xs
xsm
sm
md
lg

มณีแดนสรวง ตอนที่ 5-6

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


มณีแดนสรวง ตอนที่ 5

ชิโลกับอุ้มสมนั่งหน้าจ๋อยอยู่ที่โซฟา สการยืนจ้องทั้งคู่หน้าตาดุดัน ส่วนนารีถึงกับแปลกใจ

“ตาแซม ที่เล่ามาเนี่ย จริงเหรอ”
“ผมจะโกหกแม่ไปทำไม ยัยนี่แหละที่ไปป่วนงานของไอ้รัณจนมันไม่ได้แต่งงาน แถมยังเล่นงานผมอีก”
ชิโลเถียง
“ฉันไม่เคยคิดทำร้ายคุณ แต่คุณกัดฉันไม่ยอมปล่อย ฉันก็เลยต้องสั่งสอนบ้าง”
“หุบปาก...ฉันยังไม่สั่งให้เธอพูด”
“ฉันจะพูด ในเมื่อความผิดที่ฉันทำไม่ใช่เรื่องร้ายแรงถึงขนาดฆ่าคนตาย เพราะฉะนั้นคุณไม่มีสิทธิ์จับฉันไว้แบบนี้”
“หัวหมอนักนะยัยตัวแสบ...แบบนี้เห็นทีต้องพาไปเคลียร์ที่โรงพักแล้ว”
“ฉันไม่ไป..ฉันมีเหตุผลที่ฉันต้องทำไปแบบนั้น”
สการไม่สนใจทั้งฉุดทั้งดึงจะพาออกไป นารีรีบไปขวาง
“ปล่อยแม่หนูคนนี้ไปเถอะตาแซม แม่ขอ”
“แม่ !! แม่ไม่รู้หรอกครับว่ายัยนี่สร้างความวุ่นวายให้กับพวกผมมากแค่ไหน”
“เท่าที่แม่ฟังเราเล่ามาก็มีแค่ทำให้งานแต่งของดรัณล่ม มันก็ไม่น่าจะเป็นความผิดถึงขนาดต้องจับเข้าคุกเข้าตะรางนี่ ทำไมไม่ลองฟังเหตุผลเขาก่อน”
อุ้มสมรีบสอดทันที
“ใช่ครับคุณป้า...ไม่ได้ลักขโมย ไม่ได้ฆ่าคนตาย ความผิดแค่หางอึ่ง ถ้ารู้ความจริงว่าทำไมต้องทำ จะรู้ว่าชิโลดีเลิศประเสริฐศรีแค่ไหน”
สการหันขวับมาที่อุ้มสมทำเอาอุ้มสมตกใจรีบถอยไปหลบหลังนารี สการจะลากชิโลออกไปด้วยกัน
“คุณป้า..ช่วยชิโลด้วย”
“หยุดนะตาแซม แม่ขอคุยด้วย…ตอนนี้เลย”
สการนิ่งไปมองแม่ที่ดูจริงจังขึ้นมาอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน

นารีพาสการมาคุยกันสองต่อสอง ขณะที่ชิโลถูกสการจับใส่กุญแจมือล็อคเอาไว้กับขาโต๊ะ
“ถึงกับต้องใส่กุญแจมือเขาไว้แบบนี้เลยเหรอ” นารีมองไม่พอใจ
“ยัยนั่นไวอย่างกับปรอท ผมไม่ไว้ใจครับ”
“บอกแม่มาสิตาแซม แม่หนูชิโลทำความผิดอะไรนักหนา เราถึงจ้องจะเอาเรื่องเขาไม่ยอมปล่อยแบบนี้”
“ผมอธิบายให้แม่ฟังไม่ได้ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับคดีที่ผมกำลังทำอยู่”
“ร้ายแรงมากเลยเหรอ”
“ไม่ได้ทำให้มีใครตายหรอกครับ แต่พอแม่นี่โผล่แผนการที่พวกผมวางไว้ก็พังหมด”
“แต่แม่รู้สึกว่าหนูชิโลไม่ใช่คนไม่ดีเลย ถ้าเธอบอกว่ามีเหตุผลที่ต้องทำไปแบบนั้น เราก็ควรจะฟังเขาก่อน”
“แม่เพิ่งเจอยัยนั่นแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง แม่จะไปตัดสินได้ยังไงว่ายัยนั่นไม่ใช่คนไม่ดี”
นารีนิ่งแล้วมองไปยังชิโลที่ถูกใส่กุญแจมือล็อคเอาไว้ ชิโลพยายามแกะกุญแจมือจนเจ็บข้อมือหันไปบอกอุ้มสม
“ทำอะไรสักอย่างสิอุ้มสม เราไม่ชอบถูกใส่กุญแจมือไว้แบบนี้เลย”
“สภาพเราตอนนี้จะช่วยอะไรเจ้าได้ เราไม่อยากโดนผู้กองนั่นชักปืนไล่ยิงอีกนะ”
นารีไม่ได้ยินที่สองคนนั้นซุบซิบกันแต่ยิ่งดูชิโลแล้ว ก็ยิ่งอดสงสารไม่ได้เมื่อคิดถึงปมในอดีตของตัวเอง

ในอดีต...นารีกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลอย่างสงบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ภายในวัด หลวงพ่อเดินเข้ามาคุยกับนารี
“มาทำบุญให้เขาอีกเหรอโยม”
“ค่ะหลวงพ่อ ถึงจะผ่านมาหลายปี แต่ดิฉันก็ยังรู้สึกผิด...เพราะดิฉันดูแลเขาไม่ดี เขาถึงต้องจากดิฉันไป”
น้ำตาของนารีไหลอาบแก้ม ด้วยความเสียใจ
“อย่าโทษตัวเองเลยโยม โยมเป็นแม่ที่ดี สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นอุบัติเหตุ”
“ดิฉันอยากทำบุญให้เขาเยอะๆค่ะ”
“โยมไม่ต้องกังวลไปหรอก ลูกโยมเขาไปอยู่ในภพภูมิที่ดีที่สูงกว่าแล้ว บุญกุศลของโยมอาจจะส่งให้โยมได้พบกับเขาในวันข้างหน้า”
“จริงเหรอคะหลวงพ่อ”
“หมั่นทำบุญ รักษาศีลไว้เถอะโยม”
หลวงพ่อพูดเพียงแค่นั้นแล้วเดินจากไปอย่างสงบ นารีได้แต่มองตามด้วยความสงสัย


นึกถึงอดีตแล้ว นารีหันกลับมาบอกลูกชาย
“ถึงแม่จะได้เจอหนูชิโลแค่แป๊บเดียว แต่แม่ก็รู้สึกว่าหนูชิโลเป็นคนดี เธอต้องไม่มีพิษมีภัยกับใครแน่ จริงๆนะตาแซม”
“แม่ครับผมว่าแม่ตัดสินคนจากภายนอกเร็วเกินไป”
“แม่เป็นครูนะตาแซม แม่เจอคนมาเยอะ ดูแป๊บเดียวแม่ก็รู้ว่าใครดีไม่ดี เชื่อแม่นะ ฟังเหตุผลของหนูชิโลเขาก่อน”
นารีจับมือลูกชายมากุมเอาไว้แล้วอ้อนวอนขอร้อง สการรู้สึกอึดอัดใจ
“ผมปล่อยยัยนี่ไปเฉยๆไม่ได้หรอกครับแม่ เมื่อกี้นี้ก็เพิ่งมีคนบุกเข้าไปในห้อง ท่าทางไม่ได้มาปล้นแน่ๆ ยังไงผมก็ต้องสอบปากคำเธอ”
“ตาแซม !!”
“แต่ผมรับปากครับว่าถ้ายัยนั่นไม่ได้มีพิษมีภัยจริงๆอย่างที่แม่ว่า ผมจะพากลับมา”
สการบอกแม่เสร็จก็เดินไปหาชิโล เอาลูกกุญแจมาช่วยไขปลดล็อคกุญแจมือ
“จะปล่อยฉันแล้วเหรอ”
“เปล่า...ฉันจะพาเธอไปสอบปากคำ”
ชิโลตกใจ
“อุ้มสม...คุณป้า”
นารีกับอุ้มสมได้แต่ยืนหน้าเสียทำอะไรไม่ได้ ปล่อยให้สการพาตัวชิโลออกไป

สการพาชิโลที่ถูกใส่กุญแจมือมาที่รถเปิดประตูแล้วสั่งให้เข้าไปนั่ง
“เข้าไปนั่งสิ”
ชิโลยืนเฉยเชิด
“อย่าให้ฉันต้องลงมือกับเธอนะยัยตัวแสบ”
“เลิกเรียกยัยตัวแสบซะที ฉันชื่อชิโล ชื่อเสียงเรียงนามมี ช่วยเรียกให้ดูเป็นมนุษย์หน่อย”
สการมองแล้วยิ้มเยาะ
“ได้..ยัยลิเกหลงโรง”
สการจับหัวชิโลกดลงแล้วดันให้เข้าไปนั่งในรถ ชิโลร้องเจ็บโวยวาย
“นี่เจ้าไม่มีสิทธิ์มาแตะเนื้อต้องตัวเรานะ”
สการไม่สนใจปิดประตูใส่แล้วอ้อมมานั่งที่เบาะคนขับ พร้อมกดมือถือโทรออก
“คุณตรีชฎาช่วยตามผู้กองดรัณให้ผมหน่อย ผมโทรเข้ามือถือแล้วไม่รับสาย”
ชิโลชะงักไปทันทีที่ได้ยินชื่อผู้กองดรัณ ตรีชฎาบอกให้รู้...
“ผู้กองดรัณกำลังตามคดีอยู่ค่ะ”
“งั้นช่วยบอกเขาทีว่าผมได้ตัวยัยตัวป่วนงานแต่งมาแล้ว จะพาเข้าไปสอบปากคำเดี๋ยวนี้”
สการกดปิดสาย ชิโลหันมาหน้าครุ่นคิด
“จะพาฉันไปพบผู้กองดรัณเหรอ”
“ใช่...คนที่เธอไปอ้างว่าเป็นกิ๊กกับเขาไง”
“หึ....เชอะ !!”

ชิโลสบัดหน้าใส่สการปล่อยให้เขาขับรถพาเธอไปสอบปากคำอย่างไม่โวยวาย เพราะเป้าหมายของเธอคือการได้พบกับดรัณ

ดรัณกำลังเดินไปที่ห้องสอบสวน แต่ระหว่างนั้นเจอมัดหมี่ที่รีบเข้ามาพบเรียกชื่อดังลั่น

“อ้าวคุณมัดหมี่…มาทำอะไรที่นี่ครับ”
“มาทำงานสิคะ”
“นึกว่ามารอเจอไอ้แซมซะอีก”
“แหม...ก็ด้วยแหละค่ะ พอดีมีข่าวน่าสนใจมัดหมี่ก็เลยแวะมาดู กะว่าเสร็จงานแล้วจะชวนผู้กองแซมไปดินเนอร์ต่อ”
“คงลำบากหน่อยครับ เมื่อกี้นี้ไอ้แซมเพิ่งส่งข่าวมาบอกว่าได้ตัวผู้หญิงที่มาป่วนงานแต่งผมแล้ว ตอนนี้กำลังพามาที่นี่คงต้องสอบปากคำกันยาว”
มัดหมี่แอบเซ็ง
“เหรอคะ...แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวค่อยว่ากัน ตอนนี้มัดหมี่ขอทำงานก่อนดีกว่า ได้ยินว่าผู้กองเป็นคนดูแลคดีคุณหมอศักดิ์ชัย แพทย์ศัลกรรมมือหนึ่ง เจ้าของศักดิ์ชัยคลีนิค สวยหล่อกว่าเกาหลี ที่เพิ่งถูกพบตัวหลังจากหายตัวไปอย่างลึกลับใช่มั้ยคะ”
“ครับ...คุณมัดหมี่กำลังทำข่าวเรื่องนี้”
“ค่ะ...ทีมงานของมัดหมี่ไปสัมภาษณ์คนที่เจอคุณหมอ ได้ข้อมูลมาว่าคุณหมอมีอาการเสียสติ เอาแต่พูดว่าตัวเองถูกพวกอสูรจับไป มัดหมี่ก็เลยอยากได้ข้อมูลที่แท้จริงน่ะค่ะ”
“ครับ ผมเชิญคุณหมอมาที่นี่จะสอบถามความจริงอยู่พอดี”
“ถ้างั้น...มัดหมี่รบกวนผู้กองนิดนิงนะคะ” มัดหมี่ทำหน้าออดอ้อนสุดฤทธิ์ “นะคะ...นะคะผู้กอง”
ดรัณนิ่งไปเจอลูกอ้อนของมัดหมี่แล้วใจอ่อน

ภายในห้องสอบปากคำ มัดหมี่กับดรัณนั่งตรงข้ามหมอศักดิ์ชัย ที่ดูภายนอกแล้วเหมือนคนปกติทุกอย่าง เพียงแต่จะนั่งเงียบสายตาคอยมองรอบๆตัวอย่างระวังตลอดเวลา
“คุณหมอคะ...สวัสดีค่ะ คุณหมอรู้จักมัดหมี่มั้ยคะ”
หมอศักดิ์ชัยหันมามองอยู่ครู่
“คุณมัดหมี่...จำได้สิครับจมูกที่ทำไปให้ มีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ”
มัดหมี่ชะงักอึ้ง
“แล้วที่นัดมาเหลาคางกับทำนม จะมาเมื่อไหร่ครับ”
ดรัณแอบมองหน้ากับมองหน้าอกแล้วแอบขำ มัดหมี่ชะงักหน้าเสียรีบเปลี่ยนเรื่อง
“คุณหมอคะ...มัดหมี่ไม่ได้มาคุยเรื่องศัลยกรรมกับคุณหมอนะคะ คือ...มัดหมี่อยากสอบถามคุณหมอเรื่องที่คุณหมอถูกลักพาตัวไปค่ะ”
มัดหมี่ถามเสร็จ หมอศักดิ์ชัยถึงกับมีท่าทางหวาดกลัวขึ้นมาทันที ดรัณถามย้ำ
“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับหมอ..พวกที่มาลักพาตัวหมอไป...พวกมันเป็นใคร”
“อสูร...ปีศาจ...พวกมัน...พวกมันเป็นอสูร..กลัวแล้ว อย่าทำอะไรฉันเลย”
หมอศักดิ์ชัยตกใจกลัวรีบลุกไปคุดคู้ที่มุมห้อง ดรัณกับมัดหมี่มองหน้ากันอย่างแปลใจ
“ถ้าพวกนั้นเป็นอสูรอย่างที่หมอว่าจริงๆ แล้วพวกนั้นมาลักพาตัวหมอไปที่ไหน แล้วพาไปทำไมคะมัดหมี่พยายามถามต่อ”
“พวกมัน...พวกมัน....”

