xs
xsm
sm
md
lg

มณีแดนสรวง ตอนที่ 3-4

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


มณีแดนสรวง ตอนที่ 3

กองถ่ายแฟชั่นซึ่งปักหลักถ่ายทำอยู่ที่โลเคชั่นตึกร้าง มัดหมี่ผู้สื่อข่าวสาวสวย แต่งตัวในมาดผู้ประกาศ ถือไมค์รายงานข่าว ฉากหลังของเธอเป็นพื้นสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม มีนายแบบหนุ่มหล่อถือกล้องวิดิโอร่วมถ่ายแบบด้วย

มัดหมี่โพสท่าให้ช่างภาพถ่ายได้อย่างกับเป็นนางแบบจริงๆ จนช่างภาพอดชมไม่ได้ระหว่างพักถ่าย
“เยี่ยมมากเลยครับคุณมัดหมี่”
“ขอบคุณค่ะ”
มัดหมี่ยิ้มแบบเชิดๆหยิ่งๆมั่นใจเต็มที่ สไตล์ลิสต์เข้ามาดูแลและป้อยอ
“คุณมัดหมี่นี่เก่งจังเลยนะคะ โพสท่าสวยกว่านางแบบมืออาชีพซะอีก”
มัดหมี่ปรายตามอง
“ทำไมคะ คิดว่าผู้ประกาศข่าวต้องเชย แล้วดีแต่นั่งเก๊กหน้าเคร่งขรึมอยู่แต่ในจอทีวีอย่างเดียวเหรอ”
“ก็ส่วนใหญ่ผู้ประกาศข่าวต้องเป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอคะ”
“นี่มันยุค BB facebook แล้วนะคะ อยากรู้ข่าวสารจะหาจากทางไหนก็ได้ แต่ถ้าอยากรู้ข่าวจากผู้ประกาศสวยๆ ยิ้มหวานๆ ลีลาเร้าอารมณ์จี๊ดถึงใจ ต้องมัดหมี่เท่านั้นค่ะ”
มัดหมี่พูดไปก็เชิดหน้าคอตั้ง เป็นประเภทชอบชมตัวเอง เพราะมั่นใจในตัวเองสุดๆ สไตล์ลิสต์ถึงกับเหวอ
“เอ่อ...ค่ะๆๆๆ มัดหมี่จี๊ดถึงใจ งั้นเดี๋ยวถ่ายต่อนะคะ”
“เดี๋ยวค่ะ แล้วไหนล่ะคะผู้กองแซม มัดหมี่รอตั้งนานแล้วยังไม่เห็นเข้ามาที่กองซะที”
“อ๋อ..พี่ลืมบอกไปค่ะว่าผู้กองโทรมาแคนเซิลถ่ายตั้งแต่เมื่อวาน งานผู้กองยุ่งจนปลีกมาถ่ายให้ไม่ได้”
มัดหมี่โมโหจี๊ดทันที
“ แล้วทำไมถึงไม่มีใครบอกมัดหมี่”
“อ้าว...ก็คุณมัดหมี่คบอยู่กับผู้กองไม่ใช่เหรอคะ พี่ก็นึกว่ารู้แล้ว”
มัดหมี่ชะงักหน้าเสีย แล้วทำเชิดหน้า
“พี่คะ...พูดแบบนี้ ระวังมัดหมี่จะจี๊ดนะคะ”
มัดหมี่ไม่พอใจสะบัดหน้าเดินออกไป สไตลลิสต์มองตามแล้วบ่น
“ชิ..นึกแล้วเชียว ที่แท้ก็พวกชะนีหน้าขนไล่ตามตัวผู้”

ที่ห้องพักฟื้นในโรงพยาบาล...ดรัณให้พยาบาลถอดสายน้ำเกลือ เพื่อเตรียมออกจากโรงพยาบาล
“ขอบคุณมากครับ”
พยาบาลจัดการเก็บอุปกรณ์เสร็จก็หันมายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้สการที่มารอรับเพื่อน
“ผู้กองแซมคะ ขอลายเซ็นหน่อยได้มั้ยคะ”
“อ๋อ...ได้ครับ”
พยาบาลรีบเอาปากกา พร้อมกับปกหนังสือนิตยสาร HANDSOME ที่มีภาพของสการถ่ายแบบขึ้นปกให้เซ็นต์
สการเซ็นต์ชื่อลงไปอย่างขัดๆเขินๆเพราะไม่ใช่งานถนัด พยาบาลได้ลายเซ็นไปแล้วแทบจะกรี๊ด
“พยาบาลที่นี่กรี๊ดผู้กองกันทั้งวอร์ดเลย พวกเราเอาใจช่วยให้ผู้กองจับผู้ร้ายได้อีกเยอะๆนะคะ...สู้ๆ ไฟท์!“
พยาบาลชู 2 นิ้ว สการยิ่งทำตัวไม่ถูกได้แต่ยิ้มรับ พยาบาลออกไป ดรัณถึงกับอดปล่อยขำไม่ได้
“นี่แกยังไม่ชินอีกเหรอวะ ไอ้ผู้กองแซม แมนออฟเดอะเยียร์”
“เฮ้ย ฉันเป็นตำรวจนะเว้ย ไม่ใช่ดารา ถนัดแต่จับปืนไม่ใช่ปากกาเซ็นชื่อ”
“ซะหน่อยเถอะวะไอ้แซม นานๆทีวงการตำรวจเราจะมีฮีโร่ไว้เป็นหน้าเป็นตา นึกแล้วก็ยังเสียดายนี่ถ้าตอนนั้นฉันออกไปทลายพวกแกงค์ค้าผู้หญิงส่งนอกกับแกด้วย ป่านนี้ฉันได้ดังคู่กับแกไปแล้ว”
“ฉันก็แค่ทำตามหน้าที่ ใครจะไปรู้ว่าดันมีนักข่าวตามไปเก็บภาพตอนฉันช่วยผู้หญิงออกมาพอดี แทนที่จะช่วยชีวิตแค่ผู้เสียหาย เลยต้องมาช่วยชีวิตนักข่าวด้วย”
สการพูดไปก็นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

เหตุการณ์ที่ผ่านมา...สการยิงต่อสู้กับคนร้ายหลังจากที่บุกเข้าไปช่วยหญิงสาว ที่ถูกขังไว้ในโกดังแห่งหนึ่ง
เสียงปืนดังสนั่นไม่หยุด สการยิงโดนคนร้ายคนหนึ่งล้มลงก่อนจะพาหญิงสาวมาหลบที่ปลอดภัย ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในกล้องวีดิโอของนักข่าว ที่มีมัดหมี่เป็นผู้สื่อข่าวประกบไปด้วย
“ถ่ายเห็นหมดรึเปล่า”
มัดหมี่ถาม ช่างภาพพยักหน้ารับ
“ทุกช็อตเลยครับ”
“งั้นเข้าไปใกล้กว่านี้อีก นานๆจะโชคดีเจอเหตุการณ์จี๊ดๆแบบนี้ ต้องเอาข่าวไปออกให้ได้”
“แต่ผมว่าถ่ายจากตรงนี้ก็พอนะครับ มันอันตราย”
“มีหน้าที่ถ่ายก็ถ่ายไป อย่ามาขวางทางดังฉัน ข่าวจี๊ดถึงใจแบบนี้ ฉันได้ดังระเบิดแน่”
มัดหมี่รีบถือไมโครโฟนลุยเข้าไปใกล้จุดที่สการกำลังยิงปะทะกับคนร้าย สการหลบกระสุนที่ยิงเฉียดหัวแล้วลุกขึ้นมาสาดกระสุนใส่ คนร้ายยิงตอบโต้หูดับตับไหม้ สการเกือบพลาดท่าดีที่กระโดดหลบทันก่อนจะลุกขึ้นมายิงสวนกลับไป
เสียงปืนเงียบสการออกมาจากที่หลบเห็นคนร้ายแน่นิ่งที่พื้น แต่ยังไม่ทันจะเข้าไปดูให้แน่ใจ มัดหมี่โผล่มาทันที
“คุณตำรวจคะ ช่วยหันมาทางนี้หน่อยค่ะ ฉันชื่อมัดหมี่เป็นนักข่าวจาก BC NEWS”
สการตกใจ
“นักข่าว !!...นี่คุณมาทำอะไรตรงนี้”
“ฉันก็มาทำข่าวฮีโร่คนใหม่ที่เพิ่งจัดการกับคนร้ายไงคะ”
“หลบไป ที่นี่มันอันตราย”
“ขอให้ฉันสัมภาษณ์คุณก่อนได้มั้ยคะ วีรกรรมที่คุณเพิ่งทำลงไปเมื่อกี้นี้ มันต้องเป็นข่าวใหญ่จี๊ดถึงใจประชาชนแน่นอนเลยค่ะ”
ระหว่างนั้น คนร้ายที่แน่นิ่งไปแล้วกลับค่อยๆลุกขึ้นมา พร้อมยกปืนเล็งมาทางสการและมัดหมี่
“อ๊ายยย”
มัดหมี่กรีดร้องอย่างตกใจ สการรีบกระโจนเข้าไปดึงตัวมัดหมี่เอาไว้แล้วหันปากกระบอกปืนไปทางคนร้าย...เสียงปืนดัง
คนร้ายทรุดแน่นิ่งไปทันที มัดหมี่อยู่ในอ้อมแขนสการกระพริบตาปริบๆ ตะลึงในความเท่ของตำรวจหนุ่มรูปหล่อ
“เป็นอะไรรึเปล่าครับคุณนักข่าว”

“ปะ...ปะเป็นค่ะ หล่อมาก มัดหมี่จี๊ดเลย” มะหมี่มองอย่างทึ่งจัด

สการพาดรัณไปพักที่บ้านของเขาที่อัมพวา เป็นทรงไทยบรรยากาศร่มรื่นสวยงามปลูกอยู่ติดแม่น้ำ

“กลับมาพักที่บ้านเกิดแกแบบนี้แหละดีแล้ว เปลี่ยนอารมณ์มาชมธรรมชาติซะมั่ง ไม่ใช่จะดูแต่สาวๆอยู่ในกรุงเทพ”
ดรัณถอนใจ
“บ้านฉัน ฉันจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ อยากกลับไปทำงานมากกว่า”
“ไม่ได้ ผู้การสั่งฉันมาว่าต้องดูให้แกพักฟื้นจนกว่าแกจะหายดี”
“แต่ให้ฉันมาอุดอู้อยู่แต่ที่นี่ มีแต่จะทรมานฉัน”
“ที่ทรมานไม่ใช่เพราะสถานที่หรอก แต่เพราะแกคิดถึงคุณสิจนทนไม่ไหวมากกว่า”
“ก็ตั้งแต่ฉันโดนพ่อเขาลากไปซ้อม ฉันไม่เห็นเขามาเยี่ยมฉันเลย”
“ที่ไม่มาเยี่ยม เพราะคุณสิเขาไม่รู้นี่หว่าว่าแกโดนพ่อเขาลากไปซ้อม”
“อ้าว...ฉันนึกว่าแกไปบอกเขาแล้ว”
“บอกไปให้เขาสมน้ำหน้าแกมากกว่าเดิมน่ะสิ...หน้าที่สำคัญของฉันตอนนี้คือการตาม หาตัวยัยตัวแสบที่มาทำลายงานแต่งของแกให้เจอ แกจะได้คืนดีกับคุณสิเขาซะที”
“เออมันก็จริง ว่าแต่แกยังไม่เจอตัวยัยนั่นเลยเหรอวะ”
“ยัง..ไม่รู้เป็นญาติบินลาเดนรึเปล่า หาตัวยากชิบ แกรีบพักให้หายดีก่อนเถอะ ถ้าว่างนักก็คิดหาทางแก้ตัวกับคุณสิ จะได้กลับเข้าไปทำให้นายทองทิวไว้ใจแกได้อีกครั้ง”
สการบอกเพื่อนเสร็จก็จะออกจากห้องไป แต่ดรัณทักไว้
“ขอบใจนะเว้ยเพื่อน...ฉันดูแลตัวเองได้แล้ว แกก็ดูแลตัวเองมั่ง ไม่ใช่ทำแต่งาน”
สการยังไม่ทันจะตอบเพื่อน เสียงของมัดหมี่ก็แทรกเข้ามา
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะผู้กองดรัณ มัดหมี่จะดูแลผู้กองแซมให้เอง”
สการชะงักหันไปเห็นมัดหมี่ใส่แว่นกันแดดอันโต สวมหมวกใบยักษ์ ยิ้มโปรยเสน่ห์พร้อมถอดแว่นตาออกแล้วจิกสายตาใส่สการราวกับว่าเขาเป็นสมบัติของเธอผู้เดียว และเขาจะหนีเธอไปไหนไม่ได้
“คุณมัดหมี่ นี่คุณ...”
“จุ๊ๆๆ ถ้าจะถามว่ามัดหมี่รู้ได้ยังไงว่าคุณอยู่ที่นี่...มัดหมี่เพิ่งจะขับรถไปส่งคุณแม่คุณไปปฏิบัติธรรมมาค่ะ”
สการังแล้วถอนใจเซ็งๆ

เทพบิดายืนสีหน้าเคร่งเครียดหน้าต้นปาริกชาติ ที่ใบเริ่มร่วงผลัดใบจนเหลืออีกแค่ไม่กี่ใบก็จะได้เวลาผลิดอก
พรรณรายรีบเข้ามาด้วยความร้อนใจ คล้อยหลังคือชิโลกับอุ้มสมที่เดินตามคอตกจ๋อยสนิท
“ท่านพ่อคะ”
เทพบิดาขัดขึ้นมาทันที
“ถ้าเจ้าจะมาช่วยพูดให้พ่อเปลี่ยนใจ เสียเวลาเปล่าพรรณราย”
“ลูกทราบว่าน้องทำผิดใหญ่หลวงกว่าทุกครั้งมาก แต่ก็แค่กักบริเวณเหมือนครั้งก่อนๆก็ได้นี่คะ ลูกสัญญาว่าจะคอยดูแลน้องให้ดี ไม่ให้ไปก่อเรื่องอีกเด็ดขาด”
“ไม่ !!”
“ถ้าอย่างนั้นก็ลงโทษลูกแทนน้องก็ได้”
“ไม่ได้ รัศมิชโลธรถูกตามใจมามากแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องเรียนรู้ซะที”
“แต่จะปล่อยให้น้องไปอยู่ปะปนกับพวกมนุษย์ได้อย่างไรคะท่านพ่อ พวกมนุษย์ล้วนใจคอโหดร้าย แก่งแย่งชิงดี แข่งขันกัน ศีลธรรมก็ต่ำลงทุกวัน”
“เจ้าอย่าห่วงน้องมากเกินเหตุ แค่ชั่วคราวเท่านั้น ถ้ารัศมิชโลธรทำให้มนุษย์ชายหญิงคู่นั้นกลับมาแต่งงานกันได้ตามเดิม ก็จะได้กลับสวรรค์”
ชิโลแอบกระซิบอุ้มสม
“ไม่ต้องห่วงนะอุ้มสม ใช้เวทย์มนต์เสกนิดเดียว ให้สองคนนั้นกลับมารักกัน เดี๋ยวก็เรียบร้อย”
เทพบิดาเสียงดังใส่...
“ไม่ได้ !! ลงไปคราวนี้เจ้าจะเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ไม่มีอำนาจวิเศษใดๆ”
ชิโลกับอุ้มสมถึงกับตกใจเหวอ พรรณรายร้องห่าม
“ไม่ได้นะคะท่านพ่อ นั่นจะโหดร้ายเกินไปสำหรับน้อง”
“นั่นคือสิ่งที่สมควรแล้ว และพ่อก็ขอบอกเจ้าเอาไว้ด้วยว่าห้ามเจ้าลงไปช่วยน้องเด็ดขาดอย่าให้รู้นะว่าเจ้าแอบทำเช่นนั้น หาไม่แล้วเจ้าจะถูกลงโทษด้วยอีกองค์”
เทพบิดาสั่งเสียงเด็ดขาดแล้วเดินจากไป
“เสร็จแน่...เราคงไม่มีทางได้กลับมาเหยียบสวรรค์อีกแล้ว....ดอกปาริกชาติบานก็คงไม่ได้อยู่ชื่นชม”
อุ้มสมเศร้ามองต้นปาริกชาติที่ผลัดใบร่วงอีกใบ ไหล่ห่อคอตกอย่างน่าสงสาร ชิโลหน้าเครียด
“เราขอโทษนะอุ้มสม”
พรรณรายเห็นน้องแล้วยิ่งอดสงสารไม่ได้ ตัดสินใจตามไปอ้อนวอนเทพบิดา

