ปาณัทจับขาไว้ได้ขณะยังนอนอยู่ที่พื้น หมอวรวรรธตามเข้ามากระชากแขน แต่คนร้ายหันมาถีบ หมอวรวรรธเซแซ่ดถอย คนร้ายหันไปเตะปาณัทเต็มท้อง ปาณัทปล่อยมือที่จับขาคนร้ายไว้
คนร้ายจะหนีต่อแต่หมอวรวรรธกระโดดคว้าไว้ได้ ล้มลงกลิ้ง ทั้งคู่ฟัดกันอยู่บนพื้น หมอวรวรรธเสียท่า คนร้ายขึ้นคร่อมหมอวรวรรธได้ชกหน้าหมอวรวรรธ หมอวรวรรธพยายามเอาต้นแขนปัดป้อง
“ใครอยู่แถวนี้บ้าง มาช่วยที”
ปาณิทตะโกนเรียก คนร้ายชะงักแล้ววิ่งหนีไป หมอวรวรรธรีบลุกวิ่งตามไป

คนร้ายวิ่งมาตามทาง หมอวรวรรธวิ่งตามมา ผ่านทางแคบๆ มีทีมงานเดินสวนมา คนร้ายวิ่งชนกระเด็น คนร้ายวิ่งมาเจอทางตัน หันซ้ายหันขวาไม่มีทางไป มีแต่บันไดคนร้ายตัดสินใจปีนบันไดขึ้นไป หมอวรวรรธปีนตามคนร้าย
คนร้ายปีนขึ้นมาถึงชั้นบนแล้ววิ่งต่อไปตามทาง หมอวรวรรธขึ้นมาถึง หันวิ่งไปอีกทางเป็นทางลัดที่จะออกประตู EXIT ที่อยู่ใกล้สุด ทั้งคู่วิ่งขนานกันไปตามทางอันแคบและสูงจากพื้นข้างล่าง คนร้ายวิ่งมาจนเกือบถึงประตู EXIT หมอวรวรรธวิ่งมาขวางไว้ได้ทัน คนร้ายหยุดกึก
ด้านล่างปาณัทวิ่งเข้ามาในห้องนั้น ตะโกนสั่งทีมงานที่ตามมาสองคน
“อยู่นู่น...ตามไปช่วยคุณหมอเร็ว”
ทีมงานรีบปีนตามขึ้นไปทันที คนร้ายเห็นท่าไม่ได้ หันไปเจอเชือกที่แขวนไฟพร้อมที่จะชักลงเก็บจึงกระโดดเกาะเชือก หมอวรวรรธตกใจ
“เฮ้ย”
เชือกข้างที่คนร้ายกระโดดเกาะขาดออก ไฟเวทีหล่นลงมาที่พื้นทั้งแผง โครม! ประกายไฟกระเด็นกระจาย ไฟช็อตไปทั่ว คนร้ายโหนเชือกลงมาเหมือนทาร์ซาน ลอยไปกระแทกกับผนังโรงละคร โชคดีที่มีม่านกั้นอยู่หนามากทำให้คนร้ายไม่เจ็บตัวมาก แล้วหล่นลงมาที่พื้น แอ๊ก!
หมอวรวรรธรีบวิ่งตามลงมา ทั้งคู่วิ่งไล่ตามกันมา จนมาถึงหน้าต่างสุดทาง คนร้ายกระโดดพุ่งทะลุหน้าต่าง เพล้ง...ออกไปนอกโรงละคร หมอวรวรรธวิ่งตามมาถึงหน้าต่าง ชะโงกหน้ามองออกไปเห็นคนร้ายวิ่งโขยกเขยกหนีไป หลังจากกระโดดทะลุหน้าต่างชั้นสองลงไปชั้นหนึ่งกระแทกฝากระโปรงรถเก่าๆ ที่จอดอยู่บุบเป็นรอย
หมอวรวรรธปล่อยคนร้ายหนีไป ไม่ตามต่อเพราะอันตรายเกินไปที่จะโดดลงไป