หมอศักดิ์ชัยเล่าถึงเหคุการณ์ที่ผ่านมาว่า...ขณะที่เขาเพิ่งจะเสร็จงาน และกำลังเก็บกระเป๋าออกจากห้องทำงาน ก็ต้องชะงักกึกเมื่อเจอชายสองคนในชุดสูทสีดำสวมแว่นดำยืนขวางทาง
“พวกคุณเข้ามาได้ยังไง คลินิกปิดแล้วนะ”
อัคราสูรจ้องหน้า
“แกคือหมอศักดิ์ชัย ศัลยแพทย์มือหนึ่งที่ทำหน้าพวกดาราดังๆให้สวยหล่อจนเกาหลีเรียกพ่อใช่มั้ย
“ชะ....ใช่ ถ้าพวกคุณจะมาให้ผมทำหน้าให้ ก็ไว้มาพรุ่งนี้ ตอนนี้ผมเลิกงานแล้ว”
หมอจะเดินหนีแต่ถูกจิตราสูรเข้าไปผลักอก
“แกยังไปไหนไม่ได้ แกต้องรักษาหน้าให้เจ้านายของพวกเรา”
“ผมบอกแล้วไง ถ้าพวกคุณจะมาให้ผมช่วย ก็ต้องไปต่อคิว ลูกค้าผมต่อให้เป็นเซเลบดังแค่ไหน ก็ต้องต่อคิวทั้งนั้น”
อสุเรศตวาด
“แต่ถ้าแกรู้ว่าลูกค้ากิตติมศักดิ์ของแกเป็นใคร แกจะต้องยกเลิกนัดทั้งหมดเพื่อมารักษาให้ข้าคนเดียว”
หมอศักดิ์ชัยหันไปตามเสียงเห็นชายหนุ่มสวมแว่นดำชุดสูทสีดำ แต่มีฮู้ดคลุมหน้าและยืนอยู่ในมุมมืด
“ต่อให้เป็นลูกนายก ก็ต้องต่อคิว”
“ข้าไม่ใช่ลูกนายก แต่ข้าเป็นลูกชายของเจ้าแห่งพิภพอสูร”
อสุเรศก้าวออกมาจากมุมมืด แล้วถอดแว่นตาดำและเอาฮู้ดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นจากฤทธิ์เดชของรัศมิชโลธร ใบหน้านั้นดูน่ากลัวด้วยดวงตาสีแดงก่ำ
อัคราสูรกับจิตราสูรเองก็ถอดแว่นดำ แล้วเผยให้เห็นใบหน้าของอสูรอันน่ากลัว ฟันแหลมคม ตาแดงก่ำ หมอศักดิ์ชัยถึงกับเหวอตกใจ
“หมอคงยังไม่เคยเห็นพิภพอสูร ข้าจะพาไปให้เป็นบุญตาหมอสักครั้ง...หึๆๆๆ”

ที่โถงของอาคารสำนักงานตำรวจฯ สการจับแขนพาชิโลเข้ามา
“ปล่อยฉันนะ...ฉันเดินเองได้ไม่ต้องมาจับ”
“หยุดพยศซะที ถ้าเธอยังไม่เลิกกวนประสาทฉัน จะจับขังคุกสักคืน จะเอาให้เข็ดเลย”
“นี่คุณ...ถามจริงๆเถอะ คุณป้าเก็บคุณมาเลี้ยงเหรอ นิสัยคุณถึงได้ต่างกับคุณป้าเหมือนสวรรค์กับนรก”
สการไม่พอใจ
“นี่ยังกล้าด่าฉันอีกเหรอ อยากโดนอีกข้อหาใช่มั้ย”
“เอาเลย..อยากจะยัดข้อหาอะไรให้ฉันก็ตามสบาย ตอนนี้ฉันหนีไปไหนไม่รอดแล้วนี่”
“ยัยตัวแสบ...ฉันไม่รู้ว่าเธอไปเป่าหูอะไรแม่ฉัน แต่ฉันขอบอกไว้เลยฉันไม่มีวันใจอ่อนกับเธอเหมือนแม่ฉันแน่”
“แล้วคิดเหรอว่าฉันจะพูดอะไรให้คุณฟัง ต่อให้คุณถามอะไรมาฉันก็จะไม่ตอบ เพราะคนที่ฉันจะคุยด้วยมีแค่ผู้กองดรัณคนเดียวเท่านั้น”
“นี่เธอ !!”
สการจ้องหน้าชิโลอย่างหัวเสีย แล้วเข้าไปจับแขนชิโลมาบีบแน่นพาตัวเดินเข้าไป ชิโลเจ็บ ร้องเสียงดัง...
“โอ้ย...เจ็บนะ ปล่อยฉัน ตำรวจใจโหด มนุษย์ใจร้าย ใจอสูร !!”

ในห้องสอบสวน...หมอศักดิ์ชัยกลัวจนลนลาน มัดหมี่กับดรัณมองอย่างสงสัย
“พวกนั้นพาหมอไปพิภพอสูรมาเหรอคะ”
“ใช่...ที่นั่นมีแต่พวกอสูรเต็มไปหมด พวกมันน่ากลัวมาก”
ดรัณไม่เชื่อ แต่ก็ถาม...
“แล้วพวกนั้นมันต้องการอะไรจากหมอ”
“มัน...มัน...มันอยากให้หมอรักษาหน้าของมันให้หายจากรอยแผลเป็น”
มัดหมี่อึ้ง
“ว่าไงนะคะหมอ”
“มันบอกว่ามีนางฟ้าทำให้หน้าของมันเป็นแผล มันสั่งให้หมอทำหน้าของมันให้กลับมาหล่อเหมือนเดิม แต่หมอทำให้ไม่ได้ แผลเป็นบนหน้าของมันรักษายังไงก็ไม่ได้”
มัดหมี่ถอนใจเฮือก
“เฮ้อ...นึกว่าจะได้ข่าวที่จี๊ดถึงใจ ที่ไหนได้ทั้งนางฟ้า ทั้งอสูร ไร้สาระที่สุด ผู้กองคะ มัดหมี่ไม่มีอะไรจะถามแล้วค่ะ เสียเวลา มัดหมี่ไปรอผู้กองแซมที่ห้องทำงานนะคะ”
มัดหมี่รีบเดินออกไป หมอศักดิ์ชัยหันมานั่งกลัวตัวสั่นงงๆ ลนลานจนน่าเวทนาเอาแต่พูดพร่ำกับตัวเอง
“พวกอสูร...น่ากลัว พวกมันมากันแล้ว ต้องหนี อยู่ไม่ได้แล้ว ต้องหนี...ฮือๆๆๆ”

ดรัณได้แต่ยืนมองอาการหมอด้วยสีหน้าแปลกใจ

ดรัณพาตัวหมอศักดิ์ชัยออกมาให้ ตรีชฎากับตำรวจที่รออยู่นอกห้อง

“เรียบร้อยแล้วเหรอคะผู้กอง”
“ครับ เดี๋ยวคุณตรีชฎาช่วยทำเรื่องส่งตัวคุณหมอไปที่โรงพยาบาลให้ด้วย คงต้องมีการตรวจสุขภาพจิตอย่างละเอียด”
ตรีชฎาแอบกระซิบถาม
“ตกลงแกเสียสติรึเปล่าคะ”
“แกว่าแกถูกลักพาตัวไปพิภพอสูรมา คุณว่ายังไงล่ะ”
ตรีชฎาชะงักไปแล้วแอบมองหมอศักดิ์ชัย ที่เอาแต่พร่ำพูดอย่างตื่นกลัว
“พวกอสูรมันมาแล้ว เราต้องหนี อยู่ไม่ได้ พวกมันมากันแล้ว ต้องหนี...หนี !!”
หมอศักดิ์ชัยกลัวจนขีดสุด และขาดสติผลักตำรวจที่มาคุมตัวจนกระเด็นแล้ววิ่งหนีไปทันที
“อ้าวเฮ้ย...เป็นเรื่องแล้วไง”
ดรัณรีบวิ่งตามหมอไปทันที

สการพาชิโลเดินมาตามทาง สการบีบแขนแน่นชิโลบ่นเจ็บ
“ฉันเจ็บนะ จับฉันเบาๆไม่ได้เหรอไง ตำรวจใจร้าย”
สการไม่สนใจทั้งฉุดทั้งลากชิโล
“เจ้ามันไม่ใช่มนุษย์ หัวใจของเจ้าชอบแต่เรื่องโหดร้ายทารุณ เหมือนพวกอสูร”
สการเหลืออด
“เว้ยยย...ฉันเบื่อไอ้สำนวนลิเกของเธอเต็มทนแล้ว ไม่ต้องมาแกล้งทำเป็นพวกเสียสติ หวังจะให้ฉันปล่อยเธอไปหรอก ฉันรู้ทัน”
“นี่เราเตือนเจ้านะ ถ้าวันๆเจ้าคิดแต่เรื่องโหดร้ายทารุณ ไม่คิดจะทำบุญทำกุศล เจ้าก็อย่าหวังเลยว่าชาตินี้จะได้เห็นสวรรค์กับเขา”
“ตกลงจะไม่หยุดเพ้อเจ้อใช่มั้ย”
“ฉันไม่ได้พูดเพ้อเจ้อ ฉันพูดเรื่องจริง”
ระหว่างที่สการกับชิโลกำลังเถียงกันหน้าดำหน้าแดง หมอศักดิ์ชัยก็วิ่งพุ่งตรงเข้ามาโดยไม่ทันมอง หมอวิ่งชน โครมชิโลจนกระเด็น
“ว๊ายยยย !!”
ชิโลก้นจ้ำเบ้า หมอก็ล้มลงไปเหมือนกัน ดรัณวิ่งตามมาไกลๆรีบตะโกนบอกสการ
“ไอ้แซม...จับตัวไว้อย่าให้หนีไปได้”
หมอรีบลุกขึ้นจะหนีต่อ สการรีบเข้าไปจับตัวหมอมารวบเอาไว้
“ปล่อย...ปล่อยผม...เราต้องหนี พวกอสูรมากันแล้ว พวกมันมาอยู่ที่นี่”
ชิโลได้ยินหมอพูดถึงอสูรก็หันมาสนใจทันที หมอศักดิ์ชัยหันมาที่ชิโลแล้วชะงักไป
“เจ้า...เจ้าว่าอะไรนะ พวกอสูรมาอยู่ที่นี่กันแล้วเหรอ”
“ใช่...พวกมัน...พวกมันมากันแล้ว มันมาตามล่านางฟ้า มันจะแก้แค้นนางฟ้า !!”
ชิโลถึงกับอึ้งหน้าเสียเข่าอ่อนไปทันที ดรัณกับตำรวจรีบเข้ามาช่วยคุมตัวหมอศักดิ์ชัยเอาไว้
“ปล่อยผม...พวกเราอยู่ไม่ได้แล้ว พวกอสูรมาอยู่ที่นี่กันแล้ว พวกมันมาแก้แค้นนางฟ้า เราต้องหนี...ปล่อยผม”
ตำรวจรีบพาตัวหมอศักดิ์ชัยออกไป สการแปลกใจถามดรัณ
“นี่มันเรื่องอะไรวะเนี่ยไอ้รัณ”
“เรื่องมันยาวว่ะ เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟัง”
ดรัณหันไปที่ชิโลเห็นนั่งเข่าอ่อนหน้าซีด
“นั่น...”
“เออ...นี่แหละยัยตัวแสบที่อ้างว่าเป็นกิ๊กแกไง”
สการเข้าไปที่ชิโลที่ลุกไม่ขึ้นเพราะเข่าอ่อน
“เอ้า..ลุกขึ้นได้แล้ว เก่งไม่จริงนี่ เจอแค่นี้ถึงกับเข่าอ่อนเลยเหรอ”
ชิโลหน้าเสียพูดอะไรไม่ออก ปล่อยให้สการจับแขนดึงขึ้นแล้วพาเดินไปห้องสอบสวนอย่างว่าง่ายเพราะเสียขวัญ

อุ้มสมกับนารี ยืนมองสภาพห้องแล้วสลด เพราะสภาพห้องเละเทะไปหมด
“เฮ้อ...ดูสิเละเทะไปหมดเลย สงสัยต้องบอกผู้จัดการตึกให้เข้มงวดเรื่องคนเข้าออก”
อุ้มสมไม่ตอบอะไรเพราะจมูกได้กลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง อุ้มสมเดินตามกลิ่นไปตรงจุดที่อัครสูรยืนสู้กับสการ
อุ้มสมตกใจ
“กลิ่นกายพวกอสูร !! พวกมันมาตามหาเราที่นี่จริงๆด้วย”
อุ้มสมหน้าเสียตกใจกลัว นารีหันมาสงสัย
“เมื่อกี้นี้ว่าอะไรเหรออุ้มสม”
“เอ่อ...เปล่า...เปล่าครับคุณป้า”
นารีเข้ามาจับแขนปลอบใจ
“เจอขโมยบุกเข้ามาถึงห้องแบบนี้คงจะตกใจแย่ แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ลูกชายป้าเขาต้องช่วยได้แน่ เดี๋ยวเขาก็คงพาพี่สาวเรากลับมา”
“เอ่อ...ครับคุณป้า”
อุ้มสมตอบไปอย่างแกนๆ แต่สีหน้ายังคงกังวลเป็นอย่างมาก

ณ คฤหาสน์หลังหนึ่ง เป็นตึกทรงโบราณดูน่าเกรงขามและน่ากลัว ภายในคฤหาสน์เสียงเพลงเต้นรำอึกทึกครึกโครม สาวๆสก๊อยนุ่งขาสั้นกลุ่มนึงสนุกสนานกับปาร์ตี้ เต้นยั่วยวนให้อสุเรศที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้หลุยส์ตัวใหญ่ สวมแว่นดำอันโตเก๊กท่าเคร่งขรึม
จิตราสูรยืนสวมสูทสีดำทำเท่ห์อยู่ข้างๆ แต่แอบขยับนิ้วเต้นตามจังหวะเพลง...ตืดๆไปด้วย
อสุเรศหันมามองสมุนตัวเองที่กำลังตืดๆ จิตราสูรลืมตัวเต้นเยอะไปหน่อยจนนึกได้กลับมาทำเคร่งขรึมเหมือน เดิม
“โลกมนุษย์มันมีแต่เรื่องสนุกจริงๆนายท่าน ที่พิภพอสูรน่าจะมีสาวสก๊อยมั่ง”
สาวๆสก๊อยเข้ามาเต้นยั่วรอบๆอสุเรศเหมือนพวกมิวสิควีดิโอเพลงฮิพฮอพ อสุเรศหัวเราะชอบใจ
“หึๆๆๆ...ฮ่าๆๆๆๆๆ”
สาวคนหนึ่งมานั่งตักแล้วลูบหน้าอสุเรศไล้ไปมา อสุเรศจับมือเธอเอาไว้หมับ
“ข้าเตือนไว้ก่อน อย่าถอดแว่นไม่งั้น พวกเธอจะต้องตกใจ”
สาวยิ้มยั่ว
“ตกใจความหล่อเหรอคะ”
อสุเรศยิ้มมุมปากนิดนึง สาวสวยไม่เชื่อคำเตือนจึงค่อยๆถอดแว่นตาอสุเรศออก เมื่อพบว่าใบหน้าของอสุเรศมีแผลเป็นน่ากลัวผาดผ่านดวงตาลงมาถึงแก้มเป็นทางยาว และดวงตาของอสุเรศก็แดงก่ำน่ากลัว บรรดาสาวๆพากันตกใจกลัวร้องเสียงหลงถอยไปรวมกลุ่มกัน
“อี๊...นึกว่าจะหล่อ หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว อัปลักษณ์ อักลี่ ตัวเหม็นสุดๆ ต่อให้รวยก็ไม่เอาหรอก ไปเถอะพวกเรา”
อสุเรศฉุนลุกพรวด
“เจ้าว่าไงนะนังมนุษย์ ปากหาเรื่องแบบนี้ คิดว่าจะได้ออกไปง่ายๆเหรอ”
สิ้นคำพูดประตูห้องโถงปิดเข้ามาดัง...ปัง !! พวกสาวๆพากันตกใจ
“ให้กระผมสั่งสอนพวกมันเองขอรับนายท่าน” จิตราสูรบอก
“จัดไป...ให้มันได้เห็นร่างที่แท้จริงของแก..ไอ้จิตราสูร”
“ขอรับนายท่าน”
จิตราสูรยิ้มร้ายแล้วเดินไปที่กลุ่มสาวๆที่ยืนกอดกันกลัว จิตราสูรหัวเราะลงคอหึๆๆ ถอดแว่นตาดำออกเห็นดวงตาน่ากลัว
เงาของจิตราสูรขยายใหญ่ขึ้นๆจนสูงใหญ่เกือบเท่าความสูงของห้อง เสียงหัวเราะของจิตราสูรดังกังวานน่ากลัว พวกสาวๆกรี๊ดกันดังลั่น...กรี๊ดดด

สาวสก๊อยวิ่งหนีออกมาจากคฤหาสน์ร้องเสียงหลงกระเจิดกระเจิง อสุเรศกับจิตราสูรเดินตามออกมาหัวเราะชอบใจ
“จะปล่อยนังพวกนั้นไปอย่างนี้เหรอขอรับนายท่าน” จิตราสูรถาม
“ปล่อยมันไป สก๊อยอย่างนังพวกนั้นถึงไม่ตายด้วยน้ำมือข้า ชะตาของมันก็ไม่พ้นวันนี้พรุ่งนี้ จุดจบของพวกมันก็อยู่บนถนนนั่นแหละ”
“น่าเสียดาย กระผมชอบพวกมันซะด้วย ไว้กระผมขอแวบไปหาพวกมันในนรกภูมิบ้างได้มั้ยขอรับนายท่าน”
“อย่าให้เดือดร้อนมาถึงข้าแล้วกัน”
อสุเรศจะกลับเข้าไปในคฤหาสน์ แต่ระหว่างนั้นอีกาสีดำตัวใหญ่บินเข้ากระพือปีกเสียงดัง อสุเรศกับจิตราสูรเงยหน้าขึ้นมองครู่หนึ่งอีกาตัวนั้นก็ค่อยๆกลายร่างเป็นอัคราสูรในชุดสูทสีดำน่าเกรงขาม
“นายท่าน”
“ว่ายังไง เจอรัศมิชโลธรมั้ย”

อัคราสูรมองอสุเรศด้วยสีหน้าหนักใจ

มณีแดนสรวง ตอนที่ 5 (ต่อ)