พรรณรายรีบตามเทพบิดาออกมา...
“ท่านพ่อคะ...ตรองดูอีกสักครั้งเถอะค่ะ น้องยังเด็ก คงรับมือพวกมนุษย์ไม่ไหวหรอกค่ะ”
เทพบิดานิ่งไม่ยอมหันมา
“อุ้มสมก็โดนลงโทษให้เป็นแค่นกแก้วคอยติดตาม ถ้าเกิดอันตรายขึ้น น้องจะทำยังไง”
เทพบิดาถอนใจหันมามอง พรรณราย ชิโล และอุ้มสมที่เดินตามคอตกออกมาด้วย
“เอาล่ะ..เพื่อเห็นแก่เจ้ารัศมิพรรณราย พ่อจะให้สิทธิพิเศษแก่รัศมิชโลธร”
ชิโลเริ่มมีแววตาเป็นประกายด้วยความหวัง
“ตลอดเวลาที่อยู่โลกมนุษย์ เจ้าจะมีสิทธิ์ใช้เวทย์มนต์ได้ 3 หน และมีข้อจำกัด นั่นคือเจ้าจะไม่สามารถใช้มนต์บังคับให้สองคนนั้นกลับมารักกัน ถ้าพวกเขาจะกลับมาแต่งงานกันก็ต้องเป็นเพราะความยินยอมของทั้งคู่”
“แต่...”
ชิโลจะแย้ง เทพบิดาขัดทันที
“ไม่ต้องแต่!!”
พรรณรายกลัวพ่อจะเปลี่ยนใจ รีบบอกน้อง
“เท่านี้ก็ดีแล้วชโลธร รีบขอบคุณท่านพ่อสิ”
ชิโลทำตามทันที
“ขอบคุณค่ะท่านพ่อ”
“จำไว้นะ เจ้าจะใช้เวทย์มนต์ได้แค่ 3 ครั้งเท่านั้น เพราะฉะนั้นก่อนจะใช้เวทย์มนต์ทุกครั้ง เจ้าจะต้องพิจารณาให้รอบคอบที่สุด”
อุ้มสมรีบถาม
“แล้วผมล่ะครับท่านเทพ...มีอะไรพิเศษให้บ้างมั้ยครับ”
เทพบิดาหันมาหนี่ตามองอย่างน่าเกรงขาม อุ้มสมสะดุ้งเฮือก
“จะเป็นนกแก้วหรือจะเป็นจิ้งจก..เลือกเอา”
“ชะอุ๋ย...เป็น...เป็นนกแก้วดีแล้วครับท่านเทพ แต่ขอโอกาสให้ผมมีร่างเป็นมนุษย์บ้างได้มั้ยครับ”
“ได้...แต่มันจะไม่ได้อย่างใจนึกหรอกนะอุ้มสม”
“ยังไงเหรอครับท่านเทพ”
“ลงไปเจ้าก็จะรู้เอง เอาล่ะรัศมิชโลธร ถึงเวลาแล้ว เตรียมตัวให้พร้อม”
ชิโลหน้าเสียหันไปมองพี่สาวอย่างใจหาย
“ท่านพี่”
พรรณรายแม้จะห่วงน้องแต่ก็ต้องพยักหน้าให้น้องทำตามสั่งของเทพบิดา ชิโลตัดสินใจกลั้นใจยอมรับการลงโทษครั้งนี้ ชิโลก้าวออกมายืนข้างหน้าเทพบิดาพร้อมกับอุ้มสม
“จำไว้ นี่เป็นโอกาสที่เจ้าจะได้เรียนรู้ความผิดพลาดที่เจ้าได้ทำลงไป ปัญหาที่เจ้าผูกเองก็ต้องหาทางแก้ด้วยตัวเอง”
ร่างของรัศมิชโลธรกับอุ้มสมค่อยๆเรืองแสงด้วยละอองสีทอง ก่อนจะห่อหุ้มจนร่างของทั้งคู่สว่างจ้า

ที่บ้านอัมพวา...สการคุยโทรศัพท์อยู่หน้าตาเคร่งเครียด
“ยังไม่ได้ข้อมูลเพิ่มอีกเหรอคุณตรีชฎา หาต่อไป ผมมั่นใจว่าเป็นคน ไม่ใช่ผีแน่”
สการกดปิดสายอย่างอารมณ์ไม่ดี
“ยังตามหาตัวผู้หญิงที่ไปล่มงานแต่งของผูกองรัณไม่พบอีกเหรอคะ”
มัดหมี่เข้ามาพร้อมกับเครื่องดื่มสมุนไพร ส่วนเจ้าหล่อนมีดอกลั่นทมทัดหู นุ่งซิ่นอย่างกับนางในวรรณคดี
“ครับ”
“ให้มัดหมี่ช่วยมั้ยคะ นักข่าวของสถานีมีเยอะ มัดหมี่เอ่ยปากไม่กี่คำช่วยได้แน่นอน”
“ไม่เป็นไรครับ รบกวนคุณมัดหมี่เปล่าๆ”
“รบกวนยังไง อย่าลืมว่ามัดหมี่เป็นหนี้ชีวิตผู้กอง แล้วที่มัดหมี่มีโอกาสได้ก้าวจากนักข่าวภาคสนามขึ้นมาเป็นผู้ประกาศข่าวที่สวยที่สุดในประเทศ ก็เพราะข่าวฮีโร่ของผู้กอง”
“ผมก็แค่ทำตามหน้าที่เหมือนกับเพื่อนตำรวจคนอื่นๆ”
“มัดหมี่เข้าใจค่ะ ตำรวจไทยเก่งที่สุดในโลก แต่มีแค่หนึ่งเดียวเท่านั้นที่จี๊ดถึงใจมัดหมี่..เอ้ย...จี๊ดถึงใจประชาชน ก็คือผู้กองแซมคนนี้”
มัดหมี่ขยับตัวเข้าใกล้สการคิดว่าเสน่ห์ของเธอจะสามารถมัดใจหนุ่มหล่อคนนี้ได้ แต่สการกลับมีความเป็นสุภาพบุรุษสูง ชิงเบี่ยงตัวหันไปหยิบเครื่องดื่มสมุนไพรขึ้นมาดื่มจนมัดหมี่เกือบหน้าคะมำ
“น้ำสมุนไพรนี่อร่อยดีนะครับ ได้ดื่มก่อนนอนแบบนี้ คืนนี้ผมคงหลับสบาย”
“เดี๋ยวสิคะผู้กอง...นี่ยังไม่ดึกเลย” มัดหมี่รีบเข้าไปควงแขน “มัดหมี่ว่าเรามาดูดาวกันดีมั้ยคะ บรรยากาศแบบนี้ มัดหมี่อยากดูดาวกับผู้กอง”
มัดหมี่ควงแขนสการชี้ให้ดูดาวบนฟ้า ระหว่างนั้นมีแสงสว่างวาบเหมือนดาวตกพุ่งลงมาจากเบื้องบนสู่พื้นล่าง
“ว๊าย...ดูโน่นสิคะ ดาวตก !! สวยจังเลย”
สการเงยหน้าขึ้นไปมองเห็นดาวตกดวงแรกพุ่งผาดผ่านไป ไม่นานก็มีอีกดวงพุ่งตามมา
“โอ้โห มีตั้งสองดวงแน๊ะ จะเป็นฝนดาวตกรึเปล่าก็ไม่รู้ มัดหมี่ว่าเรารีบอธิษฐานกันดีกว่าค่ะ บางที่ดาวตกสองดวงนั้นอาจจะมาเพื่อ...เราสองคน”
มัดหมี่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แล้วหลับตาอธิษฐานงุงิงุงิ
 
ส่วนสการกลับมีสีหน้าสงสัยแปลกใจที่ดูเหมือนว่าชีวิตช่วงนี้เขาจะได้พบเหตุการณ์ดาวตกบ่อยเหลือเกิน

นารีแม่ของสการที่กำลังนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมอยู่ในสถานปฏิบัติธรรมอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง แสงสว่างดาวตกพาดผ่านเหนือท้องฟ้าที่นารีกำลังนั่งสมาธิไปครบทั้งสองดวง นารีลืมตาด้วยสังหรณ์บางอย่าง

ขณะเดียวกัน ณ ร้านส้มตำคาราโอเกะข้างถนน พวกคนงานก่อสร้างท่าทางกลัดมันหน้าโหดหลายคนมานั่งร้องเพลงกัน
เสียงเพลง “นางฟ้า” ของ ทรงกลด ฌามา ดังออกมาจากในร้านโดยชายหนุ่มคนงานก่อสร้างที่อินจัดร้องตาม...
“คนเดินดิน จะอดจะทน ฝ่าเมฆฝน ไปยืนอยู่บนฟ้า...แค่ขอนางฟ้าเจ้าจงคอย ให้พี่ปีนขึ้นไปถึงแม้ต้องร่วงมาตายก็ไปหาจะแลกชีวิตแลกทุกอย่าง เพื่อเคียงข้างกานดา สัญญา ได้หม้ายว่าจะรอ...”
ร้องไม่ทันจบอยู่ๆไฟก็กระพริบไปทั้งร้าน พร้อมกับมีแสงสว่างจ้าและควันคลุ้งจนทุกคนต้องยกมือขึ้นกันแสง หลังควันจางบรรดาหนุ่มกลัดมันลดมือลงแล้วพากันตาโต เพราะที่เห็นยืนอยู่ตรงหน้าคือสาวสวยในชุดสีขาวหน้าตาน่ารักน่ากอดยืนอยู่กลางร้าน ชิโลยืนตกใจที่มาพบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางหนุ่มกลัดมัน
“เอ่อ....คือ....สะ...สวัสดีค่ะ...ชาวโลก”
คนงานโพล่งออกมา
“นางฟ้า...สวยอย่างนี้นางฟ้าแน่ๆ...เฮ้ย...นางฟ้ามาเป็นของพวกเราแล้วเว้ย”
ชิโลตกใจหน้าเสีย
“เดี๋ยว...ฉัน...ฉันไม่ได้มาเป็นของใครนะ”
พวกหนุ่มกลัดมันไม่สนใจพากันเข้าหา ชิโลกลืนน้ำลายเอื๊อก
“อย่านะ...ถ้าเข้ามา...ถ้าใครถูกเนื้อต้องตัวฉัน...ฉันจะเสกให้กลายเป็นเต่าให้หมดเลย”
พวกหนุ่มกลัดมันไม่สนใจยังเข้ามาใกล้ ชิโลถอยกรูดแล้วหันไปคว้าถั่วบนจานใกล้ๆปาใส่
“นี่แน๊ะๆๆๆ ยิงด้วยถั่วเลย...ฮือ...ชิโลแย่แล้ว...ช่วยด้วยยย”
ชิโลวิ่งหน้าตั้งร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ
“ช่วยด้วยยย...อุ้มสม...อยู่ไหน ช่วยฉันด้วยยย”
ชิโลวิ่งหนีอย่างเร็ว พวกหนุ่มกลัดมันวิ่งไล่ตามไม่ลดละ

ร้านข้าวมันไก่...ขณะที่ชาวบ้านนั่งกินข้าวมันไก่กันอยู่ เกิดแสงสว่างวาบขึ้นมาพร้อมกับควันคละคลุ้ง เมื่อควันจางลงชาวบ้านพากันตกใจเมื่อเห็นชายหนุ่มในชุดสีขาว ยืนทำหน้าตาเลิ่กลั่กบนโต๊ะที่ชาวบ้านกำลังกินข้าวมันไก่กันอยู่
“สวัสดีครับ..ชาวโลก”
อุ้มสมยิ้มให้ทุกคน ก่อนจะเริ่มรู้สึกคัดจมูกขึ้นมา
“ฮะ...ฮัด...ฮัดชิ้ว !!!”
เสียงฮัดชิ้วดัง ฉับพลันร่างของอุ้มสมก็กลายเป็นนกแก้วตัวเขื่อง คนทั้งร้านตกใจเหวอ สำลักข้าวมันไก่..พรวด
“อากาศบนโลกมนุษย์ ทำไมมันถึงได้สกปรกแบบนี้ พวกเจ้าอยู่กันได้ยังไงเนี่ย”
อุ้มสมโวยวาย ลูกค้าเหวอ
“นกๆๆๆๆๆ...นกพูดได้ !!!”
ลูกค้าข้าวมันไก่วงแตกฮือวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น เสียงนกแก้วอุ้มสมพลอยตกใจด้วย
“อย่าหนีเราสิเจ้าพวกมนุษย์ เราก็แค่นกแก้วไม่ใช่สัตว์ประหลาดสักหน่อย”
นกแก้วอุ้มสมบ่นไป ระหว่างนั้นพ่อค้าข้าวมันไก่ถือปังตอเข้ามา
“จับไปออกงานวัดได้ล่ะก็ รวยเละแน่”
พ่อค้าข้าวมันไก่ไล่ตะครุบ นกแก้วอุ้มสมกระพือปีกบินหนี

ชิโลวิ่งหนีพวกหนุ่มกลัดมันมาจนมุมที่ตรอกซึ่งเป็นทางตัน พวกหนุ่มกลัดมันตามเข้ามาล้อม พวกมันจ้องเรียวขาอันสวยเซ็กส์ซี่ของชิโลแล้วเลียปากแพล่บ
“ชิโลแย่แล้ว...ทำไงดี”
ชิโลถอยไปจนชิดตาข่ายลวด ระหว่างนั้นเองนกแก้วอุ้มสม บินเข้ามาแล้วจิกตีพวกหนุ่มกลัดมัน
“หนีไปเร็วชิโล”
“อุ้มสม !!”
ชิโลรีบฉวยโอกาสวิ่งหนีระหว่างอุ้มสมไล่จิกตีพวกนั้น แต่หนึ่งในนั้นคว้ามือชิโลได้
“จะหนีไปไหนน้องสาว...มาเป็นนางฟ้าของพี่ดีกว่า”
ชิโลตกใจไม่รู้ทำยังไงตัดสินใจเตะผ่าหมากใส่มันทันที มันจุกหน้าเขียวตัวงอ
“เราขอโทษ เราไม่อยากทำผิดศีล แต่เราต้องป้องกันตัว”
ชิโลบอกเสร็จก็รีบวิ่งหนีทันที ขณะที่พวกหนุ่มกลัดมันโดนอุ้มสมรุมจิกตีไม่หยุด

คอนโดหรูหราแห่งหนึ่ง...ชิโลเปิดประตูเข้ามาในห้องปุ๊บ รีบใส่กลอนแล้วขนเอาเก้าอี้กับโต๊ะมาขวางประตูเอาไว้ นกแก้วอุ้มสมบินเข้ามาทางหน้าต่าง
“อุ้มสม !! เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า”
“ถามได้ เราก็เกือบจะโดนพวกมันจับย่างกินน่ะสิ”
”รีบคืนร่างเดิมเถอะ อยู่ในร่างนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นมา เจ้าช่วยอะไรเราไม่ได้”
“ถ้าทำได้ง่ายๆก็ดีน่ะสิ เจ้าต้องหาอะไรมาทำให้เราจาม เราถึงจะกลับคืนร่างเดิมได้”
“ห๊า”
“ไม่ต้องห๊า..เพราะท่านพ่อของเจ้านั่นแหละที่สาปให้เราเป็นอย่างนี้”
“ได้ๆๆ..รอเดี๋ยวนะ”
ชิโลรีบเดินไปที่ครัวเปิดซึ่งอยูใกล้ๆ เห็นกระปุกพริกไทยก็รีบหยิบมาที่นกแก้วอุ้มสม
“แบบนี้เจ้าได้จามเสียงดังฟังชัดเลย”
ชิโลสาดพริกไทยใส่นกแก้วอุ้มสมทันที
“ฮะ...ฮะ...ฮัดชิ้ววววววว”
เสียงฮัดชิ้วดัง ฉับพลันอุ้มสมในร่างมนุษย์ก็ยืนหน้าตาฉุนพริกไทยสุดฤทธิ์
“ชิโล !! เจ้าจะฆ่าเราด้วยพริกไทยเหรอไง...แสบหู แสบตาไปหมดแล้ว..ฮะ...ฮะ...ฮัด...”
ชิโลรีบบีบจมูกอุ้มสม
“อย่านะ...เจ้าต้องกลั้นเอาไว้ ถ้าเจ้าฮัดชิ้ว เจ้าก็ต้องกลับไปเป็นนกแก้วอีก เราไม่อยากวุ่นวายอยู่ในโลกมนุษย์กับนกแก้วที่เก่งแต่พูด...เข้าใจมั้ย”
อุ้มสมพยักหน้าหงึกๆแล้วเอามือมาบีบจมูกตัวเอง ชิโลหน้าเศร้าไปนั่งถอนใจยาวที่โซฟา
“สงสัยท่านพ่ออยากจะสั่งสอนเราให้เจอเรื่องลำบากถึงได้ส่งเราลงผิดที่ มาถึงก็ให้เจอพวกมนุษย์ที่จิตใจโหดร้าย”
“เอาน่า...อย่างน้อยท่านพ่อของเจ้าก็ยังใจดีที่จัดที่อยู่ดีๆน่าสบายแบบนี้ให้ ไม่อย่างนั้นเจ้ากับเราคงต้องหาที่ซุกหัวนอนกันลำบากแย่”
อุ้มสมพูดไปก็จะหลุดจามอีก...ฮะ..ฮะ...ฮัด
“อย่านะอุ้มสม!”
ไม่ทันแล้ว อุ้มสมจามเสียงดัง....ชิ้ววว !! ฉับพลันอุ้มสมก็กลายเป็นนกแก้ว ชิโลหน้าเซ็งปวดตับ

“โอ้ยยยยย...นางฟ้าตกสวรรค์กับนกแก้วหัวโตเก่งแต่พูด...ชิโลแย่แล้ว...เฮ้อ...”