ที่ห้องคอสตูมเนตรศิตางศุ์นั่งอยู่บนเก้าอี้ เจ็บและมึนๆ โดยมีแองเจโล่คอยดูแล
“น้องเนตร...เป็นยังไงมั่งค้าบ เจ็บมากมั้ย”
มาริโอ้กำลังมึนงงกับแผลตัวเอง
“โอ๊ย เจ็บมาก เจ็บจริงๆ เกิดอะไรขึ้นกับชั้นวะเนี่ย”
“แกไม่รู้ตัวจริงๆ เหรอ” แองเจโล่ถามอย่างแปลกใจ
“เออดิ ชั้นจำได้ว่า เมาแฮ้งค์อยู่นี่นา แล้วมาอยู่นี่ได้ไง” แองเจโล่เขกหัวมาริโอ้
“ เฮ้ย...อะไรวะ”
“ไม่ว้ายแล้วเหรอ”
“ว้ายเว้ยอะไรวะ”
“ไม่ว้ายก็ดีแล้ว สยองว่ะ” แองเจโล่ “หันมาประคองเนตรศิตางศุ์ต่อ “น้องเนตรคะ...พี่ว่า...พี่พาน้องเนตรไปปฐมพยาบาลดีกว่า”
หมอวรวรรธวิ่งกลับเข้ามา
“คุณเนตร เป็นอะไรหรือเปล่า” หมอวรวรรธถามอย่างเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรค่ะ ก็แค่...”
“โอ๊ย! หมอครับ ไอ้แอนเจโล่น้ำเดือด ช่วยหลีหญิงให้มีกาลเทศะหน่อยได้ไหม น้องเค้าไม่เป็นไรสักนิด รุมกันโอ๋ซะ แต่ฉันสิเลือดไหลจะหมดตัวอยู่แล้วเนี่ย...โอ๊ย” มาริโอ้โวยวายสุดพลัง
“คุณโอเคนะ” หมอวรวรรธถามเนตรศิตางศุ์
“ค่ะ”
หมอวรวรรธผละจากเนตรศิตางศุ์ไปหามาริโอ้ช่วยห้ามเลือดแผลที่โดนกรรไกรทันที
“อะไรเกิดขึ้นกับชั้น...”

เนตรศิตางศุ์ได้แต่จ๋อย เจื่อน อยู่คนเดียว ไม่มีใครสนใจทั้งๆ ที่ตัวเองก็ยังหายใจไม่สะดวกนัก เนตรศิตางศุ์ได้แต่มองหมอวรวรรธที่ปฐมพยาบาลมาริโอ้ แอบน้อยใจ ใบหม่อนเห็นสายตาของเนตรศิตางศุ์เข้าใจได้ทันที

 
ทางด้านเพ็ญนภา เธอถือช่อดอกไม้ เดินเริดๆ กลับเข้าบ้าน
 

“เห็นไหม ว่านี่อะไร”
“ผักกระเฉดมั้ง” เปรมบอก
“ดอกไม้ย่ะ”
“โห เหรอ ไอ้เปรมมันดูไม่ออกเลยนะเนี่ย”
“พี่เปรมนี่ กวนประสาท เตี่ยขา ทายซิ ว่าเพนนีเอามาจากไหน”
“ซื้อมาล่ะสิ”
“โห ไม่ยอมอ่ะ ดูถูกกันสุดๆ ติณห์ค่ะ ติณห์ซื้อให้เพนนี ขอบอกว่าตอนนี้ ติณห์กำลังเริ่มจะหลงเพนนีแล้ว และอาการของเค้าก็จะหนักหน่วงและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ”
“อ่ะจิงดิ”
“เพนนีกำลังจะสมหวังกับติณห์ พี่เปรมเตรียมตัดสูทชุดใหม่ เพื่อมาร่วมงานแต่งงานเพนนีได้เลย”
“จริงเหรอลูก”
“ส่วนเตี่ย ก็เตรียม เงินก้อนโต เพื่อซื้อที่ดินรีสอร์ทของติณห์ได้ ไม่เกินสัปดาห์หน้า เตี่ยเตรียมทำสัญญาซื้อขาย และโอนที่ดินทั้งหมดมาเป็นของเตี่ยได้เลยค่ะ ฮ่ะๆ”
เพ็ญนภาหัวเราะอย่างมั่นใจ