อสุเรศเดินเข้ามาที่ห้องโถง หยุดที่เก้าอี้หลุยส์ตัวใหญ่สีหน้าไม่พอใจ

“เจ้าไม่พบตัวรัศมิชโลธรเหรอ”
“ขอรับนายท่าน” อัคราสูรบอกไม่เต็มเสียง เพราะทำงานผิดพลาด
จิตราสูรเบ้ปาก
“กระผมบอกแล้วใช้มันไปจะได้เรื่องอะไร”
“ไอ้อึ่งอ่าง ปากแบบนี้มาลองกับข้าหน่อยเป็นไง” อัคราสูรไม่พอใจ
“ข้าไม่ใช่พวกชอบใช้กำลัง ข้าชอบใช้สติปัญญามากกว่า”
“อวดฉลาดนักนะไอ้อึ่งอ่าง งั้นตอบข้ามา ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน”
“ฮ่าๆๆๆ ไข่”
“ผิด”
“งั้นก็ไก่”
“ผิดอีก”
“งั้นอะไรวะ”
“แมวเว้ย ฮ่าๆๆ” อัคราสูรหัวเราะชอบใจ
อสุเรศหัวเสียหงุดหงิด หันมากระชากคอเสื้อสมุนทั้งสองคนเข้ามาจ้องหน้าเอาเรื่อง
“จะหยุดไร้สาระกันได้รึยัง..อยากให้ข้าส่งพวกเจ้ากลับไปพิภพอสูรใช่มั้ย”
จิตราสูรรีบอ้อนวอน
“เอ่อ..ขอโทษขอรับนายท่าน พวกเราอยากอยู่ช่วยท่านตามล่าตัวรัศมิชโลธรขอรับ”
อสุเรศผลักลูกน้องจนเซ พวกมันพากันเกรงกลัวอสุเรศ ที่เป็นถึงเจ้าชายของพิภพอสูร
“รัศมิชโลธร ข้ารู้แล้วว่าเจ้าถูกส่งมารับโทษบนโลกมนุษย์ ต่อให้เจ้าพยายามหนีข้า เจ้าก็ไม่มีวันหนีพ้น เพราะรัศมีความดีในตัวเจ้าจะพาให้ข้าพบเจ้าแน่นอน ...หึๆๆๆ”
อสุเรศหันมาที่สมุนสั่งเสียงแข็ง
“คอยจับตาดูต่อไป ได้โอกาสเหมาะๆเมื่อไหร่ ข้าจะพานางฟ้าไปทำเมียที่ภิภพอสูร..ฮ่าๆๆๆ”


ในห้องสอบสวน ชิโลนั่งนิ่งหน้าเครียดยังกังวลคำพูดของหมอศักดิ์ชัย ที่พบก่อนเข้ามาไม่หาย สการถือแก้วน้ำเข้ามามองชิโล แต่เผลอวางแก้วเสียงดังเลยทำให้ชิโลตกใจสะดุ้งโหยง
“ทำไมขวัญอ่อนขึ้นมาซะงั้นล่ะยัยตัวแสบ ทีโดนฉันไล่ตามไม่เห็นจะหน้าซีดแบบนี้เลย”
ชิโลค้อนขวับ
“เพราะเราไม่เคยกลัวมนุษย์อย่างเจ้า”
“ไม่กลัวตำรวจ แต่กลัวอสูร รู้มั้ยว่าหมอคนนั้นถูกส่งไปที่ไหน โรงพยาบาลผู้ป่วยทางจิต”
สการมองชิโลแล้วหัวเราะเยาะ ยิ่งทำให้ชิโลไม่พอใจลุกพรวด
“หมอคนนั้นไม่ได้โกหก สิ่งที่เขาพูดคือความจริง เหมือนกับที่ฉันพูดมาตลอด”
“พอซะทีเถอะ...เลิกพูดจาไร้สาระหลอกล่อฉันได้แล้ว เธอเป็นใครกันแน่ ต้องการอะไรทำไมถึงต้องไปล่มงานแต่งผู้กองดรัณ ตอบมาสิ”
“ฉันพูดอะไรไปคุณก็ไม่คิดจะเชื่ออยู่แล้ว เพราะฉะนั้นฉันไม่อยากเสียน้ำลายพูดด้วย”
ชิโลนั่งกอดอกเมินหน้าหนี ยิ่งทำให้สการฉุนเข้าไปบีบแขนชิโล
“โอ๊ย...คนใจยักษ์ ใจมาร ฉันเจ็บนะ..ปล่อยฉัน”
“ฉันจะปล่อยเธอก็ต่อเมื่อเธอบอกฉันมา ว่าเธอเล่นกลอะไรถึงได้หายตัวแวบไปแวบมา แถมกล้องทุกตัวในงานวันนั้นยังถ่ายรูปเธอไม่ติด ตกลงเป็นคนหรือเป็นผีห๊ะ”
“หุบปากเลยนะ ฉันสูงกว่าสัมภเวสีพวกนั้นมากย่ะ”
“อ๋อเหรอ” สการหัวเราะเยาะ “ไม่ใชผี ไม่ใช่คน แล้วเป็นอะไร อย่าบอกนะว่าเป็นนางฟ้า”
“ก็ใช่น่ะสิ ฉันเป็นนางฟ้า”
“นางฟ้าอะไรเป็นแบบนี้ นางฟ้าก็ต้องอยู่บนสวรรค์ มาอยู่บนโลกได้ยังไง สารภาพความจริงมา เธอเป็นใครกันแน่ แค้นอะไรไอ้ดรัณมันนักหนา ถึงได้สติแตกไปล่มงานแต่งมัน”
“ดูปากฉันดีๆนะเจ้ามนุษย์ใจยักษ์....” ชิโลเน้นชัดๆทุกคำช้าๆ “ฉัน...เป็น...นาง...ฟ้า !!”
สการอึ้งโกรธ
“..เว้ยยย...จะบ้าแล้วเว้ยยย”
สการสติหลุดทนอยู่ในห้องกับชิโลไม่ไหว เดินปึงปังปิดประตูปังออกไปทันที ชิโลนั่งกอดอกเชิดหน้าไม่สนใจ

สการเดินหัวเสียหงุดหงิดงุ่นง่านออกมาอีกห้องหนึ่ง ดรัณที่รับรู้ทุกอย่างผ่านกล้องวีดิโอที่ต่อออกมาให้ดูการสอบสวนเข้ามาจับบ่าเพื่อน
“ใจเย็นๆเพื่อน เอายาดมหน่อยมั้ย เผื่อจะช่วยได้”
“ยาดมจะช่วยอะไรได้วะ เอาเครื่องทรมานมาเลยดีกว่า ฉันจะได้จัดการง้างปากยัยนั่นให้พูดความจริง
ดรัณรีบเตือน
“เฮ้ยๆ ขืนทำอย่างนั้นเกิดเขาฟ้องแกขึ้นมา อนาคตแกหมดเลยนะเว้ย”
สการหันมามองหน้าเพื่อน
“ที่ฉันพูดไม่ได้หมายความว่าจะทำจริงๆเว้ย แค่โมโห”
ตรีชฎากระซิบดรัณ
“ตั้งแต่ทำงานกับผู้กองดิฉันยังไม่เคยเห็นใครทำให้ผู้กองโมโหได้ขนาดนี้เลย แบบนี้เขาเรียกว่าเจอคู่ปรับสมน้ำสมเนื้อ”
สการแว๊ดใส่
“คุณตรีชฎา !!”
ตรีชฎารีบถอยหลบ สการหันมามองชิโลที่จอทีวีซึ่งต่อมาจากกล้องวีดิโอในห้องสอบสวน ชิโลนั่งเชิดหน้าหยิ่ง
“ยัยตัวแสบ...ฉันจะทำยังไงกับเธอดี”
ชิโลมองมาที่กล้องอย่างรู้ว่าสการกำลังมองเธออยู่ ชิโลแลบลิ้นนิดๆใส่กล้องแล้วสะบัดบ๊อบ...ชิ
สการถึงกับอึ้งที่โดนชิโลยั่วประสาท
“เว้ยยยย...ฉันไม่พูดเล่นแล้ว เอาเครื่องทรมานมา ฉันจะจัดการยัยตัวแสบ”
ดรัณรีบห้าม
“ เฮ้ยๆๆๆ เอางี้ดีกว่าเพื่อน แกนั่งดูอยู่ตรงนี้แหละ เดี๋ยวฉันจะเข้าไปสอบปากคำยัยนั่นเอง”
“อย่างฉันยังเค้นยัยนั่นไม่ได้ แล้วแกจะได้เหรอวะ”
“เฮ้ย...แกมันถนัดแต่ไม้แข็ง กับผู้ต้องหาผู้ชายฉันยกให้เลย แต่สำหรับผู้หญิงมันต้องไม้อ่อนเจอผู้ชายลั้ลลาอย่างฉันเว้ย”
ตรีชฎาสนับสนุน
“นั่นสิคะ ลองให้ผู้กองดรัณเข้าไปสอบปากคำดู น่าจะโอกว่านะคะผู้กอง”
สการนิ่งไปมองดรัณอย่างตัดสินใจ

สการยืนกอดอกดูภาพจากในจอทีวี เห็นชิโลนั่งอยู่ในห้องสอบสวน ดรัณเดินเข้ามาหาชิโล สการจ้องไม่กระพริบ
ดรัณเข้ามานั่งตรงข้ามชิโล ดรัณดูสุภาพกับชิโลกว่าสการมาก
“ต้องขอโทษด้วยนะครับที่เพื่อนผมทำรุนแรงกับคุณ”
ชิโลนิ่งมอง
“มันค่อนข้างจะเป็นคนใจร้อน จริงจังกับทุกอย่าง”
“แต่ฉันไม่ใช่ฆาตกร ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย เขาควรจะต้องมีสติแยกแยะว่าใครคนดีคนไม่ดี”
สการชักสีหน้าฉุน ตรีชฎารีบปราม
“ใจเย็นค่ะผู้กอง เห็นมั้ยคะว่าเธอเริ่มพูดดีๆแล้ว”
สการนิ่งไป แต่สายตายังไม่หายฉุนหญิงสาวท่าทางกวนประสาท ดรัณถามอย่างสุภาพ
“ได้ยินว่าคุณชื่อชโลธร แต่คุณให้แม่ของผู้กองสการเรียกคุณว่า...ชิโล”
“ค่ะ”
“งั้นผมเรียกคุณว่า..ชิโล ได้มั้ยครับ”
ชิโลเริ่มสีหน้าจริงจังกับดรัณ
“ผู้กองดรัณคะ ฉันไม่อยากอ้อมค้อมกับคุณอีก คนที่ฉันอยากจะคุยด้วยมีแต่คุณคนเดียวเท่านั้น”
สการขยับตัวทันที ตรีชฎาถึงกับตบเข่าฉาด
“นั่นไงคะผู้กองแซม กับผู้ต้องหาผู้หญิงต้องไม้นวมเข้าไว้ ผู้กองคงต้องปรับวิธีการสอบสวนผู้ต้องหาบ้างแล้วล่ะค่ะ”
สการหันขวับมามองหน้าตรีชฎา
“ชะอุ๋ย...”ตรีชฎาทำท่ามือรูดซิบปาก
ในห้องสอบสวน... ดรัณมองชิโลแปลกใจ
“คุณพร้อมจะเล่าทุกอย่างให้ผมฟัง”
“ค่ะ เรื่องทุกอย่างที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับฉัน ฉันจะบอกคุณหมด แต่คุณต้องสัญญากับฉันว่า...”
ชิโลหันไปมองที่กล้องวีดิโอ อย่างต้องการบอกสการโดยตรง
“เรื่องที่ฉันจะเล่าให้คุณฟัง ต้องเป็นเรื่องที่เรารู้กันแค่สองคนเท่านั้น”
สการชักสีหน้าทันที
“ยัยตัวแสบ !! ไม่ได้นะ อย่าไปตกลงกับยัยนั่นเด็ดขาดนะไอ้รัณ”
ดรัณตกลงทันที
“ก็ได้ครับ...ถ้าคุณพร้อมจะเล่า”
ดรัณหันไปปิดกล้องวิดิโอทันที สการถึงกับอึ้ง
“ไอ้รัณ !! โธ่เว้ย”
ดรัณปิดกล้องวิดิโอไม่พอ ชิโลยังมองไปที่ประตู ดรัณพยักหน้าเข้าใจเดินไปล็อคลูกบิดไม่ให้ใครเข้ามา
“ผมทำตามที่คุณต้องการทุกอย่างแล้ว หวังว่าผมจะได้รับฟังความจริงจากคุณนะครับคุณชิโล”
“สิ่งที่ฉันจะเล่าให้คุณฟัง ฉันสาบานว่าคือความจริงทุกคำ...แต่คุณจะเชื่อรึเปล่า ก็คงต้องขึ้นอยู่กับคุณแล้วค่ะผู้กองดรัณ”

ชิโลพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังที่สุด ทำเอาดรัณสนใจอยากฟัง

ที่ห้องทำงานของสการ มัดหมี่นั่งพลิกนิตยสารไปมารอสการสอบปากคำ แต่นั่งนานจนเมื่อยก้น

“ยังไม่เสร็จอีกเหรอเนี่ย ไม่รู้จะสอบปากคำอะไรนักหนา กับแค่ผู้หญิงคนเดียว”
มัดหมี่บ่นไป อ่านหนังสือจนหมดเล่มก็ไม่มีอะไรทำเลยหยิบกระจกแต่งหน้าขึ้นมาตบแป้งรอ ดูหน้าตัวเองไปมา
“ไอ้หมอบ้า...ดันแฉเรื่องเราทำศัลยกรรมมาให้ผู้กองดรัณรู้ นี่ถ้าผู้กองแซมรู้ว่าเรายกเครื่องมาล่ะก็ จะฟ้องให้จี๊ดไม่ออกเลย..เชอะ”


ในห้องสอบสวนดรัณนั่งอึ้ง...เหวอ...ตาโต...เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากชิโล ตั้งแต่เธออยู่บนสวรรค์และพบชื่อของดรัณกับสิริสุดาในวิชาพรหมลิขิตว่าไม่ใช่เนื้อคู่และต้องมายับยั้งไม่ให้แต่งงานกัน
ชิโลพูดอย่างจริงจังและตั้งใจเล่า ผิดกับหน้าของดรัณที่ดูเหวอมากถึงมากที่สุด ด้านนอก สการเดินงุ่นง่านไปๆมาๆ จนตรีชฎาเริ่มเวียนหัว
“นั่งก่อนก็ได้ค่ะผู้กอง ดิฉันว่าคงไม่เกิดเรื่องอะไรที่มันร้ายแรงขึ้นในห้องนั้นหรอกค่ะ”
“แต่ผมไม่ไว้ใจ”
“กลัวผู้กองดรัณจะทำอะไรยัยชิโลอะไรนั่นเหรอคะ”
“เปล่า...ผมกลัวยัยนั่นจะทำอะไรไอ้ดรัณต่างหาก ผมเจอมาเยอะแล้ว ยัยนั่นแสบตัวแม่ ป่านนี้คงหาเรื่องเพ้อเจ้อมาเป่าหูไอ้ดรัณ หูเบาอย่างมันผมกลัวมันจะเคลิ้ม”
สการพูดไม่จบดี ดรัณก็เปิดประตูเข้ามาหน้ายังมึนไม่หาย
“ว่าไงวะไอ้รัณ ยัยนั่นพูดความจริงออกมารึยัง ตกลงเป็นใคร มาจากไหน แล้วมาทำลายงานแต่งแกทำไม”
“หยุด...STOP ก่อนเพื่อน ฉันขอยาดม แล้วก็กาแฟสักแก้ว..เอาแบบจัดหนักไม่ครีม ไม่น้ำตาลมาเลยนะครับคุณตรีชฎา”
“ค่ะผู้กอง”
ตรีชฎารับคำแล้วรีบออกไปจัดการให้ สการหันมามองหน้าเพื่อนที่ดูเหวอไม่หายอย่างแปลกใจ