มณีแดนสรวง ตอนที่ 3 (ต่อ)

ภายในอาคารสำนักงานตำรวจ สการหาวคำโตหน้าจอทีวี เพราะผลจากการนั่งดูเทปและรูปภาพอยู่เกือบทั้งคืน มือสวยๆคู่หนึ่งยื่นเข้ามาบีบไหล่ ชายหนุ่มเกือบเคลิ้มก่อนจะตกใจหันขวับ เป็นมัดหมี่นั่นเองที่เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

“คุณมัดหมี่ !!...เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับเนี่ย”
“สักพักแล้วค่ะ เห็นผู้กองนั่งทำงานเครียดๆก็เลยอยากช่วยผ่อนคลายให้บ้างไรบ้าง” มัดหมี่ชะโงกหน้าดูที่จอ “ได้ยินจากคุณตรีชฎาว่าผู้กองนั่งดูเทปวันงานแต่งอยู่ทั้งคืนเลย ตกลงยังไม่พบตัวยัยตัวป่วนนั่นเลยเหรอคะ”
สการหันมาถึงกับอึ้ง เพราะมัดหมี่ก้มตัวมาข้างๆโชว์ร่องอกขาวผ่านเสื้อคอกว้าง
“เอ่อ...ยะ...ยังเลยครับ” บอกแล้วรีบขยับหลบให้พ้นสายตา
“แหม..น่าสงสารจัง” มัดหมี่ยังตามไปลูบหน้าเอาใจ “ให้มัดหมี่ช่วยสิคะ มัดหมี่ช่วยได้นะ”
สการรีบถอยหนีอีก
“เอ่อ...ไม่เป็นไรครับ งานของคุณก็ยุ่งพอแล้ว ว่าแต่มาถึงนี่มีนัดทำข่าวคดีไหนเหรอครับ”
“เปล่าค่ะไม่ได้มาเรื่องงาน แค่หิวเลยแวะมาชวนผู้กองไปทานข้าวด้วย ผู้กองพอจะว่างมั้ยล่ะคะ”
“เอ่อ...งานผมยังมีให้เคลียร์อีกเยอะเลยครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ วันนี้มัดหมี่ว่าง สามารถนั่งรอจนกว่าผู้กองจะว่างได้ค่ะ”
มัดหมี่เดินไปนั่งที่โซฟาไขว้ขาโชว์เรียวขาอ่อนขาวเนียน จิกหน้ายิ้ม ทำเอาสการแก้ตัวไม่ออก

ชิโลนั่งเท้าคางอยู่ที่โต๊ะ ถอนใจเฮือกใหญ่ออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความเบื่อๆ ทีวีในห้องเปิดรายการโทรทัศน์ค้างเอาไว้ อุ้มสมเข้ามานั่งบ่นข้างๆ
“ถอนใจ ถอนใจ เอาแต่นั่งถอนใจอยู่นั่นแหละชิโล ทำไมไม่รีบไปจัดการเรื่องให้เรียบร้อย เราจะได้กลับสวรรค์กันซะที”
ชิโลหันมามองหน้าอุ้มสมอย่างเซ็งๆ แล้วลุกเดินไปกดรีโมตเปลี่ยนช่องทีวีไปเรื่อยๆ อุ้มสมเดินบ่นตาม
“นี่เจ้าไม่ได้ยินที่เราพูดเหรอ เราเบื่อสภาพแบบนี้เต็มทีแล้วนะ ที่จริงเราทำผิดนิดเดียว น้อยกว่าเจ้าด้วยซ้ำแต่ทำไมต้องโดนลงโทษแบบนี้ด้วย ไม่ยุติธรรมเลย”
“หยุดบ่นซะทีได้มั้ยอุ้มสม เพราะเจ้าเอาแต่พูดๆๆๆแบบนี้ไง เจ้าถึงโดนท่านพ่อสาปให้เป็นนกแก้ว แล้วก็อย่าว่าท่านพ่อไม่ยุติธรรม เดี๋ยวท่านได้ยินเข้าจะยิ่งเดือดร้อนไปกว่านี้”
อุ้มสมชะงักตกใจนึกขึ้นได้ หันรีหันขวางเข้ามานั่งใกล้ชิโลแล้วกระซิบเบากลัวเทพบิดาได้ยิน
“เราไม่ได้วิจารณ์คำตัดสินของท่านเทพนะ เราก็แค่ไม่อยากให้เจ้านั่งเฉยแบบนี้ เจ้าควรจะหาวิธีทำให้ผู้กองดรัณกับสิริสุดาคืนดีกัน”
“แล้วเราต้องทำยังไงล่ะ”
“โธ่เอ้ย..จะยากอะไรเราก็เสก...”
พูดไปแล้วชะงักหน้าจ๋อย ชิโลมองค้อน
“เห็นมั้ย ตอนนี้เราเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาไม่ใช่เทวดา ที่จะทำอะไรก็ได้อย่างใจนึก เราถึงต้องมานั่งกลุ้มใจอยู่นี่ไง เพราะคิดไม่ออกว่าต้องทำยังไง...เฮ้ออออ”
“โธ่เอ้ย...เป็นมนุษย์นี่มันลำบากจริงๆ แบบนี้เราไม่ต้องติดอยู่ที่นี่ไปจนแก่เฒ่าเหรอ”
ชิโลรำคาญเสียงบ่นของอุ้มสมเลยหันไปมองที่จอทีวี ระหว่างนั้นเป็นฉากหนึ่งในละครที่มีตำรวจจับผู้ร้ายได้และพาตัวเข้ามาที่สน. ชิโลดูแล้วแว่บคิดอะไรขึ้นมาได้
“เราคิดออกแล้วอุ้มสมว่าเราจะเริ่มจากไหนกัน”
อุ้มสมตื่นเต้น
“ยังไงเหรอชิโล”
“นายดรัณคนที่เราต้องตามหาเขาเป็นตำรวจใช่มั้ย”
อุ้มสมพยักหน้า
“งั้นถ้าอยากเจอตำรวจ เราต้องไปหาที่ไหน”
อุ้มสมทำตาโตเพราะคิดตามได้ ชิโลยิ้มกริ่มอย่างรู้กัน...
“ถูกต้องนะค้า ถ้าไม่เข้าถ้ำเสือ แล้วจะเจอลูกเสือได้ยังไง”
“เจ้าฉลาดมากเลยชิโล...แต่ว่า...”
“แต่อะไรอีก”
“เจ้าลืมไปรึเปล่าว่าผู้กองสการที่กำลังตามล่าเจ้าอยู่ เขาก็ทำงานอยู่ที่นั่นเหมือนกัน”
ชิโลชะงักหน้าเสียเมื่อนึกได้ว่ามีสการเป็นอุปสรรคสำคัญรออยู่
“แต่อย่างเจ้าว่านั่นแหละ ไม่เข้าถ้ำเสือ จะเจอลูกเสือได้ยังไง ใช่มั้ยๆ”
ชิโลคิดหนัก ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรดี

หน้าสำนักงานตำรวจฯ ...ชิโลยืนตัวแข็ง ไม่กล้าเข้าไป อุ้มสมต้องมาดึงแขน
“ยืนอยู่ทำไมล่ะชิโล รีบๆเข้าไปหาผู้กองดรัณเถอะ”
“เราว่าเจ้าเข้าไปหาเขาให้เจอ แล้วพาออกมาหาเราข้างนอกดีกว่า”
“อย่ามาผลักภาระให้เราคนเดียวสิ ที่เราต้องวุ่นวายถูกไล่จากสวรรค์ลงมาก็เพราะเจ้านะ”
“แต่เราไม่ใช่นางฟ้าแล้วนะอุ้มสม ถ้าเกิดผู้กองสการเห็นหน้าเราขึ้นมา...เราได้โดนเขาจับใส่กุญแจมือเตะโด่งเข้าห้องขังแน่”
อุ้มสมถอนใจเฮือก
“เป็นไงล่ะ เพราะเจ้าดันหาเรื่องเล่นงานเขาไว้เยอะเอง เลยต้องมานั่งกลัวเขาแบบนี้”
“อย่ามาทับถมกันตอนนี้ได้มั้ยอุ้มสม”
“เอาน่า...บางทีผู้กองสการอาจจะลืมหน้าเจ้าไปแล้วก็ได้ ตอนเจ้าแว่บลงมาเล่นงานเขา เจ้าก็ไม่ให้เขาเห็นหน้าไม่ใช่เหรอ”
ชิโลนิ่งไปแล้วพยักหน้า
“งั้นก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว...ลุยเลย”
อุ้มสมดึงแขนชิโลพาเข้าไปข้างในตึกทันที

ด้านใน...ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบเดินไปเดินมาอยู่ที่โถง อุ้มสมลากชิโลเข้ามา ระหว่างนั้นตรีชฎาเดินผ่านมาพอดี อุ้มสมรีบเข้าไปถาม
“ขอโทษครับคุณป้า”
ตรีชฎาชะงักเหวอ
“เรียกใครป้าคะ เดี๋ยวจับใส่กุญแจมือโทษฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานเลย หน้าใสกิ๊กอย่างนี้เรียกพี่ก็ได้ค่ะน้อง”
“พี่..พี่ก็พี่ครับ”
ตรีชฎายิ้มออก
“ดีมากค่ะ ว่าแต่น้องมีอะไรให้ช่วยเหรอ”
อุ้มสมหันไปสะกิดชิโล
“เจ้ามั่งสิชิโล อย่าปัดความรับผิดชอบให้เราคนเดียว”
ชิโลหน้าเซ็งๆ
“ก็ได้...คือ..พวกเรามีธุระกับผู้กอง....”
ชิโลพูดไม่ทันจบสายตาก็เหลือบไปเห็นผู้กองสการเดินออกมาพร้อมกับมัดหมี่ ชิโลตกใจเผลอเรียกชื่อ
“ผู้กองสการ”
“มาหาผู้กองสการกันเหรอ”
ชิโลรีบปฏิเสธ
“เปล่าค่ะ ไม่ใช่ มาหาผู้กองดรัณค่ะ”
“ตกลงใครกันแน่คะน้อง ผู้กองดรัณหรือผู้กองสการ”
“ผู้กองดรัณค่ะ”
“ผู้กองดรัณไม่อยู่ แต่ถ้าเป็นผู้กองสการล่ะก็...กำลังมาพอดี เดี๋ยวพี่ตามให้”
ชิโลกับอุ้มสมถึงกับอึ้งมองหน้ากันเหวอ

ตรีชฎารีบเดินเข้ามาหาสการ ที่กำลังจะออกไปกับมัดหมี่
“ผู้กองคะ...ผู้กอง มีหนุ่มสาวคู่นึงบอกว่ารู้จักผู้กองดรัณกับผู้กอง ตอนนี้มารอพบอยู่ตรงโน้นค่ะ”
“ได้ครับ”
มัดหมี่ดึงไว้
“มัดหมี่จองโต๊ะไว้ที่ร้านอาหารแล้วนะคะผู้กอง”
“สักครู่นะครับ ร้านอยู่ใกล้ๆแค่นี้เอง ผมขอไปดูก่อนว่าเป็นใคร”
มัดหมี่ปั้นหน้างอ สการเดินตามตรีชฎาไปแต่ไม่เห็นมีใคร
“ไหนล่ะครับคุณตรีชฎา”
“เอ๊ะ...เมื่อกี้ยังอยู่กันตรงนี้เลยนี่”
ตรีชฎาพยายามมองหา แต่หาไม่เจอเพราะทั้งชิโลและอุ้มสมแอบไปหลบก้มหัวต่ำอยู่ไกลๆ
“เขาบอกรึเปล่าครับว่ามีธุระอะไร”
“เปล่าค่ะ ยังไม่ทันบอก แต่ดูท่าทางมีพิรุธ แปลกๆ”
“พิรุธยังไงครับ”
“ก็ดู...แบบว่าพอเห็นผู้กองแล้วมีท่าทางตกใจน่ะค่ะ”
“ตกใจกลัวผม”
สการสงสัยว่าใครกัน ชิโลกับอุ้มสมที่แอบอยู่มองหน้ากันแล้วกลัวสการหันมาเจอ รีบย่องแอบออกไปเนียนๆ
“ผู้กอง...เรียบร้อยรึยังคะ ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็รีบไปเถอะค่ะ มัดหมี่หิวแล้ว ไปนะคะ”
มัดหมี่ควงแขนสการพาออกไปโดยไม่รอฟังคำตอบ ตรีชฎามองตามแล้วหมั่นไส้

“แหม... มัดหมี่หิวแล้ว ไปนะคะ...ท่าทางแบบนั้นไม่ได้หิวข้าวหรอก หิวกล้วยมากกว่า...ชิ..ชะนี”

ชิโลกับอุ้มสมพากันออกมาที่ริมถนนหลังจากพากันหลบมาได้

“โอ้ย เกือบไปแล้ว เราบอกเจ้าแล้วใช่มั้ย ถ้าฟังเรา ก็ไม่ต้องหนีออกมาให้เหนื่อยแบบนี้หรอก”
ชิโลบ่น อุ้มสมโวยกลับ
“เจ้ามาโทษเราได้ไง ทำไมไม่โทษตัวเจ้าเองมั่ง”
“โทษเรา”
“ใช่ !! เราสังเกตมานานแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะลงมือทำอะไร ผู้กองสการเป็นต้องโผล่มาให้เห็นอยู่เรื่อย ภาษาบนโลกมนุษย์เขาเรียกว่า ดวงสมพงษ์ ไปที่ไหนก็เจอ อยู่ที่ไหนก็เห็น”
ชิโลหน้าตึง
“หยุดเลยนะอุ้มสม ถอนคำพูดเจ้าเดี๋ยวนี้”
“ทำไมเราต้องถอน ก็เราพูดตามที่เราเห็น”
“มันก็แค่เรื่องบังเอิญ กับหมอนั่นเราไม่มีวันดวงสมพงษ์ด้วยหรอก ดวงอาฆาตกันซะมากกว่า...ชิ”
ชิโลหันมากอดอกปั้นหน้าตึงอารมณ์เสียก่อนจะเริ่มรู้สึกแปลกๆขึ้นกับตัวเอง อุ้มสมยังพูดไปเรื่อย
“เอาล่ะๆๆ แล้วทีนี้เจ้าจะทำยังไงต่อ จะไปหาผู้กองดรัณที่นั่นก็ไม่ได้แล้ว”
“อุ้มสม...เรา...เราเป็นอะไรก็ไม่รู้ เมื่อกี้นี้ ท้องเรามีเสียงอะไรดังออกมาด้วย”
“เสียง..เสียงในท้องเจ้าน่ะเหรอ”
“ใช่...นี่ไง...กำลังดังใหญ่เลย”
ชิโลรีบชี้ให้อุ้มสมดูที่ท้องตัวเองอย่างตกใจ เสียงท้องชิโลร้องดัง...ครืนนน อุ้มสมตกใจผงะถอยทันที
ชิโลยิ่งตกใจกลัว
“อุ้มสมเรา...เราเป็นอะไรเหรอ”
“เดี๋ยว...ขอเรานึกก่อน...อ๋อ...รู้แล้ว ท้องเจ้ามีเสียงดังแบบนี้แสดงว่ากำลังหิว”
“หิว!!”
“ใช่...หิว... มันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่เจ้ายังไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะตอนเป็นเทวดาพวกเราอิ่มทิพย์ เลยไม่รู้จักคำว่าหิว”
“งั้นเหรอ ท้องเราร้องอีกแล้ว ทำไงดีอุ้มสม”
ชิโลรู้สึกหิวมากขึ้น

ในร้านอาหาร... สการกับมัดหมี่เพิ่งจะสั่งอาหารเสร็จ พนักงานรับออเดอร์แล้วออกไป มัดหมี่นั่งเชยคางมองสการตาปริบๆ
“หน้าผมมีอะไรติดอยู่เหรอครับ” สการถามงงๆ
“มีค่ะ”
“อะไรเหรอครับ”
“ก็ความหล่อไงคะผู้กอง”
สการอึ้ง มัดหมี่ขำ
“ดูสิ ผู้กองเขินใหญ่เลย นึกถึงวันที่มัดหมี่นัดสัมภาษณ์ผู้กองครั้งแรกเลยนะคะ ตอนนั้นผู้กองก็เขินแบบนี้”
“ผมเป็นตำรวจนี่ครับ ไม่ใช่ดารา”
“แต่ความดังของผู้กองยิ่งกว่าดาราบางคนอีกนะคะ ในสังคมที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดี จะหาใครที่เป็นฮีโร่ของประชาชนได้อย่างผู้กองสการได้อีก...จริงมั้ยคะ”
มัดหมี่เชยคางสบตายิ้มหวานเยิ้มให้ ใต้โต๊ะเท้าของมัดหมี่ขยับไปลูบๆเขี่ยๆหน้าแข้งสการที่สะดุ้งโหยงเพราะรู้สึกกำลังถูกอะไรบางอย่างสะกิดขา ได้แต่มองมัดหมี่ตาปริบๆ
ขณะเดียวกัน ชิโลกับอุ้มสมเข้ามาในร้าน แต่ไม่เห็นสการและมัดหมี่
“เอาร้านนี้แล้วกันนะ ใกล้สุดแล้ว เจ้าอยากกินอะไรก็สั่งเลย”
อุ้มสมบอก เมื่อเข้าไปนั่ง ชิโลรีบรับเมนูอาหารจากพนักงานมาเปิดดู ด้วยความหิวชิโลเห็นอะไรก็น่ากินไปทุกอย่าง
“โห...นี่ก็น่ากิน นั่นก็น่ากิน ...ฉันเอาทุกอย่างในนี้เลย”
พนักงานมองหน้าชิโลแล้วตกใจ อุ้มสมอึ้งๆไปเหมือนกัน
“เจ้ากินคนเดียวหมดเหรอ”
“ก็เราหิวนี่ รีบๆเอามาเลยนะ ฉันหิวมาก”
พนักงานพยักหน้ารับอย่างงงๆ ชิโลนั่งลูบท้องตัวเองที่ร้องครืนๆๆ พูดกับท้องตัวเอง
“ใจเย็นๆนะเดี๋ยวก็ได้กินแล้ว...เฮ้อ...เวลาหิวมันเป็นแบบนี้นี่เอง มิน่ามนุษย์ถึงได้กิเลสหนาอยากได้โน่นนี่นั่นตลอด”
ชิโลเปรยอย่างเศร้าๆ

ที่โต๊ะสการ อาหารที่สั่งไปลงโต๊ะแล้ว มัดหมี่จิ้มผักสลัดในจานกินแล้วยิ้มให้...
“ผู้กองต้องทานเยอะๆนะคะ ทำงานหนักมาทั้งวันต้องบำรุงมากๆ จะได้ฟิตปั๋ง มีเรี่ยวมีแรงทำได้นานๆ”
สการถึงชะงักอาหารที่กำลังเคี้ยวอยู่เกือบทำให้สำลัก ต้องรีบกินน้ำตาม มัดหมี่อมยิ้ม
“แหม...ถึงกับสำลักเลย คิดอะไรอยู่เหรอคะ”
“เอ่อ...ปละเปล่าครับ”
มัดหมี่ยิ้มเจ้าเล่ห์
“ไม่คิดก็ดีแล้วค่ะ เพราะที่มัดหมี่พูดน่ะหมายถึงอาชีพตำรวจของผู้กอง ไม่ได้หมายถึง...เรื่อง...”
มัดหมี่ขำคิกคักๆคนเดียว สการรู้สึกอึดอัดที่โดนสาวรุกใส่ เลยต้องหันไปเรียกบริกรมาเติมน้ำ มัดหมี่เห็นได้โอกาสรีบแตะน้ำสลัดมาแต้มให้เลอะปากทันที สการหันกลับมาที่มัดหมี่เลยเข้าแผนหล่อนเห็นคราบน้ำสลัดเลอะริมฝีปาก
”คุณมัดหมี่ครับ ที่ปากคุณเลอะ”
มัดหมี่ทำตกใจ
“เลอะ...เลอะอะไรคะ”
“น้ำสลัดครับ”
“แย่จัง ตรงไหนเหรอคะ ผู้กองช่วยเช็ดให้หน่อยสิคะ”
สการเป็นสุภาพบุรุษเอากระดาษทิชชู่ช่วยเช็ดให้ มัดหมี่สบตาซึ้ง กัดริมฝีปากยั่วเห็นๆ สการชะงัก
“ขอบคุณค่ะผู้กอง เอ๊ะ...หน้าผู้กองก็เลอะซอสด้วยนี่คะ”
“เหรอครับ ตรงไหน”
สการพยายามเช็ดหน้าป้ายไปทั่ว
“มาค่ะมัดหมี่เอาออกให้”
มัดหมี่ขยับเข้าไปใกล้ แล้วจับหน้าสการให้อยู่นิ่งๆแล้วยื่นหน้าไปจุ๊บที่แก้มสการอย่างไม่ทันตั้งตัว
“คุณมัดหมี่ !!”
“ล้อเล่นค่ะ มัดหมี่ก็แค่อยากขอบคุณผู้กองบ้างอะไรบ้าง คงไม่โกรธนะคะ”
สการเริ่มกระอักกระอ่วนใจที่เจอมัดหมี่รุกใส่อย่างกับพายุ