ส่วนติณห์ ขณะนั้นกำลังเดินกระวนกระวายอยู่ คอยชะเง้อมองออกไปด้านนอกรอเพ็ญนภาโดยมีหลวงพิชัยภักดียืนมองอย่างสงสัย
“อ๊ะๆ เดินเป็นหนูติดจั่นอยากจะไปง้อหนูญาณินล่ะสิ อยากไปก็ไปสิ จะกลัวอะไร ไปๆ อ้าว ไม่ต้องไปแล้ว หนูญาณินมาแล้ว”
ญาณินเดินถือเอกสารเข้ามา
“คุณติณห์”
ติณห์ตาโตดีใจ รีบหันกลับไปเพราะคิดว่าเป็นเพ็ญนภา
“เพน...” พอเห็นว่าเป็นญาณินก็ผิดหวัง “อ้าว คุณหรอกเหรอ...เฮ้อ” ติณห์หันกลับไปกระวนกระวายต่อ เดี๋ยวนั่ง เดี๋ยวลุก อยู่ไม่สุข “ทำไมยังไม่มาๆ”
“อ้าว เฮ้ย ง้อสิ ไม่ต้องฟอร์ม” หลวงพิชัยภักดีบอก
“คุณติณห์ คุณช่วยดู”
ติณห์เดินหนีญาณินไปอีกด้าน
“แวร์อาร์ยู? ว็อท อาร์ ยู ดู อิ้

“ชั้นสรุปค่าเสียหายทั้งหมดที่คุณเปรม พี่ชายของคุณเพนนีก่อเอาไว้มาหมดแล้ว คุณช่วยเซ็นรับทราบด้วย และคุณจะให้ชั้นเพิ่มคนงานอีกชุด เพื่อจะให้รีสอร์ทสร้างเสร็จตามกำหนดเดิมหรือเปล่า”
“เพนนี ใช่...ใช่” ติณห์หยิบมือถือมากดโทร “เพนนีๆ รับสิ รับสิๆ”
“แกเป็นบ้าอะไร สนใจแม่หนูญาณินหน่อยสิเว้ย หันหน้าไป”
หลวงพิชัยภักดีจับหน้าติณห์ให้หันมาทางญาณิน
“คุณฟังที่ชั้นพูดหรือเปล่า”
ติณห์ตาลอยไม่สนใจญาณินเลย มองไม่เห็น เสมือนไม่มีตัวตน
“ทำไมไม่รับสายผม”
“คุณติณห์”
“เอ็งเป็นอะไรของเอ็งวะ”
ติณห์วางสาย ทำท่าจะออกจากบ้านไปหาเพ็ญนภาแต่อยู่ๆ เพ็ญนภาก็เข้ามาก่อน
“ติณห์ขา”
“เพนนี...” ติณห์โผกอดเพ็ญนภาด้วยความคิดถึงมากๆ “ โอ้ มายสวีทฮาร์ท..ไอมิสยูโซ้โซมั่ชชชชช..you know, Without you, There'd be no sun in my sky, There would be no love in my life, There'd be no world left for me. And I,”
ติณห์ร้องเพลง How do I live ให้เพ็ญนภาฟังจริงจัง ญาณินช็อก หลวงพิชัยภักดีอึ้ง งง เหวอ