ดรัณซดกาแฟรวดเดียวแทบหมดแก้ว แล้วตามด้วยหันมาสูดยาดมอีก..ปื้ดดดด
“ฮือ...ท่าทางจะมึนตึบเลยนะคะเนี่ย” ตรีชฎามองงงๆ
สการดึงยาดมออกมาจากมือเพื่อน
“พอได้แล้ว แกจะบอกฉันได้รึยังยัยนั่นพูดอะไรกับแก”
ดรัณหันมามองสการแล้วมองไปที่จอทีวีที่ยังจับภาพชิโลในห้องสอบสวน
“ฉันว่านะ ปล่อยคุณชิโลเขาไปเถอะวะไอ้แซม”
สการงง
“ปล่อย !! หมายความว่าไงวะ”
“ก็หมายความว่าพาเขากลับไปบ้าน ให้เขาเป็นอิสระ”
“ที่ปิดประตูอยู่กันสองต่อสอง เพราะแกโดนยัยนั่นหว่านเสน่ห์ใส่ใช่มั้ย แกถึงได้ใจอ่อน”
“เปล่านะเว้ย...คุณชิโลเล่าทุกอย่างที่เราอยากรู้แบบหมดเปลือกไม่มีกั๊ก ไม่มีเม้ม”
“งั้นยัยนั่นเป็นใคร มาป่วนงานแต่งแกจนทำให้แผนการของพวกเราพังไม่เป็นท่าทำไม”
ดรัณมองหน้าเพื่อนแล้วแย่งยาดมจากมือมาดม...ปื้ดดดดก่อนจะเล่า
“คุณชิโลบอกฉันว่า..เธอเป็นนางฟ้าอยู่บนสวรรค์ฉันดาวดึงส์ ระหว่างที่เธอกำลังเรียนวิชาพรหมลิขิต เธอพบว่าชะตาชีวิตของฉันกับคุณสิไม่ใช่เนื้อคู่ที่ควรจะแต่งงานกัน เธอก็เลยลงมาช่วยหยุดการแต่งงาน ฉันกับคุณสิจะได้ไม่ต้องแต่งกันไปแล้วมาเสียใจทีหลัง”
ดรัณเล่าเสร็จก็อัดยาดมอีกปื้ดดดด สการกับตรีชฎาถึงกับนิ่งไปทั้งคู่ ก่อนที่ตรีชฎาจะหลุดขำออกมาก๊ากใหญ่
“ตลกที่สุดเลยค่ะผู้กอง..ดิฉันไม่เคยฟังเรื่องอะไรที่อเมซิ่งขนาดนี้มาก่อน นางฟ้าต้องเรียนวิชาพรหมลิขิตด้วย...โอ้ยยย...ขำค่ะ”
“แต่คุณชิโลเขาพูดจริงจังมากเลยนะคุณตรีชฎา ผมพยายามขอให้พูดความจริงเขาก็ยืนยันหนักแน่น..จนผมคิดว่าคงไม่มีความจริงอะไรจากปากเธออีกแล้วนอกจากเรื่องนี้”
“เสียเวลา...ฉันไม่น่าปล่อยให้แกเข้าไปคุยกับยัยนั่นเลย”
สการสุดทนรีบเปิดประตูเข้าไปในห้องทันที ปรี่เข้ามาจับแขนชิโลดึงตัวอย่างแรง
“ฉันเหลืออดกับเธอเต็มทนแล้ว ถ้าเธอยังไม่หยุดเพ้อเจ้อเรื่องเธอเป็นนางฟ้าอีกล่ะก็ ฉันจะส่งเข้าคุกเดี๋ยวนี้”
ชิโลคอแข็ง
“เชิญเลยค่ะผู้กอง อยากทำอะไรฉันก็เชิญเลย ฉันทำหน้าที่ของฉันหมดแล้ว ต่อให้ต้องติดคุกฉันก็ยอม”
“นี่เธอ !!”
สการจ้องตาชิโลที่ขึงขังกลับ ดรัณรีบเข้ามาห้าม
“ปล่อยคุณชิโลเขาเถอะวะไอ้แซม..ฉันขอ”
สการยังไม่ยอมปล่อยยังจับแขนและจ้องหน้า
“ผู้กองดรัณไม่ต้องไปขอร้องเขาหรอกค่ะ ปล่อยให้เขาทำตามที่เขาต้องการ ในเมื่อเขาคิดว่าฉันเป็นคนไม่ดีก็ปล่อยให้เขาคิดไป ฉันไม่มีสิทธิ์อะไรไปสั่งความคิดเขาได้”
ดรัณเข้าไปแกะมือสการแล้วพาเดินมาคุยกับที่มุมห้อง ดรัณจริงจัง
“เชื่อฉันหน่อยเถอะวะ คุณชิโลไม่ได้อันตราย ไม่มีพิษมีภัยอะไร แล้วก็ไม่ได้รู้เห็นกับแผนการของพวกเราด้วย”
“อย่าบอกนะว่าแกเชื่อว่ายัยนั่นเป็นนางฟ้า...นี่แกบ้าไปกับยัยนั่นด้วยเหรอวะ”
“ไม่ใช่หรอก ฉันแยกแยะคนบ้ากับคนปกติได้ คุณชิโลไม่ได้บ้า เธอแค่เชื่อตามที่เธอเล่ามาจริงๆจังๆ ถ้าแกจับเธอไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เสียเวลาทำงานเปล่าๆ”
สการนิ่งไปมองหน้าเพื่อนที่ยืนยัน และมองชิโลที่นั่งเชิดหน้า
“ฉันว่าแกควรจะพาเธอกลับไป แล้วก็คอยช่วยดูเรื่องความปลอดภัยให้เธอด้วย ก็เรื่องที่มีคนบุกเข้าไปรื้อค้นห้องเธอนั่นแหละ ถ้าเป็นคนของพวกนายทองทิว ฉันกลัวว่าเธอจะอยู่ในอันตราย”
“ทำไมต้องเป็นฉันด้วยวะ”
“อ้าว...ก็เธอพักอยู่คอนโดเดียวกับแก แล้วจะให้หมาที่ไหนไปเฝ้าเธอล่ะ”
“ไอ้ดรัณ !!”
ดรัณยักคิ้วกวนๆให้เพื่อนแล้วผละไปหาชิโล
“ตกลงว่าเพื่อนผมหมดธุระกับคุณชิโลแล้ว เดี๋ยวมันจะพาคุณไปส่งที่คอนโดฯนะครับ”
“ไม่ต้อง ฉันกลับเองได้”
“ไม่ได้ครับ มันเป็นคนพามาก็ต้องเป็นคนพากลับ ใช่มั้ยผู้กองแซม”
สการไม่ตอบมองหน้าชิโลอย่างเดียว

สการจับแขนพาตัวชิโลเดินออกมาจากห้องสอบสวน
“ฉันเดินเองได้ ไม่ต้องจับแขนฉันแล้ว”
ชิโลโวยวาย สการโต้
“คิดว่าฉันพิศวาสเธอนักเหรอ ยังไงฉันก็ยังไม่ไว้ใจเธอ”
“ถ้าคุณยังไม่ไว้ใจฉัน ก็เลิกยุ่งกับฉันสิ ต่างคนต่างอยู่ ทางใครทางมัน”
“ฉันอยากจะทำอย่างนั้นใจจะขาด แต่ฉันไม่รู้ว่าเธอไปเป่าหูอะไรแม่ฉัน ท่านถึงได้สงสารเธอ”
“ฉันไม่ได้เป่าหูคุณป้าให้สงสารฉัน แต่คุณป้าสะสมบุญและความดีจนมองเห็นว่าเนื้อแท้ของฉันไม่ใช่คนเลว..เหมือนอย่างใครบางคน”
“นี่เธอหาว่าฉันเป็นพวกชอบทำบาปเหรอ จะบอกให้นะ ฉันเข้าวัดทำบุญกับแม่ทุกอาทิตย์ เธอนั่นแหละชาตินี้เคยเฉียดเข้าวัดทำบุญบ้างรึเปล่า”
“เชอะ...อย่างคุณอย่ามาพูดเรื่องแข่งบุญแข่งกุศลกับฉันเลย...พูดไปจะไม่เห็นฝุ่น”
สการชักหมั่นไส้ชิโลมากขึ้น
“ปากเก่งนักนะ กลับบ้านไปถ้าฉันเห็นเธอคิดไม่ซื่อ วางแผนหลอกลวงอะไรจากแม่ฉันล่ะก็ ฉันเล่นงานเธอแน่ ยัย 18 มงกุฎ ไปได้แล้ว”
สการฉุดแขนพาชิโลกลับ

ตรีชฎากับดรัณเข้ามาในห้องทำงานของสการ
“จะว่าไปดิฉันก็สงสารคุณชิโลเหมือนกันนะคะผู้กอง หน้าตาก็สวย แต่ไม่น่าเพี้ยนเลย” ตรีชฎาบ่น
“แต่ผมว่าน่าสนใจออก พอได้คุยกับเธอจริงๆก็ทำให้ผมรู้สึกว่า ชีวิตเธอไปเจออะไรมาถึงทำให้เธอเชื่อเป็นตุเป็นตะว่าตัวเองเป็นนางฟ้า”
ตรีชฎาหรี่มองทันที
“อะแฮ่ม...พอกลับมาโสดเข้าหน่อย ออกลายเดิมเลยนะคะผู้กอง”
“เฮ้ย...ผมแค่สงสารจริงๆ”
“ดั้นจะพยายามเชื่อค่ะ...ผู้ชายลั้ลลา”
ตรีชฎาพูดไปก็ได้ยินเสียงแปลกๆดัง....คร่อกกกก
“ผู้กองได้ยินเสียงอะไรแปลกๆมั้ยคะ”
ดรัณเงี่ยหูฟัง
“นั่นสิ..เสียงอะไร”
ตรีชฎากับดรัณมองหน้ากันแล้วทำเงียบๆจับเสียงแปลกๆที่ได้ยินว่ามาจากทางไหนก่อนจะหันไปพร้อมกัน เห็นมัดหมี่ที่นอนหลับอยู่ที่โซฟา ท่าหลับของเธอช่าง...สบายแบบไม่สงวนท่ากุลสตรี แถมยังกรนเสียงดังลั่น
“คร่อกกกก”
ดรัณ กับตรีชฎาร้องออกมาพร้อมกัน

“เย้ย !! คุณมัดหมี่”

สการพาชิโลเข้ามาในห้องที่อุ้มสมกับคุณนารี ช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาดเรียบร้อย

“ชิโล !! เรานึกว่าเจ้า เอ้ย...ฉันนึกว่าพี่จะไม่ได้กลับมาซะแล้ว”
อุ้มสมร้องอย่างดีใจ
“พี่ไม่เป็นไรหรอกอุ้มสม” ชิโลปลายหางตามองสการ “โชคดีที่ผู้กองไม่ติดใจเอาเรื่องพี่ อย่างน้อยเขาก็ยังมีความดีอยู่ในตัว”
“นี่เธอ !!”
สการจะว่า นารีรีบขัด
“ตาแซม...แม่ขอบใจนะ”
สการถอนใจ
“ที่ผมยอมปล่อยยัยนั่นกลับมา เพราะสติไม่ดีต่างหากครับ เพ้อเจ้อว่าตัวเองเป็นนางฟ้ามาจากสวรรค์ ขืนกักตัวไว้นานๆจะทำให้ตำรวจเป็นบ้ากันไปหมด ผมว่าแม่ก็ควรจะอยู่ห่างๆเอาไว้เหมือนกัน”
“นี่...ฉันไม่ได้เพ้อเจ้อ ไม่ได้บ้านะ”
“เอาล่ะๆๆ...แม่ว่าถ้าทุกอย่างเคลียร์กันได้แล้ว ก็ให้แล้วกันไปนะ อยู่ใกล้กันแค่นี้ ช่วยเหลือกันดีกว่าเกลียดกัน”
ชิโลค่อนข้างฟังนารี จึงหยุดใส่อารมณ์ สการก็เบาลง
“มืดแล้ว ผมว่าแม่กลับห้องเราดีกว่าครับ”
“งั้นป้ากลับห้องก่อนนะจ๊ะหนูชิโล ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็โทรไปหรือจะไปเคาะประตูเรียกป้าเมื่อไหร่ก็ได้นะ ไม่ต้องเกรงใจ”
“ค่ะคุณป้า”
นารียิ้มอบอุ่นให้ชิโลแล้วเดินออกไป สการจ้องหน้าชิโลแล้วชูสองนิ้วชี้ที่ตาตัวเองแล้วชี้นิ้วชี้ไปที่ชิโล
“ฉันจะจับตาดูเธอทุกฝีเก้า ถ้าเธอหลอกอะไรแม่ฉันล่ะก็ ฉันบุกมาหาเธอแน่”
สการขู่แล้วตามแม่ตัวเองออกไป ชิโลโกรธและไม่พอใจมาก
“คนบ้า...คนใจยักษ์..คิดว่าฉันจะกลัวเรอ..เชอะ !!”

ค่ำคืนนั้น...ดรัณนั่งดื่มอยู่คนเดียวอยู่ที่เคาท์เตอร์ที่ผับ ครุ่นคิดถึงคำพูดของชิโลที่เล่าเรื่องเขากับสิริสุดาให้ฟัง
‘ฉันเป็นนางฟ้าอยู่บนสวรรค์ฉันดาวดึงส์ ระหว่างที่ฉันกำลังเรียนวิชาพรหมลิขิต ฉันพบว่าชะตาชีวิตของคุณกับคุณสิริสุดาไม่ใช่เนื้อคู่ที่ควรจะแต่งงานกัน ฉันก็เลยต้องลงมาช่วยหยุดการแต่งงาน คุณกับคุณสิริสุดาจะได้ไม่ต้องแต่งกันไปแล้วมาเสียใจทีหลัง’
ดรัณยกแก้วขึ้นดื่มแล้วส่ายหน้าถอนใจยาว
“เรากับคุณสิไม่ใช่เนื้อคู่กันเหรอ...จะเชื่อได้มั้ยวะเนี่ย”
ดรัณพึมพำคนเดียวได้ครู่ บ๋อยก็เดินเข้ามาส่งข่าว
“คุณสิมาแล้วครับผู้กอง”
ดรัณรีบหันไปที่ทางเข้าเห็นสิริสุดาเข้ามาเที่ยวที่ผับพร้อมกับเอิงเอย ดรัณยิ้มดีใจ
“ขอบใจมาก”
ดรัณตบบ่าบ๋อย แล้วหันไปคว้าแก้วเหล้าขึ้นมาดื่มเรียกขวัญและกำลังใจ
“ถ้าคืนนี้ง้อไม่สำเร็จ จะเลิกจีบหญิงตลอดชีวิต !!”
บ๋อยได้ยินคำพูดของดรัณ ก็แอบยิ้มแปลงกายเป็นแต๋วแหว๋วทำปากเจ๋อ หรี่ตาเซ็กส์ซี่ใส่ทันที
“เฮ้ย !! ถึงไม่จีบหญิงก็ไม่ได้หมายความว่าจะชอบป่าเดียวกันเว้ย”
ดรัณผลักหัวบ๋อยแล้วรีบเดินไปทางสิริสุดา

สิริสุดากับเอิงเอยเข้ามาโต๊ะที่จองเอาไว้ ดรัณแหลมหน้าเข้ามาทันที
“มาเที่ยวกันแค่สองคนจะสนุกเหรอจ๊ะสิ”
สิริสุดาชะงักแล้วหางตาใส่ดรัณ
“เรียกพนักงานมาให้ฉันหน่อยสิยัยเอย ฉันอยากได้ห้องวีไอพี ที่ไม่ต้องมีใครกวน”
เอิงเอยจะหันไปเรียก แต่ดรัณรีบห้าม
“ไม่ต้องหรอกครับคุณเอย...ผมขอ...”
เอิงเอยหันไปมองสิริสุดาว่าจะเอายังไง ดรัณเข้าไปอ้อนวอน
“สิจ๋า...เมื่อไหร่คุณจะเลิกงอนผมซะที ปกติเราทะเลาะกันทีไร ผมง้อไม่เกินสามวันคุณก็หายงอนแล้วนี่”
เอิงเอยค้อน
“แหมผู้กองคะ เล่นปล่อยให้กิ๊กมาฉีกหน้าเพื่อนฉันกลางงานแต่ง ยัยสิไม่สับของคุณให้เป็ดกิน ก็ถือว่าคุณดวงเฮงยิ่งกว่าถูกหวยแล้วค่ะ”
สิริสุดาพูดอย่างจริงจัง
“อย่ามาเสียเวลาง้อฉันเลยค่ะดรัณ กลับไปเถอะ ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ”
“ฟังผมก่อนนะสิ เรื่องผู้หญิงคนนั้นผมตามเจอตัวแล้วก็คุยกันแล้ว”
สิริสุดาหันขวับกลับมาแล้วตบหน้าดรัณทันที...เพี๊ยะ !! ดรัณหน้าหัน
“นี่คุณไปนัดพบกันแล้วยังมีหน้ามาบอกให้สิรู้อีกเหรอ”
“ไม่ใช่นะสิ ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น”
“ไปซะดรัณ สิไม่อยากเห็นหน้าคุณ..บอกให้ไปไง”
ดรัณโกรธ
“ผมจะไม่ไปไหนจนกว่าวันนี้เราจะเคลียร์กันให้รู้เรื่อง”
“คุณไม่ไปใช่มั้ย งั้นสิไปเอง”
สิริสุดาคว้ากระเป๋าจะออกไปแต่ดรัณตบโต๊ะดัง...ปัง !!
“คุณห้ามไปไหนทั้งนั้น นี่เป็นคำสั่ง”
“นี่คุณกล้ามาสั่งสิเหรอ”
“ใช่....”
ดรัณควักตราตำรวจออกมา
“ในฐานะที่ผมเป็นตำรวจ ผมขอจับกุมคุณในข้อหาทำร้ายหัวใจเจ้าหน้าที่ คุณต้องไปให้ปากคำกับผมเดี๋ยวนี้”
เอิงเอยแทบหงายเงิบ
“แม่เจ้า...มีเน่ากว่านี้มั้ยเนี่ย”
ดรัณไม่ใช่แค่ขู่อย่างเดียวกลับปรี่เข้าไปจับสิริสุดามาอุ้มขึ้นบ่า
“ปล่อยฉันนะ บอกให้ปล่อยฉัน”
ดรัณไม่สนใจอุ้มสิริสุดาพาออกไป เอิงเอยถึงกับเหวอ