ที่สำนักงานตำรวจฯ...ดรัณมองตรีชฎาอย่างแปลกใจ
“แน่ใจนะครับว่าสาวสวยที่มาหาผมไม่ใช่คุณสิริสุดา”
“แหม..ดิฉันยังไม่แก่ถึงขนาดจำเจ้าสาวของผู้กองไม่ได้หรอกค่ะ”
“แล้วผู้หญิงคนนั้นไม่บอกชื่อทิ้งไว้เลยเหรอครับ”
“เปล่าค่ะ พอผู้กองแซมมาอยู่ๆเธอก็หายตัวไปเลย”
ดรัณแปลกใจอยู่ครู่แต่ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรมาก
“คงมีธุระเดี๋ยวก็คงติดต่อมาใหม่มั้ง ว่าแต่ผู้กองแซมไปไหนเหรอครับ”
“โดนคุณมัดหมี่ฉกตัวไปแล้วค่ะ”
“คุณมัดหมี่”
ดรัณไม่ทันจะถามต่อ มือถือ บีบี ก็ดังเพราะมีข้อความเข้ามา
“ตายยากจริงๆ พูดถึงมันปุ๊บ บีบี มาปั๊บเลย”
ดรัณเอามากดดูข้อความแล้วหัวเราะชอบใจ ตรีชฎาแปลกใจ
“ผู้กองแซม บีบี มาว่าอะไรเหรอคะ”
“มัน บีบี มาขอความช่วยเหลือด่วน”
ตรีชฎาตกใจ
“เกิดเรื่องฉุกเฉินขึ้นกับผู้กองแซมเหรอคะ”
“ใช่...มันบอกว่าตอนนี้มันกำลังโดนหน่วยสวาทบุกจู่โจม ขอให้ผมช่วยมันด้วย”
“หน่วยสวาท !!??”
ดรัณยิ้ม

“โค้ดลับระหว่างผมกับไอ้แซมครับคุณตรีชฎา”

อาหารเริ่มทยอยลงโต๊ะ เริ่มด้วยจานสลัด ชิโลจิ้มผักกินเข้าปาก แล้วตาโต...อึ้ง รสชาติอร่อยล้ำ

“อะ...อะ...อร่อยจังเลย ลองกินดูสิอุ้มสม”
อุ้มสมลองเอาส้อมจิ้มสลัดเข้าปาก เคี้ยวๆ แล้วตาโต อร่อยจริงด้วย ชิโลหันไปถามพนักงาน
“จานนี้มนุษย์อย่างพวกเจ้า..เอ้ย...พวกคุณเรียกว่าอะไร”
พนักงานงงๆ เอ๋อๆ
“สลัดผักค่ะ”
“สลัดผัก อร่อยจังเลย”
ชิโลไม่รอช้าใช้ส้อมจิ้มผักสลัดขึ้นมาเคี้ยวๆอร่อยสุดๆ ระหว่างนั้นพนักงานเริ่มเสิร์ฟอาหารจานต่อมา เป็นปลาช่อนนึ่งกระบอกไม้ไผ่ ชิโลชะงักกึก
“จะ...จานนี้เรียกว่าอะไร”
“ปลาช่อนนึ่งกระบอกไม้ไผ่จิ้มแจ่วค่ะ”
ชิโลกับอุ้มสมร้องออกมาพร้อมกัน
“ปลาช่อน !!”
ชิโลกับอุ้มสมอึ้งๆไปเพ่งมองที่ปลาช่อนตาถลนออกมาจากเบ้า ฉับพลันนั้นก็ได้ยินเสียงของปลาช่อนดังเข้าหู
“นางฟ้า เทวดาจ๋าช่วยเราด้วย..เราถูกมนุษย์จับมา เราโดนพวกเขาตีหัวให้ตาย เราเจ็บเหลือเกิน”
ชิโลกับอุ้มสมผงะตกใจ พนักงานมองงงๆ แล้วเอาอาหารอีกจานมาลงโต๊ะต่อ เป็นเมนูไก่ยัดไส้มาเป็นตัวเลย พนักงานบอก...
“ไก่ยัดไส้โสมเกาหลีค่ะ”
ชิโลกับอุ้มสมเห็นไก่เป็นตัวๆก็ผงะอึ้งอีก เสียงไก่ดังแว่วเข้าหู
“นางฟ้า เทวดาจ๋าช่วยฉันด้วย ฉันเป็นแม่ไก่ ฉันถูกมนุษย์จับมาเชือดขอ ถอนขน ฉันเจ็บเหลือเกิน”
ชิโลกับอุ้มสมยิ่งเหวอกว่าเก่าผักที่กินไปเริ่มขย้อนขึ้นมา พนักงานเสิร์ฟอีกเมนูลงโต๊ะเป็นสเต๊กเนื้อสีแดงฉาน
“สเต๊กเนื้อลูกวัวนิวซีแลนด์ค่ะ”
เสียงลูกวัวดังขึ้น
“ฮือๆๆๆ นางฟ้าเทวดาจ๋าช่วยหนูด้วย หนูเป็นลูกวัว หนูคิดถึงแม่ หนูยังไม่อยากถูกกิน ฮือๆๆๆ”
ชิโลหน้าเสีย
“ชิ...ชิ...ชิโลแย่แล้ว”
คราวนี้ชิโลถึงกับทนไม่ไหวลุกพรวดเอามือปิดปากวิ่งออกไปจากโต๊ะทันที อุ้มสมทำหน้าลมจะใส่รีบวิ่งตามไปด้วยเหมือนกัน พนักงานมองตามแล้วงง

ในห้องน้ำ...มัดหมี่เข้ามาตบแป้งเติมลิปสติคปากก็บ่นไป
“ผู้ชายอะไรใจแข็งอย่างกับหิน นี่ถ้าไม่ใช่ตำรวจคงนึกว่ามานั่งกินข้าวกับนักบวชแล้ว”
มัดหมี่เติมหน้าเสร็จ ก็เริ่มดูเสื้อผ้าตัวเองจัดแจงดันหน้าอกยกให้ดูอึ๋ม
“จัดเต็มแบบนี้ ถ้าวันนี้ไม่จี๊ดถึงใจล่ะก็...รู้ถึงไหนอายถึงนั่นแน่ยัยมัดหมี่”
มัดหมี่เชิดๆเริ่ดๆจะออกจากห้องน้ำ แต่ประตูถูกผลักเข้ามา ชิโลหน้าซีดจะอาเจียน แต่เจอมัดหมี่ขวางทาง
“หลบ..หลบหน่อย”
“เธอนั่นแหละต้องหลบฉัน”
มัดหมี่ไปทางขวา ชิโลไปทางขวา มัดหมี่ไปทางซ้ายชิโลไปทางซ้ายขวางกันไปมา
“โอ๊ยยย..นี่เธอคิดจะแกล้งฉันเหรอ ไม่รู้เหรอไงว่าฉันเป็นใคร”
มัดหมี่ไม่ทันพูดต่อ ชิโลอั้นอาเจียนไม่ไหว..พรวดใส่หน้าอกหน้าใจของมัดหมี่เต็มๆ
“อะ..อะ...อี๊...อ๊ายยยย”
มัดหมี่เลอะอาเจียนของชิโลเต็มๆ ชิโลหมดไปก๊อกแรก แล้วยังมีอีกก๊อกรีบวิ่งไปที่ห้องส้วมปิดประตูแล้วอาเจียนใส่ชักโครก มัดหมี่ร้องโวยวายไปเคาะประตูเรียก
“นี่นังบ้า...ออกมาเดี๋ยวนี้นะ กล้าดียังไงมาอ้วกใส่หน้าอกฉัน...อี๊..ฉันบอกให้ออกมา ไม่ออกมาใช่มั้ย ได้...แฟนฉันเป็นตำรวจ ฉันจะให้เขามาลากคอหล่อนไปโรงพัก..อย่าหนีไปไหนนะ”
มัดหมี่เข้าไปดึงกระดาษทิชชู่เช็ดๆๆๆๆคราบอาเจียนแล้วรีบวิ่งออกไปทิ้งชิโลให้โอ้กอ้ากอยู่ในห้องส้วม

ดรัณนั่งลงที่โต๊ะทำงานยัง บีบี คุยกับสการมีตรีชฎาสอดรู้สอดเห็น ดรัณเลยหันไปบอก
“ไม่ต้องลุ้นหรอกคุณตรีชฎา ผมบอกให้มันช่วยตัวเอง”
“อ้าว..ทำไมล่ะคะ ผู้กองไม่กลัวผู้กองแซมโดนคุณมัดหมี่รวบหัวรวบหางเหรอ”
“เพื่อนผมมันเป็นผู้ชายนะครับคุณตรีชฎาเสียหายนิดๆหน่อยๆ ไม่สึกหรอหรอก”
ตรีชฎาไม่เห็นด้วย
“แต่สุภาพบุรุษอย่างผู้กองแซมไม่เหมือนผู้กองนะคะ วันๆทำแต่งาน จับปืนสู้แต่กับผู้ร้าย แต่เรื่องผู้หญิงรับรองไม่มีทันพวกไฟฟ้าแรงสูงหรอกค่ะ”
“ท่าทางคุณจะไม่ชอบคุณมัดหมี่เอาซะเลยนะ”
“ดิฉันทำงานกับผู้กองแซมมาตั้งนาน รู้ดีค่ะว่าผู้หญิงแบบไหนคือผู้หญิงที่คู่ควรกับผู้กอง”
“คุณรู้เหรอว่าสเปกผู้หญิงของไอ้แซมเป็นยังไง ผมเรียนกับมันมาตั้งแต่โรงเรียนนายร้อย ยังไม่เคยได้ยินมันชมใครว่าสวยเลย”
“ดิฉันไม่รู้หรอกค่ะ แต่ยังไงก็ไม่ใช่ผู้หญิงแบบจี๊ดถึงใจนั่นแน่ค่ะ ดิฉันมั่นใจ”
ตรีชฎาบอกอย่างหนักแน่น

สการกดบีบีอ่านข้อความตอบกลับจากดรัณแต่ไม่ได้เรื่องอะไร
“ไอ้รัณ !! ไอ้เวรเอ้ย ขอให้ช่วยอะไรไม่ได้สักอย่าง”
สการนั่งหน้าเซ็ง ระหว่างนั้น มัดหมี่เดินดิ่งมาที่โต๊ะ กลิ่นอาเจียนที่หน้าอกคลุ้งจนใครๆก็ยกมือมาอุดจมูก มัดหมี่เหวี่ยงวีนมาเลย
“ผู้กองคะ..ช่วยมัดหมี่ด้วยค่ะ”
“เกิดอะไรขึ้นครับคุณมัดหมี่ นี่คุณอาเจียนใส่ตัวเองเหรอครับเนี่ย”
“มัดหมี่เปล่านะคะ มีนังบ้าที่ไหนก็ไม่รู้มาอาเจียนใส่มัดหมี่แล้วไม่ยอมขอโทษ ไม่ยอมรับผิดชอบ มัดหมี่ไม่ยอมนะคะ ผู้กองต้องไปจัดการให้มัดหมี่”
“ผมว่าเรื่องเล็กๆน้อยๆเขาอาจจะไม่สบายก็ได้”
“แต่มัดหมี่ไม่ยอม ผู้กองต้องไปจัดการให้มัดหมี่เดี๋ยวนี้ ไปเถอะค่ะ มันยังอยู่ในห้องน้ำ”
มัดหมี่รีบเข้าไปดึงแขนสการลากไปที่ห้องน้ำทันที

มัดหมี่ลากสการเข้ามาในห้องน้ำ
“มันอยู่ในนี้แหละค่ะผู้กอง มัดหมี่เรียกให้มันออกมาขอโทษแต่มันก็ไม่ยอม”
สการพยายามพูด
“อย่าให้เป็นเรื่องเลยดีกว่าครับ”
“ไม่ได้ค่ะ มัดหมี่จี๊ดแล้วต้องมีเคลียร์!!”
มัดหมี่เดินไปไล่เปิดประตูห้องส้วมทุกห้อง
“ออกมาเดี๋ยวนี้นะ...ฉันนบอกให้ออกมา เสื้อผ้าฉันราคาไม่ใช่ถูกๆ ออกมาชดใช้ค่าเสียให้ให้ฉันเดี๋ยวนี้นะ..บอกให้ออกมา !!”
มัดหมี่เปิดประตูทุกห้องแต่ไม่เจอหญิงสาวที่อาเจียนใส่
“หายไหนแล้ว..สงสัยมันจะหนีไปแล้วแน่ๆเลยค่ะผู้กอง”
“ช่างเถอะครับคุณมัดหมี่ แทนที่คุณจะมาเอาเรื่องเขา ผมว่าคุณน่าจะหาที่เปลี่ยนเสื้อผ้าดีกว่า คือ..กลิ่นคุณตอนนี้..เหม็นมากเลยครับ”
“ผู้กอง !! ...ไม่ได้ค่ะ ถ้ามัดหมี่ไม่ได้ตัวยัยนั่นมาชดใช้ค่าเสียหายให้ล่ะก็ มัดหมี่ไม่ยอม สภาพมันแบบนั้นต้องหนีไปไหนไม่ไกลแน่ ไปค่ะผู้กอง ต้องหาตัวมันให้เจอ”
มัดหมี่รีบเดินหน้าตึงปึงปังออกไปทันที สการเดินตามหลังหน้าเซ็ง อุ้มสมที่เพิ่งออกมาจากห้องน้ำชายหน้าซีดๆเพราะเพิ่งอาเจียนออกหมด แต่พอเห็นหน้าสการก็ตกใจ

ชิโลออกมานั่งหน้ามืดหลังจากอาเจียนออกไปหมดไส้หมดพุง อุ้มสมรีบตามเข้ามา
“ชิโล!”
“อุ้มสม..เราสงสารสัตว์พวกนั้นจัง ทำไมมนุษย์ถึงได้ใจร้ายอย่างนี้ ต่อไปนี้นะเราจะกินแต่มังสวิรัติ จะไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์โลก”
“เป็นบุญแล้วที่เจ้าไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์โลก แต่ตอนนี้ถ้าเจ้าไม่รีบหนี เจ้าได้โดนเบียดเบียนชีวิตเองแน่”
“หมายความว่าไงอุ้มสม”
“ก็ผู้หญิงที่เจ้าไปเรี่ยราดใส่เขาเมื่อกี้นี้ เขามากับผู้กองสการน่ะสิ”
ชิโลตกใจไม่ทันจะพูดอะไร เสียงปรี๊ดแตกของมัดหมี่ก็ตะโกนเข้ามา
“อยู่นี่เอง คิดว่าจะหนีฉันพ้นเหรอ !! ทางนี้ค่ะผู้กอง มันคิดจะหนีแล้ว รีบจับมันเลยค่ะ”
สการตามมัดหมี่เข้ามา เห็นหน้าชิโลถึงกับชะงัก ชิโลตกใจเหวอหน้าเสีย
“นั่นเธอ !!”
สการคิดไปถึงวันที่ดรัณแต่งงานกับสิริสุดา...
...ประตูโบสถ์ถูกผลักเข้ามาอย่างช้าๆแต่หนักแน่น...ตึง !!
ชิโลประกาศ
‘ฉันขอคัดค้านการแต่งงานครั้งนี้ค่ะ !!’
สายตาทุกคู่หันไปมองที่ชิโล หญิงสาวสวยหุ่นดีสีหน้าเอาจริงเอาจังเป็นตาเดียว บาทหลวงตกใจเหวองง
‘วะ...วะ...ว่าไงนะลูก’
‘ฉันขอคัดค้านการแต่งงานงานครั้งนี้ เพราะคุณดรัณเป็น...เอ่อ...เป็น เขาเรียกว่าอะไรนะ ที่มนุษย์ผู้ชายกับมนุษย์ผู้หญิงมักจะลักลอบแอบไปทำกันลับๆน่ะค่ะ’
แขกในงานต่างเหวอ บางคนที่สูงอายุถึงกับตบออกรีบควักยาดมออกมาสูดปื้ดดดด สิริสุดา เอิงเอย และทองทิวถึงกับอึ้ง หันขวับไปมองที่ดรัณเป็นตาเดียว แม้แต่สการเองก็ตกใจไม่น้อยจ้องหน้าเพื่อนอย่างสงสัย ชิโลขยับเข้ามาอีกนิดแล้วเชิดหน้ามั่นใจสุดฤทธิ์
‘ฉันนึกออกแล้ว ฉันกับดรัณเราเป็นกิ๊กกัน เพราะฉะนั้นเขาจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เด็ดขาด ฉันขอคัดค้าน แต่งไม่ได้ ฉันไม่ยอม !!’
นึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา สการมั่นใจแน่ว่าเป็นผู้หญิงคนเดียวกันกับที่พยายามตามหา
“ใช่จริงๆด้วย..ยัยตัวแสบ”
สการรีบเดินปรี่เข้าไปหา ชิโลกับอุ้มสมกลืนน้ำลายเอื๊อก เหวอสุดๆ
“ชิ...ชิ...ชิโลแย่แล้ว”
ชิโลไม่รอช้าหันหลังขวับตั้งท่าโกยอ้าวไปพร้อมกับอุ้มสมทันที...ฟิ้วววว
“อย่าหนีนะยัยตัวแสบ !!”
สการรีบไล่กวดตามไปทันที มัดหมี่มองตามสะใจ

“จับมันมาให้ได้เลยนะคะผู้กอง !!”