ติณห์อุ้มเพ็ญนภาเดินออกมาที่หน้าบ้าน ทั้งคู่กำลังจะไปขึ้นรถท่าทางติณห์ห่วงใยรักใคร่เพ็ญนภามากมายสุดๆ
“อย่ามัวแต่มองหน้าเพนนีสิคะดาร์ลิ้ง เดี๋ยวก็สะดุดล้มหรอก”
“ผมไม่ล้มไม่หลงทางหรอกครับ เพราะความรักของคุณนำทางผมอยู่”
“ติณห์อ่ะ เซี้ยว”
“แบบนี้ใช่มั้ยครับ ที่คนไทยเรียกว่า ความรักทำให้คนตาเหล่”
“ตาบอดค่ะ” เพ็ญนภาหัวเราะคิกๆ คักๆ
หลวงพิชัยภักดีแว่บตามมา ถลึงตา คันไม้คันมือสุดๆ
“มันเป็นไปได้ขนาดนี้เลยเหรอ ไอ้หลานฝรั่งดอง แล้วเอ็งเอาแม่หนูญาณินของข้าไปไว้ที่ไหน ห๊า”
ญาณินตามออกมา มองติณห์ที่เดินประคองเพ็ญนภาออกมา ควันแทบออกหู
“คุณติณห์” ติณห์เดินต่อไป ยิ้มแย้มหัวเราะคิกคักกับเพ็ญนภาเหมือนไม่ได้ยินเสียงญาณิน ญาณินวิ่งมาขวางหน้า “คุณติณห์”
“หือ”
“ชั้นไม่ได้อยากขัดจังหวะความสุขของคุณสองคนหรอกนะคะ แต่...ชั้นต้องการให้คุณตัดสินใจ ชั้นจะได้ทำงานของชั้นต่อได้”
“ผมตัดสินใจไม่ได้”
“ทำไม”
“เพราะใจผมยกให้เพนนีหมดแล้วน่ะสิ”
“ว้าย! So Sweet มากค่ะ”
“โหย ไอ้ฝรั่งน้ำเน่า” หลวงพิชัยต่อว่าติณห์
“เอ้า นี่สรุปค่าเสียหายที่คุณเปรมก่อไว้ คุณต้องเซ็นรับทราบ”
“โอเค ผมรับทราบ มีอะไรอีกมั้ย” ติณห์หันจะเดินต่อ
“ชั้นจะเพิ่มคนงานอีกชุด คุณจะว่ายังไง”
“ว่าไงดีคะดาร์ลิ้งงง” ติณห์หันไปถามเพ็ญนภา
“เพิ่มอีก 2 ชุด งานจะได้เสร็จเร็วๆ”
“ได้ยินเสียงหัวใจผมแล้วใช่มั้ย”
ญาณินอึ้งที่ติณห์เปลี่ยนไปง่ายดายขนาดนี้ เพ็ญนภาสะใจ คิดยั่วให้ญาณินเจ็บช้ำยิ่งขึ้น
“ติณห์อ่ะ พูดไรก็ไม่รู้ เพนนีอายนะ”
“อายทำไมครับ We are in love ก็เรารักกัน”
ญาณินกับหลวงพิชัยภักดีตะลึง
“เฮ้ย พูดรักเลยเหรอวะไอ้ติณห์”
ติณห์สบตาเพ็ญนภาหวานฉ่ำ เพ็ญนภาจ้องตอบ ยั่วเย้า ตาประสานตา ปิ๊งๆๆๆ แล้วติณห์ก็ค่อยๆ โน้มตัวเข้าหาเพ็ญนภาราวมีแรงดึงดูด เพ็ญนภาผละถอย ไม่ให้จูบ
“ ติณห์อ่ะ เกรงใจญาณินเค้าบ้าง”
“ใคร? ใครครับญาณิน ไอ ด้อนท์ แคร์ พลีส”
“เอ้ย มันจะมากไปแล้วนะโว้ย”
หลวงพิชัยภักดีเริ่มจะหมดความอดทน ขณะที่ติณห์เว้าวอนจะหอมให้ได้ เพ็ญนภาเล่นตัวไม่ให้หอม แต่จริงๆ แล้วจงใจยั่วประสาทญาณินให้เดือด สุดท้ายญาณินทนดูไม่ได้รีบหันหลังไม่อยากมองแล้วเดินหนี
“ติณห์ แล้วสิ่งที่คุณทำกับชั้นเมื่อไม่กี่วันก่อน มันคืออะไร” ญาณินพึมำอย่างปวดร้าว เพ็ญนภายิ้มสมใจ
ติณห์เข้ามากอดเพ็ญนภาด้านหลัง หอมแล้วหอมอีก

“แก ไอ้หลานเนรคุณ โธ่เว้ย” หลวงพิชัยภักดียืนช็อก
 
จบตอนที่ 11
 
อ่านต่อตอนที่ 12 /strong>
กำลังโหลดความคิดเห็น...