“ยัยสิ...ผู้กอง...แย่แล้ว”

มณีแดนสรวง ตอนที่ 6

ดรัณอุ้มพาสิริสุดาเข้ามาในห้อง VIP ดรัณปล่อยเธอลงที่โซฟาแล้วไปล็อคประตูไว้ไม่ให้ออกไปได้

“ปล่อยฉันออกไปนะดรัณ คุณทำกับฉันแบบนี้ไม่ได้”
“ผมจำเป็นต้องทำ ก็ในเมื่อคุณไม่ยอมฟังผมเลย”
“ฉันไม่อยากฟังคำแก้ตัวจากผู้ชายอย่างคุณ”
“ผมไม่ได้แก้ตัว ไอ้ที่จะพูดมันคือความจริง”
“ฉันไม่ฟังอะไรทั้งนั้น”
สิริสุดาเอามือมาปิดหูตัวเอง ดรัณเลยปรี่เข้าไปจับไหล่
“คุณต้องฟังผมนะสิ...ผมรักคุณคนเดียว ผมกับผู้หญิงคนนั้นไม่ได้มีอะไรกัน”
“ฉันไม่ฟัง...ไม่ฟัง ไม่ฟังๆๆๆ”
สิริสุดาใช้วิธีพูดออกมาดังๆไม่หยุด ดรัณทนไม่ไหวเหลืออดเลยตัดสินใจจับหน้าเธอเข้ามาใกล้ๆแล้วประกบปากเธอทันที...สิริสุดาถึงกับอึ้งไปเมื่อโดนจูบปากอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้งคู่จูบปากกันนิ่ง จากที่พยายามขัดขืน มือของสิริสุดาเริ่มระทวยตามอารมณ์

เมื่ออยู่กันตามลำพัง อุ้มสมสนใจรีบถามชิโล
“เจ้าบอกความจริงทั้งหมดให้ผู้กองดรัณรู้แล้วเหรอชิโล”
“ใช่ ไม่อย่างนั้นเราจะยอมให้หมอนั่นพาตัวไปสอบปากคำทำไม ถ้านั่นไม่ใช่โอกาสเดียวที่เราจะได้พบกับผู้กองดรัณ”
“แล้วเขาเชื่อเจ้ามั้ย”
ชิโลนิ่งไปครู่
“ไม่รู้สิ น่าจะเชื่อมั้ง เพราะไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ปล่อยเรากลับมาหรอก”
อุ้มสมเริ่มมีความหวัง
“ถ้าเขาเชื่อเจ้าแล้วไปง้อคืนดีกับเจ้าสาวของเขา แล้วสำเร็จได้กลับมาแต่งงานกันเหมือนเดิม เราก็จะได้กลับสวรรค์กันแล้วสิชิโล”
“ก็ขอให้เป็นอย่างนั้น เราอยากกลับสวรรค์เต็มทีแล้วเหมือนกัน เหม็นขี้หน้าหมอนั่นเหลือเกิน”
ชิโลพูดไปก็มองไปที่ประตูห้องหมายถึงสการที่อยู่ตรงข้าม

ดรุณกับสิริสุดายังจุ๊บปากกันนิ่ง มือของดรัณเริ่มโอบเอวสิริสุดาแต่ฉับพลันดรัณก็ร้องลั่น
“โอ๊ยยย !!”
ดรัณผละออกมาจากสิริสุดเจ็บปากไปหมด
“อู้ยยย...สิจ๋า...คุณกัดผมทำไม”
“ก็คุณมาล่วงเกินฉัน”
“ล่วงเกิน ?...เราจูบกันมาเป็นร้อยเป็นพันครั้งแล้วนะสิ”
“หุบปากนะดรัณ อย่าเอาเรื่องเก่าๆมาพูดอีก ความสัมพันธ์ของเรามันจบไปแล้วตั้งแต่วันที่คุณปล่อยให้ยัยนั่นมาฉีกหน้าสิ”
“คุณเลิกใส่ใจเรื่องผู้หญิงคนนั้นได้แล้วสิ ผมกับไอ้แซมสอบปากคำผู้หญิงคนนั้นแล้ว เธอเป็นแค่ผู้หญิงเพี้ยนๆคนนึง ที่หลงคิดว่าตัวเองเป็นนางฟ้า แล้วลงมาห้ามไม่ให้เราแต่งงานกันเพราะพบว่าเราไม่ใช่เนื้อคู่ที่เหมาะสมกัน”
“ดรัณ”
“เห็นมั้ยสิ...ผมกับผู้หญิงคนนั้นไม่มีอะไรกันจริงๆ เรื่องทั้งหมดมันก็แค่มาจากผู้หญิงสติไม่เต็มบาทคนนึงเท่านั้น”
ดรัณจะเข้าไปหาสิริสุดา แต่กลับเจอเธอหันไปคว้าเอาที่ช็อตไฟฟ้ามาจากกระเป๋าถือ
“อย่าเข้ามานะดรัณ ฉันไม่คิดเลยว่าคุณจะกล้าแต่งเรื่องงี่เง่ามาแก้ตัวน้ำขุ่นๆแบบนี้”
“ผมไม่ได้แต่งเรื่องนะสิ ผมเอาคำพูดของผู้หญิงคนนั้นมาพูดให้คุณฟังทุกคำ ไม่ได้มีเพิ่มลดตัดทอนอะไรเลย”
“ถ้าคุณยืนยันว่ายัยนั่นสติไม่เต็มบาทจริง คุณก็ส่งตัวยัยนั่นมาให้สิ สิกับคุณป๋าจะถามเอาความจริงกับมันเอง”
ดรัณชะงักไป
“ผมทำอย่างนั้นไม่ได้ ผมส่งตัวผู้หญิงคนนั้นให้คุณป๋าไม่ได้”
“ทำไมล่ะ”
“คือ...”
“เห็นมั้ย...คุณกับนังนั่นก็แค่หาเรื่องโกหกให้พ้นตัว หญิงโฉดชายชั่ว สนุกกันมากใช่มั้ยที่มาทำร้ายหัวใจสิ”
สิริสุดาน้ำตาคลอด้วยความเสียใจ ระหว่างนั้นเสียงเอิงเอยดังเข้ามาพร้อมเสียงทุบประตู

หน้าห้อง VIP เอิงเอยพาสาโรจน์พร้อมลูกน้องมาเคาะประตูเรียก
“ยัยสิ...เป็นอะไรรึเปล่า...ผู้กองเขาทำอะไรเธอ ปลอดภัยมั้ย”
เอิงเอยเอาหูแนบฟังเสียงข้างในสุดฤทธิ์
“ฉันได้ยินเสียงยัยสิร้องไห้” เอิงเอยหันมาทุบประตูต่อ “ผู้กองดรัณ คุณทำอะไรเพื่อนฉัน ปล่อยเพื่อนฉันออกมาเดี๋ยวนี้นะ”
สาโรจน์เห็นท่าทางไม่น่าไว้ใจเลยเข้าไปดึงเอิงเอยออกมา
“ถอยไปครับคุณเอย”
สาโรจน์เปิดเสื้อออกมา เอิงเอยเห็นปืนที่เหน็บอยู่ก็ตกใจ
“ผู้กองดรัณเขาเป็นตำรวจนะนายสาโรจน์”
“นายสั่งให้พวกผมดูแลคุณสิ ต่อให้เป็นตำรวจพวกผมก็ไม่กลัว”

เอิงเอยกลืนน้ำลายเอื๊อกเป็นเรื่องใหญ่จนได้

ภายในห้อง V.I.P สิริสุดาน้ำตาคลอไหลอาบแก้มเสียใจ ในมือยังถือที่ช็อตไฟฟ้าเอาไว้ ดรัณพยายามพูด

“สิ...อย่าให้คำพูดของผู้หญิงสติไม่ดีคนเดียวมาทำลายความรักของเราเลย”
“งั้นคุณก็ส่งมันมาให้คุณป๋าจัดการสิ ไม่ต้องไปปกป้องมัน”
“ไม่ได้...ผมทำอย่างนั้นไม่ได้จริงๆ”
“งั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะต้องคุยกันอีก ในเมื่อคุณยังคิดปกป้องมัน”
สิริสุดาจะออกไป ดรัณจับมือเธอไว้
“สิ...อย่าไป”
สิริสุดานิ่งไป
“ดรัณ....”
สิริสุดาน้ำตาไหลอาบแก้มแล้วเอาที่ช็อตไฟฟ้ามาจี้ที่ตัวดรัณทันที ดรัณตัวกระตุกเพราะแรงช็อตไฟฟ้า..หงึกๆๆๆ
ระหว่างนั้นสาโรจน์พร้อมลูกน้องและเอิงเอยเปิดประตูเข้ามาได้
“ยัยสิ..แกเป็นอะไรรึเปล่า”
สิริสุดาเอาแต่ร้องไห้เสียใจซบเพื่อน
“ยัยสิ...ผู้กองเขาทำร้ายแกใช่มั้ย”
“ผม...ผมต่างหากที่...ที่โดนทำร้าย”
ดรัณลุกขึ้นยืนอย่างเข่าอ่อนสภาพดูไม่จืด สาโรจน์กับพวกลูกน้องชักปืนจะเข้าไปเล่นงาน แต่สิริสุดาห้าม
“ไม่ต้องไปยุ่งกับเขา”
“แต่นายสั่งผมไว้ว่าถ้ามันมายุ่งกับคุณสิอีก ให้ผมสั่งสอนมัน”
“ฉันสั่งสอนเขาไปแล้ว พวกแกไม่ต้องมายุ่ง”
สาโรจน์นิ่งไปก่อนจะหันไปพยักหน้ากับพวกลูกน้อง ให้เก็บปืนแล้วถอยออกมา สิริสุดาหันมาพูดกับดรัณ
“ดรัณ บางทีเรื่องที่คุณเล่ามา อาจจะเป็นจริงก็ได้ที่ว่าเราไม่ใช่เป็นเนื้อคู่กัน เพราะฉะนั้นเลิกพยายามกับสิได้แล้ว เพราะตอนนี้คุณป๋าให้สิคบกับผู้ชายคนอื่นเพื่อให้ลืมคุณ”
“สิ”
สิริสุดามองดรัณอีกครั้งอย่างตัดใจแล้วออกจากห้องไปพร้อมเอิงเอย ดรัณพยายามจะตามแต่เจอพวกสาโรจน์ออกมายืนขวางไม่ให้ตาม
“อย่าดีกว่าผู้กอง คุณก็รู้ว่ายิ่งคุณทำให้นายโกรธแล้วคุณจะเจอกับอะไร”
สาโรจน์ผลักอกดรัณแล้วตามสิริสุดาออกไป ดรัณได้แต่ยืนเศร้าเสียใจ

สการกำลังสวดมนต์ก่อนนอนอยู่บนเตียง แต่ก้มลงกราบหมอนไม่ทันเสร็จดี เสียงโทรศัพท์ก็ดัง สการหยิบขึ้นมาดูเห็นเป็นเบอร์ดรัณ
“โทรมาดึกๆดื่นๆมีอะไรวะ...” สการฟังเสียงแล้วถึงกับอึ้ง “นั่นแกเป็นอะไร”
ดรัณร้องห่มร้องไห้น้ำตานองหน้า ไม่เหลือสภาพผู้ชายลั้ลลา
“ฮือๆๆๆ..ฉันอกหัก..ชีวิตฉันหมดแล้ว ไอ้แซม...แกต้องช่วยฉานนนน...ฮือๆๆๆ”
“แกเป็นอะไรอะไรของแก นี่ไม่ใช่เวลาโทรมาล้อเล่นนะเว้ย”
“ฉันไม่ได้ล้อเล่น...คุณสิบอกเลิกฉัน เขาหมดรักฉัน เราเกมส์โอเวอร์กันแล้ว...ฮือๆๆๆ”
สการสงสัย
“ใจเย็นๆนะไอ้รัณ นี่แกเมาใช่มั้ย”
“ฉันเสียใจ..ไม่มีใครปลอบใจฉันเลย...ฮือๆๆๆ ฉันไม่รู้จะไปไหนอีกแล้ว...โฮๆๆๆๆ”
“นี่แกขับรถอยู่ด้วยเหรอ”
“ไม่มีคุณสิ ฉันก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว ฉันอยากตาย..โฮๆๆๆ”
“แกอย่าเพิ่งคิดสั้นนะเว้ยไอ้รัณ แกบอกฉันมาว่าตอนนี้แกขับรถอยู่แถวไหน”
“ฮือๆๆ ฉันเพิ่งออกมาจากผับที่ฉันกับคุณสิเจอกันครั้งแรก”
“โอเค...งั้นแกค่อยๆขับรถไปตามที่ฉันบอก ถึงที่แล้วแกจะเจอคนที่ช่วยปลอบใจแกได้”
“จริงเหรอวะเพื่อน”
“เออ...รับรองว่าที่นั่นมีคนปลอบใจแกเพียบ”
“ที่ไหนวะ...แกบอกทางฉันมาเลย..ฮือๆๆๆ...โฮๆๆๆๆ”
ดรัณฟังอย่างตั้งใจ

ดรัณถูกตำรวจที่ตั้งด่านตรวจจับพวกเมาแล้วขับ ตำรวจใส่กุญมือดรัณแล้วพาตัวขึ้นรถ ดรัณร้องลั่น
“ไหนวะคนคอยปลอบใจฉานนนน...ไอ้แซม...ไอ้เพื่อนเฮงซวย...ฮือๆๆๆๆ...โฮๆๆๆๆ”
ขณะเดียวกัน สการคุยโทรศัพท์กับตำรวจท้องที่
“ช่วยจัดการผู้กองดรัณให้ผมด้วยแล้วกันครับ ทำตามระเบียบได้เลยครับ ไม่ต้องห่วงว่าจะเป็นตำรวจเหมือนกัน สงบสติได้แล้วพรุ่งนี้ผมจะไปจัดการต่อ ขอบคุณครับ”
สการวางสายไปแล้วหันมาถอนใจยาว
“ไอ้เวรเอ้ย เป็นตำรวจแท้ๆดันทะลึ่งเมาแล้วขับ โดนซะให้เข็ดจะได้จำ”

วันใหม่...ชิโลนั่งอมยิ้มแก้มตุ่ย ส่วนอุ้มสมนั่งแทะเมล็ดทานตะวันในชามใบใหญ่
“หน่อยมั้ยชิโล”
ชิโลเชิด
“ไม่ล่ะ...ขอผ่าน เราจะไม่แตะอาหารบนโลกมนุษย์อีกแล้ว”
“อ้าว...ทำไมล่ะ”
ชิโลยิ้มดีใจ
“ก็วันนี้เรารู้สึกว่าจะเป็นวันที่เราจะได้กลับสวรรค์แล้วน่ะสิ”
“นี่เจ้ามั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอว่าผู้กองดรัณ จะกลับไปลงเอยกับคุณสิริสุดา”
“มั่นใจมากถึงมากที่สุดเลยล่ะ เชื่อเราสิอุ้มสมผู้กองดรัณต้องเชื่อเรื่องที่เราพูดแล้วก็ไปเจรจาคืนดีกับเจ้าสาวของเขาสำเร็จ”
อุ้มสมรีบวางชามเมล็ดทานตะวัน
“งั้นเราเลิกแทะเมล็ดทานตะวันแล้ว มาเตรียมตัวกลับสวรรค์กันดีกว่า”
ชิโลกับอุ้มสมหันมายิ้มให้กันแถมยังตีมือไฮไฟว์กันอีก ระหว่างนั้นเองเสียงเคาะประตูดัง...ปังๆๆๆๆ
“สงสัยจะเป็นท่านพ่อมาเคาะประตูเรียกให้เรากลับสวรรค์แล้ว...ฉันดีใจจังเลยอุ้มสม”
ชิโลรีบเดินไปที่ประตู อุ้มสมเกาหัวสงสัย
“อย่างท่านเทพจะมาเคาะประตูเรียกทำไม”
อุ้มสมสงสัยไม่ทันขาดคำ ชิโลเปิดประตูไปก็จ๊ะเอ๋กับสการที่ยืนปั้นหน้าเอาเรื่อง
“ท่าทางจะนอนหลับสบายดีนะยัยตัวแสบ ถึงได้มาเปิดประตูช้านัก
“ผู้กองหน้ายักษ์ มาเคาะประตูห้องฉันทำไม”
“เพราะฉันมีเรื่องต้องคุยกับเธอไง…” สการคว้าข้อมือหมับตีหน้าเอาเรื่อง “มานี่เลย ยัยตัวแสบ”
สการดึงชิโลพาออกจากห้องไปทันที อุ้มสมมองอย่างตกใจ