มณีแดนสรวง ตอนที่ 4

สการไล่กวดชิโลกับอุ้มสมไปตามย่านศูนย์การค้าที่ผู้คนพลุกพล่าน เข้าร้านโน้นออกร้านนี้ หยุดแวะพักเหนื่อยได้นิดเดียว สการก็ไล่ตามมา ทั้งคู่วิ่งหนีออกมาที่บริเวณลานจอดรถด้านนอก ต่างก็เข่าอ่อนแทบหมดแรง

“โอ้ย ไม่ไหวแล้วอุ้มสม เหนื่อย...เหนื่อยจนใจจะขาดอยู่แล้ว ขอพักก่อน”
“เราก็เหนื่อยเหมือนกัน”
อุ้มสมกับชิโลพากันนั่งพิงรถคันนึงแล้วหายใจหอบเหนื่อย
“คนอะไรก็ไม่รู้ตื้อชะมัด ทำอย่างกับฉันไปฆ่าใครตายถึงต้องตามจับกัดไม่ปล่อยแบบนี้”
“ชิโล !!”
“อะไร”
“มะ...มาโน่นแล้ว”
ชิโลหันไปมองที่กระจกข้างรถซึ่งสะท้อนเงาของสการ ที่กำลังเดินเข้ามามองหา
“ตายยากซะจริงๆ ทำไงดีอุ้มสม”
อุ้มสมรีบดึงชิโลให้ก้มหัวลงต่ำๆ
“เงียบๆไว้ ในนี้หาตัวลำบาก ถ้าหาไม่เจอเดี๋ยวก็ไปเอง”
ชิโลกับอุ้มสมปิดปากเงียบกริบ สการเดินเข้ามาใกล้ๆพยายามมองหา ก้มดูที่พื้น ชะโงกมองตามรถก็ไม่เห็นจนคิดคงไม่อยู่แถวนี้เลยจะออกไป ชิโลกับอุ้มสมกำลังจะรอด แต่อยู่ๆกลิ่นหอมที่คุ้นเคยก็ลอยเข้ามาเตะจมูก สการทำจมูกฟุดฟิด
“กลิ่นหอมแบบนี้...”
สการเดินตามกลิ่นหอมไปจนเข้ามาใกล้ ทำเอาชิโลหน้าเสีย
“แย่แล้ว เราถูกส่งมาให้เป็นมนุษย์แล้ว ทำไมยังมีกลิ่นกายทิพย์ของนางฟ้าอยู่อีกล่ะ”
อุ้มสมพยายามคิด
“รู้แล้ว เพราะเจ้าไม่ได้ถือกำเนิดแบบมนุษย์ แต่เจ้ากำเนิดมาอย่างอุปปาติกะ ยังไงร่างของเจ้าก็ยังเป็นนางฟ้าเทวดา เสร็จสิ้นภารกิจเจ้าก็ต้องกลับสวรรค์”
สการเข้ามาใกล้ทุกทีเพราะกลิ่นกายทิพย์ของชิโล
“มาโน่นแล้ว เอาไงดี”
ชิโลหน้าเครียดพยายามคิดเอาตัวรอดก่อนมองอุ้มสมแล้วยิ้มร้าย
“มองเราแบบนี้ เจ้าคิดอะไร”
ชิโลยิ้มร้ายแล้วดึงผมตัวเองออกมาเส้นนึง แล้วใช้แหย่จมูกอุ้มสมทันที อุ้มสมคัดจมูก
“ฮะ...ฮะ...ฮัด....ชะ...”
อุ้มสมเกือบจะฮัดชิ้วออกมา แต่รีบเอามือบีบจมูกตัวเองทันที
“ทำไมเจ้าไม่ฮัดชิ้วล่ะอุ้มสม เจ้ามีหน้าที่คอยช่วยเราไม่ใช่เหรอ”
“เราไม่ชอบเป็นนกแก้วบ่อยๆนี่ ยิ่งถ้าเราบินไปไล่จิกเขาอีกแล้วเขาชักปืนยิงใส่เราล่ะ”
“ไม่หรอก หมอนั่นคงไม่ใจร้ายถึงขนาดทำร้ายสัตว์ได้ลงคอหรอก นะอุ้มสม ถ้าเจ้าไม่เสียสละ เราได้กอดคอกันติดคุกแน่”
สการเดินเข้ามาใกล้ได้ยินเสียงคุยซุบซิบ
“ใครอยู่ตรงนั้น”
ชิโลกับอุ้มสมหน้าเสีย อุ้มสมต้องตัดสินใจ สการเข้ามาถึงจุดที่ทั้งสองซ่อนตัว
“ออกมาเดี๋ยวนี้นะ ฉันรู้ว่าเธออยู่ตรงนั้นยัยตัวแสบ”
สการโผล่เข้าไปแต่กลับเจอนกแก้วบินออกมาไล่จิกตีเขา
“เฮ้ย..มาจากไหนเนี่ย...ไป...ไป..ชิ้วๆ ไอ้นกบ้า”
สการโดนนกแก้วไล่จิกตีเป็นการใหญ่ ชิโลโผล่หน้าออกมายิ้มสะใจ
“เล่นกับใครไม่เล่น...เชอะ จัดการสั่งสอนให้หลาบจำเลยอุ้มสม”
ชิโลยืนเชียร์นกแก้วอุ้มสมได้ครู่ก็ชะงักอึ้ง เมื่อสการชักปืนออกมาหน้าตาเอาจริง
“ไอ้นกบ้า ฉันไปจองเวรจองกรรมกับแกตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้าไล่ไม่ไปก็ต้องยิงขู่กันล่ะ”
“เฮ้ย...อย่านะ !!”
ชิโลหันรีหันขวางเห็นท่อพีวีซีขนาดเหมาะมืออยู่ที่พื้นเลยรีบหยิบมาแล้วปรี่เข้าใส่
“อย่าทำเพื่อนฉันนะ”
ชิโลเข้าไปกระหน่ำตีสการจากทางด้านหลัง สการร้องเจ็บ ชิโลตีไม่ยั้ง
“นี่แน๊ะๆๆๆ มนุษย์ใจร้าย ทำร้ายได้แม้แต่นกแก้วไม่มีทางสู้”
สการโดนไปหลายทีจนโมโหหันขวับมาแล้วใช้มือจับ...หมับที่ท่อพีวีซี แถมขังจ้องเขม็งใส่ชิโล
“ยัยตัวแสบ...ฉันเจ็บนะ”
“ก็..ก็ตีให้เจ็บนี่จะได้เลิกตอแยฉันซะที”
“ฉันไม่หยุดหรอก จนกว่าจะได้ตัวเธอไปกับฉัน”
“ฝันไปเถอะเจ้ามนุษย์ใจร้าย ฉันไม่ยอมให้เจ้าจับฉันหรอก”
ชิโลชูสองนิ้วแล้วจิ้มเข้าเบ้าตาสการทันที...นี่แน๊ะ !!
“โอ๊ย !!”
สการโดนจิ้มตาผงะถอยกว่าจะลืมตาขึ้นมาได้อีกทีก็หาตัวไม่เจอ
“โอ้ยยย..แสบ...แสบนักนะ เธอหนีฉันไม่พ้นหรอก”
สการไม่ยอมแพ้ทำจมูกฟุดฟิดหากลิ่นของชิโล ก่อนจะได้กลิ่นว่าหนีไปทางไหน สการยิ้มร้ายไล่ล่าตามต่อทันที

ชิโลวิ่งหนีมาถึงหน้าสระว่ายน้ำแห่งหนึ่ง เธอดมตามตัวรวมไปถึงยกแขนดมจักแร้ด้วย
“หมอนั่นจำกลิ่นเราได้แล้ว เอาไงดี คนบ้า !! ชาติก่อนคงไม่ได้เป็นคน จมูกถึงได้ไวชะมัด”
ชิโลหันรีหันขวางก่อนจะหันไปเห็นป้ายสระว่ายน้ำที่ทางเข้าติดป้ายเอาไว้ว่า “ปิดซ่อมแซม”
ชิโลได้ไอเดียรีบปีนข้ามรั้วประตูเข้าไปด้านในทันที สการตามกลิ่นหอมเข้ามาก่อนจะหันไปทางสระว่ายน้ำ

สการเข้ามาในบริเวณสระว่ายน้ำที่ปิดซ่อมแซมบรรยากาศจึงเงียบกริบ พยายามมองหาชิโลพร้อมกับดมกลิ่นไปด้วย แต่กลิ่นนั้นกลับหายไปแล้ว ชิโลที่ลงไปแช่ตัวอยู่ในสระว่ายน้ำตัวชิดติดกับผนังสระ กระพริบตาปริบๆ กลั้นลมหายใจสุดฤทธิ์
สการเดินไปตามขอบสระมองหาชิโล ขณะที่ชิโลที่ยังกลั้นหายใจรออยู่ในน้ำ
“ตาบ้าเอ้ย...มัวแต่เดินหาอยู่นั่นแหละ เมื่อไหร่จะไปๆซะที ฉันจะหมดลมหายใจอยู่แล้ว”
ชิโลบ่นไปก็เริ่มจะหมดลมหายใจจนทนไม่ไหวหน้าดำหน้าแดง ระหว่างนั้นสการหันไปทางอื่นชิโลจะโผล่ขึ้นมา แต่สการก็ดันหันกลับมาอีก เธอเลยต้องดำลงไปต่อ
“โอ้ยยย...ฉันจะไม่ไหวอยู่แล้วใครก็ได้..ช่วย...ช่วยชิโลด้วย”
สการยืนอยู่ตรงขอบ หันมาเห็นหญิงสาวที่กำลังตามล่าตัวอยู่ค่อยๆลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ
“ยัยตัวแสบ !!”
สการตกใจเพราะหญิงสาวหมดสติลอยขึ้นมา เลยรีบกระโดดลงไปในสระว่ายเข้าไปคว้าตัวช่วยพาขึ้นมาบนฝั่ง
ชิโลหมดสติแน่นิ่งไม่รูสึกตัว สการพยายามเรียกสติ
“นี่เธอ...ได้ยินฉันมั้ย...เธอ !!”
สการใจคอไม่ดีฟังเสียงหัวใจ แล้วตัดสินใจช่วยชีวิตด้วยการผายปอดทันที ชิโลแน่นิ่งไปนานปล่อยให้สการช่วยชีวิต มารู้สึกตัวอีกทีตอนที่สการประกบริมฝีปากแล้วสำลักน้ำออกมา สการโล่งอกที่ช่วยให้หญิงสาวรอด แต่ชิโลกลับไม่พอใจ
“นี่เจ้าทำอะไรเรา”
“ยังมาถามอีก ฉันก็เพิ่งจะช่วยชีวิตเธอน่ะสิ”
“ช่วยชีวิตบ้าอะไร เจ้ากำลังล่วงเกินเราอยู่ต่างหาก”
“พูดอะไรของเธอเนี่ยยัยตัวแสบ เธอจมน้ำไม่ได้สติ ถ้าฉันไม่ช่วยผายปอดให้ ป่านนี้เธอได้ไปเฝ้าพระอินทร์แล้ว”
“ฉันเคยไปเฝ้าพระอินทร์มาแล้ว มนุษย์อย่างเจ้านั่นแหละ ไม่มีโอกาสหรอก”
สการงง
“นี่จมน้ำแค่นี้ถึงกับเพี้ยนเลยเหรอ”
“เราไม่ได้เพี้ยน เจ้านั่นแหละที่เพี้ยน เจ้ามนุษย์”
“พอได้ อย่าทำแกล้งบ้าหน่อยเลย ฉันไม่หลงกลเธอหรอก”
สกานเข้าไปจับแขนแน่น
“ไปโรงพักกับฉัน เรามีเรื่องต้องเคลียร์กันอีกเยอะ”
ชิโลหน้าเสีย
“ปล่อยฉันนะ...บอกให้ปล่อย”
สการพยายามลากชิโลให้ไปด้วยกัน ระหว่างนั้นมัดหมี่ตามเข้ามา
“ได้ตัวมันเหรอเหรอคะผู้กอง ดีเลยค่ะพามันไปโรงพักเลย มัดหมี่จะให้มันชดใช้ค่าเสื้อผ้าแบรนด์เนมของมัดหมี่
“เรื่องนั้นผมขอไว้ทีหลังแล้วกัน ผู้หญิงคนนี้ต้องเคลียร์เรื่องวันงานแต่งก่อน”
ชิโลหน้าเสียพยายามคิดหาทางเอาตัวรอด นึกขึ้นได้ก็รีบเหยียบเท้าสการทันที สการสะดุ้งเจ็บเผลอปล่อยมือ ชิโลรีบฉวยโอกาสผลักสการตกลงไปในสระ...ตูม
“ว๊าย...ผู้กอง...”
ชิโลหันมามองมัดหมี่แล้วยิ้มร้าย
“อย่านะ เตือนไว้เลยอย่างฉันไม่ธรรมดา ไม่งั้นมาเป็นแฟนผู้กองไม่ได้หรอก”
มัดหมี่เงื้อมือปรี่เข้าไปจะตบชิโล แต่ถูกชิโลจับมือเอาไว้ได้
“เราก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน เพราะเราไม่ใช่มนุษย์เดินดินอย่างเจ้า”
ชิโลจัดการผลักมัดหมี่ตกลงไปในสระ...ตูม มัดหมี่ร้องโวยวายตกใจ
“ผู้กอง...ช่วยด้วย...ช่วยมัดหมี่ด้วย มัดหมี่ว่ายน้ำไม่เป็น”
ชิโลอาศัยจังหวะชุลมุนวิ่งหนีไปทันที สการไม่สามารถตามได้เพราะต้องเข้าไปช่วยมัดหมี่ก่อน ผู้กองหนุ่มฮึดฮัดตีน้ำกระจาย

“โธ่เว้ย !! อย่าให้เจออีกนะยัยตัวแสบ”

ชิโลกลับมาที่คอนโดแล้ว กำลังยืนกดเรียกลิฟต์ตัวสั่น เพราะเนื้อตัวยังเปียกปอน ปากก็บ่นไป

“ตาบ้า...ไม่รู้จะจองเวรฉันไปถึงไหนกัน ขออย่าให้ได้เจอะได้เจออีกเลย..เพี้ยง”
ชิโลบ่นไปได้ครู่ก็ลิฟท์มาถึง ชิโลเข้าไปในลิฟท์ ประตูค่อยๆปิด สการกับมัดหมี่ที่ตัวเปียกชื้นด้วยกันทั้งคู่วิ่งเข้ามา
“รอด้วยครับ”
สการวิ่งมาไม่ทัน ประตูลิฟท์ที่มีชิโลอยู่ในนั้นปิด
“คนอะไรใจจืดใจดำชะมัด”
มัดหมี่หัวเสียแล้วหันมาที่สการฉีกยิ้มหวานหยด
“โชคดีที่มัดหมี่ติดเสื้อผ้าไว้ในรถด้วย แต่ต้องขอรบกวนผู้กองด้วยนะคะ เลอะไปทั้งตัวแบบนี้ ยังไงก็ต้องอาบน้ำทำความสะอาด ไม่งั้นเหม็นแย่”
“เอ่อ...ได้ครับ”
สการไม่รู้จะปฏิเสธยังไง ระหว่างนั้นลิฟท์อีกตัวมาถึง มัดหมี่รีบควงสการเข้าไปด้วยกันทันที

ชิโลเคาะประตูปังๆๆๆ ครู่หนึ่งอุ้มสมแง้มประตูชะโงกหน้าออกมา
“ชิโล !!”
ชิโลจิกตาปั้นหน้าโกรธใส่อุ้มสมสุดฤทธิ์
“อุ้มสม...เจ้าทิ้งเรา !!”
“ชู่ว์...อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้ เจ้าแน่ใจนะว่าเจ้าหนีผู้กองปืนโหดคนนั้นมาได้แล้ว”
“ถ้าเราหนีไม่รอดแล้วเราจะกลับมาได้เหรอ”
“ก็เผื่อเขาแอบสะกดรอยตามเจ้ากลับมา”
“ไม่มีทาง เราจัดการเขาไปแล้ว ไม่มีวันได้เจอกันอีกแน่...เราสาบาน”
ชิโลดันประตูเข้าไปหน้าตาปั้นปึง อุ้มสมชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวาก่อนจะปิดประตู จังหวะนั้นเอง ที่สการกับมัดหมี่ควงกันเดินมาและหยุดที่หน้าห้องซึ่งตรงข้ามกันเป๊ะกับห้องของชิโล
“ฮะ..ฮัดชิ้ว..ขอโทษค่ะผู้กอง สงสัยมัดหมี่คงจะเริ่มไม่สบายแล้ว คงต้องอาบน้ำอุ่นสักหน่อยร่างกายจะได้อบอุ่น”
สการชะงักมองมัดหมี่ ที่แย่งเอาคีย์การ์ดจากในมือไปรูดปรื้ดเปิดประตูเข้าไปในห้องเฉยเลย

มัดหมี่ปรี่เข้ามาที่ห้องนอนของสการ
“ห้องนอนของผู้กองนี่น่านอนจังเลยนะคะ ห้องน้ำอยู่ทางไหนเอ่ย”
“ทางนั้นครับ”
มัดหมี่หันมากัดริมฝีปากมองผู้กองยั่วๆ
“ได้อาบน้ำอุ่นคงจะสบายตัวขึ้นเยอะเลยนะคะ”
“ครับ..เชิญคุณมัดหมี่ทำธุระตามสะดวกเลย เดี๋ยวผมจะไปใช้ห้องแม่ผมเอง”
สการพูดจบปุ๊บก็รีบเดินออกจากห้องปิดประตู...ปัง ทันที
“ผู้กอง !! หึ มาถึงขนาดนี้แล้วไม่จี๊ดถึงใจไม่ใช่มัดหมี่หรอกค่ะผู้กองแซมขา”
มัดหมี่ยิ้มกริ่ม

เมื่อเข้าไปในห้องแม่ สการถอดเสื้อมองตัวเองอยู่หน้ากระจก พลันคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปสดๆร้อนๆกับหญิงสาวที่ตามหาตัวมานาน เขาอุ้มชิโลขึ้นจากน้ำแล้วช่วยผายปอดให้
ขณะเดียวกัน ชิโลมองตัวเองในกระจกมือแตะที่ริมฝีปากตัวเอง เพราะคิดถึงรสสัมผัสจากสการ ตั้งแต่เกิดมาเป็นนางฟ้าชิโลยังไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน แล้วเธอก็บ่นอย่างเจ็บใจ
“นางฟ้าอย่างเราต้องมาถูกมนุษย์ล่วงเกิน เทพองค์ไหนรู้เข้ามีหวังได้อายไปทั้งสวรรค์แน่ คอยดูนะผู้กองสการ เราขอสัญญาว่าชีวิตเจ้าจะต้องอยู่ไม่เป็นสุข !!”
ชิโลให้สัญญากับตัวเอง!