สการพาชิโลมาที่สวนของคอนโด ชิโลโวยวาย
“ปล่อยฉันนะ..บอกให้ปล่อย เราไม่มีคดีกันแล้ว คุณไม่มีสิทธิ์มาทำกับฉันแบบนี้นะ ผู้กองหน้ายักษ์”
สการรำคาญเสียงเลยปล่อยมือ ชิโลตั้งหลักได้ก็จะรีบเดินกลับ แต่สการเดินไปขวาง
“ฉันบอกว่าฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ”
ชิโลเชิดใส่
“ถ้าอยากคุยอะไรกับฉันล่ะก็ กลับไปฝึกเรื่องมารยาทและรู้จักการให้เกียรติผู้หญิงมาซะก่อน แต่จะว่าไปฉันอาจจะไปก่อนที่คุณจะทันได้ฝึกมารยาทเสร็จ”
“เธอจะไปไหน“
ชิโลเชิดหน้ามองขึ้นไปบนฟ้าแล้วหางตามองสการ
“อย่าบอกนะว่านางฟ้ากำลังจะกลับสวรรค์”
“ฉันไม่อยากคุยกับคนที่พูดหูซ้ายแล้วทะลุหูขวาอย่างคุณแล้ว เสียเวลา”
ชิโลผลักไหล่สการแล้วจะเดินกลับ แต่สการจับมือเธอไว้..หมับ
“ฉันไม่รู้ว่าเมื่อวานนี้เธอไปเป่าหูอะไรไอ้ดรัณ แต่ในเมื่อเธอทำให้ชีวิตเพื่อนฉันพังยับเยินไม่มีชิ้นดี แล้วคิดเหรอว่าฉันจะยอมให้เธอไปไหนง่ายๆยัยตัวแสบ !!”
“ปล่อยฉันนะ ฉันช่วยทำให้ชีวิตเพื่อนคุณกลับมาดีเหมือนเดิมแล้ว คุณไม่มีสิทธิ์มายุ่งกับฉันอีก”
“ช่วยแล้วเหรอ...ยัยตัวแสบเอ้ย.. ตอนนี้ไอ้ดรัณกับเจ้าสาวของมันเลิกกันอย่างไม่มีทางกลับมาคืนดีกันได้อีก เพราะเธอคนเดียว เข้าใจมั้ย”
ชิโลอึ้ง
“ไม่จริง...คุณโกหก”
“หึ...เรื่องนี้ฉันต้องให้เธอรับผิดชอบแน่...จำเอาไว้”
สการชี้หน้าชิโลแล้วเดินออกไป ทิ้งชิโลให้ยืนอึ้งความหวังพังทลาย ระหว่างนั้นอุ้มสมเข้ามาพร้อมกับนารี
“หนูชิโล”
“คุณป้า”

ชิโลหน้าเศร้าจนนารีรู้สึกแปลกใจ

ชิโลนั่งหน้าเศร้าอยู่กับอุ้มสมในห้องของนารี ระหว่างที่นารีไปเอาเครื่องดื่มมาให้

“งั้นก็หมายความว่าความหวังจะได้กลับสวรรค์ของเรา..หมดกันเลยใช่มั้ยชิโล”
อุ้มสมถาม ชิโลพยักหน้าเศร้า
“โธ่..สวรรค์รำไร”
นารีเข้ามา พร้อมเครื่องดื่ม
“ดื่มชากันก่อนนะ”
“ขอบคุณค่ะคุณป้า”
“หนูชิโลไม่ต้องเกรงใจนะ บอกป้ามาได้เลยว่าลูกชายป้าเขาทำอะไรหนู”
“เอ่อ...ไม่มีอะไรหรอกค่ะคุณป้า”
“แต่อุ้มสมมาบอกป้าว่าท่าทางลูกชายป้าเขายังมีเรื่องไม่พอใจหนูอยู่ ถ้าเคลียร์กันไปแล้วก็ต้องจบสิ ป้าจะเตือนเขาให้”
“ไม่มีอะไรจริงๆค่ะ ผู้กองแค่อยากถามอะไรชิโลอีกนิดหน่อย คุยกันจบแล้วเขาก็ไปค่ะ”
นารีมองชิโลที่แววตายังมีความเศร้า จึงเข้าไปกุมมือปลอบใจ
“ต้องห่างพ่อห่างแม่มาอยู่กันตามลำพังสองคนพี่น้องแบบนี้ ถ้าชิโลมีอะไรที่หนักใจก็บอกป้าได้นะ คิดว่าป้าเป็นญาติผู้ใหญ่ก็ได้”
“คุณป้า”
นารีดึงชิโลมากอดอย่างอ่อนโยน ช่วยทำให้ชิโลพอคลายความเศร้าลงได้บ้าง
“เอาอย่างนี้มั้ย วันนี้เราออกไปซื้อของกลับมาเรียนทำอาหารกัน ป้ายังมีสูตรอาหารมังสวิรัติอร่อยๆอีกเยอะเลย”
ชิโลนิ่งไปแล้วหันไปมองอุ้มสมที่พยักหน้ารับ


รถแท๊กซี่มาจอดรอรับอยู่ที่หน้าตึก นารีพาชิโลกับอุ้มสมก้าวออกจากตึกมาขึ้นรถแท็กซี่ เสียงอีการ้องดัง ชิโลกับอุ้มสมชะงักหันไปมองเห็นอีกาตัวหนึ่งที่บินมาเกาะที่ต้นไม้หน้าคอนโดฯ
“ไปกันเถอะจ้ะ”
นารีบอก ชิโลกับอุ้มสมไม่ทันได้ผิดสังเกตก้าวขึ้นรถแท็กซี่ออกไปกับนารี ขณะที่อีกาส่งเสียงร้องดัง....กา...กา...กา

ณ คฤหาสน์อสูร...อสุเรศหันมามองอัคราสูรซึ่งเอาข่าวของชิโลมาบอก
“เจ้าแน่ใจนะอัคราสูร”
อัคราสูรโค้งรับ
“กระผมแน่ใจขอรับนายท่าน เวลานี้รัศมิชโลธรไม่เหลือแม้แต่ทิพยรัศมีคุ้มครองกาย ถ้านางยังมีอิทธิฤทธิ์ของนางฟ้าอยู่ นางคงมองเห็นร่างที่แท้จริงของข้าแล้ว”
จิตราสูรออกความเห็น
“สงสัยเทพบิดาของนางคงจะโกรธมาก ถึงได้ยึดอิทธิฤทธิ์ของนางฟ้าไปหมด”
อสุเรศยิ้มเยาะ
“นางฟ้าแสนซนคนสวย น่าสงสารเจ้าเหลือเกินที่ต้องถูกสาปให้เป็นได้แค่นางมนุษย์ ฮ่าๆๆๆ พวกเจ้าไปพาตัวนางมา เมื่อข้าเสร็จธุระกับท่านพ่อกลับขึ้นมาจากพิภพอสูรเมื่อไหร่ ข้าจะพานางไปขังไว้ที่พิภพอสูร แล้วบังคับให้นางมาเป็นเมีย ไม่ได้กลับสวรรค์อีกชั่วกัปชั่วกัลป์ ฮ่าๆๆๆ”
เสียงหัวเราะของอสุเรศดังกึกก้องน่ากลัว จิตราสูรกับอัคราสูรหันมายิ้มรับก่อนจะหายตัวไป แววตาของอสุเรศฉายแววสีแดงก่ำด้วยอาการยินดีล่วงหน้า

ที่โต๊ะทำงานสการ ดรัณนั่งหน้างอเป็นตูดคอตกเซ็งๆ สการถือแก้วกาแฟเข้ามาวางที่โต๊ะตรงหน้า
“เอ้า...กินซะจะได้เรียกสติให้กลับมา”
ดรัณหน้าตึง
“ไอ้แซม..แกทำกับฉันได้ยังไงวะ แทนที่จะสงสารฉัน ปลอบใจฉัน กลับส่งให้ฉันไปเจอด่าน ปล่อยให้ฉันนอนอยู่ในคุกทั้งคืน”
“แกเป็นตำรวจนะเว้ย ทำผิดกฎหมายแล้วจะให้ฉันช่วยแกเนี่ยนะ”
“ฉันรู้ว่าฉันผิด แต่ฉันเป็นเพื่อนแกนะ”
“ก็เพราะแกเป็นเพื่อนด้วยนั่นแหละ ฉันถึงต้องทำให้เป็นตัวอย่าง เครื่องแบบของเราจะได้ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริงอย่าลืมสิวะว่าตอนเราเรียนจบเราให้สัตย์ปฏิญาณอะไรไว้”
ดรัณนิ่งไปสลด
“เออ..ฉันจำได้ โทษทีว่ะเพื่อน ต่อไปจะไม่ทำผิดเองแบบนี้อีกแล้ว ว่าแต่ผู้การคาดโทษอะไรฉันบ้างวะ”
“ผู้การสั่งย้ายแกไปอยู่งานจราจร”
“เฮ้ย...ว่าไงนะ”
“ล้อเล่น...ผู้การสั่งให้แกเขียนรายงานส่งไป เสร็จแล้วก็เตรียมเข้าประชุมเรื่องนายทองทิว”
ดรัณใจคอไม่ดี
“แกอย่าบอกนะว่า..เพราะว่าฉันทำแผนการพัง ผู้การเลยจะโอนคดีนายทองทิวให้คนอื่น”
สการนิ่งไปสีหน้ากังวล
“ไม่รู้เหมือนกันว่ะ ถ้าผู้การไม่ให้ทำต่อ งานนี้ฉันไม่โทษแกหรอก แต่ฉันจะโทษยัยชิโลตัวแสบนั่นมากกว่า”
“เฮ้ย...แกอย่าไปโทษคุณชิโลเลย น่าสงสารเขาออก ถ้าผู้การไม่ให้ฉันทำคดีต่อ ฉันว่าฉันจะช่วยหาทางทำให้คุณชิโลหายจากอาการเพี้ยนๆ”
สการหันขวับมาทันที
“ไอ้ดรัณ !! นี่แกอกหักจากคุณสิไม่ทันไร อย่าบอกนะว่าแก...”
“เฮ้ย...ฉันเปล่านะเว้ย ก็แค่สงสาร...จริงๆ แกต้องแยกให้ออกระหว่างผู้ชายขี้สงสารกับผู้ชายลัลล้า มันต่างกันคนละขั้วเลย ไม่พูดกับแกแล้ว ฉันไปเขียนรายงานดีกว่า”
ดรัณรีบออกไปแต่สีหน้ายังดูมีพิรุธ สการมองเพื่อนอย่างไม่ไว้วางใจ

สิริสุดาโพสต์ท่าให้กองแฟชั่นถ่ายรูป อยู่ที่ร้านกาแฟในห้างสรรพสินค้า เมื่อถ่ายเสร็จแล้ว ช่างภาพสั่งพักเบรค สิริสุดาเดินหน้าเหนื่อยมาหาเอิงเอย
“โอ้ยยยย...ฉันเบื่อจังเลยยัยเอย”
“นี่แกเบื่องานนางแบบของแกแล้วเหรอ”
“ฉันไม่ได้เบื่องาน ถ้าไม่ได้มาทำงานสิ ฉันต้องประสาทกินแน่ๆ”
“แล้วแกเบื่ออะไร”
“ก็คุณป๋าน่ะสิ เที่ยวไปบอกใครต่อใครว่าฉันโสดแล้ว”
สิริสุดาหันไปหยิบ IPAD มายื่นให้เอิงเอยดู ที่หน้าจอเป็นรูปชายหนุ่มหน้าตาบ้านๆยิ้มหวาน
“ไม่ทันข้ามวันทั้งนายหมู นายหมา นายแมว นายกา นายไก่ แห่กันมาทั้งฟาร์มขอคบฉันจนน่ารำคาญ”
เอิงเอยเลื่อนรูปในจอIPADดูไปเรื่อยๆ
“ก็ดีแล้วนี่แก บางคนอาจจะใช้ไม่ได้น่าไล่ให้ไปเห่าอยู่ในฟาร์ม แต่บางคนก็โอนี่ ลองคบดูก็ไม่เสียหายแกจะได้ตัดใจจากผู้กองดรัณได้ไง”
“ฉันเพิ่งหน้าแตกระดับชาติ โดนนังบ้าที่ไหนก็ไม่รู้มาแย่งซีนกลางงานแต่งนะ แกจะรีบให้ฉันเปิดตัวคบคนอื่น ให้พวกขาเมาท์มันว่าฉันเหรอ”
“ยัยสิ...บอกฉันมาดีกว่า...ที่จริงแล้วแกยังลืมผู้กองไม่ได้ใช่มั้ย”
สิริสุดาชะงักไปแล้วรีบกลบเกลื่อน
“ไม่ใช่ย่ะ ฉันต้องได้แก้แค้น เล่นงานนังบ้านั่นก่อน ฉันถึงจะเริ่มต้นใหม่กับคนที่ดีกว่าดรัณร้อยเท่าพันเท่า”
สิริสุดาเชิดหน้าแล้วลุกไปทำงานต่อ

ในซูเปอร์มาเก็ตข้าวของเครื่องใช้เต็มไปหมดละลานตา นารีเลือกซื้อของอยู่อีกมุมหนึ่ง ชิโลมองไปรอบๆ
“ทำไมข้าวของมันถึงได้เยอะแบบนี้ ดูสิอุ้มสม แค่กาแฟอย่างเดียวยังมีตั้งหลายยี่ห้อ”
“ก็มนุษย์เป็นพวกมีกิเลสเยอะไง มีอย่างก็ต้องได้อีกอย่าง ไม่รู้จักพอ ฟุ่มเฟือย ทรัพยากรถึงได้หมดเร็ว โลกก็ร้อนขึ้น อากาศก็ไม่ดี”
“งั้นเราก็ต้องทนอยู่บนโลกนี้ร่วมกับพวกมนุษย์น่ะสิ เพราะเรามองไม่เห็นทางที่จะได้กลับสวรรค์อีกแล้ว”
อุ้มสมหน้าเสีย
“โธ่..อย่าพูดแบบนั้นสิชิโล เราไม่อยากตายอยู่บนโลกมนุษย์”
ชิโลกับอุ้มสมมองหน้ากันแล้วเศร้าวังเวง...แต่ระหว่างนั้นชิโลหันไปเห็นป้ายโฆษณาโรลออนยี่ห้อหนึ่งแบบเต็มตัวของสิริสุดา เป็นรูปสิริสุดาชูวงแขนขาววิ้ง
“อุ้มสม...อย่าเพิ่งหมดหวัง เรายังมีทางออกเหลืออยู่”
“ทางออกอะไรของเจ้าชิโล”
“ก็นี่ไง...เจ้าจำผู้หญิงคนนี้ได้ใช่มั้ย”
“ผู้หญิงอะไรไม่รู้จักอาย กล้าชูจักกะแร้ซะหราเลย”
“เราไม่ได้ให้เจ้าดูจักกะแร้เขา เราให้เจ้าดูว่าจำผู้หญิงคนนี้ได้มั้ย”
“เจ้าสาวของผู้กองดรัณ”
“ใช่...คุณสิริสุดา ถ้าฉันตามตัวเธอเจอแล้วช่วยทำให้เธอยกโทษให้ผู้กอง...เราก็จะได้กลับสวรรค์”
“ใช่แล้วชิโล แต่ว่า...เราจะหาตัวแม่จักกะแร้ขาวนี่ได้ยังไ”
ชิโลชะงักลืมนึกไปหันไปมองป้ายโฆษณาสิริสุดาอย่างเซ็งๆ แต่อยู่ๆก็มีผู้ชายคนนึงเข้ามายกป้ายโฆษณาของสิริสุดาจะเอาไปด้วย
“นี่คุณ...จะเอาป้ายโฆษณาไปไหน”
“นางแบบคนนี้เขามาถ่ายแบบที่นี่ ผมจะเอาไปขอลายเซ็น”
ชายหนุ่มคนนั้นหิ้วป้ายโฆษณา ออกไปทันที ชิโลกับอุ้มสมถึงกับอึ้งมองตากันปริบๆ
“สงสัยท่านเทพบิดาของเจ้าคงบันดาลให้เกิดเรื่องบังเอิญแน่ๆเลยชิโล”
“แล้วจะรออะไรอยู่ล่ะอุ้มสม...ไปเร็ว”
ชิโลรีบพาอุ้มสมตามชายคนนั้นไป แต่คล้อยหลังไม่นานจิตราสูรกับ อัคราสูรในชุดสูทดำทะมึนสวมแว่นดำก็ค่อยโผล่ออกมาจากฉันวางของใกล้ๆ พวกมันลดแว่นลงแล้วมองตามชิโลด้วยแววตาน่ากลัวก่อนจะเดินตามไป
นารีเลือกซื้อของได้ครบแล้วก็เดินมาหาชิโล แต่ไม่เจอใคร