มัดหมี่อาบน้ำเสร็จ เอาชุดคลุมมาสวมอย่างเซ็กส์ซี่ เดินนวยนาดมาโพสต์ท่าเซ็ส์ซี่บนเตียง แต่เปลี่ยนใจ
“ไม่ดีๆ แบบนี้ดูจัดหนักไป อย่างผู้กองน่าจะชอบผู้หญิงขี้เล่นนิดๆ ซุกซนหน่อยๆพอให้ น่าค้นหา... รู้แล้วทำไง!!”
ขณะเดียวกัน มือหนึ่งจับที่ลูกบิดประตูห้องนอนแล้วเปิดเข้าไป แต่ไม่ใช่สการเพราะเป็นนารี แม่ของสการที่มาในชุดขาวห่มขาวเพิ่งมาจากการปฏิบัติธรรม
มัดหมี่แอบซุกอยู่ใต้ผ้าห่มหัวเราะคิกๆคักๆกะว่าสการต้องมุดผ้าห่มเข้ามาแน่ๆ นารีมองที่เตียงนึกว่าลูกชายตัวเองยังซุกอยู่ใต้ผ้าห่ม
“สายป่านนี้ยังไม่ออกไปทำงานอีกเหรอ หรือว่าจะไม่สบาย”
นารีเป็นห่วงรีบเข้าไปดึงผ้าห่มออก มัดหมี่รีบลุกพรวดโพสต์ท่าเซ็กส์ซี่ใส่สุดฤทธิ์
“แต๊แน๊...เซอร์ไพรซ์ค่ะผู้กองแซม”
นารีตกใจเหวอที่เห็นมัดหมี่อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำเปลือยไหล่โชว์เนินอก ปากเจ่อสุดฤทธิ์
“ว๊าย..คุณแม่ขา..มาได้ไงคะเนี่ย”
นารีลมขึ้น
“โอ้ยยยย...ฉันจะเป็นลม”

สการเอายาดมจ่อที่จมูกนารีจนเริ่มรู้สึกตัว
“แม่ครับ..เป็นยังไงบ้าง”
“ถามแม่ใช่มั้ยว่าเป็นยังไงบ้าง” นารีหน้าตึง
“เอายาดมให้แม่ดมขนาดนี้ ไม่ถามแม่ผมจะไปถามใครล่ะครับ”
“พูดกับแม่แบบนี้ งั้นแกก็โดนแม่ตีเลยแล้วกัน”
นารีตีลูกไม่ยั้งมือ
“นี่แน๊ะ...แกทำอะไรของแกตาแซม รู้มั้ยว่าแกเกือบทำให้แม่หัวใจวาย”
“เดี๋ยวสิแม่...แม่เข้าใจผิดแล้ว ผมไม่ได้ทำอะไรอย่างที่แม่คิดนะ”
“นี่แกยังมาปฏิเสธแม่อีกเหรอ แม่สอนกี่ครั้งแล้วว่าโกหกมันผิดศีล”
นารีตีลูกชายเป็นการสั่งสอนไม่ยั้งมือ มัดหมี่ที่เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ของตัวเองแล้ว และแอบชะโงกหน้าดูสการกับนารี พลางบ่น
“แหม...ของแค่นี้ทำเป็นหัวใจจะวาย ลูกชายตัวเองโตจะมีเมียแล้วค่ะคุณแม่ขา”
มัดหมี่บ่นไปก็คิดอะไรขึ้นมาได้แวบนึง แล้วก็รีบเถเข้าไปแก้ตัวให้สการสุดฤทธิ์
“คุณแม่คะ พอเถอะค่ะ คุณแม่อย่าตีผู้กองเลย ถ้าจะตีก็ตีมัดหมี่เถอะค่ะ มัดหมี่ต่างหากที่ทำให้คุณแม่เข้าใจผิด”
นารีชะงักมองมัดหมี่ที่ตีหน้าเศร้า บีบน้ำตารู้สึกผิดสุดฤทธิ์
“เพราะว่ามัดหมี่กับผู้กองสนิทกันมาก มัดหมี่ก็เลยอยากล้อเล่นผู้กองเฉยๆ”
นารีมองไม่พอใจ
“ล่อเล้นกันแบบนี้ แม่ว่ามันไม่งามเลย”
มัดหมี่สะอื้น เข้าไปกราบที่ตักนารี
“ค่ะคุณแม่ มัดหมี่ขอโทษ เพราะมัดหมี่จบจากเมืองนอก ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมาตั้งแต่เล็ก เลยยังไม่ค่อยเข้าใจวัฒนธรรม เห็นว่าการหยอกล้อแบบนี้เป็นเรื่องปกติ”
“เห็นมั้ยแม่ว่าผมไม่ได้ทำอะไร”
นารีทำตาดุใส่สการ มัดหมี่รีบเล่นละครต่อ
“อย่าดุผู้กองเลยค่ะ ผู้กองเป็นสุภาพบุรุษที่สุดเท่าที่มัดหมี่รู้จัก มัดหมี่เลยไว้ใจว่าเล่นกับผู้กองแล้วไม่มีเรื่องเสียหาย คุณแม่เลี้ยงลูกมาได้ดีมากเลยนะคะ เลี้ยงดีจนมัดหมี่อยากฝากตัวเองเป็นลูกคุณแม่อีกสักคน”
มัดหมี่ตีหน้าเศร้าแล้วก็เข้าไปเอาหน้าซบตักกอดเอวนารี
“ยกโทษให้มัดหมี่ แล้วรับมัดหมี่ไว้เป็นลูกสาวคุณแม่อีกสักคนนะคะ...คุณแม่ขา”
“เอ่อ...เอาล่ะๆ แม่เข้าใจแล้ว” นารีรีบแกะมัดหมี่ออก “ทีหน้าทีหลังก็อย่าเล่นแผลงๆกันแบบนี้อีก เป็นผู้หญิงควรจะรักนวลสงวนตัว”
“ค่ะคุณแม่ขา”

มัดหมี่ยิ้มให้กระพริบตาปริบๆ แอ๊บแบ๊วสุดฤทธิ์

วันต่อมา ที่สำนักงานตำรวจฯ ดรัณเสียงดังใส่สการ หลังจากฟังเรื่องที่เขาเล่าจบ

“ว่าไงนะ แกเจอตัวยัยตัวป่วนนั่นแล้วเหรอ”
“เออ แต่ยัยนั่นดันหนีรอดไปได้”
ดรัณเซ็ง...
“เฮ้ย...อะไรของแกวะไอ้แซม ขนาดคนร้ายปล้นธนาคารแกยังตามลากคอกลับมาได้สบาย แต่นี่แค่ผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียวแกปล่อยให้รอดไปได้ไงวะ”
“แกไม่เจออย่างฉัน แกไม่รู้หรอก ยัยนั่นไม่ธรรมดา”
“ทำไมวะ ฝีมือดีกว่าแกเหรอ”
“เปล่า..ที่บอกว่าไม่ธรรมดาฉันหมายถึงยังไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนที่ทั้งไว ทั้งกะล่อน แสบ เอาเรื่อง แล้วยัง...ติงต๊อง”
“อะไรนะ...ติ๊งต๊องเหรอ”
“เออ...ฉันว่ายัยนั่นต้องสติไม่เต็มแน่ เรียกฉันว่าเจ้ามนุษย์ แล้วก็ทำตัวเองสูงส่งอย่างตัวเองเป็นนางฟ้านางสวรรค์ ฉันก็เลยให้สเก็ตภาพออกมาแล้วส่งรูปไปตามโรงพยาบาลโรคจิต บางทียัยนั่นอาจจะเป็นคนบ้าหลุดออกมา”
ดรัณแอบบ่น
“ถ้าเป็นบ้าจริงก็น่าเสียดาย สวยซะขนาดนั้น”
ตรีชฎาเข้ามา
“ขออนุญาตค่ะผู้กอง”
สการหันไปหา
“ว่าไงคุณตรีชฎา ได้ข้อมูลจากทางโรงพยาบาลมั้ย”
“จากภาพสเก็ตที่ผู้กองให้มา ไม่มีข้อมูลจากโรงพยาบาลโรคจิตว่ามีคนไข้หน้าตาแบบนี้หนีออกมาเลยค่ะ”
“เขาอาจจะไม่บ้าอย่างที่แกคิดก็ได้” ดรัณออกความเห็น
“เอ่อ..ผู้กองคะ”
สการหันไปถาม
“ว่าไง”
“คือพอผู้กองเอาภาพสเก็ตให้ดิฉันดู ดิฉันเลยเพิ่งนึกออกว่าเคยเจอผู้หญิงคนนี้ค่ะ”
“อ้าว...คุณเจอที่ไหน ทำไมไม่บอกผม”
“ก็เจอที่นี่ เมื่อวานนี้ไงคะ ผู้หญิงคนนี้แหละที่มารอพบผู้กองดรัณ หน้าตาสวยอย่างนี้ ดิฉันจำได้แม่น”
สการกับดรัณหันมามองหน้ากันอย่างแปลกใจ

ชิโลนั่งกอดอกหน้าเครียดอยู่ที่โซฟาครุ่นคิดอย่างหนัก
“จะเอาไงต่อดี...ตามผู้กองดรัณไปที่ทำงานก็เจอไอ้หมอนั่นดักเล่นงาน โอ้ย...เรื่องง่ายๆต้องกลายเป็นเรื่องยากเพราะหมอนั่นคนเดียว”
ชิโลบ่นได้ครู่อุ้มสมรีบเข้ามาเรียก
“ชิโล...ชิโล มาดูนี่เร็ว”
“อะไรของเจ้าอีกอุ้มสม”
“มาเถอะน่า”
ชิโลตามอุ้มสมออกไปที่ระเบียงคอนโด แล้วมองไปที่ท้องฟ้าซึ่งอุ้มสมชี้ให้ดู เห็นท้องฟ้ามีเมฆสีดำทะมึนเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างน่ากลัว ฟ้าผ่าเปรี้ยงๆอยู่ในกลุ่มเมฆสีดำ
“ก็แค่เมฆฝนไม่เห็นจะมีอะไรเลย ก็เหมือนเดิมอย่างที่เรารู้กันนั่นแหละ”
“เจ้าดูดีๆก่อน นั่นไม่ใช่ฟ้าร้องฟ้าผ่าที่นางเมขลาล่อแก้วให้รามสูรขว้างขวาน”
ชิโลทำตามที่อุ้มสมบอก มองไปที่เมฆทะมึนและฟ้าแลบแปลบปลาบ ชิโลเริ่มรู้สึกได้ถึงความน่าสะพรึงกลัว
“แย่แล้วอุ้มสม !!”
“ใช่...พวกนั้น...พวกนั้นกำลังมา”
“อสุเรศ”
ชิโลหน้าเสียสีหน้ามีความกังวลขึ้นมาทันที

ที่รกร้างน่ากลัวแห่งหนึ่ง ฟ้าผ่าลงมาเปรี้ยง !! ต้นไม้หักโค่น ลมพายุพัดกระหน่ำ หมอศักดิ์ชัย หมอศัลยกรรมชื่อดัง วิ่งตื่นกลัวล้มลุกคลุกคลานเนื้อตัวมอมแมมอยู่ในอาการหวาดกลัวสุดขีด
“ช่วยด้วย....ช่วยด้วย...ช่วยฉันด้วย”
หมอศักดิ์ชัยนั่งกลัวตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า
“อสูร..อย่าทำร้ายฉัน..ฉันกลัวแล้ว..อย่าทำอะไรฉันเลย...กลัวแล้ว”
เสียงหัวเราะของอสุเรศและพวกลูกน้องอสูรดังกึกก้องไปทั่วอย่างน่ากลัว

ชิโลกับอุ้มสมพากันหน้าเครียด เดินไปเดินมาเหมือนหนูติดจั่น
“ตาย...ตายแน่ๆ ถ้าพวกมันรู้ว่าเจ้าลงมาอยู่บนโลกมนุษย์ ไม่เหลืออิทธิฤทธิ์ของนางฟ้าติดตัว มันต้องแก้แค้นเจ้าแน่ๆชิโล”
ชิโลโมโห
“หุบปากเลย...เจ้าจะพูดให้เรากลัวทำไมอุ้มสม”
“เราไม่ได้พูดให้เจ้ากลัว แต่พูดเตือนสติให้เจ้าหาทางรับมือพวกมัน”
“โธ่เอ้ย แค่ผู้กองสการมนุษย์เดินดินธรรมดายังล่วงเกินเราได้ แล้วเราจะเอาอะไรไปต่อกรกับอสูรชั่วๆอย่างอสุเรศ”
อุ้มสมชะงัก
“เจ้าว่าไงนะ เจ้าโดนผู้กองสการล่วงเกินเหรอ”
ชิโลชะงักนึกได้ว่าหลุดปากรีบเอามือปิดปากทันที
“ชิโล...เจ้าโดนผู้กองสการล่วงเกินยังไง”
ชิโลส่ายหน้าปฏิเสธไม่ยอมพูดถึง ระหว่างนั้นเอง ควันไฟลอยเข้ามา พร้อมกับเสียงสัญญาณเตือนไฟไหม้ในห้องดังขึ้นก้องไปทั่ว ชิโลกับอุ้มสมตกใจ
“เสียงอะไร..เกิดอะไรขึ้น ทำไมควันถึงได้เต็มไปหมด”
“แย่แล้ว...หรือว่า...อสุเรศตามเจอเจ้าแล้ว”
ชิโลกับอุ้มสมเหวอตาตั้งมองหน้ากัน เสียงเคาะประตูปังๆๆๆดังเข้ามาอีก ชิโลกับอุ้มสมถึงกับขยับเข้ามาเบียดกันด้วยความกลัว

“ชิ...ชิโล...แย่แล้ว”


มณีแดนสรวง ตอนที่ 4 (ต่อ)

ควันไฟคละคลุ้งไปทั่วห้อง เสียงสัญญาณเตือนภัยดังสนั่น ชิโลกับอุ้มสมตกใจเสียงเสียงเคาะประตูปึงปังๆ

“ต้องเป็นอสุเรศกับพวกมันแน่ๆ เอาไงดีชิโล”
“เอาไงดีๆ รู้แล้ว...ฉันไม่ยอมโดนพวกมันแก้แค้นหรอก เราต้องสู้กับพวกมัน”
ชิโลหันไปคว้าโคมโฟตั้งโต๊ะขึ้นมา อุ้มสมมองเซ็งๆ
“โธ่เอ้ย ไอ้ของแค่นั้นจะไปทำอะไรมันได้ เสร็จแน่...คราวนี้เรากับเจ้าต้องเสร็จแน่ๆ”
เสียงเคาะประตูยังดังไม่หยุดอุ้มสมกับชิโลหน้าเสียกอดกันตัวกลม ก่อนจะได้ยินเสียงจากคนที่เคาะประตู
”เกิดอะไรขึ้นในนั้น เปิดประตูหน่อย ได้ยินฉันรึเปล่า...มีใครอยู่ข้างในมั้ย”
ชิโลกับอุ้มสมชะงักหันมามองหน้ากัน
“เสียงผู้หญิง...ไม่ใช่อสุเรศ”
“พวกมันอาจจะปลอมตัว ปลอมเสียงมาก็ได้”
“ถ้าพวกมันตามเจอเราแล้วคิดจะมาแก้แค้น พวกมันจะปลอมตัวมาทำไม สู้บุกมาเลยไม่ดีกว่าเหรอ ยังไงตอนนี้เราก็สู้มันไม่ได้”
อุ้มสมนิ่งไปจริงอย่างชิโลว่า ชิโลเลยเดินไปเปิดประตู พบคุณนารี แม่ของสการยืนหน้าตาเป็นห่วง
“เกิดอะไรขึ้นจ๊ะหนู ทำอะไรไหม้ ฉันได้ยินเสียงสัญญาณเตือนไฟไหม้ลั่นไปถึงห้องเลย”
“สัญญาณเตือนไฟไหม้”
ชิโลนึกขึ้นได้หันกลับไปที่ห้องครัว
“แย่แล้ว!”
ชิโลรีบวิ่งหน้าตั้งเข้าไปในครัวทันที...ในห้องครัวเห็นควันไฟคละคลุ้ง ต้นตอของเหตุสัญญาณเตือนดัง เพราะไฟกำลังไหม้หม้อที่ชิโลต้มน้ำทิ้งไว้
“แย่แล้ว...ทำไงดี ไฟ...ไฟไหม้ น้ำ..น้ำอยู่ไหน”
ชิโลรีบหันไปหยิบเหยือกน้ำมาสาดใส่ครัวเพื่อดับไฟ อุ้มสมรีบมาช่วยด้วยจนวุ่นวาย

ชิโลกับอุ้มสมหน้าดำเพราะเขม่าควันไฟ ส่วนสภาพครัวก็เละตุ้มเป๊ะ นารีมองอย่างเป็นห่วง
“ตายจริง ดูไม่จืดเลย”
ชิโลยิ้มแหย
“ครัวหรือว่าพวกเราคะ”
“ก็ทั้งสองอย่างนั่นแหละ”
อุ้มสมหันไปบ่น
“เพราะเจ้าเลยชิโล ต้มน้ำทิ้งไว้แล้วไม่ดู ปล่อยให้น้ำแห้งจนหม้อไหม้แบบนี้”
ชิโลเถียง
“เจ้าอย่ามาโทษเรานะ เพราะเจ้านั่นแหละ ของง่ายๆมีกินไม่กิน จะกินของยากๆ ก็รู้อยู่ว่าเราทำซุปผักเป็นซะที่ไหน”
“ก็เราเบื่อแทะแต่เมล็ดฟักทองแล้วนี่”
นารีเห็นท่าว่าจะเถียงกันใหญ่รีบห้าม
“เอาล่ะจ้ะๆ อย่าเพิ่งโทษกันเลย เสียหายนิดๆหน่อยๆ ดีกว่าไฟไหม้ไปทั้งห้อง”
ชิโลหันมายิ้มให้นารี
“ขอบคุณมากนะคะคุณยาย”
“ว้าย...เรียกป้าดีกว่าจ้ะ ฉันยังไม่แก่สักหน่อย”
“ค่ะ คุณป้าชื่ออะไรเหรอคะ”
“ป้าชื่อนารี แล้วหนูล่ะ”
“เอ่อ..หนู...หนูชื่อชโลธร แต่เรียกชิโลก็ได้ค่ะ”
“ชิโล? ชื่อน่ารักดีนะ”
นารียิ้มให้ชิโลด้วยรอยยิ้มเอ็นดูทำเอาชิโลรู้สึกถึงความอบอุ่น และเป็นคนดีของนารีได้ นารีมองไปที่อุ้มสม ชิโลจึงแนะนำ
“นี่น้องชายของชิโลเองค่ะคุณป้า ชื่ออุ้มสม ชอบพูดมาก เรื่อยเปื่อย ไร้สาระ ถ้าคุณป้าจะเรียกเขาเป็นนกแก้วเขาก็ไม่ถือค่ะ”
“นกแก้วเหรอ”
อุ้มสมหันขวับมาจิกหน้ามองชิโล ที่เล่นงานเขาซะเสียคน นารียิ้ม
“พวกหนูนี่น่ารักดีนะ ว่าแต่สภาพของพวกหนูตอนนี้น่าจะไปอาบน้ำอาบท่ากันหน่อยนะ ขะมุกขะมอมกันเชียว”
ชิโลกับอุ้มสมฉีกยิ้มแหะๆรับ

สการดึงคอเสื้อดรัณเข้ามาอีกห้องหนึ่งสีหน้าเอาเรื่องเพื่อน
“เฮ้ยๆๆๆ เบาๆๆๆ แกจะทำอะไรฉันวะไอ้แซม”
“เลิกโกหกฉันได้แล้วไอ้รัณ ถ้าแกไม่รู้จักกัน แล้วยัยนั่นจะกล้ามาหาแกถึงที่นี่ได้ยังไง”
“ฉันไม่รู้จักผู้หญิงคนนั้นจริงๆ แกเชื่อฉันสิวะ”
สการโวยไม่เลิก
“ไม่เชื่อเว้ย ผู้หญิงบ้าที่ไหนจะกล้าตามมารังควานผู้ชายที่ไม่รู้จักได้ทั้งที่งานแต่งแล้วยังที่ทำงานอีก บอกฉันมาแกไปทำเขาท้องแล้วไม่รับใช่มั้ย แกถึงไม่ยอมพูดความจริง”
“เว้ยยยย ไปกันใหญ่แล้ว ถึงฉันจะเป็นผู้ชายลั้ลลา แต่ฉันก็มีความรับผิดชอบ ตั้งแต่ฉันตัดสินใจเลือกคุณสิเป็นคู่ชีวิต ฉันก็ไม่เคยยุ่งกับใครอีก”
สการจ้องหน้า
“แกอย่าให้ฉันถึงกับต้องพาแกเข้าเครื่องจับเท็จนะเว้ย”
“ได้ ฉันไม่กลัวอยู่แล้ว เพราะสิ่งที่ฉันพูดคือความจริง ฉันไม่รู้จักยัยตัวป่วนนั่น และก็ไม่รู้ด้วยว่ายัยนั่นต้องการอะไรจากฉัน”
สการเห็นท่าทางยืนยันหนักแน่นแบบนั้นก็เริ่มคิดหนักอีก
“แกไม่ต้องมองฉันแบบนั้น ฉันว่าเรื่องยัยตัวป่วนคนนี้ชักจะเลยเถิดไปกันใหญ่แล้ว ถ้าแกไม่เร่งมือตามหายัยนั่นให้เจอก่อนพวกนายทองทิวเจอล่ะก็...ยัยนั่นได้ซวยแน่”
สการแปลกใจ
“พวกนายทองทิวมาเกี่ยวอะไรด้วยวะ”
ดรัณมองหน้าสการแล้วถอนใจ เล่าถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาให้ฟัง


ค่ำคืนที่ผ่านมา...สิริสุดากอดหมอนฟังเพลงอกหักเหม่อ มองไปที่กรอบภาพถ่ายชุดแต่งงานที่ไปถ่ายกับสตูดิโอ ดรัณกับเธอประคองกอดกันอย่างน่ารัก หญิงสาวมองแล้วน้ำตารื้นเลยเริ่มร้องเพลงตามด้วยเสียงอันเพี้ยนสุดๆ ระหว่างนั้นเสียงคนใช้เคาะประตูขัดจังหวะอารมณ์
“คุณสิคะ...คุณสิ”
สิริสุดาอารมณ์เสีย
“ฉันบอกว่าอย่ามากวนฉันไง ฉันอยากอยู่คนเดียว”
ที่หน้าห้องคนใช้เคาะประตูเรียกเจ้านาย ขณะเดียวกับที่ดรัณแอบเข้ามา และหลบอยู่ไกลๆ
“ขอโทษค่ะคุณสิ แต่คุณท่านให้มาบอกว่าคุณท่านกลับมาแล้ว เสร็จธุระแล้วจะขึ้นมาหาคุณสิค่ะ”
สิริสุดาหัวเสีย
“รู้แล้ว...จะไปไหนก็ไป แค่นี้ก็ต้องขึ้นมาบอก”
สิริสุดายิ่งอารมณ์เสีย หันไปเพิ่มเสียงเพลงให้ดังกว่าเดิม แต่ก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเคาะประตูอีก
“จะเคาะทำไมอีก บอกว่าอย่ามารบกวนฉันไง ต้องให้ด่าภาษาถิ่นแกใช่มั้ยถึงจะรู้เรื่อง”
เสียงเคาะประตูยังดังต่อเนื่องไม่หยุดซ้ำยังถี่ขึ้นกว่าเดิมอีก
“นังบ้าเอ้ย...ฉันไล่แกออกแน่”
สิริสุดาโมโหสุดๆปรี่ไปกระชากประตูกะจะด่าคนใช้ แต่ต้องผงะเมื่อคนที่ยืนอยู่คือดรัณ
“ดรัณ !!”
สิริสุดาจะปิดประตูใส่ แต่ดรัณปรี่เข้าใส่รวบตัวเอามือปิดปากสิริสิสุดาไว้ทันที
“ชู่ววว์ อย่าส่งเสียงไปนะสิ พ่อคุณไม่รู้ว่าผมแอบเข้ามาหาคุณ”

สิริสุดาตกใจ ดรัณรีบปิดประตูล็อคกลอนแน่นหนาทันที

ดรัณปิดปากรวบตัวสิริสุดามานั่งลงที่เตียง

“ปล่อยฉันนะ..ฉันเจ็บ คนบ้า บอกให้ปล่อยฉัน”
“ผมปล่อยคุณแน่สิ ผมไม่ได้มาเพื่อทำให้คุณเจ็บ แต่คุณต้องเงียบก่อน สัญญากับผมนะสิ ผมขอร้อง”
สิริสุดานิ่งไปพยักหน้ารับ ดรัณเลยค่อยๆปล่อยมือจากเธอ สิริสุดาตั้งหลักได้ก็ผลักดรัณแล้วตบหน้าทันที..เพี๊ยะ
“ไม่ต้องมาแสดงสีหน้าเจ็บปวดหรอก ไอ้ที่คุณทำร้ายใจสิไว้ มันเจ็บยิ่งกว่าอีก”
“ผมรู้ว่าคุณเสียใจ ผมถึงจำเป็นต้องบุกมาหาคุณถึงที่นี่ เพราะว่าเราควรจะต้องคุยกัน”
“คุยเหรอ...หลังจากที่คุณทำให้สิต้องขายหน้าในวันสำคัญของสิ แล้วคุณก็หายหัวไปมีความสุขกับนังนั่น คุณคิดว่าสิจะมีอะไรคุยกับคุณอีก”
“ไม่ใช่นะสิ...ผมไม่ได้หายไปกับผู้หญิงคนนั้น คุณเข้าใจผิดแล้ว”
“สิไม่อยากฟังคำแก้ตัว”
“แต่คุณต้องรู้ความจริง...ที่ผมหายไปเพราะผมต้องไปรักษาตัว”
สิริสุดาชะงัก
“อย่ามาแต่งนิยายหลอกอะไรสิอีกเลยค่ะรัณ คุณป๋าเตือนสิหมดแล้วว่าสันดานผู้ชายเวลาแก้ตัวจะพูดอะไรออกมาบ้าง”
“คุณป๋าพูดแบบนั้นกับคุณเพราะคุณป๋าเป็นคนจัดการผมไงสิ”
“ดรัณ !! คุณทำร้ายสิไม่พอ คุณยังกล้ามาว่าคุณป๋าอีกเหรอ”
“ผมไม่ได้คิดจะมาฟ้องคุณ แต่ผมอยากให้คุณรู้ความจริงว่าที่ผมหายตัวไปเพราะว่าผมโดนคุณป๋าลากตัวไปซ้อม”
สิริสุดาโมโห
“หยุดเดี๋ยวนี้นะดรัณ !!”
“ผมไม่โกรธและไม่คิดเจ็บแค้นที่คุณป๋าทำร้ายผม แต่ผมแค่อยากให้คุณรู้ว่าต่อให้คุณป๋าลากผมไปควักหัวใจเอามาเสียบประจาน หัวใจของผมก็จะไม่หยุดรักคุณ”
สิริสุดาอึ้งไป ดรัณเข้ามาบีบไหล่เธอจ้องเขม็งเข้าไปที่ดวงตา
“มองตาผมนะสิ...แล้วคุณจะเห็นว่าผมยังมองคุณด้วยความรู้สึกเดียวกันกับครั้งแรกที่เราได้พบกัน...คุณเห็นใช่มั้ยสิ”
สิริสุดานิ่งงันมองแววตาของดรัณ แต่ระหว่างนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“สิ...นี่ป๋าเองนะ...ให้ป๋าเข้าไปได้มั้ย”

ที่หน้าห้องทองทิวเคาะประตูเรียกลูกสาวอีกสองสามครั้ง แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา
“สิ...ทำอะไรอยู่น่ะลูก ป๋าเข้าไปได้มั้ย..สิ”
ทองทิวเริ่มนิ่วหน้าสงสัยและระแวงว่ามีบางอย่างผิดปกติขึ้น แต่ไม่นานสิริสุดาก็มาเปิดประตูสีหน้าดูตื่นๆตกใจ
“มีอะไรเหรอคะป๋า”
“ทำอะไรอยู่ ป๋าเรียกตั้งนาน”
“เอ่อ...สิ...สิ...”
สิริสุดาดูลุกลี้ลุกลน ทองทิวมองเข้าไปในห้องที่ดูเหมือนว่าลูกสาวจะซุกซ่อนบางอย่าง
“ป๋าขอเข้าไปดูในห้องหน่อย”
“ดูอะไรคะป๋า ห้องสิไม่มีอะไรหรอกค่ะ”
“ป๋าอยากดู”
ทองทิวไม่สนใจดันลูกสาวให้หลบแล้วดิ่งเข้าไปในห้องทันที แล้วเดินค้นรอบๆทั้งใต้ผ้าห่มและใต้เตียง สิริสุดารีบตามมาห้าม
“นี่ป๋าจะหาอะไรคะ”
“หาไอ้ดรัณไง”
สิริสุดาผงะ
“ดรัณจะมาอยู่ในนี้ได้ไงคะป๋า”
“จมูกป๋าได้กลิ่นความกะล่อนของมัน”
ดรัณที่แอบซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้า ถึงกับผงะ แอบบ่น
“คนหรือหมาวะเนี่ย”
ขวับ !! ทองทิวหันขวับไปที่ตู้เสื้อผ้าจ้องเขม็งอย่างสงสัย สิริสุดาสะดุ้ง
“ดรัณจะเข้ามาที่นี่ได้ยังไงคะป๋า ลูกน้องป๋าเดินกันให้เต็มบ้าน”
“หึ...ลองมันไม่กลัวตายกล้าฉีกหน้าป๋าในวันแต่งงานได้ กะล่อนอย่างมันก็ทำได้ทุกอย่าง”
ทองทิวตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าคิดว่าต้องอยู่ในนั้นแน่ๆ สิริสุดารีบปรี่ไปขวาง
“หยุดได้แล้วค่ะป๋า ดรัณไม่ได้อยู่ที่นี่”
“ป๋าไม่เชื่อ ป๋ารู้ว่ามันแอบเข้ามาหาสิ”
“ก็ได้ค่ะ ป๋าอยากค้นก็ค้นเลย จะได้รู้ว่าตอนนี้สิทำอะไรก็ไม่ถูกไม่ดี ผิดไปหมด ไม่ใช่ลูกสาวที่ป๋าเคยภาคภูมิใจอีกแล้ว”
สิริสุดาหันไปร้องไห้สะอื้นเสียใจทำเอาทองทิวชะงัก
“สิ...ป๋าไม่เคยคิดกับสิแบบนั้นเลยนะ”
“ฮือๆๆ สิอยากอยู่คนเดียว ป๋าออกไปเถอะค่ะ”
สิริสุดาหันมาสะอื้น ทองทิวเป็นห่วงและรักลูกสาวมากจึงยอม
“สิก็รู้ว่าป๋ามีแก้วตาดวงใจอยู่แค่คนเดียว เพราะฉะนั้นป๋าถึงทนไม่ได้ถ้าจะต้องเห็นหน้าไอ้คนที่มันทำร้ายความรู้สึกของสิอีก”
“สิรู้ค่ะป๋า แต่ป๋าไม่ต้องไปทำอะไรดรัณหรอกค่ะ”
สิริสุดาเชิดหน้าแล้วหางตามองไปที่ตู้เสื้อผ้า ดรัณมองเห็นผ่านบานเกล็ดรู้ว่าสิริสุดาจงใจพูดกับเขา
“สำหรับเขาสิมีวิธีที่จะจัดการไม่ให้เขาทำร้ายใจสิอีก แต่ถ้าป๋าอยากช่วยสิ ป๋าก็ช่วยตามหานังนั่นให้สิก็แล้วกัน สิเกลียดมัน สิอยากจะสั่งสอนมันด้วยมือสิเอง”
“เรื่องนั้นลูกไม่ต้องห่วง ถึงจะเป็นผู้หญิงแต่ถ้าทำให้สิเสียน้ำตา ป๋าก็เว้น เจอเมื่อไหร่อย่างน้อยก็ต้องมีเสียโฉม”
ดรัณที่อยู่ในตู้เสื้อผ้าถึงกับผงะอึ้ง เพราะรู้ดีถึงความโหดเหี้ยมของทองทิว ระหว่างนั้นสิริสุดาเดินมาเปิดตู้เสื้อผ้า
“ออกมา คุณป๋าไปแล้ว”
สิริสุดาสะบัดหน้าเชิด ดรัณตามไปจับไหล่
“ขอบคุณนะสิ ถ้าคุณป๋ารู้ว่าผมอยู่กับคุณ คราวนี้คุณป๋าคงไม่ลากผมไปซ้อมอย่างเดียว”
สิริสุดาหันมาปัดมือ
“ค่ะ..คราวนี้คุณป๋าจะต้องให้ลูกน้องอุ้มพาคุณไปที่เล้าเป็ด จับแก้ผ้าให้ล้อนจ้อนแล้วเอาอาหารเป็ดพอกไอ้ตรงที่มันสร้างปัญหา”
ดรัณผงะ
“เย้ยย พอได้แล้วสิ ผมไม่อยากจินตนาการต่อ...มันเสียวก๊าบๆ...สิจ๋า...แค่คุณรู้ว่าผมไม่ได้หายไปกับผู้หญิงคนนั้นผมก็ดีใจแล้ว”
“ใครว่าสิเชื่อว่าคุณไม่มีอะไรกับนังนั่น”
“อ้าว”
“ไม่ต้องมาอ้าว...ยังไงสิก็ยังไม่เชื่อใจคุณ แต่ที่ยอมช่วยเพราะไม่อยากให้ป๋าต้องติดคุกเพราะฆ่าตำรวจตายต่างหาก”
“สิ !!”
“สำหรับสิ่งที่ป๋าทำกับคุณ ป๋าอาจจะทำเกินไป แต่สิก็เห็นด้วยที่ชายโฉดควรจะต้องได้รับการสั่งสอน ส่วนหญิงชั่วก็อย่าคิดว่าจะพ้นไปง่ายๆ ยังไงกรรมต้องตามสนองแน่”
“ผมว่ามันชักจะเลยเถิดไปใหญ่แล้วนะ”
“ที่เลยเถิดไม่ใช่สิ แต่เป็นคุณต่างหาก กลับไปได้แล้วค่ะดรัณ สิไม่อยากอยู่ใกล้คุณอีก”
“ไม่เอาน่าสิ...ผมจะไม่ไปไหนจนกว่าคุณจะยอมเข้าใจผม”
“ฉันบอกให้ไป”
“ไม่..ผมไม่ไป”
“แน่ใจนะดรัณว่าคุณจะยืนยันคำนั้นจริงๆ”
“ผมแน่ใจ”
“ได้ค่ะ...งั้นสิจะยอมเชื่อทุกคำพูดของคุณ ถ้าคุณยอมให้สิใช้วิธีพิสูจน์”
“ดีเลย ผมยอมให้คุณพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผม คุณจะทำอะไรกับผม ผมยอมหมด”
สิริสุดาจ้องเขม็งแล้วยิ้มร้ายก่อนจะเดินไปเปิดลิ้นชัก หยิบมีดคัตเตอร์อันเขื่องออกมา รูดใบมีดคมวับโชว์ ดรัณเริ่มเสียว
“คุณ...คุณจะทำอะไรน่ะสิ”
“คุณอ้างว่าใจคุณบริสุทธิ์ แต่ในเมื่อไอ้ตัวปัญหามันไม่บริสุทธิ์ ก็ต้องตัดมันทิ้งไปไงคะ”
“ไม่นะสิ...อย่า..อย่าทำอย่างนั้น”