“อ้าว..หนูชิโล...หายไปไหนแล้ว”

มณีแดนสรวง ตอนที่ 6 (ต่อ)

บริเวณทางเดินในห้าง ชิโลกับอุ้มสมเดินเข้ามายืนงงๆ

“ไปทางไหนต่อล่ะชิโล”
ชิโลหันซ้ายหันขวา ก่อนจะมองลงไปที่ชั้นล่าง เห็นสิริสุดายืนอยู่ท่ามกลางไทยมุงที่มาห้อมล้อมขอลายเซ็นต์
“นั่นไง เจ้าสาวของผู้กองดรัณ รีบลงไปหาเขาเถอะอุ้มสม”
อุ้มสมดึงชิโลไว้
“เดี๋ยวๆๆ ชิโล เจ้าจะไปหาเขา คิดรึเปล่าว่าเจ้าจะบอกอะไรเขา”
“ก็บอกเรื่องของเราไง”
“งั้นมันก็ไม่ได้ผลหรอก ขนาดผู้กองดรัณกับผู้กองสการยังไม่เชื่อว่าเจ้าเป็นนางฟ้า แล้วเจ้าสาวคนนั้นจะเชื่อเจ้าเหรอ”
ชิโลนิ่งไป
“ก็จริง..งั้นเราจะไม่บอกเขาเรื่องเราเป็นนางฟ้า แต่เราจะไปบอกเขาว่า เรากับผู้กองดรัณไม่ได้มีอะไรกัน ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วย เขาจะได้กลับไปคืนดีกัน”
ชิโลบอกอย่างหน้ามั่นใจแล้วรีบลงบันไดเลื่อนไป อุ้มสมกำลังจะตามแต่เกิดชะงักเมื่อจมูกได้กลิ่นแปลกๆ
“ เหม็นชะมัดเลย...กลิ่นนี่มัน...กลิ่นพวกอสูร”
อุ้มสมมั่นใจว่าเป็นกลิ่นของพวกอสูรแน่ๆ พยายามกวาดตามอง จิตราสูรที่กำลังเดินเข้ามายกมือกันอัคราสูร แล้วดึงให้หลบพ้นจากสายตาของอุ้มสม
“ระวัง...เทพอุ้มสมมันได้กลิ่นอสูรของเราแล้ว”
“ได้กลิ่นแล้วยังไง อย่างมันตอนนี้จะทำอะไรได้ จัดการมันไปซะเลยจะได้ไม่ต้องเกะกะ”
จิตราสูรตวาด
“ไอ้โง่ !! นายท่านสั่งนักสั่งหนาว่า ห้ามพวกเราแสดงตัวตนของอสูรในที่สาธารณะ ถ้าแกฝืนคำสั่ง นายท่านจะโดนท่านพญาอสูรลงโทษ”
“โธ่เว้ย”
จิตราสูรดึงอัคราสูรให้หลบสายตาของอุ้มสมที่มองไม่เห็นความผิดปกติ แต่ใจนึกหวั่นว่าต้องใช่แน่ๆ
“กลิ่นแบบนี้ต้องเป็นพวกมันแน่ๆ แย่แล้วชิโล”
อุ้มสมรีบตามชิโลไปทันที

ชั้นล่างของห้าง...สิริสุดาถ่ายแบบเสร็จแล้ว อยู่ท่ามกลางแฟนๆที่เข้ามาขอลายเซ็นนางแบบชื่อดัง ชิโลลงบันไดเลื่อนมาพยายามจะแหวกกลุ่มผู้คนเข้าไปหา
“คุณสิริสุดาคะ...คุณสิริสุดา...”
แต่ผู้คนเบียดไปมา ชิโลเลยต้องทั้งมุดทั้งดันพยายามแทรกเข้าไปสุดฤทธิ์ ก่อนจะเสียหลักโดนเบียดจนหน้าคะมำพุ่งไปล้มใส่สิริสุดาอย่างแรง...
“อ๊ายยยย !!!”
สิริสุดาร้องอย่างตกใจ ชิโลทับบนตัวสิริสุดาทำเอาวงแตก
“ขอโทษด้วยค่ะคุณสิริสุดา”
ชิโลรีบลุกขึ้นยกมือไหว้ขอโทษขอโพย เอิงเอยเข้ามาช่วยฉุดเพื่อนขึ้น
“เป็นอะไรมั้ยยัยสิ”
สิริสุดาไม่พอใจ
“เจ็บสิ ถามได้ อู้ย..จุกด้วย ทะเล่อทะล่าเข้ามาได้ ถ้าฉันแข้งขาหักไปจะทำยังไง”
“ฉันขอโทษค่ะ ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับคุณ ก็เลยต้องเข้ามาให้ถึงตัว”
สิริสุดาชะงักเมื่อได้เห็นหน้าเต็มๆของหญิงสาว ที่เพิ่งจะล้มทับเธอ
“นี่เธอ...เธอ...ฉันจำเธอได้ !!”
เอิงเอยสงสัน
“ใครเหรอยัยสิ”
“นังนี่ไง...นังหน้าด้านที่โผล่มาทำลายงานแต่งฉัน”
สิริสุดาชี้หน้าชิโล พวกแฟนๆที่มาขอลายเซ็นพากันมองอย่างหยามเหยียด
“เอ่อ...ชะ...ใช่ค่ะ แต่เรื่องนั้นฉันอธิบายให้คุณฟังได้นะคะคุณสิริสุดา”
“เธอทำลายชีวิตแต่งงานของฉัน ทำลายความฝันของผู้หญิงที่จะได้มีความสุขที่สุดในชุดแต่งงาน เธอ...เธอมันนังแม่มด”
สิริสุดาแค้นมาก พวกแฟนๆอินไปกับสิริสุดาพากันเชียร์และเห็นด้วย
“ตบเลย ๆๆๆๆ นังแม่มด...ตบเลยๆๆๆ”
ชิโลเหวอ
“เดี๋ยวค่ะ...ฉันไม่ใช่แม่มด ฉันเป็นนางฟ้านะ”
อุ้มสมรีบวิ่งผ่าวงเข้ามา
“รีบหนีเถอะชิโล”
“หนีไปไหน ฉันยังไม่ได้อธิบายความจริงให้คุณสิริสุดาฟังเลย”
“พวกอสูรมา เราต้องหนี !!”
ชิโลอึ้งเหวอหนักกว่าเก่าแล้วรีบหนีไปพร้อมกับอุ้มสม
“อย่าหนีนะนังแม่มด”
สิริสุดากับเอิงเอยไม่รอช้า รีบวิ่งไล่ตามชิโลไปทันที

ชิโลกับอุ้มสมพากันวิ่งมาหลบเหนื่อย
“เดี๋ยวก่อนชิโล ขอหยุดหายใจหน่อย”
ชิโลหันรีหันขวางระวังตัว
“พวกอสูรตามมาเจอเราได้ยังไงอุ้มสม”
อุ้มสมเหนื่อย พูดหอบๆ
“เรา..เราว่าพวกมันคงตามเรามาตั้งแต่ที่คอนโด แล้ว...แล้วที่คนเยอะขนาดนี้มันยังเจอเราได้ก็เพราะ..เพราะรัศมีความดีของเจ้าที่เปล่งประกายให้พวกมันเห็น”
ชิโลจ๋อย
“แล้วเราจะทำยังไงดี แบบนี้เราก็หนีไม่รอดน่ะสิ”
จิตราสูรโผล่มาอยู่ข้างหลัง
“ก็ใช่น่ะสิ รัศมิชโลธร นางฟ้าแสนซนคนสวย...หึๆๆๆ”
ชิโลกับอุ้มสมชะงักหันขวับไป เห็นจิตราสูรในชุดสูทสีดำแว่นดำยิ้มเห็นฟันแหลมดำ ทั้งคู่ร้องออกมาพร้อมกัน
“เย้ยยย อสูร !!”
สัญชาติญาณเอาตัวรอด ชิโลเตะผ่าหมาก ส่วนอุ้มสมชกเข้าเบ้าตาพร้อมกัน...เปรี้ยง !! พลั๊ก !!
จิตราสูรโดนเข้าไปเต็มๆทั้งบนทั้งล่างถึงกับดาวขึ้นเต็มหัวทรุดร้องโอดโอย ชิโลกับอุ้มสมรีบวิ่งโกยอ้าวต่อทันที
อัคราสูรตามเข้ามาเจอสมุนคู่หูเจ็บจุก
“ไอ้โง่เอ้ย ปล่อยไปได้ไงวะ มันไม่มีอิทธิฤทธิ์แล้วไม่ใช่เหรอ”
“แต่..แต่พวกมันยังมีมือ...มีตีน...อู้ยยย”
“งั้นต้องข้าเอง”

อัคราสูรชักสีหน้า แล้วลดแว่นลงเห็นดวงตาสีแดงก่ำ

สิริสุดาเดินเข้ามามองหาชิโลในลานจอดรถแต่ไม่เห็นตัว เอิงเอยตามเข้ามาจากอีกทาง

“เจอนังนั่นมั้ยยัยเอย”
“ฉันไม่เจอเลย แล้วเธอล่ะ”
“ถ้าฉันเจอมันน่ะเหรอ ป่านนี้ฉันลากคอมันขึ้นรถไปให้คุณป๋าจัดการแล้ว”
“หรือว่ามันจะหนีไปแล้ว”
“ฉันไม่ยอมให้มันหนีไปง่ายๆหรอก สวรรค์ส่งมันมาให้ฉันแก้แค้น ฉันต้องเอาคืนมัน !!”
พูดไม่ทันขาดคำชิโลกับอุ้มสมที่วิ่งตาตั้งก็วิ่งไม่มองทางปรี่มาพุ่งชน ชิโลชนสิริสุดา อุ้มสมชนเอิงเอยล้มคะมำ
“ว๊ายยยย...อู้ยยยย”
สิริสุดาร้องลั่น
“ขอโทษค่ะ...คุณสิริสุดา”
ชิโลตกใจเมื่อเห็นว่าเป็นใคร
“แก...นังแม่มด นี่แกเหยียบย่ำหัวใจฉันไม่พอ แกยังลอบกัดมาคอยเหยียบฉันซ้ำอีกเหรอ”
“ฉันเปล่านะคะคุณสิริสุดา ฉันไม่ตั้งใจ”
เอิงเอยตวาด
“ไม่ตั้งใจบ้าอะไร แกพุ่งเข้ามาทับเพื่อนฉันตั้งสองครั้ง แบบนี้มันจงใจเล่นงานเธอแน่ๆ”
สิริสุดาแค้นจัดเงื้อมือตบหน้าชิโล...แต่วืดหน้าคะมำเพราะอุ้มสมดึงชิโลออกมาพ้นรัศมีการตบ
“อ๊ายยยย นังบ้า...แกหยามฉันเกินไปแล้ว ถ้าวันนี้ฉันไม่เอาเลือดหัวแกออก ฉันตายตาไม่หลับแน่”
ระหว่างนั้นอุ้มสมกับชิโลมองผ่านสิริสุดากับอิงเอย เห็นอัคราสูรเดินตัวแข็งน่าเกรงขามมาแต่ไกล
“แย่แล้ว...คุณสิริสุดาคะ ฉันต้องขอโทษด้วย แต่ฉันอยู่อธิบายความจริงให้คุณฟังตอนนี้ไม่ได้ ฉันต้องไปแล้ว”
ชิโลจะวิ่งหนี แต่โดนสิริสุดาคว้าข้อมือไว้
“คิดจะหนีฉันเหรอ มันไม่ง่ายหรอก”
“ปล่อยฉันไปเถอะค่ะ...ไม่อย่างนั้นพวกเราแย่กันหมดแน่”
“เชอะ ชะตาหล่อนจะขาดอยู่แล้วยังมีหน้ามาขู่อีก”
เอิงเอยสำทับไป ระหว่างนั้นอัคราสูรก็เดินเข้ามายืนหน้าเหี้ยมอย่างกับหุ่นคนเหล็กข้างๆชิโล
“ยัยสิ คนของพ่อแกมาแล้ว พามันไปเลยจะได้สั่งสอนมัน”
สิริสุดาสั่งอัคราสูร เพราะนึกว่าเป็นลูกน้องพ่อ
“จับมันไป”
อัคราสูรจับตัวชิโลเอาไว้แน่น สิริสุดาสะใจ
“อุ้มสม...ช่วยเราด้วย”
“ปล่อยชิโลนะไอ้อสูรตัวเหม็น”
อุ้มสมพยายามเข้าไปยื้อยุดแต่กลับโดนอัคราสูรจับกระชากคอด้วยมือเดียว แล้วเหวี่ยงอย่างแรงจนอุ้มสมกระเด็นไปกระแทกกับรถที่จอดอยู่ใกล้ๆจนสลบเหมือด ชิโลตะลึง
“อุ้มสม !”
เอิงเอยอึ้ง
“โอ้ว...ลูกน้องพ่อแกฝีมือไม่เลวเลยยัยสิ”
สิริสุดาเริ่มสงสัย
“แต่ฉันไม่เคยเห็นหน้าลูกน้องพ่อฉันคนนี้เลยนะแก”
อัคราสูรจัดการอุ้มสมเสร็จ ก็ลากพาตัวชิโลออกไปทันที
“ช่วยด้วย..ปล่อยฉันนะเจ้าอสูร...อุ้มสม...ช่วยด้วย”
สิริสุดางง
“อ้าว..แล้วมันจะพายัยนั่นไปไหน...รถจอดอยู่ทางนั้นไม่ใช่เหรอ”
“หรือว่า...หมอนั่นไม่ใช่ลูกน้องพ่อแก”
“หึ...มันจะเป็นใครฉันไม่สน แต่มันไม่มีสิทธิ์แย่งนังนั่นไปจากฉัน”
สิริสุดาชักสีหน้าไม่พอใจปรี่ตามอัคราสูรกับชิโลไปทันที

อัคราสูรร่างยักษ์แข็งแรงอย่างกับคนเหล็กพาตัวชิโลมาตามทาง
“ปล่อยฉันนะเจ้าอสูร...ฉันบอกให้ปล่อย”
ชิโลพยายามทุบพยายามตีแต่ไม่สะเทือนอัคราสูรแม้แต่นิดเดียว ระหว่างนั้นสิริสุดากับเอิงเอยวิ่งตามมา
“ปล่อยนังนั่นนะ”
ชิโลแปลกใจ
“คุณสิริสุดา !!”
อัคราสูรคอแข็งหันมามองหน้าสิริสุดา เอิงเอยมองอย่างไม่สบายใจ
“ยัยสิ..ฉันว่าท่าทางไม่น่าไว้ใจเลย ปล่อยให้มันจัดการนังนั่นไปเถอะ”
“ไม่ !! ฉันต้องแก้แค้นนังนั่นด้วยมือฉันเองเท่านั้น”
สิริสุดาไม่สนใจคำเตือนของเพื่อน ปรี่ไปประจันหน้ากับอัคราสูร
“ปล่อยนังนั่นนะไอ้ก้ามปู ฉันไม่สนใจว่านังนั่นจะไปทำอะไรแกไว้ แต่ฉันเจอมันก่อน เพราะฉะนั้น ฉันต้องเป็นคนจัดการกับมันเป็นคนแรก ส่วนแกต้องไปต่อคิวเอาทีหลัง”
อัคราสูรจ้องเขม็ง
“ยืนบื้ออะไรอยู่ได้ ไม่ได้ยินที่ฉันสั่งเหรอ”
ชิโลรีบเตือน
“คุณสิริสุดา..ฉันว่าคุณรีบหนีไปเถอะ อย่ามายุ่งกับไอ้อสูรตัวนี้เลย”
“หุบปาก...หล่อนไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉัน” สิริสุดาเข้าไปผลักอกอัคราสูร “ฉันบอกให้ส่งนังนั่นมาให้ฉัน ถ้าแกไม่ทำตามที่ฉันสั่ง แกได้เสียใจแน่ถ้ารู้ว่าคุณป๋าฉันเป็นใคร”
สิริสุดาเอานิ้วจิ้มอกอัคราสูรที่ไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว มันจับหมับที่ข้อมือสิริสุดาอย่างแน่นแล้วบีบแรง
“โอ๊ย !! ปล่อยฉันนะ ฉันเจ็บ”
เอิงเอยตกใจรีบเข้าไปทั้งทุบทั้งตี
“ไอ้บ้า...ปล่อยเพื่อนฉันนะ”
อัคราสูรหันขวับจ้องหน้าเอิงเอยตาดุใส่แล้วแยกเขี้ยวยิงฟันแหลมดำใส่
“แฮ่ !!”
เอิงเอยเหวอหน้าตั้ง
“อี๋....เหม็นอ่ะ”
เอิงเอยรีบถอยวิ่งไปอ้วกแตก ชิโลร้องขู่
“ปล่อยเธอไปซะเจ้าอัคราสูร ไม่อย่างนั้นเจ้าจะต้องโดนเราสั่งสอน”
“เจ้าจะเอาอิทธิฤทธิ์อะไรมาสั่งสอนข้า ในเมื่อตอนนี้เจ้าเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา..ฮ่าๆๆ”
อัคราสูรจ้องหน้าชิโลแล้วแสยะยิ้มพร้อมดวงตาที่แดงก่ำอย่างอสูร สิริสุดาเห็นเข้าก็เหวอร้อง
“อ๊ายยยย”