สิริสุดาไม่สนใจเดินเข้าหาพร้อมคัตเตอร์ อีกมือก็คว้าดอกไม้ในแจกันมาตัด...ฉับ ดรัณเหวอกลืนน้ำลาย..เอื๊อก

สการฟังที่ดรัณเล่า รีบจับไหล่เพื่อนอย่างเป็นห่วง

“เฮ้ย...อย่าบอกนะว่าคุณสิจัดการสับน้องชายแกให้เป็ดไปแล้ว”
“ไอ้เวร ถ้าคุณสิเชือดน้องชายฉันไปแล้ว ฉันจะมายืนเล่าให้แกฟังได้ไง”
สการหัวเราะ
“ล้อเล่นน่า แต่จะว่าไปแกไม่น่ารอดจากมือคุณสิมาได้เลย ถ้ายอมแล้วเขาอโหสิให้ ฉันจะได้ไม่ต้องวุ่นวายตามหายัยตัวป่วนนั่นมาช่วยเคลียร์ให้”
“ไอ้ซาดิสต์ ไอ้หล่อแต่ไม่มีหัวใจ ถ้าแกไม่รู้จักความรักจริงๆ สักวันแกจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ได้แต่ใส่เสื้อยืดคนไม่มีแฟนเดินไปเดินมา”
“ดูถูกกันแบบนี้ งั้นแกจัดการตามยัยตัวป่วนนั่นเองแล้วกัน งานอื่นฉันมีให้ทำอีกเยอะ”
“เฮ้ยๆๆ หัวก็ไม่ล้านอย่าใจน้อยสิวะ แกนั่นแหละต้องตามยัยนั่นให้เจอ เพราะถ้าขืนฉันไปตามเอง คุณสิได้เข้าใจว่าฉันพยายามปกป้องยัยนั่นแน่”
สการนิ่งไปครู่
“เฮ้อ...งั้นฉันจะส่งภาพสเก็ตให้สายตรวจช่วยดู ป้วนเปี้ยนไปๆมาๆกล้าปาดหน้ากันแบบนี้ ฉันได้กลิ่นว่าจะอยู่ไม่ไกล”
สการบอกอย่างมั่นใจ

นารีพาชิโลกับอุ้มสมเข้ามาที่ห้องของสการ
“ตามสบายกันเลยนะจ๊ะ ไม่ต้องเกรงใจป้า”
นารีเดินไปทางห้องครัว อุ้มสมชะโงกหน้ามองตามดูกังวลแล้วกระซิบ
“จะดีเหรอชิโล เรายังไม่รู้จักผู้หญิงคนนั้นดีเลยนะ”
“ท่าทางใจดีเป็นมิตรแบบนี้ เราว่าเจ้าอย่าตื่นตูมไปหน่อยเลย”
“แต่เราไม่ค่อยไว้ใจ อย่าลืมสิว่ามนุษย์น่ะรู้หน้าไม่รู้ใจ”
“แต่สำหรับคุณป้าคนนี้ เรารู้สึกว่า...เราไว้ใจได้”
ชิโลดูมั่นใจกับนารีรีบเดินตามไปช่วยที่ครัว
“ให้ชิโลช่วยอะไรมั้ยคะคุณป้า”
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะไปนั่งรอกันเถอะ ป้าทำอาหารแป๊บเดียวเดี๋ยวก็เสร็จ”
“คุณป้าไม่อยากให้ชิโลช่วยเพราะกลัวชิโลทำครัวคุณป้าไฟไหม้เหรอคะ”
“เปล่าจ้ะ” นารีเห็นชิโลหน้าเศร้าๆก็อดขำไม่ได้ “ก็ได้จ้ะ ป้าจะสอนเมนูมังสวิรัตที่อร่อยที่สุดให้ หนูจะได้เอาไปทำกินเองที่ห้อง”
ชิโลยิ้มรับอย่างดีใจ อุ้มสมดูชิโลกับนารีที่สนิทสนมกันอย่างรวดเร็วด้วยความแปลกใจ

เมนูอาหารมังสวิรัติที่ทำเสร็จออกมาแล้วสองสามจาน หน้าตาดูดีทำเอาอุ้มสมตาโต
“โห...นี่ฝีมือเจ้า...เอ่อ...ฝีมือพี่เหรอพี่ชิโล”
ชิโลยืดอก
“เปล่า...ฉันแค่ช่วยหั่นผัก ที่เหลือคุณป้าเป็นคนทำเองหมด”
นารียิ้ม
“แต่เริ่มต้นดีต่อไปก็ทำได้ดีเองจ้ะ นานๆทีป้าจะได้เจอเด็กหนุ่มๆสาวๆหันมาสนใจสุขภาพกินมังสวิรัติเหมือนป้า”
“ชิโลไม่อยากเบียดเบียนชีวิตสัตว์ค่ะคุณป้า”
“ดีจ้ะ ลดละการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นถือเป็นการทำตามศีลข้อหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่ของหนูสอนลูกมาดี”
“ค่ะคุณป้า ที่บ้านของชิโลพวกเราต้องถือศีลกันอย่างเคร่งครัด”
“เหรอจ้ะ แล้วบ้านของหนูอยู่ไหนกัน”
ชิโลกับอุ้มสมชะงักไปมองหน้ากัน
“อยู่ไกลมากเลยค่ะ คุณป้ามีอะไรช่วยแนะนำเราด้วยนะคะ”
“อยู่เมืองนอกกันล่ะสิ”
“เอ่อ...ค่ะ...”
ระหว่างนั้นเสียงโทรศัพท์ในห้องดัง นารีขอตัวไปรับสาย
“ตาแซม...จะถึงบ้านแล้วเหรอ ดีเลย แม่เพิ่งชวนเพื่อนบ้านใหม่เรามาทานข้าว รีบขึ้นมานะจะได้มาทำความรู้จักกันเอาไว้”
นารีวางสายโทรศัพท์แล้วเดินกลับมาที่ชิโล
“คุณป้าไม่ได้อยู่คนเดียวเหรอครับ” อุ้มสมสงสัย
“จ้ะ ป้าอยู่กับลูกชาย ที่นี่เป็นบ้านเขา ปกติป้าอยู่อีกที่ แต่เขาเป็นตำรวจอยู่หน่วยพิเศษ วันๆเอาแต่ทำงานกลับบ้างไม่กลับบ้าง ป้าก็เลยต้องแวะมาดูแลห้องหับให้”
“ลูกชายป้าเป็นตำรวจเหรอคะ”
“จ้ะ...ป้ามีรูปเขาด้วย เดี๋ยวเอาให้ดู อาจจะเคยเดินสวนกันในคอนโดฯบ้างแล้ว”
นารีเดินไปหยิบกรอบรูปที่วางอยู่อีกห้องหนึ่งมาให้ดู ทันทีที่ชิโลเห็นรูปถ่ายของสการก็ตกใจ..อึ้งเหวอ

สการขับรถมาถึงหน้าคอนโดฯ แต่ต้องเบรครถตัวโก่ง เมื่อเจอชายในชุดสูทสีดำ สวมแว่นดำ ยืนจ้องเขม็งไปที่ตัวคอนโดฯ ขวางทางเข้า
สการแปลกใจที่ชายคนนั้นไม่ยอมขยับไปไหน จึงกดแตรเสียงดัง...ปื้นๆๆๆ แต่ชายในชุดดำก็ไม่ขยับเขยื้อน
“หูหนวกเหรอไง”
สการเปิดประตูรถแล้วเดินไปที่ชายคนนั้น
“คุณ...มายืนขวางถนนทำไม เดี๋ยวรถก็ชนหรอก..คุณ!!”
สการเข้าไปจับไหล่ อัคราสูรหันขวับมาแล้วลดแว่นลง เผยให้เห็นดวงตาแดงก่ำจนน่ากลัว สการผงะตกใจด้วยสัญชาติญาณตำรวจรีบเอามือแตะที่เอวเตรียมจะชักปืน แต่เสียงบีบแตรรถดัง...ปื้นนน
สการหันไปเห็นรถอีกคันมาจอดต่อรถตัวเอง เพราะกำลังจะเข้าคอนโดฯเหมือนกัน
“จอดรถขวางทางทำไม...เกะกะคนอื่นเขา”
สการหันกลับมาที่ชายชุดดำแต่ไม่ปรากฏใครเลย มีแต่เขาคนเดียวที่ยืนอยู่ สการถึงกับอึ้งไป

ชิโลกับอุ้มสมหน้าเสีย กระซิบกระซาบกันระหว่างนารีไปเตรียมอาหารเพิ่ม
“แย่แล้วอุ้มสม ทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ หมอนั่นมาอยู่ห้องตรงข้ามเราได้ยังไง
“เราบอกเจ้าแล้วไง ดวงเจ้ากับผู้กองนั่นสมพงษ์กัน หนีไปไหนไม่รอดหรอก”
ชิโลตีแขน
“นี่แน๊ะ เจ้าอย่ามาพูดแบบนี้นะ”
นารีเข้ามา
“รอลูกชายป้าแป๊บนึงนะ กำลังจะขึ้นมาแล้วล่ะ”
ชิโลยิ่งหน้าเสียพยายามคิดหาทางออก
“เอ่อ...คุณป้าคะ คือ...หนูเกรงใจคุณป้ากับลูกชาย หนูกลับไปห้องหนูดีกว่า”
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก เพื่อนบ้านกัน ป้าอยากให้รู้จักกันเอาไว้ มีอะไรจะได้ช่วยเหลือกัน”
อุ้มสมพึมพำ
“ช่วยจับโยนเข้าคุกน่ะสิ”
นารีฟังไม่ถนัด
“ว่าไงนะจ๊ะอุ้มสม”
“เอ่อ...ไม่มีอะไรครับ”
นารียิ้มให้แล้วหันมาจัดโต๊ะอาหารต่อ ชิโลรีบหยิกหลักอุ้มสมแล้วมุมมิบกันสองคน
“โกหกสิอุ้มสม โกหกอะไรก็ได้ที่จะช่วยให้เรารอดออกจากที่นี่”
“เราเป็นเทพบุตรนะ โกหกได้ยังไง มันผิดศีล”
ชิโลคิดบางอย่างขึ้นมาได้
“งั้นไม่ต้องโกหกก็ได้ แค่เล่นละครฉากนึง”
“ละคร”
อุ้มสมงง ชิโลหันไปบอกนารี
“คุณป้าคะ หนูคงต้องขอตัวกลับห้องก่อน พอดีว่าน้องชายหนูรู้สึกไม่ค่อยสบายค่ะ”
ชิโลพูดไปก็หันมาขยิบตาให้อุ้มสมเล่นละครเป็นคนไม่สบาย พูดเบาๆ
“ไม่สบาย...เล่นละครเป็นคนไม่สบายสิอุ้มสม”
“เอ่อ...อ๋อ...โอ้ยยยย ปวด...ปวดหัว วิงเวียน เหมือนจะอาเจียน...โอ้ยยย”
นารีตกใจ
“ตายแล้ว...ทำไมอยู่ๆถึงเป็นได้ล่ะ”
“เอ่อ...ไม่รู้เหมือนกันครับคุณป้า”
“หนูต้องขอตัวพาน้องชายกลับไปที่ห้องก่อนนะคะ คงไม่รบกวนคุณป้าแล้ว”
ชิโลทำเป็นประคองอุ้มสมจะพาออกไป แต่นารีนึกขึ้นได้
“เดี๋ยวก่อนจ้ะ ที่ห้องป้ามียา ทานยาก่อนแล้วค่อยกลับไปนอนพักที่ห้อง”
นารีเข้าไปช่วยประครองอุ้มสมพากลับมานั่งที่เก้าอี้
“รอเดี๋ยวนะ เดี๋ยวป้าไปเอามาให้”
อุ้มสมกับชิโลหน้าเสียกังวลว่าสการจะกลับมาซะก่อน
“เราว่าไม่ต้องรอแล้ว รีบเผ่นตอนนี้เลยดีกว่า”
ชิโลพยักหน้ารับแล้วจะพากันออกไป แต่เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“กลับมาแล้วครับแม่”
ชิโลเหวอหน้าตั้ง
“มะ....มาแล้ว...ชิโลแย่แล้ว”


ที่หน้าประตู สการเคาะประตูเรียกแต่เงียบผิดปกติเลยล้วงกระเป๋าหยิบคีย์การ์ดของตัวเองออกมาจะใช้เปิดเข้าไป แต่คีย์การ์ดเกิดหลุดมือตกพื้น
สการก้มลงไปเก็บ ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นเท้าคนเดินเข้ามาหยุดที่ประตูห้องฝั่งตรงข้าม สการหันไปดูพบว่าเป็นชายในชุดดำที่พบยืนขวางถนนก่อนเข้ามาที่คอนโดฯ
อัคราสูรจ้องที่ประตูห้องของชิโลเขม็ง ก่อนจะใช้แรงผลักประตูอย่างแรงจนประตูกระแทกดัง..ปัง !!
สการตกใจเมื่อเห็นชายชุดดำพังประตูเข้าไป สัญชาติญาณตำรวจจึงรีบชักปืนตามชายชุดดำเข้าไปในห้องชิโล

สการกระชับปืนตามชายในชุดดำเข้ามา เห็นมันรื้อค้นข้าวของอย่างบ้าคลั่ง
“หยุดเดี๋ยวนี้..ยกมือขึ้น !!”
อัคราสูรชะงักนิ่งไปครู่แต่ไม่ยอมทำตามที่สการสั่ง มันรื้อค้นข้าวของต่ออย่างไม่สนใจ
“ฉันเป็นตำรวจ ถ้าแกไม่หยุด ฉันเอาแกเข้าคุกแน่ !!”
อัคราสูรนิ่งไปก่อนจะแสยะยิ้มอย่างร้ายกาจ มันหัวเราะลงลูกคอ....หึๆๆๆๆ แล้วหันมามองสการ
“ไอ้มนุษย์ตัวกระจ้อยร้อย”
อัคราสูรยิ้มร้ายตามันแดงก่ำขึ้นมา เพียงแค่ยกมือขึ้นลมก็พัดเข้าใส่สการอย่างแรงทำเอาสการกระเด็นไปกระแทกกับผนังห้องดัง...อั๊ก!
สการเจ็บจุกแต่ก็รีบลุกขึ้นคว้าปืนที่หลุดมือคิดจะสู้กับมัน แต่พบว่าชายในชุดดำได้หายตัวไปอย่างไร้ร้องรอย สการได้แต่ยืนงุนงงปนเจ็บตัว

นารีเคาะประตูห้องน้ำ...
“หนูชิโลจ้ะ...ป้าเอายามาให้แล้ว น้องชายหนูเป็นยังไงบ้างจ้ะ”
ชิโลกับอุ้มสมที่เข้าไปหลบอยู่ในห้องน้ำหน้าเสียเหงื่อตก
“จะตอบว่าไงดีล่ะชิโล”
“เอ่อ...อาการยังไม่ค่อยดีเลยค่ะคุณป้า”
ตะโกนบอกแล้ว หันมาที่อุ้มสม
“อาเจียนออกมาเลยอุ้มสม”
“เจ้าจะบ้าเหรอ อยู่ๆเจ้าจะให้เราอาเจียนออกมาได้ยังไง”
“หรือว่าเจ้าอยากจะโดนจับได้”
อุ้มสมหน้าเครียดเอาไงดี เมื่อจำเป็นเลยต้องแกล้งทำเป็นอาเจียนเสียงโอ้กอ้าก นารีได้ยินเสียงก็ยิ่งเป็นห่วง
“ตายแล้ว ไหวกันรึเปล่า ป้าช่วยตามหมอมาให้มั้ย”
ระหว่างนั้นสการกลับเข้ามา
“มีอะไรกันครับแม่”
นารีหันมาเห็นลูกชายสภาพเจ็บกลับเข้ามาก็ตกใจ
“ตาแซม..เกิดอะไรขึ้น ไปโดนอะไรมา”
“มีโจรบุกเข้าไปที่ห้องตรงข้ามเราครับ ผมพยายามจะจับมันแต่มันหนีไปได้”
ในห้องน้ำ...ชิโลกับอุ้มสมได้ยินเสียงสการก็พากันตกใจ
“โจร!! ห้องตรงข้าม...นั่นมันห้องเรานี่...แย่แล้ว”
ชิโลเผลอลืมตัวรีบเปิดประตูออกมาทันที
“มีโจรบุกเข้าไปในห้องฉันเหรอ”
ชิโลเปิดประตูออกมาเลยป๊ะหน้าเข้ากับสการจังๆ สองคนมองหน้ากัน...ตึ่ง !
“นี่เธอ....ยัยตัวแสบ”
ชิโลเหวอ
“ชิ..ชิโลแย่แล้ว...หนีเร็วอุ้มสม”
ชิโลกับอุ้มสมจะพากันนี แต่สการดึงคอเสื้อชิโลกับคอเสื้ออุ้มสมเอาไว้แน่น

“กล้าบุกเข้าถ้ำเสือแบบนี้ หนีไม่รอดหรอกยัยตัวแสบ”

โปรดติดตาม "มณีแดนสรวง" ตอนต่อไป
กำลังโหลดความคิดเห็น...