สิริสุดาแผดเสียงดังสนั่น อัคราสูรแสบแก้วหูเลยผลักกระเด็นไปทางเอิงเอย ที่กำลังอ้วกแตกล้มโครมไปด้วยกัน
“ได้เวลาที่เจ้าต้องไปเป็นเมียท่านอสุเรศในพิภพอสูรแล้ว...ฮ่าๆๆๆ”
“ไม่นะ...ไม่...ช่วยด้วย...ช่วยด้วย”
อัคราสูรฉุดชิโลจะพาไป แต่ทันใดนั้นนารีก็ปรี่เข้ามาใช้ร่มในมือฟาดใส่อัคราสูรไม่ยั้ง
“ปล่อยหนูชิโลเดี๋ยวนี้นะ...นี่แน๊ะๆๆ”
นารีกระหน่ำตีไม่ยั้งจนอสุเรศรำคาญ
“เว้ยยยย...พวกมนุษย์นี่มันน่ารำคาญจริงๆ”
อสุเรศโกรธจัดหันไปแยกเขี้ยวฟันแหลมดำใส่คุณนารี..แฮ่ !! นารีเหวอตกใจ
“อย่านะ...อย่าทำอะไรคุณป้า”
ชิโลห้ามไม่ทัน อสุเรศเห็นมีรถกำลังวิ่งผ่านมาเลยจัดการผลักนารีกระเด็นไปอยู่กลางถนน ทางที่รถคันนั้นกำลังพุ่งตรงมา...เสียงบีบแตรดังลั่น....ปี๊นนนน
“คุณป้า !”
ชิโลร้องเสียงหลง นึกไปถึงเหตุการณ์ที่สวนบุณฑริก...เทพบิดาถอนใจหันมามองพรรณรายและชิโล กับอุ้มสมที่เดินตามคอตกออกมาด้วย
‘เอาล่ะ..เพื่อเห็นแก่เจ้ารัศมิพรรณราย พ่อจะให้สิทธิพิเศษแก่รัศมิชโลธร’
ชิโลเริ่มมีแววตาเป็นประกายด้วยความหวัง
‘ตลอดเวลาที่อยู่โลกมนุษย์ เจ้าจะมีสิทธิ์ใช้เวทย์มนต์ได้ 3 หน และมีข้อจำกัด นั่นคือเจ้าจะไม่สามารถใช้มนต์บังคับให้สองคนนั้นกลับมารักกัน ถ้าพวกเขาจะกลับมาแต่งงานกันก็ต้องเป็นเพราะความยินยอมของทั้งคู่’
‘แต่...’
‘ไม่ต้องแต่ !!’
พรรณรายกลัวพ่อจะเปลี่ยนใจ
‘เท่านี้ก็ดีแล้วชโลธร รีบขอบคุณท่านพ่อสิ’
‘ขอบคุณค่ะท่านพ่อ’
‘จำไว้นะ เจ้าจะใช้เวทย์มนต์ได้แค่ 3 ครั้งเท่านั้น เพราะฉะนั้นก่อนจะใช้เวทย์มนต์ทุกครั้ง เจ้าจะต้องพิจารณาให้รอบคอบที่สุด’

นารีล้มอยู่กลางถนน รถกำลังจะพุ่งตรงเข้ามาชน นารีพยายามจะลุกแต่ได้รับบาดเจ็บถลอกที่ข้อมือและข้อเท้าแพลงจนลุกไม่ขึ้น นารีเห็นรถกำลังพุ่งมาที่ตัวเองก็ร้องเสียงหลง
“ว๊ายยย”
ชิโลใจหายวาบที่เห็นนารีกำลังจะโดนรถชน ความเร็วขนาดนั้นไม่มีทางที่รถจะเบรคได้ทัน ชิโลใช้เวลาในเสี้ยววินาทีนั้นตัดสินใจ หลับตาลง ตั้งจิตแน่วนิ่ง โบกมือหมุนวนเหนือศีรษะ 3 รอบ ใช้พรข้อแรกที่ได้จากเทพบิดา
ภาพเหตุการณ์ทุกอย่างนิ่งชะงัก สิริสุดากับเอิงเอยกอดกันตกใจอ้าปากร้องกรี๊ด คนขับรถเหวออยู่หลังพวงมาลัย มีแต่ชิโลคนเดียวที่แกะมืออัคราสูรแล้ววิ่งเข้าไปกอดนารีเอาไว้
“คุณป้า !!”
ชิโลกับนารีหายวับไปทันที สิริสุดากับเอิงเอยก็หายวับไปด้วย เหลือแต่อัคราสูรที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่คนเดียว
เหตุการณ์กลับมาเดินตามเวลาเดิม เสียงเบรคเอี๊ยดดังสนั่นที่จอดรถ คนขับรถชนโครมเข้ากับอะไรบางอย่าง คนขับรถตกใจรีบเปิดประตูลงจากรถมา แล้วก็พบว่าตัวเองเพิ่งขับรถชนชายหุ่นล่ำบึกในชุดสูทสีดำกลิ้งไปตามพื้น
“เฮ้ย...เวรแล้วไง...มาจากไหน โผล่มาได้ยังไงวะเนี่ย”
อัคราสูรนอนคว่ำหน้าแน่นนิ่งอยู่ที่พื้น คนขับรีบเข้าไปเขย่าตัวดูว่าตายมั้ย
”คุณ...คุณ...เป็นอะไรรึเปล่า...คุณ”
อัคราสูรลืมตาโพล่งแล้วลุกพรวดยืนตาแข็ง ทำเอาคนขับรถตกใจ
“รัศมิชโลธร...ฮึ่ม !!!”
อัคราสูรคำรามในลำคออย่างโกรธแค้นก่อนจะเดินออกไปอย่างหงุดหงิด คนขับรถยืนงง...มึนตึ๊บ

“อ้าวคุณ...คุณ...อะไรวะเนี่ย”

จู่ๆ ชิโลกับนารีมาโผล่พรวดขึ้นที่กลางซูเปอร์ นารีที่หลับตาปี๋อยู่เพราะตกใจค่อยๆลืมตาขึ้นมาแล้วงงๆ มึนๆ

“คุณป้า...เป็นอะไรรึเปล่าคะ”
นารีงงๆ
“หนู...หนูชิโล...โอ๊ย...”
นารีขยับตัวลุกขึ้นแต่เจ็บข้อเท้าที่แพลงและมือที่ถลอก
“นี่..เกิดอะไรขึ้นกับป้า”
“เอ่อ...คือ...คุณป้าหน้ามืดแล้วก็หกล้มไปน่ะค่ะ”
“ป้าน่ะเหรอหน้ามืดแล้วเป็นลม”
“ค่ะ...ชิโลว่า ชิโลพาคุณป้าไปหาหมอดีกว่าค่ะ ชิโลช่วยประคองนะคะ”
ชิโลเข้าไปช่วยประครองนารีพาออกไปอย่างเป็นห่วง ส่วนนารียังงุนงงไม่หาย

สิริสุดากับเอิงเอยนอนหมดสติอยู่ที่พื้นตรงใต้รูปปั้นในห้าง ทีมงานเข้ามามุงเรียกสติกันใหญ่
”น้องสิคะ..น้องสิ”
สิริสุดารู้สึกตัวแล้วเด้งพรวดร้องกรี๊ดเสียงดังลั่น....กรี๊ดดด เอิงเอยได้ยินเสียงเพื่อนกรี๊ดก็เด้งตาม กรี๊ดดดตาม
ทีมงานยืนงงตกใจ สิริสุดาหยุดกรี๊ดแล้วหันมาตะโกนใส่หน้าเอิงเอย
“หยุด...หยุดกรี๊ดเดี๋ยวนี้นะยัยเอย แกมากรี๊ดๆๆๆใส่หูฉันทำไม หูจะแตกอยู่แล้ว”
“อ้าว..ฉันเห็นแกกรี๊ด...ฉันก็กรี๊ดตาม”
“ก็ฉัน...ฉันตกใจนี่”
ทีมงานงง
“น้องสิตกใจอะไรเหรอคะ”
“สิตกใจ...” สิริสุดาชะงักไปนึกไม่ออก “ตกใจ...ฉันตกใจอะไรเหรอยัยเอย”
“อ้าว...แกตกใจอะไร แล้วฉันจะรู้มั้ย”
สิริสุดาเริ่มงงตัวเอง
“พี่คะ...เกิดอะไรขึ้นกับสิเหรอคะ”
“พวกพี่เห็นน้องสิกับเพื่อนหลับอยู่ตรงนี้ ก็เลยมาปลุก แล้วอยู่ๆน้องสิก็กรี๊ดๆๆ”
“สิเนี่ยนะมาหลับอยู่ตรงนี้”
ทีมงานพยักหน้ารับ สิริสุดายิ่งงงเข้าไปอีก
“ฉันมาหลับอยู่ตรงนี้ได้ยังไงยัยเอย”
“ฉันก็มาหลับอยู่กับแก ฉันจะไปรู้ได้ยังไง”
“นี่ตกลงแกจะรู้อะไรมั่งมั้ยเนี่ย”
เอิงเอยส่ายหน้างงๆเอ๋อๆ ทีมงานพากันมองสิริสุดากับเอิงเอย แล้วซุบซิบขำๆกันกับอาการแปลกๆของทั้งคู่

ณ คฤหาสน์อสูร.... อสุเรศโกรธมาก ขณะที่จิตราสูรกับอัคราสูรก้มหน้าสลดกลัว
“เป็นไปได้ยังไง ไหนพวกเจ้าบอกข้าว่ารัศมิชโลธร ไม่มีอิทธิฤทธิ์ของนางฟ้าอีกแล้วไง”
จิตราสูรรีบโทษอัคราสูรทันที
“กระผมไม่ได้บอกนายท่านอย่างนั้นนะขอรับ ไอ้อัคราสูรมันบอก”
อัคราสูรหันขวับไปว่า...
“ไอ้อึ่งอ่าง !! นี่แกโยนความผิดให้ข้าเหรอ...ขอกระทืบให้แบนคาตีนหน่อยเถอะวะ”
“หยุดได้แล้ว !!”
เสียงของอสุเรศดังกึกก้อง พร้อมกับกระชากคอเสื้อสมุนสองตัวแล้วเหวี่ยงมันให้หัวโขกชนกันเอง...โป๊ก !! สมุนสองตัวหงายหลังตึงกุมหัวร้องเจ็บโอดโอย...อู้ยยยย
“กระผม..กระผมขอโทษขอรับนายท่าน ความผิดพลาดที่ไอ้อัคราสูรมันก่อไว้ กระผมขอรับเอาไว้แต่ผู้เดียว”
อัตราสูรมองอย่างเข็ดเขี้ยว มองอย่างไม่พอใจ เมื่อจิตราสูรพูดอย่างนั้น
“ไอ้อึ่งอ่างเปลี่ยนสี...ระวังตัวไว้เถอะ”
จิตราสูรไม่สนใจ
“ได้ทุกที่ทุกเวลาเว้ย”
อสุเรศหันมามองดุอีกอสูรสองตัวก้มหน้า
“ที่รัศมิชโลธรยังใช้มนตราได้อยู่ แสดงว่ามันยังไม่หมดอิทธิฤทธิ์ของนางฟ้าดี ต่อไปมันคงต้องระวังตัว” อสุเรศบอกอย่างครุ่นคิด
“ให้กระผมแก้ตัวอีกครั้งนะขอรับนายท่าน” จิตราสูรร้องขอ
“ไม่ต้อง...คราวนี้ ข้าจะจัดการเอง”
อสุเรศสีหน้าเหี้ยมเกรียมแววตาแดงก่ำ มาดร้ายต่อรัศมิชโลธรไม่เลิก

สการกับดรัณเข้าพบผู้การดำเกิง ที่นั่งหน้าตาซีเรียสจริงจังคุยโทรศัพท์อยู่ในห้องทำงาน
“ครับท่าน...หน่วยของผมจะเร่งคดีนี้ให้จบ แน่นอนครับท่าน”
ระหว่างผู้การดำเกิงคุยโทรศัพท์ ดรัณแอบซุบซิบกับสการ
“ท่าทางผู้การจะโดนเฉ่งมา งานนี้ไม่แกก็ฉันได้โดนหนักแน่”
ผู้การดำเกิงกระแอม ดรัณกับสการรีบยืนตัวตรง
“ผู้กองดรัณ รายงานของคุณ ผมอ่านหมดแล้ว”
ดรัณหน้าเสีย
“ผมขอโทษครับผู้การ ผมยอมรับผิดที่เกิดขึ้นทั้งหมด ในเมื่อผมปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมกับหน้าที่ ผู้การก็ลงโทษผมเถอะครับ แต่อย่าไปลงโทษไอ้แซม เพราะมันไม่ได้มีส่วนในการทำความผิดของผมเลย”
ผู้การดำเกิงนิ่งมองดรัณแล้วมองสการ
“หน้าที่รับผิดชอบของผมคือการสะสางคดีของนายทองทิว แต่ในเมื่อผมทำไม่สำเร็จตามแผนที่ผู้การวางไว้ ผมก็ขอพิจารณาตัวเองครับ” สการออกรับแทน
“เฮ้ย..ไอ้แซม คนผิดคือฉันนะเว้ย คดีนี้แกตามมาเป็นปี ถ้าแกต้องเสียมันไป ฉันจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต”
สองคนเจะแย่งกันรับผิด ผู้การดำเกิงขัดขึ้น
“เอาล่ะๆๆ ที่ผมตามพวกคุณเข้ามา ผมยังไม่ได้บอกสักคำว่าผมจะถอดพวกคุณจากคดีของนายทองทิว พวกคุณยังต้องตามคดีนี้ต่อไป”
“จริงเหรอครับผู้การ” สการดีใจ
ผู้การดำเกิงพยักหน้ารับ
“แต่แผนการคงต้องเปลี่ยน ในเมื่อผู้กองดรัณไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปล้วงข้อมูลของนายทองทิวได้แล้ว ผมก็คงต้องใช้คนอื่นให้เป็นสายสืบแทน”

“ใครเหรอครับผู้การ” สการถามอย่างสงสัย

โปรดติดตาม "มณีแดนสรวง" ตอนต่อไป
มณีแดนสรวง ตอนที่ 3-4
มณีแดนสรวง ตอนที่ 3-4
ที่กองถ่ายแฟชั่นซึ่งปักหลักถ่ายทำอยู่ที่โลเคชั่นตึกร้าง มัดหมี่ผู้สื่อข่าวสาวสวย แต่งตัวในสไตล์ผู้ประกาศ ถือไมค์รายงานข่าวที่มีฉากหลังเป็นพื้นที่เกิดเหตุฆาตกรรม มีนายแบบหนุ่มหล่อถือกล้องวีดิโอร่วมถ่ายแบบด้วย มัดหมี่โพสต์ท่าให้ช่างภาพถ่ายได้อย่างกับเป็นนางแบบจริงๆ จนช่างภาพอดชมไม่ได้ระหว่างพักถ่าย “เยี่ยมมากเลยครับคุณมัดหมี่” “ขอบคุณค่ะ” มัดหมี่ยิ้มแบบเชิดๆหยิ่งๆมั่นใจเต็มที่ สไตล์ลิสต์เข้ามาดูแลและป้อยอ “คุณมัดหมี่นี่เก่งจังเลยนะคะ โพสต์ท่าสวยกว่านางแบบมืออาชีพซะอีก” มัดหมี่ปรายตามอง “ทำไมคะ คิดว่าผู้ประกาศข่าวต้องเชย แล้วดีแต่นั่งเก๊กหน้าเคร่งขรึมอยู่แต่ในจอทีวีอย่างเดียวเหรอ” “ก็ส่วนใหญ่ผู้ประกาศข่าวต้องเป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอคะ”
กำลังโหลดความคิดเห็น...